GUN IN THAILAND

Gun In Thailand => กันอินกันเอง => ข้อความที่เริ่มโดย: storm40sw ที่ 29,11, 2016, 13:01:34



หัวข้อ: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 29,11, 2016, 13:01:34
สนช.มีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_119648
 Khaosod
หน้าแรก  ข่าวด่วน
สนช.มีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
วันที่ 29 พฤศจิกายน 2559 - 11:50 น.


เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 29 พ.ย. ที่รัฐสภา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้เรียกประชุมสมาชิกสนช. เป็นพิเศษ โดยนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. ได้แจ้งระเบียบวาระในที่ประชุม ว่า การดำเนินการตามมาตรา 2 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ประกอบมาตรา 23 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ตามที่ได้มีประกาศสำนักพระราชวังเรื่อง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร สวรรคต บัดนี้นายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือด่วนที่สุด ที่ นร.0503/44549 ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2559 แจ้งเรื่องการสถาปนาแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้แล้ว ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ. 2467 แจ้งว่า บัดนี้ ราชบัลลังก์ว่างลง และพระมหากษัตริย์ ได้ทรงแต่งตั้งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เป็นพระรัชทายาทไว้ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ. 2467

คณะรัฐมนตรีจึงขอแจ้งให้ประธานรัฐสภาทราบ ให้ประธานรัฐสภาแจ้งในที่ประชุมรัฐสภา จากนั้นให้ประธานรัฐสภาอัญเชิญองค์พระรัชทายาทขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สืบไป ตามที่ ที่ประชุมสนช. ทำหน้าที่รัฐสภา ได้รับแจ้งมติจากคณะรัฐมนตรีแล้ว นำความกราบบังคมทูลอัญเชิญ สมเด็จพระบรมฯ ขึ้นทรงราชย์สืบราชสันตติวงศ์ เป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของประชาชนชาวไทยสืบไป


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: muslimthai ที่ 29,11, 2016, 13:37:42
ทรงพระเจริญ.... :<> :<> :<> :<>


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: หำน้อย ที่ 29,11, 2016, 13:59:35
ทรงพระเจริญ  :<> :<> :<>


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: beamsound รักในหลวง ที่ 29,11, 2016, 14:37:20
ทรงพระเจริญ


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: Phubun ที่ 29,11, 2016, 14:42:18
ทรงพระเจริญ :<> :<> :<>


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: oTToKinG ที่ 29,11, 2016, 14:51:23
 :<> :<> :<>  ทรงพระเจริญ


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: ^ช่างป้อม บางปลา^ ที่ 29,11, 2016, 15:01:10
 :<> ขอพระองค์ ทรงพระเจริญ  :<>


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: tum_dorm ที่ 29,11, 2016, 15:14:05
ทรงพระเจริญ


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: NOIY555 ที่ 29,11, 2016, 15:50:42
  ทรงพระเจริญ


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: ครูดง ที่ 29,11, 2016, 17:11:27
ทรงพระเจริญ :<>


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: เขยยายทอง - รักในหลวง - ที่ 29,11, 2016, 17:41:27
ทรงพระเจริญ :<> :<>


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: suphakorn ที่ 29,11, 2016, 18:11:10
   ทรงพระเจริญ  :<> :<> :<>


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: ออมสิน ที่ 29,11, 2016, 19:02:43
ทรงพระเจริญ  :<> :<> :<>


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: แซมซาย ที่ 29,11, 2016, 19:10:54
ขอพระองค์ทรงพระเกษมสำราญ   ขอเป็นข้าฯรองพระบาทในหลวงรัชการที่ 10    ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน :<>


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: gai-10 m ที่ 29,11, 2016, 19:23:45
ทรงพระเจริญ  :<> :<> :<>


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: hangseri*รักในหลวง* ที่ 29,11, 2016, 20:06:44
ขอพระองค์ ทรงพระเจริญ  :<>


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: COBAL ที่ 30,11, 2016, 06:37:21
ขอพระองค์ ทรงพระเจริญ   :<> :<> :<>


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: mothay ที่ 30,11, 2016, 07:01:26
ทรงพระเจริญ :<> :<> :<>


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: boonmee glock club ที่ 30,11, 2016, 07:42:20
 :<>ทรงพระเจริญ


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: countryboy ที่ 30,11, 2016, 11:10:17
ขอพระองค์ ทรงพระเจริญ

 :<>


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: คาบศิลา ที่ 30,11, 2016, 16:21:48
ทรงพระเจริญ  :<> :<>


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: dr.siah2 ที่ 30,11, 2016, 23:13:50
ทรงพระเจริญ :<>


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: EAGLE47 ที่ 01,12, 2016, 01:04:26
ขอรองบาทราชวงศ์จักรี จนกว่าชีวีจักหาไม่ ขอพระองค์ทรงพระเจริญ


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: ชล - รักในหลวง ที่ 01,12, 2016, 05:26:51
ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน :<> :<> :<>


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: โกกิ ที่ 01,12, 2016, 18:54:23
 :<> ทรงพระเจริญ  :<>


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 01,12, 2016, 21:20:03
http://www.matichon.co.th/news/380322

โปรดเกล้าฯ ประกาศเฉลิมพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำนักราชเลขาธิการได้ส่งหนังสือด่วนที่สุด ถึง อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เรื่องการประกาศเฉลิมพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีรายละเอียดระบุว่า เนื่องในโอกาสที่ประธานสภานิติบัญยัติแห่งชาติทำหน้าที่ประธานรัฐสภา ในนามของปวงชนชาวไทย ได้กราบบังคมทูลอัญเชิญองค์รัชทายาทขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช 2467 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2559 นั้น ระหว่างที่ประชาชนยังมิได้ถวายพระปรมาภิไธยเนื่องในพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษกตามพระราชประเพณี สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ดังนี้

1.ให้เฉลิมพระปรมาภิไธยว่า “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร”

คำอ่าน สม-เด็ด-พระ-เจ้า-อยู่-หัว-มะ-หา-วะ-ชิ-รา-ลง-กอน-บอ-ดิน-ทระ-เทบ-พะ-ยะ-วะ-ราง-กูน

2. ภาษาอังกฤษว่า

“His Majesty King Maha Vajiralongkorn Bodindradebayavarangkun”


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: C 347 ที่ 01,12, 2016, 21:59:40
 :<>ขอพระองค์ทรงพระเจริญ :<>


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 01,12, 2016, 22:20:37
นั่งดูประกาศ จาก โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจอยุ่


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: sombat1234 ที่ 02,12, 2016, 00:12:28
ทรงพระเจริญ


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: Ananchai81 ที่ 02,12, 2016, 07:44:10
ทรงพระเจริญ   :<> :<> :<>


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: ken2500 ที่ 02,12, 2016, 07:52:16
ทรงพระเจริญ


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: mike308 ที่ 02,12, 2016, 07:53:59
ทรงพระเจริญ :<> :<> :<>


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: najspeed ที่ 02,12, 2016, 08:01:49
ทรงพระเจริญ  :<>


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: aumnueyc ที่ 02,12, 2016, 08:19:19
 :<> :<> :<>ทรงพระเจริญ  :<> :<> :<>


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: vboaw PSDC 49 ที่ 02,12, 2016, 10:25:25
ทรงพระเจริญ :<> :<> :<>


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: Glock_Team ที่ 02,12, 2016, 13:16:35
ขอพระองค์ ทรงพระเจริญ


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 02,12, 2016, 14:00:27
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1480656443

ประชาชน-ภาครัฐเมืองสองแควแห่ซื้อพระบรมฉายาลักษณ์ "รัชกาลที่ 10"

วันที่ 2 ธันวาคม 2559 บรรยากาศบริเวณร้านขายพระบรมฉายาลักษณ์ ถนนพระองค์ดำ อ.เมือง จ.พิษณุโลก ซึ่งมีการนำพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มาจำหน่าย โดยมีประชาชนเดินทางมาหาซื้อเพื่อนำไปประดับตามบ้าน รวมทั้งมีหน่วยงานราชการต่างๆ และวัดมาเลือกซื้อจำนวนมาก

โดยนางสาวอรทัย ปลื้มใจ อายุ 43 ปี เจ้าของร้าน กล่าวว่า หลังจากวันนี้ 29 พฤศจิกายน 2559 การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในวาระการแจ้งการสถาปนาองค์รัชทายาทขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ โดย สนช.ประกาศอัญเชิญองค์พระรัชทายาทขึ้นทรงราชย์เป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของราชอาณาจักรไทยสืบไป เริ่มมีประชาชนทยอยเดินทางมาเลือกซื้อหาพระบรมฉายาลักษณ์พระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร และจากที่เมื่อคืน (1 พ.ย. 59) มีประกาศการอัญเชิญขึ้นทรงราชย์ ทำให้ในช่วงเช้ามีประชาชนมาหาซื้อพระบรมฉายาลักษณ์จำนวนมากเพื่อนำไปไว้ที่บ้านและหน่วยงานต่างๆ ซึ่งที่ร้านมีพระบรมฉายาลักษณ์พร้อมกรอบตั้งแต่ขนาด 30 นิ้ว ถึง 80 นิ้ว และขนาดใหญ่ก็สามารถทำได้ โดยราคาหน่ายตั้งแต่ 300 บาทขึ้นไป


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: phitsanu ที่ 02,12, 2016, 15:15:00
ทรงพระเจริญ


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: Glock 19 Gen4 ที่ 02,12, 2016, 16:04:56
  :<> :<> :<>  ทรงพระเจริญ  :<> :<> :<>


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 03,12, 2016, 11:13:48
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1480731110

กรมประชาสัมพันธ์ บริการดาวน์โหลดพระบรมฉายาลักษณ์ ร.10

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมประชาสัมพันธ์ อัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของกรมประชาสัมพันธ์ ทั้งนี้ ปวงชนชาวไทยสามารถดาวน์โหลดด้วยความจงรักภักดีและเพื่อความเป็นสิริมงคลสืบไป

http://www.prd.go.th/images/article/news151341/n20161203000008_83990.jpg
 


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: dr.siah2 ที่ 03,12, 2016, 22:46:17
ตอม ไม่ เม้น จั้กหน่อยเลยหรือ


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 04,12, 2016, 11:45:08
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1480772212

พิธีบรมราชาภิเษก 9 รัชกาล

เมื่อพระเจ้าแผ่นดินสวรรคต ตามโบราณราชประเพณีของไทย พระนามของผู้ที่ได้รับการเลือกให้เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ ยังจะคงใช้ขานพระนามว่า "สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" ไม่มีคำว่า "พระบาทขึ้นต้น" เครื่องยศบางอย่างก็ต้องลด เช่น พระเศวตฉัตร มีเพียง 7 ชั้น มิใช่ 9 ชั้น คำสั่งของพระองค์ ก็ไม่เรียกว่า พระบรมราชโองการ จนกว่าจะได้ทรงรับการบรมราชาภิเษก จึงถวายพระเกียรติยศโดยสมบูรณ์

ดังนั้นจะต้องมีการจัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นเพื่อจะได้ดำรงเป็นพระมหากษัตราธิราชเจ้าอย่างสมบูรณ์ เพื่อรับรองฐานะความเป็นพระประมุขของรัฐอย่างเป็นทางการ ซึ่งในราชวงศ์จักรีมีการดำเนินการตามโบราณราชประเพณีมาตั้งแต่รัชกาลที่ 1 พิธีการและขั้นตอนมีดังต่อไปนี้

รัชกาลที่ 1

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯให้ทำพิธีราชาภิเษกอย่างย่อในปีแรกที่เสด็จขึ้นครองราชย์ เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2325 ต่อมา พ.ศ. 2328 จึงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเต็มตามแบบแผนโบราณประเพณี มีพระบรมราชโองการพระราชานุญาตให้สมณชีพราหมณ์และประชาราษฎรหาสิ่งของในแผ่นดินได้ตามปรารถนา แล้วทรงโปรยดอกพิกุลทอง พิกุลเงิน และทรงหลั่งน้ำทักษิโณทก โดยทรงอธิษฐานตามพระราชอัชฌาสัย พราหมณ์เป่าพระมหาสังข์ ประโคมดนตรีมโหระทึก สมเด็จพระสังฆราชดับเทียนชัย แล้วเสด็จฯถวายเครื่องไทยธรรมแก่พระสงฆ์

จากนั้นเสด็จออกท้องพระโรงหน้า ประทับพระแท่นเศวตฉัตร พระราชวงศานุวงศ์และข้าทูลละอองธุลีพระบาท ทั้งฝ่ายทหารและพลเรือนเข้ามาเฝ้าฯ พร้อมกัน นอกจากนั้นยังมีการพระราชพิธีสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับพระราชพิธีบรมราชาภิเษกคือ พระราชพิธีอุปราชาภิเษก เพื่อแต่งตั้งพระราชวงศ์ขึ้นทรงดำรงตำแหน่งพระมหาอุปราช หรือกรมพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) อันเป็นตำแหน่งสูงสุดรองจากพระมหากษัตริย์ ซึ่งหมายถึงตำแหน่งรัชทายาทที่จะสืบทอดราชบัลลังก์นั่นเอง

ในสมัยรัชกาลที่ 1 นั้น พระมหาอุปราชพระองค์แรกคือ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท (พระเจ้าน้องยาเธอ)

ต่อมาสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทสิ้นพระชนม์ พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 1 จึงทรงโปรดให้ประกอบพระราชพิธีอุปราชาภิเษกสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร (รัชกาลที่ 2) เมื่อ พ.ศ. 2349

รัชกาลที่ 2

การประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย มีทั้งที่คล้ายกับในรัชกาลที่ 1 และมีที่เปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติมในวันพระฤกษ์บรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชโองการแก่มหาราชครู พระราชทานบรมราชานุญาตให้สมณชีพราหมณ์และประชาราษฎรหาสิ่งของในแผ่นดินบริโภคได้หากไม่มีเจ้าของ ดังความเช่นรัชกาลก่อนว่า

"พรรณพฤกษ์ ชลธี แลสิ่งของในแผ่นดินทั่วทั้งพระราชอาณาจักรนั้น ถ้าไม่มีเจ้าของหวงแหนแล้ว ตามแต่สมณพราหมณาจารย์ อาณาประชาราษฎรจะปรารถนาเถิด"

จากนั้นมีพระบรมราชโองการตรัสสั่งให้มุขมนตรีผู้เป็นเจ้าหน้าที่ให้รักษาสรรพสิ่งทั้งปวงไว้ตามพนักงาน เพื่อจะได้ป้องกันพระราชอาณาเขต ทนุบำรุงพระบวรพุทธศาสนาให้สถาพรสืบไป อรรคมหาเสนาบดีรับพระบรมราชโองการ ข้าราชการถวายบังคมพร้อมกัน

ในสมัยรัชกาลที่ 2 ได้โปรดเกล้าฯ ให้เริ่มพระราชพิธีสักเลขขึ้นทะเบียนพล และเดินสวนเดินนาส่วนพระราชพิธีอุปราชาภิเษกในสมัยรัชกาลที่ 2 เป็นการสถาปนาสมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้ากรมหลวงเสนานุรักษ์ พระบัณฑูรน้อยในรัชกาลที่ 1

รัชกาลที่ 3

เนื่องด้วยพระมหาอุปราชในสมัยรัชกาลที่ 2 สิ้นพระชนม์ก่อนที่พระเจ้าอยู่หัวจะสวรรคต ตำแหน่งมหาอุปราชจึงว่างลง แต่พระเจ้าอยู่หัวไม่ได้แต่งตั้งรัชทายาทและไม่ได้รับสั่งมอบราชสมบัติให้พระราชโอรสพระองค์ใด เมื่อพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 2 สวรรคต พระบรมวงศานุวงศ์และเสนาบดีจึงหารือกันเห็นว่าควรอัญเชิญพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ขึ้นครองราชย์ แม้ว่าตามลำดับการสืบสันตติวงศ์ควรจะเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามงกุฎ พระโอรสซึ่งประสูติจากสมเด็จพระราชินี

การประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น ไม่ได้มีรายละเอียดอย่างครั้งรัชกาลที่ 2 เพียงแต่กล่าวว่า "จัดการพิธีบรมราชาภิเษก เถลิงถวัลยราชสมบัติโดยเยี่ยงอย่างบรรพราชประเพณีสืบ ๆ มา"

รัชกาลที่ 4

พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงมีพระราชประสงค์จะคืนราชสมบัติให้แก่สมเด็จพระอนุชา ดังนั้นพระองค์จึงไม่ทรงสถาปนาพระบรมราชินี และไม่ได้แต่งตั้งพระราชโอรสขึ้นเป็นพระมหาอุปราช เมื่อพระองค์สวรรคต ขุนนางผู้ใหญ่จึงอัญเชิญสมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้ามงกุฎ ซึ่งผนวชอยู่ที่วัดบวรให้เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นรัชกาลที่ 4

ในรัชกาลนี้มีการถือน้ำพิพัฒน์สัตยาก่อนพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็นครั้งแรกในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งประกอบขึ้นในวันที่ 15 พฤษภาคม 2394 และยังทรงแก้พระปรมาภิไธยที่จารึกพระสุพรรณบัฏ จากเดิมในรัชกาลที่ 1-3 มีพระนามขึ้นต้นว่า "สมเด็จพระบรมราชาธิราชรามาธิบดี" และมีสร้อยเหมือนกันทั้ง 3 รัชกาล พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ทรงโปรดให้เรียกพระนามอดีตรัชกาลตามนามพระพุทธรูปที่รัชกาลที่ 3 ทรงพระราชอุทิศ รัชกาลที่ 1 ให้เรียกว่า แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 2 ให้เรียกว่า แผ่นดินพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 3 ให้เรียกว่า แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และเรียกแผ่นดินของพระองค์ว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

รัชกาลที่ 5

วันพระฤกษ์บรมราชาภิเษกรัชกาลที่ 5 คือวันที่ 11 พฤศจิกายน 2411 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงอนุโลมตามแบบอย่างพระราชพิธีที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ได้ทรงตั้งไว้และที่ได้ทรงประกอบการมา แม้แต่การพระราชพิธีบรมราชาภิเษกที่ทรงพระราชดำริว่า การสวดภาณวารเดิมสวดไปครบ 3 วันบริบูรณ์ เพราะจุดเทียนชัยและตั้งต้นสวดภาณวารในวันที่ 2 ดังนั้นเมื่อคราวเฉลิมพระอภิเนาวนิเวศ

รัชกาลที่ 4 ทรงสร้างใหม่ พ.ศ. 2402 โปรดให้ทำการพิธีคล้ายกับพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร จึงทรงให้แก้ไขเพิ่มพิธีตั้งน้ำวงด้ายมีสวดมนต์เลี้ยงพระก่อนวันงานอีก 1 วัน เพื่อให้ได้จุดเทียนชัย และเริ่มสวดภาณวารในเวลาเช้าวันที่ 1 แห่งการพระราชพิธี พิธีตั้งน้ำวงด้ายในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกจึงมีเป็นครั้งแรกในรัชกาลที่ 5

เสร็จพิธีทางสงฆ์และพราหมณ์ มีแตรวงบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีเป็นครั้งแรกด้วย

หลังจากการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้โปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีอุปราชาภิเษก

พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นบวรวิชัยชาญ พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวกับเจ้าจอมมารดาเอม เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) หรือพระมหาอุปราชาในครั้งนี้เป็นการสถาปนาตำแหน่งพระมหาอุปราชาครั้งสุดท้าย ก่อนที่พระเจ้าอยู่หัวจะทรงให้เปลี่ยนตำแหน่งรัชทายาทผู้สืบราชบัลลังก์เป็นตำแหน่ง "สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร" ซึ่งสยามมกุฎราชกุมารพระองค์แรกของไทยคือ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร พระราชโอรสของพระองค์กับสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา บรมราชเทวี (สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า)

รัชกาลที่ 6

การประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมีขึ้นในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2453 โดยเริ่มประกอบพิธีในด้านต่าง ๆ ตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน เรื่อยมา ตามแบบราชประเพณีที่เคยทำมาในวันพระฤกษ์บรมราชาภิเษก เมื่อเสร็จพิธีทางสงฆ์และพราหมณ์แล้ว เจ้าพนักงานประโคมแตรสังข์ บัณเฑาะว์ มโหระทึก เครื่องดุริยดนตรี ยิงปืนมหาฤกษ์ มหาชัย มหาจักร มหาปราบ 21 นัด ตามกำลังวัน ทหารบกทหารเรือยิงปืนใหญ่เฉลิมพระเกียรติยศแห่งละ 101 นัด ซึ่งการยิงปืนใหญ่เฉลิมพระเกียรติถึงแห่งละ 101 นัดนี้เพิ่งมีขึ้นเป็นครั้งแรก ในรัชกาลก่อนหน้านี้เป็นการยิงปืนใหญ่สลุตแห่งละ 21 นัด

นอกจากนั้นยังทรงประกอบพระราชพิธีพิเศษซึ่งในรัชกาลก่อน ๆ ไม่เคยปรากฏคือ งานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภช ในวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2454 ซึ่งประกอบพิธีหลายอย่างซ้ำเดิมที่เคยทำไปแล้วในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก มีลักษณะงาน 3 อย่าง คือ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก การสมโภช และการเลี้ยงลูกขุน

รัชกาลที่ 7

เนื่องจากพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ไม่มีพระราชโอรส พระเจ้าน้องยาเธอ สมเด็จเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ฯ กรมหลวงสุโขทัย จึงได้รับอัญเชิญขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ ตามพระราชหัตถเลขานิติกรรมและมีการประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2468 (เป็น พ.ศ. 2468 ตามการนับปีแบบเดิม แต่หมายถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2469 ในปีถัดมาหลังจาก ร.6 สวรรคตเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2468) ทรงตั้งสัตยาธิษฐานที่จะดำรงทศพิธราชธรรมตามพระราชประสงค์เสร็จพิธีบรมราชาภิเษก วันเดียวกันในเวลาบ่าย พระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกมหาสมาคม ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ทรงมีพระบรมราชโองการทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาหม่อมเจ้ารำไพพรรณี ขึ้นเป็นสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี

รัชกาลที่ 8

พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ไม่มีพระราชโอรสและไม่ได้ทรงแต่งตั้งองค์รัชทายาทเอาไว้ เมื่อพระองค์ทรงสละราชสมบัติ ในปี พ.ศ. 2477 รัฐบาลจึงอัญเชิญ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล พระโอรสของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงสงขลานครินทร์ ขึ้นครองราชย์ตามลำดับพระราชสันตติวงศ์กฎมณเฑียรบาล

พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 8 เสด็จขึ้นครองราชย์ตั้งแต่พระชนมายุ 8 พรรษา จึงได้มีการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทน ส่วนพระองค์ พร้อมด้วยพระราชชนนี พระขนิษฐา และพระอนุชา ทรงประทับอยู่ต่างประเทศ

ในรัชกาลนี้ยังไม่ได้มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตในวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 ต่อมาเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2489 จึงได้มีการประกาศเฉลิมพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลขึ้นเป็น "พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล อดุลยเดชวิมล รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช" เพื่อเป็นการเฉลิมพระบรมขัติยราชอิสสริยยศ รวมทั้งมีการถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์บางองค์ เช่น นพปฎลเศวตฉัตร ใช้ในการกางกั้นพระบรมศพและพระบรมอัฐิ

รัชกาลที่ 9

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ขึ้นทรงราชย์ต่อจากพระเชษฐาธิราชเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2489 และได้ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในอีก 4 ปีถัดมา คือวันที่ 5 พฤษภาคม 2493 พิธีบรมราชาภิเษกรัชกาลนี้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากครั้งรัชกาลก่อน ๆ เพราะได้ย่นพิธีให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ในเวลานั้น ขั้นตอนพิธีสำคัญที่ยังคงไว้คือ พิธีสรงน้ำมูรธาภิเษกและรับน้ำอภิเษก พิธีจารึกพระสุพรรณบัฏ

โดยจารึกพระปรมาภิไธยว่า "พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร"

มีพระบรมราชโองการตอบพระราชอารักขาแด่ประชาชนชาวไทย ด้วยภาษาไทยว่า "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม"

จากนั้นโปรดเกล้าฯ ให้หลวงอักษรการอาลักษณ์อ่านประกาศกระแสพระบรมราชโองการ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาสมเด็จพระราชินีให้ทรงดำรงราชฐานันดรศักดิ์เป็นสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี

ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2493 ตอนเช้า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จออกท้องพระโรงกลางพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท เพื่อพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ทูตานุทูตเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ตอนเย็นของวันเดียวกัน ทั้งสองพระองค์ได้เสด็จออกสีหบัญชร พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท พระราชทานวโรกาสให้ประชาชนเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 06,12, 2016, 15:43:53
http://www.matichon.co.th/news/384926

ทำเนียบฯอัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวง ร.10 ประดิษฐานหน้าตึกไทยคู่ฟ้า(คลิป)

ทำเนียบฯอัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวง ร.10 ประดิษฐานด้านหน้าตึกไทยคู่ฟ้า

เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม ทางทำเนียบรัฐบาลได้อัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ประดิษฐานด้านหน้าตึกไทยคู่ฟ้า โดยประดับครุฑพ่าห์อยู่เบื้องล่างพระบรมฉายาลักษณ์ เหนืออักษรข้อความทรงพระเจริญ พร้อมวางพานพุ่มเงินพานพุ่มทองเพื่อถวายราชสักการะ นอกจากนี้ที่บริเวณรั้วด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล และด้านหน้าตึกไทยคู่ฟ้าได้มีการประดับประดา ตกแต่งด้วยดอกดาวเรืองสีเหลือง ที่เป็นสีประจำวันจันทร์ ซึ่งเป็นวันพระราชสมภพสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร

ทั้งนี้ การประดับประดาด้วยดอกดาวเรืองนั้นมีความสวยงาม ทำให้ข้าราชการหน่วยงานภายในทำเนียบรัฐบาลต่างพากันมาถ่ายภาพเพื่อเก็บความสวยงามนี้ไว้ อย่างไรก็ตาม ทำเนียบรัฐบาลได้อัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ประดิษฐานที่ด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล ถนนพิษณุโลก พร้อมประดับพานพุ่มดอกไม้และเครื่องทองน้อยเป็นราชสักการะ


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 07,12, 2016, 08:35:50
http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/730529

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ โปรดเกล้าฯแต่งตั้งองคมนตรี 10 ราย

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณฯ โปรดเกล้าฯแต่งตั้งองคมนตรี 10 ราย เผยมีคนใหม่ 3 ราย คือ พล.อ.ดาว์พงษ์,พล.อ.ธีรชัย และพล.อ.ไพบูลย์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งองคมนตรี ให้ประกาศว่า โดยที่คณะองคมนตรีได้กราบบังคมลาออกจากตำแหน่งองคมนตรีและทรงพระราชดำริเห็นเป็นการสมควรแต่งตั้งองคมนตรี

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ประกอบกับมาตรา ๑๒ มาตรา ๑๓ และมาตร ๑๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ดังต่อไปนี้

1.พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์
2.นายเกษม วัฒนชัย
3.นายพลากร สุวรรณรัฐ
4.นายอรรถนิติ ดิษฐอำนาจ
5.นายศุภชัย ภู่งาม
6.นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ
7.พลอากาศเอกชลิต พุกผาสุข
8.พลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ
9.พลเอกธีรชัย นาควานิช
10.พลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา

ประกาศ ณ วันที่ 6 ธันวาคม 2559 เป็นปีที่ 1 ในรัชกาลปัจจุบัน ผู้รับสนองพระราชโองการ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี

ทั้งนี้ องคมนตรีใหม่ 3 ราย ประกอบด้วย 1. พลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ อดีตรองผบ.ทบ., อดีตรมว.ทรัพยากรฯ และรมว.ศึกษา, 2. พลเอกธีรชัย นาควานิช อดีตผบ.ทบ., และ3. พลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา อดีแม่ทัพภาคที่1 และรมว.ยุติธรรม


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 09,12, 2016, 12:37:44
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1481255508

สุดยิ่งใหญ่! เรือใบสวนสนามกลางทะเลภูเก็ต แสดงความจงรักภักดีต่อ รัชกาลที่ 10
เวลา 08.55 น. วันที่ 9 ธันวาคม บริเวณอ่าวกะตะ หน้าเกาะปู จัดพิธีสวนสนามทางทะเลแสดงความจงรักภักดีต่อ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 โดยขบวนทีมเรือใบทั้งชาวไทยและต่างชาติซึ่งร่วมเข้าแข่งขันรวม 171 ลำ จะบังคับเรือตั้งขบวนที่จุดเตรียมตัวบริเวณอ่าวกะตะ และแล่นผ่านเรือรบของกองทัพเรือเพื่อทำการถวายความเคารพ เรือที่เป็นประธานในการสวนสนามคือเรือหลวงแกลง ซึ่งเปรียบเสมือนตัวแทนขององค์พระมหากษัตริย์ และมีเรือรบของกองทัพเรือจอดเรียงอีก 2 ลำ ได้แก่ เรือ ต.113 และ เรือ ต.221 โดยทิศทางการทำความเคารพคือทิศเหนือ การสวนสนามเริ่มจากขบวนเรือใบใหญ่ นำโดยทีมเรือราชนาวี ไปจนถึงขบวนเรือใบเล็กของนักกีฬาเยาวชน หลังจากนั้น เรือใบทุกลำจะเดินทางเข้าสู่สนามแข่งขัน เพื่อเริ่มการแข่งขันในวันที่ 4 ต่อไป

สำหรับพิธีสวนสนามทางทะเล ถือเป็นพิธีการเพียงหนึ่งเดียวในโลกที่จัดขึ้นที่งานแข่งขันเรือใบภูเก็ตคิงส์คัพรีกัตต้าเป็นประจำทุกปี ซึ่งมีการแพร่ภาพออกอากาศไปทั่วโลก

ตลอดระยะเวลา 3 ทศวรรษที่ผ่านมา งานภูเก็ตคิงส์คัพรีกัตต้า การแข่งขันเรือใบชิงถ้วยพระราชทานได้รับการยกย่องให้เป็นงานการแข่งขันเรือใบนานาชาติสำคัญทีสุดรายการหนึ่งในเอเชีย โดยมีวัตถุประสงค์การจัดงานเพื่อสดุดีพระอัจฉริยภาพและรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงมีต่อวงการเรือใบ นอกจากนี้ งานภูเก็ตคิงส์คัพรีกัตต้ายังมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นสถานที่จัดการแข่งขันเรือใบระดับนานาชาติชั้นนำที่ได้รับความนิยมสูงสุดแห่งหนึ่งของโลก โดยในแต่ละปีสามารถดึงดูดนักกีฬาเรือใบทั้งไทยและต่างประเทศมากกว่า 1,000 คน ซึ่งนำเรือใบมากกว่า 200 ลำ มาร่วมการแข่งขันเหนือท้องทะเลอันดามันอันสวยงามของเกาะภูเก็ต


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 10,12, 2016, 10:13:41
http://www.matichon.co.th/news/389799

หน้า1-“ร.10″เสด็จกระบี่ แถวเฝ้ารับ16กม.”ทรงพระเจริญ”กึกก้อง ปลาบปลื้มชื่นชมพระบารมี

“ร.10″เสด็จกระบี่ แถวเฝ้ารับ16กม. “ทรงพระเจริญ”กึกก้อง ทรงเปิดศาลากลางใหม่ รอตี3-ชื่นชมพระบารมี ราชสกุลร.4-ร.5เจ้าภาพ บำเพ็ญพระราชกุศลร.9 กทม.ปลูกทองอุไรถวาย

“ร.10″ทรงพระเจริญกึกก้องกระบี่

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เสด็จพระราชดำเนิน โดยเครื่องบินพระที่นั่ง จากท่าอากาศยานทหารดอนเมืองถึงท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่ ต.เหนือคลอง อ.เหนือคลอง โดยมีนายพินิจ บุญเลิศ ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ นายชัยรัตน์ ชัมพล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดกระบี่ พล.ต.ท.เทศา ศิริวาโท ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 พล.ร.ต.วรงกรณ์ โอสถานนท์ ผู้บัญชาการฐานทัพเรือพังงา กองทัพเรือภาค 3 เฝ้าฯรับเสด็จ

จากนั้นประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จฯออกจากท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่ ไปยังศูนย์รวมราชการศาลากลางจังหวัดกระบี่ ต.ปากน้ำ อ.เมืองกระบี่ ระยะทาง 16 กิโลเมตร ตลอดเส้นทางมีพสกนิการกว่า 30,000 คน เฝ้าฯรอรับเสด็จ พร้อมโบกธงชาติ และเปล่งเสียงทรงพระเจริญดังกึกก้อง จากนั้นขบวนรถยนต์พระที่นั่งเสด็จฯถึงศาลหลักเมืองจังหวัดกระบี่ นายสมควร ขันเงิน รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ นายกีรติศักดิ์ ภูเก้าล้วน นายกเทศมนตรีเมืองกระบี่ เฝ้าฯรับเสด็จ เข้าสู่ศาลหลักเมือง ทรงวางพวงมาลา จุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายสักการะศาลหลักเมืองจังหวัดกระบี่

ทรงลงนามาภิไธยในสมุดเยี่ยม

จากนั้นเสด็จออกจากศาลหลักเมือง ไปยังที่ตั้งพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว วงดุริยางศ์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนอบ คงพูน รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ พร้อมข้าราชการ ประชาชน เฝ้าฯรับเสด็จ ทรงวางพานพุ่ม ทรงจุดเทียนเครื่องทองน้อยถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จากนั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เสด็จฯไปยังพลับพลาพิธี ทรงจุดธูปเทียน เครื่องสักการะบูชาพระพุทธนวราชบพิตร ประทับพระราชอาสน์ ทรงศีล ประธานสงฆ์ถวายศีล จบ มีข้าราชการ ประชาชน เฝ้าฯรอรับเสด็จกว่า 5,000 คน

ต่อมานายพินิจ บุญเลิศ ผู้ว่าฯกระบี่ กราบบังคมทูลรายงานความเป็นมาการก่อสร้างอาคารศาลากลางจังหวัดกระบี่หลังใหม่ ก่อนนายสมควร ขันเงิน รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ กราบบังคมทูลเบิกตัวผู้มีอุปการคุณในการก่อสร้างอาคารศาลากลางจังหวัดกระบี่ หลังใหม่ 80 ราย เข้าเฝ้าฯรับพระราชทานของที่ระลึก จากนั้นนายพินิจ ขอพระราชทานพระราชานุญาตเข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯถวายแผ่นศิลา เพื่อทรงลงพระนามาภิไธย จากนั้นเสด็จออกจากพลับพลาพิธี ไปยังแท่นพิธีทรงกดปุ่มไฟฟ้าเปิดแพรคลุมป้าย อาคารศาลากลางจังหวัดกระบี่หลังใหม่ พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา เจ้าพนักงานลั่นฆ้องชัย ประโคมสังข์ แตร ดุริยางค์ เสด็จฯเข้าสู่พลับพลาพิธี ทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมถวายพระสงฆ์ ประทับพระราชอาสน์ ทรงหลั่งทักษิโณทก พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก

จากนั้นเสด็จพระดำเนินสู่อาคารศาลากลางจังหวัดกระบี่หลังใหม่ เสด็จขึ้นสู่ชั้น 4 โดยประทับห้องรับรอง ทรงลงพระนามาภิไธยในสมุดเยี่ยม จากนั้นเสด็จสู่ชั้น 3 ทรงฉายพระรูปกับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่กระทรวงมหาดไทย และข้าราชการจังหวัดกระบี่ 3 คณะ จากนั้นเสด็จพระราชดำเนิน โดยรถยนต์พระที่นั่ง ออกจากศาลากลางจังหวัดกระบี่ ไปยังท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่ เสด็จพระราชดำเนินกลับไปยังท่าอากาศทหารดอนเมือง

ทั้งนี้ จังหวัดกระบี่ถวายของที่ระลึกเป็นเรือหัวโทงจำลอง ข้าวสังข์หยด จาก ต.คลองประสงค์ ผลไม้ และกุ้งมังกร 10 ตัว

คนกระบี่ปีติแสดงความภักดี”ร.10″

นายพินิจ บุญเลิศ ผู้ว่าฯกระบี่ กล่าวว่า นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ที่พสกนิกรชาวกระบี่ และจังหวัดใกล้เคียงมีโอกาสเฝ้าฯรับเสด็จ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เสด็จฯมาปฏิบัติพระราชกรณียกิจทรงเปิดอาคารศาลากลาง จ.กระบี่ หลังใหม่ เป็นจังหวัดแรกในรัชสมัยรัชกาลที่ 10 ชาวกระบี่โชคดีมาก เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ทรงเปิดศาลากลางจังหวัดกระบี่หลังใหม่ เท่ากับว่ามีพระมหากษัตริย์สองพระองค์ เสด็จฯมา จ.กระบี่ โดยรัชกาลที่ 10 มาปฏิบัติราชกรณียกิจแทนรัชกาลที่ 9

“ศาลากลางกระบี่หลังใหม่ เริ่มก่อสร้างเมื่อปี 2551 ใช้เวลาก่อสร้าง 5 ปี แล้วเสร็จเมื่อปี 2556 งบประมาณ 113,800,000 บาท ปัจจุบันใช้เป็นที่ตั้งสำนักงานส่วนราชการ แต่ยังไม่ได้มีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ นับเป็นโชคดีของชาวจังหวัดกระบี่ เพราะกำลังอยู่ในช่วงแสดงความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ได้มีโอกาสแสดงความอาลัย และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พร้อมทั้งได้แสดงความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์องค์ใหม่ รัชกาลที่ 10 ด้วย” นายพินิจกล่าว

พสกนิกรเฝ้าฯรับเสด็จตั้งแต่ตี3

นายพินิจกล่าวว่า มีพสกนิกรทั้งใน จ.กระบี่, ตรัง, สุราษฎร์ธานี, พังงา และ จ.ภูเก็ต มารอรับเสด็จตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ตั้งแต่ท่าอากาศยานนานาชาติจังหวัดกระบี่จนถึงศาลากลางจังหวัดกระบี่ ระยะทางประมาณ 16 กิโลเมตร โดยทางจังหวัดมีรถรับส่งประชาชนโดยไม่คิดค่าบริการ รวมทั้งวางน้ำดื่มตามจุดต่างๆ ให้ประชาชนด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีประชาชนบางส่วนเดินทางมารอรับเสด็จ ตั้งเวลาเวลา 03.00 น. พร้อมถือพระบรมฉายาลักษณ์ และธงชาติไทย โดยนำเสื่อมาปูรองนั่งเพื่อชื่นชมพระบารมี

น.ส.รจนา เนื้ออ่อน อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 35/1 หมู่ 3 ต.แหลมสัก อ อ่าวลึก จ.กระบี่ กล่าวว่า เดินทางมาพร้อมเพื่อนบ้านตั้งแต่ช่วงเช้า เพื่อรอเฝ้าฯรับเสด็จ รู้สึกปลื้มปีติที่ในหลวงรัชกาลที่ 10 เสด็จฯมา จ.กระบี่ เป็นจังหวัดแรก ถือเป็นบุญของชาวกระบี่

นางนันทา เอ่งฉ้วน อายุ 85 ปี อยู่บ้านเลขที่ 49 หมู่ 2 ต.เหนือคลอง อ.เหนือลอง จ.กระบี่ กล่าวว่า มาตั้งแต่ช่วงเช้าเพื่อรอรับเสด็จในหลวงรัชกาลที่ 10 อายุมากแล้ว คงเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตที่มีโอกาสเฝ้าฯรับเสด็จ ถือเป็นบุญที่เกิดมาเป็นคนไทย ที่มีพระมหากษัติร์ที่ยิ่งใหญ่ทั้งรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10

ปลาบปลื้มชื่นชมพระบารมี”ร.10″

นางอาภัสร หนูเอียด อายุ 45 ปี ชาว ต.เขาเขน อ.ปลายพระยา จ.กระบี่ กล่าวว่า มารอเฝ้าฯรับเสด็จที่บริเวณลานประติมากรรมปูดำตั้งแต่ช่วงเช้า รู้สึกปลาบปลื้มอย่างหาที่สุดมิได้ที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เสด็จฯมาปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ใน จ.กระบี่ เป็นจังหวัดแรก ได้มีโอกาสชื่นชมพระบารมีและแสดงความจงรักภักดีต่อพระองค์ท่าน

นางมาลี สุขเจริญ อายุ 67 ปี ชาวสุราษฎร์ ธานี กล่าวว่า เดินทางมาจาก จ.สุราษฎร์ธานีพร้อมครอบครัวตั้งแต่เช้ามืดเพื่อจับจองพื้นที่ใกล้ที่สุดกับพลับพลาพิธี ที่ประทับเพื่อชื่นชมพระบารมี พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 รู้สึกปลาบปลื้มใจอย่างหาที่สุดมิได้

นายอับดลละ กะกา อายุ 62 ปี อยู่บ้านเลขที่ 32 ซอยวังตอ ต.ทับเที่ยง อ.เมือง จ.ตรัง กล่าวว่า เดินทางมารอตั้งแต่เมื่อคืนวันที่ 8 ธันวาคม โดยนอนค้างที่บ้านลูกสาว จากนั้นช่วงเช้าออกมาจับจองที่นั่งเข้าไปเฝ้าฯรับเสด็จ ภายในบริเวณศาลากลางจังหวัดกระบี่ พร้อมครอบครัว 4 คน ถือเป็นบุญอย่างยิ่งที่เข้าเฝ้าฯรับเสด็จ ในหลวงรัชกาลที่ 10 ขอให้พระองค์ทรงพระเจริญ


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 11,12, 2016, 23:38:18
http://www.matichon.co.th/news/391383

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯพระราชกฤษฎีกา อภัยโทษผู้ต้องขัง ในโอกาสแรกขึ้นทรงราชย์


เมื่อวันที่ 11 ธ.ค.59 เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ พระราชกฤษฎีกา พระราชทานอภัยโทษ เนื่องในโอกาสแรกนับแต่ขึ้นทรงราชย์สืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ. ๒๕๕๙
โดยมีใจความว่า

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ให้ไว้ ณ วันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ.2559 เป็นปีที่ 1 ในรัชกาลปัจจุบัน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่ทรงพระราชดําริเห็นว่า เนื่องในโอกาสแรกนับแต่ขึ้นทรงราชย์สืบราชสันตติวงศ์ เพื่อเป็น การแสดงพระมหากรุณาธิคุณในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมควรพระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องราชทัณฑ์ เพื่อให้โอกาสแก่บุคคลเหล่านั้นกลับประพฤติตน เป็นพลเมืองดี อันจะเป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติสืบไป อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 22 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 และมาตรา 261 ทวิ วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2517 จึงทรง
พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา 1 พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษเนื่องในโอกาสแรก
นับแต่ขึ้นทรงราชย์สืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ.2559

มาตรา 2 พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วัน ถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

มาตรา 3 ในพระราชกฤษฎีกานี้
“ผู้ต้องกักขัง” หมายความว่า ผู้ต้องโทษกักขังแทนโทษจําคุกหรือผู้ถูกกักขังแทนค่าปรับ ซึ่งมีคําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลถึงที่สุดก่อนหรือในวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ

“ผู้ทํางานบริการสังคมหรือทํางานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับ” หมายความว่า ผู้ต้องโทษปรับซึ่งศาลมีคําสั่งอนุญาตให้ทํางานบริการสังคมหรือทํางานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับตามมาตรา 30/1 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ก่อนหรือในวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ โดยผู้นั้นได้ปฏิบัติตามคําสั่งศาลและมิได้
กระทําผิดเงื่อนไขแต่อย่างใด

“ผู้ได้รับการปล่อยตัวคุมประพฤติ” หมายความว่า นักโทษเด็ดขาดซึ่งเป็นผู้ได้รับการพักการลงโทษตามกฎหมายว่าด้วยราชทัณฑ์หรือกฎหมายว่าด้วยเรือนจําทหาร หรือได้รับการลดวันต้องโทษจําคุก
ตามกฎหมายว่าด้วยราชทัณฑ์ ซึ่งมิได้ปฏิบัติผิดเงื่อนไขแห่งการพักการลงโทษหรือการลดวันต้องโทษ
จําคุกก่อนหรือในวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ

“นักโทษเด็ดขาด” หมายความว่า ผู้ซึ่งในวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับเป็นนักโทษเด็ดขาดตามกฎหมายว่าด้วยราชทัณฑ์หรือนักโทษตามกฎหมายว่าด้วยเรือนจําทหาร

กําหนดโทษŽ หมายความว่า กําหนดโทษที่ศาลได้กําหนดไว้ในคําพิพากษาและระบุไว้ในหมายแจ้งโทษเมื่อคดีถึงที่สุด หรือกําหนดโทษตามคําสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายให้ลงโทษ หรือกําหนดโทษดังกล่าวที่ได้ลดโทษลงแล้วโดยการได้รับพระราชทานอภัยโทษหรือโดยเหตุอื่น

ต้องโทษจําคุกเป็นครั้งแรกŽ หมายความว่า ต้องโทษเพราะถูกศาลพิพากษาให้ลงโทษจําคุกไม่ว่าในกรณีความผิดคดีเดียวหรือหลายคดี โดยมิได้ถูกศาลพิพากษาให้เพิ่มโทษฐานกระทําความผิดอีก

ตามมาตรา 92 หรือมาตรา 93 แห่งประมวลกฎหมายอาญาหรือตามกฎหมายอื่น

มาตรา 4 ผู้ซึ่งจะได้รับพระราชทานอภัยโทษตาม
พระราชกฤษฎีกานี้ต้องมีตัวอยู่ในความควบคุมของทางราชการ หรือถูกกักขังไว้ในสถานที่หรือที่อาศัยที่ศาลหรือทางราชการกําหนดในวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับติดต่อกันไปจนถึงวันที่ศาลออกหมายสั่งปล่อยหรือลดโทษ หรือนายกรัฐมนตรีมีคําสั่งปล่อยหรือลดโทษตามที่บัญญัติไว้ในพระราชกฤษฎีกานี้ เว้นแต่ผู้ทํางานบริการสังคมหรือทํางานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับ และ
ผู้ได้รับการปล่อยตัวคุมประพฤติ

มาตรา 5 ผู้ต้องโทษดังต่อไปนี้ ให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไป

(1) ผู้ต้องกักขัง

(2) ผู้ทํางานบริการสังคมหรือทํางานสาธารณ
ประโยชน์แทนค่าปรับ

(3) ผู้ได้รับการปล่อยตัวคุมประพฤติ เว้นแต่ผู้ซึ่ง
ต้องโทษตามบัญชีลักษณะความผิดท้ายพระราช
กฤษฎีกานี้ หรือผู้ซึ่งต้องโทษตามคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุกเกินแปดปี ในความผิดฐานผลิต นําเข้า หรือส่งออก หรือผลิต นําเข้า หรือส่งออกเพื่อจําหน่าย หรือจําหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจําหน่าย ตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ กฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทําความผิด เกี่ยวกับยาเสพติด หรือกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท และผู้ซึ่ง
ต้องโทษในความผิด ตามมาตรา 276 วรรคสาม
มาตรา 277 มาตรา 277 ทวิ มาตรา 277 ตรี มาตรา 280 มาตรา 285 หรือมาตรา 343 แห่งประมวลกฎหมาย
อาญา

กรณีผู้ต้องกักขังตามวรรคหนึ่ง (1) ซึ่งเป็นนักโทษเด็ดขาด และยังไม่ได้รับโทษกักขังแทนโทษจําคุก หรือยังไม่ได้ถูกกักขังแทนค่าปรับ ให้ผู้ต้องกักขังนั้นได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไปในส่วนของโทษกักขังแทนโทษจําคุกหรือในส่วนของการกักขังแทนค่าปรับ แล้วแต่กรณี

มาตรา 6 ภายใต้บังคับมาตรา 8 มาตรา 9 มาตรา 10 มาตรา 11 และมาตรา 12 นักโทษเด็ดขาดดังต่อไปนี้ ให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไป

(1) ผู้ต้องโทษจําคุกไม่ว่าในกรณีความผิดคดีเดียวหรือหลายคดี ซึ่งมีโทษจําคุกตามกําหนดโทษที่จะต้อง
ได้รับต่อไปเหลืออยู่ไม่เกินหนึ่งปีและได้รับโทษมาแล้ว
ถึงวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของโทษตามกําหนดโทษ

(2) ผู้ต้องโทษจําคุกซึ่งมีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้

(ก) เป็นคนพิการโดยตาบอดทั้งสองข้าง มือหรือเท้าด้วนทั้งสองข้าง หรือเป็นบุคคลซึ่งแพทย์ของทางราชการไม่น้อยกว่าสองคนได้ตรวจรับรองเป็นเอกฉันท์ว่าเป็นคนทุพพลภาพมีลักษณะอันเห็นได้ชัด

(ข) เป็นคนเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อน โรคไตวายเรื้อรัง โรคมะเร็ง โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (โรคเอดส์) หรือโรคจิต ซึ่งทางราชการได้ทําการรักษามาแล้วไม่น้อยกว่าสามเดือนในวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ และแพทย์ของทางราชการไม่น้อยกว่าสองคนได้ตรวจรับรองเป็นเอกฉันท์ว่าไม่สามารถจะรักษาในเรือนจําให้หายได้ และ
ไม่ว่าในกรณีความผิดคดีเดียวหรือหลายคดี ต้องได้รับโทษจําคุกมาแล้วถึงวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับไม่น้อยกว่าสามปี หรือไม่น้อยกว่า 1 ใน 2 ของโทษตาม
กําหนดโทษ เว้นแต่เป็นคนเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย และโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (โรคเอดส์) ระยะสุดท้ายซึ่งแพทย์ของทางราชการไม่น้อยกว่าสองคนได้ตรวจรับรองเป็นเอกฉันท์ว่าไม่สามารถจะรักษาในเรือนจําให้หายได้

(ค) เป็นหญิงซึ่งต้องโทษจําคุกเป็นครั้งแรก และ
ไม่ว่าในกรณีความผิดคดีเดียวหรือหลายคดีต้องได้รับโทษจําคุกมาแล้วถึงวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับไม่น้อยกว่า 1 ใน 2 ของโทษตามกําหนดโทษ

(ง) เป็นคนมีอายุไม่ต่ำกว่าหกสิบปีบริบูรณ์ในวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับตามที่ปรากฏในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร หรือทะเบียนรายตัวของเรือนจําในกรณีไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน และไม่ว่าในกรณีความผิดคดีเดียวหรือหลายคดี ต้องได้รับโทษจําคุกมาแล้วถึงวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับไม่น้อยกว่าห้าปี หรือไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของโทษตามกําหนดโทษ และต้องมีโทษจําคุกตามกําหนดโทษที่จะต้องได้รับต่อไปเหลืออยู่ไม่เกินสามปีนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ

(จ) เป็นผู้ต้องโทษจําคุกเป็นครั้งแรก และมีอายุยังไม่ครบยี่สิบปีบริบูรณ์ในวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับตามที่ปรากฏในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรหรือทะเบียนรายตัวของเรือนจําในกรณีไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน และไม่ว่าในกรณีความผิดคดีเดียวหรือหลายคดี ต้องได้รับโทษจําคุกมาแล้วถึงวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับไม่น้อยกว่า 1 ใน 2 ของโทษตามกําหนดโทษ หรือ

(ฉ) เป็นนักโทษเด็ดขาดชั้นเยี่ยม และไม่ว่าในกรณีความผิดคดีเดียวหรือหลายคดีซึ่งมีโทษจําคุกตามกําหนดโทษที่จะต้องได้รับต่อไปเหลืออยู่ไม่เกินสองปีนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ

มาตรา 7 ภายใต้บังคับมาตรา 8 มาตรา 9 มาตรา 10 มาตรา 11 และมาตรา 12 นักโทษเด็ดขาดซึ่งมิได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไปตามมาตรา 6
ให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษ
ดังต่อไปนี้

(1) ผู้ต้องโทษประหารชีวิต ให้ลดลงเป็นโทษจําคุกตลอดชีวิต

(2) ผู้ต้องโทษจําคุกตลอดชีวิต ให้เปลี่ยนเป็นกําหนดโทษจําคุกห้าสิบปี แล้วให้ลดโทษ ตามลําดับชั้นนักโทษเด็ดขาดตามกฎหมายว่าด้วยราชทัณฑ์หรือกฎหมายว่าด้วยเรือนจําทหาร ดังต่อไปนี้
ชั้นเยี่ยม 1 ใน 2
ชั้นดีมาก 1 ใน 3
ชั้นดี 1 ใน 4
โดยให้นับโทษจําคุกนั้นตั้งแต่วันที่ต้องรับโทษ เว้นแต่กรณีที่จะต้องนับโทษต่อจากคดีอื่นให้นับโทษต่อจากคดีอื่นนั้น

(3) ผู้ต้องโทษจําคุกไม่ถึงตลอดชีวิต ให้ลดโทษจาก
กําหนดโทษตามลําดับชั้นนักโทษเด็ดขาด ตามกฎหมายว่าด้วยราชทัณฑ์หรือกฎหมายว่าด้วยเรือนจําทหารตาม (2)

(4) ผู้ต้องโทษจําคุกเพราะความผิดที่ได้กระทําโดยประมาท ไม่ว่าจะมีความผิดอื่นร่วมด้วยหรือไม่ให้ลดโทษจากกําหนดโทษลง 2 ใน 3 เฉพาะความผิดที่ได้กระทําโดยประมาท

มาตรา 8 ภายใต้บังคับมาตรา 9 มาตรา 10 มาตรา 11 และมาตรา 12 นักโทษเด็ดขาดซึ่งต้องโทษตามบัญชีลักษณะความผิดท้ายพระราชกฤษฎีกานี้ ให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษ
ดังต่อไปนี้

(1) ผู้ต้องโทษประหารชีวิต ให้ลดลงเป็นโทษจําคุกตลอดชีวิต

(2) ผู้ต้องโทษจําคุกตลอดชีวิต ให้เปลี่ยนเป็นกําหนดโทษจําคุกห้าสิบปี แล้วให้ลดโทษ
ตามลําดับชั้นนักโทษเด็ดขาดตามกฎหมายว่าด้วยราชทัณฑ์หรือกฎหมายว่าด้วยเรือนจําทหาร ดังต่อไปนี้ ชั้นเยี่ยม 1 ใน 3 ชั้นดีมาก 1 ใน 4 ชั้นดี 1 ใน 5 โดยให้นับโทษจําคุกนั้นตั้งแต่วันที่ต้องรับโทษ เว้นแต่กรณีที่จะต้องนับโทษต่อจากคดีอื่นให้นับโทษต่อจากคดีอื่นนั้น

(3) ผู้ต้องโทษจําคุกไม่ถึงตลอดชีวิต ให้ลดโทษจากกําหนดโทษตามลําดับชั้นนักโทษเด็ดขาด ตามกฎหมายว่าด้วยราชทัณฑ์หรือกฎหมายว่าด้วยเรือนจําทหารตาม (2)

มาตรา 9 ภายใต้บังคับมาตรา 10 มาตรา 11 และมาตรา 12 นักโทษเด็ดขาดซึ่งต้องโทษตามคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุกไม่เกินแปดปี ในความผิดฐานผลิต นําเข้า หรือส่งออก

หรือผลิต นําเข้า หรือส่งออกเพื่อจําหน่าย หรือจําหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจําหน่าย ตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ กฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษจากกําหนดโทษตามลําดับชั้นนักโทษเด็ดขาดตามกฎหมายว่าด้วยราชทัณฑ์หรือกฎหมายว่าด้วยเรือนจําทหาร ดังต่อไปนี้ ชั้นเยี่ยม 1 ใน 5 ชั้นดีมาก 1 ใน 6 ชั้นดี 1 ใน 7

มาตรา 10 ภายใต้บังคับมาตรา 11 และมาตรา 12 นักโทษเด็ดขาดซึ่งต้องโทษตามคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุกเกินแปดปี จําคุกตลอดชีวิต หรือประหารชีวิต ก่อนหรือในวันที่พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2559 ใช้บังคับ ในความผิดฐานผลิต นําเข้า หรือส่งออกหรือผลิต นําเข้า หรือส่งออกเพื่อจําหน่าย หรือจําหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจําหน่าย ตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ กฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษ ดังต่อไปนี้

(1) ผู้ต้องโทษประหารชีวิต ให้ลดลงเป็นโทษจําคุกตลอดชีวิต

(2) ผู้ต้องโทษจําคุกตลอดชีวิต ให้เปลี่ยนเป็นกําหนดโทษจําคุกห้าสิบปี แล้วให้ลดโทษตามลําดับชั้นนักโทษ
เด็ดขาดตามกฎหมายว่าด้วยราชทัณฑ์หรือกฎหมายว่าด้วยเรือนจําทหาร ดังต่อไปนี้ ชั้นเยี่ยม 1 ใน 6 ชั้นดีมาก 1 ใน 7 ชั้นดี 1 ใน 8 โดยให้นับโทษจําคุกนั้นตั้งแต่วันที่ต้องรับโทษ เว้นแต่กรณีที่จะต้องนับโทษต่อจากคดีอื่นให้นับโทษต่อจากคดีอื่นนั้น

(3) ผู้ต้องโทษจําคุกไม่ถึงตลอดชีวิต ให้ลดโทษจาก
กําหนดโทษตามลําดับชั้นนักโทษเด็ดขาดตามกฎหมาย
ว่าด้วยราชทัณฑ์หรือกฎหมายว่าด้วยเรือนจําทหารตาม (2)

มาตรา 11 ภายใต้บังคับมาตรา 12 นักโทษเด็ดขาด
ชั้นเยี่ยมซึ่งถูกศาลพิพากษาให้เพิ่มโทษฐานกระทําความผิดอีกตามมาตรา 92 หรือมาตรา 93 แห่งประมวลกฎหมายอาญา หรือกฎหมายอื่น ให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษจากกําหนดโทษลง 1 ใน 6

มาตรา 12 นักโทษเด็ดขาดดังต่อไปนี้ ไม่อยู่ในข่ายได้รับพระราชทานอภัยโทษ ตามพระราชกฤษฎีกานี้
(1) ผู้ต้องโทษตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกเกินแปดปี
จำคุกตลอดชีวิต หรือประหารชีวิต ภายหลังวันที่พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2559 ใช้บังคับในความผิดฐานผลิต นำเข้า หรือส่งออก หรือผลิต นำเข้า
หรือส่งออกเพื่อจำหน่าย หรือจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ กฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิด เกี่ยวกับยาเสพติด หรือกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท
(2) ผู้ซึ่งถูกศาลพิพากษาให้เพิ่มโทษฐานกระทำความผิดอีกตามมาตรา 92 หรือมาตรา 93 แห่งประมวลกฎหมายอาญาหรือกฎหมายอื่น และมิใช่นักโทษเด็ดขาดชั้นเยี่ยม

(3) นักโทษเด็ดขาดชั้นกลาง ชั้นเลว หรือชั้นเลวมาก

มาตรา 13 ภายใต้บังคับมาตรา 10 มาตรา 11 และมาตรา 12 นักโทษเด็ดขาดที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น
ผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานเรือนจำมาแล้วไม่น้อยกว่า
หนึ่งปีในวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ ใช้บังคับ ให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษลงเป็นพิเศษอีกหนึ่งปี

มาตรา 14 นักโทษเด็ดขาดซึ่งต้องโทษในความผิดตามมาตรา 276 วรรคสาม มาตรา 277 มาตรา 277 ทวิ มาตรา 277 ตรี มาตรา 280 มาตรา 285 และมาตรา 343 แห่งประมวล กฎหมายอาญา ไม่อยู่ในข่ายได้รับพระราชทานอภัยโทษตามพระราชกฤษฎีกานี้

มาตรา 15 ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแห่งท้องที่
ผู้พิพากษาศาลแห่งท้องที่หรือตุลาการ ศาลทหารแห่งท้องที่หนึ่งคน และพนักงานอัยการแห่งท้องที่หรืออัยการทหารแห่งท้องที่หนึ่งคน รวมสามคนเป็นคณะกรรมการ มีหน้าที่ตรวจสอบผู้ซึ่งจะได้รับพระราชทานอภัยโทษและส่งรายชื่อต่อศาลแห่งท้องที่ให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ เพื่อความสะดวกแก่ศาลแห่งท้องที่นั้นพิจารณาออกหมายสั่งปล่อยหรือลดโทษ หรือออกคำสั่งยกเลิกการทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับ แล้วแต่กรณีในส่วนที่เกี่ยวกับผู้ซึ่งถูกลงโทษจำคุกตามคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งจะได้รับพระราชทานอภัยโทษให้คณะกรรมการมีหน้าที่ตรวจสอบและส่งรายชื่อต่อนายกรัฐมนตรีให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ

เพื่อนายกรัฐมนตรีพิจารณาออกคำสั่งปล่อยหรือลดโทษ แล้วแต่กรณีเมื่อได้มีหมายหรือคำสั่งปล่อยหรือลดโทษ หรือคำสั่งยกเลิกการทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับแล้ว ให้คณะกรรมการทำบัญชีผู้ซึ่งได้รับพระราชทานอภัยโทษเก็บไว้ที่เรือนจำหรือทัณฑสถานหนึ่งฉบับ ส่งศาลหนึ่งฉบับ ส่งกระทรวงยุติธรรมหนึ่งฉบับ และทูลเกล้าฯ ถวายอีกหนึ่งฉบับ ถ้าการแต่งตั้งกรรมการบางคนไม่สะดวกในการปฏิบัติ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม มีอำนาจแต่งตั้งข้าราชการตามที่เห็นสมควรเป็นกรรมการแทนได้

ในกรณีมีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เป็นกรรมการ เพื่อพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด

มาตรา 16 ในส่วนที่เกี่ยวกับนักโทษตามกฎหมายว่าด้วยเรือนจำทหาร ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแต่งตั้งข้าราชการ
เป็นคณะกรรมการตามที่เห็นสมควร มีหน้าที่ตรวจสอบผู้ซึ่งจะได้รับพระราชทานอภัยโทษและส่งรายชื่อต่อศาลทหารกรุงเทพ ศาลมณฑลทหาร หรือศาลจังหวัดทหารแล้วแต่กรณี ให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ เพื่อความสะดวกแก่ศาลทหารดังกล่าวพิจารณาออกหมายสั่งปล่อยหรือลดโทษ หรือออกคำสั่งยกเลิกการทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับ แล้วแต่กรณีให้นำมาตรา 15 วรรคสองและวรรคสาม มาใช้บังคับโดยอนุโลมในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการนำบทบัญญัติแห่งพระราชกฤษฎีกานี้มาใช้บังคับแก่นักโทษตามกฎหมายว่าด้วยเรือนจำทหาร นอกจากที่ได้บัญญัติไว้แล้วในพระราชกฤษฎีกานี้ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมพิจารณาสั่งเทียบกรณีให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชกฤษฎีกานี้

มาตรา 17 ให้นายกรัฐมนตรี ประธานศาลฎีกา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้ในส่วนที่เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของตน

ผู้รับสนองพระราชโองการ
พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

บัญชีลักษณะความผิดท้ายพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ
เนื่องในโอกาสแรกนับแต่ขึ้นทรงราชย์สืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ.2559
(1) ความผิดในภาค 2 ความผิด แห่งประมวลกฎหมายอาญา ลักษณะ 1/1 ความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย มาตรา135/1 ถึงมาตรา 135/4, ลักษณะ 2 ความผิดเกี่ยวกับการปกครอง หมวด 1 ความผิดต่อเจ้าพนักงาน มาตรา 139 มาตรา 140 มาตรา 143 และมาตรา 144 หมวด 2 ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ มาตรา 147-166, ลักษณะ 3 ความผิดเกี่ยวกับการยุติธรรม หมวด 1 ความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม มาตรา 167 มาตรา 172 มาตรา 173 มาตรา 174 มาตรา 175 มาตรา 177 มาตรา 179 มาตรา 180 มาตรา 181 มาตรา 187 มาตรา 189 มาตรา 191 มาตรา 192 และมาตรา 198 หมวด 2 ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม

มาตรา 200-205, ลักษณะ 5 ความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของประชาชน มาตรา 209-213, ลักษณะ 6 ความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน มาตรา 218 มาตรา 220 วรรคสอง มาตรา 221 มาตรา 222 มาตรา 224 มาตรา 228 มาตรา 229 มาตรา 230 มาตรา 231 มาตรา 232 มาตรา 234 มาตรา 235 มาตรา 236 มาตรา 237และมาตรา 239, ลักษณะ 9
ความผิดเกี่ยวกับเพศ มาตรา276 วรรคหนึ่ง มาตรา 282 และมาตรา 283, ลักษณะ 10 ความผิด
เกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย หมวด 1 ความผิดต่อชีวิต มาตรา 288 มาตรา 289 และมาตรา 290 หมวด2 ความผิดต่อร่างกาย มาตรา 297 และมาตรา 298, ลักษณะ 11 ความผิดเกี่ยวกับเสรีภาพและชื่อเสียง หมวด 1 ความผิดต่อเสรีภาพ มาตรา 313-315 และมาตรา 317, ลักษณะ 12 ความผิด
เกี่ยวกับทรัพย์ หมวด 2 ความผิดฐานกรรโชก รีดเอาทรัพย์ ชิงทรัพย์ และปล้นทรัพย์ มาตรา 339 วรรคห้า มาตรา 339 ทวิ วรรคห้า มาตรา 340 วรรคห้า มาตรา 340 ทวิ วรรคหก และมาตรา 340 ตรี

(2) ความผิดที่มีโทษตามมาตรา 78 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.อาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490

(3) ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ กฎหมายว่าด้วยป่าสงวนแห่งชาติ และกฎหมายว่าด้วยอุทยานแห่งชาติ

(4) ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

(5) ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ

(6) ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน

(7) ความผิดเกี่ยวกับการยักยอกหรือฉ้อโกงหรือประทุษร้ายต่อทรัพย์หรือกระทำโดยทุจริตตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน
ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ กฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน หรือกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งกระทำโดยกรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลใด ซึ่งรับ
ผิดชอบหรือมีประโยชน์เกี่ยวข้องในการดำเนินงานของสถาบันการเงินนั้น

(8) ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงาน ของรัฐหรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น

(9) ความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: Viengping 9 ที่ 12,12, 2016, 06:55:02
 :<> :<> :<> :<> :<>  ทรงพระเจริญ :<> :<> :<> :<> :<>




หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: surin-001 ที่ 13,12, 2016, 12:43:35
ทรงพระเจริญ :<> :<> :<> :<> :<>


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 14,12, 2016, 09:30:46
http://www.mtoday.co.th/1109

ร.10 ลงพระปรมาภิไธย ประกาศใช้พรบ. ฮัจย์แล้ว
เป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่พสกนิกรชาวไทยมุสลิมทั่วประเทศ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร โปรดเกล้า ฯ ตราพระราชบัญญัติส่งเสริมกิจการฮัจย์ ให้ไว้ ณ วันที่ 10 ธ.ค.2559 เป็นปีที่1ในรัชกาลปัจจุบัน


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: อ้าย คนเมือง ที่ 14,12, 2016, 22:19:05
ทรงพระเจริญ


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 17,12, 2016, 20:20:56
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1481961260

ในหลวง ร.10’ โปรดเกล้าฯกองทัพเรือ-อากาศ สตช. ก.คลัง ธ.กรุงไทย ร่วมเป็นเจ้าภาพพิธีธรรมพระบรมศพวันนี้

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม งานพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ดำเนินเป็นวันที่ 65  ส่วนการเปิดให้ประชาชนเข้ากราบถวายสักการะพระบรมศพ เบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ดำเนินมาเป็นวันที่ 48

การนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงโปรดเกล้าฯพระราชทานพระราชานุญาตให้ กระทรวงกลาโหม กองทัพเรือ กองทัพอากาศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กระทรวงการคลัง สำนักงานรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ร่วมเป็นเจ้าภาพพีธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ

ทั้งนี้ สำนักพระราชวังได้แจ้งสรุปยอดรวมประชาชนที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพ ตลอดทั้งวันที่ 16 ธันวาคม ภายหลังปิดไม่ให้ประชาชนขึ้นกราบสักการะพระบรมศพ บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในเวลา 22.39 น. จากกำหนดเดิมเวลา 21.00 น. เนื่องจากยังมีประชาชนเข้าแถวรอเข้ากราบพระบรมศพในท้องสนามหลวงเป็นจำนวนมากว่า มีจำนวนทั้งสิ้น 46,386 คน รวม 47 วัน มี 1,824,517 คน และมีประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นเงิน 5,177,421.25 บาท รวม 47 วัน เป็นเงินทั้งสิ้น 143,600,025 บาท


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 20,12, 2016, 08:20:35
http://www.matichon.co.th/news/400007

นายกฯนำ12รมต.ใหม่เข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ ในหลวงร.10 รับสั่งให้ระลึกถึงพระราชดำริ ร.9 ทำหน้าที่เพื่อประเทศ

เมื่อเวลา 20.04 น. วันที่ 19 ธันวาคม  สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรี ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งใหม่ 12 คน เฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่

โอกาสนี้ ได้มีพระราชดำรัสกับคณะรัฐมนตรีถึงการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศและประชาชน ความว่า ขออวยพรให้ทุกท่านมีกำลังกายกำลังใจและกำลังปัญญา ตลอดจนขวัญและความสุขเพื่อปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศและประชาชน ซึ่งถ้าปฏิบัติได้ดี มีความตั้งใจ มีขันติ มีความอดทน ตลอดจนมีความกระตือรือร้นที่จะศึกษาปัญหาและแก้ปัญหาก็จะได้ผลต่อประเทศ และเป็นบุญเป็นกุศลที่ท่านได้ทำให้กับตนเองด้วย”

“เพราะว่าการปฏิบัติงานนั้นไม่ว่าจะปฏิบัติงานใดย่อมมีปัญหา ย่อมมีอุปสรรค ซึ่งปัญหาและอุปสรรคนั้น คือบททดสอบ และบททดสอบอันนี้จะเป็นบทเรียน และจะเป็นสิ่งที่เพิ่มความสามารถให้กับท่าน มีอะไรก็ปรึกษากัน หาข้อมูลที่ถูกต้อง และปฏิบัติด้วยความรอบคอบให้สมกับสถานการณ์และเหตุผล ก็ขอให้พร และขอพระบารมีแห่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้ทรงคุ้มครอง ได้ทรงชี้แนะ และปกปักษ์รักษาพวกท่าน”

“เพราะว่าตลอดระยะเวลา 70 ปี ได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ ได้ทรงปฏิบัติมามาก และหลายอย่างได้พระราชทานพระราชดำริ และพระราชทานแนวทางไว้ ก็ขอฝากให้ท่านได้ศึกษาพระราชดำริ ศึกษาวิเคราะห์ พระราชปณิธานและศึกษาพระราชกรณียกิจต่างๆ ที่ทรงปฏิบัติมา อันนี้ จะเป็นสิ่งที่ทำให้เป็นสิริมงคลและเป็นยิ่งกับพระที่คุ้มครองพวกเรา การปฏิบัติตามหรือการระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ระลึกถึงพระราชดำริหรือพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชนี้จะเป็นพระ เป็นแสงสว่างที่คุ้มครองหรือแนะนำพวกเราต่อไป”


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 30,12, 2016, 15:09:22
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1483022294


ร.10 พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้อัยการสูงสุดเฝ้าฯถวายสัตย์ รับสั่งให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นธรรม

เมื่อเวลา 20.07 น. วันที่ 28 ธันวาคม สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ ร้อยตำรวจตรีพงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร อัยการสูงสุด นำอัยการประจำกอง สำนักงานอัยการสูงสุด จำนวน 37 คน เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

ในการนี้ ได้มีพระราชดำรัสเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่ อัยการนั้น มีหน้าที่มากมายหลายอย่าง แต่ก็อยู่ในกรอบขอบเขตของการปฏิบัติการทางด้านกฎหมายและชีวิตของราษฎร คือ ดูแลรักษา อำนวยความยุติธรรม หรือช่วยขบวนการแห่งการยุติธรรมให้ไปได้อย่างเรียบร้อยถูกต้อง อัยการมีหน้าที่กว้างขวาง ใส่หมวกหลายใบ มีหน้าที่มากมาย แต่จะต้องจำไว้ว่า มีหน้าที่ที่จะอำนวยความยุติธรรมและอำนวยขั้นตอนต่างๆ ของการปฏิบัติงานในการให้ความยุติธรรมต่อประชาชน ดังนั้น จรรยาบรรณ หรือทัศนคติที่ดี ตลอดจนความรู้ในเรื่องกฎหมาย และศึกษาเข้าใจปรัชญาของชีวิตของประชาชน หรือของคน เพราะว่าปกติคน ไม่มีใครอยากทำผิด ไม่มีใครอยากทำไม่ดี ไม่มีใครอยากถูกโทษ แต่บางทีสถานการณ์บางอย่าง ก็บีบบังคับให้เป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นหน้าที่ของเราต้องดูพยานหลักฐานหรือขั้นตอนในการดำเนินการต่างๆ ให้เป็นธรรม โปร่งใส ถูกต้อง ฉะนั้น ความรู้ในทางด้านกฎหมาย การมีศีลธรรมในจิตใจ การรู้จรรยาบรรณ และประสบการณ์ นำมาใช้ในทางที่ถูก ก็จะช่วยประเทศชาติและประชาชนอย่างมาก


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 31,12, 2016, 23:45:23
31 ธ.ค. 2559

31ธ.ค.59
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร  ทรงมีพระราชดำรัส พระราชทานแก่ประชาชนชาวไทยในโอกาสขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2560  ความว่า  "ประชาชนชาวไทยทั้งหลาย บัดนี้ ถึงวาระจะขึ้นปีใหม่ ข้าพเจ้าขอส่งความปรารถนาดีเพื่ออำนวยพรแด่ท่านทั้งหลายทั่วกัน และขอขอบใจท่านเป็นอย่างมาก ที่มีไมตรีจิตสนับสนุนข้าพเจ้าในภารกิจทุกอย่างเสมอมา

ในปีที่แล้ว บ้านเมืองของเรามีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น คือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เสด็จสวรรคต เมื่อเดือนตุลาคม กล่าวได้ว่านำความโศกเศร้าอาดูร และนับเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของชาวไทยทั้งประเทศ ข้าพเจ้ารู้สึกตื้นตันและประทับใจที่ได้เห็นประชาชนทุกเพศ ทุกวัย ถ้วนหน้า มีจิตจงรักภักดี และซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ พรั่งพร้อมกันมาถวายสักการะพระบรมศพอย่างต่อเนื่อง

ขอขอบใจทุกท่านที่ร่วมมือ ร่วมใจ ช่วยงานพระบรมศพอย่างพร้อมเพรียง ทำให้ทุกสิ่ง ทุกอย่าง เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ข้อนี้น่าจะเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า คนไทยนั้นมีจิตใจดี มีความกตัญญูกตเวที มีความเอื้ออารีต่อกัน มีความรักชาติ รักแผ่นดิน เป็นคุณสมบัติประจำชาติ และมีความรู้ ความสามารถ ไม่แพ้ชนชาติอื่นใด ดังนั้น ไม่ว่าจะมีอุปสรรค ปัญหา หรือเหตุไม่ปรกติใดๆ เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรา ก็เชื่อได้ว่า ถ้าเราจะร่วมกันคิดอ่าน และช่วยกันปฏิบัติแก้ไข ทุกสิ่ง ทุกอย่าง จะสามารถคลี่คลายลุล่วงไปได้ด้วยดีอย่างแน่นอน

ในปีใหม่นี้ ขอให้ชาวไทยทุกคนตั้งใจให้แน่วแน่ที่จะรักษาคุณสมบัตินี้ให้เหนียวแน่น และทำความคิด จิตใจ ให้แจ่มใส ด้วยปัญญาที่กระจ่าง พิจารณาทุกสิ่งที่เกิดมีขึ้นตามความเป็นจริง โดยปราศจากอคติ ให้มีความมุ่งมั่น มีกำลังใจ ในอันที่จะร่วมกันปฏิบัติสรรพกิจน้อยใหญ่ในภาระ หน้าที่ ตามแนวพระบรมราโชบายที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานไว้ ให้งานทุกอย่างสำเร็จผล เป็นความดี ความเจริญ ทั้งแก่ตนเอง แก่ส่วนรวม และประเทศชาติ เป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ

ในการนี้ ข้าพเจ้าขอปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับประชาชนชาวไทยโดยเต็มกำลังความสามารถ เพื่อสืบสานพระราชปณิธานเช่นกัน

ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์อันเป็นที่เคารพเลื่อมใสของชาวไทย อีกทั้งพระบารมีแห่งสมเด็จพระมหากษัตริย์ไทยในอดีต มีพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เป็นอาทิ จงคุ้มครอง รักษาท่านทุกคน ให้ปราศจากทุกข์ ปราศจากภัย ให้มีความสุขกาย สุขใจ และประสบแต่สิ่งที่พึงปรารถนาตลอดศกหน้านี้ โดยทั่วกัน"


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 13,01, 2017, 11:04:33
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1484277189

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มอบลายพระหัตถ์ แสดงความห่วงใยถึงประชาชนทุกคน


สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มอบลายพระหัตถ์ แสดงความห่วงใยถึงประชาชนทุกคน

updated: 13 ม.ค. 2560 เวลา 10:09:36 น.
 

ก ก ก
นายกรัฐมนตรีเผยในหลวงรัชกาลที่ 10 ทรงห่วงใยประชาชน มอบลายพระหัตถ์แสดงความห่วงใยถึงประชาชนทุกคน

วันนี้ (13 มกราคม) พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เผยว่าเมื่อค่ำวันที่ 12 มกราคม สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้องคมนตรี ตนในฐานะนายกมนตรีพร้อมด้วย รมว.มหาดไทย เฝ้าเพื่อถวายรายงาน ซึ่งพระองค์ทรงรับสั่งห่วงใยประชาชนที่เดือดร้อนจากอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ทรงรับสั่งดูแลประชาชนและแก้ปัญหาให้กลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด พร้อมนำกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่ทรงพระราชทานไว้มาเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหา

จากนี้นายกรัฐมนตรีเปิดเผยได้ว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณฯทรงพระราชทานเป็นลายพระหัตถ์มาถึงประชาชนทุกคนว่า

"ด้วยความรักและห่วงใยขอเป็นกำลังใจในการร่วมกันฟื้นฟูและพัฒนาเพื่อขวัญที่ดีจิตใจและร่างกายที่เข้มแข็งนำมาซึ่งความสุขและมั่นคงของชาติ"

"แสดงให้เห็นว่าพระองค์ท่านทรงมีความห่วงใยในทุกภาคส่วนพร้อมให้กำลังใจกับประชาชนทุกคน ซึ่งรัฐบาลจะน้อมนำกระแสพระราชดำรัสดังกล่าวมาดำเนินการโดยเร็วที่สุด" นายกรัฐมนตรีระบุ


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 17,01, 2017, 07:40:58
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1484570052

โปรดเกล้าฯ ให้ พล.ต.อ.วุฒิ ลิปตพัลลภ พ้นรอง ผบ.ตร. และแต่งตั้งเป็น ขรก.พลเรือน

วันนี้ (16 มกราคม) ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ให้ข้าราชการตํารวจพ้นจากตําแหน่งและแต่งตั้งข้าราชการพลเรือน ระบุว่า

มีพระราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ พลตํารวจเอก วุฒิ ลิปตพัลลภ พ้นจากข้าราชการตํารวจ ตําแหน่ง รองผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ และแต่งตั้งเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ตําแหน่ง ผู้ตรวจราชการพิเศษประจําสํานักนายกรัฐมนตรี สํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี สํานักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๙

ประกาศ ณ วันที่ ๑๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๐

ผู้รับสนองพระราชโองการ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นายกรัฐมนตรี


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 21,01, 2017, 20:55:08
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1485005194
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานภาพวาดฝีพระหัตถ์ทำบัตรอวยพร จัดจำหน่ายสมทบทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยใต้

เมื่อวันที่ 21 มกราคม สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานภาพวาดฝีพระหัตถ์ พร้อมคำอำนวยพร และหลักปรัชญาในการปฏิบัติตนเพื่อให้เกิดความสุข จัดทำเป็นบัตรอวยพร จำหน่ายเพื่อนำรายได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเป็นพระราชกุศล ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมทบทุนช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานภาพวาดฝีพระหัตถ์ เพื่อจัดทำบัตรอวยพร ปี 2560 รวม 4 แบบ เพื่อนำรายได้จากการจำหน่ายทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเป็นพระราชกุศลใน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมทบทุนช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ โดยได้ทรงวาดภาพ และทรงเขียนคำอำนวยพร และหลักปรัชญาในการปฏิบัติตนเพื่อให้เกิดความสุข

ซึ่งภาพวาดฝีพระหัตถ์ทุกภาพ จะมีภาพบ้าน ต้นคริสต์มาส ตุ๊กตาหิมะ กล่องของขวัญ คนที่กำลังมีความสุข และสุนัข

โดยบัตรอวยพรแบบแรก ยังมีภาพพระพุทธรูป และคนที่กำลังสักการะ พร้อมข้อความ “ดับทุกข์ ดับโศก ดับโรค ดับภัย ด้วยใจ หนักแน่น มีจิตและศีลสังวร สมาธิแนบแน่น สงบ และเจริญปัญญา ความสุขมีแน่ ค่อยเป็นค่อยไป” ส่วนที่ด้านข้างมีข้อความ “ส.ค.ส. ส่ง ความสุข ด้วยใจรัก หวังดีต่อกัน คิดดี ๆ สุขใจจริง ๆ” พร้อมภาพเทวดา มีดาว และโทรศัพท์” ที่ด้านล่างมีข้อความ “ส่งความสุข เพิ่มพูนสติ สร้างปัญญา มุ่งเดินหน้า ด้วยคิดดี เมตตา และรอบคอบ เพื่อความสุขที่ถาวร คิดฝันเพียงพอเพียง” พร้อมกับทรงลงพระปรมาภิไธย วันที่ 1 ม.ค. 2560 และล่างสุดมีคำว่า “Merry Christmas & Happy New Year 2017” พร้อมด้วยเทียน และกล่องของขวัญ...
.....รายละเอียดภาพ ดูตาม link นะครับเพราะมีหลายแบบ...


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 28,01, 2017, 20:58:40
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1485601906

ร.10 โปรดเกล้าฯ "พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์" เป็นดูแลรักษา จัดการผลประโยชน์ทรัพย์สิน ส่วนพระองค์

ก ก ก
เมื่อวันที่ 28 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ ประกาศแต่งตั้งผู้ดูแลรักษาและจัดการผลประโยชน์ทรัพย์สินส่วนพระองค์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า ทรงพระราชดําริเห็นเป็นการสมควรแต่งตั้งผู้ดูแลรักษาและจัดการผลประโยชน์ทรัพย์สินส่วนพระองค์ อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สิน ฝ่ายพระมหากษัตริย์ พุทธศักราช ๒๔๗๙ ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สิน ฝ่ายพระมหากษัตริย์ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๔๙๑ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล เป็น ผู้ดูแลรักษาและจัดการผลประโยชน์ทรัพย์สินส่วนพระองค์


ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ ๒๗ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๐ เป็นปีที่ ๒ ในรัชกาลปัจจุบัน

ผู้รับสนองพระราชโองการ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 04,02, 2017, 11:46:38
http://workpointtv.com/news/22723

สุดตื้นตัน ในหลวงน้อมพระองค์พระราชทานปริญญาบัตร บัณฑิตร่างเล็ก

ชาวเน็ตแห่แชร์ภาพประทับใจ ในหลวงน้อมพระองค์พระราชทานปริญญาบัตร บัณฑิตร่างเล็ก ม.ราชภัฎอุบลฯ

วันที่ 3 ก.พ. 60 ชาวเน็ตแห่แชร์ภาพ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงโน้มพระองค์เพื่อพระราชทานปริญญาบัตรแด่นางสาวอังคณา (ตุ๊ดตู่) สะกุลา อายุ 24 ปี บัณฑิตสาวจากสาขาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ซึ่งมีความบกพร่องทางร่างกาย ที่หอประชุมมหาวชิราลงกรณ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร เมื่อวันที่ 30 ม.ค. 60 ที่ผ่านมา

โดยนางสาวอังคณาเปิดเผยว่า ตนเองซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่ครั้งหนึ่งในชีวิตได้มีโอกาสเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรอย่างใกล้ชิดจากพระองค์ท่าน ทั้งนี้ยังเป็นความภูมิใจแก่ครอบครัวและวงค์ตระกูลอีกด้วย

อีกทั้งยัง เล่าถึงนาทีแห่งความทรงจำในชีวิตว่า ตนเองเป็นคนสุดท้ายของรุ่นที่เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยราชภัฎอุบลราชธานี ตนรู้สึกตื่นเต้นอย่างมากพยายามตั้งสติทำตามที่ซ้อมมาอย่างระมัดระวังที่สุดจนถึงจังหวะที่ต้องรับปริญญาบัตรจากพระหัตถ์ พระองค์ทรงก้มลงยื่นใบปริญญาบัตรมาให้โดยที่ไม่ถือพระองค์ทำให้ตนรู้สึกอึ้งทำอะไรไม่ถูก แต่ร่างกายก็ยังเดินไปตามจังหวะที่ซ้อมไว้

สำหรับแรงบันดาลใจในการเรียน นางสาวอังคณาบอกว่า จากร่างกายที่ไม่ปกติทำให้โอกาสในการทำงานหรือทางสังคมน้อยอยู่แล้ว การเรียนจึงเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างโอกาสให้กับชีวิต โดยมีแรงสนับสนุนจากคนในครอบครัว ครู อาจารย์ทุกท่านที่ทำให้ประสบความสำเร็จในวันนี้ 


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: WEERAPONG 1234 ที่ 06,02, 2017, 06:18:24
ขอพระองค์ ทรงพระเจริญ


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 07,02, 2017, 15:23:35
http://www.matichon.co.th/news/455097

โปรดเกล้าฯ “สมเด็จพระมหามุนีวงศ์” เป็นสังฆราช องค์ที่ 20

วันนี้ (7 ก.พ.) พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่ามีการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 20 แล้วได้ดำเนินการตามขั้นตอนมาโดยตลอด และ ได้มีการนำรายชื่อผู้ที่มีคุณสมบัติครบตามที่ได้บอกไว้สามประการทูลเกล้าขึ้นไปทั้งห้ารูป ซึ่งคงไม่ต้องถามว่าเป็นใครและวันเดียวกันนี้ได้รับการ แจ้งมาว่ามีการโปรดเกล้าฯลงมาเรียบร้อยแล้ว คือสมเด็จวัดราชบพิธ โดยในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ จะมีการสถาปนาที่วัดพระแก้วในเวลา 17.00 น. ซึ่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จด้วยพระองค์เอง

http://news.sanook.com/1929590/

เส้นทางการแต่งตั้งพระสังฆราช : ลำดับพระอาวุโสโดยสมณศักดิ์

การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 จะเป็นครั้งแรกที่ใช้กระบวนการตามกฎหมายคณะสงฆ์ ปี 2505 ฉบับแก้ไข ปี 2535 ซึ่งมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การยึดอาวุโสโดยสมณศักดิ์ และต่อไปนี้คือ 8 ลำดับพระอาวุโสโดยสมณศักดิ์ใช้ในกระบวนการการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ใหม่

ลำดับที่ 1
สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ อายุ 91 ปี มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ คือ ได้รับสถานปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะ ตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2538 ซึ่งขณะนี้อยู่ในตำแหน่งผู้ปฏิบัติหน้าที่พระสังฆราช และ กรรมการมหาเถรสมาคม

ลำดับที่ 2
สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม มีอาวุโสลำดับ 2 ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2544

ลำดับที่ 3 และ ลำดับที่ 4
สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ เจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และ สมเด็จพระวันรัต เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร เป็นสมเด็จพระราชาคณะที่ได้รับการสถาปนาพร้อมกัน คือ วันที่ 5 ธันวาคม 2552 แต่สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ เข้ารับการสถาปนาก่อน จึงถือว่ามีอาวุโสกว่าสมเด็จพระวันรัต

ลำดับที่ 5
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ เจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม ได้รับการสถาปนาฯ ในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2553

ลำดับที่ 6
สมเด็จพระธีรญาณมุนี ได้รับการสถาปนาฯ ปีเดียวกับ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ แต่พรรษาอ่อนกว่า จึงเข้ารับการสถาปนาทีหลัง

ลำดับที่ 7
สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม ได้รับการสถาปนาฯ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2554

ลำดับที่ 8
สมเด็จพระพุฒาจารย์ เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราวรวิหาร ถือว่ามีอาวุโสโดยสมณศักดิ์น้อยที่สุด เพราะได้รับสถาปนาเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม ปี 2557

วันที่ 10 ม.ค.2559 นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี อธิบายว่าการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชต้องยึดตามกฎหมาย โดยคำนึงถึงสมณศักดิ์สูงสุด

"อาวุโสของพระนั้นมี 2 แบบ คือ อาวุโสโดยพรรษา คือ บวชมานาน และอาวุโสโดยสมณศักดิ์ ซึ่งเราได้เปลี่ยนอาวุโสโดยพรรษามาเป็นอาวุโสโดยสมณศักดิ์มา 20 ปีกว่าแล้ว ด้วยเหตุว่าถ้ายึดตามอาวุโสโดยพรรษา พระรูปไหนที่แก่ที่สุด ชราที่สุดก็จะได้เป็นสมเด็จพระสังฆราชซึ่งก็คงไม่เหมาะที่จะมาบริหารงานพระพุทธศาสนา จึงได้เปลี่ยนมาเป็นอาวุโสโดยสมณศักดิ์ คือ การเป็น สมเด็จก่อน" นายวิษณุกล่าว

ก่อนหน้านี้ การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชตามกฎหมาย ไม่ได้กำหนดกรอบเวลา ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ได้ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช 6 พระองค์ คือสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 14 - 19 ใช่เวลานานตั้งแต่ 6 เดือน ถึง กว่า 1 ปีครึ่ง เพื่อสถาปนาตำแหน่งประมุขสูงสุดของคณะสงฆ์

ขณะที่ในคราวสมเด็จพระญาณสังวรได้รับโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 19 ในปี 2532 ซึ่งยังยึดตามกฎหมายคณะสงฆ์ ปี 2505 ฉบับเดิมกำหนดให้เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช

แม้ขณะนั้นสมเด็จพระญาณสังวร จะมีสมณศักดิ์สูงสุด แต่เมื่อเทียบด้วยพรรษา ถือว่ามีพรรษาน้อยกว่า และสมเด็จพระราชาคณะที่มีพรรษาสูงสุดในตอนนั้นไม่ขอรับตำแหน่ง สมเด็จพระญาณสังวร จึงได้รับโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 19


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: vboaw PSDC 49 ที่ 08,02, 2017, 08:57:58
สาธุ สาธุ สาธุ  :<> :<> :<>


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 08,02, 2017, 21:52:29
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9600000013123


โปรดเกล้าฯ 5 ธันวาคมเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษา ร.๙-วันชาติ-วันพ่อแห่งชาติ

นายกรัฐมนตรี รับสนองพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ 5 ธันวาคม เป็นวันสำคัญของชาติ ให้เป็นวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษา รัชกาลที่ ๙ วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ ขณะที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้เป็นวันหยุดราชการ
       
       วันนี้ (7 ก.พ.) ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 15.00 น. พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่านายกรัฐมนตรีได้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ในประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องกำหนดวันสำคัญของชาติไทย ตามที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 13 ต.ค. 2559 ยังความเศร้าสลดอย่างยิ่งใหญ่มาสู่พสกนิกรชาวไทย และด้วยพระมหากรุณาธิคุณที่พระราชทานต่อประเทศชาติและประชาชนเสมอมา ปวงชนชาวไทยทั้งปวงจึงน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และตระหนักถึงความสำคัญของวันที่ 5 ธ.ค.ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จึงมีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้กำหนดว่า วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปีเป็นวันสำคัญของชาติไทย ดังนี้
       
       1. เป็นวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร 2. เป็นวันชาติ 3. เป็นวันพ่อแห่งชาติ
       
       ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 6 ก.พ. 2560 เป็นต้นไป นอกจากนี้คณะรัฐมนตรียังได้มีมติให้วันที่ 5 ธ.ค.ของทุกปีเป็นวันหยุดราชการ



หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 15,02, 2017, 22:09:12
http://www.matichon.co.th/news/464811

ผอ.ยูเอ็นโอซีดี ยกย่อง ‘เจ้าหญิงนักกฎหมาย’ ทรงอุทิศพระองค์ในงานเพื่อให้บรรลุการพัฒนาที่ยั่งยืน

หมายเหตุ – สำนักงานป้องกันยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime – UNODC) หรือยูเอ็นโอดีซี จัดแถลงข่าวการทูลเกล้าฯ ถวายตำแหน่งทูตสันถวไมตรีด้านการส่งเสริมหลักนิติธรรมและระบบงานยุติธรรมทางอาญาสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แด่พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา โดยมีนายเจเรมี ดักลาส ผู้แทนประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก สำนักงานยูเอ็นโอดีซี ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย หรือทีไอเจ ร่วมแถลงข่าว ที่ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนิน กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์

พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา (ประทานพระดำรัสผ่านวีดิทัศน์)

“ข้าพเจ้ามุ่งหมายที่จะทำงานร่วมกับสำนักงานยูเอ็นโอดีซีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในการลดปัญหาอาชญากรรมและความรุนแรง ปกป้องกลุ่มผู้เปราะบางในสังคม จัดการกับปัญหาคอร์รัปชั่น รวมถึงสนับสนุนความพยายามในการเสริมสร้างหลักนิติธรรมระดับโลก”

ยูริ เฟโดทอฟ ผอ.บริหาร สำนักงานยูเอ็นโอดีซี ประจำสำนักงานใหญ่ กรุงเวียนนา(กล่าวผ่านวีดิทัศน์)

“พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทรงมุ่งมั่นและอุทิศพระองค์ในการทรงงานเพื่อให้บรรลุวาระแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืน พระองค์ทรงมีประสบการณ์สูงในการสามารถสื่อสารกับผู้นำและมีอำนาจถึงความสำคัญในประเด็นดังกล่าว และเชื่อมั่นว่าจะทรงมีบทบาทโดดเด่นในนามของสำนักงานยูเอ็นโอดีซี ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

เจเรมี ดักลาส ผู้แทนประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก สำนักงานยูเอ็นโอดีซี

“คิดว่าพระองค์จะทรงเข้ามาร่วมในงานป้องกันอาชญากรรมและความขัดแย้งรูปแบบต่างๆ ที่สั่นคลอนเสถียรภาพในภูมิภาค โดยเชื่อว่าบทบาทของพระองค์ในภารกิจดังกล่าว สามารถส่งเสริมการตระหนักเรื่องความสำคัญของหลักนิติธรรมและความยุติธรรมที่ส่งผลต่อการพัฒนาทุกมิติได้อย่างชัดเจน”


ข่าวในพระราชสำนัก
ผอ.ยูเอ็นโอซีดี ยกย่อง ‘เจ้าหญิงนักกฎหมาย’ ทรงอุทิศพระองค์ในงานเพื่อให้บรรลุการพัฒนาที่ยั่งยืน

 S__794713

วันที่: 15 ก.พ. 60 เวลา: 17:45 น.
แชร์:
14.3K
หมายเหตุ – สำนักงานป้องกันยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime – UNODC) หรือยูเอ็นโอดีซี จัดแถลงข่าวการทูลเกล้าฯ ถวายตำแหน่งทูตสันถวไมตรีด้านการส่งเสริมหลักนิติธรรมและระบบงานยุติธรรมทางอาญาสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แด่พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา โดยมีนายเจเรมี ดักลาส ผู้แทนประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก สำนักงานยูเอ็นโอดีซี ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย หรือทีไอเจ ร่วมแถลงข่าว ที่ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนิน กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์

พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา (ประทานพระดำรัสผ่านวีดิทัศน์)

“ข้าพเจ้ามุ่งหมายที่จะทำงานร่วมกับสำนักงานยูเอ็นโอดีซีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในการลดปัญหาอาชญากรรมและความรุนแรง ปกป้องกลุ่มผู้เปราะบางในสังคม จัดการกับปัญหาคอร์รัปชั่น รวมถึงสนับสนุนความพยายามในการเสริมสร้างหลักนิติธรรมระดับโลก”

S__794711

ยูริ เฟโดทอฟ ผอ.บริหาร สำนักงานยูเอ็นโอดีซี ประจำสำนักงานใหญ่ กรุงเวียนนา(กล่าวผ่านวีดิทัศน์)

“พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทรงมุ่งมั่นและอุทิศพระองค์ในการทรงงานเพื่อให้บรรลุวาระแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืน พระองค์ทรงมีประสบการณ์สูงในการสามารถสื่อสารกับผู้นำและมีอำนาจถึงความสำคัญในประเด็นดังกล่าว และเชื่อมั่นว่าจะทรงมีบทบาทโดดเด่นในนามของสำนักงานยูเอ็นโอดีซี ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

เจเรมี ดักลาส ผู้แทนประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก สำนักงานยูเอ็นโอดีซี

“คิดว่าพระองค์จะทรงเข้ามาร่วมในงานป้องกันอาชญากรรมและความขัดแย้งรูปแบบต่างๆ ที่สั่นคลอนเสถียรภาพในภูมิภาค โดยเชื่อว่าบทบาทของพระองค์ในภารกิจดังกล่าว สามารถส่งเสริมการตระหนักเรื่องความสำคัญของหลักนิติธรรมและความยุติธรรมที่ส่งผลต่อการพัฒนาทุกมิติได้อย่างชัดเจน”

S__794714
ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์-เจเรมี ดักลาส
ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ผอ.สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) (ทีไอเจ)

การแต่งตั้งบุคคลสำคัญและบุคคลที่มีความสามารถและมีชื่อเสียงจากสาขาวิชาต่างๆ ให้เป็นทูตสันถวไมตรี ถือเป็นประเพณีที่หน่วยงานในสหประชาชาติได้ปฏิบัติกันมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนเข้าใจภารกิจและบทบาทของสหประชาชาติ พร้อมช่วยส่งต่อสารในการดำเนินงานเพื่อพัฒนาโลกและสังคมของหน่วยงานให้ได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) (ทีไอเจ) รู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทรงตอบรับคำเชิญในการเป็นทูตสันถวไมตรีที่เกี่ยวข้องกับหลักนิติธรรม ถือเป็นการต่อยอดพระภารกิจของพระองค์ จากที่พระองค์เคยทรงตอบรับการเป็นทูตสันถวไมตรีของกองทุนสหประชาชาติเพื่อการพัฒนาสตรี (United Nations Development Fund for Women – UNIFEM) ทูตของยูนิเฟม เรื่องการยุติความรุนแรงต่อผู้หญิงเมื่อปี 2551 และปัจจุบันยังทรงเป็นอยู่ ทั้งนี้ พระภารกิจและบทบาทของพระองค์ในการเป็นทูตสันถวไมตรีครั้งนี้จะกว้างขวางมากขึ้น เพราะยูเอ็นโอดีซีมีภารกิจกว้างขวางกว่า เพราะดูตั้งแต่กฎหมาย คอร์รัปชั่น ยาเสพติด สิทธิผู้ต้องขัง ฉะนั้นการที่ทรงตอบรับจะเป็นประโยชน์หลายประการ

พระองค์ทรงมีประสบการณ์หลากมิติ ตั้งแต่ทรงสนพระทัยถึงปัญหาของกลุ่มผู้เปราะบางในกระบวนการยุติธรรม ทรงศึกษาระดับปริญญาเอกด้านนี้โดยตรง ทรงงานในฐานะอัยการพื้นที่อีสานในคดีหลากหลาย คดียากๆ ทรงว่าความอย่างจริงจัง ทรงพบปะประชาชนทำให้ทรงเข้าใจสภาพปัญหาดี ที่สำคัญทรงเป็นเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ กรุงเวียนนา ที่ทรงได้เข้าร่วมในเวทีสำคัญในการกำหนดนโยบายความยุติธรรมระดับโลก จากประสบการณ์ ความสนพระทัย ความรู้ และทรงเป็นพระบรมวงศานุวงศ์ ก็จะเป็นโอกาสที่ดีของยูเอ็นโอดีซีและทีไอเจ ในการเดินหน้านำหลักนิติธรรมสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน เป็น 1 ใน 17 เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (ค.ศ.2015-2030) หรือเอสดีจี ของสหประชาชาติ

พระองค์ทรงปฏิบัติภารกิจเพื่อส่งเสริมความยุติธรรมและความเท่าเทียมของกลุ่มเปราะบางอย่างต่อเนื่องมากว่าสิบปี และทรงมีส่วนร่วมในระดับโลก รณรงค์ให้หลักนิติธรรมเป็นส่วนหนึ่งของเอสดีจี ภายหลังเคยทรงผลักดันในเวทีสหประชาชาติให้ตระหนักถึงการเชื่อมโยงระหว่างหลักนิติธรรมและการพัฒนามาโดยตลอด อาทิ ทรงยกร่างและรณรงค์อันนำไปสู่การรับรองข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงและมาตรการที่มิใช่การคุมขัง หรือข้อกำหนดกรุงเทพฯ (Bangkok Rules) เมื่อปี 2013 ฉะนั้นคิดว่าหลักนิติธรรมกับการพัฒนาที่ยั่งยืนจะเป็นเป้าหมายใหญ่ที่จะทำงานร่วมกันและชัดเจนมากขึ้น และสร้างการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางและเชื่อถือได้มากขึ้น รวมถึงการก่อตั้งสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นองค์กรล่าสุดที่เข้าร่วมเป็นสถาบันเครือข่ายของสำนักงานยูเอ็นโอดีซี

ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับงานของสำนักงานยูเอ็นโอดีซี พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทรงผลักดันในเวทีสหประชาชาติให้ตระหนักถึงความเชื่อมโยงระหว่างหลักนิติธรรมและการพัฒนามาโดยตลอด ทรงริเริ่มให้เกิดการประชุมเสวนาระดับนานาชาติว่าด้วยหลักนิติธรรม (The Bangkok Dialogue on the Rule of Law) ในปี 2556 เพื่อสร้างแรงผลักดันทางการเมือง ให้ประเด็นความยุติธรรม ความมั่นคง และหลักนิติธรรม ได้ถูกบรรจุเข้าเป็นส่วนหนึ่งของวาระการพัฒนา

นอกจากนี้ ในระหว่างที่ทรงดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ กรุงเวียนนา ได้ทรงเข้าร่วมเวทีสำคัญในการกำหนดนโยบายความยุติธรรมระดับโลก คือ การประชุมคณะกรรมาธิการยาเสพติด (The Commission on Narcotic Drugs – CND) และการประชุมคณะกรรมาธิการสหประชาชาติว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญา (The Commission on Crime Prevention and Criminal Justice – CCPCJ) ได้ทรงเป็นประธานในสมัยที่ 21 ด้วย

พระองค์ทรงตรัสตั้งแต่แรกๆ ก่อนหลักนิติธรรมจะเป็นหนึ่งในเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนว่า หลักนิติธรรมเกี่ยวข้องกับการพัฒนา เพราะกฎหมายที่ดีทำให้การพัฒนาเดินหน้าไปได้ เป็นเรื่องน่าสนใจที่พระองค์ทรงเป็นผู้นำการรณรงค์เรื่องนี้ในระดับโลก ทรงเป็นทูตสันถวไมตรีที่มาจากนักปฏิบัติคนแรกๆ ของโลก จากเดิมที่สหประชาชาติจะตั้งเซเลบริตี้หรือนักแสดงที่มีความเชื่อและความสนใจมาเป็นทูตสันถวไมตรี อาทิ แองเจลินา โจลี หรือนิโคลัส เคจ เป็นต้น

ทั้งนี้ อาชญากรรมเป็นปัจจัยที่ทำลายเสถียรภาพของชุมชน ประเทศ และภูมิภาค ในฐานะทูตสันถวไมตรี พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา จะทรงมีบทบาทในโครงการของสำนักงานยูเอ็นโอดีซีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างหลักนิติธรรม สันติภาพ เสถียรภาพ และวาระ 2030 เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยในเดือนมีนาคม 2016 พระองค์จะเสด็จเข้าร่วมในการประชุมระดับสูงในเวทีระหว่างประเทศและเวทีภูมิภาค 2 กิจกรรม จากนั้นจะทรงเข้าร่วมในการประชุมระดับสูงอื่นๆ ตลอดทั้งปี


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 08,03, 2017, 12:05:14
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9600000022995

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “พระองค์ภา” ทรงดำรงตำแหน่งอัยการจังหวัดระยอง 3 เม.ย.


  มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา” ให้ทรงดํารงตําแหน่งอัยการจังหวัดคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดี จังหวัดระยอง ตั้งแต่ 3 เมษายน 2560
       
       วันนี้ (6 มี.ค.) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่องแต่งตั้งข้าราชการอัยการ โดยระบุว่า มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา อัยการจังหวัดประจําสํานักงานอัยการสูงสุด (ข้าราชการอัยการชั้น 4) สํานักงานคดียาเสพติด ให้ทรงดํารงตําแหน่ง อัยการจังหวัดคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดระยอง (ข้าราชการอัยการชั้น 4) ตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2560 ประกาศ ณ วันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2560 ผู้รับสนองพระราชโองการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: MINK รักในหลวง ที่ 09,03, 2017, 08:07:22
ทรงพระเจริญ   :<> :<> :<> :<> :<> :<> :<> :<> :<> :<>


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 18,03, 2017, 19:35:08
http://www.matichon.co.th/news/499868

วุฒิสภาสหรัฐเชิดชู ‘ในหลวง ร.9’ ทรงดำรงพระชนมชีพอย่างโดดเด่น เปี่ยมด้วยพระอัจฉริยภาพ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมวุฒิสภาสหรัฐสมัยสามัญที่ 115 ครั้งที่ 1 ได้ผ่านข้อมติเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2560 ยกย่องและรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชในฐานะที่พระองค์ทรงดำรงพระชนมชีพอย่างโดดเด่น เป็นผู้นำที่เด็ดเดี่ยว และเปี่ยมด้วยพระอัจฉริยภาพ

ทั้งนี้ในข้อมติดังกล่าวระบุว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงมีสายสัมพันธ์พิเศษกับสหรัฐ ด้วยว่าพระองค์ทรงมีพระประสูติกาล ณ เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ พระองค์ทรงขึ้นครองสิริราชสมบัติเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2489 และได้มีการเฉลิมฉลองในโอกาสที่ทรงครองราชย์ครบ 70 ปีไปเมื่อปี 2559 ที่ผ่านมา โดยพระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์นานที่สุดในโลกและในประวัติศาสตร์ชาติไทย ทรงอุทิศพระองค์เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชนไทยและเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในประเทศ ทรงอุทิศพระองค์เพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกร ซึ่งทำให้พระองค์ทรงเป็นที่เคารพรักเป็นอย่างสูงของปวงชนชาวไทย และได้รับความเคารพจากผู้คนทั่วโลก

พระองค์ทรงยื่นมือไปหาคนยากจนและผู้ที่เปราะบางในประเทศโดยไม่คำนึงถึงสถานะ เชื้อชาติ และศาสนา รับฟังปัญหาของคนเหล่านั้น เสริมสร้างความสามารถให้คนเหล่านี้จัดการกับชีวิตของตัวเองได้ พระองค์ทรงเป็นบุคคลแรกที่ได้รับรางวัล “ความสำเร็จสูงสุด ด้านการพัฒนามนุษย์” จากสหประชาชาติ ทั้งยังทรงได้รับการยกย่องว่าเป็นกษัตริย์นักพัฒนา ทรงได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติทั้งในด้านทรัพย์สินทางปัญญา นวัตกรรม และผลงานที่พระองค์ทรงสร้างสรรค์ จนทำให้องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลกทูลเกล้าฯถวายเหรียญรางวัลผู้นำโลกด้านทรัพย์สินทางปัญญา

พระองค์ยังทรงเป็นที่ยึดเหนี่ยวแห่งสันติภาพและความมั่นคงของไทยในหลายทศวรรษแห่งความวุ่นวายช่วงสงครามเย็น ทรงเป็นมิตรที่เชื่อถือได้ของสหรัฐในการสร้างความเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดและเข้มแข็งระหว่างสองประเทศ แม้พระองค์จะเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559 แต่คุณูปการที่พระองค์ทรงสร้างไว้ให้กับประชาชนจะยังคงยืนยาวต่อไปตราบนานเท่านาน

ที่ประชุมวุฒิสภาขอยกย่องที่พระองค์ทรงดำรงพระชนมชีพอย่างโดดเด่น เป็นผู้นำที่เด็ดเดี่ยว และเปี่ยมด้วยพระอัจฉริยภาพ ตลอด 70 ปีที่ครองสิริราชสมบัติ และขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งไปยังพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ รวมถึงประชาชนคนไทยต่อการสูญเสียครั้งนี้ และเฉลิมฉลองความเป็นพันธมิตรและมิตรภาพระหว่างสองประเทศที่สะท้อนผ่านสิ่งที่เป็นความสนใจร่วมกัน ภายใต้ความสัมพันธ์ทางการทูตที่ยืนยาวถึง 183 ปี ความเป็นพันธมิตรในหลายมิติระหว่างกันมีส่วนช่วยส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง และความรุ่งเรืองของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกโดยรวม

ที่ประชุมวุฒิสภายังแสดงความยินดีต่อการเสด็จขึ้นทรงราชย์ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ด้วยรากฐานของความเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่งในรัชสมัยของพระราชบิดาของพระองค์ เรารอคอยที่จะกระชับสัมพันธ์และมิตรภาพระหว่างไทยและสหรัฐให้แนบแน่นต่อไป


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 03,04, 2017, 14:54:30
http://www.matichon.co.th/news/517421

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯพระราชพิธีประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 วันที่ 6 เม.ย.นี้

เมื่อวันที่ 3 เมษายน สำนักพระราชวัง เผยแพร่หมายกำหนดการ พระราชพิธีประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ระบุว่า นายกรัฐมนตรีในตำแหน่งบังคับบัญชาสำนักพระราชวัง รับพระราชโองการเหนือเกล้าฯสั่งว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้กำหนดการประกาศพระราชพิธีประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 โดยในวันพฤหัสดีที่ 6 เมษายน เวลา 15.00 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งมายังพระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต มีพระบรมวงศานุวงศ์ องคมนตรี คณะรัฐมนตรี คณะทูต สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ประธานศาลฎีกา ประธานองค์กรอิสระ ข้าราชการฝ่ายทหารและพลเรือน เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท

จากนั้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อัฐเชิญรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้วพระราชทานแก่นายกรัฐมนตรี ก่อนจะมีการประทับพระราชลัญจกรแล้วเชิญไปประดิษฐานบนพานทองที่เสาบัวหน้ามหาสมาคม ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ กองอาลักษณ์และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี อ่านกระแสพระราชปรารภประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 จบแล้ว ชาวพนังงานประโคม ฆ้องชัย สังข์ แตร ดุริยางค์ ทหารเกียรติยศถวายความเคารพ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงมหาฤกษ์ ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ยิงปืนใหญ่ฝ่ายละ 21 นัด และวัดทั่งราชอาณาจักรย่ำระฆังและกอง ครั้นสุดเสียงปืนใหญ่ มหาดเล็กรัวกรับ ชาวม่านปิดพระวิสูตร ชาวพนักงานประโคมกระทั่งแตร มโหระทึก วงดุริยางค์บรรเลง เพลงสรรเสริญพระบารมี สมเด็จพระเจ้าอยู่ เสด็จพระราชดำเนินกลับ


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 06,04, 2017, 21:31:33
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1491486939

ในหลวง ร.10 ส่งพระราชสาส์นเสียพระราชหฤทัยถึง ปธน.รัสเซีย-โคลอมเบีย

เมื่อวันที่ 6 เมษายน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีข้อความพระราชสาส์นแสดงความเสียพระราชหฤทัยไปยังประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐโคลอมเบีย กรณีเกิดอุทกภัยและดินถล่มทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของสาธารณรัฐโคลอมเบีย เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2560 ความว่า

ฯพณฯ ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐโคลอมเบีย กรุงโกลกาตา ข้าพเจ้ารู้สึกเศร้าสลดใจที่ได้ทราบข่าวอุทกภัยและดินถล่มอย่างรุนแรง ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ในประเทศของท่าน ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บเป็นจำนวนมาก ทั้งยังก่อให้เกิดความเสียหายอย่างหนักต่อทรัพย์สินและโครงสร้างพื้นฐาน ข้าพเจ้าขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งมายังท่าน และผู้ประสบความทุกข์และความสูญเสียจากภัยพิบัติทางภัยธรรมชาติในครั้งนี้

(พระปรมาภิไธย) มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร

ทั้งนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีข้อความพระราชสาส์นแสดงความเสียพระราชหฤทัยไปยังประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย กรณีเกิดเหตุระเบิดที่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินที่นครเซนต์ปีเตอร์เบิร์กส สหพันธรัฐรัสเซีย เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2560 ความว่า

ฯพณฯ ประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย กรุงมอสโก ข้าพเจ้ารู้สึกเศร้าสลดที่ได้ทราบข่าวเกิดเหตุระเบิดที่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน ที่นครเซนต์ปีเตอร์เบิร์กส ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บเป็นจำนวนมาก ข้าพเจ้าขอแสดงความเสียใจอย่างจริงใจมายังท่านและผู้ประสบความทุกข์และความสูญเสียในเหตุการณ์อันร้ายแรงครั้งนี้

(พระปรมาภิไธย) มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร
 


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 08,04, 2017, 19:58:27
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1491653863

ในหลวง ร.10 ทรงเปิดงานเมาลิดกลางแห่งประเทศไทย

เมื่อเวลา 16.13 น. วันที่ 8 เมษายน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานเมาลิดกลางแห่งประเทศไทย ประจำปีฮิจเราะห์ศักราช 1438 ณ ศูนย์บริหารกิจการศาสนาอิสลามแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ เขตหนองจอก กรุงเทพฯ โดยมีนายอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรี ในฐานะประธานอำนวยการจัดงานเมาลิดกลางแห่งประเทศไทย ประจำปีฮิจเราะห์ศักราช 1438 รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ประธานจัดงานเมาลิดกลางแห่งประเทศไทยฯ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมคณะกรรมการจัดงานฯ และพสกนิกรชาวไทยมุสลิมจำนวนมาก เฝ้าฯ รับเสด็จ

เมื่อเสด็จฯ ถึง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประทับพระราชอาสน์บนเวที นายเสน่ห์ ลังเด๋ง ประธานฝ่ายหนังสืออนุสรณ์ ทูลเกล้าฯ ถวายหนังสืออนุสรณ์งานเมาลิดกลางแห่งประเทศไทย รศ.ดร.บุญไชย สถิตมั่นในธรรม รองอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายชัยวัฒน์  อุทัยวรรณ์ ประธานกรรมการธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายเงิน แด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย

นายมูฮัมมัด หะยีมูซอ ผู้ชนะเลิศการทดสอบกอรี รุ่นประชาชนชาย ในงานเมาลิดกลางแห่งประเทศไทย อัญเชิญพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน นายมานิต ทองแสง รองประธานกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานคร ให้ความหมายภาษาไทย

นายอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรี กราบบังคมทูลชีวประวัติของบรมศาสดามูฮำมัด ซอลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม โดยสังเขป  รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ประธานจัดงานเมาลิดกลางแห่งประเทศไทย กราบบังคมทูลรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดงาน


โอกาสนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชดำรัสเปิดงานเมาลิดกลางแห่งประเทศไทย ประจำปีฮิจเราะห์ศักราช 1438 ความว่า  ข้าพเจ้ามีความยินดีที่ได้มาร่วมงานเมาลิดกลางแห่งประเทศไทยประจำปีนี้ และขอขอบใจในไมตรีจิตของท่านที่แสดงต่อข้าพเจ้าในโอกาสนี้ ศาสนาทุกศาสนาต่างก็มีหลักธรรมคำสอนเพื่อเป็นหลักให้ผู้เคารพนับถือ ได้ยึดถือปฏิบัติทั้งส่วนที่เป็นข้อปฏิบัติทางความคิดจิตใจ ทั้งส่วนที่เป็นข้อปฏิบัติในการครองชีวิต และการอยู่ร่วมกันในสังคม หลักธรรมในศาสนาจึงเป็นสิ่งที่ดีมีประโยชน์อย่างยิ่งทั้งแก่บุคคลและสังคมส่วนรวม เพราะทำให้บุคคลผู้ปฏิบัติตามหลักธรรมในศาสดาที่ตนเคารพนับถือ มีชีวิตที่เป็นปกติมั่นคงสวัสดี และทำให้สังคมเป็นสังคมที่ทุกคนทุกเชื้อชาติศาสนาอยู่ร่วมกันได้ด้วยความผาสุกสงบ หลักธรรมคำสอนทั้งนั้นยิ่งปรากฏแพร่หลายมากขึ้นเท่าใด ก็จะยิ่งเป็นประโยชน์แก่มวลมนุษย์กว้างขวางขึ้น ข้าพเจ้าจึงมีความปีติเต็มใจที่ได้มาร่วมในงานที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ด้วยเห็นว่าเป็นกุศลกิจอันประเสริฐ เพราะนอกจากเป็นการแสดงความกตัญญูต่อท่านนบีมูฮำมัด ผู้เป็นศาสดาแห่งศาสนาอิสลามแล้ว ยังเป็นการประกาศหลักธรรมของศาสนาที่มีผู้ยึดถืออยู่ทั่วโลก ให้ประจักษ์แพร่หลายด้วย

จากนั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงยืนและทรงยกพระหัตถ์ จุฬาราชมนตรีนำกล่าวขอพร (กล่าวดุอาอ์) ถวายพระพรชัยมงคลแด่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ เป็นภาษาอาหรับ นายอับดุลเราะห์มาน เยนา ประธานฝ่ายพิธีการศาสนา อ่านบทสดุดีพระเกียรติคุณศาสดามูฮำมัด เป็นภาษาอาหรับ พร้อมการประสานเสียงจากคณะกรรมการอิสลามและอิหม่ามประจำมัสยิดต่างๆ

เมื่อเสร็จแล้ว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ทอดพระเนตรนิทรรศการ อาทิ นิทรรศการบรมศาสดามุฮัมหมัด (ซ.ล.) จากงานอัลกุรอานสู่งานการมาตรฐานฮาลาล  นิทรรศการในหลวงรัชกาลที่ 9 กับพสกนิกรชาวไทยมุสลิม และในหลวงรัชกาลที่ 10 กับพสกนิกรชาวไทยมุสลิม นิทรรศการการอัลกุรอาน เป็นต้น

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชปฏิสันถารกับเอกอัครราชทูตกลุ่มประเทศมุสลิม ที่มารอเฝ้าฯ ส่งเสด็จฯ สมควรแก่เวลาประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จ ฯ กลับพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต


รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ประธานจัดงานฯ กล่าวว่า งานเมาลิดกลางแห่งประเทศไทย เป็นงานฉลองสำคัญของชาวไทยมุสลิม เป็นภารกิจที่กระทำเพื่อเทิดทูนคุณธรรมคำสอนของบรมศาสดามูฮัมหมัด ซอลลัลลอฮุละลัยฮิวะซัลลัม ให้ประทับไว้ในจิตวิญญาณของศรัทธาชนแบบยั่งยืน ตลอดระยะเวลากว่า 1,400 ปี การจัดงานครั้งนี้ อยู่ในห้วงเวลาแห่งการน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช อีกทั้งเป็นปีที่ 1 แห่งการเสด็จขึ้นครองราชย์ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรชาวไทยมุสลิมอย่างต่อเนื่องเฉกเช่นเดียวกัน คณะกรรมการการจัดงานฯ จึงกำหนดให้มีนิทรรศการเทิดพระเกียรติพระมหากษัตริย์ทั้งสองพระองค์เพื่อแสดงถึงความจงรักภักดีในฐานะที่ทั้งสองพระองค์ทรงดำรงสถานะแห่งองค์เอกอัครศาสนูปถัมภกและศูนย์รวมจิตใจของพสกนิกรชาวไทยทั้งผองมาโดยตลอด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า งานเมาลิดกลางแห่งประเทศไทยจัดต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี โดยครั้งนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 55 ภายใต้แนวคิด “นบีมูฮำมัด” ซอลลัลลอฮุละลัยฮิวะซัลลัม จากพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน สู่วิถีฮาลาล พร้อมจัดแสดงนิทรรศการอัลกุรอาน 1,000 ปี และศิลปะอิสลาม นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติในหลวงสองรัชกาล นิทรรศการดิจิตอลฮาลาล 4.0 พร้อมร่วมซับน้ำตาชาวใต้กับฮาลาลเอ๊กซ์โปสินค้า 5 ดาว จากวิสาหกิจชุมชน 5 จังหวัดชายแดนใต้ โดยงานตั้งแต่วันนี้ถึง 10 เมษายน ณ ศูนย์บริหารกิจการศาสนาอิสลามแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ เขตหนองจอก กรุงเทพฯ
ที่มา มติชนออนไลน์
 


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 04,06, 2017, 15:33:57
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1496562248

“ร.10” โปรดเกล้าฯ ทหารมหาดเล็กฯ ขุดลอกคลองเขตลาดพร้าว-บางซื่อ บรรเทาน้ำท่วม

เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณในการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของราษฎรในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครในเรื่องปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ต่างๆ ในการนี้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ร่วมกับหน่วยงานราชการและประชาชนจิตอาสาในชุมชนต่างๆ เข้าร่วมทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากปัญหาน้ำท่วมขังและสำรวจขุดลอกคูคลองกับท่อระบายน้ำที่อุดตัน เพื่อระบายน้ำออกจากพื้นที่และเตรียมรองรับปริมาณน้ำฝนใน 2 พื้นที่ ได้แก่ 1.ชุมชนหมู่บ้านเสนานิเวศน์ โครงการ 2 เขตลาดพร้าว โดยทำแนวกระสอบทรายและอุดท่อระบายน้ำ เพื่อป้องกันน้ำล้นจากคลองวัดลาดปลาเค้าเข้าท่วมชุมชน พร้อมขุดลอกคลอง 2.ชุมชนบ้านพักรถไฟ คลองบางซื่อ เขตบางซื่อ ด้วยการขุดลอกคลองบางซื่อที่มีผักตบชวาแน่นหนาและขยะมูลฝอยจำนวนมาก

ต่อจากนั้นวันที่ 3 มิถุนายน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ร่วมกับหน่วยงานราชการดำเนินการเก็บผักตบชวาและขยะมูลฝอยในคลองบางซื่อ บริเวณชุมชนบ้านพักรถไฟ เขตบางซื่อ เป็นวันที่ 2 รวมทั้งเข้าเก็บขยะและสิ่งปฏิกูลในคลองลาดพร้าว บึงพระราม 9 เขตบางกะปิ เพื่อเปิดเส้นทางระบายน้ำ


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 08,06, 2017, 14:24:28
https://www.matichon.co.th/news/577001

ร.10 โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พล.ร.อ. พงษ์เทพ หนูเทพ เป็นองคมนตรี

เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาออกประกาศแต่งตั้งองคมนตรี ลง ณ วันที่ 8 มิถุนายน 2560 ความว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

ตามที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งองคมนตรี ตามประกาศลงวันที่ 23 ธันวาคม พุทธศักราช 2559 แล้วนั้น

บัดนี้ ทรงพระราชดำริเห็นเป็นการสมควรแต่งตั้งองคมนตรีเพิ่มขึ้น

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 10 และมาตรา 11 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

พลเรือเอก พงษ์เทพ หนูเทพ เป็น องคมนตรี ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 8 มิถุนายน พุทธศักราช 2560 เป็นปีที่ 2 ในรัชกาลปัจจุบัน

ผู้รับสนองพระราชโองการ

พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์

ประธานองคมนตรี

ทั้งนี้ พลเรือเอก พงษ์เทพ หนูเทพ ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นองคนมนตรีในรัชกาลปัจจุบัน เป็นคนที่ 14


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 09,06, 2017, 18:10:45
https://www.matichon.co.th/news/578082

โปรดเกล้าฯแต่งตั้ง “พลเอกหญิง สุทิดา” เป็น รองสมุหราชองครักษ์

วันนี้ (๙ มิถุนายน) ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ เรื่อง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายทหารสัญญาบัตรรับราชการ มีรายละเอียดระบุว่า มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอกหญิง สุทิดา วชิราลงกรณ์ ณ อยุธยา นายทหารสัญญาบัตร สังกัดหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ตําแหน่ง รองผู้บัญชาการ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลเอก) เป็น รองสมุหราชองครักษ์ กรมราชองครักษ์ (อัตราเงินเดือน น.๙) รับราชการสนองพระเดชพระคุณ ตั้งแต่วันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๖๐


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 13,06, 2017, 14:23:43
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1497273308

ร.10 มีพระราชสาส์นเสียพระราชหฤทัยเครื่องบินตกเมียนมา-ก่อการร้ายอิหร่าน

เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ส่งข้อความพระราชสาส์นแสดงความเสียพระราชหฤทัยไปยังประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา กรณีเครื่องบินลำเลียงของกองทัพอากาศเมียนมาตกในทะเลอันดามันนอกชายฝั่งใกล้เมืองทวาย ภาคตะนาวศรี สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2560 ความว่า

ฯพณฯ ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสหภาพเมียนมา กรุงเนปิดอว์ ข้าพเจ้ารู้สึกเศร้าสลดใจอย่างยิ่งที่ได้ทราบว่าเครื่องบินของกองทัพอากาศเมียนมาตกในทะเลอันดามัน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและผู้สูญหายเป็นจำนวนมาก ข้าพเจ้าขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งมายังท่านและผู้ประสบความสูญเสียจากเหตุการณ์น่าเศร้าครั้งนี้ (พระปรมาภิไธย) มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร

วันเดียวกัน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ส่งข้อความพระราชสาส์นแสดงความเสียพระราชหฤทัยไปยัง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน กรณีเกิดเหตุก่อการร้ายที่รัฐสภาอิหร่านและสุสานของอายาตุลลอห์ โคมัยนี อดีตผู้นำสูงสุด แห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ในกรุงเตหะราน เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2560 ความว่า

ฯพณฯ ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน กรุงเตหะราน ข้าพเจ้ารู้สึกเศร้าสะเทือนใจอย่างยิ่งที่ได้ทราบข่าวการก่อการร้ายที่รัฐสภา และสุสานของอายาตุลลอห์ โคมัยนี ในกรุงเตหะราน ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ข้าพเจ้าขอแสดงความเสียใจอย่างจริงใจมายังท่าน รวมทั้งผู้ประสบความทุกข์และความสูญเสียจากเหตุการณ์ร้ายแรงครั้งนี้ (พระปรมาภิไธย) มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 14,06, 2017, 15:26:18

ไปรษณีย์ไทย เปิดตัว “แสตมป์ดวงแรก” แห่งรัชกาลที่ 10 ประชาชนไทยสามารถจองได้แล้ววันนี้ – 28 มิถุนายน ศกนี้

          บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) เผยโฉมแสตมป์ดวงแรกแห่งรัชสมัย ร.10 เทิดพระเกียรติวันเฉลิมพระชนมพรรษา 65 พรรษา ชนิดราคา 10 บาท พื้นภาพโทนเหลืองตามสีประจำวันพระราชสมภพ เทคนิคพิเศษปั๊มฟอยล์ทอง จำนวนพิมพ์ 1 ล้านดวง กำหนดวันแรกจำหน่าย 28 กรกฎาคม 2560 เปิดจองได้แล้ว ณ ที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ และช่องทางออนไลน์

          เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร 65 พรรษา ไปรษณีย์ไทย จัดสร้างตราไปรษณียากรที่ระลึกชุดแรกแห่งรัชกาล เป็นภาพพระฉายาลักษณ์พระราชทานในฉลองพระองค์ครุยมหาจักรีบรมราชวงศ์ ประกอบอักษรพระปรมาภิไธย ว.ป.ร. พร้อมข้อความบรรยาย บนพื้นภาพสีเหลืองซึ่งเป็นสีประจำวันพระราชสมภพ เพิ่มเทคนิคปั้มฟอยล์ทองบริเวณคำบรรยาย ชื่อชุด ชนิดราคา และประเทศไทย กำหนดวันแรกจำหน่าย 28 กรกฎาคม 2560 ราคาดวงละ 10 บาท (เต็มแผ่น 10 ดวง) จำนวนพิมพ์ 1 ล้านดวง และซองวันแรกจำหน่ายราคา 20 บาท

          ผู้สนใจสามารถสั่งจองได้ตั้งแต่วันนี้ - 28 มิถุนายน 2560 ณ ที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ และทางออนไลน์www.postemart.com โดยจะจัดส่งให้ถึงบ้านฟรี ตั้งแต่วันแรกจำหน่ายเป็นต้นไป สอบถามเพิ่มเติมที่ ฝ่ายตลาดตราไปรษณียากร 0 2573 5463, 0 2573 5480 หรือทางเฟซบุ๊ก stamp in love และทางไลน์ @stampinlove


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 09,08, 2017, 13:25:58
https://www.matichon.co.th/news/621654

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทาน 9 แนวทางให้รัฐบาลและประชาชนเป็นหลักปฎิบัติ เพื่อประเทศ

http://www.thaipost.net/?q=node/33701


ร.10พระราชทาน 9หลักทำเพื่อชาติ
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร พระราชทาน 9 แนวทางให้รัฐบาลเป็นหลักปฏิบัติเพื่อประเทศชาติ "นายกฯ" เผย ร.10 ตรัสแนวทางพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 "เป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้วที่สมเด็จพ่อได้ทรงทำไว้" รัฐบาลทำสารคดีเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เผยแพร่ให้ประชาชนรับชม

ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 8 ส.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยว่า ช่วงค่ำวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เป็นการส่วนพระองค์ โดยได้ถวายรายงานการทำงานของรัฐบาลตามห้วงระยะเวลา ซึ่งตนได้ถวายรายงานในทุกๆ เรื่อง ทั้งเรื่องความมั่นคง เศรษฐกิจ ปัญหาอุทกภัยและการช่วยเหลือ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชกระแสรับสั่ง ประกอบด้วย 1.ทรงมีความห่วงใยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยทั้งภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รับสั่งให้ช่วยเหลือตามมาตรการต่างๆ ด้วยความรวดเร็วและทั่วถึง สิ่งใดที่สถาบันจะช่วยได้ ก็จะพระราชทานความช่วยเหลือมาให้อย่างที่ทรงทำในปัจจุบัน

"รับสั่งให้มีการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนในพื้นที่ ถ้ายังไม่สามารถดำเนินการภาพรวมทั้งหมดได้ ก็ให้ทยอยดำเนินการไป ซึ่งเรื่องดังกล่าวผมได้กราบบังคมทูลอธิบายถวายให้ทรงทราบแล้วว่ารัฐบาลกำลังมีโครงการต่างๆ จำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดช บรมนาถบพิตร ที่ทรงริเริ่มไว้มาหลายสิบปี ซึ่งบางโครงการก็ยังไม่สำเร็จ หรือยังไม่ครบ ซึ่งปัญหาไม่ได้อยู่ที่การทำ แต่อยู่ที่ประชาชนที่มีส่วนได้ส่วนเสียในที่ดินหรือพื้นที่ส่วนบุคคล ซึ่งในวันที่ 9 ส.ค. ผมจะหารือกับคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำในเรื่องดังกล่าว" พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

นายกฯ กล่าวว่า 2.มีรับสั่งขอให้ทำให้ประเทศชาติ และประชาชนมีความสุข ซึ่งทรงย้ำเสมอทั้งเรื่องการช่วยเหลือ การบรรเทา การจัดระเบียบ การสร้างวินัย สร้างอุดมการณ์ รับสั่งว่าให้ทำทุกมาตรการอย่างต่อเนื่อง 3.ให้ช่วยกันรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีที่มีมาแต่โบราณกาลในส่วนที่ดีงาม มีเอกลักษณ์ความเป็นไทย ทำให้นักท่องเที่ยวได้พบเห็นและชื่นชม ขอให้รักษาไว้ให้ได้ 4.รับสั่งถึงภัยคุกคามในรูปแบบต่างๆ อาทิ ภัยคุกคามในรูปแบบเก่า เรื่องอธิปไตย ซึ่งวันนี้ก็น้อยลง มีเฉพาะเรื่องของการรักษาทรัพยากรทั้งบนแผ่นดินและผืนน้ำ ที่เป็นอาณาเขตของประเทศไทย จำเป็นต้องมีกำลังดูแลรักษา และทรงเป็นห่วงเรื่องภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ที่ต้องเตรียมมาตรการรองรับให้เป็นสากล ไม่เช่นนั้นสิ่งที่เกิดในประเทศอื่นก็จะมามีอิทธิพลต่อประเทศไทย อยู่ที่คนไทยทุกคนจะร่วมมือกัน

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า 5.รับสั่งให้เร่งดูแลระบบการศึกษา ซึ่งปัจจุบันเรามีการปฏิรูปกันมากพอสมควร เพื่อเร่งกระบวนการเรียนรู้ให้คนไทยมีความรู้อย่างจริงจัง ทำงานได้ สามารถที่จะมีอาชีพมั่นคง มีความเข้มแข็ง และมีหลักคิดที่ถูกต้องในทุกๆ เรื่อง จะได้ลดความขัดแย้ง 6.รับสั่งให้ช่วยกันส่งเสริมงานจิตอาสา ซึ่งตนได้สั่งการในที่ประชุม ครม.ให้นำแนวพระราชกระแสรับสั่ง โดยกระทรวงมหาดไทยไปจัดตั้งกลุ่มอาสาสมัครขึ้นมาดูแลพื้นที่ ดูแลความมั่นคงและกิจการต่างๆ ในลักษณะเป็นจิตอาสา หรือทำกิจการสาธารณะ เพราะบางอย่างถ้ารอข้าราชการทำฝ่ายเดียวคงไม่ทัน

นอกจากนี้ 7.รับสั่งดูแลประชาชนให้ความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม ทุกอย่างทรงขอว่าให้เป็นไปตามขั้นตอน ตามกฎหมายทุกประการ ให้มีหลักฐานที่ชัดเจน ให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นและไว้วางใจในกระบวนการยุติธรรมให้ได้ 8.ข้าราชการทุกหมู่เหล่าหรือส่วนราชการ ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการฝ่ายใดก็ตาม ขอให้ประพฤติตนเป็นแบบอย่าง เป็นแม่แบบให้กับประชาชนให้เกิดความเคารพศรัทธา และเชื่อมั่นในการทำงาน จะได้เกิดความร่วมมือ ลดผลกระทบระหว่างกันให้ได้ในการบังคับใช้กฎหมาย

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า 9.เรื่องสำคัญที่สุดคือทรงเสียพระราชหฤทัยในการสูญเสียพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และคนไทยทั้งประเทศก็มีความรู้สึกเช่นเดียวกัน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งว่า ขอให้ช่วยกันสร้างความเข้าใจ ขยายสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงทำไว้อย่างมากมาย ให้ยึดถือเป็นแนวทางในการปฏิบัติต่อไป

"พระองค์ท่านพระราชทานแนวทางไว้เป็นระยะเวลายาวนาน ซึ่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเองก็ทรงได้รับการสั่งสอนจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ด้วย เพราะฉะนั้นไม่มีอะไรที่จะต้องแก้ไข เพราะพระองค์ท่านตรัสว่า "เป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้วที่สมเด็จพ่อได้ทรงทำไว้" ขณะเดียวกันก็ทรงให้นึกถึงสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ด้วย ซึ่งพระองค์พระราชทานสิ่งต่างๆ ไว้มากมายให้กับประเทศไทย ขอให้นำแนวทางพระราชดำริของทั้งสองพระองค์ไปขับเคลื่อน" นายกฯ กล่าว

ด้านนายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม (วธ.) กล่าวว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้นำเสนอวีดิทัศน์สารคดีเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 85 พรรษา 12 สิงหาคม 2560 ซึ่งจัดทำโดยสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ให้ที่ประชุม ครม.รับทราบ เนื้อหาเกี่ยวกับพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ ความยาว 3.56 นาที เพื่อสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ซึ่งพระองค์ทรงเป็นผู้ริเริ่ม สนับสนุน ฟื้นฟูและสืบทอดงานศิลปะแขนงต่างๆ ของไทยมิให้เสื่อมสูญเป็นมรดกวัฒนธรรมคู่แผ่นดินไทยสืบมาตราบทุกวันนี้

"ในโอกาสที่ทรงเจริญพระชนมพรรษา 85 พรรษา กระทรวงวัฒนธรรมจะนำสารคดีเฉลิมพระเกียรติฯ ไปเผยแพร่ผ่านทางยูทูบ สื่อออนไลน์ และสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ เพื่อให้ประชาชนได้รับชมกันอย่างทั่วถึง และเพื่อเป็นการถวายพระเกียรติแด่พระองค์ท่าน และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ" รมว.วัฒนธรรมกล่าว.


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 13,08, 2017, 22:09:29
https://www.prachachat.net/breaking-news/news-21681

ร.10 พระราชทานรายได้จากไดอารี่ฝีพระหัตถ์ 100 ล้าน รพ.ศิ

เมื่อเวลา 19.37 น. วันที่ 11 สิงหาคม สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต พระราชทานพระราชวโรกาสให้ ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล นำคณะผู้บริหารของคณะแพทยศาสตร์ฯ เฝ้าฯรับพระราชทานเงิน 100 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายได้จากการจำหน่ายสมุดไดอารี่ภาพการ์ตูนฝีพระหัตถ์ เพื่อสมทบทุนสร้างอาคารนวมินทรบพิตร 84 พรรษา โรงพยาบาลศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล



หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 15,09, 2017, 21:23:09
https://www.prachachat.net/general/news-39855

สำนักพระราชวังออกประกาศ เปิดถวายบังคมพระบรมศพ 30 ก.ย.นี้ เป็นวันสุดท้าย

เมื่อวันที่ 15 กันยายน สำนักพระราชวัง ออกประกาศสำนักพระราชวัง เรื่อง การเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ความว่า ตามที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระราชานุญาตให้ประชาชน ได้เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2559 นั้น บัดนี้ สำนักพระราชวังจะดำเนินการจัดเตรียมการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ จึงขอเปิดให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ วันที่ 30 กันยายน 2560 เป็นวันสุดท้าย จึงประกาศมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 18,12, 2017, 20:30:14
https://money.sanook.com/533729/

ธนารักษ์ชงครม. อนุมัตินำเหรียญกษาปณ์ ร.10 ออกใช้

กรมธนารักษ์เล็งชง ครม. 19 ธันวาคมนี้ เพื่อพิจารณาอนุมัติการนำเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนรัชกาลที่ 10 ออกใช้ในระบบ

นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า ในวันที่ 19 ธันวาคมนี้ กรมธนารักษ์จะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาอนุมัติการนำเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนรัชกาลที่ 10 ออกใช้ในระบบ ส่วนวันและเวลาการนำเหรียญออกใช้เมื่อไรนั้น จะต้องรอพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษกรัชกาลที่ 10 ก่อน โดยเหรียญหมุนเวียนรัชกาลที่ 10 จะมีทั้งหมด 9 ชนิดราคา ประกอบด้วย เหรียญ 10 บาท, 5 บาท, 2 บาท, 1 บาท, 50 สตางค์, 25 สตางค์, 10 สตางค์, 5 สตางค์ และ 1 สตางค์

ขณะที่เหรียญรัชกาลที่ 9 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ก็ยังคงใช้หมุนเวียนในระบบเช่นเดิม โดยปัจจุบันเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนรัชกาลที่ 9 ถูกผลิตและนำมาใช้หมุนเวียนในระบบ 30,772 ล้านเหรียญ คิดเป็นมูลค่ารวม 61,723 ล้านบาท ซึ่งเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนรัชกาลที่ 10 ที่ผลิตออกมานี้ จะทยอยนำมาทดแทนของเดิมเท่านั้น

ทั้งนี้ ระยะเวลาการใช้เหรียญจะมีอายุประมาณ 10 ปี อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต

ส่วนแนวโน้มการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์แทนการใช้เงินสดมากขึ้น ที่อาจกระทบการใช้พันธบัตรหรือเหรียญกษาปณ์ในอนาคตนั้น ยอมรับว่าทิศทางการใช้เหรียญกษาปณ์เพื่อชำระสินค้าหรือบริการนั้นลดลงแน่ ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกันทั่วโลก แต่การผลิตเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกจะยังคงมีอยู่ ซึ่งต้นทุนการผลิตเหรียญกษาปณ์โดยรวมแล้วมีผลกำไร ยกเว้นเหรียญ 2 บาท และเหรียญสตางค์นับจาก 50 สตางค์ลงไป ซึ่งมีต้นทุนสูงกว่าราคาหน้าเหรียญ


หัวข้อ: Re: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 06,04, 2018, 08:03:29
https://www.sanook.com/money/550015/

แบงก์ชาติเตรียมออกใช้ธนบัตรแบบใหม่ ครั้งแรกในสมัย ร.10

ธปท. ได้รับพระราชทานพระราชานุญาตจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ให้จัดพิมพ์และออกใช้ธนบัตรแบบใหม่ (แบบ 17) ทุกชนิดราคา เพื่อใช้เป็นธนบัตรหมุนเวียนทั่วไป โดยได้รับพระราชทานวันออกใช้ธนบัตร ดังนี้

ชนิดราคา 20 บาท 50 บาท และ 100 บาท ออกใช้ในวันจักรี 6 เมษายน 2561

ชนิดราคา 500 บาท และ 1,000 บาท ออกใช้ในวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร 28 กรกฎาคม 2561
ทั้งนี้ ธนบัตรทุกแบบที่ออกใช้ก่อนหน้านี้ยังสามารถใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย