GUN IN THAILAND

Gun In Thailand => กันอินกันเอง => ข้อความที่เริ่มโดย: storm40sw ที่ 26,12, 2016, 08:24:19



หัวข้อ: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 26,12, 2016, 08:24:19
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1482682652
หอการค้าไทยคาดเศรษฐกิจไทยปีหน้าดีขึ้น แต่ไม่น่าโตถึง
4%
ว่าที่ ร.อ.จิตร์ ศิรธรานนท์ ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคกลาง หอการค้าไทย กล่าวว่า มองแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2560 ดีกว่าปี 2559 ในปีหน้ามีการลงทุนของภาครัฐในโครงการโครงสร้างพื้นฐานหลายโครงการ ประกอบกับประเทศไทยมุ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศมากขึ้น ทดแทนการส่งออกที่ยังไม่ดีนักจากเศรษฐกิจโลกที่ยังชะลอตัว จะมีการกระจายงบประมาณเพิ่มเติมใน 18 กลุ่มจังหวัด จังหวัดละ 5,000 ล้านบาทนั้น หากทำได้ตามเป้าหมาย มีการกระจายงบประมาณที่ดีถึงประชาชนและธุรกิจรายกลางและเล็กในท้องถิ่นได้ จะส่งผลดีกับกำลังซื้อและการบริโภคภายในประเทศ ส่วนการลงทุนภาคเอกชนที่ทางภาครัฐพยายามส่งเสริมและกระตุ้นให้ลงทุนนั้น จะมากหรือน้อยยังขึ้นกับสภาพเศรษฐกิจในและนอกประเทศโดยรวม เพราะการจะลงทุนเพิ่มเติมเอกชนคำนึงถึงความอยู่รอดของธุรกิจเป็นหลักด้วย แม้รัฐจะลงทุนนำไปก่อนแล้วเอกชนก็ต้องชั่งใจและดูความชัดเจนของปัจจัยต่างๆ ก่อนลงทุน

"ในปีหน้ามองว่า เศรษฐกิจไทยเติบโตในกรอบ 3-3.5% มีความเป็นไปได้ แต่การโตได้ถึง 4% นั้นยาก เพราะเศรษฐกิจประเทศต้องพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก มองว่าการค้าระหว่างประเทศของโลกในปีหน้ายังชะลอตัว ในครึ่งปีหลังของปี 2560 ค่าระวางขนส่งสินค้าทางเรืออาจจะปรับขึ้นกระทบกับการส่งออก ต้องติดตามดูว่าจะมีการปรับขึ้นหรือไม่" ว่าที่ ร.อ.จิตร์กล่าว และว่า สำหรับการส่งออกในปีหน้า ประเทศคู่ค้าสำคัญของไทย อาทิ สหรัฐอเมริกา ยุโรป และจีน มีนโยบายเน้นเศรษฐกิจในประเทศลดการนำเข้านั้น แม้ลดการนำเข้าแต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่นำเข้าเลย เพราะประเทศเหล่านี้ยังมีความจำเป็นต้องนำเข้าสินค้าและบริการที่ผลิตเองไม่ ได้ ดังนั้น ไทยอาจจะต้องหาตลาดใหม่เพิ่มเติมทดแทนตลาดเดิมที่ลดลง รวมถึงให้ความสำคัญกับตลาดอาเซียนที่ยังมีเศรษฐกิจเติบโต ขณะเดียวกันการให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจในประเทศเป็นสิ่งที่มาถูกทางแล้ว



หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: ^ช่างป้อม บางปลา^ ที่ 26,12, 2016, 09:05:31
 :* เพื่อประคับ ประครองธุระกิจ ในสภาวะที่เศรษฐกิจ ขาลง & ยังไม่กระเตื้อง & กำลังชื้อ "ลดลง ม๊าก"  :""
   :e ก็ใช้วิธี ลดต้นทุน เช่น ปิดน้ำ ปิดไฟ สต๊อกของ ลดลง และเลือกเฉพาะ สินค้าที่เดินเร็ว  :OO
    :qq ก็ยังคง หวังว่า สภาวะเศรษฐกิจ และกำลังชื้อ จะหวนกลับ มาดีขึ้น นะครับ  :<>


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 27,12, 2016, 13:10:31
:* เพื่อประคับ ประครองธุระกิจ ในสภาวะที่เศรษฐกิจ ขาลง & ยังไม่กระเตื้อง & กำลังชื้อ "ลดลง ม๊าก"  :""
   :e ก็ใช้วิธี ลดต้นทุน เช่น ปิดน้ำ ปิดไฟ สต๊อกของ ลดลง และเลือกเฉพาะ สินค้าที่เดินเร็ว  :OO
    :qq ก็ยังคง หวังว่า สภาวะเศรษฐกิจ และกำลังชื้อ จะหวนกลับ มาดีขึ้น นะครับ  :<>
หวังเช่นกันครับ.

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1482812057
ราคายางขึ้น...วิบวับ แต่ก็มาทันเวลาพอดี

คอลัมน์ชั้น 5 ประชาชาติ โดย รัตนา จีนกลาง

นับเป็นข่าวดีที่สุดในรอบหลายปีสำหรับราคายางพาราที่กระเตื้องขึ้น ทำให้เกษตรกรชาวสวนยาง คนรับจ้างกรีดหลายล้านคน รวมไปถึงนายหัว นายทุน พ่อค้ายางยิ้มได้ มีกำลังใจขึ้นอีกโข หลังจากเจอสภาพราคายางดิ่งเหว 3 โล 100 กลายเป็นภาพที่ดูเหมือนว่าเป็นพืชที่ไร้อนาคตซะแล้ว

เหตุการณ์นั้นทำเอาผู้คนในวงการยางพาราเดือดร้อนสาหัส หลายชีวิตตกสวรรค์ จากคนเคยรวย ใช้จ่ายเงินมือเติบ กลายมาเป็นคนแบกหนี้ หลายชีวิตต้องอดทนรอคอยราคายางจะดีขึ้นสักวัน

หลายชีวิตปรับตัวกันอลหม่าน ลูกหลานไม่มีเงินเรียนต่อก็เยอะ หลายชีวิตพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส หันไปปลูกพืชแบบผสมผสาน และเลี้ยงสัตว์

หลายชีวิตถอดใจโค่นยางทิ้ง เปลี่ยนไปปลูกปาล์มน้ำมัน ทุเรียน กล้วยหอมทอง หลายชีวิตต้องทิ้งไร่ทิ้งสวนหันไปทำอาชีพอื่นก็มี

หลายชีวิตก็ดิ้นรน มีการรวมกลุ่มกันลงทุน ลงแรงแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อเพิ่มมูลค่ายาง เช่น ยางเครพ ยางล้อรถยนต์และอุปกรณ์ ยางปูพื้นสนามกีฬา กระเบื้องมุงหลังคา ของใช้ในบ้าน

ที่ฮอตฮิตก็คือ หมอนยางพารา แต่ที่เดินหน้าทำกันได้ส่วนหนึ่งก็เพราะได้แรงหนุนจากหน่วยงาน และสถาบันการศึกษาเพราะต้องใช้ทั้งทุนและเทคโนโลยี จึงจะผลิตโปรดักต์ต่าง ๆ ออกมาได้

ขณะที่รัฐบาลก็ปลุกกระแสให้หน่วยงานรัฐในกระทรวงต่าง ๆ หันมาใช้ยางพาราให้มากขึ้น เพื่อเพิ่มปริมาณการใช้ยางภายในประเทศ ไม่ใช่พึ่งตลาดส่งออกทั้ง 100% โดยเฉพาะการทำถนนยางพารา สนามกีฬา-ลู่วิ่ง ทางจักรยาน สนามเด็กเล่น

แต่เอาเข้าจริง สิ่งเหล่านี้ก็ขยับเขยื้อนกันได้น้อยมาก พอนานวันไป ความสนใจของผู้บริหารประเทศและผู้คนก็หายไปด้วย

ในฝั่งเกษตรกร ส่วนใหญ่ก็ปรับตัวและอยู่กับมันได้ แบบมีเท่าไหร่ก็ใช้เท่านั้นไปก่อน เจ้าของสินค้าต่าง ๆ ก็โอดโอย เจอหางเลขยอดขายลดวูบไปด้วย กระทั่งปีนี้ราคายางค่อย ๆ โงหัวไต่ระดับขึ้นมาเรื่อย ๆ จนทะลุ 60-70-80 บาท/กิโลกรัม

วันนี้ชาวสวนยางโล่งใจในระดับหนึ่ง เพราะหากเทียบกับพืชเศรษฐกิจส่งออกตัวอื่น เช่น ข้าว ตอนนี้ชาวนาก็อยู่ในภาวะอกตรม แม้ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิจะขยับขึ้นจากเดือนก่อนมาอยู่ที่ 8-9 บาท/กิโลกรัม มันสำปะหลังอยู่ที่ 3 บาทกว่า/กก. ยางพาราตีตื้นดีขึ้นเรื่อย ๆ ทำสถิตินิวไฮ หัวใจพองโตกันไปเมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 2559

โดยราคาประมูล ณ ตลาดกลางอำเภอหาดใหญ่ ยางแผ่นรมควันชั้น 3 ดีดทะลุ 80.29 บาท/กก. ยางแผ่นดิบขึ้นไปอยู่ที่ 77.25 บาท/กก. น้ำยางสด (ณ โรงงาน) 66.50 บาท/กก. และราคาส่งออก FOB กรุงเทพฯ 85.70 บาท/กก. ส่วนยางก้อนถ้วยอยู่ที่ 30-35 บาท/กก.

แม้จะมีหลายปัจจัยบวกที่ดันราคายางให้สูงขึ้นมาต่อเนื่อง แต่ก็ไม่ได้ขึ้นแบบก้าวกระโดดเหมือนในอดีตอีกแล้ว

ตัวเร่งที่สำคัญก็คือ ยางขาดตลาด เพราะภาวะอากาศแปรปรวน ร้อน-แล้ง-ฝนชุก-น้ำท่วม อีกทั้งสต๊อกยางของจีนและญี่ปุ่นลดลงและความต้องการใช้ยางเพิ่มขึ้น

แต่...ข่าวดีนี้ก็อยู่ได้แค่ไม่กี่สิบชั่วโมง เพราะคล้อยหลังอีกเพียง 3 วัน ราคายางก็ผันผวนร่วงลงมา 4-5 บาท/กก.

ข้อมูลอีกด้านจากผู้ค้ายาง วิเคราะห์ว่า เป็นกลยุทธ์ของขาใหญ่ที่ปลุก-ปั่นให้ราคายางขึ้นลงเพื่อเก็งกำไร นี่มิใช่ครั้งแรก เพราะราคายางในปีนี้ขึ้น-ลงไม่เสถียรในลักษณะ "ฟันปลา" มาตลอด เป็นการดัดหลังให้พ่อค้ามือรอง หรือพ่อค้ารายย่อยเร่งปล่อยสินค้าที่ตุนอยู่ในมือออกมา ทุนใหญ่ก็เข้ามาช้อนซื้อ ได้ประโยชน์ทั้งขึ้นทั้งล่อง

นอกจากนี้ยังมีแรงส่งมาจากพลังทุนนอก เพราะระบบการค้ายางเปลี่ยนไปหลังจากจีนเปิดให้มีการซื้อขายเสรี จึงมีเอกชนจีนบุกเข้ามาซื้อยางโดยตรงจากสถาบันเกษตรกร และพ่อค้ายางในท้องถิ่นของไทยมากขึ้น ตัดวงจรผู้ส่งออกรายใหญ่เพียงไม่กี่รายที่ครองตลาดมานานหลายสิบปี

ราคายางที่ปรับขึ้นจึงยังไม่อาจวางใจได้ แต่ตอนนี้ก็ถือว่ายางพาราเป็นพระเอกที่เข้ามาช่วยเติมกำลังซื้อที่ซบเซาได้ทันเวลาพอดี เพราะมาตรการชะลอการขายข้าว ขายมันสำปะหลัง สิ้นมนต์ขลัง ขณะที่มนุษย์เงินเดือนก็ถูกลดโอที โบนัส และลดพนักงานเป็นระลอก รับเศรษฐกิจปีระกา

หากราคายังยืนได้ระดับนี้ ไม่ขึ้นลงวิบวับ ชาวสวนยางก็จะมีรายได้มาจุนเจือครอบครัว การจับจ่ายก็จะคล่องขึ้น ผู้ผลิตสินค้า ร้านค้าต่าง ๆ ก็จะพลอยได้อานิสงส์กันถ้วนหน้า ยิ่งกว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใด ๆ เสียอีก


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: ^ช่างป้อม บางปลา^ ที่ 28,12, 2016, 06:04:37
 :! อีก 1 ตัวแปล คือ ราคาน้ำมัน "เพราะล่าสุด กลุ่มผู้ผลิต ได้เริ่มลดกำลังการผลิต" เพื่อคาดหวัง ให้ราคาสูงขึ้น  :'
 ชึ่งนั่นหมายถึง ต้นทุน ทุกๆอย่าง จะสูงตามไปหมด ทั้งค่าไฟ ค่าขนส่ง และสินค้าต่างๆ  ;(


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 28,12, 2016, 21:46:04
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1482920979

คลอดแล้ว! ม.44 แก้ปัญหาการเชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน-สีม่วง ระยะทาง 1 กิโลเมตร
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ประกาศคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ ๗๘/๒๕๕๙ เรื่อง มาตรการแก้ไขปัญหาการเชื่อมต่อระบบรถไฟฟ้าโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน (สายเฉลิมรัชมงคล) ช่วงหัวลําโพง - บางซื่อ และโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่ - บางซื่อ >>> คลิกอ่านรายละเอียด


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 29,12, 2016, 11:15:17
http://www.matichon.co.th/news/410178

“สหภาพรถไฟฯ” ลั่น ค้านตั้งกรมการขนส่งทางรางอย่างถึงที่สุด


เศรษฐกิจ
“สหภาพรถไฟฯ” ลั่น ค้านตั้งกรมการขนส่งทางรางอย่างถึงที่สุด
“สหภาพรถไฟฯ” แสดงจุดยืน คัดค้านการตั้งกรมการขนส่งทางรางอย่างถึงที่สุด เตรียมประชุมหลังปีใหม่

วันนี้ (28 ธ.ค.) นายอำพน ทองรัตน์ ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย กล่าวถึง การจัดตั้งกรมการขนส่งทางรางที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 27 ธันวาคมที่ผ่านมา ว่า สหภาพฯรถไฟคัดค้านการจัดตั้งกรมการขนส่งทางรางมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอยากจะฝากข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลว่า บทบาทหน้าที่ของกรมขนส่งทางรางควรเป็นแค่ผู้กำกับดูแลนโยบาย ไม่ใช่เป็นผู้เข้ามาบริหารงานอย่างที่ระบุไว้ในเนื้อหาที่ครม.อนุมัติ นอกจากนี้มองว่าการเปิดให้เอกชนเข้ามาแข่งบันบนระบบรางอย่างเสรี การตั้งบริษัทลูกคือ บริษัทเดินรถและบริษัทซ่อมบำรุง เป็นการสอดไส้ในเนื้อหาที่ทางสหภาพฯ ไม่เห็นด้วย

“เนื้อหาที่สอดแทรกทั้งการให้อำนาจกรมการขนส่งทางรางเข้ามาบริหาร การตั้งบริษัทลูกคือ บริษัทเดินรถและบริษัทซ่อมบำรุง ทางสหภาพฯการรถไฟไม่เห็นด้วย และจะดำเนินการคัดค้านให้ถึงที่สุด เนื่องจากมองว่าจำเป็นต้องตั้งกรมการขนส่งทางราง ปัจจุบันสามารถดำเนินการบริหารจัดการภายในองค์กรได้อยู่แล้ว หากให้อำนาจในการบริหาร โดยเฉพาะการเปิดให้เอกชนเข้ามาแข่งขันบนระบบรางอย่างเสรีอาจจะเกิดปัญหากับการรถไฟฯ ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในอนาคต อย่างไรก็ตาม คาดว่าหลังจากหยุดเทศกาลปีใหม่ทางสหภาพฯ จะนัดประชุมสมาชิกเพื่อหารือและกำหนดยุทธศาสตร์ร่วมกัน” นายอำพนกล่าว

นายอำพนกล่าวว่า สำหรับการตั้งบริษัทบริหารทรัพย์สิน ทางสหภาพฯ เห็นด้วย เนื่องจากการบริหารพื้นที่รถไฟกว่าแสนไร่ ที่ผ่านมายังไม่มีผู้ชำนาญการที่จะมาดูแลในเรื่องนี้ จึงมองว่าหากมีการตั้งบริษัทบริหารทรัพย์สินนี้ขึ้นจะทำให้มีการจัดการที่ดินทางรถไฟให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะที่ดินในเชิงพาณิชย์



http://news.ch7.com/detail/207781/%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%AE%E0%B9%89_%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%87.html

จีนเปิดเส้นทางรถไฟความเร็วสูงสายใหม่ เซี่ยงไฮ้-คุนหมิง ระยะทาง 2,300 กิโลเมตร

รัฐบาลจีน เปิดเส้นทางเดินรถไฟหัวกระสุนความเร็วสูง เชื่อมระหว่างนครเซี่ยงไฮ้ และคุนหมิง ระยะทางรวม 2,300 กิโลเมตร โดยเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ เมื่อช่วงเช้าวานนี้ ตามเวลาท้องถิ่น สามารถช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางแก่ประชาชน รวมถึงประหยัดเวลา จากเดิมที่ใช้เวลาราว 34 ชั่วโมง เหลือเพียง 11 ชั่วโมงเท่านั้น โดยเป็นการขยายเส้นทางการเดินรถไฟ จากเซี่ยงไฮ้-กุ้ยหยาง ที่เปิดให้บริการตั้งแต่ปีที่แล้ว

ขณะเดียวกันจีนยังได้ทดสอบเดินรถไฟแม็กเลฟ (Maclev) ซึ่งเป็นระบบขนส่งรูปแบบหนึ่ง ที่ใช้แรงยกตัวของแม่เหล็กไฟฟ้า เป็นครั้งแรกในกรุงปักกิ่งระยะทาง 10.24 กิโลเมตร รวม 8 สถานี สามารถวิ่งด้วยความเร็วสูงสุด 105 กิโลเมตรต่อชั่วโมงช่วยร่นระยะเวลาเดินทางจากฝั่งตะวันออก ไปฝั่งตะวันตก และชานกรุงปักกิ่ง เหลือเพียงไม่ถึง 20 นาที ซึ่งทางการหวังว่า จะช่วยแก้ปัญหาการจราจร และควันพิษจากรถ ซึ่งเป็นสาเหตุของมลพิษทางอากาศได้ในอนาคต ทั้งนี้คาดว่ารถไฟแม็กเลฟ จะเปิดให้บริการได้ปลายปีหน้า



หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 30,12, 2016, 15:56:10
http://www.matichon.co.th/news/411710

กรมเจ้าท่าเปิดให้นั่งฟรี เฟอร์รี่ข้ามอ่าวไทยเป็นของขวัญปีใหม่ 1-15 ม.ค.60

วันที่ 30 ธันวาคม 2559 นายสรศักดิ์ แสนสมบัติ อธิบดีกรมเจ้าท่า พร้อมคณะจากกระทรวงคมนาคม และตัวแทนบริษัท รอยัลเพรสเซ็นเจอร์ไลน์ จำกัด  ได้เดินทางมาตรวจสอบความพร้อม และเปิดการเดินเรือเที่ยวปฐมฤกษ์ของเรือเฟอร์รี่ข้ามอ่าวไทย พัทยา-หัวหิน โดยได้ตรวจสอบระบบความปลอดภัยของเครื่อง CTX และอาคารท่าเรือนักท่องเที่ยว บริเวณท่าเรือที่ 4 ปลายท่าเทียบเรือท่องเที่ยวพัทยาใต้ (แหลมบาลีฮาย) จ.ชลบุรี
จากนั้นคณะทั้งหมดได้ขึ้นเรือรอยัล 1 ซึ่งเป็นเรือเฟอร์รี่ให้บริการข้ามฟากระดับภูมิภาคตะวันออกจากเมืองพัทยาสู่ภาคใต้ ที่อำเภอหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นเรือปรับอากาศ 2 ชั้น ชั้นล่างระดับลูกค้าทั่วไปรวม 286 ที่นั่ง ชั้นบนเป็นชั้นบิสซิเนสรวม 44 ที่นั่ง และห้อง VIP อีกจำนวน 2 ห้อง มีเจ้าหน้าที่บริการรวมกัปตันเดินเรือรวมทั้งสิ้น 8 นาย

สำหรับเวลาการเดินเรือเฟอร์รี่ดังกล่าวกำหนดเป็น 2 เที่ยวการเดินเรือ โดยเริ่มออกจากท่าเทียบเรือสะพานปลา อำเภอหัวหิน เวลาประมาณ 8.30 น. และเดินทางกลับจากท่าเทียบเรือแหลมบาลีฮาย เมืองพัทยา เวลาประมาณ 15.30 น. ซึ่งใช้เวลาเดินทางระหว่าง 2 ท่ารวมประมาณ 2 ชั่วโมงต่อหนึ่งเที่ยวการเดินเรือ โดยระหว่างวันที่ 1-15 มกราคม 2560 นี้ กรมเจ้าท่าจะเปิดเดินเรือเฟอร์รี่ข้ามอ่าวไทย พัทยา-หัวหิน เป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย จากนั้นจะคิดค่าบริการราคา 1,250 บาทต่อคนต่อเที่ยว


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 02,01, 2017, 08:59:02
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1483305653

ดวงเศรษฐกิจ-การเมืองไทย ปีระกาไฟ 2560

เข้าสู่ศักราชใหม่ปีระกา 2560 ตามคำพยากรณ์ของโหราจารย์ชื่อดังของเมืองไทย สรุปตรงกันว่าปีนี้เป็นปี "ระกาไฟ" นั่นหมายถึงจะมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นในรอบปี ที่จะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ของดวงเมือง ซึ่งทำนายตามดวงดาวเพื่อคาดคะเนสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็ได้ แต่รู้ไว้ใช่ว่าจะเป็นเรื่องไม่ดี เพราะหากมีคำทำนายทายทักที่ไม่ดีแล้ว นั่นหมายถึงการจะทำสิ่งใดต้องตั้งอยู่บนความไม่ประมาท ซึ่งที่สุดแล้วสิ่งเลวร้ายนั้นอาจจะไม่เกิดขึ้นก็ได้

"พัฒนา พัฒนศิริ" ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางฤกษ์ ได้เขียนถึงดวงเศรษฐกิจ และการเมืองไทยปี 2560 ไว้ในหนังสือ "ศาสตร์แห่งโหร 2560" ของสำนักพิมพ์มติชน ดังนี้

ดาวสำคัญทางเศรษฐกิจ

ในทางโหราศาสตร์นั้นดาวพฤหัสบดีถือเป็นดาวโชคใหญ่ของมวลมนุษยชาติ ในปีระกา 2560 ดาวพฤหัสบดีมีวิถีโคจร 2 ราศี คือ ราศีกันย์ และราศีตุล

เมื่อดาวพฤหัสบดีโคจรที่ราศีกันย์ ซึ่งเป็นราศีที่มีอิทธิพลต่อดวงเมือง ในฐานะที่เป็นดาวตัวแทนของกฎหมายในช่วงที่ดาวพฤหัสบดีโคจรอยู่ที่ราศีกันย์ ถึงวันที่ 12 มกราคม 2560 จะปรากฏมีเรื่องขัดขืนฝ่าฝืนกฎหมายอยู่เนือง ๆ

ดาวพฤหัสบดียังเป็นตัวแทนของทรัพย์สินเงินทองด้วย เมื่อโคจรในราศีกันย์อันเป็นเรือนอริของดวงเมือง โครงการที่รัฐบาลวางไว้สวยหรูอาจเกิดความขัดข้องในเรื่องเงินลงทุน หาเงินมาทำไม่ได้ประเทศที่ร่วมโครงการมีปัญหาติดขัดเรื่องเงินทุน ฯลฯ

มหาวิทยาลัยบางแห่งต้องยุติการขยายเพิ่มเติมหลักสูตร ระงับการสร้างอาคารใหม่เพราะการเงินขัดข้อง

ในภาคเอกชน การก่อสร้างที่อยู่อาศัยบางแห่งที่มีเกณฑ์ต้องระงับ เลื่อนโครงการ หรือยกเลิกไปเลย เพราะเรื่องการเงินเครดิตเป็นเหตุ ธนาคารไม่ยอมให้กู้ ทางราชการไม่อนุมัติให้ดำเนินการ

เมื่อดาวพฤหัสบดีโคจรที่ราศีตุล ระหว่างวันที่ 12 มกราคม-12 มีนาคม 2560 เป็นช่วงเวลาที่ให้ผลให้คุณต่อบ้านเมืองเราเป็นอย่างมาก เพราะอะไรที่สร้างความขัดแย้ง ขาดโน่นขาดนี่ทำให้ดำเนินการไม่ได้ ช่วงนี้จะปลอดโปร่งลื่นไหล

เรื่องของพระสงฆ์ที่ยืดเยื้อยาวนานน่าจะพบทางออก โครงการใหญ่ของรัฐ มหาวิทยาลัย และโครงการปลูกสร้างขนาดใหญ่ของบริษัทเอกชน จะมีโอกาสทำได้จริง ๆ ระหว่างวันที่ 12 มีนาคมไปถึงวันที่ 5 กันยายน 2560 ดาวพฤหัสบดีจะโคจรเข้าราศีกันย์อีกรอบหนึ่ง วันที่ 5 กันยายนจึงจะย้ายไปโคจรราศีตุลอีกครั้งหนึ่งไปจนถึงสิ้นปี

ตลาดหุ้นปีระกา

เพื่อความมั่นใจและความถูกต้องในการพยากรณ์เรื่องหุ้น สมควรจะดูดวงชะตาของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งกำหนดขึ้นวันที่ 26 กรกฎาคม 2515 เปิดทำการซื้อขายจริงวันที่ 30 มิถุนายน 2518 จึงเอาวันเปิดซื้อขายจริงมาคำนวณดวงชะตาตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้วจึงวิเคราะห์เจาะลึกความเคลื่อนไหวในเชิงราคาของตลาดหลักทรัพย์ฯปี 2560 ออกมาเป็นช่วงเวลา ดังนี้

ช่วงที่ 1 วันที่ 2-27 มกราคม บนกระดานยังทื่อ ๆ เรื่อย ๆ เฉื่อย ๆ ส่วนใหญ่กลายเป็นหุ้นซื่อบื้อ ไม่รู้จะเขยิบขยับไปทางไหน

ช่วงที่ 2 วันที่ 28 มกราคม-5 มีนาคม ตลาดที่เซ็ง ๆ มาพักใหญ่ เหมือนมีมนตราปลุกให้ฟื้นคืนชีพ ใครที่คิดช้าซื้อช้าช่วงนี้จะเสียเปรียบ เพราะดัชนีราคาหุ้นพุ่งปรู๊ดปร๊าดเหมือนติดเทอร์โบ

ช่วงที่ 3 วันที่ 8 มีนาคม-8 พฤษภาคม ใครที่ชอบประเมินราคาในตลาดต่ำ ๆ สงสัยจะคิดผิด อาจจะเพราะอากาศร้อนอบอ้าว พรรคพวกก็เลยหลบเข้ามาหาไอเย็นกินน้ำชากาแฟ แล้วก็ชวนกันซื้อตัวโน้นตัวนี้ไม่ให้เสียเที่ยวที่เข้ามาแล้ว เมื่อเป็นฉะนี้ ราคาต่าง ๆ ของหุ้นจะไม่เคลื่อนไหวปรู๊ดปร๊าดก็ให้มันรู้ไป

ช่วงที่ 4 วันที่ 12-30 พฤษภาคม ราคาบนกระดานยังไฟเขียวผ่านตลอด คนที่ยังงุ่มง่ามชักช้าละล้าละลังในช่วงก่อน ตอนนี้ปรับตัวให้ปรู๊ดปร๊าดปราดเปรียวกับเขาได้แล้ว ถือไว้เยอะก็ขายออกไปบ้าง กำเงินไว้มากก็ซื้อเข้ามาบ้าง

ช่วงที่ 5 มูลค่าราคาในตลาดชักจะแผ่วลงไปนิดหนึ่ง ใครที่งุ่มง่ามในเที่ยวก่อน จะซื้อหาหรือขายออกก็ไม่ผิดกติกาอะไร จะงีบหลับก็ยังพอจะรวยได้ เพราะมีเวลามากกว่า 3 อาทิตย์

ช่วงที่ 6 วันที่ 3-25 กรกฎาคม ราคาบนกระดานยังปรู๊ดปร๊าดไม่รอไฟเขียวไฟแดง เหมือนมีใครคอยเป่าคอยดันอยู่ข้างหลัง

ช่วงที่ 7 วันที่ 1-22 สิงหาคม มูลค่าราคาในตลาดยังทรง ๆ แต่ไม่ถึงกับดำดิ่งลงไปมากให้อกสั่นขวัญหาย คนที่ชอบเก็บชอบช้อนพอจะมีเวลาเก็บหุ้น คนใจร้อนใจใหญ่อยากได้

ทีละเยอะ ๆ รอบนี้ต้องรอไปก่อน

ช่วงที่ 8 วันที่ 28 สิงหาคม-15 กันยายน จะว่าเป็นขาลงก็ไม่ใช่ ขาขึ้นก็ไม่เชิง เพราะดัชนีราคายังอืด ๆ ขึ้นก็ไม่มาก ลงก็ไม่เยอะ ขาใหญ่ที่ชอบซื้อคราวละมาก ๆ คงไม่สนุก แต่ขาเล็กขาจรยังพอไปไหว

ช่วงที่ 9 วันที่ 20 กันยายน-10 ตุลาคม ข่าวคราวการบูมของหุ้นเมืองไทยเป็นเหตุให้มีนักลงทุนหน้าใหม่โผล่ขึ้นมาสลอน ขอเตือนล่วงหน้าว่าอย่าใจร้อนเห็นอะไรเป็นซื้อ ถึงจะมีสตางค์ก็ควรมีสติด้วย

ช่วงที่ 10 วันที่ 4-25 พฤศจิกายน ช่วงนี้ใครถือหุ้นไว้เยอะรับรองรวยไม่รู้เรื่อง เพราะราคาตลาดมีแต่ขึ้นเอา ขึ้นเอา

ช่วงที่ 11 วันที่ 29 พฤศจิกายน-22 ธันวาคม ยังมีคนชอบเสพหุ้นเป็นออร์เดิร์ฟเวียนเข้าเวียนออกตลาดหุ้นไม่ขาดสาย โดยเฉลี่ยแล้วราคาหุ้นในช่วงนี้พอจะไปวัดไปวาตอนสาย ๆ ได้ไม่อายเขา แต่อย่าเผลอทุ่มเทมากนัก เดี๋ยวจะช็อก

ดวงเมืองเก่า รัฐบาลตั้งใหม่

สิ่งที่พิจารณาพยากรณ์หรือวิพากษ์วิจารณ์ดวงดาวในทางโหราศาสตร์จะมีลักษณะเป็นโรดแมป คือ การคาดคะเนพยากรณ์ว่า ถ้ามีการเลือกตั้ง มีการจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาใหม่ในบางช่วงของปี 2560 ผลจะออกมาเป็นอย่างไร ดังนี้

ช่วงที่ 1 ถ้ามีการจัดตั้งรัฐบาลในช่วงวันที่ 12 มกราคมถึง 11 มีนาคม 2560 รัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรีที่จัดตั้งขึ้นน่าจะเป็นรัฐบาลผสม ด้วยเหตุนี้การบริหารราชการแผ่นดินจึงเป็นไปในรูปแบบไม่คล่องตัว เพราะทัศนวิสัยและแนวนโยบายของแต่ละพรรคแตกต่างกัน คณะรัฐมนตรีทำงานแบบมีปัญหา

ช่วงที่ 2 จนกระทั่งวันที่ 12 มีนาคม 2560 ดาวพฤหัสบดีโคจรกลับไปราศีกันย์ เป็นอริแก่ดวงเมือง ในตอนนี้มหาชนทั่วไปจะสังเกตเห็นความไม่ลงรอย การกระทบกระทั่งปีนเกลียวในคณะรัฐมนตรีมากขึ้น และที่สำคัญดาวเสาร์บาปเคราะห์หมายเลข 7 ยังโคจรในตำแหน่งมรณะที่ราศีพิจิก โอกาสที่จะมีการปรับคณะรัฐมนตรีหรือลาออกทั้งคณะเพื่อจัดตั้งใหม่ หรือร้ายแรงถึงขนาดยุบสภาเพื่อจัดการเลือกตั้งอีกครั้ง ก็มีความเป็นไปได้ค่อนข้างมาก

จนวันที่ 6 กันยายน 2560 ดาวพฤหัสบดีย้ายกลับไปโคจรที่ราศีตุล เล็งลัคนาดวงเมืองอีกครั้งหนึ่ง และวันที่ 1 ธันวาคม 2560 ดาวเสาร์หมายเลข 7 จะโยกย้ายจากราศีพิจิกเรือนมรณะไปโคจรที่ราศีธนู เรือนศุภะ จึงจะได้คณะรัฐมนตรีหรือรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพ มีความเหมาะสมเข้ามาบริหารงาน เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 04,01, 2017, 15:01:37
http://money.sanook.com/450673/
สรรพสามิต ลุย! รีดภาษีบุหรี่-น้ำหวาน

นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า พระราชบัญญัติ ภาษีสรรพสามิตใหม่ ผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติ เมื่อปลายปีที่ผ่านมา คาดว่า จะลงราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้ในเดือน ม.ค.นี้ โดยกฎหมายจะให้เวลาอีก 180 วัน เพื่อออกกฎหมายลูกและกฎระเบียบต่างๆ เพื่อเก็บภาษีตามกฎหมาย โดยหลักการจะให้มีการเปลี่ยนฐานการเก็บภาษีจากราคาหน้า โรงงานหรือสำแดงนำเข้ามาเป็นราคาขายปลีกหรือราคาแนะนำช่วงสุดท้าย

ทั้งนี้ จะพิจารณา ปรับลดอัตราภาษีในแต่ละสินค้าลง เพื่อให้ผู้ประกอบการ มีภาระภาษีใกล้เคียงกับอัตราเดิม ไม่ให้ผู้ประกอบการมีภาระ ภาษีเพิ่มขึ้น ยกเว้นภาษีบุหรี่ และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล จะเพิ่มการจัดเก็บภาษีด้านปริมาณ เพื่อป้องกันการนำเข้าสินค้ามากขึ้น และเป็นอันตรายต่อสุขภาพ



หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 05,01, 2017, 08:41:39
http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9600000000366

จีนคว้าชัยประมูลสร้าง “ตึกแฝดที่สูงที่สุดในโลก” แห่งใหม่ในกัมพูชา สูงกว่า “เปโตรนาส” นับร้อยเมตร (ชมคลิป)


   กลุ่มสื่อจีนรายงาน (2 ม.ค.) กลุ่มกิจการร่วมค้าจีนชนะประมูลสร้างตึกแฝดที่สูงที่สุดในโลกแห่งใหม่ในกรุงพนมเปญ
       
       วันพฤหัสบดี (29 ธ.ค.) กลุ่มกิจการร่วมค้า (consortium) ซึ่งนำโดยบริษัท “ไซโน เกรทวอล อินเตอร์เนชั่นแนล” (Sino Great Wall International) และบริษัท “อู่ชางอุตสาหกรรมการต่อเรือ” (Wuchang Shipbuilding Industry) ชนะประมูลในการรับสร้างอาคาร “ทีบีอาร์ ทวิน ทาวเวอร์ เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์” (TBR Twin Tower World Trade Center) ซึ่งจะตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา โดยกลุ่มกิจการร่วมค้าฯ ได้เข้าทำสัญญาร่วมกับกลุ่มบริษัท ไทบุนรุ่ง (TBR) ของกัมพูชาไปเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (31 ธ.ค.)
       

       รายงานระบุว่า อาคารดังกล่าวจะเป็นตึกแฝดขนาด 133 ชั้น สูง 560 เมตร โดยมีความสูงกว่าตึกแฝดเปโตรนาส (Petronas Twin Towers) ในมาเลเซีย ซึ่งมีความสูง 452 เมตร และครองตำแหน่งตึกแฝดที่สูงที่สุดในโลกในปัจจุบัน โดยอาคารแฝดแห่งใหม่นี้จะใช้งบประมาณการก่อสร้างสูงถึง 2.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 9.6 หมื่นล้านบาท
       
       วันศุกร์ (30 ธ.ค.) นายสุชาติวงศ์ ปา (Pa Socheatvong) ผู้ว่าราชการกรุงพนมเปญ เผยว่า ขณะนี้กระทรวงการจัดการที่ดิน การผังเมือง และการก่อสร้างของกัมพูชากำลังแก้ไขแบบการก่อสร้างอาคารดังกล่าว เนื่องจากตำแหน่งที่ตั้งอยู่ใกล้กับแม่น้ำโขง จึงต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ
       
       ทั้งนี้ บริษัท ไซโน เกรทวอลฯ ได้รายงานต่อคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์เซินเจิ้น ว่า โครงการก่อสร้างดังกล่าวจะใช้เวลาทั้งหมดราว 60 เดือนกว่าจะเสร็จสมบูรณ์



หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 05,01, 2017, 12:58:02
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1483523361

พลังงานเล็งเลิกส่งเสริมโซฮอล์E85 ดันE20เต็มที่รง.เอทานอลแห่ขยายรองรับดีมานด์

ก.พลังงานเล็งทบทวนการส่งเสริมน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 ต่อหรือไม่ หลังนโยบายชัดเจนส่งเสริมแก๊สโซฮอล์ E20 แทน ด้านซัพพลายเอทานอลมีโรงงานใหม่จ่อผลิตเข้าระบบอีก 3 โรง คาดกำลังผลิตแตะ 4.5 ล้านลิตร/วัน รองรับการใช้ต่อเนื่อง แถมเตรียมแนวคิดกำหนดเพดานการผลิตเอทานอลป้องกันขาดแคลนในอนาคต

แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงานเปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ขณะนี้มีแนวคิดที่จะทบทวนว่าจะมีการส่งเสริมน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 ต่อหรือไม่ เนื่องจาก 1) กระทรวงพลังงานมีนโยบายที่ชัดเจนที่จะส่งเสริมการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ (E20) และเตรียมยกเลิกน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 (E10) ในเร็ว ๆ นี้ 2) น้ำมันแก๊สโซฮอล์ (E85) ได้รับการส่งเสริมราคาโดยใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาชดเชยสูงถึง 9.35 บาท/ลิตร เพื่อรักษาส่วนต่างราคาให้ถูกกว่าเมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงอื่น โดยปัจจุบันมีราคาขายปลีกที่ 19.89 บาทลิตร หากยกเลิกการชดเชยจะช่วยลดภาระของกองทุนน้ำมันฯได้มาก และ 3) หากมีการส่งเสริมน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 อาจมีความเสี่ยงว่าปริมาณเอทานอลอาจไม่เพียงพอรองรับความต้องการใช้ โดยในช่วงท้ายแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (2558-2579) จะมีการใช้เอทานอลเพียง 13-14 ล้านลิตร/วัน จากปัจจุบันที่มีการใช้อยู่ที่ 3-3.5 ล้านลิตร/วัน

นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานมองว่าเรื่องของเทคโนโลยีรถยนต์ในอนาคตจะเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า และรถยนต์ที่ประหยัดพลังงานมากขึ้น เมื่อรถยนต์เหล่านี้ออกสู่ตลาดทำให้การนำเอทานอลมาผสมกับเนื้อน้ำมันอาจจะไม่คุ้มทุน (ราคาเอทานอลเฉลี่ยอยู่ที่ 22-24 บาท/ลิตร) สอดคล้องกับความเห็นของค่ายรถยนต์ที่ผลิตรถยนต์รองรับการใช้น้ำมัน E85 ว่ากำลังอยู่ในระหว่างทบทวน จะยุบส่วนที่ผลิตรถยนต์รองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 หรือไม่ แต่สำหรับผู้ใช้รถยนต์ที่ใช้น้ำมัน E85 อยู่ไม่ต้องกังวล เพราะสามารถใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ได้

"ภาครัฐจะขอเวลาพิจารณาอีกระยะถึงภาพรวมการใช้น้ำมันแต่ละประเภทว่าเป็นอย่างไร ก่อนจะมีความชัดเจนในระดับนโยบาย แต่สำหรับน้ำมัน E85 คงจะปล่อยให้อยู่นิ่ง ๆ แบบนี้ โดยที่ไม่มีการสนับสนุนด้านราคาหรือมาตรการอื่น ๆ เหมือนที่ผ่านมา เพราะถ้าส่งเสริม E85 ได้จริง การใช้น้ำมันจะลดลง เพราะว่าถูกทดแทนด้วยเอทานอล แต่ต้องดูความพร้อมของประเทศด้วยว่าจะนำเอทานอลมาจากไหน"

แหล่งข่าวกล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ยังอยู่ในระหว่างพิจารณาที่จะประกาศยกเลิกน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 (E10) ในช่วงต้นปี′60 หรือไม่ เนื่องจากในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา กลับต้องประสบปัญหาขาดแคลนเอทานอลเพราะมีการปิดซ่อมโรงงานเอทานอลพร้อมกันหลายโรง ทำให้ผู้ค้าน้ำมันยื่นหนังสือขอนำเอทานอลในส่วนที่มีการสต๊อกตามกฎหมายมาใช้ได้หรือไม่ แต่เมื่อกรมธุรกิจพลังงานได้ลงไปตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าปริมาณเอทานอลถือว่าปกติ จึงไม่อนุญาตให้มีการนำสต๊อกออกมาใช้ และได้พิจารณาให้ผู้ผลิตเอทานอล รวมถึงผู้ค้าน้ำมันต้องแจ้งปริมาณเอทานอลที่แท้จริงมายังกรมธุรกิจฯ ในทุกเดือนจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงคำสั่ง นอกจากนี้ยังเตรียมแนวคิดที่จะกำหนดเพดานสำหรับการผลิตเอทานอล เช่น ปริมาณการผลิตต่ำสุดและสูงสุดเป็นอย่างไร เพื่อช่วยให้มอนิเตอร์การผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ส่วนในปี′60 นี้จะมีโรงงานเอทานอลใหม่รวม 3 โรง จาก 2 รายคือ บริษัท อุบล ไบโอเอทานอล จำกัด ซึ่งใช้มันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบ และจากกลุ่มบริษัทมิตรผลที่จะใช้โมลาส (กากน้ำตาล) เป็นวัตถุดิบ

รายงานข่าวจากกรมธุรกิจพลังงานระบุถึงปริมาณการใช้น้ำมันในกลุ่มแก๊สโซฮอล์ว่า ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมามีการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ (E85) อยู่ที่ 920,000 ลิตร/วัน น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 4.6 ล้านลิตร/วัน ส่วนน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 (E10) อยู่ที่ 10.52 ล้านลิตร/วัน


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 06,01, 2017, 14:57:56
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1483591438

"ท่องเที่ยวไทย" ประสานเสียง มั่นใจปี′60 สดใส-ทัวริสต์ต่างชาติพุ่ง 35 ล้านคน
ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจโลกที่ยังหนักมาได้อย่างปลอดภัยสำหรับภาคธุรกิจท่องเที่ยวของไทยในปี 2559 ที่ผ่านมา

สำหรับปี 2560 นี้ทั้งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย รวมถึงสมาคมโรงแรมไทยต่างคาดการณ์กันว่าธุรกิจท่องเที่ยวของไทยจะยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดจีนที่เชื่อกันว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ก่อนตรุษจีนปีนี้

ทำให้คาดการณ์กันว่า ในปี 2560 นี้ประเทศไทยจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาทั้งหมดกว่า 35 ล้านคน และสร้างรายได้กว่า 1.8 ล้านล้านบาท
สทท. คาดตลาดจีนกลับสู่ปกติ

"อิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก" ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) มองว่า ทิศทางภาคการท่องเที่ยวไทยปี 2560 จะเห็นการเติบโตของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งในเชิงจำนวนและรายได้อย่างชัดเจน

โดย สทท.คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทยราว 33.73-34.39 ล้านคน เติบโต 3.75-5.78% เมื่อเทียบกับปี 2559 และมีรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 1.82-1.85 ล้านล้านบาท เติบโต 8.98-10.78% จากปี 2559



"อิทธิฤทธิ์" บอกด้วยว่า แม้ตลาดกรุ๊ปทัวร์จีนจะได้รับผลกระทบจากนโยบายการปราบทัวร์ผิดกฎหมายของรัฐบาล แต่ สทท.มองว่านโยบายดังกล่าวจะส่งผลดีต่อภาคการท่องเที่ยวไทยในระยะยาว

โดยสถานการณ์ตลาดกรุ๊ปทัวร์จีนจะไม่ส่งผลกระทบต่อเป้าหมายภาพรวมจีนเที่ยวไทยด้วยเพราะโครงสร้างตลาดนักท่องเที่ยวจีนในปัจจุบันเป็นกลุ่มเดินทางด้วยตัวเอง(เอฟ.ไอ.ที.)ถึง60% แล้ว ส่วนตลาดกรุ๊ปทัวร์ซึ่งครองสัดส่วน 40% พบว่ากลุ่มที่มีปัญหาอยู่ที่ประมาณ 20% ของตลาดกรุ๊ปทัวร์จีนทั้งหมด

ททท.วางเป้าต่างชาติโต 10%

เช่นเดียวกับ "ยุทธศักดิ์ สุภสร" ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่มั่นใจว่าภาคการท่องเที่ยวในปี 2560 จะเติบโตอย่างสดใส โดยวางเป้าหมายตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติเติบโต 10% เมื่อเทียบกับปี 2559 ในทุกตลาด ทั้งตลาดระยะใกล้อย่างจีน ญี่ปุ่น เกาหลี อินเดีย และตลาดระยะไกลอย่างยุโรป และอเมริกา เพิ่มขึ้นจากเป้าหมายการเติบโตเดิมที่วางไว้ 8%

โดยจะเน้นขายสินค้าท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ท้องถิ่น หรือที่เรียกว่า "โลคอล เอ็กซ์พีเรียนส์" สอดแทรกเข้าไปในทุกตลาด

พร้อมบอกอีกว่า ล่าสุดฝ่ายนโยบายและแผนของ ททท.ได้จัดทำการวิเคราะห์แนวโน้มจำนวนและรายได้ รวมถึงคาดการณ์การใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ปี 2560 พบว่า รายได้รวมของทุกตลาดอยู่ที่ 1.859 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.74% เมื่อเทียบกับปี 2559 ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวคาดว่ามีทั้งสิ้น 35.25 ล้านคน เพิ่มขึ้น 8.13%

ซึ่งการเติบโตในเชิงรายได้ที่สูงกว่าปริมาณนั้น เป็นไปตามยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยวที่มุ่งยกระดับสู่การใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น แทนการขยายตัวเชิงจำนวน

อย่างไรก็ตาม ยังคงมองว่าตลาดนักท่องเที่ยวจีนยังคงเป็นตัวแปรสำคัญ เนื่องจากครองสัดส่วนมากถึง 1 ใน 3 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด

ดังนั้น จึงต้องจับตาการปรับตัวของผู้ประกอบการ หลังรัฐบาลดำเนินนโยบายปราบทัวร์ผิดกฎหมาย เพื่อเป้าหมายการสร้างรายได้ท่องเที่ยวอย่างมีคุณภาพ หากผู้ประกอบการสามารถปรับตัวได้ดี มั่นใจว่าตลาดจีนสดใสขึ้นแน่นอน

"ยังมีตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติอีกหลาย ๆ ประเทศที่ ททท.สนใจจะเข้าไปเปิดสำนักงานในต่างประเทศ โดยในปี 2560 เตรียมเปิดสำนักงานที่ เซาเปาโล ประเทศบราซิล และโตรอนโต ประเทศแคนาดา ส่วนในปี 2561-2562 มีแนวคิดว่าต้องการให้เปิดสำนักงานที่กัลกัตตา ประเทศอินเดีย, ย่างกุ้ง เมียนมา และมะนิลา ฟิลิปปินส์"

เร่งสร้างฐาน "เที่ยวในประเทศ"

ทั้งนี้ ททท.วางยุทธศาสตร์ไว้ด้วยว่าจะไม่พึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติมากเกินไป ยังต้องรักษาสัดส่วนรายได้ตลาดท่องเที่ยวภายในประเทศไว้ที่ประมาณ 33% ผ่านแผนการตลาดเพื่อสร้างกระแสการเดินทางไม่ให้น้อยกว่าปัจจุบัน ด้วยการเข้าไปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวไทย ให้หันไปเที่ยวในวันธรรมดามากขึ้น และกระจายการเดินทางไปยังเมืองท่องเที่ยวรอง โดยคาดว่าปี 2560 ตลาดไทยเที่ยวไทยจะดีขึ้น

"ยุทธศักดิ์" ยังแจกแจงอีกว่า ททท.ได้ประเมินภาพรวมรายได้ท่องเที่ยวไทยปี 2559 ว่าน่าจะอยู่ที่ 2.51 ล้านล้านบาท เติบโต 11.27% เมื่อเทียบกับปี 2558 ทะลุเป้าหมาย 2.4 ล้านล้านบาท

โดยแบ่งเป็นรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 1.65 ล้านล้านบาท เติบโต 13.17% หรือสัดส่วน 66% และรายได้จากนักท่องเที่ยวในประเทศ 8.66 แสนล้านบาท เติบโต 7.84% ในแง่จำนวน คาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาไทยกว่า 32.60 ล้านคน เติบโต 9% ส่วนตลาดในประเทศ คาดว่าจะปิดยอดที่ 145 ล้านคน/ครั้ง เพิ่ม 4.3% ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวเพิ่ม 3% หรือจาก 4,338 บาทต่อหัวเป็น 4,465 บาท

มุ่งผนึก "แอร์ไลน์" ดึงตลาดยุโรป

"ธเนศวร์ เพชรสุวรรณ" รองผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ด้านตลาดยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และอเมริกา บอกว่า กลยุทธ์หลักที่จะดำเนินในปี 2560 คือการเพิ่มความเข้มข้นในการทำงานร่วมกับพันธมิตรสายการบินในแถบตะวันออกกลางและเอเชีย

โดยเตรียมเซ็นเอ็มโอยูกับอีก2สายการบินคือกาตาร์แอร์เวย์สและอีวีเอแอร์ เพื่อดึงนักท่องเที่ยวจากยุโรป ตะวันออกกลาง อเมริกา และแอฟริกาเข้ามาเที่ยวไทยมากขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้จับมือกับ 5 สายการบินในตะวันออกกลางไปแล้ว ได้แก่ สายการบินเอมิเรตส์, เอทิฮัด, กัลฟ์แอร์, โอมานแอร์ และฟลายดูไบ

คาดอัตราเข้าพักรร.ทั่วไทย 75%

ด้าน "ศุภวรรณ ถนอมเกียรติภูมิ" นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) เชื่อว่าในปี 2560 นี้ธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรมจะมีโอกาสเติบโตดีขึ้น เพราะยังไม่เห็นปัจจัยเสี่ยงรุนแรงที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ

โดยคาดการณ์ว่าธุรกิจโรงแรมในไทย จะมีอัตราเข้าพักเฉลี่ยที่ 75% ใกล้เคียงกับปี 2559 และสามารถเพิ่มราคาห้องพักได้ แต่ไม่เกิน 10%

ทั้งนี้ กระแสนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและต่างชาติ จะหันมาท่องเที่ยวด้วยตัวเองมากขึ้นตามการพัฒนาของเทคโนโลยี ทำให้รายได้ไม่กระจุกตัวอยู่ที่โรงแรม 5 ดาวอีกต่อไป โดยเลือกเที่ยวและเข้าพักกระจายตามรสนิยม และไม่ต้องพึ่งพิงการเดินทางผ่านบริษัทนำเที่ยว

โดยคาดว่าในอีก 3 ปีข้างหน้า หรือปี 2562 จะเห็นสัดส่วนของนักท่องเที่ยวกลุ่ม เดินทางด้วยตัวเองเพิ่มขึ้นมาเป็น 50% เท่ากับนักท่องเที่ยวกรุ๊ปทัวร์

จากแนวโน้มทั้งหมดนี้ล้วนเชื่อมั่นว่า ในปี 2560 นี้ ธุรกิจท่องเที่ยวของไทย รวมถึงธุรกิจเกี่ยวเนื่องต่าง ๆ จะยังคงมีอัตราการเติบโตในทิศทางที่ดีได้แน่นอน...




หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 09,01, 2017, 13:42:00
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1483848369

กระทรวงอุตฯทุ่มงบ 825 ล้าน อุ้ม SMEs

แผนบูรณาการร่วมกันระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงพาณิชย์ จะเริ่มเป็นรูปธรรมได้ในปีงบประมาณ 2561 เนื่องจากแผนงานปีงบประมาณ 2560 ได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว

นายสมชาย หาญหิรัญ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ปีงบประมาณ 2560 กระทรวงอุตฯเตรียมงบประมาณไว้
825 ล้านบาท โดยจะผลักดัน ส่งเสริม และช่วยเหลือ SMEs เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายการพัฒนาอุตสาหกรรม 4.0 และ SMEs 4.0 ทั้งรายใหม่และรายเก่า

โดยแบ่งออกเป็น 3 ช่วง สำหรับ SMEs รายใหม่ (Prestartup/Startup) ช่วงที่ 1 เป็นกลุ่มนักศึกษา คนรุ่นใหม่ที่กำลังก้าวเข้าสู่การทำธุรกิจ เน้นการฝึกอบรม ให้ความรู้พื้นฐาน แนวคิด ศึกษาความเป็นไปได้ การวิเคราะห์ การตัดสินใจ รวมถึงระบบบัญชี ขณะเดียวกัน จะใช้ระบบพี่เลี้ยงสนับสนุนให้สามารถจัดตั้งธุรกิจและดำเนินการได้ผ่านโครงการ NEW Entrepreneur Creation (NEC), ต้นกล้าธุรกิจ, NEW OTOP จากนั้นจะนำเครื่องมือเข้าไปช่วย เช่น SME Incubation, NEC Networking, Startup Techno Valley เป็นต้น ในส่วนนี้มีงบประมาณ 103.0547 ล้านบาท
ตั้งเป้าสร้าง SMEs 4,813 ราย

"เมื่อรายใหม่เขียนแผนธุรกิจได้ จะส่งเครื่องมือด้านการเงิน อย่างธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Bank) เข้าไปช่วยเหลือ ปี 2559 มียอดขอสินเชื่อกว่า 4,000 ล้านบาท อนุมัติไป 2,000 ล้านบาท ปัจจุบัน Startup มีไอเดียแล้วมาสู่ภาคการผลิตระหว่างนี้มีการปรับเปลี่ยน (Transform) จะใช้เครื่องมือของศูนย์ส่งเสริมงานวิจัยสู่อุตสาหกรรมในอนาคต (Industry Transformation Center : ITC) เข้าไปช่วย"

สำหรับผู้ประกอบการรายเดิม (Regular/Strong/Turn Around) ช่วงที่ 2 เป็นกลุ่มที่ดำเนินธุรกิจอยู่แล้วพร้อมที่จะสร้างเครือข่ายใหม่ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า ปรับปรุงประสิทธิภาพ

การผลิต พัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้ได้มาตรฐาน โดยเน้นบ่มเพาะธุรกิจ ต้องการที่ปรึกษาทางธุรกิจ/ทางเทคนิค จะพัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์ และการตลาดโดยใช้กลยุทธ์ธุรกิจปรับปรุงคุณภาพ และเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการการวางกลยุทธ์ธุรกิจปรับปรุงคุณภาพขั้นสูงอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการหนึ่งหมู่บ้านหนึ่งเมนู OTOP, OTOP for Tourism เป็นต้น ด้วยงบประมาณ 719.9825 ล้านบาท ตั้งเป้า 2,494 กิจการ/9,555 ราย/66 กลุ่ม

"กลุ่มนี้จะปรับเปลี่ยนจากผู้ผลิตธรรมดามาใช้ดิจิทัลในการผลิต หรืออาจเปลี่ยนมาเป็นผู้ประกอบการดิจิทัล"

สำหรับผู้ประกอบการรายเดิมที่สามารถส่งออกตลาดต่างประเทศ/ขยายการลงทุนไปยังต่างประเทศคือช่วงที่ 3 โดยการเพิ่มศักยภาพเพื่อเชื่อมโยงสู่ตลาดสากล ผ่านโครงการ Market Testing/สร้างเครือข่ายความร่วมมือ, OTOP-NEXT, Business Matching เป็นต้น ด้วยงบประมาณ 1.1 ล้านบาท ตั้งเป้า 30 ราย

"SMEs กลุ่มนี้ยังมีสัดส่วนน้อยมากประมาณ 1,000-2,000 ราย จาก SMEs ทั้งหมด 2.8 ล้านราย ขึ้นอยู่กับความพร้อมของผู้ประกอบการและตัวสินค้า คนที่พร้อมทางกระทรวงจะช่วยจับคู่เจรจาธุรกิจให้ หรือจะใช้เครื่องมือ e-Marketing Online หรือ e-Matching ที่ทำให้กับญี่ปุ่นอยู่ตอนนี้จะนำมาช่วย ปีนี้ต้องร่วมกับกระทรวงพาณิชย์มากขึ้น เพราะเก่งเรื่องการตลาด รู้ว่าประเทศใดต้องการสินค้าแบบไหน จะช่วยกันติดต่อพาลูกค้ามาดูงานหรือพาไปออกบูทในต่างประเทศ เช่น ศาลาไทย ในงาน International Expo หรืองาน Thai Corner เป็นต้น"


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 10,01, 2017, 15:13:59
http://hilight.kapook.com/view/147596
ดีเดย์ 1 ก.ค. 60 ทยอยใช้รถไมโครบัส วิ่งแทนรถตู้โดยสารต่างจังหวัด

       รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เผย เตรียมจัดระเบียบรถตู้โดยสารต่างจังหวัดให้ทยอยเปลี่ยนมาใช้รถไมโครบัส เริ่มวันที่ 1 กรกฎาคม 2560 หวังลดอุบัติเหตุ   

          หลังจากมีข่าวรถตู้โดยสารเดนิทางต่างจังหวัดเกิดอุบัติบ่อยครั้ง โดยเฉพาะช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา อย่างกรณีรถตู้ชนรถกระบะ เสียชีวิต 25 ศพนั้น  ล่าสุด (9 มกราคม 2560) มีรายงานว่า นายพิชิต อัคราทิตย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า จะมีการวางแผนการจัดระเบียบรถตู้โดยสารสาธารณะมาเป็นรถไมโครบัส ในกรณีที่มีการเดินทางข้ามจังหวัดระยะทางมากกว่า 300 กิโลเมตร โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมนี้

       นายพิชิต กล่าวต่อว่า จะมีการทยอยปรับเปลี่ยนรถตู้โดยสารสาธารณะหมวด 2 ซึ่งวิ่งให้บริการ กทม.-ต่างจังหวัด จำนวน 6,431 คัน และหมวด 3 ที่วิ่งให้บริการระหว่างจังหวัดกับจังหวัดให้เป็นรถไมโครบัส และได้มีการหารือกับผู้ประการ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ที่เป็นเจ้าของสัมปทานรถตู้ กทม.-ต่างจังหวัด ให้เร่งดำเนินการปรับเปลี่ยนรถตู้โดยสารเป็นรถไมโครบัสให้ทันภายในปี 2560  เนื่องจากมีสถิติเกิดอุบัติเหตุมากที่สุด หากเปลี่ยนเป็นรถไมรโครบัสอาจจะเกิดอุบัติเหตุน้อยลง เพราะรถมีขนาดใหญ่กว่าสามารถนั่งได้ 20 คน


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 11,01, 2017, 08:42:14
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1479285814
11 อันดับ ประเทศที่พลเมืองมีคุณภาพชีวิตดีสุดในโลก
ใครๆ ก็อยากจะอยู่ในประเทศที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีจริงไหม...

บิสซิเนสอินไซเดอร์ เปิดเผยข้อมูลจากองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ที่ได้เปิดเผยรายชื่อของ 11 ประเทศที่พลเมืองประชากรมีคุณภาพชีวิตดีที่สุด โดยได้ศึกษาจาก 34 ประเทศทั้งในเรื่องของสมดุลชีวิตการทำงาน ความมั่งคั่งทางการเงิน ความปลอดภัย การศึกษาและคุณภาพสิ่งแวดล้อม ซึ่งใช้ข้อมูลจากสหประชาชาติ สำนักงานสถิติแห่งชาติ และบริษัทแกลลัพ (Gallup) ที่มีความรู้เกี่ยวกับทัศนคติ และพฤติกรรมของประชากรทั่วโลก


เราลองมาดู 11 ประเทศที่ประชากรมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดในโลกกัน ว่าแต่ทุกคนจะสามารถทายกันถูกไหมว่ามีประเทศอะไรบ้าง

 
อันดับ 11 เนเธอร์แลนด์ ประเทศที่ประชากรมีคุณภาพทางการศึกษาดีที่สุดในโลก โออีซีดีพบว่า นักเรียนในเนเธอร์แลนด์นี้มีคะแนนค่าเฉลี่ยในวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และวิชาการอ่านสูงเอามากๆ

อันดับ 10  ไอซ์แลนด์ ร่วงลงมากจากอันดับ 8 ของการสำรวจในปีที่ผ่านมา ซึ่งไอซ์แลนด์มีอัตตราการว่างงานต่ำมากราว 0.7 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

อันดับ 9 สหรัฐอเมริกา ตกมาจากอันดับ 4  ในปีที่แล้ว สหรัฐอเมริกามีความโดดเด่นในด้านของที่อยู่อาศัย อสังหาริมทรัพย์ รายได้ของประชากร และทรพัย์สิน ซึ่งรายได้ครัวเรือนของสหรัฐสูงถึง 41,071 ดอลลาร์ต่อปี เรียกได้ว่าสูงสุดที่ซีอีโอดีศึกษามา

แต่ตอนนี้ก็ไม่แน่จะยังเป็นประเทศที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีติดอับดับหรือไม่เมื่อเกิดเกมทางการเมืองประท้วงขับไล่ไม่ยอมรับว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่อย่าง โดบัลด์ ทรัมป์ ที่เป็นเจ้าพ่อวงการอสังหาริมทรัพย์อยู่แบบนี้

อันดับ 8 ฟินแลนด์ จากผลสำรวจพบว่าประชากรในฟินแลนด์เพียง 4 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ทำงานเกินเวลา น้อยกว่าค่าเฉลี่ยของโออีซีดีที่อยู่ที่ 13 เปอร์เซ็นต์

อันดับ 7  นิวซีแลนด์ ไต่อันดับขึ้นมา 2 ขั้นจากอันดับ 9 เมื่อปีที่แล้ว นิวซีแลนด์จัดเป็นประเทศที่มีสภาพแวดล้อมดีที่สุด โดยเฉพาะเรื่องของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีน้อยมากๆ  ด้วยอาจจะเพราะว่ามีจำนวนประชากรน้อย ทำให้สภาพแวดล้อมยังอุดมสมบูรณ์อยู่

อันดับ 6 สวีเดน เรียกว่าเป็นประเทศที่มีส่วนร่วมทางการเมืองสูงมาก เพราะการเลือกตั้งครั้งล่าสุดนี้ มีประชากรในประเทศออกมาเลือกตั้งถึง 83 เปอร์เซ็นต์

อันดับ 5 แคนาดา เป็นประเทศที่อยู่อันดับบนๆ ในเรื่องของประชากรสามารถซื้อบ้านที่อยู่อาศัย  ซึ่งประชากรในแคนนาดาที่มีบ้านขนาดใหญ่ สามารถเปิดให้เช่าห้องที่เหลืออยู่ โดยจะต้องคิดค่าห้องในราคาที่จับต้องได้ ไม่แพงจนเกินไป

อันดับ 4 สวิตเซอร์แลนด์ เป็นประเทศที่มีอัตราการว่างงาอยู่ราวๆ 3.1 เปอร์เซ็นต์  ถือว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการว่างงานต่ำที่สุด

อันดับ 3 เดนมาร์ก เซอร์ไพรส์เอามากๆ กับประเทศเดนมาร์ก ที่กระโดดสูงขึ้นมาถึง 7 อันดับจากปีที่แล้ว  ซึ่งเป็นประเทศที่จ่ายเงินวันหยุดให้กับพนักงาน โดยวันหยุดนี้มีถึง 5 สัปดาห์ต่อปี และให้แรงงานแบบฟูลไทม์ได้มีเวลากับครอบครัวมากกว่า 66 เปอร์เซ็นต์

อันดับ 2 ออสเตรเลีย ติดชาร์ตมาทุกปีกับออสเตรเลียที่เมื่อปีที่แล้วอยู่ในอันดับที่ 4  และอยู่ในอันดับ 2 ในปีนี้  โออีซีดีพบว่าในออสเตรเลียประชากรมีการพึ่งพาอาศัยที่แข็งแกร่งมากที่สุด  95 เปอร์เซ็นต์ของประชากรเชื่อว่า พวกเขาจะสามารถไปพึงพาใครได้ในกรณีที่เดือนร้อน
 
อันดับ 1 นอร์เวย์ ปรบมือรัวๆ ให้กับอับดับ 1 กับประเทศนอร์เวย์ ที่เป็นแชมป์เก่าเมื่อปีที่แล้ว ถือว่าประชากรที่อยู่ในนอร์เวย์มีคุณภาพชีวิตดีที่สุด มีอัตราการว่างงานต่ำ มีการศึกษาสูง และประชากรยังมีอายุเฉลี่ยกว่า 82 ปี


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 12,01, 2017, 13:05:57
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1484128574
สึนามิเศรษฐกิจใต้อ่วมพิษมหาอุทกภัย เมืองคอนเสียหายแสนล้าน-เกษตรหลังสวนยับ-จี้รัฐฟื้นด่วน
น้ำท่วม 11 จังหวัดภาคใต้ยังหนัก ปภ.ระบุเสียหาย 3.3 แสนครัวเรือน หอการค้าชี้ฟื้นฟูต้องเร็ว ปล่อยซอฟต์โลนบรรเทาวิกฤต ขณะที่อำเภอหลังสวนเกษตรอ่วม 100 ล้าน เอสเอ็มอีเมืองคอนทรุด 1 หมื่นราย ชุมพรหนักกว่าปี"40 ถึง 10 เท่า

3.3 แสนครัวเรือนใต้จมน้ำ

รายงานข่าวจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย เปิดเผยวันที่ 9 มกราคมที่ผ่านมาว่า ฝนที่ตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่ภาคใต้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 ถึงวันที่ 9 มกราคม 2560 ทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมฉับพลันใน 12 จังหวัด ได้แก่ พัทลุง นราธิวาส ยะลา สงขลา ปัตตานี ตรัง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ชุมพร ระนอง กระบี่ และประจวบคีรีขันธ์ รวม 96 อำเภอ 588 ตำบล 4,277 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 330,415 ครัวเรือน 958,602 คน ผู้เสียชีวิต 21 ราย สูญหาย 2 ราย สถานที่ราชการเสียหาย 5 แห่ง ถนน 218 จุด คอสะพาน 59 แห่ง ล่าสุดสถานการณ์คลี่คลายแล้ว 1 จังหวัด ได้แก่ ยะลา ยังคงมีสถานการณ์ใน 11 จังหวัด รวม 97 อำเภอ 560 ตำบล 4,233 หมู่บ้าน

หวั่น ศก.ซึมยาวชี้ท้องถิ่นเร่งฟื้นฟู

นายวัฒนา ธนาศักดิ์เจริญ ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคใต้ หอการค้าไทย เปิดเผยว่า หลังน้ำลดทุกฝ่ายต้องฟื้นฟูโดยเร็ว เพราะเศรษฐกิจหลัก 2 ขาของภาคใต้ ได้แก่ ท่องเที่ยว และเกษตร มีรายได้รวมปีละประมาณ 6 แสนล้านบาท แต่ขณะนี้ยาง ปาล์ม ผลไม้ และประมง ตอนนี้เสียหายหมด โดยเฉพาะประมงชายฝั่ง เลี้ยงกุ้งกุลาดำ และกุ้งขาว ซึ่งภายหลังน้ำลดราคาสินค้าประมงจะสูงขึ้นแน่นอน จึงต้องเร่งฟื้นฟู ภาครัฐต้องสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ และปลอดต้น 6 เดือน ถึง 1 ปี เพื่อเร่งฟื้นฟูทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาคเกษตร เอสเอ็มอี ร้านค้า นอกจากนี้ถนนหนทางที่ถูกตัดขาด ไฟฟ้า น้ำประปา ต้องเร่งฟื้นฟูโดยเร็วภายใน 6-8 เดือน ถ้าทำไม่ได้เศรษฐกิจจะซึมยาวอย่างแน่นอน วันนี้แม้ภาคเอกชนมีความเข้มแข็งมาก แต่ต้องการให้รัฐบาลมาเติมเต็ม โดยเฉพาะข้าราชการท้องถิ่นขอให้มีความกระตือรือร้นในการพัฒนาด้วย

ขณะที่งบประมาณสร้างความเข้มแข็งอย่างงบประมาณกลุ่มจังหวัดละ5พันล้านบาทที่คาดหวังว่าจะกระตุ้นให้จีดีพีโต จาก 3.2-3.5 เป็น 4% แต่น้ำท่วมครั้งนี้มีการคาดการณ์ไว้จีดีพีจะลดลง 0.6-0.8% ซึ่งจะเหลือแค่ 3% เท่านั้น นอกจากจะมีงบประมาณกลุ่มจังหวัดแล้ว รัฐบาลต้องอุดหนุนงบประมาณภาคใต้อีกเท่าตัว พร้อมทั้งโครงการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ต้องอนุมัติให้รวดเร็ว และส่วนที่ต้องซ่อมแซมก็ต้องเร่งปล่อยงบประมาณใหม่ออกมาให้ท้องถิ่นเร่งประมูลจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจภาคใต้ให้กลับมาโดยเร็วที่สุด
เกษตร "หลังสวน" จมน้ำ 6 พันไร่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ฝนเริ่มตกหนักติดต่อกันในพื้นที่จังหวัดชุมพร ตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม ทำให้ 4 อำเภอเกิดน้ำท่วมหนัก ได้แก่ อ.ทุ่งตะโก อ.หลังสวน อ.ละแม และ อ.พะโต๊ะ สำหรับอำเภอหลังสวน น้ำท่วมเต็มพื้นที่ทั้ง 13 ตำบล ถือว่าท่วมหนักกว่าปี 2540 ถึง 10 เท่า เพราะมวลน้ำมหาศาลไหลบ่าจากอำเภอพะโต๊ะ ทะลักเข้าบ้านเรือนในเขตเทศบาลเมืองหลังสวนอย่างรวดเร็ว และรุนแรง ทำให้อำเภอหลังสวนมีผู้ประสบภัยกว่า 10,000 ครัวเรือน 35,000 คน พืชผลทางการเกษตรจมน้ำกว่า 6,000 ไร่

นายกิตติ กิตติชนม์ธวัช ประธานหอการค้าจังหวัดชุมพร และประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดชุมพร เปิดเผยว่า อุทกภัยที่เกิดขึ้นในเบื้องต้นคาดว่าในภาคเกษตรกรรมของชุมพรได้รับความเสียหายไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท โดยเฉพาะช่วงนี้เป็นช่วงที่ยางพารามีราคาสูงมากถึงกิโลกรัมละ 80 บาท และเกษตรกรกำลังอยู่ในช่วงของการกรีดยางเพื่อนำออกสู่ตลาด จึงถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก เพราะหลังจากนี้จะเป็นช่วงตรุษจีนที่ต้องหยุดการกรีดยาง อีกทั้งถนนที่ใช้สัญจรเพื่อบรรทุกยางออกจากสวนก็ได้รับความเสียหาย ทำให้วงการกรีดยางต้องหยุดชะงัก ด้านผลไม้ที่เป็นพืชเศรษฐกิจของชุมพรคือ ทุเรียน มีพื้นที่ปลูกส่วนใหญ่อยู่ใน อ.หลังสวน ก็คงได้รับผลกระทบอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เช่นเดียวกัน ในภาพรวมคิดว่าเศรษฐกิจของชุมพรคงหยุดชะงักไปช่วงระยะเวลาหนึ่ง จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งหาสถาบันการเงินเพื่อการปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำหรือปลอดดอกเบี้ยสัก 1 ปี เพื่อให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบนำไปฟื้นฟูกิจการ ซึ่งถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเร็วด้วย

ด้านนายกิตติภพ รอดดอน นายอำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร กล่าวว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนัก ซึ่งส่งผลให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ในวันที่ 5-6 มกราคม 2560 ที่ผ่านมา นับว่าหนักที่สุดในรอบ 20 ปี เนื่องจากน้ำท่วมเต็มพื้นที่อำเภอหลังสวนทั้งหมด บางส่วนเริ่มคลี่คลาย แต่ทั้งนี้ได้รับแจ้งว่าจะมีมวลน้ำจากอำเภอพะโต๊ะ ไหลลงมาสมทบอีกระลอก ซึ่งจะส่งผลให้บ้านเรือนของประชาชนที่อยู่ใกล้ริมแหล่งน้ำหรือลำคลอง ได้รับผลกระทบอีกครั้ง ในส่วนของการค้าก็ได้รับผลกระทบมาก ธุรกิจบางส่วนต้องทิ้งสินค้าทั้งหมด เช่น เฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น ส่วนด้านการเกษตร โชคดีที่ทุเรียนและมังคุดเก็บเกี่ยวบ้างแล้ว ส่วนยางพาราและปาล์มก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน



เอสเอ็มอีเมืองคอนหมื่นรายทรุด

นางสาววาริน ชิณวงศ์ ประธานหอการค้าจังหวัดนครศรีธรรมราชกล่าวว่า ขณะนี้ความช่วยเหลือในพื้นที่จากทั้งภาครัฐ เอกชน ทั้งในและนอกพื้นที่ได้เข้าสู่พื้นที่แล้ว แต่เนื่องจากน้ำในนครศรีธรรมราชกำลังจะลงสู่พื้นที่ลุ่มอย่างปากพนัง เชียรใหญ่ หัวไทร ชะอวด ซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรกรรม ทั้งนากุ้ง พืชผักผลไม้ สวนปาล์ม เรือกสวนไร่นาจะถูกล้างไปหมดในครั้งนี้ ซึ่งหากน้ำท่วมขังเกิน 2 อาทิตย์ ทุกอย่างจะแย่ลง มีเพียงยางพาราอย่างเดียวที่รอด

ไม่เพียงภาคเกษตรเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงกลุ่ม SMEs ในพื้นที่ทุ่งสง ชะอวด และเทศบาลนครนครศรีธรรมราชที่มีอยู่กว่า 10,000 ราย ความเสียหายคาดว่าไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท ซึ่งแต่ละรายมีศักยภาพในการฟื้นตัวใหม่ไม่เท่ากัน ดังนั้น หลังจากนี้ทางหอการค้านครฯจะเสนอแคมเปญต่อรัฐบาล เพื่อเป็นมาตรการฟื้นฟูเยียวยากลุ่ม SMEs ที่ได้รับผลกระทบ ทั้งมาตรการยืดหยุ่นเรื่องดอกเบี้ยเงินกู้ การสนับสนุนเงินก้อนเล็ก ๆ สำหรับเป็นเงินทุน หรือสนับสนุนปัจจัยการผลิตของภาคเกษตรที่สูญเสียไป เช่น เครื่องปั่นไฟ ซึ่งเกษตรกรบางรายไม่มีทุนมากพอที่จะซื้อได้

"นครศรีธรรมราชมีรายได้หลักมากกว่าครึ่งมาจากการทำงานการจับจ่ายของคนในพื้นที่จังหวัดทั้งครัวเรือนเกษตร และ SMEs ซึ่งน่าเป็นห่วงว่าน้ำท่วมคราวนี้ ถ้าไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้จะแย่ลงทั้งจังหวัด ดังนั้นภายใน 1-2 อาทิตย์นี้ จะต้องลุกขึ้นยืนให้ได้"

เร่งกู้ภาพลักษณ์ท่องเที่ยว

นายทศพล สถิตวิทยากุล กรรมการสมาคมโรงแรมไทย และเจ้าของเดอะพาสเสจ สมุย วิลลา แอนด์ รีสอร์ท จังหวัดสุราษฎร์ธานี เปิดเผยว่า แผนฟื้นฟูการท่องเที่ยวขณะนี้กำลังหารือร่วมระหว่างผู้ประกอบการโรงแรม รีสอร์ต เรือนำเที่ยว สายการบิน บริษัททัวร์เตรียมจัดงานส่งเสริมการขายกระตุ้นตลาดให้กลับมาคึกคัก ระหว่างวันที่ 28 ก.พ.-1 มี.ค. 2560 ที่โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค กรุงเทพฯ ในงานจะมีส่วนลดจำนวนมาก

ด้านนางสาวมัณฑนา ภูธรารักษ์ ผอ.ททท. สำนักงานนราธิวาส กล่าวว่า นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียลดลง 10% เพราะไม่มั่นใจในสถานการณ์น้ำท่วม โดยเฉพาะพื้นที่สุไหงโก-ลก การท่องเที่ยวบริเวณชายแดนเป็นไปอย่างเงียบเหงา และเตรียมเปิดแคมเปญการตลาดต่อยอดไม่ทอดทิ้ง รวมกับบริษัททัวร์ขายทัวร์ 4 วัน 5 คืน ดึงนักท่องเที่ยวจากภาคกลางเที่ยวชายแดนใต้ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ ไทยพุทธจะเป็นทัวร์ไหว้พระ ไทยมุสลิมจะพาไปสัมผัสอารยธรรม วิถีชีวิต ชายแดนใต้ ส่วนการฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวก็จะเร่งเข้าสำรวจและทำความสะอาด



หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 13,01, 2017, 11:07:25
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1484120589

เร่งฟื้นเศรษฐกิจใต้หลังน้ำลด รื้อใหญ่"ผังเมือง"กู้เกษตร-ท่องเที่ยว6แสนล้าน

หอการค้าไทยวอนรัฐเร่งฟื้นฟูภาคใต้หลังน้ำลด ชี้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจสร้างรายได้เกษตร-ท่องเที่ยวปีละ 6 แสนล้าน คลังระดม 4 แบงก์รัฐแจกสินเชื่อ ดบ. 0-3% ช่วยผู้ประสบภัย เงินบริจาคลดภาษี1.5 เท่า จับตาผลผลิตปาล์ม-กาแฟ-กุ้งน็อกน้ำหวั่นกระทบส่งออก เอกชน 3 สถาบันชี้เสียหาย 1.5 หมื่นล้าน คมนาคมอัดงบสร้าง-ซ่อมถนนหมื่นล้าน จัดทำผังเมืองระบายน้ำ 13 จังหวัด

นายวัฒนา ธนาศักดิ์เจริญ ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคใต้ หอการค้าไทย เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ภาวะวิกฤตน้ำท่วมในเขตภาคใต้ หลังน้ำลดทุกฝ่ายต้องฟื้นฟูโดยเร็ว เพราะเศรษฐกิจหลัก 2 ขาของภาคใต้ ได้แก่ ท่องเที่ยวและเกษตร มีรายได้รวมปีละ 6 แสนล้านบาท โดยเฉพาะประมงชายฝั่ง เลี้ยงกุ้งกุลาดำและกุ้งขาว ภายหลังน้ำลดราคาสินค้าประมงปรับตัวขึ้นสูงแน่นอนเพราะต้องนำเข้า ภาครัฐต้องสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำและปลอดต้น 6-12 เดือน ให้กับผู้รับผลกระทบจากภาคเกษตร เอสเอ็มอี ร้านค้า

เงินบริจาคหักภาษี 1.5 เท่า

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 10 ม.ค. มีมติเห็นชอบมาตรการทางภาษีผู้บริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้หักลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่า ให้ทั้งนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา กรณีบุคคลธรรมดาเดิมหักภาษีเท่าที่จ่ายจริงหรือ 1 เท่า แต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้สุทธิ ครั้งนี้ให้เพิ่มเป็น 1.5 เท่าแต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้สุทธิ ส่วนนิติบุคคลเดิมหักได้ตามจริงหรือ 1 เท่า ไม่เกิน 2% ก็เพิ่มให้อีก 0.5 เท่า เป็นหักได้ 1.5 เท่า ไม่เกิน 2%และอยู่ระหว่างรอสำนักงานเศรษฐกิจการคลังประเมินผลกระทบจากน้ำท่วม

คลังเพิ่มวงเงิน "ปภ.-ผวจ."

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงการคลังขยายวงเงินทดรองราชการในอำนาจอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและผู้ว่าราชการจังหวัดอีก50ล้านบาท เป็น 100 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยเร่งด่วน ใน 9 จังหวัดภาคใต้ ทั้งผ่อนกฎเกณฑ์เบิกจ่ายกรณีใช้งบฯจัดส่งเครื่องอุปโภคบริโภคในพื้นที่น้ำท่วมรุนแรง

โรงสกัดปาล์มสุราษฎร์ฯอ่วม

นางวิวรรณบุณยประทีปรัตน์เลขาธิการสมาคมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มแห่งประเทศไทย และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทักษิณอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม (1993) จำกัด จ.สุราษฎร์ธานี กล่าวว่า สถานการณ์รับซื้อผลปาล์มขณะนี้หยุดชั่วคราว 1 สัปดาห์ เพราะเกษตรกรตัดผลปาล์มไม่ได้ การขนส่งถูกตัดขาด แต่ยังมีสต๊อกเหลืออยู่ 296,704 ตัน ซึ่งต้องติดตามใกล้ชิดว่าจะคลี่คลายทันช่วงเกษตรกรเริ่มเก็บเกี่ยวปาล์มช่วงเดือนเมษายนหรือไม่ คาดว่าผลผลิตมีปริมาณ 10-11 ล้านตัน

ลุ้นราคาเมล็ดกาแฟร่วง

นายประยูร สงค์ประเสริฐ นายกสมาคมชาวสวนกาแฟไทย เปิดเผยว่า แม้น้ำไม่ได้ท่วมพื้นที่ปลูกกาแฟโดยตรงเนื่องจากต้นกาแฟส่วนใหญ่ปลูกบนที่สูง แต่ไม่สามารถตากเมล็ดกาแฟได้ ในขณะที่เป็นช่วงต้นฤดูการเก็บเกี่ยวเมล็ดกาแฟโรบัสต้าปี 2560/2561 ทำให้เมล็ดกาแฟมีความชื้นสูงบางพื้นที่สูงถึง 20% จากปกติ 12-13% คาดว่า ชุมพรและสุราษฎร์ฯเสียหายมาก ซึ่งปีก่อนปลูกได้ 21,000 ตัน ทั้งต้องเฝ้าดูราคาปรับลดลงไปจากปีก่อนที่จำหน่ายละ 65-67 บาท/กิโลกรัมหรือไม่

ผู้ส่งออกกุ้งกระทบผลผลิตลด

นายบรรจง นิสภวาณิชย์ ประธานสมาพันธ์เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งไทย เปิดเผยว่า ความเสียหายของฟาร์มเลี้ยงกุ้งภาคใต้ที่ถูกน้ำท่วมมีรายงานตัวเลข 2 จังหวัด แบ่งเป็น จ.นครศรีธรรมราช 1,200 ฟาร์ม เฉพาะ อ.หัวไทร มี 477 บ่อ พื้นที่ 2,766 ไร่ จ.สุราษฎร์ธานี 35 ราย 51 ฟาร์ม ส่วนที่เหลือกำลังรอรายงานเนื่องจากสำรวจลำบาก

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย กล่าวว่า ผู้เลี้ยงกุ้งเสียหายหนัก ชาวประมงไม่สามารถออกเรือส่งผลให้ปริมาณผลผลิตกุ้งลดลง การขนส่งผลผลิตกุ้งจากภาคใต้มากรุงเทพฯขาดช่วงบางพื้นที่ ส่วนมูลค่าและปริมาณความเสียหายในการส่งออกต้องรอสำรวจหลังน้ำลด แต่มั่นใจว่าการส่งออกกุ้งและปลาทูน่าปีนี้ยังขยายตัวได้ดี

กกร.ชี้เสียหาย 1.5 หมื่นล้าน

นายสมชาย หาญหิรัญ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า มีโรงงานเสียหาย 85 โรงงาน เหมืองแร่ 2 แห่ง มูลค่าความเสียหาย 25-26 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นโรงงานอุตฯอาหารและเกษตรแปรรูป เตรียมออกมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการผ่านธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Bank) โดยเว้นค่าธรรมเนียมและพักชำระหนี้ 6 เดือน และให้สินเชื่อฉุกเฉิน

นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานคณะกรรมการหอการค้าไทย ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กล่าวว่า ผลกระทบน้ำท่วมภาคใต้มีความเสียหาย 10,000-15,000 ล้านบาท แต่เชื่อว่าไม่กระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในประเทศ เนื่องจากเป็นเรื่องระยะสั้น ประกอบกับมีความร่วมมือจากหลายฝ่ายทำให้สามารถแก้ไขได้โดยเร็ว

4 แบงก์รัฐอัดสินเชื่อ

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่าจัดแพ็กเกจช่วยผู้ประสบภัย ลูกค้าเดิมลดดอกเบี้ยเหลือ 0% 3 เดือนแรก เดือนที่ 4-12 คิด MRR-2.50% กับสินเชื่อดอกเบี้ย 3% 3 ปี สำหรับลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่ที่บ้านได้รับความเสียหาย กู้เพิ่มหรือกู้ใหม่เพื่อปลูกสร้างทดแทน และกู้ซ่อมแซม

นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า ธ.ก.ส.มีการพักชำระหนี้เงินต้น 1 ปี งดคิดดอกเบี้ยปรับ

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า มีมาตรการให้กู้ฉุกเฉินตามความจำเป็นรายละ 50,000 บาท ผ่อน 5 ปี ปีแรกดอกเบี้ย 0% ปีที่ 2-5 ดอกเบี้ย 1% ต่อเดือน ลูกค้าสามารถเลือกใช้บุคคล, หลักทรัพย์ หรือบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกันก็ได้ รวมทั้งให้พักชำระหนี้เงินต้น 2-3 ปี ยื่นคำขอได้ตั้งแต่บัดนี้-31 ธ.ค. 2560

นายสมชาย หาญหิรัญ ประธานกรรมการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) กล่าวว่า ธพว.ให้พักชำระหนี้ 6 เดือน กับให้วงเงินสินเชื่อฉุกเฉินเพื่อฟื้นฟูกิจการไม่เกิน 5 แสนบาท 5 ปี ปลอดชำระเงินต้น 1 ปี ดอกเบี้ย MLR ตลอดอายุสัญญา ล่าสุดหารือกับกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะลงพื้นที่สำรวจ 14 ม.ค.นี้

งดดอกเบี้ย-ค่าปรับจ่ายหนี้ช้า

นายฐากร ปิยะพันธ์ ประธานกรรมการ กรุงศรี คอนซูมเมอร์ กล่าวว่า เบื้องต้นมีลูกค้าผู้ประสบภัย 20,000 ราย เตรียมออกมาตรการช่วยเหลือ เช่น ยกเว้นค่าธรรมเนียม ยกเว้นค่าปรับกรณีจ่ายช้า ยืดเวลาผ่อนชำระหนี้ ฯลฯ

นายสนอง คุ้มนุช รองกรรมการผู้จัดการเครือข่ายลูกค้ารายย่อยและธุรกิจขนาดเล็ก ธนาคารธนชาต กล่าวว่า ธนาคารคาดว่าจะสรุปความเสียหายของลูกค้าได้ในช่วงสัปดาห์หน้า ตอนนี้ยังไม่มีมาตรการพิเศษ แต่ลูกค้าสามารถติดต่อรับการช่วยเหลือจากมาตรการเดิม เช่น งดชำระดอกเบี้ย ส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อรถยนต์เป็นหลัก มีสัดส่วน 50%

สมุย-ภูเก็ตยังเที่ยวได้

นายอิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวว่า ผลกระทบท่องเที่ยวค่อนข้างน้อย เนื่องจากนครศรีฯ สุราษฎร์ธานี อยู่ฝั่งอ่าวไทยซึ่งอยู่ในช่วงโลว์ซีซั่น นักท่องเที่ยวเดินทางน้อยอยู่แล้ว มีเพียง จ.ตรังที่ติดทะเลฝั่งอันดามัน ขณะที่เกาะสมุยเริ่มกลับมาเป็นปกติ สายการบินลงจอดในสนามบินได้ นักท่องเที่ยวจึงไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด ขณะนี้ผู้ประกอบการลงพื้นที่สำรวจความเสียหาย เพื่อดำเนินการปรับปรุงและทำการตลาดต่อไป

"ตอนนี้อยากให้สำนักงานต่างประเทศของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยทำความเข้าใจนักท่องเที่ยวต่างชาติว่าเมืองท่องเที่ยวหลักของไทยยังสามารถให้บริการได้ก่อนที่เขาจะปรับแผนไปเที่ยวประเทศอื่นแทน"

ขณะที่นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้สั่งการให้ผู้อำนวยการ ททท. ทุกสำนักงานในภาคใต้ ลงพื้นที่สำรวจความเสียหาย เช่น แพพะโต๊ะ สถานที่ล่องแพ โดยตัวแพได้รับความเสียหายทั้งหมด เป็นต้น ทั้งนี้ ททท.ได้ให้ความสำคัญเรื่องการประเมินความเสียหายของแหล่งท่องเที่ยว รวมถึงธุรกิจท่องเที่ยวโดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยเป็นอันดับแรก

ขณะเดียวกันยังได้แนะนำให้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทยหรือเอสเอ็มอีแบงก์และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) หามาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาอุทกภัยด้วย

"ตอนนี้อัตราการเข้าพักในแหล่งท่องเที่ยวที่อยู่ในพื้นที่ที่ใกล้เคียงกับถนนที่ถูกปิดในช่วง1สัปดาห์ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวเข้าพักลดลง 10% เหลือประมาณ 60-65% อย่างไรก็ตาม ททท.ประเมินด้วยว่า นักท่องเที่ยวอาจเปลี่ยนเส้นทางท่องเที่ยวไปท่องเที่ยวในภาคอื่น ๆ เช่น ภาคเหนือแทน"

บิ๊กซี-โลตัสเปิดปกติทุกสาขา

นางวิภาดา ดวงรัตน์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ กล่าวว่า บิ๊กซีในภาคใต้เปิดให้บริการ 18 สาขา อยู่ในพื้นที่สูงจึงไม่ถูกน้ำท่วม แต่ถนนรอบนอกได้รับผลกระทบทำให้รถส่งของลำบาก การกระจายสินค้าจากกรุงเทพฯไปภาคใต้ล่าช้า 1 วัน อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ได้สต๊อกรองรับตรุษจีนจึงมีเพียงพอ ล่าสุดได้เพิ่มการจัดส่งสินค้าบริโภคอีก 50% และจัดเอ็กซ์คลูซีฟแคมเปญเฉพาะสาขาภาคใต้ลดราคาของกินของใช้ ช่วงน้ำลดมีโปรโมชั่นสินค้ากลุ่มทำความสะอาด เครื่องใช้ไฟฟ้า

นายชาคริต ดิเรกวัฒนชัย รองประธานกรรมการ แผนกสื่อสารองค์กรและความยั่งยืน เทสโก้ โลตัส บริษัท เอก-ชัย ดิสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด กล่าวว่า เทสโก้ โลตัส ในภาคใต้เปิดให้บริการตามปกติ ก่อนหน้านี้มีบางสาขาโดนน้ำท่วมจึงปิดช่วงสั้น ๆ โดยมีดีซี (ศูนย์กระจายสินค้า) 1 แห่งที่ จ.สุราษฎร์ธานี ทำให้รอบการขนส่งสั้นลง

งบฯสร้าง-ซ่อมถนนหมื่นล้าน

นายธานินทร์ สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า หลังภาคใต้ประสบปัญหาอุทกภัยใน 7 จังหวัด ถนนสายหลัก 21 สายทางได้รับความเสียหาย คาดว่าใช้งบฯฟื้นฟูเบื้องต้น 570 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นงานซ่อมบำรุงขนาดเล็ก 200-300 เมตร ใช้เวลาซ่อมแซมไม่เกิน 1 เดือนหลังน้ำลด

ทั้งนี้ที่ผ่านมา กรมได้จัดสรรงบฯพัฒนาถนนในพื้นที่ภาคใต้อย่างต่อเนื่อง ในปีงบประมาณ 2559 มีงานก่อสร้าง 8 โครงการ วงเงิน 1,177 ล้านบาท งานซ่อมบำรุงทาง 315 โครงการ 3,608 ล้านบาท, ปีงบประมาณ 2560 มีงานก่อสร้าง 9 โครงการ 730 ล้านบาท และซ่อมบำรุงทาง 277 โครงการ 3,180 ล้านบาท

นายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน อธิบดีกรมทางหลวงชนบท (ทช.) กล่าวว่า ถนนในความรับผิดชอบของกรมถูกน้ำท่วม 111 สายทาง ใน 12 จังหวัดภาคใต้ คาดว่าใช้งบฯฟื้นฟู 900 ล้านบาท เริ่มดำเนินการหลังน้ำลดภายใน 7 วัน ใช้เวลาซ่อมแซม 15-30 วัน เบื้องต้นกรมใช้งบฯฉุกเฉินไม่เกิน 1 แสนบาท/แห่ง ล่าสุดในปีงบประมาณ 2560 กรมจัดสรรงบฯพัฒนาพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ 667 โครงการ วงเงินรวม 4,311 ล้านบาท ส่วนปี 2559 มีจำนวน 607 โครงการ วงเงิน 4,330 ล้านบาท

ผุดผังระบายน้ำ 13 จังหวัด

นายมณฑล สุดประเสริฐ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง กล่าวว่า เมื่อวันที่ 10 ม.ค.ที่ผ่านมา ได้หารือกับ ดร.รอยล จิตรดอน ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำ มีความเห็นร่วมกันให้กรมจัดทำผังเมืองเพื่อการบรรเทาอุทกภัยเร่งด่วน 13 ภาคใต้ ไม่รวม จ.ภูเก็ต ทำไปแล้ว เพื่อให้การระบายน้ำลงสู่ทะเลได้เร็วขึ้น จะเร่งของบฯกระทรวงมหาดไทยจ้างที่ปรึกษาทำรายละเอียด คาดว่าใช้เวลา 10-12 เดือน

ผังดังกล่าวเป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐในการพัฒนาสิ่งก่อสร้างไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำเช่นถนนเพชรเกษม ควรมีช่องเปิดทางน้ำไหล การแสดงปริมาณน้ำไหลของแต่ละคลอง กำหนดพื้นที่ห้ามก่อสร้างอาคารบางชนิด ซึ่งต้องให้ท้องถิ่นออกข้อบัญญัติควบคุมการก่อสร้าง เช่น กำหนดระยะถอยร่น สร้างบ้านใต้ถุนสูง เป็นต้น


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 14,01, 2017, 22:43:51
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1484295766
"พาณิชย์" สั่งออกมาตรการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วม


พาณิชย์" สั่งออกมาตรการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมหลังน้ำลด เตรียมส่งกองทัพรถธงฟ้าเคลื่อนที่ ขนสินค้าจำเป็น ทั้งอุปโภคบริโภคและสินค้าซ่อมแซมบ้านเรือนเข้าพื้นที่ขายตรงประชาชนส่วนในช่วงน้ำท่วม ส่งทีมผู้บริหาร พาณิชย์จังหวัดลงตรวจถี่ยิบป้องกันการฉวยโอกาส พร้อมประสานผู้ประกอบการ ทั้งข้าว สินค้าจำเป็น บริจาคสิ่งของช่วยเหลือ

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในกระทรวงพาณิชย์ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ และให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเตรียมมาตรการช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมภายหลังจากน้ำลด ซึ่งในด้านการดูแลค่าครองชีพ ได้เตรียมจัดทัพรถธงฟ้าเคลื่อนที่เข้าไปยังพื้นที่ๆ ประสบภัย เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน และยังได้เพิ่มสินค้าที่จำเป็นต่อการใช้ในครัวเรือนและซ่อมแซมบ้านเรือน เช่น เครื่องใช้ในครัวเรือน เครื่องไฟฟ้า และวัสดุก่อสร้างสำหรับซ่อมแซมอาคารบ้านเรือน เป็นต้น 

ส่วนมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมใน 14 จังหวัดภาคใต้ รวมถึงจังหวัดเพชรบุรีและประจวบคีรีขันธ์ ได้กำหนดมาตรการบรรเทาความเดือดร้อน โดยผ่อนผันและขยายระยะเวลาดำเนินการต่างๆ ตามกฎหมายของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เช่น ผ่อนผันการแจ้งบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีสูญหายหรือเสียหาย, ผ่อนผันการยื่นงบการเงินประจำปีของธุรกิจที่สามารถยื่นล่าช้ากว่ากำหนดได้ และผ่อนผันการยื่นจดทะเบียนของนิติบุคคล ซึ่งสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่สายด่วนกรมพัฒนาธุรกิจการค้า 1570

นางอภิรดีกล่าวว่า ในระหว่างที่น้ำท่วม ได้สั่งการให้ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ พาณิชย์จังหวัด ออกตรวจสอบสถานการณ์การจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคในตลาดและห้างสรรพสินค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้มีการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้าจำเป็นต่อการครองชีพ รวมทั้งดูแลให้มีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการ และประสานเชื่อมโยงผู้ประกอบการต่างๆ เพื่อกระจายสินค้าไปจำหน่ายยังพื้นที่มิให้ขาดแคลน ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม (น้ำดื่ม ปลากระป๋อง ไข่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป) ของใช้ส่วนตัว (ผ้าอนามัย กระดาษทิชชู สบู่ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน ผงซักฟอก) ของใช้เกี่ยวกับน้ำท่วม (น้ำยาทำความสะอาด แปรงทำความสะอาด น้ำยาฆ่าเชื้อ) วัสดุก่อสร้าง (สังกะสี อิฐ หิน ปูน ทราย เหล็ก กระเบื้องปูพื้น)

นอกจากนี้ ยังได้ร่วมมือกับภาคเอกชนผู้ส่งออกข้าว นำข้าวสารจำนวน 1,500 ตัน ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย และประสานผู้ประกอบการ ช่วยบริจาคสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เช่น ปลากระป๋อง 10,000 กระป๋อง, บะหมี่สำเร็จรูป 12,840 ซอง, นม UHT 7,200 กล่อง, น้ำดื่ม 2,000 ขวด, น้ำมันพืช 2,400 ขวด, ข้าวสุกพร้อมทาน 1,536 กระป๋อง, ผักกาดกระป๋อง 236 กระป๋อง โดยได้ส่งลงไปยังพื้นที่เพื่อกระจายให้กับประชาชนแล้ว

สำหรับการช่วยกระจายสินค้าเกษตรที่เป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ขณะนี้ได้ดำเนินการติดต่อผู้ประกอบการผู้ผลิตสินค้าส้มโอทับทิมสยามและข้าวสังข์หยด ซึ่งเป็นสินค้า GI ที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมในครั้งนี้ เพื่อช่วยเหลือและช่วยในการกระจายสินค้าแล้ว และจะขยายผลไปยังสินค้าเกษตรอื่นๆ ต่อไป

อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ได้เปิดบัญชีธนาคารกรุงไทย เพื่อรับบริจาคเงินช่วยเหลือน้ำท่วมใต้ ชื่อบัญชี "กระทรวงพาณิชย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัย" เลขที่บัญชี 385-0-08473-6 โดยจะรับบริจาค ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 มี.ค.2560 เพื่อใช้เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 15,01, 2017, 23:29:12
ไฟเขียว อัตราค่าเก็บขยะใหม่ทั่วประเทศ ครัวเรือนละ 150 บาท/เดือน

มาแล้ว! กฎหมายความสะอาดฉบับใหม่ “มท.1”เตรียมออกกฎกระทรวงค่าธรรมเนียมเก็บขยะ-ขนขยะทั่วประเทศ ปี 2560 ไฟเขียว อปท.เก็บค่าธรรมเนียมเอกชน “จัดเก็บขนส่งขยะ 1 หมื่นบาท กำจัด-หาประโยชน์จากขยะ ฉบับละ 5 หมื่นบาท ส่วน “อัตราใหม่ขออนุญาตทำใบปลิว ครั้งละ 200 บาท” เผย อัตราค่าเก็บขยะใหม่ทั่วประเทศ ครัวเรือน ไม่เกิน 120 กก. หรือ 600 ลิตร ให้จัดเก็บ 150 บาท/เดือน

วันนี้( 15 ม.ค.) มีรายงานว่า ราชกิจานุเบกษา เผยแพร่ พระราชบัญญัติ รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบ เรียบร้อยของบ้านเมือง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดยพ.ร.บ.ฉบับนี้ มีจำนวน 12 มาตรา ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป โดยให้ยกเลิกความในมาตรา 2 แห่งพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและ ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ.2535 ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป”

ผู้จัดการ online.


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 15,01, 2017, 23:49:22
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1484468704

ธุรกิจเรือประมงไทยส่ออาการหนัก ขาดแรงงานจอดตายเพียบ-ราคาปลาพุ่ง 6 เท่า

เรือประมงไทยอาการหนัก แรงงานขาดแคลนต้องจอดเรือกันเพียบ ทั้งฝั่งอันดามัน อ่าวไทย และภาคตะวันออก เหตุโทษรุนแรงปรับถึงหัวละ 4 แสนบาท ออกเรือมีจำนวนแรงงานน้อยกว่าที่แจ้งล่วงหน้ายังถูกดำเนินคดีฟ้องศาล ขณะที่ ครม.เลื่อนการออกหนังสือ Seabook ให้แรงงานต่างด้าวจาก ม.ค.ไปกลาง มี.ค.นี้มีสิทธิ์ไม่ทันอีก

รายงานข่าวจากสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่าจากการที่กรมประมงได้มีหนังสือถึงสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย เกี่ยวกับการให้เจ้าของเรือประมงพาณิชย์ขนาด 30 ตันกรอสขึ้นไป และขนาด 10 ตันกรอสขึ้นไป ที่ใช้เครื่องมืออวนลาก อวนล้อมจับ อวนครอบปลากะตัก และมีแรงงานบนเรือเป็นคนต่างด้าว ต้องไปยื่นขอมีหนังสือคนประจำเรือ (Seabook) โดยกำหนดให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน ภายหลังประกาศมีผลบังคับใช้ ซึ่งจะสิ้นสุดภายในเดือนมกราคมนี้ ทางสมาคมได้รับการร้องเรียนจากสมาชิกชาวประมงในหลายจังหวัด เกี่ยวกับขั้นตอนการขึ้นทะเบียนที่มีความล่าช้าและมีขีดจำกัด ซึ่งชาวประมงเกรงว่าแรงงานต่างด้าวจะได้รับหนังสือคนประจำเรือ(Seabook) ไม่ทันตามระยะเวลาตามที่กรมประมงกำหนด เนื่องจากจะเริ่มดำเนินการบังคับใช้ตามกฎหมายแล้วนั้นทางสมาคมจึงได้ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ฉัตรชัยสาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อขอขยายระยะเวลาการมีหนังสือคนประจำเรือ (Seabook) สำหรับแรงงานต่างด้าวออกไปอีก

รายงานข่าวกล่าวว่า ล่าสุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติในหลักการร่างประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การออกหนังสือคนประจำเรือตามกฎหมายว่าด้วยการประมง (ฉบับที่...) พ.ศ. ...ตามที่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯเสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเป็นเรื่องด่วน แล้วดำเนินการต่อไปได้

โดยสาระสำคัญของร่างประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ขยายเวลาในการกำหนดให้คนประจำเรือที่ทำงานอยู่ในเรือประมง ซึ่งเป็นคนต่างด้าว และยังไม่มีหนังสือคนประจำเรือ ต้องมีหนังสือคนประจำเรือ จากเดิมที่ต้องดำเนินการภายใน 120 วันนับตั้งแต่วันที่ประกาศมีผลใช้บังคับภายในวันที่ 12 มกราคม 2560 ออกไปเป็นวันที่ 15 มีนาคม 2560

นางอุมาพร พิมลบุตร รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า จากกรณีที่มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 10 มกราคมที่ผ่านมา ให้ขยายระยะเวลาในการกำหนดให้คนประจำเรือที่ทำงานอยู่ในเรือประมงซึ่งเป็นคนต่างด้าว และยังไม่มีหนังสือ

คนประจำเรือให้มีหนังสือคนประจำเรือ (Seaman Book) จากเดิมที่ต้องมีการดำเนินการภายใน 120 วัน นับตั้งแต่วันที่มีผลใช้บังคับ (ภายใน 12 มกราคม 2560) เลื่อนออกไปเป็น 15 มีนาคม 2560 นั้น เนื่องจากก่อนหน้านี้ผู้ประกอบการได้เข้ายื่นหนังสือมายังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯถึงปัญหาในการจดทะเบียน โดยอุปสรรคหลักคือเรื่องของภาษาในการสื่อสาร ขาดแคลนล่าม จึงทำให้ล่าช้า ทั้งนี้เร็ว ๆ นี้ตามกำหนดการเดิมในเดือนมกราคมนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ กรมประมง ศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (ศปมผ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเดินทางไปยังกรุงบรัสเซลส์ เบลเยียม เพื่อหารือและรายงานความก้าวหน้าผลการแก้ไขปัญหาประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน ไร้การควบคุม (IUU) ซึ่งจะมีประเด็นความคืบหน้าผลการบังคับคดีเรือประมงผิดกฎหมาย ศูนย์ PIPO การควบคุมจำนวนเรือขนถ่ายเกี่ยวกับเรื่องนี้ นายมงคล สุขเจริญคณา ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เนื่องจากเรื่องนี้เป็นระบบใหม่ กรมประมงมีการสั่งเครื่องมืออุปกรณ์มาทำงานเมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา ทำให้ระบบและเจ้าหน้าที่ยังไม่พร้อม สามารถออกหนังสือ Seabook ให้แรงงานต่างด้าวได้เฉลี่ยวันละ 40-50 คน วันที่ 12 มกราคมนี้ไม่ทันอย่างแน่นอน และคาดว่าวันที่ 15 มีนาคมศกนี้ก็คงไม่เรียบร้อยเช่นกัน

สถานการณ์ของเรือประมงไทยขณะนี้อาการหนักมาก ต้องมีเอกสารไว้ยื่นกับหลายหน่วยงาน ทั้งกรมประมง กรมเจ้าท่ากรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ศูนย์ตรวจสอบเรือเข้า-ออก (PIPO) และทหารเรือ กอปรกับไม่มีแรงงานใหม่ลงเรือ ทำให้เรือประมงต้องจอดตายนับร้อยลำที่ อ.กันตัง จ.ตรัง และอีกจำนวนมากที่สงขลา ภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย และภาคตะวันออก เพราะหากถูกจับเรื่องแรงงานผิดกฎหมายจะถูกปรับถึงรายละ 4 แสนบาท ล่าสุด เรืออวนล้อมปลากะตัก นำแรงงานผิดกฎหมาย 14 คนจับปลาถูกจับที่ภาคตะวันออกรวมแล้วถูกปรับคิดเป็นเงินกว่า 5.6 ล้านบาทหรือหากแจ้งล่วงหน้าต่อ PIPO ว่าจะมีแรงงานบนเรือประมงออกจับปลา 15 คน เมื่อออกไปจับจริงแรงงานบนเรือเหลือ 12 คน เพราะแรงงานมีการโยกย้ายบ่อยมาก ก็จะจับดำเนินคดีส่งฟ้องศาล ทำให้เรือประมงสุดจะอดกลั้นในปัญหาที่ถาโถมเข้ามาจำนวนมาก ในขณะที่การจ่ายค่าชดเชยการซื้อเรือคืนของภาครัฐก็ค่อนข้างช้า

ส่วนราคาสินค้าประมงก็ขยับขึ้นสูงมาก ปลาทูจากที่เคยซื้อตัวละ 5 บาท ก่อนแก้ IUU ขณะนี้ตัวละ 20-30 บาทแล้วแต่ขนาดปลาสด จากเดิม กก.ละ 60-70 บาท ก็ขยับเป็น กก.ละ 150 บาท เพราะเรือประมงไม่ออกทะเลจำนวนมาก ทำให้ห้องเย็นและโรงงานแปรรูปส่งออกในไทยต้องนำเข้าสัตว์น้ำจากมาเลเซียและอินเดียแทน
 


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 16,01, 2017, 15:20:28
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1484534141

ช็อปช่วยชาติปั๊มรูดบัตรพุ่งปรี๊ด Q4 2 ค่ายเฮยอดใช้จ่ายทั้งปีโตทะลุเป้า-ลุยยิงโปรฯเพิ่ม

2 ค่ายบัตรเครดิตยิ้มแป้น ยอดรูดพุ่งปรี๊ดปิดท้ายปีཷ รับ "ช็อปช่วยชาติ" 2 สัปดาห์ท้ายปีลิง เคทีซีชี้ ธ.ค. ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรสูงกว่า 2 พันล้าน โต 12% เผยปีนี้ตั้งเป้าเพิ่ม 15% อัดแคมเปญสั้น-ยาวในหมวด รร.-รพ. ฟากกสิกรฯยิงโปรฯตรงหมวด ดัน Q4 ยอดรูดพุ่ง 25%

นางพิทยา วรปัญญาสกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจบัตรเครดิต บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือเคทีซีเปิดเผยว่า จากมาตรการสนับสนุนช็อปช่วยชาติ เพื่อนำมาใช้ลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดา วงเงินไม่เกิน 15,000 บาท ในช่วงวันที่ 14-31 ธ.ค. 59 ที่ผ่านมา ได้มีส่วนกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยผ่านบัตรเครดิตเพิ่มขึ้น ทำให้ยอดใช้จ่ายผ่านบัตร (Spending) ในช่วง ธ.ค. 2559 เพิ่มขึ้นกว่า 2,000 ล้านบาท ปรับตัวขึ้นประมาณ 11-12% ทำให้ยอดรวมของเดือน ธ.ค.อยู่ที่ 1.8-1.9 หมื่นล้านบาท เทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มียอดใช้จ่ายผ่านบัตร 1.6 หมื่นล้านบาทเท่านั้น

ทั้งนี้ จากยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรที่เติบโตได้ดีในช่วงเดือน ธ.ค. ทำให้ไตรมาส4/2559 มียอดใช้จ่ายผ่านบัตรเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 4.7 หมื่นล้านบาท หรือเติบโตราว 11-12% จากช่วงเดียวกันปีก่อน

ส่วนภาพรวมทั้งปี 2559 ประเมินว่า ยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรน่าจะเติบโต 12-13% หรือคิดเป็นมูลค่ายอดการใช้จ่ายโดยรวมผ่านบัตรที่ 1.65 แสนล้านบาท

"การใช้จ่ายผ่านบัตรในเดือนธันวาคมยังปรับตัวดีขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะมาตรการรัฐแต่หากดูทั้งไตรมาส แม้การเติบโตจะยังเพิ่มขึ้นในไตรมาส 4 ปีที่แล้ว แต่อัตราการขยายตัวต่ำกว่าช่วงไตรมาส 4 ปี 2558

ที่ขยายตัวได้ถึง 20% เพราะปลายปีที่แล้วดีมานด์บางส่วนแผ่วลง คนที่เคยซื้อของในช่วงปลายปีก็มีการชะลอออกไป โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย ขณะกลุ่มที่รายได้ปานกลางที่มีเงินเดือนเกิน 30,000 บาท ยังมีการใช้จ่ายดีอยู่ โดยเฉพาะการรูดใช้เพื่อท่องเที่ยวในต่างจังหวัดและต่างประเทศ" นางพิทยากล่าว

สำหรับเป้าหมายการเติบโตของปี 2560 เคทีซีตั้งเป้าการเติบโตด้านการใช้จ่ายผ่านบัตรอยู่ที่ 15% จากปี 2559 เนื่องจากเชื่อว่าโครงการลงทุนต่าง ๆ ของภาครัฐจะหนุนให้ภาพรวมเศรษฐกิจดีขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้การจับจ่ายใช้สอยในปีนี้คล่องตัวขึ้น

"ปีนี้เรายังคงต้องออกโปรโมชั่นให้ลูกค้าต่อเนื่องทั้งแบบสั้นและยาว โดยโปรฯระยะสั้นที่จะสิ้นสุดไตรมาสแรกนี้ ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มโรงแรม โดยเคทีซีได้จับมือกับพันธมิตรทั่วประเทศ 200-300 แห่งประเทศ ให้ส่วนลดค่าห้องสูงสุดถึง 50% นอกจากนี้ยังมีโปรฯที่ยาวครอบคลุมไปถึงปลายปี ซึ่งเจาะกลุ่มในกลุ่มโรงพยาบาลกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ เช่น การลดค่ายา ค่าห้องพักกว่า 10%" นางพิทยากล่าว

ด้านนางนพวรรณ เจิมหรรษา รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ขณะนี้กำลังรวบรวมข้อมูลการใช้จ่ายผ่านบัตรช่วงปลายปี 2559 ที่ผ่านมาแต่เชื่อว่าจากมาตรการช็อปช่วยชาติรับคืนภาษี ที่ธนาคารได้ร่วมจัดแคมเปญใช้จ่ายผ่านบัตรที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ เพื่อรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 4,500 บาท จะมีส่วนสนับสนุนยอดใช้จ่ายผ่านบัตรในช่วงไตรมาส 4ที่ผ่านมาให้เติบโตมากขึ้น โดยเฉพาะในหมวดช็อปปิ้ง อาหาร และท่องเที่ยว โดยคาดว่ายอดใช้จ่ายจะเติบโตประมาณ 25% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2558

"มาตรการภาษีดังกล่าว เราคาดยอดใช้จ่ายรวมในไตรมาส 4 ปี 2559 อยู่ที่ราว 97,000 ล้านบาท ส่งผลให้ทั้งปี 2559 น่าจะเห็นยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเติบโตเป็นไปตามเป้าหมายที่ราว 11% หรือ 3.53 แสนล้านบาท" นางนพวรรณกล่าว

ด้านบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ช่วงปลายปี 2559 ทิศทางการใช้จ่ายผ่านบัตรค่อนข้างคึกคัก โดยเติบโตจากการท่องเที่ยว การใช้จ่ายผ่านช่องทางออนไลน์ รวมถึงมาตรการรัฐ "ช็อปช่วยชาติ"หนุนการใช้จ่ายผ่านบัตรทั้งระบบในปีนี้ เพิ่มขึ้น 1 แสนล้านบาท ทำให้ทั้งปี ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรปี 2559 มาอยู่ที่ 1.36 ล้านล้านบาท เติบโต 7.5% จากปี 2558

ส่วนปี 2560 นี้คาดยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตของสถาบันการเงินจะอยู่ที่ 1.44-1.47 ล้านล้านบาท เติบโต 6.0-8.0% เมื่อเทียบกับปี 2558


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 18,01, 2017, 17:27:20
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1484717156

สรรพากรแจง ครม.ไฟเขียวมาตรการลดภาษี "ซ่อมบ้าน-ซ่อมรถ" เกณฑ์เดียวกับน้ำท่วมปี′54-55

นายมงคล ขนาดนิด นิติกรผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย สำนักกฎหมาย กรมสรรพากร เปิดเผยว่า วานนี้ (17 ม.ค.) คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบมาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยภาคใต้เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2560 กรณีการหักลดหย่อนภาษีค่าซ่อมบ้านและค่าซ่อมรถที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ผู้เสียภาษีที่มีทรัพย์สินเสียหายจากเหตุอุทกภัยที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้

ทั้งนี้ กรณีซ่อมบ้าน ให้ผู้มีเงินได้สามารถใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีสำหรับจำนวนเงินที่ได้จ่ายเป็นค่าซ่อมแซมหรือค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคาร หรือที่อยู่ในเขตอาคาร หรือห้องชุดในอาคารชุด หรือทรัพย์สินที่มีการประกอบติดตั้งติดกับตัวอาคารหรือในเขตอาคารหรือห้องชุดในอาคารชุด ซึ่งได้รับความเสียหายจากเหตุอุทกภัยที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 ธ.ค. 2559 ถึงวันที่ 31 พ.ค. 2560 และอยู่ในพื้นที่ที่ทางราชการประกาศให้เป็นพื้นที่ที่เกิดอุทกภัย โดยหักได้ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท

ยกตัวอย่างเช่น 1) ค่าซ่อมแซมหรือค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคาร เช่น ค่าสีทาบ้าน ห้องชุดในอาคารชุด หรือตึกแถว ค่ากระเบื้อง ค่าฝ้าเพดาน ค่าหลังคา ค่าอิฐ ค่าปูน ที่ใช้ในการซ่อมแซม และค่าแรงในการซ่อมแซม

2) ค่าซ่อมแซมหรือค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมทรัพย์สินที่มีการประกอบติดตั้งติดกับ ตัวอาคารหรือห้องชุด เช่น ค่าซ่อมแซมเฟอร์นิเจอร์ built-in

และ 3) ค่าซ่อมแซมหรือค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมทรัพย์สินที่มีการประกอบติดตั้งติดอยู่ในเขตอาคาร เช่น ค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมรั้ว ประตูรั้ว กำแพง โรงรถ สระว่ายน้ำ บ่อเลี้ยงปลา รวมทั้งค่าแรง

ส่วนกรณีซ่อมรถ ให้ผู้มีเงินได้สามารถใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีสำหรับจำนวนเงินที่ได้จ่ายเป็นค่าซ่อมแซมหรือค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมรถ หรืออุปกรณ์ หรือสิ่งอำนวยความสะดวกในรถ ซึ่งได้รับความเสียหายจากเหตุอุทกภัยที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 ธ.ค. 2559 ถึงวันที่ 31 พ.ค.2560 และอยู่ในพื้นที่ที่ทางราชการประกาศให้เป็นพื้นที่ที่เกิดอุทกภัย โดยหักได้ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 30,000 บาท

ยกตัวอย่างเช่น ค่าซ่อมรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ค่าซ่อมตัวเครื่องยนต์ ค่าซ่อมแซมสีรถ เบาะรถ ล้อรถ ระบบแอร์ในรถ หรืออุปกรณ์ที่ติดกับตัวรถซึ่งเสียหายจากการถูกน้ำท่วม โดยรถนั้นจะต้องเป็นรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์หรือกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก

"ค่าซ่อมบ้านและค่าซ่อมรถดังกล่าวที่จ่ายในปี 2560 ให้ใช้สำหรับการคำนวณเสียภาษีเพื่อยื่นแบบ ภ.ง.ด.90/91 ประจำปีภาษี 2560 ที่จะต้องยื่นรายการภายในวันที่ 31 มี.ค.2561 จึงขอให้ผู้เสียภาษีเก็บเอกสารการจ่ายเงินค่าซ่อมเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการยื่นรายการเพื่อเสียภาษีด้วย" นายมงคลกล่าว

ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่มีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ทุกพื้นที่และศูนย์สารนิเทศสรรพากร โทร.1161
นายมงคล กล่าวด้วยว่า มาตรการนี้เป็นเกณฑ์เดียวกับการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยเมื่อปี 2554-2555 ซึ่งครั้งนั้นมีผู้ใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีไปกว่า 4,200 ล้านบาท


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 19,01, 2017, 09:05:07
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1484736062

ผ่างบฯกลุ่มจังหวัดตะวันออก 20 โครงการ 330 รายการ 7,000 ล้านบาท
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

แผนทุ่มงบประมาณกลุ่มจังหวัด 1 แสนล้านบาท อัดฉีด 18 กลุ่มจังหวัด ของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เรียกเสียงฮือฮาไม่น้อย เพราะเดิมทีงบประมาณกลุ่มจังหวัดที่ผ่านมา ได้รับอยู่ที่กลุ่มละ 300-500 ล้านบาทเท่านั้น แต่รอบนี้ ตัวเลขปรับขึ้นถึงกลุ่มละ 5 พันล้านบาท โดยใช้แนวทางการจัดทำงบกลางปี 2560 ซึ่งแต่ละโครงการจะเกิดจากไอเดียของกลุ่มจังหวัดที่ต้องเสนอโครงการเข้าไป โดยงบประมาณจะเบิกจ่ายภายในวันที่ 30 กันยายน 2560 ระยะเวลาดำเนินการโครงการต้องให้เสร็จภายในเดือนกันยายน 2561

งานนี้รัฐบาลตั้งเป้าว่าจะเป็นการยกระดับเศรษฐกิจท้องถิ่น และจะเป็นแรงส่งสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจปีླྀ โตไม่ต่ำกว่า 4%

โดยเฉพาะกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก ประกอบด้วยจังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด เป็นอีกกลุ่มที่น่าจับตาอย่างยิ่ง เพราะชลบุรี และ ระยอง ยังเป็นจังหวัดในโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ อีอีซีอีกด้วย ซึ่งภายหลังการประชุมร่วมกันของคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการตามแนวทางการสร้างความเข้มแข็ง ได้ผลสรุปแผนแนวทางการพัฒนาในพื้นที่ โดยยื่นเสนอโครงการทั้งสิ้น 7,303 ล้านบาท

ปรับใหญ่โครงการพื้นฐาน

"ภัครธรณ์ เทียนไชย" ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี หัวหน้ากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า โครงการที่กลุ่มจังหวัดเสนอไปแม้ว่าโครงการจะไม่ใช่โครงการขนาดใหญ่ เนื่องจากติดเงื่อนไขเป็นโครงการที่ต้องดำเนินการให้เสร็จใน 1 ปี ส่วนมากเป็นโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ สร้างถนน ปรับปรุงผิวถนน เป็นการเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และดึงดูดนักลงทุน

"มองว่างบประมาณก้อนนี้เป็นงบประมาณที่มาเติม เช่น หากงบประจำที่ไม่ได้ก็นำส่วนนี้มาเติมได้ทันที จะเป็นเหมือนการกระตุ้นให้นักธุรกิจเห็นว่าจังหวัดเราได้ทำโครงสร้างพื้นฐานที่ดี

มีการพัฒนาไม่ว่าจะเป็นท่าเรือ ระบบขนส่ง ถือเป็นแรงดึงดูดนักลงทุน อย่างไรก็ตามต้องรอส่วนกลางพิจารณาว่าโครงการไหนจะผ่านบ้าง"



 
ประชาชาติธุรกิจ
เศรษฐกิจภูมิภาค
วันที่ 18 มกราคม 2560
ผ่างบฯกลุ่มจังหวัดตะวันออก 20 โครงการ 330 รายการ 7,000 ล้านบาท

แผนทุ่มงบประมาณกลุ่มจังหวัด 1 แสนล้านบาท อัดฉีด 18 กลุ่มจังหวัด ของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เรียกเสียงฮือฮาไม่น้อย เพราะเดิมทีงบประมาณกลุ่มจังหวัดที่ผ่านมา ได้รับอยู่ที่กลุ่มละ 300-500 ล้านบาทเท่านั้น แต่รอบนี้ ตัวเลขปรับขึ้นถึงกลุ่มละ 5 พันล้านบาท โดยใช้แนวทางการจัดทำงบกลางปี 2560 ซึ่งแต่ละโครงการจะเกิดจากไอเดียของกลุ่มจังหวัดที่ต้องเสนอโครงการเข้าไป โดยงบประมาณจะเบิกจ่ายภายในวันที่ 30 กันยายน 2560 ระยะเวลาดำเนินการโครงการต้องให้เสร็จภายในเดือนกันยายน 2561

งานนี้รัฐบาลตั้งเป้าว่าจะเป็นการยกระดับเศรษฐกิจท้องถิ่น และจะเป็นแรงส่งสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจปีླྀ โตไม่ต่ำกว่า 4%

โดยเฉพาะกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก ประกอบด้วยจังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด เป็นอีกกลุ่มที่น่าจับตาอย่างยิ่ง เพราะชลบุรี และ ระยอง ยังเป็นจังหวัดในโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ อีอีซีอีกด้วย ซึ่งภายหลังการประชุมร่วมกันของคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการตามแนวทางการสร้างความเข้มแข็ง ได้ผลสรุปแผนแนวทางการพัฒนาในพื้นที่ โดยยื่นเสนอโครงการทั้งสิ้น 7,303 ล้านบาท

ปรับใหญ่โครงการพื้นฐาน

"ภัครธรณ์ เทียนไชย" ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี หัวหน้ากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า โครงการที่กลุ่มจังหวัดเสนอไปแม้ว่าโครงการจะไม่ใช่โครงการขนาดใหญ่ เนื่องจากติดเงื่อนไขเป็นโครงการที่ต้องดำเนินการให้เสร็จใน 1 ปี ส่วนมากเป็นโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ สร้างถนน ปรับปรุงผิวถนน เป็นการเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และดึงดูดนักลงทุน

"มองว่างบประมาณก้อนนี้เป็นงบประมาณที่มาเติม เช่น หากงบประจำที่ไม่ได้ก็นำส่วนนี้มาเติมได้ทันที จะเป็นเหมือนการกระตุ้นให้นักธุรกิจเห็นว่าจังหวัดเราได้ทำโครงสร้างพื้นฐานที่ดี

มีการพัฒนาไม่ว่าจะเป็นท่าเรือ ระบบขนส่ง ถือเป็นแรงดึงดูดนักลงทุน อย่างไรก็ตามต้องรอส่วนกลางพิจารณาว่าโครงการไหนจะผ่านบ้าง"

สำหรับโครงการที่นำเสนอมีทั้งหมด 20 โครงการ รวม 330 รายการ ทุกโครงการเป็นการดำเนินการตามห่วงโซ่คุณค่า หรือ Value Chain นั่นคือ ดำเนินการพร้อมกันทั้งระบบ คือ 1.ด้านการผลิต 2.การสร้างมูลค่าเพิ่มและนวัตกรรม และ 3.การจัดจำหน่ายและการตลาด


 

2.3 พันล้านหนุนอุตสาหกรรม

กลุ่มภาคตะวันออกแบ่งเป็น 4 แนวทาง ได้แก่ 1.แนวทางเพิ่มศักยภาพ ภาคอุตสาหกรรม การค้าและการลงทุน 7 โครงการ งบประมาณ 2,346 ล้านบาท แบ่งเป็นการยกระดับการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมให้เป็นฐานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมสีเขียวชั้นนำในอาเซียน งบประมาณ 1,582.7 ล้านบาท และพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจชายแดนให้เป็นประตูเศรษฐกิจเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน งบประมาณ 763.4 ล้านบาท มีการลงทุน 8 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านแหล่งน้ำเพื่อการผลิตภาคอุตสาหกรรม 255 ล้านบาท อาทิ ขุดลอกอ่างเก็บน้ำหนองค้อ เพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำ 285,000 ลูกบาศก์เมตร 10 ล้านบาท ปรับปรุงคลองชลประทานพานทอง 220 ล้านบาท เป็นต้น 2.โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ภาคอุตสาหกรรม 915 ล้านบาท อาทิ ก่อสร้างขยายช่องจราจร ทางหลวงหมายเลข 3702 เขาดิน-หนองข้างคอก จาก 5.50 เมตร เป็น 11 เมตร 300 ล้านบาท เป็นต้น 3.โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานบริเวณเขตพื้นที่เศรษฐกิจชายแดน 617 ล้านบาท อาทิ พัฒนาเส้นทางเขตเศรษฐกิจพิเศษตราด ตำบลไม้รูด อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด 17.5 ล้านบาท พัฒนาโครงข่ายทางหลวงเชื่อมโยงระหว่างประเทศไทย และกัมพูชา (ทางหลวงหมายเลข 3193 สายบ้านป่าวิไล-ด่านชายแดนบ้านแหลม) โดยการขยายทางจราจรจาก 2 ช่อง เป็น 4 ช่องจราจร ระยะทาง 9.3 กิโลเมตร 360 ล้านบาท เป็นต้น

4.โครงการพัฒนาสาธารณูปโภค สาธารณูปการ และสิ่งแวดล้อมบริเวณชายแดน 140 ล้านบาท อาทิ ก่อสร้างระบบผลิตน้ำประปาบริเวณอ่างเก็บน้ำคลองพระพุทธ และวางท่อส่งน้ำประปาบริเวณถนนสายจันทบุรี-สระแก้ว 1 ระบบ 30 ล้านบาท จัดหาน้ำประปาพื้นที่ชายหาดเจ้าหลาว-คุ้งกระเบน 60 ล้านบาท เป็นต้น 5.โครงการพัฒนาเมืองสาธารณูปโภค สาธารณูปการสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ 268 ล้านบาท อาทิ วางท่อขยายเขตจ่ายน้ำพื้นที่ อ.เมือง และ อ.แกลง จ.ระยอง 180 ล้านบาท วางท่อขยายเขตจ่ายน้ำในพื้นที่ อ.ปลวกแดง จ.ระยอง 53 ล้านบาท วางท่อขยายเขตจ่ายน้ำพื้นที่ อ.นิคมพัฒนา จ.ระยอง 35 ล้านบาท เป็นต้น 6.โครงการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม นวัตกรรม 86 ล้านบาท 7.โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ภาคอุตสาหกรรม 58.6 ล้านบาท อาทิ เสริมผิวลาดยางแอสฟัลต์ติกคอนกรีต สายทางหลวงชนบท 1032 ทางหลวงหมายเลข 7 บ้านปากร่วม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ระยะทาง 5.3 กิโลเมตร 30 ล้านบาท เป็นต้น และ 8.โครงการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการตลาดด้านชายแดน 5.8 ล้านบาท

ผงาดมหานครผลไม้ตะวันออก

2.แนวทางเพิ่มศักยภาพภาคการเกษตร 4 โครงการ งบประมาณ 1,424 ล้านบาท ได้แก่ 1.โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านแหล่งน้ำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเกษตร 860 ล้านบาท อาทิ ประตูระบายน้ำคลองหนองสรวง 35 ล้านบาท ฝายบ้านเขาแดงพัฒนา 27 ล้านบาท ฝายบ้านวังสรรรส 2 จำนวน 44 ล้านบาท วางท่อน้ำดิบกลุ่มผู้ใช้น้ำเพื่อการเกษตรพื้นที่ ต.วังกระแจะ อ.เมือง จ.ตราด 40 ล้านบาท ก่อสร้างสถานีสูบด้วยไฟฟ้าพร้อมระบบส่งน้ำบ้านหนองกวางระยะ 1 จำนวน 50 ล้านบาท เป็นต้น 2.โครงการปรับปรุงกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย 57 ล้านบาท 3.โครงการประชาสัมพันธ์ และส่งเสริมการตลาด (ยกระดับภาคตะวันออกเป็นศูนย์กลางผลไม้ของประเทศ) 43 ล้านบาท อาทิ การจัดงาน "มหานครผลไม้ภาคตะวันออก" 15 ล้านบาท ยกระดับตลาดกลางผลไม้ภาคตะวันออก 23 ล้านบาท เป็นต้น 4.โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม และระบบโลจิสติกส์ภาคเกษตรกรรม 464.2 ล้านบาท

จ้างวัยเกษียณดูแลนักท่องเที่ยว

3.แนวทางเพิ่มศักยภาพภาคการท่องเที่ยว และบริการ 4 โครงการ งบประมาณ 2,278 ล้านบาท ได้แก่ 1.โครงการพัฒนา และ ปรับปรุงแหล่งท่องเที่ยว 640.8 ล้านบาท อาทิ พัฒนาแห่งท่องเที่ยวชุมชนชากแง้ว และชุมชนบ้านตะเคียนเตี้ย โดยการจ้างเหมาจัดกิจกรรม 20 ล้านบาท พัฒนาเพิ่มศักยภาพการท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติเขาชะเมา-เขาวง 25.6 ล้านบาท แบ่งออกเป็น สร้างศาลาอเนกประสงค์ 3 หลัง ทำห้องน้ำชาย-หญิง 3 ชุด ทำฝายถาวร 1 แห่ง จัดทำสะพานคนเดินข้ามบริเวณถ้ำเขาวง ทำบ่อน้ำพุ 2 แห่ง เป็นต้น 2.โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งอำนวยความสะดวก และด้านปลอดภัย 1,562.8 ล้านบาท 3.โครงการประชาสัมพันธ์ และการตลาดด้านการท่องเที่ยว 49.9 ล้านบาท 4.โครงการพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยว 24.5 ล้านบาท อาทิ จัดฝึกอบรมโครงการ Amazing Thai Host 20 ล้านบาท แบ่งเป็น ฝึกอบรมผู้เข้าโครงการ 8.6 ล้านบาท จ้างผู้เกษียณอายุจำนวน 180 คน ทำงาน 7 เดือน ค่าจ้างเดือนละ 9,000 บาท เพื่ออำนวยความสะดวก และดูแลความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยว และสถานที่ท่องเที่ยว 11.3 ล้านบาท เป็นต้น

4.แนวทางพัฒนาด้านสังคมยกระดับคุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อม 4 โครงการ งบประมาณ 1,254.6 ล้านบาท อาทิ ก่อสร้างอาคารสูบน้ำ 1 โรง บริเวณอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ พร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำดิบ 5 ชุด ติดตั้งระบบไฟฟ้า และระบบควบคุม พร้อมก่อสร้างอาคารควบคุม และบ้านพัก 3 หลัง 840 ล้านบาท ปรับปรุงสนามกีฬาจังหวัดตราด ด้วยการปูยางลู่วิ่งสังเคราะห์ ติดป้ายบอกคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมโครงสร้างเสาและหุ้มด้วยอะลูมิเนียมคอมโพสิต และอุปกรณ์ควบคุม 42 ล้านบาท เป็นต้น

โปรเจ็กต์ทั้งหมดนี้ถือเป็นความหวังของการพัฒนาท้องถิ่น แต่จะสำเร็จแค่ไหน ขึ้นอยู่กับการบูรณาการของหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และประชาชน ที่ต้องทำงานอย่างจริงจัง และจริงใจ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจท้องถิ่นให้เกิดขึ้นจริงอย่างที่วาดฝันไว้ให้ได้


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 21,01, 2017, 09:38:42
แปลคำปราศรัย พิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา คนใหม่ จากหลาย ๆ แหล่งข่าว


ประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 45 กล่าวสุนทรพจน์หลังการสาบานตนรับตำแหน่งในวันนี้

ทั้งนี้ ปธน.ทรัมป์กล่าวว่า รัฐบาลจะสร้างถนนใหม่, ทางหลวง, สะพาน, สนามบิน, อุโมงค์ และทางรถไฟทั่วประเทศ

นอกจากนี้ รัฐบาลจะนำประชาชนที่มีชีวิตอยู่โดยพึ่งพาสวัสดิการของรัฐ ให้กลับมาทำงาน และสร้างประเทศ

ปธน.ทรัมป์ยังกล่าวว่า รัฐบาลจะดำเนินการด้วยกฎง่ายๆเพียง 2 ข้อคือ ซื้อสินค้าอเมริกัน และจ้างชาวอเมริกัน

อ่านต่อได้ที่ : http://www.ryt9.com/s/iq29/2588202

IQ>   *สรุปสาระสำคัญของสุนทรพจน์หลังการสาบานตนรับตำแหน่งปธน.สหรัฐของ"ทรัมป์"

          สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (21 ม.ค. 60)--นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 45 กล่าวสุนทรพจน์หลังการสาบานตนรับตำแหน่งในวันศุกร์ (20 ม.ค.) โดยมีสาระสำคัญดังนี้

          -- ผลักดันนโยบาย "อเมริกาต้องมาก่อน" โดยการตัดสินใจด้านการค้า ภาษี ประเด็นคนเข้าเมือง และกิจการต่างประเทศ จะต้องเอื้อประโยชน์ต่อแรงงานชาวสหรัฐและครอบครัวชาวอเมริกัน โดยรัฐบาลจะยุติการที่ประเทศอื่นทำการผลิตสินค้าสหรัฐ ขโมยบริษัทสหรัฐ และทำลายการจ้างงานในสหรัฐ
          -- ทำให้อเมริกากลับมาภาคภูมิ ปลอดภัย และยิ่งใหญ่อีกครั้ง
          -- นำสหรัฐกลับสู่ความยิ่งใหญ่ พร้อมให้อำนาจกลับคืนสู่ประชาชนทุกคน
          -- กวาดล้างกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงให้หมดสิ้นไปจากโลก โดยสหรัฐจะกระชับความสัมพันธ์กับพันธมิตรเก่า และก่อตั้งพันธมิตรใหม่ รวมทั้งจับมือกับประเทศต่างๆในการต่อสู้กับกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรง ซึ่งสหรัฐจะถอนรากถอนโคนให้หมดสิ้นไปจากโลก
          -- ดึงการลงทุน การใช้จ่ายงบกลาโหมกลับสู่ประเทศ โดยรัฐบาลสหรัฐจะเป็นผู้กำหนดทิศทางของอเมริกาและของโลกในเวลาอีกหลายๆปี
          -- กระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงานครั้งใหญ่ ด้วยการก่อสร้างสาธารณูปโภคทั่วสหรัฐ โดยรัฐบาลจะดำเนินการด้วยกฎง่ายๆเพียง 2 ข้อคือ ซื้อสินค้าอเมริกัน และ จ้างชาวอเมริกัน
   
--อินโฟเควสท์ แปลและเรียบเรียงโดย ปนัยดา ปัทมโกวิท โทร.02-2535000 ต่อ 323 อีเมล์: panaiyada@infoquest.co.th--


"ทรัมป์"กล่าวสุนทรพจน์ให้อำนาจกลับคืนสู่ประชาชน ขณะนำสหรัฐกลับสู่ความยิ่งใหญ่ พร้อมเตรียมดึงการลงทุน,การใช้จ่ายงบกลาโหมกลับสู่ประเทศ

นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 45 กล่าวสุนทรพจน์หลังการสาบานตนรับตำแหน่งในวันนี้ โดยกล่าวว่า



"ทรัมป์"กล่าวสุนทรพจน์ให้อำนาจกลับคืนสู่ประชาชน ขณะนำสหรัฐกลับสู่ความยิ่งใหญ่ พร้อมเตรียมดึงการลงทุน,การใช้จ่ายงบกลาโหมกลับสู่ประเทศ



หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 21,01, 2017, 10:00:25
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1484911200

รถไฟเดินหน้าปรับปรุงมาตรฐานตู้โดยสารชั้น 3 ให้เสร็จ 40 คัน รับเทศกาลสงกรานต์
นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เปิดเผยถึงแผนการปรับปรุงการให้บริการของการรถไฟฯ ในปี 2560 ว่า การรถไฟฯจะมุ่งเน้นการยกระดับการให้บริการรถไฟอย่างต่อเนื่อง ตามนโยบายของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และกระทรวงคมนาคม ที่ต้องการให้ประชาชนทุกระดับเข้าถึงการบริการขั้นพื้นฐานที่ดีอย่างเท่าเทียมกัน

โดยได้มีการเร่งดำเนินการปรับปรุงมาตรฐานรถไฟโดยสารชั้น 3 ให้ครบตามเป้าหมายจำนวน 148 คัน หลังจากที่ผ่านมาได้มีการปรับปรุงและเปิดให้บริการแก่ประชาชนในระยะแรกไปแล้ว 20 คัน และก่อนเทศกาลสงกรานต์นี้ จะมีการปรับปรุงเสร็จเพิ่มเติมอีก 40 คัน รวมเป็น 60 คัน ก่อนจะปรับปรุงเสร็จได้ครบตามแผนทั้งหมด 148 คันภายในสิ้นปี เพื่อสามารถรองรับการเดินทางของประชาชน ทันช่วงเทศกาลปีใหม่

ทั้งนี้ภายในรถไฟชั้น 3 ที่มีการปรับปรุงได้มีการทำสีขบวนรถโดยสารทั้งภายในและภายนอกใหม่ การปรับปรุงระบบน้ำใช้ ห้องน้ำ และเครื่องสุขภัณฑ์ให้มีความสะอาด ปราศจากกลิ่นรบกวน การปรับปรุงประตู หน้าต่าง บานกระจกใหม่ เปลี่ยนพื้น ในตัวรถโดยสารใหม่ทั้งหมดให้มีความสะอาด แข็งแรง ใช้วัสดุพิเศษกันลื่นและป้องกันการติดไฟ หุ้มเบาะนั่งใหม่ พนักพิงให้นั่งได้สะดวกสบาย รวมถึงการเปลี่ยนพัดลม ในรถโดยสารทุกคันให้มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิม

สำหรับรถไฟชั้น 3 ที่มีการปรับปรุงแล้วเสร็จ การรถไฟฯ จะนำมาเปิดให้บริการ ทั้งในส่วนของรถไฟชั้น 3 ซึ่งพ่วงอยู่ในขบวนรถเร็ว 8 ขบวน ใน 4 เส้นทาง ได้แก่ ขบวนที่ 109 กรุงเทพ-เชียงใหม่ ขบวนที่ 102 เชียงใหม่-กรุงเทพ ขบวนที่ 171 กรุงเทพ-สุไหงโก-ลก ขบวนที่ 172 สุไหงโก-ลก-กรุงเทพ ขบวนที่ 133 กรุงเทพ-หนองคาย ขบวนที่ 134 หนองคาย-กรุงเทพ ขบวนที่ 145 กรุงเทพ-อุบลราชธานี และขบวนที่ 146 อุบลราชธานี-กรุงเทพ ตลอดจนขบวนรถไฟชานเมืองซึ่งเป็นรถไฟฟรี ที่เปิดให้บริการแก่ประชาชนวันละ 164 ขบวน 

"หลังจากที่การรถไฟฯ ได้มีการปรับปรุงรถไฟชั้น 3 ระยะแรก และเปิดให้ประชาชนได้ใช้บริการไปแล้ว เสียงส่วนใหญ่ให้การตอบรับเป็นอย่างดี แต่อย่างไรก็ตาม การรถไฟฯยังได้ตระหนักถึงการบำรุงรักษาภายในขบวนรถ โดยสารเพื่อให้สามารถนำรถไฟที่มีคุณภาพดีออกมาให้บริการแก่ประชาชนได้อย่างยาวนาน จึงได้มีการจัดกิจกรรมทำความสะอาด Big Cleaning Day ในขบวนรถไฟโดยสารอย่าง ต่อเนื่องตลอดทั้งปี 2560 อีกด้วย"


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 22,01, 2017, 17:33:21
http://www.matichon.co.th/news/435710

ยางเมืองคอนวูบ!! เสียหายวันละ500ล้าน โอด ท่วมจมแล้วจมอีก ตายทั้งคนทั้งต้นยาง

ยางเมืองคอนวูบ อนาคตยางขาด เสียหายวันละ 500 ล้านบาท

วันที่ 21 มกราคม 2560 ที่ อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช นายทศพล ขวัญรอด ประธานภาคีเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางและปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เวลานี้ชาวสวนยางดีใจที่ยางมีราคาดีขึ้น แต่สวนยางในภาคใต้เวลานี้เจอสภาพน้ำท่วม จมแล้ว จมอีก ส่งผลให้ไม่สามารถกรีดยางได้ ต่อให้ยางมีราคา กก.ละ 200 บาทก็ไม่มียางออกมาให้ขาย

“นครศรีธรรมราชจังหวัดเดียวมีสวนยางกว่า 2 ล้านไร่ ผลิตเป็นน้ำยาง 30% ยางก้นถ้วย 60% ยางแผ่น 10% วันนี้ยางไม่สามารถกรีดได้ ที่สำคัญน้ำท่วมทำให้ต้นยางตายนิ่ง 10% ของพื้นที่ปลูก และยางอ่อนแอลงเนื่องจากใบร่วมหมดต้น กว่าจะคืนสภาพยางให้เหมือนเดิมได้ต้องใช้เวลาถึง 3 เดือน ก็เข้าสู่ช่วงปิดกรีดพอดี”

นายทศพล กล่าว ตามปกติ ช่วงเดือน ธันวาคม มกราคม กุมภาพันธ์ ในแต่ละปี จะเป็นช่วงที่ต้นยางพาราพีคสูงสุด ผลิตน้ำยางออกมากที่สุด น้ำก็ท่วมในช่วง 3 เดือนนี้พอดี ชาวสวนยางจึงไม่สามารถกรีดยางได้ ถามว่าเดือดร้อนเพียงใด คนทำงานหากวันใดหยุดทำงานก็อยู่ไม่ได้ ไหนจะภาระความรับผิดชอบในครอบครัว คนไม่จนก็ไม่รู้ว่าคนจนเป็นอย่างไร เงิน 20 บาท สำหรับคนจน กับเงิน 20 ของ คนรวย มันเทียบค่ากันไม่ได้ เพราะฉะนั้น วันนี้ชาวสวนยางก็ไม่รู้จะบอกว่าจะอยู่กันอย่างไร

“ มูลค่าความเสียหายเฉพาะนครศรีธรรมราช วันละไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท ทั้งภาคใต้นับแสนล้านบาท แนวโน้มในอนาคตข้างหน้า ยางขาดตลาดอย่างแน่นอน อีสานได้อานิสงค์จากราคายางที่สูงขึ้นในเวลานี้ ส่วนชาวสวนยางใต้ รอวันยางตายอย่างเดียว ทั้งคนทั้งต้นไม้”

ต่อข้อถามจะแก้ปัญหาได้อย่างไรที่จะฟื้นฟูเกษตรกรชาวสวนยางว่า มีทางเดียว กยท. สมาคม ชมรม ต้องจับมือให้มั่น เดินเข้าพบรัฐบาล หารืออย่างเป็นรูปธรรม และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน อย่างต่างคนต่างแก้ ปัญหาเศรษฐกิจระดับชาติไม่สามารถแก้ไขได้ ที่ผ่านมาก็ผ่านไป แต่จะต้องมานับหนึ่งใหม่อย่างชัดเจน ทุกองค์กรยางพร้อมแก้ปัญหาทุกอย่าง

ผู้สื่อข่าวรายงาน ขณะนี้สภาเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย ภาคีเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยาง ปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย ในนามประชาร่วมใจช่วยภัยน้ำท่วมภาคใต้ ถวายเป็นพระราชกุศล เพื่อในหลวง ร่วมออกให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยเฉพาะชาวสวนยางที่กำลังได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก โดยสามารถร้องขอความช่วยเหลือได้ตลอด 24 ชม ที่ 084 8513904 0869447952 ทาง สยยท. พร้อมช่วยเหลือ โดยเตรียมเรือท้องแบนไว้ 2 ลำพร้อมปฏิบัติการทันที


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 23,01, 2017, 10:55:29
http://www.thansettakij.com/2017/01/22/126037

ลาวขายไฟมาเลย์-สิงคโปร์ เริ่มเฟสแรก ก.ย. 100 เมกะวัตต์ผ่านข่ายสายส่งไทย

รัฐบาลลาวประกาศโครงการขายไฟฟ้าให้ประเทศมาเลเซีย เริ่มต้น 100 เมกะวัตต์ผ่านโครงข่ายสายไฟแรงสูงของไทย เผยเป้าหมายต่อไปคือสิงคโปร์ ตอกยํ้ายุทธศาสตร์การเป็นแบตเตอรี่แห่งอาเซียนของลาว

หนังสือพิมพ์เวียงจันทน์ไทม์ส รายงานอ้าง ดร. ดาววง โพนแก้ว อธิบดีกรมนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงานและเหมืองแร่ ว่าลาวส่งพลังงานไฟฟ้าเป็นสินค้าออกให้แก่ประเทศเพื่อนบ้านอยู่แล้ว และกำลังขยายลูกค้าไปที่มาเลเซียและสิงคโปร์

ดร. ดาววง ระบุว่าในเฟสแรก ซึ่งเป็นโครงการนำร่อง จะขายไฟฟ้า 100 เมกะวัตต์ให้มาเลเซีย ซึ่งจะเริ่มเดือนกันยายนปีนี้ โดยกระทรวงพลังงานและเหมืองแร่ของลาวได้เตรียมเอกสารและนัดหมายกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยและมาเลเซีย เพื่อเจรจากันในเรื่องราคาและวิธีการส่งผ่านไฟฟ้าผ่านเครือข่ายสายไฟของไทยในเดือนมีนาคม

ในเฟสที่ 2 ลาวจะส่งไฟฟ้าไปขายให้สิงคโปร์ 100 เมกะวัตต์ผ่านเครือข่ายสายไฟของไทยและมาเลเซีย โดยตั้งเป้าเริ่มการส่งไฟในปี 2563

เวียงจันทน์ไทม์ส ระบุว่าก่อนหน้านี้ ลาวเตรียมขายไฟฟ้าให้ไทยในราคา 7 เซ็นต์สหรัฐฯ (ประมาณ 2.52 บาท) ต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมงและขายให้เวียดนามและกัมพูชาในราคา 6 เซ็นต์สหรัฐฯ (ประมาณ 2.16 บาท) ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง ขณะที่ราคาไฟฟ้าในสิงคโปร์อยู่ที่ 20 เซ็นต์สหรัฐฯ (ประมาณ 7.20 บาท) ทำให้ลาวสนใจขายไฟฟ้าให้สิงคโปร์

ดร. ดาววงระบุว่า การขายไฟให้มาเลเซียเป็นโครงการนำร่อง ซึ่งรัฐบาลลาวจะทำการประเมินผลดีและความท้าทายในการขายไฟฟ้าให้กับประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน โดยกระทรวงพลังงานฯ พร้อมทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (เอ็มโอยู) กับประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน โดยโครงการนำร่องขายไฟไปมาเลเซีย เป็นไปตามเอ็มโอยู ในโครงการบูรณาการพลังงานลาวไทยมาเลเซียสิงคโปร์ LTMS-PIP

ข้อตกลงเอ็มโอยู LTMS-PIP เกิดขึ้นจากการเจรจาความร่วมมือและการปรึกษาหารือระหว่างรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องของ 4 ประเทศ โดยความร่วมมือดังกล่าวเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อเสริมความพยายามให้เกิดระบบการค้าพลังงานไฟฟ้าแบบพยุหะภาคีของอาเซียนและการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

ลาวเร่งขยายตลาดส่งออกไฟฟ้าเนื่องจาก ลาวจะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ 1หมื่นเมกะวัตต์ ภายในปี 2563 โดยในจำนวนพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั้งหมดจะเป็นการส่งออกถึง 75 % ขณะที่ประเทศมีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพียง 25 % ของที่ผลิตได้

ภายในปี 2573 กำลังการผลิตไฟฟ้าในประเทศลาวคาดว่าเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าตัวเป็น 2 หมื่นเมกะวัตต์ ทำให้มีกำลังผลิตเหลือส่งออกเป็นจำนวนมาก

 สังเขป

โครงการบูรณาการพลังงานลาว ไทย มาเลเซียสิงคโปร์ (Laos, Thailand,Malaysia and Singapore Power Integration Project-LTMS-PIP) เป็นผลต่อเนื่องจากบันทึกความเข้าใจที่มีการลงนามกันในการประชุมระดับรัฐมนตรีพลังงานอาเซียน (ASEAN Ministerson Energy Meeting-AMEM)ในวันที่ 21 กันยายน 2559 ที่กรุงเนปิดอว์ ประเทศเมียนมา ในโครงการ Power Integration ระหว่างไทย ลาว มาเลเซีย ซึ่งเป็นความร่วมมือกันทั้งด้านเทคนิค ระเบียบ และราคาในการเชื่อมต่อระบบส่ง และการซื้อขายไฟฟ้า ระหว่าง 3 ประเทศ โดยข้อตกลงดังกล่าวหากประสบความสำเร็จในการนำไปปฏิบัติ จะถือเป็นครั้งแรกของการซื้อขายไฟฟ้าแบบพหุภาคีในอาเซียน (multilateral power trade in ASEAN)

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,229 วันที่ 22 – 25 มกราคม 2560


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 24,01, 2017, 14:40:02
http://www.matichon.co.th/news/437230

ชาวสวนยางตรังครวญ น้ำท่วมฝนตกจนกรีดไม่ได้ ชง รบ.จัดงบ 100 ล้านช่วยครอบครัวละ 3 พัน

วันที่ 23 มกราคม 2560 จากภาวะน้ำท่วมถึง 2 ครั้งในจังหวัดตรัง ช่วงเดือนธันวาคม 2559 และเดือนมกราคม 2560 ซึ่งกินระยะเวลายาวนานมากว่า 1 เดือน และอาจจะมีครั้งที่ 3 อีกครั้ง รวมทั้งยังคงมีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง และมีคำเตือนจากกรมอุตุนิยมวิทยามาเป็นระยะๆ นั้น ได้สร้างผลกระทบให้กับเกษตรกรชาวสวนยางเป็นอย่างมาก เนื่องจากขณะนี้สวนหลายแห่งยังคงมีน้ำท่วมขัง ส่งผลให้ไม่สามารถกรีดยางได้ ส่วนสวนอีกหลายแห่งที่แม้น้ำจะแห้งไปแล้ว กลับเจอฝนตกในช่วงดึก หรือช่วงเช้า จนไม่อาจจะกรีดยางได้เช่นกัน

นางพันวิรา วงศ์มาลามาศ ชาวบ้านหมู่ 9 ตำบลคลองปาง อำเภอรัษฎา จังหวัดตรัง กล่าวว่า ฝนที่ตกลงมาบ่อยครั้งในระยะนี้ ทั้งที่ปกติทุกปีจะแล้งไปนานแล้ว ทำให้เกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก เนื่องจากไม่สามารถกรีดยางได้ตามปกติ และไม่มีเงินไปใช้จ่าย ต่อให้ยางปรับราคาขึ้นไปถึงกิโลกรัมละ 100 บาท ก็ไม่มีผลอะไร เพราะทุกวันนี้ยังคงมีฝนตกจนน้ำท่วมมา 3 รอบแล้ว เฉพาะครอบครัวของตนต้องขาดรายได้ไปวันละประมาณ 1,000 บาท และไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใครในยามทุกข์ร้อนเช่นนี้

นายบุญเจือ สมทิพย์ เกษตรและสหกรณ์จังหวัดตรัง กล่าวว่า จากสถานการณ์น้ำท่วม 2 ครั้งในช่วงที่ผ่านมา ได้สร้างความเสียหายด้านการเกษตรให้กับประชาชนอย่างมาก โดยรอบแรกเมื่อเดือนธันวาคม 2559 มีเกษตรกรได้รับความเดือดร้อน 14,391 ครัวเรือน 46,990 คน ส่วนรอบสองเมื่อเดือนมกราคม 2560 มีเกษตรกรได้รับความเดือดร้อน 17,891 ครัวเรือน 57,289 คน ขณะที่พืชเศรษฐกิจของจังหวัดตรังอย่างยางพารา มีพื้นที่ได้รับผลกระทบ 199,804 ไร่ และปาล์มน้ำมัน มีพื้นที่ได้รับผลกระทบ 22,680 ไร่

โดยเฉพาะรอบสองที่มีลักษณะแช่น้ำ หรือท่วมขังอยู่ยาวนานจนเกิดน้ำเน่าเหม็นนั้น คาดว่าจะส่งผลให้ต้นยางพาราและปาล์มน้ำมันตายลงไปไม่น้อยกว่า1-2 หมื่นไร่ ส่วนที่เหลือก็ต้องใช้เวลาหลายเดือนในการฟื้นฟูกว่าจะกลับมาให้ผลผลิตดังเดิม เบื้องต้นได้เสนอรัฐบาลให้การช่วยเหลือเยียวยาแก่เกษตรกรในจังหวัดตรัง ครัวเรือนละ 3,000 บาท รวมเป็นเงินประมาณ 100 ล้านบาทเศษ หลังจากนั้นจะสำรวจเพื่อช่วยเหลือเยียวยาในรายที่มีพื้นที่การเกษตรเสียหายอย่างหนักอีกครั้ง โดยเฉพาะกรณีที่ต้นยางพาราและปาล์มน้ำมันตาย


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 25,01, 2017, 09:15:45
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1485271415
ตร.ร่อนหนังสือ แจ้ง"เซเว่น"ใจดี! ให้ตร.จราจร-สายตรวจ กินน้ำอัดลมฟรีทุกสาขาทั่วประเทศ 1 ปี


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในโลกออนไลน์มีการแชร์เอกสารบันทึกข้อความ เรื่อง โครงการสายใยและน้ำใจ ระยะที่ 17 ซึ่งเนื้อหาเป็นการแจ้งเพื่อทราบแก่ตำรวจจราจรและสายตรวจ ว่า บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) จัดทำโครงการสายใยและน้ำใจ ระยะที่ 17 โดยจัดบริการเครื่องดื่มฟรีให้กับเจ้าหน้าที่สายตรวจในเครื่องแบบและเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรที่ปฏิบัติหน้าที่สามารถเข้าไปรับบริการเครื่องดื่มประเภทเครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลมในร้านเซเว่นอีเลฟเว่นทุกสาขาทั่วประเทศได้ตลอดเวลาระหว่างวันที่1 ม.ค.-31 ธ.ค.60


ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากเอกสารดังกล่าวแชร์ไปในโลกออนไลน์ ทางซีพีออลล์ ได้ระบุว่าเป็นโครงการของซีพีออลล์จริง

เนื่องจากเราตระหนักดีว่าข้าราชการตำรวจมีหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุข ดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนและชุมชนต่างๆ ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นภารกิจที่สำคัญ ยากลำบากและเหน็ดเหนื่อยโดยเฉพาะในเวลาที่อากาศร้อน

ดังนั้น เพื่อแสดงออกซึ่งน้ำใจไมตรีความห่วงใยเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน อันเป็นคุณสมบัติและวัฒนธรรมอันดีงามของคนไทยที่มีมาแต่โบราณกาล เซเว่นจึงขอมอบน้ำใจเล็กๆน้อยๆที่พอจะทำได้ มอบให้เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแด่ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อส่วนรวม


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 25,01, 2017, 14:57:37
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1485328956

ดัชนีคอร์รัปชั่นไทยแย่ลง อยู่อันดับที่ 101 เหลือแค่ 35 คะแนนจากเต็มร้อย

สำนักข่าวเอเอฟพีและรอยเตอร์รายงานว่า เมื่อวันที่ 25 มกราคม องค์กรเพื่อความโปร่งใส (ทีไอ) ได้เผยแพร่รายงานดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชั่นทั่วโลก ประจำปี 2559 ซึ่งทำการสำรวจจาก 176 ประเทศ พบว่าประเทศที่มีความโปร่งใสมากที่สุด ได้แก่ นิวซีแลนด์ และเดนมาร์ก ที่ได้คะแนนเท่ากันคือ 90 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 ส่วนประเทศไทย ถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 101 โดยมีคะแนนอยู่ที่ 35 ซึ่งมีคะแนนน้อยลงจากเมื่อปี 2558 ที่ได้ 38 คะแนน ซึ่งปีนี้คะแนนเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 43

รายงานของทีไอระบุว่า การปราบปรามของภาครัฐ การขาดซึ่งอิสระในการควบคุมดูแล และการขาดซึ่งสิทธิเสรีภาพกลายเป็นบ่อนทำลายความเชื่อมั่นสาธารณะ

ทั้งนี้ คะแนนของประเทศไทยเท่ากับประเทศกาบอน ไนเจอร์ เปรู ฟิลิปปินส์ ติมอร์ตะวันออก ตรินิแดด และโตเบโก ส่วนประเทศที่มีดัชนีความโปร่งใสน้อยที่สุด หรือมีการคอร์รัปชั่นมากที่สุด ได้แก่ ประเทศโซมาเลีย ที่ได้ไปเพียงแค่ 10 คะแนน

สำหรับประเทศที่ดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชั่นน้อยที่สุด 10 อันดับแรก ได้แก่ นิวซีแลนด์ เดนมาร์ก ฟินแลนด์ สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ สิงคโปร์ เนเธอร์แลนด์ แคนาดา และเยอรมนี ส่วนประเทศที่ดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชั่นมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ โซมาเลีย ซูดานใต้ เกาหลีเหนือ ซีเรีย ซีเรีย เยเมน ซูดาน ลิเบีย อัฟกานิสถาน กินีบิสเซา และเวเนซุเอลา


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 26,01, 2017, 12:30:45
http://www.matichon.co.th/news/11850

รบ.เดินหน้าแก้กม.เช่าที่ดินจาก50เป็น99ปี ยัน ไม่ได้ขายชาติ

เมื่อวันที่ 24 มกราคม พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีการแก้ไขกฎหมายการเช่าที่ดิน หรือ พ.ร.บ.การเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม พ.ศ. 2542 โดยขยายเวลาการให้เช่าดินของรัฐจาก 50 ปี เป็น 99 ปีว่า แนวคิดดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างแรงจูงใจให้นักลงทุนต่างประเทศเข้ามาลงทุนในประเทศ เพราะระยะเวลาการเช่า 50 ปี ยังเป็นอุปสรรค ไม่ดึงดูดการลงทุนขนาดใหญ่ที่มีระยะเวลาการคืนทุนที่ยาวนาน ทำให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศไม่กล้าตัดสินใจลงทุน ทุกวันนี้การแข่งขันทางการค้าการลงทุนเป็นไปอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะเมื่อเปิดประชาคมอาเซียนแล้ว ไทยต้องแข่งขันกับประเทศสมาชิกและยังต้องแข่งขันกับประเทศอื่นๆ อีก จึงจำเป็นต้องมีมาตรการปรับปรุงสิทธิประโยชน์ให้ดีกว่าคู่แข่งหรือไม่ก็เท่าเทียมกับเขา เช่น สิงคโปร์และมาเลเซียให้เช่าที่ดินได้นาน 99 ปี เวียดนาม 70 ปี ส่วนฟิลิปปินส์ กัมพูชา และเมียนมาให้เช่าที่ดินได้ 50 ปี

พล.ต.สรรเสริญกล่าวต่อว่า สิ่งที่รัฐบาลทำก็เพื่อสร้างเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งจะดำเนินการอย่างรอบคอบและมีมาตรการป้องกันการถือครองผิดวัตถุประสงค์ โดยจะให้เช่าที่ดินเฉพาะเพื่อลงทุน หรือเช่าทำธุรกิจ ที่โดยปกติมีการต่ออายุให้อยู่แล้ว ไม่รวมถึงการเช่าประเภทอื่นหรือเหมารวมทุกกิจกรรม และหากผู้เช่าไม่ทำตามกฎระเบียบที่กำหนดไว้ก็สามารถยกเลิกได้ กฎหมายนี้ริเริ่มโดยส่วนราชการ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐกิจ ทำงานร่วมกันหลายหน่วยงาน ที่เห็นว่าควรปรับแก้ไขให้เป็นสากล ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจ จึงไม่ใช่แนวคิดของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯหรือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯตามที่มีการกล่าวอ้าง นอกจากนี้ รัฐบาลขอวิงวอนให้ทุกฝ่ายเปิดใจกว้างโดยยืนยันว่า แนวทางดังกล่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประเทศในระยะยาว ดำเนินการด้วยความโปร่งใสตรวจสอบได้ และไม่ใช่การยกแผ่นดินไทยให้ต่างชาติแต่อย่างใด


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 26,01, 2017, 17:46:11
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1485422986

คลังดอดขึ้นภาษีน้ำมันเครื่องบิน น้ำมันหล่อลื่น 4-5 บาท/ลิตร มีผลแล้ว เพิ่มรายได้ให้รัฐปีละ8พันล้าน

นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2560 ปรับขึ้นภาษีน้ำมันเครื่องบินและน้ำมันหล่อลื่น โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลเมื่อวันที่ 25 มกราคม ส่งผลให้น้ำมันเครื่องบินถูกเก็บภาษีที่ 4 บาท/ลิตร จากเดิมเก็บที่ 20 สตางค์/ลิตร ส่วนน้ำมันหล่อลื่นถูกจัดเก็บลิตรละ 5 บาท จากเดิมไม่มีเก็บ ซึ่งการจัดเก็บภาษีน้ำมันทั้ง 2 ชนิดเพิ่มดังกล่าวส่งผลให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มปีละประมาณ 8 พันล้านบาท

นายสมชายกล่าวว่า ในการเสนอเก็บภาษีน้ำมันครั้งนี้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการแข่งขันธุรกิจเดียวกัน รวมถึงคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม โดยไม่อยากให้มองว่ารัฐถังแตก ซึ่งน้ำมันเครื่องบินก่อนหน้านี้เสียภาษีอยู่ 20 สตางค์/ลิตร แต่ดีเซลมีการเก็บภาษีถึง 6 บาท/ลิตร ส่วนน้ำมันหล่อลื่นนั้นเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากปิโตรเลียมที่มีการใช้แล้วหมดไปเช่นกัน และเป็นผลิตภัณฑ์ที่ก่อให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกับน้ำมันและผลิตภัณฑ์ประเภทอื่นที่มีการจัดเก็บภาษีและที่ผ่านมาไม่เคยเก็บภาษีตัวนี้เลยทั้งๆ ที่มีการศึกษามานานพอสมควร

นายสมชายกล่าวว่า ในส่วนของภาษีน้ำมันเครื่องบินนั้นกำหนดให้เก็บตามราคา 23% หรือตามปริมาณ 3 บาท/ลิตร ปัจจุบันราคาน้ำมันเครื่องบินหน้าโรงกลั่นมีราคาที่ 14 บาท/ลิตร เมื่อคำนวณออกมาเป็นภาษีอยู่ที่ 4 บาท/ลิตร ปัจจุบันมีการใช้น้ำมันเครื่องบินกว่า 1 พันลิตร/ปี


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 27,01, 2017, 09:17:25
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1485429385

ไก่เนื้อไทยสดใสรับปีไก่ทอง! อานิสงส์หวัดนกระบาดหลายประเทศ ส่งผลความต้องการสูงขึ้น

กรมปศุสัตว์ระบุไทยปลอดจากไข้หวัดนกมากว่า 10 ปี แนะผู้บริโภคเลือกซื้อเนื้อไก่และเนื้อสัตว์อื่นๆ จากผู้ผลิตที่มีมาตรฐานการผลิตที่เชื่อถือได้ ด้านสถานการณ์หวัดนกหวัดนกในปัจจุบันทำให้ความต้องการเนื้อไก่พุ่งสูงขึ้น ส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมไก่เนื้อไทย หลายประเทศส่งสัญญาณออร์เดอร์ไก่เพิ่ม คาดสามารถส่งออกเนื้อไก่และผลิตภัณฑ์ปี 60 เพิ่มขึ้นเป็น 760,000 ตัน กวาดรายได้เข้าประเทศกว่า 97,900 ล้านบาท

นสพ.สรวิศ ธานีโต รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ในฐานะโฆษกกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า สถานการณ์ไข้หวัดนกที่ระบาดในหลายประเทศ ล่าสุดที่องค์การอนามัยโลก หรือ WHO เตือนให้ชาติต่างๆ เฝ้าระวังสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไข้หวัดนกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะหลายประเทศในเขตหนาวทั้งแถบยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลี และจีน ที่พบการระบาดด้วย ทำให้ความต้องการเนื้อไก่ในตลาดโลกมีมากขึ้น สำหรับประเทศไทยไม่พบการเกิดไข้หวัดนกมาตั้งแต่ปี 2549 และเนื้อไก่รวมถึงผลิตภัณฑ์ไก่ของไทยมีคุณภาพมาตรฐาน เป็นที่ยอมรับในระดับโลก ทำให้การสั่งซื้อสินค้าเนื้อไก่ของไทยเพิ่มสูงขึ้น ทั้งจากตลาดนำเข้าหลักอย่างญี่ปุ่น สหภาพยุโรป รวมทั้งเกาหลีใต้ และล่าสุดสิงคโปร์ยังเปิดรับรองอนุญาตให้ 20 โรงงานผลิตเนื้อไก่สดแช่แข็งของไทยส่งออกได้เพิ่มอีก ปัจจัยบวกทั้งหมดจะส่งผลให้การส่งออกเนื้อไก่ของไทยเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ การบริโภคเนื้อสัตว์ที่ปลอดภัยปลอดสารนั้นผู้บริโภคควรเลือกซื้อจากผู้ผลิตที่มีมาตรฐานการผลิตที่เชื่อถือได้ สามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจยิ่งขึ้น
 
“ปัจจุบันหลายประเทศกำลังเผชิญกับปัญหาการระบาดของไข้หวัดนก และมีการสั่งห้ามนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่เพื่อป้องกันการระบาดของเชื้อ ซึ่งส่งผลโดยตรงให้ปริมาณไก่เนื้อที่ผลิตได้ทั้งโลกลดลง สวนทางกับความต้องการของผู้บริโภคกลับสูงขึ้น ขณะที่ไทยถือเป็นประเทศแนวหน้าที่สามารถผลิตเนื้อไก่ที่มีคุณภาพสูงและปลอดจากไข้หวัดนกมากว่า 10 ปี ทำให้ผลิตภัณฑ์เนื้อไก่ของไทยเป็นที่ต้องการของตลาดโลกมากขึ้น โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่เดิมก็เป็นลูกค้าหลักอยู่แล้วยังมีความต้องการนำเข้าเนื้อไก่จากไทยมากขึ้นอีก รวมถึงประเทศอื่นๆ ก็มีแนวโน้มจะออร์เดอร์ไก่เพิ่มขึ้นเช่นกัน” นสพ.สรวิศ กล่าว
 
จากปัจจัยบวกที่กล่าวมาข้างต้น จะช่วยผลักดันให้ไทยสามารถส่งออกเนื้อไก่และผลิตภัณฑ์ปี 60 เพิ่มขึ้นเป็น 760,000 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 97,900 ล้านบาท แบ่งเป็นสินค้าไก่แปรรูปปรุงสุก 505,000 ตัน คิดเป็นมูลค่าถึง 75,300 ล้าน และสินค้าไก่สดแช่แข็ง 255,000 ตัน มูลค่า 22,600 ล้าน และคาดว่าไทยจะมีกำลังการผลิตไก่เนื้อเพิ่มขึ้นเป็น 1,586 ล้านตัว มีเป้าหมายการเติบโตของตลาดส่งออกเนื้อไก่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3%
 
โฆษกกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า อุตสาหกรรมไก่เนื้อไทยมีการขยายตัวและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในปี 2559 ในปีที่ผ่านมา มีการผลิตไก่เนื้อปริมาณรวมถึง 1,540 ล้านตัว แบ่งเป็นไก่เพื่อส่งออกคิดเป็นร้อยละ 82 และอีกร้อยละ 18 เป็นการบริโภคในประเทศ โดยปริมาณการส่งออกรวม 740,000 ตัน มูลค่า 95,000 ล้านบาท มีประเทศคู่ค้าสำคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น มีการนำเข้าผลิตภัณฑ์ไก่จากไทยมากถึงร้อยละ 51 ของทั้งหมด ส่วนสหภาพยุโรปร้อยละ 39 และประเทศอื่น ๆ อีกร้อยละ 10
 
ทั้งนี้ ความสำเร็จในการป้องกันไข้หวัดนกของไทยจนสามารถคงสถานะปลอดการระบาดของเชื้อมากว่า 10 ปี เกิดจาก การที่กรมปศุสัตว์มีมาตรการควบคุมและเฝ้าระวังปัญหาอย่างเข้มงวด โดยร่วมกับภาคผู้ผลิตในอุตสาหกรรมไก่เนื้อนำมาตรฐานระบบ "คอมพาร์ทเมนต์" ปลอดโรคไข้หวัดนกในฟาร์มเลี้ยงไก่ ตามแนวคิดขององค์กรการโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ หรือ OIE ตามมาปฏิบัติในกระบวนการสัตว์ปีกตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำอย่างเคร่งครัด ตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อพัฒนานวัตกรรมในกระบวนการผลิตอาหารปลอดภัย สำหรับผู้บริโภค และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ผลิตปศุสัตว์ของไทย ให้เป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ ตลอดจนเป็นการเสริมสร้างเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม

อย่างไรก็ดี มาตรการที่ต่ออายุไปเป็นเพียงแรงจูงใจที่ให้เอกชนตัดสินใจลงทุน แต่จะตัดสินใจหรือไม่ขึ้นกับเอกชนเอง ว่ามองเห็นปัจจัยอื่น ๆหรือไม่


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 28,01, 2017, 13:48:48
http://car.kapook.com/view164581.html

Subaru เดินหน้าลุย ตั้งโรงงานในไทย พร้อมประกอบจำหน่ายในปี 2019​

    Subaru ประกาศตั้งโรงงานประกอบรถยนต์ในไทยมูลค่า 5 พันล้านบาท พร้อมเดินสายการผลิตในปี 2019 โดยเป็นการร่วมทุนระหว่าง บริษัท ฟูจิเฮฟวี่ อินดัสตรี้ จำกัด (FHI) และ บริษัท ทีซี แมนูแฟคเจอริ่ง แอนด์ แอสเซมบลี่ย์ (ประเทศไทย) จำกัด (TCMA TH) ตามแผนพัฒนาระยะยาว ​"Prominence 2020" เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งในการแข่งขันให้กับ Subaru 
 
          เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2560 บริษัท ฟูจิเฮฟวี่ อินดัสตรี้ จำกัด (Fuji Heavy Industries Ltd. หรือ FHI) ผู้ผลิตรถยนต์ Subaru ได้ประกาศแผนสร้างโรงงานประกอบรถยนต์ Subaru ที่ประเทศไทยมูลค่า 5 พันล้านบาท ในเดือนกุมภาพันธ์นี้กับ

          เป็นการร่วมทุนกันระหว่าง บริษัท ทีซี แมนูแฟคเจอริ่ง แอนด์ แอสเซมบลี่ย์ (ประเทศไทย) จำกัด (TC Manufacturing and Assembly (Thailand) Co., Ltd. หรือ TCMA TH) ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม ตันจง อินเตอร์เนชั่นแนล ลิมิเต็ด จำกัด เพื่อผลิตรถยนต์ Subaru จำหน่ายในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

   ปัจจุบันรถยนต์ Subaru อย่างรุ่น Forester และ XV ที่จำหน่ายในไทยนั้นเป็นการนำเข้าจากมาเลเซีย ซึ่งเป็นรถ CKD (completely knocked down) จากโรงงานประกอบรถยนต์ของ Tan Chong Motor Assemblies Sdn. Bhd. โดยได้รับสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีจึงทำให้มีราคาถูกกว่าการนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นมากกว่าครึ่ง
       แต่อย่างไรก็ตามเพื่อขยายขีดความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตในอนาคต สำหรับตลาดกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ FHI จึงได้ตัดสินใจตั้งโรงงานผลิตในประเทศไทยขึ้นอีกหนึ่งแห่ง โดย TCMA TH จะถือหุ้นในสัดส่วน 74.9% และที่เหลือ 25.1% จะเป็นของ FHI
 
          Subaru ได้ตั้งเป้าว่าโรงงานประกอบรถยนต์ในไทยแห่งใหม่นี้จะสามารถเริ่มเดินสายการผลิตได้ในปี 2019 ส่วนโรงงานประกอบในมาเลเซียก็จะยังคงประกอบรถยนต์ Subaru ต่อไป โดยมีบริษัท ตันจง อินเตอร์เนชั่นแนล เป็นผู้จำหน่ายรถยนต์ Subaru ที่ผลิตทั้งในมาเลเซียและประเทศไทยผ่านเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายของ Subaru

          สำหรับการที่ Subaru ตัดสินใจตั้งโรงงานประกอบรถยนต์ Subaru ในไทยครั้งนี้นั้น เนื่องจากอยู่ในแผนพัฒนาธุรกิจระยะยาว ​"Prominence 2020" ของ Subaru ในช่วงระยะกลาง (mid-term management vision) ซึ่งจะอยู่ในช่วงปี 2017-2020 ตามที่ได้ประกาศเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2557
โดย FHI ได้วางแผนที่จะมุ่งพัฒนาความแข็งแกร่งทางธุรกิจในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้ Subaru มีโครงสร้างธุรกิจที่แข็งแกร่งมากขึ้นในอนาคต ด้วยพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจสำหรับโครงการนี้ รวมถึง FHI ตั้งเป้าที่จะเพิ่มยอดจำหน่ายรถยนต์ Subaru ในตลาดแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้เติบโตขึ้น ภายใต้จุดเด่นด้านการขับขี่ตามปรัชญา "Enjoyment and Peace of Mind" ในแบบของ Subaru

http://www.ryt9.com/s/prg/2591235


คอนติเนนทอล (Continental) ปักหมุดลงทุนในไทยเปิดฐานการผลิตยางรถยนต์แห่งใหม่ พร้อมเดินเครื่องในปี 2562

กรุงเทพฯ--26 ม.ค.--โอกิลวี่ พับลิค รีเลชั่นส์
คอนติเนนทอล (Continental) ปักหมุดลงทุนในไทยเปิดฐานการผลิตยางรถยนต์แห่งใหม่
• การลงทุนโรงงานผลิตยางรถยนต์แห่งใหม่ จะตั้งอยู่ที่จังหวัดระยอง
• โรงงานแห่งนี้จะเริ่มการผลิตได้ในปี 2562 โดยมีกำลังการผลิตยางรถยนต์และรถกระบะประมาณ 4 ล้านเส้นต่อปี เพื่อรองรับตลาดในประเทศไทยและภูมิภาคเอเซียแปซิฟิก

อ่านต่อได้ที่ : http://www.ryt9.com/s/prg/2591235



หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 29,01, 2017, 20:48:56
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1485615319
กยท.ชี้ราคายางปีระกาดีกว่าปี′59 นำเงินกองทุน 3 พันล้านให้เกษตรกรกู้ตั้งโรงงาน


ว่าการ กยท.ชี้ราคายางปี′60 จะดีกว่าปีที่ผ่านมา เหตุเพราะพ้นจุดต่ำสุดแล้ว เตรียมนำเงินเซส 3,000 ล้าน ให้เกษตรกรปลูกยางกู้ตั้งโรงงานแปรรูปเพิ่มมูลค่า เตือนอย่าโหมปลูกจนล้นตลาดอีก ยืนมาตรการโค่นยางเก่าปีละ 4 แสนไร่ ตั้งทีมลงใต้ช่วยเหลือชาวสวนยางหลังน้ำลด

นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงสถานการณ์และทิศทางราคายางพาราในขณะนี้ซึ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องว่า เป็นสาเหตุมาจากปริมาณการผลิตยางในตลาดลดน้อยลง และวงจรราคายางได้พ้นวงจรจุดต่ำสุดกิโลกรัมละ 30 บาทเศษ

ในเดือน ก.พ.-มี.ค. 2559 มาแล้ว สำหรับปริมาณยางในตลาดที่ลดลงนั้น เป็นผลจากประเทศไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นสามประเทศที่ผลิตยางได้ 70% ของผลผลิตโลก ตกลงร่วมกันลดปริมาณการส่งออกยางลง 7 แสนตัน/ปี กอปรกับพื้นที่ปลูกยางภาคใต้ถูกน้ำท่วม ทำให้ผลผลิตกรีดไม่ได้ประมาณ 4 แสนตัน จึงทำให้ผลผลิตยางทั่วโลกหายไป 8.8% หรือประมาณ 1.1 ล้านตัน เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงทำให้ราคายางดีดกลับขึ้นมา ถือว่าเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คิดไว้

"ปกติแล้วผลผลิตยางจะเกินความต้องการอยู่ปีละ 4-5% แต่เมื่อสามประเทศตกลงลดการผลิต และภาคใต้เกิดน้ำท่วมสวนยางเสียหายหนัก ราคายางจึงสูงขึ้นอย่างเร็ว แต่เรื่องนี้เป็นผลดีในระยะสั้น ส่วนในระยะยาวต้องระวัง ไม่เป็นผลดี ฉะนั้นเกษตรกรต้องดูให้ดี อย่าไประดมปลูกยางเพิ่มมากเกินไป เพราะจะทำให้ราคากลับมาตกลงอีก ต้องทำจุดสมดุล ราคาไม่สะวิง ให้มีเสถียรภาพด้านราคา อย่างไรก็ดี ราคายางปี 2560 จะดีกว่าปี 2559 แน่นอน" นายธีธัชกล่าว

ผู้ว่าการ กยท.กล่าวต่อว่า ในปีนี้ กยท.มีมาตรการควบคุมการปลูกยางเหมือนเดิม คือ 1.ส่งเสริมการโค่นยางเก่าปีละ 4 แสนไร่ เป็นเวลา 7 ปี เริ่มดำเนินการมาแล้ว 1 ปี เมื่อโค่นแล้วจะส่งเสริมปลูกยางพันธุ์ดีที่ให้น้ำยางมาก กับปลูกพืชอื่นทดแทน โดยให้เงินสนับสนุนไร่ละ 1.6 หมื่นบาท เงินนี้ไม่ต้องเอามาคืน 2.สนับสนุนสินเชื่อแก่ชาวสวนยางที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมภาคใต้ ทำให้ขาดรายได้ เงินทุนหมุนเวียนขาดแคลน โดยจะสนับสนุนเงินทุนด้านการตลาด ให้สวัสดิการช่วยเหลือต่าง ๆ แก่สมาชิกที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท. "หลังน้ำลดแล้ว กยท.จะส่งเจ้าหน้าที่ลงสำรวจความเสียหายพื้นที่ปลูกยางทั้งหมด และให้การช่วยเหลือ โดยดูจากขนาดยาง ซึ่ง กยท.จะแบ่งเป็นยางเล็กมีอายุไม่เกิน 2 ปีครึ่ง ยางขนาดกลางที่จะทนน้ำท่วมได้ประมาณ 20 วัน และยางขนาดใหญ่ที่จะทนน้ำท่วมได้ 30-40 วัน จะช่วยเหลือแตกต่างกันไป"

มาตรการที่ 3.สร้างตลาดใหม่และส่งเสริมการแปรรูปยาง เช่น หมอนยางพารา หรือสินค้าก่อสร้าง แผ่นยางกันลื่น ยางปูสนามฟุตซอล ผลิตเป็นสินค้าอุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น เฝือกยาง หุ่นยางที่ใช้ในการสอนทางการแพทย์ เป็นต้น นอกเหนือจากมาตรการดังกล่าวแล้ว กยท.นำเงินกองทุนสงเคราะห์ที่ได้จากเงินเซส 35% คิดเป็นเงิน 2,000-3,000 ล้านบาท มาให้สมาชิกกู้ยืมตั้งโรงงานแปรรูปยาง ดอกเบี้ย 2% ต่อปี เพื่อช่วยชาวสวนยาง


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 30,01, 2017, 21:46:00
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1485763285

บังคับใช้แล้ว! ราชกิจจาฯประกาศ พ.ร.บ.กองทุน ก.ย.ศ. นายจ้างหักเงินเดือนคืนกองทุนได้

เมื่อวันที่ 29 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ.2560 ได้มีผลบังคับใช้แล้ว เมื่อวันที่ 27 มกราคมที่ผ่านมา สาระสำคัญระบุให้ยกเลิกพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ.2541 นอกจากนี้ ยังมีมาตรการเข้มงวดในการชำระคืนเงินกู้เพื่อการศึกษา หลังจากที่ผ่านมาประสบปัญหาผู้กู้ไม่ยอมใช้คืนคิดเป็นวงเงินมหาศาล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ร.บ.กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ.2560 ในหมวด 4 การให้เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา มาตรา 42 ผู้กู้ยืมเงินมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามสัญญากู้ยืมเงินโดยเคร่งครัดเพื่อประโยชน์ในการบริหารกองทุนและการติดตามการชำระเงินคืนกองทุน ผู้กู้ยืมเงินมีหน้าที่ ดังนี้ (1) ให้ความยินยอมในขณะทำสัญญากู้ยืมเงิน เพื่อให้ผู้มีหน้าที่จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร หักเงินได้พึงประเมินของตนตามจำนวนที่กองทุนแจ้งให้ทราบเพื่อชำระเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาคืนกองทุน (2) แจ้งสถานะการเป็นผู้กู้ยืมเงินต่อหัวหน้าหน่วยงานภาครัฐ หรือเอกชนที่ตนทำงานด้วยภายใน 30 วันนับแต่วันที่เริ่มปฏิบัติงาน และยินยอมให้หักเงินได้พึงประเมินของตนเพื่อดำเนินการตามมาตรา 51 (3) ยินยอมให้กองทุนเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของตนที่อยู่ในครอบครองของบุคคลอื่น รวมทั้งยินยอมให้กองทุนเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการกู้ยืมเงิน และการชำระเงินคืนกองทุน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้ ในหมวด 5 มาตรา 44 เมื่อผู้กู้ยืมเงินสำเร็จการศึกษาหรือเลิกการศึกษาแล้ว มีหน้าที่ต้องชำระเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ได้รับไปตามสัญญากู้ยืมเงินคืนให้กองทุน ตามจำนวน ระยะเวลา และวิธีการที่กองทุนแจ้งให้ทราบ ฯลฯ ผู้จัดการอาจผ่อนผันให้ผู้กู้ยืมเงินชำระเงินคืนกองทุนแตกต่างไปจากจำนวนระยะเวลา หรือวิธีการที่กำหนดไว้ตามวรรคหนึ่ง หรือลดหย่อนหนี้ หรือระงับการชำระเงินคืนกองทุนตามที่ผู้กู้ยืมเงินร้องขอเป็นรายบุคคล หรือเป็นการทั่วไปก็ได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนดตามมาตรา 19 (11) ในกรณีที่ผู้กู้ยืมเงินผู้ใดผิดนัดการชำระเงินคืนกองทุน และไม่ได้รับอนุญาตให้ผ่อนผันตามวรรคสาม คณะกรรมการจะกำหนดให้ผู้กู้ยืมเงินต้องเสียเงินเพิ่มอีกไม่เกินร้อยละ 1.5 ต่อเดือนก็ได้

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ทั้งนี้ ในมาตรา 45 ระบุว่า เพื่อประโยชน์ในการบริหารกองทุนและการติดตามการชำระเงินคืนกองทุนให้กองทุนมีอำนาจดำเนินการ ดังนี้ (1) ขอข้อมูลส่วนบุคคลของผู้กู้ยืมเงินจากหน่วยงาน หรือองค์กรทั้งภาครัฐ และเอกชน หรือบุคคลใดซึ่งเป็นผู้ครอบครองข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว (2) เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการกู้ยืมเงิน และการชำระเงินคืนกองทุนของผู้กู้ยืมเงินให้แก่หน่วยงาน หรือองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน หรือบุคคลใดตามที่ร้องขอ (3) ดำเนินการตามมาตรการต่างๆ ที่คณะกรรมการกำหนดตามมาตรา 19 (14) การดำเนินการตาม (1) และ (2) ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง มาตรา 46 เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการของกองทุนตามมาตรา 45 (1) ให้หน่วยงาน หรือองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน หรือบุคคลใดซึ่งเป็นผู้ครอบครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้กู้ยืมเงิน จัดส่งข้อมูล ให้กองทุนตามที่กองทุนร้องขอภายในเวลาอันสมควร นอกจากนี้ มาตรา 50 ระบุว่า หนี้ที่เกิดขึ้นตาม พ.ร.บ.นี้ ให้กองทุนมีบุริมสิทธิเหนือทรัพย์สินทั้งหมดของผู้กู้ยืมเงินในลำดับแรกถัดจากค่าเครื่องอุปโภคบริโภคอันจำเป็นประจำวันตามมาตรา 253 (4) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในมาตรา 51 ระบุด้วยว่า ให้บุคคล คณะบุคคล หรือนิติบุคคลทั้งภาครัฐและเอกชน ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักเงินได้พึงประเมินของผู้กู้ยืมเงินซึ่งเป็นพนักงาน หรือลูกจ้างของผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินดังกล่าว เพื่อชำระเงินกู้ยืมคืนตามจำนวนที่กองทุนแจ้งให้ทราบ โดยให้นำส่งกรมสรรพากรภายในกำหนดระยะเวลานำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนดการหักเงินตามวรรคหนึ่ง ต้องหักให้กองทุนเป็นลำดับแรกถัดจากการหักภาษี ณ ที่จ่าย และการหักเงินเข้ากองทุนที่ผู้กู้ยืมเงินต้องถูกหักตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน และกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม เมื่อกรมสรรพากรได้รับเงินจากผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้นำส่งกองทุนตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด โดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง

“ถ้าผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามวรรคหนึ่งไม่ได้หักเงินได้พึงประเมิน หัก และไม่ได้นำส่ง หรือนำส่งแต่ไม่ครบตามจำนวนที่กองทุนแจ้งให้ทราบ หรือหัก และนำส่งเกินกำหนดระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินรับผิดชดใช้เงินที่ต้องนำส่งในส่วนของผู้กู้ยืมเงินตามจำนวนที่กองทุนแจ้งให้ทราบ และต้องจ่ายเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือนของจำนวนเงินที่ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินยังไม่ได้นำส่ง หรือตามจำนวนที่ยังขาดไป แล้วแต่กรณี ทั้งนี้ นับแต่วันถัดจากวันที่ครบกำหนดต้องนำส่งตามวรรคหนึ่ง ในกรณีที่ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินได้หักเงินได้พึงประเมินของผู้กู้ยืมเงินไว้แล้ว ให้ถือว่าผู้กู้ยืมเงินได้ชำระเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาตามจำนวนที่ได้หักไว้แล้ว”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับ พ.ร.บ.กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ.2541 ฉบับเดิมได้กำหนดในหมวด 5 การนำส่งเงินกองทุน มาตรา 53 เมื่อผู้กู้สำเร็จการศึกษา หรือเข้าทำงาน ต้องแจ้งที่อยู่ หรือสถานที่ทำงาน พร้อมทั้งเงินเดือนและค่าจ้างที่ได้รับให้กับผู้บริหารและจัดการเงินให้กู้ยืมภายใน 30 วันนับจากวันที่เข้าทำงาน ให้เป็นหน้าที่ผู้บริหารและจัดการเงินกองทุนติดตาม และประสานกับผู้กู้ยืมเงินเพื่อการชำระเงินที่กู้คืน ในการนี้ จะขอความร่วมมือจากนายจ้างให้ช่วยหักเงินเดือนและค่าจ้างนำส่งผู้จัดการเงินให้กู้ยืมด้วยก็ได้ ซึ่งในส่วนนี้เป็นเพียงการขอความร่วมมือจากนายจ้างให้หักเงินเดือนผู้กู้ยืมเงินได้ แต่ตาม พ.ร.บ.ฉบับใหม่ กำหนดให้เป็นกฎหมายที่นายจ้างต้องหักเงินเดือนเพื่อชำระหนี้กองทุน กยศ. ด้านนายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวถึงประกาศราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 27 มกราคมที่ผ่านมา เรื่อง พ.ร.บ.กองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ.2560 มีผลบังคับใช้ว่า ยังไม่ขอให้รายละเอียดในเรื่องดังกล่าวได้ เนื่องจากยังไม่ได้รับทราบรายละเอียดของเนื้อหา พ.ร.บ.ฉบับนี้ แต่จะพิจารณาเรื่องนี้ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ และพร้อมชี้แจงหลักการและเหตุผลในประเด็นต่างๆ ในวันที่ 30 มกราคม


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 31,01, 2017, 08:40:13
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1485751428

คมนาคมแจกอั้งเปารับเหมาเซ็นบิ๊กลอต"รถไฟฟ้า-มอเตอร์เวย์"

รับเหมาเถ้าแก่-บิ๊กแบรนด์เฮรับปีไก่ คมนาคมเซ็นสัญญาลอตใหญ่กว่า 1.19 แสนล้าน ดีเดย์ 8 ก.พ.นัด "ช.การช่าง-ซิโน-ไทยฯ-ITD-ยูนิคฯ" จดปากกาสายสีส้ม 7.9 หมื่นล้าน ทล.ชง ครม. อนุมัติมอเตอร์เวย์ 26 ตอนรวด 4 หมื่นล้าน

แหล่งข่าวจากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า วันที่ 6 ก.พ.นี้จะนำผลต่อรองราคารถไฟฟ้าสายสีส้มศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี 21.2 กม. 6 สัญญา 79,509 ล้านบาท ให้คณะกรรมการ (บอร์ด) อนุมัติ คาดว่าจะเซ็นสัญญาวันที่ 8 ก.พ.นี้

ได้แก่ 1.อุโมงค์ใต้ดิน (ศูนย์วัฒนธรรม-รามคำแหง 12) ของกิจการร่วมค้า CKST (บมจ.ช.การช่างและ บมจ.ซิโน-ไทยฯ) 20,698 ล้านบาท 2.อุโมงค์ใต้ดิน (รามคำแหง 12-หัวหมาก) ของกิจการร่วมค้า CKST วงเงิน 21,572 ล้านบาท 3.อุโมงค์ใต้ดิน (หัวหมาก-คลองบ้านม้า)ของ บมจ.อิตาเลียนไทยฯ 18,589.66 ล้านบาท 4.ทางยกระดับ (คลองบ้านม้า-มีนบุรี) ของ บมจ.ยูนิคฯ 9,999 ล้านบาท 5.ศูนย์ซ่อมบำรุงและอาคารจอดแล้วจร ของกิจการร่วมค้า CKST วงเงิน 4,901 ล้านบาท และ 6.งานระบบราง ของ บมจ.ยูนิคฯ 3,750 ล้านบาท

นายธานินทร์ สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) กล่าวว่า เดือน ก.พ.นี้กรมจะเซ็นสัญญาก่อสร้างมอเตอร์เวย์บางปะอิน-โคราชและบางใหญ่-กาญจนบุรี อีก 26 ตอน กว่า 39,831 ล้านบาท หลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติแล้ว คาดว่ากระทรวงจะเสนอ ครม.วันที่ 31 ม.ค.นี้

งาน 26 ตอนแยกเป็นบางปะอิน-โคราช 14 ตอน 20,129 ล้านบาท มีผู้รับเหมาได้งาน คือ บมจ.ซิโน-ไทยฯ 3 สัญญา 4,313 ล้านบาท บมจ.ช.การช่าง 1 สัญญา 1,581 ล้านบาท บจ.กรุงธนฯ 4 สัญญา 7,163 ล้านบาท บจ.เอสเทคซีวิลฯ 1 สัญญา 1,320 ล้านบาท บจ.ซีวิลเอนจิเนียริ่ง 1 สัญญา 961 ล้านบาท บจ.บัญชากิจ 1 สัญญา 1,447 ล้านบาท หจก.กิจรุ่งเรืองก่อสร้าง 1 สัญญา 1,452 ล้านบาท หจก.เอส.พี.ที.ซีวิลกรุ๊ป 1 สัญญา 1,419 ล้านบาท และ บจ.ยิ่งเจริญก่อสร้างบุรีรัมย์ 1 สัญญา 1,994 ล้านบาท

ส่วนบางใหญ่-กาญจนบุรี มี 12 ตอน 19,702 ล้านบาท ได้แก่ บจ.ประยูรวิศว์ฯ 1 สัญญา 1,544 ล้านบาท บจ.ไทยวัฒน์วิศวการทาง 1 สัญญา 1,674 ล้านบาท บจ.สระหลวงก่อสร้าง 2 สัญญา 3,029 ล้านบาท บจ.แพร่ธำรงวิทย์ 1 สัญญา 1,750 ล้านบาท บจ.เสริมสงวนก่อสร้าง 1 สัญญา 1,721 ล้านบาท บจ.เอ.เอ.แอสโซซิเอทฯ 1 สัญญา 1,913 ล้านบาท บจ.สุวลี 1 สัญญา 1,730 ล้านบาท บจ.ทองมาคอนแทรคเตอร์ 1 สัญญา 1,535 ล้านบาท บจ.เชียงใหม่คอนสตรัคชั่น 1 สัญญา 1,656 ล้านบาท บจ.เอส.เค.วาย.คอนสตรัคชั่น 1 สัญญา 1,836 ล้านบาท และ บจ.แสงชัยโชค 1 สัญญา 1,314 ล้านบาท


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 01,02, 2017, 22:14:47
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1485955506
คนใต้เฮ! รมว.เกษตรฯร่วม ธกส.ช่วยเกษตรกรได้รับผลกระทบน้ำท่วม เตรียมขยายเวลาชำระหนี้

รมว.เกษตรฯ ร่วม ธกส.ขยายเวลาชำระหนี้ เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วมภาคใต้ เตรียมเสนอครม.7 ก.พ.นี้ พร้อมเยียวยา 2,514 ล้านบาท 17 โครงการ

พล.อ. ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าในขณะนี้กระทรวงเกษตรฯอยู่ระหว่างการหารือกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อปรับลดภาระหนี้สินให้กับเกษตรการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยภาคใต้ 12 จังหวัด เบื้องต้น ธ.ก.ส.รายงานว่ามีเกษตรกรเป็นหนี้อยู่รวม 1.6 แสนล้านบาท จำนวน444,000 คน ในจำนวนนี้คาดว่าจะเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมประมาณ 50%

การช่วยเหลือดังกล่าวมีความเป็นไปได้ที่จะขยายระยะเวลาการชำระหนี้ออกไป หรือจะหยุดการชำระหนี้เป็นการชั่วคราว โดย ธ.ก.ส.จะพิจารณาและกำหนดระยะเวลาที่เหมาะสม คาดว่าแผนการช่วยเหลือนี้จะแล้วเสร็จและเสนอให้คณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณาในการประชุมสัปดาห์หน้า วันที่ 7 ก.พ.นี้

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้กระทรวงเกษตรฯ ได้เสนอแผนการเสริมสร้างฟื้นฟูและเยียวยาเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ซึ่งที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2560 โดยมีทั้งหมด 17 โครงการ วงเงินรวม 2,514.77 ล้านบาท


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 02,02, 2017, 09:38:06
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1485935306

รีดภาษีน้ำมันเครื่องคนใช้รถอ่วม โลว์คอสต์เพิ่มค่าตั๋ว150บ./เที่ยว


 
รีดภาษีน้ำมันเครื่องคนใช้รถอ่วม โลว์คอสต์เพิ่มค่าตั๋ว150บ./เที่ยว

updated: 01 ก.พ. 2560 เวลา 21:00:22 น.
 

ก ก ก
คนใช้รถอ่วม คลังรีดภาษีน้ำมันเครื่อง 5.50 บาทต่อลิตร "เชลล์-เอสโซ่-ปตท." รับลูกแจ้งร้านค้า-ฟาสต์ฟิต-ศูนย์บริการขยับราคาทันทีโยนภาระผู้บริโภค "บี-ควิก" ตรึงราคาถึงต้นเดือน มี.ค. "นกแอร์-ไทย แอร์เอเชีย" ขอเพิ่ม 150 บาทต่อเที่ยว

ผลกระทบหลังจาก นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ได้ออกประกาศกระทรวงการคลัง กำหนดเพิ่มประเภทสินค้าที่ต้องจัดเก็บภาษีสรรพสามิต ในหมวดน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน โดยกำหนดให้น้ำมันหล่อลื่นและน้ำมันที่คล้ายกัน ต้องถูกเก็บภาษีสรรพสามิต ซึ่งลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อคืนวันที่ 24 ม.ค. 2560 ที่ผ่านมา และมีผลใช้บังคับในทันทีตั้งแต่เข้าสู่วันที่ 25 ม.ค. 2560 โดยประกาศดังกล่าวเป็นการเก็บภาษีน้ำมันหล่อลื่นตามปริมาณที่ 5.50 บาทต่อลิตร จากเดิมที่ไม่มีการจัดเก็บ และภาษีน้ำมันเครื่องบินถูกเก็บภาษีตามมูลค่าที่ 23% (ตกประมาณ 4 บาทต่อลิตร) จากเดิมเก็บที่ 20 สตางค์ต่อลิตร ทั้งนี้ การจัดเก็บภาษีน้ำมันทั้ง 2 ชนิดดังกล่าว จะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มประมาณ 8,000 ล้านบาทต่อปี

นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า การเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันหล่อลื่น และน้ำมันเครื่องบิน มีผลใช้บังคับมาตั้งแต่วันที่ 25 ม.ค. 2560 โดยกรณีการเก็บภาษีน้ำมันหล่อลื่นที่เป็นประเภทสินค้าใหม่ที่จัดเก็บภาษีนั้น ผู้ประกอบการจะมีทั้งผู้ผลิตในประเทศ และผู้นำเข้า ซึ่งทางกรมจะมีวิธีการปฏิบัติสำหรับการเสียภาษีอย่างชัดเจน

ขณะที่ นางสาววิไล ตันตินันท์ธนา ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์ภาษีสรรพสามิต กรมสรรพสามิต กล่าวเพิ่มเติมว่า ประกาศดังกล่าวเป็นการเพิ่มประเภทสินค้าที่จะต้องจัดเก็บภาษีสรรพสามิตรายการใหม่ คือ น้ำมันหล่อลื่น เนื่องจากเป็นสินค้าในหมวดผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่ต้องมีการจัดเก็บภาษีอยู่แล้ว รวมถึงสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย ซึ่งจะครอบคลุมน้ำมันเครื่องทุกชนิด รวมถึงจาระบีด้วย ทั้งนี้ ทางกรมสรรพสามิตได้กำหนดเริ่มจัดเก็บภาษีน้ำมันเครื่องในอัตรา 5.50 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นการจัดเก็บตามปริมาณ ส่วนการจัดเก็บในเชิงมูลค่านั้นยังคงกำหนดเป็น 0%

บังคับจดทะเบียนภาษี

หลังกฎหมายมีผลใช้บังคับ ผู้ประกอบการที่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีจะต้องเข้ามาจดทะเบียนกับกรมสรรพสามิตภายใน 30 วัน ซึ่งหลังจากนั้นทางกรมสรรพสามิตก็จะต้องมีการส่งเจ้าหน้าที่ออกสำรวจตรวจสอบว่า มีผู้ประกอบการที่ยังไม่มาจดทะเบียนหรือไม่

ด้านแหล่งข่าวจากกรมสรรพสามิตกล่าวว่า ผู้ผลิตในประเทศจดทะเบียนผู้ประกอบการกับกรมสรรพสามิตแล้วจะต้องแจ้งสำแดงราคาขายปลีก และราคา ณ โรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งกรมจะมีแบบฟอร์มให้กรอก หลังจากนั้นก็จะต้องชำระภาษีเมื่อมีการนำของที่ผลิตออกจากโรงงานเพื่อไปจำหน่าย ทั้งนี้ กรมสรรพสามิตจะจัดเก็บภาษีทุก ๆ 10 วัน โดยกรมจะแจ้งให้ทราบเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติ การชำระภาษี รวมถึงวิธีการคืนภาษี

นอกจากการเก็บภาษีจากผู้ประกอบการในประเทศแล้ว ทางกรมสรรพสามิตยังได้แจ้งไปยังกรมศุลกากรให้ดำเนินการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันหล่อลื่นแทนในกรณีนำเข้า ซึ่งน้ำมันหล่อลื่นที่นำเข้าส่วนใหญ่จะเป็นพวกน้ำมันสังเคราะห์ 100% ที่มีราคาค่อนข้างแพง ราคาแกลลอนละ 1,000-2,000 บาท (แกลลอนบรรจุ 4 ลิตร)

"น้ำมันหล่อลื่นที่มีมูลค่าสูง ๆ ส่วนใหญ่จะนำเข้าจากต่างประเทศ คือพวกน้ำมันเครื่องสังเคราะห์ 100% ส่วนที่ผลิตในประเทศจะเป็นพวกน้ำมันพื้นฐาน ดังนั้นในประเทศจึงมีปริมาณมากกว่าที่นำเข้า ซึ่งการเก็บภาษีที่ 5.50 บาทต่อลิตร ไม่กระทบผู้บริโภคมาก เพราะราคาอาจเพิ่มแค่ลิตรละ 5 บาท หรือถ้าเป็นแกลลอน 4 ลิตร ก็เพิ่มแกลลอนละ 20 บาท" แหล่งข่าวกล่าว

สนองนโยบาย "สมคิด"

เฉพาะการจัดเก็บภาษีน้ำมันหล่อลื่นนี้จะทำให้กรมสรรพสามิตมีรายได้เพิ่มขึ้นราว 4,000 ล้านบาทต่อปี แต่หากรวมภาษีน้ำมันเครื่องบินที่จัดเก็บอัตราสูงขึ้นด้วย ก็จะมีรายได้เพิ่มกว่า 8,000 ล้านบาทต่อปี เพราะภาษีน้ำมันเครื่องบินจะเพิ่มรายได้รัฐกว่า 4,000 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ การเก็บภาษีน้ำมันหล่อลื่นและภาษีน้ำมันเครื่องบิน ถือว่าเป็นไปตามนโยบายที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้สั่งให้กรมสรรพสามิตหารายได้เพิ่ม ตั้งแต่เมื่อคราวประชุมมอบนโยบายช่วงต้นปี 2560 ที่ผ่านมา

ปตท.โยนภาระคนใช้รถ

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปตท.จะปรับขึ้นราคาสินค้าในกลุ่มน้ำมันเครื่อง ประมาณ 5.50 บาท/ลิตร แต่ทั้งนี้ยังขึ้นอยู่กับประเภทของน้ำมันด้วย ส่วนต้นทุนที่ปรับเพิ่มขึ้นนั้นจะถูกบวกรวมอยู่ในราคาขายที่ผู้บริโภคต้องเป็นผู้รับภาระ แต่เชื่อมั่นว่าจะไม่กระทบต่อยอดขายมากนัก เนื่องจากน้ำมันเครื่องส่วนใหญ่ใช้ตามความจำเป็นและมีระยะเวลาของการใช้ ซึ่งมีความแตกต่างจากการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง

เช่นเดียวกับ นายมงคลนิมิตร เอื้อเชิดกุล กรรมการและผู้จัดการฝ่ายกิจกรรมองค์กรและรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ ESSO กล่าวว่า การปรับขึ้นภาษีดังกล่าวกระทบต้นทุนการผลิตของผู้ค้าแน่นอน อย่างไรก็ตามแต่ในประกาศปรับอัตราภาษีอย่างเป็นทางการไม่ได้ระบุอัตราการเก็บน้ำมันเครื่องแต่ละชนิดว่าเป็นอย่างไร เนื่องจากน้ำมันเครื่องมีหลายประเภท เช่น น้ำมันเครื่องพื้นฐาน น้ำมันเครื่องสำหรับอากาศยาน ฯลฯ ซึ่งเร็ว ๆ นี้เอสโซ่เตรียมขอเข้าหารือกับกรมสรรพสามิต เพื่อความชัดเจนในประเด็นดังกล่าว

บี-ควิกตรึงราคาถึงมีนาคม

ด้านนางสาวบุศรารัตน์ อัสสรัตนกุล ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายปฏิบัติการ ศูนย์บริการรถยนต์บี-ควิก กล่าวว่า หลังประกาศเพียง 1 วัน ผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำมันหล่อลื่นรายใหญ่อย่างเชลล์ ได้ประกาศปรับราคาขายตามอัตราที่สรรพสามิตกำหนดทันที

และในวันที่ 1 ก.พ.นี้ กลุ่มโมบิลก็จะปรับราคาขายเช่นเดียวกัน เชื่อว่าทุกผู้ผลิตต้องทยอยปรับขึ้นราคาอย่างแน่นอน สำหรับบี-ควิกเองช่วงแรกจะแบกรับส่วนต่างของราคาที่ปรับขึ้นไปก่อน และจะเริ่มปรับราคาขายน้ำมันหล่อลื่นในศูนย์บี-ควิก ให้สอดคล้องกับโครงสร้างใหม่ และศูนย์จะใช้ราคาใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.นี้เป็นต้นไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดรวมน้ำมันเครื่องในปัจจุบันมีปริมาณการขายอยู่ที่ 800 ล้านลิตร/ปี โดยปริมาณ 400 ล้านลิตรนั้นเป็นกำลังผลิตของผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 ส่วนปริมาณที่เหลือนำเข้าจากต่างประเทศ ทั้งนี้ในจำนวน 800 ล้านลิตรดังกล่าว เป็นปริมาณการขายโดย ปตท. 158 ล้านลิตร และมีการส่งออกรวม 24 ล้านลิตร

"โลว์คอสต์" เพิ่ม 150 บาท/เที่ยว

แหล่งข่าวจากสายการบินนกแอร์ และไทยแอร์เอเชีย กล่าวในทิศทางเดียวกันว่า เพื่อให้สอดคล้องกับประกาศดังกล่าว ทั้งนกแอร์และไทยแอร์เอเชีย (เที่ยวบินรหัส FD) จึงขอประกาศ บวกเพิ่มค่าภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ในอัตรา 150 บาท/ท่าน/เที่ยวบิน สำหรับเส้นทางบินภายในประเทศ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2560 เป็นต้นไป

ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 03,02, 2017, 10:19:34
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1486013221

"4 องค์กรท่องเที่ยว" ฟันธง Q1 ฉลุย ชี้ต่างชาติโตทุกภูมิภาค-คาดรายได้ 7.33 แสนล้าน

นประเทศ เกาะกระแสโลก พร็อพเพอร์ตี้ การตลาด มอเตอร์ริ่ง ไอซีที ท่องเที่ยว การเมือง ซีเอสอาร์ - เอชอาร์ การศึกษา
NOWChoose news
ทูตไทยประจำกัวลาลัมเปอร์ติดตามความคืบหน้าการพัฒนาพื้นที่เขตชายแดนไทย-มาเลเซีย


4 องค์กรท่องเที่ยวไทยประสานเสียงท่องเที่ยวไทยไตรมาส 1/60 โตฉลุยได้ในทุกตลาด "ยุทธศักดิ์ สุภสร" ผู้ว่าการ ททท. ตั้งเป้า 3 เดือนแรกรายได้รวมไม่ต่ำกว่า 7.33 แสนล้านบาท มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 9.3 ล้านคน ขณะที่ "อิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก" ประธาน สทท. เผยดัชนีเชื่อมั่นทะลุ 104 ดีกว่าไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมา คาดนักท่องเที่ยวปีนี้ทะลุ 34 ล้านคน ด้าน "เจริญ วังอนานนท์" นายกแอตต้า ลุ้นรัฐบาลไทยต่ออายุมาตรการเว้นค่าวีซ่านักท่องเที่ยวจีนไปอีก 3-6 เดือน ฟากสมาคมโรงแรมสุดมั่นใจอัตราเข้าพักเฉลี่ยพุ่งเกิน 70%

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยถึงแนวโน้มของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยในไตรมาสแรกของปี 2560 นี้ว่า ในภาพรวมนักท่องเที่ยวต่างชาติยังเดินทางเข้ามาประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นโมเมนตัมที่ดีต่อเนื่อมาจากไตรมาสสุดท้ายของปี 2559 โดยประเมินว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาประมาณ 9.3 ล้านคน เพิ่มขึ้น 3% และสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวที่ 4.9 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 12%

รายได้ Q1 พุ่ง 7.33 แสนล้าน

ส่วนตลาดในประเทศคาดว่านักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางท่องเที่ยวในประเทศประมาณ 32.5 ล้านคนครั้ง เพิ่มขึ้น 8% และสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยว 2.4 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 12% ทำให้คาดว่าในไตรมาสแรกนี้ ประเทศไทยจะมีรายได้จากภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวรวมที่ 7.33 แสนล้านบาท หรือเติบโตเพิ่มขึ้น 8%

ทั้งนี้จากการรวบรวมข้อมูลตลาดพบว่า สถานการณ์ยังคงดีต่อเนื่องในหลาย ๆ ภูมิภาค โดยนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอเมริกา เพิ่มขึ้น 11% เอเชียใต้ เพิ่มขึ้น 9% ยุโรปและตะวันออกกลาง เพิ่มขึ้น 8% อาเซียนและแอฟริกา เพิ่มขึ้น 6% โอเชียเนีย เพิ่มขึ้น 3% ส่วนเอเชียตะวันออก ลดลง 4% จากการเปลี่ยนแปลงของตลาดจีน

"รัสเซีย-บราซิล" ดาวรุ่งมาแรง

นายยุทธศักดิ์กล่าวว่า สำหรับตลาดที่คาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวมากที่สุด 5 อันดับแรกในไตรมาสแรก ได้แก่ 1.จีน จำนวน 2.43 ล้านคน ลดลงประมาณ 7% ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากการปราบทัวร์ผิดกฎหมายในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมา 2.มาเลเซีย จำนวน 9 แสนคน เพิ่มขึ้น 1% 3.รัสเซีย จำนวน 4.6 แสนคน เพิ่มขึ้น 28% 4.เกาหลีใต้ จำนวน 4.4 แสนคน เพิ่มขึ้น 3% และ 5.ญี่ปุ่น จำนวน 3.9 แสนคน เพิ่มขึ้น 4%

ส่วนตลาดที่สร้างรายได้มากที่สุด 5 อันดับแรกในไตรมาสแรก ประกอบด้วย 1.จีน มูลค่า 1.3 แสนล้านบาท ลดลง 4% 2.รัสเซีย มูลค่า 3.8 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% 3.มาเลเซีย มูลค่า 2.5 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% 4.สหราชอาณาจักร มูลค่า 2.2 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% และ 5.เกาหลีใต้ มูลค่า 1.95 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 8%

จากตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า ตลาดรัสเซียเริ่มกลับมาอย่างชัดเจนแล้ว โดยจากสถิติในปี 2559 ที่ผ่านมาพบว่า รัสเซีย ติดอันดับ 8 ของตลาดที่มีนักท่องเที่ยวสูงสุด 10 อันดับแรก โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวกลับมาอยู่ที่ 1.08 ล้านคน ขณะที่ในส่วนของรายได้ก็พบว่า รัสเซียติดอันดับ 3 ของตลาดที่มีรายได้สูงสุด 10 อันดับแรก

"ที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือ คาดว่าตลาดที่มีแนวโน้มเติบโตที่สูงมากในไตรมาสแรกนี้ คือ บราซิล ที่น่าจะเติบโตได้ถึง 49% โดยพบว่าทิศทางการเติบโตของนักท่องเที่ยวจากบราซิลสูงมากในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปีที่ผ่านมา เราจึงมองว่าบราซิลจะเป็นตลาดดาวรุ่งในปีนี้ ซึ่ง ททท.จะเปิดสำนักงานเซาเปาโล เพื่อสร้างความเข้มแข็งของตลาดนี้ในปีนี้ด้วย" นายยุทธศักดิ์กล่าว

และว่า นอกจากนี้ ตลาดรัสเซียก็จะยังคงเป็นตลาดหนึ่งที่เริ่มฟื้นตัว โดยได้ปัจจัยบวกจากราคาน้ำมันที่เริ่มมีเสถียรภาพ รวมถึงความร่วมมือด้านการบินของรัฐบาลไทย-รัสเซีย ที่ทำให้มีเส้นทางบินประจำและเที่ยวบินเช่าเหมาลำที่เพิ่มมากขึ้น

มั่นใจทั้งปีรายได้ 2.77 ล้านล้าน

ในส่วนของตลาดไทยเที่ยวไทยยังมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น โดยคาดว่าจะเติบโตที่ 8% และมีรายได้เพิ่มขึ้น 12% เนื่องจากขณะนี้แนวโน้มการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศเริ่มดีขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ขณะที่สภาพอากาศที่คาดว่าจะหนาวถึงเดือนกุมภาพันธ์จะเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีกระแสการเดินทางเส้นทางตามรอยพระบาทอีกส่วนหนึ่งด้วย

นายยุทธศักดิ์กล่าวด้วยว่า หากไม่มีเหตุวิกฤตใด ๆ เกิดขึ้น คาดว่าตลอดปี 2560 นี้ ประเทศไทยจะมีรายได้จากภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวรวมอยู่ที่ 2.77 ล้านล้านบาท หรือเติบโตเพิ่มขึ้นที่ 10% ตามเป้าหมายได้แน่นอน

ดัชนีเชื่อมั่นพุ่ง 104

ขณะที่นายอิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวว่า ในไตรมาสแรกปีนี้คาดว่าดัชนีความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจะอยู่ที่ 104 เพิ่มสูงกว่าดัชนีความเชื่อมั่นท่องเที่ยวในปี 2559 ที่ผ่านมาที่อยู่ที่ราว 95-97 โดยตัวเลขดัชนีที่สูงขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจยังเดินหน้าและเติบโตต่อเนื่องได้

ทั้งนี้เป็นผลจากปัจจัยหนุนจากหลายภาคส่วน เช่น นโยบายของรัฐบาล นโยบายสนับสนุนการท่องเที่ยวของ ททท. แนวโน้มเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้น รวมถึงความสะดวกในการเดินทางที่มีมากขึ้น โดยคาดว่าในไตรมาสแรกนี้จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 8.1 ล้านคน และรวมตลอดทั้งปีที่ 34.04-34.08 ล้านคน

ชงต่อมาตรการเว้นค่าวีซ่าจีน

ด้านนายเจริญ วังอนานนท์ นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า แนวโน้มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยผ่านบริษัททัวร์ปีนี้จะเติบโตได้ที่ 9% หรือมีจำนวนประมาณ 6 ล้านคนเศษ โดยในส่วนของตลาดจีนนั้นก็ยังเชื่อว่ายังโตได้ แต่คิดเป็นสัดส่วนที่ไม่สูงนัก เนื่องจากนโยบายปราบทัวร์ผิดกฎหมายยังคงมีผลกระทบอยู่บ้าง

อย่างไรก็ตาม ทางแอตต้าอยากให้รัฐบาลต่อมาตรการเว้นค่าธรรมเนียมซีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งจะหมดเขต 28 กุมภาพันธ์นี้ไปอีก 3-6 เดือน หรือหากเป็นไปได้ อยากให้ต่ออายุมาตรการดังกล่าวนี้อีก 6 เดือน เพื่อให้นักท่องเที่ยวจีนยังคงเดินทางเข้ามาประเทศอย่างต่อเนื่องในช่วงเทศกาลสงกรานต์ และเมย์เดย์ ซึ่งเป็นวันหยุดชาติจีน ยาวไปจนถึงช่วงปิดเทอมของจีนในช่วงเดือน 7-8 ด้วย

นางสาวศุภวรรณ ถนอมเกียรติภูมิ นายกสมาคมโรงแรมไทย (THA) ได้คาดการณ์ถึงแนวโน้มของอัตราการเข้าพักเฉลี่ยในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ว่า มั่นใจว่าจะมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 70-71% ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าปีที่ผ่านมาที่อยู่ในระดับเพียงแค่ 64.48% เนื่องจากเชื่อว่าตลาดจีนบางส่วน โดยเฉพาะกลุ่มเดินทางด้วยตัวเองยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง และยังเชื่อมั่นว่าอัตราการเข้าพักเฉลี่ยทั้งปีในปีนี้ก็จะสูงกว่าปีที่ผ่านมาด้วยเช่นกัน


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 04,02, 2017, 10:13:31
รถไฟความเร็วสูงจีนสะดุด ติงคนไทยได้ประโยชน์แค่นั่ง....


เป็นประเด็นร้อนแรงในวงการก่อสร้างไทย หลังจากเมื่อวันที่ 2 ก.พ. ไกร ตั้งสง่า กรรมการวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ส่งจดหมายเปิดผนึกมีข้อความถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ขอคัดค้านค่าออกแบบโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีนสูงเกินความเป็นจริงถึง1 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ เนื่องจากโครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ที่รัฐบาลจะมอบหมายให้จีนเป็นผู้ดำเนินการออกแบบและโดยการใช้มาตรา 44 ในการยกเว้นใบอนุญาตนิติบุคคล ซึ่งบริษัทวิศวกรสถาปนิกที่ปรึกษาจีนจะไม่ถูกบังคับใช้ตาม....... อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/biz/gov/479215


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 05,02, 2017, 15:44:05
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1486266442

ยางใต้เดือดร้อนต่อเนื่อง น้ำท่วมเสียหาย ตอนยางราคาสูงกรีดไม่ได้ พอกรีดได้ราคาดันตก

ก ก ก
เกษตรกรชาวสวนยางยังคงได้รับความเดือดร้อนต่อเนื่อง หลังก่อนหน้านี้สวนยางถูกน้ำท่วมเสียโอกาสในการกรีดยาง แม้ราคาจะสูง แต่เมื่อกรีดได้ กลับมีปัญหาราคาน้ำยางสดตกต่ำ วอนเร่งหาทางช่วย

รายงานข่าวจากจังหวัดสงขลาเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์นี้ถึงสถานการณ์ราคายางน้ำยางสด ที่ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น ราคาร่วงลงมาจากกิโลกรัมละ 93 บาท เหลือ 70 บาท ซึ่งเป็นการดิ่งลงของราคาที่สร้างความกังวลให้กับชาวสวนยางอย่างมาก และถือเป็นการซ้ำเติมชาวสวนยางที่ประสบปัญหาน้ำท่วม ไม่สามารถกรีดยางได้ในช่วงที่ราคาพุ่งขึ้น แต่เมื่อกรีดได้ กลับมีปัญหาด้านราคา โดยในวันนี้ ราคาน้ำยางสด รับซื้อที่กิโลกรัมละ 67-70 บาท ชาวสวนยางยังคงจำเป็นต้องกรีดยางเพื่อหารายได้ แม้ราคาจะไม่ได้มีแรงจูงใจ

อย่างไรก็ตามนายสมพงษ์ ราชสุวรรณ ประธานสหกรณ์กองทุนสวนยางนาทวี จังหวัดสงขลา ออกมาเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะการยางแห่งประเทศไทย เข้ามาแก้ไขปัญหาระยะยาวให้แก่ชาวสวนยาง โดยบ่ายวันพรุ่งนี้จะมีการประชุมร่วมกันระหว่างผู้ประกอบการน้ำยางข้น ชาวสวนยาง รวมถึงผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย จึงเตรียมยื่นข้อเสนอให้ การยางแห่งประเทศไทยตั้งคณะทำงานดูแลในเรื่องยางพาราครบวงจร ทั้งยางแผ่นรมควัน ยางแผ่นดิบ และน้ำยางสด ในแต่ละเขต ให้แก้ปัญหาราคาน้ำยางสดตกต่ำในเทศกาลตรุษจีน ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี เนื่องทางประเทศจีนและมาเลเซียปิดทำการ ที่สำคัญ ให้การยางแห่งประเทศไทย เข้ามาดูแล ชาวสวนยาง การทำธุรกิจการตลาดด้านยางพาราอย่างเต็มตัว เพื่อป้องกันปัญหาเกิดขึ้นกับชาวสวนยาง โดยเฉพาะให้ราคามีเสถียรภาพ เหมาะสม และป้องกันไม่ให้มีปัจจัยเสริมอื่นๆ มาทำให้ราคาร่วงลงรุนแรงเช่นนี้อีก


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 06,02, 2017, 20:54:18
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1486358347

NPL เอสเอ็มอีเหนือ 1.8 หมื่นล้าน โรงสีหนี้พุ่ง-กำลังซื้อเกษตรแผ่ว

นายสิงห์ชัย บุณยโยธิน ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักงานภาคเหนือ ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจภาคเหนือในปี 2559 กลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก หรือเอสเอ็มอี (SMEs) ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ในหลายธุรกิจมีสัดส่วน NPL หรือหนี้เสียที่เกิดขึ้นกับธนาคารพาณิชย์เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2559 อยู่ที่ร้อยละ 4.2 และเพิ่มขึ้นในไตรมาส 4 ช่วงเดือนพฤศจิกายนอยู่ที่ร้อยละ 5 โดยมีมูลค่าหนี้เสียมากกว่า 18,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ สินเชื่อส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือมากถึง 80% ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง นครสวรรค์ กำแพงเพชร พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ โดยพบว่า 3 จังหวัดที่มียอดหนี้เสียหรือ NPL สูงสุดคือ จังหวัดเชียงใหม่ 20% เชียงราย 11.2% และนครสวรรค์ 10.1% ซึ่งกลุ่มธุรกิจที่มียอด NPL มากที่สุดคือ ภาคการผลิต โดยมีสัดส่วนสูงถึง 24% โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มธุรกิจโรงสีข้าว

อย่างไรก็ตาม เมื่อดูภาพรวมภาวะเศรษฐกิจและการเงินภาคเหนือไตรมาส 4/2559 ปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อน โดยมีการลงทุนภาครัฐเป็นปัจจัยเร่ง ที่มีการก่อสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานและการเบิกจ่ายในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่การส่งออกปรับตัวดีขึ้นในสินค้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ไปยังตลาดเอเชีย ขณะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงซบเซา

ส่วนภาคการท่องเที่ยวแม้จะได้รับผลกระทบจากการเลื่อนจัดกิจกรรมบางประเภทออกไป แต่ก็สามารถฟื้นตัวได้เร็วในช่วงเดือนธันวาคม ด้านผลผลิตพืชหลัก เช่น ข้าวเพิ่มขึ้น แต่ราคาพืชผลหลักที่ตกต่ำ ทำให้กำลังซื้อครัวเรือนเกษตรยังคงอ่อนแอ

สำหรับอัตราการว่างงานอยู่ในระดับต่ำและทรงตัว แต่ก็พบว่าจำนวนผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานปรับเพิ่มขึ้น ส่วนอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและราคาอาหารสด ด้านยอดเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ชะลอลงและสินเชื่อหดตัว โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง

นายสิงห์ชัยกล่าวถึงแนวโน้มเศรษฐกิจในไตรมาส 1/2560 คาดว่าปัจจัยเรื่องการใช้จ่ายภาครัฐโดยเฉพาะงบฯ 5,000 ล้านบาท จะช่วยกระตุ้นและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาคเหนือได้ต่อเนื่อง ขณะที่ผลผลิตข้าวมีแนวโน้มดีขึ้น จากปริมาณน้ำในเขื่อนที่มีมากพอในฤดูแล้ง นอกจากนี้ดัชนีท่องเที่ยวหลายตัวปรับตัวดีขึ้นมาตั้งแต่ช่วงเดือนธันวาคม 2559 และยังคงมีแนวโน้มที่ดีขึ้นต่อเนื่อง แต่ด้านการบริโภคภาคเอกชนยังมีปัจจัยฉุดรั้งจากรายได้ภาคเกษตรและหนี้ครัวเรือน

อย่างไรก็ตาม ภาคเหนือยังคงมีปัญหาคือ หนี้ครัวเรือนยังสูงและมีโอกาสเป็นหนี้เสียเพิ่มขึ้น การลงทุนภาคเอกชนค่อนข้างอ่อนแรง และธุรกิจรายเล็กต้องปรับตัวกับการกีดกันการค้าและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนเร็ว

ด้านนางสุรีรัตน์ ลัคนานิตย์ ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้ กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจภาคใต้ในปี 2559 ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญยังคงเป็นการใช้จ่ายภาครัฐ ที่ขยายตัวทั้งรายจ่ายประจำและการลงทุน ส่วนการท่องเที่ยวขยายตัวดีแม้จะได้รับผลกระทบจากการปราบปรามทัวร์ผิดกฎหมาย และเงินริงกิตอ่อนค่า ประกอบกับรายได้เกษตรกรที่กลับมาขยายตัว โดยเฉพาะครึ่งปีหลังทำให้การอุปโภคบริโภคภาคเอกชนขยายตัวต่อเนื่อง และการผลิตภาคอุตสาหกรรมฟื้นตัว ส่งผลให้การส่งออกดีขึ้น ส่วนแนวทางการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในภาคใต้ สถาบันการเงินเฉพาะกิจหลายแห่งได้ออกมาตรการช่วยเหลือแล้ว


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 07,02, 2017, 12:18:33
https://www.khaosod.co.th/economics/news_209287

แม่บ้านจ๊าก! แก๊สขึ้นราคาถังละ 10 บาท มีผลพรุ่งนี้

นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) วันที่ 6 ม.ค. มีมติปรับราคาขายปลีกก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) เดือนก.พ. 2560 ขึ้น 67 สตางค์/กิโลกรัม(ก.ก.) จากเดิม 20.29 บาท/ก.ก. เป็น 20.96 บาท/ก.ก. ซึ่งเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกในรอบ 1 ปี ส่งผลให้ราคาก๊าซหุงต้มแบบถังขนาด 15 ก.ก. ปรับขึ้น 10 บาท/ถัง มีผลตั้งแต่วันที่ 7 ก.พ. 2560 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ เพื่อให้ราคาสะท้อนต้นทุนหลังสถานการณ์ราคาราคาแอลพีจีตลาดโลกเดือนก.พ. ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 90 เหรียญสหรัฐ/ตัน ส่งผลให้ราคาหน้าโรงกลั่นปรับเพิ่มขึ้น 3.2078 บาท/ก.ก. เป็น 21.5114 บาท/ก.ก. ทำให้ต้นทุนแอลพีจีรวมเพิ่มขึ้น 1.10 บาท/ก.ก. แต่ กบง.ไม่ต้องการผลักภาระให้ประชาชนทั้งหมด จึงตัดสินใจปรับขึ้นเพียง 0.67 สตางค์/ก.ก. ซึ่งส่วนต่างประมาณ 43 สตางค์/ก.ก. ให้ใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในส่วนของแอลพีจีเข้ามาชดเชยโดยการเพิ่มอัตราเงินชดเชยจากกองทุน 2.5817 บาท/ก.ก. จากเดิมชดเชย 4.9846 บาท/ก.ก. เป็นชดเชยที่ 7.5663 บาท/ก.ก.

อย่างไรก็ตาม จากการปรับขึ้นราคาครั้งนี้และกองทุนฯ ชดเชยไว้ส่วนหนึ่งสงผลให้กองทุนฯ มีรายจ่ายสุทธิ 556 ล้านบาท/เดือน ทำให้ฐานะกองทุนฯ ณ วันที่ 29 ม.ค. 2560 อยู่ที่ 40,718 ล้านบาท แบ่งเป็นส่วนของบัญชีแอลพีจีอยู่ที่ 7,120 ล้านบาท และส่วนของบัญชีน้ำมันสำเร็จรูปอยู่ที่ 33,598 ล้านบาท


นอกจากนี้ ที่ประชุม กบง. ยังรับทราบแผนการหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติปี 2560 และมาตรการรองรับผลกระทบด้านพลังงานไฟฟ้า กรณีแหล่งก๊าซยาดานา หยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติ ระหว่างวันที่ 25 มี.ค.-2 เม.ย. 2560 ทำให้แหล่งก๊าซซอติก้า หยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติไปด้วย ระหว่างวันที่ 3-12 ก.พ. 2560 และแหล่งเยตากุน หยุดจ่ายก๊าซธรรมาติ ระหว่างวันที่ 20-29 ต.ค. 2560 ส่งผลให้ปริมาณก๊าซหายไป 1,100 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน คิดเป็นกำลังการผลิตไฟฟ้าหายไป 9,000 เมกะวัตต์

นายทวารัฐ กล่าวว่า กบง.มอบหมายให้บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จัดหาเชื้อเพลิงสำรองให้เพียงพอแก่โรงไฟฟ้า 6,000 เมกะวัตต์ นอกจากนั้นให้โรงไฟฟ้า 4 แห่งปรับเปลี่ยนการใช้เชื้องเพลิงในการผลิตไฟฟ้ามาเป็นน้ำมันเตา 91.7 ล้านลิตร/วัน และน้ำมันดีเซล 16.2 ล้านลิตร/วัน ทดแทนก๊าซธรรมชาติที่หายไป รวมทั้งสั่งการให้โรงไฟฟ้าต่างๆ งดปิดซ่อมบำรุงในช่วงเวลาดังกล่าว ประกอบกับให้ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ขอความร่วมมือสถานประกอบการประหยัดพลังงาน เช่น ลดใช้ไฟฟ้าในช่วงดังกล่าวด้วย

ส่วนแหล่งก๊าซธรรมชาติร่วมไทย-มาเลเซีย (เจดีเอ-เอ18:JDA-A18) มีกำหนดการหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติ ระหว่างวันที่ 31 ส.ค.-6 ก.ย. 2560 ส่งผลให้กระทบต่อการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าจะนะ จ.สงขลา ที่ปัจจุบันมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 2,242 เมกะวัตต์ ขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของภาคใต้อยู่ที่ 2,657 เมกะวัตต์ จึงสั่งการให้ กฟผ. ดูแลซ่อมบำรุงสายส่งให้พร้อมรองรับการดึงไฟฟ้าจากภาคกลางมาเสริม 550 เมกะวัตต์ รองรับกำลังการผลิตที่หายไป 415 เมกะวัตต์ หากยังไม่เพียงพอจะพิจารณาแนวทางการรับซื้อไฟฟ้าจากมาเลเซียเป็นลำดับสุดท้าย


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 08,02, 2017, 21:48:04
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1486536814

เสร็จแล้ว! ถนน 4 เลน สาย อ.นางรอง-อ.ปราสาท เชื่อมอีสานใต้ ทะลุอาเซียน

เสร็จแล้ว! ถนน 4 เลน สาย อ.นางรอง-อ.ปราสาท เชื่อมอีสานใต้ ทะลุอาเซียน ดีเดย์ 26 ก.พ.นี้ ตัดริบบิ้นชวนปั่นวัดใจ 66 กม.

นายธานินทร์ สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) เปิดเผยว่า ตามที่กรมได้ก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 24 สาย อ.สีคิ้ว-อุบลราชธานี ตอน อ.นางรอง-อ.ปราสาท ระยะทางรวมกว่า 66.71 กม. โดยมีจุดเริ่มต้นที่ กม.73+283 สิ้นสุดที่ กม.140 ผ่านในพื้นที่ในจังหวัดบุรีรัมย์ ปัจจุบันได้ดำเนินการแล้วเสร็จแล้วจำนวน 3 ตอน

โดยก่อสร้างเป็นทางมาตรฐานทางชั้นพิเศษ 4 ช่องจราจรไปกลับ ด้านละ 2 ช่องทาง จากเดิมที่มีแค่ 2 ช่องทางไปกลับ ผิวจราจรแบบแอสฟัลต์คอนกรีต ด้านซ้ายทางก่อสร้างคันทางใหม่ 2 ช่องจราจร ผิวจราจรกว้าง 7 เมตร ไหล่ทางด้านนอกกว้าง 2.5 เมตร ไหล่ทางด้านในกว้าง 1.5 เมตร ช่วงจุดตัดทางแยกทำการก่อสร้างเป็นแบบผิวจราจรคอนกรีตเสริมเหล็กหนา 25 ซม.


สำหรับโครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 24 สาย อ.สีคิ้ว-อุบลราชธานี เป็นหนึ่งในโครงการก่อสร้างขยายทาง 4 ช่องจราจรระยะที่ 2 ของกรมทางหลวงระยะทาง รวม 160 กม. กรมทางหลวงแบ่งการก่อสร้างเป็น 7 ตอนผ่านพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์-สุรินทร์-ศรีสะเกษ ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการแล้วเสร็จไปแล้ว 3 ตอน ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างดำเนินการ 4 ตอน คาดว่าจะแล้วเสร็จตลอดสายในปี 2562

อธิบดีกรมทางหลวงยังเปิดเผยต่อไปอีกว่า เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จทั้งสายจะช่วยแก้ปัญหาการจราจรโดยการระบายปริมาณการจราจรจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนและไปสู่ภาคตะวันออกทำให้การสัญจรไป-มาของประชาชนสะดวก ปลอดภัย โดยเฉพาะย่านชุมชน ได้มีการแบ่งทิศทางการจราจรชัดเจน และทำให้การขนส่งสินค้าและผลผลิตทางการเกษตรต่างๆ สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น ส่งเสริมการเดินทางระหว่างประเทศอาเซียนและการท่องเที่ยวในภูมิภาคอีกด้วย

นอกจากนี้ยังรองรับปริมาณการจราจรที่เพิ่มขึ้นเป็นการพัฒนาพื้นที่ส่งเสริมการส่งออกอีกทั้งยังส่งเสริมอุตสาหกรรมและการเดินทางระหว่างประเทศในกลุ่มอาเซียนอย่างไรก็ตาม ขอความร่วมมือผู้ใช้ทางขับรถมีน้ำใจ รักษาวินัยจราจร เพื่อความปลอดภัยและป้องกันการเกิดอุบัติเหตุในการเดินทางยิ่งขึ้น

อนึ่งกรมทางหลวงได้มีกำหนดจัดพิธีเปิดถนนสายดังกล่าวในวันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2560 โดย นายอาคม  เติมพิทยาไพสิฐ  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมกันนี้ได้จัดการแข่งขันจักรยานในงานดังกล่าว เพื่อเป็นการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมทั้งการส่งเสริมให้ประชาชนได้ออกกำลังกายตามนโยบายรัฐบาล ภายใต้ชื่อ "ปั่นวัดใจทางหลวงหมายเลข 24 HIGHWAYS BIKE ON ROUTE 24"


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 09,02, 2017, 08:20:52
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1486548257

ส่งออกข้าว ปี′60 แข่งเดือด ไทยหั่นราคาหนีเวียดนาม-อินเดีย

สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยได้เปิดเผยรายงานสถานการณ์การส่งออกข้าวไทย ประจำปี 2559 และคาดการณ์ทิศทางการส่งออกข้าวในปี 2560 มีตัวเลขที่น่าสนใจระบุว่า ยอดการส่งออกข้าวไทยปี 2559 มีปริมาณ 9.88 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 190,000 ตัน จากปี 2558 เป็นที่น่าสังเกตว่า ยอดการส่งออกของไทยครองตำแหน่งเบอร์ 2 ในตลาดโลก แต่กลับมีอัตราการขยายตัว 0.9% ขณะที่อินเดีย เบอร์หนึ่ง ส่งออก 10.43 ล้านตัน แต่ติดลบ 4.7% และเวียดนาม ส่งออกได้ 4.95 ล้านตัน ติดลบ 25.1%

นายสมเกียรติ มรรคายาธร เลขาธิการสมาคมอธิบายว่า ปัจจัยที่ทำให้ส่งออกไทยโตสวนทางคู่แข่งเพราะ "ราคาส่งออก" ที่ปรับตัวลดลงไปอยู่ในระดับที่แข่งขันได้ โดยเฉพาะข้าวขาว เฉลี่ยที่ 445 เหรียญสหรัฐต่อตัน ลดลงจากปี 2558 ที่เฉลี่ย 471 เหรียญสหรัฐต่อตัน เทียบกับราคาข้าวขาวของเวียดนามแล้วไม่ต่างกันมากหนัก ทำให้ข้าวไทยสามารถแข่งขันได้ดีขึ้น

แต่เหตุที่ภาพรวมที่ยอดส่งออกข้าวขาว 4.91 ล้านตัน ลดลง 3.8% ข้าวนึ่ง 2.14 ล้านตัน ลดลง 7.5% เพราะตลาดตะวันออกกลาง และเอเชียซึ่งเป็นตลาดหลักของข้าวกลุ่มนี้มีปัญหากำลังซื้อ และคำสั่งซื้อข้าวรัฐบาลต่อรัฐบาล (G to G) ลดลง


ทั้งนี้ สมาคมคาดการณ์ข้าวโลกในปี 2560 มีผลผลิต 480 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 1.6% การบริโภค 477 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 1.5% ขณะที่การค้าข้าวโลกมีปริมาณ 40.78 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 2.7% ส่งผลให้มีสต๊อกคงเหลือจำนวนมาก 118 ล้านตัน เพิ่ม 1.9% จากปีก่อน แต่เป็นปริมาณสูงสุดในรอบ 20 ปี โดยคาดการณ์ว่า อินเดียจะยังครองอันดับหนึ่งมีปริมาณ 10 ล้านตัน รองลงมาคือ ไทย 9.7 ล้านตัน เวียดนาม 5.8 ล้านตัน และปากีสถาน 4.2 ล้านตัน

นายวัลลภ มานะธัญญา อุปนายกสมาคมกล่าวว่า ข้าวหอมมะลิส่งออกได้มากขึ้น 2.36 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้น 19% เป็นผลจากราคาที่ลดลง และจุดแข็งที่ผู้บริโภคชอบข้าวหอมไทย ทั้งนี้ ปี 2560 ข้าวหอมจะเพิ่มขึ้น ถ้าราคายังคงเป็นแบบนี้ และด้วยมาตรฐานใหม่ที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศจะช่วยให้มีข้าวหอมเกรดรองไปแข่งขันกับเวียดนามและกัมพูชาได้ แนวโน้มราคาข้าวหอมน่าจะปรับเหลือตันละ 700 จากปีก่อนที่ 800 เหรียญสหรัฐ

ข้าวขาวยังน่าห่วง

นายโชค เศรษฐีวรรณ อุปนายกสมาคมกล่าวว่า ปี 2560 ไทยจะส่งข้าวขาวได้ 4.6 ล้านตัน จากปี 2559 ที่ส่งออกได้ 4.9 ล้านตัน ปัจจัยสำคัญสถานการณ์การแข่งขันกับเวียดนามเป็นตัวแปรสำคัญที่สุด ต้องจับตาผลผลิตนาปีเวียดนามที่จะออกเดือนมีนาคม 12 ล้านตัน ปัจจัยอัตราแลกเปลี่ยน และนโยบายการระบายสต๊อกข้าวอินเดีย

"ข้าวขาวใหม่ส่วนใหญ่จะส่งออกไปตลาดเอเชีย ส่วนตลาดแอฟริกาจะนำเข้าข้าวเก่าเป็นหลักกว่า 90% ซึ่งปีที่ผ่านมาจะเห็นยอดนำเข้ามาเลเซียเพิ่มขึ้นเป็น 3.81 แสนตัน เพราะราคาไทยต่ำ แต่ถ้าปีใดราคาไทยแพงจะหันไปซื้อเวียดนาม"

กำลังซื้อข้าวนึ่งหดตัว

นายวิชัย ศรีประเสริฐ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมกล่าวว่า ปีนี้ไทยจะส่งออกข้าวนึ่งได้ 2 ล้านตันจากปกติ 3 ล้านตัน เป็นการส่งออกถดถอยต่อเนื่องมาหลายปี โดยปัจจัยหลักมาจากลูกค้าตลาดส่งออกข้าวนึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศที่ขายน้ำมันเป็นรายได้หลัก เมื่อราคาน้ำมันลดลง กำลังซื้อหดตัว

โดยเฉพาะตลาดไนจีเรีย ซึ่งเป็นตลาดส่งออกข้าวนึ่งเบอร์ 1 ไม่เพียงกำลังซื้อหด แต่รัฐบาลไนจีเรียพยายามปลูกข้าวกินเอง และตั้งกำแพงภาษีนำเข้าข้าว 75% ทำให้กระทบการส่งออกตรงไปไนจีเรียหายไป ไทยต้องส่งผ่านพ่อค้าที่เบนิน และแคเมอรูนขายผ่านไปชายแดนไนจีเรีย ทำให้ยอดส่งออกเบนิน สูงขึ้น 1.421 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 76.4% แคเมอรูน 502,254 ตัน เพิ่มขึ้น 11.8%

แต่ 2 ตลาดนี้ยังไม่สามารถชดเชยยอดส่งออกไปไนจีเรียที่สูญเสียไปได้ เพราะยังมีปัญหาอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินไนร่าอ่อนค่าลงจาก 160 เป็น 400 ไนร่าต่อเหรียญสหรัฐ อีกทั้งไม่มีสถาบันการเงินไทยรายใดยอมรับแลกเงินไนร่า ทำให้มีปัญหาในการชำระเงินค่อนข้างสูงอีก

"ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าราคาสินค้าเกษตรจะขยับขึ้น แต่เราก็ไม่มั่นใจว่าจะขึ้นได้หรือไม่ ถ้าสต๊อกยังเยอะ แต่ด้วยเหตุที่ภาวะราคาลดลงมา 6-7 ปีต่อเนื่อง หวังว่าจะปรับขึ้นมาได้บ้าง โดยเฉพาะข้าวนึ่ง ซึ่งซื้อขายลำบาก ถึงขายได้ก็ไม่มีกำไร ต้องแข่งกับข้าวอินเดีย โดยปกติข้าวไทยแพงกว่าอินเดีย ตันละ 30-50 เหรียญสหรัฐ แต่ตอนนี้ราคาอินเดียตันละ 370 เหรียญสหรัฐ ส่วนข้าวไทยตันละ 360-365 เหรียญสหรัฐ แต่ยังไม่แน่นอนเพราะมียังมีปัจจัยเสี่ยงจากค่าเงิน"

ดังนั้น เกษตรกรไทยต้องลดต้นทุนการปลูก ดูแลคุณภาพข้าวให้ได้ หากทำได้จะแข่งขันได้ดีขึ้น



หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 09,02, 2017, 21:49:00
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1486642950
เซ็นรวด 6 สัญญารถไฟฟ้าสายสีส้ม-‘สมคิด’หนุนเต็มสูบปั้นรถไฟฟ้า 2 หัวเมืองต่างจังหวัด

รฟม.เซ็น 6 สัญญารถไฟฟ้าสายสีส้ม เริ่มตอกเสาเข็มมิ.ย.นี้ อังคารหน้าครม.เตรียมอนุมัติสัญญาเดินรถข้อต่อสถานีเตาปูน-บางซื่อ ก่อสร้าง 6 เดือนเปิดใช้สิงหาคมนี้ ยืนยันแผนภาครัฐมุ่งเป้าอนุมัติรถไฟฟ้ากทม.4 สายทาง-ต่างจังหวัด 2 สายทางภายในปีนี้ ด้าน 5 รถไฟทางคู่ จ่อประมูล-เซ็นสัญญาภายในเดือนมี.ค.60

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ เปิดเผยเมื่อวันที่ 9 ก.พ.60 ว่า การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้มีการลงนามสัญญาก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงศูนย์วัฒนธรรม- มีนบุรี ระยะทาง 23 กิโลเมตร วงเงิน 79,221 ล้านบาท จำนวน 6 สัญญาได้แก่ สัญญาที่ 1 สัญญาจ้างออกแบบควบคู่งานก่อสร้างโยธา โครงการใต้ดิน ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย-รามคำแหง 12 ผู้ชนะการประมูล กิจการร่วมค้า CKST (บมจ. ช.การช่างและบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด) วงเงิน 20,633 ล้านบาท

สัญญาที่ 2 สัญญาจ้างออกแบบควบคู่งานก่อสร้างโยธา โครงการใต้ดิน ช่วงรามคำแหง 12 - หัวหมาก ผู้ชนะการประมูล กิจการร่วมค้า CKST วงเงิน 21,057 ล้านบาท สัญญาที่ 3 สัญญาจ้างออกแบบควบคู่งานก่อสร้างโยธา โครงการใต้ดิน ช่วงหัวหมาก-คลองบ้านม้า ผู้ชนะการประมูล บมจ.อิตาเลียนไทย วงเงิน 18,570 ล้านบาท สัญญาที่ 4 สัญญาจ้างออกแบบควบคู่งานก่อสร้างโยธา โครงการยกระดับ ช่วงคลองบ้านม้า-มีนบุรี ผู้ชนะการประมูล บมจ.ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น วงเงิน 9,990 ล้านบาท

สัญญาที่ 5 สัญญาจ้างก่อสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงและอาคารจอดแล้วจร ผู้ชนะประมูล กิจการร่วมค้า CKST วงเงิน 4,831ล้านบาท สัญญาที่ 6 สัญญาจ้างออกแบบควบคุมงานก่อสร้างระบบราง ผู้ชนะการประมูล บมจ.ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น วงเงิน 3,690 ล้านบาท

ซึ่งการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มจะเริ่มต้นในเดือนมิ.ย.นี้ และแล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม 2566
 
นายสมคิดกล่าวต่อว่า วันอังคารหน้าหรือวันที่ 14 ก.พ.60 คณะรัฐมนตรี (ครม.) จะพิจารณาอนุมัติการจ้างเอกชนเดินรถสถานีเตาปูน-บางซื่อระยะทาง 1 กม. เชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายสีม่วง (บางใหญ่-เตาปูน) เข้ากับรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน (หัวลำโพง-บางซื่อ) หลังจากนั้นจะใช้เวลาก่อสร้างไม่เกิน 6 เดือน สามารถเปิดใช้บริการได้ภายในเดือนสิงหาคม 2560

ส่วนการพิจารณาให้บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (บีอีเอ็ม) เดินรถไฟฟ้าสีน้ำเงินส่วนต่อขยายช่วงหัวลำโพง-บางแคและบางซื่อ-ท่าพระ ครม.จะพิจารณาหลังจากนี้ โดยจะเร่งผลักดันให้เดินรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินครบทั้งสายได้ภายในปี 2562 ตามแผนงานที่วางไว้

สำหรับโครงการรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯและปริมณฑลอีก 4 สายทาง คือ สายสีเขียวคูคต-ลำลูกกา,สมุทรปราการ-บางปู, สายสีม่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ และสายสีส้มช่วงศูนย์วัฒนธรรม-บางขุนนนท์ จะเร่งผลักดันการอนุมัติโครงการจากครม. ให้ครบทั้งหมดภายในปี’60 รวมถึงโครงการรถไฟฟ้าในต่างจังหวัด จะเร่งผลักดันโครงการให้ได้อย่างน้อยใน 2 จังหวัด

"ต่างจังหวัดในตัวเมืองใหญ่ที่มีการขยายตัวจากการท่องเที่ยวหรือการเติบโตทางเศรษฐกิจ ได้มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมและรฟม.เสนอโครงการรถไฟฟ้าในต่างจังหวัดอย่างน้อย 2 จังหวัดเข้าครม.ให้ได้ภายในปีนี้ เช่น จ.ภูเก็ต เชียงใหม่" นายสมคิดกล่าว

นอกจากนี้ สัญญารถไฟทางคู่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) จำนวน 5 เส้นทาง ได้แก่ มาบกะเบา-ชุมทางจิระ, ประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร, ลพบุรี-ปากน้ำโพ, นครปฐม-หัวหิน, หัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ จะเร่งเปิดประมูลและลงนามสัญญาภายในเดือนมี.ค.60 เช่นกัน



หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 11,02, 2017, 09:45:32
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1486629014

โค้งแรก "ท่องเที่ยว" สดใส "รัสเซีย-บราซิล" ดาวรุ่งมาแรง

แม้ว่าภาคการท่องเที่ยวของไทยจะได้รับผลกระทบจากมาตรการ "ปราบทัวร์ศูนย์เหรียญ" ในช่วงไตรมาสสุดท้ายอย่างหนักในปีที่ผ่านมา

แต่โดยรวมยังคงสร้างการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

จากรายงานของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)ระบุว่า ปี 2559 ประเทศไทยมีรายได้จากภาคการท่องเที่ยวรวม 2.52 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 8% หรือที่ 2.4 ล้านล้านบาท

"ยุทธศักดิ์ สุภสร" ผู้ว่าการ ททท. เล่าให้ผู้เขียนฟังว่า ในจำนวนนี้ตลาดต่างประเทศสร้างรายได้ที่ 1.65 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% จากจำนวนนักท่องเที่ยวรวมที่ 32.59 ล้านคน (เพิ่มขึ้น 8%)

ตลาดที่มาแรงและเติบโตมากที่สุด คือ อเมริกา ที่โตถึง 14% ตามด้วยตะวันออกกลาง เพิ่มขึ้น 13% ยุโรป 10% เอเชียตะวันออก อาเซียน และเอเชียใต้ 9% และแอฟริกา 6% ขณะที่โอเชียเนีย ปรับตัวลดลงเล็กน้อยที่ 2%

ที่น่าจับตาคือ ปี 2559 ที่ผ่านมา มีตลาดที่ มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวประเทศไทยเกิน 1 ล้านคนถึง 8 ตลาด ประกอบด้วย จีน, มาเลเซีย, เกาหลี, ลาว, ญี่ปุ่น, อินเดีย, สิงคโปร์ และรัสเซีย และคาดว่าปีนี้น่าจะได้ตลาดที่มีนักท่องเที่ยวเกิน 1 ล้าน เพิ่มมาอีก 2 ตลาด คือ สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา

ส่วนตลาดในประเทศ แม้ว่าคนไทยจะยังมีความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจและบรรยากาศความโศกเศร้า แต่การท่องเที่ยวของคนไทยยังเติบโตได้ในระดับปานกลาง ด้วยตัวเลขที่ 145 ล้านคนครั้ง สร้างรายได้ทางการท่องเที่ยว 8.66 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 8%

ทั้งนี้ กรุงเทพฯยังคงเป็นพื้นที่หลักที่ได้รับความนิยมมากที่สุด โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสสุดท้าย ที่คนจากทั่วประเทศเดินทางเข้ามายังกรุงเทพฯ เพื่อแสดงความไว้อาลัยในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยตลอดปี 2559 คนไทยเดินทางเข้ากรุงเทพฯมากกว่า 37 ล้านคนครั้ง

ขณะที่ภาคกลาง ภาคอีสาน และภาคกลาง ซึ่งมีข้อได้เปรียบของการเป็นแหล่งท่องเที่ยวระยะใกล้ มีค่าใช้จ่ายไม่สูง มีอัตราการเติบโต 8%, 5% และ 4% ตามลำดับ

ส่วนภาคเหนือและภาคใต้ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ โดยภาคเหนือมีฤดูหนาวค่อนข้างสั้น ขณะที่ภาคใต้ก็ประสบปัญหาน้ำท่วมในช่วงปลายปี ทำให้มีนักท่องเที่ยวคนไทยเดินทางไปเยือนค่อนข้างต่ำ โดยเพิ่มขึ้นเพียง 3%

อย่างไรก็ตาม จากโมเมนตัมที่ค่อนข้างดียังส่งผลให้กระแสของการท่องเที่ยวไทยดีต่อเนื่องมาถึงไตรมาสแรกปีนี้ด้วย

ทั้งนี้ผู้ว่าการททท.ยังคาดการณ์ด้วยว่า จะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาประมาณ 9.3 ล้านคน เพิ่มขึ้น 3% และสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวที่ 4.9 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 12%

หากรวมกับตลาดในประเทศ หรือไทยเที่ยวไทย ที่คาดว่าจะสร้างรายได้ราว 2.4 แสนล้านบาท จะทำให้ไตรมาสแรกมีรายได้รวมทะลุ 7.33 แสนล้านบาท

จากการรวบรวมข้อมูลตลาดพบว่า สถานการณ์ยังคงดีต่อเนื่องในหลาย ๆ ภูมิภาค โดยนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอเมริกา เพิ่มขึ้น 11% เอเชียใต้ เพิ่มขึ้น 9% ยุโรปและตะวันออกกลาง เพิ่มขึ้น 8% เป็นต้น และจากการประมวลจากตัวเลขสถิตินักท่องเที่ยวปีที่ผ่านมา พบว่ารัสเซียเป็นตลาดที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาไทยมากสุดเป็นอันดับ 8 ที่ 1.08 ล้านคน และขยายตัวสูงที่สุดที่ 23% และทำรายได้สูงสุดเป็นอันดับ 3 ที่ 8.8 หมื่นล้านบาท เติบโตถึง 27% สูงสุดอีกเช่นกัน

คาดว่า ในช่วงไตรมาสแรกนี้รัสเซียยังคงเป็นตลาดดาวรุ่งมาแรง เพราะราคาน้ำมันเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น ขณะที่ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทย-รัสเซียก็ดีขึ้น มีเที่ยวบินทั้งประจำและเช่าเหมาลำเพิ่มขึ้น

ที่น่าจับตามองอีกตลาดหนึ่ง คือบราซิล ซึ่งจากประเมินตัวเลขนักท่องเที่ยวบราซิลในช่วง 2 เดือนสุดท้ายปีที่ผ่านมามีทิศทางที่ดีมาก ขณะที่ ททท.ก็มีแผนเปิดสำนักงานที่เซาเปาลู เพื่อสร้างความเข้มแข็งของตลาดนี้ในปีนี้ด้วย

จากตัวเลขสถิติข้างต้นนั้น ทำให้ทุกองค์กรที่เกี่ยวข้องต่างฟันธงกันว่า การท่องเที่ยวของไทยในไตรมาสแรกปีนี้เติบโตตามเป้าหมายแน่นอน


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 12,02, 2017, 18:03:23
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1486834092

CEOประชารัฐมั่นใจส่งออกฉลุย ขยายตัว3%"TU-เซ็นทรัล"หนุนเปิดเจรจาFTA

CEO ประชารัฐชงแผน Quick Win ดันส่งออกปี"60 ฉลุยตามเป้าหมาย 3% "TU-เซ็นทรัล" หนุนรัฐใส่เกียร์เดินหน้าเจรจาเอฟทีเอตลาดหลัก "สหรัฐ-อังกฤษ-ยูเรเซีย" รับมือการค้าโลกผกผัน

ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานว่า เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2560 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประธานคณะกรรมการสานพลังประชารัฐ ชุดการส่งเสริมการส่งออกและการลงทุนระหว่างประเทศ (D4) พร้อมด้วยนายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นประธานฝ่ายภาคเอกชน ประชุมร่วมกับผู้บริหารระดับสูงภาคเอกชน (CEO) ซึ่งแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาประจำภูมิภาค (Regional Advisors) 7 ภูมิภาค เพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะสำหรับจัดทำแผนผลักระยะเร่งด่วน (Quick Win) เพื่อขับเคลื่อนการส่งออกปี 2560 ให้ขยายตัว 3% ตามเป้าหมายที่วางไว้

นายสนั่นกล่าวว่า ที่ประชุมมีการพูดถึงตัวเลขส่งออกที่ท้าทายมากขึ้นถึง 3.6% เพราะมองว่า การส่งออกปีนี้น่าจะขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 3% แน่นอน โดยเฉพาะตลาดอาเซียน CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม) ซึ่งได้มีการเชิญตัวแทนจากสภาธุรกิจประเทศต่าง ๆ มาหารือกัน เพื่อแก้ไขปัญหาและอุปสรรคการค้าระหว่างกัน

นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป ในฐานะ Regional Advisor ตลาดสหรัฐ กล่าวว่า บริษัทจะส่งรายชื่อผู้ค้าปลีก ค้าส่ง และผู้ให้บริการร้านอาหารที่เป็นเครือข่ายให้กับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งจะคัดสรรสินค้าไทยที่มีความพร้อมทั้งคุณภาพและนวัตกรรม โดยไม่จำกัดประเภทสินค้า จากนั้นจะประสานให้พบกับผู้นำเข้า

"นโยบายทางการค้าของสหรัฐต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ยังไม่อาจวิเคราะห์ได้ในระยะเวลาอันสั้น แต่ขอให้กระทรวงเร่งสร้างความสัมพันธ์อันดีกับประเทศคู่ค้าหลัก ไม่เพียงแต่สหรัฐยังรวมถึงสหภาพยุโรป (อียู) เพราะหลาย ๆ ประเทศกำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี หากเป็นไปได้ควรจะพัฒนาไปสู่การเจรจาความตกลงเปิดเขตการค้าเสรี หรือเอฟทีเอกับสหรัฐ และอังกฤษ เพื่อเป็นโอกาสในการขยายตลาดในอนาคตด้วย ขณะที่ผู้ประกอบการไทยต้องพัฒนาสินค้าที่มีนวัตกรรมจะขายสินค้าขั้นพื้นฐานต่อไปไม่ได้อีกแล้ว"

นายธีรพงศ์ประเมินว่า แนวโน้มการส่งออกไปตลาดสหรัฐปี 2560 มีโอกาสที่จะขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2559 ที่ขยายตัว 1.8%

สอดคล้องกับความเห็น น.ส.จริยา จิราธิวัฒน์ ตัวแทนจากเครือเซ็นทรัล ในฐานะ Regional Advisor ประจำสหภาพยุโรปที่เห็นว่า แม้ว่าตลาดสหภาพยุโรปจะมีปัจจัยเสี่ยง เช่น ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว หรือการแยกตัวจากสหภาพยุโรปของอังกฤษ (Brexit) แต่สินค้าไทยยังมีจุดแข็ง จึงไม่กระทบต่อกำลังซื้อในช่วงที่ผ่านมา

"ในอนาคตเห็นด้วยว่าไทยควรให้ความสำคัญกับนโยบายการเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรี โดยเฉพาะกับประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป เช่น เอฟทีเอกับอังกฤษ รวมไปถึงเอฟทีเอกับยูเรเซีย เพื่อลดภาษี และขยายตลาดได้"

นายณัฐพล เดชวิทักษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ บริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะ Regional Advisor ตลาดจีน ร่วมกับ ซี.พี. กล่าวว่า ได้เสนอโครงการ "ไทยแลนด์ โก" เพื่อรวบรวมสินค้าไทยเข้าไปจำหน่ายในจีนผ่านช่องทางของล็อกซเล่ย์ และ ซี.พี. คาดว่าจะเปิดตัวในเดือนเมษายนนี้ และเริ่มจำหน่ายในเดือนสิงหาคม เน้น 6 เมืองใหญ่ เช่น เซี่ยงไฮ้ เฉิงตู กว่างโจว ซานโถ ฟูโจ หนานหนิง โดยผ่านโลตัสและอีคอมเมิร์ซ และสถานีบริการน้ำมันกว่า 2 หมื่นแห่ง มุ่งเป้าไปที่ 5 กลุ่ม คือ ข้าวหอมมะลิ ขนมขบเคี้ยว ผลิตภัณฑ์ สปา วัตถุดิบ ปรุงอาหาร และสินค้าอื่น ๆ

"ไทยแลนด์ โกพ้องเสียงกับภาษาจีนว่าไท่เล่อ โก้ หมายถึงการจับจ่ายสินค้าไทยอย่างมีความสุข ซึ่งจะใช้ในการโปรโมตโครงการนี้ ขอให้กรมสนับสนุนการประชาสัมพันธ์โครงการ ผ่านทางสำนักงานผู้แทนการค้าระหว่างประเทศในจีน 5 สำนักงาน โดยมีแผนจัดโรดโชว์ 6 เมืองเมืองละ 1 เดือน หากสินค้าใดขายดีก็จะวางขายต่อเนื่อง สินค้าเอสเอ็มอีไปเองเป็นชิ้น ๆ จะลำบากใช้ทุนสูง ซึ่งทางเราและ ซี.พี.มีช่องทางกระจายสินค้าอยู่แล้วจะช่วยทำเชลฟ์ไทยแลนด์ เชื่อมั่นว่าหากโครงการประชารัฐสำเร็จ ส่งออก 3% น่าจะไปได้"

นายพิเชษฐ์ หวังเทิดเกียรติ หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารร่วมธุรกิจต่างประเทศ บริษัท ดั๊บเบิ้ล เอ (1991) จำกัด (มหาชน) ในฐานะ Regional Advisor ตลาดนี้ยังมีศักยภาพจึงเป็นโอกาสสินค้าไทย เช่น อุปโภคบริโภค ฮาลาล อะไหล่ของแต่งรถ โดยได้เสนอประสานขอข้อมูลเทรดเดอร์หรือผู้นำเข้าสินค้า ส่งเสริมให้มีความเข้าใจในตลาด ซึ่งต่อไปอาจมีประชุมเวิร์กช็อปร่วมกัน

นายวรเทพ อัศวเกษม รองผู้อำนวยการฝ่าย G บริษัท ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สหพัฒน์มีบริษัทร่วมทุนกับพันธมิตรญี่ปุ่นหลายราย จะช่วยแนะนำเครือข่ายนักลงทุนญี่ปุ่นด้านตัวแทนจากบีเจซี ระบุว่า ขอให้สานต่อโครงการพี่จูงน้องให้มีความถี่เพิ่มขึ้น

Quick Win 7 ภูมิภาค

ไฮไลต์ สุดยอดแผนงานเร่งด่วนจากที่ปรึกษาทั้ง 7 ราย ใน 7 ภูมิภาค ได้แก่ นายพรชัย วิทยาคุณสกุลชัย จาก SCG รับผิดชอบตลาดเอเชียใต้, Yuji Nakagawa จาก Toyota Tsusho ตลาดภูมิภาคแอฟริกาและตะวันออกกลาง, นายสมชาย จึงสมบูรณานนท์ จาก CP และนายณัฐพล เดชวิทักษ์ จาก Loxley ตลาดจีน นายวรเทพ อัศวเกษม จาก I.C.C. International ตลาดญี่ปุ่น นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล จาก BJC ตลาดอาเซียน น.ส.จริยา จิราธิวัฒน์ จาก Central ตลาดยุโรป และธีรพงศ์ จันศิริ จาก TUF ตลาดสหรัฐ

ตลาดสหรัฐเสนอ 8 แนวทาง ได้แก่ การพัฒนาสินค้าที่มีนวัตกรรมสูง สินค้าที่มีคุณภาพดีและได้รับมาตรฐานสากล เช่น กุ้ง ต้องได้มาตรฐานเรื่องแรงงาน สินค้าที่มีความปลอดภัย และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ การเจาะตลาดลูกค้ากลุ่ม Millennial (กลุ่มคนที่มีอายุตั้งแต่ 18-34 ปี หรือเกิดช่วง ค.ศ. 1980-1996) กลุ่มเอเชีย กลุ่มฮิสแปนิก

กลุ่มรักสุขภาพ รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์ การสร้างพันธมิตรกับผู้ประกอบการค้าปลีกค้าส่ง ผู้จัดจำหน่าย และกระจายสินค้าช่องทางต่าง ๆ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อพัฒนาช่องทางจำหน่ายทั้งการขายผ่านช่องทางออนไลน์และโซเชียลมีเดียต่าง ๆ

ตลาดยุโรปกลยุทธ์ Quick Win กำหนดสินค้าเป้าหมาย อาทิ อาหาร แฟชั่น โดยเลือกตลาดเป้าหมายที่มีศักยภาพ เช่น เยอรมนี อังกฤษ อิตาลี เดนมาร์ก เพื่อให้เห็นผลภายใน 1 ปี

ตลาดจีนเสนอโครงการ Thailand Go (ไทเล่อโก้ว) ดำเนินโครงการตั้งแต่พฤษภาคม 2560-สิงหาคม 2561 มุ่งเน้นหัวเมืองใหญ่ในจีน เช่น เซี่ยงไฮ้ เฉิงตู หนานหนิง กว่างโจว ซัวเถา ฝูโจว ซึ่งมีกลุ่มลูกค้าไม่ต่ำกว่า 20 ล้านคน โดยดำเนินการผ่านเครือข่ายบริษัทล็อกซเล่ย์ อินเตอร์เทรด (กว่างโจว) และบริษัท ซี.พี.โลตัส คอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งมีร้านค้าปลีก 73 สาขา และศูนย์กระจายสินค้า สินค้าเป้าหมาย คือ ข้าวหอมมะลิ วัตถุดิบปรุงอาหาร น้ำผลไม้ ผลิตภัณฑ์สปา ขนมขบเคี้ยว และอื่น ๆ

ตลาดเอเชียใต้เสนอ แซลมอนโมเดล คือการว่ายทวนน้ำโดยมีแผนเริ่มจากการแสวงหาโอกาสในการทำตลาดการลงทุน และการเข้าถึงตลาดโดยจะมีการจัดงานฉลองครบรอบความสัมพันธ์ไทย-อินเดียครบ 70 ปี จัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ การเสวนาทางธุรกิจ นอกจากนี้ ยังมีฐานสนับสนุนการเจรจาความตกลง เปิดเขตการค้าเสรีที่ยังค้างอยู่ ทั้ง RCEP BIMSTEC, AFTA เป็นต้น ตลอดจนการสร้างกลยุทธ์พันธมิตร (Strategic Partnership) การร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน การจัดงานแสดงสินค้า การจัดแคมเปญพิเศษ และการสนับสนุนอีคอมเมิร์ซ เป็นต้น

ในส่วนของ ภูมิภาคอาเซียน จะเน้นการผลักดันยอดขายสินค้าไทยผ่าน 4 ช่องทางหลัก คือ ร้านขายส่งขายปลีก เช่น MM Mega Market เวียดนามตั้งเป้าเพิ่มยอดขายสินค้าไทยจาก 3% เป็น 5% ร้านสะดวกซื้อ M-point Mart ในลาวตั้งเป้าเติบโตไม่ต่ำกว่า 20% B′s Mart ในเวียดนามเพิ่มสินค้า 15% ตัวแทนกระจายสินค้าตั้งเป้าเพิ่มมูลค่ายอดขายไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท เติบโตไม่ต่ำกว่า 10% และช่องทางการจัดงานแสดงสินค้า

สำหรับตลาด แอฟริกาและตะวันออกกลาง เสนอแผน Recruit Import มุ่งเน้นการสร้างเครือข่ายของผู้ค้าโดยจะให้มีการจัดคณะผู้ส่งออกพบกับผู้นำ เข้า มีการเยี่ยมชมโรงงาน มุ่งเน้นส่งออกชิ้นส่วนรถยนต์ อาหาร โดยจะเชิญผู้ซื้อจากแอฟริกามาซื้อสินค้าในไทยและส่งกลับไปขายต่อในภูมิภาค เป็นต้น
 


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 13,02, 2017, 09:42:43
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1486947855

เงินคงคลัง "ต่ำ" ไม่น่ากลัวเท่า "ขาดดุลงบพุ่ง"
คอลัมน์ชั้น 5 ประชาชาติ โดย ออยล์เดย์

ไฟสุมทรวงรัฐบาล "บิ๊กตู่" อีกระลอกของต้นปีระกา เมื่อถูกขยี้ปม "รัฐถังแตก" เพราะเงินคงคลังลดต่ำเหลือ 7.5 หมื่นล้านบาทเมื่อสิ้นปีที่แล้ว กระหึ่มในโลกโซเชียลที่มีการแชร์กันต่อ ๆ จนตื่นตระหนกว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย

เหตุการณ์นี้เกิดหลังจากที่นักวิชาการ "ดร.เดชรัต สุขกำเนิด" หัวหน้าภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้โพสต์ในเฟซบุ๊ก "Decharut Sukkumnoed" ขึ้นมา โดยระบุถึงตัวเลข "เงินคงคลัง" ณ สิ้นเดือน ธ.ค. 2559 เหลืออยู่ราว 7.49 หมื่นล้านบาท ลดฮวบลงมากในช่วงกว่า 2 ปีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่อยู่ในคราบรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งตอนนั้นเงินคงคลังยังอยู่สูง 4.95 แสนล้านบาท

เชื้อไฟ "รัฐถังแตก" ปลุกผีดิบ "ซอมบี้" ฝ่ายการเมือง แห่รุมทึ้งรัฐบาลชุดนี้กัน พร้อมเติมเชื้อไฟไปถึงเเงินรั่วไหลผ่านมาตรการต่าง ๆ หรือลงทุนด้วย จากที่รัฐบาล "เร่งให้เบิกจ่าย" งบประมาณ เพราะต้องการให้เงินอัดฉีดลงไปกระตุ้นเศรษฐกิจ

ทำเอานายกรัฐมนตรี "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" อารมณ์พุ่งขึ้นมาทันที พร้อมโยงไปถึงประเด็นว่า "ใครเอามาพูด พรรคการเมืองไหน นักการเมืองฝ่ายไหน" แต่ก็มีประเด็นที่น่าสนใจว่า วันนี้เงินที่เอาไปลงทุนถูกต้องและทำได้หรือไม่ หนี้สาธารณะเกินหรือเปล่า ดูสิ่งที่ทำทุจริตหรือเปล่า

สิ่งที่ทำเกิดหรือไม่ ไปดูตรงปลายทางด้วย

ด้านรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ "ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์" ตั้งหลักออกมาปฏิเสธว่า "รัฐไม่ได้ถังแตก", คนที่ออกมาปล่อยข่าวไม่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องเงินคงคลัง, อดีต 15 ปีก่อน ก็เคยเกิดเหตุการณ์เงินคงคลังเหลือเพียง 2-3 หมื่นล้านบาท ส่วนขุนคลัง "อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ถูกขย่มเก้าอี้ ก็ยกเหตุผลต่าง ๆ ว่า เป็นการบริหารจัดการเงินในมือให้มีประสิทธิภาพ กระทรวงการคลังมีการเปลี่ยนระบบวิธีการบริหารจัดการเงินคงคลังใหม่, หากจำเป็นต้องใช้เงินก็สามารถกู้ได้อีกกว่า 3 แสนล้านบาท ภายใต้วงเงินกู้ชดเชยขาดดุลงบประมาณปี 2560 ที่ตั้งไว้ที่ 3.9 แสนล้านบาท, แต่กรณีเงินคงคลังที่ลดต่ำ เพราะไม่ต้องการกู้เงินมากองไว้ เพราะจะมีต้นทุนดอกเบี้ยกู้ที่ต้องจ่าย โดยทุก 1 แสนบาท จะมีภาระดอกเบี้ยจ่าย 2 พันล้านบาท (ดอกเบี้ยกู้ราว 2%) เป็นต้น, การประเมินระดับเงินคงคลังที่เหมาะสมอยู่ที่ 5 หมื่นล้านบาท-1 แสนล้านบาท, นโยบายการเร่งรัดให้มีการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อนำไปใช้โครงการต่าง ๆ, ในช่วงต้นปีงบประมาณ เงินคงคลังจะต่ำ เพราะ "ภาษียังไม่เข้า" โดยเฉพาะปี 2559 การจัดเก็บต่ำกว่าทุกปี แม้แต่การขึ้นภาษีน้ำมันเครื่องบิน น้ำมันเครื่องเป็นการจัดเก็บภาษีให้เป็นธรรม หลังจากที่มีการปรับขึ้นภาษีน้ำมันอื่นไปแล้ว ดังนั้นไม่เกี่ยวกับเรื่องรัฐถังแตก

ขณะที่ในโลกโซเชียลประเด็น "เงินคงคลัง" ร่อยหรอ ได้มีการชี้ให้เห็นถึงประเด็นนี้ว่า ไม่ได้น่ากังวล เพราะเงินคงคลังเป็นเรื่องของการบริหารเงินสดในมือ

ซึ่งในเฟซบุ๊กของ "Ben Suwankiri" หรือ ดร.นโม นักเศรษฐศาสตร์หนุ่มค่ายแบงก์ทหารไทย อธิบายได้ง่าย ๆ เห็นภาพว่า เงินคงคลังไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าสถานะเงินในกระเป๋าตังค์ของคนทั่วไป พร้อมยกตัวอย่างว่า วันนี้ผมมีตังค์ติดตัวแค่ 400 บาท ต่ำกว่าเดือนก่อน ๆ ที่จะพกประมาณ 1,000-1,500 บาท แต่ก็ไม่ได้กังวลครับ เพราะยังมีเงินเดือนเข้าทุกเดือน และมีบัตรเครดิตหากจำเป็นจริง ๆ และยังมีพร้อมเพย์ที่โอนฟรี อ้อแล้วบางเดือนก็หนี้บัตรเครดิตบานเป็นพิเศษ เพราะมียอดรายจ่ายขนาดใหญ่ (เช่นซื้อประกันชีวิตบ้างไรบ้าง) แต่ก็ไม่กังวลอะไรเพิ่มขึ้น เพราะอยู่ในแผนการใช้จ่ายและทำให้ไม่ต้องควักเงินในกระเป๋าตังค์ออกตลอด

ดร.นโมเล่าว่า แล้วเมื่อไหร่ที่ต้องกังวลเหรอครับเมื่อไม่มีรายได้ กู้ไม่ได้ แบงก์กับเจ้าหนี้ปิดวงเงิน เพื่อนเลิกคบ ญาติหนีหน้า  ภรรยาทิ้ง (ซึ่งในแง่เศรษฐกิจ คือช่วยวิกฤต) แต่ก็อย่าทำให้เกิดวิกฤตสิครับ ดูการใช้จ่ายอย่าให้เกินตัว ถ้าจ่ายก็ต้องเพื่อสร้างรายได้เพิ่ม ไม่ใช่แค่บริโภค และกู้เท่าที่แบกรับภาระหนี้ได้ ถ้าบริหารอย่างนี้ได้ ก็ไม่ต้องสนใจเงินในกระเป๋าตังค์หรอก มีเท่าที่พอใช้ก็พอ ถือเงินเยอะก็มีต้นทุนครับ ปล. เงินคงคลังคือ เงินในกระเป๋าตังค์ ไม่ใช่เงินสำรองยามฉุกเฉิน (ฉุกเฉินจริงต้องใช้เงินตราระหว่างประเทศ เงินบาทหมดค่ามีไปก็เท่านั้น) และไม่ใช่ตัววัดความมั่งคั่งครับ

ขณะที่นักวิชาการ ดร.สกนธ์ วรัญญูวัฒนา คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชี้ว่า เงินคงคลังถือน้อยก็ไม่ได้แปลว่าจน หรือถือเยอะก็ไม่ได้แปลว่ารวย ส่วนกรณีที่อยากดูฐานะการคลังของประเทศ แนะให้ดูที่ดุลเงินงบประมาณรายปี ว่าสิ้นเดือนเหลือเงินในกระเป๋าเท่าไหร่

ซึ่งระยะหลังรัฐบาลมีแนวโน้มขาดดุลงบประมาณมากขึ้นเรื่อย ๆ อันนี้จะน่าเป็นห่วงเพราะแปลว่ารัฐบาล "ชักหน้าไม่ถึงหลัง" เสียที และจะกลายเป็นหนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ

"รัฐถังแตก" เคยเป็นประเด็นร้อนในช่วงที่ "กรณ์ จาติกวณิช" เป็นขุนคลังในสมัยรัฐบาล "อภิสิทธิ์" เมื่อช่วงปี 2545 ถูกโจมตีปม "เงินคงคลังหด" เหมือนกัน

ปีนี้เป็นปีที่คนไทยคาดหวังว่าจะมีการ "เลือกตั้ง" รัฐบาลใหม่เกิดขึ้น นี่แค่ต้นปี รัฐบาล "บิ๊กตู่" ก็ถูกขย่มเสียแล้ว ลมการเมืองพัดความเชื่อมั่นสั่นคลอนไม่น้อย


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 13,02, 2017, 19:18:06
http://www.springnews.co.th/th/2017/02/24133/

“ไทย” เตรียมส่งมอบข้าว  1 แสนตัน งวดที่ 2  ให้ “จีน” ก.พ.-มี.ค.นี้

กรมการค้าต่างประเทศ ตกลงราคาขายข้าวแบบจีทูจีกับรัฐบาลจีน ปริมาณ 1 แสนตัน งวดที่ 2 เรียบร้อยแล้ว มีกำหนดส่งมอบช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคมนี้

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า หลังกรมการค้าต่างประเทศได้ทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล(จีทูจี) กับสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อเดือนธันวาคม 2558 ปริมาณ 1 ล้านตัน โดยจะตกลงราคาเป็นรายงวดตามราคาตลาดโลก งวดละประมาณ 1 แสนตันนั้น ล่าสุดคอฟโก้ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจของจีน ได้ตกลงราคาซื้อข้าว 1 แสนตัน งวดที่ 2 เรียบร้อยแล้ว เป็นชนิดข้าวขาว 5% ฤดูการผลิตใหม่ ขนาดบรรจุ 25 กิโลกรัม ราคา 386 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน และขนาดบรรจุ 50 กิโลกรัม ราคา 391 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน มีกำหนดส่งมอบในเดือนกุมภาพันธ์– มีนาคมนี้ โดยราคาดังกล่าวนับว่าน่าพอใจเมื่อเทียบกับราคาข้าวจากประเทศคู่แข่งสำคัญอย่างเวียดนาม ถือเป็นผลดีต่อตลาดข้าวไทย เนื่องจากคำสั่งซื้อในปริมาณมากจะช่วยรองรับผลผลิตข้าวนาปรังที่จะออกสู่ตลาด

ส่วนข้าวตามสัญญาที่เหลืออีก 8 แสนตัน จะมีการเจรจาตกลงราคาและส่งมอบภายในปีนี้ อีกทั้งรัฐบาลยังมีกรอบความร่วมมือที่จะทำสัญญาซื้อขายข้าวระยะยาวกับรัฐบาลจีนเพิ่มเติมอีก 1 ล้านตัน ภายใต้บันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการค้าสินค้าเกษตร ไทย-จีน ที่ลงนามไว้เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2557 ซึ่งจะสามารถรองรับผลผลิตข้าวในฤดูการผลิตถัดไปได้อีกทางหนึ่ง

นางอภิรดี ยังกล่าวว่า รัฐบาลยังเร่งดำเนินนโยบายเชิงรุก เพื่อกระชับความสัมพันธ์กับรัฐบาลประเทศผู้ซื้อข้าวรายอื่น เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา และบังกลาเทศ รวมถึงร่วมมือกับตลาดภาคเอกชนเจาะตลาดทวีปต่างๆ ซึ่งมีศักยภาพสูง เช่น ตะวันออกกลาง อเมริกาใต้ อเมริกากลาง และแอฟริกา พร้อมผลักดันนวัตกรรมข้าวไทยสู่ตลาดโลก เพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิมและสร้างฐานลูกค้าใหม่ วางแผนตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคข้าวท่ามกลางภาวะการแข่งขันรุนแรง


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 14,02, 2017, 22:20:09
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1487065594
คนนนท์โล่ง! 16 ก.พ. รฟม.เซ็นจ้าง BEM เดินรถไฟฟ้าฟันหลอ "บางซื่อ-เตาปูน" เปิดใช้ ส.ค.นี้

"ครม.บิ๊กตู่" เคาะจ้าง BEM เดินรถ 1 สถานีเชื่อม "เตาปูน-บางซื่อ" เปิดบริการ ส.ค.นี้ ส่วนสายสีน้ำเงินต่อขยายคาดชง ครม.มี.ค.เปิดหวูดช่วง "หัวลำโพง-บางแค" ก.ย.62

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 14 ก.พ.60 คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบการจัดจ้างติดตั้งและบริหารจัดการเดินรถกับ บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) จากสถานีเตาปูน-บางซื่อ ระยะทาง 1 กิโลเมตร วงเงิน 918 ล้านบาท ลดลง 93.4 ล้านบาท ที่เคยเจรจาเมื่อวันที่ 9 เม.ย.60 จากวงเงินเดิม 1,012 ล้านบาท แยกเป็นการจัดหาระบบรถ 672 ล้านบาท เดินรถและซ่อมบำรุง 2 ปี วงเงิน 104 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายการเงิน (ต้นทุนดอกเบี้ย) จำนวน 82 ล้านบาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 60 ล้านบาท จะลงนามสัญญาว่าจ้างวันที่ 16 ก.พ.นี้ จากนั้นใช้เวลาดำเนินการ 6 เดือน แล้วเสร็จเดือน ก.ค. และเปิดบริการเดือนส.ค.60

ส่วนความก้าวหน้าการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายหัวลำโพง-บางแค และบางซื่อ-ท่าพระ ระยะทาง 27.91 กิโลเมตร งานโยธา ณ เดือน ม.ค.60 มีความก้าวหน้า 89.16% ต่ำกว่าแผนที่วางไว้ 89.42%

สัญญาที่ 1 หัวลำโพง-สนามไชย ระยะทาง 2.8 กิโลเมตร คาดว่าแล้วเสร็จในเดือน มี.ค.60 สัญญาที่ 2 สถานีสนามไชย-ท่าพระ ระยะทาง 2.57 กิโลเมตร งานโยธาเสร็จ 100% แล้ว

สัญญาที่ 3 สถานีท่าพระ-หลักสอง ระยะทาง 11.04 กิโลเมตร คาดว่าแล้วเสร็จในเดือน มี.ค.60  สัญญาที่ 4 สถานีท่าพระ-เตาปูน ระยะทาง 10.5 กิโลเมตร คาดว่าแล้วเสร็จในเดือน ธ.ค.60 หรืออาจจะเร็วกว่านั้น

"สาเหตุที่สัญญาที่ 4 ล่าช้าเนื่องจากถนนจรัญสนิทวงค์ ใช้ทางร่วมกับการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำของกรุงเทพมหานคร จึงต้องใช้เวลาในการปรับพื้นที่ก่อสร้าง" นายอาคมกล่าวและว่า

ส่วนสัญญาที่ 5 การวางรางและติดตั้งระบบ ขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) และการพิจารณาร่างสัญญาจากอัยการสุงสุด คาดว่าจะเสนอ ครม. และลงนามสัญญาในเดือน มี.ค.60 ซึ่งงานวางรางรถไฟฟ้าจะแล้วเสร็จในเดือน มิ.ย.61

"คาดว่าจะเริ่มเปิดเดินรถจากสถานีหัวลำโพง-บางแค ประมาณ 10 สถานี ในเดือน ก.ย.62 และจะเปิดจนครบตลอดสายในเดือนมี.ค.63"



หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 15,02, 2017, 13:36:49
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1487089143

คืบหน้ามอเตอร์เวย์บางใหญ่-กาญจน์ ครม.ไฟเขียวผลประมูล 11 ตอนรวดกว่า 1.7 หมื่นล้าน

คืบหน้ามอเตอร์เวย์บางใหญ่-กาญจน์ ครม.ไฟเขียวผลประมูล 11 ตอนรวดกว่า 1.7 หมื่นล้าน ทางหลวงเซ็นจ้าง ก.พ.นี้

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 14 ก.พ. คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ 2559 มอเตอร์เวย์สายบางใหญ่-กาญจนบุรี ระยะทาง 96 กิโลเมตร วงเงิน 55,620 ล้านบาท จำนวน 11 ตอน ระยะทางรวม 48.57 กิโลเมตร วงเงินรวม 17,975 ล้านบาท ตามที่กรมทางหลวง (ทล.) เปิดประมูลไปแล้ว คาดว่าจะเซ็นสัญญาในเดือน ก.พ.นี้ เริ่มก่อสร้างในปีงบประมาณ 2560

ซึ่งในปีงบประมาณ 2560 จะมีการเบิกจ่าย 2,696 ล้านบาท ผูกพันปี 2561-2563 วงเงิน 15,279 ล้านบาท ได้แก่ ตอนที่ 2 กม.0+400-4+100 ระยะทาง 3.7 กม. วงเงิน 1,544,850 ล้านบาท ก่อสร้างโดย บริษัท ประยูรวิศว์ จำกัด

ตอนที่ 4 กม.9+000-13+000 ระยะทาง 4 กม. วงเงิน 1,701,860,000 ล้านบาท ก่อสร้างโดย บริษัท ไทยวัฒน์วิศวการทาง จำกัด 

ตอนที่ 7 กม.22+500-24+875 ระยะทาง 2.375 กม.  วงเงิน 1,609,901430 ล้านบาท ก่อสร้างโดย บริษัท สระหลวงก่อสร้างฯ 

ตอนที่ 8 กม.24+875-29+000 ระยะทาง 4.125 กม. วงเงิน 1,520,861.248 ล้านบาท ก่อสร้างโดย บริษัท สระหลวงก่อสร้าง จำกัด

ตอนที่ 9 กม.29+000-30+000 ระยะทาง 1 กม. วงเงิน 1,750,000,000 ล้านบาท ก่อสร้างโดย บริษัท แพร่ธำรงวิทย์ จำกัด   

ตอนที่ 10 กม.30+000-35+900 ระยะทาง 5.9 กม.  วงเงิน 1,721,780,000 ล้านบาท ก่อสร้างโดยบริษัท เสริมสงวนก่อสร้าง จำกัด 

ตอนที่ 12 กม.38+500-44+266.833 ระยะทาง 5.767 กม. วงเงิน 1,911,113,000 ล้านบาท ก่อสร้างโดย บริษัท เอ.เอส.แอสโซซิเอท เอนยีเนียริ่ง (1964) จำกัด

ตอนที่ 15 กม.50+000-55+500 ระยะทาง 5.5 กม. วงเงิน 1,535,307,000 ล้านบาท ก่อสร้างโดย บริษัท ทองมาคอนแทรคเตอร์ จำกัด

ตอนที่ 16 กม.55+500-60+950 ระยะทาง 5.450 กม. วงเงิน 1,636,454,700 ล้านบาท ก่อสร้างโดย บริษัท เชียงใหม่คอนสตรัคชั่น จำกัด

ตอนที่ 17 กม.60+950-64+700 ระยะทาง 3.75 กม. วงเงิน 1,836,454,700 ล้านบาท ก่อสร้างโดย บริษัท เอส.เค.วาย คอนสตรัคชั่น จำกัด

และตอนที่ 19 กม.70+000-77+000 ระยะทาง 7 กม. วงเงิน 1,314,935,000 ล้านบาท ก่อสร้างโดย บริษัท แสงชัยโชค จำกัด

ทั้งนี้ หลังผ่านอนุมัติ ครม. คาดว่า ลงนาม 11 ตอน ภายในเดือน ก.พ.60


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 16,02, 2017, 08:22:35
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1487047328

Say No ร้านชาร์จค่ารูดบัตร


เดี๋ยวนี้ ใครไม่เคยใช้ออนไลน์ ก็อาจจะถูกมองว่าล้าสมัยไปนิดนึง เพราะธุรกิจในยุคนี้พึ่งพาระบบออนไลน์เกือบทั้งหมดแล้ว โดยเฉพาะการทำธุรกรรมทางการเงิน โอน ชำระบิล รูดซื้อสินค้า ร้านค้าร้านเล็กร้านน้อย ก็ต่างปรับตัวเข้าสู่ยุคออนไลน์ เพื่อกระตุ้นการขาย เร่งปิดการขาย โดยเอาออนไลน์มาช่วย ให้เกิดการจ่ายเงินได้ไวขึ้น

กลุ่มคนไม่น้อย น่าจะเคยใช้บริการรูดซื้อสินค้าผ่านเครื่องรับบัตร หรือ EDC ซึ่งถือเป็นช่องทางการชำระเงินแบบออนไลน์ประเภทหนึ่ง และกลุ่มคนไม่น้อยอีกเช่นกันที่อาจเคยถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการรูดบัตร โดยเฉพาะบัตรเดบิตเฉลี่ยอยู่ที่ราว 3% ในการรูดซื้อสินค้าแต่ละครั้ง บางร้านเหมือนใจป้ำ ไม่เก็บเลยสักบาท เพราะมียอดรูดซื้อสินค้าสูงแล้ว

แต่จริง ๆ แล้ว มีอีกหลายคนที่ไม่รู้ว่า "ร้านค้าไม่มีสิทธิ์" เรียกค่าธรรมเนียมในการรูดบัตรเพื่อซื้อสินค้าได้ !! ซึ่งถือเป็นระเบียบข้อบังคับของวีซ่า มาสเตอร์การ์ดที่กำหนดไว้เพื่อให้ร้านค้าทำความเข้าใจ ก่อนที่จะติดตั้ง EDC แล้ว "ฐากร ปิยะพันธ์" ประธานกรรมการกรุงศรี คอนซูมเมอร์ และผู้บริหารสายงานดิจิทัลแบงกิ้งและนวัตกรรม ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ยืนยันให้ฟังถึงระเบียบข้อบังคับนี้ ดังนั้นหากพบว่า ร้านค้าที่ติดตั้ง EDC ทำผิดกฎ หรือชาร์จค่าธรรมเนียมกับผู้บริโภค ธนาคารสามารถยึดเครื่อง EDC คืนได้ทันที

"ที่ผ่านมาก็อยู่ภายใต้ระเบียบนี้ ซึ่งระบุว่าร้านค้าที่ติดตั้ง EDC ห้ามชาร์จค่าธรรมเนียมกับผู้บริโภค เพราะร้านค้าได้บวกกำไรจากสินค้าที่ขายไปแล้ว หากเจอชาร์จ ฟ้องกลับได้ทันที โดยให้ดูว่าเครื่อง EDC เป็นของธนาคารอะไร ร้านอยู่พิกัดไหน และแจ้งกลับมายังธนาคาร และธนาคารจะประสานงานไปยังวีซ่าฯ หากพบว่าร้านค้าผิดจริง จะทำการยึดเครื่องทันที" นายฐากรกล่าว

เป็นอีกเรื่อง ที่ถือเป็นประสบการณ์ตรง ที่ผู้เขียนได้เจอกับตัวเอง หลังไปช็อปปิ้งอย่างเพลินใจ แต่ดันเงินไม่พอจึงยอมควักบัตรออกมาจ่าย ร้านค้าจึงเรียกชาร์จค่าธรรมเนียมการรูด ด้วยความไม่รู้ จึงยอมให้ชาร์จค่าธรรมเนียมแต่โดยดี แต่หลังจากได้พูดคุยกับผู้บริหารแบงก์ จึงเข้าใจอย่างถ่องแท้ ว่าอ๋อ !! ที่ผ่านมาเราล้วนถูกเอาเปรียบ ด้วยความที่เราไม่รู้มานับครั้งไม่ถ้วน จึงอยากบอกเล่าเรื่องนี้ให้เป็นบทเรียนกับผู้อ่าน ว่าหากเจอเหตุการณ์นี้ เราไม่ควรยอม !! หน้าที่จ่ายค่าธรรมเนียมเป็นเรื่องของร้านค้าที่ต้องแบกรับภาระ ไม่ใช่ผลักภาระให้ผู้บริโภค !!

โลกออนไลน์ทำให้เราซื้อของง่ายก็จริง แต่หากจะให้ดี ต้องช็อปอย่างชาญฉลาดด้วยนะคะ !!!!


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 17,02, 2017, 17:13:57
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1487325369

คลังปลดล็อก นักกีฬา-โค้ช สร้างผลงานเพื่อชาติ กรณีได้เงินอัดฉีดเกิน10ล้าน ไม่ต้องนำมาคำนวณภาษี

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่กฎกระทรวง ฉบับที่ 325 (พ.ศ. 2560) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ลงนามโดยนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ซึ่งกฎกระทรวงฉบับนี้เป็นการกำหนดให้นักกีฬา และผู้ฝึกสอนกีฬาที่ได้รับเงินอัดฉีดเป็นรางวัลเกินกว่า 10 ล้านบาท ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำเงินได้ดังกล่าวมารวมคำนวณภาษี จากเดิมที่กฎหมายกำหนดให้เงินที่ได้รับส่วนที่ไม่เกิน 10 ล้านบาทได้รับยกเว้นภาษีอยู่แล้ว ทั้งนี้ มีผลใช้บังคับย้อนไปตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.2559 เป็นต้นไป


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 17,02, 2017, 17:16:22
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1487321173

คปภ. เร่งเครื่องบริษัทประกันจ่ายสินไหม ภัยน้ำท่วมภาคใต้

คปภ. เปิดตัวเลข ความเสียหายประกันภาคใต้ ฝั่งบริษัทประกันชีวิตและประกันวินาศภัยเร่งจ่ายสินไหมเต็มที่ ล่าสุด คปภ. เปิดโครงการบริจาคเงินและสิ่งของช่วยเหลือชาวใต้กว่า 1.5 ล้านบาท


นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่หลายจังหวัดทางภาคใต้ โดยล่าสุดเมื่อ 10 ก.พ. 2560 มีรายงานความเสียหายจากสำนักงาน คปภ. ภาค 8 และสำนักงาน คปภ. ภาค 9 ว่าในพื้นที่ที่รับผิดชอบมีความเสียหายจากนาข้าวที่ได้ทำประกันภัย จำนวน 74,862 ไร่ โดยมีคณะกรรมอยู่ระหว่างการช่วยเหลือ

ในส่วนความเสียหายของรถยนต์ที่ทำประกันภัยมีจำนวน 3,021 คัน รวมมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้น 299 ล้านบาท ดำเนินการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้ว 1,264 คัน คิดเป็นจำนวนเงิน 114 ล้านบาท อยู่ระหว่างดำเนินการ จำนวน 1,757 คัน คิดเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 185 ล้านบาท

ด้านความเสียหายประกันภัยทรัพย์สินด้านประกันอัคคีภัย (ที่อยู่อาศัย) จำนวน 796 ราย รวมมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้น 35 ล้านบาทดำเนินการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้ว 120 ราย คิดเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 3 ล้านบาท อยู่ระหว่างดำเนินการ 676 ราย คิดเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 31 ล้านบาท และประกันอัคคีภัย (อาคารพาณิชย์/เอสเอ็มอี) ได้ทำประกันภัยไว้ 71 ราย รวมมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้น 14 ล้านบาท ดำเนินการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้ว 18 ราย คิดเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 2 ล้านบาท อยู่ระหว่างดำเนินการ 53 รายคิดเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 12 ล้านบาท ส่วนความเสียหายจากทรัพย์สิน (IAR) ที่ทำประกันภัยไว้จำนวน 437 ราย คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้น 1,042ล้านบาท ดำเนินการชดใช้แล้ว จำนวน 74 ราย เป็นจำนวนเงิน 3 ล้านบาท อยู่ระหว่างดำเนินการ จำนวน 363 ราย  คิดเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 1,039 ล้านบาท

ส่วนการประกันชีวิต และประกันอุบัติเหตุ (PA) ได้ทำประกันภัยไว้ จำนวน 5 ราย คิดเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 1,710,000 บาท ดำเนินการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้วจำนวน 2 ราย คิดเป็นจำนวนเงิน 110,000 บาท อยู่ระหว่างดำเนินการ จำนวน 3 ราย คิดเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 1,600,000 บาท ทั้งนี้ สำนักงาน คปภ. ได้เร่งรัดให้บริษัทประกันภัยดำเนินการจ่ายค่าสินไหมแก่ผู้ประสบภัยทุกรายการเป็นการด่วน โดยในส่วนของทรัพย์สินที่อยู่ระหว่างดำเนินการจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้ประสบภัยเป็นจำนวนหลายรายนั้น เนื่องจากทรัพย์สินส่วนใหญ่เป็นอสังหาริมทรัพย์ จึงต้องรอเข้าสำรวจภัยภายหลังน้ำลด ซึ่งขณะนี้ผู้ประเมินอยู่ระหว่างเข้าสำรวจความเสียหายแล้ว สำหรับผู้ประสบภัยที่ได้รับความเสียภายจากอุทกภัยภาคใต้และได้จัดทำประกันภัยไว้ขอให้รีบตรวจสอบเอกสารและหลักฐานการทำประกันภัย เพื่อนำไปยื่นขอรับค่าสินไหมทดแทนกับบริษัทที่รับประกันภัยต่อไป

ทั้งนี้ทาง คปภ. จัดทำโครงการ "คปภ.- ภาคอุตสาหกรรมประกันภัยช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม" เพื่อร่วมมือกันในการช่วยเหลือเยียวยาด้านเครื่องอุปโภคบริโภค และสิ่งจำเป็นในการดำรงชีพให้แก่ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วม โดยร่วมกับ สมาคมประกันวินาศภัยไทย สมาคมประกันชีวิตไทย สมาคมนายหน้าประกันภัยไทย สมาคมตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาการเงิน สมาคมการค้าผู้สำรวจภัยไทย บริษัทประกันชีวิต บริษัทประกันวินาศภัย และบริษัทนายหน้าประกันภัยนิติบุคคล

ทั้งนี้ ในโครงการดังกล่าว ได้ จัดเป็นคาราวานความช่วยเหลือลงพื้นที่นำร่อง 3 จังหวัดในภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งมีการร่วมสมทบทุนและมอบสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นให้แก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม เป็นเงินสดจำนวน 500,000 บาท ข้าวสารจำนวน 2,800 กิโลกรัม พร้อมหม้อหุงข้าวไฟฟ้า จำนวน 500 ใบ ที่อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี  มอบเงินสดจำนวน 500,000 บาท ข้าวสารจำนวน 4,000 กิโลกรัม พร้อมหม้อหุงข้าวไฟฟ้าจำนวน 500 ใบ ที่อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร รวมทั้งมอบเงินสดจำนวน 500,000 บาท ข้าวสารจำนวน 3,200 กิโลกรัม พร้อมหม้อหุงข้าวไฟฟ้า จำนวน 500 ใบ ที่อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้แทนของผู้ว่าราชการจังหวัดของแต่ละจังหวัดเป็นผู้รับมอบ ระหว่างวันที่ 16-17 กุมภาพันธ์ 2560 นอกจากนี้ ยังจัดให้บริษัทประกันภัยที่เกี่ยวข้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้กับ ผู้เอาประกันภัยในแต่ละพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากอุทกภัยในครั้งนี้ด้วย


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 18,02, 2017, 19:52:29
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1487159523

"หัวหิน ชะอำ" ยุโรปหาย-ค้าขายหด เบนเข็มดึงรัสเซีย/ญี่ปุ่น

ปัจจุบันธุรกิจท่องเที่ยวเป็นความหวังของเศรษฐกิจไทย รัฐบาลจึงพยายามผลักดันทั้งการท่องเที่ยวชุมชน ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ธรรมชาติที่สวยงามมาดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกเข้ามา

ทั้งนี้ในแต่ละพื้นที่จะมีช่วงเวลาการท่องเที่ยวที่แตกต่างกันออกไปตามฤดูกาลเช่นขณะนี้ภาคเหนือมีการเติบโตสูงสุดเพราะอากาศที่เย็นสบายเป็นจุดขายดึงดูดผู้คนให้หลั่งไหลเข้าไปสัมผัสส่วนสถานที่ท่องเที่ยวทางทะเลก็จะนิยมท่องเที่ยวกันในฤดูร้อนเดือนเมษายนเป็นต้นไป "หัวหิน-ชะอำ" เป็นหนึ่งเดสติเนชั่นที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบ

ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจบรรยากาศการท่องเที่ยวบริเวณชายหาดหัวหิน-ชะอำพบว่ามีนักท่องเที่ยวเดินทางท่องเที่ยวบางตาขณะที่แม่ค้าหาบเร่หลายรายต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ายอดขายลดลงประมาณ70-80% เมื่อเทียบกับปีก่อน ๆ ถือได้ว่าเป็นการค้าขายที่เงียบเหงาที่สุดในรอบหลาย 10 ปี ตั้งแต่มาค้าขายชายหาดชะอำ-หัวหิน และส่วนใหญ่บอกว่าค้าขายไม่ดีก็ต้องประหยัด ระวังการใช้จ่ายเงิน แถมยังเจอคู่แข่งขายตัดหน้าลดราคาให้ต่ำลงเพื่อเรียกลูกค้าอีกด้วย

แม่ค้าร้านของฝากของที่ระลึกรายหนึ่งบอกว่าตนเข้ามาทำธุรกิจขายของฝากประเภทหัตถกรรมที่ทำจากเปลือกหอยริมหาดหัวหินมานานกว่า20ปี ไม่เคยมีปีไหนยอดขายไม่ดีเท่าปีนี้ ยอดขายลดลงกว่า 70% ทำให้ครอบครัวมีปัญหาด้านการเงิน อยากให้รัฐบาลออกมาตรการมากระตุ้นให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวให้มากขึ้น เพราะจะทำให้มีรายได้มาจุนเจือครอบครัว

สอดคล้องกับ "นุกูล พรสมบูรณ์ศิริ" นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เปิดเผยว่า บรรยากาศการท่องเที่ยวหาดชะอำทุกวันนี้เงียบเหงา นักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติบางตา โดยเฉพาะวันธรรมดาบางตาผิดปกติ ส่วนเสาร์-อาทิตย์ มีนักท่องเที่ยวบ้างประปราย แต่ไม่คึกคักเหมือนปีก่อน ๆ สาเหตุหลักมาจากเศรษฐกิจไม่ขยายตัว นักท่องเที่ยวไม่กล้าใช้จ่าย

ไม่เพียงบรรยากาศริมหาดที่เงียบเหงา การค้าขาย ภาคบริการอื่น ๆ ก็ชะงักงันเช่นกัน ทำให้ภาพรวมปีนี้ไม่ค่อยสู้ดี หากไม่มีมาตรการจูงใจมากระตุ้นจะทำให้ภาวะเศรษฐกิจจังหวัดเพชรบุรีไม่ขยายตัว เพราะเศรษฐกิจหลักของเพชรบุรีส่วนหนึ่งมาจากการท่องเที่ยวที่สร้างรายได้จำนวนมหาศาล

"วสันต์ กิตติกุล" นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคตะวันตก กล่าวว่า สถานการณ์ท่องเที่ยวหัวหิน-ชะอำ ไตรมาสที่ 1/2560 ชะลอตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว สาเหตุหลักมาจากนักท่องเที่ยวจากยุโรปชะลอการเดินทางจากปัญหาเศรษฐกิจไม่ฟื้นตัว นอกจากนี้ยังได้รับผลกระทบจากนักท่องเที่ยวในประเทศหดหาย ส่งผลให้ โรงแรม รีสอร์ต ร้านอาหาร สปา ร้านของฝากของที่ระลึก หาบเร่ริมชายหาด ต้องปรับตัวกันมาก เห็นได้ชัดเจนคือผู้ประกอบการโรงแรม รีสอร์ต เริ่มหันมาเจาะตลาดไฮเอนด์มากขึ้นด้วยการปรับปรุงห้องพัก คุณภาพอาหาร และปรับมาขายแพ็กเกจทัวร์ไปเยี่ยมชมโครงการพระราชดำริ

"อัครวิทย์ เทพาสิต" ผอ.ททท.สำนักงานเพชรบุรี กล่าวว่า ช่วงต้นปีนักท่องเที่ยวจะแห่ไปเที่ยวหนาวภาคเหนือ ทำให้การท่องเที่ยวทางทะเลเงียบเหงาเป็นเรื่องธรรมดา แต่ปีนี้ค่อนข้างจะเงียบเหงากว่าทุกปีที่ผ่านมา เห็นสัญญาณลบตั้งแต่ช่วงปลายปี 2559 นักท่องเที่ยวยุโรปลดลงส่วนสแกนดิเนเวียยังเดินทางมาปกติ ขณะที่นักท่องเที่ยวคนไทยก็ยังชะลอตัว คาดว่าช่วงเดือนเมษายนนักท่องเที่ยวเดินทางเพิ่มขึ้น จะกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ททท.ได้เร่งอัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางมากกว่าปีก่อน ๆ เช่น จัดงานพระนครคีรีวันที่ 10-19 กุมภาพันธ์ 2560 รวบรวมศิลปะ วัฒนธรรม ร้านค้ามาให้นักท่องเที่ยวได้ช็อปปิ้ง, กิจกรรมเพชรบีชรัน วันที่ 5 มีนาคม ดึงกลุ่มนักท่องเที่ยวรักสุขภาพร่วมกิจกรรมวิ่ง, จัดการแข่งขันวาฬนานาชาติ วันที่ 10-12 มีนาคม ดึงจีน ไต้หวันเข้าร่วมและจัดงานประติมากรรมเกลือ วันที่ 17-19 มีนาคมนี้

นอกจากนั้น ยังได้รับงบประมาณจากกลุ่มภาคกลางตอนล่าง 2 จำนวน 160 ล้านบาท จะนำไปโรดโชว์ ภาคเหนือและภาคอีสานให้เกิดการเที่ยวเชื่อมโยงภูมิภาค อีกทั้งจะทำงานร่วมกับททท.มอสโก รัสเซีย และโตเกียว ญี่ปุ่น หาตลาดใหม่มาชดเชยยุโรป โดยปี 2560 ตั้งเป้าจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ทั้งหมดของจังหวัดเพชรบุรีเติบโต 10% จากปี 2559 มีนักท่องเที่ยว 6 ล้านคน รายได้ 20,000 ล้านบาท

ขณะที่ "ธนัชพร ทองสิงห์" ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมทิพย์อุไรซิตี้ อ.หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า ยอดจองโรงแรมหายไป 40-50% ลดลงต่ำสุดในรอบ 13 ปี ซึ่งตลาดยุโรปหายไปจำนวนมาก ส่วนกลุ่มสแกนดิเนเวียเปลี่ยนแผนไปภาคใต้มากขึ้นจึึงต้องปรับแผนตลาดลดราคาห้องพักหันไปเจาะตลาดกลุ่มมหาวิทยาลัยคอร์ปอเรตมากขึ้น

การท่องเที่ยวหัวหิน-ชะอำที่อยู่ในภาวะซบเซาทำให้ผู้ประกอบการพยายามปรับแผนการตลาดจากนี้ไปต้องจับตาดูว่าจะกลับมาฟื้นตัวได้เร็ววันหรือไม่


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: we are water ที่ 19,02, 2017, 09:41:35
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1487159523

"หัวหิน ชะอำ" ยุโรปหาย-ค้าขายหด เบนเข็มดึงรัสเซีย/ญี่ปุ่น

ปัจจุบันธุรกิจท่องเที่ยวเป็นความหวังของเศรษฐกิจไทย รัฐบาลจึงพยายามผลักดันทั้งการท่องเที่ยวชุมชน ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ธรรมชาติที่สวยงามมาดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกเข้ามา

ทั้งนี้ในแต่ละพื้นที่จะมีช่วงเวลาการท่องเที่ยวที่แตกต่างกันออกไปตามฤดูกาลเช่นขณะนี้ภาคเหนือมีการเติบโตสูงสุดเพราะอากาศที่เย็นสบายเป็นจุดขายดึงดูดผู้คนให้หลั่งไหลเข้าไปสัมผัสส่วนสถานที่ท่องเที่ยวทางทะเลก็จะนิยมท่องเที่ยวกันในฤดูร้อนเดือนเมษายนเป็นต้นไป "หัวหิน-ชะอำ" เป็นหนึ่งเดสติเนชั่นที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบ

ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจบรรยากาศการท่องเที่ยวบริเวณชายหาดหัวหิน-ชะอำพบว่ามีนักท่องเที่ยวเดินทางท่องเที่ยวบางตาขณะที่แม่ค้าหาบเร่หลายรายต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ายอดขายลดลงประมาณ70-80% เมื่อเทียบกับปีก่อน ๆ ถือได้ว่าเป็นการค้าขายที่เงียบเหงาที่สุดในรอบหลาย 10 ปี ตั้งแต่มาค้าขายชายหาดชะอำ-หัวหิน และส่วนใหญ่บอกว่าค้าขายไม่ดีก็ต้องประหยัด ระวังการใช้จ่ายเงิน แถมยังเจอคู่แข่งขายตัดหน้าลดราคาให้ต่ำลงเพื่อเรียกลูกค้าอีกด้วย

แม่ค้าร้านของฝากของที่ระลึกรายหนึ่งบอกว่าตนเข้ามาทำธุรกิจขายของฝากประเภทหัตถกรรมที่ทำจากเปลือกหอยริมหาดหัวหินมานานกว่า20ปี ไม่เคยมีปีไหนยอดขายไม่ดีเท่าปีนี้ ยอดขายลดลงกว่า 70% ทำให้ครอบครัวมีปัญหาด้านการเงิน อยากให้รัฐบาลออกมาตรการมากระตุ้นให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวให้มากขึ้น เพราะจะทำให้มีรายได้มาจุนเจือครอบครัว

สอดคล้องกับ "นุกูล พรสมบูรณ์ศิริ" นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เปิดเผยว่า บรรยากาศการท่องเที่ยวหาดชะอำทุกวันนี้เงียบเหงา นักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติบางตา โดยเฉพาะวันธรรมดาบางตาผิดปกติ ส่วนเสาร์-อาทิตย์ มีนักท่องเที่ยวบ้างประปราย แต่ไม่คึกคักเหมือนปีก่อน ๆ สาเหตุหลักมาจากเศรษฐกิจไม่ขยายตัว นักท่องเที่ยวไม่กล้าใช้จ่าย

ไม่เพียงบรรยากาศริมหาดที่เงียบเหงา การค้าขาย ภาคบริการอื่น ๆ ก็ชะงักงันเช่นกัน ทำให้ภาพรวมปีนี้ไม่ค่อยสู้ดี หากไม่มีมาตรการจูงใจมากระตุ้นจะทำให้ภาวะเศรษฐกิจจังหวัดเพชรบุรีไม่ขยายตัว เพราะเศรษฐกิจหลักของเพชรบุรีส่วนหนึ่งมาจากการท่องเที่ยวที่สร้างรายได้จำนวนมหาศาล

"วสันต์ กิตติกุล" นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคตะวันตก กล่าวว่า สถานการณ์ท่องเที่ยวหัวหิน-ชะอำ ไตรมาสที่ 1/2560 ชะลอตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว สาเหตุหลักมาจากนักท่องเที่ยวจากยุโรปชะลอการเดินทางจากปัญหาเศรษฐกิจไม่ฟื้นตัว นอกจากนี้ยังได้รับผลกระทบจากนักท่องเที่ยวในประเทศหดหาย ส่งผลให้ โรงแรม รีสอร์ต ร้านอาหาร สปา ร้านของฝากของที่ระลึก หาบเร่ริมชายหาด ต้องปรับตัวกันมาก เห็นได้ชัดเจนคือผู้ประกอบการโรงแรม รีสอร์ต เริ่มหันมาเจาะตลาดไฮเอนด์มากขึ้นด้วยการปรับปรุงห้องพัก คุณภาพอาหาร และปรับมาขายแพ็กเกจทัวร์ไปเยี่ยมชมโครงการพระราชดำริ

"อัครวิทย์ เทพาสิต" ผอ.ททท.สำนักงานเพชรบุรี กล่าวว่า ช่วงต้นปีนักท่องเที่ยวจะแห่ไปเที่ยวหนาวภาคเหนือ ทำให้การท่องเที่ยวทางทะเลเงียบเหงาเป็นเรื่องธรรมดา แต่ปีนี้ค่อนข้างจะเงียบเหงากว่าทุกปีที่ผ่านมา เห็นสัญญาณลบตั้งแต่ช่วงปลายปี 2559 นักท่องเที่ยวยุโรปลดลงส่วนสแกนดิเนเวียยังเดินทางมาปกติ ขณะที่นักท่องเที่ยวคนไทยก็ยังชะลอตัว คาดว่าช่วงเดือนเมษายนนักท่องเที่ยวเดินทางเพิ่มขึ้น จะกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ททท.ได้เร่งอัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางมากกว่าปีก่อน ๆ เช่น จัดงานพระนครคีรีวันที่ 10-19 กุมภาพันธ์ 2560 รวบรวมศิลปะ วัฒนธรรม ร้านค้ามาให้นักท่องเที่ยวได้ช็อปปิ้ง, กิจกรรมเพชรบีชรัน วันที่ 5 มีนาคม ดึงกลุ่มนักท่องเที่ยวรักสุขภาพร่วมกิจกรรมวิ่ง, จัดการแข่งขันวาฬนานาชาติ วันที่ 10-12 มีนาคม ดึงจีน ไต้หวันเข้าร่วมและจัดงานประติมากรรมเกลือ วันที่ 17-19 มีนาคมนี้

นอกจากนั้น ยังได้รับงบประมาณจากกลุ่มภาคกลางตอนล่าง 2 จำนวน 160 ล้านบาท จะนำไปโรดโชว์ ภาคเหนือและภาคอีสานให้เกิดการเที่ยวเชื่อมโยงภูมิภาค อีกทั้งจะทำงานร่วมกับททท.มอสโก รัสเซีย และโตเกียว ญี่ปุ่น หาตลาดใหม่มาชดเชยยุโรป โดยปี 2560 ตั้งเป้าจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ทั้งหมดของจังหวัดเพชรบุรีเติบโต 10% จากปี 2559 มีนักท่องเที่ยว 6 ล้านคน รายได้ 20,000 ล้านบาท

ขณะที่ "ธนัชพร ทองสิงห์" ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมทิพย์อุไรซิตี้ อ.หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า ยอดจองโรงแรมหายไป 40-50% ลดลงต่ำสุดในรอบ 13 ปี ซึ่งตลาดยุโรปหายไปจำนวนมาก ส่วนกลุ่มสแกนดิเนเวียเปลี่ยนแผนไปภาคใต้มากขึ้นจึึงต้องปรับแผนตลาดลดราคาห้องพักหันไปเจาะตลาดกลุ่มมหาวิทยาลัยคอร์ปอเรตมากขึ้น

การท่องเที่ยวหัวหิน-ชะอำที่อยู่ในภาวะซบเซาทำให้ผู้ประกอบการพยายามปรับแผนการตลาดจากนี้ไปต้องจับตาดูว่าจะกลับมาฟื้นตัวได้เร็ววันหรือไม่
อีกเรื่องจากประสบการณ์ส่วนตัวพ่อค้าแม่ค้าหลายคนมักจะเอาเปรียบนักท่องเที่ยวอย่างร้านอาหารบางแห่งในตลาดรถไฟหัวหินผมเคยแนะนำญาติให้ไปทานแต่ญาติดันไปเข้าร้านผิดเจอแกงส้มชามละ800บาทนี่ขนาดคนไทยยังโดนแล้วชาวต่างชาติจะไม่มองเราในแง่ลบได้ยังไง


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 19,02, 2017, 17:39:49
อีกเรื่องจากประสบการณ์ส่วนตัวพ่อค้าแม่ค้าหลายคนมักจะเอาเปรียบนักท่องเที่ยวอย่างร้านอาหารบางแห่งในตลาดรถไฟหัวหินผมเคยแนะนำญาติให้ไปทานแต่ญาติดันไปเข้าร้านผิดเจอแกงส้มชามละ800บาทนี่ขนาดคนไทยยังโดนแล้วชาวต่างชาติจะไม่มองเราในแง่ลบได้ยังไง

ขอบคุณที่ แนะนำครับ..... เป็นผม เจอแบบนี้ ก็คงมาแค่ครั้งเดียว

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1487156569

เอกชนแห่นำเข้าโรงไฟฟ้ามือสอง ใช้เครื่องจักรเก่าลดต้นทุน หวัง3ปีแรกฟันกำไรเละ!

เอกชนจี้ กกพ.ปรับเงื่อนไขรับซื้อไฟฟ้าพลังงานทดแทนจากรายเล็กมาก (VSPP) ให้ใช้เครื่องจักรใหม่เท่านั้น หลังบางรายสบช่องซื้อเครื่องจักรมือ 2 จากจีนมาใช้แทน หวังลดต้นทุนทำกำไรสูงช่วงเริ่มต้นโครงการ แต่ประสิทธิภาพผลิตไฟฟ้าต่ำ ซ้ำเพิ่มมลพิษกระทบสิ่งแวดล้อม ด้าน กกพ.แจงต้องเปิดกว้างด้านเทคโนโลยี แต่จะมีแบงก์ตรวจสอบโครงการละเอียด หากใช้เครื่องจักรห่วยก็ไม่ปล่อยกู้

แหล่งข่าวจากผู้ประกอบการเทคโนโลยีโรงไฟฟ้า เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า การรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนโดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในช่วงที่ผ่านมานั้น ได้มีผู้ผลิตไฟฟ้าเลือกใช้เครื่องผลิตไฟฟ้ามือ 2 ที่มีการนำเข้าจากประเทศจีนแทนการใช้เครื่องใหม่ เนื่องจาก 1) เงื่อนไขการรับซื้อไฟฟ้ากำหนดไว้เพียงว่าให้ผู้ผลิตใช้เทคโนโลยีประสิทธิภาพสูงในการผลิตเท่านั้น เท่ากับเปิดกว้างให้ใช้เทคโนโลยีแบบใดก็ได้ 2) ช่วยลดการลงทุนในช่วงเริ่มต้นโครงการและทำกำไรในระยะสั้นได้สูงในช่วง 3 ปีแรก จากอัตราค่าไฟฟ้าแบบ Feed in Tariff ที่ค่อนข้างสูง ซึ่งในความเป็นจริงนั้นการใช้เครื่องผลิตไฟฟ้าใหม่จะส่งผลดีต่อโครงการและภาพรวมของการผลิตไฟฟ้าระยะยาว นอกจากนี้การใช้เครื่องมือ 2 ยังเพิ่มผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพราะเมื่อประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าต่ำ ส่งผลให้ต้องใช้เชื้อเพลิงมากขึ้น เช่น ในโรงไฟฟ้าชีวมวล กำลังผลิต 1 เมกะวัตต์จากเดิมที่ใช้เศษไม้ประมาณ 30 ตัน/วัน ต้องเพิ่มเป็น 40-50 ตัน/วัน

ฉะนั้นในกรณีที่ กกพ.เตรียมจะประกาศรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนจากทุกประเภท รวมกำลังผลิตประมาณ 400-500 เมกะวัตต์ในเร็ว ๆ นี้ จึงต้องการเสนอให้มีการกำหนดในเงื่อนไขการรับซื้อไฟฟ้าด้วยว่า ผู้ผลิตไฟฟ้าจะต้องใช้เครื่องผลิตใหม่ในการผลิตไฟฟ้าเท่านั้น นอกจากช่วยประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าให้ผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่องแล้ว ยังถือเป็นการช่วยผู้ประกอบการธุรกิจเครื่องผลิตไฟฟ้าในประเทศด้วย เพราะขณะนี้ผู้ประกอบการในธุรกิจเครื่องไฟฟ้าเตรียมนำเข้าจากประเทศจีนเพิ่มมากขึ้นแน่นอน

"พวกที่เลือกใช้มือ 2 นั้นจะไม่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ แต่มันคุ้มไปแล้วเนื่องจากเดิมต้องใช้เงินซื้อเครื่องจักร อุปกรณ์ต่าง ๆ สำหรับโรงไฟฟ้าทั้งหมดใช้เงินอยู่ที่ 150 ล้านบาทต่อโครงการ ก็ลดลงเหลือเพียง 80-100 ล้านบาทเท่านั้น และยังได้ค่าไฟแบบ FiT อีก ต้องเรียกว่าฟันกำไรมหาศาลกันเลย บางรายเดินเครื่อง 3 ปีแล้วก็ต้องหยุดซ่อมใหญ่เพราะเป็นเครื่องเก่าหรือไม่บางรายก็ขายโรงไฟฟ้าให้กับผู้สนใจ ย้อนดูข้อมูลโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนที่เดินเครื่องไปก่อนหน้านี้ประมาณ 30-40% ใช้เครื่องผลิตไฟฟ้ามือ 2 ทั้งนั้น และส่วนใหญ่ก็มีปัญหาทั้งด้านวัตถุดิบและต้องหยุดซ่อม"

แหล่งข่าวกล่าวเพิ่มเติมว่า ในกรณีที่ กกพ.ใช้วิธีการประมูล โดยรายใดเสนอราคาต่ำสุดจะได้เป็นผู้พัฒนาโรงไฟฟ้าไป ฉะนั้นยิ่งมีแนวโน้มค่อนข้างสูงที่ผู้ประกอบการที่ใช้เทคโนโลยีมือ 2 จะได้รับการอนุมัติ เพราะเสนอราคาประมูลที่ต่ำกว่ารายอื่น ๆ ได้ ฉะนั้นเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาต่อภาพรวมการผลิตไฟฟ้าในอนาคต กกพ.ควรกำหนดในประเด็นนี้ให้ชัดเจน

นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน กล่าวว่า เงื่อนไขการเปิดรับซื้อไฟฟ้าพลังงานทดแทน จากกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) ที่กำหนด ให้ใช้เทคโนโลยีประสิทธิภาพสูงนั้น เพื่อเปิดกว้างในการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมโดยผู้ประกอบการเอง อย่างไรก็ตามการเลือกใช้เทคโนโลยีจะส่งผลต่อการตัดสินใจปล่อยสินเชื่อเงินกู้จากสถาบันการเงินด้วย หากผู้ประกอบการเลือกใช้เทคโนโลยีคุณภาพต่ำก็มีความเป็นไปได้ที่สถาบันการเงินจะไม่อนุมัติกู้

ด้านนายประพนธ์วงษ์ท่าเรืออธิบดีกรมพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.)กล่าวถึงภาพรวมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนในปี"59ว่า กำลังผลิตในภาพรวมได้มากกว่าที่แผนกำหนดไว้ แต่สำหรับพลังงานไฟฟ้าที่ต้องจ่ายเข้าระบบ (Plant Factor) ค่อนข้างต่ำ โดยเฉพาะการผลิตจากโรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพและโรงไฟฟ้าชีวมวล โดยผู้ประกอบการให้เหตุผลว่า เน้นเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าในช่วงความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak) เพราะได้อัตราค่าไฟฟ้าสูง ในขณะที่บางรายให้เหตุผลว่ามีปัญหาเรื่องขาดแคลนวัตถุดิบ ส่งผลให้เดินเครื่องผลิตไฟฟ้าไม่เต็มที่


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 20,02, 2017, 21:54:40
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1487594792

ชี้ "ไทย" แชมป์ชาติรถติดหนักสุดโลกปี 2016 ส่วน "ลอสแองเจลิส" คว้าเมืองใหญ่รถติดหนักสุด
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ผลสำรวจของอินริกซ์ (INRIX) บริษัทที่ให้บริการข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตและแอพพลิเคชั่นเกี่ยวกับการจราจรและการขับรถ ซึ่งมีสำนักงานอยู่ในเมืองเคิร์กแลนด์ รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เผยแพร่เมื่อวันจันทร์ (20 ก.พ.) ชี้ว่า ในขณะที่ไทยเป็นประเทศที่มีการจราจรติดขัดมากที่สุดในโลกในปี 2016 สหรัฐก็เป็นประเทศที่มีปัญหาการจราจรเลวร้ายหนักสุดในหมู่กลุ่มประเทศร่ำรวยด้วยกัน โดยมีลอสแองเจลิสเป็นเมืองใหญ่ของสหรัฐ ที่มีปัญหาการจราจรติดขัดหนักที่สุดในโลกในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน

รายงานชิ้นนี้ที่เผยผลสำรวจถึงสภาพปัญหาการจราจรในประเทศสหรัฐเป็นส่วนใหญ่ยังระบุอีกว่า การจราจรที่ติดขัดอย่างหนักได้ทำให้ผู้ขับขี่รถยนต์ในสหรัฐต้องสูญเสียทั้งเชื้อเพลิงและเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์คิดเป็นมูลค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1,200 ดอลบาร์สหรัฐ(ราว 42,000 บาท) ต่อปี

ผลการสำรวจล่าสุดนี้ของอินริกซ์ที่เป็นการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลการจราจรที่ได้จากยานพาหนะและถนนหลวงต่างๆ ที่มีขนาดข้อมูลมากถึง 500 เทราไบท์ และได้จากแหล่งข้อมูลมากถึง 300 ล้านแหล่ง ยังระบุอีกว่า ผู้ขับรถในนครลอสแองเจลิสใช้เวลาในการขับรถในช่วงเวลาที่การจราจรเคลื่อนตัวได้ช้าในช่วงเวลาเร่งด่วนในปี 2016 เป็นเวลาเฉลี่ยมากถึง 104 ชั่วโมง นั่นทำให้ลอสแองเจลิส เป็นเมืองใหญ่ที่ใช้เวลาในการขับรถในช่วงเวลาเร่งด่วนมากที่สุดในโลก แต่ถ้าหากเทียบวัดเป็นสัดส่วนระหว่างที่รถติดกับเวลาที่ใช้ในการขับรถทั้งหมดแล้ว คนขับรถในกรุงมอสโก เมืองหลวงของรัสเซีย ถือว่าเผชิญกับสภาพปัญหาจราจรที่เลวร้ายหนักสุด โดยใช้เวลาอยู่บนท้องถนนนานที่สุดคิดเป็น 25.2 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่คนขับรถในนครลอสแองเจลิสใช้เวลาขับรถในช่วงการจราจรติดขัด 12.7 เปอร์เซ็นต์

ส่วนถนนที่มีการจราจรเลวร้ายที่สุดในสหรัฐ ได้แก่ ทางด่วนครอสบรองซ์ ในนครนิวยอร์ก ที่ผู้ขับขี่ต้องใช้เวลาบนถนนเส้นนี้ที่มีระยะทาง 7.5 กิโลเมตร ในการมองท้ายรถที่ติดอยู่คันข้างหน้าเฉลี่ยถึง 86 ชั่วโมงต่อปี

และนอกจากลอสแองเจลิส ที่เป็นเมืองใหญ่ที่มีการจราจรสาหัสที่สุดในโลกในช่วงชั่วโมงเร่งด่วนแล้ว ยังมีนครนิวยอร์ก นครซานฟรานซิสโก เมืองแอตแลนตา และ เมืองไมอามี ของสหรัฐที่ยังติดอยู่ใน 10 อันดับเมืองใหญ่ที่มีการจราจรติดขัดหนักสุดในโลกจากการสำรวจของอินริกซ์ครั้งนี้ด้วย




หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 21,02, 2017, 22:12:22
http://money.sanook.com/464133/

ผู้มีรายได้น้อย เฮ! ครม.ไฟเขียว 2 แบงก์รัฐ ปล่อยกู้ฉุกเฉินแก้หนี้นอกระบบ 1 หมื่นล.

ครม.ไฟเขียวออมสิน-ธ.ก.ส. ปล่อยกู้ฉุกเฉิน 1 หมื่นล้านบาท ช่วยปลดหนี้นอกระบบ 2 แสนราย โดยให้กู้รายละ 5 หมื่นบาท กู้ไม่เกิน 5 ปี คิดดอกเบี้ยต่ำ 10% ต่อปี พร้อมขออนุมัติรัฐบาลจ่ายชดเชย เอ็นพีแอล 4,000 ล้านบาท

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมครม.เห็นชอบโครงการสินเชื่อรายย่อยเพื่อใช้จ่ายฉุกเฉิน เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบให้กับประชาชนที่มีรายได้น้อยและเกษตรกรที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินในระบบ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยให้ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ปล่อยสินเชื่อธนาคารละ 5,000ล้านบาท รวมวงเงิน 10,000 ล้านบาท

โดยกำหนดให้กู้รายละไม่เกิน 50,000 บาท มีระยะเวลาเงินกู้ไม่เกิน 5 ปี คิดอัตราดอกเบี้ย 10% ต่อปี คาดว่าจะครอบคลุมประชาชนและเกษตรกรในกลุ่มดังกล่าวประมาณ 200,000 ราย
 


สำหรับโครงการดังกล่าว ได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายช่วยเหลือประชาชนที่มีการประกอบอาชีพ หรือเป็นเกษตรกรที่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้จ่ายฉุกเฉิน เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนภายในครอบครัว โดยต้องไม่เป็นการรีไฟแนนซ์หนี้ในระบบเดิม ซึ่งจะต้องยื่นขอกู้เงินภายใน 1 ปี คิดอัตราดอกเบี้ยไม่เกินเดือนละ 0.85% หรือประมาณ 10% ต่อปี ผู้กู้ต้องมีบุคคลค้ำประกันอย่างน้อย 1คน หรือมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน โดยหลักเกณฑ์การพิจารณาให้สินเชื่อ จะดูความสามารถในการชำระหนี้จากรายได้ และค่าใช้จ่ายรวมของบุคคลในครอบครัวเป็นหลัก
 


"ทั้งนี้ ทั้ง 2 ธนาคารได้มีการจัดตั้งหน่วยธุรกิจ เพื่อรับผิดชอบการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบแล้ว แต่ยังมีประชาชนทั้งที่เป็นผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกรไม่สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์สินเชื่อของธนาคารได้ และมีความจำเป็นที่ต้องใช้จ่ายฉุกเฉิน เช่น ค่ารักษาพยาบาล และค่าเล่าเรียน ดังนั้นเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบตามนโยบายของรัฐบาล ทั้ง 2 ธนาคารจึงเสนอโครงการดังกล่าวขึ้นมา สำหรับบริการทางการเงินกับกลุ่มลูกค้าที่มีความเสี่ยงสูง เพื่อนำไปใช้จ่ายฉุกเฉิน หรือแก้ปัญหาคามเดือดร้อนในครัวเรือน "


อย่างไรก็ตามเนื่องจากโครงการดังกล่าว เป็นการให้สินเชื่อกับกลุ่มลูกค้าที่มีความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้สูง ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์สินเชื่อใดๆ ของธนาคารได้ แต่มีความจำเป็นต้องใช้จ่ายเงินฉุกเฉิน จึงขอรับการชดเชยความเสี่ยงหายจากรัฐบาล สำหรับสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการไม่เกิน 40% ของสินเชื่ออนุมัติ โดยรัฐบาลจะชดเชยสูงสุด กรณีที่เกิดเอ็นพีแอลทั้งโครงการ ในวงเงินไม่เกิน 4,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นการชดเชยให้ทั้ง 2 ธนาคาร แห่งละ 2,000 ล้านบาท


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 22,02, 2017, 22:02:31
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1487566903

รับมือ 5 ทัพ กับดักเศรษฐกิจไทย

คอลัมน์ เช้านี้ที่ซอยอารีย์ โดย พงศ์นคร โภชากรณ์ p_pochakorn@hotmail.com

ประเทศไทยกำลังมุ่งมั่นเดินหน้าจากประเทศไทย 3.0 ไปสู่ประเทศไทย 4.0 ที่เอี่ยมอ่องไฉไลกว่าเดิม แต่ระหว่างทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ มีกับดักที่ท้าทายต่อการเดินหน้าเศรษฐกิจอยู่ 5 เรื่อง ที่รัฐบาลต้องจัดทัพออกรับมือกับดักเหล่านั้น ได้แก่

1.กับดักรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap)

ปัจจุบันเรามีรายได้ประชาชาติ 5,780 ดอลลาร์สหรัฐต่อหัวต่อปี แต่ถ้าจะข้ามเส้นไปเป็นประเทศที่มีรายได้สูงต้องมีรายได้ที่ 12,475 ดอลลาร์สหรัฐต่อหัวต่อปีต้องใช้เวลานานถึง 15-20 ปี เราจึงจำเป็นต้องหาเครื่องยนต์ใหม่ ๆ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เราจัดทัพโดยให้ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายเป็นคนรับมือ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่จะพลิกโฉมประเทศไทยให้ไฉไลกว่าเดิม เช่น ยานยนต์ทันสมัย อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ หุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรม อากาศยาน เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจฐานชีวภาพ เป็นต้น ซึ่งจะช่วยให้เรามี New Engine of Growth ขึ้นในระบบเศรษฐกิจ

2.กับดักขีดความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness Trap)

จากรายงาน Global Competitiveness Index 2016-2017 ของ World Economic Forum พบว่าอันดับโดยรวมของประเทศไทยแย่ลงจากอันดับที่ 32 ในปีก่อน เป็นอันดับที่ 34 มีหลายหมวดที่ต้องพัฒนาอย่างเร่งด่วน หนึ่งในนั้นคือหมวดโครงสร้างพื้นฐาน เราจัดทัพโดยให้การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเป็นคนรับมือ โดยใน 2559 และ 2560 มีจำนวนโครงการมากกว่า 50 โครงการ เป็นเม็ดเงินมากกว่า 2 ล้านล้านบาท ทั้งทางรางในชนบทและรางในเมือง ถนน สนามบิน และท่าเรือ ซึ่งจะช่วยให้ในอีก 5-10 ปีข้างหน้า เราจะมีความสามารถในการแข่งขันดีขึ้น

3.การเติบโตของเศรษฐกิจที่ไม่สมดุล (Imbalance Growth Trap)

การเติบโตที่ไม่สมดุลในมิติของพื้นที่ จะพบว่าขนาดของเศรษฐกิจที่วัดจากผลิตภัณฑ์มวลรวมของจังหวัด (Gross Provincial Product หรือ GPP) กระจุกตัวอยู่ใน กทม.และปริมณฑล และภาคตะวันออก รวม 14 จังหวัด มี GPP รวมกันมีสัดส่วนเกือบร้อยละ 70 ของ GDP ซึ่งมีภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก ในขณะที่ภูมิภาคอื่น ๆ อีก 63 จังหวัด รวมกันมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 30 ของ GDP ยังคงพึ่งพาภาคการเกษตรเป็นหลัก เราจัดทัพโดยการให้งบประมาณรายจ่ายประจำปี ต้องคำนึงถึงการจัดสรรงบประมาณเชิงพื้นที่มากขึ้น เช่น ในปีงบประมาณรายจ่าย 2560 เราอัดงบฯเพิ่มเติมให้ 18 กลุ่มจังหวัดอีก 7.5 หมื่นล้านบาท กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองอีก 1.5 หมื่นล้านบาทเป็นต้น รวม ๆ แล้วไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท โครงสร้างพื้นฐานในชนบทจะค่อย ๆ ปรับสมดุลให้เกิดขึ้นได้

4.กับดักความเหลื่อมล้ำเรื้อรัง (Inequality Trap)

ความเหลื่อมล้ำยังเป็นปัญหาเรื้อรังมานาน หากดูค่าสัมประสิทธิ์จีนี่ (Gini Coefficient) หรือค่าสัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาค (หากค่าเข้าใกล้ร้อยละ 100 แสดงว่ามีความเหลื่อมล้ำทางรายได้เพิ่มขึ้น แต่หากเข้าใกล้ร้อยละ 0 แสดงว่ามีความเหลื่อมล้ำทางรายได้ลดลง) ในปี พ.ศ. 2531 อยู่ที่ร้อยละ 48.7 ล่าสุดในปี พ.ศ. 2556 ค่านี้อยู่ที่ร้อยละ 46.5 สะท้อนว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำในภาพรวมยังไม่ไปในทิศทางที่ดีขึ้นมากนัก เราจัดทัพโดยการจัดสวัสดิการให้แก่ผู้มีรายได้น้อยอย่างทั่วถึงและถูกฝาถูกตัว โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐปี 2560 ที่จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 จะช่วยให้ภาครัฐมีฐานข้อมูลผู้มีรายได้น้อยที่ดีที่สุด เป็นรายตำบล และจะสามารถจัดนโยบายเศรษฐสวัสดิการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

5.กับดักสังคมผู้สูงอายุ (Aging Society Trap)

ปัจจุบันประเทศไทยเป็นประเทศสังคมสูงอายุและคาดการณ์ว่าในปี 2568 ประเทศไทยจะมีจำนวนประชากรสูงวัยจำนวน 14.4 ล้านคน แตะร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด ซึ่งหมายความว่า เราจะเป็นประเทศสังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ และในปี 2593 สัดส่วนนี้จะเพิ่มเป็นร้อยละ31.7 ของประชากรทั้งหมด และขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 16 ของโลก การมีสัดส่วนของคนสูงวัยมากขึ้น สะท้อนว่าสัดส่วนของคนที่อยู่ในวัยกำลังแรงงานลดลง เกิดความกังวลว่า ประเทศไทยจะขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างไร หากไม่มีคนในวัยทำงานเราจัดทัพโดยใช้นโยบายภาษีช่วยรับมือ ได้แก่ มาตรการภาษีเพื่อรองรับผู้สูงอายุ ช่วยให้เกิดการจ้างงานผู้สูงอายุ และการสร้างที่พักอาศัยให้คนสูงวัย เป็นต้น

กับดักทั้ง 5 ด้านข้างต้น รัฐบาลต้องจัดทัพรับมือให้พร้อม เพราะหากเราจะก้าวสู่ประเทศไทย 4.0 เราจะเน้นเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ รายได้ และการแข่งขันไม่ได้ แต่เราต้องเน้นเรื่องความสมดุลของการเติบโตนั้นและการเติบโตนั้นต้องคำนึงถึงการลดความเหลื่อมล้ำและดูแลผู้สูงอายุด้วยจึงจะเรียกได้ว่า"ประเทศไทย4.0 ที่ยั่งยืน"


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 23,02, 2017, 10:26:22
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1487762626

ต่อเชื่อม "ราชพฤกษ์-วงแหวน" ถนน 6 เลนลาดยางพารา


เริ่มงานก่อสร้างเมื่อเดือน มิ.ย. 2559 ที่ผ่านมา ล่าสุดงานก่อสร้างโครงการก่อสร้างถนนต่อเชื่อมถนนราชพฤกษ์-ถนนกาญจนาภิเษก (แนวเหนือ-ใต้) ของกรมทางหลวงชนบท (ทช.) มีความก้าวหน้าไปด้วยดี

"พิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน" อธิบดีกรมทางหลวงชนบท เปิดเผยว่า หลังจากกรมก่อสร้างถนนต่อเชื่อม ถนนราชพฤกษ์-ถนนกาญจนาภิเษก (แนวตะวันออก-ตะวันตก) พร้อมสะพานกลับรถแล้วเสร็จ ซึ่งเป็นโครงข่ายใหม่ช่วยเสริมการคมนาคมด้านฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น สามารถเดินทางจากถนนราชพฤกษ์และถนนชัยพฤกษ์ไปถนนกาญจนาภิเษกได้อย่างสะดวก ร่นระยะทางและเวลาในการเดินทาง

และเพื่อเชื่อมโยงโครงข่ายให้สมบูรณ์มากขึ้น ปัจจุบันกรมได้ก่อสร้างถนนต่อเชื่อมถนนราชพฤกษ์-ถนนกาญจนาภิเษก (แนวเหนือ-ใต้) ระยะทางรวม 14.7กม. ขณะนี้มีความก้าวหน้าโดยรวมประมาณ 20% อยู่ระหว่างดำเนินงานทรายถมคันทาง งานก่อสร้างเสาเข็มเจาะ งานตอกเสาเข็มโครงสร้างสะพาน และงานก่อสร้างฐานราก ใช้ระยะเวลาก่อสร้าง 900 วัน เริ่มสัญญาเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2559 มีกำหนดเสร็จวันที่ 17 พ.ย. 2561


 
ต่อเชื่อม "ราชพฤกษ์-วงแหวน" ถนน 6 เลนลาดยางพารา

updated: 23 ก.พ. 2560 เวลา 09:30:03 น.
 

ก ก ก
คอลัมน์ เวนคืนอัพเดต

เริ่มงานก่อสร้างเมื่อเดือน มิ.ย. 2559 ที่ผ่านมา ล่าสุดงานก่อสร้างโครงการก่อสร้างถนนต่อเชื่อมถนนราชพฤกษ์-ถนนกาญจนาภิเษก (แนวเหนือ-ใต้) ของกรมทางหลวงชนบท (ทช.) มีความก้าวหน้าไปด้วยดี

"พิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน" อธิบดีกรมทางหลวงชนบท เปิดเผยว่า หลังจากกรมก่อสร้างถนนต่อเชื่อม ถนนราชพฤกษ์-ถนนกาญจนาภิเษก (แนวตะวันออก-ตะวันตก) พร้อมสะพานกลับรถแล้วเสร็จ ซึ่งเป็นโครงข่ายใหม่ช่วยเสริมการคมนาคมด้านฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น สามารถเดินทางจากถนนราชพฤกษ์และถนนชัยพฤกษ์ไปถนนกาญจนาภิเษกได้อย่างสะดวก ร่นระยะทางและเวลาในการเดินทาง

และเพื่อเชื่อมโยงโครงข่ายให้สมบูรณ์มากขึ้น ปัจจุบันกรมได้ก่อสร้างถนนต่อเชื่อมถนนราชพฤกษ์-ถนนกาญจนาภิเษก (แนวเหนือ-ใต้) ระยะทางรวม 14.7กม. ขณะนี้มีความก้าวหน้าโดยรวมประมาณ 20% อยู่ระหว่างดำเนินงานทรายถมคันทาง งานก่อสร้างเสาเข็มเจาะ งานตอกเสาเข็มโครงสร้างสะพาน และงานก่อสร้างฐานราก ใช้ระยะเวลาก่อสร้าง 900 วัน เริ่มสัญญาเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2559 มีกำหนดเสร็จวันที่ 17 พ.ย. 2561



โดยการก่อสร้างแบ่งออกเป็น 4 สัญญา มี บมจ.ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง คอนสตรัคชั่น เป็นผู้รับเหมา ค่าก่อสร้าง 6,759 ล้านบาท แยกเป็นสัญญาที่ 1 (ตอน NS1) ก่อสร้างถนนลาดยางผิวแอสฟัลต์คอนกรีตไป-กลับ รวม 6 ช่องจราจร ระยะทาง 5.2 กม. พร้อมก่อสร้างทางแยกต่างระดับขุนมหาดไทย 1 แห่ง งานก่อสร้างสะพานข้ามคลองพระอุดม 1 แห่ง งานก่อสร้างสะพานข้ามคลองเกาะเกรียง 1 แห่ง งานก่อสร้างสะพานลอยคนเดินข้าม 1 แห่ง คืบหน้ากว่า 20.14% เร็วกว่าแผน 1.74%

สัญญาที่ 2 (ตอน NS2) ก่อสร้างถนนลาดยางผิวแอสฟัลต์คอนกรีตไป-กลับ รวม 6 ช่องจราจร ระยะทาง 2.8 กม. พร้อมก่อสร้างทางแยกต่างระดับไพร่ฟ้า 1 แห่ง งานก่อสร้างสะพานลอยคนเดินข้าม 1 แห่ง คืบหน้ากว่า 20.34% เร็วกว่าแผน 9.98%

โดยสัญญาที่ 3 (ตอน NS3) ก่อสร้างถนนลาดยางผิวแอสฟัลต์คอนกรีตไป-กลับ รวม 6 ช่องจราจร ระยะทาง 4.322 กม. พร้อมก่อสร้างทางแยกต่างระดับปทุมธานี 1 แห่ง งานก่อสร้างสะพานข้ามคลองบางหลวง 1 แห่ง งานก่อสร้างสะพานข้ามคลองมหาโยธา 1 แห่ง คืบหน้ากว่า 14.88% เร็วกว่าแผน 4.69%


 
ต่อเชื่อม "ราชพฤกษ์-วงแหวน" ถนน 6 เลนลาดยางพารา

updated: 23 ก.พ. 2560 เวลา 09:30:03 น.
 

ก ก ก
คอลัมน์ เวนคืนอัพเดต

เริ่มงานก่อสร้างเมื่อเดือน มิ.ย. 2559 ที่ผ่านมา ล่าสุดงานก่อสร้างโครงการก่อสร้างถนนต่อเชื่อมถนนราชพฤกษ์-ถนนกาญจนาภิเษก (แนวเหนือ-ใต้) ของกรมทางหลวงชนบท (ทช.) มีความก้าวหน้าไปด้วยดี

"พิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน" อธิบดีกรมทางหลวงชนบท เปิดเผยว่า หลังจากกรมก่อสร้างถนนต่อเชื่อม ถนนราชพฤกษ์-ถนนกาญจนาภิเษก (แนวตะวันออก-ตะวันตก) พร้อมสะพานกลับรถแล้วเสร็จ ซึ่งเป็นโครงข่ายใหม่ช่วยเสริมการคมนาคมด้านฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น สามารถเดินทางจากถนนราชพฤกษ์และถนนชัยพฤกษ์ไปถนนกาญจนาภิเษกได้อย่างสะดวก ร่นระยะทางและเวลาในการเดินทาง

และเพื่อเชื่อมโยงโครงข่ายให้สมบูรณ์มากขึ้น ปัจจุบันกรมได้ก่อสร้างถนนต่อเชื่อมถนนราชพฤกษ์-ถนนกาญจนาภิเษก (แนวเหนือ-ใต้) ระยะทางรวม 14.7กม. ขณะนี้มีความก้าวหน้าโดยรวมประมาณ 20% อยู่ระหว่างดำเนินงานทรายถมคันทาง งานก่อสร้างเสาเข็มเจาะ งานตอกเสาเข็มโครงสร้างสะพาน และงานก่อสร้างฐานราก ใช้ระยะเวลาก่อสร้าง 900 วัน เริ่มสัญญาเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2559 มีกำหนดเสร็จวันที่ 17 พ.ย. 2561



โดยการก่อสร้างแบ่งออกเป็น 4 สัญญา มี บมจ.ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง คอนสตรัคชั่น เป็นผู้รับเหมา ค่าก่อสร้าง 6,759 ล้านบาท แยกเป็นสัญญาที่ 1 (ตอน NS1) ก่อสร้างถนนลาดยางผิวแอสฟัลต์คอนกรีตไป-กลับ รวม 6 ช่องจราจร ระยะทาง 5.2 กม. พร้อมก่อสร้างทางแยกต่างระดับขุนมหาดไทย 1 แห่ง งานก่อสร้างสะพานข้ามคลองพระอุดม 1 แห่ง งานก่อสร้างสะพานข้ามคลองเกาะเกรียง 1 แห่ง งานก่อสร้างสะพานลอยคนเดินข้าม 1 แห่ง คืบหน้ากว่า 20.14% เร็วกว่าแผน 1.74%

สัญญาที่ 2 (ตอน NS2) ก่อสร้างถนนลาดยางผิวแอสฟัลต์คอนกรีตไป-กลับ รวม 6 ช่องจราจร ระยะทาง 2.8 กม. พร้อมก่อสร้างทางแยกต่างระดับไพร่ฟ้า 1 แห่ง งานก่อสร้างสะพานลอยคนเดินข้าม 1 แห่ง คืบหน้ากว่า 20.34% เร็วกว่าแผน 9.98%

สัญญาที่ 3 (ตอน NS3) ก่อสร้างถนนลาดยางผิวแอสฟัลต์คอนกรีตไป-กลับ รวม 6 ช่องจราจร ระยะทาง 4.322 กม. พร้อมก่อสร้างทางแยกต่างระดับปทุมธานี 1 แห่ง งานก่อสร้างสะพานข้ามคลองบางหลวง 1 แห่ง งานก่อสร้างสะพานข้ามคลองมหาโยธา 1 แห่ง คืบหน้ากว่า 14.88% เร็วกว่าแผน 4.69%



สัญญาที่ 4 (ตอน CD Road) ก่อสร้างถนนลาดยางผิวแอสฟัลต์คอนกรีตไป-กลับ รวม 6 ช่องจราจร ระยะทาง 2.4 กม. พร้อมก่อสร้างทางแยกต่างระดับบางโพธิ์ใต้ 1 แห่ง งานก่อสร้างสะพานข้ามทางแยกถนนตัดกับ CD Road จำนวน 1 แห่ง งานก่อสร้างสะพานข้ามคลองบางโพธิ์ใต้ 1 แห่ง งานก่อสร้างสะพานข้ามคลองตัน 1 แห่ง

งานก่อสร้างสะพานข้ามคลองใหม่ 1 แห่ง งานก่อสร้างสะพานบกบน CD Road จำนวน 1 แห่ง คืบหน้ากว่า 20.86% ช้ากว่าแผน 3.55%

"ทั้ง 4 สัญญานี้เป็นโครงการขนาดใหญ่โครงการแรกที่กรมได้ออกแบบผิวทางลาดยางเป็นแบบพาราแอสฟัลต์คอนกรีต เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้ยางพาราในงานก่อสร้างตามนโยบายของรัฐบาล"

ทั้งนี้ เมื่อแล้วเสร็จจะเป็นการเชื่อมต่อโครงข่ายจราจรในพื้นที่กรุงเทพฯด้านเหนือกับปริมณฑลให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 24,02, 2017, 22:00:50
 http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1487944822

โปรดเกล้าฯ ตรา พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ มีรายละเอียดดังนี้ (คลิกอ่านรายละเอียดฉบับเต็ม)
.....(เข้าไปดู ตามLink ข้างบน ดูเป็น file pdf.  ครับ
ทั้งนี้ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 มีผลบังคับ 180 วันนับแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2560 จะเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 23 สิงหาคม 2560


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 25,02, 2017, 11:29:55
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1487843009

คนไอทีขาดหนัก-"ดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง"สุดรุ่งเงินเดือนพุ่ง61%

"จ๊อบส์ ดีบี" ทำเก๋เปิดฟังก์ชั่นรีวิวออฟฟิศ-วัฒนธรรมองค์กร พร้อมเผยผลสำรวจความสุขคนทำงาน หวังให้นายจ้างปิ๊งไอเดียสร้างองค์กรในฝัน ย้ำมนุษย์เงินเดือนชาวไทยมีความสุขอันดับ 3 ในเอเชีย งานไอทีสุดรุ่ง ดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งเงินเดือนเพิ่ม 61%

นางสาวนพวรรณ จุลกนิษฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า กำลังจะเปิดตัวบริการ "รีวิวสถานที่ทำงาน" โดยให้สมาชิกเว็บไซต์เข้ามาเขียนรีวิวได้ แล้วจะนำคอมเมนต์ด้านบวก และลบมาเฉลี่ยเพื่อจัดเรตติ้ง

"ปัจจุบันบริษัทต่าง ๆ จะมาโปรโมตว่าบริษัทตนเองเป็นอย่างไร แต่ด้านการทำงาน เป็นอย่างไรไม่รู้ วัฒนธรรมองค์กรก็ไม่รู้ จึงอยากเป็นเวทีให้คนที่ต้องการข้อมูลได้รู้ บริษัทเองก็จะได้รู้ว่ามีข้อเสียตรงไหน ต้องปรับแก้อย่างไร เรตติ้งดี คนก็อยากทำงานด้วย แต่สุดท้ายแล้วขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของผู้สมัคร เพราะประสบการณ์ที่ไม่ดีอาจเป็นแค่คนใดคนหนึ่ง"

บริษัทยังทำแบบสำรวจดัชนีความสุขพนักงานชาวไทย และใน 6 ประเทศเอเชีย ได้แก่ ฮ่องกง, เวียดนาม, ฟิลิปปินส์, มาเลเซีย, สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รู้ว่าความสุขของพนักงานมีอะไรบ้างเพื่อนำไปกำหนดนโยบาย เพราะเมื่อพนักงานมีความสุขก็จะทำงานกับองค์กรนานขึ้น และส่งผลให้ชื่อเสียงบริษัทเป็นที่รู้จัก ดึงดูดคนมาทำงานมากขึ้นด้วย โดยผลสำรวจพบว่า พนักงานในไทยมีค่าเฉลี่ยความสุขที่ 5.74 เป็นอันดับที่ 3 ขณะที่ฟิลิปปินส์เป็นอันดับ 1 หลายปีซ้อนที่ 6.25 และอินโดนีเซียที่ 6.16 อันดับท้าย คือ มาเลเซีย 5.22 และสิงคโปร์ 5.09

เมื่อคัดเฉพาะทัศนคติเป็นกลางไปจนถึงมีความสุขกับงาน พบว่าทุก ๆ 100 คนในไทย มี 61 คนที่มีทัศนคติเป็นบวก ตามหลังอินโดนีเซียที่ 71 คนและฟิลิปปินส์ที่ 73 คน แต่เมื่อให้ประเมินความสุขในอีก 6 เดือนข้างหน้า พบว่าชาวไทยมีความสุขลดลง จาก 5.74 เหลือ 5.66 เมื่อเทียบกับอีก 7 ประเทศที่เหลือ ขณะที่อินโดนีเซีย และเวียดนาม มีมุมมองว่าจะมีความสุขเพิ่มขึ้น

สำหรับปัจจัยที่ทำให้พนักงานคนไทยมีความสุขใน 6 เดือนข้างหน้า คือ 1.ลาออกและได้งานใหม่ 34% 2.ปรับเงินเดือนขึ้น 19% 3.ได้รับการยอมรับในผลงาน 8% และ4.ได้รับการเลื่อนขั้น 8%

ส่วนช่วงเวลาในการทำงานของพนักงานที่ทำงาน 3-5 ปี มีความสุขเยอะสุด 5.86 รองลงมาที่ 2-3 ปี ที่ 5.83 คนที่ทำงาน 6 เดือน -1 ปีมีความสุขน้อยที่สุด ที่ 5.58 อาชีพที่มีความสุขที่สุดคือ งานบริหาร 6.38 รองลงมาเป็นท่องเที่ยว, โรงแรม ที่ 6.15 ส่วนธุรการ และทรัพยากรบุคคลอยู่ที่ 5.99 ถัดมาเป็นวิศวกรรม 5.90 และงานบัญชี 5.72

นางสาวนพวรรณกล่าวต่อว่า ตำแหน่งงานที่มีความสุขที่สุดคือ 1.ผู้บริหาร ที่ 7.32 อันดับ 2 เป็นระดับเจ้าหน้าที่ที่พึ่งทำงานใหม่ ที่ 5.92 อันดับ 3 ระดับผู้จัดการ ที่ 5.77 อันดับ 4 ระดับพนักงาน ที่ 5.71 สุดท้ายเป็นระดับหัวหน้างาน 5.49 เนื่องจากเป็นส่วนตรงกลางที่ต้องรับความคาดหวังจากเจ้านาย และคาดหวังจากลูกน้อง

ขณะที่ปัจจัยที่ทำให้พนักงานมีความสุขในที่ทำงาน คือ 1.สถานที่ทำงานที่เดินทางสะดวกและทำงานที่ไหนก็ได้ที่ตนเองต้องการ 2.ความมีชื่อเสียงขององค์กร ซึ่งสอดคล้องกับหลายประเทศ เนื่องจากมีความภูมิใจในการทำ และองค์กรใหญ่มีเครื่องมือที่ช่วยให้ทำงานสะดวก 3.ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน

ขณะที่ตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัครมากที่สุดในรอบ 10 ปีคือ งานขาย แต่ในเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา สายไอทีที่เคยอยู่อันดับ 2 ขยับขึ้นมาเป็นที่ 1 แทน อันดับ 3 เป็นวิศวกร อันดับ 4 งานการตลาด และอันดับ 5 แบงก์และไฟแนนซ์ เนื่องจากกระแสดิจิทัลทำให้ตำแหน่งงานขาดแคลนถึง 85% ขณะที่เงินเดือนในสายดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง เพิ่มกว่า 61%

"ตอนนี้บริษัทหาคนยาก มี 2-3 มหาวิทยาลัยที่ผลิตคนสายไอทีโดยตรง แม้หลายแห่งพยายามสร้างบุคลากรด้านนี้แต่ก็ยังไม่พอกับความต้องการ"


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 25,02, 2017, 19:21:04
http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9590000114351

เครือเนชั่นฯเจ๊งพันล้าน ตลท.ขึ้นSPห้ามซื้อขาย


ผู้จัดการรายวัน 360 - ตลท.ประกาศขึ้นเครื่องหมาย SP ห้ามการซื้อขายหุ้นเครือเนชั่นฯทั้ง 3 บริษัท หลังผู้สอบบัญชีไม่ให้ความเชื่อมั่นงบการเงิน พบงวด 9 เดือนแรกปี 2559 ทั้งเครือขาดทุนรวมเกือบ 1 พันล้านบาท
       
       วานนี้ (15 พ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้ประกาศขึ้นเครื่องหมาย SP (Suspension) และ NP (Notice Pending) จำนวน 5 บริษัท ได้แก่ บริษัท บางกอกรับเบอร์ จำกัด (มหาชน) (BRC) บริษัท เค.ซี. พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) (KC) บริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (NBC) บริษัท เนชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็ดดูเทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) (NINE) และ บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (NMG) เนื่องจากผู้สอบบัญชีไม่ให้ความเชื่อมั่นต่องบการเงินตามที่บริษัทจดทะเบียนดังกล่าวได้นำส่งงบการเงินสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย.59 ฉบับที่ผ่านการสอบทานมายัง ตลท.ซึ่งตัวเลขผลการดำเนินงาน และฐานะการเงินของบริษัทที่ปรากฏในงบการเงินอาจไม่แสดงค่าที่แท้จริงของกิจการ โดย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อาจสั่งการให้บริษัทแก้ไขงบการเงินได้
       ทาง ตลท.จึงขึ้นเครื่องหมาย SP เพื่อห้ามการซื้อ หรือขายหลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียน ดังกล่าวตั้งแต่การซื้อขายรอบเช้าของวันที่ 15 พ.ย.59 เพื่อให้ผู้ถือหุ้น และผู้ลงทุนทั่วไปมีเวลาในการพิจารณารายงานของผู้สอบบัญชีประกอบกับตัวเลขในงบการเงิน และหมายเหตุประกอบงบการเงินอย่างระมัดระวัง โดยจะอนุญาตให้ซื้อขายหลักทรัพย์ของ KC, NBC, NINE และ NMG พร้อมกับการขึ้นเครื่องหมาย NP ตั้งแต่การซื้อขายรอบเช้าวันที่ 16 พ.ย.59 จนกว่าบริษัทจดทะเบียนดังกล่าวจะนำส่งงบการเงินฉบับแก้ไข หรือจนกว่าจะได้ข้อสรุปว่า ไม่ต้องแก้ไขงบการเงิน สำหรับ BRC ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังคงห้ามการซื้อ หรือขายหลักทรัพย์ของบริษัทต่อไป เนื่องจากอยู่ระหว่างแก้ไขคุณสมบัติในการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน
       
       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ใน 5 บริษัทดังกล่าว มี 3 บริษัท ซึ่งอยู่ในเครือบริษัท เนชั่นมัลติมีเดียกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (เครือเนชั่นฯ) คือ NBC, NINE และ NMG โดยแต่ละแห่งได้แจ้งผลการดำเนินงานไตรมาส 3 และงวด 9 เดือนสิ้นสุด 30 ก.ย.59 ดังนี้
       
       NBC ไตรมาส 3 ขาดทุนสุทธิ 58.25 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิต่อหุ้น 0.109 บาท เทียบกับปีก่อนขาดทุนสุทธิ 3.13 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิต่อหุ้น 0.006 บาท งวด 9 เดือนขาดทุนสุทธิ 174.39 ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 0.326 บาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 2.99 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิต่อหุ้น 0.006 บาท ขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้น 171.40 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 5,732.44%
       
       NINE ไตรมาส 3 ขาดทุนสุทธิ 4.55 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิต่อหุ้น 0.027 บาท เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนขาดทุนสุทธิ 2.92 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิต่อหุ้น 0.017 บาท งวด 9 เดือน ขาดทุนสุทธิ 176.33 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิต่อหุ้น 1.037 บาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ขาดทุน 9.89 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิต่อหุ้น 0.058 บาท ขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้นกว่า 166.44 ล้านบาท หรือคิดเป็น 1,682.91%
       
       และ NMG ไตรมาส 3 ขาดทุนสุทธิรวม 280.98 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิต่อหุ้น 0.069 บาท เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนกำไรสุทธิ 15.60 ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 0.153 บาท ขณะที่งวด 9 เดือนแรกของปี ขาดทุนสุทธิ 622.76 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิต่อหุ้น 0.153 บาท เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนกำไรสุทธิ 34.01 ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 0.009 ล้านบาท คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้นลดลง 656.77 ล้านบาท หรือ 1,931.11%
       
       เมื่อคำนวณผลขาดทุนสุทธิของเครือเนชั่นฯ ทั้ง 3 บริษัท ปรากฏว่า งวด 9 เดือน มีผลขาดทุนสุทธิรวมทั้งสิ้น 973.48 ล้านบาท
       
       โดยเครือเนชั่นญได้ชี้แจงสาเหตุที่กำไรสุทธิลดลงว่า เกิดจากรายได้จากการขายและบริการ งวด 9 เดือน ลดลงจากปีก่อน 27% สาเหตุหลักมาจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจและส่งผลกระทบทำให้รายได้จากการขายโฆษณาลดลง 32% และรายได้จากการจำหน่ายสื่อสิ่งพิมพ์พ๊อคเก็ตบุ๊คส์ การ์ตูนและหนังสือเด็กลดลง 18% ขณะที่ต้นทุนและค่าใช้จ่าย เพิ่มขึ้น 5% แม้ต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารจะลดลง 4% สอดคล้องกับรายได้จากการขายและบริการที่ลดลง ประกอบกับผลขาดทุนจากการปรับโครงสร้างการประกอบธุรกิจเพิ่มขึ้นจำนวน 204.45 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทย่อยมีการปรับโครงสร้างการประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายสิ่งพิมพ์ ซึ่งเป็นผลมาจากพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป บริษัทย่อยดังกล่าวได้บันทึกสำรองค่าเผื่อมูลค่าสินค้าลดลงและตัดจำหน่ายลิขสิทธิ์สำหรับสิ่งพิมพ์ งวด 9 เดือน ให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ในปัจจุบันจำนวน 193.48 ล้านบาท และ 10.97 ล้านบาท.
       


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 26,02, 2017, 15:27:40
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1488077966

ราคากุ้งไทยไม่สะเทือนหลังเจอสารตกค้าง

ผู้เลี้ยงกุ้งไทยไม่สะเทือนหลังกระแสข่าวพบสารตกค้างในกุ้งที่ส่งเข้าสหรัฐ เกษตรกรยังพอใจราคารับซื้อไม่ลดลง "อาทร" บิ๊กบอสณรงค์ซีฟู้ดเตรียมส่งหนังสือไปยังทางการสหรัฐเร่งปลดสถานะการตรวจสอบเข้มงวดโดยเร็ว ด้านอธิบดีกรมประมงขู่ใช้กฎหมายใหม่เล่นงานผู้เลี้ยงที่ใช้สารต้องห้ามเลี้ยงกุ้ง

นายบรรจง นิสภวาณิชย์ นายกสมาคมสมาพันธ์เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งไทย เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงกรณีที่มีข่าวว่าสินค้ากุ้งไทยถูกสหรัฐอเมริกาปฏิเสธการนำเข้าในช่วงเดือน ม.ค. 2560 จำนวน 5 รายการ ด้วยเหตุที่ว่ามีการตรวจพบสารไนโตรฟูราน (Nitrofurans) ปนเปื้อนว่าเป็นข่าวที่คลาดเคลื่อนความเป็นจริง เพราะความจริงก็คือ สินค้าตัวอย่าง 5 รายการที่บริษัท ณรงค์ซีฟู้ด จำกัด ส่งไปให้ผู้นำเข้าทางเครื่องบินเพื่อพิจารณาว่าสนใจจะสั่งซื้อสินค้ารายการใดบ้าง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากบริษัทณรงค์ซีฟู้ดอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สหรัฐจะปลดออกจากการถูกตรวจสอบ 100% หลังจากส่งสินค้าผ่านเงื่อนไข คือ ส่งครบ 5 ชิปเมนต์ไม่มีสารตกค้าง แต่ทางหน่วยงาน The United States Food and Drug Administration (USFDA) ของสหรัฐ สั่งให้ผู้นำเข้าเอาสินค้าดังกล่าวไปตรวจสอบที่แล็บ ทางผู้นำเข้ากลัวเสียค่าตรวจสอบรายการละ 2,000 เหรียญสหรัฐ ซึ่งค่อนข้างแพงจึงขอนำไปทำลายทิ้งแทน และทางสื่อสหรัฐนำไปลงตีพิมพ์ว่ามีสารตกค้าง ซึ่งคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง


"ตอนนี้ทราบมาว่าทางโรงงานแปรรูปกุ้งไทยค่อนข้างเข้มงวด มีการนำกุ้งที่รับซื้อจากฟาร์มไปตรวจสอบที่แล็บกันแทบทุกลอต พยายามคัดกรองแม้จะไม่ได้ 100% แต่ก็พยายามทำให้มากที่สุด จากเดิมที่จะให้ผู้นำเข้าส่งไปตรวจแล็บฝ่ายเดียว 10 ปีที่ผ่านมาของไทยไม่เคยเจอ การตรวจพบเพียง 1-5% และไม่เกินมาตรฐานจึงเป็นเรื่องธรรมดา ที่ผ่านมาทางสมาพันธ์ก็ได้รณรงค์ห้ามการใช้ยาปฏิชีวนะในการเลี้ยงกุ้งมาตลอด ส่วนราคากุ้งในขณะนี้ก็ไม่ได้รับผลกระทบและเกษตรกรยังพอใจ ขนาด 100 ตัว/กก.ยังรับซื้อกันที่ กก.ละ 150-160 บาท และขนาด 70 ตัว/กก.ยังรับซื้อกันที่ กก.ละ 240 บาท"

นายอาทร พร้อมพัฒนภัทร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ณรงค์ซีฟู้ด จำกัดกล่าวว่า กุ้งที่บริษัทส่งไปยังสหรัฐและถูกตรวจพบสารตกค้างในเดือน พ.ค. 2559 ต้องถูกตรวจสอบเข้มงวด ต่อมาทางบริษัทก็ยังส่งกุ้งเข้าสหรัฐต่อเนื่อง 11 ชิปเมนต์ ไม่พบสารตกค้าง เข้าเงื่อนไขการปลดล็อกที่หากส่งไป 5 ชิปเมนต์ไม่พบสารตกค้างจะตรวจสอบตามปกติ แต่มีปัญหาทางเทคนิค ทางการสหรัฐยังปลดล็อกล่าช้า เมื่อส่งสินค้าตัวอย่างไปให้ผู้นำเข้าจึงเกิดปัญหาขึ้น ดังนั้น ทางบริษัทจะทำหนังสือไปถึงผู้นำเข้ากุ้งในสหรัฐ และทาง USFDA ปลดบริษัทออกจากสถานะการตรวจสอบเข้มงวด 100% มาเป็นตรวจสอบปกติ คาดว่าทางสหรัฐจะปลดสถานะบริษัทมาตรวจสอบปกติอย่างเป็นทางการในอีก 1-2 เดือนข้างหน้านี้

ทางด้านนายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง กล่าวถึงสินค้ากุ้งไทยถูกสหรัฐอเมริกาปฏิเสธการนำเข้าในช่วงเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา จำนวน 5 รายการ ด้วยเหตุที่ว่ามีการตรวจพบสารไนโตรฟูราน (Nitrofurans) ปนเปื้อนว่ากรมประมงในฐานะหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแลคุณภาพและมาตรฐานสินค้าสัตว์น้ำส่งออก ได้มีการตรวจสอบหาสาเหตุข้อเท็จจริง ซึ่งพบว่าผู้นำเข้าของบริษัท ณรงค์ซีฟู้ด จำกัด ได้แจ้งขอกลับเข้ามาสู่มาตรการตรวจสอบตามปกติ และอยู่ในระหว่างการพิจารณาของ USFDA หลังจากเคยถูกปฏิเสธการนำเข้าไป 1 รายการเมื่อปี 2559 ซึ่งตามมาตรการของสหรัฐอเมริกากำหนดให้ต้องตรวจสอบสินค้าจำนวน 5 รุ่นอย่างต่อเนื่อง หากไม่พบปัญหาก็จะกลับเข้าสู่ระบบการตรวจสอบตามปกติ ทั้งนี้ สินค้าของบริษัทได้ผ่านการสุ่มตรวจจำนวน 11 รุ่นติดต่อกันแล้ว

สำหรับสินค้าที่เป็นปัญหาทั้ง 5 รุ่นนั้น มิได้รับการตรวจสอบว่าพบสารตกค้างไนโตรฟูรานแต่อย่างใด แต่เป็นการปฏิเสธการนำเข้าเนื่องจากสินค้ากุ้งทั้ง 5 รุ่น เป็นสินค้าตัวอย่างส่งให้กับลูกค้าในสหรัฐอเมริกาทดสอบก่อนมีคำสั่งซื้อ และ USFDA อยู่ระหว่างการพิจารณาปรับสถานะการตรวจสอบเข้าสู่มาตรการตรวจสอบตามปกติ ทำให้สินค้าดังกล่าวยังอยู่ในมาตรการเฝ้าระวัง ซึ่งจะต้องถูกกักกันเพื่อตรวจวิเคราะห์ตามมาตรการที่สหรัฐอเมริกากำหนด แต่ด้วยเหตุผลที่ผู้นำเข้าจะต้องรับผิดชอบค่าตรวจวิเคราะห์และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นระหว่างการเก็บสินค้าเอง

ดังนั้น ผู้นำเข้าสหรัฐอเมริกาไม่ต้องการรับภาระค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นกับสินค้าดังกล่าว จึงได้แจ้งขอทำลายสินค้ากุ้งทั้ง 5 รายการ อย่างไรก็ตาม ข้อปฏิบัติของสหรัฐเมื่อมีการทำลายสินค้าหรือปฏิเสธการนำเข้า เจ้าหน้าที่ต้องระบุสาเหตุของการทำลายสินค้าหรือปฏิเสธการนำเข้า และประกาศเป็น Import Alert ดังนั้น สินค้ากุ้งแช่เยือกแข็งทั้ง 5 รุ่นของบริษัทจึงถูกประกาศว่าถูกปฏิเสธการนำเข้า เนื่องจากตรวจพบไนโตรฟูรานตามที่เคยมีประวัติในรุ่นปี 2559 ไปโดยปริยาย

"กระทรวงเกษตรฯมั่นใจว่า สินค้ากุ้งของไทยนั้นมีมาตรฐานคุณภาพอาหารปลอดภัย เนื่องจากมีกระบวนควบคุมสินค้าสัตว์น้ำส่งออกตลอดสายการผลิต ที่ผ่านมาภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคเกษตรกรได้จัดประชุมหารือร่วมกันกับสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย และสมาพันธ์เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งไทย เพื่อกำหนดแนวทางในการควบคุมการใช้ยาและสารเคมีต้องห้ามที่ผิดกฎหมาย และกำหนดให้โรงงานต้องรับซื้อวัตถุดิบสัตว์น้ำจากฟาร์มที่ขึ้นทะเบียนและได้รับการรับรองเท่านั้น อีกทั้งย้ำเตือนเกษตรกรเพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการปฏิบัติตามมาตรฐาน GAP การห้ามใช้ยาและสารเคมีต้องห้ามในฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และแจ้งถึงมาตรการลงโทษตาม พ.ร.ก.การประมงฉบับใหม่ด้วย"


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 26,02, 2017, 19:34:57
http://www.springnews.co.th/th/2017/02/27409/

สายเมาหนาวเเน่!  รัฐจัดเก็บภาษีใหม่  “รื้อเพดานภาษีเบียร์-เหล้า”

วันที่ 26 ก.พ.60-หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ สื่อในเครือสปริง กรุ๊ป ฉบับ 3239 ระหว่างวันที่ 26 ก.พ.-1 มี.ค. 2560 รายงานว่า ภาษีสรรพสามิตใหม่ที่ปรับวิธีการจัดเก็บจากราคาขายส่งหน้าโรงงานมาเป็นราคาขายปลีกแนะนำ ที่คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายใน 180 วัน หลังประกาศในราชกิจนุเบกษา ส่งผลให้กรมสรรพสามิตต้องเร่งดำเนินการทำกฎหมายลูกประกอบประมาณ 80 ฉบับ โดยเฉพาะเรื่องการกำหนดพิกัด

อัตราภาษีใหม่ในสินค้าหลักๆ ได้แก่ นํ้ามัน ยาสูบ รถยนต์เครื่องดื่ม ทั้งแบบที่ไม่มีแอลกอฮอล์และมีแอลกอฮอล์ คือ เบียร์ ไวน์ และสุรากลั่น

กรมสรรพสามิตระบุว่า หลักการปรับโครงสร้างภาษีสุรา เบียร์ และไวน์ ภายใต้ พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิตฉบับใหม่ ประกอบ ด้วย 1.โครงสร้างภาษีใหม่จะเปลี่ยนฐานภาษีจาก ราคาขายส่งช่วงสุดท้าย เป็น ราคาขายปลีกแนะนำ ส่งผลให้ฐานภาษีที่ใช้ในการคำนวณภาษีตามมูลค่ามีราคาสูงขึ้น ดังนั้นเพดานอัตราภาษีตามมูลค่าจึงลดลงและอัตราภาษีที่จะใช้ในการจัดเก็บ มีแนว
โน้มลดลงตามไปด้วย เพื่อให้ผู้ประกอบการไม่มีภาระภาษีมากไปกว่าเดิม

นอกจากนี้โครงสร้างภาษีสุรา เบียร์ และไวน์ ภายใต้ พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิตฉบับปัจจุบัน มีราคาขายช่วงสุดท้ายเป็นฐานภาษี
ภาระภาษีตามมูลค่าจึงเปลี่ยนแปลงไปตามราคาขายที่ผู้ประกอบการแจ้ง ดังนั้นหากมีการแจ้งราคาขายไว้ตํ่าจะส่งให้ภาระภาษีตามมูลค่าและภาระภาษีโดยรวมตํ่าไปด้วย   ในขณะที่ภายใต้โครงสร้างภาษีใหม่ มีการเปลี่ยนฐานการคำนวณจากราคาขายส่งเป็นราคาขายปลีกแนะนำ ซึ่งเป็นราคาที่พบเห็นและตรวจสอบได้ในท้องตลาดโดยทั่วไป ส่งผลให้ระบบการจัดเก็บภาษีมีความโปร่งใสมากขึ้น และเป็นธรรมยิ่งขึ้น

2. วิธีการคำนวณภาษีสุรา เบียร์ และไวน์ใหม่ จะคงเป็นระบบแบบผสมแต่เปลี่ยนแปลงเล็กน้อยจากวิธีปัจจุบัน คือ อัตราใหม่เท่ากับอัตราตามมูลค่าบวกด้วยอัตราตามปริมาณ (ดีกรีแอลกอฮอล์) แต่ไม่เก็บภาษีตามปริมาตร และขนาดของดีกรีที่เกินกว่ากำหนด

3. โครงสร้างภาษีสุรา เบียร์ และไวน์ ภายใต้พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิตฉบับปัจจุบัน จะมีสัดส่วนภาระภาษีตามมูลค่าสูงกว่าหรือใกล้เคียงกับภาระภาษีตามปริมาณ ขณะที่การกำหนดอัตราภาษีภายใต้ พ.ร.บ.ฉบับใหม่จะมุ่งเน้นหลักสุขภาพมากขึ้น เพื่อสะท้อนถึงผลกระทบต่อสุขภาพ โดยสุราที่มีราคาถูกและแรงแอลกอฮอล์ในระดับสูงจะต้องมีภาระภาษีที่สูงขึ้น

4. เมื่อพิจารณาสุราทั้ง 3 ประเภท แรงแอลกอฮอล์หรือปริมาณแอลกอฮอล์ในสุราโดยทั่วไปแล้ว พบว่า สุรากลั่นมีดีกรีระหว่าง 28-45 ดีกรี เบียร์ 3-7 ดีกรี และไวน์ 13-17 ดีกรี ดังนั้นในการกำหนดอัตราภาษีใหม่เพื่อมุ่งเน้นหลักสุขภาพ เบียร์ และไวน์ ที่มีแรงแอลกอฮอล์ต่ำกว่าสุรากลั่น จึงมีเพดานอัตราภาษีตามปริมาณที่สูงขึ้นเพื่อให้ภาระภาษีสะท้อนแรงแอลกอฮอล์ที่เพิ่มขึ้น

“โครงสร้างภาษีใหม่ เบียร์และไวน์ จะมีการปรับอัตราภาษีตามปริมาณจะปรับเพิ่มขึ้นจาก 300 และ 2,000 บาทเป็น 3,000 บาท เพิ่มขึ้น 0.5 เท่า และปรับอัตราตามมูลค่าลดลงจาก 60% และ 50% เหลือ 30% ส่วนเพดานอัตราภาษีตามปริมาณของสุรา ปรับเพิ่มจาก 400 บาท เป็น 1,000 บาท หรือเพิ่มขึ้น 1.5 เท่า หรือ 150% ส่วนอัตราตามมูลค่า 30% ลดลงจาก 50%” แหล่งข่าวกรมสรรพสามิต กล่าว

ขณะที่กฎหมายปัจจุบัน อัตราภาษีของเบียร์ตามมูลค่า เพดานสูงสุดที่ 60% แต่จัดเก็บจริง 48% ไวน์ เพดานอยู่ที่ 60% จัดเก็บจริงตั้งแต่ 0-36% และสุรากลั่น เพดานอยู่ที่ 50% จัดเก็บจริง 4-25% 

แหล่งข่าวกล่าวว่า จากโครงสร้างภาษี สุรา เบียร์ และไวน์ใหม่ ทำให้เพดานอัตราภาษีของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะขยับขึ้น เนื่องจากฐานที่นำมาใช้ในการคำนวณภาษีเพิ่มขึ้น เนื่องจากเปลี่ยนวิธีจากราคาขายส่งช่วงสุดท้าย มาเป็นราคาขายปลีกแนะนำ ส่วนอัตราการจัดเก็บจริงนั้น จะยึดหลักการว่า ภาษีใหม่จะไม่เพิ่มภาระให้ผู้ประกอบการและผู้บริโภค ซึ่งคาดว่าจะประกาศอัตราได้ 1 สัปดาห์ก่อนภาษีจะมีผลบังคับใช้

โครงสร้างใหม่ ทำให้เพดานภาษีเบียร์ขยับขึ้น เช่น เบียร์ 3.5 ดีกรี ขนาด 0.62 ลิตร ขยับจากขวดละ 41.60 บาท เป็น 78.50 บาทโดยประมาณ เบียร์ 5 ดีกรี ขนาด 0.62 ลิตร ขยับจากขวดละ 42.10 บาท เป็น 108 บาท เบียร์ 5.8 ดีกรี ขนาด 0.62 ลิตร ขยับจากขวดละ 40.70 บาท เป็น 123 บาท เบียร์ 6 ดีกรี ขนาด 0.50 ลิตร ขยับจากขวดละ 40.20 บาท เป็น 132 บาท และเบียร์ 7 ดีกรี ขยับจากขวดละ 46.50 บาท เป็น 178 บาท

ไวน์มีขนาดเดียวคือ  0.75 ลิตร ระดับดีกรีตั้งแต่ 12.5-14.5 ดีกรี อัตราเพดานตํ่าสุดในปัจจุบันขวดละ 225 บาท จะขยับขึ้นเป็นขวดละ 519 บาท และสูงสุดอยู่ที่ขวดละ 1,482 บาท โดยเป็นอัตราเพดานที่ลดลงจาก 2,100 บาท เนื่องจากแจ้งราคาขายส่ง 3,500 บาท

ด้านสุราทุกประเภท เริ่มจากสุราขาวชุมชน ขนาด 0.625 ลิตร ดีกรีเริ่มต้นที่ 28 ดีกรี อัตราเพดานปัจจุบันอยู่ที่ขวดละ 98 บาท ปรับเพิ่มเป็นขวดละ 199 บาท ขนาด 35 ดีกรี ปรับเพิ่มจาก  121 บาท เป็น 244 บาท ส่วนสุราขาว 40 ดีกรี แจ้งราคาขายส่ง 75 บาท จากขวดละ 137.50 บาท เป็น 277 บาท

สุดท้ายสุรากลั่นอื่นๆ ขนาด 0.70 ลิตร เริ่มจาก 35 ดีกรี แจ้งราคาขายส่ง 125 บาท เพดานขยับเพิ่มจากขวดละ 160 บาท เป็น 312 บาท 35 ดีกรี แจ้งราคาขายส่ง 128 บาท ขยับจากขวดละ 162 บาท เป็น 320 บาท ส่วน 40 ดีกรี 3 ชนิด ขยับจากขวดละ 216-366 บาท เป็น 357-447 บาท

นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีมีคำสั่งในท้ายร่างกฎหมายฯเมื่อครั้งที่กรมสรรพสามิตเสนอว่า ภาษีใหม่จะต้องไม่เพิ่มภาระให้กับผู้ประกอบการ และไม่กระทบต่อราคาสินค้าเพิ่มขึ้น

“หัวใจของภาษีสรรพสามิตใหม่คือ เพื่อความเป็นธรรม โปร่งใส ลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ไม่เพิ่มภาระให้ประชาชน ผู้ประกอบการจะขึ้นราคาสินค้าด้วยเหตุผลว่าภาษีเพิ่มขึ้นไม่ได้”

อธิบดีกรมสรรพสามิต ระบุว่า กรมสรรพสามิตจะมีฐานข้อมูลของราคาขายปลีกแนะนำของสินค้ากว่า 1,000 สินค้า ซึ่งจะเป็นฐานข้อมูลเพื่อนำมาเปรียบเทียบกับราคาขายปลีกแนะนำที่ผู้ประกอบการแจ้งเข้ามา โดยหากมีราคาที่ใกล้เคียงกันก็ไม่มีปัญหา กรมสรรพสามิตสามารถประกาศได้เลย

“หากราคากรมสรรพสามิตมีอยู่แตกต่างจากที่ผู้ประกอบการแจ้งเข้ามา ก็ต้องมาคุยกันหาข้อสรุป ถ้าคุยกันได้ก็จบ แต่หากไม่ลงตัวมีข้อโต้แย้ง กรมสรรพสามิตสามารถประกาศเองได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้ความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี” นายสมชาย กล่าว


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 27,02, 2017, 16:32:04
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1488184681

"บางกอก แอร์เวย์ส"ประเดิมใบอนุญาตใหม่ ICAO เร่งตรวจอีก22สายการบินให้เสร็จก่อนปลดธงแดง30มิ.ย.นี้

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า วันที่ 27 ก.พ. 60 สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) มอบใบอนุญาตผู้ดำเนินการเดินอากาศ หรือ AOC ฉบับแรกหลังมีการประเมินใบอนุญาตการเดินอากาศของสายการบินใหม่ (Re-Certification) ให้กับ บมจ.การบินกุรงเทพ หรือ สายการบิน บางกอก แอร์เวย์ส

โดยกระบวนการออกใบอนุญาตเริ่มตั้งแต่ วันที่ 12 ก.ย.59 บางกอก แอร์เวย์ส ได้ดำเนินการตามกระบวนการอย่างครบถ้วน ทั้งเอกสาร การตรวจสถานีในกรุงเทพและต่างประเทศ ตลอดจนการสาธิตความปลอดภัยทางการบิน เป็นไปตามมาตรฐานขององค์การการบินระหว่างประเทศ (ICAO)

ส่วนสายการบินที่เหลืออีก 22 สายการบิน กลุ่มแรก จำนวน 8 สายการบิน ได้แก่ การบินไทย ไทยแอร์เอเชีย เค-ไมล์แอร์ โอเรียนท์ไทย นกแอร์ นกสกู๊ต ไทยแอร์เอเชียเอ็กซ์ และไทยสมายล์ แอร์เวย์ อยู่ในระหว่างการประเมินใบรับรองผู้เดินอากาศใหม่ ขึ้นอยู่กับขนาดและโครงสร้างองค์กร จำนวนประเภทเครื่องบิน และความซับซ้อนในระบบการปฏิบัติงานของแต่ละสายการบินซึ่งขณะนี้ กำลังจะสู่การตรวจสอบภาคปฎิบัติ คาดว่า มี.ค.-เม.ย.60 จะสามารถออกใบ AOC ได้

หลังจากนั้นสายการบินอีก 12 สาย จะเร่งรัดให้สามารถออกใบ AOC ได้ก่อนวันที่ 30 มิ.ย.60 ซึ่งเป็นวันที่ประเทศไทยจะยื่นหนังสือ ขอให้ ICAO มาตรวจซ้ำสำหรับข้อบกพร่องอย่างมีนัยสำคัญด้านความปลอดภัย (SSC) จำนวน 33 ข้อ คาดว่าภายในสิ้นปีจะสามารถปลดธงแดงได้

นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การเดินอากาศ พ.ศ...... ซี่งอยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา

ด้านนายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการ กพท. กล่าวว่า ใบอนุญาต AOC มีอายุ 5 ปี ซึ่งระหว่างที่ได้ใบอนุญาต ทาง กพท.จะตรวจสายการบินเป็นระยะ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาหรือข้อบกพร่องหลังจากได้ใบอนุญาตไปแล้ว ขั้นตอนการออกใบอนุญาตการเดินอากาศใหม่ กพท.จะให้เวลาแต่ละสายการบิน ปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้องภายใน 20 วัน หากไม่สามารถแก้ไขได้ ก็ต้องกลับไปเริ่มกระบวนการตรวจขั้นตอนแรกใหม่ ในระหว่างที่มีการยื่นขอให้ ICAO มาตรวจ หากสายการบินไหนยังไม่ได้ใบอนุญาต AOC ก็ต้องหยุดบินระหว่างประเทศ จนกว่าจะได้ใบอนุญาต AOC ซึ่งอาจจะมีไม่ครบทั้ง 23 สายการบิน


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 28,02, 2017, 12:17:42
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=14882556397

ขยายถนนราชพฤกษ์ช่วง "จรัญ 13-คลองมหาสวัสดิ์" เสร็จ พ.ค.60


หลังกรมทางหลวงชนบท (ทช.) ดำเนินการก่อสร้างโครงการขยายถนนราชพฤกษ์ ระยะที่ 2 (ตอนที่ 2) จากซอยจรัญสนิทวงศ์ 13-คลองมหาสวัสดิ์ ระยะทางประมาณ 7.500 กิโลเมตร เพื่อแก้ไขปัญหาจราจรและลดอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้น ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพและยืดอายุการใช้งานของถนนราชพฤกษ์ ยกระดับมาตรฐานทางรองรับความเจริญเติบโตและเพิ่มศักยภาพของถนนโครงข่ายในพื้นที่

นายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน อธิบดีกรมทางหลวงชนบท (ทช.) เปิดเผยว่า ถนนราชพฤกษ์ หรือทางหลวงชนบท สาย นบ.3021 เริ่มต้นจากแยกตากสิน ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ทอดตัวในแนวเหนือ-ใต้ ผ่านถนนเพชรเกษม ถนนบรมราชชนนี  ข้ามคลองมหาสวัสดิ์ เข้าสู่จังหวัดนนทบุรี ผ่านถนนนครอินทร์ ถนนรัตนาธิเบศร์ ถนนชัยพฤกษ์ และสิ้นสุดที่ทางหลวงหมายเลข 345 รวมความยาวประมาณ 31 กิโลเมตร

ซึ่งได้ก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดใช้งานมาตั้งแต่ปี 2546 นั้น เดิมมีขนาด 6 ช่องจราจร ปัจจุบันมีปริมาณจราจรประมาณ 80,000 คันต่อวัน ส่งผลให้ถนนราชพฤกษ์เกิดปัญหาจราจรติดขัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชั่วโมงเร่งด่วน ทช.จึงได้มีโครงการก่อสร้างขยายผิวจราจรเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานของถนนราชพฤกษ์ ลดระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางและอำนวยความสะดวกปลอดภัยให้แก่ผู้ใช้เส้นทางเพิ่มมากขึ้น

โดยก่อสร้างทางคู่ขนานเพิ่มเติมฝั่งละ 2 ช่องจราจร รวมจากเดิมเป็น 10 ช่องจราจร พร้อมทางเท้าและระบบระบายน้ำ โดยได้ดำเนินการก่อสร้างช่วงคลองมหาสวัสดิ์-ถนนรัตนาธิเบศร์ (ระยะที่ 2 (ตอนที่ 1)) ระยะทางประมาณ 8.800 กิโลเมตร (กม.14+100-กม.22+900) แล้วเสร็จ และเปิดใช้งานแล้วตั้งแต่เดือนธันวาคม 2558

ปัจจุบัน ทช.อยู่ระหว่างการก่อสร้างขยายถนนราชพฤกษ์ ระยะที่ 2 (ตอนที่ 2) ช่วงซอยจรัญสนิทวงศ์ 13-คลองมหาสวัสดิ์ ระยะทางประมาณ 7.500 กิโลเมตร (กม.6+600-กม.14.100) งบประมาณรวม 463 ล้านบาท ขณะนี้งานก่อสร้างมีความก้าวหน้ากว่าร้อยละ 82 เร็วกว่าแผนงานร้อยละ 6 โดยมีกำหนดแล้วเสร็จในเดือนพฤษภาคม 2560

นอกจากนี้ ในปีงบประมาณ 2560 ทช.มีแผนจะดำเนินการขยายถนนราชพฤกษ์ระยะที่ 2 (ตอนที่ 3) ระยะทางประมาณ 8.350 กิโลเมตร (กม.22+900-กม.31.250) ช่วงถนนรัตนาธิเบศร์–ทางหลวงหมายเลข 345 ซึ่งเป็นช่วงสุดท้ายของถนนราชพฤกษ์ที่จะต้องขยายเพิ่มช่องจราจร โดยมีราคากลางค่าก่อสร้างประมาณ 1,098 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการประกวดราคา คาดว่าจะสามารถเริ่มงานก่อสร้างได้ภายในไตรมาสที่ 3 ของปีงบประมาณ 2560 และมีกำหนดแล้วเสร็จประมาณปลายปี 2562 ใช้ระยะเวลาก่อสร้าง 900 วัน


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 01,03, 2017, 22:02:15
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1488359871

"สมคิด" ลั่นเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวทุกมิติ ฝากการบ้าน ตลท. 3 ข้อ พร้อมผลักดันคุณภาพตลาดทุน

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังตรวจเยี่ยมตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่าการที่ตนได้เดินทางมาตลาดหลักทรัพย์ฯในวันนี้ เพื่อสอบถามถึงความคืบหน้าของนโยบายที่เคยได้มอบหมายไว้ในครั้งก่อน ขณะที่มีการรายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาก็มีการรายงานเศรษฐกิจของไทยที่ฟื้นตัวอย่างชัดเจน โดยเป็นการฟื้นตัวแบบทุกๆ มิติ และเป็นไปในทิศทางแบบนี้หลายเดือนต่อเนื่อง

"โดยสิ่งที่น่ายินดีไม่ว่าจะเป็นการบริโภคที่ปรับตัวดีขึ้น การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ก็เติบโต การผลิตของภาคเอกชนก็ดีขึ้นและต่อเนื่อง ส่วนการท่องเที่ยวก็ฟื้นตัวได้ดีมากและฟื้นตัวรวดเร็ว และการส่งออกที่โต 8.8% ในเดือน ม.ค.60 ซึ่งอันนี้คือเศรษฐกิจจริงที่ฟื้นตัวแบบค่อนข้างแน่น" นายสมคิดกล่าว

นายสมคิดกล่าวต่อว่าส่วนในแง่ของตลาดทุน ล่าสุดผลประกอบการงวดปี 2559 ของ บจ.กว่า 600 บริษัท พบว่ามีกำไรสุทธิเติบโตกว่า 26.5% จากปี 2558 ซึ่งสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2558 ที่โตจากปี 2557 เพียงแค่ 1% ซึ่งเป็นการโตที่รวดเร็วและดีขึ้นมาก ซึ่งสะท้อนว่าทุกตัวกำลังไปได้ดีทั้งอัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับตัวดีขึ้น และบริษัทไทยก็มีหนี้สินต่อทุนที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง ซึ่งกำไรของ บจ.ปีที่ผ่านมาถือว่าทำได้ดีมาก หากประคองแบบนี้ต่อไปได้คาดว่าอนาคตจะแจ่มใส

ขณะที่การบ้านอันดับแรกที่ต้องการให้ตลาดหลักทรัพย์ฯดำเนินการ คือ การเป็นแหล่งระดมทุนของ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งปี 2560 นี้ตลาดหลักทรัพย์ฯได้ตั้งเป้าสัดส่วน 30% ของมาร์เก็ตแคปของบริษัทใหม่ที่จะเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้น และอีก 3 ปีข้างหน้าคาดว่าจะเพิ่มสัดส่วนเป็น 50% ของมาร์เก็ตแคปหุ้นใหม่ทั้งหมด     

อันดับสอง คือมองในอนาคตอยากให้ตลาดหลักทรัพย์ฯเป็นตลาดหุ้นหลักของกลุ่ม CLMV ซึ่งช่วงนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯจึงจำเป็นต้องเดินสายให้บริษัทหรือธุรกิจในกลุ่ม CLMV มาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย ซึ่งถือเป็นการเชื่อมโยงกลุ่ม CLMV เข้ามาใช้ตลาดทุนเป็นแหล่งระดมทุน

ส่วนเรื่องที่สาม คืออยากให้ตลาดหลักทรัพย์ฯเป็นจุดศูนย์กลางในการสร้างและพัฒนาธุรกิจสตาร์ตอัพให้แก่อนาคตของประเทศ ซึ่งให้ตลาดหลักทรัพย์ฯมีหน้าที่สำรวจจำนวน, จัดแบ่งหมวดหมู่ธุรกิจสตาร์ตอัพ และจับคู่เพื่อระดมทุน รวมถึงจัดสรรอุตสาหกรรมที่ดำเนินการอยู่ให้มาเป็นพี่เลี้ยงให้ นอกจากนี้ยังจะฝากเรื่องคุณภาพของบริษัทจดทะเบียนมาก หลังที่ผ่านมามองว่าตลาดหลักทรัพย์ฯประสบความสำเร็จในเชิงปริมาณแล้ว ซึ่งต่อไปจะต้องเน้นดูแลเชิงคุณภาพมากขึ้น ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯจะเน้นการบริหารจัดการ บริษัทไหนทำไม่ดีจะต้องมีบทลงโทษของตลาดออกมาทันที ซึ่งทางฝั่ง ก.ล.ต.ก็จะมีแนวทางเช่นเดียวกัน

"โดยปีหน้าจะเป็นปีแห่งคุณภาพของตลาดทุน ไม่ใช่แค่ปริมาณอย่างเดียว" นายสมคิดกล่าว


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 02,03, 2017, 08:48:32
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1488352245

มท.ไฟเขียว"ขอนแก่น"ตั้งบริษัท ลงขันรถไฟฟ้ารางเบาหมื่นล้าน

ขอนแก่นเฮ รมว.มหาดไทย ไฟเขียว 5 เทศบาลลงขันจัดตั้งบริษัทลงทุนพัฒนารถไฟฟ้าระบบรางเบาหมื่นล้าน คาดได้ฤกษ์ตอกเข็มภายในสิ้นปีนี้ "ช.ทวี ดอลล่าเซียน" สบช่องแจมดึงกลุ่มทุน "จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ยุโรป" ร่วม อปท. 7 จังหวัดขานรับ เล็งใช้เป็นโมเดลต้นแบบ

5 เทศบาลเตรียมจดทะเบียน

นายจีระศักดิ์ ฑีฆายุพันธุ์ นายกเทศมนตรีนครขอนแก่น เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามอนุมัติให้ 5 เทศบาลในจังหวัดขอนแก่น ประกอบด้วย เทศบาลนครขอนแก่น เทศบาลเมืองศิลา เทศบาลเมืองเก่า เทศบาลตำบลท่าพระ และเทศบาลตำบลสำราญ ซึ่งมีแนวคิดจะลงทุนโครงการรถไฟฟ้าระบบรางเบา (แอลอาร์ที) หรือ TRAM ระยะทาง 22.6 กม. มูลค่าลงทุนรวมหลักหมื่นล้านบาท ในตัวเมืองขอนแก่น เพื่อแก้ปัญหาการจราจร รองรับการขยายตัวของเมือง และอำนวยความสะดวกสบายในการเดินทางของประชาชน จัดตั้งบริษัทเพื่อดำเนินการโครงการดังกล่าว โดยดำเนินการตามมาตรา 57 ทวิ แห่ง พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ. 2496

ขณะนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั้ง 5 แห่ง อยู่ระหว่างเตรียมเอกสารจดทะเบียนบริษัทนิติบุคคล โดยเอกชน คือ สภาหอการค้าจังหวัดขอนแก่น จะร่วมสนับสนุนด้วยการบริจาคเงิน 4 ล้านบาท ให้เทศบาลนครขอนแก่น ขณะที่สภาอุตสาหกรรมจังหวัดขอนแก่น จะบริจาคเงินให้อีก 4 เทศบาล เทศบาลละ 2.5 แสนบาท รวมเป็น 5 ล้านบาท เป็นทุนจดทะเบียนตั้งต้น ปลายเดือน ก.พ. 2560 นี้ ทั้ง 5 เทศบาลจะเปิดประชุมสภา เพื่อแจ้งเรื่องการรับบริจาคเงิน จากนั้นจะเริ่มจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทตามแผนที่กำหนดไว้

"หลังจัดตั้งบริษัท จะแต่งตั้งคณะทำงานและว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญหรือผู้มีประสบการณ์เกี่ยวกับโครงการระบบขนส่งมวลชนเข้ามาช่วย เพราะไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน แต่การดำเนินการบริษัทนี้จะเป็นไปตามนโยบายของ 5 เทศบาล ที่จะกำหนดนโยบายในการขับเคลื่อนบริษัท ส่วนเอกชนที่จะเข้ามารับผิดชอบโครงการยังไม่ได้เจาะจง แต่ใครที่จะเข้ามาดำเนินการต้องเข้าสู่ระเบียบทางราชการทั้งสิ้น"

ผนึกเอกชนพัฒนาระบบราง

นายสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ช.ทวี ดอลล่าเซียน จำกัด (มหาชน) ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ขอนแก่นพัฒนาเมือง (เคเคที) เปิดเผยว่า การจัดตั้งบริษัทของ 5 เทศบาล ใน จ.ขอนแก่น ถือว่าเกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย และเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ พ.ร.บ.เทศบาลฯ ประกาศบังคับใช้ ทำให้วันนี้ทีมขอนแก่นเหมือนเป็นดรีมทีมของการปกครองท้องถิ่น ทั้งนี้ในส่วนของบริษัทสนใจโครงการนี้และต้องการมีส่วนร่วมในการดำเนินการ เบื้องต้นได้พูดคุยกับซัพพลายเออร์จากที่ต่าง ๆ 5 แห่ง ทั้งจากยุโรป ยุโรปตะวันออก ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ทุกรายสนใจจะร่วมลงทุนโครงการระบบรางเบาด้วย

"เมื่อทั้ง 5 เทศบาลจัดตั้งบริษัทเรียบร้อย ซึ่งคงใช้เวลาไม่เกิน 2 เดือน ก็น่าจะพร้อมประกาศหาเอกชนร่วมงาน เราถือเป็นหนึ่งในแคนดิเดต ที่พร้อมจะพัฒนาโครงการนี้ตามขั้นตอนกฎหมาย จากนั้นคาดว่าจะเริ่มมีการดำเนินการไม่เกินสิ้นปีนี้"

นายฐาปนา บุณยประวิตร อุปนายกสมาคมการผังเมืองไทย และผู้ประสานงานเครือข่ายกิจการพัฒนาเมือง เปิดเผยว่า "ขณะนี้กิจการพัฒนาเมืองของ จ.ขอนแก่น คืบหน้าไปมาก โดยเฉพาะการพัฒนาระบบขนส่งมวลชน โดยความร่วมมือของ 5 เทศบาล สำหรับการดำเนินโครงการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนของทั้ง 5 เทศบาลนั้น คาดว่าใช้รูปแบบการให้สัมปทานโครงการ และเส้นทาง โดยให้บริษัทเอกชนเข้ามาดำเนินการทั้งหมด โดยบริษัท ขอนแก่นพัฒนาเมือง จำกัด จะดำเนินโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้ารางเบา (Light Rail Transit : LRT) ซึ่งบริษัทอยู่ระหว่างการระดมทุนจากหลายกลุ่มที่สนใจจะร่วมทุนด้วย"

"ภูเก็ต-เชียงใหม่" สนใจ

ด้านนางสาวเฉลิมลักษณ์ เก็บทรัพย์ นายกเทศมนตรีเมืองป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต เปิดเผยว่า กำลังศึกษาข้อมูลที่ 5 เทศบาลของขอนแก่นตั้งบริษัทขึ้นพัฒนาระบบขนส่งมวลชน ในอนาคตหากมีความเป็นไปได้อาจทำในรูปแบบเดียวกัน โดยใช้กรณีดังกล่าวเป็นต้นแบบ เนื่องจากป่าตองมีปัญหาหลายด้านที่ต้องพัฒนา หากรองบประมาณจากภาครัฐอาจไม่เพียงพอ ขณะที่ อปท.อีกหลายแห่งใน จ.ภูเก็ต ต่างสนใจวิธีการนี้ โดย จ.ภูเก็ต ตั้งบริษัท ภูเก็ตพัฒนาเมือง จำกัด แล้ว มีเอกชนหลายรายร่วมลงทุน ทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท เปิดตัวบริษัทก่อนหน้านี้แล้ว

ขณะที่นายทัศนัย บูรณุปกรณ์ นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ กล่าวในทำนองเดียวกันว่า ระบบขนส่งมวลชนมีความจำเป็นอย่างมากสำหรับเชียงใหม่ แต่ขณะนี้ยังไม่มีกลุ่มเอกชนรายใดเสนอตัวลงทุนระบบรถไฟฟ้ารางเบาในเชียงใหม่ ในส่วนของเทศบาลก็ยังไม่เคยหารือกันเกี่ยวกับเรื่องนี้ ปัจจุบันเทศบาลนครเชียงใหม่ยังคงให้บริการรถเมล์ตามปกติ 2 เส้นทาง และเตรียมเพิ่มเส้นทางสายที่ 3 เดือน เม.ย.นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัจจุบันภาคเอกชนในท้องถิ่นที่รวมตัวตั้งบริษัทเพื่อพัฒนาระบบขนส่งมวลชน ทุนจดทะเบียนตั้งแต่ 100-200 ล้านบาท มีทั้งหมด 7 แห่ง ได้แก่ 1.บริษัท ขอนแก่นพัฒนาเมือง จำกัด 2.บริษัท ภูเก็ตพัฒนาเมือง จำกัด 3.บริษัท เชียงใหม่พัฒนาเมือง จำกัด 4.บริษัท พิษณุโลกพัฒนาเมือง จำกัด 5.บริษัท สมุทรสาครพัฒนาเมือง จำกัด 6.บริษัท สระบุรีพัฒนาเมือง จำกัด และ 7.บริษัท ระยองพัฒนาเมือง จำกัด


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 03,03, 2017, 14:36:14
วิกฤตหนักอสังหาไทยในรอบ 20 ปี กำลังเกิดในปี 60 นี้

http://www.advancedbizmagazine.com/realestate/

นาย ธงชัย ปิยสันติวงศ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ทีเนอจี จำกัด และนักวางกลยุทธอสังหาประสบการณ์กว่า 20 ปี ได้จัดการสัมมนาหัวข้อ “วิกฤตทางรอดอสังหา 2017” เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2560 เปิดเผยว่า สถานการณ์อสังหาริมทรัพย์ไทยที่มีความน่ากังวล จากสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศและเศรษฐกิจโลกปัจจุบันที่อยู่ในภาวะถดถอย ทำให้ตลาดอสังหาของไทยซบเซามาอย่างต่อเนื่อง ในปีที่ผ่านมา มีสต็อกอสังหาที่ยังคงค้างหลายหมื่นยูนิตจึงจะส่งผลจนถึงปัจจุบัน

แต่สิ่งที่น่าห่วงที่สุดในปีนี้คือ ปัจจัยลบ 4 ด้านที่ประกอบกันทุกแง่มุมในรอบ 20 ปี คือ

* ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ

* การไม่อนุมัติสินเชื่อของสถาบันการเงิน

* กำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลงอย่างมาก

* และสงครามราคาของผู้ประกอบการอสังหา

โดยปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลต่อหลายฝ่าย โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย

ทั้งที่เป็นผู้ประกอบการลงทุน และก่อสร้าง บ้าน คอนโดระยะกลางและเล็ก

รวมถึงนักลงทุนอสังหาเพื่อเก็งกำไร ที่จะเกิดการช็อตของสภาพคล่องทางการเงิน

และอาจกระทบไปถึงภาพรวมอสังหาไทย จนเกิดเป็นวิกฤตการณ์ได้

โดยได้มองถึงความเสี่ยงและข้อควรระวังที่นักลงทุนควรต้องตระหนักถึงไว้ดังนี้

 

10 จุดเสี่ยงอสังหาไทยปี 2560

อสังหาฯ ปี 2017 เข้าสู่ภาวะมืด 10 ด้าน

ลูกค้าหดกว่า 50%
การตลาดปกติไม่ work
ลูกค้าไม่ walk
ยอดจองน้อยมาก
อัตราการยกเลิกสูง ±50%
รายรับน้อย ค่าใช้จ่ายสูง
วงเงินกู้ธนาคาร เบิกไม่ได้ (เป็นผลสืบเนื่องมาจากยอดขาย)
ธนาคารเข้มงวดสินเชื่อรายย่อยมาก
สงครามราคา รายใหญ่ขายเท่ารายย่อย
ก้าวต่อก็ยาก ถอยก็ไม่ได้
 

พื้นที่สีแดงไม่ควรลงทุนอสังหาประจำปี 60 พร้อมเหตุผล

อสังหาฯ ปี 2017 ถือเป็น “Red Ocean” สมรภูมิเดือด เนื่องเพราะ

รายใหญ่ Stock ล้น ทำให้เกิด Super Promotion และสงครามราคา รายย่อยจะสู้ยาก รายใหม่เสียเปรียบมหาศาล
ลูกค้าที่มีกำลังซื้อ เหลือไม่ถึง 50%
รายใหญ่ยังมีโครงการที่เลื่อนเปิดตัวใน 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งจะต้องเปิดในปีนี้อีกนับไม่ถ้วน
ธนาคารเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ทั้งสินเชื่อโครงการ และสินเชื่อรายย่อย เพราะป้องกัน NPL ในอนาคต
ปี 60 จังหวะดีของผู้ซื้ออสังหา หรือวิกฤตผู้บริโภค

ข้อดี

ลูกค้ากลุ่มนักลงทุนเพื่อปล่อยเช่า จะได้สินค้าราคาถูกกว่าปกติ
ลูกค้ากลุ่มซื้ออยู่จริง จะได้สินค้าราคาไม่แพง
ข้อเสีย

ผู้บริโภคที่มีหนี้คงค้างมาก ไม่สามารถกู้ได้
กลุ่มลูกค้าที่ซื้อเก็งกำไรไว้แล้ว จะขายดาวน์ยากมาก
กลุ่มลูกค้าที่ซื้อเพื่อลงทุนไว้เมื่อ 1-2 ปีที่แล้ว ปัจจุบันราคาประกาศขายตกลง 15-20%
จุดวิกฤตเศรษฐกิจไทย เศรษฐกิจโลกที่มีผลต่อตลาดอสังหาปีนี้

เศรษฐกิจโลกโดยทั่วไป ไม่ค่อยส่งผลต่ออสังหาฯ ไทยมากนัก แต่เศรษฐกิจไทยมีผลโดยตรง เช่น

ทิศทางเศรษฐกิจ ส่งผลต่อความเชื่อมั่น และการซื้ออสังหาฯ
ทิศทางเศรษฐกิจ ส่งผลต่อการเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อของธนาคาร
ทิศทางเศรษฐกิจ ส่งผลต่อระดับรายได้ที่เพิ่มขึ้น และจิตวิทยาของการอยากมีทรัพย์สินเป็นของตัวเอง
ทิศทางเศรษฐกิจ มีผลต่อการซื้อเพื่อลงทุน เพื่อปล่อยเช่า
ทิศทางเศรษฐกิจ มีผลโดยตรงกับกลุ่มลูกค้าที่ซื้อเพื่อเก็งกำไร
จึงเน้นย้ำให้ผู้ประกอบการต่างๆ ดำเนินธุรกิจอย่างค่อยเป็นค่อยไปในปีนี้ พร้อมแนะ 10 ทางรอด สำหรับผู้ประกอบการอสังหา โดยเฉพาะรายย่อย

อ่านสถานการณ์ให้ถูก (ห้ามคิดเข้าข้างตัวเองเด็ดขาด)
ต้องประเมินสถานะโครงการ จุดแข็ง จุดอ่อน จุดที่ต้องแก้ไข จุดที่ต้องใส่เพิ่ม
ประหยัดงบการตลาดได้ แต่อย่าตัดงบการตลาด เพราะถ้าลูกค้าไม่ walk ยอดขายไม่เกิด ที่เหลือจะดำเนินการต่อไม่ได้
นักกลยุทธ์การตลาด เก่งพอหรือไม่? ถ้าไม่พอ Training/หาเสริม
นักขายโครงการ เก่งพอหรือไม่? ถ้าไม่พอ Training/หาเสริม
ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต้องจ่าย คนทำงาน, ผู้รับเหมา, อื่นๆ ต้องจ่าย หรือเจรจาทยอยจ่าย เพราะหากหยุดจ่ายจะไม่มีคนทำงานให้
ในภาวะปกติทุกอย่างเดินได้ แต่ในภาวะวิกฤต ถ้าไม่รู้จะเดินอย่างไร? หาผู้รู้/ผู้มีประสบการณ์/Consult จะช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาได้
โอกาสยังมีอีกมาก แต่ถ้าไม่ชำนาญ อาจมองไม่เห็น ควรปรึกษาผู้ชำนาญการ หรือรับคนเก่งเข้ามาแก้สถานการณ์
เจรจา/ศึกษาวิธีการปล่อยสินเชื่อรายย่อยจากธนาคาร
ไม่ควรเปิดโครงการใหม่ในภาวะนี้


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 04,03, 2017, 18:42:41
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1488368465

ทุ่ม 4 หมื่นล้านบูมบุรีรัมย์-สุรินทร์-ศรีสะเกษ

"อาคม" เสริมแกร่งโลจิสติกส์-ท่องเที่ยวอีสานใต้ ทุ่มกว่า 4 หมื่นล้าน ขยาย 4 เลน "บุรีรัมย์-สุรินทร์-ศรีสะเกษ" ให้เสร็จปี"62 ชง ครม.ผุดรถไฟทางคู่ "จิระ-อุบลฯ" 309 กม. รับการค้า-ลงทุนด่านชายแดนช่องจอม ส่วนหอการค้าจังหวัดเสนอสร้างสนามบิน

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า หลังกรมทางหลวง (ทล.) ก่อสร้าง 4 ช่องจราจรช่วง อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์-อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ ระยะทาง 66.71 กม. ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของถนนสาย 24 อ.สีคิ้ว-อุบลราชธานี แล้วเสร็จด้วยงบประมาณ 1,976 ล้านบาท ในปี 2560 ได้รับงบประมาณก่อสร้างอีก 4 ตอน จาก อ.ปราสาท-อ.ขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ และ จ.อุบลราชธานี ระยะทางรวม 117 กม. มีกำหนดแล้วเสร็จตลอดสายในปี 2562

"ถนนสาย 24 เป็นเส้นเลือดใหญ่ในอีสานใต้ รองรับการเดินทางและขนส่งสินค้า นอกเหนือจากทางรถไฟแล้ว กว่าจะได้งบฯขยาย 4 เลนก็ใช้เวลาร่วม 10 ปี และถนนสายนี้ยังเป็นเส้นทางสนับสนุนยุทธศาสตร์ของภูมิภาคอาเซียน หรือเออีซีในอนาคต เพราะ จ.สุรินทร์มีด่านชายแดนที่ช่องจอมเชื่อมกับประเทศกัมพูชาที่เสียมราฐ จะส่งเสริมระบบโลจิสติกส์ การค้าและท่องเที่ยวของไทยกับเพื่อนบ้านเติบโตมากขึ้น จากปัจจุบันด่านช่องจอมมีมูลค่าการค้าร่วม 3 พันล้านบาท"

สำหรับการพัฒนาทางรถไฟนายอาคมกล่าวว่า กระทรวงคมนาคมได้บรรจุการก่อสร้างรถไฟทางคู่ช่วงจิระ-อุบลราชธานี ระยะทาง 309 กม. เงินลงทุน 35,839 ล้านบาท เข้าไปในแผนปฏิบัติการเร่งด่วนปี 2560 อยู่ระหว่างเสนอขออนุมัติโครงการจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในปีนี้ เพื่อนำไปสู่การประมูลก่อสร้างต่อไป ส่วนทางอากาศมีข้อเสนอจากหอการค้าจังหวัดสุรินทร์ให้สร้างสนามบิน ยังไม่ได้ข้อสรุป เนื่องจากต้องให้ทางจังหวัดเสนอข้อมูลไปยังกระทรวงคมนาคมก่อน

นายสราวุธ ทรงศิวิไล รองอธิบดีกรมทางหลวงฝ่ายบำรุงทาง กล่าวว่า ถนน 24 สาย อ.สีคิ้ว-อุบลราชธานี เป็นหนึ่งโครงการขยาย 4 ช่องจราจร ระยะที่ 2 มีระยะทางรวม 160 กม. ซึ่ง ครม.อนุมัติเมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2557 โดยกรมแบ่งก่อสร้าง 7 ตอน ผ่านพื้นที่ 3 จังหวัด คือ จ.บุรีรัมย์ สุรินทร์ และศรีสะเกษ ขณะนี้ได้ดำเนินการแล้วเสร็จ 3 ตอน ช่วง อ.นางรอง-อ.ปราสาท อีก 4 ตอนที่เหลือกำลังก่อสร้างจะแล้วเสร็จปี 2562 โดยใช้งบฯก่อสร้างรวม 4,922 ล้านบาท ได้แก่ 1.ตอน อ.ปราสาท-ขุขันธ์-แยกสาย 2085 จ.ศรีสะเกษ ระยะทาง 35 กม. ค่าก่อสร้าง 1,280 ล้านบาท คืบหน้าแล้ว 7% 2.ตอน อ.ปราสาท-บ้านกระเทียม จ.สุรินทร์ ระยะทาง 26.44 กม. ค่าก่อสร้าง 1,094 ล้านบาท 3.ตอนบ้านกระเทียม-อ.สังขะ จ.สุรินทร์ ระยะทาง 25.3 กม. ค่าก่อสร้าง 1,154 ล้านบาท และ 4.ตอน อ.ขุนหาญ-แยกสาย 2085 จ.ศรีสะเกษ ระยะทาง 31.79 กม. ค่าก่อสร้าง 1,394 ล้านบาท

เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จทั้งสายจะทำให้เป็นโครงข่ายที่สมบูรณ์แบบของภาคอีสานตอนใต้ และเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญของภูมิภาคอาเซียน รวมถึงช่วยแก้ปัญหาการจราจรภาคอีสานใต้ที่เชื่อมต่อไปยังอีสานตอนบนและภาคตะวันออก ทำให้การสัญจรไป-มาของประชาชนสะดวกปลอดภัยและทำให้การขนส่งสินค้าและผลผลิตทางการเกษตรต่าง ๆ สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น




หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 05,03, 2017, 22:12:30
http://www.thansettakij.com/2017/03/05/133273

ธุรกิจท่องเที่ยวกำไรโรงแรมรุกลงทุนเพิ่ม

ปิดฉากท่องเที่ยวปี 59ธุรกิจในตลาดหลักทรัพย์ฯโกยกำไร รุกเดินหน้าขยายการลงทุนต่อเนื่องในปีนี้ ทุนโรงแรม ทั้งไมเนอร์ ออนิกซ์ รุกสร้างห้องพักใหม่ โฟกัสต่างประเทศ ด้านดุสิตธานี เอราวัณกรุ๊ป ทุ่มลงทุนในปท.

การสำรวจของ “ฐานเศรษฐกิจ”พบว่าภาพรวมของธุรกิจท่องเที่ยวปี2559 พบว่า โรงแรมและสายการบิน ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ก.ล.ต.) ส่วนใหญ่จะยังคงมีกำไร และปีนี้ภาคธุรกิจก็ยังคงแผนขยายงานอย่างต่อเนื่อง

นายวิลเลี่ยมเอ็ลล์วู๊ดไฮเน็ค ประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารของไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT)กล่าวว่า ผมเชื่อมั่นว่าปี 2560 จะเป็นปีที่แข็งแกร่งของบริษัท ตลอดเกือบ 2 เดือนที่ผ่านมาของปีนี้ บริษัทเห็นสัญญาณบวกหลายปัจจัย ซึ่งรวมถึงการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทย และการเติบโตของรายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืนของโรงแรมที่บริษัทเป็นเจ้าของ

นางกมลวรรณ วิปุลากร กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ปีนี้เราตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ที่ 10% และปีนี้บริษัท จะใช้งบลงทุนราว 2,200 ล้านบาท ลงทุนโรงแรมใหม่ 22 แห่ง รวมจำนวนห้องพัก 2,680 ห้อง แต่จะเปิดให้บริการได้ภายในปีนี้ 8 แห่ง โดยเป็นการลงทุนโรงแรมระดับมิดสเกลและอีโคโนมี ในไทย 4 แห่ง ได้แก่ โรงแรมโนโวเทล+ไอบีส สไตล์ ซอยนานาขนาด 318 ห้อง เปิดให้บริการไตรมาส 4 ปี 2561 โรงแรมเมอร์เคียว+ไอบิส สุขุมวิท 24 จำนวน500 ห้อง ลงทุนฮ็อปอินน์ในไทย 12 แห่ง

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ดุสิตธานีได้รับสิทธิเช่าที่ดินเพิ่มขึ้นอีกรวมเป็นที่ดินขนาดเกือบ 24 ไร่ และได้มีแผนยกระดับโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ และพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์แบบผสม มูลค่าการลงทุนราว 3.67 หมื่นล้านบาท ที่เราร่วมมือกับเซ็นทรัลพัฒนา พัฒนาโครงการมิกซ์ยูส ที่ประกอบด้วยโรงแรม อาคารที่พักอาศัย อาคารสำนักงานและพื้นที่ค้าปลีก หลังจากได้ลงนามสัญญาเช่าที่ดินกับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ต่ออีก 30+30 ปี

นายยุทธชัย จรณะจิตต์ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทอิตัลไทยฯ กล่าวว่า ออนิกซ์ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป มีโครงการที่อยู่ภายใต้การพัฒนาอีก 25 แห่งซึ่งมีกำหนดทยอยเปิดให้บริการเราตั้งเป้าเป็นผู้นำด้านการบริหารจัดการโรงแรมขนาดกลางที่ดีที่สุดในเอเชีย โดยมุ่งเน้นขยายเครือข่ายไปยังประเทศต่างๆ ให้ได้ไม่น้อยกว่า 99 แห่ง กำหนดเปิดให้บริการภายในปี 2567

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,240 วันที่ 5 – 8 มีนาคม พ.ศ. 2560


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 06,03, 2017, 21:42:32
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1488789431
อานิสงส์ ไทยแลนด์ 4.0 ลงทุนไอทีพุ่ง 4 แสนล้าน


แม้ภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกกำลังเป็นที่จับตาว่าทิศทางจะเป็นเช่นไร รวมถึงในบ้านเราเองด้วย แต่การปักธงชัดเจนมากสำหรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาลที่จะผลักดันเต็มสูบกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ มีผลอย่างยิ่งสำหรับการลงทุนด้านไอทีในประเทศไทยด้วยเช่นกัน

"ณัฐศักดิ์ โรจนพิเชฐ" กรรมการผู้จัดการ ออราเคิล คอร์ปอเรชั่น ประเทศไทยและเมียนมา เปิดเผยว่า ข้อมูลจากบริษัทวิจัยไอดีซี ระบุถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีขององค์กรธุรกิจต่าง ๆ ในประเทศไทยในปี 2559 ที่ผ่านมาระบุว่า มีมูลค่าราว 4 แสนล้านบาท เติบโตขึ้น 3.9% และคาดการณ์ว่า มูลค่าจะเพิ่มขึ้นไปถึง 5 แสนล้านบาท ภายในปี 2563 โดยในปี 2560 จะเป็นปีแรกที่นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาลจะเห็นผลเป็นรูปธรรมต่อการลงทุนด้านไอทีในประเทศ แม้ตัวเลขอาจไม่หวือหวามากนัก เพราะองค์กรธุรกิจยังเลือกลงทุนตามที่มีการใช้งานจริง แต่ในส่วนของบิ๊กดาต้า, คลาวด์, โมบิลิตี้ และแอปพลิเคชั่นสำหรับองค์กรธุรกิจจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน

ส่วนเทคโนโลยีที่จะเข้ามามีบทบาทอย่างมากคือ บิ๊กดาต้า, อินเทอร์เน็ตออฟธิงส์(IoT), เพย์เมนต์ บล็อกเชน และโซเชียลมีเดียจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการทำตลาดมากขึ้น

"ดิจิทัลทรานฟอร์เมชั่น ความพยายามที่จะเข้าใจและเข้าถึงลูกค้าเพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ ๆ รวมถึงโลเกชั่นเบสมาร์เก็ตติ้ง การทำตลาดด้วยดิจิทัลจะมีบทบาทมาก"

ขณะที่ข้อมูลจากไอเอ็มซีระบุว่า ตลาดคลาวด์ในประเทศไทยจะเติบโตได้ราว 16% โมบิลิตี้ 14% แต่เมื่อเทียบกับในระดับโลกแล้ว พบว่ามีการนำกระบวนการทำงานไปไว้บนคลาวด์อย่างเต็มรูปแบบแค่ 6% ดังนั้นโอกาสเติบโตยังมีอยู่สูงมาก สอดคล้องกับอัตราการเติบโตของออราเคิลเอง ที่คลาวด์เป็นกลุ่มธุรกิจที่เติบโตมากที่สุด โดยทั่วโลกในส่วนของซอฟต์แวร์แอสอะเซอร์วิส และอินฟราสตรักเจอร์แอสอะเซอร์วิส โตกว่า 81% แต่ถ้ารวมส่วนของแพลตฟอร์มแอสอะเซอร์วิสจะโต 62% และในประเทศไทยเองก็มีอัตราการเติบโตในระดับตัวเลข 2 หลักเช่นกัน

นอกจากนี้จากการสำรวจโดยออราเคิล ยังพบว่า การลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์ขององค์กรธุรกิจยังลดลงอย่างมาก เนื่องจากความนิยมในการใช้บริการคลาวด์แทน โดยคาดว่าในปี 2568 ดาต้าเซ็นเตอร์ที่บริษัทเป็นเจ้าของจะลดลงถึง 80% และมีการโยกงบประมาณในส่วนนี้ไปใช้กับบริการคลาวด์แทน

"ที่น่าสนใจคือ ไม่ใช่แค่ธุรกิจขนาดใหญ่เท่านั้น แต่กลุ่มธุรกิจขนาดกลางก็มีการใช้งานมากขึ้น และความกังวลด้านซีเคียวริตี้จากการใช้งานบนคลาวด์มีน้อยลงด้วย ดังนั้น ออราเคิลจะยังคงโฟกัสตลาดคลาวด์ พยายามทำให้ลูกค้าเดินหน้าสู่คลาวด์อย่างยืดหยุ่นมากที่สุด ด้วยการใช้โมเดลของอินฟราสตรักเจอร์แอสอะเซอร์วิส และนำเทคโนโลยีอย่างแมทชีนเลิร์นนิ่งเข้ามาผสมผสานด้วย โดยจะโฟกัสลูกค้ากลุ่ม ค้าปลีก การเงิน การธนาคาร อาหาร และภาคอุตสาหกรรม รวมถึงเข้าไปในกลุ่มผู้ให้บริการโทรคมนาคมเพื่อสนับสนุนให้กลายเป็นผู้ให้บริการคลาวด์แก่ลูกค้าด้วย"


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 07,03, 2017, 08:55:55
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1488773387

"แอร์พอร์ตซิตี้"ดึงทุนยักษ์ เปิดดีลตรงให้สิทธิพิเศษสูงสุดจุดพลุEEC

"ดร.คณิศ" เลขาฯอีอีซี ชง "บิ๊กตู่" โรดโชว์ "อู่ตะเภา" ปักหมุด "แอร์พอร์ตซิตี้" ดูดทุนยักษ์ระดับโลก เจรจาตรงรองนายกฯให้สิทธิพิเศษเต็มรูปแบบเบ็ดเสร็จ มาก่อนได้มากที่สุด จับมือ "อาลีบาบา" ตั้งศูนย์กระจายสินค้า "ซูซูกิ-เซี่ยงไฮ้ ออโต้-บีเอ็มฯ-เบนซ์" ลุยลงทุนรถอีวี ตอกเข็มรถไฟไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน ยก ม.44 สวม "พ.ร.บ.อีอีซี" แก้กฎปลดล็อกขั้นตอน PPP จบใน 3 เดือน

นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ขณะนี้รัฐบาลอยู่ระหว่างยกร่างกฎหมายพระราชบัญญัติเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (พ.ร.บ.อีอีซี) ด้วยการนำหลักการที่เคยประกาศไว้ใน ม.44 เข้าไปไว้ในกฎหมายถาวร เพื่อให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจได้ว่า เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลแล้วจะไม่มีการล้มเลิกโครงการ ซึ่งการยกร่างกฎหมายน่าจะเสร็จในอีก 1 เดือน คาดว่าใช้เวลาอีกราว 8 เดือนจะมีผลบังคับใช้

โดยจากแผนงานทั้งหมดที่ตั้งไว้ 4 โมดูลรวม 15 โครงการ มูลค่าการลงทุนกว่า1.5 ล้านล้าน โมดูลแรก เป็นการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน โมดูลที่สอง การพัฒนาอุตสาหกรรม โมดูลที่สาม การพัฒนาด้านการท่องเที่ยว และโมดูลที่สี่ การพัฒนาเมือง ทั้งหมดนี้ใน 4-5 ปีจะเห็นภาพทั้งหมดออกมา

ชงบิ๊กตู่ประกาศ "แอร์พอร์ตซิตี้"

ขณะที่การประชุมบอร์ดอีอีซีครั้งแรกจะมีในเดือน มี.ค.นี้ เพื่อเริ่มเดินหน้า 5 โครงการสำคัญก่อน ให้เป็นรูปธรรมได้ภายใน 8-12 เดือนข้างหน้านี้ ประกอบด้วย 1) การพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา โดยก่อสร้างรันเวย์ที่ 2 และขยายอาคารผู้โดยสาร 2) รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน

3) กำหนดเขตลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย 4) การพัฒนาท่าเรือ เริ่มจากท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 และ 5) การพัฒนาเมืองใหม่ (นิวซิตี้) โดย 5 โครงการเริ่มต้นนี้ถือเป็น "กระดูกสันหลัง" ของอีอีซีทั้งหมด

เจรจาตรงทุนยักษ์ให้สิทธิสูงสุด

"หลังประชุมครั้งแรกในเดือน มี.ค.นี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะลงพื้นที่อู่ตะเภา เพื่อประกาศนโยบายและมาตรการภาษี สิทธิประโยชน์ ในเขตส่งเสริมพิเศษให้เป็นแอร์พอร์ตซิตี้ กำหนดประเภทการลงทุน แผนการจะดึงเอกชนยักษ์ใหญ่ระดับโลกใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ด้วยการให้สิทธิพิเศษเฉพาะราย แบบใครมาก่อนได้สิทธิมากกว่า โดยการเจรจาโดยตรงกับรองนายกรัฐมนตรี และเจ้าหน้าที่ระดับสูง ทำให้นักลงทุนเห็นว่าเรามีเครื่องมือที่เอื้อให้เกิดการลงทุนมากขึ้น"นายคณิศกล่าวและว่า

ประกวดราคาได้ใน8 เดือน

โดยเฟสแรกเป้าหมายคือให้สนามบินได้เกิด จากนั้นภายใน 8 เดือน ต้องมีการประกวดราคา ในพื้นที่เป็นแอร์พอร์ตซิตี้ให้ได้ อย่างน้อยต้องมีทีโออาร์ชัดเจน รถไฟความเร็วสูงก็ต้องเปิดประมูลให้ได้ รวมถึงต้องเปิดประมูลท่าเรือสำหรับการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภานั้นจะเป็นการร่วมมือกับกองทัพเรือ ในการนำสนามบินอู่ตะเภามาใช้ในเชิงพาณิชย์ เนื่องจากสนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมืองแน่นมาก ดังนั้นเมื่อมีอู่ตะเภาเพิ่มเข้ามา ต่อไปนี้ก็จะเป็นการเชื่อมโยงกัน 3 สนามบิน ใช้งานพร้อมกัน เชื่อมโยงโดยรถไฟความเร็วสูง ระยะทาง 250 กิโลเมตร โดย ดร.พิชิต อัคราทิตย์ รมช.คมนาคม รับไปดำเนินการ

"จะเป็นการเชื่อมการเดินทางระหว่างกรุงเทพฯ-อู่ตะเภา ได้ภายในไม่เกิน 45 นาที พอ ๆ กับโตเกียว-นาริตะ และสั้นกว่าโซล-อินชอนด้วย" นายคณิศกล่าว โดยเมื่อประกาศเขตแอร์พอร์ตซิตี้แล้ว รัฐบาลจะเชิญชวนต่างชาติมาลงทุน ซึ่งนักลงทุนจะได้รับสิทธิประโยชน์พิเศษด้านต่าง ๆ อย่างเช่น การลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเหลือ 17% ให้แก่ผู้เชี่ยวชาญที่เข้ามาทำงานในอีอีซี

เชื่อมแอร์พอร์ตซิตี้-กรุงเทพฯ

นายคณิศกล่าวอีกว่าการพัฒนาพื้นที่บริเวณสนามบินและพื้นที่โดยรอบ จะแบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ 1."สนามบินอู่ตะเภา" จะเป็นหัวใจของอีอีซี เพราะจะเป็นการเปิดพื้นที่ที่จะเชื่อมโยงการพัฒนาอื่น ๆ เข้าด้วยกัน ซึ่งทางกองทัพเรือยินดีเปิดให้ใช้พื้นที่นี้ โดยจะมีการสร้างรันเวย์ที่ 2 เพิ่มเติม และสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อมเข้ามาในสนามบิน ขณะที่พื้นที่รอบ ๆ สนามบินจะเป็นพื้นที่พัฒนาเชิงพาณิชย์ ที่จะมีโรงแรมและศูนย์การค้า

"การรองรับจำนวนผู้โดยสาร จะพัฒนาเป็น 3 เฟส เริ่มต้นจาก 15 ล้านคน เพิ่มเป็น 30 ล้านคน และ 60 ล้านคน ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยไม่ต้องไปหาเมเจอร์แอร์พอร์ตอีกแล้ว ถ้าเชื่อม 3 สนามบินนี้ได้ ผู้โดยสารจากต่างประเทศก็สามารถมาลงที่อู่ตะเภา แล้วนั่งรถไฟความเร็วสูงเข้ากรุงเทพฯได้" นายคณิศกล่าว

2."แอร์พอร์ตซิตี้" ที่จะมีอุตสาหกรรมและธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการบินอยู่ภายในนั้นด้วย อาทิ ซ่อมบำรุงเครื่องบินคลังสินค้า (คาร์โก้) โรงเรียนการบิน เขตปลอดอากร ศูนย์ฝึกอบรมการบิน เป็นต้น และ 3."มหานคร" ที่จะเป็นเขตอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่จะต้องใช้สนามบิน อาทิ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ อุตสาหกรรมเกษตร เป็นต้น

รถไฟเร็วสูงขนคน-ทางคู่ขนสินค้า

ขณะที่การพัฒนาด้านรถไฟนั้นจะมี 2 ส่วน คือ รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน เพื่อขนคน โดยที่ผู้โดยสารไม่ต้องลงรถเพื่อเปลี่ยนสถานี ซึ่งจะต้องปรับแผนจากรถไฟความเร็วสูงสาย ตะวันออกที่มีสถานีเริ่มต้นจากลาดกระบัง เป็นเชื่อมระหว่าง "ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา" โดยจะวิ่งคู่ขนานกับแอร์พอร์ตลิงก์ที่จะเชื่อมแค่ "ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ" เท่านั้น

อีกส่วนคือ รถไฟทางคู่เชื่อมระหว่างท่าเรือ เพื่อใช้ขนส่งสินค้า จากปัจจุบันที่ใช้การขนส่งทางถนนเป็นหลัก โดยในส่วนของท่าเรือนี้จะมีการพัฒนา 3 แห่ง ได้แก่ 1) เร่งก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 2) ท่าเรือจุกเสม็ด (ท่าเรือสัตหีบ) และ 3) ท่าเรือมาบตาพุด

3 จว.เขตพิเศษ 10 อุตสาหกรรม

นายคณิศกล่าวอีกว่า สำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมในอีอีซี ก็จะมุ่งเน้น 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่รัฐบาลส่งเสริม ซึ่งเมื่อโครงสร้างพื้นฐานพร้อม ธุรกิจใหม่ ๆ อย่างเช่น อีคอมเมิร์ซ อากาศยานและชิ้นส่วนยานยนต์ เมดิคอลฮับ ก็จะเข้ามาลงทุนได้สะดวกขึ้น โดยรัฐบาลจะประกาศเขตส่งเสริมแต่ละอุตสาหกรรมอย่างชัดเจน และรัฐบาลจะเจรจาดึงนักลงทุนเข้ามา ซึ่งรายที่เริ่มต้นก่อนก็จะได้สิทธิประโยชน์ที่ดีที่สุดไป ทั้งนี้ เขตส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ว่านี้จะไม่มีผลกระทบต่อเขตการปกครองที่มีอยู่เดิม

"อุตสาหกรรมพวกนี้เวลาเราจะทำจะไม่ได้ประกาศเขตทั้ง 3 จังหวัด อย่างเมดิคอลฮับ เวลาจะทำก็จะประกาศเป็นความร่วมมือ เช่น ฟูจิฟิล์ม ที่มีการทำงานด้านการดูแลสุขภาพ (เฮลท์แคร์) อยู่ประมาณ 20% ของรายได้ ซึ่งเขาบอกว่าเชี่ยวชาญการรักษาพยาบาลที่มีการดูแลเรื่องเซลล์และอื่น ๆ ซึ่งต้องมีการทำวิจัย และเขาพร้อมจะมาลงทุน เราก็อาจจะประกาศเขตร่วมกับโรงพยาบาลสักแห่ง อาจจะเป็นโรงพยาบาลทหารเรือ" นายคณิศกล่าว

"จีน-เยอรมนี-ญี่ปุ่น" ลงทุนรถอีวี

นายคณิศกล่าวว่า การผลิตรถยนต์ใช้พลังงานไฟฟ้า (อีวี) เป็นอุตสาหกรรมที่จะต้องผลักดันให้เกิดขึ้นโดยเร็ว เนื่องจากมีการคาดการณ์ของค่ายรถยนต์ในจีนว่าอีก 4-5 ปี รถยนต์อีวีจะราคาถูกกว่ารถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงในปัจจุบัน ขณะที่เยอรมนีก็ประกาศว่าภายใน 15 ปี รถยนต์ผลิตใหม่ของเยอรมนีจะเป็นรถอีวีทั้งหมด ซึ่งขณะนี้มีประมาณ 2-3 ค่ายที่สนใจเข้ามาลงทุน ได้แก่ "ซูซูกิ" ของญี่ปุ่น "เซี่ยงไฮ้ ออโต้โมทีฟ" ของจีน รวมถึงค่ายยุโรปอย่าง "บีเอ็มฯ" และ "เมอร์เซเดส-เบนซ์" ที่สนใจมาลงทุนด้านแบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้า

ขณะที่อุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซนั้น ทางบริษัทอาลีบาบาต้องการใช้ไทยเป็นศูนย์กระจายสินค้าในภูมิภาค (Regional Hub) ส่วนอุตสาหกรรมการบินนั้นในสัปดาห์นี้ ประมาณวันที่ 6 มี.ค. หรือ 7 มี.ค. ทาง บมจ.การบินไทย จะลงนามกับบริษัทแอร์บัส เกี่ยวกับความร่วมมือในการซ่อมบำรุงเครื่องบินทั้งลำ

"ในพื้นที่กว่า 500 ไร่ จะเป็นพื้นที่ที่การบินไทยใช้ประโยชน์กว่า 200 ไร่ ที่เหลืออีก 300 ไร่ จะให้มีการประกวดแบบนานาชาติ ให้มีการออกแบบพื้นที่เชิงพาณิชย์ อาคารผู้โดยสาร เขตปลอดอากรทั้งหมด" นายคณิศกล่าว

เมืองใหม่บ้านนักลงทุนต่างชาติ

นายคณิศกล่าวด้วยว่า จะต้องมีการพัฒนาเมืองที่มีมาตรฐานการอยู่อาศัยสำหรับนักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ ซึ่งจะต้องใช้บริษัทเอกชนระดับโลกเข้ามาวางแผนพัฒนาเมืองใหม่ เช่น ฉะเชิงเทรา เป็นเขต Green City เป็นเมืองคู่แฝดกับกรุงเทพฯ

"เล็งทำเลการจัดรูปเมืองไว้ว่า อาจจะต้องมีเขตพัทยาแห่งที่ 2 ย่านบางเสร่ หรือเมืองที่น่าลงทุนที่สุดคือ ระยอง เพราะเป็นเขตที่เหมาะสมมากที่สุดด้านอุตสาหกรรมไฮเทคโนโลยี โดยจะต้องออกประกาศเป็นเขตลงทุนพิเศษ"

ปลดล็อก PPP เหลือ 3 เดือน

นอกจากนี้จะต้องมีการปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบหลายฉบับเพื่อให้เอื้อต่อการลงทุน อาทิ การเปิดให้ต่างชาติถือหุ้นในบริษัทที่เข้ามาลงทุนได้มากกว่า 50%, การออกระเบียบการให้เอกชนร่วมลงทุน (PPP) ใช้ภายในอีอีซี ด้วยการลดระยะเวลากระบวนการพิจารณาโครงการให้เหลือราว 3 เดือน จากเดิมต้องใช้เวลา 9-12 เดือน

ขณะที่ในส่วนของการประกอบธุรกิจในอีอีซีที่จะต้องมีการขออนุญาตหน่วยงานนั้น ก็จะให้เจ้าหน้าที่ในอีอีซีสามารถอนุญาตได้เลย แล้วค่อยแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงทำหน้าที่เก็บค่าธรรมเนียมแทนหน่วยงานด้วย เพื่อเป็น "วันสต็อปเซอร์วิส" เหมือนกับเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษเซี่ยงไฮ้ของจีน

"ทั้งหมดนี้ถ้าเราไม่ทำ อีก 10 ปีเราจะตามเวียดนามไม่ทัน เพราะเขามีเขตอุตสาหกรรมพิเศษเพียบเลย" นายคณิศกล่าว


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 08,03, 2017, 08:27:48
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1488780033

ขยายสนามบิน "เชียงใหม่" รับผู้โดยสารพุ่ง 20 ล้านคน

ท่าอากาศยานเชียงใหม่เทงบฯกว่า 1.1 หมื่นล้านบาท เร่งพัฒนาสนามบินต่อเนื่อง 20 ปี รับผู้โดยสารแตะ 20 ล้านคน เดินหน้าทำ EIA ภายในเดือน มี.ค. 60 คาดเริ่มก่อสร้างพัฒนาโครงการทั้งหมดภายในปี 2562 เผยผู้โดยสารปี′59 เติบโตก้าวกระโดดมากกว่า 9 ล้านคน สายการบินจีนแห่บินตรง 11 แอร์ไลน์ นักท่องเที่ยวจีนพุ่งถึง 1.24 ล้านคน

นาวาอากาศเอก วิสูธ จันทนา ผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ท่าอากาศยานเชียงใหม่ได้เริ่มเดินหน้าแผนแม่บทท่าอากาศยานเชียงใหม่แล้ว โดยแบ่งการพัฒนาออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะสั้นและระยะกลาง (ปี 2559-2568) ซึ่งมีเป้าหมายรองรับปริมาณจราจรทางอากาศในปี 2573 เพื่อรองรับผู้โดยสารที่จะเพิ่มขึ้นราว 18 ล้านคน และแผนพัฒนาระยะที่ 2 หรือระยะยาว (ปี 2569-2573) มีเป้าหมายรองรับปริมาณจราจรทางอากาศในปี 2578 ที่คาดว่าผู้โดยสารจะเพิ่มสูงถึง 20 ล้านคน โดยใช้งบประมาณรวมทั้งสิ้นมากกว่า 11,000 ล้านบาท

ทั้งนี้จะเริ่มขั้นตอนการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2560 เป็นต้นไป ซึ่งจะใช้เวลาในการดำเนินงานศึกษา EIA ประมาณ 2 ปี และคาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างตามแผนพัฒนาของแผนแม่บทได้ในปี 2562 โดยมีแผนการลงทุนก่อสร้างที่สำคัญ อาทิ งานก่อสร้างปรับปรุงทางขับ (Taxiway) และทางขับออกด่วน (Rapid Exit Taxiway) งานก่อสร้างขยายลานจอดอากาศยานบนพื้นที่ทางขับขนานเดิม พร้อมทั้งปรับปรุงลานจอดอากาศยานเดิมให้สามารถรองรับอากาศยานได้รวม 31 ลำ

นอกจากนี้ยังมีในส่วนของงานก่อสร้างอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศหลังใหม่ ที่สามารถรองรับผู้โดยสารได้ไม่น้อยกว่า 7 ล้านคนต่อปี รวมพื้นที่ประมาณ 78,000 ตารางเมตร และการก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารหลังเดิม ที่จะทำให้มีความสามารถรองรับผู้โดยสารภายในประเทศได้ไม่น้อยกว่า 11 ล้านคนต่อปี มีพื้นที่ราว 37,000 ตารางเมตร พร้อมลานจอดรถที่รองรับได้ 300 คัน รวมถึงงานก่อสร้างอาคารจอดรถผู้โดยสารภายในประเทศ และสำนักงานสายการบิน ตั้งอยู่บริเวณฝั่งตรงข้ามอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ เป็นอาคารจอดรถยนต์ 8 ชั้น สามารถรองรับปริมาณรถยนต์ได้ราว 2,500 คัน พร้อมกับก่อสร้างอาคารสำนักงานสายการบิน รวมพื้นที่ไม่น้อยกว่า 8,000 ตารางเมตร

ผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่กล่าวต่อว่า ปัจจุบันท่าอากาศยานเชียงใหม่มีความสามารถรองรับผู้โดยสารได้ราว 8 ล้านคนต่อปี ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา อัตราการเพิ่มขึ้นของเที่ยวบินและผู้โดยสารเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยในปี 2559 มีจำนวนผู้โดยสารมากกว่า 9.45 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ราว 13%

ขณะที่ในปี 2559 ที่ผ่านมา มีอากาศยานพาณิชย์ขึ้น-ลง จำนวน 69,202 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 8.39% สายการบินประจำในประเทศ มีจำนวน 8 สายการบิน บินในประเทศ 18 เส้นทาง

ขณะที่สายการบินระหว่างประเทศ มีจำนวน 24 สายการบิน ทำการบินใน 19 เส้นทาง มีเที่ยวบินเฉลี่ยโดยรวม 215 เที่ยวบินต่อวัน โดยมีสายการบินจีนทั้งแบบเช่าเหมาลำและบินประจำมากถึง 11 สายการบิน ขณะที่จำนวนผู้โดยสาร 9.45 ล้านคนในปี 2559 นั้น เป็นผู้โดยสารที่เดินทางระหว่างประเทศราว 2.1 ล้านคน เพิ่มขึ้นถึง 9.8% และในจำนวนนี้เป็นผู้โดยสารชาวจีนมากกว่า 1.24 ล้านคน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2558 ราว 10%

สำหรับผลประกอบการของท่าอากาศยานเชียงใหม่ ในปีงบประมาณ 2559 มีรายได้รวมทั้งสิ้น 2,018.58 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.68% มีกำไรสุทธิ 984.45 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.24% โดยเป็นรายได้จากการบินประมาณ 70% และที่เหลืออีก 30% เป็นรายได้จากการประกอบกิจกรรมเชิงพาณิชย์


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 08,03, 2017, 22:03:30
http://www.matichon.co.th/news/488574

แท็กซี่พิษณุโลกเฮลั่น ปรับขึ้นค่าโดยสารต่างจังหวัด เริ่มต้น 2 กม. แรก 40 บาท

วันที่ 8 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากมีราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่องกำหนดอันตราค่าจ้างบรรทุกคนโดยสารและค่าบริการอื่น สำหรับรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกิน 7 คน (TAXI-METER) ที่จดทะเบียนในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานครนั้น เป็นผลมาจากที่ประชุมการพิจารณากำหนดอัตราค่าจ้างบรรทุกคนโดยสารและค่าบริหารอื่นของแท็กซี่เมื่อเดือนต้นธันวาคม 2559 ได้อนุมัติให้ปรับอัตราค่าโดยสารรถแท็กซี่ใน 32 จังหวัด (ไม่นับรวมกรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ภูเก็ต ขอนแก่น และ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี) เนื่องจากอัตราค่าโดยสารของรถแท็กซี่ใน 32 จังหวัด ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ปี 2537 หรือ 20 ปีก่อน และส่วนใหญ่ยังใช้ค่าโดยสารแบบเหมาจ่าย

สำหรับในส่วนของผู้ให้บริการรถแท็กซี่ จ.พิษณุโลก บริเวณจุดรับผู้โดยสารภายในสถานีขนส่งแห่งที่ 2 ถ.มิตรภาพ อ.เมืองพิษณุโลก วันนี้มีบรรดาคนขับรถแท็กซี่ต่างมาจอดรอรับผู้โดยสารกันเป็นจำนวนมากและคึกคักเป็นพิเศษ โดยนายคำรณ หนุนจันทร์ อายุ 55 ปี หนึ่งในผู้ประกอบอาชีพขับรถแท็กซี่ เผยว่าด้วยความดีใจว่า หลังจากตนเองทราบข่าวว่ามีการปรับขึ้นค่าโดยสารรถแท็กซี่จาก 35 บาท เป็น 40 บาท ตนเองและเพื่อนร่วมอาชีพก็รู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับคนทำอาชีพนี้ ถึงแม้จะไม่มากมายนักแต่ก็ถือว่าพอถูไถไปได้ ซึ่งตนตัดสินใจเช่าซื้อรถจากบริษัทโดยตรง พร้อมวางเงินดาวน์จำนวน 200,000 บาท ส่งรถเดือนละ 20,000 บาท ทั้งสิ้น 48 งวด ส่วนรายรับในแต่ละวันจะอยู่ที่ 800 – 1,000 บาท ถือว่าก็พอจุนเจือนำมาเลี้ยงดูครอบครัว หากใครที่มารับจ้างขับแท็กซี่เป็นรายวันจะเช่าอยู่ที่คันละประมาณ 1,000 บาท หักค่าเติมก๊าซ LPG และจ่ายคืนบริษัทจะเหลืออยู่ที่ประมาณ 300 บาทต่อวัน

ส่วนในเรื่องของการรับผู้โดยสารนั้นจะไม่มีการแย่งลูกค้ากัน แต่จะมาจอดเข้าคิวรอรับผู้โดยสารตามลำดับ นอกจากนี้ ทางกองพลทหารราบที่ 4 กองทัพภาคที่ 3 และกรมการขนส่งทางบก ยังเข้ามาดูแลจัดการความเรียบร้อยในส่วนของรถแท็กซี่ จ.พิษณุโลก ให้ไปในทิศทางเดียวกัน คิดอัตราค่าโดยสารระยะทาง 2 กิโลเมตรแรก 40 บาท หลังจากนั้นคิดอัตราค่าบริการกิโลเมตรละ 6 บาท แต่ในส่วนที่อยากให้ปรับปรุงแก้ไข คือ อยากให้เจ้าหน้าที่มาจูนมิเตอร์ให้คิดตามระยะเวลารถติดด้วย เพราะที่ใช้อยู่เป็นมิเตอร์แบบคิดตามระยะทางกิโลเมตรเท่านั้น


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 09,03, 2017, 22:19:04
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1489059857

กรมทางหลวงชนบท ประกาศ ภายใน 3 ปี ไทยเขตปลอด‘ถนนลูกรัง’

นายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน อธิบดีกรมทางหลวงชนบท(ทช.) กล่าวว่า จะเร่งปรับปรุงถนนลูกรังให้เป็นถนนลาดยางเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนและลดอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ขณะนี้มีถนนลูกรังเหลืออีกประมาณ 1,500 กิโลเมตร ทช.เตรียมใช้งบราว 10,500 ล้านบาทปรับปรุงถนนทั้งหมด โดยในปี 2561 จะของบประมาณ 7,000 ล้านบาท เพื่อเร่งดำเนินการในช่วง 1,000 กิโลเมตรก่อน
พิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน

จากนั้นในปี 2562 จะเสนอของบอีก 3,500 ล้านบาท เพื่อดำเนินการในช่วงที่เหลือทั้งหมด มั่นใจว่าภายใน 3 ปีประเทศไทยจะต้องไม่มีถนนลูกรังเหลืออยู่เลย นอกจากนี้จะพิจารณารับคืนถนนขององค์การบริหารส่วนตำบลให้กลับมาเป็นถนนของทช.ด้วย เพื่อปรับปรุงทางลูกรังในแต่ละพื้นที่อีกด้วย

ส่วนโครงการลงทุนในปีงบประมาณ 2560 นั้น ทช.รับผิดชอบทั้งสิ้นกว่า 4,000 โครงการ ขณะนี้สามารถลงนามสัญญาได้มากกว่า 95% แล้ว แต่ทั้งนี้คาดว่าจะมีโครงการที่ลงนามสัญญาไม่ทันตามเป้าภายในเดือนมี.ค. นี้ รวม 8 โครงการ ประกอบด้วย โครงการก่อสร้างสะพานข้ามทางรถไฟ 4 แห่ง โครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำ 1 แห่ง จ.สระบุรี วงเงิน 80 ล้านบาท โครงการก่อสร้างสะพานลอย 1 แห่ง โครงการก่อสร้างอาคาร 1 แห่ง และโครงการว่าจ้างที่ปรึกษาก่อสร้างถนนทางลวงชนบท อ.แม่สอด จ.ตาก วงเงิน 13 ล้านบาท เนื่องจากผู้รับเหมามีงานล้นมือจากการพัฒนาถนนมอเตอร์เวย์หลายสายในปัจจุบัน จึงส่งผลให้การประกวดราคา 2 ครั้งที่ผ่านมาไม่มีเอกชนเข้ายื่นประมูลการก่อสร้างแม้แต่รายเดียว จนต้องเปิดประกวดราคาใหม่เป็นครั้งที่ 3

นายพิศักดิ์ กล่าวอีกว่า กรมทางหลวงชนบทเตรียมแผนรองรับปัญหาดังกล่าวไว้แล้ว โดยจะพิจารณา ปรับเพิ่มวงเงินราคากลางในบางโครงการเพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนในปัจจุบันรวมถึงจูงใจให้เอกชนอยากเข้าร่วมประมูลงานมากขึ้น นอกจากนี้จะยังมีการปรับชั้นงานลงจากระดับพิเศษเป็นระดับรองลงมาเพื่อเปิดโอกาสให้เอกชนรายเล็กเข้าร่วมประมูลงานมากขึ้น ตลอดจนเสริมให้การก่อสร้างสามารถเดินไปตามแผนที่กำหนดไว้อีกด้วย


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 10,03, 2017, 09:38:30
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1489034061

สัญญาณภัยแล้งมาเยือน..ถนนมิตรภาพสายเก่าโผล่ในเขื่อนลำตะคอง

วันที่ 9 มีนาคม 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ถนนมิตรภาพสายเก่าได้โผล่ขึ้นมาให้เห็นเป็นระยะทางยาวหลายกิโลเมตรภายในเขื่อนลำตะคอง อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมาแล้ว ซึ่งถนนมิตรภาพสายเก่าดังกล่าว เป็นถนนสายเดิมที่ประชาชนใช้สัญจรในอดีต ก่อนที่จะมีการสร้างเขื่อนลำตะคองขึ้นเมื่อประมาณ 50 ปีที่ผ่านมา โดยเมื่อมีการเริ่มการก่อสร้างเขื่อนลำตะคอง ก็ได้มีการก่อสร้างถนนมิตรภาพสายใหม่ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้ขึ้นมาพร้อมกันด้วย

แต่จากสถานการณ์ปริมาณน้ำในเขื่อนลำตะคองที่ลดปริมาณลงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดมีปริมาณน้ำที่ใช้การได้เพียง 69 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือประมาณ 22% จากความจุเขื่อนทั้งหมด 314 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่งผลให้ปริมาณน้ำที่ลดลงดังกล่าว ทำให้ประชาชนสามารถขับรถยนต์ลงไปวิ่งบนถนนมิตรภาพสายเก่าที่โผล่ขึ้นมาภายในเขื่อนลำตะคองได้

นายสุทธิโรจน์ กองแก้ว ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำ และบำรุงรักษาลำตะคอง เปิดเผยว่า ถนนมิตรภาพสายเก่าที่โผล่ขึ้นมาให้เห็นอยู่ภายในเขื่อนลำตะคองในช่วงระยะนี้นั้นถือเป็นเรื่องปกติ และเกิดขึ้นทุกครั้งในช่วงที่ปริมาณน้ำในเขื่อนลำตะคองลดน้อยลง ซึ่งการที่ถนนมิตรภาพสายเก่าโผล่ขึ้นมาให้เห็นในเขื่อนลำตะคองเป็นระยะทางยาวเช่นนี้นั้นถือเป็นสัญญาณเตือนว่ากำลังเข้าสู่ฤดูแล้ง ให้ประชาชนทุกคนช่วยกันใช้น้ำอย่างประหยัด

โดยเขื่อนลำตะคอง เป็นเขื่อนหลักที่ผลิตน้ำใช้ในการอุปโภคบริโภคให้กับประชาชน 5 ในพื้นที่ 5 อำเภอของจังหวัดนครราชสีมา ประกอบด้วย อำเภอสีคิ้ว สูงเนิน ขามทะเลสอ เฉลิมพระเกียรติ และอำเภอเมืองนครราชสีมา และขณะนี้ใช้แผนบริหารจัดการน้ำ โดยให้เขื่อนลำตะคองปล่อยน้ำออกจากเขื่อนได้ไม่เกินวันละ 432,000 ลูกบาศก์เมตร เพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศน์ในลำตะคองเท่านั้น พร้อมกับให้เกษตรกรงดปลูกข้าวนาปรังกว่า 150,000 ไร่ในพื้นที่ชลประทาน เนื่องจากไม่มีน้ำให้ใช้เพื่อทำการเกษตรจนกว่าจะเข้าสู่ในช่วงฤดูฝน


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 10,03, 2017, 22:03:44
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1489118460

กกพ.เปิดจองใช้แอลเอ็นจี เทอร์มินัล เปิดเสรีธุรกิจก๊าซ

กกพ.เดินหน้าส่งเสริมผู้ประกอบกิจการพลังงานรายใหม่สมัครเป็นผู้ขอใช้บริการสถานีแอลเอ็นจี มาบตาพุด

รายงานข่าวแจ้งว่า นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่ กพช. ได้มีมติเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2559 เห็นชอบเรื่อง แผนระบบรับส่งและโครงการสร้างพื้นฐานก๊าซธรรมชาติเพื่อความมั่นคง ในการรองรับการจัดหาและนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) โดยให้ดำเนินโครงการขยายกำลังการแปรสภาพ LNG ของมาบตาพุด LNG Terminal เพิ่มเติมอีก 1.5 ล้านตันต่อปี วงเงินงบประมาณ 1,000 ล้านบาท โดยมอบหมายให้บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือบริษัทในกลุ่ม ปตท. ที่ ปตท. มอบหมายเป็นผู้ดำเนินโครงการ ซึ่งต่อมาคณะกรรมการบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้มีมติอนุมัติให้บริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด (PTTLNG) เป็นผู้ดำเนินการ โดยมีกำหนดส่งก๊าซเข้าสู่โครงข่ายระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติหรือดำเนินการ เชิงพาณิชย์ในปี 2562

เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ บริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด ได้ออกประกาศเชิญชวนจองความสามารถในการให้บริการของมาบตาพุด LNG Terminal สำหรับกำลังการแปรสภาพ LNG ส่วนขยายเพิ่มเติม 1.5 ล้านตันต่อปี (กำลังการผลิตสูงสุดรวมเป็น 11.5 ล้านตันต่อปี) โดยมีกำหนดการให้ผู้ที่ประสงค์จะขอใช้บริการยื่นหนังสือแสดงเจตจำนง พร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้องได้ตั้งแต่วันที่ 28 – 31 สิงหาคม 2560 และจะประกาศผลการจัดสรรปริมาณความสามารถในการให้บริการส่วนขยายเพิ่มเติมได้ในวันที่ 31 ตุลาคม 2560 ทั้งนี้ ผู้ประสงค์จะขอใช้บริการที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กำหนดใน LNG Terminal TPA Code สามารถยื่นเอกสารสมัครเป็นผู้ขอใช้บริการสถานีแอลเอ็นจี เป็นการล่วงหน้าก่อนกำหนดวันจองได้ โดยสามารถศึกษาขั้นตอนและรายละเอียดได้ทาง www.pttlng.com

"ที่ผ่านมา กกพ.ได้พยายามเร่งผลักดันให้ผู้ประกอบกิจการพลังงานรายใหม่เข้าใช้หรือเชื่อมต่อระบบส่งก๊าซธรรมชาติหรือสถานีแอลเอ็นจี โดยได้เคยร่วมกับ ปตท.และ บริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด จัดสัมมนาสร้างความเข้าใจถึงหลักการและข้อกำหนดในการใช้หรือเชื่อมต่อกับระบบส่งก๊าซธรรมชาติ หรือการใช้บริการสถานีแอลเอ็นจี (TPA Code) ปตท.และ บริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด ได้จัดทำขึ้น ทั้งนี้ กกพ. คาดว่าจะมีผู้ประกอบกิจการก๊าซธรรมชาติรายใหม่สนใจจองความสามารถในการให้บริการของมาบตาพุด LNG Terminal  ซึ่งจะก่อทำให้เกิดการแข่งขันในกิจการก๊าซธรรมชาติ และมีความโปร่งใส ภายใต้กฎเกณฑ์ที่ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพื่อให้ผู้ใช้พลังงานได้รับประโยชน์สูงสุด"


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 11,03, 2017, 10:36:18
http://www.matichon.co.th/news/490960

“ขุนคลัง”สั่งสรรพากรคิดรูปแบบจัดเก็บภาษีอีคอมเมิร์ซ

ที่กระทรวงการคลัง นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้านโยบายการจัดเก็บภาษีอีคอมเมิร์ซ ตามนโยบายที่ให้กรมจัดเก็บภาษี 3 แห่งว่า ได้มอบหมายให้ทางกรมสรรพากรกำหนดรูปแบบและวิธีการจัดเก็บภาษีธุรกิจออนไลน์หรืออีคอมเมิร์ซ โดยมีความเห็นว่าตามหลักการแล้วต้องมีการเก็บภาษี เนื่องจากการค้าขายทั่วไปผู้ประกอบการต้องเสียภาษีอยู่แล้ว หากไม่มีการเก็บภาษีอีคอมเมิร์ซก็จะเกิดความไม่เท่าเทียม และในอนาคตผู้ที่ทำการค้าขายทั่วไปจะลำบาก เพราะอีคอมเมิร์ซโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ต้องเสียภาษี

“ความคืบหน้าในขณะนี้ได้มอบหมายให้ทางกรมสรรพากรไปดูวิธีการจัดเก็บภาษีอีคอมเมิร์ซและรายงานกลับมายังผม แต่ในขณะนี้ยังไม่ได้รับรายละเอียดว่าจะมีรูปแบบว่าจะมีการจัดเก็บภาษีอีคอมเมิร์ซอย่างไรบ้าง ซึ่งคาดว่าก็กำลังเร่งอยู่ เพราะตามหลักการแล้วจะต้องทำให้เกิดความเท่าเทียมระหว่างผู้ประกอบการที่ค้าขายทั่วไป และผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจออนไลน์” นายอภิศักดิ์กล่าว


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 12,03, 2017, 14:23:17
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1489221140

หวั่นเทสต๊อก 3.6 ล.ตันทุบราคาข้าว ต่ำที่สุดในโลก"เวียดนาม-อินเดีย"แซงหน้าไทย


เอกชนผงะราคาส่งออกข้าวไทยดิ่งต่ำสุดในโลก ชี้รัฐบาลเร่งโละสต๊อกมากเกินไป ข้าวใหม่-ข้าวเก่าท่วมตลาด หวั่นประมูลข้าวอุตสาหกรรม 3.66 ล้านได้แค่ กก.ละ 2-6 บาท ลุ้น "บิ๊กตู่" เรียกประชุม นบข. 22 มีนาคมนี้ รับมือนาปรัง"60 อีก 6 ล้านตัน

แหล่งข่าวจากวงการค้าข้าว เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า สถานการณ์ราคาส่งออกเมื่อวันที่ 2 มีนาคม จากข้อมูลของ Rice Quotes ระบุว่า ราคาข้าวไทยปรับลดลงไปต่ำที่สุดในโลก โดยราคาข้าวขาว 5% อยู่ที่ตันละ 352-356 เหรียญสหรัฐ ต่ำกว่าข้าวเวียดนามราคาตันละ 358-362 เหรียญสหรัฐ อินเดียราคา 385-395 เหรียญสหรัฐ ขณะที่ข้าวขาว 25% ราคาไทยอยู่ที่ตันละ 341-345 เหรียญสหรัฐ เท่ากับข้าวเวียดนามและปากีสถาน ขณะที่ข้าวนึ่งตันละ 362-366 เหรียญสหรัฐ ต่ำกว่าอินเดียที่ตันละ 378-382 เหรียญสหรัฐ ข้าวหอมมะลิตันละ 593-597 เหรียญสหรัฐ

ต่ำกว่ากัมพูชาที่ขายตันละ 780-790 เหรียญสหรัฐ

"ขณะนี้รัฐขายสต๊อกออกมาเยอะมาก ทั้งข้าวเก่า/ข้าวใหม่ออกมาพร้อมกันหมด ทำให้ราคาของไทยทรงตัวต่ำอย่างนี้มาระยะหนึ่งแล้ว ข้าวเก่าเพื่ออุตสาหกรรมที่ขายออกมาถึง 3.66 ล้านตัน แนวโน้มราคาที่ได้จะขายได้ตันละ 2,000-6,000 บาท โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานจะซื้อถูก กลุ่มอาหารสัตว์ซื้อได้แพงกว่านิดหน่อย ปีนี้คงยากที่ราคาส่งออกจะปรับขึ้น ข้าวในสต๊อกยังคงกดราคาอยู่ และข้าวนาปีของเวียดนามกำลังเกี่ยวจะออกสู่ตลาดในเดือนนี้ ข้าวนาปรังปี 2560 ของไทยก็ทยอยออก ซึ่งหากยึดตัวเลขกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะมีปริมาณ 6.63 ล้านตัน แบ่งเป็นภาคกลาง 3.024 ล้านตัน ภาคเหนืออีก 2.65 ล้านตัน ภาคอีสานอีก 581,139 ตัน ภาคใต้อีก 134,585 ตัน"

นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ในวันที่ 22 มีนาคมนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน จะมีการรายงานผลการระบายข้าวสต๊อกรัฐบาลที่ผ่านมา โดยคาดว่าในช่วงสิ้นเดือน เม.ย.จะเห็นภาพรวมของสต๊อกข้าวรัฐบาลทั้งหมด 17.7 ล้านตันว่าจะเหลือปริมาณเท่าไหร่ จากปัจจุบันเหลืออยู่ประมาณ 6.6 ล้านตัน และกำลังระบายออกไปอีก 3.66 ล้านตัน และในเดือนเมษายนจะมีการออกทีโออาร์ระบายข้าวกลุ่มสุดท้ายที่เป็นข้าวเสื่อมสภาพ 1 ล้านตัน หากสามารถจัดการข้าวเหล่านี้ได้หมดจะเหลือข้าวน้อย ยังมีระยะเวลาอีก 5 เดือน ตั้งแต่ พ.ค.-ก.ย. ที่จะสะสางข้าวที่ประมูลไม่ได้ เพื่อนำมาประมูลใหม่ก่อนที่ข้าวเปลือกนาปีฤดูกาลใหม่จะออกมา

"ผลผลิตข้าวเปลือกนาปรังปี 2560 คาดว่าปริมาณ 6 ล้านตันข้าวเปลือก ตลาดยังรองรับได้ เนื่องจากมีคำสั่งซื้อเข้ามาทั้งจีน แต่ที่เป็นกังวล คือ ผลผลิตข้าวนาปี ฤดูกาล 2560/61 จะออกมาในเดือนตุลาคม"

สำหรับตัวเลขการส่งออกข้าวของไทย ตั้งแต่ 1 มกราคม-8 มีนาคม ปริมาณ 2.118 ล้านตัน มูลค่า 3.1 หมื่นล้านบาท ซึ่งเทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อน มูลค่าและปริมาณสูงขึ้นเพียงเล็กน้อย

สำหรับการชี้แจงหลักเกณฑ์การประมูลข้าวในสต๊อกรัฐบาลเพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรม ครั้งที่ 1/2560 ปริมาณ 3.66 ล้านตัน จาก 278 คลัง ใน 39 จังหวัด แบ่งเป็นข้าว 17 ชนิด ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ 100% ชั้น 2 ข้าวหอมจังหวัด ข้าวขาว 5% ข้าวปทุมธานี 5% เป็นต้น จะเปิดให้ยื่นซองเสนอคุณสมบัติในวันที่ 20 มีนาคม และเปิดให้ยื่นซองเสนอราคาในวันที่ 23 มีนาคมนี้

"กำหนดเงื่อนไขให้ผู้ซื้อต้องส่งรายงานรับรองว่านำข้าวที่ประมูลได้ไปใช้ในอุตสาหกรรมที่แจ้งไว้ และทางองค์การคลังสินค้า (อคส.) องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) จะส่งทีมตรวจสอบโรงงาน หากไม่ดำเนินการตามแผนที่แจ้ง จะถูกยึดหลักประกัน และถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งทาง อคส.จะชี้แจงแนวทางตรวจสอบในวันที่ 17 มีนาคมนี้ เพื่อวางระบบไม่ให้ข้าวเหล่านี้เข้ามาปะปนกับตลาดปกติและสร้างความเสียหายต่อตลาดได้"



หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 13,03, 2017, 22:07:16
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1489392743

บิ้กดีล "แอร์บัส-บินไทย" เรียกเชื่อมั่นต่างชาติลงทุน EEC

กลางสัปดาห์ที่ผ่านมา "การบินไทย" ได้บรรลุข้อตกลงเบื้องต้นกับแอร์บัส เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลที่จำเป็นและร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้ในโครงการพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (TG MRO Complex Development) ณ ท่าอากาศยานอู่ตะเภา โครงการดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ปี 2560-2564

"สมคิด จาตุศรีพิทักษ์" รองนายกรัฐมนตรี บอกว่า โครงการพัฒนาธุรกิจศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานของการบินไทย จะช่วยขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การบินของไทยในระดับภูมิภาค สร้างซัพพลายเชนเกิดขึ้นตามมาอีกมหาศาล และช่วยสร้างรายได้เข้าประเทศไทยได้จำนวนมาก

ที่สำคัญ ยังทำให้แผนพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่หลายคนคิดว่าอาจเกิดขึ้นได้ยากนั้นทยอยเป็นจริงได้มากขึ้นด้วย

โดยผู้บริหารแอร์บัสได้เข้าพบ "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" นายกรัฐมนตรี พร้อมมอบความมั่นใจที่มีต่อประเทศไทย และตัดสินใจเลือกไทยเป็นที่ตั้งของโครงการพัฒนาศูนย์ซ่อม MRO ด้วยความเหมาะสมเรื่องที่ตั้ง โดยมีการบินไทยเป็นพันธมิตร เพื่อหนุนประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการบินของภูมิภาคเอเชียอย่างเต็มศักยภาพ

ขณะที่ "อุษณีย์ แสงสิงแก้ว" รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ การบินไทย บอกว่า เป้าหมายของบริษัทคือมุ่งขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) ที่ทันสมัยที่สุดของเอเชีย-แปซิฟิก เพียบพร้อมด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ด้วยมาตรฐานคุณภาพระดับสากล รวมทั้งส่งเสริมอุตสาหกรรมด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการบินตามนโยบายของรัฐบาล

โดยศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานแห่งใหม่จะให้บริการแก่สายการบินทั่วภูมิภาคและทั่วโลก เพื่อสร้างรายได้ให้กับการบินไทยและประเทศไทยอย่างยั่งยืน และทำให้ไทยเป็น Gateway to Asia

ทั้งนี้ การบินไทยกับแอร์บัสวางกรอบระยะเวลาการศึกษาร่วมกันว่าน่าจะแล้วเสร็จราวเดือนธันวาคมปีนี้ จากนั้นจะมาพิจารณากันอีกครั้งว่าจะร่วมลงทุนกันเท่าไร โดยกระบวนการทำพีพีพี หรือให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ น่าจะเริ่มเห็นราวเดือนมกราคม 2561

ด้าน "เรืออากาศเอก มนตรี จำเรียง" รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่อาวุโส สายกลยุทธ์องค์กรและพัฒนาอย่างยั่งยืน การบินไทย เสริมว่า การบินไทยมีเป้าหมายผลักดันโครงการพัฒนาธุรกิจศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานของ EEC ให้มีความทันสมัย ก้าวเป็นผู้นำอันดับ 1 ในโลก และทำรายได้ให้การบินไทยอย่างยั่งยืน

โดยกำหนดกลยุทธ์การพัฒนา 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ 1. "Good Partnership" การร่วมลงทุนกับบริษัทผู้ผลิตท่าอากาศยานที่มีศักยภาพสูง 2. "4 Great Pillars" มุ่งเน้นพัฒนา 4 กิจการสำคัญเพื่อสร้างรากฐานศูนย์ซ่อมอากาศยานยุคใหม่ ซึ่งประกอบด้วย ศูนย์ซ่อมใหญ่อากาศยานลำตัวกว้างและลำตัวแคบ, โรงซ่อมบำรุงอากาศยานอัจฉริยะ, ศูนย์ซ่อมวัสดุผสมสังเคราะห์, ศูนย์ฝึกอบรมช่างฝีมืออากาศยานขั้นสูง

และ 3. "3 Base Mission" การพัฒนาปรับปรุงศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานเดิมของการบินไทยที่ดอนเมืองและสุวรรณภูมิ ด้วยการพัฒนาโรงซ่อมอากาศยานด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และนวัตกรรมที่ทันสมัย มีมาตรฐานในระดับสากล

โดยการบินไทยได้เริ่มโครงการตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2559 ทั้งศึกษาและวิเคราะห์แนวโน้มความต้องการของตลาด เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ และได้ส่งเอกสารชี้ชวนการลงทุนไปยังบริษัทผู้ผลิตอากาศยาน ซึ่งมีเพียงบริษัทแอร์บัสรายเดียวที่สนใจ

"ก่อนหน้านี้ แอร์บัสได้เข้าไปลงทุนศูนย์ซ่อม MRO ที่จีน ไต้หวัน และสิงคโปร์แล้ว โดยเหตุผลที่แอร์บัสเลือกไทยนั้นนอกจากเรื่องที่ตั้งแล้วยังมองถึงศักยภาพของสนามบินอู่ตะเภาที่เตรียมยกระดับเป็นท่าอากาศยานนานาชาติแห่งที่ 3 ในพื้นที่ใกล้กรุงเทพฯ นอกจากนี้ยังเป็นท่าอากาศยานที่มีพื้นที่เพียงพอต่อการซ่อมบำรุง"

"ฟาบริซ เบรจิเย่ร์" ประธานบริษัท แอร์บัส บอกว่า นี่ถือเป็นเหตุการณ์ครั้งสำคัญระหว่างแอร์บัสกับการบินไทยอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่มีความสัมพันธ์อันดีที่ยาวนานกันมาร่วม 40 ปี

โดยการตั้งสนามบินอู่ตะเภาให้เป็นศูนย์กลางการบินแห่งใหม่นั้น เป็นสิ่งที่อยู่ในความสนใจของแอร์บัส เพราะตั้งอยู่ใจกลางภูมิภาคที่มีการเติบโตในด้านการขนส่งทางอากาศอย่างรวดเร็ว สามารถรองรับอากาศยานได้ทุกขนาด และยังมีโรงงานซ่อมบำรุงแบบครบครันที่ดำเนินการโดยการบินไทยอยู่แล้ว โดยมีแรงงานฝีมือที่ชำนาญการ และที่สำคัญคือมีโอกาสสำหรับการเติบโตยิ่งขึ้น

โดยประเมินว่ามูลค่าของภาคส่วนการซ่อมบำรุงอากาศยานในภูมิภาคนี้อย่างเดียวจะมีมูลค่าราว 64,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในอีก 10 ปีข้างหน้า

การร่วมมือของ 2 บิ๊กด้านการบินในครั้งนี้ จึงเป็นสเต็ปสำคัญในการเตรียมรองรับการขยายตัวของธุรกิจซ่อมบำรุงอากาศยานในอนาคตอย่างแท้จริง...


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 14,03, 2017, 09:39:11
คลังลงนาม ตั้ง 2 กลุ่ม ติดตั้งเครื่องรับชำระเงิน ฯ เดินหน้า อีเพย์เมนท์ฯ
http://money.sanook.com/469481/


คลังเดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ National e-Payment ต่อเนื่อง จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงเลือกผู้ติดตั้งเครื่องรับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงการให้บริการวางอุปกรณ์รับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ภายใต้แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (National e-Payment) ระหว่างคณะอนุกรรมการคัดเลือกและกำกับดูแลผู้ให้บริการวางอุปกรณ์รับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยนายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง และผู้มีสิทธิ์ให้บริการวางอุปกรณ์รับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (เครื่อง EDC) จำนวน 2 ราย ได้แก่


กลุ่ม Consortium ประกอบด้วย ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) และ

กลุ่มกิจการค้าร่วมโครงการอีเพเม้นท์ ประกอบด้วย ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) โดยมี นางสาวสุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เป็นพยานภาครัฐ นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ และนายยศ กิมสวัสดิ์ เป็นพยานภาคเอกชน ณ ห้องประชุมวายุภักษ์ 4 กระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2560

นายพรชัย ฐีระเวช รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน อนุกรรมการและเลขานุการร่วมในคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการการให้ความรู้และส่งเสริมการใช้ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ในฐานะรองโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงการให้บริการวางอุปกรณ์รับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ภายใต้แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (National e-Payment)

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจมีช่องทางการรับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วยต้นทุนที่ต่ำ ส่งเสริมการกระจายเครื่องรับบัตรหรือจุดรับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน โดยมีเป้าหมายในการกระจายอุปกรณ์รับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (เครื่อง EDC) แก่ร้านค้าและหน่วยงานภาครัฐทั่วประเทศ รวมประมาณ 560,000 ราย

ในปัจจุบันรัฐบาลได้จัดทำและผลักดันแผนยุทธศาสตร์ National e-Payment ซึ่งมีความคืบหน้ามาเป็นลำดับ โดยระบบการชำระเงินที่มีประสิทธิภาพจะช่วยอำนวยความสะดวกกับภาคธุรกิจ ภาคประชาชน และส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจในภาพรวม ในส่วนของโครงการที่ 2 คือ โครงการขยายการใช้บัตร ได้ก้าวมาถึงจุดสำคัญ โดยภายหลังพิธีลงนามวันนี้ ผู้ให้บริการจะเริ่มทยอยวางอุปกรณ์ฯ ทันที โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 1 ปี 2561

ทั้งนี้ ผู้ให้บริการทั้ง 2 ราย จะดำเนินการที่จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและร้านค้า โดยจะเห็นได้จาก การปรับลดค่าธรรมเนียมการรับบัตรเดบิตที่ปกติจะเก็บในอัตรา 1.5 – 2.5 % ของมูลค่าเงินที่ชำระ เป็นเพียงไม่เกิน 0.55% เท่านั้น ซึ่งจะเป็นการช่วยลดต้นทุนทางธุรกิจให้กับร้านค้าและจูงใจให้ร้านค้าเลือกรับบัตรอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น และจะไม่มีการเก็บค่าเช่าและค่าติดตั้งอุปกรณ์ฯ โดยอาจเก็บค่ามัดจำเพื่อป้องกันอุปกรณ์เสียหาย โดยร้านค้าจะได้คืนเมื่อยกเลิกการใช้บริการ

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังได้มีมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนร้านค้าที่ติดตั้งอุปกรณ์ฯ โดยให้ร้านค้าสามารถนำค่าใช้จ่ายจากการรับบัตร (MDR) ไปหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ 2 เท่า จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 ซึ่งมาตรการดังกล่าวนี้ จะช่วยร้านค้าให้ติดตั้งเครื่อง EDC ได้มากขึ้น

อีกทั้งกระทรวงการคลังยังจะมีมาตรการจูงใจผ่านการชิงโชคการใช้บัตรเดบิตให้ประชาชนและร้านค้า เพื่อกระตุ้นการใช้บัตรและชำระเงินในระบบอีเพย์เมนต์ โดยจะจัดแคมเปญแจกรางวัล ให้ผู้ใช้และร้านค้าได้มีสิทธิลุ้นโชคจากการชำระเงินผ่านเครื่องรับบัตรและตู้ ATM เป็นระยะเวลา 1 ปี เริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2560 (สำหรับผู้ที่ใช้บริการในเดือนพฤษภาคม 2560) ซึ่งรางวัลจะมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 84 ล้านบาท


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 14,03, 2017, 22:08:58
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1489495623

ดอนเมืองทะลัก ต้องขยายเฟส 3 รับผู้โดยสารเพิ่มจาก 35 ล้านคน เป็น 40 ล้านคนต่อปี

นายเพ็ชร ชั้นเจริญ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานดอนเมือง (ทดม.) บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) เปิดเผยว่า ปัจจุบัน ทดม.มีศักยภาพในการรองรับผู้โดยสาร 30 ล้านคนต่อปี แต่นับตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา อัตราการเพิ่มขึ้นของจำนวนเที่ยวบินและผู้โดยสารเจริญเติบโตแบบก้าวกระโดด ล่าสุดในปี 2559 (มกราคม-ธันวาคม 2559 ) มีจำนวนผู้โดยสารมาใช้บริการมากกว่า 35.2 ล้านคน ทั้งนี้ เพื่อรองรับการเจริญเติบโตที่เกิดขึ้นทั้งในด้านการบริการและในด้านปฏิบัติการ สร้างความพึงพอใจและความประทับใจในการบริการที่สะดวก รวดเร็ว และไม่ยุ่งยากให้กับผู้ใช้บริการ
 

จึงต้องมีการขยายสนามบินเฟส 3  ตามแผนแม่บท ทดม.ระยะที่ 3 ช่วงที่ 1 (ปี 2560-2565) เป็นการพัฒนาต่อเนื่องจากการพัฒนาระยะที่ 2 คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2565 มีเป้าหมายรองรับปริมาณเที่ยวบิน 40-50 เที่ยวบินต่อชั่วโมง และรองรับปริมาณผู้โดยสารได้ 40 ล้านคนต่อปี

 

ทั้ง ระยะที่ 3 ช่วงที่ 1 ประกอบด้วย 3 กลุ่มงาน ได้แก่ 1.กลุ่มงาน Airside คือ งานก่อสร้างขยายลานจอดอากาศยานด้านทิศเหนือ พร้อมทางขับเชื่อมและระบบเติมน้ำมันอากาศยาน งานปรับปรุงหลุมจอดอากาศยานด้านทิศเหนือ พร้อมระบบเติมน้ำมันอากาศยาน งานก่อสร้างลานจอดอากาศยานสำหรับกิจกรรมการบิน General Aviation งานปรับปรุงหลุมจอดอากาศยานด้านทิศใต้ พร้อมระบบเติมน้ำมันอากาศยาน งานก่อสร้าง Rapid Exit Taxiway บริเวณทางวิ่ง 21 และ Exit Taxiway เชื่อมต่อทางขับสาย B และ C งานปรับปรุงพื้นที่ด้านทิศเหนือเพื่อรองรับอาคารซ่อมบำรุงอากาศยาน งานปรับปรุงพื้นที่ด้านทิศใต้เพื่อรองรับอาคารซ่อมบำรุงอากาศยาน และงานก่อสร้างอาคารสถานีย่อยระบบเติมน้ำมันอากาศยาน

 

ส่วนงานก่อสร้างขยายอาคารเทียบเครื่องบิน ด้านทิศเหนือ พร้อมติดตั้งสะพานเทียน จำนวน 3 ชุด งานปรับปรุงอาคารผู้โดยสาร อาคาร 1,อาคารเทียบเครื่องบิน ด้านทิศเหนือ และอาคารเทียบเครื่องบินหมายเลข 2-4 งานก่อสร้างอาคาร Junction Building และอาคารจอดรถยนต์ผู้โดยสาร งานก่อสร้างอาคารทางเดินเชื่อม ด้านทิศใต้ งานปรับปรุงอาคารผู้โดยสารภายในประเทศเดิม และอาคารเทียบเครื่องบิน หมายเลข 6 พร้อมติดตั้งสะพานเทียบ จำนวน 8 ชุด งานก่อสร้างอาคารจอดรถพนักงาน และอาคารสำนักงาน ทดม. และอาคารรับรองพิเศษ (VVIP) และงานปรับปรุงคลังสินค้า หมายเลข 1 และ 2




ขณะเดียวกันยังมีกลุ่มงานระบบสาธารณูปโภค คือ งานปรับปรุงระบบถนนภายใน ทดม. งานก่อสร้าง Curb Side ด้านหน้าอาคาร Junction Building งานปรับปรุงระบบระบายน้ำภายใน ทดม. งานปรับปรุงระบบพักขยะ ทั้งนี้ ทอท.จะเร่งพิจารณาแนวทางการติดตั้งระบบขนส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ (Automatic People Mover : APM) เชื่อมระหว่างอาคารจอดรถ อาคารผู้โดยสาร และส่วนต่างๆ ภายใน ทดม.เพื่อเป็นการแก้ปัญหาจราจรติดขัดในช่วงที่ ทอท.อยู่ระหว่างดำเนินการตามโครงการพัฒนา ทดม.ด้วย

 

นายเพ็ชรกล่าวว่า สำหรับปริมาณการจราจรทางอากาศ (มกราคม-ธันวาคม 2559) มีอากาศยานพาณิชย์ ขึ้น-ลง 244,296 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ร้อยละ 9.02 มีสายการบิน ที่บินประจำภายในประเทศ จำนวน 5 สายการบิน ทำการบินใน 24 เส้นทาง และสายการบินระหว่างประเทศ จำนวน 15 สายการบิน ทำการบินใน 57 เส้นทาง มีเที่ยวบินเฉลี่ย 667 เที่ยวบินต่อวัน มีจำนวนผู้โดยสาร 35.20 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ร้อยละ 16.17 เฉพาะผู้โดยสารที่เดินทางระหว่างประเทศมี 11.88 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 29.55 มีผู้โดยสารที่เดินทางระหว่างประเทศเฉลี่ย 32,459 คนต่อวัน ผู้โดยสารที่เดินทางในประเทศมี 23.32 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.36 มีผู้โดยสารที่เดินทางในประเทศเฉลี่ย 63,725 คนต่อวัน รวมผู้โดยสารเฉลี่ย 96,184 คนต่อวัน มีปริมาณการขนถ่ายสินค้า 67,884 เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ร้อยละ 49.23



หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 15,03, 2017, 20:44:10
http://www.matichon.co.th/news/496154

กทม.ทดลองเดินรถไฟฟ้าแบริ่ง-สำโรง ‘อัศวิน’ เผย3เม.ย.เปิดใช้ เดือนแรกนั่งฟรี

เมื่อวันที่ 15 มีนาคม พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) นำคณะผู้บริหาร กทม. นายชาติชาย อุทัยพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ นายพีระยุทธ สิงห์พัฒนากุล ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) นายสุรพงศ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) นายบัณฑิต ศิริตันหยง ประธานกรรมการบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด เดินทางไปตรวจสอบและทดลองนั่งรถไฟฟ้าบีทีเอส ส่วนต่อขยายสายสีเขียว จากสถานีอ่อนนุช ไปยังสถานีแบริ่ง ก่อนเปิดการทดลองเดินรถเสมือนจริงโครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีเขียว ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ (จากสถานีแบริ่ง–สถานีสำโรง) จำนวน 1 สถานี จากทั้งหมด 9 สถานี รวมระยะทาง 13 กิโลเมตร

พล.ต.อ.อัศวิน ให้สัมภาษณ์ว่า การลงพื้นที่วันนี้ ได้ตรวจดูความพร้อมของรถไฟฟ้าและสถานีสำโรงว่ามีข้อบกพร่องหรือไม่ ซึ่งพบว่า ขณะนี้มีความพร้อมที่จะเปิดให้บริการประชาชน

“ระหว่างวันที่ 15 มีนาคม ถึง วันที่ 2 เมษายนนี้ จะทดลองเดินรถเสมือนจริง รวมถึงทดลองจำลองเหตุการณ์ต่างๆ รวมทั้งการจัดการสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น เหตุเพลิงไหม้ รถไฟฟ้าเฉี่ยวชน และการตรวจพบวัตถุต้องสงสัย เป็นต้น หลังจากนั้นก็เหลือเพียงการเปิดบริการให้ประชาชนได้ทดลองใช้ คือ ในเวลา 09.00 น. วันที่ 3 เมษายน โดยจะเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี ที่รับผิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (คค.) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.) ไปร่วมเปิดงานให้ประชาชนได้ใช้อย่างเป็นทางการ ส่วนการคาดการ์ณว่าจะมีประชาชนมาใช้บริการมากน้อยเพียงใด คาดว่าจะมีผู้มาใช้บริการในเส้นทางนี้จำนวนมาก โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ ก็จะได้ใช้บริการด้วย ซึ่งจะสามารถอำนวยความสะดวกของประชาชนได้เป็นอย่างดี ทั้งการเชื่อมต่อไปยังเส้นทางๆ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า รถประจำทาง เรือ เป็นต้น” พล.ต.อ.อัศวิน กล่าวและว่า ในเดือนแรกจะยังไม่มีการคิดค่าโดยสาร โดยจะเปิดให้บริการประชาชนฟรีเพื่อทดลองการใช้งาน แต่หลังจากนั้น ต้องมีการคิดค่าโดยสารซึ่งต้องหารือราคาที่สมดุลร่วมกันระหว่าง รฟม. กทม.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่โดยหลักจะต้องเป็นราคาที่ประชาชนสามารถจ่ายได้และไม่กระทบต่อประชาชน ขณะเดียวกัน กทม.ก็ต้องไม่เสียค่าใช้จ่ายมากเกินไป

“ขณะนี้ยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะต้องเก็บราคาเท่าไร เพราะ กทม.ต้องไปหาจุดเหมาะสมให้ได้ก่อนถึงจะสามารถกำหนดราคาได้ และอาจจะมีการลงไปสอบถามถึงความคิดเห็นของประชาชนด้วย และก็คาดการณ์ว่าจะมีประชาชนมาใช้บริการถึงวันละ 4,000-5,000 คน และหากแล้วเสร็จทั้ง 9 สถานี ก็คาดการณ์ว่าจะมีผู้มาใช้บริการกว่า 1 แสนคน หรือไม่ก็ขอเชิญมาร่วมนับคนกันว่าจะมีคนใช้บริการกี่คนในวันที่ 3 เมษายนนี้” พล.ต.อ.อัศวิน กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับโครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีเขียว ช่วงแบริ่ง–สมุทรปราการ ตั้งอยู่ใน จ.สมุทรปราการ ครอบคลุมพื้นที่ 3 เทศบาล ได้แก่ เทศบาลสำโรงเหนือ เทศบาลนครสมุทรปราการ และเทศบาลบางปู ระยะทางรวม 13 กิโลเมตร มีจำนวน 9 สถานี ได้แก่ 1.สถานีสำโรง ตั้งอยู่ระหว่างสะพานข้ามคลองสำโรงกับแยกเทพารักษ์ 2.สถานีปู่เจ้าสมิงพราย ตั้งอยู่บริเวณถนนซอยสุขุมวิท 115 3.สถานีพิพิธภัณฑ์เอราวัณ ตั้งอยู่บริเวณถนนสุขุมวิทซอย7 4.สถานีโรงเรียนนายเรือ ตั้งอยู่หน้าโรงเรียนนายเรือ 5.สถานีสมุทรปราการ ตั้งอยู่หน้าวิทยาลัยสารพัดช่างสมุทรปราการ 6.สถานีศรีนครินทร์ ตั้งอยู่บริเวณสะพานข้ามคลองบางปิ้ง 7.สถานีแพรกษา ตั้งอยู่บริเวณหน้าโรงเรียนสมุทรปราการ 8.สถานีสายลวด ตั้งอยู่บริเวณซอยเทศบาลบางปู 45 และ 9.สถานีเคหะสมุทรปราการ ตั้งอยู่บริเวณซอยเทศบาลบางปู 50 โดยมีศูนย์ซ่อมบำรุงพื้นที่ 123 ไร่ หลังสถานีไฟฟ้าย่อยบางปิ้ง และมีอาคารจอดแล้วจร (park & ride) บริเวณสถานีปลายทางเคหะสมุทรปราการ เนื้อที่ 18 ไร่ สามารถจอดรถได้ 1,200 คัน ส่วนช่วงจากหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต ระยะทาง 19 กิโลเมตร จำนวน 16 สถานี จะเปิดให้บริการเดินรถจากสถานีหมอชิต เชื่อมต่อกับสถานีห้าแยกลาดพร้าว ประมาณต้นปี 2562 และเปิดให้บริการเดินรถตลอดเส้นทาง ภายในปี 2563


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 16,03, 2017, 12:01:26
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1489638424


"คอมมาร์ต 2017" เปิดฉากแล้ว โซนลดล้างสต็อกฮอตสุดๆ

updated: 16 มี.ค.


ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า งานคอมมาร์ต คอนเนค 2017 ครั้งแรกของปีนี้ จัดขึ้นตั้งแต่ 16 – 19 มีนาคม 2560 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายใต้แนวคิด Intelligent Mixed  โดยงานครั้งนี้มีทั้งพื้นที่จำหน่ายสินค้าและงานสัมมนา Digital SME Day

โดยบรรยากาศหลังจากเปิดงานวันแรก 16 มีนาคม 2560 เมื่อเวลา 10.00 น. มีผู้เข้าชมงานค่อนข้างคึกคัก โดยเฉพาะในส่วนของโซนลดล้างสต็อกของ Adivce ที่มีผู้ต่อแถวเข้าดูสินค้าเป็นจำนวนมาก เนื่องจากมีสินค้าลดสูงสุดถึง 80%  ซึ่งสินค้าที่ได้รับความสนใจส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอุปกรณ์เสริม รวมถึงโน้ตบุ๊ก อาทิ Dell inspiron N7567 ลดราคาจาก 39,900 บาทเหลือ 27,900 บาท Intel Compute Stick (STCK1AW32SC) ลดราคาจาก 4,990 บาท เหลือ 1,900 บาท  GIGABYTE GT1050/2GB  ลดราคาจาก 4,390 บาท เหลือ 2,790 บาท


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 16,03, 2017, 16:33:57
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1489554745

ยุบไฮสปีด-อัพเกรดแอร์พอร์ตลิงก์วิ่งทะลุระยอง

รัฐเร่งลงทุนรถไฟเชื่อม "ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา" ดูดนักลงทุนบูม EEC พร้อมรื้อใหญ่ไฮสปีดเทรน ควบรวม ระบบแอร์พอร์ตลิงก์ ขยายเส้นทางถึงระยอง ประหยัดงบได้ถึง 40,000 ล้านบาท ดึงเอกชน PPP ก่อสร้าง ระบบ ขบวนรถ จับตา "CP-BTS" ชิงดำ ชี้เป้า 16 บริษัทชั้นนำดึงลงทุนเขตเศรษฐกิจพิเศษ
ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานภายหลังการประชุม คณะกรรมการบริหารการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กรศ.) สิ้นสุดลง โดยมีข้อเสนอจาก กรศ.ให้รวมโครงการแอร์พอร์ตเรลลิงก์ กับโครงการรถไฟความเร็วสูงสายกรุงเทพฯ-ระยอง ให้เป็นโครงการเดียวกัน มีผู้เดินรถรายเดียวกัน (Single Project Single Operator) เพื่อให้เชื่อมโยง 3 สนามบิน คือ สนามบินดอนเมือง-สนามบินสุวรรณภูมิ-สนามบินอู่ตะเภา ในฐานะเมืองการบินภาคตะวันออก (Special EEC Zone : Eastern Aerotropolis หรือ EEC-EA) เข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ

ยืดแอร์พอร์ตลิงก์ถึงระยอง

ในส่วนของรถไฟความเร็วสูง แหล่งข่าวจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า คณะกรรมการได้ให้เวลาการรถไฟฯ 2 เดือนพิจารณาความเหมาะสม รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ กับรถไฟความเร็วสูงสายกรุงเทพฯ-ระยอง ระยะทาง 193 กม. จะใช้ระบบไหนมารองรับการเดินทางเชื่อมระหว่าง 3 สนามบิน คือ ดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา

รวมถึงศึกษารูปแบบลงทุน PPP เนื่องจากโครงการนี้จะให้เอกชนร่วม PPP ทั้งงานโยธา ระบบ และขบวนรถ เหมือนกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี) กับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) โดยรับสนับสนุนเงินลงทุนไม่เกินค่าก่อสร้าง ส่วนเอกชนได้สัมปทานเดินรถและพัฒนาเพื่อเชิงพาณิชย์สถานีระยะเวลา 30-50 ปี

"เป้าหมายก็คือ ต้องนั่งรถไฟฟ้าเชื่อม 3 สนามบิน จากดอนเมืองไปถึงอู่ตะเภาแบบไร้รอยต่อ โดยที่ผู้โดยสารไม่ต้องลงเปลี่ยนถ่ายรถที่สถานีลาดกระบัง ซึ่งเป็นจุดต้นทางของรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-ระยอง ดังนั้นรถไฟแอร์พอร์ตลิงก์จึงเป็นโครงการที่เหมาะสมที่สุด โดยสร้างไปถึงอู่ตะเภาและระยอง ซึ่งช่วงในเมืองจากดอนเมือง มักกะสัน สุวรรณภูมิ จะวิ่งด้วยความเร็ว 160-180 กม./ชม. แต่เมื่อเลยลาดกระบังแล้วก็เพิ่มความเร็วเป็น 200-250 กม./ชม. เท่ากับไฮสปีดเทรนได้ และให้เอกชนรายเดียวเป็นผู้เดินรถ" แหล่งข่าวกล่าว

ลดต้นทุน 40,000 ล้านบาท

แหล่งข่าวกล่าวไปอีกว่า นอกจากนี้ ต้นทุนก่อสร้างแอร์พอร์ตลิงก์ จะ "ถูกกว่า" ไฮสปีดเทรนสายกรุงเทพฯ-ระยอง ประมาณ 40,000 ล้านบาท หรือจาก 152,528 ล้านบาท มาอยู่ที่ 110,000-120,000 ล้านบาท

"ถ้าไม่มีรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน จะทำให้การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ไม่ครบถ้วน จึงต้องเร่งสรุปเพื่อเปิดให้เอกชนที่สนใจเข้ามาลงทุน ที่ผ่านมากลุ่ม CP ก็สนใจจะเข้ามาลงทุนโครงการไฮสปีดเทรนกรุงเทพฯ-ระยอง ส่วนกลุ่ม BTS สนใจจะลงทุนแอร์พอร์ตลิงก์ส่วนต่อขยายพญาไท-บางซื่อ-ดอนเมือง"

จับตา CP-BTS ชิงดำ

ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานว่า ก่อนหน้านี้ กลุ่ม CP ได้ส่งรายงานผลสำรวจพื้นที่และข้อเสนอแนะให้กับการรถไฟฯ หลังยื่นข้อเสนอแสดงความสนใจลงทุนรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-พัทยา-ระยอง โดยร่วมกับพันธมิตรคือ บจ.ซิติก คอนสตรัคชั่นจากฮ่องกง บริษัทด้านก่อสร้าง ออกแบบ ที่ปรึกษา มีสถาบันการเงินสนับสนุน และ บจ.ไหหนาน กรุ๊ป เชี่ยวชาญด้านก่อสร้างท่าเรือ สนามบิน และรถไฟ

ผลการลงพื้นที่พบว่า แนวเส้นทางทับซ้อน 4 โครงการ คือ ต่อขยายแอร์พอร์ตลิงก์ไปสนามบินอู่ตะเภา, รถไฟไทย-จีนช่วงฉะเชิงเทรา-มาบตาพุด, รถไฟไทย-ญี่ปุ่นจากกรุงเทพฯ-แหลมฉบัง และรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-พัทยา-ระยอง ทำให้มีข้อจำกัดในการก่อสร้าง จึงมีข้อเสนอว่า ถ้าจะทำให้โครงการเร็วขึ้น บริษัทจะลงทุนเฉพาะงานระบบรถและขอเช่ารางของการรถไฟฯแทน

ปั้นสถานีมักกะสันศูนย์กลาง

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ที่ประชุม กรศ.ยังให้มีการปรับปรุงแอร์พอร์ตลิงก์ปัจจุบันรองรับ และให้สถานีมักกะสัน เป็นศูนย์กลาง (ฮับ) การเชื่อมโยงกรุงเทพฯกับการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือการเป็น "EEC Gateway" และส่งเสริมการเชื่อมโยง 3 สนามบินโดยรถไฟอย่างสมบูรณ์ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาพื้นที่สถานีมักกะสันให้รองรับจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มมากขึ้น

ชี้เป้าบริษัทระดับโลก

สำหรับการชักจูงนักลงทุนรายสำคัญของโลกให้เข้ามาลงทุนในระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) นั้น ล่าสุดคณะกรรมการบริหารระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กรศ.) ได้กำหนดให้มี "ผู้รับผิดชอบ (Account Man-agement)" ในแต่ละกลุ่มคลัสเตอร์ภาคอุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อจัดทำแผนเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กนศ.) โดยกำหนดรายชื่อนักลงทุนที่จะเป็นเป้าหมาย ดังต่อไปนี้

1) คลัสเตอร์อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ได้แก่ บริษัท Tesla (สหรัฐ), บริษัท Shanghai Motor (จีน), บริษัท BMW (เยอรมนี), บริษัท Suzuki (ญี่ปุ่น), บริษัท Mercedes-Benz (เยอรมนี) 2) คลัสเตอร์อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เป้าหมายคือ บริษัท Foxconn (ไต้หวัน) 3) คลัสเตอร์อุตสาหกรรมการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ บริษัท Reliance Group (อินเดีย), บริษัท Otsuka (ญี่ปุ่น) 4) คลัสเตอร์อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ บริษัท Kuka (ญี่ปุ่น)

5) คลัสเตอร์อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร บริษัทเป้าหมายนักลงทุนคือ บริษัท Fujifilm (ญี่ปุ่น) 6) คลัสเตอร์อุตสาหกรรมการขนส่งและการบิน บริษัท Airbus (ฝรั่งเศส), บริษัท Boeing(อังกฤษ), บริษัท Tianjin(จีน) และ 7) คลัสเตอร์อุตสาหกรรมดิจิทัล บริษัท Lazada (สิงคโปร์), บริษัท Alibaba (จีน), บริษัท IZP Group (จีน)

โดยสิทธิประโยชน์ที่จะเปิดการเจรจาตรงกับบริษัทเหล่านี้จะอยู่ภายใต้กฎหมาย 3 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุนฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560-พ.ร.บ.กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน พ.ศ. 2560 และร่าง พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 17,03, 2017, 16:35:27
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1489739560

กรมสรรพากรให้ภาคเอกชนนำรายจ่ายค่าจ้างผู้สูงอายุเข้าทำงาน ไปหักภาษีได้ 2 เท่า

ตามที่รัฐบาลได้มีมาตรการการจ้างงานผู้สูงอายุ โดยมีการตราพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 639) พ.ศ. 2560 กำหนดให้มีการยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลกรณีที่รับผู้สูงอายุหกสิบปีขึ้นไปเข้าทำงาน เพื่อส่งเสริมให้ภาคเอกชนมีการจ้างแรงงานผู้สูงอายุเข้าทำงานมากขึ้น นั้น

นายสมชาย แสงรัตนมณีเดช รองอธิบดีกรมสรรพากร ในฐานะโฆษกกรมสรรพากร เปิดเผยว่า "ขณะนี้ได้มีพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 639) พ.ศ. 2560 ให้สิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่นายจ้างที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งรับผู้สูงอายุที่มีอายุหกสิบปีขึ้นไปเข้าทำงาน สำหรับเงินได้เป็นจำนวนร้อยละหนึ่งร้อยของรายจ่ายที่ได้จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการจ้างผู้สูงอายุ โดยนายจ้างสามารถใช้สิทธิได้ไม่เกินร้อยละสิบของจำนวนลูกจ้างทั้งหมด สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีเริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2559 เป็นต้นไป หากผู้สูงอายุทำงานหลายแห่งในเวลาเดียวกัน ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่รับผู้สูงอายุเข้าทำงานก่อน เป็นผู้ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ แต่ไม่รวมถึงการจ้างผู้สูงอายุที่มีค่าจ้างเกินกว่าเดือนละ 15,000 บาทต่อคน ทั้งนี้ ผู้สูงอายุดังกล่าวต้องมีคุณสมบัติดังนี้

1.เป็นผู้มีสัญชาติไทย

2.เป็นลูกจ้างของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จ้างอยู่ก่อนแล้ว หรือเป็นผู้สูงอายุที่ได้ขึ้นทะเบียนหางานไว้กับกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน

3.ไม่เป็นและไม่เคยเป็นกรรมการหรือผู้ถือหุ้นของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จ้างผู้สูงอายุดังกล่าวหรือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในเครือเดียวกัน"

สำหรับผู้ที่มีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ทุกพื้นที่และศูนย์สารนิเทศสรรพากร โทร.1161 หรือศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 639) พ.ศ.2560 และประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 290) ลงวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2560


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 18,03, 2017, 09:59:08
http://www.matichon.co.th/news/498771

รัฐเดินหน้ามาตรการภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชี้ราคาสูงขึ้นทำให้เยาวชนซื้อได้ยาก

“รองนายกฯ” นั่งหัวโต๊ะ จัดนโยบายคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คลอด 5 มาตรการปลอดเหล้าสงกรานต์

วันที่ 17 มีนาคม 2560 พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ ครั้งที่ 1/2560 ก่อนเปิดเผยว่า ที่ประชุมเห็นชอบแผนปฏิบัติการตามยุทธศาสตร์แอลกอฮอล์แห่งชาติ มีระยะเวลาดำเนินการ 10 ปี ซึ่งมีการทำแผนปฏิบัติการที่จะนำมาใช้ในปี 2560-2563 มีทั้งหมด 5 ยุทธศาสตร์ เช่น การควบคุมการใช้มาตรการทางด้านภาษี ด้านกฎหมาย การปรับพฤติกรรมเกี่ยวกับการดื่มแอลกอฮอล์ และการเข้าถึงแอลกอฮอล์ของเยาวชน ทั้งนี้ ในที่ประชุมไม่มีการพูดคุยเรื่องการปรับเพดานภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่มาตรการทางด้านภาษีเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ ซึ่งมาตรการทางภาษีจะช่วยให้การดื่มแอลกอฮอล์ลดลง เนื่องจากมีราคาที่สูงขึ้น ทำให้เด็กและเยาวชนที่ไม่มีรายได้ซื้อได้ยากขึ้น

พล.ร.อ.ณรงค์กล่าวว่า ที่ประชุมยังเห็นชอบ 5 มาตรการเฝ้าระวัง บังคับใช้กฎหมายปลอดเหล้าและลดอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลสงกรานต์อย่างเคร่งครัดคือ 1.ห้ามดื่มบนทางในขณะขับขี่หรือโดยสาร 2.ห้ามขายให้บุคคลต่ำกว่า 20 ปี 3.ห้ามขายนอกเวลาที่กฎหมายกำหนด 4.เฝ้าระวัง ประชาสัมพันธ์กฎหมายเน้นจังหวัดเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ พร้อมทั้งตั้งศูนย์รับเรื่องราวร้องเรียนบุหรี่และสุรา และ 5.เฝ้าระวังรายงานผลการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากภัยแอลกอฮอล์ ส่วนสถานการณ์ในเรื่องการจำหน่ายแอลกอฮอล์บริเวณรอบสถานศึกษา ถือว่าปัจจุบันลดลงมาก ถ้าจะมีก็เป็นการลักลอบเปิด แต่เจ้าหน้าที่ก็ลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 19,03, 2017, 12:26:34
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1489834755

กยท.ยันเปิดประมูลยาง21-22มีนา กลุ่มเกษตรกร-พ่อค้าสต๊อกยางจ๊ากทุบราคาวูบอีก

ผู้ว่า กยท.กลับลำ ยืนยันเปิดประมูลยางครั้งที่ 4 วันที่ 21-22 มี.ค.นี้ กลุ่มเกษตรกร-พ่อค้าสต๊อกยางส่อขาดทุนระนาว เหตุราคายางขึ้น-ลงวูบวาบเกินไป ระบุหลังประมูลครั้งก่อนทุบราคาหล่นกว่า 20 บาท/กก.

เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2560 นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้ลงนามเรื่องยืนยันการประมูลขายยางแผ่นรมควันอัดก้อน ยางแท่ง STR20 และยางอื่น ๆ ครั้งที่ 4 และมีหนังสือด่วนที่สุดถึงผู้สนใจเข้าร่วมประมูลยางดังกล่าว พร้อมทั้งมีประกาศของการยางแห่งประเทศไทยยืนยันการประมูลขายยางดังกล่าว โดยมีสาระดังนี้ ตามที่มีการนำเสนอข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์เรื่องการเลื่อนประมูลยางแผ่นรมควันอัดก้อน ยางแท่ง STR20 และยางอื่น ๆ ครั้งที่ 4 ซึ่งอาจทำให้มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง กยท.จึงขอยืนยันว่าการดำเนินการประมูลยางแผ่นรมควันอัดก้อน ยางแท่ง STR20 และยางอื่น ๆ ครั้งที่ 4 ในวันที่ 21-22 มีนาคม 2560 มิได้เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด

แหล่งข่าววงการยางพาราเปิดเผยว่า การประชุมของคณะอนุกรรมการระบายสต๊อกยางพาราของ กยท.เรื่องการเปิดประมูลยางในโกดังหลายแห่งที่ภาคใต้ ครั้งที่ 4 จำนวน 1.2 แสนตัน เมื่อวันที่ 9 มีนาคมที่ผ่านมาไร้ข้อสรุปว่าจะเปิดประมูลเมื่อใด แต่จะมีการประชุมอีกครั้งก่อนที่คณะกรรมการบริหาร กยท.จะเดินทางไปดูงานยางที่ประเทศญี่ปุ่นในวันที่ 22 มีนาคมนี้ ขณะที่นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการ กยท.ยอมรับว่า จำเป็นต้องเลื่อนเวลาประมูล เนื่องจากราคายางต่างประเทศตกลงเมื่อวันที่ 14 มีนาคมที่ผ่านมา แต่ล่าสุดในช่วงเย็นวันที่ 16 มีนาคม นายธีธัชได้กลับลำกะทันหัน ประกาศประมูลยางครั้งที่ 4 ในวันที่ 21-22 มีนาคมนี้

"เรื่องนี้สร้างความประหลาดใจให้กับวงการยางมาก โดยเฉพาะมติของอนุกรรมการระบายสต๊อกยางวันที่ 9 มีนาคมเป็นอย่างไรกันแน่ เพราะเป็นเรื่องได้เสียในวงการยางมากพอสมควร ว่าทำไมคณะอนุกรรมการฯและนายธีธัชต้องกลับลำกะทันหัน กลัวว่าถ้าเลื่อนไปประมูลปลายเดือนมีนาคมนี้จะได้ราคาต่ำกว่านี้หรือไม่ เพราะการประมูลครั้งนี้จะอ้างอิงราคาซื้อขายยางในตลาด SICOM ของสิงคโปร์วันที่ 17 มีนาคมนี้เป็นหลัก ซึ่งล่าสุดราคายางในตลาดซื้อขายล่วงหน้าที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน วันที่ 17 มีนาคม 2560 เพิ่มขึ้น 530 หยวน/ตัน เป็น 18,230 หยวน/ตัน ดังนั้น นายธีธัชต้องออกมาอธิบายในเรื่องนี้ให้ชัดเจนอีกครั้ง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือต่อวงการยาง"

นายกัมปนาท วงศ์ชูวรรณ ผู้จัดการกลุ่มเกษตรกรทำสวนธารน้ำทิพย์ จ.ยะลา ผู้ผลิตยางและแปรรูปยางส่งออกรายใหญ่ของภาคใต้ เปิดเผยว่า การเปิดประมูลยางพาราของ กยท.ก่อนหน้านี้ส่งผลทำให้ราคายางแผ่นรมควันปรับตัวลดลงจากราคา 95 บาท/กก. จนกระทั่งตอนนี้ราคาอยู่ที่ประมาณ 75 บาท/กก. ราคาต่ำลงไปประมาณ 20 บาท/กก.

ทั้งนี้ สถาบันเกษตรกรก็สนับสนุนให้นำยางค้างสต๊อกออกมาประมูลขาย แต่ต้องเป็นเวลาที่เหมาะสม เพื่อมิให้ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรชาวสวนยาง ส่วนการประมูลครั้งนี้ก็จะต้องโปร่งใส ไม่มีการฮั้วราคากัน และ กยท.ต้องมีวิสัยทัศน์ ไม่ใช่วันนี้ยกเลิก พรุ่งนี้บอกว่าจะเปิดประมูล ส่วนกลุ่มเกษตรกรที่สต๊อกยางเอาไว้เพื่อจะขายในช่วงราคาขาขึ้นตอนนี้ก็มีทั้งประสบภาวะขาดทุนและมีกำไร เพราะราคายางสะวิงขึ้นลงเร็วมาก ไม่มีเสถียรภาพ ปัจจุบันผลผลิตยางส่วนใหญ่ตกไปอยู่ในมือกลุ่ม 4-5 บริษัทผู้ส่งออกแล้ว

ด้านนายสมพร ศรียวง ผู้จัดการสหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านพรุนายขาว จำกัด จ.พัทลุงกล่าวว่า ขณะนี้ฝั่งอันดามันหยุดกรีดยางแล้ว แต่ทางฝั่งอ่าวไทยยังกรีดอยู่ แต่เมื่อมีข่าวว่า กยท.จะเปิดประมูลยางก็ทำให้ราคายางร่วงลงมา 3 บาท/กก. กระทบต่อสถาบันเกษตรกรที่สต๊อกเอาไว้ ซึ่งราคาไม่นิ่ง ขึ้นลงวูบวาบ จึงต้องยอมปล่อยขายแม้ว่าจะขาดทุนประมาณ 50%

"ไม่รู้ว่ามีใครยืนอยู่ข้างพ่อค้า หรือเกษตรกรและเหมือนว่าจะหายางราคาถูกให้กับพ่อค้าด้วยซ้ำ สำหรับยางในสต๊อกของรัฐบาลที่เหลืออยู่ควรจะเปิดประมูลในเดือนเมษายน 2560 จะเหมาะสมกว่า" นายสมพรกล่าว


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 19,03, 2017, 19:39:20
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1489921803

กระทรวงอุตฯขึ้นค่าธรรมเนียมจดทะเบียนเครื่องจักรในรอบ 28 ปี


ยสมชาย หาญหิรัญ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้ออกกฎกระทรวง กำหนดค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการจดทะเบียนเครื่องจักร พ.ศ.2560 แทนกฎกระทรวงเดิมซึ่งใช้มาตั้งแต่ปี 2532 โดยค่าธรรมเนียมใหม่เก็บเพิ่มขึ้น 20% หลังไม่ได้ปรับมาเป็นเวลา 28 ปี เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ และภาระต้นทุนการให้บริการที่จะอนุญาตให้เอกชน เข้ามาช่วยตรวจสอบเครื่องจักร และได้ผ่านการทำประชาพิจารณ์กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มแล้ว

ทั้งนี้ รายละเอียดค่าธรรมเนียม อาทิ ค่าจดทะเบียนกรรมสิทธิ์เครื่องจักร สำหรับเครื่องจักร มูลค่าเกินห้าแสนบาท คิดเครื่องละ 750 บาท ถ้าจดทะเบียนหลายเครื่อง เก็บสูงสุดไม่เกินเพดาน 12,000 บาท จากเดิมเครื่องละ 500 บาท หลายเครื่องเก็บสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท ส่วนค่าจดทะเบียนการจำนอง หรือขายฝากเครื่องจักร สูงสุดไม่เกิน 120,000 บาท จากเดิม 100,000 บาท ค่าจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เครื่องจักร เครื่องละ 100 บาท หากมีหลายเครื่องในคราวเดียว ไม่เกิน 2,000 บาท จากเดิมคิดต่อเล่ม เล่มละ 100 บาท

"ผู้ประกอบการสามารถแปลงเครื่องจักรที่ผ่านการจดทะเบียนเป็นหลักทรัพย์เพื่อนำไปขอกู้เงินจากธนาคารได้ โดยสามารถยื่นได้ที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด (สอจ.) ทุกจังหวัด หรือกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ถ้าเอกสารครบถ้วน กระบวนการจะใช้เวลาไม่เกิน 10 วันทำการเท่านั้น จะสามารถนำเอาหลักฐานไปติดต่อกับธนาคารได้ ปัจจุบันโรงงานในไทยมีเครื่องจักรถึง 10 ล้านเครื่อง แต่เพิ่งมีการจดทะเบียนจำนองเครื่องจักรไปได้เพียง 9 แสนเครื่อง วงเงิน 5.8 ล้านล้านบาท ในวงเงินจำนวนนี้เป็นเครื่องจักรของผู้ประกอบการรายใหญ่ที่จดจำนอง คิดเป็นมูลค่า 80% และของเอสเอ็มอีมูลค่าเพียง 20% ดังนั้น อยากเชิญชวนให้เอสเอ็มอีนำเครื่องจักรในโรงงานมาจดทะเบียน เพื่อเป็นหลักทรัพย์ในการขอสินเชื่อ" นายสมชายกล่าว


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 20,03, 2017, 16:25:43
http://news.sanook.com/2186474/

ขสมก.เตรียมยกเลิกรถเมล์ฟรี ก.ย.นี้
ขสมก. เตรียมยกเลิกโครงการรถเมล์ฟรี โดยจะเริ่มยกเลิกเดือนกันยายนนี้

วันนี้ (20 มี.ค.60) นายสุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล ผู้อำนวยการ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก. กล่าวว่า เตรียมยกเลิกโครงการรถเมล์ฟรี ภายหลังจากที่ติดตั้งระบบตั๋วร่วมกับรถโดยสารของ ขสมก.ในช่วงเดือนกันยายนนี้ ขณะนี้มีรถเมล์โดยสารสาธารณะที่ให้บริการฟรีมีประมาณ 800 คัน โดยจะยกเลิกรถเมล์ฟรีทั้งหมดภายในช่วงต้นปีหน้า เริ่มจากยกเลิกรถเมล์ล็อตแรกราว 200 คัน ภายในเดือนกันยายนนี้ จากนั้นจะยกเลิกล็อตที่สองในช่วงปลายปีและทำการยกเลิกล็อตสุดท้ายช่วงต้นปี 2561


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 20,03, 2017, 18:25:47
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1490006237

"กอบกาญจน์" เรียกเว็บอโกด้าหารือ ไม่ให้กดราคาห้องพักกับผู้ประกอบการ

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า กระทรวงเตรียมหารือกับเว็บไซต์อโกด้า ซึ่งเป็นผู้ให้บริการจองห้องพักในโรงแรมที่มีเครือข่ายมากสุดในโลก ในเรื่องการทำตลาดด้านการท่องเที่ยวในประเทศไทย โดยเฉพาะประเด็นการไม่ให้อโกด้ากดราคาห้องพักกับผู้ประกอบการ และอยากให้เป็นอิสระตามกลไกตลาด หลังจากที่ผ่านมาพบว่าอโกด้าจะมีข้อตกลงกับผู้ประกอบการโรงแรมว่า ผู้ที่จะมาลงลิสต์รายชื่อให้บริการเช่าห้องพักผ่านเว็บไซต์นั้น ต้องตั้งราคาที่อโกด้าถูกสุดเท่านั้น ทำให้ผู้ประกอบการไม่ได้รับประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย และเสียโครงสร้างด้านราคา

พร้อมกับหารือเรื่องตรวจสอบรายชื่อของห้องพักในกลุ่มของโรงแรมผิดกฎหมายและถูกกฎหมาย ซึ่งกระทรวงจะขอความร่วมมืออโกด้าให้พิจารณาเลือกเฉพาะโรงแรมที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายเข้าไว้ในระบบ เชื่อว่าระยะยาวจะเปลี่ยนแปลงได้

นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า เพื่อป้องกันปราบปรามบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีการกระทำผิดกับนักท่องเที่ยว โดยการหลอกลวงเอารัดเอาเปรียบ การขายสินค้าและบริการที่เกินราคาจากความเป็นจริง กระทรวงท่องเที่ยวฯ ร่วมกับตำรวจท่องเที่ยว ผู้ประกอบการใน จ.กาญจนบุรี ร่วมบูรณาการการทำงานเพื่อเป็นต้นแบบจังหวัดที่มีมาตรฐานการบริการ ราคาเดียวกัน ทั้งนักท่องเที่ยวคนไทยและต่างชาติ ก่อนขยายไปอีก10 จังหวัด และเตรียมทำหนังสือถึงทุกสถานทูตในไทย ขอข้อมูลเกี่ยวกับการเอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยวทั้งเรื่องของการขายของเกินราคา โก่งราคาสินค้า และการขายสินค้า 2 มาตรฐาน ระหว่างนักท่องเที่ยวไทย และต่างชาติ

นายภานุวัฒน์ ศีลแดนจันทร์ ตัวแทนผู้ประกอบการ สมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวและสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวกาญจนบุรี ส่วนใหญ่พัก 1 คืน ค่าใช้จ่าย 800 บาท/วัน/คน และหลังจากเปิดตัวโครงการเที่ยวเมืองกาญจน์ สบ๊าย สบาย จะทำให้ความเชื่อมั่นในมาตรฐาน ความปลอดภัย เกิดขึ้นในสายตานักท่องเที่ยว และส่งผลให้รายได้ปีนี้เพิ่มขึ้น 20% หรือค่าใช้จ่ายเพิ่มเป็น 1,000 บาท/วัน/คน รายได้รวมจะเพิ่มเป็น 2.4 หมื่นล้านบาท จากปี 2559 มีรายได้ 2 หมื่นล้านบาท


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 21,03, 2017, 09:10:32
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1489987656

ทุ่ม 2 หมื่นล.ผุด "มอเตอร์เวย์แม่สอด" แจ้งเกิดโครงข่ายเขตเศรษฐกิจพิเศษไทย-เมียนมา
กรมทางหลวงเร่งโครงข่ายหนุนการค้าชายแดนไทย-เมียนมาและเขตเศรษฐกิจแม่สอด ทุ่ม 2 หมื่นล้าน เจาะเขาผุดอุโมงค์มอเตอร์เวย์ 70 กม. พาด 2 อำเภอ 9 ตำบล จากเมืองตาก-ชายแดน เสริมแกร่งโลจิสติกส์ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก ดีเดย์ 30 มี.ค.นี้เทคอนกรีตเชื่อมสะพานข้ามแม่น้ำเมยแห่งที่ 2 ปี"61 ขยาย 4 เลนเสร็จสมบูรณ์

แหล่งข่าวจากกรมทางหลวง (ทล.) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ขณะนี้กรมอยู่ระหว่างศึกษาความเหมาะสมโครงการก่อสร้างมอเตอร์เวย์สายตาก-แม่สอด ระยะทางประมาณ 70-80 กม. เพื่อรองรับเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอดและการค้าชายแดนเชื่อมเขตเศรษฐกิจพิเศษเมียวดีประเทศเมียนมา โดยผลศึกษาใช้งบประมาณ 35 ล้านบาท จะใช้เวลา 15 เดือน รวมทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) มีกำหนดเสร็จในเดือน เม.ย. 2561 คาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 15,000-20,000 ล้านบาท

"มอเตอร์เวย์สายนึ้เป็น 1 ในโครงการที่อยู่ในแผนแม่บทของกรมที่จัดทำไว้เป็นแผน 20 ปี ตั้งแต่ปี"60-79 ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่เชื่อมการเดินทางและโลจิสติกส์ของประเทศ เราต้องวางแผนไว้เนิ่น ๆ เป็นการเริ่มนับหนึ่งวันนี้เพราะอีกไม่นานทางหลวงสาย 12 ช่วงตาก-แม่สอด แม้จะขยายเป็น 4 เลน แต่ก็ยังเป็นอุปสรรคในการเดินทางและขนส่ง เพราะเส้นทางยังคงคดเคี้ยวและลาดชัน"


 
ทุ่ม 2 หมื่นล.ผุด "มอเตอร์เวย์แม่สอด" แจ้งเกิดโครงข่ายเขตเศรษฐกิจพิเศษไทย-เมียนมา

updated: 21 มี.ค. 2560 เวลา 07:00:22 น.
 

ก ก ก
กรมทางหลวงเร่งโครงข่ายหนุนการค้าชายแดนไทย-เมียนมาและเขตเศรษฐกิจแม่สอด ทุ่ม 2 หมื่นล้าน เจาะเขาผุดอุโมงค์มอเตอร์เวย์ 70 กม. พาด 2 อำเภอ 9 ตำบล จากเมืองตาก-ชายแดน เสริมแกร่งโลจิสติกส์ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก ดีเดย์ 30 มี.ค.นี้เทคอนกรีตเชื่อมสะพานข้ามแม่น้ำเมยแห่งที่ 2 ปี"61 ขยาย 4 เลนเสร็จสมบูรณ์

แหล่งข่าวจากกรมทางหลวง (ทล.) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ขณะนี้กรมอยู่ระหว่างศึกษาความเหมาะสมโครงการก่อสร้างมอเตอร์เวย์สายตาก-แม่สอด ระยะทางประมาณ 70-80 กม. เพื่อรองรับเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอดและการค้าชายแดนเชื่อมเขตเศรษฐกิจพิเศษเมียวดีประเทศเมียนมา โดยผลศึกษาใช้งบประมาณ 35 ล้านบาท จะใช้เวลา 15 เดือน รวมทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) มีกำหนดเสร็จในเดือน เม.ย. 2561 คาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 15,000-20,000 ล้านบาท

"มอเตอร์เวย์สายนึ้เป็น 1 ในโครงการที่อยู่ในแผนแม่บทของกรมที่จัดทำไว้เป็นแผน 20 ปี ตั้งแต่ปี"60-79 ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่เชื่อมการเดินทางและโลจิสติกส์ของประเทศ เราต้องวางแผนไว้เนิ่น ๆ เป็นการเริ่มนับหนึ่งวันนี้เพราะอีกไม่นานทางหลวงสาย 12 ช่วงตาก-แม่สอด แม้จะขยายเป็น 4 เลน แต่ก็ยังเป็นอุปสรรคในการเดินทางและขนส่ง เพราะเส้นทางยังคงคดเคี้ยวและลาดชัน"



เปิดแนวมอเตอร์เวย์ใหม่

สำหรับพื้นที่ศึกษาโครงการจะครอบคลุม2อำเภอ 9 ตำบล คืออำเภอเมืองตาก ได้แก่ ตำบลแม่ท้อ ตำบลหนองบัวใต้ ตำบลน้ำริม ตำบลตลุกกลางทุ่ง และตำบลวังหิน กับอำเภอแม่สอด ได้แก่ ตำบลแม่ปะ ตำบลพะวอ ตำบลแม่กาษา และตำบลแม่ละเมา

โดยแนวเส้นทางจะเป็นแนวตัดใหม่ทั้งหมด จะเชื่อมกับถนนเลี่ยงเมืองตากที่อยู่ระหว่างก่อสร้างและถนนสาย 12 (ตาก-แม่สอด) ช่วงตำบลตลุกกลางทุ่งไปสิ้นสุดปลายทางที่ตำบลแม่ปะและตำบลท่าสายลวด จะมีการเวนคืนที่ดินไม่มากเนื่องจากส่วนใหญ่พาดผ่านพื้นที่ป่าสงวนและอุทยานเป็นหลัก (ดูแผนที่)




ส่วนรูปแบบการก่อสร้างจะผสมผสานมีทั้งเป็นอุโมงค์ผสมกับทางยกระดับ (viaduct) และทางระดับพื้น ซึ่งอุโมงค์มี 2 ช่วง คือ ดอยรวกและดอยพะวอ คิดเป็นระยะทางช่วงละประมาณ 10-15 กม.

ปี"61 ขยาย 4 เลนเสร็จ

นายธานินทร์ สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง กล่าวว่า กรมได้งบประมาณ 7,000 ล้านบาท ขยาย 4 ช่องจราจรทางหลวงหมายเลข 12 หรือถนนสายแม่สอด-ตาก ระยะทาง 76.13 กม. จะแล้วเสร็จทั้งโครงการในปี 2561 รองรับพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ จ.ตาก

ปัจจุบันดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จตอนที่ 1 ระยะทาง 12 กม. จากลานสาง-สามแยกแม่สอด และตอนที่ 2 ระยะทาง 13.3 กม. ช่วงวงเวียนแม่สอด-ศาลพระวอ อยู่ระหว่างก่อสร้างตอนที่ 3 ช่วงบ้านลานสาง-ดอยสน ระยะทาง 31 กม. ค่าก่อสร้าง 690 ล้านบาท จะแล้วเสร็จเดือน ก.ย. 2560 ส่วนตอนที่ 4 ช่วงดอยสน-พะวอ ระยะทาง 19.9 กม. ค่าก่อสร้าง 1,500 ล้านบาท จะเสร็จปี 2561

30 มี.ค.เชื่อมสะพานเมย 2

นอกจากนี้มีโครงการทางเลี่ยงเมืองแม่สอดพร้อมสะพานข้ามแม่น้ำเมยแห่งที่ 2 ระยะทาง 21.40 กม.ค่าก่อสร้าง 3,900 ล้านบาท เชื่อมระหว่างชายแดนประเทศไทยและเมียนมา บริเวณท้ายบ้านวังตะเคียนใต้ หมู่ 7 ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก เชื่อมจังหวัดเมียวดีของประเทศเมียนมา ปัจจุบันอยู่ระหว่างก่อสร้าง ในวันที่ 30 มี.ค.นี้จะเทคอนกรีตเชื่อมสะพานทั้ง 2 ฝั่งเข้าด้วยกัน ทั้งโครงการมีกำหนดแล้วเสร็จเดือน ก.ย. 2560

รูปแบบก่อสร้างสะพานเป็นแบบคานยื่นสมดุล (Balance Cantilever) ความยาวช่วงกลาง 120 เมตร ความยาวที่ต่อจากช่วงกลางข้างละ 75 เมตร ช่องจราจรกว้างช่องละ 3.50 เมตร จำนวน 2 ช่องจราจร รวมความยาวของสะพาน 760 เมตร ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาโครงข่ายทางหลวงรองรับแนวความคิดการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor) ที่จะเชื่อมโยงเส้นทางการคมนาคมและขนส่งระหว่างประเทศไทยกับเมียนมา รองรับปริมาณการเดินทางและการขนส่งสินค้าที่เพิ่มมากขึ้น โดยผ่านสะพานข้ามแม่น้ำเมยแห่งที่ 2 รวมทั้งจะช่วยแก้ไขปัญหาจราจรบริเวณสะพานข้ามแม่น้ำเมยแห่งที่ 1



สนามบินปรับปรุงเสร็จปีหน้า

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้กระทรวงคมนาคมยังมีโครงการปรับปรุงท่าอากาศยานแม่สอด วงเงิน 1,500 ล้านบาท ประกอบด้วยงานก่อสร้างทางขับ ลานจอดเครื่องบิน เสริมผิวทาง และงานก่อสร้างอาคารที่พักผู้โดยสารหลังใหม่ ปัจจุบันกำลังปรับปรุงจะแล้วเสร็จปี 2561 นอกจากนี้ยังศึกษาโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่สายนครสวรรค์-กำแพงเพชร-ตาก-แม่สอดอีกด้วย

สำหรับ อ.แม่สอด จ.ตาก ได้กำหนดให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ตั้งอยู่ระหว่าง ต.แม่ปะและ ต.ท่าสายลวด บริเวณริมแม่น้ำเมย มีพื้นที่พัฒนา 5,603 ไร่ อีกทั้งยังเป็นพื้นที่อยู่ในเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก ซึ่งเป็นเส้นทางที่รัฐบาลให้ความสำคัญ เพราะเป็นประตูเชื่อมโยงไปยังเมืองย่างกุ้ง ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของประเทศเมียนมาและสามารถเชื่อมโยงไปยังอินเดียและจีนตอนใต้ได้

ขณะเดียวกันยังเชื่อมการค้าจากประเทศเมียนมาจากย่างกุ้งและเมาะละแหม่งผ่านเมียวดีมาด่านแม่สอด, สุโขทัย, พิษณุโลก, ขอนแก่น และกาฬสินธุ์ ไปยังด่านชายแดนมุกดาหาร ผ่านสะหวันนะเขต ฝั่ง สปป.ลาว ไปยังเว้และท่าเรือดานัง ประเทศเวียดนาม โดยเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าผ่านในประเทศไทยจากตาก-มุกดาหาร มีระยะทางรวม 713 กม


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 21,03, 2017, 20:29:46
http://www.thairath.co.th/content/891580

ราชกิจจาฯ ก.ม.ภาษีสรรพสามิตใหม่ บุหรี่ 5 บาทต่อมวน-อาบอบนวด 1พันต่อรอบ

ราชกิจจาฯ ลงประกาศ พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิตฉบับใหม่ คาดบังคับใช้เดือน ก.ย. กำหนดเพดานในอนาคต 20 ปี บุหรี่ขยับ 5 บาทต่อมวน ด้านอธิบดี แจงจัดเก็บจริงไม่สูงตา

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/891580


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 22,03, 2017, 10:10:41
เพจ Facebook ทนาย เกิดผล

#ห้ามInbox

ขายของออนไลน์ ให้แจ้งราคาให้ชัดแจ้ง  #ห้ามส่งราคาใน inbox

ประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 44 พ.ศ. 2560 เรื่องการแสดงราคาและรายละเอียดเกี่ยวกับการจำหน่ายสินค้าและบริการ ผ่านระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือออนไลน์

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๙ (๕) มาตรา ๒๘ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้า และบริการ พ.ศ. ๒๕๔๒ คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ จึงออกประกาศดังต่อไปนี้

ข้อ ๑ ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับในทุกท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศ เป็นต้นไป

ข้อ ๒ ในประกาศนี้ “ผู้ประกอบธุรกิจ” ได้แก่ ผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการจำหน่ายสินค้าหรือบริการ ผ่านระบบพาณิชย์ อิเล็กทรอนิกส์หรือออนไลน์

ข้อ ๓ ให้ผู้ประกอบธุรกิจแสดงราคาจำหน่าย ค่าบริการ รวมถึงประเภท ชนิด ลักษณะ ขนาด น้ำหนัก และรายละเอียดของสินค้าหรือบริการ โดยการเขียน พิมพ์ หรือกระทำให้ปรากฏ ด้วยวิธีอื่นใดในระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หรือระบบออนไลน์ของผู้ประกอบธุรกิจนั้น ในลักษณะที่ชัดเจน ครบถ้วน เปิดเผย สามารถอ่านได้โดยง่าย การแสดงราคาจำหน่ายสินค้า ค่าบริการตามวรรคหนึ่ง ให้แสดงราคาต่อหน่วย ราคาหรือค่าบริการนั้นจะมีตัวเลขภาษาใดก็ได้ แต่ต้องมีตัวเลขอารบิคอยู่ด้วย สำหรับข้อความหรือรายการที่แสดงควบคู่กับราคาจำหน่ายหรือค่าบริการต้องเป็นภาษาไทย แต่จะมีภาษาอื่นด้วยก็ได้

ข้อ ๔ กรณีที่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายอื่นๆ นอกเหนือจากราคาจำหน่ายสินค้าหรือ ค่าบริการที่ให้บริการที่แสดงไว้ตามข้อ ๓ ผู้ประกอบธุรกิจจะต้องแสดงค่าใช้จ่ายดังกล่าวให้ชัดเจน ครบถ้วนและเปิดเผย โดยแสดงไว้ควบคู่กับการแสดงราคาจำหน่ายสินค้าหรือค่าบริการที่ให้บริการ

ข้อ ๕ การแสดงราคาจำหน่ายปลีกสินค้าหรือค่าบริการที่ให้บริการตามข้อ ๓ ต้องแสดงให้ตรงกับราคาที่จำหน่าย หรือค่าบริการที่ให้บริการ ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับกับกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจจำหน่ายหรือให้บริการแก่ผู้ซื้อต่ำกว่า ราคาจำหน่าย หรือค่าบริการที่แสดงไว้

ประกาศ ณ วันที่ ๒๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๐

หมายเหตุ

ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542

ผู้ร้องเรียน แจ้งเบาะแสมีสิทธิได้รับสินบนนำจับ 25%ของยอดปรับที่เจ้าหน้าที่ได้เปรียบเทียบปรับ

แจ้ง 1569 กรมการค้าภายใน


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 23,03, 2017, 08:32:25
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1490181242

คนกรุงอ่วมกทม.ขึ้นค่าโดยสารบีทีเอสจาก10เป็น15บาทพ.ค.นี้

คนใช้รถไฟฟ้าอ่วม พ.ค.นี้ กทม.ปรับค่าโดยสารบีทีเอสส่วนขยาย "อ่อนนุช-แบริ่ง-สำโรง" "ตากสิน-บางหว้า" จาก 10 บาทเป็น 15 บาทตลอดสาย ชี้โดน รฟม.โขกค่าเช่ารางสายสีเขียว ปี"61 รื้ออัตราใหม่จ่ายเหมารายโซนพื้นที่

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยว่า 3 เม.ย. 2560 จะเปิดใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีเขียวต่อขยายแบริ่ง-สมุทรปราการ 1 สถานีถึงสถานีสำโรง มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธีเปิด หลัง บมจ. ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ บีทีเอสซี ผู้รับจ้างเดินรถทดสอบเสมือนจริง 15 มี.ค.-2 เม.ย. จะเปิดใช้ฟรี 1 เดือนถึง 30 เม.ย. จากนั้น 1 พ.ค.เริ่มเก็บค่าโดยสาร อยู่ระหว่างพิจารณาอัตราที่เหมาะสม จากปัจจุบันค่าโดยสารส่วนต่อขยายตากสิน-บางหว้าและอ่อนนุช-แบริ่ง 10 บาทตลอดสาย

"เดิมการเดินทางของประชาชนจังหวัดสมุทรปราการจะต้องเดินทางด้วยรถสาธารณะ รถยนต์ส่วนตัวมาขึ้นสถานีรถไฟฟ้าแบริ่ง เมื่อเปิดเดินรถ 1 สถานีครั้งนี้จะช่วยให้ได้รับความสะดวกสบายมากขึ้น ตามนโยบายนายกฯ ที่อยากให้พี่น้องที่อาศัยอยู่บริเวณไข่ขาว เช่น สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม สมุทรสาคร สะดวกสบายในการเดินทาง ซึ่งปลายปี" 61 จะเปิดใช้ตลอดเส้นทาง"

รถไฟฟ้าสายสีเขียวแบริ่ง-สมุทรปราการ ระยะทางรวม 13 กม. มี 9 สถานี ได้แก่ 1.สถานีสำโรง 2.ปู่เจ้าสมิงพราย 3.พิพิธภัณฑ์เอราวัณ 4.โรงเรียนนายเรือ 5.สมุทรปราการ 6.ศรีนครินทร์ 7.แพรกษา 8.สายลวด 9.เคหะสมุทรปราการ คาดว่าจะมีผู้โดยสาร 1 แสนเที่ยวคน/วัน

แหล่งข่าวจาก กทม.กล่าวว่า ตั้งแต่ 1 พ.ค.นี้ กทม.จะปรับค่าโดยสารโดยบีทีเอสส่วนต่อขยายเป็น 15 บาทตลอดสาย จากปัจจุบัน กทม.รับภาระแทนผู้โดยสารเก็บ 10 บาทตลอดสาย จะรวมช่วง 1 สถานีแบริ่ง-สำโรงด้วย เนื่องจาก กทม.ต้องจ่ายค่าเช่ารางให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) 8 ล้านบาท/เดือนจนกว่าจะโอนทรัพย์สินอย่างเป็นทางการ

"ราคา 10 บาทตลอดสายเราเก็บมาตั้งแต่ปี"56 กทม.ต้องรับภาระส่วนต่าง 5 บาทคิดเป็นเงินเฉลี่ยปีละ 600 ล้านบาท"

ส่วนค่าโดยสารหลังเปิดเดินรถเต็มเส้นทางปลายปี 2561 กทม.มีแนวคิดรื้อค่าโดยสารบีทีเอสใหม่ทั้งหมด จะเก็บเป็นโซนพื้นที่ 3 โซน คือ โซนในเมือง 10 สถานี มีสถานีสยามเป็นจุดศูนย์กลาง โซนที่ 2 พื้นที่ถัดจากในเมืองอีก 10 สถานี และโซนที่ 3 ถัดจากโซนที่ 2 เป็นสถานีรอบนอก ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษารายละเอียด จำนวนสถานีและอัตราค่าโดยสาร จะคิดเป็นอัตราเหมาจ่ายตามรายโซนพื้นที่


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 23,03, 2017, 20:40:08
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1490262040

ก.แรงงาน เปิดลิสต์ "5 อันดับ" กิจการที่มีการเลิกจ้างมากสุด

นายสุเมธ มโหสถ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวว่า สถานการณ์การเลิกจ้างในภาพรวมของประเทศ ปีงบประมาณ พ.ศ.2560 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2559 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2560 พบว่าสถานการณ์การเลิกจ้างและแนวโน้มการเลิกจ้างมีทิศทางที่ดีขึ้น เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ผ่านมาของรัฐบาล ที่เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการลงทุนภาครัฐและให้สถาบันการเงิน เช่น ธนาคารออมสิน ช่วยเหลือสถานประกอบกิจการขนาดใหญ่ และธุรกิจ SMEs กู้ยืมเงินโดยคิดอัตราดอกเบี้ยต่ำ รวมทั้งนโยบายด้านอื่นๆ เพื่อแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจของประเทศ เมื่อเศรษฐกิจของประเทศไทยขยายตัวดีขึ้น ทำให้เกิดการจ้างงานมากขึ้น ทั้งในกรุงเทพมหานครและภูมิภาคต่างๆ

นายสุเมธกล่าวว่า ในส่วนของการเลิกจ้างมีแนวโน้มลดลงโดยจะเห็นได้จากข้อมูลจำนวนลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างและมายื่นคำร้องลดลง โดยในช่วงระยะเวลาดังกล่าวมีสถานประกอบกิจการที่เลิกจ้างลูกจ้างทั้งหมด 172 แห่ง ลูกจ้างยื่นคำร้องรวม 4,290 คน เงินสิทธิประโยชน์ที่ลูกจ้างได้รับรวม 123,149,121 บาท สำหรับประเภทกิจการที่มีการเลิกจ้างมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.กิจการประเภทการผลิตและจำหน่าย คิดเป็นร้อยละ 41  2.กิจการประเภทอื่นๆ เช่น จัดทำเอกสาร ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯ คิดเป็นร้อยละ 15  3.กิจการโรงแรม/สถานบันเทิง/งานบริการ คิดเป็นร้อยละ 11  4.กิจการสื่อสารคมนาคม คิดเป็นร้อยละ 9 และ 5.กิจการก่อสร้าง คิดเป็นร้อยละ 7 ทั้งนี้ มีสถานประกอบกิจการที่มีแนวโน้มเลิกจ้าง 4 แห่ง ลูกจ้างจำนวน 882 คน

อธิบดี กสร.กล่าวต่อว่า นอกจากนี้อัตราการเลิกจ้างในระบบประกันสังคมตามมาตรา 33 มีจำนวนลดลง โดยในเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2559 มีจำนวนอัตราการเลิกจ้าง 31,570 คน/30,570 คน / 29,748 คน ลดลงตามลำดับ เดือนมกราคม 2560 มีจำนวน 29,076 คน ซึ่งเมื่อวิเคราะห์จากภาพรวมแล้วสถานการณ์การเลิกจ้างและแนวโน้มการเลิกจ้างมีทิศทางที่ดีขึ้น


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 24,03, 2017, 08:45:03
ทำไมจึงสำเร็จ! ตามไปดู "เนเธอร์แลนด์" ประเทศเล็กสู่ยักษ์เกษตรเบอร์ 2 ของโลก



"เนเธอร์แลนด์" ประเทศแสนสงบในยุโรป แม้จะมีขนาดเล็กด้วยประชากรเพียง 17 ล้านคน แต่ศักยภาพกลับไม่เล็กตามไปด้วย เพราะเป็นประเทศอันดับ 2 ของโลกที่ส่งออกผลผลิตด้านเกษตรกรรม เป็นรองแค่สหรัฐเท่านั้น นอกจากนั้น ยังสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรได้เป็นอันดับ 1 ของโลกเกษตรกรรมและการส่งออกด้านอาหารของเนเธอร์แลนด์คิดเป็นมูลค่าถึง 91,000 ล้านยูโร เท่ากับ 22% ของการส่งออกทั้งหมด และเป็น 8.8% ของการจ้างงานทั่วประเทศ เบื้องหลังความสำเร็จมาจากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเข้ากับการเกษตรในการบรรยายพิเศษเรื่อง "The Netherland"s Top Sectors : Policy and Implementation" ซึ่งจัดโดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับสถานทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย "ศาสตราจารย์อัลด์ ไดเฮาเซนส์" ประธาน บริษัท "Dutch Topsec-tor Agri & Food" ซึ่งเป็นศูนย์ศึกษาและวิจัยภายใต้ความร่วมมือของรัฐ กล่าวถึงอนาคตในอีก 40 ปีข้างหน้าว่า ประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นจำนวนถึง 2-3 พันล้านคน ชนชั้นกลางเพิ่มขึ้นอีก 3,000 ล้านคน ส่งผลให้ความต้องการบริโภคอาหารเพิ่มขึ้นจำนวนมาก โดยเฉพาะโปรตีนคุณภาพสูง"แม้ว่าจะเป็นความท้าทายของโลกครั้งยิ่งใหญ่ แต่ถือเป็นโอกาสสำคัญในด้านเศรษฐกิจ เกษตรกรรม และการพัฒนาด้านการศึกษาสำหรับคนรุ่นใหม่เช่นกัน" ไดเฮาเซนส์กล่าวความท้าทายที่ว่า ได้แก่ การเพิ่มผลผลิตการเกษตรและผลผลิตจากสัตว์ การพัฒนาคุณภาพอาหารและความปลอดภัยด้านอาหาร การลดผลกระทบจากการผลิตต่อธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และสภาพภูมิอากาศ และการนำผลผลิตที่เหลือมาผลิตซ้ำใหม่ดูเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะการนำผลผลิตที่เหลือทิ้งมาผลิตซ้ำใหม่ แต่ไดเฮาเซนส์ชี้ว่า สิ่งเหล่านี้จะเป็นไปได้หากใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆอนาคตคือโลกแห่งเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งปัจจุบันเนเธอร์แลนด์มีการปรับใช้กับการเกษตรอย่างกว้างขวาง "สมาร์ทเทคโนโลยี" ทั้งระบบเซ็นเซอร์ โดรน และหุ่นยนต์ สามารถช่วยเพิ่มสมรรถภาพด้านผลผลิตได้ เช่น ระบบเซ็นเซอร์ช่วยให้อาหารสัตว์หรือใส่ปุ๋ยได้อย่างแม่นยำ รวมถึงช่วยเหลือในระบบจัดการน้ำ โดรนใช้ในการสำรวจผลผลิต หรือหุ่นยนต์ช่วยทุ่นแรง หรือช่วยด้านการขนส่งและจัดเก็บได้"จีโนมิกส์" การศึกษาด้านจีโนมของสิ่งมีชีวิต ก็สามารถช่วยเหลือในการผสมพันธุ์สัตว์เพื่อขยายพันธุ์ได้เร็วขึ้น ได้สัตว์ในเจเนอเรชั่นถัดไปที่มีกำลังผลิตเพิ่ม เช่น วัวที่รีดน้ำนมได้ไวขึ้น หรือการผลิตผลิตผลที่เหมาะกับบุคคลประเภทต่าง ๆเทคโนโลยี "ไบโอรีไฟเนอรี่" หรือการใช้วัตถุดิบธรรมชาติหรือของเสียจากอุตสาหกรรม มาเป็นวัตถุดิบตั้งต้นผ่านกระบวนการเพื่อเปลี่ยนวัตถุดิบเหลือเหล่านี้เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ทำให้ไม่เหลือของเสียทิ้งอีกเลย (Zero Waste) และเป็นการทำให้เศรษฐกิจเคลื่อนที่เป็นวงกลมอย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ ยังรวมถึงเทคโนโลยี "การควบคุมสภาพภูมิอากาศ" เช่น การเลี้ยงมะเขือเทศในเรือนกระจก ใช้ความร้อน คาร์บอนไดออกไซด์ และแสงประดิษฐ์ ซึ่งผลผลิตจะงอกงามโดยไม่กระทบสภาพแวดล้อมโลก เพิ่มผลผลิตจาก 5 กก./ตร.ม.เป็น 75 กก./ตร.ม.อย่างไรก็ตาม ไดเฮาเซนส์มองว่าโลกยังต้องการเทคโนโลยีด้านอาหารมากกว่านี้เพื่อรองรับอนาคต จึงเสนอแนะว่าการร่วมมือระหว่างกลุ่มธุรกิจ รัฐบาล และเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ นับตั้งแต่วันนี้คือหัวใจสำคัญของความสำเร็จทั้งมวลที่เนเธอร์แลนด์มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยด้านเกษตรและอาหาร "WageningenUniversity" ได้รับการก่อตั้งมาร่วมร้อยปี ท่ามกลางหลายประเทศในยุโรปทยอยปิดประเทศในช่วงเวลานั้น ทำให้เนเธอร์แลนด์ต้องดิ้นรนด้านอาหารด้วยตัวเอง ปัจจุบันมหาวิทยาลัยถือเป็นความสำเร็จระดับนานาชาติ มีนักศึกษาจากทั่วโลกนับหมื่นคนการก่อตั้งมหาวิทยาลัยดังกล่าว ถือเป็นจุดเริ่มต้นความยิ่งใหญ่ด้านอาหารของเนเธอร์แลนด์ ซึ่งได้รับความร่วมมือของภาคธุรกิจและรัฐบาลมาโดยตลอด โดยเฉพาะนโยบาย "ท็อปเซ็กเตอร์" นโยบายด้านอุตสาหกรรมที่มีมานับตั้งแต่ปี 2010 ให้ความสำคัญกับการให้เงินกองทุนสนับสนุนด้านงานวิจัยด้านเกษตรและอาหาร ซึ่งเงินทุนจะมาจากภาครัฐและเอกชน 50/50 ปัจจุบัน Wageningen University มีโปรเจ็กต์ด้านอาหารกว่า 450 โปรเจ็กต์ ในกว่า 90 ประเทศทั่วโลก นับเป็นความสำเร็จระดับสากลอย่างยิ่งยวดไดเฮาเซนส์ ยังชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการรับมือกับอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารของโลกอนาคตว่า ความร่วมมือ "ระหว่างประเทศ" คือหัวใจสำคัญ เพราะเป็นการแลกเปลี่ยนสิ่งที่ต่างคนต่างมีให้แก่กันและกัน โดยเฉพาะเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ปัจจุบันสามารถคิดค้น และพัฒนาได้จากคนทั่วโลกสำหรับประเทศไทย Wageningen University กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สามารถร่วมมือกันในด้านการจัดอบรบบุคลากร แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ตลอดจนการให้ความช่วยเหลือด้านเทรนนิ่งนักวิจัยรองรับโลกในอนาคตได้เช่นเดียวกันติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์www.facebook.com/PrachachatOnlineทวิตเตอร์ @prachachatติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้ 


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 25,03, 2017, 09:00:57
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1490240115

ราคาน้ำมันดิบปรับลดต่อเนื่อง หลังสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐพุ่งขึ้น5ล้านบาร์เรล สูงสุดในรอบประวัติการณ์

ราคาน้ำมันดิบปรับลดลงต่อเนื่อง หลังสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐฯ พุ่งขึ้น 5 ล้านบาร์เรล ไปสู่ระดับสูงสุดในรอบประวัติการณ์

- ราคาน้ำมันดิบปรับลดลงต่อเนื่อง หลังสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) รายงานปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ประจำสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 17 มี.ค. 60 ปรับเพิ่มขึ้น 5 ล้านบาร์เรล ไปสู่ระดับสูงสุดในรอบประวัติการณ์ที่ 533.1 ล้านบาร์เรล ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะเพิ่มขึ้น 2.8 ล้านบาร์เรล โดยสาเหตุหลักมาจากการนำเข้าน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น รวมทั้งการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบในประเทศสหรัฐฯ นอกจากนี้ ปริมาณน้ำมันดิบสหรัฐฯ ณ จุดส่งมอบคุชชิ่ง โอกลาโฮมา ปรับเพิ่มขึ้น 1.4 ล้านบาร์เรล
 
- การผลิตน้ำมันดิบในสหรัฐฯ ประจำสัปดาห์เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 9.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าในปีก่อนหน้าที่เฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ระดับ 8.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งผลกังวลต่อนักลงทุน แม้ว่ากลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันดิบรายใหญ่ (โอเปก) และประเทศนอกกลุ่มโอเปก จะบรรลุข้อตกลงในการปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันดิบที่ระดับ 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในช่วงครึ่งปีแรกก็ตาม

-  ตลาดหุ้นปิดลบ จากความกังวลเกี่ยวกับการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจประสบความล่าช้า หลังประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประสบปัญหาในการรวบรวมเสียงสนับสนุนของสมาชิกพรรครีพับลิกันในการยกเลิกโครงการโอบามา แคร์

- ยอดขายบ้านมือสองในสหรัฐฯ เดือน ก.พ. 60 ลดลงร้อยละ 3.7 เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ไปสู่ระดับ 5.48 ล้านยูนิต ซึ่งมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ หลังจากพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 10 ปี ในเดือน ม.ค. 60 ถือว่าเป็นปัจจัยลบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ

ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับตัวลดลงน้อยกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากอุปสงค์ในภูมิภาคค่อนข้างทรงตัว ประกอบกับสถานการณ์อุปทานที่ล้นตลาดเริ่มคลี่คลายลง โดยเฉพาะในเอเชียเหนือ และอินเดีย

ราคาน้ำมันดีเซล ปรับตัวลดลงน้อยกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบเล็กน้อย หลังได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ในศรีลังกา เวียดนาม และมาเลเซียที่ยังคงแข็งแกร่ง นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากอุปทานน้ำมันดีเซลที่ปรับลดลงในช่วงการปิดซ่อมบำรุงของโรงกลั่น

ไทยออยล์คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบในสัปดาห์นี้
                                                       
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสเคลื่อนไหวในกรอบ 47-52 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวในกรอบ 49-54 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

ปัจจัยที่น่าจับตามอง

จับตาการปรับลดกำลังการผลิตในการประชุมของผู้ผลิตทั้งในและนอกกลุ่มโอเปกในวันที่ 25–26 มี.ค. ว่ากลุ่มโอเปกจะมีมาตรการในการควบคุมการปรับลดกำลังการผลิตเพิ่มเติมหรือไม่ โดยล่าสุด การประชุมของผู้ผลิตทั้งในและนอกกลุ่มโอเปกในวันที่ 17 มี.ค. รายงานว่า กลุ่มโอเปกปรับลดกำลังการผลิตในเดือนก.พ. ได้ร้อยละ 106 ซึ่งมากกว่าเดือน ม.ค. ที่ปรับลดลงได้ร้อยละ 93 เนื่องจากซาอุดิอาระเบียคงกำลังการผลิตในระดับที่ต่ำกว่า 10 ล้านบาร์เรลต่อวันและกำลังคาดผลิตคาดจะปรับลดลงต่อเนื่องในเดือน มี.ค. ภายหลังจากอิรักและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีการปิดซ่อมบำรุงแหล่งผลิตน้ำมันดิบ

การผลิตน้ำมันดิบของลิเบียคาดจะปรับตัวลดลงราว 100,000 บาร์เรลต่อวัน มาอยู่ในระดับ 600,000 บาร์เรลต่อวัน ภายหลังจากเหตุความไม่สงบภายในประเทศในพื้นที่ฝั่งตะวันออก ส่งผลให้การส่งออกน้ำมันดิบจากท่าเรือ Es Sider และ Ras Lanuf ปรับลดลง แม้ว่าล่าสุดกลุ่ม Libyan National Army สามารถควบคุมพื้นที่ดังกล่าวได้แล้วแต่ความตึงเครียดปรับเพิ่มมากขึ้นหลังข้อตกลงในการรวมบริษัทน้ำมันแห่งชาติสิ้นสุดลง


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 25,03, 2017, 22:36:31
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1490437772

"บีโอไอ"หนุนลงทุนรถยนต์ไฟฟ้า ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร-ภาษีเงินได้นิติบุคคล

คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้มีมติเปิดให้การส่งเสริมการลงทุนในกิจการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบครบห่วงโซ่อุปทาน โดยนางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน กล่าวว่า BOI จะให้การส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า 3 แบบ ได้แก่ 1) กิจการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบผสมที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงและพลังงานไฟฟ้า (Hybrid Electric Vehicle หรือ HEV) ผู้สนใจจะต้องยื่นคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2560 และจะต้องเสนอเป็นแผนงานรวม (Package)

ประกอบไปด้วย โครงการประกอบรถยนต์-โครงการผลิตหรือใช้ชิ้นส่วนสำคัญ ๆ ส่วนสิทธิประโยชน์จะได้รับการ "ยกเว้น" อากรขาเข้าเครื่องจักร

2) กิจการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบผสมเสียบปลั๊ก (Plug-in Hybrid Electric Vehicle หรือ PHEV) ผู้สนใจจะต้องยื่นขอรับการส่งเสริมภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2561 โดยจะต้องยื่นเป็นแผนงานรวม (Package) ประกอบไปด้วย โครงการประกอบรถยนต์และโครงการผลิตหรือใช้ชิ้นส่วนสำคัญ สิทธิประโยชน์ที่ได้รับประกอบไปด้วย การ "ยกเว้น" อากรขาเข้าเครื่องจักร การ "ยกเว้น" ภาษีเงินได้นิติบุคคล 3 ปี และหากมีการผลิตชิ้นส่วนสำคัญมากกว่า 1 ชิ้นจะได้รับการ "ยกเว้น" ภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มขึ้นชิ้นละ 1 ปี แต่รวมแล้วไม่เกิน 6 ปี

3) กิจการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (Bettery Electric Vehicle หรือ BEV) จะต้องยื่นคำรับการส่งเสริมภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2561 โดยจะต้องเสนอแผนงานรวมเช่นกัน สิทธิประโยชน์ที่จะได้รับประกอบไปด้วย การ "ยกเว้น" ภาษีเงินได้นิติบุคคลตั้งแต่ 5-8 ปี แต่หากมีการผลิตชิ้นส่วนสำคัญมากกว่า 1 ชิ้นจะได้รับสิทธิประโยชน์ "ยกเว้น" ภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มขึ้นชิ้นละ 1 ปี แต่รวมแล้วไม่เกิน 10 ปี

นอกจากนี้ BOI ยังให้การส่งเสริมกิจการผลิตรถโดยสารไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (Battery Electric Bus) โดยขอรับการส่งเสริม

ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2561 ต้องเสนอโครงการเป็นแบบแผนงานรวม สิทธิประโยชน์จะได้รับการ "ยกเว้น" อากรขาเข้าเครื่องจักร "ยกเว้น" ภาษีเงินได้นิติบุคคล 3 ปี หากมีการผลิต/ใช้ชิ้นส่วนสำคัญมากกว่า 1 ชิ้นจะได้รับการ "ยกเว้น" ภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มขึ้นชิ้นละ 1 ปี รวมแล้วไม่เกิน 6 ปี แต่กิจการนี้หากผู้ประกอบการSMEs ไทยมีศักยภาพที่จะผลิตได้ก็จะได้รับสิทธิประโยชน์ตามมาตรการส่งเสริมSMEs ด้วยการ "ยกเว้น" ภาษีเงินได้นิติบุคคลมากกว่าเกณฑ์ปกติอีก 2 ปี กิจการสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า จะต้องยื่นขอรับการส่งเสริมภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2561 ด้วยการเสนอแผนการจัดหาอุปกรณ์/ชิ้นส่วน และแผนพัฒนาระบบอัดประจุไฟฟ้าอัจฉริยะ (EV Smart Charging System) จะได้รับการ "ยกเว้น" ภาษีเงินได้นิติบุคคล 5 ปี


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 26,03, 2017, 20:27:35
http://www.matichon.co.th/news/507738

เปิดแล้วสะพานมิตรภาพ-พญาเย็น ช่วยระบายการจราจรถนนมิตรภาพคล่องตัว

วันที่ 25 มี.ค. นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานในพิธีเปิดสะพานมิตรภาพ-พญาเย็น อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี โดยมีนายบัณฑิตย์ เทวีทิวารักษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวต้อนรับ ในการนี้นายชาติชาย ทิพย์สุนาวี ปลัดกระทรวงคมนาคม ได้มอบอุปกรณ์กีฬาให้แก่โรงเรียนในพื้นที่จำนวน 8 แห่ง ทั้งนี้นายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน อธิบดีกรมทางหลวงชนบท เป็นผู้กล่าวรายงาน พร้อมนำเยี่ยมชมนิทรรศการของสะพานมิตรภาพ-พญาเย็น ซึ่งภายในงานมีคณะผู้บริหารกรมทางหลวงชนบท สื่อมวลชน และผู้แทนประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมงาน ณ บริเวณสะพานมิตรภาพ-พญาเย็น

นายอาคม กล่าวว่า สะพานมิตรภาพ-พญาเย็น จะทำให้ประชาชนตำบลมิตรภาพ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี กับประชาชนตำบลพญาเย็น อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา สามารถไปมาหาสู่ ค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้า ลดมลภาวะจากการสัญจร ส่งผลให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลดปัญหาการจราจรติดขัดบนถนนมิตรภาพ ในช่วงเทศกาลหรือติดขัดกรณีเกิดอุบัติเหตุ เนื่องจากเส้นทางที่ผ่านสะพานแห่งนี้ เป็นเส้นทางลัดจากถนนมิตรภาพช่วงอำเภอมวกเหล็กไปอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และอำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา การสร้างสะพานสามารถเชื่อมต่อโครงข่ายได้อย่างสะดวก รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ตลอดจนนักท่องเที่ยวจะได้รับประโยชน์เป็นอย่างมากในการเดินทางไปแหล่งท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ โดยไม่ต้องไปกลับรถในเขตอำเภอปากช่อง(กลางดง) เพื่อเข้าสู่ทางหลวงชนบท สาย นม.1016 โดยสามารถใช้เป็นทางเลี่ยงทางลัดได้ เนื่องจากช่วงมวกเหล็กไปปากช่อง เป็นช่วงถนนที่มีความลาดชัน การจราจรติดขัดเป็นประจำ การใช้ทางลัดข้ามสะพานมิตรภาพ – พญาเย็น สู่ทางหลวงชนบท สาย นม.1016 เพื่อไปอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จึงสะดวกรวดเร็ว ลดระยะเวลาในการเดินทาง

ด้านนายพิศักดิ์ กล่าวว่า กรมทางหลวงชนบท(ทช.)ได้ดำเนินการสำรวจออกแบบ ก่อสร้างสะพาน พร้อมถนนเชิงลาด ซึ่งได้รับการจัดสรรงบประมาณการก่อสร้างรวม 27.806 ล้านบาท แบ่งเป็นงบประมาณปี 2559 จำนวน 5.684 ล้านบาท และงบผูกพันประมาณปี 2560 จำนวนเงิน 22.122 ล้านบาท ใช้ระยะเวลาการก่อสร้าง 360 วัน ก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อเดือนธันวาคม 2559 โดยรูปแบบโครงการก่อสร้างประกอบด้วย ก่อสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก ขนาดผิวจราจรกว้าง 9 เมตร ทางเท้ากว้างข้างละ 1 เมตร ความยาว 60 เมตร ก่อสร้างถนนเชิงลาดคอนกรีตเสริมเหล็ก ผิวจราจรกว้าง 6 เมตร ไม่มีไหล่ทาง ฝั่งตำบลมิตรภาพความยาว 19.70 เมตร และฝั่งตำบลพญาเย็น ความยาว 833.30 เมตร รวมความยาวถนนเชิงลาดทั้งสองฝั่งเป็นระยะทาง 853 เมตร ก่อสร้างระบบป้องกันการกัดเซาะโดยวางและติดตั้งกล่องลวดตาข่ายบรรจุหินใหญ่ ช่วงบริเวณสะพาน ท้องคลองและริมตลิ่ง การรติดตั้งไฟฟ้าแสงสว่างและสิ่งอำนวยความปลอดภัยบนสะพานและถนนเชิงลาด

นอกจากนี้ ทช.เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมตามภารกิจของ ทช. การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ตั้งแต่เริ่มโครงการ ก่อนการก่อสร้าง ระหว่างก่อสร้าง และก่อสร้างแล้วเสร็จ โดยยึดถือประโยชน์และความพึงพอใจของประชาชนเป็นหลัก ซึ่งการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ในการดำเนินการโครงการก่อสร้างสะพานแห่งนี้ ได้รับความร่วมมือร่วมใจจากพี่น้องประชาชนตำบลมิตรภาพ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี และตำบลพญาเย็น อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ทั้งสองฝั่งลำน้ำเป็นอย่างดี จึงเป็นที่มาของชื่อสะพานแห่งนี้ว่า“สะพานมิตรภาพ– พญาเย็น”


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 27,03, 2017, 11:44:20
http://www.springnews.co.th/th/2017/03/33693/

อ่วมหนัก! “ภาษีที่ดินใหม่” ปั๊มน้ำมัน-คาร์แคร์-ร้านอาหาร โอดถ้วนหน้า

หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ รายงานว่า กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่จะมีผลบังคับใช้ในปี 2562 จะกระทบกับที่ดินในกรุงเทพที่ใช้ไม่สมประโยชน์กับราคา เช่นปั๊มน้ำมัน หอพัก คาร์แคร์ อพาร์ทเม้นต์

หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจยกตัวอย่าง สถานีบริการนํ้ามัน เชลล์ บริเวณปากซอยสวนพลู ย่านสาทร เนื้อที่ กว่า 1 ไร่ ราคาตารางวาละ 2 ล้านบาท มูลค่าซื้อขาย 800 ล้านบาท ขณะที่ราคาประเมินอยู่ที่ 1 ล้านบาทต่อตารางวา หรือครึ่งหนึ่งของราคาซื้อขาย คิดเป็นมูลค่ารวม 400 ล้านบาท เมื่อกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีผลบังคับใช้ ที่ดินตรงนี้ต้องเสียภาษีในอัตรา 2% ต่อปี หรือ ปีละ 8 ล้านบาท เชื่อว่าปั๊มนํ้ามันจะต้องย้ายออกนอกเมือง
 
เช่นเดียวกับที่ดินประเภทพาณิชย์กรรม อื่นๆ เช่น ห้าง ร้านค้า ร้านอาหาร คาร์แคร์ บ้าน-คอนโดเช่า หอพัก อพาร์ทเม้นต์ โรงงาน โกดัง โรงแรม อาคารสำนักงาน ร้านอาหาร อาจจะต้องขยับขึ้นราคาและผลักภาระให้ผู้บริโภค

ขณะที่บรรดานักธุรกิจรายใหญ่ที่ถือครองที่ดินไว้จำนวนมาก หรือแลนด์ลอร์ด ได้ปรับกลยุทธในการใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยการนำไปทำการเกษตรที่มีอัตราภาษีต่ำกว่า

นพ.บุญ วนาสิน ประธานกรรมการบริหารกลุ่มโรงพยาบาลธนบุรี และราชธานีกรุ๊ป ยอมรับกับ ”ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ได้ครอบครองที่ดิน 13,000 ไร่ ใช้วิธีนำที่ดินซึ่งซื้อสะสมไปทำเกษตร เช่นที่จังหวัดราชบุรี 2,000 ไร่ปลูกกล้วย และมะพร้าว ที่เกาะสมุย 600 ไร่ ปลูกมะพร้าว และพัฒนาวิลล่าซึ่งทำอย่างต่อเนื่อง ส่วนที่ดินที่พระนครศรีอยุธยา 3,000 ไร่ขณะนี้ให้เช่าทำนาไร่ละ 1 บาท ระยะยาว


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 27,03, 2017, 22:10:56
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1490601927

ญี่ปุ่นขอแยกรางไฮสปีด! ลั่นไม่ใช้ร่วมจีน ส่วนไฮสปีดระยอง-ใช้รางร่วมรถไฟฟ้า

นายพีระพล ถาวรสุภเจริญ รองปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า หลังจากการประชุม ครม.ด้านคมนาคมร่วมกันระหว่างไทยกับญี่ปุ่น ทางฝ่ายญี่ปุ่นเสนอว่าต้องการแยกระบบรางของโครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ เป็นรางเฉพาะของรถไฟชินคันเซ็น เพื่อใช้ระบบอาณัติสัญญาณควบคุมความปลอดภัยและง่ายต่อบริหารการเดินรถ ในเส้นทางชุมทางบ้านภาชี-สถานีกลางบางซื่อระยะทางรวม 88 กม. จากเดิมที่จะใช้รางร่วมกันกับโครงการรถไฟไทย-จีน ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ส่งผลให้ในช่วงดังกล่าวจะมีเส้นทางรถไฟ 3 รางคือ รางรถไฟไทย-ญี่ปุ่น รางรถไฟไทย-จีน และเส้นทางรถไฟรางคู่ ดังนั้นวงเงินของโครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-เชียงใหม่จะต้องเพิ่มขึ้นด้วย จากการแยกรางดังกล่าว

นายพีระพลกล่าวว่า "ทั้งนี้ ผลการศึกษาโครงการดังกล่าว คาดว่าจะได้ฉบับเต็มช่วงเดือนมิถุนายนนี้ ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ตามแนวรถไฟฟ้าความเร็วสูง รวมถึงการออกแบบสถานีให้เข้ากับการพัฒนาเมืองตามรายทางด้วย คาดว่าจะเสนอโครงการดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุม ครม.เพื่อพิจารณาช่วงเดือนกันยายนนี้" นายพีระพลกล่าว

นายพีระพลกล่าวว่า ปัจจุบันกระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างพิจารณาทบทวนโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูง เส้นทางกรุงเทพฯ-พัทยา-ระยอง ระยะทาง 193.5 กม. วงเงิน 152,528 ล้านบาท เนื่องจากมีบางส่วนของโครงการทับซ้อนกับเส้นทางรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ส่วนต่อขยาย ช่วงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จ.สมุทรปราการ-ท่าอากาศยานอู่ตะเภา ซึ่งทางคณะกรรมการนโยบายพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ต้องการให้รถไฟความเร็วสูงและรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ใช้ระบบรางร่วมกันทั้งหมด เพื่อให้รถไฟความเร็วสูงสามารถเดินรถถึงยังสถานีกลางบางซื่อโดยผู้โดยสารไม่ต้องเปลี่ยนขบวนรถ

แหล่งข่าวกระทรวงคมนาคมกล่าวถึงความคืบหน้าโครงการรถไฟไทย-จีนว่า ยังอยู่ระหว่างหารือรายละเอียด ล่าสุด การหารือในร่างสัญญาที่ 1 ด้านการออกแบบรายละเอียดมีความคืบหน้ากว่า 90% หากรายละเอียดของร่างสัญญาที่ 1 มีข้อยุติจะหารือร่างสัญญาที่ 2 การว่าจ้างที่ปรึกษาควบคุมงานต่อไป โดยช่วงปลายเดือนมีนาคม ไทยและจีนจะประชุมทางไกลร่วมกัน เพื่อหารืออย่างเป็นทางการควบคู่ไปกับการหาข้อสรุปเรื่องปัญหาที่ทางฝ่ายจีนต้องส่งวิศวกรมาประชุมและสอบเป็นภาคีพิเศษกับสภาวิศวกรไทย ให้สอดรับกับมาตรฐานก่อสร้างของไทย ขณะนี้จีนกำลังพิจารณาอยู่ว่าจะส่งมาหรือไม่ ถ้าทางจีนไม่ส่งบุคลากรมาจะส่งผลให้ออกแบบก่อสร้างโครงการไม่ได้ จนในที่สุดต้องล้มเลิกโครงการนี้ไป หากได้ข้อสรุปว่าเดินหน้าต่อทางกระทรวงคมนาคมจะเร่งขอความคิดเห็นโครงการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเดือนเมษายนนี้ เพื่อเสนอ ครม.ในเดือนพฤษภาคม


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 29,03, 2017, 06:09:05
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1490721826
ถึงกับต้องถอดรหัส! "รถไฟไทย-จีน" ผ่านมา 2 ปียังไม่ได้ตอกเสาเข็ม ติดหล่มถอดแบบก่อสร้าง-ราคา


นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ"ว่า จะเลื่อนการก่อสร้างรถไฟไทย-จีน หรือไฮสปีดเทรนเส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ระยะทาง 253.5 กม. เงินลงทุน 179,412 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลไทยและจีนมีข้อสรุปร่วมกันจะเริ่มก่อสร้างช่วงแรก 3.5 กม. จากสถานีกลางดง-ปางอโศกในเดือนมี.ค.นี้ เนื่องจากฝ่ายจีนยังออกแบบรายละเอียดก่อสร้างและประเมินราคาเพื่อนำไปสู่การขั้นตอนการเปิดประมูลไม่แล้วเสร็จ


"รถไฟไทย-จีนไม่เงียบ กำลังเร่งออกแบบอยู่ จะประชุมครั้งที่ 17 ก่อนสงกรานต์ที่ประเทศจีน การทำงานไม่ได้หยุด งานแบบไม่ใช่งานหมูๆ ต้องถอดรหัสโค้ดก่อสร้างเป็นภาษาไทย เพื่อนำมาคำนวณเป็นราคากลางก่อสร้าง เหลือ 10-20% จะเสร็จ ทำให้ไทม์ไลน์ก่อสร้างเฟสแรกขยับนิดหนึ่ง จากเดิม มี.ค. ยังบอกไม่ได้จะเป็นเดือนไหน เพราะต้องรอแบบจากจีนที่ส่งให้พิจารณา ถ้าไม่ส่งก็เริ่มขั้นตอนต่อไปไม่ได้"

พร้อมกันนี้จะต้องเร่งดำเนินการร่างสัญญางานระบบและรถไฟฟ้าความเร็วสูง(EPC2)แยกเป็น 3 ส่วน คือ ค่าที่ปรึกษาออกแบบการก่อสร้าง ค่าจ้างผู้ควบคุมงานทั้งการก่อสร้างและระบบรถ และงานระบบเหนือโครงสร้างพื้นฐาน

สำหรับแบบรายละเอียดส่วนที่เหลือฝ่ายจีนจะเร่งรัดให้เสร็จ ประกอบด้วย ตอนที่ 2 ปากช่อง-คลองขนานจิตร ระยะทาง 11 กม. ตอนที่ 3 แก่งคอย-นคราชสีมา ระยะทาง 110 กม. ตอนที่ 4 กรุงเทพฯ-แก่งคอย ระยะทาง 110 กม.

ทั้งนี้รถไฟไทย-จีนได้ใช้เวลาดำเนินการมา 2 ปี นับจากเซ็น MOC เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.2557 และเซ็นกรอบความร่วมมือหรือ FOC ร่วมกัน 2 ฉบับ ฝ่ายไทยสามารถเจรจาลดค่าก่อสร้างเฟสแรกช่วงกรุเทพฯ-โคราช จากเดิม 2.2 แสนล้านบาท เหลือ 179,412 ล้านบาท ประหยัดไปได้กว่า 4.5 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 18.4%

แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า การดำเนินการในส่วนของฝ่ายไทย อยู่ระหว่างทำข้อมูลภาพรวมทั้งโครงการเสนอคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ จะทำคู่ขนานไปกับการขออนุมัติรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาของคณะกรรมการชำนาญการ (คชก.)

สำหรับเงินลงทุนมาจากหลายแหล่งทั้งเงินกู้ในประเทศและเงินกู้จากจีนเพื่อซื้อระบบอาณัติสัญญาณและตัวรถเนื่องจากใช้ระบบเทคโนโลยีของจีนล่าสุดฝ่ายจีนยังคงเสนอกู้เงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ในอัตราดอกเบี้ย 2.3% สกุลหยวนในอัตราดอกเบี้ย 2.8% ซึ่งที่ประชุมได้ให้จีนทำข้อเสนอเพิ่มเติม เพื่อให้สมดุลกับอัตราดอกเบี้ยที่จีนเสนอประกอบการพิจารณาของกระทรวงการคลังต่อไป เพราะกระทรวงการคลังกำหนดเพดานดอกเบี้ยไม่เกิน 2%

อนึ่งเมื่อวันที่ 9 ธ.ค.2559 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ เดินทางไปสาธารณรัฐประชาชนจีนประชุมคณะกรรมการร่วมด้านเศรษฐกิจและการค้า ครั้งที่ 5 ได้เซ็นบันทึกข้อตกลง (MOC) เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับจีนและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวว่าโครงการนี้จะก่อสร้างตั้งแต่กรุงเทพฯ-หนองคายแบ่งการดำเนินการเป็น2 ตอน จะเริ่มช่วงกรุงเทพฯ-โคราชเป็นระยะแรกในปี 2560 ส่วนช่วงโคราช-หนองคายจะเดินหน้าคู่ขนานกันไปเพื่อให้โครงการต่อเนื่อง

ทั้งนี้รถไฟไทย-จีนได้รับการผลักดันจากรัฐบาลคสช.มาเป็นะระยะเวลา2 ปี นับจากเซ็น MOC เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.2557 และเซ็นกรอบความร่วมมือ หรือ FOC ร่วมกัน 2 ฉบับ ฝ่ายไทยสามารถเจรจาลดค่าก่อสร้างเฟสแรกช่วงกรุเทพฯ-โคราชจากเดิม 2.2 แสนล้านบาทเหลือ 179,412 ล้านบาท ประหยัดไปได้กว่า 4.5 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 18.4%


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: beamsound ที่ 29,03, 2017, 07:38:37
http://www.springnews.co.th/th/2017/03/33693/

อ่วมหนัก! “ภาษีที่ดินใหม่” ปั๊มน้ำมัน-คาร์แคร์-ร้านอาหาร โอดถ้วนหน้า

หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ รายงานว่า กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่จะมีผลบังคับใช้ในปี 2562 จะกระทบกับที่ดินในกรุงเทพที่ใช้ไม่สมประโยชน์กับราคา เช่นปั๊มน้ำมัน หอพัก คาร์แคร์ อพาร์ทเม้นต์

หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจยกตัวอย่าง สถานีบริการนํ้ามัน เชลล์ บริเวณปากซอยสวนพลู ย่านสาทร เนื้อที่ กว่า 1 ไร่ ราคาตารางวาละ 2 ล้านบาท มูลค่าซื้อขาย 800 ล้านบาท ขณะที่ราคาประเมินอยู่ที่ 1 ล้านบาทต่อตารางวา หรือครึ่งหนึ่งของราคาซื้อขาย คิดเป็นมูลค่ารวม 400 ล้านบาท เมื่อกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีผลบังคับใช้ ที่ดินตรงนี้ต้องเสียภาษีในอัตรา 2% ต่อปี หรือ ปีละ 8 ล้านบาท เชื่อว่าปั๊มนํ้ามันจะต้องย้ายออกนอกเมือง
 
เช่นเดียวกับที่ดินประเภทพาณิชย์กรรม อื่นๆ เช่น ห้าง ร้านค้า ร้านอาหาร คาร์แคร์ บ้าน-คอนโดเช่า หอพัก อพาร์ทเม้นต์ โรงงาน โกดัง โรงแรม อาคารสำนักงาน ร้านอาหาร อาจจะต้องขยับขึ้นราคาและผลักภาระให้ผู้บริโภค

ขณะที่บรรดานักธุรกิจรายใหญ่ที่ถือครองที่ดินไว้จำนวนมาก หรือแลนด์ลอร์ด ได้ปรับกลยุทธในการใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยการนำไปทำการเกษตรที่มีอัตราภาษีต่ำกว่า

นพ.บุญ วนาสิน ประธานกรรมการบริหารกลุ่มโรงพยาบาลธนบุรี และราชธานีกรุ๊ป ยอมรับกับ ”ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ได้ครอบครองที่ดิน 13,000 ไร่ ใช้วิธีนำที่ดินซึ่งซื้อสะสมไปทำเกษตร เช่นที่จังหวัดราชบุรี 2,000 ไร่ปลูกกล้วย และมะพร้าว ที่เกาะสมุย 600 ไร่ ปลูกมะพร้าว และพัฒนาวิลล่าซึ่งทำอย่างต่อเนื่อง ส่วนที่ดินที่พระนครศรีอยุธยา 3,000 ไร่ขณะนี้ให้เช่าทำนาไร่ละ 1 บาท ระยะยาว
ดีครับ  มีเป็นหมื่นไร่ กับ คนจนๆไม่มีที่อยู่  จะมีไปทำไมกันขนาดนั้น :>


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 29,03, 2017, 22:23:40
http://www.tcijthai.com/news/2017/23/current/6853

ครม.เห็นชอบให้ไทยเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ MotoGP โพลล์' ชี้ 49.64% เห็นด้วย 31.19% ไม่เห็นด้วย หวั่นสิ้นเปลืองงบประมาณ

เมื่อวันที่ 21 มี.ค. 2560 ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการให้ประเทศไทยเสนอตัวเป็นเจ้าภาพโครงการจัดการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลกรายการ โมโต จีพี ประจำปี พ.ศ. 2561 – 2563 (3 ปี) ตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.) เสนอ โดยสาระสำคัญของเรื่อง กก. รายงานว่า 1. ปัจจุบันการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลกรายการ โมโต จีพี (World Series) ได้รับความนิยมอย่างมาก มีการแข่งขันเพื่อชิงแชมป์โลก 18 สนามต่อปี โดยในปี พ.ศ. 2560 ดอร์น่า สปอร์ต กรุ๊ป เจ้าของลิขสิทธิ์การจัดการแข่งขันฯ ได้ประกาศรายชื่อสนามที่จะดำเนินการจัดการแข่งขันฯ และในปี พ.ศ. 2561 มีแผนเพิ่มเติมจำนวนสนามที่จะจัดการแข่งขันไม่เกิน 21 สนามต่อปี ซึ่งในขณะนี้ประเทศฟินแลนด์ได้ลงนามในสัญญาเพื่อจัดการแข่งขันเป็นที่เรียบร้อยแล้วจึงเหลือเพียง 2 สนาม ที่กำลังดำเนินการสรรหาประเทศเจ้าภาพที่มีความเหมาะสมและความพร้อมในองค์ประกอบอื่น ๆ และได้มีประเทศต่าง ๆ ที่เสนอตัวเพื่อขอรับการเป็นเจ้าภาพในการจัดการแข่งขันฯ จำนวน 4 ประเทศ ประกอบด้วย คาซัคสถาน อินโดนีเซีย ฮังการี และประเทศไทย (อย่างไม่เป็นทางการ) ซึ่งการเสนอตัวจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนเมษายน 2560 และ 2. การจัดการแข่งขันฯ จะเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยสู่สายตาประชาคมโลกจากการถ่ายทอดสดมากกว่า 200 ประเทศ ผ่านสายตาผู้ชมกว่า 600 ล้านคน จะเป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพความพร้อมของประเทศไทยในหลาย ๆ ด้าน เช่น ด้านกีฬา ด้านการท่องเที่ยว ด้านเศรษฐกิจ และด้านสังคม ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยให้กับนักท่องเที่ยว และนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงช่วยสร้างรายได้ให้กับประเทศอีกทางหนึ่ง เกิดการกระจายรายได้ลงสู่พื้นที่โดยเฉพาะในจังหวัดบุรีรัมย์ และจังหวัดใกล้เคียง เกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่อง จากการที่ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมรถจักรยานยนต์ อันดับที่ 1 ของอาเซียน

ทั้งนี้การได้รับสิทธิ์การเป็นเจ้าภาพการจัดการแข่งขันฯ จะเพิ่มโอกาส เพิ่มรายได้ให้กับอุตสาหกรรมเหล่านี้อย่างมหาศาล และจะตอกย้ำความเป็นผู้นำของประเทศไทย รวมถึงจะส่งผลให้เกิดการตื่นตัวของวงการกีฬามอเตอร์สปอร์ตมากขึ้น เนื่องจากการแข่งขันครั้งนี้จะมีการนำเทคโนโลยี องค์ความรู้เกี่ยวกับวงการอุตสาหกรรมรถจักรยานยนต์เข้ามา และยังเป็นการยกระดับการจัดการแข่งขันในประเทศให้ได้มาตรฐานระดับสากล สร้างความนิยมในกีฬามอเตอร์สปอร์ตให้มีความตื่นตัวแบบก้าวกระโดด สร้างความเชื่อมั่น ความภาคภูมิใจให้กับคนไทยในการเป็นเจ้าภาพการจัดการแข่งขันกีฬามอเตอร์สปอร์ต (รถจักรยานยนต์) ระดับโลก

'เนวิน'อัดหนักพวกค้านจัด'โมโตจีพี'! ยัน'รัฐบาล'ลงทุน100ล้านได้กลับหมื่นล้าน

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือน ก.พ. 2560 ที่ผ่านมามติชนออนไลน์รายงานว่าหลังจากนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และนายสกล วรรณพงษ์ ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย ดำเนินการเตรียมทำเรื่องขอเป็นเจ้าภาพขอจัดการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ทางเรียบ “โมโตจีพี” ในปี 2018 ทว่ากลับมีปัญหาในเรื่องการของบประมาณในการจัดการแข่งขัน ซึ่งทางเนวิน ชิดชอบ ประธานบริษัท ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต เปิดเผยว่า ความคืบหน้าของการจัดการแข่งขันโมโตจีพี ก่อนอื่นขอให้กำลังใจนางกอบกาญจน์ และนายสกล ที่เข้าใจผลักดันนโยบายสปอร์ตทัวริซึม ให้เกิดขึ้น การแข่งขันโมโตจีพีถือว่าเป็นแนวคิดสปอร์ตทัวริซึมที่ดีเยี่ยม เพราะจะนำมาสู่การท่องเที่ยวและรายได้มหาศาล

“ผมกล้าการันตีว่าการจัดการแข่งขันโมโตจีพี จะได้รายได้การจากท่องเที่ยวไม่ต่ำกว่าหมื่นล้าน ด้วยการที่รัฐบาลประกาศเป็นเจ้าภาพและลงทุนไม่ถึง 40 เปอร์เซนต์ ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดของการแข่งขัน ทั่วโลกรัฐบาลต้องสร้างสนามจัดการแข่งขันเอง แต่ประเทศไทยมีสนามแข่งขันอยู่แล้ว เพียงแต่รัฐบาลเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ และออกเงินเพียง 40 เปอร์เซนต์ แต่รายได้ที่กลับมาซึ่งนับได้ว่าเกินกว่าหมื่นล้าน ในขณะเดียวกันแบรนด์คำว่าไทยแลนด์ที่จะเกิดในการท่องเที่ยวเชิงมอเตอร์สปอร์ตจะเกิดขึ้นมากมายมหาศาล”นายเนวินกล่าว

ประธานบริษัท ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต กล่าวต่อว่า ไทยเคยจัดเอเชี่ยนบีชเกมส์รัฐบาลอนุมัติงบประมาณมา 1,200 ล้านบาท ได้นักกีฬามาแข่งขัน 3,000 คน แต่ไม่แน่ใจว่ามีนักท่องเที่ยวเข้ามากี่คน รายได้เข้ามาเท่าไหร่ คนที่เข้ามาดูเท่าไหร่ แต่โมโตจีพีจ่ายเพียงแค่ร้อยกว่าล้านบาท มีคนชมมากถึงพันกว่าล้านคน มีนักท่องเที่ยวเข้ามาไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นคน รายได้สะพัดเชื่อว่าเกินหมื่นล้านบาท ต้องเข้าใจโลกว่าคนที่คัดค้านไม่ให้จัดนั่นคือคนที่ไม่เคยไปดูโมโตจีพี เรื่องที่พักในบุรีรัมย์อาจจะมีไม่ถึง แต่ถ้าลองมองรอบๆจังหวัดบุรีรัมย์ ที่พักรวมกันนี่มากกว่าบาห์เรนด้วยซ้ำไป มันไม่ใช่ประโยชน์บุรีรัมย์อย่างเดียว แต่มันมีผลประโยชน์ทั้งประเทศ แต่มันสามารถต่อยอดไปถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ส่งเสริมเกื้อกูลกัน

“ถ้าเงิน 100 ล้าน ไม่ได้รับการอนุมัติ ก็คงเป็นกรรมของประเทศนี้ ถ้ารายได้จากการจัดครั้งนี้รวมไปถึงอุตสาหกรรมต่อเนื่อง แลกกับเงินร้อยล้านไม่ทำ คงเป็นเวรกรรมของคนไทย” นายเนวินกล่าว

'เคบียู สปอร์ต โพลล์' ชี้ 49.64% เห็นด้วย อีก 31.19% ไม่เห็นด้วย หวั่นสิ้นเปลืองงบประมาณ

จากนั้นในช่วงกลางเดือน มี.ค. 2560 เคบียู สปอร์ต โพลล์ ของมหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต ได้เผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน ประเด็น "ศึกโมโตจีพีในมุมมองของคนไทย" โดยสำรวจความเห็นกลุ่มตัวอย่างประชาชนในเขต กทม. และปริมณฑล ที่สนใจและติดตามจักรยานยนต์ทางเรียบและประชาชนทั่วไปในวิชาชีพต่างๆ ซึ่งมีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป จำนวน 1,223 คน แยกเป็น ชาย 847 คน คิดเป็นร้อยละ 69.26 หญิง 376 คน คิดเป็นร้อยละ 30.74 ระหว่างวันที่ 8-12 มีนาคม 2560

โดยผลปรากฏว่า 1.ความคิดเห็นที่มีต่อการจัดจักรยานยนต์ทางเรียบโมโตจีพีในไทย ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ร้อยละ 49.64 เห็นด้วย รองลงมาร้อยละ 31.19 ไม่เห็นด้วย และร้อยละ 19.17 ไม่แสดงความคิดเห็น 2.ข้อดีในการจัดแข่งขัน ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ร้อยละ 31.45 เห็นว่าจะเกิดประโยชน์ในด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยว และกีฬา รองลงมาร้อยละ 28.74 นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศ, ร้อยละ 24.10 สร้างรายได้ให้กับประเทศ, ร้อยละ10.32 ส่งเสริมอุตสาหกรรมจักรยานยนต์ และอื่น ๆ ร้อยละ 5.39 3.ข้อเสียในการจัดแข่งขัน ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ร้อยละ 30.03 เห็นว่า สิ้นเปลืองงบประมาณ, รองลงมาร้อยละ 28.99 ใช้งบฯดำเนินการสูง, ร้อยละ 25.89 ไม่สามารถคาดถึงประโยชน์ที่จะได้รับอย่างชัดเจน, ร้อยละ 8.42 ประโยชน์ตกเป็นของต่างชาติ และอื่น ๆ ร้อยละ 6.67

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 30,03, 2017, 08:09:11
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1490810161

พลังงานทางเลือก ยุคประเทศไทย 4.0

ยังเป็นที่ถกเถียงว่าพลังงานประเภทไหนจะเหมาะกับรถยนต์ในยุคสมัยใหม่ หรือพูดให้สวยหรูก็คือ ยุคประเทศไทย 4.0

ซึ่งเชื่อว่า คำตอบมีความหลากหลาย แต่นาทีนี้ กระแสที่กำลังเป็นเมกะเทรนด์ที่ทั่วโลกให้ความสำคัญและฮอตฮิตสุดสุด คงหนีไม่พ้น พลังงานไฟฟ้า หรือรถยนต์ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าแทนเครื่องยนต์สันดาปภายในที่ใช้เชื้อเพลิง น้ำมัน

ที่ผ่านมาการตื่นตัวกับรถยนต์ไฟฟ้าชัดเจนมากขึ้นเป็นลำดับ รัฐบาลออกตัวสนับสนุนอย่างจริงจัง มีแนวทางส่งเสริมเกี่ยวกับสถานีชาร์จไฟฟ้า รวมไปถึงการผลิตแบตเตอรี่ให้บัตรส่งเสริมการลงทุน ทั้งหลายทั้งปวง กับผู้ประกอบการมีการเสนอ ยกเว้นอากรนำเข้าซีบียู สำหรับรถยนต์สำเร็จรูปรุ่นที่จะนำมาผลิต ให้ยกเว้นอากรนำเข้า ซีเคดี ชิ้นส่วนหลัก ๆ ที่ประเทศไทยยังไม่มี

ตลอดจนยกเว้นภาษีเงินได้ นิติบุคคลอากรขาเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบ พร้อมเสนอให้หลายหน่วยงานของภาครัฐซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้เป็นการนำร่องรถยนต์ ไฟฟ้าอย่างจริงจัง

แต่ไม่ว่าการผลักดันจะรุนแรงแค่ไหนรถยนต์ไฟฟ้าก็ ยังมีคำถามมากมายที่รัฐบาลยังตอบไม่ได้ รวมถึงปัจจัยที่ไม่เอื้อต่อการใช้งานเช่น ความไม่เพียงพอของระบบไฟฟ้าสำรอง สถานีชาร์จทำเลที่เหมาะสม หน่วยงานที่ดูแลมาตรฐานความปลอดภัยของรถยนต์ไฟฟ้า

บุคลากรที่เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า การกำจัดซากแบตเตอรี่ที่ใช้แล้ว อันจะกลายเป็นขยะอันตรายในอนาคต

นี่ยังไม่รวมถึงซัพพลายเออร์อีกหลายพันรายที่กำลังจะล้มหายตายจากไปกับการจบ สิ้นของเครื่องยนต์สันดาปภายในรวมถึงโปรดักต์แชมเปี้ยนเดิม 2 ตัว อย่างเช่น กระบะ และอีโคคาร์ รัฐบาลจะเอาไปไว้ตรงไหน

ดังนั้นก่อนเข้าสู่ ประเทศไทย ยุค 4.0 ซึ่งรถยนต์ไฟฟ้าจะทำหน้าที่อย่างจริงจัง

ค่ายรถยนต์ส่วนใหญ่เฮโล ยกธงให้กับเทคโนโลยี "ลูกผสม" ซึ่งมีทั้งมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ ซึ่งหลายคนรู้จักในชื่อ ไฮบริด และที่กำลังมาแรงเป็นพระเอกตอนนี้ คงหนีไม่พ้น ปลั๊ก-อิน ไฮบริด ที่ให้ทั้งความประหยัด ลงตัว และสะดวกสุดสุด


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 30,03, 2017, 20:42:14
http://www.komchadluek.net/news/regional/268302

ขายแน่!! ‘สถานทูตอังกฤษ’ 2 ล้านบาท/ตรว.

วา
 

               29 มี.ค.60 - นายไบรอัน เดวิดสัน เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย เปิดเผยกับ “คมชัดลึก” ว่าการขายพื้นที่ 23ไร่ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานทูตอังกฤษเกิดจากนโยบายของรัฐบาลอังกฤษที่ต้องใช้ประโยชน์สูงสุดจากทรัพย์สินที่มีอยู่ทั่วโลก

               นายเดวิดสันกล่าวว่าถึงแม้จะมีข่าวลือมากมาย แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการทำสัญญาซื้อขายแต่อย่างใด แต่ยืนยันว่ารัฐบาลอังกฤษได้มีมติที่จะขายพื้นที่แห่งนี้แน่นอนแล้ว

               สถานทูตอังกฤษเป็นสถานทูตที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย และตั้งอยู่ในทำเลทอง คือ ตั้งอยู่บนถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน ที่มีมูลค่าที่ดินสูงที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร บริษัทนายหน้าที่ได้รับมอบหมายให้เป็นตัวแทนขายที่ผืนนี้ประเมินราคาอยู่ที่ 2ล้านบาทต่อตารางวา ทำให้มูลค่าการซื้อขายจะสูงถึง 18,000ล้านบาท             

               ก่อนหน้านี้เนื้อที่ประมาณ 9ไร่ของสถานทูตถูกเฉือนขายให้กับ “เซ็นทรัล กรุ๊ป” ในราคาเกือบ 1ล้านบาทต่อตารางวา และพื้นที่ดังกล่าวได้กลายเป็นที่ตั้งของห้าง “เซ็นทรัล เอ็มบาสซี่” ในปัจจุบัน เชื่อกันว่า “เซ็นทรัล กรุ๊ป” เป็นกลุ่มที่จะซื้อที่ดินที่เหลือของสถานทูต

               แหล่งข่าวในสถานทูตอังกฤษเปิดเผยกับ “คมชัดลึก” ว่าน่าจะมีการประกาศเรื่องการขายสถานทูตในอีกประมาณเดือนกว่าๆ ข้างหน้า

               ด้วยสถาปัตยกรรมที่สวยงาม ต้นไม้ใหญ่ที่ให้ความร่มรื่น และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหน้าตาขึงขังชาว “กูรข่า” สถานทูตอังกฤษได้กลายเป็นภาพคุ้นตาคนไทยเป็นอย่างดี และเป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างสองประเทศกว่า 160ปีนับตั้งแต่การลงนามในสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง

               คำถามใหญ่ที่ตามมาก็คือ สถานทูตอังกฤษจะไปอยู่ที่ไหน ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่ายังจะอยู่ในพื้นที่เดิมต่อไปเพื่อรักษาประวัติศาสตร์ของสถานที่แห่งนี้ไว้ แต่ทูตเดวิสันยืนยันว่าสถานทูตอังกฤษจะย้ายไปอยู่ที่ใหม่ “เราจะไปอยู่ที่แห่งใหม่แน่นอน เพราะเราคงไม่พยายามติดยึดกับอดีต” ทูตเดวิดสันกล่าว

               แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่เห็นด้วยการตัดสินใจครั้งนี้ โดยเฉพาะชาวอังกฤษที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยที่เชื่อว่าสถานทูตอังกฤษเป็นสถานที่ประวัติศาสตร์ที่ควรรักษาไว้ ชาวอังกฤษเหล่านี้ได้ช่วยกันรณรงค์ผ่านเว็บไวต์ change.orภายใต้สโลแกน Save the British Embassy Bangkokคัดค้านการขายสถานทูต และมีผู้เข้าไปร่วมลงชื่อแล้วว่า 370คน

               “การขยายสถานทูตเป็นการดูถูกคนไทย ที่ดินผืนนี้ถูกมอบให้คนอังกฤษ การปิดสถานทูตเพียงเพื่อหาเงินเป็นเรื่องน่ารังเกียจ มันทำให้ผมอายที่เป็นคนอังกฤษ” เป็นข้อความที่โพสต์โดยชาวอังกฤษคนหนึ่งที่บอกว่าเขาเดินทางเข้าออกประเทศไทยมาเป็นเวลากว่า 20ปี


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 31,03, 2017, 16:19:42
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1490852028

กำลังซื้อทัวริสต์ดัน "ค้าปลีก" โต ปั้นแคมเปญ "พิเศษ" ปลุกขาช็อป

กำลังซื้อในประเทศยังซึม "ค้าปลีก" ปรับสูตรปลุกจับจ่าย แรงซื้อ "ทัวริสต์-ต่างชาติ" ดันธุรกิจโตต่อเนื่อง แฟชั่น-ร้านอาหาร-ซูเปอร์มาร์เก็ต ชี้หลังตรุษจีนนักท่องเที่ยวเริ่มเข้ามาเที่ยวเมืองไทยดันยอดขายสาขาในหัวเมืองหลัก-เมืองท่องเที่ยวโตดี ด้านศูนย์การค้า-ห้างสรรพสินค้า เตรียมแคมเปญเฉพาะดึงกำลังซื้อขาช็อปนักท่องเที่ยว ลุ้น ! ช่วงสงกรานต์แรงซื้อในประเทศฟื้นตัว

ภาพรวมของธุรกิจ "ค้าปลีก" ในช่วงที่ผ่านมา การเติบโตยังคงไม่หวือหวามากนักจากภาพของเศรษฐกิจและกำลังซื้อโดยรวมที่ยังทรงตัว อย่างไรก็ตาม กำลังซื้อของ "นักท่องเที่ยวต่างชาติ" กลายเป็นแรงส่งสำคัญที่ทำให้ทั้งตลาดยังคงขับเคลื่อนต่อไปได้เมื่อเทียบกับแรงซื้อ "โลคอล" ที่ค่อนข้างชะลอตัว และคาดกันว่านักช็อปในประเทศจะเริ่มส่งสัญญาณจับจ่ายอีกครั้งในช่วงใกล้ ๆ เทศกาลสงกรานต์

สยามฯลอนช์แคมเปญพิเศษ

นางสาวชนิสา แก้วเรือน รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านส่งเสริมการตลาด บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด กล่าวว่า ศูนย์การค้าสยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่ มีทราฟฟิกจากนักท่องเที่ยวรวมกันประมาณ 40% ซึ่งในช่วงนี้ตลาดของทัวริสต์ถือว่าปรับตัวดีขึ้นมาก จากนโยบายของ ททท.ที่เน้นกระตุ้นกลุ่มมีกำลังซื้อให้เข้ามาท่องเที่ยว

โดยข้อมูลจากทั้ง 3 ศูนย์ พบว่าประเทศที่มียอดการจับจ่ายสูง 3 อันดับแรก ได้แก่ เกาหลี จีน และฮ่องกง ซึ่งทางศูนย์ได้เตรียมบริการทัวริสต์ เลานจ์ รองรับการให้ข้อมูล แพ็กเกจต้อนรับ ด้วยการให้คูปอง-ส่วนลด มูลค่ารวมกว่า 3,000 บาท

นอกจากนี้ยังได้จับมือกับพันธมิตรค้าปลีกในต่างประเทศ รวมกว่า 10 ราย อาทิ ห้างสรรพสินค้าลอตเต้ เกาหลีใต้, ฮ่องกง ไทม์สแควร์ ประเทศจีน, ห้างสรรพสินค้าซัปโปโรปาร์คโก้ ญี่ปุ่น, ห้างสรรพสินค้าแกเลอรี ลาฟาแยต ฝรั่งเศส, ห้างสรรพสินค้าแฮร์รอดส์ อังกฤษ จัดทำ "Global Privilege Partnership" ซึ่งปัจจุบันมีฐานสมาชิกรวมกันทั้งหมดจำนวนกว่า 20 ล้านคนทั่วโลก ทำแคมเปญซีอาร์เอ็มร่วมกันกับฐานสมาชิกของพันธมิตร เพื่อดึงการจับจ่ายในศูนย์ให้เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

"สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่ จัดเป็นเดสติเนชั่นอันดับหนึ่งของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในไทยมาโดยตลอด และมีแคมเปญสำหรับนักท่องเที่ยวต่อเนื่อง เป็นที่ชื่นชอบและบอกต่อในกลุ่มนักท่องเที่ยวถึงสิทธิประโยชน์พิเศษเมื่อมาช็อปปิ้งที่สยาม"


เซ็นทรัล" ลุ้นสงกรานต์มู้ดฟื้น

นางสาวปิยวรรณ ลีละสมภพ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายการตลาด บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด กล่าวว่า นักท่องเที่ยวมีการเติบโต โดยเฉพาะช่วงตรุษจีนมีนักท่องเที่ยวคนจีนเข้ามาจำนวนมาก แต่เพิ่งผ่านมา 2 เดือนอาจจะยังประเมินไม่ได้ ส่วนตัวเลขการใช้จ่ายของคนไทยมองว่ายังไม่ตก โดยแนวโน้มอาจจะต้องการไปใช้จ่ายท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ แต่อีกด้านหนึ่งในเดือนมีนาคมก็อาจจะมีบางส่วนเริ่มใช้จ่ายเพื่อเตรียมตัวไปเที่ยว

ด้านนายปกรณ์ พรรธนะแพทย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานปฏิบัติการ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เมืองไทยมีจุดแข็งในการเป็นเดสติเนชั่นระดับโลกในช่วงหน้าร้อน เป็นไฮซีซั่นด้านการท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาใช้จ่ายมาก ขณะเดียวกันยังเป็นช่วงเวลาที่คนไทยออกมาใช้เวลาข้างนอกกันมากกว่าปกติ ทำให้ช่วงนี้ร้านค้าและแบรนด์สินค้าต่าง ๆ ได้ส่งสินค้าใหม่ ๆ เพื่อมาสร้างสีสันช่วงซัมเมอร์

"คนที่ไม่มีแพลนไปเที่ยวไหนไกล ก็จะมาใช้ชีวิตที่ศูนย์การค้ากันมากขึ้น เพราะว่ามีกิจกรรมให้ทำเยอะ เราจึงต้องตอบสนองความต้องการของทั้งลูกค้าและร้านค้า สร้างความสนุกให้กับวงการรีเทลและกระตุ้นภาพรวมการท่องเที่ยว และเปลี่ยนภาพศูนย์การค้าจากที่มาเพื่อช็อปปิ้งให้สามารถมาใช้ชีวิตได้ทุกวัน"

สาขาเมืองท่องเที่ยวโตดี

นายอธิพล ตีระสงกรานต์ ผู้ช่วยรองประธาน บริษัท ฟู้ดแลนด์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต จำกัด กล่าวว่า กำลังซื้อในประเทศน่าจะทรงตัวไปอีกพักใหญ่ ขณะที่กำลังซื้อจากนักท่องเที่ยวที่ค่อย ๆ เริ่มกลับมา อาจเป็นผลดีต่อบางร้านค้าที่มีสินค้า-บริการตอบโจทย์ความต้องการ

"แรงซื้อจากนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจจะเห็นภาพชัดในเมืองใหญ่ อย่างสาขาของฟู้ดแลนด์ที่พัทยา ที่มีลูกค้านักท่องเที่ยวต่างชาติค่อนข้างมากก็ยังไปได้ดี"

ทั้งนี้ การดำเนินธุรกิจตอนนี้จึงต้องพยายามสร้างความแปลกใหม่ให้กับตลาด ด้วยการทำโปรโมชั่น หรือนำเสนอแบรนด์ใหม่ กระตุ้นให้ผู้บริโภคเกิดการจับจ่ายใช้สอย ซึ่งนอกจากการนำร้านอาหารใหม่ ๆ จากต่างประเทศเข้ามาเปิดตัวเพิ่มในปีนี้

นางสาวทานตะวัน ธีระโกเมน ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า แม้คนไทยจะยังเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของเอ็มเค แต่ในสาขาตามหัวเมืองใหญ่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว อาทิ ภูเก็ต พัทยา เชียงใหม่ ก็ได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้าทัวริสต์ โดยเฉพาะคนจีน เกาหลี ญี่ปุ่น ซึ่งตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา เห็นสัญญาณที่ดีของการกลับมาของกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เริ่มมากขึ้น ช่วยเสริมกับกำลังซื้อในประเทศที่เห็นสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้นจากปีก่อนเช่นกัน

"ยุโรป" เริ่มกลับมาแล้ว

นางสาวมาศอุมา กมลบุตร ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการตลาดและการขาย เสื้อผ้าแบรนด์ยัสปาล (JASPAL) บริษัท ยัสปาล จำกัด กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ในช่วง 1-2 เดือนมานี้ นักท่องเที่ยวเข้ามาในเมืองไทยมากขึ้น จากเดิมที่มีจีนและเอเชียเป็นหลัก ก็เริ่มได้เห็นในยุโรปเข้ามามากขึ้น สอดคล้องกับยอดขายของยัสปาล โดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยวก็มีการเติบโตขึ้น

"กำลังซื้อของนักท่องเที่ยวต่างชาติเวลาซื้อต่อบิลต่อครั้งจะสูงสอดคล้องกับการที่ทัวริสต์เข้ามามากยอดต่อสาขาจึงเพิ่มขึ้นสูงในช่วงที่ผ่านมา เพราะกลุ่มลูกค้าต่างชาติจะรู้จักแบรนด์เราและชื่นชอบในดีไซน์อยู่แล้วว่าคุ้มในคุณภาพและราคา"

ด้านนายวิชัยสุภาสมบูรณ์ประธานกรรมการอิสระ บริษัท เดนท์สุ อีจีส เน็ตเวิร์ค ประเทศไทย จำกัด เครือข่ายการสื่อสารระดับโลกในเครือเดนท์สุ อิงค์ กล่าวว่า แนวโน้มอุตสาหกรรมโฆษณา

ครึ่งปีแรกนี้เติบโตและเคลื่อนไหวมากขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน และคาดว่าครึ่งปีหลังนี้ก็น่าจะคึกคักขึ้น ปัจจัยบวกหลัก ๆ มาจากการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบของรัฐบาลที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น ประกอบกับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เริ่มกลับเข้ามาในไทยแล้ว ซึ่งจะทำให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยด้านท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจรีเทล ทั้งหมดน่าจะส่งผลให้ภาพเศรษฐกิจโดยรวมค่อย ๆ ฟื้นตัว


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 03,04, 2017, 08:27:47
http://money.sanook.com/473813/

พร้อมยัง! 3 เม.ย. ลงทะเบียนคนจน 2560 มีสิทธิหรือไม่เช็คอีกครั้ง!!

ในวันจันทร์ที่ 3 เม.ย. 2560 หรือวันจันทร์หน้าที่จะถึงนี้เป็นวันแรกที่จะเปิดให้ผู้มีรายได้น้อยลงทะเบียน เพื่อสวัสดิการแห่งรัฐปี 2560 หรือลงทะเบียนคนจน ทั้งนี้ มีการคาดการว่า จะมีผู้มีรายได้น้อยมาลงทะเบียนมากถึง 14 ล้านคน วันนี้ใครอยากรู้ว่าตัวเองมีสิทธิลงทะเบียนเพื่อรับสวัสดิการหรือไม่ มาตรวจสอบคุณสมบัติให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง และสามารถโหลดแบบฟอร์มเพื่อกรอกข้อมูลให้พร้อมก่อนไปยื่นที่สถานที่ที่ทางการจัดให้ จะได้ไม่เสียเวลา มาตรวจสอบกันได้เลยครับ
คุณสมบัติของผู้มีสิทธิลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐปี 2560

1 ต้องมีสัญชาติไทย อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปโดยต้องเกิดก่อนวันที่ 15 พฤษภาคม 2542
2 ต้องเป็นคนว่างงานหรือมีรายได้ในปี 2559 ไม่เกิน 1 แสนบาท
3 ต้องเป็นผู้ที่ไม่มีหรือมีทรัพย์สินทางการเงิน เช่น เงินฝากธนาคารสลากออมสิน พันธบัตร และตราสารหนี้ รวมทั้งสิ้นไม่เกิน 1 แสนบาท
4 ต้องไม่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ตามกฎหมายหรือถ้าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ดังกล่าวต้องเข้าหลักเกณฑ์ที่กำหนด คือ
-กรณีที่อยู่อาศัยและสิ่งปลูกสร้าง (บ้านพร้อมที่ดิน)
กรณีอยู่อย่างเดียวต้องเป็นบ้านหรือทาวน์เฮ้าส์พื้นที่ไม่เกิน 25 ตารางวา
กรณีเป็นที่อยู่อาศัยและใช้ประโยชน์ในที่ดิน เพื่อการเกษตรต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 10 ไร่ หรือ การอื่นที่ไม่ใช่การเกษตรต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 1 ไร่
-กรณีที่ดิน หากเพื่อการเกษตรต้องมีไม่เกิน 10 ไร่ หรือ กรณีเพื่อการอื่นที่ไม่ใช่การเกษตรต้องไม่เกิน 1 ไร่
สถานที่ลงทะเบียน
1 ธนาคารกรุงไทยทุกสาขาทั่วประเทศ
2 ธนาคารออมสินทุกสาขาทั่วประเทศ
3 ธนาคารธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ
4 คลังจังหวัด 76 จังหวัด
5 สำนักงานเขต 50 เขตในกรุงเทพฯ

ระยะเวลาการลงทะเบียน
ตั้งแต่วันที่ 3 เม.ย. - 15 พ.ค. 2560

ดาวน์โหลดแบบฟอร์มลงทะเบียนได้ที่นี้ (เข้าไปที่ link)


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 03,04, 2017, 15:23:24
http://news.sanook.com/2194191/

“บิ๊กตู่” ปลื้มหนี้ครัวเรือนลดรอบ 11 ปี แนะปชช.อย่าบริโภคที่เกินตัว

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยินดีที่ได้รับทราบข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ว่า หนี้ครัวเรือนของไทยลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี โดยเมื่อปีที่แล้วสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพี ลดลงจาก 81.2% ในปี 58 เหลือ 79.9% ซึ่งเกิดจากการขยายตัวของจีดีพีที่สูงกว่าหนี้ครัวเรือน

“ท่านนายกฯ เน้นย้ำว่า การกู้เงินของพี่น้องประชาชนและการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินอย่างระมัดระวัง มีส่วนทำให้หนี้ครัวเรือนของประเทศลดลง โดยเฉพาะสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ สินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อรายบุคคลที่ก่อนหน้านี้เป็นตัวก่อหนี้จำนวนมาก ดังนั้น จึงอยากให้ประชาชนรักษาวินัยในการใช้จ่ายอย่างเหมาะสม รู้จักทำบัญชีรายรับรายจ่าย สร้างรายได้จากอาชีพเสริมและออมเงิน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาหนี้สินรุงรังในอนาคต”

อย่างไรก็ตาม แม้หนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีจะต่ำลง แต่ภาระหนี้สะสมยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อการบริโภคและกำลังซื้อภาคครัวเรือน รวมทั้งตัวเลขหนี้ครัวเรือนที่ออกมาเป็นหนี้สินที่อยู่ในระบบสถาบันการเงิน แต่ในความเป็นจริงหนี้ครัวเรือนบางส่วนโดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยอาจมีทั้งหนี้ในระบบและนอกระบบ


“รัฐบาลจึงได้ออกมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบอย่างครบวงจร เพื่อลดภาระหนี้และช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยซึ่งมีหนี้ครัวเรือนมากกว่ากลุ่มอื่น เช่น เปิดลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ สนับสนุนสินเชื่อเพื่อการประกอบอาชีพ กองทุนการออมแห่งชาติ เป็นต้น รวมทั้งรักษาเสถียรภาพและกระตุ้นเศรษฐกิจไปพร้อมกัน”

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีระบุว่าหนี้สินที่เพิ่มขึ้น แม้จะเป็นปัญหาของครัวเรือน แต่ในที่สุดจะส่งผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชน เกิดความเครียดและปัญหาอาชญากรรมตามมา รวมทั้งกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศด้วย โดยสิ่งสำคัญที่สุดนอกเหนือจากการทำให้ตัวเลขหนี้ลดลงแล้ว ทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนจะต้องช่วยกันสร้างความรู้และปลูกฝังค่านิยมใหม่ให้แก่ประชาชน เพื่อแก้ไขพฤติกรรมการบริโภคที่เกินตัว และรู้จักบริหารจัดการด้านการเงินอย่างถูกต้อง


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 04,04, 2017, 21:35:55
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1491302105

ครม.ไฟเขียว กฟผ.ขยายโรงไฟฟ้าบางปะกง งบประมาณ 3.3 หมื่นล้าน

เมื่อวันที่ 4 เมษายน ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.มีมติเห็นชอบให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าบางปะกง (ทดแทนเครื่องที่ 1-2) ที่เสนอโดยกระทรวงพลังงาน (พม.) ให้ ครม.พิจารณา โดยเป็นการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเพื่อทดแทนกำลังผลิตที่หายไปในระบบของโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนบางปะกง เครื่องที่ 1 และเครื่องที่ 2 เดิมขนาด 1,050 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่บริเวณโรงไฟฟ้าบางปะกง ต.ท่าข้าม อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา บนพื้นที่เดิมด้านทิศเหนือของโรงไฟฟ้าบางปะกง มีเนื้อที่ประมาณ 50 ไร่

สำหรับรายละเอียดของโครงการดังกล่าว เป็นโรงพลังงานไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมใช้ผลิตพลังไฟฟ้าฐานตั้ง ซึ่งมีกำลังผลิตประมาณ 1,300 เมกะวัตต์ ประกอบด้วยด้วยหน่วยผลิตไฟฟ้าจำนวน 2 หน่วย ขนาดกำลังผลิตไฟฟ้าสุทธิประมาณ 650 เมกะวัตต์ต่อหน่วย ทั้งนี้โรงไฟฟ้ามีอายุการใช้งาน 25 ปี ค่าใช้จ่ายของโครงการดังกล่าว 33,942.65 ล้านบาท ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวได้ผ่านขั้นตอนการทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EHIA ) จากคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณาผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนแล้ว พร้อมทั้งจัดทำมาตรการติดตามผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมรวมไปด้วย

พล.ท.สรรเสริญ กล่าวต่อว่า ประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการดังกล่าว เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล รักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้าภายในประเทศ โดยสามารถรองรับความต้องการอย่างเพียงพอ ลดความสูญเสียของระบบไฟฟ้า เนื่องจากการส่งพลังงานไฟฟ้าจากแหล่งอื่นที่อยู่ไกลมายังศูนย์กลางการใช้ไฟฟ้าค่อนข้างมีผลกระทบต่อการสูญเสียของระบบไฟฟ้า รวมทั้งเพิ่มความคล่องตัวในการควบคุมและการจ่ายไฟฟ้าและรักษาความสมดุลระหว่างโรงไฟฟ้าของรัฐกับโรงไฟฟ้าเอกชน ด้านผลกระทบหากไม่มีโรงไฟฟ้าบางปะกงก็ส่งผลให้เกิดไฟฟ้าดับในวงกว้าง


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 06,04, 2017, 09:57:11
http://money.sanook.com/473621/

13 นิสัย เศรษฐี ควรค่าแก่การเดินตาม สำหรับมือใหม่หัดสร้างตัว

มีคนจำนวนไม่น้อยที่โชคดีเกิดมาพร้อมต้นทุนชีวิตที่ดี มีเงินถุงเงินถัง ได้ชื่อว่าเป็นมหาเศรษฐีแบบไม่ต้องลงแรง แต่ก็มีคนอีกมากมายที่สามารถเปลี่ยนตัวเองจากคนธรรมดาเป็นมหาเศรษฐีได้ด้วยน้ำพักน้ำแรง อะไรคือความลับของพวกเขา ไม่ต้องปวดหัวหาคำตอบอีกต่อไป เพราะ โทมัส คอร์ลีย์ ได้เฉลยคำตอบไว้ในหนังสือเรื่อง “Change Your Habits, Change Your Life” ไว้หมดแล้ว หลังจากใช้เวลาถึง 5 ปี ศึกษาเกี่ยวกับนิสัยของบรรดาเศรษฐีที่สร้างตัวด้วยตัวเองถึง 177 คน และพบว่าอุปนิสัยมีผลต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวในชีวิตคนเราจริงๆ โดยเขาได้สรุป 13 นิสัยที่บรรดา เศรษฐี พึงมี ซึ่งคุณไม่จำเป็นต้องอายหากคิดจะทำตาม

1.รักการอ่าน : เศรษฐี ส่วนใหญ่ชอบหาความรู้ใส่ตัวมากกว่าหาความบันเทิง 88%ของเศรษฐีอุทิศเวลาอย่างน้อยวันละ 30 นาทีเพื่ออ่านหนังสือ โดยหนังสือยอดฮิตที่นิยมอ่าน ได้แก่ ชีวประวัติของคนที่ประสบความสำเร็จ ประวัติศาสตร์ และหนังสือเพื่อพัฒนาตัวเอง

2.ชอบออกกำลังกาย : 76%ของเศรษฐีแบ่งเวลาอย่างน้อยวันละ 30 นาทีหรือมากกว่านั้น เพื่อออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอให้หัวใจสูบฉีด ซึ่งไม่เพียงดีต่อสุขภาพ แต่ยังส่งผลถึงสมอง ช่วยบำรุงเซลล์สมอง เพิ่มการผลิตของกลูโคสซึ่งเปรียบเหมือนเชื้อเพลิงที่พร้อมจุดประกายให้สมองโลดแล่น

3.สังสรรค์กับคนที่ประสบความสำเร็จด้วยกัน : คนเราจะประสบความสำเร็จได้ เมื่อห้อมล้อมด้วยคนที่ประสบความสำเร็จ เศรษฐีจึงมักคบค้ากับคนที่มีเป้าหมายในชีวิต มองโลกในแง่ดี และมีความกระตือรือร้น ขณะเดียวกันพวกเขาเลือกหันหลังให้กับพวกโลกสีเทา ชอบคิดลบ เพราะมองว่ามุมมองลบๆจะบั่นทอนความมุ่งมั่นในการไล่ล่าความสำเร็จของตัวเอง

4.ไล่ตามเป้าหมายของตัวเอง : หลายคนเสียเวลาในชีวิตไปกับการวิ่งตามความฝันของคนอื่นขณะที่เศรษฐีส่วนใหญ่มุ่งมั่นกับการวิ่งตามความฝันของตัวเอง เพราะพวกเขารู้ดีว่าแพชชั่นจะทำให้การทำงานเป็นเรื่องสนุก ทำให้มีพลังและพร้อมจะเอาชนะความล้มเหลวและความผิดพลาดที่เข้ามา


5.ตื่นแต่เช้า : เกือบ 50% ของเศรษฐีจะตื่นนอน 3 ชั่วโมงก่อนที่จะเริ่มทำงาน เพื่อจะได้มีเวลาสะสางงานที่ตั้งใจทำให้เสร็จโดยไม่ต้องหวั่นเกรงว่า การประชุมที่ยืดยาว หรือ การจราจรที่ติดขัด จะกระทบกับงานที่คุณตั้งเป้าไว้ ซึ่งในทางจิตวิทยา ข้อดีของการบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้เสมอ ก็เหมือนเป็นการให้รางวัลตัวเองทางอ้อม ทำให้คุณรู้สึกว่าสามารถควบคุมปัจจัยรอบตัวได้

6.มีรายได้จากหลายแหล่ง : 65% ของคนรวยมักมีแหล่งรายได้ไม่ต่ำกว่า 3 แห่ง นอกจากเงินเดือนประจำ พวกเขายังมีช่องทางหาเงินจากการปล่อยเช่าอสังหาริมทรัพย์ การลงทุนในตลาดหุ้น และเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจ

7.มีกุนซือดี : ถือเป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับที่ทำให้เศรษฐีจำนวนไม่น้อยประสบความสำเร็จกุนซือที่ดีต้องคอยให้กำลังใจและผลักดันให้นักธุรกิจเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง และคอยสอนว่าอะไรที่ควรหรือไม่ควรทำ รวมทั้งแบ่งปันประสบการณ์เพื่อให้นักธุรกิจนั้นได้นำมาเป็นบทเรียน

8.คิดบวกเสมอ : คนส่วนใหญ่ มักไม่รู้เท่าทันความคิดของตัวเอง ไม่รู้ว่าตัวเองชอบคิดลบ ซึ่งตรงข้ามกับนิสัยของเศรษฐีที่นิยมคิดบวกอยู่เสมอ

9.เป็นจ่าฝูง: เศรษฐีมักเลือกที่จะสร้างกลุ่มก้อนของตัวเอง แล้วดึงคนอื่นที่มีความสนใจคล้ายกันเข้ามาอยู่ด้วยกัน มากกว่าที่จะพาตัวเองเข้าไปกับกลุ่มก๊วนที่คนส่วนใหญ่อยู่

10.รู้มารยาทสังคม : นับเป็นหนึ่งในคุณสมบัติของเหล่าเศรษฐี ไม่ว่าจะต้องไปออกงานสำคัญขนาดไหนพวกเขาก็รักษามารยาทในสังคมได้เป็นอย่างดี และแต่งกายได้เหมาะสมกับวาระโอกาส

11.ช่วยคนอื่นให้ประสบผลสำเร็จ : ไม่มีใครประสบความสำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว เพราะฉะนั้นเศรษฐีจึงไม่ลืมยื่นมือเข้าช่วยเหลือคนที่มีฝันมีความมุ่งมั่น ให้ประสบความสำเร็จ ไม่แน่ว่าในอนาคตคนเหล่านี้อาจกลายเป็นหนึ่งในขุนพลสำคัญของทีมงานของเขาก็ได้

12. หยุดเพื่อคิด : เศรษฐีจะแบ่งเวลา10-15 นาทีเพื่อตั้งคำถามกับตัวเองในตอนเช้า เช่น จะทำอย่างไรเพื่อหาเงินให้ได้มากขึ้น, มีความสุขกับงานที่ทำหรือยัง,ออกกำลังกายเพียงพอหรือยัง

13.รับฟังเสียงสะท้อน : เศรษฐีไม่กลัวคำวิจารณ์ แต่มองว่าเป็นข้อมูลสำคัญที่ใช้ประเมินสิ่งที่ทำอยู่ว่าดีหรือไม่ สิ่งที่กำลังทำนั้นมาถูกทางหรือไม่

ขอบคุณอ้างอิงข้อมูลจาก Bussiness Insider


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 06,04, 2017, 13:25:06
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1491413369

เปิดตำนาน PANDORA แบรนด์ดังเดนมาร์ก เกิดจากห้องแถวในไทย

เมื่อเร็ว ๆ นี้เพิ่งมีข่าวว่า "แพนดอร่า (Pandora)" แบรนด์เครื่องประดับอัญมณีชื่อดังสัญชาติเดนมาร์กได้เปิดโรงงานใหม่ในเมืองไทยเพื่อขยายกำลังการผลิตให้ตอบโจทย์ความต้องการในระดับโลกที่เพิ่มขึ้น โดยเลือกพื้นที่ 45 ไร่ ในสวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ จังหวัดลำพูน เป็นที่ตั้งโรงงานแห่งที่สอง หลังจากที่เปิดโรงงานแห่งแรกในนิคมอุตสาหกรรมอัญธานี กรุงเทพฯ เป็นฐานการผลิตหลักมาแล้วเกือบ 30 ปี


หากจะย้อนไปว่าทำไมแพนดอร่าเลือกไทยเป็นฐานการผลิต เหตุผลหนึ่งแน่นอนคือไทยมีช่างฝีมือดี แต่มากกว่านั้น น้อยคนนักที่รู้ว่าแพนดอร่า แบรนด์ดังจากเดนมาร์กมีความผูกพันกับเมืองไทยมาตั้งแต่จุดกำเนิดเลยทีเดียว

แต่ก่อนจะย้อนตำนานแบรนด์แพนดอร่า จะต้องเล่าเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ความนิยมของชาร์ม (Charm) หรือจี้ประดับ อันเป็นเครื่องประดับชิ้นสำคัญที่ทำให้เกิดแบรนด์นี้ขึ้นมา   ชาร์มนั้นเป็นเครื่องประดับอายุเก่าแก่

มีตำนานตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งในยุคนั้นชาร์มทำมาจากเปลือกหอย กระดูกสัตว์ หรือดินเหนียว หลังจากนั้นก็เปลี่ยนเป็นอัญมณี แร่หินและไม้ ชาวอียิปต์โบราณเชื่อว่าชาร์มเป็นสัญลักษณ์ของความซื่อสัตย์และความโชคดี


ในยุคจักรวรรดิโรมันรุ่งเรือง ชาวคริสเตียนมีชาร์มรูปปลาตัวเล็ก ๆ ซ่อนอยู่ในเสื้อผ้า เพื่อพิสูจน์ตัวเองกับคริสเตียนคนอื่น ๆ และในช่วงเวลาเดียวกันนั้น นักวิทยาศาสตร์

ชาวยิวเขียนข้อกฎหมายใส่ไว้ในชาร์ม ห้อยไว้รอบคอของพวกเขา โดยมีนัยว่าให้กฎหมายได้อยู่ใกล้หัวใจของพวกเขาตลอดเวลา แม้แต่อัศวินยุคกลางก็ยังสวมใส่ชาร์มเพื่อเป็นเครื่องรางในการป้องกันตัวในสนามรบ

ส่วนสร้อยข้อมือชาร์ม (Charm Bracelet) หนึ่งในเครื่องประดับที่ใช้ชาร์มสร้างลูกเล่นได้มากมาย คาดเดาว่าเริ่มมีมาตั้งแต่ช่วง 400-600 ปีก่อนคริสตกาล สวมใส่โดยชาวอัสซีเรีย บาบิโลเนีย เปอร์เซีย และฮิตไทต์

สร้อยข้อมือชาร์มเริ่มปรากฏเด่นชัดจนเป็นกระแสที่นิยมแพร่หลายในยุคสมเด็จพระราชินีวิกตอเรียแห่งอังกฤษ ผู้ทรงรักการสวมสร้อยข้อมือชาร์ม และเป็นผู้ริเริ่มแฟชั่นชาร์มในหมู่ชนชั้นสูงของยุโรป เริ่มจากการที่สมเด็จพระราชินีวิกตอเรียทรงมอบชาร์มเป็นของขวัญแก่เชื้อพระวงศ์และพระสหายตามโอกาสพิเศษต่าง ๆ


หลังจากเจ้าชายอัลเบิร์ตเสด็จสวรรคต สมเด็จพระราชินีวิกตอเรียทรงทำชาร์มแกะสลัก โดยใส่ภาพวาดและเส้นผมของเจ้าชายอัลเบิร์ตไว้ในล็อกเกตชาร์ม เพื่อเป็นการไว้ทุกข์ และระลึกถึงพระสวามี ทำให้ชาร์มเป็นเครื่องประดับที่นิยมมากนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

หลังจากที่ชาร์มได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในแถบตะวันตก ก็ได้เริ่มแพร่ขยายความนิยมมายังฝั่งเอเชียด้วย

ในปี พ.ศ. 2525 มิสเตอร์เพียร์ อีนีโวลด์เซ่น (Per Enevoldsen) ช่างทองชาวเดนมาร์กและภรรยา ได้รับแรงบันดาลใจจากความนิยมของชาร์ม และปรารถนาจะนำเสนองานเครื่องประดับงานฝีมือคุณภาพสูง รูปแบบทันสมัย ในราคาที่คนทั่วไปครอบครองได้ เขาจึงเริ่มต้นสร้างกิจการของตัวเองในเดนมาร์ก เริ่มจากร้านเล็ก ๆ ซึ่งในตอนแรกยังไม่ได้ใช้ชื่อแพนดอร่า

ในช่วงเริ่มต้นกิจการสามี-ภรรยาคู่นี้เดินทางมายังประเทศไทยและได้พบแหล่งวัตถุดิบอัญมณี อีกทั้งได้พบช่างทำเครื่องประดับชาวไทยที่มีความชำนาญและฝีมือสุดประณีต ทั้งคู่ตัดสินใจจึงเริ่มต้นผลิตเครื่องประดับในประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2532 โดยมีสำนักงานที่เป็นห้องแถวคูหาเดียว

ที่สำคัญคือคนที่ตั้งชื่อ "แพนดอร่า" หาใช่เจ้าของกิจการชาวเดนมาร์ก แต่เป็นนักศึกษาฝึกงานชาวไทยเรานี่เอง ซึ่งมีคำพูดทีเล่นทีจริงจากพนักงานของแพนดอร่าเองว่า "นักศึกษาฝึกงานคนนั้นคงได้รับค่าตอบแทนไปมากพอสมควร"

มิสเตอร์เพียร์ อีนีโวลด์เซ่นและภรรยาได้พัฒนากิจการแพนดอร่าในไทยเป็นฐานการผลิตและการส่งออกอัญมณีชั้นนำระดับโลก ปัจจุบันแพนดอร่าเป็นผู้ผลิตและส่งออกเครื่องประดับรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ด้วยกำลังช่างฝีมือจำนวนกว่า 12,000 คน ภายในนิคมอุตสาหกรรมอัญธานี กรุงเทพมหานคร สามารถผลิตชิ้นงานได้ปีละ 122 ล้านชิ้น และเมื่อบวกกำลังช่างฝีมือในโรงงานแห่งใหม่อีก 5,000 คน จะทำให้แพนดอร่ามีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเป็นปีละ 200 ล้านชิ้นในปี 2562 นี้

แล้วเครื่องประดับชิ้นงามจากฝีมือช่างไทยก็กระจายออกไปปรากฏตัวแก่สายตาผู้คนในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ถือเป็นความน่ายินดีภูมิใจที่ไทยมีส่วนร่วมสร้างแบรนด์ดังแบรนด์นี้ขึ้นมา


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 07,04, 2017, 10:17:34
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1491369149

รพ.เอกชนแย่งซื้อตัวหมอ-พยาบาล การันตีรายได้2แสนแถมเงินตกเขียว

รพ.เอกชนดาหน้าลงทุนรับเมดิคอลฮับ เปิดศึกแย่ง "แพทย์-พยาบาล" การันตีรายได้ต่อเดือน หมอรับเบาะ ๆ เดือนละ 2 แสน หนี รพ.รัฐงานหนัก-เสี่ยงถูกฟ้อง ลาออกปีละ 600-700 คน สภาการพยาบาลฯเผยผลิตเท่าไหร่ก็ไม่พอ ผลพวง สธ.ไม่บรรจุพยาบาลเป็นข้าราชการ รพช.กระอัก สมองไหลไม่หยุด กระทบคุณภาพการบริการ

ไม่เพียงเฉพาะการประกาศลงทุนในธุรกิจโรงพยาบาล (รพ.) ของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ทั้งพฤกษา เรียลเอสเตท, อาร์เอสยู (ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์) กลุ่มตระกูลพรประภา ขณะที่ทั้งกลุ่ม รพ.กรุงเทพ และ รพ.บำรุงราษฎร์ ก็ขยายการลงทุนเพื่อรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น ล่าสุดจากการตรวจสอบพบว่า ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา รพ.เอกชนหลายแห่งได้ทยอยลงทุนทั้งเปิดสาขาเพิ่ม และการขยายพื้นที่บริการ คาดว่าภายในอีก 1-2 ปีนี้มีจำนวนเตียงเพิ่มอีกไม่ต่ำกว่า 2,700 เตียง จากปัจจุบันที่มีประมาณ 35,000 เตียง ปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้นตาม คือ การแย่งบุคลากรทางการแพทย์ ทั้งแพทย์และพยาบาล

หมอ-พยาบาล สมองไหลต่อเนื่อง

แหล่งข่าวระดับสูงจากโรงพยาบาลเอกชน เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ปัจจุบันแม้การผลิตแพทย์ พยาบาลจะมีตัวเลขเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังมีไม่เพียงพอ การเปิด รพ.ใหม่ก็ต้องใช้วิธีการซื้อตัวมาจาก รพ.รัฐเป็นหลัก ต้องการของตลาด บุคลากรที่อยู่ในกลุ่มงานสนับสนุน อาทิ เอกซเรย์ กายภาพบำบัด ฯลฯ ก็ยังมีไม่เพียงพอ

"ทุกวันนี้บ้านเราผลิตหมอได้เพียงปีละประมาณ 2,500 คน ยังไม่เป็นตามเป้าที่จะผลิตให้ได้ปีละ 3,000 คน และในแต่ละปีมีหมอเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 600-700 คน ส่วนพยาบาลแม้จะผลิตออกมามาก แต่ก็เป็นอาชีพที่ไหลออกนอกระบบมาก"

นายแพทย์บุญ วนาสิน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ธนบุรี เฮลท์ แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวในเรื่องนี้ว่า การซื้อตัวแพทย์ พยาบาลเป็นทางออก ของ รพ.ที่เปิดใหม่ และที่เป็นปัญหาขาดมากสุด คือ พยาบาล และเทคนิเชียน และหากมี รพ.เปิดใหม่ เปิดพร้อม ๆ กันหลายแห่งก็จะทำให้การแย่งตัวกันมากขึ้น รพ.แต่ละแห่งหากเป็นขนาด 100 เตียง จะต้องใช้บุคลากรไม่ต่ำกว่า 300 คน ในจำนวนนี้เป็นแพทย์ประจำไม่ต่ำกว่า 25-30 คน พยาบาล 100-120 คน ที่เหลือเป็นพนักงานอื่น ๆ อาทิ ผู้ช่วยพยาบาล เจ้าหน้าที่ธุรการ เป็นต้น หรือหากเป็น รพ.ขนาด 200 เตียง ก็ต้องใช้คนเพิ่มขึ้นอีกมากกว่าเท่าตัว สำหรับกลุ่มธนบุรีได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล ธรรมศาสตร์ สยาม ผลิตแพทย์ พยาบาล เภสัชกร มารองรับ ซึ่งก็แก้ปัญหานี้ได้ในระดับหนึ่ง

งัดรายได้สูงจูงใจหมอ-พยาบาล

อดีตผู้บริหาร รพ.เอกชนขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงวิธีการดึงตัวแพทย์ พยาบาลจาก รพ.รัฐว่า สำหรับแพทย์หลัก ๆ จะเป็นการการันตีรายได้ขั้นต่ำต่อเดือน โดยมีการระบุเวลาทำงานไว้ชัดเจนว่าวันละกี่ชั่วโมง รายได้ขั้นต่ำจะอยู่ที่ประมาณ 200,000 บาท/เดือน ซึ่งไม่รวมค่าหัตถการทางการแพทย์ ค่าด็อกเตอร์ฟี ค่าผ่าตัด ฯลฯ จากปกติที่รายได้หมอ รพ.รัฐที่มีรายได้เฉลี่ยประมาณ 70,000 บาท/เดือน

ส่วนพยาบาล รพ.เอกชนจะเสนอให้เพิ่มจากเงินเดือนปกติขึ้นไปเดือนละ 10,000-20,000 บาท จากปกติที่เงินเดือนประมาณ 16,000 บาท ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และอายุการทำงาน นอกจากนี้ ยังมีสวัสดิการในแง่ของที่พัก ชุดทำงาน รวมถึงเงินโบนัสรายปี

"สำหรับพยาบาลที่มีประสบการณ์ 3-5 ปีขึ้นไป รพ.เอกชนจะเสนอเงินพิเศษ หรือที่เรียกว่า เงินตกเขียว เช่น เซ็นสัญญาทำงาน1 ปี จะได้รับ 50,000 บาท หรือทำสัญญา 2 ปี 1 แสนบาท แต่เดี๋ยวนี้เขาจับเซ็นสัญญา 3 ปีเลย ก็จะได้ 150,000 บาท เป็นการป้องกันไม่ให้ รพ.อื่นมาดึงตัวไป"

ถูกฟ้อง-ไม่ได้รับบรรจุเป็น ขรก.

ขณะที่นายแพทย์สุกิจ ทัศนสุนทรวงศ์ เลขานุการแพทยสภา แสดงความเห็นถึงปัญหาแพทย์สมองไหลจาก รพ.รัฐไป รพ.เอกชนว่า ปัญหาเรื่องการถูกฟ้องก็เป็นปัจจัยทำให้แพทย์มีความรู้สึกว่าไม่มีความมั่นคงในการทำหน้าที่ เป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้แพทย์ออกไปจากระบบของราชการ ไปอยู่กับ รพ.เอกชนที่ไม่ต้องเผชิญหน้ากับการร้องเรียน ตอนนี้การผลิตแพทย์มีจำนวนเพิ่มขึ้นมาก ปีหลัง ๆ มานี้ผลิตได้ปีละ 2,300-2,500 คน ซึ่งน่าจะเพียงพอกับความต้องการแต่ที่เป็นปัญหา คือ ส่วนใหญ่แพทย์จะกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ โดยปัจจุบันแพทย์ประมาณ 55,000 คน ในจำนวนนี้อยู่ในกรุงเทพฯ 50% และต่างจังหวัด 50%

ด้าน ผศ.อังคณา สริยาภรณ์ เลขาธิการสภาการพยาบาลระบุว่า ปัจจุบันมีพยาบาลที่ลาออกจาก รพ.รัฐ ไปทำงานกับ รพ.เอกชนเป็นระยะ ๆ เนื่องจากภาคเอกชนมีการดึงตัวด้วยค่าตอบแทนที่สูงกว่าภาครัฐ สำหรับในแง่ของการผลิต โรงเรียนการพยาบาลสามารถผลิตได้ปีละประมาณ 12,000 คน/ปี ซึ่งมากพอจะรองรับการเป็นเมดิคอลฮับ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ แต่เนื่องจากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ไม่มีการรับบรรจุเป็นข้าราชการ พยาบาลจึงมีสถานะเป็นลูกจ้างชั่วคราว จึงมีจำนวนไม่น้อยที่ไหลไปอยู่กับ รพ.เอกชนที่มีรายได้ดีและงานไม่หนัก

รพ.รัฐอ่วม-ไม่มีหมอประจำ

นายแพทย์สรลักษณ์ มิ่งไทยสงค์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบางน้ำเปรี้ยว ในฐานะประธานชมรมผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชนแห่งประเทศไทย (รพช.) แสดงความเห็นว่า ปัญหาสมองไหลทำให้ ปัจจุบัน รพ.รัฐขาดแพทย์ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะ รพ.ชุมชนที่เป็น รพ.ระดับอำเภอ ซึ่งทำให้แพทย์ พยาบาลมีปริมาณงานที่ล้นมือ เนื่องจากในแต่ละวันจะมีคนไข้เข้ามาใช้บริการเป็นจำนวนมาก

"คนไข้มาก แต่แพทย์ พยาบาลมีน้อย งานหนัก ที่สำคัญคือ ประสิทธิภาพการทำงานก็ลดลง ตอนหลัง ๆ มีปัญหาการฟ้องร้องมีมากขึ้น"

นายแพทย์สรลักษณ์กล่าวว่า นอกจากนี้ รพ.ชุมชนก็เจอปัญหาเรื่องของแพทย์จบใหม่จำนวนหนึ่งทำงานได้ 1 ปี เมื่อได้ใบเพิ่มพูนทักษะ ก็จะไปเรียนต่อแพทย์เฉพาะทาง เมื่อจบแล้วก็จะย้ายไปอยู่ที่ รพ.ศูนย์ หรือ รพ.ประจำจังหวัด หรือบางคนก็ลาออกไปอยู่ รพ.เอกชน โดยยอมเสียค่าปรับเพียง 400,000 บาท ปัญหาเรื่องค่าตอบแทนเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายของแพทย์ที่ สธ.ทยอยลดงบประมาณในส่วนนี้ลงอย่างต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ก็มีส่วนให้หมอหลาย ๆ คนไม่อยากอยู่ รพ.เล็ก ๆ ทุกวันนี้ รพ.ที่เปิดใหม่ในหลาย ๆ จังหวัดก็ไม่มีแพทย์ประจำ ต้องโยกแพทย์จาก รพ.ใกล้เคียงไปตรวจคนไข้แทน


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 09,04, 2017, 21:20:04
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1491731880

พาณิชย์จับมือดีเอสไอ ลงพื้นที่ปราบ "ล้งเถื่อน" แย่งตลาดทุเรียนไทย

นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปลายเดือนเมษายนถึงต้นพฤษภาคมนี้ กรมร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และกรมการท่องเที่ยวลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ประกอบการคัดเลือกผลไม้ (ล้ง) ในพื้นที่ภาคตะวันออก อาทิ จังหวัดจันทบุรี จังหวัดระยอง ว่าเข้าข่ายทำผิดกฎหมายตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวหรือไม่ หลังจากได้รับข้อมูลจากผู้ประกอบการท้องถิ่นว่าขณะนี้มีนายทุนต่างชาติให้คนไทยถือหุ้นแทน (นอมินี) และล้งเถื่อนจำนวนมาก พร้อมกับจัดระเบียบล้งที่เปิดดำเนินการในไทย ซึ่งขณะนี้ผลไม้เมืองร้อน ทั้งทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง จะเริ่มออกสู่ตลาดมากขึ้นปลายเดือนเมษายนนี้

นางสาวบรรจงจิตต์กล่าวว่า การลงพื้นที่ตรวจสอบนอมินีเป็นแผนดำเนินการต่อเนื่อง และเตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบนอมินีในกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับที่ดิน เป็นต้น โดยตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2559 ถึงเดือนมีนาคม 2560 ลงพื้นที่แล้ว 6 ครั้ง ในพื้นที่ความเสี่ยงสูง เช่น เชียงใหม่ เชียงราย ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี พังงา ชลบุรี เป็นต้น โดยพบบริษัทต้องสงสัยเข้าข่ายเป็นนอมินี 12 ราย ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูลเชิงลึก หากเข้าข่ายนอมินีจริงจะส่งข้อมูลให้ดีเอสไอสอบสวนต่อไป เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 10,04, 2017, 21:16:49
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1491804403

ปิดฉากมอเตอร์โชว์ ผู้จัด-ค่ายรถ แฮปปี้ ยอดทะลัก 3.6 หมื่นคัน

นายจาตุรนต์ โกมลมิศร์ กรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ในฐานะรองประธานจัดงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเต