GUN IN THAILAND

Gun In Thailand => กันอินกันเอง => ข้อความที่เริ่มโดย: storm40sw ที่ 16,01, 2018, 21:09:19



หัวข้อ: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 16,01, 2018, 21:09:19
สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟียร์

https://www.prachachat.net/finance/news-102105

ตามนั้น! ครม.ไฟเขียวกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบ62 จำนวน 3 ล้านล้านบาท

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 ที่ 3 ล้านล้านบาท ตามที่สำนักงบประมาณเสนอ

ด้านนายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว ที่ประชุม ครม.เห็นชอบวงเงินและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 จำนวน 3 ล้านล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 1 แสนล้านบาท จากวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2561 หรือเพิ่มขึ้น 3.4%

โครงสร้างงบประมาณรายจ่าย ประกอบด้วย รายจ่ายประจำ 2.255 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.01 แสนล้านบาทจากปีงบประมาณ 61 หรือเพิ่มขึ้น 4.7% คิดเป็นสัดส่วน 75.2% ของวงเงินงบประมาณรวม, รายจ่ายลงทุน 6.66 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.7 พันล้านบาทจากปีงบประมาณ 61 หรือเพิ่มขึ้น 1% คิดเป็นสัดส่วน 22.2% ของวงเงินงบประมาณรวม, รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ 7.85 หมื่นล้านบาท ลดลง 8.44 พันล้านบาทจากปีงบประมาณ 61 หรือลดลง 9.7% ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 62 ไม่มีรายการที่เสนอตั้งงบรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง

ขณะที่ประมาณการจัดเก็บรายได้สุทธิในปีงบประมาณ 2562 ตั้งไว้ที่ 2.55 ล้านล้านบาท และเป็นงบประมาณขาดดุล 4.45 แสนล้านบาท เท่ากับปีงบประมาณ 2561 คิดเป็นสัดส่วน 2.6% ของ GDP

แนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2562 จะให้ความสำคัญกับการดำเนินภารกิจที่สอดคล้องและเชื่อมโยงกับร่างกรอบยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) นโยบายความมั่นคงแห่งชาติ (พ.ศ.2558-2564) นโยบายสำคัญของรัฐบาล แผนปฏิรูปประเทศ แผนแม่บทระยะปานกลางและระยะยาว ยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2562 และหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานของรัฐบาลให้เกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านกลไกการบูรณาการเชิงยุทธศาสตร์ทั้ง 3 มิติ คือ มิติกระทรวง/หน่วยงาน มิติบูรณาการเชิงยุทธศาสตร์ และมิติบูรณาการเชิงพื้นที่

ทั้งนี้ วงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2562 อยู่บนพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่คาดว่า ในปี 2562 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 3.7 – 4.7% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากภาคการส่งออกที่มีแนวโน้มขยายตัวดีอย่างต่อเนื่อง การปรับตัวดีขึ้นของฐานรายได้และการใช้จ่ายภาคครัวเรือน แรงขับเคลื่อนจากการลงทุนภาครัฐที่ยังอยู่ในเกณฑ์สูง รวมทั้งการลงทุนภาคเอกชนที่เร่งตัวขึ้น พร้อมประมาณการอัตราเงินเฟ้อในปี 62 ไว้ในช่วง 1.1-2.1% และมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด 6.1% ของจีดีพี


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 17,01, 2018, 08:40:59
https://money.sanook.com/539237/
ไขตัวเลขมูลค่าแบรนด์นาฬิกาหรูระดับโลก

เห็นข่าวคนใหญ่คนโตในบ้านเมืองมีคอลเลกชันนาฬิกาหรูหลายเรือนแล้ว บอกตรง ๆ ว่าต่อมอิจฉาทำงานไม่หยุดกันเลยทีเดียว คิดแล้วก็ได้แต่ก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป เผื่อวันข้างหน้าจะมีเงินซื้อได้สักเรือนหนึ่งหรืออาจมีผู้ใหญ่ใจดีมอบให้ (ยืม) มาใส่ติดข้อมือบ้าง

ไหน ๆ ก็แตะเรื่องนาฬิกาแล้ว Sanook! Money ขอเอามูลค่าของยี่ห้อนาฬิกาสวิสที่สูงติดอันดับต้น ๆ ของโลกมาฝากกัน (อ้างอิงจากข้อมูลเมื่อปี 2559)

ตำแหน่งแชมป์ตกเป็นของขวัญใจมหาชนคนทั้งโลกนั่นคือ โรเล็กซ์ (Rolex) มีมูลค่า 243,000 ล้านบาท

รองแชมป์คือ โอเมก้า (Omega) ที่มีมูลค่า 120,900 ล้านบาท

อันดับสามตกเป็นของแบรนด์ในฝันของใครหลายคน Patek Philippe มูลค่า 62,000 ล้านบาท

อันดับที่ 4 กับ 5 คือ Chopard, Longines ด้วยมูลค่า 36,100 และ 35,800 ล้านบาท ตามลำดับ

ส่วน ริชาร์ด มิลล์ ที่โด่งดังกระฉ่อนโลกออนไลน์นั้น แม้จะไม่ได้อยู่ในลิสต์นี้ แต่มีตัวเลขผลประกอบการน่าสนใจ โดยเมื่อปี 2558 มีรายได้จากทั่วโลกอยู่ที่ 6,170 ล้านบาท ส่วนในปี 59 ทำรายได้ไป 7,400 ล้านบาท

ขอขอบคุณ
ข้อมูล : Statista
ภาพ : iStockPhoto


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: มะอุอุ ที่ 17,01, 2018, 20:43:20
ถ้าให้บอกชื่อนาฬิกาที่ราคาแพง คำตอบในใจของเพื่อนพี่น้องสมาชิกหลายๆท่านน่าจะเป็นโรเล็กซ์ เพราะไม่ใช่แค่บอกเวลา แต่ยังเป็นเครื่องประดับที่สะท้อนรสนิยมและฐานะ ของผู้ที่สวมใส่อีกด้วยครับ :OO


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 18,01, 2018, 07:57:08
ถ้าให้บอกชื่อนาฬิกาที่ราคาแพง คำตอบในใจของเพื่อนพี่น้องสมาชิกหลายๆท่านน่าจะเป็นโรเล็กซ์ เพราะไม่ใช่แค่บอกเวลา แต่ยังเป็นเครื่องประดับที่สะท้อนรสนิยมและฐานะ ของผู้ที่สวมใส่อีกด้วยครับ :OO


เป็นผมถ้าพอจะไขว่คว้าได้ ขอนาฬิกา ที่ผลิต ในสวิสซักเรือนก็พอ แต่ถ้ามีเงินมาก จะขยับเป็น นาฬิกา สปอร์ต Moto Gp แบบ Tissot.... อีก step ก็ BIETILING

https://www.prachachat.net/economy/news-102870

เคาะแล้ว!ค่าแรงขั้นต่ำ ประชุมมาราธอน 7ชม.คลอด7อัตรา 8-22บาท/วัน


เวลา 16.16 น. วันที่ 17 มกราคม นายจรินทร์ จักกะพาก ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการค่าจ้างชุดที่ 19 ครั้งที่ 2/2561 ณ ห้องประชุม ศ.นิคม จันทรวิทุร กระทรวงแรงงาน โดยเป็นการประชุมเพื่อหารือประเด็น การกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำปี 2561 ทั้งนี้ หลังการประชุมนานกว่า 7 ชั่วโมง ข้อสรุปอัตรา ค่าจ้างขั้นต่ำปี 2561 มีทั้งหมด 7 อัตรา คือ ตั้งแต่ 8-22 บาท

โดยมี 3 จังหวัด ได้ขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 330 บาท/วัน ได้แก่ ภูเก็ต ชลบุรี ระยอง

และมี 7 จังหวัด ได้ขึ้น เป็น 325 บาท ได้แก่ กรุงเทพฯ นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร และฉะเชิงเทรา

จังหวัดที่ได้เพิ่มเป็น 320 บาท มี 14 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี สุพรรณบุรี สระบุรี อยุธยา หนองคาย ลพบุรี ตราด ขอนแก่น สงขลา สุราษฎร์ธานี กระบี่ เชียงใหม่ นครราชสีมา และพังงา

จังหวัดที่ได้ขึ้นเป็น 318 บาท มี 7 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี สมุทรสงคราม สกลนคร มุกดาหาร นครนายก กาฬสินธุ์ และปราจีนบุรี

ส่วนจังหวัดที่ได้ขึ้นเป็น 315 บาท มี 21 จังหวัด ได้แก่ ร้อยเอ็ด ประจวบคีรีขันธ์ นครสวรรค์ สระแก้ว พัทลุง อุตรดิตถ์ อุดรธานี นครพนม บุรีรัมย์ สุรินทร์ เพชรบุรี พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ชัยนาท เลย ยโสธร พะเยา บึงกาฬ น่าน กาญจนบุรี และอ่างทอง

จังหวัดที่ได้ขึ้นเป็น 310 บาท มี 22 จังหวัด ได้แก่ สิงห์บุรี นครศรีธรรมราช ตรัง แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน เชียงราย สุโขทัย กำแพงเพชร พิจิตร อุทัยธานี ศรีสะเกษ ตาก ชัยภูมิ อำนาจเจริญ แพร่ ราชบุรี ระนอง มหาสารคาม ชุมพร หนองบัวลำภู และสตูล

ขณะที่ จังหวัดที่ได้ขึ้นเป็น 308 บาท  ได้แก่ นราธิวาส ยะลา และปัตตานี

ค่าแรงใหม่มีผล 1 เม.ย.- หารือลดหย่อนภาษีอีกครั้ง

ต่อมาเวลา 22.45 น. นายจรินทร์ จักกะพาก ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการการประชุมดังกล่าว แถลงผลการประชุม ว่า มีการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำแบ่งออกเป็น 7 ระดับ ไล่ตั้งแต่ 308, 310, 315, 318, 320, 325 และ สูงสุด 330 บาทตามลำดับ

ประชาชาติ
หน้าแรก  เศรษฐกิจในประเทศ
เศรษฐกิจในประเทศ
เคาะแล้ว!ค่าแรงขั้นต่ำ ประชุมมาราธอน 7ชม.คลอด7อัตรา 8-22บาท/วัน
วันที่ 17 มกราคม 2561 - 23:12 น.
17K
SHARES


เวลา 16.16 น. วันที่ 17 มกราคม นายจรินทร์ จักกะพาก ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการค่าจ้างชุดที่ 19 ครั้งที่ 2/2561 ณ ห้องประชุม ศ.นิคม จันทรวิทุร กระทรวงแรงงาน โดยเป็นการประชุมเพื่อหารือประเด็น การกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำปี 2561 ทั้งนี้ หลังการประชุมนานกว่า 7 ชั่วโมง ข้อสรุปอัตรา ค่าจ้างขั้นต่ำปี 2561 มีทั้งหมด 7 อัตรา คือ ตั้งแต่ 8-22 บาท

โดยมี 3 จังหวัด ได้ขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 330 บาท/วัน ได้แก่ ภูเก็ต ชลบุรี ระยอง

และมี 7 จังหวัด ได้ขึ้น เป็น 325 บาท ได้แก่ กรุงเทพฯ นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร และฉะเชิงเทรา

จังหวัดที่ได้เพิ่มเป็น 320 บาท มี 14 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี สุพรรณบุรี สระบุรี อยุธยา หนองคาย ลพบุรี ตราด ขอนแก่น สงขลา สุราษฎร์ธานี กระบี่ เชียงใหม่ นครราชสีมา และพังงา

จังหวัดที่ได้ขึ้นเป็น 318 บาท มี 7 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี สมุทรสงคราม สกลนคร มุกดาหาร นครนายก กาฬสินธุ์ และปราจีนบุรี

ส่วนจังหวัดที่ได้ขึ้นเป็น 315 บาท มี 21 จังหวัด ได้แก่ ร้อยเอ็ด ประจวบคีรีขันธ์ นครสวรรค์ สระแก้ว พัทลุง อุตรดิตถ์ อุดรธานี นครพนม บุรีรัมย์ สุรินทร์ เพชรบุรี พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ชัยนาท เลย ยโสธร พะเยา บึงกาฬ น่าน กาญจนบุรี และอ่างทอง


จังหวัดที่ได้ขึ้นเป็น 310 บาท มี 22 จังหวัด ได้แก่ สิงห์บุรี นครศรีธรรมราช ตรัง แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน เชียงราย สุโขทัย กำแพงเพชร พิจิตร อุทัยธานี ศรีสะเกษ ตาก ชัยภูมิ อำนาจเจริญ แพร่ ราชบุรี ระนอง มหาสารคาม ชุมพร หนองบัวลำภู และสตูล

ขณะที่ จังหวัดที่ได้ขึ้นเป็น 308 บาท  ได้แก่ นราธิวาส ยะลา และปัตตานี



ค่าแรงใหม่มีผล 1 เม.ย.- หารือลดหย่อนภาษีอีกครั้ง

ต่อมาเวลา 22.45 น. นายจรินทร์ จักกะพาก ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการการประชุมดังกล่าว แถลงผลการประชุม ว่า มีการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำแบ่งออกเป็น 7 ระดับ ไล่ตั้งแต่ 308, 310, 315, 318, 320, 325 และ สูงสุด 330 บาทตามลำดับ



โดยที่ประชุมมีข้อตกลงร่วมกัน เกี่ยวกับการพิจารณาจากสภาพเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ และความสามารถในการแข่งขัน
โดยจังหวัดที่ได้ค่าแรงสูงสุดมี 3 จังหวัด คือ ภูเก็ต ชลบุรี และระยอง คือ 330 บาท

ส่วนจังหวัดที่ได้อัตราค่าจ้างน้อยที่สุดในรอบนี้คือ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส

ขณะที่ กทม. และปริมณฑล อยู่ที่ 325 บาท
ค่าเฉลี่ยของค่าจ้างขั้นต่ำอยู่ที่ 315.97 บาท

ซึ่งการประกาศค่าจ้างขั้นต่ำในครั้งนี้จะมีผลวันที่ 1 เมษายน 2561 โดยไม่มีผลย้อนหลังแต่อย่างใด

นอกจากนี้ นายจักรินทร์ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ในที่ประชุมครั้งนี้ได้มีการเสนอข้อเสนอเพิ่มเติม 3 เรื่อง ด้วยกัน คือ

1. กำหนดให้สถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป ต้องมีการกำหนดโครงสร้างเงินเดือน เพื่อให้ลูกจ้างเห็นอนาคต และเป็นหลักประกันในเรื่องอัตราค่าจ้างที่จะมีการขึ้นทุกปี

2.กำหนดอัตราค่าจ้างแบบลอยตัวให้เป็นไปตามความต้องการของผู้ประกอบการในพื้นที่ โดยจะมีการนำร่องในจังหวัดเขตระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ได้แก่ จังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ซึ่งจะทำให้สถานประกอบการได้แรงงานฝีมือที่ต้องการ ในทางหนึ่งจะช่วยให้เกิดการพัฒนาฝีมือแรงงานเพิ่มขึ้นอีกด้วย เพราะจ้างในอัตราที่สูง

และ 3. การกำหนดมาตรการลดหย่อนภาษีของผู้ประกอบการที่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น ให้สามารถนำเงินดังกล่าวมาลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่า

โดยข้อเสนอดังกล่าว ยังต้องผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการค่าจ้างอีกครั้ง ซึ่งจะต้องใช้คณะกรรมการฯ ชุดใหม่ เนื่องจากคณะกรรมการค่าจ้างชุดที่ 19 หมดวาระแล้ว

อย่างไรกตาม ก่อนหน้านี้ พลตำรวจเอกอดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเมื่อได้ข้อยุติ วันที่ 17 ม.ค. แล้ว จากนั้นจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัปดาห์ถัดไปวันที่ 23 ม.ค. 2561 ก่อนประกาศใช้อย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้ ในการพิจารณากำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำใหม่ พลตำรวจเอกอดุลย์ กล่าวว่า ได้ให้นโยบายบอร์ดไตรภาคีว่า ให้พิจารณาโดยยึดหลักความเป็นธรรม ให้ลูกจ้างมีรายได้สำหรับการครองชีพเพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องให้ผู้ประกอบการหรือนายจ้างอยู่ได้ เกณฑ์การพิจารณาค่าแรง จะมาจากกรอบของแต่ละจังหวัด ที่คณะอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดเสนอ โดยพิจารณาจากอัตราเงินเฟ้อ ค่าครองชีพ และอัตราการเติบโต ทั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และการหดตัวทางเศรษฐกิจด้วย รวมทั้งจะทำตามกรอบนโยบายของรัฐบาล คือลูกจ้างมีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และนายจ้างสามารถประกอบธุรกิจได้ ขยายกิจการได้ โดยจะเป็นการปรับขึ้นเป็นเปอร์เซ็นต์ที่เท่ากัน ทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ โดยยึดฐานอัตราค่าแรงเดิมของแต่ละพื้นที่ ไม่ใช่ปรับอัตราค่าจ้างเป็นอัตราเดียวเท่ากันทั้งประเทศ


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: beamsound เกิดสมัย ร.9 ที่ 18,01, 2018, 08:07:39
เป็นผมถ้าพอจะไขว่คว้าได้ ขอนาฬิกา ที่ผลิต ในสวิสซักเรือนก็พอ แต่ถ้ามีเงินมาก จะขยับเป็น นาฬิกา สปอร์ต Moto Gp แบบ Tissot.... อีก step ก็ BIETILING

https://www.prachachat.net/economy/news-102870

เคาะแล้ว!ค่าแรงขั้นต่ำ ประชุมมาราธอน 7ชม.คลอด7อัตรา 8-22บาท/วัน

ประชาชาติ
หน้าแรก  เศรษฐกิจในประเทศ
เศรษฐกิจในประเทศ
เคาะแล้ว!ค่าแรงขั้นต่ำ ประชุมมาราธอน 7ชม.คลอด7อัตรา 8-22บาท/วัน
วันที่ 17 มกราคม 2561 - 23:12 น.
17K
SHARES


เวลา 16.16 น. วันที่ 17 มกราคม นายจรินทร์ จักกะพาก ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการค่าจ้างชุดที่ 19 ครั้งที่ 2/2561 ณ ห้องประชุม ศ.นิคม จันทรวิทุร กระทรวงแรงงาน โดยเป็นการประชุมเพื่อหารือประเด็น การกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำปี 2561 ทั้งนี้ หลังการประชุมนานกว่า 7 ชั่วโมง ข้อสรุปอัตรา ค่าจ้างขั้นต่ำปี 2561 มีทั้งหมด 7 อัตรา คือ ตั้งแต่ 8-22 บาท

โดยมี 3 จังหวัด ได้ขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 330 บาท/วัน ได้แก่ ภูเก็ต ชลบุรี ระยอง

และมี 7 จังหวัด ได้ขึ้น เป็น 325 บาท ได้แก่ กรุงเทพฯ นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร และฉะเชิงเทรา

จังหวัดที่ได้เพิ่มเป็น 320 บาท มี 14 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี สุพรรณบุรี สระบุรี อยุธยา หนองคาย ลพบุรี ตราด ขอนแก่น สงขลา สุราษฎร์ธานี กระบี่ เชียงใหม่ นครราชสีมา และพังงา

จังหวัดที่ได้ขึ้นเป็น 318 บาท มี 7 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี สมุทรสงคราม สกลนคร มุกดาหาร นครนายก กาฬสินธุ์ และปราจีนบุรี

ส่วนจังหวัดที่ได้ขึ้นเป็น 315 บาท มี 21 จังหวัด ได้แก่ ร้อยเอ็ด ประจวบคีรีขันธ์ นครสวรรค์ สระแก้ว พัทลุง อุตรดิตถ์ อุดรธานี นครพนม บุรีรัมย์ สุรินทร์ เพชรบุรี พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ชัยนาท เลย ยโสธร พะเยา บึงกาฬ น่าน กาญจนบุรี และอ่างทอง

จังหวัดที่ได้ขึ้นเป็น 310 บาท มี 22 จังหวัด ได้แก่ สิงห์บุรี นครศรีธรรมราช ตรัง แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน เชียงราย สุโขทัย กำแพงเพชร พิจิตร อุทัยธานี ศรีสะเกษ ตาก ชัยภูมิ อำนาจเจริญ แพร่ ราชบุรี ระนอง มหาสารคาม ชุมพร หนองบัวลำภู และสตูล

ขณะที่ จังหวัดที่ได้ขึ้นเป็น 308 บาท  ได้แก่ นราธิวาส ยะลา และปัตตานี

ค่าแรงใหม่มีผล 1 เม.ย.- หารือลดหย่อนภาษีอีกครั้ง

ต่อมาเวลา 22.45 น. นายจรินทร์ จักกะพาก ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการการประชุมดังกล่าว แถลงผลการประชุม ว่า มีการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำแบ่งออกเป็น 7 ระดับ ไล่ตั้งแต่ 308, 310, 315, 318, 320, 325 และ สูงสุด 330 บาทตามลำดับ

ประชาชาติ
หน้าแรก  เศรษฐกิจในประเทศ
เศรษฐกิจในประเทศ
เคาะแล้ว!ค่าแรงขั้นต่ำ ประชุมมาราธอน 7ชม.คลอด7อัตรา 8-22บาท/วัน
วันที่ 17 มกราคม 2561 - 23:12 น.
17K
SHARES


เวลา 16.16 น. วันที่ 17 มกราคม นายจรินทร์ จักกะพาก ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการค่าจ้างชุดที่ 19 ครั้งที่ 2/2561 ณ ห้องประชุม ศ.นิคม จันทรวิทุร กระทรวงแรงงาน โดยเป็นการประชุมเพื่อหารือประเด็น การกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำปี 2561 ทั้งนี้ หลังการประชุมนานกว่า 7 ชั่วโมง ข้อสรุปอัตรา ค่าจ้างขั้นต่ำปี 2561 มีทั้งหมด 7 อัตรา คือ ตั้งแต่ 8-22 บาท

โดยมี 3 จังหวัด ได้ขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 330 บาท/วัน ได้แก่ ภูเก็ต ชลบุรี ระยอง

และมี 7 จังหวัด ได้ขึ้น เป็น 325 บาท ได้แก่ กรุงเทพฯ นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร และฉะเชิงเทรา

จังหวัดที่ได้เพิ่มเป็น 320 บาท มี 14 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี สุพรรณบุรี สระบุรี อยุธยา หนองคาย ลพบุรี ตราด ขอนแก่น สงขลา สุราษฎร์ธานี กระบี่ เชียงใหม่ นครราชสีมา และพังงา

จังหวัดที่ได้ขึ้นเป็น 318 บาท มี 7 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี สมุทรสงคราม สกลนคร มุกดาหาร นครนายก กาฬสินธุ์ และปราจีนบุรี

ส่วนจังหวัดที่ได้ขึ้นเป็น 315 บาท มี 21 จังหวัด ได้แก่ ร้อยเอ็ด ประจวบคีรีขันธ์ นครสวรรค์ สระแก้ว พัทลุง อุตรดิตถ์ อุดรธานี นครพนม บุรีรัมย์ สุรินทร์ เพชรบุรี พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ชัยนาท เลย ยโสธร พะเยา บึงกาฬ น่าน กาญจนบุรี และอ่างทอง


จังหวัดที่ได้ขึ้นเป็น 310 บาท มี 22 จังหวัด ได้แก่ สิงห์บุรี นครศรีธรรมราช ตรัง แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน เชียงราย สุโขทัย กำแพงเพชร พิจิตร อุทัยธานี ศรีสะเกษ ตาก ชัยภูมิ อำนาจเจริญ แพร่ ราชบุรี ระนอง มหาสารคาม ชุมพร หนองบัวลำภู และสตูล

ขณะที่ จังหวัดที่ได้ขึ้นเป็น 308 บาท  ได้แก่ นราธิวาส ยะลา และปัตตานี



ค่าแรงใหม่มีผล 1 เม.ย.- หารือลดหย่อนภาษีอีกครั้ง

ต่อมาเวลา 22.45 น. นายจรินทร์ จักกะพาก ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการการประชุมดังกล่าว แถลงผลการประชุม ว่า มีการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำแบ่งออกเป็น 7 ระดับ ไล่ตั้งแต่ 308, 310, 315, 318, 320, 325 และ สูงสุด 330 บาทตามลำดับ



โดยที่ประชุมมีข้อตกลงร่วมกัน เกี่ยวกับการพิจารณาจากสภาพเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ และความสามารถในการแข่งขัน
โดยจังหวัดที่ได้ค่าแรงสูงสุดมี 3 จังหวัด คือ ภูเก็ต ชลบุรี และระยอง คือ 330 บาท

ส่วนจังหวัดที่ได้อัตราค่าจ้างน้อยที่สุดในรอบนี้คือ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส

ขณะที่ กทม. และปริมณฑล อยู่ที่ 325 บาท
ค่าเฉลี่ยของค่าจ้างขั้นต่ำอยู่ที่ 315.97 บาท

ซึ่งการประกาศค่าจ้างขั้นต่ำในครั้งนี้จะมีผลวันที่ 1 เมษายน 2561 โดยไม่มีผลย้อนหลังแต่อย่างใด

นอกจากนี้ นายจักรินทร์ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ในที่ประชุมครั้งนี้ได้มีการเสนอข้อเสนอเพิ่มเติม 3 เรื่อง ด้วยกัน คือ

1. กำหนดให้สถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป ต้องมีการกำหนดโครงสร้างเงินเดือน เพื่อให้ลูกจ้างเห็นอนาคต และเป็นหลักประกันในเรื่องอัตราค่าจ้างที่จะมีการขึ้นทุกปี

2.กำหนดอัตราค่าจ้างแบบลอยตัวให้เป็นไปตามความต้องการของผู้ประกอบการในพื้นที่ โดยจะมีการนำร่องในจังหวัดเขตระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ได้แก่ จังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ซึ่งจะทำให้สถานประกอบการได้แรงงานฝีมือที่ต้องการ ในทางหนึ่งจะช่วยให้เกิดการพัฒนาฝีมือแรงงานเพิ่มขึ้นอีกด้วย เพราะจ้างในอัตราที่สูง

และ 3. การกำหนดมาตรการลดหย่อนภาษีของผู้ประกอบการที่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น ให้สามารถนำเงินดังกล่าวมาลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่า

โดยข้อเสนอดังกล่าว ยังต้องผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการค่าจ้างอีกครั้ง ซึ่งจะต้องใช้คณะกรรมการฯ ชุดใหม่ เนื่องจากคณะกรรมการค่าจ้างชุดที่ 19 หมดวาระแล้ว

อย่างไรกตาม ก่อนหน้านี้ พลตำรวจเอกอดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเมื่อได้ข้อยุติ วันที่ 17 ม.ค. แล้ว จากนั้นจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัปดาห์ถัดไปวันที่ 23 ม.ค. 2561 ก่อนประกาศใช้อย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้ ในการพิจารณากำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำใหม่ พลตำรวจเอกอดุลย์ กล่าวว่า ได้ให้นโยบายบอร์ดไตรภาคีว่า ให้พิจารณาโดยยึดหลักความเป็นธรรม ให้ลูกจ้างมีรายได้สำหรับการครองชีพเพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องให้ผู้ประกอบการหรือนายจ้างอยู่ได้ เกณฑ์การพิจารณาค่าแรง จะมาจากกรอบของแต่ละจังหวัด ที่คณะอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดเสนอ โดยพิจารณาจากอัตราเงินเฟ้อ ค่าครองชีพ และอัตราการเติบโต ทั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และการหดตัวทางเศรษฐกิจด้วย รวมทั้งจะทำตามกรอบนโยบายของรัฐบาล คือลูกจ้างมีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และนายจ้างสามารถประกอบธุรกิจได้ ขยายกิจการได้ โดยจะเป็นการปรับขึ้นเป็นเปอร์เซ็นต์ที่เท่ากัน ทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ โดยยึดฐานอัตราค่าแรงเดิมของแต่ละพื้นที่ ไม่ใช่ปรับอัตราค่าจ้างเป็นอัตราเดียวเท่ากันทั้งประเทศ
แรงงานต่างด้าวได้เท่านี้มั๊ยครับ :e


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 18,01, 2018, 09:20:54
แรงงานต่างด้าวได้เท่านี้มั๊ยครับ :e
ได้เท่ากันครับ   ไทย/ เทศ


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 19,01, 2018, 12:11:11
 ปิดถนน สร้างรถไฟฟ้า

เริ่มพรุ่งนี้! ปิดลาดพร้าว 2 จุด เตรียมสร้างรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ลาดพร้าว-สำโรง

การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) แจ้งว่า บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้รับจ้างก่อสร้างงานโยธา โครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง มีความจำเป็นต้องเบี่ยงจราจรบนถนนลาดพร้าว 2 จุด เพื่อเตรียมงานรื้อย้ายสาธารณูปโภค โครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง ในระหว่างวันที่ 19 มกราคม 2561 เป็นต้นไป ตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีรายละเอียดดังนี้

จุดที่ 1 ถนนลาดพร้าว ตั้งแต่ซอยลาดพร้าว 136 ถึงซอยลาดพร้าว 128 ในระยะแรกจะเริ่มต้นตั้งแต่ ซอยลาดพร้าว 136 ถึงซอยลาดพร้าว 134 ระยะทางประมาณ 200 เมตร และจะขยายไปจนถึง ซอยลาดพร้าว 128

จุดที่ 2 ถนนลาดพร้าว ซอยลาดพร้าว 45/1 ถึงซอยลาดพร้าว 23 โดยระยะแรกจะเริ่มต้นตั้งแต่ ซอยลาดพร้าว 45/1 ถึงซอย 45 ระยะทางประมาณ 200 เมตร และจะขยายไปจนถึง ซอยลาดพร้าว 23

โดยทั้ง 2 จุด ดังกล่าวนี้ จะดำเนินการปิดการจราจรช่องทางขวาสุด (ชิดเกาะกลางถนน) 1 ช่องจราจร ขาเข้า ตลอด 24 ชั่วโมง และปิดการจราจรเพิ่มอีก 1 ช่องทาง (ขาออก) ในช่วงเวลา 22.00-04.00 น. เพื่อขนย้ายเครื่องจักรหนักเข้าพื้นที่ดำเนินงาน

ทั้งนี้ การเบี่ยงการจราจรเพื่อการดำเนินงานก่อสร้าง อาจทำให้ผู้ใช้เส้นทางไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทางและอาจมีเสียงดังรบกวนในวันเวลาดังกล่าว ดังนั้น หากไม่มีความจำเป็น โปรดหลีกเลี่ยงเส้นทาง และ รฟม. ต้องขออภัยมา ณ โอกาสนี้


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 19,01, 2018, 13:59:03
https://www.autoinfo.co.th/online/208549/

 มาซดา ทุ่มงบ 7,200 ล้านบาท เปิดโรงงานผลิตเครื่องยนต์ใหม่ เพิ่มกำลังการผลิต 100,000 เครื่อง เตรียมส่งออกไปทั่วโลก

บริษัท มาสด้า พาวเวอร์เทรน เมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด หรือ MPMT เปิดสายการผลิตเครื่องยนต์สกายแอคทีฟ 2.0 ลิตร ณ นิคมอุตสาหกรรมเหมราช จังหวัดระยอง

มิตสึโนบุ มูไกดะ ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า พาวเวอร์เทรน เมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า เพื่อให้กระบวนการผลิตรถยนต์ในประเทศไทยครบวงจรมากที่สุด ทั้งเครื่องยนต์ เกียร์ และรถยนต์ ทาง มาซดา มอเตอร์ ได้ทุ่มเม็ดเงินลงทุนอีกกว่า 22.1 พันล้านเยน หรือประมาณ 7,200 ล้านบาท เพื่อสร้างโรงงานการผลิตชิ้นส่วนเครื่องยนต์ใหม่ รวมถึงเพิ่มกำลังการผลิตเครื่องยนต์ จากเดิม 30,000 เครื่อง/ปี เป็น 100,000 เครื่อง/ปี

นอกจากนี้ โรงงานแห่งนี้จะเริ่มการผลิตเครื่องยนต์สกายแอคทีฟ 2.0 ลิตร เพื่อส่งออกไปยังโรงงานผลิตรถยนต์ที่ประเทศมาเลเซีย และประเทศเวียดนาม รวมถึงป้อนให้กับโรงงานออโต้อัลลายแอนซ์ ในประเทศไทยอีกด้วย

ประวัติ บริษัท มาสด้า พาวเวอร์เทรน แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด

กุมภาพันธ์ 2556 เริ่มการก่อตั้งโรงงาน

มกราคม 2558    เริ่มต้นการผลิตเกียร์อัตโนมัติสกายแอคทีฟ

ตุลาคม 2558      เริ่มต้นการผลิตเครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซล 1.5 ลิตร

มกราคม 2559    เริ่มต้นการผลิตเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน 1.3 ลิตร

มกราคม 2561    เพิ่มโรงงานสายการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ และเพิ่มกำลังผลิตเครื่องยนต์เป็น 100,000 เครื่อง/ปี


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: มะอุอุ ที่ 19,01, 2018, 19:42:43
https://www.autoinfo.co.th/online/208549/

 มาซดา ทุ่มงบ 7,200 ล้านบาท เปิดโรงงานผลิตเครื่องยนต์ใหม่ เพิ่มกำลังการผลิต 100,000 เครื่อง เตรียมส่งออกไปทั่วโลก

บริษัท มาสด้า พาวเวอร์เทรน เมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด หรือ MPMT เปิดสายการผลิตเครื่องยนต์สกายแอคทีฟ 2.0 ลิตร ณ นิคมอุตสาหกรรมเหมราช จังหวัดระยอง

มิตสึโนบุ มูไกดะ ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า พาวเวอร์เทรน เมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า เพื่อให้กระบวนการผลิตรถยนต์ในประเทศไทยครบวงจรมากที่สุด ทั้งเครื่องยนต์ เกียร์ และรถยนต์ ทาง มาซดา มอเตอร์ ได้ทุ่มเม็ดเงินลงทุนอีกกว่า 22.1 พันล้านเยน หรือประมาณ 7,200 ล้านบาท เพื่อสร้างโรงงานการผลิตชิ้นส่วนเครื่องยนต์ใหม่ รวมถึงเพิ่มกำลังการผลิตเครื่องยนต์ จากเดิม 30,000 เครื่อง/ปี เป็น 100,000 เครื่อง/ปี

นอกจากนี้ โรงงานแห่งนี้จะเริ่มการผลิตเครื่องยนต์สกายแอคทีฟ 2.0 ลิตร เพื่อส่งออกไปยังโรงงานผลิตรถยนต์ที่ประเทศมาเลเซีย และประเทศเวียดนาม รวมถึงป้อนให้กับโรงงานออโต้อัลลายแอนซ์ ในประเทศไทยอีกด้วย

ประวัติ บริษัท มาสด้า พาวเวอร์เทรน แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด

กุมภาพันธ์ 2556 เริ่มการก่อตั้งโรงงาน

มกราคม 2558    เริ่มต้นการผลิตเกียร์อัตโนมัติสกายแอคทีฟ

ตุลาคม 2558      เริ่มต้นการผลิตเครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซล 1.5 ลิตร

มกราคม 2559    เริ่มต้นการผลิตเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน 1.3 ลิตร

มกราคม 2561    เพิ่มโรงงานสายการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ และเพิ่มกำลังผลิตเครื่องยนต์เป็น 100,000 เครื่อง/ปี

........จะช่วยยกระดับเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตระดับโลกก และส่งเสริมความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมยานยนต์ :>


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: beamsound เกิดสมัย ร.9 ที่ 20,01, 2018, 05:27:30
........จะช่วยยกระดับเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตระดับโลกก และส่งเสริมความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมยานยนต์ :>
จ้างแรงงานต่างด้าว  วิศวกรจากต่างประเทศ จ้างคนไทยงระดับผู้จัดการ 5 คน :ss :ss


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 20,01, 2018, 18:54:07
http://m.thansettakij.com/content/250801?ts


เล็งสร้างสนามบินแม่สอด 2 ตีคู่เส้นทางรถไฟเชื่อม 3 จังหวัดบูมระเบียงเศรษฐกิจ


3 จังหวัดเหนือตอนล่างผุดระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก เล็งสร้างสนามบินแม่สอด 2 และทางรถไฟเชื่อมการค้าตาก-พิษณุโลก-สุโขทัย

นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) สมาคมการผังเมืองไทย และสถาบันวิจัยการเติบโตอย่างชาญฉลาดประเทศไทย และจังหวัดตาก-พิษณุโลก-สุโขทัย ได้ร่วมกันจัดประชุมสัมมนาขับเคลื่อนโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษตะวันตก (WEC) ที่ห้องประชุม ศูนย์แสดงสินค้าและส่งเสริมการท่องเที่ยว OTOP เทศบาลนครแม่สอด อ.แม่สอด จ.ตาก ซึ่งโครงการเมกะโปรเจ็กต์ที่จะเกิดขึ้นในจังหวัดตาก คือ สนามบินแม่สอด แห่งที่ 2 ใน ตำบลแม่ระมาด อ.แม่ระมาด จ.ตาก พื้นที่ กว่า 1,900 ไร่ และโครงการเส้นทางรถไฟพิษณุโลก-สุโขทัย-ตาก (แม่สอด) เพราะเป็นโครงการของรัฐบาลที่ภาคเอกชนในพื้นที่ร่วมผลักดัน ในการผลักดันให้เกิดระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันตก WEC เส้นทางเศรษฐกิจสายใหม่ เป็นการริเริ่มของภาคเอกชน ที่ภาครัฐต้องให้การสนับสนุน และพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตาก (แม่สอด-แม่ระมาด-พบพระ) จะได้รับประโยชน์มหาศาลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งโครงการ WEC นี้ได้กำหนดพื้นที่ ที่จะต่อจากโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก EEC และเชื่อมไปยัง East-West Economic Corridor EWEC

“ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันตก จะเป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุน ของอนุภูมิภาค ไทยและกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียใต้ เป็นศูนย์กลางทางการแพทย์และการบริการสุขภาพ เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และการท่องเที่ยวธรรมชาติ ศูนย์กลางการขนส่ง การเดินทาง การคมนาคม ทางบก ทางอากาศ”

นายทวีกิจ จตุรเจริญคุณ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดตาก กล่าวว่า โครงการ Western Economic Corridor-WEC จะเพิ่มประสิทธิภาพการค้าระหว่างประเทศของเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตาก ด้วยการบูรณาการ 3 จังหวัด ตาก-สุโขทัย-พิษณุโลก เข้าด้วยกัน เพราะในพื้นที่แต่ละจังหวัดมีความโดดเด่น ในการสร้างโอกาสให้พื้นที่เศรษฐกิจ ที่จะเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และการใช้ประโยชน์โครงสร้างพื้นที่ร่วมกัน ก่อให้เกิดความชัดเจนต่อนักธุรกิจและนักลงทุน มีทางเลือกที่จะประกอบธุรกิจที่หลากหลายมากขึ้น

รายงานข่าวแจ้งว่าที่ประชุม Western Economic Corridor-WEC ได้มีการบรรยายเรื่อง การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์เพื่อพัฒนาการพาณิชย์ อุตสาหกรรมและการท่องเที่ยวตามแนวระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันตก โดยนายฐาปนา บุณยประวิตร ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยการเติบโตอย่างชาญฉลาดประเทศไทย และการเสวนาแนวทางการสร้างส่วนร่วมของภาคเอกชนเพื่อขับเคลื่อน WEC โดยมีผู้เข้าร่วมเสวนาที่มีประสบการณ์และความรู้ความสามารถทางด้านเศรษฐกิจ-การค้า-การลงทุน-การพาณิชย์และการท่องเที่ยว มาให้ความรู้และแลกเปลี่ยนข้อมูล ประกอบด้วย นายชัยวัฒน์ วิทิตธรรมวงศ์ ประธานอาวุโสสภาอุตสาหกรรมจังหวัดตาก-นายชัยคม ศกุนรักษ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสุโขทัย-นายณฐกร โซ่จินดามณี ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดพิษณุโลก-นายถิระยุทธ ฉันติกุล รองนายกเทศมนตรีนครแม่สอด ตัวแทน ดร.เทอดเกียรติ ชินสรนันท์ นายกเทศมนตรีนครแม่สอด-นายชวพันธ์ ชวเจริญพันธ์ ประธานหอการค้าจังหวัดตาก-โดยมีนายธรรมรงค์ ราชามุสิกะ อุปนายกสมาคมการผังเมืองไทย เป็นผู้ดำเนินรายการการประชุมเสวนา Western Economic Corridor-WEC

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,332 วันที่ 18 - 20 มกราคม พ.ศ. 2561


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: มะอุอุ ที่ 20,01, 2018, 22:28:48
จะมีช่องทางการขนส่งและแลกเปลี่ยนสินค้าที่มีประสิทธิภาพ คาดว่าจะมีเงินหมุนเวียนสะพัดนับหมื่นล้านบาทเลยทีเดียวครับ :>   :e


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 21,01, 2018, 21:44:15
https://www.prachachat.net/tourism/news-104628

เล็งของบฯ 2หมื่นล้าน ฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศ

“กรมการท่องเที่ยว” ขานรับนโยบาย รวม.ท่องเที่ยวฯ เล็งของบฯสนับสนุนกว่า 2 หมื่นล้าน หนุนกว่า 2 พันโครงการพัฒนาฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศ หวังซ่อมสร้างอย่างยั่งยืน พร้อมเพิ่มรายได้สู่ท้องถิ่นอย่างทั่วถึง

นายอนันต์ วงศ์เบญจรัตน์ อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวไปตามแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ของประเทศไทยจำนวนมาก ส่งผลให้ทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกในแหล่งท่องเที่ยวเสื่อมโทรม รัฐบาลจึงเล็งเห็นถึงความสำคัญที่จะพัฒนาฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศ

โดยทางกระทรวงการท่องเที่ยวฯ จึงได้มอบหมายให้กรมการท่องเที่ยวพิจารณาเสนอโครงการพัฒนาฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ที่ต้องการกระจายการท่องเที่ยวสู่เมืองรอง คัดกรองส่งนักท่องเที่ยวเข้าชุมชน และเร่งพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ที่ถูกใช้มานานจนต้องซ่อมสร้างอย่างยั่งยืน เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับชุมชนและท้องถิ่นอย่างทั่วถึง จากนโยบายดังกล่าวนี้ ทำให้กรมการท่องเที่ยวอยู่ระหว่างพิจารณาคำของบประมาณโครงการต่าง ๆ รวมประมาณ 20,000 ล้านบาท ซึ่งในเบื้องต้นมีจำนวนทั้งหมด 2,639 โครงการ แบ่งเป็นเมืองรอง 55 จังหวัด 1,843 โครงการ และเมืองหลัก 22 จังหวัด 796 โครงการ โดยพิจารณาคัดเลือกจากพื้นที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ และเน้นพื้นที่เมืองท่องเที่ยวรอง ส่วนเมืองหลักจะเน้นชานเมืองหรือชุมชนนอกเมืองตลอดจนเมืองที่อยู่รอบ ๆ สนามบินหลัก ขณะเดียวกันก็จะพิจารณาฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวเดิมที่มีความชำรุดทรุดโทรมด้วย

“โครงการขนาดเล็กไม่เกิน 5 ล้านบาทที่ดำเนินการแล้วเสร็จภายใน 1 ปี หรือโครงการประเภทปรับปรุงซ่อมแซมที่ไม่ใช่การก่อสร้างใหม่หรือขนาดใหญ่ และการปรับปรุงแหล่งท่องเที่ยวเพื่อรองรับคนทั้งมวล หรือ universal design จะได้รับการพิจารณาเป็นลำดับแรก” นายอนันต์กล่าว และยกตัวอย่างแนวคิดหรือลักษณะโครงการด้วย

อาทิ การสร้างแหล่งกำเนิดสินค้าโอท็อปให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว การพัฒนาตลาดที่มีอยู่เดิมให้เป็นตลาดเพื่อการท่องเที่ยว การพัฒนาย่านดาวน์ทาวน์หรือของเมือง การปรับปรุงภูมิทัศน์ ป้ายบอกทาง และการปรับปรุง ซ่อมแซมแหล่งท่องเที่ยวเพื่อให้สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ทุกกลุ่ม

นายอนันต์ยังกล่าวต่อไปอีกว่า สำหรับแนวทางการเร่งรัดจัดทำงบประมาณพัฒนาและฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศนั้น ทางกรมการท่องเที่ยวได้มีการจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อศึกษาวิเคราะห์ความเหมาะสมในการจัดทำโครงการ และบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด 76 จังหวัด กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมป่าไม้ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฯลฯ เป็นต้น


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: ชาวดง ที่ 22,01, 2018, 07:20:14
 :e  26 นี้อาจมีข่าวดีสำหรับ คอเหล้า คอเบียร์  (บุหรี่ด้วย)  ย้ำนะครับย้ำว่า แค่อาจจะมีข่าวดี    มีข่าวมาเฉยๆ


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: มะอุอุ ที่ 22,01, 2018, 09:25:07
ขอบคุณครับ ตามอ่านครับ  :<>


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 23,01, 2018, 11:26:32
https://www.prachachat.net/facebook-instant-article/news-104820

9 แบงก์ทำใจกำไรปี’60 ร่วง 3% แบกภาระสำรอง-กรุงไทยหนี้เสียแสน ล.-

9 แบงก์ไม่รวมกรุงไทย ทำใจปี’60 กำไรรวมร่วงเกือบ 3% เหลือ 1.57 แสนล้านบาท แบกภาระตั้งสำรองกระฉูด 14% พุ่งมาราว 1.5 แสนล้านบาท เผยแบงก์ตั้งสำรองมากสุด “BBL-KBANK-SCB” ด้านโบรกฯคาดกรุงไทยกำไรลดฮวบ 26% เอ็นพีแอลทะลุ 1 แสนล้าน



ผู้สื่อข่าวรายงานงบการเงินงวดปี 2560 ของธนาคารพาณิชย์ (แบงก์) 9 แห่ง ได้แก่ ไทยพาณิชย์ (SCB), กสิกรไทย (KBANK), กรุงเทพ (BBL), กรุงศรีอยุธยา (BAY), ทหารไทย (TMB), ทิสโก้ (TISCO), เกียรตินาคิน (KKP), แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LHBANK) และซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) ว่า ปี’60 มีกำไร 157,238 ล้านบาท ลดลง 2.89% จากปี 2559 ที่มีกำไรรวม 161,914 ล้านบาท


โดย KBANK กำไรลดวูบ 14.5% มาอยู่ที่ 34,338 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยลดลง จากฝั่งรายได้ขายประกันภัยที่ลดลง รวมถึงภาระตั้งสำรองหนี้ขึ้น 23.9% มาอยู่ที่ 41,810 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น โดยยังรักษาอัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (NIM) อยู่ที่ระดับ 3.44% ตามด้วยแบงก์ SCB ลดลง 9.4% มาอยู่ที่ 43,152 ล้านบาท แต่ยังทำกำไรได้สูงสุดในกลุ่มแบงก์ และ LHBANK ลดลง 3.4% มาอยู่ที่ 2,603 ล้านบาท

ส่วนอีก 6 แบงก์ที่เหลือ กำไรเพิ่มขึ้น BBL กำไร 33,009 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.8% ซึ่งเพิ่มขึ้นทั้งรายได้ดอกเบี้ย โดย NIM อยู่ที่ 2.32% และรายได้มิใช่ดอกเบี้ย โดยเฉพาะรายได้จากขายประกัน-กองทุน ขณะที่ BAY กำไร 23,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.4%

สำหรับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยปี’60 NPL รวมอยู่ที่ 307,235 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.7% จากปีก่อน นำโดย BBL มีเอ็นพีแอล 87,419 ล้านบาท หรือสัดส่วน 3.9% ของสินเชื่อรวม, KBANK 69,674 ล้านบาท หรือสัดส่วน 3.3% และ SCB 65,560 ล้านบาท หรือสัดส่วน 2.83%

ขณะที่ภาระการตั้งสำรองเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก โดยรวมอยู่ที่ 148,132 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.1% แบงก์ที่ตั้งสำรองสูงสุด 3 อันดับแรก คือ BBL ตั้งสำรอง 22,369 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42.2%, KBANK สำรองอยู่ที่ 41,810 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.9% และ SCB สำรอง 25,067 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.3%

นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.อาร์เอชบี (ประเทศไทย) กล่าวว่า ในส่วนของธนาคารกรุงไทย (KTB) คาดการณ์ว่าปี’60 กำไรสุทธิอยู่ที่ 23,800 ล้านบาท ลดลง 26% เนื่องจากภาระสำรองเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 41,700 ล้านบาท เอ็นพีแอลทะลุ 1 แสนล้านบาท จากปี’59 อยู่ที่ 91,000 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่ปีที่แล้ว สินเชื่อรวมมีการเติบโต

ส่วนผลประกอบการปี’60 ของกลุ่มแบงก์ที่ออกมาแย่กว่าที่คาดการณ์ เนื่องจากมีภาระตั้งสำรองเพิ่มขึ้น ทั้งจากหนี้เสียและมาตรฐานบัญชีใหม่ บาเซิล 3 ซึ่งเริ่มมีบางแบงก์ทยอยตั้งสำรองเพิ่มขึ้นแล้ว ซึ่งประเมินว่าปี’60 กลุ่มแบงก์น่าจะทำกำไรได้รวม 1.5-1.6 แสนล้านบาท ลดลง 6-7%

แนวโน้มปี’61 คาดกลุ่มแบงก์จะเติบโต 8% หรือ 1.8 แสนล้านบาท เนื่องจากสำรองมีทิศทางลดลง ตามหนี้เสียที่คาดว่าจะน้อยลงในปีนี้ ทั้งมองว่าปีนี้สินเชื่อธนาคารพาณิชย์จะเติบโตจากการลงทุนของภาครัฐ ทำให้มีรายได้จากค่าธรรมเนียมจากการปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น แต่ยังมีความเสี่ยงอยู่


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: มะอุอุ ที่ 23,01, 2018, 20:03:30

แบงค์โดนพิษเศรษฐกิจ NPL พุ่ง กำไรหดไปตามๆกันเลยครับ เอาใจช่วยให้ปีหน้าดีขึ้นนะครับ


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: PUTTIPOO ที่ 23,01, 2018, 21:19:45

ไม่ทราบว่าถ้าเลื่อนการเลือกตั้งจะมีผลเสียต่อเศรษฐกิจมากไหม


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 24,01, 2018, 07:59:33
ไม่ทราบว่าถ้าเลื่อนการเลือกตั้งจะมีผลเสียต่อเศรษฐกิจมากไหม

ตอบสั้นๆ ครับ ไม่ยาว เด๋วจะกลายเป็นการเมือง
ตอบว่า เศรษฐกิจก็จะเป็นเหมือนทุกวันนี้ที่เราเจอมาตลอด 3 - 4 ปีนั้แหละครับ...ท่านคิดว่าอย่างไร ดีหรือไม่ ก็ตามนั้น


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: Viengping 9 ที่ 24,01, 2018, 13:20:56
 :<> :<>  ตามอ่านครับท่าน  ทีมเศรษฐกิจท่านบอกว่า เศรษฐกิจบ้านเราดีแฮ่ะ  ขอบคุณครับท่า  :<> :' :' :' :' :' :'


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 24,01, 2018, 15:01:55
:<> :<>  ตามอ่านครับท่าน  ทีมเศรษฐกิจท่านบอกว่า เศรษฐกิจบ้านเราดีแฮ่ะ  ขอบคุณครับท่า  :<> :' :' :' :' :' :'

ผมจะเน้นเรื่อง การคมนาคม เป็นหลัก  เรื่องอื่นเป็นรองนะครับ มีจุดยืนมานานเรื่อง ต้องการรถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง ยิ่งทำช้า ยิ่งเสียโอกาส

https://www.prachachat.net/property/news-106043

กรมทางหลวงผุดสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 6 ปักหมุด”อุบลฯ-สาละวัน”หนุนขนส่ง-ท่องเที่ยวอีสานใต้

นายประมณฑ์ สถาพรนานนท์ วิศวกรใหญ่ด้านสำรวจและออกแบบ กรมทางหลวง เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมทางหลวงได้ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมทางด้านเศรษฐกิจ วิศวกรรม และผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงข่ายสะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 6 (อุบลราชธานี – สาละวัน) เชื่อมโยงระหว่างจังหวัดอุบลราชธานีกับแขวงสาละวัน สปป.ลาว มีความคืบหน้ากว่า 50% และคาดว่าจะออกแบบแล้วเสร็จในเดือนกรกฎาคม 2561

พื้นที่ศึกษาที่จังหวัดอุบลราชธานี ใน 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอนาตาล อำเภอเขมราฐ โดยแนวเส้นทางที่ได้รับการคัดเลือกและเหมาะสมของโครงการ มีจุดเริ่มต้นที่ กม.23+350 (บ้านโนนตาล ต.นาตาล อ.นาตาล) จุดสิ้นสุดที่ กม.546+800 (เมืองละคอนเพ็ง แขวงสาละวัน) รวมความยาวโดยประมาณ 25.8 กิโลเมตร

สำหรับรูปแบบของสะพานจะเป็นสะพานโค้ง ARCH ซึ่งเป็นระบบ Tied Arch คานสะพานเป็นคอนกรีตหรือผสมระหว่างเหล็กกับคอนกรีต ทำให้โครงสร้างสะพานมีความแข็งแรง มีความโดดเด่นด้วยเส้นนอน

ปัจจุบันการส่งออกสินค้าจากประเทศไทยไปเมืองละครเพ็ง แขวงสาละวัน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ได้มีการขนส่งทางเรือผ่านด่านพรมแดนบ้านปากแซง จ.อุบลราชธานี ทำให้ขนส่งสินค้าได้จำนวนน้อยและไม่สะดวกในการเดินทาง

จากการประชุมเรื่องการพัฒนาร่วมกันเพื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ระหว่างฝ่ายไทยกับฝ่ายสปป.ลาว จึงเห็นควรให้มีการจัดทำโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงบริเวณนี้

โดยการศึกษาต้องพิจารณาถึงการพัฒนาเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ รวมทั้งการพัฒนาทางหลวงให้สอดคล้องกับมาตรฐานอาเซียนต่อไป อีกทั้งโครงข่ายสะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 6 จะช่วยให้ประชาชนเดินทางระหว่างจังหวัดอุบลราชธานีกับแขวงสาละวัน สปป.ลาว ได้สะดวก รวดเร็ว ลดระยะเวลาการเดินทาง รวมทั้งส่งเสริมภาคธุรกิจขนส่งและการท่องเที่ยวของทั้งสองประเทศอีกด้วย


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 25,01, 2018, 21:22:20
https://money.sanook.com/541461/
กรมเจ้าท่าขึ้นค่าโดยสารเรือคลองแสนแสบอีก 1 บาท เริ่ม 27 ม.ค.นี้

กรมเจ้าท่าประกาศขึ้นค่าโดยสารเรือคลองแสนแสบอีก 1 บาท ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2561 นี้ เนื่องจากราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกมีอัตราเกิน 27.01 บาท/ลิตร โดยอยู่ในช่วง 27.01 – 29.00 บาท/ลิตร จะมีอัตราค่าโดยสารไม่เกิน 10 – 12 – 14 – 16 – 18 -20 บาท/คน (ตามระยะทาง)

ทั้งนี้การขึ้นราคาค่าโดยสาร เป็นไปตามความในข้อ 4 ของประกาศคณะกรรมการเพื่อพิจารณาเกี่ยวกับเรือเดินประจำทาง ลงวันที่ 29 กันยายน 2559 ได้มีประกาศ "เรื่องปรับปรุงอัตราค่าโดยสารเรือกลเดินประจำทางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ตามช่วงราคาน้ำมันดีเซล"

ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกมีอัตราเกิน 27.01 บาท/ลิตร ตั้งแต่เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2560 เป็นต้นมา จึงทำการขึ้นค่าโดยสารดังกล่าว


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: มะอุอุ ที่ 25,01, 2018, 22:11:34
ขึ้นค่าโดยสารอีกแล้วหรือ ทำไมเงินเดือนไม่ขึ้นอย่างนี้บ้าง :e


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: tawaraw ที่ 25,01, 2018, 23:19:04
เรือแสนแสบ 1 ลำบรรทุกผู้โดยสารได้กี่คน/1 เที่ยว..น้ำมัน 1 ลิตร วิ่งเรือได้กี่เที่ยว..?


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 28,01, 2018, 21:19:10
https://money.sanook.com/541207/

วิธีคำนวณค่าสินสอด ไม่ให้เป็นหนี้หรือต้องเลิกกัน

พาดหัวข่าวบันเทิงว่าด้วยเรื่อง เงินสินสอด 80 สิบล้านบาท ที่ทำให้ความรักของหนุ่มสาวคนดังสั่นคลอนจนต้องเลิกราต่อกัน นับเป็นประเด็นร้อนฉ่าที่ใครหลายคนต่างพูดถึง

หลากหลายความคิดเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว บ้างก็บอกว่าจำนวนเงินที่หยิบยกขึ้นมาพูดถึงมากเกินกว่าเหตุ สรุปแล้วจะเป็นการแต่งงานหรือเรียกค่าตัวให้กับตัวเองกันแน่ บ้างก็มองเป็นเรื่องของสถานะทางสังคม 80 สิบล้านบาทกับพื้นที่ที่ทั้งคู่ยืนอยู่นับว่าไม่มากไม่น้อยเกินไปหรอก (?)

แล้วในความเป็นจริง ‘สินสอด’ มันควรมาก-น้อยแค่ไหนกันล่ะ?

ก่อนจะไปพูดถึงเรื่องของ ‘จำนวน’ ที่ชวนปวดหัวและเป็นปัญหาโลกแตกของคนที่คิดจะแต่งงาน Sanook! Money อยากจะชวนคุณมาดูความหมายของคำว่า ‘สินสอด’ กันก่อน..

สินสอด ตามกฎหมายมาตรา 1437 ว.3 คือ ทรัพย์สินที่ฝ่ายชายให้แก่บิดามารดา ผู้รับบุตรบุญธรรม หรือผู้ปกครองฝ่ายหญิง แล้วแต่กรณี เพื่อตอบแทนการที่หญิงยอมสมรส

ลักษณะของสินสอดมีอยู่ 3 ประการ ได้แก่ ต้องเป็นสินทรัพย์ที่มีการตกลงกันก่อนสมรส, ฝ่ายชายมอบให้แก่พ่อแม่ หรือผู้ปกครองของผู้หญิง ถ้าหากฝ่ายหญิงบรรลุนิติภาวะ แต่ไม่มีผู้ปกครองแล้วตกลงรับสินสอดด้วยตัวเอง ถือเป็นการให้โดยเสน่หาไม่ใช่สินสอด

ประการสุดท้าย สินสอดให้เพื่อตอบแทนการที่ฝ่ายหญิงยอมสมรส ทรัพย์สินที่เป็นสินสอดเมื่อมอบให้แก่ผู้ปกครองของฝ่ายหญิงแล้ว จะตกเป็นกรรมสิทธิ์เด็ดขาดแก่ผู้รับโดยทันที

จะเห็นได้ว่าสินสอด ไม่ใช่สิ่งที่ขึ้นอยู่กับคู่บ่าวสาวเพียงเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวพันกับผู้ปกครองของฝ่ายหญิงด้วย เมื่อต้องพิจารณาความเหมาะสมของสินสอด เราจึงต้องนำปัจจัยข้อนี้มาหาแนวทางร่วมด้วย

แล้วอะไรคือ ‘ความเหมาะสม’ ล่ะ?

แม้หลายคนจะบอกว่าเรื่องของสินสอดเป็นเรื่องของทางผู้ใหญ่ที่ต้องพูดคุยกัน เด็กไม่เกี่ยว แต่ในความเป็นจริง ชาย-หญิงที่คิดจะแต่งงานกัน สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดกับทั้งสองฝ่ายได้

เริ่มต้นจากการที่ชาย-หญิงอาจจะลองสอบถามเรื่องสินสอดจากคนใกล้ตัว เพื่อน พี่ น้อง หรือญาติที่มีสถานะทางสังคมใกล้เคียงกัน เพื่อเป็นการประเมินค่ากลางที่พอจะเป็นไปได้ แล้วจากนั้นควรลองสอบถามความคิดเห็นของผู้ปกครองของตัวเองเพื่อหาแนวโน้มและจุดร่วมว่า อะไร-ยังไง-เท่าไหร่ ก่อนที่ทางผู้ใหญ่จะเข้ามาเจรจาสู่ขอ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข้อถกเถียงที่อาจทำให้เกิดการผิดใจกัน

‘ความเหมาะสม’ ในที่นี้จึงหมายถึง ‘ความพึงพอใจของทั้งสองฝ่าย’

สินสอด จึงไม่จำเป็นต้องเป็นสินทรัพย์ที่มากล้นฟ้า อาจจะเป็นเพียงจำนวนที่พอเหมาะพอควรแก่ฐานะครอบครัวของทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง เพราะอย่าลืมว่างานแต่งงานไม่ได้จบอยู่แค่เพียงค่าสินสอด แต่มันยังเต็มไปด้วยค่าใช้จ่ายมากมายในพิธีแต่งงานที่จะเกิดขึ้นตามมาอีกเป็นขบวน

พอจะมีวิธีคำนวณ ‘สินสอด’ เป็นแนวทางมั้ย?

วิธีการแรก อยากจะแนะนำให้คุณรู้จักกับเว็บไซต์ Siamviva (https://goo.gl/PDhRSe) ที่จะช่วยคุณคำนวณสินสอดโดยคำนึงถึงอายุ รายได้ การศึกษา และสถานะทางสังคม แต่หากคุณมองว่ามันยุ่งยากเกินไปและจำนวนเงินสินสอดดูสูงเกินตัว งั้นลองใช้สูตรคำนวณแบบง่าย ๆ นั่นคือ

(เงินเดือนฝ่ายชาย) บวก (เงินเดือนฝ่ายหญิง) คูณ (5 ถึง 10) = สินสอด

ตัวอย่างเช่น ฝ่ายชายมีเงินเดือน 35,000 บาท ส่วนฝ่ายหญิงมีเงินเดือน 32,000 บาท ทั้งสองฝ่ายตกลงคิดจากค่ากลางระหว่าง 5-10 อยู่ตรงที่ 7 ดังนั้นเงินสินสอดโดยประมาณของคู่นี้จะอยู่ที่ 469,000 บาท

ชาย-หญิงที่กำลังคิดจะแต่งงาน ลองนำไปคำนวณดู เชื่อว่าน่าจะพอเป็นแนวทางในการวางแผนการเงินเพื่อแต่งงานได้พอสมควร แต่ถ้าหากจำนวนสินสอดที่คำนวณได้มันเกินกว่ากำลัง คุณอาจจะปรับลดตามความเหมาะสมได้ ไม่ควรไปกู้ยืมเงินมา เพราะมันจะเป็นภาระตามมาในภายหลัง

และสำหรับใครที่มีความคิดว่า ‘ไหน ๆ จะแต่งงานทั้งที เรียกสินสอดให้น้อยหน้าชาวบ้านชาวช่องไม่ได้ ต้องเยอะไว้ก่อน!’ อยากให้คิดย้อนขึ้นไปใหม่ว่าจริง ๆ แล้ว คนเราแต่งงานกันเพื่อเงินสินสอด หรือเพราะความรักกันแน่

เพราะถ้าเป็นอย่างแรก คงยากหน่อยที่จะได้พบเจอ ‘คู่ชีวิต’


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 29,01, 2018, 13:15:44
https://www.prachachat.net/marketing/news-108304

เซ็นทรัลกว้านซื้อที่ราชพฤกษ์ ผุดห้างบิ๊กไซซ์2.8แสนตร.ม.

สมรภูมิค้าปลีกย่านราชพฤกษ์เดือด “เซ็นทรัล” ซุ่มกว้านซื้อที่ดินแปลงยักษ์ผุดบิ๊กโปรเจ็กต์ศูนย์การค้าขนาด 2.8 แสน ตร.ม. ปักธงยึดทำเลทองโซนตะวันตก ราชพฤกษ์-พระราม 5-นครอินทร์-ศาลายา ชี้ตลาดใหญ่-กำลังซื้อมหาศาล รับโครงข่ายเส้นทางคมนาคมถนน-ทางด่วน-มอเตอร์เวย์บางใหญ่ รถไฟฟ้าสายสีเขียว-แดง

ตลอดเส้นถนนราชพฤกษ์ในรัศมี 5-10 กิโลเมตรจากวงเวียนพระราม 5 กลายเป็นตลาดขนาดใหญ่และมีศักยภาพของกำลังซื้อที่สูงมาก ไม่เพียงการกระจุกตัวของลูกค้าระดับพรีเมี่ยมด้วยจำนวนประชากรหนาแน่นมากกว่า 50,000 ครัวเรือน และโครงการหมู่บ้านขนาดใหญ่มากกว่า 100 โครงการ ที่สำคัญตลอดทั้งเส้นยังเป็นหมู่บ้านระดับราคาตั้งแต่ 4-200 ล้านบาท

สอดคล้องกับการขยับทัพของกลุ่มทุนค้าปลีกที่เข้าไปจับจองพื้นที่ โดยเฉพาะหลังการขยายถนนจาก 6 ช่องจราจร เป็น 10 ช่องจราจร เพื่อรองรับการขยายตัวของชุมชน อาทิ เดอะวอล์ค, เดอะเซอร์เคิล, เดอะคริสตัล, โฮมโปร ความเคลื่อนไหวล่าสุด ยักษ์ค้าปลีก “กลุ่มเซ็นทรัล” เตรียมลงทุนครั้งใหม่ด้วยการเปิดศูนย์การค้าขนาดใหญ่ 2.8 แสน ตร.ม.บนทำเลทองนี้

60 ไร่ดักขาช็อปรอบทิศ

ผู้บริหารระดับสูงในวงการค้าปลีก ฉายภาพกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การลงทุนศูนย์การค้าแห่งใหม่ “เซ็นทรัล ราชพฤกษ์” อยู่ในพื้นที่ของโฮมเวิร์ค สาขาราชพฤกษ์ ริมถนนราชพฤกษ์ ต.มหาสวัสดิ์ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี เนื้อที่รวมทั้งหมด 60 ไร่ โดยปี 2556 ที่ผ่านมา กลุ่มเซ็นทรัล ได้ออกแบบตัวอาคารและยื่นคำขออนุญาตก่อสร้างห้างเซ็นทรัล ราชพฤกษ์ และได้รับใบอนุญาตก่อสร้างเรียบร้อยแล้ว แต่เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจช่วงหลายปีที่ผ่านมาไม่เอื้ออำนวย จึงชะลอแผนลงทุนก่อสร้างออกไป

ล่าสุด กลางปี 2560 ที่ผ่านมา กลุ่มเซ็นทรัลได้ยื่นขอต่ออายุใบอนุญาตก่อสร้างเป็นครั้งที่ 2 และได้รับการอนุมัติให้ต่ออายุใบอนุญาตแล้วเช่นเดียวกัน คาดว่าต้นปีนี้จะเดินหน้าก่อสร้างได้ ทั้งนี้ ที่ดินแปลงใหญ่ 60 ไร่นี้ แบ่งเป็นแปลงเดิมประมาณ 15 ไร่ของโฮมเวิร์ค ราชพฤกษ์ ซึ่งดำเนินการภายใต้ บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด ในกลุ่มเซ็นทรัล และอีกประมาณ 45 ไร่มาจากการทยอยรวบรวมและกว้านซื้อเก็บไว้ตั้งแต่ช่วงก่อนปี 2556 บริเวณด้านหลังห้างโฮมเวิร์ค ราชพฤกษ์

ศูนย์การค้า 2.8 แสน ตร.ม.

ผู้บริหารระดับสูง ขยายความว่า รูปแบบโครงการจะก่อสร้างเป็นอาคารขนาดเนื้อที่ใช้สอยรวม 2.8 แสนตร.ม. ขนาดใกล้เคียงกับห้างเซ็นทรัลศาลายา และเซ็นทรัลปิ่นเกล้า และแปลนดีไซน์ตัวอาคารได้รับการออกแบบให้มีสไตล์ที่แตกต่างออกไป ตามแผนเดิมจะก่อสร้างห้างเซ็นทรัล ราชพฤกษ์ บริเวณด้านหลังโฮมเวิร์ค แต่ที่ดินหน้ากว้างติดถนนไม่มากนัก ทำให้ต้องรื้อโฮมเวิร์คออกและและปรับให้สอดรับกับศูนย์การค้า

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับแบบโครงการและออกแบบใหม่เมื่อออกแบบแล้วเสร็จจะยื่นขออนุญาตดัดแปลงอาคารต่อไป

“ตามแผนการลงทุนเดิม ปี 2561 เซ็นทรัลจะเปิด 2 ศูนย์การค้า คือ เซ็นทรัลภูเก็ตในช่วงไตรมาสที่ 1 และมาเลเซียช่วงไตรมาสที่ 4 และเซ็นทรัลราชพฤกษ์เพิ่มขึ้นมา โดยเป็นทำเลเดิมของโฮมเวิร์คราชพฤกษ์และซื้อที่เพิ่มได้มาแปลงใหญ่ก็จะยุบโฮมเวิร์คและขึ้นเป็นศูนย์การค้า ถ้าปีนี้ไม่ทันก็น่าจะพร้อมเปิดได้ต้นปีหน้า”

งบฯลงทุน 1.5 หมื่นล้าน/ปี

ทั้งนี้ เซ็นทรัลพัฒนาตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้ตลอดช่วง 5 ปีต้องขยายตัวต่อเนื่องปีละ 14-15% ด้วยงบฯลงทุน 1.5 หมื่นล้านบาทต่อปีจากการเปิดศูนย์การค้าใหม่ โดยทิศทางการเติบโตในปี 2561 จะสามารถขยายตัวได้กว่า 20-25% ผลจากการรีโนเวตศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์แล้วเสร็จและการเปิดศูนย์การค้าใหม่ 2-3 แห่ง ซึ่งปัจจุบันเซ็นทรัลพัฒนาเปิดให้บริการศูนย์การค้าแล้ว 32 แห่งทั่วประเทศ

โดยในปี 2561 ไตรมาส 1 เซ็นทรัลจะเปิดโครงการเซ็นทรัลภูเก็ต ซึ่งเป็นมิกซ์ยูสโปรเจ็กต์ลักเซอรี่ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดบนเกาะภูเก็ตพื้นที่รวมกว่า 110 ไร่ มูลค่าการลงทุนเบื้องต้น 20,000 ล้านบาท รวมแม็กเนตสำคัญ อาทิ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ อควาเรียม ภูเก็ต Aqua Scape ที่ใหญ่ที่สุดในโลก รวมถึงสวนสนุก โรงหนังระดับพรีเมี่ยมและโรงแรมระดับ 6 ดาว และไตรมาส 4 ของปีนี้จะเปิดศูนย์การค้า Central i-City ในมาเลเซียที่เป็นการร่วมทุนระหว่าง CPN สัดส่วน 60% และ I-R&D Sdn. Bhd 40% ด้วยเงินลงทุนกว่า 8,300 ล้านบาท

ทำไมต้อง “ราชพฤกษ์”

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธูรกิจ” รายงานว่า ทำเลทองถนนราชพฤกษ์แม้จะบูมจัดตั้งแต่เมื่อ 10 ปีก่อน ถือเป็นทำเลแหล่งรวมโครงการบ้านจัดสรรระดับไฮเอนด์ของบริษัทพัฒนาที่ดินชั้นนำ อาทิ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เอสซี แอสเสท โกลเด้นแลนด์ ควอลิตี้ เฮาส์ แสนสิริ ฯลฯ และถึงขณะนี้ยังมีนักธุรกิจนักลงทุนเข้าไปลงทุนพัฒนาโครงการหลากหลายรูปแบบต่อเนื่อง ทำให้ราคาซื้อขายที่ดินยังอยู่ในระดับที่สูง ขณะเดียวกันโครงข่ายเส้นทางคมนาคมทั้งที่มีอยู่เดิม อยู่ระหว่างก่อสร้างใหม่ และที่รัฐบาลมีแผนจะพัฒนาในอนาคต ซึ่งมีทั้งถนน ทางด่วน รถไฟฟ้า ฯลฯ ยิ่งทำให้ที่ดินในทำเลดังกล่าวมีศักยภาพในการพัฒนาเพิ่มมากขึ้นอาทิ โครงการขยายถนนราชพกฤษ์ จากปัจจุบัน 6 เลน เป็น 10 เลนตลอดทั้งสาย ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการจะแล้วเสร็จปี 2562 โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงอ่อน ส่วนต่อขยายตลิ่งชัน-ศิริราช และตลิ่งชัน-ศาลายา รถไฟฟ้าสายสีเขียว บีทีเอส ส่วนต่อขยายสถานีบางหว้า-ตลิ่งชัน ทางด่วนใหม่ ศรีรัช-วงแหวน (หมอชิต-วงแหวนกาญจนาภิเษก) มอเตอร์เวย์สายบางใหญ่-กาญจนบุรี และบางใหญ่-ชะอำ โครงการถนนเชื่อมต่อนครอินทร์-ศาลายา เป็นต้น


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: มะอุอุ ที่ 29,01, 2018, 19:26:59
ห้างสรรพสินค้ามาตามแนวรถไฟฟ้าอีกไม่นานแถวนั้นบ้านจัดสรรและคอนโดคงจะตามมา แต่ความเจริญก็แลกมากับความวุ่นวายนะครับ


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 30,01, 2018, 16:20:12
ห้างสรรพสินค้ามาตามแนวรถไฟฟ้าอีกไม่นานแถวนั้นบ้านจัดสรรและคอนโดคงจะตามมา แต่ความเจริญก็แลกมากับความวุ่นวายนะครับ


จริง ครับ ความสะดวกสบาย ตามมา แต่ความสุข บางอย่าง จะหายไป..... คนเดินห้างสมัยนี้ ก็ไม่ได้ Shopping เท่าสมัยก่อน ซื้อ on line กันเยอะ ส่วนมากมักจะไปพักผ่อน ทานข้าวกันมากกว่า

มาดูเรื่อง การแข่งขันธุรกิจการบิน low cost กัน

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=1860816683990136&id=1816883951716743
หมัดต่อหมัด 
: Thai Air Asia VS. Nok Air VS. Thai Lion Air  / Sakaradhorn

เวลาที่เราต้องการจะเดินทางไปต่างจังหวัดด้วยเครื่องบินในราคาประหยัด (Low Cost) ชื่อของสายการบิน Low Cost ที่เราจะใช้บริการ คงหนีไม่พ้นสามสายการบินนี้ : ไทยแอร์เอเชีย , นกแอร์ และ สายการบินน้องใหม่อย่าง ไทยไลอ้อนแอร์

ในปัจจุบันทั้งสามสายการบิน Low Cost นี้สามารถครองส่วนแบ่งการตลาดในประเทศมากที่สุดรวมกันเกือบ 70% ของเที่ยวบินที่ให้บริการภายในประเทศทั้งหมด ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่สูงมาก
 
ไทยแอร์เอเชีย และ นกแอร์ เป็นสายการบินที่มุ่งเน้นให้บริการผู้โดยสารแบบจุดต่อจุดโดยตรง โดยไม่มีการแวะลงจอดที่สนามบินอื่น ในขณะที่ ไทยไลออนแอร์ บางเส้นทางที่ระยะทางไกลยังไม่มีเที่ยวบินตรง จำเป็นต้องมาต่อเครื่องที่ดอนเมืองก่อน เช่น เที่ยวบิน เชียงใหม่ - หาดใหญ่ เป็นต้น
 
ศักยภาพกำลังการบินของทั้ง 3 สายการบิน ในการรองรับผู้โดยสาร เปรียบเทียบกันหมัดต่อหมัด ยกแรก ดังนี้
 

ไทยแอร์เอเชีย   51  ลำ รองรับผู้โดยสารได้  9,180 คน 
นกแอร์               30 ลำ รองรับผู้โดยสารได้  4,603 คน   
ไทยไลอ้อนแอร์  31 ลำ รองรับผู้โดยสารได้  6,901 คน

กองกำลังเที่ยวบินของ Thai Air Asia ถือว่าทรงพลังมากที่สุด สามารถให้บริการได้มากถึง 1,144 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ สำหรับนกแอร์อยู่ที่ 608 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ในขณะที่ไทยไลอ้อนแอร์อยู่ในระดับที่น้อยกว่า ไทยแอร์เอเชีย และนกแอร์ เมื่อเปรียบเทียบจากรายได้รวม

 
เรามาลองจำลองค่าโดยสาร จาก กรุงเทพฯ - หาดใหญ่  (ไป-กลับ) แบบจองล่วงหน้า 3 เดือน เลือกรอบเช้าที่ราคาประหยัดที่สุดดูกัน
 
Thai Air Asia  : 2,480 บาท 
ให้น้ำหนักกระเป๋า :  ไม่มี   
เลือกที่นั่งได้เอง : ไม่มี
   
Nok Air   :  3,098 บาท 
ให้น้ำหนักกระเป๋า : 7 กิโลกรัม
เลือกที่นั่งได้เอง : ได้

Thai Lion Air : 2,800 - 3,080 บาท
ให้น้ำหนักกระเป๋า : 10 กิโลกรัม
เลือกที่นั่งได้เอง : ได้

ด้านค่าโดยสารจะเห็นว่า นกแอร์ แพงสุดแต่มี โควตาให้โหลดกระเป๋าได้ 7 กก. มีน้ำดื่มให้ทานฟรี แถมยังเลือกที่นั่งถูกใจได้   ไทยแอร์เอเชีย ถูกสุด แต่ Option ต่างๆ ต้องซื้อเพิ่มเอาเอง  ราคาค่าโดยสารของ ไทยไลอ้อนแอร์ อยู่ตรงกลาง แต่ให้น้ำหนักกระเป๋ามากสุดที่ 10 กิโลกรัม แถมเลือกที่นั่งได้เองตามใจชอบ

มาดูผลการดำเนินงานในรอบ 3 ปีย้อนหลัง (2557-2559) ของทั้ง 3 สายการบิน

ไทยแอร์เอเชีย 
ปี 2557 :  รายได้รวม  26,275.3   ล้านบาท   
               กำไร  183.18 ล้านบาท     
   
ปี 2558 :  รายได้รวม  30,463.58  ล้านบาท 
               กำไร   1,078.48 ล้านบาท

ปี 2559 : รายได้รวม   33,130.3    ล้านบาท 
               กำไร   1,869.46 ล้านบาท

รายได้เติบโต 12.28% ต่อปี

นกแอร์
ปี 2557 :  รายได้รวม  12,312.93 ล้านบาท 
               ขาดทุน -471.66 ล้านบาท

ปี 2558 :  รายได้รวม  14,296.20 ล้านบาท 
               ขาดทุน -726.10 ล้านบาท

ปี 2559 : รายได้รวม   16,938.32 ล้านบาท 
               ขาดทุน -2,795.09 ล้านบาท

รายได้เติบโต 17.29% ต่อปี

ไทยไลอ้อนแอร์
ปี 2557 :  รายได้รวม  2,166.30 ล้านบาท 
               ขาดทุน -821.45   ล้านบาท

ปี 2558 :  รายได้รวม  5,065.57 ล้านบาท 
                ขาดทุน -1,029.69 ล้านบาท
 
ปี 2559 : รายได้รวม   9,564.52 ล้านบาท 
               ขาดทุน -443.16 ล้านบาท
รายได้เติบโต 110% ต่อปี

ในแง่ของอัตราการเติบโตทางด้านรายได้ในรอบ 3 ปี  ไทยไลอ้อนแอร์ มาแรงมาก ค่า Growth Rate พุ่งสูงลิบอยู่ที่ 110% ต่อปี แซงหน้าสองพี่เบิ้มในวงการสายการบิน Low Cost ไปแบบขาดกระจุย

ส่งผลให้ส่วนแบ่งการตลาดของ ไทยไลอ้อนแอร์ พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 18.7%  เกือบแซงนกแอร์ที่มีส่วนแบ่งฯ อยู่ที่ 20.3% เบอร์หนึ่งยังคงเป็นไทยแอร์เอเชียมีส่วนแบ่งฯ อยู่ที่ราว 30% 

ด้านการทำกำไร จะเห็นว่า ไทยแอร์เอเชีย ยังทิ้งห่างนกแอร์ และไทยไลอ้อนแอร์อยู่มาก อย่างไรก็ตามใน ปีล่าสุด ไทยไลอ้อนแอร์ มีผลประกอบการขาดทุนที่ลดลงเกือบ 60% ในขณะที่รายได้เพิ่มมากขึ้นถึง 88.81% ซึ่งถือว่าเป็นการก้าวกระโดดที่ดีเยี่ยม และในปีนี้ คุณอัศวิน ยังกีรติวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไทยไลอ้อนแอร์ ยังยืนยันว่าจะควบคุมเรื่องค่าใช้จ่ายให้ดีขึ้น เพื่อให้ไลอ้อนแอร์ กลับมาทำกำไรให้ได้ในปีนี้   

กลยุทธ์ที่ ไทยไลอ้อนแอร์ เลือกมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นการให้น้ำหนักกระเป๋ามากกว่าเพื่อน และเลือกที่นั่งได้เอง ในราคาที่ถูกกว่า นกแอร์  ดูจะเป็นกลยุทธ์ที่ดึงดูดลูกค้าจาก นกแอร์ ได้มากทีเดียว และพร้อมจะก้าวขึ้นมาสู้กับ ไทยแอร์เอเชีย ในการเป็นหมายเลข 1 ของสายการบิน Low Cost  ในประเทศ

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน  คุณธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของไทยแอร์เอเชีย ได้กลับมาซื้อหุ้นคืนจากกลุ่ม King Power เพื่อเป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 1 ที่ 41.3% เพื่อการบริหารงานให้คล่องตัวมากขึ้น  ทำให้ ไทยแอร์เอเชีย แข็งแกร่งขึ้นมาก และพร้อมจะรักษาสายการบิน Low Cost หมายเลข 1 ของเมืองไทยต่อไปในระยะยาว 

ดังนั้นงานนี้จึงไม่ใช่งานง่ายสำหรับ ไทยไลอ้อนแอร์ อย่างแน่นอน

-------------------------------------------------------------------
Source: 

https://www.set.or.th/set/companyprofile.do?symbol=AAV&ssoPageId=4&language=th&country=TH

https://marketdata.set.or.th/mkt/stockquotation.do?symbol=NOK&language=th&country=TH

http://www.lionairthai.com/th/

- ข้อมูลแบบ 56-1  บริษัทสายการบิน นกแอร์ จำกัด (มหาชน)

- ข้อมูลแบบ 56-1  บริษัท เอเชีย เอวิชั่น จำกัด (มหาชน) 

- http://www.dbd.go.th/more_news.php?cid=3

- https://goo.gl/o2cy3p
 
- https://goo.gl/o2cy3p

- https://leehamnews.com/wp-content/uploads/2017/02/A330-300_Air_Asia_X.jpg

- https://nokair.net/wp-content/uploads/2016/09/1-1.jpg
- http://www.rti.org.tw/upload/material/150588146297910.jpg

- https://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1492353284


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: มะอุอุ ที่ 30,01, 2018, 22:05:07
เคยใช้บริการไลอ้อนแอร์ราคาตรงตามที่โฆษณาไม่มีบวกเพิ่มเหมือนบางสายการบินไปใช้บริการแล้วราคาไม่ตรงกับที่โฆษณาไว้ มีการบวกเพิ่มบางรายการ ซึ่งทำให้ราคาสูงกว่าที่คิดไว้ส่งผลต่อจิตใจเล็กน้อยครับ :OO


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 31,01, 2018, 15:39:29
เคยใช้บริการไลอ้อนแอร์ราคาตรงตามที่โฆษณาไม่มีบวกเพิ่มเหมือนบางสายการบินไปใช้บริการแล้วราคาไม่ตรงกับที่โฆษณาไว้ มีการบวกเพิ่มบางรายการ ซึ่งทำให้ราคาสูงกว่าที่คิดไว้ส่งผลต่อจิตใจเล็กน้อยครับ :OO

ช่วงหลัง ผมก็ขึ้นแต่ Lion air....เพราะส่วนใหญ่ตารางการบิน จะตรงกับเวลาส่วนตัว พอดี... จริงๆ ก็อยากสนับสนุนบริษัท คนไทย นะ แต่หมั่นไส้ในบางเรื่อง ไว้อารมฯ์ดี จะกลับมาอุดหนุนใหม่
https://www.prachachat.net/property/news-109076

เวนคืน 2.5 พันไร่ผุดศูนย์โลจิสติกส์ชายแดน-หัวเมืองหลัก

กรมการขนส่งฯเวนคืนที่ดิน 2.5 พันไร่ ปักหมุดสถานีขนส่งสินค้า 19 แห่งทั่วประเทศ วงเงินกว่า 1.5 หมื่นล้าน เกาะรัศมีเศรษฐกิจพิเศษชายแดนและเมืองหลัก เสริมแกร่งโลจิสติกส์ ประเดิม “เชียงของ” ใหญ่สุด 330 ไร่ เตรียมเปิดประมูลให้เอกชนร่วม PPP พันล้าน แลกรับสัมปทาน 15 ปีบริหารพื้นที่ เปิดปี’63 บูมการค้า-ท่องเที่ยวชายแดนไทย-ลาว-จีนใต้ คิวต่อไป นครพนม แม่สอด สงขลา สระแก้ว มุกดาหาร หนองคาย

นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยว่า กรมได้จัดทำแผนแม่บท (master plan) การพัฒนาสถานีขนส่งสินค้าใช้เวลาพัฒนา 7 ปี (2558-2565) จำนวน 22 แห่งทั่วประเทศ ปัจจุบันดำเนินการแล้วในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล 3 แห่ง ได้แก่ พุทธมณฑล คลองหลวง และร่มเกล้า อีก 19 แห่งอยู่ในแผนดำเนินงาน มีขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ ขณะนี้กำลังจัดหาพื้นที่เพื่อดำเนินการ คาดว่าจะใช้เงินก่อสร้าง 15,967.42 ล้านบาท

แยกเป็น สถานีขนส่งสินค้าจังหวัดชายแดน 11 แห่ง ค่าก่อสร้าง 8,790.44 ล้านบาท เริ่มดำเนินการที่เชียงของเป็นแห่งแรก เนื้อที่ 330 ไร่ ค่าก่อสร้าง 1,360 ล้านบาท เสร็จปี 2563 จะเป็นศูนย์เปลี่ยนถ่ายขนส่งสินค้าระหว่างประเทศผ่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 4 (เชียงของ-ห้วยทราย) และถนน R3A จากไทยผ่าน สปป.ลาว จีนตอนใต้ และเวียดนาม

ในปี 2561 จะดำเนินการที่นครพนม เนื้อที่ 115 ไร่ ค่าก่อสร้าง 846.23 ล้านบาท เปิดบริการปี 2564 จากนั้นเป็นที่แม่สอด เนื้อที่ 140 ไร่ ค่าก่อสร้าง 748.88 ล้านบาท สระแก้ว เนื้อที่ 100 ไร่ ค่าก่อสร้าง 584.65 ล้านบาท สงขลา เนื้อที่ 178ไร่ ค่าก่อสร้าง 1,268.43 ล้านบาท มุกดาหาร เนื้อที่ 108 ไร่ ค่าก่อสร้าง 534.65 ล้านบาท หนองคาย เนื้อที่ 139 ไร่ ค่าก่อสร้าง 755.57 ล้านบาท แม่สาย เนื้อที่ 78 ไร่ ค่าก่อสร้าง 512.31 ล้านบาท นราธิวาส เนื้อที่ 79 ไร่ ค่าก่อสร้าง 613.60 ล้านบาท ตราด เนื้อที่ 77 ไร่ ค่าก่อสร้าง 841.98 ล้านบาท จะเปิดบริการในปี 2565 ส่วนกาญจนบุรีจะชะลอการพัฒนาไว้ก่อน ตามแผนจะเสร็จในปี 2576 มีเนื้อที่ 171 ไร่ ค่าก่อสร้าง 723.98 ล้านบาท

อีก 8 แห่งเป็นสถานีขนส่งสินค้าเมืองหลัก ค่าก่อสร้าง 7,176 ล้านบาท ได้แก่ เชียงใหม่ เนื้อที่ 95 ไร่ ค่าก่อสร้าง 937 ล้านบาท พิษณุโลก เนื้อที่ 61 ไร่ ค่าก่อสร้าง 633 ล้านบาท ขอนแก่น เนื้อที่ 140 ไร่ ค่าก่อสร้าง 1,115 ล้านบาท นครราชสีมา เนื้อที่ 138 ไร่ ค่าก่อสร้าง 1,064 ล้านบาท สุราษฎร์ธานี เนื้อที่ 150 ไร่ ค่าก่อสร้าง 1,146 ล้านบาท จะเปิดบริการในปี 2566 ส่วนนครสวรรค์เปิดบริการปี 2569 มีเนื้อที่ 277 ไร่ ค่าก่อสร้าง 463 ล้านบาท อุบลราชธานี เนื้อที่ 109 ไร่ ค่าก่อสร้าง 863.34 ล้านบาท เปิดบริการปี 2573 และปราจีนบุรี เนื้อที่ 105 ไร่ ค่าก่อสร้าง 952 ล้านบาท จะชะลอโครงการออกไปก่อน

“การพัฒนาโครงการในเขตเศรษฐกิจชายแดนจะมีบางแห่งที่รัฐดำเนินการเองทั้งก่อสร้างและการบริหารจัดการ เช่น แม่สาย แม่สอด สระแก้ว นราธิวาส ตราด และให้เอกชนลงทุน PPP รับสัมปทานบริหารพื้นที่ โดยรัฐก่อสร้างและเวนคืนที่ดินให้ เช่น เชียงของ จะเปิดประมูลในปีนี้ ให้สัมปทานเอกชน 15 ปี นอกจากนี้มีนครพนม หนองคาย มุกดาหาร สงขลา ส่วนพื้นที่เมืองหลักที่รัฐจะดำเนินการเองมี พิษณุโลก นครราชสีมา ที่เหลือให้เอกชนบริหารจัดการ”

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า แผนการก่อสร้างศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้า 22 แห่งทั่วประเทศ ส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนตามนโยบายรัฐบาล กรมการขนส่งทางบกนำร่องที่ อ.เชียงของ จ.เชียงราย เป็นแห่งแรก และใหญ่ที่สุดของแผนแม่บท

เนื่องจากเชียงของอยู่ในแนวเส้นทางการเชื่อมโยงระหว่างประเทศภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง และ GMS มีการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 4 ที่เปิดบริการปี 2556 มีการขนส่งสินค้าจาก สปป.ลาว และจีน เพิ่มขึ้นทุกปี เฉลี่ยปีละ 10-15% ในปี 2560 อยู่ที่ 21,000 ล้านบาท และปี 2561 จะแตะที่ 30,000 ล้านบาท นับว่ามีมูลค่าสูง และทำให้เศรษฐกิจชายแดนดีขึ้น

“เปิดสะพานข้ามโขงแห่งที่ 4 ปริมาณรถบรรทุกก็เพิ่มขึ้นทุกปี ปีที่แล้วมีรถบรรทุกสินค้าที่วิ่งระหว่างชายแดนไทย-ลาว อยู่ที่ 1.25 แสนคัน หรือเฉลี่ยวันละประมาณ 160 คัน สูงสุด 200 คัน แนวโน้มจะมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น แต่ด้วยข้อจำกัดเรื่องข้อกฎหมายการจราจรที่ไม่เหมือนกันของแต่ละประเทศ จึงทำให้ต้องลงทุนสร้างศูนย์เปลี่ยนถ่ายขนส่งสินค้าที่เชียงของ เพื่อเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์รองรับรถบรรทุกสินค้าทุกประเทศที่ขนสินค้าผ่านแดน”

นอกจากนี้ ภาพของ อ.เชียงของจะเปลี่ยนไป หลังเปิดใช้สะพานเชื่อมพรมแดนไทย-ลาว และศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้า จะทำให้เกิดความสะดวกสบายด้านการขนส่งสินค้าโดยรถบรรทุกระหว่างประเทศมากขึ้น ในอนาคตจะเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้าจากรถยนต์ไปสู่ระบบรางมากขึ้น ตามแผนพัฒนาระยะที่ 2 จะมีการขนส่งเชื่อมกับรถไฟทางคู่เด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ระยะทาง 323 กม. ที่จะสร้างจากสถานีเชียงของเข้ามายังศูนย์ขนส่งสินค้าเชียงของ ระยะทางประมาณ 6 กม. จะทำให้การขนส่งสินค้าจากจีนไปท่าเรือแหลมฉบังได้เร็วขึ้น

อีกทั้งที่เชียงของจะเป็นแห่งแรกที่จะแยกระหว่างผู้โดยสารกับสินค้าที่ผ่านด่านออกจากกัน และจะขอให้บรรจุด่านเชียงของเป็นด่านตรวจร่วมกันตามข้อตกลง GMS

“เชียงของจะเป็นศูนย์โลจิสติกส์ภาคเหนือ ทำให้การขนส่งสินค้าของไทยไปภาคใต้ของจีนสะดวกขึ้น ทำให้มูลค่าการค้าเพิ่มมากขึ้นอีก เพราะจะสามารถไปยังคุนหมิง มณฑลยูนนาน สิบสองปันนา เชื่อมต่อไปหลวงพระบาง เวียดนาม และหนานหนิง หรือว่าลงมาทางกวางเจาก็ได้ จะเป็นส่วนหนึ่งของการเกาะเกี่ยว One Belt One Road ของจีน” นายอาคมกล่าว


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: มะอุอุ ที่ 31,01, 2018, 19:52:13
โครงการใหญ่ๆลงแถวสถานีบ้านกระโดนเยอะมากครับ คาดว่าจะเป็นจะเป็นศูนย์การขนส่งที่ดีที่สุดในภาคอีสาน :>


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 01,02, 2018, 09:21:59
โครงการใหญ่ๆลงแถวสถานีบ้านกระโดนเยอะมากครับ คาดว่าจะเป็นจะเป็นศูนย์การขนส่งที่ดีที่สุดในภาคอีสาน :>
เห็นด้วยครับ


ไปเที่ยวทะเล ระวังด้วย.....

อย่าลืมเตือนเพื่อน เตือนญาติ! เริ่มแล้ววันนี้ วันแรก 1 ก.พ. ห้ามสูบบุหรี่ใน 24 ชายหาด
———
อยากสูบแถวละแวกหาดทำได้หรือไม่?
.

หากอยู่ละแวกหาดให้มองหา ป้ายประกาศเขตการจัดระเบียบให้สูบและทิ้งขยะจากบุหรี่ก่อนจะลงไปที่ ชายหาด
.

ย้ำ! ผู้ที่จะเดินลงไปในชายหาดต้องสูบให้เสร็จก่อน ห้ามไปเดินสูบบุหรี่บริเวณชายหาดอย่างเด็ดขาด ผู้ใดฝ่าฝืนมีโทษจำคุก1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ส่วน 24 หาดนำร่อง มีตามนี้!!!
.

หาดบานชื่น จ.ตราด, หาดแหลมเสด็จ จ.จันทบุรี, หาดแสงจันทร์ จ.ระยอง, หาดบางแสน หาดถ้ำพัง หาดทรายแก้ว หาดดงตาล พัทยา จ.ชลบุรี, หาดชะอำ จ.เพชรบุรี, หาดหัวหิน หาดเขาตะเกียบ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์, หาดทรายรี จ.ชุมพร, หาดบ่อผุด อ.เกาะสมุย หาดโฉลกบ้านเก่า เกาะเต่า อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี, หาดปลายทราย จ.นครศรีธรรมราช, หาดชลาทัศน์ จ.สงขลา, หาดวาสุกรี จ.ปัตตานี, หาดป่าตอง จ.ภูเก็ต, หาดเกาะไข่นอก หาดเกาะไข่ใน จ.พังงา, หาดพระแอะ หาดคลองดาว หาดคอกวาง จ.กระบี่, หาดเจ้าสำราญ จ.ตรัง


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: มะอุอุ ที่ 01,02, 2018, 13:29:40
เมื่อหลายปีก่อนก็ห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ คนสูบก็พ่นควันกันเห็นๆ ปีนี้ระวังด้วย
อาจโดนข้อหาหนัก หากไปเที่ยวทะเลแล้วต้องการสูบบุหรี่ก็จะมีโซนสูบบุหรี่ไว้ให้บริการครับ


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 02,02, 2018, 11:50:38
เมื่อหลายปีก่อนก็ห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ คนสูบก็พ่นควันกันเห็นๆ ปีนี้ระวังด้วย
อาจโดนข้อหาหนัก หากไปเที่ยวทะเลแล้วต้องการสูบบุหรี่ก็จะมีโซนสูบบุหรี่ไว้ให้บริการครับ

 :ds

>> ...พรุ่งนี้! ราคาน้ำมันปรับตัวลดลง '30 สตางค์!' เฉพาะกลุ่ม 'ดีเซล' ส่วน 'เบนซิน' ราคาคงเดิม..
..

>> ...มีผลวันพรุ่งนี้ 05.00 น. เป็นต้นไป..  #บางจากแก๊สโซฮอล์คลับ #ราคาน้ำมัน


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 04,02, 2018, 20:50:16
https://money.sanook.com/542417/

"รีไฟแนนซ์" เทคนิคประหยัดดอกเบี้ย คุณค่าที่คนผ่อนบ้านคู่ควร

สินเชื่อรีไฟแนนซ์ คือ ทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่ซื้อบ้านหรือที่อยู่อาศัยเป็นเงินผ่อน เพราะการเปลี่ยนแหล่งเงินกู้ยืมเพื่อลดอัตราดอกเบี้ย จะช่วยแบ่งเบาภาระ ลดค่าใช้จ่ายรายเดือนได้ในระดับหนึ่ง แถมยังมีโอกาสผ่อนหนี้หมดเร็วขึ้นอีกด้วย

ซึ่งการรีไฟแนนซ์บ้านหรือที่อยู่อาศัยอื่น ๆ สามารถทำได้ทุก ๆ 3 - 5 ปี ขึ้นอยู่กับสัญญาที่ทำเอาไว้ และโดยปกติดอกเบี้ยจ่ายในสัญญาช่วง 3 ปีแรก จะถูกกว่าปีต่อ ๆ ไป ทำให้หลายคนนิยมทำรีไฟแนนซ์ทุก ๆ 3 ปี เพื่อให้ดอกเบี้ยลดลง

ถ้าใครสนใจ ก็สามารถหารายละเอียดสินเชื่อรีไฟแนนซ์ของธนาคารต่าง ๆ ได้ตามหน้าเว็บไซต์ของแต่ละแบงก์เลย...

แต่! เราจะรู้ได้ยังไงว่า...สินเชื่อรีไฟแนนซ์ของที่ไหนทำแล้วคุ้มค่าและเหมาะสมกับเราที่สุด?

 

วิธีสังเกตว่าทำรีไฟแนนซ์กับธนาคารไหนดีที่สุด ให้ทุกคนลองมองและเปรียบเทียบปัจจัยต่าง ๆ 4 ข้อ ดังนี้…

 

1. อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยของ 3 ปีแรก

อัตราดอกเบี้ยที่ลดลง เป็นสิ่งที่สำคัญ ย้ำอีกรอบว่า… “สำคัญ!!!”

โดยเฉพาะ อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยใน 3 ปีแรก เนื่องจากปีต่อ ๆ ไป อัตราดอกเบี้ยมักจะแพงขึ้น และหลายคนก็มักจะมองหาแหล่งเงินกู้ใหม่ทุก 3 ปี

ลองดูว่าอัตราดอกเบี้ยใน 3 ปีแรก มีทางเลือกไหนที่น่าสนใจบ้าง จากนั้นก็นำอัตราดอกเบี้ย 3 ปี ที่หามาได้บวกกันแล้วเฉลี่ย 3 ปี ก็จะได้อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก ที่แต่ละธนาคารเสนอให้

ซึ่งคำศัพท์สำคัญที่คนผ่อนบ้านต้องรู้เลย ก็คือ อัตราดอกเบี้ย “MLR (Minimum Loan Rate)” และ “MRR (Minimum Retail Rate)” โดยแต่ละธนาคารจะใช้อัตราดอกเบี้ยข้างต้นไม่เหมือนกัน หน้าที่ของเราคือไปหาว่าอัตรา MRR และ MLR ของแต่ละแห่งอยู่ที่เท่าไหร่? และอัตราดอกเบี้ยที่แต่ละทางเลือกแจ้งมาเป็นแบบไหน?

ดังนั้นถ้าเราสามารถหาแหล่งเงินกู้ที่ให้อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก ที่ดูเข้าท่า (อัตราดอกเบี้ยถูกกว่าที่เดิมเยอะ ๆ) ก็ควรคัดเข้ามาไว้ใน Watch List ไว้ก่อน เพื่อที่เราจะทำการเปรียบเทียบปัจจัยอื่นต่อไป

 

2. ค่าใช้จ่ายที่ลดลงในแต่ละเดือน

ค่าใช้จ่ายที่ลดลงในแต่ละเดือนในช่วง 3 ปีแรก เป็นสาเหตุสำคัญอีกข้อ ที่ทำให้หลายคนสนใจทำรีไฟแนนซ์กันมากขึ้น เพราะการรีไฟแนนซ์จะช่วยให้ประหยัดเงินในเรื่องนี้ไปได้บางส่วน

ลองให้ทางธนาคารที่เราติดต่ออยู่คำนวณยอดชำระต่อเดือนมาให้ เพื่อพิจารณาว่าธนาคารไหนจะช่วยเราลดภาระในส่วนนี้ได้มากที่สุด ถ้าได้ยอดชำระที่ถูกใจเรียบร้อยแล้ว ก็คัดทางเลือกนั้นเข้ามาไว้ใน Watch List ได้เลย

ถ้าเราประหยัดค่าใช้จ่ายได้ เราก็จะมีเงินเก็บเพิ่มมากขึ้น สามารถเอาไปลงทุนต่อได้อีก เราอาจจะได้ทั้งการลดค่าใช้จ่าย และผลตอบแทนจากการลงทุนเพิ่มขึ้นมาอีกด้วย

3. ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ และประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ

แน่นอนว่าการทำธุรกรรมรีไฟแนนซ์กับธนาคารทุกแห่ง ต้องมี “ค่าธรรมเนียม” และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ ซึ่งทางเลือกแต่ละทางก็จะมีค่าธรรมเนียมที่แตกต่างกันออกไป

โดยค่าใช้จ่ายสำคัญที่มักจะพบเจออยู่บ่อย ๆ จะประกอบไปด้วย ค่าจดจำนอง (1% ของวงเงินกู้), ค่าประเมินราคา, ค่าธรรมเนียมจัดการสินเชื่อ, ค่าอากรแสตมป์ (0.05% ของวงเงินกู้), ค่าประกันอัคคีภัย เป็นต้น ซึ่งบางแห่งก็จะยกเว้นค่าใช้จ่ายบางตัวให้ บางแห่งก็ให้ผู้กู้เป็นคนออกเต็ม ๆ

ยิ่งไปกว่านั้นบางที่ก็จะมี “ค่าประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ” ให้ซื้อควบคู่ไปด้วย เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับธนาคารว่า ทางผู้กู้จะมีเงินมาชดใช้หนี้ให้ได้ทั้งหมด หากว่าระหว่างทางที่ผ่อนชำระ ผู้กู้เสียชีวิตหรือเป็นอะไรขึ้นมา จนไม่สามารถผ่อนชำระต่อได้ ทางธนาคารก็จะได้เงินที่คุ้มครองสินเชื่ออยู่อย่างแน่นอน

โดยส่วนมาก ธนาคารจะยื่นข้อเสนอที่ลดอัตราดอกเบี้ยให้ หากว่ามีการซื้อประกันชีวิตพร้อมกับการทำรีไฟแนนซ์ ทั้งนี้ ก็เป็นหน้าที่ของเราเองแล้ว ที่จะต้องพิจารณาดูว่าเงินที่สามารถลดไปได้ กับเบี้ยที่ต้องจ่ายในแต่ละปีมันคุ้มค่ากันหรือไม่

 

4. จำนวนเงินที่ประหยัดได้

3 ข้อแรกว่าสำคัญแล้ว แต่สุดท้าย..ก็ต้องมาได้ข้อสรุปที่ข้อนี้กันทุกคนนั่นแหละ

เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดของการทำรีไฟแนนซ์ ก็คือ “จำนวนเงินทั้งหมดที่สามารถประหยัดได้ในช่วง 3 ปีแรก”

โดยส่วนมากแล้ว ถ้าทางเลือกไหนให้อัตราดอกเบี้ยถูกที่สุด ก็มีโอกาสที่จะช่วยให้เราประหยัดได้มากที่สุด แต่ถ้าโดนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ หรือต้องทำประกันชีวิตควบคู่กับวงเงินเพิ่มเข้ามา ก็อาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่ประหยัดมากที่สุดก็ได้ ทางเลือกอื่นอาจจะน่าสนใจกว่าด้วยซ้ำไป

ดังนั้น ต่อให้ได้อัตราดอกเบี้ยที่ถูกที่สุด หรือได้ยอดผ่อนชำระรายเดือนที่น้อยที่สุด ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดเสมอไป ต้องพิจารณาองค์ประกอบทุกอย่างเข้าด้วยกัน แล้วตัดสินใจเลือกทางที่จะช่วยให้เรา “ประหยัดเงินได้” ในช่วง 3 ปีแรก ถึงจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

 

เมื่อทุกคนรู้ถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่ควรสังเกต เพื่อที่จะทำรีไฟแนนซ์ให้คุ้มค่ามากที่สุดแล้ว ก็สามารถขอรายละเอียดทางเลือกต่าง ๆ จากธนาคารได้โดยตรง หรือจะลองคำนวณด้วยตัวเองดูคร่าว ๆ โดยใช้ข้อมูลต่าง ๆ จากหน้าเว็บไซต์ของธนาคารได้เช่นกัน

แต่ขอย้ำอีกทีว่า “รีไฟแนนซ์” เป็นวิธีประหยัดเงิน ประหยัดเวลา และแบ่งเบาภาระทางการเงินได้ดีที่สุดทางหนึ่ง เป็นคุณค่าที่ (คนผ่อนบ้าน) ทุกคนคู่ควรจริง ๆ !!!


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: มะอุอุ ที่ 04,02, 2018, 22:17:31
บางทีแบงค์ส่วนใหญ่จะผูกเงื่อนไขค่าธรรมเนียมการรีไฟแนนซ์ซึ่งจะเป็นค่าใช้จ่ายกรณีที่ลูกค้าจะย้ายแบงค์ลองเปรียบเทียบดูให้ดีนะครับว่าค่าธรรมเนียมที่โดนปรับกับส่วนลดที่จะได้รับอันไหนจะคุ้มค่ากว่ากันครับ


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 05,02, 2018, 20:49:47
บางทีแบงค์ส่วนใหญ่จะผูกเงื่อนไขค่าธรรมเนียมการรีไฟแนนซ์ซึ่งจะเป็นค่าใช้จ่ายกรณีที่ลูกค้าจะย้ายแบงค์ลองเปรียบเทียบดูให้ดีนะครับว่าค่าธรรมเนียมที่โดนปรับกับส่วนลดที่จะได้รับอันไหนจะคุ้มค่ากว่ากันครับ

ขอบคุณครับ.

https://m.posttoday.com/biz/gov/537516

ไทยคว้าอันดับ1ประเทศน่าเริ่มต้นธุรกิจที่สุดในโลก.... อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/biz/gov/537516


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 07,02, 2018, 21:46:01
https://www.prachachat.net/finance/news-113834

ค่าเงินบาทผันผวน หลังตลาดหุ้นดิ่งทั่วโลก

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพุธที่ 7 กุมภาพันธ์ 2561 ค่าเงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 31.46/47 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้นจากระดับปิดตลาดในวันอังคาร (6/2) ที่ระดับ 31.54/56 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แม้ว่าวานนี้ สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐได้ลงมติด้วยคะแนนเสียง 245 ต่อ 182 ให้ผ่านร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราว ก่อนที่จะส่งต่อให้วุฒิสภาสหรัฐลงมติเป็นลำดับต่อไป โดยการผ่านร่างงบประมาณจะช่วยให้รัฐบาลสหรัฐมีงบประมาณในการดำเนินงานต่อไปได้อีก 6 สัปดาห์ หรือจนถึงวันที่ 23 มีนาคม ซึ่งจะช่วยหลีกเลี่ยงภาวะชัตดาวน์ หรือการปิดหน่วยงานของรัฐ อย่างไรก็ตาม นายสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐ ได้ออกมาเรียกร้องให้สภาคองเกรสขยายเพดานหนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะผิดนัดชำระหนี้ของรัฐบาล โดยสำนักงานงบประมาณสภาคองเกรสได้ประมาณการไว้ว่า งบประมาณของกระทรวงการคลังอาจจะหมดลงภายในกลางเดือนมีนาคมนี้ ดังนั้นสภาคองเกรสจึงจำเป็นที่จะต้องขยายเพดานหนี้ให้สำเร็จก่อนช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะผิดนัดชำระหนี้ของรัฐบาล นอกจากนี้ สำนักข่าวซินหัวยังได้รายงานด้วยว่า ในปี 2554 สภาคองเกรสคว้าน้ำเหลวในการขยายเพดานหนี้ ซึ่งเป็นสาเหตุให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรับ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศ ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงระหว่าง 31.41-57 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนจะปิดตลาดที่ระดับ 31.56/57 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ


สำหรับค่าเงินยูโรวันนี้ (7/2) เปิดตลาดที่ระดับ 1.2378/81 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวอ่อนค่าลงจากระดับปิดตลาดในวันอังคาร (6/2) ที่ระดับ 1.2401/05 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยในวันจันทรน์ที่ผ่านมา (5/2) นายมาริโอ ดรากี ประธานธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ได้ออกมาแสดงความเชื่อมั่นว่าอัตราเงินเฟ้อของยูโรโซนจะปรับตัวสูงขึ้น โดยได้รับแรงหนุนจากเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็ว แต่อาจจะมีอุปสรรคจากความผันผวนในตลาดเงิน นอกจากนี้นายดรากีกล่าวต่อรัฐสภายุโรปด้วยว่า ทางอีซีบีจะจับตาดูอัตราแลกเปลี่ยนเงินสกุลยูโรอย่างใกล้ชิด ซึ่งช่วงนี้เจ้าหน้าที่อีซีบีกำลังหารือกันว่าทางอีซีบีควรจะมีการปรับลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือไม่ เนื่องจากเศรษฐกิจยูโรโซนกลับเข้าสู่ภาวะแข็งแกร่งมากขึ้น ทั้งนี้ ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวค่อนข้างผันผวนอยู่ในช่วงระหว่าง 1.2362-1.2405 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 1.2365/58 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

ในส่วนของค่าเงินเยนวันนี้ (7/2) เปิดตลาดที่ระดับ 109.45/48 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าลงจากระดับปิดตลาดในวันอังคาร (6/2) ที่ระดับ 109.00/03 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ วานนี้ กระทรวงสุขภาพ แรงงานและสวัสดิการสังคมของญี่ปุ่นรายงานว่า อัตราค่าจ้างรายเดือนโดยเฉลี่ยของชาวญี่ปุ่นปรับตัวลดลงร้อยละ 0.2 ในปี 2560 เมื่อเทียบเป็นรายปี ส่วนอัตราค่าจ้างรายเดือนโดยเฉลี่ยของชาวญี่ปุ่นซึ่งรวมถึงโบนัสด้วยนั้น เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.4 สู่ระดับ 316,907 เยน หรือประมาณ 2,900 ดอลลาร์สหรัฐ โดยสำนักข่าวเกียวโดได้รายงานว่า เฉพาะในเดือนธันวาคมเพียงเดือนเดียวนั้น ค่าจ้างรายเดือนโดยเฉลี่ยซึ่งรวมถึงโบนัส เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.7 สู่ระดับ 551,222 เยน อีกทั้ง นายฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ยังคงมองว่า บีโอเจยังคงอยู่ห่างไกลจากการบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อที่ระดับร้อยละ 2 ส่งผลให้บีโอเจจะยังคงดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงินต่อไปอีก ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงระหว่าง 108.91-109.71 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 108.95/98 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

ข้อมูลทางเศรษฐกิจของสหรัฐที่สำคัญที่ต้องจับตาดูในสัปดาห์นี้ ได้แก่ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์สหรัฐ (8/2) ตัวเลขดุลการค้าของเยอรมนี (8/2) และอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางอังกฤษ (8/2)

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -2.4/-2.15 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -1.45/-0.8 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 09,02, 2018, 07:45:49
สัปดาห์นี้มีรถใหม่เปิดตัว 2 รุ่น คือ Ford Ranger Raptor เปิดตัวครั้งแรกในโลกที่เมืองไทย. (ใครมี Kimber Raptor อยุ่แล้ว จะพิจารณา เก็บ Ford Raptor ไว้คู่กันก็ไม่ผิดกติกา).... กับ Susuki Swift eco car เครื่อง dual jet

มาดูรายละเอียด ของ Ford สินค้าแดนเมกา ประชาธิปไตย ก่อน


ฟอร์ดเผยโฉม “เรนเจอร์ แร็พเตอร์” ครั้งแรกของโลก สุดยอดรถกระบะออฟโรดที่สะท้อนนิยาม “เกิดมาแกร่ง” อัดแน่นด้วยดีเอ็นเอของฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ (Ford Performance)

          - เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ได้สร้างนิยามใหม่ให้กับรถกระบะออฟโรด โดยได้รับการออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน ผสมผสานดีเอ็นเอของฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ (Ford Performance) เข้ากับความแข็งแกร่งด้านยนตรกรรมของฟอร์ด เรนเจอร์
          - เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ใช้โช้คอัพคู่ด้านหน้าและหลังของ Fox Racing Shox เพื่อซับแรงกระแทกเมื่อขับขี่ออฟโรดด้วยความเร็วสูง อีกทั้งช่วงล่างที่ถูกยกสูงขึ้นและระยะช่วงล้อที่กว้างขึ้น มุมไต่และมุมจากเพิ่มขึ้น จึงช่วยเรื่องการทรงตัว ทำให้ขับขี่ออฟโรดขั้นสุดได้อย่างมั่นใจ           
          - ระบบกันสะเทือนหลังแบบใหม่รวมถึงระบบวัตต์ลิงค์และสปริงคอยล์โอเวอร์ช็อคทำให้เพลาเคลื่อนที่อย่างมั่นคง จึงช่วยเรื่องการทรงตัวและการควบคุมรถให้ดียิ่งขึ้น
          - การผสานการทำงานของขุมพลังเครื่องยนต์ใหม่แบบ Bi-Turbo (เทอร์โบคู่) ขนาด 2.0 ลิตร และเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ได้รับการพิสูจน์ความทนทานจากการทดสอบที่ยาวนาน มอบแรงบิดและแรงม้าที่เต็มประสิทธิภาพด้วยเทอร์โบ 2 ลูกและอัตราทดเกียร์ที่แคบลง
          - เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ผ่านการทดสอบมาท่ามกลางสภาพแวดล้อมสุดหฤโหดรูปแบบต่าง ๆ เพื่อสร้างความมั่นใจในประสิทธิภาพการทำงานร่วมกันของระบบดังกล่าว มอบความตื่นเต้นเร้าใจให้กับผู้ขับขี่
          ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ รถกระบะออฟโรดสมรรถนะสูงรุ่นใหม่จากฟอร์ด เผยโฉมอย่างเป็นทางการครั้งแรก ณ ประเทศไทย ในวันนี้
          เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ได้ ผ่านขั้นตอนการออกแบบ ผลิต และทดสอบจากทีมฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ (Ford Performance) เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับเซ็กเมนต์ตลาดรถกระบะในฐานะรถกระบะสมรรถนะสูงของภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก ทั้งนี้ เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ได้รับการออกแบบมาเพื่อนักขับขี่แบบออฟโรดตัวจริง โดยตอกย้ำความมุ่งมั่นของฟอร์ดในการส่งมอบรถกระบะสายพันธุ์ "เกิดมาแกร่ง" ให้กับผู้บริโภคในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก
          "เราตื่นเต้นและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้เผยโฉมรถรุ่นดังกล่าวสู่สาธารณชน เมื่อขับ เรนเจอร์  แร็พเตอร์ คุณจะรู้สึกเสมือนเป็นฮีโร่" มร. จามัล ฮามีดิ หัวหน้าทีมวิศวกร ฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ (Ford Performance) กล่าว
          "ทีมฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ (Ford Performance) รู้สึกตื่นเต้นที่ได้พัฒนาต่อยอดรถรุ่นแร็พเตอร์ จากรถฟอร์ด เอฟ-150 แร็พเตอร์ รุ่นต้นแบบ ซึ่งเป็นแก่นสำคัญของรถยนต์ในตำนาน พร้อมผสมผสานดีเอ็นเอตามแบบฉบับของฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ (Ford Performance)"
          การออกแบบที่ดุดัน
          เรนเจอร์ แร็พเตอร์ โดดเด่นด้วยการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ทั้งภายนอกและภายใน ที่เน้นฟังก์ชั่นการใช้งานเป็นหลัก
          เมื่อมองจากด้านหน้า กระจังหน้าใหม่อันสะดุดตาได้รับแรงบันดาลใจมาจาก ฟอร์ด เอฟ-150 แร็พเตอร์ ซึ่งเป็นรถกระบะออฟโรดสมรรถนะสูงคันแรกของโลกจากโรงงาน โลโก้ฟอร์ดสะกดด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ภาษาอังกฤษอันเป็นเอกลักษณ์จัดวางอยู่บนกระจังหน้าอย่างองอาจ มอบความโดดเด่นเมื่อปรากฏตัวท่ามกลางฝุ่นอันคละคลุ้ง ชุดกันชนด้านหน้าซึ่งติดกับเฟรมรถได้รับการออกแบบให้มีความทนทานสำหรับการขับขี่ในทะเลทรายและดูน่าเกรงขาม แผงกันชนด้านหน้ายังมาพร้อมไฟตัดหมอกแบบ LED พร้อมช่องรีดอากาศ ที่ช่วยลดการต้านลมของตัวรถได้เป็นอย่างดี
          แก้มข้างรถคู่หน้าแบบใหม่ผลิตจากวัสดุคอมโพสิท ไม่เพียงแต่ดูแข็งแกร่ง แต่ยังทนต่อการบุบและรอยขีดข่วนที่มักจะเกิดจากการใช้งานออฟโรด อีกทั้งแก้มข้างรถคู่หน้าที่ถูกตีโป่งขยายออกนั้น เพื่อรองรับระยะยุบตัวของโช้คที่เพิ่มมากขึ้นและยางออฟโรดขนาดใหญ่ เรนเจอร์ แร็พเตอร์ มีสีภายนอกให้เลือกหลากหลาย ได้แก่ สีฟ้าไลท์นิ่ง บลู (Lightning Blue) สีแดงเรซ เร้ด (Race Red) สีดำแชโดว์ แบล็ค (Shadow Black) สีขาวโฟรเซ่น ไวท์ (Frozen White) และสีพิเศษเฉพาะของเรนเจอร์ แร็พเตอร์อย่าง สีเทาคองเคอร์ เกรย์ (Conquer Grey) ที่โดดเด่น โดยตัดกับสีเทาไดโน่ เกรย์ (Dyno Grey) เพื่อขับให้รูปลักษณ์ของรถดูโดดเด่นมากยิ่งขึ้น
          รูปลักษณ์ของตัวรถยังดูใหญ่ขึ้นในทุกมิติ โดยมาพร้อมความสูงถึง 1,873 มิลลิเมตร ความกว้าง 2,180 มิลลิเมตร และความยาว 5,398 มิลลิเมตร ระยะช่วงล้อหน้าและหลังกว้างขึ้นเป็น 1,710 มิลลิเมตร ความสูงใต้ท้องรถเพิ่มขึ้นเป็น 283 มิลลิเมตร ขณะเดียวกัน ยังมาพร้อมมุมไต่ที่ 32.5 องศา มุมคร่อมที่ 24 องศา และมุมจากที่ 24 องศา ซึ่งเหนือชั้นกว่ารถรุ่นใดที่เคยมีมา
          เมื่อพิจารณาไล่ตั้งแต่ด้านล่างขึ้นไป จะสังเกตได้ว่าบันไดข้างรถของเรนเจอร์ แร็พเตอร์ นั้นเหนือชั้นกว่ารถทั่วไปในท้องตลาด โดยออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้เศษหินกระแทกกับตัวถังรถด้านหลัง และรูที่ถูกเจาะนั้นถูกออกแบบมาเพื่อให้ระบายทราย โคลน และหิมะได้ โดยผลิตจากอะลูมิเนียมอัลลอยเพื่อเพิ่มความคงทนโดยเฉพาะ ทั้งยังผ่านการทดสอบด้วยการกดน้ำหนัก 100 กิโลกรัมถึง 84,000 ครั้ง เพื่อจำลองการใช้งานในสนามทดสอบจริงกว่า 10 ปี และทำการเคลือบถึงสองชั้น โดยทำการพ่นสี powder-coated ก่อนพ่น grit-paint ทับอีกชั้น เพื่อมอบความรู้สึกแข็งแกร่ง ทั้งยังมีความทนทานสูงต่อรอยขีดข่วนและรอยเปื้อนที่เกิดจากอากาศและสภาพแวดล้อม
          บริเวณกันชนท้ายได้ผ่านการปรับปรุงโดยเพิ่มชุดตะขอเกี่ยวจำนวน 2 ชุด ที่รองรับการลากจูงได้ถึง 3.8 ตัน นอกจากนี้ ส่วนท้ายรถยังได้รับการพัฒนาด้วยกรอบตัวเซ็นเซอร์ที่เรียบเสมอกับตัวถัง และตัวเชื่อมขอลากที่ได้รับการติดตั้งและออกแบบพิเศษ ส่วนท้ายกระบะมอบพื้นที่ใช้งานอย่างกว้างขวางด้วยขนาด 1,560 x 1,743 มิลลิเมตร ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ที่ชื่นชอบการผจญภัยในช่วงวันหยุด
          การออกแบบภายใน เรนเจอร์ แร็พเตอร์มาพร้อมความประณีตขั้นสูงตามดีเอ็นเอของฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ (Ford Performance) ที่ผสานสีสันต่าง ๆ และการเลือกสรรวัสดุที่คงทนและเหมาะสมสำหรับการขับขี่แบบออฟโรดและการใช้งานในชีวิตประจำวัน เบาะที่นั่งได้รับการออกแบบเป็นพิเศษ เพื่อรองรับการใช้งานการขับขี่แบบออฟโรดความเร็วสูง ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถขณะวิ่งด้วยความเร็วสูงได้อย่างง่ายดาย ทั้งยังมอบความสะดวกสบายระหว่างการเดินทางอย่างเหนือชั้น การเลือกใช้หนังกลับเป็นวัสดุของเบาะนั้น ช่วยให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารยึดเกาะที่นั่งได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการพิจารณาการเลือกใช้วัสดุต่าง ๆ โดยคำนึงถึงการใช้งานจริง
          ฟอร์ดได้จัดการทดสอบขับขี่ในระยะไกลหลายครั้งเพื่อประเมินคุณภาพของเบาะที่นั่งเมื่อเวลาผ่านไป ไม่ว่าจะเป็นบนถนนใหญ่หรือเส้นทางออฟโรดสุดสมบุกสมบันเพื่อจำลองการใช้งานจริงของลูกค้า เบาะที่นั่งที่มีความหนาเป็นพิเศษผ่านการตรวจประเมินคุณภาพในทุกจุด ช่วยในเรื่องการรองรับด้านข้างและยังช่วยลดความรู้สึกถึงการสะเทือนของรถ ซึ่งความสำเร็จนี้เกิดขึ้นจากการปรับปรุงโครงสร้าง โดยออกแบบให้เบาะมีการโอบด้านข้างมากขึ้นเพื่อช่วยในการประคองผู้ขับขี่
          เมื่อนั่งอยู่หลังพวงมาลัย ผู้ขับขี่เรนเจอร์ แร็พเตอร์ จะสังเกตได้ถึงความแตกต่างของทุก ๆ รายละเอียดบริเวณคอนโซลหน้ารถ ไม่ว่าจะเป็นการเดินด้ายสีน้ำเงินและการเลือกใช้วัสดุหนัง แผงหน้าปัดที่มาในรูปแบบที่ดุดันแสดงฟีเจอร์ช่วยเหลือผู้ขับขี่แบบต่าง ๆ พวงมาลัยของเรนเจอร์ แร็พเตอร์ มีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด โดยมาพร้อมกับแป้น Paddle Shift ขนาดใหญ่ที่ผลิตจากแม็กนีเซียมน้ำหนักเบาอันเป็นดีเอ็นเอใหม่ของแร็พเตอร์ ทำให้ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างฉับไว เพิ่มความแม่นยำในการเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างรวดเร็วตามความต้องการ
          ดีเอ็นเอของฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ (Ford Performance) มีบทบาทสำคัญในการออกแบบเรนเจอร์ แร็พเตอร์ เป็นอย่างมาก ซึ่งรวมถึงแถบบอกตำแหน่งองศาพวงมาลัย On-Centre Marker ที่เป็นแถบสีแดงด้านบนของพวงมาลัย ช่วยให้นักขับออฟโรดทราบถึงตำแหน่งองศาของพวงมาลัยขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูง นอกจากนี้ ฟอร์ดยังได้สลักลายโลโก้แร็พเตอร์ลงบนขอบพวงมาลัย เพื่อมอบความโดดเด่นสะดุดตาอีกด้วย
          แชสซี ระบบเบรก และช่วงล่าง
          แชสซีของเรนเจอร์ แร็พเตอร์ ได้รับการออกแบบใหม่มาเป็นพิเศษสำหรับการขับขี่ออฟโรดความเร็วสูงและทนต่อแรงกระแทกที่อาจเกิดจากการขับขี่โดยเฉพาะ
          ระบบกันสะเทือนหลังแบบใหม่รวมถึงระบบวัตต์ลิงค์และสปริงคอยล์โอเวอร์ช็อคทำให้เพลาเคลื่อนที่อย่างมั่นคง จึงช่วยเรื่องการทรงตัวและการควบคุมรถให้ดียิ่งขึ้น
          แชสซีได้ถูกออกแบบมาใหม่เพื่อรองรับระบบช่วงล่างที่ใหญ่ขึ้น ทำให้เรนเจอร์ แร็พเตอร์ สามารถเพิ่มระยะช่วงล้อคู่หน้าและหลัง และยังเพิ่มระยะการให้ตัวของล้อได้มากขึ้น แชสซีผลิตจากเหล็กอัลลอย HSLA (High-Strength Low-Alloy) เกรดต่างๆ อีกทั้งยังเสริมความแข็งแรงด้านข้างของแชสซี (side-rails) เพื่อรองรับแรงกระแทกที่เกิดจากการขับขี่ด้วยความเร็วสูง
          แชสซีด้านหน้าได้มีการเพิ่มความแข็งแรงของจุดยึดหูโช้คที่ถูกขยายความสูงขึ้นมา ในขณะที่ระบบกันสะเทือนหลังเป็นแบบคอยล์โอเวอร์ช็อคซึ่งทำขึ้นมาพิเศษให้เฉพาะเรนเจอร์ แร็พเตอร์ เท่านั้น รวมถึงระบบวัตต์ลิงค์ ช่วยให้เพลาเคลื่อนที่ขึ้น-ลงได้อย่างอิสระโดยที่มีการขยับตัวในแนวราบน้อยมาก อีกทั้งยังมีชุดตะขอเกี่ยว 2 ชุดด้านหน้าและด้านหลังที่รองรับน้ำหนักจากการลากจูงได้ถึง 3.8 ตัน และโครงสร้างแท่นยึดยางอะไหล่ที่ถูกเสริมความแข็งแรงเพื่อรองรับยางอะไหล่ขนาดใหญ่ถึง 17 นิ้ว
          เรนเจอร์ แร็พเตอร์ มาพร้อมกับระบบเบรกอันทรงพลังโดยการใช้ชิ้นส่วนพิเศษที่ทำขึ้นเฉพาะรุ่น คาลิปเปอร์เบรกคู่หน้าเป็นแบบลูกสูบคู่ ที่เพิ่มขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางขึ้น 9.5 มิลลิเมตร มาพร้อมกับจานเบรกคู่หน้าแบบมีครีบระบายความร้อนที่มีขนาดใหญ่ถึง 332 x 32 มิลลิเมตร ส่วนด้านหลังมาพร้อมกับดิสก์เบรกที่มาพร้อมกับระบบ brake actuation master cylinder ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเบรกให้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีจานเบรกแบบมีครีบระบายความร้อนขนาด 332 x 24 มิลลิเมตรคู่กับคาลิปเปอร์เบรกใหม่ขนาด 54 มิลลิเมตร
          "ประสบการณ์การขับขี่ออฟโรดของเรนเจอร์ แร็พเตอร์นั้น โดดเด่นเหนือกว่ารถทั่วไปในท้องตลาด และยังให้ความรู้สึกน่าเกรงขามเมื่อขับขี่บนทางเรียบ" มร. ดาเมียน รอส หัวหน้าทีมวิศวกร ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ และวิศวกรรมยานยนต์พิเศษ ของฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี กล่าว
          "ทุกอย่างของเรนเจอร์ แร็พเตอร์ได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจากฟอร์ด เรนเจอร์ ไม่ว่าจะเป็นสมรรถนะอันเหนือชั้นและความรู้สึกที่โดดเด่นเมื่อยามขับขี่ จากจุดเริ่มต้นที่เน้นการขับขี่ที่เร้าใจ เรนเจอร์ แร็พเตอร์ จึงเป็นรถที่มีความพิเศษและเหนือความคาดหมายอย่างแท้จริง"
          ระบบช่วงล่างสายพันธุ์รถแข่งของเรนเจอร์ แร็พเตอร์ ได้รับการออกแบบมาเพื่อรับมือกับการขับขี่ที่ความเร็วสูงบนสภาพพื้นผิวขรุขระ โดยที่ผู้ขับขี่ยังสามารถควบคุมรถได้อย่างสมบูรณ์แบบและได้รับความสบายอย่างเต็มที่ ด้วยโช้คแบบ Position Sensitive Damping (PSD) ที่จะเพิ่มแรงต้านเมื่อมีการกระแทกเต็มช่วงยุบกระบอกสูบ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่แบบออฟโรดให้ดียิ่งขึ้น และจะลดแรงต้านเมื่อขับขี่บนถนนทางเรียบ เพื่อการขับขี่ที่นุ่มนวล จึงเห็นได้ว่าระบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อการขับขี่ทั้งสองรูปแบบ
          โช้คอัพผลิตขึ้นมาเป็นพิเศษโดย Fox Racing Shox ใช้ลูกสูบขนาด 46.6 มิลลิเมตร ทั้งคู่หน้าและหลัง ช่วงล่างถูกออกแบบมาให้มีระยะการให้ตัวของล้อสูงเพื่อความสามารถในการซับแรงกระแทกขณะขับออฟโรด แต่ด้วยระบบบายพาสภายใน (Internal Bypass technology) จึงทำให้การขับขี่บนถนนทางเรียบเป็นไปอย่างราบรื่น
          นอกจากนั้น เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ยังมีปีกนกที่ทำจากอะลูมิเนียม โดยปีกนกบนทำด้วยวิธีการฟอร์จและปีกนกล่างใช้วิธีการหล่อ เพื่อให้ระบบช่วงล่างทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ แข็งแรงทนทานต่อการขับขี่แบบออฟโรดถึงขีดสุด
          เอาชนะทุกเส้นทางหฤโหด


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 11,02, 2018, 19:59:06
https://www.prachachat.net/economy/news-115713

สทนช.หว่าน 5 หมื่นล. ลุย 7 โครงการน้ำ

สำนักทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เดินเต็มสูบเร่ง 7 โครงการน้ำขนาดใหญ่ งบฯ5 หมื่นล้านบาท เสร็จใน 5 ปี

 

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.)เห็นชอบให้ สทนช.ร่วมทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำของประเทศ ทั้ง 6 ยุทธศาสตร์ คือ 1.จัดการน้ำอุปโภคบริโภค 2.การสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต (เกษตรและอุตสาหกรรม) 3.จัดการน้ำและอุทกภัย 4.การจัดการคุณภาพน้ำ 5.การอนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรม และ 6.บริหารจัดการให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยเตรียมแผนงานโครงการขนาดใหญ่เพื่อแก้ไขปัญหาสําคัญของทุกภาค ซึ่งจะเริ่มขับเคลื่อนในปีนี้

อาทิ ภาคเหนือ เช่น การแก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ลุ่มน้ำยมทั้งระบบ การพัฒนาบึงขนาดใหญ่ (บึงบอระเพ็ด/บึงสีไฟ) และการเติมน้ำเขื่อนภูมิพล ภาคกลาง เช่น การป้องกันน้ำท่วมลุ่มน้ำเจ้าพระยาเต็มระบบทั้ง 9 แผนงาน ได้แก่ คลองบางบาล-บางไทร คลองชัยนาท-ป่าสัก เป็นต้น ภาคอีสาน เช่น การเพิ่มแหล่งน้ำต้นทุน ผันน้ำป่าสัก-ลําตะคอง การผันน้ำห้วยหลวง รวมทั้งแผนงานเร่งด่วนและแผนการบริหารจัดการน้ำเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ area base ซึ่งขณะนี้มีแผนงานที่ผ่านเกณฑ์การพิจารณาแล้ว 216 โครงการ จำนวนเงิน 4,212 ล้านบาท โดยพิจารณาโครงการที่มีความพร้อมสามารถดำเนินการได้ทันที

ขณะเดียวกัน สทนช.มีแผนงานโครงการขนาดใหญ่ที่เริ่มต้นแล้ว ได้แก่ 1) โครงการก่อสร้างอุโมงค์ส่งน้ำแม่งัด-แม่กวง เนื่องจากเขื่อนแม่กวงมีความจุ 263 ล้าน ลบ.ม. แต่มีปริมาณน้ำไหลเข้าไม่มาก ไม่เพียงพอกับชุมชน อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ขาดความต้องการปีละ 137 ล้าน ลบ.ม. จึงผันน้ำจากลําน้ำแม่แตง และเขื่อนแม่งัด มีความจุ 265 ล้าน ลบ.ม. โดยขุดอุโมงค์ขนาดความกว้าง 4.2 ม. ความยาว 48.6 กม. สามารถเพิ่มน้ำให้เขื่อนแม่กวง ปีละ 160 ล้าน ลบ.ม. และสามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทาน 49,069 ไร่ ใช้งบประมาณ 15,000 ล้านบาท เริ่มก่อสร้างปี 2558-2564

2) โครงการบรรเทาอุทกภัยหาดใหญ่ จ.สงขลา เป็นการขุดขยายคลองระบายน้ำ ร.1 เนื่องจากปริมาณฝนตกมีแนวโน้มมากขึ้น เพื่อให้ระบายน้ำได้มากขึ้นจากเดิม 465 ลบ.ม./วินาที เป็น 1,200 ลบ.ม./วินาที ใช้งบประมาณ 6,500 ล้านบาท ดําเนินการก่อสร้างปี 2558-2562

3) โครงการระบบระบายน้ำแม่น้ำตรัง จ.ตรัง ช่วง อ.เมือง จ.ตรัง มีความแคบ ไม่สามารถระบายน้ำได้ทัน จึงขุดคลองสายใหม่ ความยาว 7.55 กม. พร้อมประตูระบายน้ำ 2 แห่ง ของแม่น้ำตรังเป็น 750 ล้าน ลบ.ม./วินาที และผลักดันการรุกตัวของน้ำเค็มในแม่น้ำตรังในช่วงฤดูแล้ง ใช้งบประมาณ 1,482.50 ล้านบาท ดําเนินการก่อสร้างปี 2559-2562

4) โครงการคลองผันน้ำเลี่ยงเมืองนครศรีธรรมราช เนื่องจากคลองท่าดี มีขีดความสามารถระบายน้ำได้ 268 ลบ.ม./วินาที หากเกิดฝนตกหนัก อาจจะมีน้ำหลากประมาณ 600 ลบ.ม./วินาที จึงต้องเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำอีก 750 ลบ.ม./วินาที เป็น 1,018 ลบ.ม./วินาที โดยการขุดคลองสายใหม่ ความยาว 18.64 กม. และปรับปรุงระบบคลองสายเดิม ความยาว 17.80 กม. พร้อมก่อสร้างประตูระบายน้ำจํานวน 7 แห่ง ใช้งบประมาณ 9,580 ล้านบาท คาดว่าเริ่มก่อสร้างปี 2561-2565

5) โครงการอ่างเก็บน้ำวังหีบ จ.นครศรีธรรมราช เพื่อเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง และชะลอน้ำหลากในฤดูฝน มีความจุ 20.10 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่การเกษตรที่ได้รับประโยชน์ 13,014 ไร่ ใช้งบประมาณ 2,349 ล้านบาท ดําเนินการก่อสร้างปี 2561-2565 6) โครงการอ่างเก็บน้ำน้ำปี้ จ.พะเยา เพื่อบรรเทาน้ำท่วม/น้ำแล้งในลุ่มน้ำยม ความจุ96 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่ชลประทาน 28,000 ไร่ พื้นที่รับประโยชน์ 35,000 ไร่ ใช้งบประมาณ 3,981 ล้านบาท ดําเนินการก่อสร้างปี 2559-2563

7) โครงการประตูน้ำศรีสองรัก จ.เลย เนื่องจากแม่น้ำเลยมีเขื่อนเก็บน้ำ จึงต้องมีการสร้างประตูน้ำ เพื่อทดน้ำในแม่น้ำเลยพร้อมระบบท่อส่งน้ำ เพื่อเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง ชะลอน้ำหลากในช่วงฤดูฝน และเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ 72,500 ไร่ ใช้งบประมาณ 5,000 ล้านบาท คาดว่าสามารถดําเนินการก่อสร้างได้ในปี 2561-2566 โดยทั้ง 7 โครงการต้องแล้วเสร็จใน 5 ปีงบประมาณ 5 หมื่นล้านบาท


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: johnny007 ที่ 12,02, 2018, 07:38:34
สัปดาห์นี้มีรถใหม่เปิดตัว 2 รุ่น คือ Ford Ranger Raptor เปิดตัวครั้งแรกในโลกที่เมืองไทย. (ใครมี Kimber Raptor อยุ่แล้ว จะพิจารณา เก็บ Ford Raptor ไว้คู่กันก็ไม่ผิดกติกา).... กับ Susuki Swift eco car เครื่อง dual jet



ขออนุญาตฺนอกเรื่องนิดนึงนะครับ  Ford ไทยแลนด์นี่ผมเตือนเลยห่างๆไว้เป็นดีชีวิตจะเป็นสุข  ซื้อมารถดีก็ดีไป  ถ้าพังนี่กอดคอกันซ่อมกันตายไปข้างเลย


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 12,02, 2018, 18:21:03
https://money.sanook.com/544275/

'สวนดุสิตโพล' เผยคนไทยส่วนใหญ่กังวลค่าครองชีพสูง-ศก.ตกต่ำ วอนรัฐเร่งแก้

“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศจำนวนทั้งสิ้น 1,273 คน ถึงความวิตกกังวลและความหนักใจของประชาชนที่มีในบ้านเมือง ณ วันนี้ ทั้งในเรื่องของการเมือง เศรษฐกิจ สังคม เพื่อหาแนวทางป้องกันและแก้ไขให้ตรงกับความต้องการของประชาชน

อันดับ 1 คือ ชีวิตความเป็นอยู่ ปากท้อง รายได้ ค่าครองชีพสูง ของกิน-ของใช้แพง 78.32% เพราะมีหนี้สิน เงินไม่พอใช้ รายได้ไม่พอกับรายจ่าย มีภาระมาก ความเป็นอยู่ลำบาก สังคมเหลื่อมล้ำ ฯลฯ  วิธีแก้ ประหยัด กินใช้อย่างพอเพียง ทำงานหารายได้เพิ่ม กู้ยืม หมุนเงิน รัฐบาลช่วยเหลือ เร่งแก้ไขปัญหา ฯลฯ

อันดับ 2 เศรษฐกิจตกต่ำ การค้าการลงทุนไม่ดี 69.05% เพราะกระทบต่อทุกภาคส่วน มีคนตกงาน ต่างชาติไม่ลงทุน ทำให้ประเทศไม่ก้าวหน้า คนไม่มีกำลังซื้อ ฯลฯ วิธีแก้ รัฐกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งเสริมการลงทุน ธนาคารให้กู้ยืมดอกเบี้ยต่ำ ยกเว้นภาษี เร่งจัดการเลือกตั้ง ฯลฯ

อันดับ 3 อุบัติเหตุบนท้องถนน การจราจร 66.46% เพราะเกิดเหตุบ่อยครั้ง มีความรุนแรงมากขึ้น คนใช้รถใช้ถนนมากขึ้น กฎหมายไม่รุนแรง ออกไปทำงานทุกวัน ฯลฯ วิธีแก้ ช่วยกันรณรงค์ กระตุ้นให้เกิดจิตสำนึก ปฏิบัติตามกฎจราจร เมาไม่ขับ ขับรถอย่างมีสติ ไม่ประมาท ฯลฯ

อันดับ 4 การเมือง โดยเฉพาะการเลือกตั้งและความขัดแย้ง 63.45% เพราะยังมีความขัดแย้ง การทุจริตคอรัปชั่น กระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ อยากให้มีการเลือกตั้ง ฯลฯ วิธีแก้ รัฐบาลดำเนินการตามโรดแมป จัดการเลือกตั้ง ปฏิรูปอย่างจริงจัง รับฟังความคิดเห็น ทุกฝ่ายร่วมมือกัน ฯลฯ

อันดับ 5 โรคภัยไข้เจ็บ สุขภาพอนามัย 63.08% เพราะมีโรคประจำตัว กระทบต่อการทำงาน ค่ารักษาพยาบาลสูง กังวลว่าไม่มีคนคอยดูแล ไม่อยากป่วย ฯลฯ วิธีแก้ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ดูแลสุขภาพ พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด กินอาหารมีประโยชน์ ฯลฯ

อันดับ 6 หน้าที่การงาน งานที่ทำ ธุรกิจ ค้าขาย 61.67% เพราะเศรษฐกิจไม่ดี อาจมีการเลิกจ้าง ลดค่าแรง มีลูกค้าน้อยลง รายได้ลด ธุรกิจซบเซา ฯลฯ วิธีแก้ ช่วยเหลือตนเอง หาจุดเด่นเพื่อเพิ่มมูลค่า ขยันทำงานมากขึ้น หารายได้เสริม ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ฯลฯ 

อันดับ 7 สิ่งแวดล้อม ป่าไม้ สภาพอากาศ 45.17% เพราะเสื่อมโทรมลงทุกวัน มีคนบุกรุก ทำร้ายสัตว์ป่าและธรรมชาติ ทำให้โลกร้อน อากาศเปลี่ยนแปลง ฯลฯ วิธีแก้ กระตุ้นให้ทุกคนมีจิตสำนึก ช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม อนุรักษ์และไม่ทำลาย ฟื้นฟูผืนป่า รัฐเอาจริงเอาจัง ฯลฯ

อันดับ 8 คุณภาพการศึกษาไทย 43.12% เพราะมีผลต่อการพัฒนาประเทศ เป็นห่วงเยาวชน ครูและบุคลากรทางการศึกษา การศึกษาไทยรั้งท้าย ฯลฯ วิธีแก้ ปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจัง ปรับโครงสร้างการศึกษา จัดการศึกษาอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ฯลฯ

อันดับ 9 การบังคับใช้กฎหมายอย่างไม่เป็นธรรม สองมาตรฐาน 42.81% เพราะมีข่าวให้เห็นบ่อยครั้ง ใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายในทางมิชอบ ไม่ยุติธรรม คนรวยกับคนจนแตกต่างกัน ฯลฯ วิธีแก้ มีช่องทางร้องเรียน ดำเนินการอย่างจริงจัง มีบทลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเหมาะสม ช่วยกันสอดส่องดูแล ฯลฯ

อันดับ 10 คุณธรรม จริยธรรมของคนในสังคม 40.93% เพราะสังคมเสื่อมโทรม คนเห็นแก่ตัว ไม่มีน้ำใจ อารมณ์ร้อน มีพฤติกรรมรุนแรง โหดร้าย อาชญากรรมมากขึ้น ฯลฯ วิธีแก้ การอบรมเลี้ยงดูที่ดี ปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมตั้งแต่วัยเยาว์ มีแบบอย่างที่ดีให้เห็น ใกล้ชิดศาสนา ฯลฯ


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 14,02, 2018, 20:41:34
https://money.sanook.com/544473/

เศรษฐกิจฟื้นแล้ว! กำไรรัฐวิสาหกิจอู้ฟู่ ประกาศจ่ายโบนัสสูงสุด 7.5 เดือน

การจ่ายโบนัสของบริษัทต่าง ๆ รวมทั้งรัฐวิสาหกิจ ถือเป็นดัชนีชี้วัดการเติบโตทางเศรษฐกิจ แม้ว่าพ่อค้าแม่ค้าอาจสะท้อนความเห็นว่า ยังทำมาค้าไม่คล่องนัก แต่ปี 2560 ที่ผ่านมา เศรษฐกิจดีขึ้น รัฐวิสาหกิจบางแห่งจ่ายโบนัสสูงถึง 7 เดือนครึ่ง

การเปิดเผยถึงผลการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง ในรอบปี 2560 ที่ผ่านมา ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี รัฐวิสาหกิจบางแห่ง จ่ายโบนัสสูงถึง 7 เดือนครึ่ง โดยรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ประกาศจ่ายโบนัสในอัตราสูงขึ้น

ขณะที่รัฐวิสาหกิจที่จ่ายโบนัสสูงสุด 7.5 เดือน มี 2 แห่ง คือ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ซึ่งเป็นโบนัสเท่ากับปีที่ผ่านมา ส่วนอีกแห่งคือ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) โดยเงินพิเศษที่ได้รับในปี 2560 ถือว่าสูงสุด และไม่ได้มีทุกปี ซึ่งผู้บริหารให้เหตุผลว่าเนื่องมาจาก ปตท. มีผลการดำเนินงานที่ดี

ส่วนรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงการคลัง มีรายงานว่าสามารถจ่ายโบนัสสูงสุด 7 เดือน หลายแห่ง เช่น ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ที่ได้รับคะแนนประเมินจากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ หรือ สคร. สูงมาก จึงทำให้จ่ายโบนัส 6 เดือน และเงินเพิ่มอีก 1 เดือน รวมเป็น 7 เดือน สูงกว่าปีที่ผ่านมาที่จ่ายโบนัส 6 เดือน

ส่วนโรงงานยาสูบในปี 2559 จ่ายโบนัส 7 เดือน ซึ่งปี 2560 คาดว่าน่าจะจ่ายได้ใกล้เคียงกับโบนัสเดิม ส่วนธนาคารออมสิน ผู้บริหารประกาศว่าจะจ่ายโบนัส 6 เดือน มากกว่าปี 2559 ที่จ่ายโบนัส 5.3 เดือน

มีรายงานว่า สำหรับสถาบันการเงินของรัฐอื่น ๆ มีผลประกอบการที่ดีขึ้น ประกาศจ่ายโบนัส 2 – 4 เดือน นอกจากนี้พบว่า บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) ประกาศจ่ายโบนัสและเงินพิเศษในปี 2560 ประมาณ 4 เดือน ส่วนการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จ่าย 2 เดือน ขณะที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล มีการจำกัดโบนัสตามกฎหมายไว้ไม่เกิน 3.75 เดือน

ขณะที่การนำส่งรายได้ในปีงบประมาณ 2560 สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล 30,000 ล้านบาท
บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 26,000 ล้านบาท
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) 21,000 ล้านบาท
ธนาคารออมสิน 13,000 ล้านบาท และ
การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) 11,000 ล้านบาท

ด้าน นายชาญวิทย์ นาคบุรี รองผู้อำนวยการ สคร. กล่าวว่า ในรอบปี 2560 ที่ผ่านมา ภาพรวมการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจมีกำไรเพิ่มขึ้นเกือบทุกแห่ง เป็นผลมาจากเศรษฐกิจดีขึ้น และส่วนหนึ่งเพราะ สคร.เข้าไปกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจอย่างใกล้ชิด ทำให้ลดต้นทุนการประกอบธุรกิจลงได้มาก ส่งผลดีทำให้มีกำไรสูงขึ้น

ขณะเดียวกัน ส่วนตัวไม่อยากให้นำโบนัสของรัฐวิสาหกิจ ไปเปรียบเทียบกับเอกชนที่ได้รับโบนัสน้อย เพราะเกณฑ์ที่ใช้นั้นใช้มานานแล้ว และเกณฑ์มีการปรับเปลี่ยนทุกปี โดยเป็นข้อตกลงระหว่างรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งกับ สคร. ซึ่งรัฐวิสาหกิจบางแห่งสามารถจ่ายโบนัสได้ตามผลกำไรที่เพิ่มขึ้น และต้องได้คะแนนประเมินสูง เช่น หากได้ 3 คะแนน สามารถนำกำไรไปจ่ายโบนัสได้ 9% หากได้ 4 คะแนน จ่ายได้ 10% และ 5 คะแนนเต็มจะได้ 11% ถือเป็นแรงจูงใจในการกระตุ้นให้รัฐวิสาหกิจปรับตัว


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 15,02, 2018, 08:00:16
https://money.kapook.com/view150042.html

ปรับอัตราค่าจ้างใหม่ สาขาอาชีพงานฝีมือสูงสุดวันละ 550 บาท เริ่ม 10 ส.ค.นี้

 กระทรวงแรงงาน เผย ขึ้นอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือสูงสุดวันละ 550 บาท ในบางสาขาอาชีพ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2559 เพื่อเป็นแรงผลักดันให้คนทำงานพัฒนาฝีมือเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ

         วันที่ 9 มิถุนายน 2559 นายธีรพล ขุนเมือง ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า พล.อ. ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้เน้นย้ำให้ยกระดับฝีมือแรงงานไทยให้มีมาตรฐานเพื่อให้ค่าจ้างสูงขึ้นและเป็นไปตามอัตราค่าจ้าง ตามมาตรฐานที่คณะกรรมการค่าจ้าง กระทรวงแรงงานกำหนด ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคมนี้เป็นต้นไป

ทั้งนี้อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือสูงสุดวันละ 550 บาท อยู่ในแรงงานสาขาอาชีพช่างหล่อเครื่องประดับ, สาขาอาชีพช่างตกแต่งเครื่องประดับ และสาขาอาชีพช่างฝังอัญมณีบนเครื่องประดับ โดยจะมีแผนกำหนดอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงานในอุตสาหกรรมอื่น ๆ ต่อไป เพื่อเป็นแรงผลักดันให้คนทำงานพัฒนาฝีมือและเป็นแรงงานสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยต่อไป


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: มะอุอุ ที่ 15,02, 2018, 20:45:58
ธุรกิจ SMEs ได้รับผลกระทบจากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำปกติกำไรก็น้อยอยู่แล้วยังมาโดนค่าใช้จ่ายเพิ่มอีก เจ้าของกิจการต้องรับภาระกันเพิ่มขึ้นนะครับดีไม่ดีจะเลิกจ้างพนักงานเพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายแทน งานนี้อาจมีคนตกงานเพิ่มมากกว่าได้ค่าแรงเพิ่มก็เป็นไปได้ครับ


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: beamsound เกิดสมัย ร.9 ที่ 15,02, 2018, 20:59:21
ธุรกิจ SMEs ได้รับผลกระทบจากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำปกติกำไรก็น้อยอยู่แล้วยังมาโดนค่าใช้จ่ายเพิ่มอีก เจ้าของกิจการต้องรับภาระกันเพิ่มขึ้นนะครับดีไม่ดีจะเลิกจ้างพนักงานเพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายแทน งานนี้อาจมีคนตกงานเพิ่มมากกว่าได้ค่าแรงเพิ่มก็เป็นไปได้ครับ
นายจ้างเตรียมกันพักใหญ่แล้วครับ เห็นแว็ปๆ อายิโน๊ะโมโต๊ะไปเปิดที่พม่าแล้ว  โรงงานทำไม้ยางพาราแถวบ้านผมหลายโรง
           มีแต่พม่าและลาวมีทีพักในโรงงานเรียบร้อย  คนไทยหมดสิทธิ รง.ถุงมือก็เช่นกัน ต่างด้าวหมดแล้ว แล้วคนไทย :>
           ไม่ต้องทำงาน :<>


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 16,02, 2018, 17:24:08
เอาข่าวเฟซบุ้ค สถานทูตสหรัฐอเมริกา มาลงหน่อยเข้ากับช่วงฝึก Cobra gold พอดี



เอกอัครราชทูตเดวีส์มอบเงินทุนจำนวน 325,000 ดอลลาร์สหรัฐ จากกองทุนเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาเพื่อการอนุรักษ์ทางวัฒนธรรมของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ให้แก่กองทุนเพื่ออนุสรณ์สถานโลก (WMF) เพื่อบูรณะวัดไชยวัฒนาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในขั้นตอนที่ 2  เอกอัครราชทูตเดวีส์กล่าวว่า “วัดไชยวัฒนารามเป็นสถานที่ที่มีความงดงาม และยังมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมและศาสนาไทยอีกด้วย เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งมรดกโลก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ได้รับการรับรองจากองค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ”  เอกอัครราชทูตเดวีส์กล่าวต่อว่า “กองทุนเอกอัครราชทูตฯ เป็นโครงการที่เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาให้ความช่วยเหลือประเทศเจ้าบ้านด้านการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมที่เปราะบางและเสี่ยงต่อการสูญสลาย  ตั้งแต่ พ.ศ. 2544 เป็นต้นมา กองทุนเอกอัครราชทูตฯ ได้ให้เงินทุนแก่โครงการอนุรักษ์วัฒนธรรมมากกว่า 900 โครงการในกว่า 125 ประเทศทั่วโลก  ผลงานที่มีมานานถึง 17 ปีนี้ถือเป็นความช่วยเหลือทางการเงินหลักในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมทั่วโลก ซึ่งคิดเป็นจำนวนเงินราว 26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ”

Ambassador Glyn Davies awarded a grant of $325,000 from the Ambassadors Fund for Cultural Preservation (AFCP) to The World Monuments Fund which will be used to fund Phase Two of the restoration of Wat Chaiwatthanaram in Ayutthaya. “Wat Chai is a magnificent and beautiful site.  As part of the UNESCO World Heritage area in Ayutthaya, it is also an important part of Thai architectural and religious history,” said Ambassador Davies. “The Ambassadors Fund for Cultural Preservation program allows American Ambassadors to support efforts within their host countries to preserve cultural heritage that is fragile and in danger of being lost forever.  Since 2001, the AFCP program has provided financial support to more than 900 cultural preservation projects in over 125 countries.  This achievement, now 17 years in the making, represents a major contribution of nearly $26 million towards the preservation of cultural heritage worldwide.”


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 16,02, 2018, 19:38:12
http://www.motortrivia.com/2017/01/continental-to-build-tire-plant-in-rayong-thailand/
Continental เปิดฐานการผลิตยางรถในไทย เริ่มเดินเครื่องปี 2562

●   คอนติเนนทอล หนึ่งในผู้พัฒนาเทคโนโลยีระดับสูงชั้นนำของโลก ประกาศเลือกจังหวัดระยองเป็นสถานที่ก่อตั้งโรงงานผลิตยางรถยนต์แห่งใหม่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยการลงทุนในเฟสแรกจะใช้งบประมาณ 250 ล้านยูโร หรือประมาณ 10,000 ล้านบาท และจะเริ่มเดินสายการผลิตได้ภายในปี 2562 เพื่อผลิตยางรถยนต์และยางรถกระบะ

●   โรงงานแห่งนี้จะมีกำลังการผลิตรวม 4 ล้านเส้นต่อปีภายในปี 2565 และสามารถสร้างงานใหม่ให้กับประเทศไทยได้ถึง 900 ตำแหน่ง

●   การลงทุนครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อแผนกลยุทธ์ในระยะยาวของสายงานยางรถยนต์ของคอนติเนนทอลตามแผนงาน “วิสัยทัศน์ปี 2568” (Vision 2025) ในการขยายและสร้างสมดุลของฐานการผลิตเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าอย่างดีที่สุดในทุกภูมิภาคทั่วโลก

●   มร. นิโคไล เซตเซอร์ (Nikolai Setzer) กรรมการบริหารคอนติเนนทอล ผู้รับผิดชอบด้านการจัดซื้อและดูแลส่วนงานยางรถยนต์กล่าวว่า “การลงทุนในประเทศไทย นับเป็นอีกก้าวสำคัญที่ตอกย้ำถึงแผนการเติบโตที่เรามุ่งมั่นตามวิสัยทัศน์ปี 2568 ที่เราเน้นสร้างสมดุลของการกระจายฐานการผลิตทั่วโลก พร้อมไปกับการส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของคอนติเนนทอลในฐานะผู้ผลิตยางรถยนต์ที่มีเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก”

●   “หนึ่งในหัวใจสำคัญของกลยุทธ์ทางธุรกิจในระยะยาวของเราคือ การทำงานที่ฉับไวและมีความยืดหยุ่นสูง เพื่อตอบสนองความต้องการในตลาดได้อย่างรวดเร็ว เราจะมีกำลังการผลิตที่พอเพียงสำหรับภูมิภาคเอเซียแปซิฟิกที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเราเตรียมพร้อมสำหรับการเติบโตตามแผนของบริษัทในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค โดยจะนำศักยภาพด้านการผลิตด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้”

●   มร. ฟิลิปป์ ฟอน เฮอเชต (Philipp von Hirschheydt) หัวหน้าส่วนธุรกิจตลาดยางทดแทนสำหรับรถยนต์และรถกระบะในเอเชียแปซิฟิก กล่าวเสริมว่า “การตัดสินใจเปิดโรงงานผลิตยางรถยนต์แห่งใหม่ของคอนติเนนทอลในประเทศไทย จะสร้างความแข็งแกร่งของบริษัททั้งในตลาดเมืองไทยและในภูมิภาคเอเซียแปซิฟิกมากขึ้น โรงงานแห่งนี้จะรองรับแผนการเติบโตทางธุรกิจของบริษัททั้งในตลาดยางสำหรับโรงงานผู้ผลิตรถยนต์ และตลาดยางทดแทนของผู้ใช้รถครอบคลุมทั้งยางรถยนต์และรถกระบะ ทั้งนี้จะทำให้เราสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าของเราใน 2 ตลาด เราต้องการได้โอกาสในการเจาะตลาดที่กำลังเติบโตของภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะในตลาดยางทดแทน และเรามั่นใจว่าโรงงานของเราจะช่วยให้ทำงานใกล้ชิดกับลูกค้าใหม่ได้มากขึ้น และเป็นการยกระดับตำแหน่งทางการตลาดของเราไปพร้อมกัน”

●   มร. ไมเคิล เอ็กเนอร์ (Michael Egner) ผู้จัดการโครงการการลงทุนสร้างโรงงานใหม่ในเอเซียแปซิฟิก ให้ความเห็นว่า “กระบวนการคัดเลือกทำเลที่ตั้งโรงงานแห่งใหม่ของเรามีความซับซ้อนมาก เราต้องพิจารณาทั้งในเรื่องระยะห่างของของพื้นที่ตั้งโรงงานกับตลาดเป้าหมายและลูกค้า โครงสร้างสาธารณุปโภคพื้นฐานและที่สำคัญคือแรงงาน รวมทั้งสถาบันการศึกษาที่จะสามารถป้อนแรงงานที่มีฝีมือให้แก่เรา รัฐบาลไทยและองค์กรที่เกี่ยวข้องด้านการลงทุนได้ให้การสนับสนุนเราเป็นอย่างดีตลอดกระบวนการตัดสินใจครั้งนี้ บริษัทจึงขอขอบคุณอย่างจริงใจ จากนี้ไปบริษัทจะมุ่งมั่นในการร่วมมือกับทุกฝ่ายเพื่อให้บรรลุความสำเร็จในระยะยาว”

●   สถานที่ตั้งโรงงานผลิตยางรถยนต์แห่งใหม่ของคอนติเนนทอลในจังหวัดระยอง มีคุณสมบัติตอบโจทย์ทุกด้านของการลงทุน ทั้งในด้านทำเลที่ตั้งที่สะดวกในการเข้าถึงลูกค้าและตลาดเป้าหมาย และยังมีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม อยู่ใกล้กรุงเทพมหานครเพียง 140 กม. ห่างจากท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบังเพียง 60 กม. อีกทั้งยังมีวิทยาลัยอาชีวะและมหาวิทยาลัยที่พร้อมป้อนบุคลากรอย่างครบถ้วน ขนาดของโรงงานคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 750,000 ตร.ม. ซึ่งจะรองรับกำลังการผลิตสูงสุดได้ถึง 25 ล้านเส้นต่อปี บริษัทคาดว่าจะเริ่มการก่อสร้างและวางศิลาฤกษ์ในปี 2560 นี้

●   นับตั้งแต่ปี 2542 คอนติเนนทอลมีการลงทุนเปิดโรงงานผลิตยางรถยนต์ที่ Timisoara (โรมาเนีย), Camacari (บราซิล), Hefei (จีน), Kaluga (รัสเซีย), Sumter (สหรัฐฯ), โครงการโรงงานที่จังหวัดระยอง (ประเทศไทย) และโครงการลงทุนสำหรับผลิตยางรถยนต์เชิงพาณิชย์ใน Clinton, Mississippi (สหรัฐฯ) ซึ่งจะช่วยเสริมกำลังการผลิตของคอนติเนนทอลเพิ่มเป็น 21 โรงงาน ครอบคลุม 17 ประเทศ

●   สำหรับภูมิภาคเอเซียแปซิฟิก ปัจจุบันคอนติเนนทอลมีโรงงานเปิดดำเนินการอยู่ห้าแห่งได้แก่ Hefei (จีน), Alor Setar (มาเลเซีย), Petaling Jaya (มาเลเซีย), Modipuram (อินเดีย) และ Kalutara (ศรีลังกา) นับตั้งแต่เริ่มโครงการ วิสัยทัศน์ปี 2568 ส่วนงานยางรถยนต์ของคอนติเนนทอลได้ทำการลงทุนมูลค่ากว่า 3 พันล้านยูโรเพื่อขยายกำลังการผลิต วิจัย และพัฒนา ครอบคลุมหลายพื้นที่ทั่วโลก ในปี 2559 คอนติเนนทอลสามารถผลิตยางรถยนต์และยางรถกระบะได้มากกว่า 150 ล้านเส้น

Continental Corporation
●   Continental เป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีระดับสุดยอดเพื่อรองรับการขนส่งผู้คนและสินค้าต่างๆ ในฐานะพันธมิตรที่เชื่อถือได้ของผู้จำหน่ายรถยนต์ในระดับนานาชาติ ผู้ผลิตยางรถยนต์ และพันธมิตรในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ บริษัทพร้อมเต็มที่ในการจัดหาผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปลอดภัย สะดวกสบาย ตอบสนองความต้องการเฉพาะและคุ้มค่า ในปี 2559 บริษัทสามารถทำยอดขายได้ถึงประมาณ 40,500 ล้านยูโรผ่านห้าสายงานได้แก่ Chassis & Safety, Interior, Powertrain, Tire และ ContiTech ปัจจุบัน Continental มีพนักงานกว่า 220,000 คนใน 55 ประเทศ

●   สายงานยางรถยนต์ (Tire Division) ปัจจุบันมีสายการผลิตและการพัฒนาผลิตภัณฑ์กว่า 24 แห่งครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วโลก ผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและการลงทุนอย่างต่อเนื่องด้าน R&D มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการลดค่าใช้จ่ายและพัฒนาระบบการทำงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุด ในฐานะผู้ผลิตชั้นนำระดับโลกที่มีพนักงานถึง 49,000 อัตรา Tire Division สามารถทำยอดขายในปี 2558 ได้สูงถึง 10,400 ล้านยูโร   ●



หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: มะอุอุ ที่ 16,02, 2018, 19:40:30
เอาข่าวเฟซบุ้ค สถานทูตสหรัฐอเมริกา มาลงหน่อยเข้ากับช่วงฝึก Cobra gold พอดี



เอกอัครราชทูตเดวีส์มอบเงินทุนจำนวน 325,000 ดอลลาร์สหรัฐ จากกองทุนเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาเพื่อการอนุรักษ์ทางวัฒนธรรมของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ให้แก่กองทุนเพื่ออนุสรณ์สถานโลก (WMF) เพื่อบูรณะวัดไชยวัฒนาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในขั้นตอนที่ 2  เอกอัครราชทูตเดวีส์กล่าวว่า “วัดไชยวัฒนารามเป็นสถานที่ที่มีความงดงาม และยังมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมและศาสนาไทยอีกด้วย เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งมรดกโลก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ได้รับการรับรองจากองค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ”  เอกอัครราชทูตเดวีส์กล่าวต่อว่า “กองทุนเอกอัครราชทูตฯ เป็นโครงการที่เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาให้ความช่วยเหลือประเทศเจ้าบ้านด้านการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมที่เปราะบางและเสี่ยงต่อการสูญสลาย  ตั้งแต่ พ.ศ. 2544 เป็นต้นมา กองทุนเอกอัครราชทูตฯ ได้ให้เงินทุนแก่โครงการอนุรักษ์วัฒนธรรมมากกว่า 900 โครงการในกว่า 125 ประเทศทั่วโลก  ผลงานที่มีมานานถึง 17 ปีนี้ถือเป็นความช่วยเหลือทางการเงินหลักในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมทั่วโลก ซึ่งคิดเป็นจำนวนเงินราว 26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ”

Ambassador Glyn Davies awarded a grant of $325,000 from the Ambassadors Fund for Cultural Preservation (AFCP) to The World Monuments Fund which will be used to fund Phase Two of the restoration of Wat Chaiwatthanaram in Ayutthaya. “Wat Chai is a magnificent and beautiful site.  As part of the UNESCO World Heritage area in Ayutthaya, it is also an important part of Thai architectural and religious history,” said Ambassador Davies. “The Ambassadors Fund for Cultural Preservation program allows American Ambassadors to support efforts within their host countries to preserve cultural heritage that is fragile and in danger of being lost forever.  Since 2001, the AFCP program has provided financial support to more than 900 cultural preservation projects in over 125 countries.  This achievement, now 17 years in the making, represents a major contribution of nearly $26 million towards the preservation of cultural heritage worldwide.”

การรักษาไว้ซึ่งประวัติศาตร์ให้พ้นจากภัยธรรมชาติเป็นเรื่องที่ ต้องใช้ความพยายามและความอดทนมากๆครับ ชาวอยุธยารู้ดีว่าแต่ละปีๆ หน่วยงานต่างๆที่รับผิดชอบต้องใช้ความอดทนและความพยายามในการรักษาไว้ให้โบราณสถานงดงามและอยู่คู่กับประเทศไทยไปยาวนาน
จากการทีอเมริกามอบเงินเพื่อบูรณะวัดไชยวัฒนารามแสดงให้เห็นว่าการอนุรักษ์คือภารกิจของพลเมืองโลก....ยังไงเราชาวไทยก็ช่วยกันรักษาไว้ซึ่งประวัติศาสตร์ชาติไทยกันนะครับ


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: มะอุอุ ที่ 17,02, 2018, 22:16:24
“อาคม” ชงรถไฟทางคู่เข้า ครม. มี.ค.นี้

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1206400


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 18,02, 2018, 19:59:53
https://www.prachachat.net/facebook-instant-article/news-118198

แลนด์มาร์กใหม่ “สะพานเลียบทะเลชลบุรี” ขยาย “อ่างศิลา-คลองตำหรุ บูมท่องเที่ยว-

จากถนนตามผังเมืองรวมจังหวัดชลบุรี “สาย ฉ” ที่ขีดแนวโดยกรมโยธาธิการและผังเมือง เพื่อแก้ปัญหารถติด

ปัจจุบันกลายเป็น “สะพานเลียบชายฝั่งทะเลชลบุรี” แลนด์มาร์กใหม่ที่ลือชื่อ หลังเปิดใช้ปลายปี 2559 เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยมีสะพานเลียบชายทะเล

ทั้งโครงการมีระยะทางรวม 17 กม. แนวเส้นทางจะสร้างคู่ขนานไปกับถนนสุขุมวิท แต่ผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (สผ.) เมื่อปี 2556 ให้ก่อสร้างได้ 7 กม.

โครงการถูกออกแบบก่อสร้างมีทั้งงานถนนและสะพาน ขนาด 4 ช่องจราจร แบ่งสร้าง 5 ช่วง ค่าก่อสร้าง 1,800 ล้านบาท ก่อสร้างโดยกรมโยธาธิการและผังเมือง และหน่วยงานท้องถิ่น

ปัจจุบันสร้างเสร็จเปิดใช้แล้วมีช่วงที่ 1 จากศาลารวมใจชลไปถึงโรงปรับปรุงคุณภาพน้ำ อ.เมืองชลบุรี จ.ชลบุรี ยาว 1,880 เมตร เปิดใช้วันที่ 14 ก.ย. 2560

ช่วงที่ 3 งานสะพานเลียบชายทะเล จากเทศบาล ต.บางทราย ถึงบางทรายซอย 83 ยาว 980 เมตร เปิดใช้วันที่ 16 พ.ย. 2559 ช่วงที่ 4 และ 5 จากศาลารวมใจชล ถึงถนนคลองสังเขป ยาว 2,400 เมตร

เหลือช่วงที่ 2 จากโรงปรับปรุงคุณภาพน้ำ อ.เมืองชลบุรี จ.ชลบุรี ถึงถนนหน้าองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี ยาว 1,600 เมตร ค่าก่อสร้างกว่า 400 ล้านบาท ตามแผนกรมโยธาฯจะเริ่มก่อสร้างในเดือน เม.ย. 2561 แล้วเสร็จ 2563

ปัจจุบันทางจังหวัดตั้งชื่ออย่างเป็นทางการให้สะพานแห่งนี้ว่า “สะพานชลมารควิถี” ล่าสุดยังได้เสนอคณะรัฐมนตรีสัญจรที่จันทบุรี จะต่อขยายเส้นทางช่วงหัว-ท้ายออกไปอีก 11.5 กม.เพื่อให้โครงข่ายสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

โดยจะต่อขยายจากช่วงบางกรวย-ถนนสุขุมวิท บริเวณคลองตำหรุ 9 กม. และต่อจากช่วงที่ 2 ไปถึงทางหลวง 3134 เป็นถนนเข้าอ่างศิลา 2.5 กม. หลังจากนี้จะจ้างที่ปรึกษาและทำรายงานอีไอเอ คาดว่าจะใช้เวลา 2 ปีกว่าจะได้รับอนุมัติและเริ่มก่อสร้างได้

เมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะเป็นเส้นทางลัดเลี่ยงรถติดในเมือง ช่วยร่นระยะเวลาการเดินทางเหลือไม่ถึง 1 ชั่วโมง

อีกทั้งเป็นโครงข่ายใหม่ให้กับจังหวัดชลบุรี อยู่ในพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก และระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) เนื่องจากเป็นเมืองสำคัญด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว ในระดับนานาชาติ มีการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว และเกิดปัญหารถติด ถนนสายนี้จะเป็นทางเลือกหนึ่งในการเดินทาง ไปท่องเที่ยว และโลจิสติกส์ของจังหวัดชลบุรี


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 20,02, 2018, 12:17:42
เส้นเกษตร - นวมินทร์

สรุปแล้ว!!!! ตอม่อเกษตร-นวมินทร์ สร้างทั้งทางด่วนและรถไฟฟ้านะคะ

*****(19/2/61)วันนี้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้สรุปผลการพิจารณาโครงการระบบทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือ พื้นที่ที่มีการก่อสร้างเสาตอม่อเตรียมไว้แล้วบนแนวกึ่งกลางถนนประเสริฐมนูกิจ (ถนนเกษตร-นวมินทร์) ซึ่งที่ผ่านมามีรูปแบบพิจารณา 4 รูปแบบ คือ

1. การพัฒนาด้วยระบบขนส่งมวลชน (รถไฟฟ้า)

2. การพัฒนาด้วยระบบทางพิเศษ (ทางด่วน) ขั้นที่ 3 สายเหนือตอน N2 และ E-W corridor (โครงข่ายเชื่อมต่อจาก N2 กับทางหลวงพิเศษหมายเลข 9)

3. การพัฒนาด้วยระบบทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือตอน N2 และส่วนต่อขยายกับแนวโครงข่ายทดแทน N1 แนวคลองบางบัวและคลองบางเขน

4. การพัฒนาด้วยระบบขนส่งมวลชน (รถไฟฟ้า) และระบบทางด่วนบนแนวเส้นทางเดียวกัน

*****จากการศึกษาได้ข้อสรุปว่า รูปแบบที่ 4 ที่มีรถไฟฟ้าและทางด่วนอยู่ในเส้นทางเดียวกันมีความเหมาะสมที่จะสามารถรองรับการเดินทางได้ที่สุด อีกทั้งยังสอดคล้องกับนโยบายภาครัฐในการส่งเสริมการเดินทางด้วยระบขนส่งมวลชนทางราง เพิ่มความสะดวก ปลอดภัยและประหยัดเวลา

*****สำหรับแนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาลช่วงแคราย-ลำสาลี (บึงกุ่ม) จะเริ่มต้นจากแยกแครายมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกตามแนวถนนงามวงศ์วาน จุดตัดทางพิเศษศรีรัช แยกพงษ์เพชร แยกบางเขน แยกเกษตร ต่อเนื่องไปตามแนวถนนประเสริฐมนูกิจ ผ่านจุดตัดถนนลาดปลาเค้า แยกเสนา จุดตัดถนนสุคนธสวัสดิ์ จุดตัดทางพิเศษฉลองรัช (รามอินทรา-อาจณรงค์) จุดตัดทางหลวง 350 จุดตัดถนนนวมินทร์เลี้ยวขวาไปทางทิศใต้ตามแนวถนนนวมินทร์ ผ่านแยกโพธิ์แก้ว แยกศรีบูรพา แยกแฮปปี้แลนด์ แยกบางกะปิ สิ้นสุดที่จุดตัดถนนพ่วงศิริและถนนรามคำแหง รวมระยะทางประมาณ 22 กิโลเมตรจำนวนสถานีเบื้องต้น 18 สถานี

*****ส่วนของระบบทางด่วนจะเป็นการต่อขยายแนวระบบทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือตอน N2 และส่วนต่อขยายไปยังถนนวงแหวนรอบนอกฝั่งตะวันออก เชื่อมต่อกับทางพิเศษศรีรัชถนนวงแหวนรอบนอกฝั่งตะวันตก ส่วนต่อขยายที่ทางแยกต่างระดับรัชวิภา โดยแนวเส้นทางแบ่งเป็น2 ช่วงคือ
1. ช่วงแนวทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือตอน N2 และส่วนต่อขยายไปยังถนนวงแหวนรอบนอกฝั่งตะวันออก ระยะทางประมาณ 12 กิโลเมตรและ
2. ช่วงทดแทนตอน N1 แนวคลองบางบัว คลองบางเขน และเรียบขนานดอนเมืองโทลล์เวย์ระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร

Timeline งานก่อสร้างเบื้องต้นจะเสนอให้ครม. อนุมัติในหลักการภายในสิ้นปีนี้ หลังจากนั้นจะให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการต่อ อาจจะไม่จำเป็นต้องสร้างพร้อมกัน แต่จะมีการวางแผนงานก่อสร้างร่วมกัน

ทั้งนี้โครงการยังไม่ได้ออกแบบรายละเอียดหรือออกแบบก่อสร้าง สำหรับรูปแบบโครงการและรูปแบบรถไฟฟ้าเป็นแนวคิดที่สรุปมาได้เบื้องต้นเท่านั้นค่ะ

อัพเดทเพิ่มเติม สนข.ตั้งใจจะบรรจุโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาลเข้า M-Map 1 โดยเป็นรถไฟฟ้าสายที่ 11 จากเดิมที่มี 10 สาย หวังให้กทม.-ปริมณฑลกลายเป็น “มหานคร” ได้อย่างสมบูรณ์ โดยคาดว่าจะก่อสร้างเสร็จภายในปี 2572

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมคลิก https://www.home.co.th/hometips/detail/90294

Cr.home.co.th


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: มะอุอุ ที่ 20,02, 2018, 22:27:07
ทางด่วนและรถไฟฟ้าก็มีความสำคัญในหน้าที่ของมันเองครับ แล้วแต่ความแหมาะสมของพื้นที่ รถไฟฟ้าถ้าสร้างผ่านมหาวิทยาลัยเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นิสิตและบุคลากรในมหาวิทยาลัย ส่วนทางด่วนก็มีความสำคัญในการจราจร แต่ปัญหาก็มีผลกระทบด้านมลพิษ ทุกอย่างมีข้อดีข้อเสียครับ ยังไงก็ขอให้ได้ข้อสรุปที่ตรงกันเร็วๆนะครับ


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 22,02, 2018, 10:43:33
https://www.prachachat.net/property/news-120604

ดันสถานีบางซื่อเทียบชั้นสุวรรณภูมิ “ไพรินทร์”สั่งใช้โมเดลทอท.ดึงเอกชนบริหาร

“ไพรินทร์” สั่งรถไฟใช้โมเดล ทอท.บริหารสนามบินสุวรรณภูมิ ต้นแบบจัดการพื้นที่สถานีกลางบางซื่อ 3 แสนตารางเมตร หวั่นตั้งบริษัทลูกไม่ทัน เล็ง outsource เอกชนมืออาชีพดำเนินการรายสัญญา ไล่ตั้งแต่พื้นที่ร้านค้า เก็บค่าจอดรถ จ้างแม่บ้านยัน รปภ. ส่องผลงานก่อสร้างรุดหน้ากว่า 60% อิตาเลียนไทยขอขยายเวลาเพิ่ม 100 วัน ร.ฟ.ท.ยังคงเป้าเปิดหวูด มิ.ย. 2563

แหล่งข่าวจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ ร.ฟ.ท.อยู่ระหว่างหารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ถึงแนวทางการบริหารจัดการพื้นที่สถานีกลางบางซื่อของรถไฟฟ้าสายสีแดง (บางซื่อ-รังสิต และบางซื่อ-ตลิ่งชัน) เพื่อให้ได้ข้อสรุปก่อนจะเปิดบริการในเดือน มิ.ย. 2563
 
“จะต้องสรุปว่าการบริหารจัดการจะให้ ร.ฟ.ท.ดำเนินการเองหรือให้เอกชนมาบริหารโครงการ และต้องเปิด PPP หรือไม่ เนื่องจากการจัดตั้งบริษัทบริหารทรัพย์สิน บริษัทลูก ร.ฟ.ท.มาดำเนินการ คงจะไม่ทันกับกำหนดการเปิดบริการของรถไฟฟ้า”
 
สถานีบางซื่อน้อง ๆ สุวรรณภูมิ
 
แหล่งข่าวกล่าวว่า ทั้งนี้สถานีกลางบางซื่อเป็นสถานีที่มีขนาดใหญ่ มีพื้นที่ใช้สอยประมาณ 300,000 ตารางเมตร หรือเท่ากับ 1 ใน 3 ของพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ ทำให้ต้องบริหารพื้นที่สถานีให้เหมือนกับสนามบินสุวรรณภูมิ จะต้องมีการบริหารพื้นที่หลายส่วน เช่น พื้นที่เชิงพาณิชย์ มีอยู่ 6,000 ตารางเมตร การจ้างพนักงานรักษาความปลอดภัยดูแลภายในและภายนอกสถานี พนักงานรักษาความสะอาด การติดตั้งกล้องวงจรปิด จัดเก็บค่าที่จอดรถ ระบบไฟฟ้า น้ำประปา เป็นต้น ซึ่งประเทศไทยยังไม่เคยมีสถานีรถไฟที่ใหญ่ขนาดนี้มาก่อน
 
ล่าสุด นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม สั่งการให้ ร.ฟ.ท.ไปหารือกับบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.ว่า จะมีแนวทางเสนอแนะอย่างไรได้บ้าง เนื่องจากลักษณะการบริหารจะคล้ายกัน พร้อมกับย้ำว่า ร.ฟ.ท.ไม่ควรจะดำเนินการเอง ควรจ้างเอกชนดำเนินการ เนื่องจากจะมีประสิทธิภาพมากกว่า
 
จ้างเอกชนบริหารจัดการ
 
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ทั้งนี้มีความเป็นไปได้สูงที่ ร.ฟ.ท.จะดำเนินการเอง โดยเปิดให้เอกชนมาดำเนินการในแต่ละงาน ในลักษณะเอาต์ซอร์ซ (outsource) เหมือนกับที่สนามบินสุวรรณภูมิ ที่จะมีการจ้างบริษัทมาเข็นกระเป๋า บริหารพื้นที่ร้านค้า เนื่องจากการให้เอกชนมาร่วม PPP จะต้องใช้เวลาดำเนินการ 2 ปี
 
“เรื่องเร่งด่วนตอนนี้ คือ จะทำยังไงกับการบริหารพื้นที่สถานีกลางบางซื่อ ทุกอย่างต้องแล้วเสร็จในปี 2562 เพราะเมื่อถึงปี 2563 รถไฟฟ้าเปิดใช้แล้ว พื้นที่คอมเมอร์เชี่ยลหรือการบริการอื่น ๆ ก็ต้องพร้อมให้บริการผู้โดยสารที่มาใช้รถไฟฟ้าด้วย”
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานีกลางบางซื่อ มีพื้นที่กว่า 400 ไร่ (สถานีบางซื่อเก่ารวมกับบริเวณใกล้เคียง) เป็นสถานีต้นทางของรถไฟฟ้าสายสีแดง และเป็นสถานีมีพื้นที่ใหญ่ที่สุด โดยอาคารสถานีมีพื้นที่ใช้สอย 300,000 ตารางเมตร เมื่อแล้วเสร็จจะเป็นศูนย์กลางการเดินทางด้วยระบบรางแห่งใหม่และใหญ่ที่สุดของประเทศและภูมิภาคอาเซียน
 
เนื่องจากจะเป็นสถานีชุมทางของรถไฟทางไกลสายเหนือ สายตะวันออก และสายใต้ ระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดง แอร์พอร์ตลิงก์ และรถไฟความเร็วสูงที่จะพัฒนาในอนาคต
 
รูปแบบสถานีออกแบบเป็น 4 ชั้น มี 24 ชานชาลา เริ่มจาก “ชั้นใต้ดิน” เป็นพื้นที่สำหรับจอดรถประมาณ 1,700 คัน มีโถงเชื่อมต่อขึ้นไปยังชั้นจำหน่ายตั๋วโดยสาร และมีทางเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าใต้ดินสถานีบางซื่อ
 
“ชั้นพื้นดิน” หรือชั้น 1 เป็นพื้นที่โถงพักคอยและรับผู้โดยสาร มีพื้นที่ชั้นลอยสำหรับควบคุมระบบการเดินรถ และต้อนรับบุคคลสำคัญ มีพื้นที่จำหน่ายตั๋วโดยสาร พื้นที่พาณิชยกรรม ร้านค้า และเป็นจุดเชื่อมต่อไปยังสถานีบางซื่อของรถไฟฟ้าใต้ดิน รถ บขส.และ ขสมก.
 
“ชั้นที่ 2” เป็นชั้นชานชาลารถไฟสายสีแดง 4 ชานชาลา และรถไฟทางไกลทุกเส้นทาง 8 ชานชาลา และ “ชั้นที่ 3” เป็นชั้นชานชาลารถไฟความเร็วสูงทุกเส้นทาง 10 ชานชาลา และรถไฟแอร์พอร์ตลิงก์ 2 ชานชาลา
 
ใช้โมเดล ทอท.เป็นต้นแบบ
 
ด้านนายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ได้มอบให้ ร.ฟ.ท.ไปศึกษารูปแบบการจัดการบริหารพื้นที่สถานีกลางบางซื่อกับ ทอท. เนื่องจาก ทอท.มีประสบการณ์บริหารพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิมาแล้ว
 
ซึ่งสถานีกลางบางซื่อส่วนที่เป็นอาคารสถานีมีขนาดใหญ่มากพอ ๆ กับสนามบินสุวรรณภูมิ เพราะออกแบบเป็นอาคารสูง 3 ชั้นรวมใต้ดินเป็น 4 ชั้น ส่วนการดำเนินการยังไม่สรุปว่า ร.ฟ.ท.จะดำเนินการเองโดยจ้างเอกชนมาดำเนินการเป็นส่วน ๆ หรือให้บริษัทลูกที่ ร.ฟ.ท.จะจัดตั้งมาบริหารจัดการ อยู่ระหว่างทำรายละเอียด แต่คงไม่ให้ ร.ฟ.ท.ดำเนินการเองเหมือนที่ผ่านมา ที่มีการซอยสัญญายิบย่อย ทั้งนี้จะเร่งดำเนินการโดยเร็วเพื่อให้เปิดบริการพร้อมกับรถไฟฟ้าสายสีแดงในปี 2563
 
งานก่อสร้างคืบหน้า 60%
 
สำหรับความคืบหน้าของรถไฟฟ้าสายสีแดง แหล่งข่าวกล่าวว่า ขณะนี้ภาพรวมงานก่อสร้างทั้งโครงการคืบหน้าแล้วกว่า 60% แยกเป็นงานสัญญาที่ 1 งานสถานีกลางบางซื่อ และศูนย์ซ่อมบำรุง เริ่มงานก่อสร้างเมื่อวันที่ 10 ก.พ. 2556 มีกลุ่มกิจการร่วมค้า SU (บมจ.ซิโน-ไทยฯ และ บมจ.ยูนิคฯ) เป็นผู้ก่อสร้าง ล่าสุดมีผลงานเร็วกว่าแผน มีความคืบหน้าอยู่ที่ประมาณ 65% ตามแผนที่ปรับตามการขอขยายเวลาของผู้รับเหมาจะแล้วเสร็จในปี 2562
 
สัญญาที่ 2 งานโครงสร้างทางวิ่งยกระดับและระดับพื้น งานสถานี 8 แห่ง และถนนเลียบทางรถไฟและถนนทางข้ามไซต์ก่อสร้างของ บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ หลังเริ่มงานตอกเข็มเมื่อวันที่ 10 ก.พ. 2556 ปัจจุบันคืบหน้า 94.65% ยังล่าช้าจากแผนเล็กน้อย ล่าสุดขอขยายเวลาก่อสร้างออกไปอีก 100 วัน จากสิ้นสุดวันที่ 10 ก.พ.ที่ผ่านมา เป็นเดือน พ.ค. 2561
 
และสัญญาที่ 3 งานระบบไฟฟ้า เครื่องกลและจัดหาตู้รถไฟฟ้า ได้กลุ่มมิตซูบิชิ-ฮิตาชิ-สุมิโตโมจากประเทศญี่ปุ่น เป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งได้เริ่มงานเมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 2559 ล่าสุดมีความคืบหน้า 24.39% ยังล่าช้าจากแผน 20% ตามแผนจะแล้วเสร็จในปี 2563



หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: มะอุอุ ที่ 22,02, 2018, 16:55:55
https://www.prachachat.net/property/news-120604

ดันสถานีบางซื่อเทียบชั้นสุวรรณภูมิ “ไพรินทร์”สั่งใช้โมเดลทอท.ดึงเอกชนบริหาร

“ไพรินทร์” สั่งรถไฟใช้โมเดล ทอท.บริหารสนามบินสุวรรณภูมิ ต้นแบบจัดการพื้นที่สถานีกลางบางซื่อ 3 แสนตารางเมตร หวั่นตั้งบริษัทลูกไม่ทัน เล็ง outsource เอกชนมืออาชีพดำเนินการรายสัญญา ไล่ตั้งแต่พื้นที่ร้านค้า เก็บค่าจอดรถ จ้างแม่บ้านยัน รปภ. ส่องผลงานก่อสร้างรุดหน้ากว่า 60% อิตาเลียนไทยขอขยายเวลาเพิ่ม 100 วัน ร.ฟ.ท.ยังคงเป้าเปิดหวูด มิ.ย. 2563

แหล่งข่าวจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ ร.ฟ.ท.อยู่ระหว่างหารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ถึงแนวทางการบริหารจัดการพื้นที่สถานีกลางบางซื่อของรถไฟฟ้าสายสีแดง (บางซื่อ-รังสิต และบางซื่อ-ตลิ่งชัน) เพื่อให้ได้ข้อสรุปก่อนจะเปิดบริการในเดือน มิ.ย. 2563
 
“จะต้องสรุปว่าการบริหารจัดการจะให้ ร.ฟ.ท.ดำเนินการเองหรือให้เอกชนมาบริหารโครงการ และต้องเปิด PPP หรือไม่ เนื่องจากการจัดตั้งบริษัทบริหารทรัพย์สิน บริษัทลูก ร.ฟ.ท.มาดำเนินการ คงจะไม่ทันกับกำหนดการเปิดบริการของรถไฟฟ้า”
 
สถานีบางซื่อน้อง ๆ สุวรรณภูมิ
 
แหล่งข่าวกล่าวว่า ทั้งนี้สถานีกลางบางซื่อเป็นสถานีที่มีขนาดใหญ่ มีพื้นที่ใช้สอยประมาณ 300,000 ตารางเมตร หรือเท่ากับ 1 ใน 3 ของพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ ทำให้ต้องบริหารพื้นที่สถานีให้เหมือนกับสนามบินสุวรรณภูมิ จะต้องมีการบริหารพื้นที่หลายส่วน เช่น พื้นที่เชิงพาณิชย์ มีอยู่ 6,000 ตารางเมตร การจ้างพนักงานรักษาความปลอดภัยดูแลภายในและภายนอกสถานี พนักงานรักษาความสะอาด การติดตั้งกล้องวงจรปิด จัดเก็บค่าที่จอดรถ ระบบไฟฟ้า น้ำประปา เป็นต้น ซึ่งประเทศไทยยังไม่เคยมีสถานีรถไฟที่ใหญ่ขนาดนี้มาก่อน
 
ล่าสุด นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม สั่งการให้ ร.ฟ.ท.ไปหารือกับบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.ว่า จะมีแนวทางเสนอแนะอย่างไรได้บ้าง เนื่องจากลักษณะการบริหารจะคล้ายกัน พร้อมกับย้ำว่า ร.ฟ.ท.ไม่ควรจะดำเนินการเอง ควรจ้างเอกชนดำเนินการ เนื่องจากจะมีประสิทธิภาพมากกว่า
 
จ้างเอกชนบริหารจัดการ
 
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ทั้งนี้มีความเป็นไปได้สูงที่ ร.ฟ.ท.จะดำเนินการเอง โดยเปิดให้เอกชนมาดำเนินการในแต่ละงาน ในลักษณะเอาต์ซอร์ซ (outsource) เหมือนกับที่สนามบินสุวรรณภูมิ ที่จะมีการจ้างบริษัทมาเข็นกระเป๋า บริหารพื้นที่ร้านค้า เนื่องจากการให้เอกชนมาร่วม PPP จะต้องใช้เวลาดำเนินการ 2 ปี
 
“เรื่องเร่งด่วนตอนนี้ คือ จะทำยังไงกับการบริหารพื้นที่สถานีกลางบางซื่อ ทุกอย่างต้องแล้วเสร็จในปี 2562 เพราะเมื่อถึงปี 2563 รถไฟฟ้าเปิดใช้แล้ว พื้นที่คอมเมอร์เชี่ยลหรือการบริการอื่น ๆ ก็ต้องพร้อมให้บริการผู้โดยสารที่มาใช้รถไฟฟ้าด้วย”
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานีกลางบางซื่อ มีพื้นที่กว่า 400 ไร่ (สถานีบางซื่อเก่ารวมกับบริเวณใกล้เคียง) เป็นสถานีต้นทางของรถไฟฟ้าสายสีแดง และเป็นสถานีมีพื้นที่ใหญ่ที่สุด โดยอาคารสถานีมีพื้นที่ใช้สอย 300,000 ตารางเมตร เมื่อแล้วเสร็จจะเป็นศูนย์กลางการเดินทางด้วยระบบรางแห่งใหม่และใหญ่ที่สุดของประเทศและภูมิภาคอาเซียน
 
เนื่องจากจะเป็นสถานีชุมทางของรถไฟทางไกลสายเหนือ สายตะวันออก และสายใต้ ระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดง แอร์พอร์ตลิงก์ และรถไฟความเร็วสูงที่จะพัฒนาในอนาคต
 
รูปแบบสถานีออกแบบเป็น 4 ชั้น มี 24 ชานชาลา เริ่มจาก “ชั้นใต้ดิน” เป็นพื้นที่สำหรับจอดรถประมาณ 1,700 คัน มีโถงเชื่อมต่อขึ้นไปยังชั้นจำหน่ายตั๋วโดยสาร และมีทางเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าใต้ดินสถานีบางซื่อ
 
“ชั้นพื้นดิน” หรือชั้น 1 เป็นพื้นที่โถงพักคอยและรับผู้โดยสาร มีพื้นที่ชั้นลอยสำหรับควบคุมระบบการเดินรถ และต้อนรับบุคคลสำคัญ มีพื้นที่จำหน่ายตั๋วโดยสาร พื้นที่พาณิชยกรรม ร้านค้า และเป็นจุดเชื่อมต่อไปยังสถานีบางซื่อของรถไฟฟ้าใต้ดิน รถ บขส.และ ขสมก.
 
“ชั้นที่ 2” เป็นชั้นชานชาลารถไฟสายสีแดง 4 ชานชาลา และรถไฟทางไกลทุกเส้นทาง 8 ชานชาลา และ “ชั้นที่ 3” เป็นชั้นชานชาลารถไฟความเร็วสูงทุกเส้นทาง 10 ชานชาลา และรถไฟแอร์พอร์ตลิงก์ 2 ชานชาลา
 
ใช้โมเดล ทอท.เป็นต้นแบบ
 
ด้านนายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ได้มอบให้ ร.ฟ.ท.ไปศึกษารูปแบบการจัดการบริหารพื้นที่สถานีกลางบางซื่อกับ ทอท. เนื่องจาก ทอท.มีประสบการณ์บริหารพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิมาแล้ว
 
ซึ่งสถานีกลางบางซื่อส่วนที่เป็นอาคารสถานีมีขนาดใหญ่มากพอ ๆ กับสนามบินสุวรรณภูมิ เพราะออกแบบเป็นอาคารสูง 3 ชั้นรวมใต้ดินเป็น 4 ชั้น ส่วนการดำเนินการยังไม่สรุปว่า ร.ฟ.ท.จะดำเนินการเองโดยจ้างเอกชนมาดำเนินการเป็นส่วน ๆ หรือให้บริษัทลูกที่ ร.ฟ.ท.จะจัดตั้งมาบริหารจัดการ อยู่ระหว่างทำรายละเอียด แต่คงไม่ให้ ร.ฟ.ท.ดำเนินการเองเหมือนที่ผ่านมา ที่มีการซอยสัญญายิบย่อย ทั้งนี้จะเร่งดำเนินการโดยเร็วเพื่อให้เปิดบริการพร้อมกับรถไฟฟ้าสายสีแดงในปี 2563
 
งานก่อสร้างคืบหน้า 60%
 
สำหรับความคืบหน้าของรถไฟฟ้าสายสีแดง แหล่งข่าวกล่าวว่า ขณะนี้ภาพรวมงานก่อสร้างทั้งโครงการคืบหน้าแล้วกว่า 60% แยกเป็นงานสัญญาที่ 1 งานสถานีกลางบางซื่อ และศูนย์ซ่อมบำรุง เริ่มงานก่อสร้างเมื่อวันที่ 10 ก.พ. 2556 มีกลุ่มกิจการร่วมค้า SU (บมจ.ซิโน-ไทยฯ และ บมจ.ยูนิคฯ) เป็นผู้ก่อสร้าง ล่าสุดมีผลงานเร็วกว่าแผน มีความคืบหน้าอยู่ที่ประมาณ 65% ตามแผนที่ปรับตามการขอขยายเวลาของผู้รับเหมาจะแล้วเสร็จในปี 2562
 
สัญญาที่ 2 งานโครงสร้างทางวิ่งยกระดับและระดับพื้น งานสถานี 8 แห่ง และถนนเลียบทางรถไฟและถนนทางข้ามไซต์ก่อสร้างของ บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ หลังเริ่มงานตอกเข็มเมื่อวันที่ 10 ก.พ. 2556 ปัจจุบันคืบหน้า 94.65% ยังล่าช้าจากแผนเล็กน้อย ล่าสุดขอขยายเวลาก่อสร้างออกไปอีก 100 วัน จากสิ้นสุดวันที่ 10 ก.พ.ที่ผ่านมา เป็นเดือน พ.ค. 2561
 
และสัญญาที่ 3 งานระบบไฟฟ้า เครื่องกลและจัดหาตู้รถไฟฟ้า ได้กลุ่มมิตซูบิชิ-ฮิตาชิ-สุมิโตโมจากประเทศญี่ปุ่น เป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งได้เริ่มงานเมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 2559 ล่าสุดมีความคืบหน้า 24.39% ยังล่าช้าจากแผน 20% ตามแผนจะแล้วเสร็จในปี 2563



ผมว่าอย่างน้อยก็ดีกว่ารฟทจัดการเองนะ


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: Viengping 9 ที่ 24,02, 2018, 09:32:06
 :<> ขอบคุณครับท่าน :<>


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: มะอุอุ ที่ 25,02, 2018, 16:35:43
(https://www.img.in.th/images/c52d1f59e017e6a9e0ee0d226c0d9a6f.md.jpg) (https://www.img.in.th/image/FnQYTL)

ยอดผลิตรถยนต์เดือน ม.ค. แตะ 1.66 แสนคัน ส่งสัญญาณบวก ขยายตัว 9.15% เติบโตทั้งในประเทศและส่งออก....
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ Cr.https://www.posttoday.com/auto/541311


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 25,02, 2018, 20:57:14
ผมว่าอย่างน้อยก็ดีกว่ารฟทจัดการเองนะ

ครับผม

https://money.sanook.com/547169/
ลดค่าโดยสารเรือแสนแสบระยะละ 1 บาท มีผล 26 ก.พ.นี้

นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมเจ้าท่า เปิดเผยว่า จากช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดีเซลในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ได้มีการปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยลดราคาลงเหลือ 26.69 บาท/ลิตร ซึ่งต่ำกว่า 27 บาท/ลิตร ตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2561 ซึ่งตามประกาศคณะกรรมการเพื่อพิจารณาเกี่ยวกับเรือเดินประจำทางของกรมเจ้าท่า เรื่อง การกำหนดอัตราค่าโดยสารเรือกลประจำทางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล กำหนดอัตราค่าโดยสารของเรือโดยสารในคลองแสนแสบตามช่วงราคาน้ำมันดีเซล

โดยให้มีการปรับเพิ่มหรือลดอัตราค่าโดยสาร เมื่อราคาน้ำมันมีการเปลี่ยนแปลงติดต่อกันเป็นเวลา 10 วัน ดังนั้น กรมเจ้าท่าจะออกประกาศให้เรือโดยสารในคลองแสนแสบปรับลดอัตราค่าโดยสารให้อยู่ในช่วงราคาน้ำมันดีเซล 25.01-27.00 บาท/ลิตร

อย่างไรก็ตาม กรมเจ้าท่า ได้ประสานงานกับบริษัท ครอบครัวขนส่ง จำกัด ผู้ประกอบการเรือโดยสารในคลองแสนแสบ ให้ปรับลดอัตราค่าโดยสารลงทันที ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 โดยไม่ต้องรอประกาศให้มีผลในวันที่ 1 มีนาคม 2561 ตามหลักเกณฑ์ต่อไป ซึ่งจะมีผลทำให้อัตราค่าโดยสารของเรือโดยสารในคลองแสนแสบ จากอัตราค่าโดยสารเดิมอยู่ที่ราคา 10-12-14-16-18-20 (ตามระยะ) (บาท/คน) ปรับลดเป็น 9-11-13-15-17-19 (ตามระยะ) (บาท/คน) โดยเป็นการปรับลดลงระยะละ 1 บาท


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 26,02, 2018, 10:52:11
https://www.prachachat.net/property/news-122338

ถนน 4 เลนนครนายกเสร็จแล้วรองรับโลจิสติกส์-หนุนท่องเที่ยว

นายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน อธิบดีกรมทางหลวงชนบท (ทช.) เปิดเผยว่า กรมได้ดำเนินการก่อสร้าง ขยายถนนทางหลวงชนบทสาย นย.2005 แยกทางหลวงหมายเลข 33-บ้านคลอง 33 มีจุดเริ่มต้นโครงการจากถนนสุวรรณศร (ทางหลวงหมายเลข 33) กม. ที่ กม.112 ไปทางทิศตะวันตก

โดยปรับปรุงถนนเดิมจากขนาด 2 ช่องจราจร เป็นถนนขนาด 4 ช่องจราจร ผิวจราจรแบบแอสฟัลต์คอนกรีตและแบบคอนกรีตเสริมเหล็ก มีเกาะกลางกว้าง 4.50 เมตร ก่อสร้างสะพานข้ามทางรถไฟ 1 แห่ง และก่อสร้างสะพานข้ามคลอง 3 แห่ง รวมระยะทาง 10.003 กิโลเมตร

ซึ่งถนนสายดังกล่าวสามารถเชื่อมต่อทางหลวงหมายเลข 33 กับทางหลวงชนบทสาย นย.3007 อันเป็นการเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมที่สมบูรณ์ขึ้น เพื่อรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจ ในการใช้เป็นเส้นทางการเกษตรและอุตสาหกรรม รวมทั้งสนับสนุนการท่องเที่ยวให้สามารถเดินทางได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น ปัจจุบันได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดให้ประชาชนได้สัญจรเรียบร้อยแล้ว


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 27,02, 2018, 07:29:16
https://www.prachachat.net/tourism/news-122856

“การบินไทย” แจ้งผลประกอบการปี’60 ขาดทุน 2 พันล้าน

ประชาชาติ
หน้าแรก  ธุรกิจท่องเที่ยว
ธุรกิจท่องเที่ยว
“การบินไทย” แจ้งผลประกอบการปี’60 ขาดทุน 2 พันล้าน
วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 - 19:36 น.
2.2K
SHARES


บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย ประกาศผลการดำเนินงานประจำปี 2560 มีกำไรจากการดำเนินงานธุรกิจการบิน (Operating profit) จำนวน 2,856 ล้านบาท (ต่ำกว่าปีก่อน 29.8%) สาเหตุหลักมาจากค่าน้ำมันเครื่องบินที่ปรับตัวสูงขึ้นจากราคาน้ำมันเฉลี่ยที่สูงกว่าปีก่อน 24.2% ประกอบกับรายได้จากผู้โดยสารเฉลี่ยต่อหน่วยต่ำกว่าปีก่อน 7.7% จากการแข่งขันที่รุนแรงและการปรับลดอัตราค่าธรรมเนียมชดเชยค่าน้ำมัน (Fuel Surcharge) ถึงแม้ว่าจะมีอัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสารสูงกว่าปีก่อนก็ตาม ทั้งนี้ เมื่อหักค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นครั้งเดียวซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากผลขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์และเครื่องบิน และขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศแล้ว บริษัทฯ และบริษัทย่อย ขาดทุนสุทธิ 2,072 ล้านบาท

เรืออากาศเอก กนก ทองเผือก รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายบริหารงานกฎหมายและบริหารทั่วไป ปฏิบัติงานในหน้าที่รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปี 2560 บริษัทฯ ได้เข้าสู่ระยะที่ 3 ของแผนปฏิรูปองค์กร คือ “การเติบโตอย่างยั่งยืน” โดยมีกลยุทธ์ในการดำเนินงาน 6 กลยุทธ์ ได้แก่ 1) พัฒนาเครือข่ายการบินที่แข่งขันได้ ทำกำไรและลดความซับซ้อนของฝูงบิน 2) เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเสริมสร้างรายได้ 3) สร้างความเป็นเลิศในการให้บริการ (Service Ring) 4) มีต้นทุนที่แข่งขันได้ และการดำเนินงานมีประสิทธิภาพ 5) สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่สนับสนุนความยั่งยืนและพัฒนาบุคลากรให้มีคุณภาพดีเยี่ยม 6) บริหารบริษัทในเครือและกลุ่มธุรกิจ และพัฒนากลยุทธ์ธุรกิจใหม่เพื่อความยั่งยืน โดยได้มีการดำเนินงานที่สำคัญ เช่น การเปิดเส้นทางบินตรงสู่กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย เพิ่มความถี่ของเที่ยวบินในจุดบินที่มีศักยภาพและขยายเส้นทางบินในภูมิภาคอาเซียนโดยใช้สายการบินไทยสมายล์

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้เพิ่มศักยภาพฝูงบินโดยรับมอบเครื่องบินใหม่ จำนวน 7 ลำ และปลดระวางเครื่องบินเช่าดำเนินงาน A330-300 จำนวน 2 ลำ ทำให้ฝูงบิน ณ 31 ธันวาคม 2560 มีจำนวน 100 ลำ สูงกว่า ณ สิ้นปีก่อน 5 ลำ โดยมีอัตราการใช้ประโยชน์ของเครื่องบินเพิ่มขึ้นจาก 11.5 ชั่วโมง เป็น 12.0 ชั่วโมง มีปริมาณการผลิตด้านผู้โดยสาร (ASK) เพิ่มขึ้น 6.4% ปริมาณการขนส่งผู้โดยสาร (RPK) เพิ่มขึ้น 14.7% อัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) เฉลี่ย 79.2% สูงกว่าปีก่อนซึ่งเฉลี่ยที่ 73.4% และสูงสุดในรอบ 10 ปี โดยมีจำนวนผู้โดยสารที่ทำการขนส่งรวมทั้งสิ้น 24.6 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 10.3%

อย่างไรก็ตาม ในปี 2560 บริษัทฯ ต้องเผชิญความท้าทายจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานที่ปรับเพิ่มขึ้นจากปีก่อน และการแข่งขันที่รุนแรงจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมการบินทั้งในประเทศและทั่วโลก ประกอบกับจากเหตุการณ์เครื่องยนต์โรลส์รอยซ์รุ่น TRENT1000 ที่ติดตั้งกับเครื่องบินโบอิ้ง 787-8 ที่บริษัทฯ มีอยู่ในฝูงบิน จำนวน 6 ลำ ที่ประสบปัญหาจากตัวใบพัดในเครื่องยนต์ (Turbine Blade) ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับสายการบินทั่วโลกที่ใช้เครื่องยนต์รุ่นดังกล่าว ทำให้บริษัทฯ ได้รับผลกระทบกับการให้บริการและกระทบต่อตารางการบิน ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ตลอดจนสูญเสียโอกาสในการหารายได้ตามแผนที่วางไว้ อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ อยู่ระหว่างการเจรจาเรียกค่าชดเชยจากผลกระทบดังกล่าว

ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ และบริษัทย่อยประจำปี 2560 มีรายได้ รวมจำนวน 191,946 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11,389 ล้านบาท (6.3%) โดยเพิ่มขึ้นทั้งจากรายได้ค่าโดยสารและค่าน้ำหนักส่วนเกิน รายได้จากค่าระวางขนส่งและไปรษณียภัณฑ์ และรายได้จากการบริการอื่นๆ ค่าใช้จ่าย รวมจำนวน 189,090 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12,604 ล้านบาท (7.1%) เป็นผลจากค่าน้ำมันเครื่องบินเพิ่มขึ้น 4,879 ล้านบาท (10.8%) จากราคาน้ำมันเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 24.2% ประกอบกับปริมาณการใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้นตามปริมาณการผลิต ถึงแม้ว่าจะมีการบริหารความเสี่ยงราคาน้ำมันได้ดีขึ้นกว่าปีก่อนก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานไม่รวมน้ำมันสูงขึ้น 8,313 ล้านบาท (6.6%) สาเหตุหลักเกิดจากปริมาณการผลิตและปริมาณการขนส่งที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับค่าซ่อมแซมและซ่อมบำรุงอากาศยานเพิ่มขึ้น ขณะที่มีต้นทุนทางการเงินสุทธิ ลดลง 588 ล้านบาท (11.5%) จากการบริหารเงินสดและการปรับโครงสร้างทางการเงินต่อเนื่องจากปีก่อน เป็นผลให้มีกำไรจากการดำเนินงาน จำนวน 2,856 ล้านบาท ต่ำกว่าปีก่อน 1,215 ล้านบาท

ในปี 2560 บริษัทฯ และบริษัทย่อย มีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นครั้งเดียว รวมจำนวน 979 ล้านบาท และรับรู้ผลขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์และเครื่องบิน จำนวน 3,191 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ 1,581 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทฯ และบริษัทย่อย ขาดทุนสุทธิ 2,072 ล้านบาท โดยเป็นขาดทุนสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 2,107 ล้านบาท คิดเป็นขาดทุนต่อหุ้น 0.97 บาท ในขณะที่ปีก่อนมีกำไร 0.01 บาท


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: มะอุอุ ที่ 27,02, 2018, 13:03:56
https://www.prachachat.net/tourism/news-122856

“การบินไทย” แจ้งผลประกอบการปี’60 ขาดทุน 2 พันล้าน

ประชาชาติ
หน้าแรก  ธุรกิจท่องเที่ยว
ธุรกิจท่องเที่ยว
“การบินไทย” แจ้งผลประกอบการปี’60 ขาดทุน 2 พันล้าน
วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 - 19:36 น.
2.2K
SHARES


บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย ประกาศผลการดำเนินงานประจำปี 2560 มีกำไรจากการดำเนินงานธุรกิจการบิน (Operating profit) จำนวน 2,856 ล้านบาท (ต่ำกว่าปีก่อน 29.8%) สาเหตุหลักมาจากค่าน้ำมันเครื่องบินที่ปรับตัวสูงขึ้นจากราคาน้ำมันเฉลี่ยที่สูงกว่าปีก่อน 24.2% ประกอบกับรายได้จากผู้โดยสารเฉลี่ยต่อหน่วยต่ำกว่าปีก่อน 7.7% จากการแข่งขันที่รุนแรงและการปรับลดอัตราค่าธรรมเนียมชดเชยค่าน้ำมัน (Fuel Surcharge) ถึงแม้ว่าจะมีอัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสารสูงกว่าปีก่อนก็ตาม ทั้งนี้ เมื่อหักค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นครั้งเดียวซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากผลขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์และเครื่องบิน และขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศแล้ว บริษัทฯ และบริษัทย่อย ขาดทุนสุทธิ 2,072 ล้านบาท

เรืออากาศเอก กนก ทองเผือก รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายบริหารงานกฎหมายและบริหารทั่วไป ปฏิบัติงานในหน้าที่รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปี 2560 บริษัทฯ ได้เข้าสู่ระยะที่ 3 ของแผนปฏิรูปองค์กร คือ “การเติบโตอย่างยั่งยืน” โดยมีกลยุทธ์ในการดำเนินงาน 6 กลยุทธ์ ได้แก่ 1) พัฒนาเครือข่ายการบินที่แข่งขันได้ ทำกำไรและลดความซับซ้อนของฝูงบิน 2) เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเสริมสร้างรายได้ 3) สร้างความเป็นเลิศในการให้บริการ (Service Ring) 4) มีต้นทุนที่แข่งขันได้ และการดำเนินงานมีประสิทธิภาพ 5) สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่สนับสนุนความยั่งยืนและพัฒนาบุคลากรให้มีคุณภาพดีเยี่ยม 6) บริหารบริษัทในเครือและกลุ่มธุรกิจ และพัฒนากลยุทธ์ธุรกิจใหม่เพื่อความยั่งยืน โดยได้มีการดำเนินงานที่สำคัญ เช่น การเปิดเส้นทางบินตรงสู่กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย เพิ่มความถี่ของเที่ยวบินในจุดบินที่มีศักยภาพและขยายเส้นทางบินในภูมิภาคอาเซียนโดยใช้สายการบินไทยสมายล์

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้เพิ่มศักยภาพฝูงบินโดยรับมอบเครื่องบินใหม่ จำนวน 7 ลำ และปลดระวางเครื่องบินเช่าดำเนินงาน A330-300 จำนวน 2 ลำ ทำให้ฝูงบิน ณ 31 ธันวาคม 2560 มีจำนวน 100 ลำ สูงกว่า ณ สิ้นปีก่อน 5 ลำ โดยมีอัตราการใช้ประโยชน์ของเครื่องบินเพิ่มขึ้นจาก 11.5 ชั่วโมง เป็น 12.0 ชั่วโมง มีปริมาณการผลิตด้านผู้โดยสาร (ASK) เพิ่มขึ้น 6.4% ปริมาณการขนส่งผู้โดยสาร (RPK) เพิ่มขึ้น 14.7% อัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) เฉลี่ย 79.2% สูงกว่าปีก่อนซึ่งเฉลี่ยที่ 73.4% และสูงสุดในรอบ 10 ปี โดยมีจำนวนผู้โดยสารที่ทำการขนส่งรวมทั้งสิ้น 24.6 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 10.3%

อย่างไรก็ตาม ในปี 2560 บริษัทฯ ต้องเผชิญความท้าทายจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานที่ปรับเพิ่มขึ้นจากปีก่อน และการแข่งขันที่รุนแรงจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมการบินทั้งในประเทศและทั่วโลก ประกอบกับจากเหตุการณ์เครื่องยนต์โรลส์รอยซ์รุ่น TRENT1000 ที่ติดตั้งกับเครื่องบินโบอิ้ง 787-8 ที่บริษัทฯ มีอยู่ในฝูงบิน จำนวน 6 ลำ ที่ประสบปัญหาจากตัวใบพัดในเครื่องยนต์ (Turbine Blade) ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับสายการบินทั่วโลกที่ใช้เครื่องยนต์รุ่นดังกล่าว ทำให้บริษัทฯ ได้รับผลกระทบกับการให้บริการและกระทบต่อตารางการบิน ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ตลอดจนสูญเสียโอกาสในการหารายได้ตามแผนที่วางไว้ อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ อยู่ระหว่างการเจรจาเรียกค่าชดเชยจากผลกระทบดังกล่าว

ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ และบริษัทย่อยประจำปี 2560 มีรายได้ รวมจำนวน 191,946 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11,389 ล้านบาท (6.3%) โดยเพิ่มขึ้นทั้งจากรายได้ค่าโดยสารและค่าน้ำหนักส่วนเกิน รายได้จากค่าระวางขนส่งและไปรษณียภัณฑ์ และรายได้จากการบริการอื่นๆ ค่าใช้จ่าย รวมจำนวน 189,090 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12,604 ล้านบาท (7.1%) เป็นผลจากค่าน้ำมันเครื่องบินเพิ่มขึ้น 4,879 ล้านบาท (10.8%) จากราคาน้ำมันเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 24.2% ประกอบกับปริมาณการใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้นตามปริมาณการผลิต ถึงแม้ว่าจะมีการบริหารความเสี่ยงราคาน้ำมันได้ดีขึ้นกว่าปีก่อนก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานไม่รวมน้ำมันสูงขึ้น 8,313 ล้านบาท (6.6%) สาเหตุหลักเกิดจากปริมาณการผลิตและปริมาณการขนส่งที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับค่าซ่อมแซมและซ่อมบำรุงอากาศยานเพิ่มขึ้น ขณะที่มีต้นทุนทางการเงินสุทธิ ลดลง 588 ล้านบาท (11.5%) จากการบริหารเงินสดและการปรับโครงสร้างทางการเงินต่อเนื่องจากปีก่อน เป็นผลให้มีกำไรจากการดำเนินงาน จำนวน 2,856 ล้านบาท ต่ำกว่าปีก่อน 1,215 ล้านบาท

ในปี 2560 บริษัทฯ และบริษัทย่อย มีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นครั้งเดียว รวมจำนวน 979 ล้านบาท และรับรู้ผลขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์และเครื่องบิน จำนวน 3,191 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ 1,581 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทฯ และบริษัทย่อย ขาดทุนสุทธิ 2,072 ล้านบาท โดยเป็นขาดทุนสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 2,107 ล้านบาท คิดเป็นขาดทุนต่อหุ้น 0.97 บาท ในขณะที่ปีก่อนมีกำไร 0.01 บาท

ทำไมสายการบินอื่นสามารถทำกำไรได้ไม่เห็นมีปัญหาขนาดนี้เลย การบินนี่ ขาดทุนติดต่อกันหลายรอบมากธุรกิจการบินมีการแข่งขันสูงมาก ถ้าบริหารจัดการเก่งๆ บริหารต้นทุนเป็น ก็คงจะไม่ขาดทุนอยู่แบบนี้ครับ


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: beamsound เกิดสมัย ร.9 ที่ 27,02, 2018, 13:27:39
ทำไมสายการบินอื่นสามารถทำกำไรได้ไม่เห็นมีปัญหาขนาดนี้เลย การบินนี่ ขาดทุนติดต่อกันหลายรอบมาก
ถ้าบริหารจัดการเก่งๆ บริหารต้นทุนเป็น ก็คงจะไม่ขาดทุนอยู่แบบนี้ครับ
ขาดทุนนี่มี โบนัส มั๊ยครับ   :??


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: มะอุอุ ที่ 27,02, 2018, 17:48:36
....เป็นรัฐวิสาหกิจที่แจ้งผลประกอบการต่อรัฐว่าเจ๊งทุกปี แต่มีโบนัสก้อนโตแจกกันสะบั้นทุกปีเช่นกัน  :??


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: beamsound เกิดสมัย ร.9 ที่ 27,02, 2018, 19:11:04
....เป็นรัฐวิสาหกิจที่แจ้งผลประกอบการต่อรัฐว่าเจ๊งทุกปี แต่มีโบนัสก้อนโตแจกกันสะบั้นทุกปีเช่นกัน  :??
:?? :'


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: มะอุอุ ที่ 01,03, 2018, 10:43:27
ลองมาดู โรงงานผลิตยางรถยนต์ทุนจีนที่ระยอง 4.0 หุ่นยนต์ทั้งโรงงาน พึ่งเปิดมาไม่นานครับ
Cr. <a href="http://www.youtube.com/watch?v=bQx54pX1d2c" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=bQx54pX1d2c</a>


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 02,03, 2018, 07:39:44
https://www.prachachat.net/economy/news-123990

สรุปการใช้น้ำมัน ปี”60 กลุ่มเบนซินพุ่ง 3.7%

คอลัมน์ DATA

กรมธุรกิจพลังงานได้รายงานภาพรวมของการใช้น้ำมันในปี 2560 ที่ปรับเพิ่มขึ้น มีเพียงการใช้ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) เท่านั้นที่ปรับลดลง เฉพาะกลุ่มน้ำมันเบนซินมีการใช้เฉลี่ยอยู่ที่ 30.1 ล้านลิตร/วัน หรือเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 3.7 และเพิ่มขึ้นทุกชนิดน้ำมัน “ยกเว้น” เบนซินและแก๊สโซฮอล์ 91 โดยน้ำมันเบนซินลดลงเฉลี่ยที่ 1.2 ล้านลิตร/วัน หรือลดลงร้อยละ 8.2 ส่วนแก๊สโซฮอล์ 91 การใช้ลดลงเฉลี่ย 10.6 ล้านลิตร/วัน หรือร้อยละ 4.4

ด้านภาพรวมการใช้น้ำมันกลุ่มแก๊สโซฮอล์ภาพรวมเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ 28.8 ล้านลิตร หรือร้อยละ 4.2 แก๊สโซฮอล์ E85 การใช้เพิ่มขึ้นมากที่สุดที่ 1.1 ล้านลิตร/วัน หรือเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ

18 เนื่องจากมีรถยนต์ผลิตใหม่ที่รองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 ออกสู่ตลาดมากขึ้น รองลงมาคือ แก๊สโซฮอล์ 95 การใช้อยู่ที่ 11.9 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 เนื่องจากราคาขายปลีกที่ปรับราคาใกล้เคียงกับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 ทำให้ผู้ใช้เลือกใช้น้ำมันที่มีค่าออกเทนสูงกว่า ขณะที่แก๊สโซฮอล์ E20 การใช้เพิ่มขึ้น 5.2 ล้านลิตร/วัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.8

ส่วนการใช้น้ำมันดีเซลอยู่ที่ 62.2 ล้านลิตร/วัน หรือเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 2.7 แม้ว่าราคาขายปลีกจะปรับตัวสูงขึ้นในช่วงปลายปี 2559 ก็ตาม แต่การใช้ยังคงเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจและปริมาณรถยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.5 โดยตามข้อมูลกรมการขนส่งทางบกระบุว่า ในเดือนมีนาคม 2560 เป็นช่วงที่มีการใช้สูงสุดที่ 67.2 ล้านลิตร/วัน ซึ่งช่วงดังกล่าวราคาน้ำมันอยู่ในระดับต่ำ และในเดือนตุลาคมมีการใช้น้ำมันต่ำสุดที่ 56.9 ล้านลิตร/วัน ปัจจัยหลักคือ ช่วงฤดูฝนและมีเหตุการณ์อุทกภัยในภาคอีสานและภาคใต้ช่วงสิงหาคม-พฤศจิกายน ทำให้การขนส่งชะลอตัว

ขณะที่การใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลวหรือ LPG อยู่ที่ 17 ล้านกิโลกรัม/วัน หรือเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 3.4 ทุกภาคการใช้เพิ่มขึ้น ยกเว้นภาคขนส่งที่มีการใช้อยู่ที่ 3.6 ล้านกิโลกรัม/วัน หรือลดลงร้อยละ 10 ภาคปิโตรเคมีการใช้เพิ่มขึ้นสูงสุดที่ 5.7 ล้านกิโลกรัม/วัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.7 รองลงมาภาคอุตสาหกรรม มีการใช้อยู่ที่ 1.8 ล้านกิโลกรัม/วัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.6 ส่วนภาคครัวเรือนอยู่ที่ 5.9 กิโลกรัม/วัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.1 ส่วนก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) การใช้อยู่ที่ 6.8 ล้านกิโลกรัม/วัน หรือลดลงจากปีก่อนร้อยละ 12.1 การใช้ที่ลดลงเนื่องจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงตั้งแต่ปี 2559 ส่งผลให้สถานีบริการ NGV ทยอยปิดตัวลง ด้านรถยนต์จดทะเบียนประเภท NGV ลดลงร้อยละ 4.7


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: มะอุอุ ที่ 02,03, 2018, 20:53:18

เปิดอาณาจักรแสนล้านอิตาเลียนไทย ทำไมต้องอิตาลี แล้วมีโครงการใหญ่อะไรบ้าง

เวลานั่งอยู่ในรถติดจากงานก่อสร้างอะไรสักอย่างข้างหน้า คุณเคยสังเกตเห็นโลโก้ IT ที่อยู่ในวงกลมรูปตัว D กันบ้างหรือเปล่า ถ้าเห็นนั้นแหละแสดงว่านี่เป็นหนึ่งในโครงการแสนล้านที่อยู่ในมือของ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) บริษัทรับเหมาก่อสร้างเก่าแก่ที่อยู่เบื้องหลังการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยมาอย่างยาวนาน
 
บริษัทเก่าแก่นี้ตั้งเมื่อ 60 ปีที่แล้ว จากความร่วมมือของลูกชายเถ้าแก่โรงน้ำแข็งที่เรียนแพทย์ที่ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์มหิดล แต่มาค้นพบว่าตัวเองชอบงานธุรกิจก่อสร้างอย่าง นพ.ชัยยุทธ กรรณสูต และ จิโอจิโอ เบลลินเจียรี่ (Giorgio Berlingieri) วิศวกรที่มีหัวทางด้านธุรกิจชาวอิตาลีที่มาช่วยธุรกิจกู้เรือเดินทะเล ที่ได้สัมปทานมาจำนวน 5 ลำ จนร่วมกันก่อตั้ง บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์คอร์ปอร์เรชั่น จำกัด ในวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2501 ด้วยทุนจดทะเบียน 2 ล้านบาท แบ่งกันถือหุ้นคนละ 50% ซึ่งแตกไลน์มาจาก บริษัท อิตัลไทยอุตสาหกรรม ที่ทั้งคู่ตั้งไว้ในปี 2498 โดย บริษัท อิตาเลียนไทยฯ ทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้างแบบครบวงจร ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับเงินลงทุนจากสหรัฐที่เข้ามาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในช่วงสงครามเย็นพอดี ทำให้บริษัทเติบโตอย่างรวดเร็ว 
 
สัดส่วนหุ้นของ จิโอจิโอ ลดหุ้นเหลือ 25% ในปี 2518 ก่อนจะเป็นของตระกูลกรรณสูตทั้งหมดเมื่อ Berlingieri เสียชีวิตลงในปี 2524 โดยเปรมชัย กรรณสูต บุตรชายคนสุดท้องของชัยยุทธได้เข้าทำงานที่อิตาเลียนไทยฯ ในปี 2522 โดยก้าวกระโดดที่สำคัญของ บริษัท อิตาเลียนไทยฯ เกิดขึ้นในปี 2537 เมื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ สำเร็จ ด้วยทุนจดทะเบียน 2.5 พันล้านบาทในชื่อ ITD ซึ่งปัจจุบันเพิ่มทุนเป็น เงินทุนจดทะเบียน 6,337 ล้านบาท 
 
ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2548 บริษัท อิตาเลียนไทยฯ ต้องประสบวิกฤตครั้งสำคัญเมื่อผู้ก่อตั้งอย่าง นพ.ชัยยุทธ กรรณสูต ได้เสียชีวิตลงแล้วส่งต่อกิจการทั้งหมดไว้ในมือทายาทคนเล็กอย่าง เปรมชัย กรรณสูต ที่ปัจจุบันเป็นกรรมการผู้จัดการ และเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับหนึ่งของ ITD โดยมีหุ้นอยู่ 785,494,526 หุ้นคิดเป็น 14.88% หรือประมาณ 2,922 ล้านบาทตามราคาปัจจุบัน
 
โครงการของ บริษัท อิตาเลียนไทยฯ มีอะไรบ้าง
 
บริษัทที่มีวิสัยทัศน์มุ่งสู่การเป็นบริษัทก่อสร้างชั้นนำในแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ นี้มีการประกอบธุรกิจ ซึ่งสามารถแบ่งสายงานได้ 9 ด้าน ดังนี้
 
1. งานก่อสร้างอาคารสํานักงาน อาคารชุด ตึกสูง และโรงแรม
2. งานก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
3. งานวางท่อระบบขนส่งน้ํามัน แก๊สและน้ําท่อร้อยสายไฟใต้ดินและถังเก็บน้ํามันขนาดใหญ่
4. งานก่อสร้างทางหลวงแผ่นดิน ทางรถไฟ งานทางรถไฟความเร็วสูง 
5. งานก่อสร้างสนามบิน ท่าเรือ และงานทางทะเล
6. งานก่อสร้างเขื่อนอเนกประสงค์ อุโมงค์ และโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้า
7. งานด้านโครงสร้างเหล็ก
8. งานด้านระบบการสื่อสารและโทรคมนาคม
9. งานด้านการพัฒนาเหมืองแร่และถ่านหิน
 
ที่ผ่านมาบริษัทชนะการประมูลโครงการใหญ่ ๆ ของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นโครงการ Mega Project เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม ด้านสาธารนูปโภค ไม่ว่าจะเป็นโครงการก่อสร้างท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ โครงการรถไฟฟ้าบีทีเอส โครงการรถไฟใต้ดิน โครงการก่อสร้างบ้านเอื้ออาทรของการเคหะแห่งชาติ โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงหัวหมาก และบ้านภาชี-ลพบุรี ของการรถไฟแห่งประเทศไทย โครงการก่อสร้างท่อร้อยสายไฟฟ้าใต้ดินของสถานีย่อย ลาดพร้าว-วิภาวดี ของการไฟฟ้านครหลวง โครงการเหมืองแม่เมาะ โครงการสะพานพระราม 5

ในปี 2559 บริษัทฯ ได้ลงนามในสัญญาก่อสร้างขนาดใหญ่ที่จะช่วยเพิ่มรายได้ในอนาคตหลายโครงการ อาทิ
 
* โครงการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังท่ี 1 มูลค่า 11,207 ล้านบาท
* โครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ํา น้ําเทิน 1 สปป.ลาว มูลค่า 5,003 ล้านบาท 
* โครงการก่อสร้างทางหลวงพเศิษระหว่างเมืองสายบางปะอิน-สระบุรี-นครราชสีมา(สัญญาที่7-8-9) มูลค่า 3,265 ล้านบาท
* โครงการก่อสร้างท่อรวบรวมน้ําเสียเมืองโฮจิมินห์ มูลค่า2,765 ล้านบาท
* โครงการก่อสร้างศูนย์การขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟท่าเรือแหลมฉบัง มูลค่า 1,236 ล้านบาท

โดยปี 2560 บริษัท อิตาเลียนไทยฯ มีงานใหม่ในมือประมาณ 1.3 แสนล้านบาท สูงสุดตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมา โดยมีงานในมือรวม 5 แสนล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการประมูลโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาล 
 
ในปีนี้ บริษัท อิตาเลียนไทยฯ ตั้งเป้าจะได้งาน 1 ใน 3 หรือประมาณ 3 แสนล้านบาท จากโครงการที่กำลังจะเข้าร่วมประมูลมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท ดังนี้
 
* รถไฟทางคู่ระยะที่ 2 จำนวน 9 โครงการ วงเงิน 4 แสนล้านบาท 
* รถไฟฟ้าสายสีม่วง และสีส้ม  วงเงิน 2 แสนล้านบาท 
* ท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 วงเงิน 35,099 ล้านบาท 
* รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินวงเงิน  2 แสนล้านบาท 
 
โดยผลประกอบการของ  บริษัท อิตาเลียนไทยฯ ย้อนหลังมีดังนี้
 
 
* ปี 2558 รายได้ 52,044 ล้านบาท ขาดทุน 361 ล้านบาท
* ปี 2558 รายได้ 48,389 ล้านบาท ขาดทุน 109 ล้านบาท
* ไตรมาส 3 ปี 2558 รายได้ 40,154 ล้านบาท กำไร 246 ล้านบาท 

ที่มา :
 
itd.co.th
set.or.th
forbesthailand.com

Cr.https://gmlive.com/GMBiZ-ITD-Italian-Thai-Profile


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 03,03, 2018, 07:07:47
http://www.mountainpeaknews.com/archives/1353

บอร์ดทอท.เห็นชอบสร้างสนามบินแห่งที่ 2

บอร์ดทอท.เห็นชอบสร้างสนามบินแห่งที่ 2 ชี้ “บ้านธิ”เหมาะสม

วันนี้ (28 กุมภาพันธ์ 2561) ท่าอากาศยานเชียงใหม่ได้แถลงผลการดำเนินงานครบรอบ 30 ปี การดำเนินงานของท่าอากาศยานเชียงใหม่ และเตรียมเร่งเดินหน้าโครงการพัฒนาเพื่อแก้ไขปัญหาความคับคั่งของผู้โดยสาร

ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหาความคับคั่งของผู้โดยสารระหว่างรอการดำเนินงาน ตามแผนแม่บทท่าอากาศยานเชียงใหม่ คณะกรรมการ ทอท.จึงได้กำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาระยะเร่งด่วน ที่กำหนดดำเนินการภายในเดือนเมษายน 2561 อาทิ  ปรับปรุงป้ายบอกทางเพื่อปรับเปลี่ยนการเข้า-ออก ของผู้โดยสาร เพิ่มพื้นที่บริเวณหน้าชานชาลาอาคารผู้โดยสาร ด้วยการรื้อย้ายสวนหย่อม จัดเจ้าหน้าที่ตรวจค้นให้เพียงพอกับจำนวนเครื่อง X-ray เพิ่มช่องทางเข้าอาคาร บริเวณประตูหมายเลข 6 เพื่อเป็นช่องทางของเจ้าหน้าที่และสำหรับขนถ่ายสินค้า เพิ่มเคาน์เตอร์สำหรับผู้โดยสาร Self Check-in อีก 3 เคาน์เตอร์และปรับปรุงพื้นที่ เพื่อเป็นห้องสัมภาษณ์พิเศษสำหรับด่านควบคุมโรคและด่านจัดหางาน

มีรายงานข่าวว่า ในการประชุมบอร์ดทอท.ได้มีการพูดถึงเรื่องการก่อสร้างสนามบินแห่งที่ 2 ซึ่งกรมการบินพลเรือนได้เคยทำการศึกษาและมีผลการศึกษาออกมาแล้วว่า พื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการก่อสร้างสนามบินแห่งที่ 2 คือที่ต.บ้านธิ รอยต่อระหว่างจังหวัดเชียงใหม่และลำพูน โดยกระบวนการต่อไปอยู่ที่กระทรวงคมนาคมจะเป็นผู้ผลักดันต่อโดยให้บรรจุเข้าในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สภาพัฒน์) ซึ่งจะต้องจัดทำการศึกษาและผลักดันทั้งเรื่องของการก่อสร้างสนามบินแห่งใหม่ ระบบขนส่งทางราง โดยมีทางสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งหรือสนข.ร่วมด้วย.


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 03,03, 2018, 19:11:17
https://money.sanook.com/548395/

สินค้าอะไรขายดีที่สุดในโลก?


ผลสำรวจข้อมูลช่วงปี 2016-2017 บ่งชี้ว่าสินค้าที่ขายดีและทำรายได้รวมสูงสุด 18 อันดับแรกทั่วโลกมาจาก 9 ประเทศและ 1 เขตปกครอง โดย 'จีน' เป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของสินค้า 5 ประเภทที่ติดกลุ่มนี้

จีน เยอรมนี สหรัฐอเมริกา รัสเซีย กาตาร์ สวิตเซอร์แลนด์ อินเดีย เม็กซิโก ฝรั่งเศส และฮ่องกง เป็นผู้ผลิตสินค้าที่มียอดจำหน่ายและรายได้รวมทางเศรษฐกิจมากที่สุดเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก โดยสินค้าเกี่ยวกับการขนส่งคมนาคมติดมาถึง 4 ใน 18 อันดับสินค้าขายดีที่สุด ตามด้วยอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และเครื่องมือสื่อสาร แต่สินค้าที่น่าสนใจและติดกลุ่มด้วย คือ 'เลือดมนุษย์และเลือดสัตว์' 

ทั้งนี้ ผลสำรวจของเว็บไซต์ Visual Capitalist เป็นการรวบรวมสถิติจากองค์การการค้าโลก (WTO) และเว็บไซต์การค้าระหว่างประเทศ Foreign Trade บ่งชี้ว่า 'รถยนต์' เป็นสินค้าที่มียอดจำหน่ายและรายได้รวมสูงที่สุดในโลก คิดเป็นร้อยละ 4.9 ของรายได้รวมตลาดโลกตั้งแต่ปี 2016 หรือประมาณ 1.35 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 44.55 ล้านล้านบาท) โดย 'เยอรมนี' เป็นประเทศผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของโลก ส่วนสหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีการซื้อรถยนต์มากที่สุด

สินค้าขายดีอันดับ 2 ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม คิดเป็นร้อยละ 3.0 ของรายได้รวมในตลาดโลก (8.25 แสนล้านดอลลาร์) โดยสหรัฐฯ เป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมมากที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก

ขณะที่อันดับ 3 คือ แผงวงจรรวม คิดเป็นร้อยละ 2.9 ของรายได้รวมในตลาดโลก หรือประมาณ 8.04 แสนล้านดอลลาร์ ผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกคือเขตบริหารพิเศษฮ่องกง และผู้บริโภครายใหญ่ที่สุดคือจีน

อันดับ 4 อะไหล่รถยนต์ คิดเป็นร้อยละ 2.5 ของรายได้รวมทั่วโลก (ราว 6.85 แสนล้านดอลลาร์) ผู้ผลิตรายใหญ่สุดคือเยอรมนี และผู้บริโภครายใหญ่สุดคือสหรัฐฯ

ขณะที่อันดับ 5 คือ คอมพิวเตอร์ คิดเป็นร้อยละ 2.2 ของรายได้รวมทั่วโลก (ราว 6.14 แสนล้านดอลลาร์) โดยมีจีนเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายรายใหญ่สุด ส่วนสหรัฐฯ เป็นผู้บริโภคและนำเข้ามากที่สุด

อันดับ 6 ยาและเวชภัณฑ์ต่าง ๆ ซึ่ง 'เยอรมนี' เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายรายใหญ่ที่สุดของโลก และสหรัฐฯ เป็นผู้บริโภครายใหญ่ คิดเป็นร้อยละ 2.2 ของรายได้รวมทั่วโลก (ราว 6.13 แสนล้านดอลลาร์)

ส่วนอันดับ 7 คือ ทองคำ คิดเป็นร้อยละ 2.1 ของรายได้รวมทั่วโลก หรือประมาณ 5.76 แสนล้านดอลลาร์ โดยมีสวิตเซอร์แลนด์เป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภครายใหญ่ที่สุดของโลก 

อันดับ 8 น้ำมันดิบ ผู้ผลิตและจำหน่ายรายใหญ่สุด คือ รัสเซีย และจีนเป็นประเทศผู้นำเข้าและบริโภคมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 2.0 ของรายได้รวมทั่วโลก (ราว 5.49 แสนล้านดอลลาร์)

อันดับ 9 คือ โทรศัพท์ คิดเป็นร้อยละ 1.8 ของรายได้รวมทั่วโลก ประมาณ 5.10 แสนล้านดอลลาร์ โดยจีนเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ และสหรัฐฯ เป็นประเทศผู้บริโภครายใหญ่

อันดับ 10 อุปกรณ์กระจายสัญญาณภาพและเสียง ซึ่งจีนก็ยังเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายรายใหญ่ของโลกเช่นกัน และสหรัฐฯ เป็นผู้นำเข้าและผู้บริโภครายใหญ่ที่สุด คิดเป็นร้อยละ 1.4 ของรายได้รวมทั่วโลก (ราว 3.95 แสนล้านดอลลาร์)

อันดับ 11 ได้แก่ เพชร โดยมีอินเดียเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายรายใหญ่สุด และสหรัฐฯ เป็นผู้บริโภครายใหญ่สุด คิดเป็นร้อยละ 0.93 ของรายได้รวมทั่วโลก หรือประมาณ 2.55 แสนล้านดอลลาร์

อันดับ 12 ก๊าซหุงต้ม คิดเป็นร้อยละ 0.92 ของรายได้รวมทั่วโลก หรือประมาณ 2.54 แสนล้านดอลลาร์ ผู้ผลิตและจำหน่ายรายใหญ่ที่สุดของโลก คือ กาตาร์ ส่วนประเทศที่นำเข้าเพื่อการบริโภคมากที่สุด คือ ญี่ปุ่น

อันดับ 13 เลือดมนุษย์และสัตว์ คิดเป็นร้อยละ 0.91 ของรายได้รวมทั่วโลก (ประมาณ 2.52 แสนล้านดอลลาร์) โดยมีสวิตเซอร์แลนด์เป็นผู้ผลิตและส่งออกรายใหญ่ ส่วนตลาดปลายทางขนาดใหญ่สุดคือสหรัฐฯ

อันดับ 14 เครื่องบิน คิดเป็นร้อยละ 0.85 ของรายได้รวมทั่วโลก (2.34 แสนล้านดอลลาร์) โดยมีฝรั่งเศสเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายรายใหญ่ของโลก ส่วนผู้บริโภคและนำเข้ารายใหญ่ คือ จีน

อันดับ 15 รถบรรทุก คิดเป็นร้อยละ 0.78 ของรายได้รวมทั่วโลก ราว 2.16 แสนล้านดอลลาร์ โดยเม็กซิโกเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ และผู้นำเข้ามากที่สุด คือ สหรัฐฯ

อันดับ 16 อุปกรณ์การแพทย์ คิดเป็นร้อยละ 0.78 ของรายได้รวมทั่วโลก (ราว 2.16 แสนล้านดอลลาร์) ผู้ผลิตและผู้บริโภคสินค้าประเภทนี้มากที่สุด คือ สหรัฐฯ 

อันดับ 17 สายไฟหุ้มฉนวน คิดเป็นร้อยละ 0.72 ของรายได้รวมทั่วโลก หรือประมาณ 2 แสนล้านดอลลาร์ ผู้ผลิตรายใหญ่คือจีน และผู้บริโภครายใหญ่ คือ สหรัฐฯ

อันดับ 18 อัญมณีอื่น ๆ คิดเป็นร้อยละ 0.72 ของรายได้รวมทั่วโลก (ประมาณ 1.98 แสนล้านดอลลาร์) ผู้ผลิตและจำหน่ายรายใหญ่คือจีน ส่วนผู้นำเข้าและบริโภครายใหญ่ คือ 'ฮ่องกง'


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: มะอุอุ ที่ 03,03, 2018, 20:19:18
http://www.mountainpeaknews.com/archives/1353

บอร์ดทอท.เห็นชอบสร้างสนามบินแห่งที่ 2

บอร์ดทอท.เห็นชอบสร้างสนามบินแห่งที่ 2 ชี้ “บ้านธิ”เหมาะสม

วันนี้ (28 กุมภาพันธ์ 2561) ท่าอากาศยานเชียงใหม่ได้แถลงผลการดำเนินงานครบรอบ 30 ปี การดำเนินงานของท่าอากาศยานเชียงใหม่ และเตรียมเร่งเดินหน้าโครงการพัฒนาเพื่อแก้ไขปัญหาความคับคั่งของผู้โดยสาร

ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหาความคับคั่งของผู้โดยสารระหว่างรอการดำเนินงาน ตามแผนแม่บทท่าอากาศยานเชียงใหม่ คณะกรรมการ ทอท.จึงได้กำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาระยะเร่งด่วน ที่กำหนดดำเนินการภายในเดือนเมษายน 2561 อาทิ  ปรับปรุงป้ายบอกทางเพื่อปรับเปลี่ยนการเข้า-ออก ของผู้โดยสาร เพิ่มพื้นที่บริเวณหน้าชานชาลาอาคารผู้โดยสาร ด้วยการรื้อย้ายสวนหย่อม จัดเจ้าหน้าที่ตรวจค้นให้เพียงพอกับจำนวนเครื่อง X-ray เพิ่มช่องทางเข้าอาคาร บริเวณประตูหมายเลข 6 เพื่อเป็นช่องทางของเจ้าหน้าที่และสำหรับขนถ่ายสินค้า เพิ่มเคาน์เตอร์สำหรับผู้โดยสาร Self Check-in อีก 3 เคาน์เตอร์และปรับปรุงพื้นที่ เพื่อเป็นห้องสัมภาษณ์พิเศษสำหรับด่านควบคุมโรคและด่านจัดหางาน

มีรายงานข่าวว่า ในการประชุมบอร์ดทอท.ได้มีการพูดถึงเรื่องการก่อสร้างสนามบินแห่งที่ 2 ซึ่งกรมการบินพลเรือนได้เคยทำการศึกษาและมีผลการศึกษาออกมาแล้วว่า พื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการก่อสร้างสนามบินแห่งที่ 2 คือที่ต.บ้านธิ รอยต่อระหว่างจังหวัดเชียงใหม่และลำพูน โดยกระบวนการต่อไปอยู่ที่กระทรวงคมนาคมจะเป็นผู้ผลักดันต่อโดยให้บรรจุเข้าในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สภาพัฒน์) ซึ่งจะต้องจัดทำการศึกษาและผลักดันทั้งเรื่องของการก่อสร้างสนามบินแห่งใหม่ ระบบขนส่งทางราง โดยมีทางสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งหรือสนข.ร่วมด้วย.

เกือบทุกสนามบินที่ขยายกัน มีแต่ร้านค้าที่มีจำนวนมากขึ้น พื้นที่พักคอยสำหรับผู้โดยสารเริ่มมีความแออัด เก้าอี้พักคอยสำหรับผู้โดยสารไม่พอ เพิ่มแต่พื้นที่จำหน่ายสินค้า


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: มะอุอุ ที่ 04,03, 2018, 10:06:21

เปิดตัวอลังการ! “Trust City” สุดยอดเมืองศูนย์กลางการค้าและการประชุมระดับโลก #บางนาตราด พร้อมแลนด์มาร์คระดับโลกแห่งใหม่

เรียกได้ว่าเป็นข่าวที่สร้างความฮือฮาให้กับวงการอสังหาฯในบ้านเรามากทีเดียวกับการเปิดตัว อภิมหาโครงการยักษ์ “Trust City” World Exhibition & Trade Centre” เมืองการค้าและการแสดงประชุมระดับโลกแห่งใหม่ของประเทศไทยที่ยิ่งใหญ่และครบวงจรที่สุดในภูมิภาคด้วยพื้นที่รวมกว่า 2.5 ล้าน ตร.ม. บนที่ดินกว่า 500 ไร่บนถนนบางนา-ตราด กม.29 ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 100,000 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในปี  63

“Trust City (ทรัสซิตี้)” เป็นการร่วมมือกันของกลุ่มทุนไทย-จีน ระหว่างเบสท์กรุ๊ป ผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์และพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของไทยกับ  Hydoo Group กลุ่มทุนรายใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง ซึ่งเป็นผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่อันดับ  2 ในจีน เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการจัดแสดงสินค้าและการประชุมนานาชาติที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก

ภายในโครงการTrust City แบ่งออกเป็น 6 โซนธุรกิจ ได้แก่

1. World Exhibition Zone พื้นที่จัดแสดงสินค้าระดับ world class กว่า 100,000 ตร.ม.
2. Permanent Exhibition Zone ศูนย์แสดงสินค้าถาวรสูง 7 ชั้น พื้นที่รวมกว่า 800,000 ตร.ม.
3. Hotel & Residence Zone ที่พักอาศัยและโรงแรม เพื่อนักธุรกิจและนักท่องเที่ยว จำนวนกว่า 12,000ยูนิต

4. Global Factory Outlet Zone ศูนย์แสดงสินค้าถาวรขนาดเล็ก รองรับสินค้า-บริการ เครื่องจักรอุตสาหกรรม
5. Fintech Hub & Business Hotel Zone มาพร้อมกับแลนด์มาร์คระดับโลกแห่งใหม่ ซึ่งก็คืออาคารสุพรรณหงส์ สูง 168 เมตร ออกแบบด้วยการจำลองเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์พร้อมจุดชมวิวอ่าวไทยที่สวยที่สุด
6.Auto Town Zone อาคารแสดงนวัตกรรมยานยนต์
(https://www.img.in.th/images/e1b42e789c1859c15a01286dfb957b4a.md.jpg) (https://www.img.in.th/image/u5atzi)
(https://www.img.in.th/images/99fbdf18cb169e6c0cc8b8442597edce.md.jpg) (https://www.img.in.th/image/u5aoul)
(https://www.img.in.th/images/1c25c5ed25cb1a94fba18c3d8b422593.md.jpg) (https://www.img.in.th/image/u5apWT)
(https://www.img.in.th/images/1e3047eb1dcde107a5b4daca0d06aab5.md.jpg) (https://www.img.in.th/image/u5aO3j)


Cr. https://m.facebook.com/loveddbkk/


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 06,03, 2018, 07:44:03
https://www.prachachat.net/facebook-instant-article/news-125403

กำลังซื้อฝืดธุรกิจกำไรวูบ “เทสโก้” ปิดเร็วดิ้นลดต้นทุน-

ปัญหากำลังซื้อซึมลึก บริษัทค้าปลีก-สินค้าอุปโภคบริโภคกำไรทรุดถ้วนหน้า ทั้ง “ไอซีซี-มาม่า-ฟาร์มเฮ้าส์-ชาเขียว-สาหร่ายเถ้าแก่น้อย” กดดันตลาดแข่งขันรุนแรง ต้องทุ่มงบฯอัดโปรโมชั่นดันต้นทุนพุ่ง “เทสโก้ โลตัส” คุมเข้มต้นทุนค่าไฟ-ค่าแรง เริ่มมีนาคมนี้ลดเวลาเปิดให้บริการ ขณะที่ธุรกิจของกลุ่ม ซี.พี.-เจ้าสัวเจริญยังเติบโตต่อเนื่อง ทั้ง “ซีพี ออลล์-แม็คโคร-บีเจซี” กำไรพุ่งกระฉูด บจ.แจ้งผลประกอบการปี’60 เผย 204 บริษัทมีกำไรลดลง

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า แม้ว่าที่ผ่านมารัฐบาลจะประกาศตัวเลขอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจปี 2560 ที่ผ่านมาด้วยอัตรา 3.9% เรียกว่าอยู่ในทิศทางขาขึ้น และจากบทวิเคราะห์ฝ่ายวิจัยเอเซีย พลัส ระบุว่า จากที่ บจ.แจ้งงบการเงิน ณ 28 ก.พ. 2560 มีจำนวน 531 บริษัท คิดเป็น 98% ของมาร์เก็ตแคป มีกำไรสุทธิรวม 9.46 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.6% จากปีก่อนอยู่ที่ 8.71 แสนล้านบาท แต่ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลผลประกอบการจำนวน 531 บริษัท พบว่ามีจำนวน 204 บริษัทที่มีกำไรลดลง ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2559 ที่มีจำนวน 186 บริษัท และมีจำนวน 32 บริษัทที่ผลดำเนินการขาดทุน

ธุรกิจ 2 เจ้าสัวโตสวนตลาด

นอกจากนี้ บจ.ในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและค้าปลีก พบว่าผลประกอบการออกมาส่วนใหญ่มีรายได้และกำไรสุทธิลดลงยกแผง สวนทางกับกลุ่มธุรกิจใหญ่อย่าง บมจ.ซีพี ออลล์ ผู้บริหารร้านเซเว่นอีเลฟเว่น และ บมจ.สยามแม็คโคร ในเครือ ซี.พี.ที่ผลประกอบการยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยซีพี ออลล์ มีกำไรสุทธิ 19,907.70 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าอยู่ที่ 16,676.51 ล้านบาท ขณะที่สยามแม็คโครมีกำไรสุทธิ 6,178.13 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2559 อยู่ที่ 5,412.52 ล้านบาท

รวมทั้ง บมจ.เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ หรือบีเจซี ของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ก็มีผลประกอบการเติบโตอย่างน่าสนใจ ด้วยตัวเลขรายได้ 164,198 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26,600 ล้านบาทหรือ 13.3% จากปีก่อนหน้า และมีกำไรสุทธิ 5,210.75 ล้านบาท จากปีก่อน 3,306.65 ล้านบาท โดยเรียกได้ว่าในกลุ่มธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคและค้าปลีกมีเพียงธุรกิจเครือ ซี.พี.ของเจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ และกลุ่มของเจ้าสัวเจริญเท่านั้นที่สามารถเติบโตและกำไรเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูง

นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ และ บมจ.บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ระบุว่า ปี 2560 ที่ผ่านมาบิ๊กซีเติบโตทั้งด้านรายได้และกำไร และมองว่าเศรษฐกิจก็กำลังฟื้นตัวและเติบโตได้ เห็นได้จากการจับจ่ายใช้สอยในช่วงตรุษจีนที่ผ่านมาที่มีทิศทางที่ดี และจากนี้ไป บิ๊กซีจะเน้นการปรับรูปแบบกิจกรรมจากการทำโปรโมชั่นทั่วไป มาจัดเป็นธีมงานที่อิงเทศกาลหรือกิจกรรมพิเศษเข้ามาให้มีความน่าสนใจทุกเดือน

“ตอนนี้ลูกค้าไม่ตื่นเต้นกับโปรโมชั่นราคาแบบเดิม ๆ แล้ว เราก็ต้องพยายามหาลูกเล่นใหม่ ๆ เพื่อเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น เช่น สมาชิกบิ๊กการ์ดสามารถนำแต้มมาใช้เป็นส่วนลดในการซื้อสินค้าได้ทันที ไม่ต้องรอมาใช้ครั้งต่อไป” นายอัศวินกล่าว

ICC-มาม่า-ฟาร์มเฮาส์ กำไรร่วง

นายธรรมรัตน์ โชควัฒนา กรรมการ บมจ.ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล (ICC) ผู้ผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้าแฟชั่นครบวงจร แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯว่า ผลการดำเนินงานของบริษัทในช่วงปี 2560 ที่ผ่านมามีรายได้ 12,446.98 ล้านบาท ลดลง 1.33% รวมถึงกำไรสุทธิที่ลดลงกว่า 10% ลงมาอยู่ที่ 846 ล้านบาท เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจและตลาดที่มีการแข่งขันสูงขึ้น จึงต้องมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายเพิ่มมากขึ้น

เช่นเดียวกับ บมจ.ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ (TFMAMA) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป “มาม่า” รวมถึงวัตถุดิบแป้งสาลีแจ้งว่า ยอดขายปี 2560 อยู่ที่ 21,630.95 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 487.27 ล้านบาท หรือ 2.3% แต่ส่วนใหญ่เป็นการเติบโตจากตลาดต่างประเทศ ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 5.19% เป็นผลมาจากค่าตอบแทนพนักงานทั้งเงินเดือน ค่าล่วงเวลา เบี้ยเลี้ยงที่สูงขึ้นตามจำนวนพนักงาน รวมทั้งค่าใช้จ่ายจากการควบรวมกิจการทำให้กำไรของบริษัทลดลงเล็กน้อย

รวมทั้งในส่วนของ บมจ.เพรซิเดนท์เบเกอรี (PB) ผู้ผลิตและจำหน่ายขนมปังฟาร์มเฮาส์ ก็มีรายได้ 7,519.29 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 1.59% ขณะที่กำไรสุทธิปี 2560 ลดลง 8.71% ลงมาอยู่ที่ 1,335.54 ล้านบาท เป็นผลจากการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากที่มีคู่แข่งมากขึ้น โดยเฉพาะช่องทางร้านสะดวกซื้ออย่างร้านเซเว่นฯที่มีการออกสินค้าเฮาส์แบรนด์ออกมาแย่งส่วนแบ่งตลาด รวมทั้งมีคู่แข่งเปิดธุรกิจเบเกอรี่มาแข่งขันในช่องทางค้าส่งมากขึ้น

นอกจากนี้ยังพบสัญญาณลูกหนี้การค้าเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีลูกหนี้บางรายชำระหนี้ล่าช้าเกินกำหนด อย่างไรก็ตาม บริษัทระบุว่า ลูกหนี้การค้าของบริษัทส่วนใหญ่เป็นโมเดิร์นเทรด และร้านค้าขนาดใหญ่ซึ่งมีการชำระหนี้ตรงตามกำหนดเวลา

เศรษฐกิจชะลอ-ต้นทุนพุ่ง

นายธนวัฒน์ วิญญรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการ บมจ.ไทยเทพรส หรือ SAUCE ผู้ผลิตและจำหน่ายซอสปรุงรส ซีอิ๊วขาว ซอสหอยนางรมตรา “ภูเขาทอง” แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯว่า ผลดำเนินงานของบริษัทในปี 2560 มีกำไรสุทธิ 345.37 ล้านบาท ลดลงจากปี 2559 ราว 16.78% เป็นผลจากเศรษฐกิจชะลอตัวในไตรมาส 4/2560 ส่งผลให้ยอดขายในประเทศลดลง โดยเฉพาะช่องทางจัดจำหน่ายค้าส่ง (ยี่ปั๊ว) ขณะที่ต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการจัดแคมเปญส่งเสริมการขายที่เพิ่มขึ้น จากการแข่งขันในตลาดที่เพิ่มขึ้นจึงทำให้กำไรสุทธิลดลงจากปีก่อนหน้า

ขณะที่ บมจ.มาลีกรุ๊ป ผู้ผลิตน้ำผลไม้ตรา “มาลี” ปี 2560 บริษัทมียอดขายรวม 5,916 ล้านบาท ลดลง 10% จากปีก่อนหน้า โดยเฉพาะยอดขายของแบรนด์ในประเทศลดลง 15% ผลจากฤดูกาลผลไม้ที่ล่าช้าในช่วงไตรมาส 2 ทำให้สินค้าไม่เพียงพอสำหรับจำหน่ายในช่วงเวลาดังกล่าว รวมถึงยอดขายน้ำผลไม้ลดลงประมาณ 10% ตามภาวะการหดตัวของตลาดน้ำผลไม้พร้อมดื่มในประเทศ และในปีที่ผ่านมาบริษัทมีค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 13% เนื่องจากค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรและค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาที่เพิ่มขึ้น ทำให้กำไรสุทธิปีที่ผ่านอยู่ที่ 286 ล้านบาท ลดลง 46%

นอกจากนี้ บมจ.เอฟเอ็น แฟคตอรี่เอ๊าท์เลท หรือ FN แจ้งว่า รายได้ปี 2560 อยู่ที่ 1,054.66 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 1,063 ล้านบาท แม้ว่าปีที่ผ่านมาจะมีการเปิดสาขาใหม่เพิ่ม 2 สาขา คือสาขาหาดใหญ่ สาขาฉะเชิงเทรา และกำไรสุทธิปรับลดลงถึง 41% โดยบริษัทระบุว่า รายได้การขายที่ลดลงสาเหตุหลักมาจากยอดขายสาขาเดิมที่ลดลง เพราะการจับจ่ายใช้สอยของภาคครัวเรือนที่ยังไม่ฟื้นตัว ซึ่งบริษัทมีแผนการปรับตัวด้วยการขยายช่องทางจัดจำหน่ายเพิ่มเติม เช่น ช่องทางออนไลน์ ทีวีโฮมช้อปปิ้ง เข้าร่วมงานแสดงสินค้าและการขายแบบบีทูบี เป็นต้น

“ชาเขียว-สาหร่าย” ก็เอาไม่อยู่

ขณะที่นางอิง ภาสกรนที รองกรรมการผู้อำนวยการ บมจ.อิชิตัน กรุ๊ป ผู้ผลิตและจำหน่ายชาเขียว “อิชิตัน” ระบุว่า รายได้จากการขายปีที่ผ่านมา 5,678.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.55% เนื่องจากตลาดส่งออกที่เพิ่มขึ้น แต่ตลาดชาพร้อมดื่มในประเทศมูลค่าลดลง ประกอบกับต้นทุนขายที่เพิ่มขึ้นจากการแข่งขันด้านราคา ทำให้ปีที่ผ่านมาบริษัทมีกำไรสุทธิลดลงเหลือ 315.09 ล้านบาท

รวมทั้งในส่วนของ บมจ.เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง พบว่ากำไรสุทธิปี 2560 อยู่ที่ 608 ล้านบาท ลดลง 22.2% จากปีก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจากต้นทุนสาหร่ายที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมทั้งผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนจากการนำเข้าสาหร่าย

แหล่งข่าวระดับสูงจากบริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารร้านอาหารญี่ปุ่น-เครื่องดื่มชาเขียว “โออิชิ” ยอมรับว่า ตัวเลขยอดขายเครื่องดื่ม-ร้านอาหารที่ลดลงเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว ผู้บริโภคชะลอการจับจ่ายใช้สอย ทำให้บริษัทต้องหันมาเน้นการบริหารต้นทุนภายในมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องพยายามสร้างรายได้จากธุรกิจอื่นเข้ามาทดแทน ธุรกิจอาหารพร้อมรับประทานหรือแพ็กเกจฟู้ด ที่ตลาดยังมีโอกาสจะเติบโตได้อีกมาก

แหล่งข่าวระดับสูงจากบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่เปิดเผยว่า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจปีที่ผ่านมาจะดีขึ้น แต่จะพบว่ามีเพียงบางธุรกิจที่ดี โดยเฉพาะส่งออก และยังมีอีกหลายส่วนที่ไม่ดี เช่น พืชผลทางการเกษตรที่ราคาไม่ดี ซึ่งก็จะส่งผลถึงกำลังซื้อในต่างจังหวัด อย่างไรก็ตาม คอนซูเมอร์โปรดักต์เป็นสินค้าที่จำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวันจึงจะได้รับผลกระทบตัวท้าย ๆ แต่กลุ่มสินค้าเหล่านี้ได้รับผลกระทบก็สะท้อนถึงว่ากำลังซื้อไม่ดีจริง ๆ

“เทสโก้” ลดเวลาเปิดให้บริการ

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า นอกจากนี้พบว่าในส่วนของ “เทสโก้ โลตัส” ที่เป็นโมเดลไฮเปอร์มาร์เก็ต และตลาดโลตัสหลาย ๆ แห่งได้ประกาศแจ้งปรับเปลี่ยนเวลาการเปิด-ปิดการให้บริการ โดยลดเวลาการให้บริการลงเฉลี่ย 1-2 ชั่วโมง ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา อาทิ ตลาดโลตัสย่านลำลูกกา เปิด 08.00-21.00 น. จากเดิม 07.00-21.00 น. ตลาดโลตัส บางบัวทอง เปิด 08.00-21.00 น. จากเดิม 06.00-22.00 น.เทสโก้ โลตัส ไฮเปอร์มาร์เก็ต ย่านปิ่นเกล้า เปิด 08.00-21.00 น. จากเดิม 08.00-23.00 น.

รายงานข่าวระบุว่า การปรับลดเวลาการเปิดให้บริการดังกล่าวเพราะการเข้ามาใช้บริการของลูกค้าในช่วงเช้าน้อยมาก รวมถึงในช่วงหลังสองทุ่ม ดังนั้นการปรับลดเวลาการเปิดให้บริการซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเรื่องค่าไฟ หรือค่าจ้างพนักงาน ขณะเดียวกันก็จะกระทบต่อยอดขายไม่มาก

โดยพนักงานเทสโก้ โลตัส ให้ข้อมูลว่า การลดเวลาเปิดให้บริการดังกล่าวเพื่อให้สอดรับกับสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้น เพราะในช่วงเวลาหลัง 20.00 น.เป็นต้นไป มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการน้อย ซึ่งบรรยากาศดังกล่าวเกิดขึ้นมาสักระยะหนึ่งแล้ว อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนเวลาเปิดให้บริการเป็นบางพื้นที่ และบางส่วนยังเปิดให้บริการตามปกติ

ทั้งนี้ ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ “เทสโก้ โลตัส” ได้แจ้งผลการดำเนินงานประจำปี 2560 (มี.ค. 59-ก.พ. 60) มีรายได้จากการขายและบริการ 2.15 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 2.05 แสนล้านบาท และมีกำไร 9.11 พันล้านบาท เพิ่มจากปี 2559 ที่มีกำไร 8.32 พันล้านบาท


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: มะอุอุ ที่ 07,03, 2018, 20:28:08

จับตาค่ายคู่แข่ง! หลัง BMW เตรียมขอสิทธิ์ประกอบแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยปี 2562 (คลิกเพื่ออ่านบทความได้ที่ลิงค์ด้านล่างเลยครับ)
Cr. https://brandinside.asia/bmw-on-battery-ev-in-thailand/




หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: มะอุอุ ที่ 08,03, 2018, 08:31:47


(https://www.img.in.th/images/c4a3a5698d11e9b341f8acae7f814bff.md.jpg) (https://www.img.in.th/image/uUj4af)

ทย. ลั่นมี.ค. เปิดประมูล 6.8 พันล้าน สร้างอาคารผู้โดยสารสนามบิน “ขอนแก่น-กระบี่”
อ่านต่อได้ที่ Cr. https://www.khaosod.co.th/economics/news_810719



หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 08,03, 2018, 20:17:06
https://www.prachachat.net/motoring/news-127482

“พรประภา” ทิ้งนิสสันลุยอสังหา ดีลเลอร์รถยนต์ถอดใจเลิกขาย

ธุรกิจขายรถกำไรลด-ปัญหาเพียบ บริษัทแม่บี้ลงทุนเพิ่ม ดีลเลอร์เริ่มถอดใจเบนเข็มสู่ธุรกิจอื่น ช็อก ! กลุ่ม “พรประภา” ทิ้ง “นิสสัน” ขายสิทธิ์-เลิกสัญญา จ้องลงทุนอสังหาฯตามกลุ่มหงษ์หยก เศรษฐีภูเก็ตที่เพิ่งเลิกเป็นตัวแทนจำหน่ายฮอนด้า 4 สาขา ส่วนกลุ่มจุฬางกูรขึ้นป้ายขายโชว์รูมซูซูกิย่านรังสิต

มาร์จิ้นหดบริษัทแม่บีบขยายลงทุน

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า ธุรกิจดีลเลอร์ขายรถยนต์หลายสิบปีก่อนถือเป็นบ่อเงินบ่อทองของนักลงทุน ทั้งกลุ่มทุนต่างชาติหรือนักลงทุนชาวไทย ถือสิทธิ์เป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์หลากหลายยี่ห้อ แต่ปัจจุบันการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ทำให้มาร์จิ้นของตัวแทนขายรถยนต์ลดลง แถมยังมีปัญหาจุกจิกมาก ทั้งบริการหลังการขาย และการรักษาระดับราคารถมือสองไม่ให้ตกต่ำเกินไป

นอกจากนี้ ยังเจอแรงบีบจากบริษัทแม่ที่ต้องการให้ตัวแทนจำหน่ายลงทุนยกระดับโชว์รูมและศูนย์บริการให้ตรงตามมาตรฐานแบรนด์ตัวเอง ทำให้ปัจจุบันมีดีลเลอร์รถยนต์จำนวนมากหันหลังให้กับอุตสาหกรรมนี้ ทำให้ปัจจุบันเกิดปรากฏการณ์กลุ่มดีลเลอร์รถยนต์เก่าแก่หลายรายได้หันหลังให้กับธุรกิจดีลเลอร์รถยนต์

แหล่งข่าวฝ่ายบริหาร บริษัท นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงความคืบหน้าแผนจัดระเบียบดีลเลอร์ ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปลายปี 2559 โดยเน้นจำกัดจำนวนดีลเลอร์ให้เหลือน้อยราย แต่ให้มีโชว์รูมศูนย์บริการครอบคลุมทุกพื้นที่ ซึ่งนิสสันประสบผลสำเร็จอย่างดีในยุโรป สหรัฐอเมริกา และเม็กซิโกมาแล้ว สามารถพัฒนาค่าดัชนีความพึงพอใจขณะซื้อของลูกค้า และดัชนีความพึงพอใจของผู้บริโภคต่อบริการหลังการขายได้เป็นอย่างดี และนำมาใช้กับประเทศไทยว่า มีความคืบหน้าไปมาก แต่ด้วยจำนวนดีลเลอร์ที่มากทำให้ต้องใช้เวลาอีกพอสมควร และยังมีปัญหาตามอีกหลายอย่าง

ช็อก ! พรประภาทิ้งนิสสัน

แหล่งข่าวกล่าวว่า ล่าสุดกลุ่มบริษัท สยามนิสสันเซลส์ จำกัด หรือกลุ่มสยามกลการเดิม ซึ่งเป็นดีลเลอร์นิสสันมายาวนาน ซึ่งมี ดร.พรเทพ พรประภา เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ได้ตัดสินใจจะยุติการเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์นิสสันบางสาขาแล้ว โดยปัจจุบันกลุ่มสยามนิสสันเซลส์มีโชว์รูมและศูนย์บริการนิสสันทั้งสิ้น 13 แห่งได้แก่สาขาปทุมวัน, พระประแดง, หนองแขม, บางนา-ตราด, รามคำแหง, วิภาวดี, บางพลี, บางจาก, ลาดพร้าว, รังสิต, เพชรบุรีตัดใหม่ และสาขาประเวศ ขณะนี้ได้ปล่อยสิทธิการขายและให้เช่าพื้นที่โชว์รูมบางสาขา อาทิ สาขาถนนบางนา-ตราด กม.21 ด้านหน้าโรงงานผลิตรถยนต์นิสสันและสาขาบางพลี ให้กับกลุ่มรุ่งเจริญ คาร์ ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์นิสสันย่านศรีนครินทร์ เทพารักษ์ และสมุทรปราการ

สำหรับโชว์รูมหนองแขม และรามคำแหง ปล่อยให้กลุ่มออโต้แกลอรี ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ ฟอร์ด, มาสด้า, เอ็มจี เข้ามาดูแลแทน ส่วนโชว์รูมบางพลี อยู่ระหว่างเจรจาเพื่อหาผู้ที่สนใจเข้ามารับช่วงต่อ สำหรับโชว์รูมที่เหลือทั้งสำนักงานใหญ่ปทุมวัน, เพชรบุรีตัดใหม่, ลาดพร้าว, วิภาวดี และบางจาก ก็มีความเป็นไปได้ว่าอนาคตจะไม่ต่อสัญญาเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์นิสสัน

ทั้งนี้ ดร.พรเทพมีแนวคิดที่จะพัฒนาที่ดินเพื่อต่อยอดไปสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบต่าง ๆ เนื่องจากแต่ละโชว์รูมพื้นที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองและมีเส้นทางคมนาคมรถไฟฟ้าตัดผ่านหลายจุด

“การตัดสินใจปรับพอร์ตธุรกิจการเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์นิสสันของกลุ่มพรประภา มีหลายปัจจัย ไม่ใช่ผลจากการเปลี่ยนแปลงระบบหรือโครงสร้างการดำเนินธุรกิจของนิสสันเพียงอย่างเดียว แต่น่าจะเล็งเห็นโอกาสการลงทุนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่า” แหล่งข่าวกล่าว

ทุนใหญ่สยายปีกคลุมทุกพื้นที่

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ดีลเลอร์ไซซ์เล็กที่ไม่พร้อมลงทุน หลังการเจรจาส่วนใหญ่พร้อมที่จะถอนตัวหันไปทำธุรกิจอื่น หรือไม่ก็เลือกเปลี่ยนไปขายแบรนด์อื่น เปิดโอกาสให้กลุ่มทุนหนาเข้ามาดำเนินการต่อ เช่น นิสสันลำลูกกา และนิสสันรังสิต ตอนนี้กลุ่มพระนคร 2000 ของนายประวิตร พันธ์สายเชื้อ ได้สิทธิ์การทำตลาดไป โดยขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างและคาดว่าจะพร้อมเปิดให้บริการในเร็ว ๆ นี้

นอกจากนี้เมื่อ 31 มกราคมที่ผ่านมา นิสสันได้ส่งหนังสือแจ้งไปยังตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศว่า ได้ยุติการทำธุรกรรมต่าง ๆ กับบริษัท สยามนิสสัน กรุงเทพจำกัด สาขาแจ้งวัฒนะ ทำให้ดีลเลอร์หลายรายที่อยู่ระหว่างการเจรจาลังเลว่าจะดำเนินธุรกิจกับนิสสันต่อไปหรือไม่

ตัวแทนจำหน่ายนิสสันในเขตพื้นที่ภาคกลาง กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” เพิ่มเติมว่า ขณะนี้ดีลเลอร์หลายรายเริ่มถอดใจกับการทำธุรกิจรถยนต์ นอกจากความไม่ชัดเจนกฎระเบียบและทิศทางการขับเคลื่อนธุรกิจของนิสสันแล้ว ยังเจอการแข่งขันที่รุนแรง กำไรที่บางลงเรื่อย ๆ ยิ่งมีกรณีกลุ่มพรประภาเตรียมหันหลังให้ธุรกิจรถยนต์ ยิ่งทำให้ดีลเลอร์หลาย ๆ รายขาดความมั่นใจ

นิสสันชี้เปลี่ยนแปลงเรื่องปกติ

นายปีเตอร์ แกลลี่ รองประธานสายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัทดำเนินธุรกิจโดยให้ความสำคัญกับลูกค้าและการสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า การเปิดตัวโชว์รูมแนวคิดใหม่แห่งแรกในประเทศไทย Nissan Retail Environmental Design Initiative หรือ NREDI ที่จังหวัดกาญจนบุรีเป็นตัวอย่างที่ดีในการดำเนินการ และนิสสันอยู่ระหว่างการพัฒนาโชว์รูมแนวคิดใหม่นี้ให้เกิดขึ้นกับผู้จำหน่ายทั่วประเทศ เพื่อที่ลูกค้าสามารถเข้าถึงทุกบริการอย่างครบครัน ไม่ว่าลูกค้าที่เข้ามาเพื่อซื้อรถใหม่หรือนำรถมาเข้ารับบริการ เพื่อให้พันธมิตรผู้จำหน่ายนิสสันสามารถมอบบริการให้แก่ลูกค้าคนสำคัญได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

และเช่นเดียวกับผู้ผลิตทุกราย นิสสันได้แสวงหาผู้จำหน่ายที่มีความชำนาญเพื่อเสริมสร้างศักยภาพทางธุรกิจให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง บริษัทจำเป็นต้องมีเครือข่ายผู้จำหน่ายที่แข็งแกร่ง เพื่อเป็นตัวแทนของแบรนด์นิสสันในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ นิสสันพยายามหาวิธีที่ดีที่สุดในการสร้างความสมดุลระหว่างความมุ่งหวังในการลงทุนและการเป็นผู้ให้บริการลูกค้าของนิสสันที่ดีที่สุด ซึ่งเป็นปกติของธุรกิจยานยนต์ที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงของผู้จำหน่าย การโอน/จำหน่ายธุรกิจ การปิดและเปิดศูนย์บริการ

“หงษ์หยก-จุฬางกูร” เลิกสัญญา

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เสน่ห์อันหอมหวานของธุรกิจค้าปลีกรถยนต์ที่คลายตัวลง ปรากฏให้เห็นมาเป็นระยะหลากหลายยี่ห้อ โดยล่าสุดกลุ่มทุนใหญ่แห่งเมืองภูเก็ต “ตระกูลหงษ์หยก” เพิ่งยุติการเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ฮอนด้า โดยนายมนต์ทวี หงษ์หยก ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท อนุภาษวิวิธการจำกัด กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า บริษัทในฐานะตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ฮอนด้าในจังหวัดภูเก็ตและพังงา รวม 4 สาขา ตัดสินใจขอยุติบทบาทการเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ฮอนด้า โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. 2561 เป็นต้นไป

“เราเชื่อว่าทำเลที่ตั้งของโชว์รูมและศูนย์บริการรถยนต์ฮอนด้าในจังหวัดภูเก็ต เหมาะสมกับการลงทุนพัฒนาด้านอื่น ๆ ที่จะก่อให้เกิดมูลค่ามากกว่า เพื่อให้สอดรับกับเศรษฐกิจในพื้นที่ภูเก็ตกำลังจะขับเคลื่อนไปสู่สมาร์ทเทรนด์”

ขณะที่ทางบริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ได้ทำหนังสือถึงลูกค้า แจ้งว่า บริษัท ฮอนด้า มะลิวัลย์ จำกัด (สาขาภูเก็ต) ซึ่งตัวแทนจำหน่ายจากจังหวัดขอนแก่นเข้ามาทำตลาดและดูแลลูกค้าแทน

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ที่มีกลุ่มทุนใหญ่ในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์ “ซัมมิท โอโตซีท” ของตระกูล จุฬางกูร เคยเข้ามาเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ฮอนด้าในภูเก็ต และแบรนด์ซูซูกิ ย่านรังสิต แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจยุติทั้ง 2 แห่ง โดยที่ภูเก็ตยังไม่ทันเปิด

ส่วนซูซูกิ รังสิตเปิดได้พักใหญ่ก็ประกาศขายโชว์รูม


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 10,03, 2018, 20:07:28
https://money.sanook.com/549473/

แบงก์ชาติประกาศ 12 เม.ย. สถาบันการเงินเปิดบริการปกติ

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกประกาศฉบับที่ 16/2561 เรื่อง ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่มีการประกาศวันหยุดทำการของสถาบันการเงิน และสถาบันการเงินเฉพาะกิจเป็นกรณีพิเศษ โดยมีเนื้อหาระบุว่า

ด้วยมีหน่วยงานต่าง ๆ และประชาชนสอบถามถึงการกำหนดให้วันพฤหัสบดีที่ 12 เมษายน 2561 เป็นวันหยุดกรณีพิเศษสำหรับสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจหรือไม่

ธนาคารแห่งประเทศไทยขอแจ้งให้ทราบว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่มีการประกาศวันดังกล่าว เป็นวันหยุดทำการของสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงเวลาดังกล่าว เนื่องจากสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจถือเป็นตัวกลางสำคัญในการให้บริการทางการเงินแก่ภาคธุรกิจและประชาชน


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: มะอุอุ ที่ 10,03, 2018, 21:19:42
https://money.sanook.com/549473/

แบงก์ชาติประกาศ 12 เม.ย. สถาบันการเงินเปิดบริการปกติ

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกประกาศฉบับที่ 16/2561 เรื่อง ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่มีการประกาศวันหยุดทำการของสถาบันการเงิน และสถาบันการเงินเฉพาะกิจเป็นกรณีพิเศษ โดยมีเนื้อหาระบุว่า

ด้วยมีหน่วยงานต่าง ๆ และประชาชนสอบถามถึงการกำหนดให้วันพฤหัสบดีที่ 12 เมษายน 2561 เป็นวันหยุดกรณีพิเศษสำหรับสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจหรือไม่

ธนาคารแห่งประเทศไทยขอแจ้งให้ทราบว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่มีการประกาศวันดังกล่าว เป็นวันหยุดทำการของสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงเวลาดังกล่าว เนื่องจากสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจถือเป็นตัวกลางสำคัญในการให้บริการทางการเงินแก่ภาคธุรกิจและประชาชน
แบงค์ชาติคงไม่อยากให้ธุรกรรมทางการเงินของประเทศหยุดชะงักหลายวัน


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 12,03, 2018, 16:43:11
https://money.sanook.com/550547/

ประยุทธ์' ปลื้มไทยติดอันดับโลก 'ประเทศน่าลงทุนที่สุด'

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้รับทราบรายงานอันดับประเทศที่ดีที่สุดสำหรับการลงทุน ประจำปี 2561 ของ U.S.News ซึ่งประเทศไทยติดอันดับ 8 จาก 20 อันดับของโลก วิเคราะห์จากหลายปัจจัย เช่น เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ นวัตกรรม ทักษะแรงงาน ความชำนาญทางเทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม ประชากร และคอร์รัปชัน เป็นต้น 

ขณะที่ นายกรัฐมนตรี พอใจอันดับของไทยจากรายงานดังกล่าว ถือว่าเป็นข่าวดีทางเศรษฐกิจ เพราะต่างชาติให้การยอมรับประเทศไทย ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือกันทุกฝ่ายตั้งแต่ระดับนโยบาย ภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ใช้แรงงาน และประชาชนทุกคน ที่พัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดยั้ง และช่วยกันรักษาบรรยากาศของบ้านเมืองให้สงบ เพื่อดึงดูดความสนใจของนักลงทุนทั่วโลก

ขณะเดียวกัน เมื่อต้นปีที่ผ่านมา U.S.News เพิ่งเผยแพร่ผลการจัดอันดับประเทศที่ดีที่สุดในโลกในด้านต่าง ๆ ซึ่งประเทศไทยครองแชมป์อันดับ 1 เป็นประเทศที่เหมาะสมสำหรับการเริ่มธุรกิจ (Best Countries to start a Business) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าศักยภาพด้านเศรษฐกิจและการลงทุนของไทยนั้นจัดอยู่ในอันดับต้น ๆ ในสายตาของชาวโลก

>>> บิ๊กตู่เฮ! ไทยขึ้นแท่นประเทศชั้นนำของโลก

ทั้งนี้ รัฐบาลได้ปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการลงทุนตามนโยบายประเทศไทย 4.0 ซึ่งภาพลักษณ์ในเรื่องนี้เป็นสิ่งจูงใจนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาทำธุรกิจในไทยเป็นอย่างยิ่ง และผลการจัดอันดับดังกล่าวยังสอดคล้องกับอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ (Ease of Doing Business: EoDB) ของธนาคารโลกครั้งล่าสุด ที่ไทยมีอันดับดีขึ้นถึง 20 อันดับ จากอันดับที่ 46 ในปี 2560 เป็นอันดับที่ 26 ในปี 2561 ด้วย โดยมีฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ถูกจัดให้อยู่ใน 20 อันดับเช่นเดียวกัน สะท้อนในเห็นว่าภูมิภาคนี้กำลังเป็นที่สนใจของนักลงทุนต่างชาติ

ดังนั้น จึงถือว่านโยบายและความร่วมมือทางเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกเดินมาถูกทางแล้ว โดยทุกประเทศจะพัฒนาไปพร้อม ๆ กัน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: มะอุอุ ที่ 12,03, 2018, 19:56:44
https://money.sanook.com/550547/

ประยุทธ์' ปลื้มไทยติดอันดับโลก 'ประเทศน่าลงทุนที่สุด'

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้รับทราบรายงานอันดับประเทศที่ดีที่สุดสำหรับการลงทุน ประจำปี 2561 ของ U.S.News ซึ่งประเทศไทยติดอันดับ 8 จาก 20 อันดับของโลก วิเคราะห์จากหลายปัจจัย เช่น เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ นวัตกรรม ทักษะแรงงาน ความชำนาญทางเทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม ประชากร และคอร์รัปชัน เป็นต้น 

ขณะที่ นายกรัฐมนตรี พอใจอันดับของไทยจากรายงานดังกล่าว ถือว่าเป็นข่าวดีทางเศรษฐกิจ เพราะต่างชาติให้การยอมรับประเทศไทย ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือกันทุกฝ่ายตั้งแต่ระดับนโยบาย ภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ใช้แรงงาน และประชาชนทุกคน ที่พัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดยั้ง และช่วยกันรักษาบรรยากาศของบ้านเมืองให้สงบ เพื่อดึงดูดความสนใจของนักลงทุนทั่วโลก

ขณะเดียวกัน เมื่อต้นปีที่ผ่านมา U.S.News เพิ่งเผยแพร่ผลการจัดอันดับประเทศที่ดีที่สุดในโลกในด้านต่าง ๆ ซึ่งประเทศไทยครองแชมป์อันดับ 1 เป็นประเทศที่เหมาะสมสำหรับการเริ่มธุรกิจ (Best Countries to start a Business) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าศักยภาพด้านเศรษฐกิจและการลงทุนของไทยนั้นจัดอยู่ในอันดับต้น ๆ ในสายตาของชาวโลก

>>> บิ๊กตู่เฮ! ไทยขึ้นแท่นประเทศชั้นนำของโลก

ทั้งนี้ รัฐบาลได้ปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการลงทุนตามนโยบายประเทศไทย 4.0 ซึ่งภาพลักษณ์ในเรื่องนี้เป็นสิ่งจูงใจนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาทำธุรกิจในไทยเป็นอย่างยิ่ง และผลการจัดอันดับดังกล่าวยังสอดคล้องกับอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ (Ease of Doing Business: EoDB) ของธนาคารโลกครั้งล่าสุด ที่ไทยมีอันดับดีขึ้นถึง 20 อันดับ จากอันดับที่ 46 ในปี 2560 เป็นอันดับที่ 26 ในปี 2561 ด้วย โดยมีฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ถูกจัดให้อยู่ใน 20 อันดับเช่นเดียวกัน สะท้อนในเห็นว่าภูมิภาคนี้กำลังเป็นที่สนใจของนักลงทุนต่างชาติ

ดังนั้น จึงถือว่านโยบายและความร่วมมือทางเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกเดินมาถูกทางแล้ว โดยทุกประเทศจะพัฒนาไปพร้อม ๆ กัน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
ข่าวดีประเทศน่าลงทุนอันดับ 8
แต่ปัญหาที่ต่างชาติไม่เข้ามาลงทุน ?


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 13,03, 2018, 21:49:34
https://www.prachachat.net/politics/news-129478

ครม.อนุมัติ งบกลางกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.5 แสนล้านบาท


13 มี.ค. 2561 นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ โฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ แถลงว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำเป็นงบประมาณ พ.ศ.2561 วงเงิน 1.5 แสนล้านบาท ประกอบด้วย งบกลางรายการค่าใช้จ่ายส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและชุมชน วงเงิน 4,600 ล้านบาท

แผนงานยุทธศาสตร์ปฏิรูปโครงสร้างการผลิตภาคเกษตร วงเงิน 24,300 ล้านบาท แผนงานยุทธศาสตร์เสริมสร้างศักยภาพและพัฒนาคุณภาพชีวิต วงเงิน 21,078 ล้านบาท แผนงานยุทธศาสตร์ส่งเสริมเศรษฐกิจและพัฒนาศักยภาพชุมชน วงเงิน 50,378 ล้านบาท และรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 49,641 ล้านบาท

โดยจำแนกออกตามกระทรวง อาทิ งบกลาง 4,600 ล้านบาท กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา 106 ล้านบาท กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 22,742 ล้านบาท กระทรวงมหาดไทย 31,875 ล้านบาท กระทรวงแรงงาน 2,120 ล้านบาท รัฐวิสาหกิจ 3,988 ล้านบาท กองทุนและเงินทุนหมุนเวียน ได้แก่ กองทุนประชารัฐ กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง 34,022 ล้านบาท

ทั้งนี้ จะส่งร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำเป็นงบประมาณ พ.ศ.2561 เข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในวันที่ 22 มีนาคม 2561

 


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 14,03, 2018, 05:52:40
ภาษี มาจากไหน!?

ภาษีมาจากไหน? ใครจ่ายมากที่สุด และมีใครไหมที่ไม่ต้องจ่ายเลย
.
เดือนมีนาคมของทุกปี ก็คือฤดูกาลเสียภาษีของผู้ที่มีเงินได้สุทธิทั้งปีเกินกว่า 150,000 บาท ที่เรียกกันว่า ‘ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา’ ที่จะต้องทำให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 หากไม่อยากจ่ายค่าปรับเพิ่ม
.
แม้ภาษีชนิดนี้จะมีมูลค่าอยู่ไม่น้อยเป็นเงินหลายแสนล้านบาท/ปี แต่ก็ไม่ใช่แหล่งรายได้แหล่งเดียวของรัฐบาลแน่ๆ ทว่าในปัจจุบันก็ยังมีคนเข้าใจผิด คิดว่าคนที่เสียภาษีให้กับรัฐบาล ‘มีแค่ไม่กี่ล้านคน’ ที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเท่านั้น ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิดมหันต์
.
The MATTER กลับไปค้นข้อมูลในเอกสารงบประมาณ เพื่อดูว่า..

- รายได้ของรัฐบาลที่มาจากเงินภาษีของประชาชน มีที่มาจากอะไรบ้าง?

- ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคิดเป็นกี่เปอร์เซนต์?

- ภาษีชนิดไหนที่คิดเป็นสัดส่วนมากที่สุด?

- ใครต้องเสียภาษีอะไรบ้าง และจะมีใครไหมที่ไม่ต้องเสียภาษีอะไรเลย?
.
สำหรับปีงบประมาณ 2561 มีการประมาณการว่า รัฐบาลจะสามารถจัดเก็บภาษีอากรสุทธิได้ราว 2.23 ล้านล้านบาท คิดเป็น 77% ของรายได้ทั้งหมด
.
- ที่มาของข้อมูล http://www.bb.go.th/budget_book/preBook/pre-eBook2561/FILEROOM/CABILIBRARY61/DRAWER01/GENERAL/DATA0000/00000501.PDF
.
สำหรับการเก็บภาษีอากร จะแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ‘ภาษีทางตรง’ คือผู้เสียภาษีจ่ายเอง (ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา/ภาษีเงินได้นิติบุคคล/ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม) และ ‘ภาษีทางอ้อม’ คือเก็บจากบุคคลอื่น แต่ผู้เสียภาษีต้องรับภาระในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง (เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ ภาษีน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน ภาษีสินค้าเข้า-ออก ฯลฯ)
.
แต่แหล่งภาษีใหญ่ๆ จะมาจาก 3 แหล่ง คือภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT
.
สำหรับ #ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา มีผู้เสียภาษีอยู่เพียง 4 ล้านคน (จากผู้ยื่นแบบทั้งหมด 10 ล้านคน) รวมเป็นเงิน 3.32 แสนล้านบาท คิดเป็นราว 15% ของภาษีทั้งหมด
.
#ภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งเก็บจากบริษัทต่างๆ ราว 1.5 แสนแห่ง ประมาณกันว่าจะมีรวมกันราว 6.51 แสนล้านบาท คิดเป็น 29% ของภาษีทั้งหมด
.
แต่แหล่งภาษีที่มากที่สุดก็คือ #ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT (value-added tax) โดยผู้เสียภาษีชนิดนี้ก็คือ 'ทุกคน' ที่ซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าต่างๆ เพราะจะมีการบวก VAT ไว้ในราคาขายแล้ว คิดเป็นเงินรวมกันราว 8.21 แสนล้านบาท หรือ 37% ของภาษีทั้งหมด
.
ส่วนที่เหลืออีก 19% คิดเป็นเงินกว่า 4.26 แสนล้านบาท จะมาจากภาษีอากรประเภทอื่นๆ เกือบสิบประเภท เช่น ภาษีธุรกิจเฉพาะ ภาษีน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน ภาษีสินค้าเข้า-ออก เป็นต้น
.
นั่นแปลว่าแทบทุกคนจะต้องเสียภาษีในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเสมอ
.
- อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thematter.co/quick-bite/where-taxes-come-from/47569


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: มะอุอุ ที่ 14,03, 2018, 20:02:44
ภาษี มาจากไหน!?

ภาษีมาจากไหน? ใครจ่ายมากที่สุด และมีใครไหมที่ไม่ต้องจ่ายเลย
.
เดือนมีนาคมของทุกปี ก็คือฤดูกาลเสียภาษีของผู้ที่มีเงินได้สุทธิทั้งปีเกินกว่า 150,000 บาท ที่เรียกกันว่า ‘ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา’ ที่จะต้องทำให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 หากไม่อยากจ่ายค่าปรับเพิ่ม
.
แม้ภาษีชนิดนี้จะมีมูลค่าอยู่ไม่น้อยเป็นเงินหลายแสนล้านบาท/ปี แต่ก็ไม่ใช่แหล่งรายได้แหล่งเดียวของรัฐบาลแน่ๆ ทว่าในปัจจุบันก็ยังมีคนเข้าใจผิด คิดว่าคนที่เสียภาษีให้กับรัฐบาล ‘มีแค่ไม่กี่ล้านคน’ ที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเท่านั้น ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิดมหันต์
.
The MATTER กลับไปค้นข้อมูลในเอกสารงบประมาณ เพื่อดูว่า..

- รายได้ของรัฐบาลที่มาจากเงินภาษีของประชาชน มีที่มาจากอะไรบ้าง?

- ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคิดเป็นกี่เปอร์เซนต์?

- ภาษีชนิดไหนที่คิดเป็นสัดส่วนมากที่สุด?

- ใครต้องเสียภาษีอะไรบ้าง และจะมีใครไหมที่ไม่ต้องเสียภาษีอะไรเลย?
.
สำหรับปีงบประมาณ 2561 มีการประมาณการว่า รัฐบาลจะสามารถจัดเก็บภาษีอากรสุทธิได้ราว 2.23 ล้านล้านบาท คิดเป็น 77% ของรายได้ทั้งหมด
.
- ที่มาของข้อมูล http://www.bb.go.th/budget_book/preBook/pre-eBook2561/FILEROOM/CABILIBRARY61/DRAWER01/GENERAL/DATA0000/00000501.PDF
.
สำหรับการเก็บภาษีอากร จะแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ‘ภาษีทางตรง’ คือผู้เสียภาษีจ่ายเอง (ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา/ภาษีเงินได้นิติบุคคล/ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม) และ ‘ภาษีทางอ้อม’ คือเก็บจากบุคคลอื่น แต่ผู้เสียภาษีต้องรับภาระในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง (เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ ภาษีน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน ภาษีสินค้าเข้า-ออก ฯลฯ)
.
แต่แหล่งภาษีใหญ่ๆ จะมาจาก 3 แหล่ง คือภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT
.
สำหรับ #ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา มีผู้เสียภาษีอยู่เพียง 4 ล้านคน (จากผู้ยื่นแบบทั้งหมด 10 ล้านคน) รวมเป็นเงิน 3.32 แสนล้านบาท คิดเป็นราว 15% ของภาษีทั้งหมด
.
#ภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งเก็บจากบริษัทต่างๆ ราว 1.5 แสนแห่ง ประมาณกันว่าจะมีรวมกันราว 6.51 แสนล้านบาท คิดเป็น 29% ของภาษีทั้งหมด
.
แต่แหล่งภาษีที่มากที่สุดก็คือ #ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT (value-added tax) โดยผู้เสียภาษีชนิดนี้ก็คือ 'ทุกคน' ที่ซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าต่างๆ เพราะจะมีการบวก VAT ไว้ในราคาขายแล้ว คิดเป็นเงินรวมกันราว 8.21 แสนล้านบาท หรือ 37% ของภาษีทั้งหมด
.
ส่วนที่เหลืออีก 19% คิดเป็นเงินกว่า 4.26 แสนล้านบาท จะมาจากภาษีอากรประเภทอื่นๆ เกือบสิบประเภท เช่น ภาษีธุรกิจเฉพาะ ภาษีน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน ภาษีสินค้าเข้า-ออก เป็นต้น
.
นั่นแปลว่าแทบทุกคนจะต้องเสียภาษีในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเสมอ
.
- อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thematter.co/quick-bite/where-taxes-come-from/47569

ภาษีมาจากไหนไม่สำคัญ  สำคัญที่เก็บมาแล้วไปไหนต่อ....


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 15,03, 2018, 16:37:13
https://www.grandprix.co.th/%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%AA-%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%99%E0%B8%8B%E0%B9%8C-%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%87/

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่ในไทย มุ่งผลักดันรถยนต์ไฟฟ้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เมอร์เซเดส-เบนซ์ คาร์เดินหน้าเสริมศักยภาพด้านการผลิตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังตัดสินใจเดินกลยุทธ์เพื่อรองรับรูปแบบการสัญจรที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าซึ่งกำลังมีความต้องการเพิ่มสูงขึ้นในภูมิภาค โดยนับจากนี้จนถึงปี 2563 ทางบริษัทฯ จะทุ่มเงินลงทุนรวมกว่า 100 ล้านยูโรเพื่อขยายการผลิตในไทยร่วมกับพันธมิตรในประเทศ คือ ธนบุรีประกอบรถยนต์ โดยเม็ดเงินดังกล่าวจะใช้เพื่อขยายโรงงานรถยนต์ที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างโรงงานประกอบแบตเตอรี่แห่งใหม่ขึ้นในที่ตั้งเดียวกันเพื่อเป็นหลักประกันว่าโรงงานในไทยจะมีเทคโนโลยีอันล้ำหน้าไว้พร้อมสำหรับรถยนต์ที่มีระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าและรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียว (Battery Electric Vehicle – BEV) ที่ผลิตขึ้นที่นี่

โครงการเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าในเครือข่ายการผลิตทั่วโลกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ คาร์ ที่มีความยืดหยุ่นและประสิทธิภาพในการผลิตสูง กำลังก้าวรุดหน้าด้วยดีและรวดเร็วอย่างยิ่ง โดยหนึ่งในแผนงานตามกลยุทธ์ของเราคือการร่วมมือกับพันธมิตร อย่าง              ธนบุรีประกอบรถยนต์ เพื่อเตรียมพร้อมสู่อนาคตแห่งการสัญจรในประเทศไทยที่จะขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ซึ่งจากแนวคิดการผลิตแบตเตอรี่ของเราที่มีมาตรฐานเดียวกันและขยายต่อเติมได้ ทำให้เราเปิดสายการผลิตได้อย่างรวดเร็วในภูมิภาคใดๆ ก็ตามด้วย ขนาดโรงงานที่เหมาะสม โรงงานแบตเตอรี่ในประเทศไทยจะเสริมเครือข่ายการผลิตแบตเตอรี่ทั่วโลกของเราให้มีโรงงานเพิ่มขึ้นเป็น 6 แห่งใน 3 ทวีป” มร. มาร์คุส เชฟเฟอร์ กรรมการบริหาร รถยนต์เมอร์เซเดส–เบนซ์ ฝ่ายการผลิตและการจัดการห่วงโซ่อุปทาน กล่าว

ด้วยข้อดีของการผลิตที่เป็นมาตรฐานเดียวกันและแนวคิดในการออกแบบโรงงาน แผนงานในการผลิตแบตเตอรี่ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ คาร์จึงสามารถปรับขยายได้เพื่อให้เหมาะสมกับการสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะต่างๆ และเพื่อให้การดำเนินการตามแผนการผลิตเป็นไปด้วยความยืดหยุ่นและสอดคล้องกับภาวะตลาดทั่วโลก

ดร. อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า เมอร์เซเดส-เบนซ์ ถือเป็นหนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์ระดับโลก และเป็นผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำของประเทศไทยด้วยผลิตภัณฑ์และบริการมาตรฐานระดับโลก ก่อให้เกิดการลงทุน สร้างรายได้ให้กับประเทศ และนับเป็นหนึ่งในพลังขับเคลื่อนที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศให้เติบโตก้าวหน้าทั้งด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสังคม โดยขณะนี้ ทางบริษัทฯ ได้มีการขอขยายการส่งเสริมการลงทุนผลิตรถยนต์รถยนต์ไฟฟ้าไฮบริดปลั๊กอิน (Plug-in Hybrid Electric Vehicles: PHEV) เป็นการตอบรับต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทย ที่มีเป้าหมายที่จะก้าวไปสู่การพัฒนายานยนต์แห่งอนาคตและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องที่ใช้พลังงานไฟฟ้า แสดงให้เห็นว่า เมอร์เซเดส-เบนซ์ จากประเทศเยอรมนี ได้เล็งเห็นความสำคัญของประเทศไทย ในการเป็นฐานการผลิตที่สำคัญในภูมิภาค อีกทั้งยังเป็นการยกระดับความสามารถคนไทยด้วยการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีที่เหนือกว่าการผลิตชิ้นส่วนทั่วไป ซึ่งจะช่วยให้อุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศก้าวหน้าเป็นอย่างมาก และสามารถสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาชาติอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

ภายในปี 2565 บริษัทฯ จะผสานระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเข้ากับรถยนต์ของ เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างทั่วถึง เพื่อให้ลูกค้ามีทางเลือกที่เป็นรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า อย่างน้อย 1 รุ่นในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่รถยนต์จากแบรนด์สมาร์ทไปจนถึงรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดใหญ่ รวมถึงบริษัทฯ กำลังวางแผนจะนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้ามากกว่า  50 รุ่นย่อยอีกด้วย ในขณะเดียวกันเมอร์เซเดส-เบนซ์ยังสนับสนุนการพัฒนารถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดและการแจ้งเกิดของระบบ 48 โวลท์ พร้อมด้วยรถยนต์รุ่นแรกในตระกูล EQ ซึ่งใช้ชื่อว่า EQC ที่จะเข้าสู่สายการผลิตในปี 2562 ที่เบรเมน ประเทศเยอรมนี ทั้งนี้ EQ เป็นแบรนด์เทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ที่ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของกลยุทธ์ CASE ซึ่งประกอบด้วยเสาหลักเชิงกลยุทธ์ที่ผสานกันอย่างชาญฉลาด ได้แก่ การเชื่อมต่อ (Connected), การขับเคลื่อนด้วยตัวเอง (Autonomous), ความยืดหยุ่นในการใช้งาน (Shared & Services) และระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า (Electric)

โรงงานผลิตแบตเตอรี่แห่งที่ 6 ของเมอร์เซเดส-เบนซ์

โรงงานแบตเตอรี่ในประเทศไทยจะเป็นหนึ่งในเครือข่ายการผลิตแบตเตอรี่ทั่วโลกของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ คาร์ โดยจะผลิตเพื่อรองรับความต้องการในประเทศและเพื่อส่งออกเดมเลอร์ใช้เงินลงทุนรวมกว่า 1,180 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (กว่า 1 พันล้านยูโร) ในเครือข่ายการผลิตแบตเตอรี่ดังกล่าว ซึ่งยังมีโรงงานทั้งในเยอรมนี สหรัฐอเมริกา และจีนอีกด้วย เครือข่ายการผลิตแบตเตอรี่นี้จะตอบสนองความต้องการในตลาดอย่างยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพเช่นเดียวกับการผลิตรถยนต์ ซึ่งกลยุทธ์นี้จะทำให้มีเทคโนโลยีแบตเตอรี่อันทันสมัยจากศูนย์กลางการผลิตในแต่ละพื้นที่ ทั้งยุโรป จีน และสหรัฐอเมริกาไว้พร้อมรองรับการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นตามแผนงานรถยนต์ไฟฟ้าของบริษัท ทั้งนี้ โรงงานผลิตแบตเตอรี่ในประเทศไทยมีแผนจะเริ่มเดินสายการผลิตภายในปี 2562

มั่นใจศักยภาพตลาดรถยนต์นั่งในประเทศไทย

การร่วมลงทุนในครั้งนี้ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ คาร์ และธนบุรีประกอบรถยนต์ซึ่งเป็นพันธมิตรในประเทศไทย ส่วนหนึ่งเพื่อการขยายโรงงานผลิตรถยนต์ที่มีอยู่ ซึ่งจะส่งผลให้ศักยภาพการผลิตรถยนต์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญด้วยจำนวนรุ่นที่มากขึ้น

มร. ไมเคิล เกรเว่ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เมอร์เซเดส-เบนซ์ ดำเนินธุรกิจด้วยความมุ่งมั่นที่จะมอบ “สิ่งที่ดีที่สุด” (THE BEST) ให้กับลูกค้าทั้งในวันนี้และวันข้างหน้า การลงทุนในครั้งนี้สะท้อนความเชื่อมั่นที่เรามีต่อศักยภาพของตลาดรถยนต์นั่งในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่เราทำตลาดอยู่ในปัจจุบันได้รับความนิยมอย่างสูงจากกลุ่มลูกค้า และเราจะยังคงเดินหน้าเพิ่มความหลากหลายของรถยนต์ที่ผลิตภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง”

ในปี 2560 เมอร์เซเดส-เบนซ์มียอดจำหน่ายรถยนต์ในประเทศไทยสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ด้วยจำนวนมากกว่า 14,000 คัน ซึ่งคิดเป็นอัตราการเติบโตสูงถึงสองหลัก โดยรุ่นที่มียอดจำหน่ายสูงสุดประกอบด้วยรถยนต์ซีดานตระกูล E-Class, C-Class และ CLA ในปัจจุบันเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ทำตลาดรถยนต์ที่ประกอบภายในประเทศรวมทั้งหมด 9 รุ่น โดยรุ่นที่เป็นรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดได้รับความนิยมอย่างมาก ทั้ง C-Class, S-Class และ GLE ในเวอร์ชั่นปลั๊กอินไฮบริดที่เปิดตัวในช่วงต้นปี 2559 และล่าสุดคือรุ่น E 350e Avantgarde, E 350e Exclusive และ E 350e AMG Dynamic นอกจากนี้เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังครองตำแหน่งผู้นำตลาดรถยนต์ระดับพรีเมี่ยมในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องมาตลอด 17 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี 2544

ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ส่งผลให้เมอร์เซเดส-เบนซ์ประสบความสำเร็จอย่างสูงในประเทศไทยคือความร่วมมืออันใกล้ชิดระหว่างเมอร์เซเดส-เบนซ์ แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย และ ธนบุรีประกอบรถยนต์ ในฐานะผู้ดำเนินงานด้านการผลิตในประเทศไทย โดยที่ในปี 2560 เพียงปีเดียว ธนบุรีประกอบรถยนต์สามารถผลิตรถยนต์ให้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้มากกว่า 12,000 คัน ในปัจจุบันโรงงานแห่งนี้มีพนักงานกว่า 1,000 คน และคาดการณ์ว่าเมื่อโครงการลงทุนครั้งนี้เสร็จสมบูรณ์ โรงงานแห่งนี้จะสร้างงานเพิ่มขึ้นอีกกว่า 300 ตำแหน่ง โดยในจำนวนนี้จะเป็นการจ้างงานในส่วนของการผลิตแบตเตอรี่เกือบ 100 ตำแหน่ง

มร. อันเดรอัส เลทเนอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การขยายโรงงานและการผลิตแบตเตอรี่ที่จะเริ่มขึ้นในอนาคต ณ โรงงานในจังหวัดสมุทรปราการ นับเป็นการกระชับความร่วมมือกับ  ธนบุรีประกอบรถยนต์ให้แข็งแกร่งขึ้นอีกขั้น และยังเป็นการเตรียมพร้อมของ เมอร์เซเดส-เบนซ์สำหรับรูปแบบการสัญจรในอนาคต นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสสำคัญสำหรับพนักงานของเราที่จะได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับหน้าที่ความรับผิดชอบใหม่ๆ ที่ต้องใช้ทักษะความรู้ขั้นสูง เพื่อเตรียมพร้อมพวกเขาสำหรับเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าที่สุด เรามุ่งมั่นที่จะเพิ่มบทบาทในภูมิภาคและสานต่อความร่วมมือกับพันธมิตรของเราในประเทศไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ความร่วมมือทั้งกับธนบุรีประกอบรถยนต์ซึ่งเป็นพันธมิตรของเรา และกับหน่วยงานภาครัฐของไทยล้วนเป็นไปอย่างดีเยี่ยม โดยเราได้รับการสนับสนุนที่จำเป็นในการดำเนินการผลิตของเราต่อไปให้ประสบความสำเร็จ

เมอร์เซเดส-เบนซ์ทุ่มเทอย่างเต็มที่เพื่อให้มั่นใจได้ว่ารถยนต์ทุกคันที่ผลิตในเครือข่ายการผลิตทั่วโลกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ คาร์มีคุณภาพสูงตามมาตรฐานของแบรนด์ไม่ว่าจะผลิตจากฐานการผลิตแห่งใดก็ตาม โดยในช่วงของการเตรียมการเพื่อเริ่มผลิตรถยนต์รุ่นใหม่หรือใช้เทคโนโลยีใหม่ พนักงานในประเทศไทยจะได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากทีมงานที่มีประสบการณ์สูงเพื่อให้พวกเขาคุ้นเคยกับกระบวนการผลิตใหม่ๆ เหล่านั้นด้วย

คุณวีระชัย เชาวน์ชาญกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด กล่าวว่า ธนบุรีประกอบรถยนต์มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ได้มอบความไว้วางใจให้เราเป็นผู้ผลิตอย่างเป็นทางการในการตั้งโรงงาน       แห่งใหม่ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการผลิตแบตเตอรี่ทั่วโลกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ คาร์ โรงงานผลิตแบตเตอรี่แห่งใหม่นี้จะตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาด 30 ไร่ ใกล้กับโรงงานประกอบรถยนต์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ในปัจจุบัน โดยมีแผนจะเริ่มเดินสายการผลิตในช่วงต้นปี 2562 เราตระหนักเป็นอย่างดีว่าความรู้ความสามารถของพนักงานฝ่ายผลิตมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเครือข่ายการผลิตทั่วโลกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ คาร์ ทั้งนี้ ด้วยคำยืนยันของเราที่ว่า “เราเชื่อมั่นในตัวบุคลากร เครือข่าย และการผลิตที่ใช้ทักษะฝีมือขั้นสูง” ดังนั้นในช่วงของการเตรียมตัวเปิดสายการผลิต พนักงานในประเทศไทยจะได้รับการสร้างเสริมความรู้ความชำนาญในการผลิตและความรู้ทางเทคนิคสำหรับการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด เพื่อให้มั่นใจได้อย่าเต็มเปี่ยมว่าแบตเตอรี่จะมีคุณภาพได้มาตรฐานทัดเทียมกับ แหล่งผลิตอื่นๆ ทั่วโลก


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: มะอุอุ ที่ 15,03, 2018, 20:09:22
https://www.grandprix.co.th/%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%AA-%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%99%E0%B8%8B%E0%B9%8C-%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%87/

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่ในไทย มุ่งผลักดันรถยนต์ไฟฟ้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เมอร์เซเดส-เบนซ์ คาร์เดินหน้าเสริมศักยภาพด้านการผลิตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังตัดสินใจเดินกลยุทธ์เพื่อรองรับรูปแบบการสัญจรที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าซึ่งกำลังมีความต้องการเพิ่มสูงขึ้นในภูมิภาค โดยนับจากนี้จนถึงปี 2563 ทางบริษัทฯ จะทุ่มเงินลงทุนรวมกว่า 100 ล้านยูโรเพื่อขยายการผลิตในไทยร่วมกับพันธมิตรในประเทศ คือ ธนบุรีประกอบรถยนต์ โดยเม็ดเงินดังกล่าวจะใช้เพื่อขยายโรงงานรถยนต์ที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างโรงงานประกอบแบตเตอรี่แห่งใหม่ขึ้นในที่ตั้งเดียวกันเพื่อเป็นหลักประกันว่าโรงงานในไทยจะมีเทคโนโลยีอันล้ำหน้าไว้พร้อมสำหรับรถยนต์ที่มีระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าและรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียว (Battery Electric Vehicle – BEV) ที่ผลิตขึ้นที่นี่

โครงการเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าในเครือข่ายการผลิตทั่วโลกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ คาร์ ที่มีความยืดหยุ่นและประสิทธิภาพในการผลิตสูง กำลังก้าวรุดหน้าด้วยดีและรวดเร็วอย่างยิ่ง โดยหนึ่งในแผนงานตามกลยุทธ์ของเราคือการร่วมมือกับพันธมิตร อย่าง              ธนบุรีประกอบรถยนต์ เพื่อเตรียมพร้อมสู่อนาคตแห่งการสัญจรในประเทศไทยที่จะขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ซึ่งจากแนวคิดการผลิตแบตเตอรี่ของเราที่มีมาตรฐานเดียวกันและขยายต่อเติมได้ ทำให้เราเปิดสายการผลิตได้อย่างรวดเร็วในภูมิภาคใดๆ ก็ตามด้วย ขนาดโรงงานที่เหมาะสม โรงงานแบตเตอรี่ในประเทศไทยจะเสริมเครือข่ายการผลิตแบตเตอรี่ทั่วโลกของเราให้มีโรงงานเพิ่มขึ้นเป็น 6 แห่งใน 3 ทวีป” มร. มาร์คุส เชฟเฟอร์ กรรมการบริหาร รถยนต์เมอร์เซเดส–เบนซ์ ฝ่ายการผลิตและการจัดการห่วงโซ่อุปทาน กล่าว

ด้วยข้อดีของการผลิตที่เป็นมาตรฐานเดียวกันและแนวคิดในการออกแบบโรงงาน แผนงานในการผลิตแบตเตอรี่ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ คาร์จึงสามารถปรับขยายได้เพื่อให้เหมาะสมกับการสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะต่างๆ และเพื่อให้การดำเนินการตามแผนการผลิตเป็นไปด้วยความยืดหยุ่นและสอดคล้องกับภาวะตลาดทั่วโลก

ดร. อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า เมอร์เซเดส-เบนซ์ ถือเป็นหนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์ระดับโลก และเป็นผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำของประเทศไทยด้วยผลิตภัณฑ์และบริการมาตรฐานระดับโลก ก่อให้เกิดการลงทุน สร้างรายได้ให้กับประเทศ และนับเป็นหนึ่งในพลังขับเคลื่อนที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศให้เติบโตก้าวหน้าทั้งด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสังคม โดยขณะนี้ ทางบริษัทฯ ได้มีการขอขยายการส่งเสริมการลงทุนผลิตรถยนต์รถยนต์ไฟฟ้าไฮบริดปลั๊กอิน (Plug-in Hybrid Electric Vehicles: PHEV) เป็นการตอบรับต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทย ที่มีเป้าหมายที่จะก้าวไปสู่การพัฒนายานยนต์แห่งอนาคตและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องที่ใช้พลังงานไฟฟ้า แสดงให้เห็นว่า เมอร์เซเดส-เบนซ์ จากประเทศเยอรมนี ได้เล็งเห็นความสำคัญของประเทศไทย ในการเป็นฐานการผลิตที่สำคัญในภูมิภาค อีกทั้งยังเป็นการยกระดับความสามารถคนไทยด้วยการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีที่เหนือกว่าการผลิตชิ้นส่วนทั่วไป ซึ่งจะช่วยให้อุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศก้าวหน้าเป็นอย่างมาก และสามารถสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาชาติอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

ภายในปี 2565 บริษัทฯ จะผสานระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเข้ากับรถยนต์ของ เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างทั่วถึง เพื่อให้ลูกค้ามีทางเลือกที่เป็นรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า อย่างน้อย 1 รุ่นในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่รถยนต์จากแบรนด์สมาร์ทไปจนถึงรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดใหญ่ รวมถึงบริษัทฯ กำลังวางแผนจะนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้ามากกว่า  50 รุ่นย่อยอีกด้วย ในขณะเดียวกันเมอร์เซเดส-เบนซ์ยังสนับสนุนการพัฒนารถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดและการแจ้งเกิดของระบบ 48 โวลท์ พร้อมด้วยรถยนต์รุ่นแรกในตระกูล EQ ซึ่งใช้ชื่อว่า EQC ที่จะเข้าสู่สายการผลิตในปี 2562 ที่เบรเมน ประเทศเยอรมนี ทั้งนี้ EQ เป็นแบรนด์เทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ที่ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของกลยุทธ์ CASE ซึ่งประกอบด้วยเสาหลักเชิงกลยุทธ์ที่ผสานกันอย่างชาญฉลาด ได้แก่ การเชื่อมต่อ (Connected), การขับเคลื่อนด้วยตัวเอง (Autonomous), ความยืดหยุ่นในการใช้งาน (Shared & Services) และระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า (Electric)

โรงงานผลิตแบตเตอรี่แห่งที่ 6 ของเมอร์เซเดส-เบนซ์

โรงงานแบตเตอรี่ในประเทศไทยจะเป็นหนึ่งในเครือข่ายการผลิตแบตเตอรี่ทั่วโลกของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ คาร์ โดยจะผลิตเพื่อรองรับความต้องการในประเทศและเพื่อส่งออกเดมเลอร์ใช้เงินลงทุนรวมกว่า 1,180 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (กว่า 1 พันล้านยูโร) ในเครือข่ายการผลิตแบตเตอรี่ดังกล่าว ซึ่งยังมีโรงงานทั้งในเยอรมนี สหรัฐอเมริกา และจีนอีกด้วย เครือข่ายการผลิตแบตเตอรี่นี้จะตอบสนองความต้องการในตลาดอย่างยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพเช่นเดียวกับการผลิตรถยนต์ ซึ่งกลยุทธ์นี้จะทำให้มีเทคโนโลยีแบตเตอรี่อันทันสมัยจากศูนย์กลางการผลิตในแต่ละพื้นที่ ทั้งยุโรป จีน และสหรัฐอเมริกาไว้พร้อมรองรับการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นตามแผนงานรถยนต์ไฟฟ้าของบริษัท ทั้งนี้ โรงงานผลิตแบตเตอรี่ในประเทศไทยมีแผนจะเริ่มเดินสายการผลิตภายในปี 2562

มั่นใจศักยภาพตลาดรถยนต์นั่งในประเทศไทย

การร่วมลงทุนในครั้งนี้ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ คาร์ และธนบุรีประกอบรถยนต์ซึ่งเป็นพันธมิตรในประเทศไทย ส่วนหนึ่งเพื่อการขยายโรงงานผลิตรถยนต์ที่มีอยู่ ซึ่งจะส่งผลให้ศักยภาพการผลิตรถยนต์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญด้วยจำนวนรุ่นที่มากขึ้น

มร. ไมเคิล เกรเว่ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เมอร์เซเดส-เบนซ์ ดำเนินธุรกิจด้วยความมุ่งมั่นที่จะมอบ “สิ่งที่ดีที่สุด” (THE BEST) ให้กับลูกค้าทั้งในวันนี้และวันข้างหน้า การลงทุนในครั้งนี้สะท้อนความเชื่อมั่นที่เรามีต่อศักยภาพของตลาดรถยนต์นั่งในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่เราทำตลาดอยู่ในปัจจุบันได้รับความนิยมอย่างสูงจากกลุ่มลูกค้า และเราจะยังคงเดินหน้าเพิ่มความหลากหลายของรถยนต์ที่ผลิตภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง”

ในปี 2560 เมอร์เซเดส-เบนซ์มียอดจำหน่ายรถยนต์ในประเทศไทยสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ด้วยจำนวนมากกว่า 14,000 คัน ซึ่งคิดเป็นอัตราการเติบโตสูงถึงสองหลัก โดยรุ่นที่มียอดจำหน่ายสูงสุดประกอบด้วยรถยนต์ซีดานตระกูล E-Class, C-Class และ CLA ในปัจจุบันเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ทำตลาดรถยนต์ที่ประกอบภายในประเทศรวมทั้งหมด 9 รุ่น โดยรุ่นที่เป็นรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดได้รับความนิยมอย่างมาก ทั้ง C-Class, S-Class และ GLE ในเวอร์ชั่นปลั๊กอินไฮบริดที่เปิดตัวในช่วงต้นปี 2559 และล่าสุดคือรุ่น E 350e Avantgarde, E 350e Exclusive และ E 350e AMG Dynamic นอกจากนี้เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังครองตำแหน่งผู้นำตลาดรถยนต์ระดับพรีเมี่ยมในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องมาตลอด 17 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี 2544

ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ส่งผลให้เมอร์เซเดส-เบนซ์ประสบความสำเร็จอย่างสูงในประเทศไทยคือความร่วมมืออันใกล้ชิดระหว่างเมอร์เซเดส-เบนซ์ แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย และ ธนบุรีประกอบรถยนต์ ในฐานะผู้ดำเนินงานด้านการผลิตในประเทศไทย โดยที่ในปี 2560 เพียงปีเดียว ธนบุรีประกอบรถยนต์สามารถผลิตรถยนต์ให้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้มากกว่า 12,000 คัน ในปัจจุบันโรงงานแห่งนี้มีพนักงานกว่า 1,000 คน และคาดการณ์ว่าเมื่อโครงการลงทุนครั้งนี้เสร็จสมบูรณ์ โรงงานแห่งนี้จะสร้างงานเพิ่มขึ้นอีกกว่า 300 ตำแหน่ง โดยในจำนวนนี้จะเป็นการจ้างงานในส่วนของการผลิตแบตเตอรี่เกือบ 100 ตำแหน่ง

มร. อันเดรอัส เลทเนอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การขยายโรงงานและการผลิตแบตเตอรี่ที่จะเริ่มขึ้นในอนาคต ณ โรงงานในจังหวัดสมุทรปราการ นับเป็นการกระชับความร่วมมือกับ  ธนบุรีประกอบรถยนต์ให้แข็งแกร่งขึ้นอีกขั้น และยังเป็นการเตรียมพร้อมของ เมอร์เซเดส-เบนซ์สำหรับรูปแบบการสัญจรในอนาคต นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสสำคัญสำหรับพนักงานของเราที่จะได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับหน้าที่ความรับผิดชอบใหม่ๆ ที่ต้องใช้ทักษะความรู้ขั้นสูง เพื่อเตรียมพร้อมพวกเขาสำหรับเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าที่สุด เรามุ่งมั่นที่จะเพิ่มบทบาทในภูมิภาคและสานต่อความร่วมมือกับพันธมิตรของเราในประเทศไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ความร่วมมือทั้งกับธนบุรีประกอบรถยนต์ซึ่งเป็นพันธมิตรของเรา และกับหน่วยงานภาครัฐของไทยล้วนเป็นไปอย่างดีเยี่ยม โดยเราได้รับการสนับสนุนที่จำเป็นในการดำเนินการผลิตของเราต่อไปให้ประสบความสำเร็จ

เมอร์เซเดส-เบนซ์ทุ่มเทอย่างเต็มที่เพื่อให้มั่นใจได้ว่ารถยนต์ทุกคันที่ผลิตในเครือข่ายการผลิตทั่วโลกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ คาร์มีคุณภาพสูงตามมาตรฐานของแบรนด์ไม่ว่าจะผลิตจากฐานการผลิตแห่งใดก็ตาม โดยในช่วงของการเตรียมการเพื่อเริ่มผลิตรถยนต์รุ่นใหม่หรือใช้เทคโนโลยีใหม่ พนักงานในประเทศไทยจะได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากทีมงานที่มีประสบการณ์สูงเพื่อให้พวกเขาคุ้นเคยกับกระบวนการผลิตใหม่ๆ เหล่านั้นด้วย

คุณวีระชัย เชาวน์ชาญกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด กล่าวว่า ธนบุรีประกอบรถยนต์มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ได้มอบความไว้วางใจให้เราเป็นผู้ผลิตอย่างเป็นทางการในการตั้งโรงงาน       แห่งใหม่ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการผลิตแบตเตอรี่ทั่วโลกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ คาร์ โรงงานผลิตแบตเตอรี่แห่งใหม่นี้จะตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาด 30 ไร่ ใกล้กับโรงงานประกอบรถยนต์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ในปัจจุบัน โดยมีแผนจะเริ่มเดินสายการผลิตในช่วงต้นปี 2562 เราตระหนักเป็นอย่างดีว่าความรู้ความสามารถของพนักงานฝ่ายผลิตมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเครือข่ายการผลิตทั่วโลกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ คาร์ ทั้งนี้ ด้วยคำยืนยันของเราที่ว่า “เราเชื่อมั่นในตัวบุคลากร เครือข่าย และการผลิตที่ใช้ทักษะฝีมือขั้นสูง” ดังนั้นในช่วงของการเตรียมตัวเปิดสายการผลิต พนักงานในประเทศไทยจะได้รับการสร้างเสริมความรู้ความชำนาญในการผลิตและความรู้ทางเทคนิคสำหรับการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด เพื่อให้มั่นใจได้อย่าเต็มเปี่ยมว่าแบตเตอรี่จะมีคุณภาพได้มาตรฐานทัดเทียมกับ แหล่งผลิตอื่นๆ ทั่วโลก
ต่อไป Plug-in Hybrid น่าจะมีทุกรุ่นนะครับ เครื่องยนต์คงจะมีให้เลือกในกลุ่มซุปเปอร์คาร์และตระกูล AMG


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: มะอุอุ ที่ 16,03, 2018, 19:49:48

  <a href="http://www.youtube.com/watch?v=86tWkfqwFrg" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=86tWkfqwFrg</a>


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: ชาวดง ที่ 16,03, 2018, 20:21:09
 :S
Sayan Rujiramora
https://www.facebook.com/sayan.rujiramora/posts/1735258129851000

Russia & China Just Signalled The World That It's Ready To Move Away From The Dollar : Bill Holter. March 14, 2018

08:20 Dave.......จีนกำลังเตรียมการที่จะให้มี เปโตรหยวนเกิดขึ้นในวันที่ 26 มีนาคมนี้ หลายๆประเทศก็เตรียมเข้ามาเป็นผู้ร่วมใช้ด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มตะวันออกกลาง ..เอเซีย ..และพวกสมาชิกของ กลุ่ม Belt Road และ BRICS ..นี่จะเป็นการคุกคามดอลล่าร์ได้อย่างไร

Bill......ลองมองย้อนกลับไปสัก 3-4 ปี จีนและรัสเซียได้มีการสร้างดีลทวิภาคีกับประเทศต่างๆทั่วโลก เรื่องความสะดวกของระบบเครดิตและการเคลียริ่งระหว่างกัน ที่จะทำให้ไม่ต้องเข้าระบบเครดิตของตะวันตก ไม่ต้องใช้การโอนเคลียริ่งของ SWIFT อีกเลย ไม่เกี่ยวกับดอลล่าร์เลย ....มีเรื่องที่ไม่น่าใช่เรื่องบังเอิญที่เมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ก่อน ที่ปูตินแถลงว่ารัสเซียมีอาวุธใหม่เหนือเสียงที่สามารถโจมตีได้ทุกแห่งในโลกโดยไม่มีใครขัดขวางได้ และในวันเสาร์ จีนก็มีการประกาศที่คล้ายกัน

......อย่างเดียวที่ทำให้ดอลล่าร์ยังคงมีอิทธิพลอยู่ได้มาตลอดโดยเฉพาะตั้งแต่หลังเหตุการณ์ 9/11 มาก็คืออำนาจทางทหาร เราเห็นได้จากอิรักและลิเบียที่พยายามจะออกห่างจากดอลล่าร์ จึงต้องพบกับสงครามที่ไม่รู้จบ... ตอนนี้เทคโนฯทางทหารของสหรัฐก็กำลังเริ่มจะเป็นรองโลกตะวันออกแล้ว และทำให้จีนกับรัสเซียเริ่มที่จะไม่ยอมอยู่ใต้อิทธิพลดอลล่าร์อีกต่อไป และพร้อมจะมาเป็นผู้นำของโลกด้านการค้าและระบบการเคลียริ่ง ...

14:40 Dave......คุณคิดว่าทองคำที่จีนมีอยู่จะใช้เพื่อแบ้คค่าของสกุลเงินเฟียตของจีน หรือเพียงแค่ให้เกิดความน่าเชื่อถือของเปโตรหยวนและระบบใหม่ของจีน

Bill......ผมไม่คิดว่าจีนจะใช้อิงค่าเงินและสามารถให้ใครมาแลกคืนเป็นทองคำได้ ผมคิดว่าน่าจะเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับระบบมากกว่า เพราะจีนเห็นตัวอย่างที่เกิดกับสหรัฐหลังสงครามโลกและสัญญา Bretton Woods ..ทองคำร่อยหรอจากคลังของสหรัฐออกไปอย่างรวดเร็ว เพราะดอลล่าร์ถูกส่งกลับมาแลกค่นอยู่เรื่อยๆ จีนไม่ต้องการให้เกิดแบบนั้นกับตน

15:35 Dave...... เรื่องนี้จะต้องใช้เวลาถึง 10 -15 ปีหรือไม่

Bill.....ไม่น่าเป็นอย่างนั้น เราจะเห็นดอลล่าร์ค่อยๆจางหายไป แต่จะเร็วมาก หยวนจะเติบโตเร็วขึ้นเรื่อยๆ ...ตั้งแต่หลัง 26 มีนาคมนี้อาจได้เห็นดอลล่าร์ตกไป 3-4-5 จุด ...ทรัพย์สินอะไรก็ตามที่อิงค่ากับดอลล่าร์จะได้เห็นว่ามันตกค่าไปเรื่อยๆ และในที่สุดก็จะเกิด hyperinflation ในประเทศ ...สำหรับประเทศที่เก็บสำรองเงินดอลล่าร์ไว้ก็จะพบว่าอำนาจซื้อของมันจะลดลงไป ดอลล่าร์จะมีที่ใช้ยากขึ้น ก็จะพยายามขายดอลล่าร์ออกไปทำให้ดอลล่าร์ถูกดัน ตกแรงขึ้นอีก เมื่อกลับถึงสหรัฐก็จะเหมือนกับสึนามิลูกใหญ่เลย ...เงินเฟ้อที่จะเกิดมันไม่ใช่แค่ 3-6% แต่ผมหมายถึง 25% หรือ 50% และในที่สุดก็จะไปถึงมูลค่าแท้จริงของมัน (intrinsic value) คือ 0% ...

...ปัญหาของสหรัฐด้านการค้ากับต่างประเทศก็จะมีปัญหาด้วย เพราะภาคการผลิตในประเทศก็ไม่สามารถผลิตสินค้าเพียงพอให้ใช้ในประเทศ ที่ผ่านๆมาเป็นการอิมพอร์ตเกือบทั้งหมด การขาดแคลนก็จะทำให้ราคามันสูงขึ้นอีก

....มาตรฐานการครองชีพของคนอเมริกันจะต้องตกต่ำลงไปมากกว่า 50% เป็นเวลาหลายๆปี ก่อนที่จะฟื้นฟูภาคการผลิตขึ้นมาได้

22:40 Dave.......เรื่องการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้คุณคิดว่าจะใช้เวลาเท่าไหร่

Bill.....มันตอบยาก ขึ้นอยู่กับว่า food supply อยู่ได้นานแค่ไหน สองเดือนหรืออาจจะหกเดือน ตลาดจะเป็นตัวกำหนดเอง แต่เรื่องที่ชัดเจนคือ มาตรฐานการครองชีพของอเมริกันและชาวตะวันตกทั้งหมดจะต้องเปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือ ..ต่อให้คุณเป็นเศรษฐีถือทองคำที่มีอำนาจซื้อที่เหนือกว่าเอาไว้ เพราะจะไม่มีอะไรในประเทศเหลือให้คุณซื้อได้ ลืมเรื่องอาหารหรูในภัตตาคารได้เลย ...lifestyles ของทุกคนจะเปลี่ยนไปหมด 100% มีแต่พวก off-the-grid เท่านั้นที่อยู่รอด (พวกที่ใช้ชีวิตพอเพียงแบบธรรมชาติ ไม่พึ่งพาไฟฟ้าเลย..)

.....จีนมีเหตุผลมากมายที่จะต้องกำหนดราคาทองคำให้สูงขึ้น เพราะจะเป็นการกันไม่ให้ผู้อื่นเข้าถึงทองคำได้ง่าย

25:45 Dave.....คุณคิดว่าการกดราคาทองคำมาตลอดหลายปีนี้เป็นการตั้งใจเปิดโอกาศให้จีนและรัสเซียซื้อหรือเปล่า

Bill....ใช่ ผมคิดอย่างนั้น ผมคิดว่ามีการตกลงกันไว้แล้วตั้งแต่ปี 2003 ว่าการที่ราคาทองคำต่ำอยู่จะเป็นการทำให้ตะวันตกยังคงอยู่ในอำนาจเป็นผู้นำอยู่ได้ ..จากที่ Robert Rubin เคยกล่าวไว้ว่า ให้พวกจีนเอาทองไปเถอะ ถ้าเราได้ยืดเวลาเตะกระป๋องไปเรื่อยอีกสักหกเดือนก็คุ้มแล้ว ...ตอนนี้มาถึงสุดซอยไม่มีที่ให้เตะกระป๋องต่อไปได้อีกแล้ว ..ดอลล่าร์ตกไป 12-13-14% นับจากหนึ่งปีที่ผ่านมา อัตราดอกเบี้ยก็สูงขึ้น ..ไปดู LIBOR แล้วก็จะเห็นได้ถึงสถานการณ์เครดิตตอนนี้ ...เรื่องทั้งหมดมันเริ่มแล้ว

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=RL2-9gmS718" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=RL2-9gmS718</a>


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: angy*+รักในหลวง+* ที่ 16,03, 2018, 21:44:43
ตามครับ :<> :<>


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: ชาวดง ที่ 17,03, 2018, 08:30:12
 :S
Sayan Rujiramora
https://www.facebook.com/sayan.rujiramora/posts/1736119803098166

Finance and Liberty. March 15, 2018
China & Russia Preparing For Imminent Collapse | Elijah Johnson : Jim Willie

04:39 Elijah .......เมื่อยูเอสดอลล่าร์ตัองสูญเสียความเป็นรีเสิร์ฟของโลก เศรษฐกิจของจีนจะได้รับผลกระทบอย่างไร

Jim......ถ้ามองย้อนไปสัก 12-15 ปี จะเห็นว่าเศรษฐกิจของจีนขึ้นอยู่กับการ outsource ของสหรัฐ แรกๆสหรัฐ outsource งานผลิตไปยังประเทศแถบ pacific rim ต่อมาก็เป็นจีนเป็นส่วนใหญ่ เรียกได้ว่าเป็นระบบที่พึ่งพากันและกัน (synergy) กลายเป็นระบบที่สหรัฐหยุดไม่ได้เลย

....มาช่วงระยะ 3-4 ปีนี้ จีนพยายามจะเสริมสร้างประเทศในแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้และเอเซียตะวันออกให้เข้มแข็งขึ้นทางเศรษฐกิจ บริเวณ pacific rim แถบนี้มีศักยภาพมากกว่าพื้นที่อื่นๆในเอเซียทั้งหมด ทั้งสิงคโปร์ อินโดนีเซีย ไต้หวัน เกาหลี ญี่ปุ่น ฮ่องกง รวมเป็นเขตเศรษฐกิจที่ใหญ่ จีนต้องการเชื่อมให้เข้ากับโครงการ Belt Road Initiative ...นอกจากนี้ยังมีประเทศไทยที่ถือเป็นสะพานใหญ่เชื่อมเข้ากับอีกหลายๆประเทศเช่นเมียนม่าร์ เพื่อการกระจายสินค้า..จีนยังพัฒนาคนชั้นกลางในประเทศ และสร้างดีมานด์ภายในประเทศเพิ่มขึ้น ...ความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นทั้งภายในและแถบประเทศเพื่อนบ้านเป็นบริเวณใหญ่

....จีนมีความเป็นทุนนิยมที่เหนือกว่าพวก Idiotic Americans ที่ล้าหลัง มี mindset ที่เอาแต่เพิ่มงบประมาณทหาร สหรัฐผิดพลาดไม่ใช่แค่นโยบายต่างประเทศแต่ยังมีเรื่องของนโยบายเศรษฐกิจด้วย ตรงข้ามกับจีนที่เสริมสร้างเศรษฐกิจและดีมานด์ภายในประเทศ โดยใช้เงินจากพันธบัตรสหรัฐที่อยู่ในมือสร้างโครงสร้างพื้นฐานในประเทศมากมาย ...ภายในสองปี จีนสร้างโครงข่ายท่อส่งน้ำมันตรงจากรัสเซียเข้าประเทศโดยใช้พันธบัตรอเมริกัน

.....Jack Ma ไปพูดไว้ที่การประชุม Davos เมื่อ 6-7 เดือนก่อน ทำไมสหรัฐไม่มองไปที่ตัวเองถึงการใช้เงินลงทุนรวม $25 ล้านล้านภายในหนึ่งช่วงอายุ ให้หมดไปกับการสงคราม การทหารและอาวุธซึ่งไม่ได้ให้ผลอะไรต่อประชาชนเลย...นี่คือสิ่งที่สหรัฐทำลงไป

44:20 Elijah......ถ้าเวเนซูล่า กาต้าร์ จีน และรัสเซียตัดสินใจไม่ใช้ดอลล่าร์ ทำไมดอลล่าร์ยังคงอยู่ได้และอัตราดอกเบี้ยก็ยังไม่ไปไหน

Jim.....นั่นก็เพราะดอลล่าร์ยังอยู่ในการควบคุมของ Exchange Stabilization Fund (ESF) กองทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยน ที่พิมพ์เงินออกซื้อหนี้และควบคุมอัตราไว้ ถึงแม้ชาติต่างๆกำลังดั๊มพ์หนี้เหล่านั้นอยู่ เรียกว่ากำลังสร้างคลื่นใต้น้ำที่รุนแรงที่เป็นอันตรายมาก ..เมื่อครึ่งเดือนหลังของมกราคมและตลอดเดือนกุมภาพันธ์เราก็ได้เห็น การตกของดอลล่าร์พร้อมๆกับตลาดบอนด์และตลาดหุ้น มันไม่เคยเกิดพร้อมกันมา 20 ปีแล้ว

...สิ่งที่จะเกิดต่อไปคือความเสียหายของพอร์ทอนุพันธ์ของเปโตรดอลล่าร์ มันจะเป็นการรวมกันของอนุพันธ์..น้ำมัน ..ดอลล่าร์ ..และสกุลเงินหลักอีกหลายสกุล ....บทสรุปมันไม่เกิดทันทีทันใดหรอก แต่จะเจ็บปวดอยู่เป็นระยะเวลานาน

....เมื่อกลุ่มประเทศเหล่านี้ขายน้ำมันโดยไม่เกี่ยวกับดอลล่าร์ จะมีสองเหตุการณ์เกิดขึ้น ..หนึ่งเมื่อซาอุดิฯซื้อขายกับจีนเป็นหยวน (จีนใช้วิธีเข้าถือหุ้นใน AramCo) จะมีช้อคเกิดขึ้นกับเปโตรดอลล่าร์ behind the scene ..ทำให้สหรัฐจำต้องยอมรับว่าโลกจะเริ่มมีเงินหลักสองสกุลแล้ว ....King Dollar จะเริ่มได้แผลแรกแต่ยังไม่ตาย มันยังต้องได้รับอีกหลายแผลกว่าจะตาย

....อีกเหตุการณ์หนึ่งคือ ..กลุ่ม Rosneft oil consortium ของรัสเซีย นี่คือกลุ่มที่จะมาแทน OPEC ที่ถือได้ว่าตายไปสองปีมาแล้ว ตอนนี้ Rosneft มีสัญญาซื้อน้ำมันจากอิหร่าน ซาอุดิฯ เวเนฯ และกำลังเจรจากับเม้กซิโก พวกนี้ไม่ได้เป็นมิตรกับสหรัฐ ...นี่เป็นวิธีที่ฉลาดมากของพวกรัสเซีย ..Rosneft เป็นกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในโลกอยู่แล้ว จะซื้อน้ำมันจากผู้ผลิตเหล่านี้เพื่อผสมน้ำมันต่างชนิด กำจัดสิ่งปนเปื้อนเช่นกำมะถัน จนได้เป็นคุณภาพเดียวและขายออกในตลาดโลก โดยไม่อิงกับดอลล่าร์ Rosneft จะเป็นกลุ่ม cartel ใหม่ที่เป็น non-dollar และจะมาแทน OPEC ที่ไม่สามารถควบคุมประเทศสมาชิกได้ ไม่สามารถคุมราคาน้ำมันได้ ที่ราคาขยับขึ้นตอนนี้ก็เพราะ Fed ร่วมกับวอลล์สตรีทเข้าซื้อสัญญาฟิวเจอร์เอาไว้เท่านั้น

.....นี่ไม่ใช่แค่มีด แต่เป็นดาบของทหารคอสแซ้กที่แทงทะลุหัวใจของ King Dollar ..
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=bs7qc71Wukw" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=bs7qc71Wukw</a>


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: มะอุอุ ที่ 17,03, 2018, 10:43:38
อิทธิพลของเปโตรดอลล่าร์จะสั่นคลอนหรือไม่ อะไรจะเกิดขึ้น คงต้องรอดูกันอีกไม่นานก็น่าจะพอเห็นแนวโน้มกันแล้วครับ


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: มะอุอุ ที่ 17,03, 2018, 20:14:13
:S
Sayan Rujiramora
https://www.facebook.com/sayan.rujiramora/posts/1735258129851000

Russia & China Just Signalled The World That It's Ready To Move Away From The Dollar : Bill Holter. March 14, 2018

08:20 Dave.......จีนกำลังเตรียมการที่จะให้มี เปโตรหยวนเกิดขึ้นในวันที่ 26 มีนาคมนี้ หลายๆประเทศก็เตรียมเข้ามาเป็นผู้ร่วมใช้ด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มตะวันออกกลาง ..เอเซีย ..และพวกสมาชิกของ กลุ่ม Belt Road และ BRICS ..นี่จะเป็นการคุกคามดอลล่าร์ได้อย่างไร

Bill......ลองมองย้อนกลับไปสัก 3-4 ปี จีนและรัสเซียได้มีการสร้างดีลทวิภาคีกับประเทศต่างๆทั่วโลก เรื่องความสะดวกของระบบเครดิตและการเคลียริ่งระหว่างกัน ที่จะทำให้ไม่ต้องเข้าระบบเครดิตของตะวันตก ไม่ต้องใช้การโอนเคลียริ่งของ SWIFT อีกเลย ไม่เกี่ยวกับดอลล่าร์เลย ....มีเรื่องที่ไม่น่าใช่เรื่องบังเอิญที่เมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ก่อน ที่ปูตินแถลงว่ารัสเซียมีอาวุธใหม่เหนือเสียงที่สามารถโจมตีได้ทุกแห่งในโลกโดยไม่มีใครขัดขวางได้ และในวันเสาร์ จีนก็มีการประกาศที่คล้ายกัน

......อย่างเดียวที่ทำให้ดอลล่าร์ยังคงมีอิทธิพลอยู่ได้มาตลอดโดยเฉพาะตั้งแต่หลังเหตุการณ์ 9/11 มาก็คืออำนาจทางทหาร เราเห็นได้จากอิรักและลิเบียที่พยายามจะออกห่างจากดอลล่าร์ จึงต้องพบกับสงครามที่ไม่รู้จบ... ตอนนี้เทคโนฯทางทหารของสหรัฐก็กำลังเริ่มจะเป็นรองโลกตะวันออกแล้ว และทำให้จีนกับรัสเซียเริ่มที่จะไม่ยอมอยู่ใต้อิทธิพลดอลล่าร์อีกต่อไป และพร้อมจะมาเป็นผู้นำของโลกด้านการค้าและระบบการเคลียริ่ง ...

14:40 Dave......คุณคิดว่าทองคำที่จีนมีอยู่จะใช้เพื่อแบ้คค่าของสกุลเงินเฟียตของจีน หรือเพียงแค่ให้เกิดความน่าเชื่อถือของเปโตรหยวนและระบบใหม่ของจีน

Bill......ผมไม่คิดว่าจีนจะใช้อิงค่าเงินและสามารถให้ใครมาแลกคืนเป็นทองคำได้ ผมคิดว่าน่าจะเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับระบบมากกว่า เพราะจีนเห็นตัวอย่างที่เกิดกับสหรัฐหลังสงครามโลกและสัญญา Bretton Woods ..ทองคำร่อยหรอจากคลังของสหรัฐออกไปอย่างรวดเร็ว เพราะดอลล่าร์ถูกส่งกลับมาแลกค่นอยู่เรื่อยๆ จีนไม่ต้องการให้เกิดแบบนั้นกับตน

15:35 Dave...... เรื่องนี้จะต้องใช้เวลาถึง 10 -15 ปีหรือไม่

Bill.....ไม่น่าเป็นอย่างนั้น เราจะเห็นดอลล่าร์ค่อยๆจางหายไป แต่จะเร็วมาก หยวนจะเติบโตเร็วขึ้นเรื่อยๆ ...ตั้งแต่หลัง 26 มีนาคมนี้อาจได้เห็นดอลล่าร์ตกไป 3-4-5 จุด ...ทรัพย์สินอะไรก็ตามที่อิงค่ากับดอลล่าร์จะได้เห็นว่ามันตกค่าไปเรื่อยๆ และในที่สุดก็จะเกิด hyperinflation ในประเทศ ...สำหรับประเทศที่เก็บสำรองเงินดอลล่าร์ไว้ก็จะพบว่าอำนาจซื้อของมันจะลดลงไป ดอลล่าร์จะมีที่ใช้ยากขึ้น ก็จะพยายามขายดอลล่าร์ออกไปทำให้ดอลล่าร์ถูกดัน ตกแรงขึ้นอีก เมื่อกลับถึงสหรัฐก็จะเหมือนกับสึนามิลูกใหญ่เลย ...เงินเฟ้อที่จะเกิดมันไม่ใช่แค่ 3-6% แต่ผมหมายถึง 25% หรือ 50% และในที่สุดก็จะไปถึงมูลค่าแท้จริงของมัน (intrinsic value) คือ 0% ...

...ปัญหาของสหรัฐด้านการค้ากับต่างประเทศก็จะมีปัญหาด้วย เพราะภาคการผลิตในประเทศก็ไม่สามารถผลิตสินค้าเพียงพอให้ใช้ในประเทศ ที่ผ่านๆมาเป็นการอิมพอร์ตเกือบทั้งหมด การขาดแคลนก็จะทำให้ราคามันสูงขึ้นอีก

....มาตรฐานการครองชีพของคนอเมริกันจะต้องตกต่ำลงไปมากกว่า 50% เป็นเวลาหลายๆปี ก่อนที่จะฟื้นฟูภาคการผลิตขึ้นมาได้

22:40 Dave.......เรื่องการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้คุณคิดว่าจะใช้เวลาเท่าไหร่

Bill.....มันตอบยาก ขึ้นอยู่กับว่า food supply อยู่ได้นานแค่ไหน สองเดือนหรืออาจจะหกเดือน ตลาดจะเป็นตัวกำหนดเอง แต่เรื่องที่ชัดเจนคือ มาตรฐานการครองชีพของอเมริกันและชาวตะวันตกทั้งหมดจะต้องเปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือ ..ต่อให้คุณเป็นเศรษฐีถือทองคำที่มีอำนาจซื้อที่เหนือกว่าเอาไว้ เพราะจะไม่มีอะไรในประเทศเหลือให้คุณซื้อได้ ลืมเรื่องอาหารหรูในภัตตาคารได้เลย ...lifestyles ของทุกคนจะเปลี่ยนไปหมด 100% มีแต่พวก off-the-grid เท่านั้นที่อยู่รอด (พวกที่ใช้ชีวิตพอเพียงแบบธรรมชาติ ไม่พึ่งพาไฟฟ้าเลย..)

.....จีนมีเหตุผลมากมายที่จะต้องกำหนดราคาทองคำให้สูงขึ้น เพราะจะเป็นการกันไม่ให้ผู้อื่นเข้าถึงทองคำได้ง่าย

25:45 Dave.....คุณคิดว่าการกดราคาทองคำมาตลอดหลายปีนี้เป็นการตั้งใจเปิดโอกาศให้จีนและรัสเซียซื้อหรือเปล่า

Bill....ใช่ ผมคิดอย่างนั้น ผมคิดว่ามีการตกลงกันไว้แล้วตั้งแต่ปี 2003 ว่าการที่ราคาทองคำต่ำอยู่จะเป็นการทำให้ตะวันตกยังคงอยู่ในอำนาจเป็นผู้นำอยู่ได้ ..จากที่ Robert Rubin เคยกล่าวไว้ว่า ให้พวกจีนเอาทองไปเถอะ ถ้าเราได้ยืดเวลาเตะกระป๋องไปเรื่อยอีกสักหกเดือนก็คุ้มแล้ว ...ตอนนี้มาถึงสุดซอยไม่มีที่ให้เตะกระป๋องต่อไปได้อีกแล้ว ..ดอลล่าร์ตกไป 12-13-14% นับจากหนึ่งปีที่ผ่านมา อัตราดอกเบี้ยก็สูงขึ้น ..ไปดู LIBOR แล้วก็จะเห็นได้ถึงสถานการณ์เครดิตตอนนี้ ...เรื่องทั้งหมดมันเริ่มแล้ว

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=RL2-9gmS718" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=RL2-9gmS718</a>
ขอบคุณครับ สำหรับข้อมูลความรู้ทางการเงินโลกครับ 


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 20,03, 2018, 11:43:29
https://money.sanook.com/550903/

ออเจ้า' แห่ง 'บุพเพสันนิวาส' ดันราคาหุ้นช่อง 3 พุ่งขึ้น 20%

“แรงไม่หยุด ฉุดไม่อยู่” จริง ๆ สำหรับ ”บุพเพสันนิวาส” ทางช่อง 3 ที่สร้างกระแสให้กับวงการละครทีวีอีกครั้ง หลังจากย่ำแย่ในปีที่ผ่านมา จากการโดนกระแสซีรีส์อินเดียซัดกระหน่ำจนตั้งหลักไม่อยู่ เรียกว่าเป็นปีทองของวงการละครทีวีก็ว่าได้ ที่เริ่มกลับมาฮิตตั้งแต่ต้นปี

“บุพเพสันนิวาส” ช่วยดึงเรตติ้งละครของช่อง 3 กลับมาอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้ง เมื่อสามารถชนะช่อง 7 ได้เป็นครั้งแรก และช่วยดึงเรตติ้งในช่วงอื่น ๆ ของวันกลับมาแซงช่อง 7 หน้าตาเฉย ไม่ว่าจะเป็นช่วงละครรีรันตอนบ่าย ละครช่วงเย็นและละครหลังข่าว

เหมือนกับว่าฟ้าส่ง ”บุพเพสันนิวาส” มาช่วยช่องโดยแท้ เพราะก่อนหน้านี้ ไม่เพียงแค่เรตติ้งที่ร่วงลงเรื่อย ๆ บางช่วงก็ถูกคู่แข่งช่องทีวีดิจิทัลอย่าง เวิร์คพอยท์ และ ช่องวัน มาแรงแซงหน้าเบียดขึ้นไปได้ ซึ่งจากเรตติ้ง ”ทรงกับทรุด” ในปีที่แล้ว สะท้อนจากผลประกอบการอันย่ำแย่ ที่มาจากยอดโฆษณาลดลงฮวบฮาบ

[ละคร 'บุพเพสันนิวาส' จะพา 'ช่อง 3' ย้อนยุคกลับมารุ่งเรืองได้อีกครั้ง?]

ความแรงของ “บุพเพสันนิวาส” ช่วยหนุนโฆษณาทะลักเข้ามาเรียกว่าเต็มพิกัดทุกช่วงเบรก ซึ่งอาจจะช่วยหนุนรายได้ในปีนี้ขยับขึ้นมาได้ จากก่อนหน้านี้ลดลงต่อเนื่องมาหลายปี และแทบจะอยู่ในภาวะขาดทุนเมื่อปี 2560

ความแรงยังส่งต่อไปยังแพลตฟอร์มเว็บไซต์ของช่อง 3 คือ www.mello.me ที่เพิ่งเปิดตัวมาไม่กี่เดือน สามารถดึงยอดคนดูแซงหน้าช่อง 7 ที่มีแพลตฟอร์ม www.bugaboo.tv ไปได้

จากสถิติคนเข้าแพลตฟอร์มทั้งสองเว็บ เปรียบเทียบกันวันต่อวัน จะเห็นได้ว่ายอดคนเข้าแพลตฟอร์ม www.mello.me พุ่งทะยานขึ้นอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่ละคร ”บุพเพสันนิวาส” ออนแอร์เมื่อสามสัปดาห์ก่อน

เหล่า “ออเจ้า” นำพาช่อง 3 กลับมาผงาดอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ยืนบัลลังก์แชมป์อย่างแข็งแกร่ง เมื่อขยับขึ้นทุกแพลตฟอร์ม

["บุพเพสันนิวาส" สูตรสำเร็จละครไทย ถูกใจคอซีรีส์เกาหลี]

จากความแรงของละคร ยังช่วยหนุนราคาหุ้น BEC ให้พุ่งทะยานขึ้นมา หลังจากแนวโน้มหุ้น BEC ร่วงลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีที่แล้ว ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจากครั้งหนึ่งเคยเคลื่อนไหวในระดับ 50 บาทต่อหุ้น และเป็นหุ้นเป้าหมายของนักลงทุน แต่แล้วก็กลับกลายเป็นหุ้น ”ขาลง” เมื่อเข้าสู่ยุค”ทีวีดิจิทัล” และกระแสโซเซียลมีเดีย ที่ดึงทั้งรายได้โฆษณาและคนดู

“ออเจ้า” เขาแรงจริง ช่วยดึงราคาหุ้น BEC จากจุดต่ำสุดของปีที่ 10.10 บาท เมื่อวันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา ขยับขึ้นมายืนอยู่ที่ 12.30 บาท ในวันนี้ (จันทร์ที่ 12 มี.ค.) ถือว่าราคาวิ่งขึ้นมา 21.78%

ปีนี้อาจเป็นปีทองของช่อง 3 หลังจากตั้งหลักมานาน แต่จะเป็นการกลับมายาวนานแค่ไหน แล้วบรรดา “ออเจ้า” จะช่วยหนุนเรตติ้งได้ทั้งปีหรือไม่ มาลุ้นคำตอบไปพร้อม ๆ กัน


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: มะอุอุ ที่ 20,03, 2018, 19:09:32

ถือเป็นละครอีกหนึ่งเรื่อง ที่ดีมีความรู้ ให้เด็กรุ่นหลังหันมาศึกษาประวัติศาสตร์ชาติไทย ช่วงนี้เห็นกระแสแต่งชุดไทยถ่ายภาพโพสต์ลงโซเชียล เป็นจำนวนมาก เป็นปรากฏการณ์ละครหลังข่าวครั้งใหม่เลยทีเดียว


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: ชาวดง ที่ 21,03, 2018, 17:01:04
 :S Sayan Rujiramora

FutureMoneyTrends - Jim Willie 2018 Predictions
March 12, 2018

01:00 FutureMoney.......ในหนึ่งปีจากนี้ โลกจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง

Jim......มันมีหลายเรื่อง แต่ผมไม่ได้ลำดับตามความสำคัญเอาไว้

....หนึ่ง เรื่องของพันธบัตรสหรัฐ 10year ..ยีลด์น่าจะพุ่งขึ้นเกิน 3.5% แน่ๆ และนั่นจะเป็นปัญหาที่ซีเรียสสำหรับตลาดการเงินในสหรัฐ มันจะเป็นการตอกย้ำให้เชื่อได้มากขึ้นว่าหนี้ทั้งหมดคงไม่มีทางชำระคืนได้แน่ นี่จะทำให้สหรัฐต้องปรับโครงสร้างหนี้หรือพูดอีกอย่างคือ พักชำระหนี้ (default)

....สอง สัญญาอนุพันธ์ที่อยู่ในตลาดโดยเฉพาะพวก Interest Rate Derivatives เห็นทีว่าจะต้องถึงคราว break แล้ว มันจะต้องเกิดมี accident แน่ๆ ..เราได้เห็นควันเกิดขึ้นที่นั่นที่นี่บ้างแล้ว ...แต่ไฟคงไปเกิดที่ Exchange Stabilization Fund (กองทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยน)มากกว่า ...ซึ่งทุกวันนี้ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวจัดการปลุกปั่นดีมานด์ในตลาดพันธบัตรอยู่ตลอดเวลา ..(พิมพ์เงินซื้อคืนพันธบัตร)

....สาม รัฐบาลสหรัฐจะต้องออกประกาศเรื่องการจำยอมรับการเพิ่มขึ้นของกลุ่มแฟนคลับของสกุลเงินหยวน ที่กำลังมาทาบรัศมีของดอลล่าร์ซึ่งที่ผ่านมาครอบครองอยู่ถึง 60-80% ของโลก ..FC เงินหยวนเพิ่มขึ้นตลอดเวลา ..นี่เป็นอีกเรื่องใหญ่ที่สหรัฐจำใจจะต้องยอมทนอยู่กับอีกจักรวรรดิ์หนึ่งที่เผยอมาเทียบรัศมี .

....สี่ จีนจะซื้อน้ำมันกับซาอุดิฯ ในเทอมของเงินหยวน ..นี่เป็นหมัดเด็ดสำหรับผู้ผูกขาดเดิมอย่างเปโตรดอลล่าร์ ..จีนใช้อิทธิพลในฐานะผู้ร่วมทุนในบริษัท AramCo ของซาอุดิฯ ...ซาอุดิฯจำยอม โดยเฉพาะเมื่อใครๆในวงการก็รู้ไส้อยู่แล้วว่า รีเสิร์ฟน้ำมันของซาอุดิฯ มีน้อยกว่าที่คุยไว้ถึง 80% ....

....ห้า ตลาดฟิวเจอร์น้ำมัน ทองคำ และเงินหยวน จะสร้างปัญหาที่ซีเรียสกับโลกตะวันตก ผมเดาเอาว่าตลาดทองคำที่ลอนดอนจะต้องถูกดูดทองคำออกไปจนหมดคลัง อาจถึงขั้นต้องล่มเลย.. ที่ผ่านมาสองเดือนติดกันแล้วที่บาล้านซ์ของทองคำในคลังที่ลอนดอนติดลบ..

....หก เยอรมันจะไม่มีการแซงชั่นรัสเซีย.. มีสัญญานชี้ว่าเยอรมันได้ตัดสินใจไปแล้ว นั่นคือ มีการทำสัญญากับโครงการท่อส่งแก้ส Nordstream 2 ซึ่งจะส่งแก้สจาก Gazprom รัสเซียมาเยอรมันสำหรับฐานอุตสาหกรรมใหญ่ในประเทศที่ไม่มีการ outsource ให้ใครไปทำเหมือนพวกอเมริกัน

....เจ็ด กลุ่ม Rosneft Oil Consortium จะมาเป็นกลุ่มค้าน้ำมันที่มีอิทธิพลในระดับภูมิรัฐศาสตร์ของโลก แทน OPEC ที่กำลังจะตาย ..Rosneft มีการจับกลุ่มกับเวเนซูล่า อิหร่าน ซาอุดิฯ และไม่อยู่บนฐานเงินดอลล่าร์.....

10:45 FutureMoney......ในข้อที่ 5 เรื่องของตลาดฟิวเจอร์น้ำมัน ทองคำ เงินหยวน จะทำให้เป็นตาเดินหมากของเงินดอลล่าร์ว่าจะเอายังไงแล้ว ใช่หรือไม่

Jim.....ใช่ แต่ผมคงไม่คาดหวังว่าสหรัฐจะออกมาประกาศอะไรเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างหนี้สินของตนหรอก เพราะสหรัฐไม่เคยยอมรับอะไรเลย ...ที่จริงการปรับโครงสร้างมันเริ่มไปแล้วตั้งแต่ปี 2014 แล้ว เมื่อหลายๆประเทศโดยธนาคารกลางของตนได้มีการดั๊มพ์ทิ้งพันธบัตรสหรัฐ โดยยอมขาดทุนถึง 35% เพื่อแลกกับเงินสกุลท้องถิ่นของตนคืน เรื่องนี้ อินโดนีเซียดั๊มพ์ไปแล้วมูลค่า $20,000 ล้านโดยยอมเสียไปถึง 35% ...ตัวอย่างยังมีอีกหลายประเทศแต่ไม่เป็นข่าว ..นี่จะทำให้สหรัฐต้องถูกโดดเดี่ยว จนอาจต้องเกิดสงครามระยะยาวขึ้นหรืออาจไม่สามารถทำสงครามเลยก็ได้..

***โปรดใช้วิจารณญานครับ***

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=OdcPWUijPNI" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=OdcPWUijPNI</a>


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 21,03, 2018, 18:22:10
https://money.sanook.com/552223/

สิ้นสุดการรอคอย! รถเมล์เอ็นจีวีเตรียมเปิดให้บริการ 25 เส้นทาง เริ่ม มิ.ย.นี้

รถโดยสารปรับอากาศใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ หรือ รถเมล์เอ็นจีวี จำนวน 489 คัน จะถูกส่งมอบครบทั้งหมดภายในเดือนมิถุนายนนี้ เบื้องต้นมีการสุ่มนำรถบางส่วนทดลองวิ่งให้บริการประชาชนในเส้นทาง สาย 138 พระประแดง – หมอชิต และสาย 140 แสมดำ – อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่อประเมินสมรรถนะของรถ

การส่งมอบแบ่งเป็น 4 ครั้ง ในเดือนมีนาคม เมษายน พฤษภาคม และมิถุนายน ซึ่งขณะนี้ได้ประกอบติดตั้งแล้วเสร็จจำนวน 52 คัน ตรงตามแผนงานที่กำหนดไว้

สำหรับรถเมล์เอ็นจีวี รุ่นใหม่ เป็นรถชานต่ำ ขนาด 35 ที่นั่ง ออกแบบสำหรับผู้โดยสารทุกกลุ่ม (Universal Design) โดยภายในมีพื้นที่สำหรับผู้สูงอายุและคนพิการอย่างเหมาะสม มีความสะอาด กว้างขวาง พร้อมติดตั้งกล้องวงจรปิด (ซีซีทีวี) โดยภายหลังรับมอบรถครบ 489 คันแล้ว ขสมก.จะทยอยนำรถออกให้บริการประชาชนในเส้นทางที่ได้กำหนดไว้ 25 เส้นทาง ดังนี้

เขตการเดินรถที่ 1 ได้แก่ สาย 59 129 510 522 543 A1 A2 A3 A4 รวม 139 คัน

เขตการเดินรถที่ 2 ได้แก่ สาย 26 60 168 514 รวม 110 คัน

เขตการเดินรถที่ 3 ได้แก่ สาย 102 142 145 511 รวม 110 คัน และ

เขตการเดินรถที่ 5 ได้แก่ สาย 20 21 37 76 105 138 140 141 รวม 130 คัน


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: ชาวดง ที่ 22,03, 2018, 08:43:55
 :S
Sayan Rujiramora
https://www.facebook.com/sayan.rujiramora/posts/1741659335877546

Sovereign Man | Japan is so broke that its prisons are full of 80+ year old ‘felons’
Simon Black. March 20, 2018

เรือนจำญี่ปุ่นกับผู้ต้องขังวัย 80+

นาง F อายุ 84 แล้วตอนที่เธอเป็นผู้ต้องขังครั้งแรก ....ข้อหาหรือ? ลักเล็กขโมยน้อย... เธอลักข้าวสาร สตรอเบอร์รี่ และยาแก้หวัด.. แค่นั้น

เธอติดคุกครบกำหนด ได้รับการปล่อยตัว แล้วกลับไปลักเล็กขโมยน้อยอีกเพื่อหวังได้กลับเข้าคุกต่ออีก ....ตอนนี้เธออายุ 89 แล้ว ได้ติดคุกอีก 2 1/2 ปีสมใจ ...เรือนจำสตรีแห่งนี้อยู่ห่างจากโตเกียว 60 ไมล์

แต่เธอไม่ใช่เป็นเพียงคนเดียวที่ทำอย่างนี้

หนึ่งในห้าของผู้ต้องขังสตรีในญี่ปุ่นเป็นหญิงสูงอายุ เกือบทั้งหมดถูกตัดสินในข้อหาอาชญากรรมเล็กน้อย ส่วนใหญ่ลักทรัพย์ .....นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ หญิงสูงวัยในญี่ปุ่นมีความเปราะบางมากทางเศรษฐกิจ ประมาณครึ่งหนึ่งเป็นคนยากจน หลายๆคนต้องพึ่งพาตนเอง ไม่มีคนคอยช่วยเหลือ

เทรนด์ที่กำลังเพิ่มขึ้นในญี่ปุ่นตอนนี้คือ หญิงสูงอายุจำนวนมากกำลังตั้งใจประกอบอาชญากรรมเล็กน้อย เพื่อหวังให้ถูกจับส่งเข้าเรือนจำ .....ในเรือนจำ พวกเธอจะมีอาหาร เสื้อผ้า ที่คุ้มหัว และกระทั่งการแพทย์ที่จัดให้โดยรัฐ

สวัสดิการแหล่งสุดท้ายที่พอจะพึ่งได้ กำลังจะต้องแบกภาระที่หนักขึ้น เมื่อญี่ปุ่นกำลังเพิ่มการเป็นสังคมสูงอายุมากยิ่งขึ้น

และจะน่าเศร้ายิ่งขึ้น เมื่อนึกถึงตอนที่ประเทศจะต้องพบกับเศรษฐกิจที่จะเลวร้ายลงอีก

ย้อนหลังไปเมื่อ 1970s และ 1980s ตอนที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นเข้มแข็ง ...ญี่ปุ่นสร้างตนเองพ้นจากเถ้าถ่านของ atomic bomb หลังสงครามมาได้ ..ทำให้ภายในไม่กี่สิบปีจากนั้นกลายเป็นหนึ่งในประเทศมั่งคั่งที่สุดในโลก ....

จนเมื่อต้นช่วงปี 1980s ญี่ปุ่นเริ่มหวาดหวั่น ..บริษัทยักษ์ใหญ่จึงเริ่มระดมซื้อทรัพย์สินถาวรจำนวนมากในสหรัฐเช่นเรียลเอสเตทและธุรกิจใหญ่ๆ ......ญี่ปุ่นมีเงินมาก และดูเหมือนว่ามันกำลังจะครองโลก ..ตลาดหุ้นญี่ปุ่นราคาพุ่งลิ่ว ..ราคาทรัพย์สินของญี่ปุ่นจัดว่าแพงที่สุดในโลก

และแล้วก็ถึงคราวสลายเมื่อปลายช่วงปี 80s

เมื่อตอนที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นเฟื่องฟูสุดๆ มันเฟื่องฟูอยู่ได้ด้วยนโยบายการเงินที่ไม่มีเสถียรภาพเอาเสียเลย ..ธนาคารกลางมีการเพิ่มเงินเข้าระบบนับล้านล้านจากกลางอากาศ ทำให้เงินท่วมทั้งประเทศ งบดุลของธนาคารเต็มไปด้วยเงินนับได้ล้านล้านเยน ทำให้ต้องเร่งปล่อยกู้อย่างที่เรียกได้ว่าเกือบให้เปล่า ทั้งกับธุรกิจและเอกชนนักลงทุน

แต่ก็ยังไปได้สวยอยู่ เพราะเศรษฐกิจของญี่ปุ่นถือได้ว่าแข็งแรงกว่าประเทศอื่นๆทั่วโลก

ในขณะที่สหรัฐต้องพบกับเศรษฐกิจถดถอยเป็นซี่รี่ส์เรื่องยาว ญี่ปุ่นได้ประโยชน์จากการเป็นประเทศผู้ส่งออก .....ดังนั้น ไม่ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นจะพิมพ์เงินเพิ่มขึ้นมาเท่าไหร่ ทั่วโลกก็ยังแบมือ ......ตลาดการเงินของญี่ปุ่นรุ่งเรืองมาก บริษัทใหญ่ๆก็ยังคงช้อปปิ้งทรัพย์สินต่างๆทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐ

แล้วก็ถึงช่วงปลายของ 1980s ฟองสบู่ขนาดยักษ์ของญี่ปุ่นแตก ทั้งหุ้นและราคาทรัพย์สินต่างๆ แครชหมด ตลอดไปถึงเศรษฐกิจของประเทศ ...จนถึงปัจจุบัน สามสิบปีผ่านไปก็ยังไม่ฟื้น

เป็นบทเรียนให้เรารู้ว่า เมื่อเวลาที่เศรษฐกิจมันพังลงน่ะ มันจะสามารถคงอยู่ได้เป็นสิบๆปีเลย

คนจำนวนมากเข้าใจกันว่า วงจรเศรษฐกิจและตลาดหุ้นน่ะ มันเป็นรอบๆที่เรียกว่า boom & bust ....เวลาที่มัน bust แต่ละครั้งจะกินเวลาไม่นาน อาจจะแค่ 2-3 เดือน หรืออย่างมากก็ไม่เกิน 1-2 ปี

แต่สถานการณ์ในญี่ปุ่นแสดงให้เห็นแล้วว่า มันยาวนานได้มากกว่านั้น เกินกว่าที่เราๆจะจินตนาการ

นอกจากนี้ ผลทางสังคมที่ซีเรียส ย่อมจะต้องเกิดขึ้นเมื่อเศรษฐกิจช่วง downturn มันอยู่นานเกินไป ....เรื่องน่าเศร้าของหญิงสูงอายุยากจนที่ต้องประกอบอาชญากรรม เพื่อเข้ารับสวัสดิการจากเรือนจำเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น

ในอีกด้านหนึ่ง คนหนุ่มสาวเริ่มจะจำกัดการมีบุตร ...จาก downturn นี้ พวกคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ไม่อาจมีความมั่นคงจนเริ่มสร้างครอบครัวได้ มีผลให้อัตราการเกิดลดลงอย่างมาก ....ปีที่แล้ว จำนวนเด็กเกิดใหม่ในญี่ปุ่นทำสถิติที่เปิดเผยสู่สาธารณะต่ำสุดในรอบ 118 ปี

การลดลงของประชากรเกิดใหม่จะส่งผลระยะยาวในอนาคต ..ฐานภาษีที่น้อยลง ..คนทำงานที่ส่งเงินเข้ากองทุนเพื่อดูแลผู้เกษียณน้อยลง ..ฯลฯ ...

เหนือสิ่งอื่นใด รายได้ของรัฐบาลหายเกือบหมด จนทำให้ต้องเพิ่มการกู้ขึ้นอีกเพื่อให้อยู่ได้ในแต่ละปี ...หนี้ภาครัฐที่เกิดขึ้นจึงสูงมากกว่าสองเท่าของขนาดเศรษฐกิจของประเทศ ...ต้องใช้เงินกว่า 20% ของงบประมาณจ่ายเป็นค่าดอกเบี้ย ...นั่นขนาดว่าอัตราดอกเบี้ยทางการเป็น 0% แล้วนะ

ประเทศนี้มันช่างน่าอเมซิ่ง ..ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบทั้งจากทางสังคมและทางเศรษฐกิจพร้อมๆกัน ถือเป็นกรณีศึกษา เป็นตัวอย่างให้กับโลกได้เลย

เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่ญี่ปุ่นได้ทำลงไปในช่วงปี 70s และ 80s ที่ก่อให้เกิดผลระยะยาวที่เราพูดถึงอยู่นี้ ...มันช่างตรงกับสิ่งที่โลกตะวันตกกำลังทำอยู่ตอนนี้เปี้ยบเลย : พิมพ์เงินมหาศาล..ใช้อัตราดอกเบี้ยต่ำ..สร้างฟองสบู่ทรัพย์สิน..สร้างหนี้ไม่สิ้นสุด และกำลังทำเหมือนว่าช่วงเวลาดีๆอย่างนี้น่ะ มันอยู่ได้ชั่วนิรันดร์

อย่าเชื่อว่าครั้งนี้ผลของมันจะแตกต่างจากผลที่เกิดที่ญี่ปุ่น......



หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: มะอุอุ ที่ 22,03, 2018, 19:25:37
:S
Sayan Rujiramora
https://www.facebook.com/sayan.rujiramora/posts/1741659335877546

Sovereign Man | Japan is so broke that its prisons are full of 80+ year old ‘felons’
Simon Black. March 20, 2018

เรือนจำญี่ปุ่นกับผู้ต้องขังวัย 80+

นาง F อายุ 84 แล้วตอนที่เธอเป็นผู้ต้องขังครั้งแรก ....ข้อหาหรือ? ลักเล็กขโมยน้อย... เธอลักข้าวสาร สตรอเบอร์รี่ และยาแก้หวัด.. แค่นั้น

เธอติดคุกครบกำหนด ได้รับการปล่อยตัว แล้วกลับไปลักเล็กขโมยน้อยอีกเพื่อหวังได้กลับเข้าคุกต่ออีก ....ตอนนี้เธออายุ 89 แล้ว ได้ติดคุกอีก 2 1/2 ปีสมใจ ...เรือนจำสตรีแห่งนี้อยู่ห่างจากโตเกียว 60 ไมล์

แต่เธอไม่ใช่เป็นเพียงคนเดียวที่ทำอย่างนี้

หนึ่งในห้าของผู้ต้องขังสตรีในญี่ปุ่นเป็นหญิงสูงอายุ เกือบทั้งหมดถูกตัดสินในข้อหาอาชญากรรมเล็กน้อย ส่วนใหญ่ลักทรัพย์ .....นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ หญิงสูงวัยในญี่ปุ่นมีความเปราะบางมากทางเศรษฐกิจ ประมาณครึ่งหนึ่งเป็นคนยากจน หลายๆคนต้องพึ่งพาตนเอง ไม่มีคนคอยช่วยเหลือ

เทรนด์ที่กำลังเพิ่มขึ้นในญี่ปุ่นตอนนี้คือ หญิงสูงอายุจำนวนมากกำลังตั้งใจประกอบอาชญากรรมเล็กน้อย เพื่อหวังให้ถูกจับส่งเข้าเรือนจำ .....ในเรือนจำ พวกเธอจะมีอาหาร เสื้อผ้า ที่คุ้มหัว และกระทั่งการแพทย์ที่จัดให้โดยรัฐ

สวัสดิการแหล่งสุดท้ายที่พอจะพึ่งได้ กำลังจะต้องแบกภาระที่หนักขึ้น เมื่อญี่ปุ่นกำลังเพิ่มการเป็นสังคมสูงอายุมากยิ่งขึ้น

และจะน่าเศร้ายิ่งขึ้น เมื่อนึกถึงตอนที่ประเทศจะต้องพบกับเศรษฐกิจที่จะเลวร้ายลงอีก

ย้อนหลังไปเมื่อ 1970s และ 1980s ตอนที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นเข้มแข็ง ...ญี่ปุ่นสร้างตนเองพ้นจากเถ้าถ่านของ atomic bomb หลังสงครามมาได้ ..ทำให้ภายในไม่กี่สิบปีจากนั้นกลายเป็นหนึ่งในประเทศมั่งคั่งที่สุดในโลก ....

จนเมื่อต้นช่วงปี 1980s ญี่ปุ่นเริ่มหวาดหวั่น ..บริษัทยักษ์ใหญ่จึงเริ่มระดมซื้อทรัพย์สินถาวรจำนวนมากในสหรัฐเช่นเรียลเอสเตทและธุรกิจใหญ่ๆ ......ญี่ปุ่นมีเงินมาก และดูเหมือนว่ามันกำลังจะครองโลก ..ตลาดหุ้นญี่ปุ่นราคาพุ่งลิ่ว ..ราคาทรัพย์สินของญี่ปุ่นจัดว่าแพงที่สุดในโลก

และแล้วก็ถึงคราวสลายเมื่อปลายช่วงปี 80s

เมื่อตอนที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นเฟื่องฟูสุดๆ มันเฟื่องฟูอยู่ได้ด้วยนโยบายการเงินที่ไม่มีเสถียรภาพเอาเสียเลย ..ธนาคารกลางมีการเพิ่มเงินเข้าระบบนับล้านล้านจากกลางอากาศ ทำให้เงินท่วมทั้งประเทศ งบดุลของธนาคารเต็มไปด้วยเงินนับได้ล้านล้านเยน ทำให้ต้องเร่งปล่อยกู้อย่างที่เรียกได้ว่าเกือบให้เปล่า ทั้งกับธุรกิจและเอกชนนักลงทุน

แต่ก็ยังไปได้สวยอยู่ เพราะเศรษฐกิจของญี่ปุ่นถือได้ว่าแข็งแรงกว่าประเทศอื่นๆทั่วโลก

ในขณะที่สหรัฐต้องพบกับเศรษฐกิจถดถอยเป็นซี่รี่ส์เรื่องยาว ญี่ปุ่นได้ประโยชน์จากการเป็นประเทศผู้ส่งออก .....ดังนั้น ไม่ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นจะพิมพ์เงินเพิ่มขึ้นมาเท่าไหร่ ทั่วโลกก็ยังแบมือ ......ตลาดการเงินของญี่ปุ่นรุ่งเรืองมาก บริษัทใหญ่ๆก็ยังคงช้อปปิ้งทรัพย์สินต่างๆทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐ

แล้วก็ถึงช่วงปลายของ 1980s ฟองสบู่ขนาดยักษ์ของญี่ปุ่นแตก ทั้งหุ้นและราคาทรัพย์สินต่างๆ แครชหมด ตลอดไปถึงเศรษฐกิจของประเทศ ...จนถึงปัจจุบัน สามสิบปีผ่านไปก็ยังไม่ฟื้น

เป็นบทเรียนให้เรารู้ว่า เมื่อเวลาที่เศรษฐกิจมันพังลงน่ะ มันจะสามารถคงอยู่ได้เป็นสิบๆปีเลย

คนจำนวนมากเข้าใจกันว่า วงจรเศรษฐกิจและตลาดหุ้นน่ะ มันเป็นรอบๆที่เรียกว่า boom & bust ....เวลาที่มัน bust แต่ละครั้งจะกินเวลาไม่นาน อาจจะแค่ 2-3 เดือน หรืออย่างมากก็ไม่เกิน 1-2 ปี

แต่สถานการณ์ในญี่ปุ่นแสดงให้เห็นแล้วว่า มันยาวนานได้มากกว่านั้น เกินกว่าที่เราๆจะจินตนาการ

นอกจากนี้ ผลทางสังคมที่ซีเรียส ย่อมจะต้องเกิดขึ้นเมื่อเศรษฐกิจช่วง downturn มันอยู่นานเกินไป ....เรื่องน่าเศร้าของหญิงสูงอายุยากจนที่ต้องประกอบอาชญากรรม เพื่อเข้ารับสวัสดิการจากเรือนจำเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น

ในอีกด้านหนึ่ง คนหนุ่มสาวเริ่มจะจำกัดการมีบุตร ...จาก downturn นี้ พวกคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ไม่อาจมีความมั่นคงจนเริ่มสร้างครอบครัวได้ มีผลให้อัตราการเกิดลดลงอย่างมาก ....ปีที่แล้ว จำนวนเด็กเกิดใหม่ในญี่ปุ่นทำสถิติที่เปิดเผยสู่สาธารณะต่ำสุดในรอบ 118 ปี

การลดลงของประชากรเกิดใหม่จะส่งผลระยะยาวในอนาคต ..ฐานภาษีที่น้อยลง ..คนทำงานที่ส่งเงินเข้ากองทุนเพื่อดูแลผู้เกษียณน้อยลง ..ฯลฯ ...

เหนือสิ่งอื่นใด รายได้ของรัฐบาลหายเกือบหมด จนทำให้ต้องเพิ่มการกู้ขึ้นอีกเพื่อให้อยู่ได้ในแต่ละปี ...หนี้ภาครัฐที่เกิดขึ้นจึงสูงมากกว่าสองเท่าของขนาดเศรษฐกิจของประเทศ ...ต้องใช้เงินกว่า 20% ของงบประมาณจ่ายเป็นค่าดอกเบี้ย ...นั่นขนาดว่าอัตราดอกเบี้ยทางการเป็น 0% แล้วนะ

ประเทศนี้มันช่างน่าอเมซิ่ง ..ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบทั้งจากทางสังคมและทางเศรษฐกิจพร้อมๆกัน ถือเป็นกรณีศึกษา เป็นตัวอย่างให้กับโลกได้เลย

เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่ญี่ปุ่นได้ทำลงไปในช่วงปี 70s และ 80s ที่ก่อให้เกิดผลระยะยาวที่เราพูดถึงอยู่นี้ ...มันช่างตรงกับสิ่งที่โลกตะวันตกกำลังทำอยู่ตอนนี้เปี้ยบเลย : พิมพ์เงินมหาศาล..ใช้อัตราดอกเบี้ยต่ำ..สร้างฟองสบู่ทรัพย์สิน..สร้างหนี้ไม่สิ้นสุด และกำลังทำเหมือนว่าช่วงเวลาดีๆอย่างนี้น่ะ มันอยู่ได้ชั่วนิรันดร์

อย่าเชื่อว่าครั้งนี้ผลของมันจะแตกต่างจากผลที่เกิดที่ญี่ปุ่น......



ไม่อยากให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นในเมืองไทยเลยนะครับ


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: มะอุอุ ที่ 22,03, 2018, 19:26:54
https://money.sanook.com/552223/

สิ้นสุดการรอคอย! รถเมล์เอ็นจีวีเตรียมเปิดให้บริการ 25 เส้นทาง เริ่ม มิ.ย.นี้

รถโดยสารปรับอากาศใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ หรือ รถเมล์เอ็นจีวี จำนวน 489 คัน จะถูกส่งมอบครบทั้งหมดภายในเดือนมิถุนายนนี้ เบื้องต้นมีการสุ่มนำรถบางส่วนทดลองวิ่งให้บริการประชาชนในเส้นทาง สาย 138 พระประแดง – หมอชิต และสาย 140 แสมดำ – อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่อประเมินสมรรถนะของรถ

การส่งมอบแบ่งเป็น 4 ครั้ง ในเดือนมีนาคม เมษายน พฤษภาคม และมิถุนายน ซึ่งขณะนี้ได้ประกอบติดตั้งแล้วเสร็จจำนวน 52 คัน ตรงตามแผนงานที่กำหนดไว้

สำหรับรถเมล์เอ็นจีวี รุ่นใหม่ เป็นรถชานต่ำ ขนาด 35 ที่นั่ง ออกแบบสำหรับผู้โดยสารทุกกลุ่ม (Universal Design) โดยภายในมีพื้นที่สำหรับผู้สูงอายุและคนพิการอย่างเหมาะสม มีความสะอาด กว้างขวาง พร้อมติดตั้งกล้องวงจรปิด (ซีซีทีวี) โดยภายหลังรับมอบรถครบ 489 คันแล้ว ขสมก.จะทยอยนำรถออกให้บริการประชาชนในเส้นทางที่ได้กำหนดไว้ 25 เส้นทาง ดังนี้

เขตการเดินรถที่ 1 ได้แก่ สาย 59 129 510 522 543 A1 A2 A3 A4 รวม 139 คัน

เขตการเดินรถที่ 2 ได้แก่ สาย 26 60 168 514 รวม 110 คัน

เขตการเดินรถที่ 3 ได้แก่ สาย 102 142 145 511 รวม 110 คัน และ

เขตการเดินรถที่ 5 ได้แก่ สาย 20 21 37 76 105 138 140 141 รวม 130 คัน

ยินดีด้วยครับ รถเมล์ควันดำตลบกำลังจะหายไป


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 24,03, 2018, 19:24:32
ยินดีด้วยครับ รถเมล์ควันดำตลบกำลังจะหายไป




เห็นด้วยครับ

https://money.sanook.com/553879/

คนว่างงานเฉียด 5 แสนคน-ส่วนใหญ่จบปริญญาตรี

สำนักงานสถิติแห่งชาติ เปิดเผยผลสำรวจภาวะการทำงานของประชากร เดือนกุมภาพันธ์ 2561 พบว่า จากจำนวนผู้มีอายุ 15 ปีขึ้นไป 56.16 ล้านคน มีผู้ที่พร้อมจะทำงาน 38.42 ล้านคน ประกอบด้วยผู้มีงานทำ 37.60 ล้านคน ผู้ว่างงาน 491,000 คน และผู้รอฤดูกาล 329,000 คน ส่วนผู้ที่ไม่พร้อมทำงาน 17.74 ล้านคน ได้แก่ แม่บ้าน นักเรียน คนชรา เป็นต้น

จำนวนผู้มีงานทำ 37.60 ล้านคน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพนอกภาคเกษตรกรรม 26.33 ล้านคน และผู้มีงานทำในภาคเกษตรกรรม 11.27 ล้านคน และเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ 2560 พบว่า ผู้ทำงานลดลง 80,000 คน (จากจำนวน 37.68 ล้านคน ลดเหลือ 37.60 ล้านคน)

สำหรับการว่างงาน มีผู้ว่างงาน 491,000 คน ในเดือนกุมภาพันธ์ 2561 หรือคิดเป็นอัตราการว่างงาน 1.3% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (ก.พ. 2560) มีจำนวนผู้ว่างงานเพิ่มขึ้น  61,000 คน และเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมกราคมที่ผ่านมา พบว่า มีจำนวนผู้ว่างงานเพิ่มขึ้น 16,000 คน เมื่อเปรียบเทียบอัตราการว่างงานกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา พบว่า อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น (จาก 1.1% เป็น 1.3%) แต่หากเปรียบเทียบกับเดือนที่ผ่านมา ถือได้ว่าอัตราการว่างงานไม่เปลี่ยนแปลง

เมื่อแยกผู้ว่างงานตามระดับการศึกษา พบว่า ในเดือนกุมภาพันธ์ 2561 ผู้ว่างงานที่สำเร็จการศึกษาในระดับอุดมศึกษามี 177,000 คน รองลงมาเป็นระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 115,000 คน มัธยมศึกษาตอนปลาย 103,000 คน ประถมศึกษา 73,000 คน และต่ำกว่าระดับประถมศึกษา 19,000 คน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2560 ผู้ว่างงานระดับมัธยมศึกษาตอนต้น เพิ่มขึ้น 52,000 คน อุดมศึกษา เพิ่มขึ้น 26,000 คน และต่ำกว่าประถมศึกษา เพิ่มขึ้น 1,000 คน

ขณะที่เมื่อแยกประสบการณ์การทำงาน ของผู้ว่างงาน 491,000 คน พบว่า เป็นผู้ว่างงานที่ไม่เคยทำงานมาก่อนจำนวน 235,000 คน หรือ 47.9% ของผู้ว่างงานทั้งหมด และผู้ว่างงานที่เคยทำงานมาก่อน 256,000 คน คิดเป็น 52.1% โดยเป็นผู้ว่างงานนอกภาคเกษตรกรรม 241,000 คน ประกอบด้วย ภาคการบริการและการค้า 137,000 คน และภาคการผลิต 104,000 คน ส่วนผู้ว่างงานจากภาคเกษตรกรรมมี 15,000 คน

เมื่อพิจารณาเป็นรายภาค พบว่า ภาคกลางมีผู้ว่างงานเพิ่มขึ้น 71,000 คน ภาคใต้มีผู้ว่างงานเพิ่มขึ้น 22,000 คน และภาคเหนือมีผู้ว่างงานเพิ่มขึ้น 21,000 คน ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือลดลง 49,000 คน และ กทม. มีผู้ว่างงานลดลง 4,000 คน


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: มะอุอุ ที่ 24,03, 2018, 21:54:28


เห็นด้วยครับ

https://money.sanook.com/553879/

คนว่างงานเฉียด 5 แสนคน-ส่วนใหญ่จบปริญญาตรี

สำนักงานสถิติแห่งชาติ เปิดเผยผลสำรวจภาวะการทำงานของประชากร เดือนกุมภาพันธ์ 2561 พบว่า จากจำนวนผู้มีอายุ 15 ปีขึ้นไป 56.16 ล้านคน มีผู้ที่พร้อมจะทำงาน 38.42 ล้านคน ประกอบด้วยผู้มีงานทำ 37.60 ล้านคน ผู้ว่างงาน 491,000 คน และผู้รอฤดูกาล 329,000 คน ส่วนผู้ที่ไม่พร้อมทำงาน 17.74 ล้านคน ได้แก่ แม่บ้าน นักเรียน คนชรา เป็นต้น

จำนวนผู้มีงานทำ 37.60 ล้านคน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพนอกภาคเกษตรกรรม 26.33 ล้านคน และผู้มีงานทำในภาคเกษตรกรรม 11.27 ล้านคน และเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ 2560 พบว่า ผู้ทำงานลดลง 80,000 คน (จากจำนวน 37.68 ล้านคน ลดเหลือ 37.60 ล้านคน)

สำหรับการว่างงาน มีผู้ว่างงาน 491,000 คน ในเดือนกุมภาพันธ์ 2561 หรือคิดเป็นอัตราการว่างงาน 1.3% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (ก.พ. 2560) มีจำนวนผู้ว่างงานเพิ่มขึ้น  61,000 คน และเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมกราคมที่ผ่านมา พบว่า มีจำนวนผู้ว่างงานเพิ่มขึ้น 16,000 คน เมื่อเปรียบเทียบอัตราการว่างงานกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา พบว่า อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น (จาก 1.1% เป็น 1.3%) แต่หากเปรียบเทียบกับเดือนที่ผ่านมา ถือได้ว่าอัตราการว่างงานไม่เปลี่ยนแปลง

เมื่อแยกผู้ว่างงานตามระดับการศึกษา พบว่า ในเดือนกุมภาพันธ์ 2561 ผู้ว่างงานที่สำเร็จการศึกษาในระดับอุดมศึกษามี 177,000 คน รองลงมาเป็นระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 115,000 คน มัธยมศึกษาตอนปลาย 103,000 คน ประถมศึกษา 73,000 คน และต่ำกว่าระดับประถมศึกษา 19,000 คน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2560 ผู้ว่างงานระดับมัธยมศึกษาตอนต้น เพิ่มขึ้น 52,000 คน อุดมศึกษา เพิ่มขึ้น 26,000 คน และต่ำกว่าประถมศึกษา เพิ่มขึ้น 1,000 คน

ขณะที่เมื่อแยกประสบการณ์การทำงาน ของผู้ว่างงาน 491,000 คน พบว่า เป็นผู้ว่างงานที่ไม่เคยทำงานมาก่อนจำนวน 235,000 คน หรือ 47.9% ของผู้ว่างงานทั้งหมด และผู้ว่างงานที่เคยทำงานมาก่อน 256,000 คน คิดเป็น 52.1% โดยเป็นผู้ว่างงานนอกภาคเกษตรกรรม 241,000 คน ประกอบด้วย ภาคการบริการและการค้า 137,000 คน และภาคการผลิต 104,000 คน ส่วนผู้ว่างงานจากภาคเกษตรกรรมมี 15,000 คน

เมื่อพิจารณาเป็นรายภาค พบว่า ภาคกลางมีผู้ว่างงานเพิ่มขึ้น 71,000 คน ภาคใต้มีผู้ว่างงานเพิ่มขึ้น 22,000 คน และภาคเหนือมีผู้ว่างงานเพิ่มขึ้น 21,000 คน ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือลดลง 49,000 คน และ กทม. มีผู้ว่างงานลดลง 4,000 คน

ถ้าขยัน ไม่เลือกงาน  เลือกเงิน ก็มีงานทำ จบอะไรก็มีงานทำหมด จริงๆถ้าจะทำพนักงานเซเว่น โดนัท โลตัส ก็รับนะครับ ไปทำเอาประสบการณ์ก่อน..


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: มะอุอุ ที่ 25,03, 2018, 13:13:56

กระแสแรง ประจำวันนี้เลย
"รถขายกับข้าว" หลบไป! "รถมินิบิ๊กซี" กำลังจะมา
อ่านข่าวเพิ่มเติมได้ที่.. Cr.https://mgronline.com/onlinesection/detail/9610000029419


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 26,03, 2018, 08:56:40
https://www.prachachat.net/motoring/news-135245
อีวี-ไฮบริดพรึ่บมอเตอร์โชว์ ถล่มดอกเบี้ย0%-ฟรีดาวน์

มอเตอร์โชว์เดือด ค่ายรถพาเหรดรถใหม่เกือบ 20 รุ่น ชูธง “อีวี-ไฮบริด-ปลั๊ก-อินไฮบริด-อีโคคาร์” ถล่มแคมเปญฟรีดาวน์ปลอดดอกเบี้ยผ่อนยาว บิ๊กโตโยต้า เล่นแรงกวาดลูกค้าทุกเซ็กเมนต์ หักปีกเกรย์มาร์เก็ตขน “อัลฟาร์ด-เวลล์ไฟร์” ทวงคืนตลาด


มอเตอร์โชว์เดือด ค่ายรถพาเหรดรถใหม่เกือบ 20 รุ่น ชูธง “อีวี-ไฮบริด-ปลั๊ก-อินไฮบริด-อีโคคาร์” ถล่มแคมเปญฟรีดาวน์ปลอดดอกเบี้ยผ่อนยาว บิ๊กโตโยต้า เล่นแรงกวาดลูกค้าทุกเซ็กเมนต์ หักปีกเกรย์มาร์เก็ตขน “อัลฟาร์ด-เวลล์ไฟร์” ทวงคืนตลาด

นายจาตุรนต์ โกมลมิศร์ กรรมการบริหาร/ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) รองประธานจัดงานมอเตอร์โชว์ 2018 เปิดเผยว่า งานมอเตอร์โชว์ปีนี้คึกคักมาก มีผู้ประกอบการค่ายรถยนต์กว่า 30 ยี่ห้อ และรถจักรยานยนต์ราว ๆ 15 ยี่ห้อ เข้าร่วมงาน โดยแต่ละค่ายพร้อมนำเสนอโมเดลใหม่ทั้งกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี), ไฮบริด และ

ปลั๊ก-อินไฮบริด ในขณะที่รถเล็ก-อีโคคาร์ก็มีโมเดลใหม่ให้เลือกช็อปเพียบ

“อยากให้จับตารถยนต์ไฟฟ้าซึ่งอนาคตไม่ใช่เป็นแค่รถยนต์นั่งเท่านั้น ทุกเซ็กเมนต์จะสวิตช์ไปเป็นรถอีวีเกือบทั้งหมด ซึ่งเราได้จัดพื้นที่รองรับเต็มที่ทั้งแบรนด์จีน เช่น BYD, FOMM และจักรยานยนต์ซีโร่ งานนี้ประเมินว่าจะมียอดจองในงานเกือบ 4 หมื่นคัน คนเข้างานกว่า 1.6 ล้านคน”

ไฮบริดมาแรง


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรถใหม่ที่เปิดตัวในงานเกือบ 20 รุ่น เริ่มจากรถหรูค่ายดาวสามแฉก มีรถยนต์รุ่น CLS 300 d AMG Premium, E-Class Coupe’, E 200 Coupe’ AMG Dynamic, GLA 250 AMG Dynamic, GLC 250 4MATIC Coupe’ AMG Plus, S 350 d, S 350 d AMG Premium โดยระยะหลังค่ายเบนซ์จะปลุกตลาดปลั๊ก-อินไฮบริด มากกว่าทุกยี่ห้อ หลังจากมีนโยบายรุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเด่นชัด และกำหนดภายในปี 2561 รถยนต์ที่ผลิตในประเทศไทย 2 ใน 3 ของทั้งหมดจะเป็นกลุ่มเสียบปลั๊กชาร์จไฟสอดรับกับการลงทุนตั้งโรงงานแบตเตอรี่ขึ้นที่สมุทรปราการ

สำหรับค่ายพัดใบสีฟ้า ไฮไลต์ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู M5 ใหม่ ที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อจากเทคโนโลยี M xDrive, บีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive20d xLine ใหม่, บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 2 ฯลฯ, ค่ายวอลโว่ มีวอลโว่ วี 40 และวี 60 และตระกูลเอ็กซ์ซีซึ่งเน้นไฮบริดและปลั๊ก-อินไฮบริด, ค่ายออดี้ มี A8, A7 ใหม่, โรลส์-รอยซ์ มีแฟนทอมใหม่, แอสตัน มาร์ติน มีนิวแวนเทจ และมาเซราติ มีทั้งกิบลี่ใหม่ และลาแวนเต้

SUV กลาง-อีโคคาร์จัดหนัก

กลุ่มเอสยูวีไซซ์กลาง เป็นอีกกลุ่มที่ต้องจับตา เพราะบิ๊กโตโยต้าส่ง C-HR ครอสโอเวอร์ไฮบริดตัวแรง เครื่องยนต์ 1,800 ซีซี มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า ถล่มตลาด ด้วยข้อเสนอพิเศษขยายเวลารับประกันคุณภาพรถใหม่เป็น 5 ปี หรือ 150,000 กม. และรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี โดยไม่จำกัดระยะทาง แค่ทดลองขับรถได้รับสิทธิลุ้นรับ Apple Watch จำนวน 100 รางวัล ล่าสุดยังรักษาอิมเมจรถรุ่นนี้โดยไม่อนุญาตให้ดีลเลอร์ขายเพื่อไปทำเป็นแท็กซี่

ขณะที่ซูบารุ มีรุ่นเอ็กซ์วี เครื่องยนต์ 2,000 ซีซีใหม่ ราคาขายใกล้เคียงกับคู่แข่งกระชากใจกลุ่มวัยรุ่น ขณะที่อีก 2 ยี่ห้อ ทั้งมาสด้า ซีเอ็กซ์-3 และฮอนด้า เอชอาร์-วี ยังต้องจับตาว่าในงานหรือเร็ว ๆ นี้อาจจะมีรุ่นไมเนอร์เชนจ์

เช่นเดียวกับตลาดเก๋งเล็ก อีโคคาร์ ปิกอัพ ระอุไม่แพ้กัน เพราะทุกค่ายส่งรุ่นใหม่ครบ ทั้งมาสด้า2 ใหม่ซึ่งเติมระบบ G-vectoring control เน้นความปลอดภัย ค่ายมิตซูบิชิ ส่งมิราจใหม่ ลิมิเต็ด เอดิชั่น ให้น้ำหนักความปลอดภัยเช่นกัน รวมถึงซูซูกิ สวิฟท์ อีโคคาร์เฟส 2 ซึ่งตอนนี้ยอดขายแรงแซงหน้าเกือบทุกแบรนด์

สำหรับกลุ่มรถปิกอัพ ซึ่งค่ายอีซูซุทยอยนำเสนอของใหม่ต่อเนื่อง ทั้งเอ็กซ์-ซีรีส์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ และมิว-เอ็กซ์ THE ICONIC, มิตซูบิชิ มีไทรทัน แอทลีท, ฟอร์ด มีแรพเตอร์ พรีเมี่ยมปิกอัพตัวแรง

โตโยต้าปูพรมทุกเซ็กเมนต์

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า การแข่งขันในตลาดรถยนต์รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ หลายค่ายกำลังจ้องมองทิศทางการทำตลาดของค่ายรถเบอร์หนึ่งโตโยต้า ภายใต้การนำของนายมิจิโนบุ ซึงาตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ระยะหลังรุกเร็วและแรงมาก ล่าสุดสั่งลูกทีมปูพรมเก็บเกี่ยวยอดขายทุกตลาดและอุดทุกช่องว่าง ตัวอย่างเช่น การกลับมาให้ความสำคัญกับตลาดรถนำเข้าเพื่อปิดทางเกรย์มาร์เก็ตหรือผู้นำเข้าอิสระ โดยในงานมอเตอร์โชว์ครั้งนี้ โตโยต้าจะมีกลุ่มรถเอ็มพีวี ทั้งอัลฟาร์ดและเวลล์ไฟร์ โมเดล 2018 อวดโฉมในงานด้วยราคาขายเวลล์ไฟร์ 3.809 ล้านบาท, อัลฟาร์ด 2.5 ไฮบริด 3.939 ล้านบาท และอัลฟาร์ด 3.5 VIP 5.429 ล้านบาท พร้อมขยายเวลารับประกันคุณภาพรถใหม่เป็น 5 ปี หรือ 150,000 กม. พร้อมฟรีค่าแรงเช็กระยะถึง 100,000 กม. หรือ 5 ปี และรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี และระบบไฮบริด 5 ปี

นอกจากนี้ทุกค่ายยังกระหน่ำแคมเปญกระตุกยอดขาย เช่นซื้อรถยนต์ฮอนด้าทุกรุ่นชิง 353 รางวัล รวมมูลค่า 10,950,000 บาท รางวัลเป็นรถยนต์แอคคอร์ด มูลค่า 1.8 ล้านบาท, ซีอาร์-วี ดีเซล 1.69 ล้านบาท และซีวิครุ่น TURBO RS มูลค่า 1.199 ล้านบาท โตโยต้ามีแคมเปญแบบง่าย ๆ ผ่อนเริ่มต้นไม่ถึง 5,000 บาทต่อเดือน พร้อมโปรแกรมสบายดีจากโตโยต้า ลีสซิ่ง ฟรีประกันภัยชั้น 1 โปรแกรมโตโยต้าแคร์

ซูซูกิจับมือกับสถาบันการเงินจัดโปรแกรม My Way ผ่อนเริ่มต้นเพียง 3,999 บาทต่อเดือน และสำหรับลูกค้าสวิฟท์ เพียงนำรถคันเดิมมาเปลี่ยนเป็นสวิฟท์ใหม่ รับทันทีส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่ง 20,000 บาท หลายค่ายพยายามเล่นกับลูกค้าเก่า โดยมอบบัตรกำนัลสูงสุด ให้ส่วนลดพิเศษ และให้สิทธิผ่อนเบา ๆ ค่ายมิตซูบิชิ ใช้แคมเปญฟรีค่าบำรุงรักษาตามระยะ 5 ปี, ฟรีช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชม. 5 ปี, ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง 1 ปี, พร้อมรับประกันคุณภาพ และฟรีค่าแรงเช็กระยะ 5 ปี สำหรับรถมิตซูบิชิทุกรุ่น

3 อาชีพได้สิทธิดาวน์ 0%

ขณะที่นายรุ่งโรจน์ จรัสวิจิตรกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายสินเชื่อรายย่อย ธนาคารทิสโก้ กล่าวว่า สำหรับโปรโมชั่นในงานมอเตอร์โชว์ครั้งนี้ ทางธนาคารร่วมกับพันธมิตรหลักด้านสินเชื่อรถยนต์ (captive finance) ได้แก่ฟอร์ดและมาสด้า ด้วยดอกเบี้ยเริ่มต้น 0% ดาวน์ 25% โดยรุ่นมาสด้า2 ดอกเบี้ย 0% ผ่อน 60 เดือน ปิกอัพฟอร์ด เรนเจอร์ 0% ผ่อน 36-60 เดือน นอกจากนี้สำหรับกลุ่มลูกค้าที่จะได้รับสิทธิดาวน์ 0% มี 3 กลุ่มอาชีพคือ แพทย์ ทันตแพทย์ และผู้พิพากษา สำหรับรถทุกยี่ห้อ พร้อมแถมฟรีประกันทุกรุ่น

ด้านธนาคารเกียรตินาคิน จัดโปรโมชั่นร่วมกับซูซูกิ ดอกเบี้ยเริ่มต้น 1.89% ดาวน์เริ่มต้นที่ 5% สามารถผ่อนเริ่มต้นที่ 3,999 บาท/เดือน สำหรับรถยนต์อเนกประสงค์ทั้งฟอร์จูนเนอร์, มิว-เอ็กซ์, เอเวอเรสต์, ปาเจโร่สปอร์ต มีดอกเบี้ยพิเศษ เริ่มต้นที่ 1.99% สำหรับลูกค้าที่มีอายุ 35-55 ปี โดยมีเงื่อนไขดาวน์ 25% ของราคารถ

ส่วน “กรุงศรี ออโต้” มีโปรโมชั่นสำหรับลูกค้าที่ขอสินเชื่อรถใหม่ได้แก่ ดาวน์เริ่มต้น 5% ผ่อนสูงสุด 84 เดือน และไม่ต้องมีผู้ค้ำประกัน ส่วนอัตราดอกเบี้ยพิเศษ นอกจากนี้โปรโมชั่นรถบิ๊กไบก์ และรถจักรยานยนต์ ได้แก่ ดาวน์เริ่มต้น 0% ของราคารถ ผ่อนสูงสุด 60 เดือน และไม่ต้องมีผู้ค้ำประกัน


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 28,03, 2018, 07:27:02
http://drivetripper.com/FORD-RANGER-RAPTOR-LAUNCH-Thailand

FORD RANGER RAPTOR ประกาศราคาจำหน่าย


http://drivetripper.com/FORD-RANGER-RAPTOR-LAUNCH-Thailand

FORD RANGER RAPTOR ประกาศราคาจำหน่าย 1,699,000.-บาท

• • • ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ (Ford Ranger Raptor) อัดแน่นด้วยดีเอ็นเอของฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ (Ford Performance)

         ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ กระจังหน้าใหม่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก ฟอร์ด เอฟ-150 แร็พเตอร์ ซึ่งเป็นรถกระบะออฟโรดสมรรถนะสูงคันแรกของโลกจากโรงงาน

         โลโก้ฟอร์ดสะกดด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ภาษาอังกฤษอันเป็นเอกลักษณ์ จัดวางอยู่บนกระจังหน้าอย่างองอาจ

  ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ชุดกันชนด้านหน้าซึ่งติดกับเฟรมรถ ได้รับการออกแบบให้มีความทนทานสำหรับการขับขี่ในทะเลทราย และดูน่าเกรงขาม

         แผงกันชนด้านหน้ายังมาพร้อมไฟตัดหมอกแบบ LED และช่องรีดอากาศ ที่ช่วยลดการต้านลมของตัวรถได้เป็นอย่างดี

  ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ แก้มข้างรถคู่หน้าแบบใหม่ ผลิตจากวัสดุคอมโพสิท ไม่เพียงแต่ดูแข็งแกร่ง แต่ยังทนต่อการบุบ และรอยขีดข่วนที่มักจะเกิดจากการใช้งานออฟโรด

         แก้มข้างรถคู่หน้าที่ถูกตีโป่งขยายออกนั้น เพื่อรองรับระยะยุบตัวของโช้คที่เพิ่มมากขึ้น

ยาง All-terrain BF Goodrich 285/70 R17 ที่พัฒนาขึ้นมาเป็นพิเศษสำหรับฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์โดยเฉพาะ

 ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ รูปลักษณ์ของตัวรถยังดูใหญ่ขึ้นในทุกมิติ มาพร้อมความสูงถึง 1,873 มิลลิเมตร ความกว้าง 2,180 มิลลิเมตร และความยาว 5,398 มิลลิเมตร

         ระยะช่วงล้อหน้าและหลัง กว้างขึ้นเป็น 1,710 มิลลิเมตร

         ความสูงใต้ท้องรถเพิ่มขึ้นเป็น 283 มิลลิเมตร

         มุมไต่ที่ 32.5 องศา มุมคร่อมที่ 24 องศา และมุมจากที่ 24 องศา

บันไดข้างรถของฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้เศษหินกระแทกกับตัวถังรถด้านหลัง

         รูที่ถูกเจาะนั้นถูกออกแบบมาเพื่อให้ระบายทราย โคลน และหิมะได้ โดยผลิตจากอะลูมิเนียม อัลลอย เพื่อเพิ่มความคงทนโดยเฉพาะ

         ทั้งยังผ่านการทดสอบด้วยการกดน้ำหนัก 100 กิโลกรัม ถึง 84,000 ครั้ง เพื่อจำลองการใช้งานในสนามทดสอบจริงกว่า 10 ปี

         ทำการเคลือบถึงสองชั้น โดยทำการพ่นสี powder-coated ก่อนพ่น grit-paint ทับอีกชั้น เพื่อมอบความรู้สึกแข็งแกร่ง ทั้งยังมีความทนทานสูงต่อรอยขีดข่วน และรอยเปื้อน

  ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ บริเวณกันชนท้ายได้ผ่านการปรับปรุงโดยเพิ่มชุดตะขอเกี่ยวจำนวน 2 ชุด ที่รองรับการลากจูงได้ถึง 3.8 ตัน

         ท้ายรถยังได้รับการพัฒนาด้วยกรอบตัวเซ็นเซอร์ที่เรียบเสมอกับตัวถัง และตัวเชื่อมขอลากที่ได้รับการติดตั้งและออกแบบพิเศษ

         ส่วนท้ายกระบะมอบพื้นที่ใช้งานอย่างกว้างขวางด้วยขนาด 1,560 x 1,743 มิลลิเมตร ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ที่ชื่นชอบการผจญภัยในช่วงวันหยุด

 ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เบาะที่นั่งได้รับการออกแบบเป็นพิเศษ เพื่อรองรับการใช้งานการขับขี่แบบออฟโรดความเร็วสูง การเลือกใช้หนังกลับเป็นวัสดุของเบาะนั้น ช่วยให้ผู้ขับขี่ และผู้โดยสารยึดเกาะที่นั่งได้ดียิ่งขึ้น

         เบาะที่นั่งที่มีความหนาเป็นพิเศษผ่านการตรวจประเมินคุณภาพในทุกจุด ช่วยในเรื่องการรองรับด้านข้าง และยังช่วยลดความรู้สึกถึงการสะเทือนของรถ ซึ่งความสำเร็จนี้เกิดขึ้นจากการปรับปรุงโครงสร้าง โดยออกแบบให้เบาะมีการโอบด้านข้างมากขึ้นเพื่อช่วยในการประคองผู้ขับขี่

พวงมาลัยของฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ มาพร้อมกับแป้น Paddle Shift ขนาดใหญ่ที่ผลิตจากแม็กนีเซียมน้ำหนักเบา

         ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ มีแถบบอกตำแหน่งองศาพวงมาลัย On-Centre Marker ที่เป็นแถบสีแดงด้านบนของพวงมาลัย ช่วยให้นักขับออฟโรดทราบถึงตำแหน่งองศาของพวงมาลัยขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูง

         ฟอร์ดยังได้สลักลายโลโก้แร็พเตอร์ลงบนขอบพวงมาลัย เพื่อมอบความโดดเด่นสะดุดตาอีกด้วย

แชสซีส์ได้ถูกออกแบบมาใหม่เพื่อรองรับระบบช่วงล่างที่ใหญ่ขึ้น ทำให้ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ สามารถเพิ่มระยะช่วงล้อคู่หน้าและหลัง และยังเพิ่มระยะการให้ตัวของล้อได้มากขึ้น

         แชสซีส์ผลิตจากเหล็กอัลลอย HSLA (High-Strength Low-Alloy) เกรดต่าง ๆ อีกทั้งยังเสริมความแข็งแรงด้านข้างของแชสซีส์ (side-rails) เพื่อรองรับแรงกระแทกที่เกิดจากการขับขี่ด้วยความเร็วสูง

แชสซีส์ด้านหน้าของฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ได้มีการเพิ่มความแข็งแรงของจุดยึดหูโช้คที่ถูกขยายความสูงขึ้นมา ในขณะที่ระบบกันสะเทือนหลังเป็นแบบคอยล์โอเวอร์ช็อคซึ่งทำขึ้นมาพิเศษให้เฉพาะเรนเจอร์ แร็พเตอร์ เท่านั้น

         ระบบวัตต์ลิงค์ ช่วยให้เพลาเคลื่อนที่ขึ้น-ลงได้อย่างอิสระโดยที่มีการขยับตัวในแนวราบน้อยมาก

         อีกทั้งยังมีชุดตะขอเกี่ยว 2 ชุดด้านหน้าและด้านหลังที่รองรับน้ำหนักจากการลากจูงได้ถึง 3.8 ตัน และโครงสร้างแท่นยึดยางอะไหล่ที่ถูกเสริมความแข็งแรงเพื่อรองรับยางอะไหล่ขนาดใหญ่ถึง 17 นิ้ว

  ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ มาพร้อมกับระบบเบรกอันทรงพลังโดยการใช้ชิ้นส่วนพิเศษที่ทำขึ้นเฉพาะรุ่น คาลิเปอร์เบรกคู่หน้าเป็นแบบลูกสูบคู่ ที่เพิ่มขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางขึ้น 9.5 มิลลิเมตร มาพร้อมกับจานเบรกคู่หน้าแบบมีครีบระบายความร้อนที่มีขนาดใหญ่ถึง 332 x 32 มิลลิเมตร

         ส่วนด้านหลังมาพร้อมกับดิสก์เบรกที่มาพร้อมกับระบบ brake actuation master cylinder ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเบรกให้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีจานเบรกแบบมีครีบระบายความร้อนขนาด 332 x 24 มิลลิเมตร คู่กับคาลิเปอร์เบรกใหม่ขนาด 54 มิลลิเมตร

ระบบช่วงล่างสายพันธุ์รถแข่งของฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ได้รับการออกแบบมาเพื่อรับมือกับการขับขี่ที่ความเร็วสูงบนสภาพพื้นผิวขรุขระ ด้วยโช้คแบบ Position Sensitive Damping (PSD) ที่จะเพิ่มแรงต้านเมื่อมีการกระแทกเต็มช่วงยุบกระบอกสูบ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่แบบออฟโรดให้ดียิ่งขึ้น และจะลดแรงต้านเมื่อขับขี่บนถนนทางเรียบ เพื่อการขับขี่ที่นุ่มนวล

โช้คอัพของฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ผลิตขึ้นมาเป็นพิเศษ โดย Fox Racing Shox ใช้ลูกสูบขนาด 46.6 มิลลิเมตร ทั้งคู่หน้าและหลัง ช่วงล่างถูกออกแบบมาให้มีระยะการให้ตัวของล้อสูงเพื่อความสามารถในการซับแรงกระแทกขณะขับออฟโรด แต่ด้วยระบบบายพาสภายใน (Internal Bypass technology) จึงทำให้การขับขี่บนถนนทางเรียบเป็นไปอย่างราบรื่น

   ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ยังมีปีกนกที่ทำจากอะลูมิเนียม โดยปีกนกบนทำด้วยวิธีการฟอร์จ และปีกนกล่างใช้วิธีการหล่อ เพื่อให้ระบบช่วงล่างทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ แข็งแรงทนทานต่อการขับขี่แบบออฟโรดถึงขีดสุด

  ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ยังมาพร้อมกับแผงกันกระแทกด้านล่างอันเป็นเอกลักษณ์ ที่ช่วยปกป้องห้องเครื่องจากการกระแทก ผลิตจากเหล็กกล้า (High-strength steel) ที่มีความหนา 2.3 มิลลิเมตร และมีความทนทานสูงตามมาตรฐานของฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ (Ford Performance)

         แผงกันชนหน้ามาพร้อมกับสีเงิน อีกทั้งยังมีชุดกันกระแทกด้านล่างที่ป้องกันเครื่องและระบบส่งกำลัง (transfer case)

         ทั้งสามส่วนนี้ที่ช่วยปกป้องชิ้นส่วนสำคัญต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหม้อน้ำ ระบบพวงมาลัยไฟฟ้า (Electric Power Assisted Steering-EPAS) ชุดสายพานหน้าเครื่อง (Front End Accessory Drive-FEAD) คานล่างด้านหน้า (Front cross-member) อ่างน้ำมันเครื่อง และชุดเฟืองขับส่วนหน้า

 ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ มาพร้อมกับระบบ Terrain Management System (TMS) สำหรับโหมดการขับขี่ทั้งหมด 6 รูปแบบ เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่หลากหลาย โดยผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดจากปุ่มบนพวงมาลัย อันประกอบด้วย

โหมดการขับขี่ทางเรียบ

• โหมดปกติ-เน้นความสบาย นุ่มนวล และประหยัดน้ำมัน

• โหมดสปอร์ต-ตอบโจทย์ผู้ที่มีใจรักการขับขี่ทางเรียบ เน้นการเปลี่ยนเกียร์เร็ว และฉับไวในขณะที่รอบเครื่องสูง พร้อมทั้งค้างรอบเครื่องสูงไว้เพื่อให้การตอบสนองคันเร่งที่ดีขึ้นอย่างที่ผู้ขับขี่ต้องการ

โหมดการขับขี่ออฟโรด

• โหมดหญ้า/กรวดหิน/หิมะ-ออกแบบมาให้ขับขี่บนทางออฟโรดที่มีพื้นผิวลื่น และเป็นหลุมบ่อ โดยระบบจะทำการเปลี่ยนเกียร์อย่างนุ่มนวลขึ้นพร้อมทั้งออกตัวด้วยเกียร์ที่ 2 ซึ่งจะช่วยเพิ่มความปลอดภัย และลดอัตราการลื่นไถลของล้อรถ

• โหมดโคลน/ทราย-ระบบจะปรับการตอบสนองของระบบควบคุมการลื่นไถลให้เหมาะสมกับพื้นผิวที่มีความลึก สามารถเปลี่ยนรูปร่างได้อย่างพื้นทรายและโคลน ด้วยการใช้เกียร์ต่ำที่มีแรงบิดสูง

• โหมดหิน-ใช้เมื่อขับขี่บนพื้นผิวในเขตภูเขาที่ลาดชัน ต้องใช้ความเร็วต่ำ และเน้นการควบคุมรถให้ขับเคลื่อนอย่างช้า ๆ

• โหมดบาฮา-ระบบจะปรับการตอบสนองของเครื่องยนต์ให้เหมาะกับการขับขี่ออฟโรดด้วยความเร็วสูงเสมือนนักแข่งแรลลี่กลางทะเลทรายบาฮาอันเลื่องชื่อ โดยระบบป้องกันล้อหมุนฟรีจะถูกตัดการทำงาน เพื่อไม่ให้แทรกแซงการทำงานของเครื่องยนต์ รวมทั้งเกียร์จะถูกปรับให้มีประสิทธิภาพการทำงานสูงสุด ระบบจะค้างรอบเครื่องไว้นานขึ้น และเปลี่ยนเกียร์ลงได้อย่างรวดเร็วยิ่งกว่าเดิม

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เครื่องยนต์ดีเซลใหม่ แบบ Bi-Turbo (เทอร์โบคู่) ขนาด 2.0 ลิตร กำลังสูงสุด 213 แรงม้า แรงบิด 500 นิวตัน-เมตร

 ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ด้วยการทำงานร่วมกันระหว่างเทอร์โบแรงดันสูง (HP) ที่เชื่อมต่อกับเทอร์โบแรงดันต่ำ (LP) ที่มีขนาดใหญ่กว่า และถูกควบคุมด้วยวาล์วบายพาสที่ทำหน้าที่ควบคุมลำดับการทำงานของเทอร์โบทั้งสองลูกโดยขึ้นอยู่กับความเร็วของเครื่องยนต์

         เมื่อรอบเครื่องยนต์ต่ำ เทอร์โบทั้งสองตัว จะทำงานตามลำดับเพื่อช่วยเพิ่มแรงบิดและการตอบสนอง

         เมื่อช่วงรอบเครื่องยนต์สูง อากาศจะไม่ไหลผ่านเทอร์โบแรงดันสูง ทำให้เทอร์โบแรงดันต่ำที่ใหญ่กว่าช่วยเพิ่มกำลังเครื่องยนต์ให้สูงขึ้น 

 ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ซึ่งมาจากแร็พเตอร์ เอฟ-150 ผลิตจากวัสดุเหล็กกล้า อะลูมิเนียมอัลลอย และคอมโพสิท เพื่อให้มีความทนทาน และมีน้ำหนักเบา

          เนื่องจากเกียร์มีทั้งหมด 10 จังหวะ ทำให้มีอัตราทดที่แคบลง จึงส่งผลให้มีอัตราเร่ง และการตอบสนองที่ดีขึ้น

         ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์มาพร้อมกับอัลกอริทึมที่เรียนรู้รูปแบบการขับขี่ ซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยให้มั่นใจว่ารถได้เลือกเกียร์ที่เหมาะสมที่สุด ระบบเกียร์อัตโนมัติลูกนี้ยังมีคุณสมบัติพิเศษที่เรียกว่า ‘Live in Drive’ ที่สามารถให้ผู้ขับขี่ใช้แป้น Paddle Shift เพื่อควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ด้วยตนเองได้ทุกเมื่อแม้อยู่ในเกียร์ D

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ระบบควบคุมพวงมาลัยแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Steering Program)

         เทคโนโลยีด้านการเชื่อมต่อ ซิงค์ 3 ซึ่งเป็นระบบสั่งงานด้วยเสียง

         ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (Electronic Stability Program)

         ระบบควบคุมการทรงตัวขณะลากจูง (Trailer Sway Control)

         ระบบช่วยออกตัวขณะจอดรถบนทางลาดชัน (Hill Launch Assist)

         ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางชัน (Hill Descent Control)

         ระบบควบคุมการบรรทุก (Load Adaptive Control)

         กล้องมองหลังแสดงภาพบนจอแอลซีดีขนาด 8 นิ้ว ซึ่งทำงานร่วมกับสัญญาณเตือนระยะจอดด้านหลัง

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ มาพร้อมกับระบบอำนวยความสะดวก ระบบผ่อนแรงฝากระบะท้าย (EZ Lift Tailgate) ด้วยกลไกผ่อนแรง จะช่วยผ่อนแรงของผู้ใช้ลงไป 66 เปอร์เซ็นต์

         กุญแจรีโมทอัจฉริยะ และปุ่มสตาร์ทรถอัตโนมัติ ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถล็อก ปลดล็อก และสตาร์ท


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: มะอุอุ ที่ 28,03, 2018, 19:40:13
http://drivetripper.com/FORD-RANGER-RAPTOR-LAUNCH-Thailand

FORD RANGER RAPTOR ประกาศราคาจำหน่าย


http://drivetripper.com/FORD-RANGER-RAPTOR-LAUNCH-Thailand

FORD RANGER RAPTOR ประกาศราคาจำหน่าย 1,699,000.-บาท

• • • ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ (Ford Ranger Raptor) อัดแน่นด้วยดีเอ็นเอของฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ (Ford Performance)

         ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ กระจังหน้าใหม่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก ฟอร์ด เอฟ-150 แร็พเตอร์ ซึ่งเป็นรถกระบะออฟโรดสมรรถนะสูงคันแรกของโลกจากโรงงาน

         โลโก้ฟอร์ดสะกดด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ภาษาอังกฤษอันเป็นเอกลักษณ์ จัดวางอยู่บนกระจังหน้าอย่างองอาจ

  ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ชุดกันชนด้านหน้าซึ่งติดกับเฟรมรถ ได้รับการออกแบบให้มีความทนทานสำหรับการขับขี่ในทะเลทราย และดูน่าเกรงขาม

         แผงกันชนด้านหน้ายังมาพร้อมไฟตัดหมอกแบบ LED และช่องรีดอากาศ ที่ช่วยลดการต้านลมของตัวรถได้เป็นอย่างดี

  ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ แก้มข้างรถคู่หน้าแบบใหม่ ผลิตจากวัสดุคอมโพสิท ไม่เพียงแต่ดูแข็งแกร่ง แต่ยังทนต่อการบุบ และรอยขีดข่วนที่มักจะเกิดจากการใช้งานออฟโรด

         แก้มข้างรถคู่หน้าที่ถูกตีโป่งขยายออกนั้น เพื่อรองรับระยะยุบตัวของโช้คที่เพิ่มมากขึ้น

ยาง All-terrain BF Goodrich 285/70 R17 ที่พัฒนาขึ้นมาเป็นพิเศษสำหรับฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์โดยเฉพาะ

 ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ รูปลักษณ์ของตัวรถยังดูใหญ่ขึ้นในทุกมิติ มาพร้อมความสูงถึง 1,873 มิลลิเมตร ความกว้าง 2,180 มิลลิเมตร และความยาว 5,398 มิลลิเมตร

         ระยะช่วงล้อหน้าและหลัง กว้างขึ้นเป็น 1,710 มิลลิเมตร

         ความสูงใต้ท้องรถเพิ่มขึ้นเป็น 283 มิลลิเมตร

         มุมไต่ที่ 32.5 องศา มุมคร่อมที่ 24 องศา และมุมจากที่ 24 องศา

บันไดข้างรถของฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้เศษหินกระแทกกับตัวถังรถด้านหลัง

         รูที่ถูกเจาะนั้นถูกออกแบบมาเพื่อให้ระบายทราย โคลน และหิมะได้ โดยผลิตจากอะลูมิเนียม อัลลอย เพื่อเพิ่มความคงทนโดยเฉพาะ

         ทั้งยังผ่านการทดสอบด้วยการกดน้ำหนัก 100 กิโลกรัม ถึง 84,000 ครั้ง เพื่อจำลองการใช้งานในสนามทดสอบจริงกว่า 10 ปี

         ทำการเคลือบถึงสองชั้น โดยทำการพ่นสี powder-coated ก่อนพ่น grit-paint ทับอีกชั้น เพื่อมอบความรู้สึกแข็งแกร่ง ทั้งยังมีความทนทานสูงต่อรอยขีดข่วน และรอยเปื้อน

  ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ บริเวณกันชนท้ายได้ผ่านการปรับปรุงโดยเพิ่มชุดตะขอเกี่ยวจำนวน 2 ชุด ที่รองรับการลากจูงได้ถึง 3.8 ตัน

         ท้ายรถยังได้รับการพัฒนาด้วยกรอบตัวเซ็นเซอร์ที่เรียบเสมอกับตัวถัง และตัวเชื่อมขอลากที่ได้รับการติดตั้งและออกแบบพิเศษ

         ส่วนท้ายกระบะมอบพื้นที่ใช้งานอย่างกว้างขวางด้วยขนาด 1,560 x 1,743 มิลลิเมตร ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ที่ชื่นชอบการผจญภัยในช่วงวันหยุด

 ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เบาะที่นั่งได้รับการออกแบบเป็นพิเศษ เพื่อรองรับการใช้งานการขับขี่แบบออฟโรดความเร็วสูง การเลือกใช้หนังกลับเป็นวัสดุของเบาะนั้น ช่วยให้ผู้ขับขี่ และผู้โดยสารยึดเกาะที่นั่งได้ดียิ่งขึ้น

         เบาะที่นั่งที่มีความหนาเป็นพิเศษผ่านการตรวจประเมินคุณภาพในทุกจุด ช่วยในเรื่องการรองรับด้านข้าง และยังช่วยลดความรู้สึกถึงการสะเทือนของรถ ซึ่งความสำเร็จนี้เกิดขึ้นจากการปรับปรุงโครงสร้าง โดยออกแบบให้เบาะมีการโอบด้านข้างมากขึ้นเพื่อช่วยในการประคองผู้ขับขี่

พวงมาลัยของฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ มาพร้อมกับแป้น Paddle Shift ขนาดใหญ่ที่ผลิตจากแม็กนีเซียมน้ำหนักเบา

         ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ มีแถบบอกตำแหน่งองศาพวงมาลัย On-Centre Marker ที่เป็นแถบสีแดงด้านบนของพวงมาลัย ช่วยให้นักขับออฟโรดทราบถึงตำแหน่งองศาของพวงมาลัยขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูง

         ฟอร์ดยังได้สลักลายโลโก้แร็พเตอร์ลงบนขอบพวงมาลัย เพื่อมอบความโดดเด่นสะดุดตาอีกด้วย

แชสซีส์ได้ถูกออกแบบมาใหม่เพื่อรองรับระบบช่วงล่างที่ใหญ่ขึ้น ทำให้ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ สามารถเพิ่มระยะช่วงล้อคู่หน้าและหลัง และยังเพิ่มระยะการให้ตัวของล้อได้มากขึ้น

         แชสซีส์ผลิตจากเหล็กอัลลอย HSLA (High-Strength Low-Alloy) เกรดต่าง ๆ อีกทั้งยังเสริมความแข็งแรงด้านข้างของแชสซีส์ (side-rails) เพื่อรองรับแรงกระแทกที่เกิดจากการขับขี่ด้วยความเร็วสูง

แชสซีส์ด้านหน้าของฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ได้มีการเพิ่มความแข็งแรงของจุดยึดหูโช้คที่ถูกขยายความสูงขึ้นมา ในขณะที่ระบบกันสะเทือนหลังเป็นแบบคอยล์โอเวอร์ช็อคซึ่งทำขึ้นมาพิเศษให้เฉพาะเรนเจอร์ แร็พเตอร์ เท่านั้น

         ระบบวัตต์ลิงค์ ช่วยให้เพลาเคลื่อนที่ขึ้น-ลงได้อย่างอิสระโดยที่มีการขยับตัวในแนวราบน้อยมาก

         อีกทั้งยังมีชุดตะขอเกี่ยว 2 ชุดด้านหน้าและด้านหลังที่รองรับน้ำหนักจากการลากจูงได้ถึง 3.8 ตัน และโครงสร้างแท่นยึดยางอะไหล่ที่ถูกเสริมความแข็งแรงเพื่อรองรับยางอะไหล่ขนาดใหญ่ถึง 17 นิ้ว

  ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ มาพร้อมกับระบบเบรกอันทรงพลังโดยการใช้ชิ้นส่วนพิเศษที่ทำขึ้นเฉพาะรุ่น คาลิเปอร์เบรกคู่หน้าเป็นแบบลูกสูบคู่ ที่เพิ่มขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางขึ้น 9.5 มิลลิเมตร มาพร้อมกับจานเบรกคู่หน้าแบบมีครีบระบายความร้อนที่มีขนาดใหญ่ถึง 332 x 32 มิลลิเมตร

         ส่วนด้านหลังมาพร้อมกับดิสก์เบรกที่มาพร้อมกับระบบ brake actuation master cylinder ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเบรกให้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีจานเบรกแบบมีครีบระบายความร้อนขนาด 332 x 24 มิลลิเมตร คู่กับคาลิเปอร์เบรกใหม่ขนาด 54 มิลลิเมตร

ระบบช่วงล่างสายพันธุ์รถแข่งของฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ได้รับการออกแบบมาเพื่อรับมือกับการขับขี่ที่ความเร็วสูงบนสภาพพื้นผิวขรุขระ ด้วยโช้คแบบ Position Sensitive Damping (PSD) ที่จะเพิ่มแรงต้านเมื่อมีการกระแทกเต็มช่วงยุบกระบอกสูบ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่แบบออฟโรดให้ดียิ่งขึ้น และจะลดแรงต้านเมื่อขับขี่บนถนนทางเรียบ เพื่อการขับขี่ที่นุ่มนวล

โช้คอัพของฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ผลิตขึ้นมาเป็นพิเศษ โดย Fox Racing Shox ใช้ลูกสูบขนาด 46.6 มิลลิเมตร ทั้งคู่หน้าและหลัง ช่วงล่างถูกออกแบบมาให้มีระยะการให้ตัวของล้อสูงเพื่อความสามารถในการซับแรงกระแทกขณะขับออฟโรด แต่ด้วยระบบบายพาสภายใน (Internal Bypass technology) จึงทำให้การขับขี่บนถนนทางเรียบเป็นไปอย่างราบรื่น

   ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ยังมีปีกนกที่ทำจากอะลูมิเนียม โดยปีกนกบนทำด้วยวิธีการฟอร์จ และปีกนกล่างใช้วิธีการหล่อ เพื่อให้ระบบช่วงล่างทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ แข็งแรงทนทานต่อการขับขี่แบบออฟโรดถึงขีดสุด

  ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ยังมาพร้อมกับแผงกันกระแทกด้านล่างอันเป็นเอกลักษณ์ ที่ช่วยปกป้องห้องเครื่องจากการกระแทก ผลิตจากเหล็กกล้า (High-strength steel) ที่มีความหนา 2.3 มิลลิเมตร และมีความทนทานสูงตามมาตรฐานของฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ (Ford Performance)

         แผงกันชนหน้ามาพร้อมกับสีเงิน อีกทั้งยังมีชุดกันกระแทกด้านล่างที่ป้องกันเครื่องและระบบส่งกำลัง (transfer case)

         ทั้งสามส่วนนี้ที่ช่วยปกป้องชิ้นส่วนสำคัญต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหม้อน้ำ ระบบพวงมาลัยไฟฟ้า (Electric Power Assisted Steering-EPAS) ชุดสายพานหน้าเครื่อง (Front End Accessory Drive-FEAD) คานล่างด้านหน้า (Front cross-member) อ่างน้ำมันเครื่อง และชุดเฟืองขับส่วนหน้า

 ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ มาพร้อมกับระบบ Terrain Management System (TMS) สำหรับโหมดการขับขี่ทั้งหมด 6 รูปแบบ เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่หลากหลาย โดยผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดจากปุ่มบนพวงมาลัย อันประกอบด้วย

โหมดการขับขี่ทางเรียบ

• โหมดปกติ-เน้นความสบาย นุ่มนวล และประหยัดน้ำมัน

• โหมดสปอร์ต-ตอบโจทย์ผู้ที่มีใจรักการขับขี่ทางเรียบ เน้นการเปลี่ยนเกียร์เร็ว และฉับไวในขณะที่รอบเครื่องสูง พร้อมทั้งค้างรอบเครื่องสูงไว้เพื่อให้การตอบสนองคันเร่งที่ดีขึ้นอย่างที่ผู้ขับขี่ต้องการ

โหมดการขับขี่ออฟโรด

• โหมดหญ้า/กรวดหิน/หิมะ-ออกแบบมาให้ขับขี่บนทางออฟโรดที่มีพื้นผิวลื่น และเป็นหลุมบ่อ โดยระบบจะทำการเปลี่ยนเกียร์อย่างนุ่มนวลขึ้นพร้อมทั้งออกตัวด้วยเกียร์ที่ 2 ซึ่งจะช่วยเพิ่มความปลอดภัย และลดอัตราการลื่นไถลของล้อรถ

• โหมดโคลน/ทราย-ระบบจะปรับการตอบสนองของระบบควบคุมการลื่นไถลให้เหมาะสมกับพื้นผิวที่มีความลึก สามารถเปลี่ยนรูปร่างได้อย่างพื้นทรายและโคลน ด้วยการใช้เกียร์ต่ำที่มีแรงบิดสูง

• โหมดหิน-ใช้เมื่อขับขี่บนพื้นผิวในเขตภูเขาที่ลาดชัน ต้องใช้ความเร็วต่ำ และเน้นการควบคุมรถให้ขับเคลื่อนอย่างช้า ๆ

• โหมดบาฮา-ระบบจะปรับการตอบสนองของเครื่องยนต์ให้เหมาะกับการขับขี่ออฟโรดด้วยความเร็วสูงเสมือนนักแข่งแรลลี่กลางทะเลทรายบาฮาอันเลื่องชื่อ โดยระบบป้องกันล้อหมุนฟรีจะถูกตัดการทำงาน เพื่อไม่ให้แทรกแซงการทำงานของเครื่องยนต์ รวมทั้งเกียร์จะถูกปรับให้มีประสิทธิภาพการทำงานสูงสุด ระบบจะค้างรอบเครื่องไว้นานขึ้น และเปลี่ยนเกียร์ลงได้อย่างรวดเร็วยิ่งกว่าเดิม

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เครื่องยนต์ดีเซลใหม่ แบบ Bi-Turbo (เทอร์โบคู่) ขนาด 2.0 ลิตร กำลังสูงสุด 213 แรงม้า แรงบิด 500 นิวตัน-เมตร

 ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ด้วยการทำงานร่วมกันระหว่างเทอร์โบแรงดันสูง (HP) ที่เชื่อมต่อกับเทอร์โบแรงดันต่ำ (LP) ที่มีขนาดใหญ่กว่า และถูกควบคุมด้วยวาล์วบายพาสที่ทำหน้าที่ควบคุมลำดับการทำงานของเทอร์โบทั้งสองลูกโดยขึ้นอยู่กับความเร็วของเครื่องยนต์

         เมื่อรอบเครื่องยนต์ต่ำ เทอร์โบทั้งสองตัว จะทำงานตามลำดับเพื่อช่วยเพิ่มแรงบิดและการตอบสนอง

         เมื่อช่วงรอบเครื่องยนต์สูง อากาศจะไม่ไหลผ่านเทอร์โบแรงดันสูง ทำให้เทอร์โบแรงดันต่ำที่ใหญ่กว่าช่วยเพิ่มกำลังเครื่องยนต์ให้สูงขึ้น 

 ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ซึ่งมาจากแร็พเตอร์ เอฟ-150 ผลิตจากวัสดุเหล็กกล้า อะลูมิเนียมอัลลอย และคอมโพสิท เพื่อให้มีความทนทาน และมีน้ำหนักเบา

          เนื่องจากเกียร์มีทั้งหมด 10 จังหวะ ทำให้มีอัตราทดที่แคบลง จึงส่งผลให้มีอัตราเร่ง และการตอบสนองที่ดีขึ้น

         ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์มาพร้อมกับอัลกอริทึมที่เรียนรู้รูปแบบการขับขี่ ซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยให้มั่นใจว่ารถได้เลือกเกียร์ที่เหมาะสมที่สุด ระบบเกียร์อัตโนมัติลูกนี้ยังมีคุณสมบัติพิเศษที่เรียกว่า ‘Live in Drive’ ที่สามารถให้ผู้ขับขี่ใช้แป้น Paddle Shift เพื่อควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ด้วยตนเองได้ทุกเมื่อแม้อยู่ในเกียร์ D

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ระบบควบคุมพวงมาลัยแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Steering Program)

         เทคโนโลยีด้านการเชื่อมต่อ ซิงค์ 3 ซึ่งเป็นระบบสั่งงานด้วยเสียง

         ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (Electronic Stability Program)

         ระบบควบคุมการทรงตัวขณะลากจูง (Trailer Sway Control)

         ระบบช่วยออกตัวขณะจอดรถบนทางลาดชัน (Hill Launch Assist)

         ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางชัน (Hill Descent Control)

         ระบบควบคุมการบรรทุก (Load Adaptive Control)

         กล้องมองหลังแสดงภาพบนจอแอลซีดีขนาด 8 นิ้ว ซึ่งทำงานร่วมกับสัญญาณเตือนระยะจอดด้านหลัง

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ มาพร้อมกับระบบอำนวยความสะดวก ระบบผ่อนแรงฝากระบะท้าย (EZ Lift Tailgate) ด้วยกลไกผ่อนแรง จะช่วยผ่อนแรงของผู้ใช้ลงไป 66 เปอร์เซ็นต์

         กุญแจรีโมทอัจฉริยะ และปุ่มสตาร์ทรถอัตโนมัติ ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถล็อก ปลดล็อก และสตาร์ท

ไหวกันมั้ยครับ ราคารุนแรงมาก เป็นรถที่ออกแบบมาใหม่หมด ไม่ใช่ซีรี่ย์เดิม ช่วงล่วงแบบคอยสปริง ถ้าประกอบนอก 2 ล้านอัพ..


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 29,03, 2018, 20:20:29
https://www.prachachat.net/general/news-137197

ดีเดย์ 1 เมษา 5 น้ำดื่มยักษ์ใหญ่ประกาศเลิกใช้แคปซีล คพ.ยิ้มลดขยะ 2.6 พันล้านชิ้นต่อปี

เมื่อวันที่ 29 มีนาคม ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) นางสุณี ปิยะพันธุ์พงศ์ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีการผลิตขวดพลาสติกเพื่อบรรจุน้ำดื่ม ประมาณ 4,400 ล้านขวดต่อปี มีการใช้แคปซีล ร้อยละ 60 หรือประมาณ 2,600 ล้านขวด ก่อให้เกิดขยะพลาสติก 2,600 ล้านชิ้น หรือคิดเป็นน้ำหนักประมาณ 520 ตัน แคปซีลผลิตจากพลาสติกพีวีซี มีขนาดชิ้นเล็ก น้ำหนักเบา ง่ายต่อการทิ้งกระจัดกระจายลงในสิ่งแวดล้อม แต่ยากต่อการรวบรวมและจัดเก็บเพื่อนำกลับมารีไซเคิลและไม่คุ้มทุนในการดำเนินการ หากไม่มีการรวบรวมไปกำจัดอย่างถูกต้อง แคปซีลจะเป็นส่วนที่ก่อให้เกิดปัญหาการอุดตันตามท่อระบายน้ำ บางส่วนตกค้างในสิ่งแวดล้อมบนบก บางส่วนไหลลงสู่แม่น้ำ ลำคลอง และท้องทะเล จากข้อมูลการผ่าซากสัตว์ทะเลที่ตายจะพบว่ามีสาเหตุจากการกินแคปซีลซึ่งรวมอยู่กับพลาสติกอื่นๆ

นางสุณีกล่าวต่อว่า ขณะที่หลายๆ ประเทศไม่มีการใช้แคปซีล เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ จีน เกาหลี ไต้หวัน ญี่ปุ่น เยอรมัน ฝรั่งเศส อิตาลี อังกฤษ สำหรับประเทศไทยน้ำดื่มบรรจุขวดมีทั้งที่ใช้และไม่ใช้แคปซีล ดังนั้น เพื่อเป็นการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการป้องกันและแก้ไขปัญหาขยะพลาสติก คพ.ได้ลงนามบันทึกความร่วมมือการเลิกใช้พลาสติกหุ้มฝาขวดน้ำดื่มเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ร่วมกับสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กรมประชาสัมพันธ์ สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทย สถาบันพลาสติก กลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมอุตสาหกรรมพลาสติกไทย และสมาคมผู้ค้าปลีกไทย โดยมีบริษัทผู้ผลิตน้ำดื่มรายใหญ่ 5 ราย ประกอบด้วย 1.บริษัท บุญรอด เทรดดิ้ง จำกัด ผู้ผลิตน้ำดื่มสิงห์ 2.บริษัท เสริมสุข จำกัด มหาชน (จำกัด) ผู้ผลิตน้ำดื่มคริสตัล 3.บริษัท ไทยดริ้งค์ จำกัด ผู้ผลิตน้ำดื่มช้าง 4.บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ผู้ผลิตน้ำดื่มเนสท์เล่ เพียวไลฟ์ และ 5.บริษัท คาราบาวกรุ๊ฟ จำกัด (มหาชน ) ผู้ผลิตน้ำดื่มคาราบาว เป็นผู้นำในการเลิกใช้แคปซีลในการผลิตน้ำดื่ม โดยดีเดย์ในวันที่ 1 เมษายนนี้

อธิบดีคพ. กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ คพ.ได้ขยายผลส่งเสริมการยกเลิกใช้แคปซีล ขอความร่วมมือไปยังทุกกระทรวง เช่น การประชุมที่มีการบริการน้ำดื่มที่ไม่ใช้แคปซีล เป็นต้น รวมทั้งประชาสัมพันธ์ สร้างความรู้ ความเข้าใจในประเด็น “น้ำสะอาดไม่ต้องมีแคปซีล”ให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานรวมทั้งประชาชนทั่วไปทางช่องทางสื่อต่างๆ ขณะที่การจรวจสอบน้ำดื่มบรรจุขวดหลากหลายยี่ห้อที่ไม่ใช้แคปซีลที่วางจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อหรือซุปเปอร์มาเก็ตในห้างสรรพสินค้า พบมีน้ำดื่มหลายยี่ห้อที่ไม่ใช้แคปซีลแล้ว อาทิ น้ำทิพย์ ออร่า สปริงเคิล น้ำแร่มิเนเร่ น้ำแร่เอเวียง น้ำแร่มองต์เฟลอ อควาฟิน่า เซเว่น โลตัส ทั้งนี้เป้าหมายภายในปี 2562 ประเทศไทยจะไม่มีการใช้แคปซีลในขวดน้ำดื่มทั่วประเทศ ซึ่งจะสามารถช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากขยะพลาสติก โดยสามารถลดปริมาณขยะพลาสติกหุ้มฝาขวดน้ำดื่มที่ตกค้างในสิ่งแวดล้อมทั้งทางบกและทางทะเลได้ถึง 2,600 ล้านชิ้นต่อปี หรือ 520 ตันต่อปี


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: มะอุอุ ที่ 29,03, 2018, 21:27:23
https://www.prachachat.net/general/news-137197

ดีเดย์ 1 เมษา 5 น้ำดื่มยักษ์ใหญ่ประกาศเลิกใช้แคปซีล คพ.ยิ้มลดขยะ 2.6 พันล้านชิ้นต่อปี

เมื่อวันที่ 29 มีนาคม ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) นางสุณี ปิยะพันธุ์พงศ์ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีการผลิตขวดพลาสติกเพื่อบรรจุน้ำดื่ม ประมาณ 4,400 ล้านขวดต่อปี มีการใช้แคปซีล ร้อยละ 60 หรือประมาณ 2,600 ล้านขวด ก่อให้เกิดขยะพลาสติก 2,600 ล้านชิ้น หรือคิดเป็นน้ำหนักประมาณ 520 ตัน แคปซีลผลิตจากพลาสติกพีวีซี มีขนาดชิ้นเล็ก น้ำหนักเบา ง่ายต่อการทิ้งกระจัดกระจายลงในสิ่งแวดล้อม แต่ยากต่อการรวบรวมและจัดเก็บเพื่อนำกลับมารีไซเคิลและไม่คุ้มทุนในการดำเนินการ หากไม่มีการรวบรวมไปกำจัดอย่างถูกต้อง แคปซีลจะเป็นส่วนที่ก่อให้เกิดปัญหาการอุดตันตามท่อระบายน้ำ บางส่วนตกค้างในสิ่งแวดล้อมบนบก บางส่วนไหลลงสู่แม่น้ำ ลำคลอง และท้องทะเล จากข้อมูลการผ่าซากสัตว์ทะเลที่ตายจะพบว่ามีสาเหตุจากการกินแคปซีลซึ่งรวมอยู่กับพลาสติกอื่นๆ

นางสุณีกล่าวต่อว่า ขณะที่หลายๆ ประเทศไม่มีการใช้แคปซีล เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ จีน เกาหลี ไต้หวัน ญี่ปุ่น เยอรมัน ฝรั่งเศส อิตาลี อังกฤษ สำหรับประเทศไทยน้ำดื่มบรรจุขวดมีทั้งที่ใช้และไม่ใช้แคปซีล ดังนั้น เพื่อเป็นการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการป้องกันและแก้ไขปัญหาขยะพลาสติก คพ.ได้ลงนามบันทึกความร่วมมือการเลิกใช้พลาสติกหุ้มฝาขวดน้ำดื่มเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ร่วมกับสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กรมประชาสัมพันธ์ สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทย สถาบันพลาสติก กลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมอุตสาหกรรมพลาสติกไทย และสมาคมผู้ค้าปลีกไทย โดยมีบริษัทผู้ผลิตน้ำดื่มรายใหญ่ 5 ราย ประกอบด้วย 1.บริษัท บุญรอด เทรดดิ้ง จำกัด ผู้ผลิตน้ำดื่มสิงห์ 2.บริษัท เสริมสุข จำกัด มหาชน (จำกัด) ผู้ผลิตน้ำดื่มคริสตัล 3.บริษัท ไทยดริ้งค์ จำกัด ผู้ผลิตน้ำดื่มช้าง 4.บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ผู้ผลิตน้ำดื่มเนสท์เล่ เพียวไลฟ์ และ 5.บริษัท คาราบาวกรุ๊ฟ จำกัด (มหาชน ) ผู้ผลิตน้ำดื่มคาราบาว เป็นผู้นำในการเลิกใช้แคปซีลในการผลิตน้ำดื่ม โดยดีเดย์ในวันที่ 1 เมษายนนี้

อธิบดีคพ. กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ คพ.ได้ขยายผลส่งเสริมการยกเลิกใช้แคปซีล ขอความร่วมมือไปยังทุกกระทรวง เช่น การประชุมที่มีการบริการน้ำดื่มที่ไม่ใช้แคปซีล เป็นต้น รวมทั้งประชาสัมพันธ์ สร้างความรู้ ความเข้าใจในประเด็น “น้ำสะอาดไม่ต้องมีแคปซีล”ให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานรวมทั้งประชาชนทั่วไปทางช่องทางสื่อต่างๆ ขณะที่การจรวจสอบน้ำดื่มบรรจุขวดหลากหลายยี่ห้อที่ไม่ใช้แคปซีลที่วางจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อหรือซุปเปอร์มาเก็ตในห้างสรรพสินค้า พบมีน้ำดื่มหลายยี่ห้อที่ไม่ใช้แคปซีลแล้ว อาทิ น้ำทิพย์ ออร่า สปริงเคิล น้ำแร่มิเนเร่ น้ำแร่เอเวียง น้ำแร่มองต์เฟลอ อควาฟิน่า เซเว่น โลตัส ทั้งนี้เป้าหมายภายในปี 2562 ประเทศไทยจะไม่มีการใช้แคปซีลในขวดน้ำดื่มทั่วประเทศ ซึ่งจะสามารถช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากขยะพลาสติก โดยสามารถลดปริมาณขยะพลาสติกหุ้มฝาขวดน้ำดื่มที่ตกค้างในสิ่งแวดล้อมทั้งทางบกและทางทะเลได้ถึง 2,600 ล้านชิ้นต่อปี หรือ 520 ตันต่อปี


น่าจะเป็นการลดต้นทุนมากกว่านะครับ
ส่วนลดขยะน่าจะเป็นผลพลอยได้ที่ตามมา


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 31,03, 2018, 00:22:30
น่าจะเป็นการลดต้นทุนมากกว่านะครับ
ส่วนลดขยะน่าจะเป็นผลพลอยได้ที่ตามมา


ครับผม

https://money.sanook.com/555265/

ไก่สดไทยรีเทิร์น! ส่งออกไปจีนล็อตแรก หลังหยุดเพราะไข้หวัดนกตั้งแต่ปี 47

นายนิวัติ สุธีชัยกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายเหริน ยี่เซิง กงสุลใหญ่สาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมด้วยผู้ประกอบการไทยและจีน ร่วมกันปล่อยตู้คอนเทนเนอร์บรรจุผลิตภัณฑ์สัตว์ปีก (ไก่สด) เที่ยวปฐมฤกษ์ ออกจากท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนแห่งที่ 2 ไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน

หลังไทยต้องหยุดส่งออกไก่สดแช่แข็งไปจีน เนื่องจากพบการแพร่ระบาดโรคไข้หวัดนก ตั้งแต่ต้นปี 2547 แต่เมื่อปี 2560 กรมปศุสัตว์ได้เชิญคณะผู้เชี่ยวชาญจากจีนมาตรวจสอบระบบการกำกับดูแลการผลิตเนื้อสัตว์ปีก ทำให้จีนมีความพึงพอใจ นำมาสู่การทำพิธีสารว่าด้วยเงื่อนไขหลักเกณฑ์การตรวจสอบการกักกันและสุขอนามัยในการนำเข้าไก่แช่แข็งและชิ้นส่วนจากราชอาณาจักรไทย ไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างสำนักงานกำกับควบคุมคุณภาพ ตรวจสอบกักกันแห่งชาติ (AQSIQ) สาธารณรัฐประชาชนจีน และกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์


โดยเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 61 เป็นการส่งออกไก่แช่แข็ง ล็อตแรกจาก 7 โรงงาน รวม 14 ตู้คอนเทนเนอร์ มูลค่าทั้งหมด 35 ล้านบาท ผ่านทางท่าเรือเชียงแสนแห่งที่ 2 ซึ่งผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรฯ เปิดเผยว่า ต้องขอขอบคุณทางรัฐบาลจีน ที่ให้ความร่วมมือในเรื่องการส่งออก โดยเฉพาะการตรวจรับรองโรงงานของไทยที่จะสามารถส่งออกไก่แช่แข็ง

ปัจจุบันไทยส่งออกไก่แช่แข็งเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากบราซิล และสหรัฐอเมริกา ในอาเซียนด้วยกัน ไม่มีประเทศไหนสู้ประเทศไทยได้ เพราะฉะนั้นการันตีได้ว่า คุณภาพไก่ที่ส่งไปจีนในวันนี้เป็นที่ยอมรับแน่นอน

กรมปศุสัตว์ประเมินว่า มูลค่าการส่งออกไก่แช่แข็งเฉพาะ 7 โรงงาน น่าจะนำรายได้เข้าประเทศปีนี้กว่า 7,000 ล้านบาท และรวมโรงงานที่มีอยู่ทั้งหมด 16 โรงงาน คาดว่าจะทำเงินได้กว่า 20,000 ล้านบาท ถือเป็นอีกหนึ่งความหวังให้ตลาดไก่ของไทย นอกจากตลาดที่ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป หรือ อียูแล้ว ก็ยังมีตลาดจีนรองรับด้วย


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: มะอุอุ ที่ 31,03, 2018, 12:48:21
ครับผม

https://money.sanook.com/555265/

ไก่สดไทยรีเทิร์น! ส่งออกไปจีนล็อตแรก หลังหยุดเพราะไข้หวัดนกตั้งแต่ปี 47

นายนิวัติ สุธีชัยกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายเหริน ยี่เซิง กงสุลใหญ่สาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมด้วยผู้ประกอบการไทยและจีน ร่วมกันปล่อยตู้คอนเทนเนอร์บรรจุผลิตภัณฑ์สัตว์ปีก (ไก่สด) เที่ยวปฐมฤกษ์ ออกจากท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนแห่งที่ 2 ไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน

หลังไทยต้องหยุดส่งออกไก่สดแช่แข็งไปจีน เนื่องจากพบการแพร่ระบาดโรคไข้หวัดนก ตั้งแต่ต้นปี 2547 แต่เมื่อปี 2560 กรมปศุสัตว์ได้เชิญคณะผู้เชี่ยวชาญจากจีนมาตรวจสอบระบบการกำกับดูแลการผลิตเนื้อสัตว์ปีก ทำให้จีนมีความพึงพอใจ นำมาสู่การทำพิธีสารว่าด้วยเงื่อนไขหลักเกณฑ์การตรวจสอบการกักกันและสุขอนามัยในการนำเข้าไก่แช่แข็งและชิ้นส่วนจากราชอาณาจักรไทย ไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างสำนักงานกำกับควบคุมคุณภาพ ตรวจสอบกักกันแห่งชาติ (AQSIQ) สาธารณรัฐประชาชนจีน และกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์


โดยเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 61 เป็นการส่งออกไก่แช่แข็ง ล็อตแรกจาก 7 โรงงาน รวม 14 ตู้คอนเทนเนอร์ มูลค่าทั้งหมด 35 ล้านบาท ผ่านทางท่าเรือเชียงแสนแห่งที่ 2 ซึ่งผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรฯ เปิดเผยว่า ต้องขอขอบคุณทางรัฐบาลจีน ที่ให้ความร่วมมือในเรื่องการส่งออก โดยเฉพาะการตรวจรับรองโรงงานของไทยที่จะสามารถส่งออกไก่แช่แข็ง

ปัจจุบันไทยส่งออกไก่แช่แข็งเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากบราซิล และสหรัฐอเมริกา ในอาเซียนด้วยกัน ไม่มีประเทศไหนสู้ประเทศไทยได้ เพราะฉะนั้นการันตีได้ว่า คุณภาพไก่ที่ส่งไปจีนในวันนี้เป็นที่ยอมรับแน่นอน

กรมปศุสัตว์ประเมินว่า มูลค่าการส่งออกไก่แช่แข็งเฉพาะ 7 โรงงาน น่าจะนำรายได้เข้าประเทศปีนี้กว่า 7,000 ล้านบาท และรวมโรงงานที่มีอยู่ทั้งหมด 16 โรงงาน คาดว่าจะทำเงินได้กว่า 20,000 ล้านบาท ถือเป็นอีกหนึ่งความหวังให้ตลาดไก่ของไทย นอกจากตลาดที่ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป หรือ อียูแล้ว ก็ยังมีตลาดจีนรองรับด้วย


ดีครับ เห็นข่าวนี้แล้วชื่นใจขึ้นมาหน่อย ขอให้ส่งออกไทยทำเงินเยอะๆ


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 01,04, 2018, 06:22:21
https://www.prachachat.net/facebook-instant-article/news-137610

เร่งเดินเรือ “เฟอร์รี่” พันล้าน เชื่อมปากน้ำปราณ-จุกเสม็ด-


สร้างแน่ - หลังถูกเก็บใส่ลิ้นชักหลายรอบ ล่าสุดกรมเจ้าท่ากำลังเร่งศึกษาเส้นทางเดินเรือเฟอร์รี่เชื่อมโยงตะวันออก-ตะวันตกของทะเลอ่าวไทยรองรับขนส่งและท่องเที่ยว
นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า หลังลงพื้นที่ดูการพัฒนาเส้นทางเดินเรือเชื่อมโยงฝั่งตะวันออกและตะวันตกของอ่าวไทยตอนบน (east-west ferry) พบว่าท่าเทียบเรือฝั่งตะวันตกมีจำนวนน้อยและมีขนาดเล็ก การเพิ่มจำนวนท่าเทียบเรือด้านตะวันตก จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยส่งเสริมให้การท่องเที่ยวและการขนส่งสินค้าเพิ่มมากขึ้น นอกจากท่าเทียบเรือเฟอร์รี่ข้ามอ่าวไทยระหว่างพัทยา-หัวหิน ที่เชื่อมสองฝั่งอ่าวไทย ใช้เวลาเดินทาง 2 ชั่วโมง หลังเปิดบริการ 1 ปี มีผู้โดยสาร 60,000 คนต่อปี

รวมทั้งมอบกรมเจ้าท่าพิจารณาความเหมาะสมสร้างท่าเรือขนาดเล็กเพิ่มเติม บริเวณปากน้ำปราณฯ และศึกษาและออกแบบพัฒนาเส้นทางเดินเรือเฟอร์รี่ข้ามอ่าวไทย ระหว่างท่าเรือจุกเสม็ด-ปากน้ำปราณฯ ให้แล้วเสร็จตามแผน



ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ล่าสุดกรมเจ้าท่าอยู่ระหว่างสรุปผลศึกษาความเหมาะสมเดินเรือเฟอร์รี่ เชื่อมโยงระบบการขนส่งสินค้าและการท่องเที่ยว เชื่อมโยง 2 จุดยุทธศาสตร์พื้นที่อ่าวไทยตอนบน จ.เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวกับท่าเรือน้ำลึกที่มีศักยภาพสูง จ.ชลบุรี มี 4 พื้นที่ทางเลือก ได้แก่ ปากน้ำปราณบุรี ปากคลองเขาตะเกียบ ท่าเทียบเรือท่องเที่ยวพัทยา และท่าเทียบเรือเชิงพาณิชยัสัตหีบ (จุกเสม็ด) โดยเส้นทางเหมาะสมคาดว่าอยู่ที่ปากน้ำปราณบุรี-จุกเสม็ด โดยท่าเรือจุกเสม็ดกองทัพเรือจะเป็นผู้พัฒนา ส่วนท่าเรือปากน้ำปราณบุรีกรมเจ้าท่าจะเป็นผู้พัฒนาลงทุน จะเปิดให้เอกชนลงทุน PPP คาดว่าจะใช้เวลาพัฒนา 2 ปี โดยโครงการดังกล่าวจะรองรับการลงทุนและท่องเที่ยวในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี)

นายพีรพงศ์ ประสพสุขเจริญ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาและวางแผน บจ.สยามอีสเทิร์นอินดัสเตรียลพาร์ค (SEP) เปิดเผยว่า บริษัทได้เสนอแผนเดินเรือเฟอร์รี่ 3 เส้นทาง ลงทุน 15,040 ล้านบาท

ได้แก่ พัทยา-หัวหิน, บางปู-พัทยา และบางปู-หัวหิน รวมถึงสนใจพัฒนาเส้นทางปากน้ำปราณฯ-จุกเสม็ด ซึ่งบริษัทศึกษาโครงการแล้ว มีระยะทาง 110 กม. ลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท ใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมงครึ่ง


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: มะอุอุ ที่ 01,04, 2018, 11:04:41
https://www.prachachat.net/facebook-instant-article/news-137610

เร่งเดินเรือ “เฟอร์รี่” พันล้าน เชื่อมปากน้ำปราณ-จุกเสม็ด-


สร้างแน่ - หลังถูกเก็บใส่ลิ้นชักหลายรอบ ล่าสุดกรมเจ้าท่ากำลังเร่งศึกษาเส้นทางเดินเรือเฟอร์รี่เชื่อมโยงตะวันออก-ตะวันตกของทะเลอ่าวไทยรองรับขนส่งและท่องเที่ยว
นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า หลังลงพื้นที่ดูการพัฒนาเส้นทางเดินเรือเชื่อมโยงฝั่งตะวันออกและตะวันตกของอ่าวไทยตอนบน (east-west ferry) พบว่าท่าเทียบเรือฝั่งตะวันตกมีจำนวนน้อยและมีขนาดเล็ก การเพิ่มจำนวนท่าเทียบเรือด้านตะวันตก จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยส่งเสริมให้การท่องเที่ยวและการขนส่งสินค้าเพิ่มมากขึ้น นอกจากท่าเทียบเรือเฟอร์รี่ข้ามอ่าวไทยระหว่างพัทยา-หัวหิน ที่เชื่อมสองฝั่งอ่าวไทย ใช้เวลาเดินทาง 2 ชั่วโมง หลังเปิดบริการ 1 ปี มีผู้โดยสาร 60,000 คนต่อปี

รวมทั้งมอบกรมเจ้าท่าพิจารณาความเหมาะสมสร้างท่าเรือขนาดเล็กเพิ่มเติม บริเวณปากน้ำปราณฯ และศึกษาและออกแบบพัฒนาเส้นทางเดินเรือเฟอร์รี่ข้ามอ่าวไทย ระหว่างท่าเรือจุกเสม็ด-ปากน้ำปราณฯ ให้แล้วเสร็จตามแผน



ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ล่าสุดกรมเจ้าท่าอยู่ระหว่างสรุปผลศึกษาความเหมาะสมเดินเรือเฟอร์รี่ เชื่อมโยงระบบการขนส่งสินค้าและการท่องเที่ยว เชื่อมโยง 2 จุดยุทธศาสตร์พื้นที่อ่าวไทยตอนบน จ.เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวกับท่าเรือน้ำลึกที่มีศักยภาพสูง จ.ชลบุรี มี 4 พื้นที่ทางเลือก ได้แก่ ปากน้ำปราณบุรี ปากคลองเขาตะเกียบ ท่าเทียบเรือท่องเที่ยวพัทยา และท่าเทียบเรือเชิงพาณิชยัสัตหีบ (จุกเสม็ด) โดยเส้นทางเหมาะสมคาดว่าอยู่ที่ปากน้ำปราณบุรี-จุกเสม็ด โดยท่าเรือจุกเสม็ดกองทัพเรือจะเป็นผู้พัฒนา ส่วนท่าเรือปากน้ำปราณบุรีกรมเจ้าท่าจะเป็นผู้พัฒนาลงทุน จะเปิดให้เอกชนลงทุน PPP คาดว่าจะใช้เวลาพัฒนา 2 ปี โดยโครงการดังกล่าวจะรองรับการลงทุนและท่องเที่ยวในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี)

นายพีรพงศ์ ประสพสุขเจริญ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาและวางแผน บจ.สยามอีสเทิร์นอินดัสเตรียลพาร์ค (SEP) เปิดเผยว่า บริษัทได้เสนอแผนเดินเรือเฟอร์รี่ 3 เส้นทาง ลงทุน 15,040 ล้านบาท

ได้แก่ พัทยา-หัวหิน, บางปู-พัทยา และบางปู-หัวหิน รวมถึงสนใจพัฒนาเส้นทางปากน้ำปราณฯ-จุกเสม็ด ซึ่งบริษัทศึกษาโครงการแล้ว มีระยะทาง 110 กม. ลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท ใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมงครึ่ง

น่าจะทำตั้งนานแล้วครับ ขอให้สำเร็จในรัฐบาลนี้


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 02,04, 2018, 21:07:20
https://www.prachachat.net/local-economy/news-138913

กรมประมงปิดอ่าวอันดามัน 3 เดือน เพิ่มสัตว์น้ำทางเศรษฐกิจ 5.47 เท่า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ท่าเทียบเรือศูนย์ป้องกันและปราบปรามประมงทะเลเขต 3 (กระบี่) ต.ไสไทย อ.เมืองกระบี่ นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำในฤดูปลามีไข่ วางไข่และเลี้ยงตัวในวัยอ่อน ฝั่งทะเลอันดามัน ประจำปี 2561 โดยมีนายอรุณชัย พุทธเจริญ รองอธิบดีกรมประมง กล่าวรายงาน โดยมี พันตำรวจโท หม่อมหลวง กิติบดี ประวิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ให้การต้อนรับ พร้อมทั้งร่วมพิธีบวงสรวงพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ พิธีปล่อยเรือตรวจประมงทะเลออกปฏิบัติงานในพื้นที่ การปล่อยพันธุ์กุ้งแชบ๊วย 500,000 ตัว พันธ์ปู 20,000 ตัว ลงสู่ท้องทะเล และชมนิทรรศการทางด้านการประมงที่นำมาจัดแสดง



นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การใช้มาตรการดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัด คือ จังหวัดภูเก็ต พังงา กระบี่ และตรัง จำนวน 4696 ตารางกิโลเมตร หรือ 2.3 ล้านไร่ ระหว่างวันที่ 1 เมษายน-30 มิถุนายน 2561 ผลจากการใช้มาตรการดังกล่าว ส่งผลให้ทรัพยากรสัตว์น้ำเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน พบว่าในบริเวณปิดอ่าวปีที่ผ่านมา อัตราการจับสัตว์น้ำต่อชั่วโมงเพิ่มจำนวนมาก นอกจากนี้ยังพบว่าชาวประมงพื้นบ้านมีการใช้แหจับกุ้งได้ในหลายพื้นที่ของการปิดอ่าว ซึ่งการปฏิบัติงานด้านการควบคุมการทำประมง จะสัมฤทธิ์ผลได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของพี่น้องชาวประมง และเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่มุ่งเน้นและตระหนักถึงคุณประโยชน์ในการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำสืบไป

ด้านนายมานิต ดำกุล นายกสมาคมชาวประมงจังหวัดกระบี่ ได้รายงานสภาวะการประมงว่า จังหวัดกระบี่ มีชายฝั่งทะเลยาวตลอดแนว 160 ตารางกิโลเมตร มีเกาะน้อยใหญ่ 154 เกาะ มีหมู่บ้านชาวประมง 116 หมู่บ้าน มีผู้ประกอบการอาชีพด้านการประมง 8,398 ครัวเรือน มีเรือประมง 1,720 ลำ แบ่งเป็น เรือประมงพื้นบ้าน 93.43% และเรือประมงพาณิชย์ อวนล้อมจับ (อวนดำ) อวนล้อมจับปลากะตักกลางวัน อวนครอบหมึก เรือปั่นไฟ ลอบปู เบ็ดมือ เบ็ดราว อวนติดตา 6.57% มีผู้ประกอบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เลี้ยงกุ้ง ปลาในกระชัง และอื่นๆ 1,263 ราย

โดยสภาพภูมิศาสตร์ทางทะเลของจังหวัดกระบี่มีลักษณะเป็นอ่าวและมีเกาะเป็นจำนวนมาก อดีตมีสัตว์น้ำอุดมสมบูรณ์ มีการทำการประมงพื้นบ้านเป็นหลัก แต่มีการเพิ่มจำนวนประชากรอย่างรวดเร็ว ทำให้มีความต้องการบริโภคสัตว์น้ำเพิ่มมากขึ้น และได้มีการพัฒนาเครื่องมือทำการประมงทำให้ทรัพยากรสัตว์น้ำลดลง สมาคม ร่วมกับชาวประมงจังหวัดกระบี่ ร่วมมือกับราชการปลูกจิตสำนึกของชาวประมงตลอดมา และมีมาตรการด้านการจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำของจังหวัดกระบี่หลายฉบับ สำหรับการประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำฤดูปลามีไข่ฯได้ดำเนินการต่อเนื่อง และมีการเก็บรวบรวมข้อมูล พบว่าทะเลอันดามันบางส่วนในเขตจังหวัดภูเก็ต กระบี่ ตรัง และพังงา เป็นแหล่งวางไข่และเลี้ยงตัวในวัยอ่อนของสัตว์น้ำที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ สมควรที่จะใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากร โดยการห้ามทำการประมงในบางพื้นที่ บางเครื่องมือและบางเวลา เพื่อให้ทรัพยากรสัตว์น้ำพื้นฟูตัวเองตามธรรมชาติ

นายอรุณชัย พุทธเจริญ รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ผลการศึกษาหลังจากมีการกำหนดใช้มาตรการ พบว่าอัตราการจับสัตว์น้ำหลังจากใช้มาตรการกับก่อนใช้มาตรการเพิ่มขึ้นทุกเครื่องมือการจับสัตว์น้ำ เช่น อวนลากเดี่ยว เพิ่มขึ้นจาก 37 กก./ชม. เป็น 49 กก./ชม. หรือร้อยละ 32.4 อวนลากคู่ เพิ่มขึ้นจาก 72 กก./ชม. เป็น 90 กก./ชม. หรือร้อยละ 25 อวนล้อมจับ เพิ่มขึ้นจาก 1,465 กก./ชม. เป็น 1,700 กก./ชม. หรือร้อยละ 16.04 อวนปลาทู ปลาลัง เพิ่มจาก 70 กก./ชม. เป็น 120 กก./ชม. หรือร้อยละ 71 อวนกุ้ง 3 ชั้น เพิ่มจาก 60 กก./ชม. เป็น 120 กก./ชม. หรือร้อยละ 100 เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแหล่งทำการประมงที่สำคัญพื้นที่บริเวณระหว่างเกาะพีพีและเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ จากข้อมูลของกรมประมงพบว่าหลังปิดอ่าวอันดามัน 3 เดือน ทำให้ปลาทู ซึ่งเป็นสัตว์น้ำที่มีคุณค่าและความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศมีประชากรปลาทู เพิ่มสูงถึง 5.47 เท่า

สำหรับปี 2561 นี้ กรมประมงได้มีประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดพื้นที่และระยะเวลาฤดูสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อนในที่จับสัตว์น้ำบางส่วนของจังหวัดภูเก็ต พังงา กระบี่ ตรัง พ.ศ. 2561 มีผลบังคับใช้เมื่อ 23 มีนาคม 2561 เป็นไปตาม มาตรตรา ที่ 70 ของพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และ 2560 ที่แก้ไขเพิ่มเติม มีสาระสำคัญดังนี้ คือ 1. ห้ามทำการประมงในพื้นที่ที่กำหนดในเขตจังหวัดภูเก็ต พังงา กระบี่ และตรัง จำนวน 4,696 ตารางกิโลเมตร หรือ 2.3 ล้านไร่ 2. ยกเว้นเครื่องมือทำการประมงบางประเภทให้ทำการประมงได้ จำนวน 13 ข้อ เช่น อวนลากแผ่นตะเฆ่ ความยาวเรือไม่เกิน 14 เมตร ทำได้ในเวลากลางคืนและนอกเขตทะเลชายฝั่ง อวนล้อมจับปลากะตัก เวลากลางวัน และเครื่องมือประมงพื้นบ้านประเภทต่าง ๆ เป็นต้น 3. ระยะเวลาห้ามทำการประมงตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ถึง 30 มิถุนายนของทุกปี รวมระยะเวลา 3 เดือน


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 03,04, 2018, 14:43:13
https://www.grandprix.co.th/%E0%B8%84%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99-%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B6%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87/

ค่ายรถชื่นมื่น ครึ่งทาง มอเตอร์โชว์ฯ ยอดจองไหลลื่น โต 18 เปอร์เซ็นต์

บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เผยตัวเลขยอดจองรถยนต์หลังผ่านครึ่งทางการจัดงาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 39” ยอดรวม 10,940 คัน 

ภาพรวมสถานการณ์ยอดจองรถยนต์ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 39 มียอดการเติบโตเพิ่มขึ้น 18.3 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากการเปิดตัวสินค้าใหม่ภายในงาน ผู้บริโภคเลือกตัดสินใจซื้อรถใหม่ในช่วงงานมอเตอร์โชว์ฯ  โดยเฉพาะกับตลาดรถหรูที่ส่อแววสดใส ผู้ประกอบการต่างพอใจกับยอดจองที่เข้ามาในแต่ละวัน ที่สำคัญในกลุ่มของรถยนต์ลักชัวรี่ และรถสปอร์ต ที่เพิ่มทางเลือกในด้านเทคโนโลยีรุ่นใหม่เข้ามาได้กระแสตอบรับจากผู้บริโภคที่สนใจเพิ่มมากขึ้น

ขณะที่ตลาดรถในกลุ่มซีเซ็กเม้นท์ และบีเซ็กเม้นท์ ยังคงทรงตัว เนื่องจากมีการเปิดตัวก่อนหน้างานมาได้ระยะเวลาหนึ่ง ด้านตลาดรถปิกอัพแน่นอนว่า ยังคงได้รับความนิยม จากผู้ประกอบการในเชิงพาณิชย์ เนื่องราคาพืชผลทางการเกษตรมีทิศทางที่ดีขึ้น ขณะเดียวกันผู้ประกอบการก็มีการแข่งกันดุเดือน ทั้งในด้านโปรโมชั่น และแคมเปญที่ออกมาในช่วงนี้ ขณะที่ภายในงานผู้ประกอบการแต่ละแบรนด์ต่างขนปิกอัพรุ่นพิเศษมาเปิดตัวให้ได้ชมกันอย่างคับคั่ง

จากการรวบรวมตัวเลขยอดจองที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม ถึง วันที่ 1 เมษายน 2561 พบว่า มียอดจองรถยนต์ภายในงานรวมอยู่ที่ 10,940 คัน ยกตัวอย่างเช่น TOYOTA 1,911 คัน HONDA 1,702 คัน ISUZU 1,572 คัน MAZDA 1,531 คัน และ FORD 751 คัน  (ทั้งนี้ ยังไม่นับรวมยอดจองในกลุ่มรถยุโรปและมอเตอร์ไซค์ที่จะส่งรายงานยอดขายในช่วงท้ายงานอีกครั้ง)  ส่วนกลุ่มรถยุโรปในปีนี้ยังมีกระแสตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค เพราะนอกจากจะมีรถยนต์รุ่นใหม่เข้ามาเปิดตัวภายในงานแล้ว ยังมีผู้เล่นรายใหม่ๆ เข้ามาร่วมแสดงรถยนต์ภายในงานเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 39 ไม่ได้มีเพียงแค่รถยนต์รุ่นใหม่เข้ามาเปิดตัวเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ ๆ ซึ่งในปีนี้ มีผู้ประกอบการนำเทคโนโลยียานยนต์ใหม่ๆ มาร่วมจัดแสดง ไม่ว่าจะเป็น เทคโนโลยี FUEL CELL จากค่ายฮอนด้า หรือเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า ที่มีหลายค่ายนำเข้ามาจัดแสดง อาทิ นิสสัน ลีฟ, ฮุนได ไอออนิก, ฟอมม์ วัน และ บีวายดี อี 6 รวมถึงรถกระบะขนาดเล็กเทคโนโลยี E-REV อย่าง ทาคาโน่ เป็นต้น

แน่นอนว่ายอดจองรถยนต์ที่โตขึ้นสะท้อนภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยปีนี้เติบโตตามเป้า รวมถึงสภาพเศรษฐกิจที่ดีขึ้นส่งผลให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อรถได้ง่ายขึ้น อีกหนึ่งปัจจัยที่มีส่วนช่วยส่งเสริมคือแคมเปญ และโปรโมชั่น ที่คุ้มค่า รวมถึงสถาบันการเงินที่เข้ามาสนับสนุนในด้านดอกเบี้ย และการผ่อนชำระ คงต้องจับตากันต่อไปว่าตลอดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 39 จะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนเท่าไร แต่จากตัวเลขที่ปรากฏเชื่อว่าปีนี้ยอดจองตลอด 12 วัน เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

สำหรับงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 39 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 มีนาคม – 8 เมษายน 2561  ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี รายละเอียดเพิ่มเติม  www.bangkok-motorshow.com


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: มะอุอุ ที่ 04,04, 2018, 21:26:52

https://www.prachachat.net/local-economy/news-138913

กรมประมงปิดอ่าวอันดามัน 3 เดือน เพิ่มสัตว์น้ำทางเศรษฐกิจ 5.47 เท่า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ท่าเทียบเรือศูนย์ป้องกันและปราบปรามประมงทะเลเขต 3 (กระบี่) ต.ไสไทย อ.เมืองกระบี่ นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำในฤดูปลามีไข่ วางไข่และเลี้ยงตัวในวัยอ่อน ฝั่งทะเลอันดามัน ประจำปี 2561 โดยมีนายอรุณชัย พุทธเจริญ รองอธิบดีกรมประมง กล่าวรายงาน โดยมี พันตำรวจโท หม่อมหลวง กิติบดี ประวิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ให้การต้อนรับ พร้อมทั้งร่วมพิธีบวงสรวงพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ พิธีปล่อยเรือตรวจประมงทะเลออกปฏิบัติงานในพื้นที่ การปล่อยพันธุ์กุ้งแชบ๊วย 500,000 ตัว พันธ์ปู 20,000 ตัว ลงสู่ท้องทะเล และชมนิทรรศการทางด้านการประมงที่นำมาจัดแสดง



นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การใช้มาตรการดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัด คือ จังหวัดภูเก็ต พังงา กระบี่ และตรัง จำนวน 4696 ตารางกิโลเมตร หรือ 2.3 ล้านไร่ ระหว่างวันที่ 1 เมษายน-30 มิถุนายน 2561 ผลจากการใช้มาตรการดังกล่าว ส่งผลให้ทรัพยากรสัตว์น้ำเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน พบว่าในบริเวณปิดอ่าวปีที่ผ่านมา อัตราการจับสัตว์น้ำต่อชั่วโมงเพิ่มจำนวนมาก นอกจากนี้ยังพบว่าชาวประมงพื้นบ้านมีการใช้แหจับกุ้งได้ในหลายพื้นที่ของการปิดอ่าว ซึ่งการปฏิบัติงานด้านการควบคุมการทำประมง จะสัมฤทธิ์ผลได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของพี่น้องชาวประมง และเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่มุ่งเน้นและตระหนักถึงคุณประโยชน์ในการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำสืบไป

ด้านนายมานิต ดำกุล นายกสมาคมชาวประมงจังหวัดกระบี่ ได้รายงานสภาวะการประมงว่า จังหวัดกระบี่ มีชายฝั่งทะเลยาวตลอดแนว 160 ตารางกิโลเมตร มีเกาะน้อยใหญ่ 154 เกาะ มีหมู่บ้านชาวประมง 116 หมู่บ้าน มีผู้ประกอบการอาชีพด้านการประมง 8,398 ครัวเรือน มีเรือประมง 1,720 ลำ แบ่งเป็น เรือประมงพื้นบ้าน 93.43% และเรือประมงพาณิชย์ อวนล้อมจับ (อวนดำ) อวนล้อมจับปลากะตักกลางวัน อวนครอบหมึก เรือปั่นไฟ ลอบปู เบ็ดมือ เบ็ดราว อวนติดตา 6.57% มีผู้ประกอบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เลี้ยงกุ้ง ปลาในกระชัง และอื่นๆ 1,263 ราย

โดยสภาพภูมิศาสตร์ทางทะเลของจังหวัดกระบี่มีลักษณะเป็นอ่าวและมีเกาะเป็นจำนวนมาก อดีตมีสัตว์น้ำอุดมสมบูรณ์ มีการทำการประมงพื้นบ้านเป็นหลัก แต่มีการเพิ่มจำนวนประชากรอย่างรวดเร็ว ทำให้มีความต้องการบริโภคสัตว์น้ำเพิ่มมากขึ้น และได้มีการพัฒนาเครื่องมือทำการประมงทำให้ทรัพยากรสัตว์น้ำลดลง สมาคม ร่วมกับชาวประมงจังหวัดกระบี่ ร่วมมือกับราชการปลูกจิตสำนึกของชาวประมงตลอดมา และมีมาตรการด้านการจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำของจังหวัดกระบี่หลายฉบับ สำหรับการประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำฤดูปลามีไข่ฯได้ดำเนินการต่อเนื่อง และมีการเก็บรวบรวมข้อมูล พบว่าทะเลอันดามันบางส่วนในเขตจังหวัดภูเก็ต กระบี่ ตรัง และพังงา เป็นแหล่งวางไข่และเลี้ยงตัวในวัยอ่อนของสัตว์น้ำที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ สมควรที่จะใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากร โดยการห้ามทำการประมงในบางพื้นที่ บางเครื่องมือและบางเวลา เพื่อให้ทรัพยากรสัตว์น้ำพื้นฟูตัวเองตามธรรมชาติ

นายอรุณชัย พุทธเจริญ รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ผลการศึกษาหลังจากมีการกำหนดใช้มาตรการ พบว่าอัตราการจับสัตว์น้ำหลังจากใช้มาตรการกับก่อนใช้มาตรการเพิ่มขึ้นทุกเครื่องมือการจับสัตว์น้ำ เช่น อวนลากเดี่ยว เพิ่มขึ้นจาก 37 กก./ชม. เป็น 49 กก./ชม. หรือร้อยละ 32.4 อวนลากคู่ เพิ่มขึ้นจาก 72 กก./ชม. เป็น 90 กก./ชม. หรือร้อยละ 25 อวนล้อมจับ เพิ่มขึ้นจาก 1,465 กก./ชม. เป็น 1,700 กก./ชม. หรือร้อยละ 16.04 อวนปลาทู ปลาลัง เพิ่มจาก 70 กก./ชม. เป็น 120 กก./ชม. หรือร้อยละ 71 อวนกุ้ง 3 ชั้น เพิ่มจาก 60 กก./ชม. เป็น 120 กก./ชม. หรือร้อยละ 100 เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแหล่งทำการประมงที่สำคัญพื้นที่บริเวณระหว่างเกาะพีพีและเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ จากข้อมูลของกรมประมงพบว่าหลังปิดอ่าวอันดามัน 3 เดือน ทำให้ปลาทู ซึ่งเป็นสัตว์น้ำที่มีคุณค่าและความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศมีประชากรปลาทู เพิ่มสูงถึง 5.47 เท่า

สำหรับปี 2561 นี้ กรมประมงได้มีประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดพื้นที่และระยะเวลาฤดูสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อนในที่จับสัตว์น้ำบางส่วนของจังหวัดภูเก็ต พังงา กระบี่ ตรัง พ.ศ. 2561 มีผลบังคับใช้เมื่อ 23 มีนาคม 2561 เป็นไปตาม มาตรตรา ที่ 70 ของพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และ 2560 ที่แก้ไขเพิ่มเติม มีสาระสำคัญดังนี้ คือ 1. ห้ามทำการประมงในพื้นที่ที่กำหนดในเขตจังหวัดภูเก็ต พังงา กระบี่ และตรัง จำนวน 4,696 ตารางกิโลเมตร หรือ 2.3 ล้านไร่ 2. ยกเว้นเครื่องมือทำการประมงบางประเภทให้ทำการประมงได้ จำนวน 13 ข้อ เช่น อวนลากแผ่นตะเฆ่ ความยาวเรือไม่เกิน 14 เมตร ทำได้ในเวลากลางคืนและนอกเขตทะเลชายฝั่ง อวนล้อมจับปลากะตัก เวลากลางวัน และเครื่องมือประมงพื้นบ้านประเภทต่าง ๆ เป็นต้น 3. ระยะเวลาห้ามทำการประมงตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ถึง 30 มิถุนายนของทุกปี รวมระยะเวลา 3 เดือน

เห็นด้วยครับ
ห้ามจับปลาในช่วงฤดูวางไข่
อย่างน้อยก็เพื่ออนุรักษ์ฟื้นฟูจำนวนปลา เอาไว้ให้มีกินกันไปนานๆ..


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 04,04, 2018, 21:39:41
https://www.prachachat.net/motoring/news-138916
เทรนด์รถยนต์ไฟฟ้ามาแรง ห้าง-คอนโดแห่ตั้งจุดชาร์จ

“รถยนต์ไฟฟ้า-ปลั๊ก-อิน ไฮบริด” มาแรง บริษัทรับติดตั้งสถานีชาร์จเผยค่ายรถ-ห้างดัง-โครงการอสังหาฯแห่ติดตั้ง เตรียมขึ้นโรงงานผลิตอุปกรณ์ประจุไฟฟ้าในไทย ดันบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ค่ายรถยนต์ไทย/เทศขน “รถอีวี-ไฮบริด” เข้างานมอเตอร์โชว์ “อีเอ” โชว์รถต้นแบบ “อีวีเมดอินไทยแลนด์”

นายณรัตน์ไชย หลีระพันธ์ ประธานบริษัท โพลีเทคโนโลยี จำกัด ผู้ให้บริการระบบบริหารและจัดการสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ความสนใจในการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในไทยมีเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้มีการติดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้ามากขึ้น ซึ่งบริษัทเป็นรายแรกของไทยที่ทำตลาดสถานีชาร์จเมื่อ 7 ปีที่แล้ว และเป็นตัวแทนจำหน่าย Greenlots ระบบบริหารและจัดการสถานี และ EFACEC ที่ผ่านมาได้ติดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้าไปแล้ว 59 หัวชาร์จ ปีนี้จะติดตั้งเพิ่มเป็น 160 หัวชาร์จ


รถยนต์ยี่ห้อ BYD รุ่น e6 ที่ ถูกนำมา เป็นรถแท็กซี่ไฟฟ้า
กลุ่มลูกค้าจะมีบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ เช่น บีเอ็มดับเบิลยู กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เช่น บมจ.เอพี (ไทยแลนด์) และกลุ่มเซ็นทรัลกรุ๊ป ทั้งยังร่วมมือกับผู้แทนจำหน่ายรถยนต์วอลโว่และรถยนต์ปอร์เช่ในไทยในการเข้าไปสำรวจลูกค้าทั้งรายเก่ารายใหม่ และเป็นพันธมิตรติดตั้งหัวชาร์จไฟฟ้าให้ลูกค้า เพื่อให้ได้มาตรฐานและปลอดภัย เชื่อว่าจะมีจำนวนยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ดูจากการจัดงานมอเตอร์โชว์ปีนี้ก็ชี้ได้ว่า รถไฟฟ้าจะได้รับความนิยมหรือไม่

อีกทั้งอนาคตจะมียานยนต์ไฟฟ้าจากต่างประเทศเข้ามาทำตลาดมากขึ้นในราคาที่ลดลงจากข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศ เช่น กรอบความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา และประเทศจีนที่ไม่มีการเก็บภาษีนำเข้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น ที่เก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า 20% ทำให้ราคาถูกลง หากยานยนต์ไฟฟ้ามีเพิ่มขึ้นบริษัทวางแผนจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อระดมเงินทุนขยายธุรกิจ ส่วนการก่อสร้างโรงงานผลิตอุปกรณ์อัดประจุไฟฟ้าขึ้นในไทย ปัจจุบันได้ลงทุนไปแล้ว 50 ล้านบาทถ้ามีการก่อสร้างโรงงานร่วมกับ EFACEC ต้องใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่าร้อยล้านบาท เพื่อรองรับตลาด EV ทั่วภูมิภาค

“รถยนต์ไฟฟ้ามาแน่ แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะอยู่ในระดับที่คุ้มค่าให้ลงทุนสร้างโรงงานได้หรือไม่ ต้องรอดูสถานการณ์ตลาดอีกครั้ง ว่าการปรับตัวด้านยานยนต์ไฟฟ้าทั้งตลาดโลกและในไทยจะเป็นอย่างไร เราก็เตรียมความพร้อมไว้ และมีพาร์ตเนอร์อย่างบริษัท Greenlots ที่ดูแลระบบซอฟต์แวร์และบริษัท Efacec ผู้ผลิตอุปกรณ์การชาร์จรถยนต์จากโปรตุเกสที่ได้มาตรฐานครอบคลุมรถทุกประเภทตั้งแต่ระดับ Home Charge 3.7 KVA ไปจนถึง Ultra Fast Charge 350 KWh ซึ่งชาร์จเต็มภายใน 15 นาที”



รัฐไฟเขียวบวกเพิ่มค่าไฟ



สำหรับไฟฟ้าที่จำหน่ายตามสถานีชาร์จไฟ ขณะนี้ซื้อจากระบบปกติจากการไฟฟ้าฯมีค่าไฟฟ้าอยู่ที่ 3 บาทกว่า/หน่วย และมีแนวโน้มจะให้บวกเพิ่มค่าไฟฟ้าตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เช่น ค่าเช่าที่หรืออุปกรณ์ติดตั้งเพื่อให้ได้ตามมาตรฐาน การชาร์จไฟฟ้าในสถานีชาร์จมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เช่น แอปพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือที่เช็กที่ตั้งสถานีชาร์จ เก็บค่าใช้จ่าย และมีบัตรสมาชิกไว้สำหรับชำระค่าบริการในการชาร์จได้ด้วยโดยค่าชาร์จไฟฟ้าจะเริ่มต้นอยู่ที่ 40-50 บาท/ชั่วโมง คาดว่าในอนาคตจะพิจารณาอัตราค่าไฟฟ้าที่เหมาะสมกับต้นทุน เพื่อสนับสนุนให้มีการใช้ยานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น เนื่องจากผลกระทบจากการพัฒนาของเทคโนโลยี (Disruptive Technology) ทำให้มีการผลิตไฟฟ้าในรูปแบบโซลาร์รูฟท็อปเพื่อใช้เองเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้มีการใช้ไฟฟ้าจากระบบลดลงถึงร้อยละ 30 ภาครัฐจึงต้องมีการส่งเสริมให้ใช้ไฟฟ้าจากระบบมากขึ้น และยานยนต์ไฟฟ้าจะขยายการบริโภคไฟฟ้าที่สำคัญ

รถปลั๊ก-อิน ไฮบริดยังแรง

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานบรรยากาศของการจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 39(28 มี.ค.-8 เม.ย.) พบว่าไฮไลต์ที่ได้รับความสนใจอยู่ในกลุ่มรถยนต์ประหยัดพลังงาน ทั้งรถปลั๊ก-อิน ไฮบริด และรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี)

นายไมเคิล เกรเว่ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ความต้องการใช้รถยนต์ปลั๊ก-อิน ไฮบริดของลูกค้าชาวไทยมีปริมาณเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ปีนี้จะมีสัดส่วนถึง 50% ของยอดขายเมอร์เซเดส-เบนซ์ ปัจจุบันบริษัทมีรถยนต์ปลั๊ก-อิน ไฮบริดเกือบ10 รุ่น และในงานมีรถยนต์ในซี-คลาสและอี-คลาสเป็นเครื่องยนต์ปลั๊ก-อิน ไฮบริดด้วย

เช่นเดียวกับนายกฤษฎา อุตตโมทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารกิจการองค์กร บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า รถยนต์ไฟฟ้าได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เห็นได้จากยอดขายช่วงที่ผ่านมาเป็นรถยนต์ปลั๊ก-อิน ไฮบริดเพิ่มขึ้นถึง 269% มีสัดส่วนยอดขาย 13% ของยอดขายรวม 10,020 คัน หรือกว่า1,300 คัน เป็นผลมาจากการขึ้นไลน์ประกอบรถประเภทนี้ในประเทศถึง 4 รุ่นคือ ซีรีส์ 3, 5, 7 และเอ็กซ์ 5 ที่ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีทำให้ทำราคาจำหน่ายดีขึ้น ประกอบกับเป็นเทคโนโลยีที่ลูกค้าให้การยอมรับ


ฮอนด้า คลาริตี้ ฟิวเซลล์ รถยนต์เซลล์เชื้อเพลิง ที่สุดแห่งเทคโนโลยียานยนต์ที่ปราศจากไอเสีย นับเป็นรถฟิวเซลล์แบบซีดาน 5 ที่นั่งคันแรกของโลก
รถ “อีวี” โชว์เกลื่อนมอเตอร์โชว์

เริ่มที่ค่าย “นิสสัน” นำรถยนต์ไฟฟ้า100% อย่าง “นิสสัน ลีฟ” เจเนอเรชั่น 2มาโชว์ โดยนายอันตวน บาเตส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย ประกาศว่า นิสสันพร้อมทำตลาดรถยนต์อีวีในปีงบประมาณ 2561

ส่วนค่ายฮอนด้ามีเพียงรถยนต์ไฮบริด และนำรุ่น “คลาลิตี้” ที่ใช้แพลตฟอร์มเดียวกันแต่มีให้เลือกทั้งปลั๊ก-อินไฮบริด, ไฮโดรเจน และอีวีมาโชว์ ขณะที่ ”

 

“ไมน์” ส่งรถอีวี ไทยแลนด์

นายสมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ หรืออีเอ กล่าวว่า ได้นำรถยนต์ต้นแบบไฟฟ้าสัญชาติไทย 100% แบรนด์ “ไมน์” (MINE) 3 รุ่น คือ เอ็มพีวี อีวี, ซิตี้ อีวี และสปอร์ต อีวี มาแสดงในงานเพื่อรับฟังเสียงของลูกค้าสำหรับนำไปพัฒนา ก่อนจะขึ้นไลน์ผลิตจริง และจัดจำหน่ายในปี 2562 ในราคาที่จับต้องได้ อย่างรุ่นซิตี้จะขายไม่เกิน 6 แสนบาท ส่วนเอ็มพีวีไม่เกิน 1 ล้านบาท

EA เร่งผุดแท่นชาร์จ 1,000 จุด

นายธนพัชร์ สุขสุธรรมวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พลังงานมหานคร จำกัด ในเครืออีเอ กล่าวว่า ยอดรถยนต์ปลั๊ก-อิน ไฮบริดในไทยเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เชื่อว่าภายใน 3 ปี จะมีไม่น้อยกว่า 30,000 คัน จากปัจจุบันมีเกือบ 10,000 คัน จึงเพิ่มงบประมาณในการก่อสร้างสถานีอัดประจุไฟฟ้า จาก 600 ล้านบาท เป็น 800 ล้านบาท เพื่อการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้า 1,000 สถานีทั่วประเทศ

“พื้นที่การติดตั้งนั้นจะเปิดรับเจ้าของพื้นที่ต่าง ๆ ทั้งห้างสรรพสินค้า คอมมิวนิตี้มอลล์ อาคารสำนักงาน ที่สนใจนำเครื่องอัดประจุไฟฟ้าของบริษัทไปติดตั้งทั้งรูปแบบและสายไฟที่เหมาะสมกับเครื่องอัดประจุไฟฟ้า เช่น ซีดีซี เลียบทางด่วนรามอินทรา ติดตั้งแล้ว 24 หัวจ่าย, ธนาคารไทยพาณิชย์ เฟสแรก 17 สาขา สถานีบริการน้ำมันซัสโก้ 30 แห่ง”

ฟอมม์วันผนึก กฟภ.ลุยตลาด

นายธนานันต์ กาญจนคูหา ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอฟโอเอ็มเอ็ม ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า สัญชาติญี่ปุ่นฟอมม์ (FOMM) เปิดเผยว่า ได้เปิดตัวรถยนต์อีวีฟอมม์วันพร้อมโปรโมชั่นพิเศษลดราคาเหลือ 599,000 บาท จาก 664,000 บาท ตั้งเป้ายอดขายไม่น้อยกว่า 2,000 คัน สำหรับในงานนี้ โดยจะทยอยส่งมอบได้ราวต้นปี ในเบื้องต้นคาดว่าภายใน 5 ปีหรือในปี 2566 จะมีการผลิตระดับ 50,000 คัน แบ่งเป็นการผลิตเพื่อรองรับในประเทศและตลาดส่งออกในสัดส่วนเท่ากัน โดยบริษัทมีความร่วมมือกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ทำการตลาดร่วมกันด้วย

“ชาริช” ขนนวัตกรรมโชว์เพียบ

นายอภิชาติ ลีนุตพงษ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ชาริช โฮลดิ้ง จำกัด เปิดเผยว่า เตรียมส่งมอบรถยนต์บีวายดี อี 6 ในโครงการ “แท็กซี่ วีไอพี”ที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้า 100% ลอตแรก 100 คัน ใน ส.ค.นี้และในปีหน้าจะแนะนำรถแวนรุ่นที3 (T3) เข้ามาทำตลาดเจาะธุรกิจขนส่งอย่างดีเฮชแอล และเตรียมนำเสนอรถหัวลากแบบไฟฟ้า 100% เพื่อใช้ในสนามบิน และเปิดรับจองรถยนต์ไฟฟ้า “เทสล่าโมเดล เอ็กซ์” ภายใต้สเป็กรถจากฮ่องกง ราคาเริ่มต้น 6.78-11.39 ล้านบาท

มอเตอร์ไซค์รุกหนักไฮบริด-อีวี

ค่าย เอ.พี.ฮอนด้าก็ได้มีการเปิดตัวรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า พีซิเอ็กซ์ อิเล็คทริกและพีซีเอ็กซ์ ไฮบริด เพื่อนำมาช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ให้กับรถจักรยานยนต์ในกลุ่มพีซีเอ็กซ์ด้วย นอกจากนี้มีรถสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า นิว (NIU) จากชาริช โฮลดิ้ง ถึง 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น N1 เป็น Smart Electric Scooter ราคา 98,000 บาท อีกรุ่นคือ M1 มีขนาดเล็กกว่า ราคา 95,000 บาท มาจัดแสดงด้วย


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: มะอุอุ ที่ 05,04, 2018, 22:32:12

https://www.prachachat.net/motoring/news-138916
เทรนด์รถยนต์ไฟฟ้ามาแรง ห้าง-คอนโดแห่ตั้งจุดชาร์จ

“รถยนต์ไฟฟ้า-ปลั๊ก-อิน ไฮบริด” มาแรง บริษัทรับติดตั้งสถานีชาร์จเผยค่ายรถ-ห้างดัง-โครงการอสังหาฯแห่ติดตั้ง เตรียมขึ้นโรงงานผลิตอุปกรณ์ประจุไฟฟ้าในไทย ดันบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ค่ายรถยนต์ไทย/เทศขน “รถอีวี-ไฮบริด” เข้างานมอเตอร์โชว์ “อีเอ” โชว์รถต้นแบบ “อีวีเมดอินไทยแลนด์”

นายณรัตน์ไชย หลีระพันธ์ ประธานบริษัท โพลีเทคโนโลยี จำกัด ผู้ให้บริการระบบบริหารและจัดการสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ความสนใจในการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในไทยมีเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้มีการติดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้ามากขึ้น ซึ่งบริษัทเป็นรายแรกของไทยที่ทำตลาดสถานีชาร์จเมื่อ 7 ปีที่แล้ว และเป็นตัวแทนจำหน่าย Greenlots ระบบบริหารและจัดการสถานี และ EFACEC ที่ผ่านมาได้ติดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้าไปแล้ว 59 หัวชาร์จ ปีนี้จะติดตั้งเพิ่มเป็น 160 หัวชาร์จ


รถยนต์ยี่ห้อ BYD รุ่น e6 ที่ ถูกนำมา เป็นรถแท็กซี่ไฟฟ้า
กลุ่มลูกค้าจะมีบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ เช่น บีเอ็มดับเบิลยู กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เช่น บมจ.เอพี (ไทยแลนด์) และกลุ่มเซ็นทรัลกรุ๊ป ทั้งยังร่วมมือกับผู้แทนจำหน่ายรถยนต์วอลโว่และรถยนต์ปอร์เช่ในไทยในการเข้าไปสำรวจลูกค้าทั้งรายเก่ารายใหม่ และเป็นพันธมิตรติดตั้งหัวชาร์จไฟฟ้าให้ลูกค้า เพื่อให้ได้มาตรฐานและปลอดภัย เชื่อว่าจะมีจำนวนยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ดูจากการจัดงานมอเตอร์โชว์ปีนี้ก็ชี้ได้ว่า รถไฟฟ้าจะได้รับความนิยมหรือไม่

อีกทั้งอนาคตจะมียานยนต์ไฟฟ้าจากต่างประเทศเข้ามาทำตลาดมากขึ้นในราคาที่ลดลงจากข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศ เช่น กรอบความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา และประเทศจีนที่ไม่มีการเก็บภาษีนำเข้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น ที่เก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า 20% ทำให้ราคาถูกลง หากยานยนต์ไฟฟ้ามีเพิ่มขึ้นบริษัทวางแผนจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อระดมเงินทุนขยายธุรกิจ ส่วนการก่อสร้างโรงงานผลิตอุปกรณ์อัดประจุไฟฟ้าขึ้นในไทย ปัจจุบันได้ลงทุนไปแล้ว 50 ล้านบาทถ้ามีการก่อสร้างโรงงานร่วมกับ EFACEC ต้องใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่าร้อยล้านบาท เพื่อรองรับตลาด EV ทั่วภูมิภาค

“รถยนต์ไฟฟ้ามาแน่ แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะอยู่ในระดับที่คุ้มค่าให้ลงทุนสร้างโรงงานได้หรือไม่ ต้องรอดูสถานการณ์ตลาดอีกครั้ง ว่าการปรับตัวด้านยานยนต์ไฟฟ้าทั้งตลาดโลกและในไทยจะเป็นอย่างไร เราก็เตรียมความพร้อมไว้ และมีพาร์ตเนอร์อย่างบริษัท Greenlots ที่ดูแลระบบซอฟต์แวร์และบริษัท Efacec ผู้ผลิตอุปกรณ์การชาร์จรถยนต์จากโปรตุเกสที่ได้มาตรฐานครอบคลุมรถทุกประเภทตั้งแต่ระดับ Home Charge 3.7 KVA ไปจนถึง Ultra Fast Charge 350 KWh ซึ่งชาร์จเต็มภายใน 15 นาที”



รัฐไฟเขียวบวกเพิ่มค่าไฟ



สำหรับไฟฟ้าที่จำหน่ายตามสถานีชาร์จไฟ ขณะนี้ซื้อจากระบบปกติจากการไฟฟ้าฯมีค่าไฟฟ้าอยู่ที่ 3 บาทกว่า/หน่วย และมีแนวโน้มจะให้บวกเพิ่มค่าไฟฟ้าตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เช่น ค่าเช่าที่หรืออุปกรณ์ติดตั้งเพื่อให้ได้ตามมาตรฐาน การชาร์จไฟฟ้าในสถานีชาร์จมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เช่น แอปพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือที่เช็กที่ตั้งสถานีชาร์จ เก็บค่าใช้จ่าย และมีบัตรสมาชิกไว้สำหรับชำระค่าบริการในการชาร์จได้ด้วยโดยค่าชาร์จไฟฟ้าจะเริ่มต้นอยู่ที่ 40-50 บาท/ชั่วโมง คาดว่าในอนาคตจะพิจารณาอัตราค่าไฟฟ้าที่เหมาะสมกับต้นทุน เพื่อสนับสนุนให้มีการใช้ยานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น เนื่องจากผลกระทบจากการพัฒนาของเทคโนโลยี (Disruptive Technology) ทำให้มีการผลิตไฟฟ้าในรูปแบบโซลาร์รูฟท็อปเพื่อใช้เองเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้มีการใช้ไฟฟ้าจากระบบลดลงถึงร้อยละ 30 ภาครัฐจึงต้องมีการส่งเสริมให้ใช้ไฟฟ้าจากระบบมากขึ้น และยานยนต์ไฟฟ้าจะขยายการบริโภคไฟฟ้าที่สำคัญ

รถปลั๊ก-อิน ไฮบริดยังแรง

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานบรรยากาศของการจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 39(28 มี.ค.-8 เม.ย.) พบว่าไฮไลต์ที่ได้รับความสนใจอยู่ในกลุ่มรถยนต์ประหยัดพลังงาน ทั้งรถปลั๊ก-อิน ไฮบริด และรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี)

นายไมเคิล เกรเว่ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ความต้องการใช้รถยนต์ปลั๊ก-อิน ไฮบริดของลูกค้าชาวไทยมีปริมาณเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ปีนี้จะมีสัดส่วนถึง 50% ของยอดขายเมอร์เซเดส-เบนซ์ ปัจจุบันบริษัทมีรถยนต์ปลั๊ก-อิน ไฮบริดเกือบ10 รุ่น และในงานมีรถยนต์ในซี-คลาสและอี-คลาสเป็นเครื่องยนต์ปลั๊ก-อิน ไฮบริดด้วย

เช่นเดียวกับนายกฤษฎา อุตตโมทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารกิจการองค์กร บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า รถยนต์ไฟฟ้าได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เห็นได้จากยอดขายช่วงที่ผ่านมาเป็นรถยนต์ปลั๊ก-อิน ไฮบริดเพิ่มขึ้นถึง 269% มีสัดส่วนยอดขาย 13% ของยอดขายรวม 10,020 คัน หรือกว่า1,300 คัน เป็นผลมาจากการขึ้นไลน์ประกอบรถประเภทนี้ในประเทศถึง 4 รุ่นคือ ซีรีส์ 3, 5, 7 และเอ็กซ์ 5 ที่ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีทำให้ทำราคาจำหน่ายดีขึ้น ประกอบกับเป็นเทคโนโลยีที่ลูกค้าให้การยอมรับ


ฮอนด้า คลาริตี้ ฟิวเซลล์ รถยนต์เซลล์เชื้อเพลิง ที่สุดแห่งเทคโนโลยียานยนต์ที่ปราศจากไอเสีย นับเป็นรถฟิวเซลล์แบบซีดาน 5 ที่นั่งคันแรกของโลก
รถ “อีวี” โชว์เกลื่อนมอเตอร์โชว์

เริ่มที่ค่าย “นิสสัน” นำรถยนต์ไฟฟ้า100% อย่าง “นิสสัน ลีฟ” เจเนอเรชั่น 2มาโชว์ โดยนายอันตวน บาเตส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย ประกาศว่า นิสสันพร้อมทำตลาดรถยนต์อีวีในปีงบประมาณ 2561

ส่วนค่ายฮอนด้ามีเพียงรถยนต์ไฮบริด และนำรุ่น “คลาลิตี้” ที่ใช้แพลตฟอร์มเดียวกันแต่มีให้เลือกทั้งปลั๊ก-อินไฮบริด, ไฮโดรเจน และอีวีมาโชว์ ขณะที่ ”

 

“ไมน์” ส่งรถอีวี ไทยแลนด์

นายสมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ หรืออีเอ กล่าวว่า ได้นำรถยนต์ต้นแบบไฟฟ้าสัญชาติไทย 100% แบรนด์ “ไมน์” (MINE) 3 รุ่น คือ เอ็มพีวี อีวี, ซิตี้ อีวี และสปอร์ต อีวี มาแสดงในงานเพื่อรับฟังเสียงของลูกค้าสำหรับนำไปพัฒนา ก่อนจะขึ้นไลน์ผลิตจริง และจัดจำหน่ายในปี 2562 ในราคาที่จับต้องได้ อย่างรุ่นซิตี้จะขายไม่เกิน 6 แสนบาท ส่วนเอ็มพีวีไม่เกิน 1 ล้านบาท

EA เร่งผุดแท่นชาร์จ 1,000 จุด

นายธนพัชร์ สุขสุธรรมวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พลังงานมหานคร จำกัด ในเครืออีเอ กล่าวว่า ยอดรถยนต์ปลั๊ก-อิน ไฮบริดในไทยเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เชื่อว่าภายใน 3 ปี จะมีไม่น้อยกว่า 30,000 คัน จากปัจจุบันมีเกือบ 10,000 คัน จึงเพิ่มงบประมาณในการก่อสร้างสถานีอัดประจุไฟฟ้า จาก 600 ล้านบาท เป็น 800 ล้านบาท เพื่อการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้า 1,000 สถานีทั่วประเทศ

“พื้นที่การติดตั้งนั้นจะเปิดรับเจ้าของพื้นที่ต่าง ๆ ทั้งห้างสรรพสินค้า คอมมิวนิตี้มอลล์ อาคารสำนักงาน ที่สนใจนำเครื่องอัดประจุไฟฟ้าของบริษัทไปติดตั้งทั้งรูปแบบและสายไฟที่เหมาะสมกับเครื่องอัดประจุไฟฟ้า เช่น ซีดีซี เลียบทางด่วนรามอินทรา ติดตั้งแล้ว 24 หัวจ่าย, ธนาคารไทยพาณิชย์ เฟสแรก 17 สาขา สถานีบริการน้ำมันซัสโก้ 30 แห่ง”

ฟอมม์วันผนึก กฟภ.ลุยตลาด

นายธนานันต์ กาญจนคูหา ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอฟโอเอ็มเอ็ม ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า สัญชาติญี่ปุ่นฟอมม์ (FOMM) เปิดเผยว่า ได้เปิดตัวรถยนต์อีวีฟอมม์วันพร้อมโปรโมชั่นพิเศษลดราคาเหลือ 599,000 บาท จาก 664,000 บาท ตั้งเป้ายอดขายไม่น้อยกว่า 2,000 คัน สำหรับในงานนี้ โดยจะทยอยส่งมอบได้ราวต้นปี ในเบื้องต้นคาดว่าภายใน 5 ปีหรือในปี 2566 จะมีการผลิตระดับ 50,000 คัน แบ่งเป็นการผลิตเพื่อรองรับในประเทศและตลาดส่งออกในสัดส่วนเท่ากัน โดยบริษัทมีความร่วมมือกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ทำการตลาดร่วมกันด้วย

“ชาริช” ขนนวัตกรรมโชว์เพียบ

นายอภิชาติ ลีนุตพงษ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ชาริช โฮลดิ้ง จำกัด เปิดเผยว่า เตรียมส่งมอบรถยนต์บีวายดี อี 6 ในโครงการ “แท็กซี่ วีไอพี”ที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้า 100% ลอตแรก 100 คัน ใน ส.ค.นี้และในปีหน้าจะแนะนำรถแวนรุ่นที3 (T3) เข้ามาทำตลาดเจาะธุรกิจขนส่งอย่างดีเฮชแอล และเตรียมนำเสนอรถหัวลากแบบไฟฟ้า 100% เพื่อใช้ในสนามบิน และเปิดรับจองรถยนต์ไฟฟ้า “เทสล่าโมเดล เอ็กซ์” ภายใต้สเป็กรถจากฮ่องกง ราคาเริ่มต้น 6.78-11.39 ล้านบาท

มอเตอร์ไซค์รุกหนักไฮบริด-อีวี

ค่าย เอ.พี.ฮอนด้าก็ได้มีการเปิดตัวรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า พีซิเอ็กซ์ อิเล็คทริกและพีซีเอ็กซ์ ไฮบริด เพื่อนำมาช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ให้กับรถจักรยานยนต์ในกลุ่มพีซีเอ็กซ์ด้วย นอกจากนี้มีรถสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า นิว (NIU) จากชาริช โฮลดิ้ง ถึง 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น N1 เป็น Smart Electric Scooter ราคา 98,000 บาท อีกรุ่นคือ M1 มีขนาดเล็กกว่า ราคา 95,000 บาท มาจัดแสดงด้วย

พลังงานที่ยั่งยืนควรส่งเสริมให้มากๆลงทุนเยอะๆครับ


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 06,04, 2018, 09:30:17
https://www.sanook.com/news/5951150/

ปิดตำนาน 102 ปี "สนามม้านางเลิ้ง" หมดสัญญาเช่า

(5 เม.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดยนายอนันต์ ไววิทยะ หัวหน้าฝ่ายอาวุโส ฝ่ายกฎหมาย สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ส่งหนังสือถึงประธานคณะกรรมการอำนวยการ ราชตฤณมัยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ลงวันที่ 4 เม.ย. เรื่องการบอกเลิกสัญญาเช่าและขอให้ส่งมอบสถานที่เช่า

ในหนังสือระบุว่า ตามที่ราชตฤณมัยสมาคมฯ เป็นผู้เช่าอาคารและที่ดินกับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ บริเวณสนามม้านางเลิ้ง จำนวน 3 สัญญาเช่า ฉบับที่ 2976/2542 , 2977/2542 และ 2978/2542 ลงวันที่ 29 ก.ย. 2542 นั้น ปรากฎว่าทั้งสามสัญญามีกำหนดอายุสัญญาเช่า 6 เดือน นับแต่วันที่ 1 ส.ค. 2542 เป็นต้นไป ในอัตราเช่าเดือนละ 30,000 บาท , 10,000 บาท และ10,000 บาท ตามลำดับ ซึ่งรายละเอียดและเงื่อนไขสัญญาเช่าเป็นที่ทราบกันนั้น

ปัจจุบัน สัญญาเช่าทั้งสามฉบับได้ครบกำหนดอายุสัญญาเช่ามานานแล้ว สำนักงานทรัพย์สินฯ จำเป็นต้องใช้ที่ดินและอาคารดังกล่าว จึงไม่สามารถให้ราชตฤณมัยสมาคมฯ เป็นผู้เช่าได้อีกต่อไป ซึ่งสำนักงานทรัพย์สินฯ ได้ประสานและแจ้งให้ราชตฤณมัยสมาคมฯ ทราบในเบื้องต้นแล้ว

สำนักงานทรัพย์สินฯ จึงขอบอกเลิกสัญญาเช่าอาคาร (ชั่วคราว) ทั้ง 3 ฉบับดังกล่าว กับ ราชตฤณมัยสมาคมฯ โดยขอให้ราชตฤณมัยสมาคมฯ ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากอาคารและที่ดิน ทั้ง 6 โฉนด และขอให้ส่งมอบสถานที่เช่าทั้งหมดคืน พร้อมชำระค่าเช่าหรือค่าภาษีค้างชำระถึงวันส่งมอบคืนสถานที่เช่า แก่สำนักงานทรัพย์สินฯ ทั้งนี้ให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด 180 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: มะอุอุ ที่ 06,04, 2018, 12:07:57
https://www.sanook.com/news/5951150/

ปิดตำนาน 102 ปี "สนามม้านางเลิ้ง" หมดสัญญาเช่า

(5 เม.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดยนายอนันต์ ไววิทยะ หัวหน้าฝ่ายอาวุโส ฝ่ายกฎหมาย สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ส่งหนังสือถึงประธานคณะกรรมการอำนวยการ ราชตฤณมัยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ลงวันที่ 4 เม.ย. เรื่องการบอกเลิกสัญญาเช่าและขอให้ส่งมอบสถานที่เช่า

ในหนังสือระบุว่า ตามที่ราชตฤณมัยสมาคมฯ เป็นผู้เช่าอาคารและที่ดินกับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ บริเวณสนามม้านางเลิ้ง จำนวน 3 สัญญาเช่า ฉบับที่ 2976/2542 , 2977/2542 และ 2978/2542 ลงวันที่ 29 ก.ย. 2542 นั้น ปรากฎว่าทั้งสามสัญญามีกำหนดอายุสัญญาเช่า 6 เดือน นับแต่วันที่ 1 ส.ค. 2542 เป็นต้นไป ในอัตราเช่าเดือนละ 30,000 บาท , 10,000 บาท และ10,000 บาท ตามลำดับ ซึ่งรายละเอียดและเงื่อนไขสัญญาเช่าเป็นที่ทราบกันนั้น

ปัจจุบัน สัญญาเช่าทั้งสามฉบับได้ครบกำหนดอายุสัญญาเช่ามานานแล้ว สำนักงานทรัพย์สินฯ จำเป็นต้องใช้ที่ดินและอาคารดังกล่าว จึงไม่สามารถให้ราชตฤณมัยสมาคมฯ เป็นผู้เช่าได้อีกต่อไป ซึ่งสำนักงานทรัพย์สินฯ ได้ประสานและแจ้งให้ราชตฤณมัยสมาคมฯ ทราบในเบื้องต้นแล้ว

สำนักงานทรัพย์สินฯ จึงขอบอกเลิกสัญญาเช่าอาคาร (ชั่วคราว) ทั้ง 3 ฉบับดังกล่าว กับ ราชตฤณมัยสมาคมฯ โดยขอให้ราชตฤณมัยสมาคมฯ ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากอาคารและที่ดิน ทั้ง 6 โฉนด และขอให้ส่งมอบสถานที่เช่าทั้งหมดคืน พร้อมชำระค่าเช่าหรือค่าภาษีค้างชำระถึงวันส่งมอบคืนสถานที่เช่า แก่สำนักงานทรัพย์สินฯ ทั้งนี้ให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด 180 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ

นำพื้นที่ไปพัฒนาใช้ทำอย่างอื่นที่มีประโยชน์ดีกว่าครับ


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 08,04, 2018, 18:20:57
นำพื้นที่ไปพัฒนาใช้ทำอย่างอื่นที่มีประโยชน์ดีกว่าครับ



มีหลายที่ครับ..... แต่ส่วนมากจะเสร็จกลุ่มทุนยักใหญ่

ชาวบ้าน อย่างเรา แค่ไปเดิน ใช้บริการเท่านั้น

https://www.sanook.com/news/5982774/

เปิดใช้อุโมงค์เชื่อมผืนป่าเขาใหญ่-ทับลาน 10 เม.ย.นี้

เปิดใช้อุโมงค์เชื่อมผืนป่าระหว่างอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่และทับลาน บนถนนปราจีนบุรี-นครราชสีมา ชั่วคราว ช่วงเทศกาลสงกรานต์ อำนวยความสะดวกให้กับผู้เดินทางกลับภูมิลำเนาเริ่ม 10 เม.ย.นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (8 เม.ย.) กรมทางหลวงโดยแขวงการทางปราจีนบุรี ร่วมกับตำรวจทางหลวงปราจีนบุรี และตำรวจทางหลวงวังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ได้เปิดให้รถยนต์และรถจักรยานยนต์ทดลองวิ่งผ่านอุโมงค์เชื่อมผืนป่าระหว่างอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่และทับลาน บนถนนปราจีนบุรี-นครราชสีมา ซึ่งจะเปิดให้ใช้ชั่วคราว ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพื่ออำนวยความสะดวกและลดปัญหาการจราจรติดขัดให้กับผู้เดินทางกลับภูมิลำเนา ในวันที่ 10 เม.ย.นี้

สำหรับถนนสาย 304 ปราจีนบุรี-นครราชสีมา เป็นเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างภาคตะวันออกสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในช่วงเทศกาลต่างๆ จะมีประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาจำนวนมาก ประกอบกับช่วงหลักกิโลเมตรที่ 192-195 มีการก่อสร้างสะพานยกระดับและสร้างอุโมงค์ เพื่อเชื่อมผืนป่าระหว่างอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่กับทับลาน ทำให้ช่องจราจรลดเหลือ 2 ช่องจราจร จากเดิม 4 ช่องจราจรซึ่งจะทำให้การจราจรมุ่งหน้าสู่ภาคอีสานติดขัด
นายอติชาติ บุญยัง ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงปราจีนบุรี กล่าวว่า มาตรการป้องกันอุบัติเหตุช่วงเขาโทน งานก่อสร้างบนภูเขาตั้งแต่บริเวณอำเภอนาดี จ.ปราจีนบุรี ถึง อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา เป็นงานก่อสร้างประมาณ 30 กิโลเมตร โดยในช่วงสงกรานต์ได้จัดอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัย พร้อมติดป้ายแนะนำตลอดเส้นทาง

ล่าสุด การก่อสร้างอุโมงค์บนถนนสาย 304 งานเสร็จไปแล้วร้อยละ 75 .77 โดยตามกำหนดการการก่อสร้างอุโมงค์จะเสร็จปลายปี 2561 นี้ โดยมีบริษัทอิตาเลี่ยนไทยเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: มะอุอุ ที่ 08,04, 2018, 20:46:38

มีหลายที่ครับ..... แต่ส่วนมากจะเสร็จกลุ่มทุนยักใหญ่

ชาวบ้าน อย่างเรา แค่ไปเดิน ใช้บริการเท่านั้น

https://www.sanook.com/news/5982774/

เปิดใช้อุโมงค์เชื่อมผืนป่าเขาใหญ่-ทับลาน 10 เม.ย.นี้

เปิดใช้อุโมงค์เชื่อมผืนป่าระหว่างอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่และทับลาน บนถนนปราจีนบุรี-นครราชสีมา ชั่วคราว ช่วงเทศกาลสงกรานต์ อำนวยความสะดวกให้กับผู้เดินทางกลับภูมิลำเนาเริ่ม 10 เม.ย.นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (8 เม.ย.) กรมทางหลวงโดยแขวงการทางปราจีนบุรี ร่วมกับตำรวจทางหลวงปราจีนบุรี และตำรวจทางหลวงวังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ได้เปิดให้รถยนต์และรถจักรยานยนต์ทดลองวิ่งผ่านอุโมงค์เชื่อมผืนป่าระหว่างอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่และทับลาน บนถนนปราจีนบุรี-นครราชสีมา ซึ่งจะเปิดให้ใช้ชั่วคราว ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพื่ออำนวยความสะดวกและลดปัญหาการจราจรติดขัดให้กับผู้เดินทางกลับภูมิลำเนา ในวันที่ 10 เม.ย.นี้

สำหรับถนนสาย 304 ปราจีนบุรี-นครราชสีมา เป็นเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างภาคตะวันออกสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในช่วงเทศกาลต่างๆ จะมีประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาจำนวนมาก ประกอบกับช่วงหลักกิโลเมตรที่ 192-195 มีการก่อสร้างสะพานยกระดับและสร้างอุโมงค์ เพื่อเชื่อมผืนป่าระหว่างอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่กับทับลาน ทำให้ช่องจราจรลดเหลือ 2 ช่องจราจร จากเดิม 4 ช่องจราจรซึ่งจะทำให้การจราจรมุ่งหน้าสู่ภาคอีสานติดขัด
นายอติชาติ บุญยัง ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงปราจีนบุรี กล่าวว่า มาตรการป้องกันอุบัติเหตุช่วงเขาโทน งานก่อสร้างบนภูเขาตั้งแต่บริเวณอำเภอนาดี จ.ปราจีนบุรี ถึง อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา เป็นงานก่อสร้างประมาณ 30 กิโลเมตร โดยในช่วงสงกรานต์ได้จัดอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัย พร้อมติดป้ายแนะนำตลอดเส้นทาง

ล่าสุด การก่อสร้างอุโมงค์บนถนนสาย 304 งานเสร็จไปแล้วร้อยละ 75 .77 โดยตามกำหนดการการก่อสร้างอุโมงค์จะเสร็จปลายปี 2561 นี้ โดยมีบริษัทอิตาเลี่ยนไทยเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง


ถือเป็นถนนสายที่สวยอีกสายหนึ่ง ถ้าก่อสร้างแล้วเสร็จ อุโมงค์ใช้เชื่อมผืนป่าให้ติดกันทั้งสองอุทยาน โดยไม่มีถนนมากั้นกลาง สร้างเพื่อให้สัตว์ป่าข้ามไปมาได้อย่างปลอดภัย..


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 09,04, 2018, 14:01:41
https://www.prachachat.net/motoring/news-141761

รูดม่าน“มอเตอร์โชว์ 2018” ยอดจองรถ 3.6 หมื่นคันมอเตอร์ไซค์ 5.9 พันคัน

   งาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 39” ประสบความสำเร็จ ผู้เข้าชม 1.62 ล้านคน ค่ายรถยนต์และรถจักรยานยนต์กวาดยอดจองไปได้ 42,499 คัน เผยเป็นงานแสดงยานยนต์ที่เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดรถปี 2018 เติบโตได้ตามเป้า 9.2 แสนคัน
        นายจาตุรนต์ โกมลมิศร์ กรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ในฐานะรองประธานจัดงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ เปิดเผยว่า “งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 39 นับเป็นอีกครั้งของการจัดงานที่ประสบความสำเร็จในทุกด้าน ทั้งจำนวนบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และผู้ประกอบการธุรกิจยานยนต์ที่เข้าร่วมงาน ซึ่งทุกค่ายต่างนำผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาร่วมจัดแสดงอย่างคับคั่ง จำนวนผู้เข้าชมงานจากการเก็บรวบรวมสถิติพบว่า มีตัวเลขอยู่ที่ 1.62 ล้านคน”

 นายจาตุรนต์ กล่าวเพิ่มเติม “ด้านของยอดจองรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่เกิดขึ้นภายในงาน มียอดรวมทั้งสิ้น 42,499 คัน แบ่งออกเป็นรถยนต์ 36,587 คัน เติบโตขึ้น 18 เปอร์เซ็นต์ จากปีที่ผ่านมา ขณะที่รถจักรยานยนต์มียอดจองในปีนี้ 5,912 คัน เติบโตเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาเกือบเท่าตัว สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ในปีนี้ได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมเป็นจำนวนมาก โดยทางค่ายฟอมม์แบรนด์ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติญี่ปุ่นซึ่งทำการเปิดตัวยานยนต์ไฟฟ้าเป็นครั้งแรกภายในงานสามารถสร้างยอดจองได้ถึง 354 คัน
        จากการรวบรวมตัวเลขยอดจองภายในงาน โตโยต้า มียอดจองมากที่สุดอยู่ที่ 5,689 คัน, อันดับที่ 2 ฮอนด้า 5,133 คัน อันดับที่ 3 มาสด้า 5,021 คัน  อันดับ 4 อีซูซุ 3,920 คัน และอันดับ 5 เมอร์เซเดส-เบนซ์ 2,297 คัน ขณะที่ตลาดรถหรูยังคงเป็นเซ็กเมนต์ที่ได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงาน ส่วนในกลุ่มรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า มียอดจองมากที่สุด 2,628 คัน, อันดับ 2 ยามาฮ่า 737 คัน และอันดับ 3 คาวาซากิ 554 คัน
      จากยอดจองภายในงานครั้งนี้พบว่า ผลจากการเริ่มทยอยปลดล็อกรถยนต์คันแรก รวมถึงภาคการเกษตรมีแนวโน้มปรับตัวไปในทางที่ดี ทำให้สถานการณ์ของตลาดเริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติ ส่งผลให้กลุ่มรถยนต์นั่งขนาดกลางและขนาดเล็ก รวมถึงรถเพื่อการพาณิชย์ ยังคงได้รับความนิยมจากผู้บริโภค แม้จะมีกระแสข่าวเกี่ยวกับการเข้มงวดเรื่องความปลอดภัยในการใช้ของรถเพื่อการพาณิชย์ก็ตาม แต่รถยนต์ในกลุ่มนี้ก็ยังคงได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงานอย่างมาก โดยมีสัดส่วนยอดจองอยู่ที่ 20-30 เปอร์เซ็นต์ ของยอดจองในปีนี้
       ทางด้านรถในกลุ่มรถยนต์นั่งขนาดกลาง และรถยนต์หรูสัญชาติตะวันตกได้รับความนิยมจากผู้เข้าชมงานเป็นอย่างมากเช่นกัน เนื่องจากรถยนต์ในกลุ่มนี้มีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมาจากหลายบริษัท โดยเฉพาะรถประเภทเอสยูวีที่เริ่มมีทิศทางการเติบโตตามความต้องการของตลาดมากขึ้น
ขณะที่รถไฟฟ้าที่เข้ามาแสดงภายในงานในปีนี้ ได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงานเป็นจำนวนมาก จึงทำให้รถประเภทนี้เป็นทางเลือกของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ซึ่งหากดูจากการสนับสนุนจากภาครัฐที่เกี่ยวเนื่องกับรถไฟฟ้าก็น่าจะทำให้ตลาดรถในกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่ดีขึ้นในอนาคต
อย่างไรก็ตาม นับเป็นเรื่องน่ายินดีที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ เป็นงานจัดแสดงรถยนต์งานหนึ่งของประเทศที่มีส่วนช่วยในการกระตุ้นอุตสาหกรรมยานยนต์ให้มีการเติบโต เพราะนอกจากจะเป็นการเข้ามากระตุ้นตลาดในช่วงโลว์ซีซั่นแล้ว ตัวเลขการขายยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้จบอยู่เพียงภายในงานเท่านั้น นั่นเพราะรายชื่อผู้เข้าเยี่ยมชมในแต่ละบูธที่บรรดาที่ปรึกษาการขายรวบรวมมาได้ ยังใช้เป็นฐานข้อมูลเพื่อไปต่อยอดในการขายในอนาคตได้อีกด้วย


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: มะอุอุ ที่ 10,04, 2018, 21:14:23
https://www.prachachat.net/motoring/news-141761

รูดม่าน“มอเตอร์โชว์ 2018” ยอดจองรถ 3.6 หมื่นคันมอเตอร์ไซค์ 5.9 พันคัน

   งาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 39” ประสบความสำเร็จ ผู้เข้าชม 1.62 ล้านคน ค่ายรถยนต์และรถจักรยานยนต์กวาดยอดจองไปได้ 42,499 คัน เผยเป็นงานแสดงยานยนต์ที่เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดรถปี 2018 เติบโตได้ตามเป้า 9.2 แสนคัน
        นายจาตุรนต์ โกมลมิศร์ กรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ในฐานะรองประธานจัดงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ เปิดเผยว่า “งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 39 นับเป็นอีกครั้งของการจัดงานที่ประสบความสำเร็จในทุกด้าน ทั้งจำนวนบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และผู้ประกอบการธุรกิจยานยนต์ที่เข้าร่วมงาน ซึ่งทุกค่ายต่างนำผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาร่วมจัดแสดงอย่างคับคั่ง จำนวนผู้เข้าชมงานจากการเก็บรวบรวมสถิติพบว่า มีตัวเลขอยู่ที่ 1.62 ล้านคน”

 นายจาตุรนต์ กล่าวเพิ่มเติม “ด้านของยอดจองรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่เกิดขึ้นภายในงาน มียอดรวมทั้งสิ้น 42,499 คัน แบ่งออกเป็นรถยนต์ 36,587 คัน เติบโตขึ้น 18 เปอร์เซ็นต์ จากปีที่ผ่านมา ขณะที่รถจักรยานยนต์มียอดจองในปีนี้ 5,912 คัน เติบโตเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาเกือบเท่าตัว สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ในปีนี้ได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมเป็นจำนวนมาก โดยทางค่ายฟอมม์แบรนด์ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติญี่ปุ่นซึ่งทำการเปิดตัวยานยนต์ไฟฟ้าเป็นครั้งแรกภายในงานสามารถสร้างยอดจองได้ถึง 354 คัน
        จากการรวบรวมตัวเลขยอดจองภายในงาน โตโยต้า มียอดจองมากที่สุดอยู่ที่ 5,689 คัน, อันดับที่ 2 ฮอนด้า 5,133 คัน อันดับที่ 3 มาสด้า 5,021 คัน  อันดับ 4 อีซูซุ 3,920 คัน และอันดับ 5 เมอร์เซเดส-เบนซ์ 2,297 คัน ขณะที่ตลาดรถหรูยังคงเป็นเซ็กเมนต์ที่ได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงาน ส่วนในกลุ่มรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า มียอดจองมากที่สุด 2,628 คัน, อันดับ 2 ยามาฮ่า 737 คัน และอันดับ 3 คาวาซากิ 554 คัน
      จากยอดจองภายในงานครั้งนี้พบว่า ผลจากการเริ่มทยอยปลดล็อกรถยนต์คันแรก รวมถึงภาคการเกษตรมีแนวโน้มปรับตัวไปในทางที่ดี ทำให้สถานการณ์ของตลาดเริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติ ส่งผลให้กลุ่มรถยนต์นั่งขนาดกลางและขนาดเล็ก รวมถึงรถเพื่อการพาณิชย์ ยังคงได้รับความนิยมจากผู้บริโภค แม้จะมีกระแสข่าวเกี่ยวกับการเข้มงวดเรื่องความปลอดภัยในการใช้ของรถเพื่อการพาณิชย์ก็ตาม แต่รถยนต์ในกลุ่มนี้ก็ยังคงได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงานอย่างมาก โดยมีสัดส่วนยอดจองอยู่ที่ 20-30 เปอร์เซ็นต์ ของยอดจองในปีนี้
       ทางด้านรถในกลุ่มรถยนต์นั่งขนาดกลาง และรถยนต์หรูสัญชาติตะวันตกได้รับความนิยมจากผู้เข้าชมงานเป็นอย่างมากเช่นกัน เนื่องจากรถยนต์ในกลุ่มนี้มีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมาจากหลายบริษัท โดยเฉพาะรถประเภทเอสยูวีที่เริ่มมีทิศทางการเติบโตตามความต้องการของตลาดมากขึ้น
ขณะที่รถไฟฟ้าที่เข้ามาแสดงภายในงานในปีนี้ ได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงานเป็นจำนวนมาก จึงทำให้รถประเภทนี้เป็นทางเลือกของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ซึ่งหากดูจากการสนับสนุนจากภาครัฐที่เกี่ยวเนื่องกับรถไฟฟ้าก็น่าจะทำให้ตลาดรถในกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่ดีขึ้นในอนาคต
อย่างไรก็ตาม นับเป็นเรื่องน่ายินดีที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ เป็นงานจัดแสดงรถยนต์งานหนึ่งของประเทศที่มีส่วนช่วยในการกระตุ้นอุตสาหกรรมยานยนต์ให้มีการเติบโต เพราะนอกจากจะเป็นการเข้ามากระตุ้นตลาดในช่วงโลว์ซีซั่นแล้ว ตัวเลขการขายยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้จบอยู่เพียงภายในงานเท่านั้น นั่นเพราะรายชื่อผู้เข้าเยี่ยมชมในแต่ละบูธที่บรรดาที่ปรึกษาการขายรวบรวมมาได้ ยังใช้เป็นฐานข้อมูลเพื่อไปต่อยอดในการขายในอนาคตได้อีกด้วย

ยอดถล่มทลายจริงๆครับปีนี้ รถยนต์Hybridตอบรับดี ดันยอดขายโตตามเป้า..


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 10,04, 2018, 21:39:07
https://www.prachachat.net/general/news-142628

ทางหลวง เผยถนน 8 สายหลับในมากที่สุด เสี่ยงเกิดอุบัติเหตุ ติดป้ายเตือน “ง่วงหยุดพัก”

นายธานินทร์ สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า นอกจากการเตรียมความพร้อมของกรมทางหลวง ในการอำนวยความสะดวกและปลอดภัย เพื่อรองรับการเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์2561 ภายใต้นโยบาย One Transport ของกระทรวงคมนาคมแล้ว ยังสั่งการให้สำนักทางหลวงและแขวงทางหลวงในพื้นที่ติดตั้งป้ายเตือน “ง่วงหยุดพัก” และจุดบริการประชาชน เพิ่มเติมในจุดที่เกิดอุบัติเหตุบนสายทางที่พบว่าเกิดจากการหลับในของผู้ขับขี่ ซึ่งมีสาเหตุมาจากเหนื่อยล้าและเป็นทางตรงระยะยาว

โดยจากสถิติของสำนักอำนวยความปลอดภัยกรมทางหลวงพบว่า ทางหลวงจำนวน 8 สายทางที่มีสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุมาจากผู้ขับขี่หลับใน ได้แก่

ทางหลวงหมายเลข 1 ตอน พาน – สันทรายหลวง ระหว่าง กิโลเมตรที่ 916 – 922 ระยะทางประมาณ 6 กม. พื้นที่จังหวัดเชียงราย

ทางหลวงหมายเลข 323 ตอนแยกปากกิเลน – น้ำตกไทรโยคใหญ่ ระหว่างกิโลเมตรที่ 110 – 115 ระยะทางประมาณ 5 กม.พื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี

ทางหลวงหมายเลข 1 ตอน วังม่วง – แม่เชียงรายบน ระหว่างกิโลเมตรที่ 535 – 540 ระยะทางประมาณ 5 กม. พื้นที่จังหวัดตาก

ทางหลวงหมายเลข 4 ตอน น้ำรอด – พ่อตาหินช้าง ระหว่างกิโลเมตรที่ 415 – 425 ระยะทางประมาณ 10 กม. พื้นที่จังหวัดชุมพร

ทางหลวงหมายเลข 224 ตอน พะโค – หนองสนวน ระหว่างกิโลเมตรที่ 90 – 95 ระยะทางประมาณ 5 กม. พื้นที่จังหวัดนครราชสีมา

ทางหลวงหมายเลข 402 ตอน หมากปรก – เมืองภูเก็ต ระหว่างกิโลเมตรที่ 30 – 35 ระยะทางประมาณ 5 กม. พื้นที่จังหวัดภูเก็ต

ทางหลวงหมายเลข 4 ตอน ปากท่อ – สระพัง ระหว่างกิโลเมตรที่123 – 133 ระยะทางประมาณ 10 กม.ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม

ทางหลวงหมายเลข 35 ตอน สะพานข้ามแม่น้ำท่าจีน – นาโคก ระหว่างกิโลเมตรที่ 40 – 45 ระยะทางประมาณ 5 กม. ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร

อธิบดีกรมทางหลวง ยังกล่าวต่อไปอีกว่า ในทั้ง 8 จุด กรมทางหลวงได้ติดตั้งป้ายเตือน “ง่วงหยุดพัก” ในจุดที่เหมาะสมเพื่อเตือนผู้ใช้ทางที่ผ่านพื้นที่ดังกล่าวทราบว่าจุดดังกล่าวมีโอกาสหลับในสูง

เนื่องจากเป็นทางตรงระยะยาว และเป็นจุดที่จะใกล้จุดหมายของผู้ขับขี่ ทำให้ผู้ขับขี่ฝืนตัวเอง ดังนั้นขอให้ผู้ใช้ทางหยุดพักเพื่อผ่อนคลาย โดยกรมทางหลวงแนะนำให้พักที่จุดบริการกรมทางหลวงที่ตั้งอยู่บนสายทางเนื่องจากมีความพร้อมในการรองรับทั้งที่พัก สิ่งอำนวยความสะดวก เครื่องดื่ม รวมถึงข้อแนะนำต่างๆ


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: มะอุอุ ที่ 11,04, 2018, 20:23:46

สงกรานต์ปีนี้นอกจากเตรียมรถให้พร้อมแล้วต้องเตรียมร่างกายให้พร้อมกันด้วยนะครับ
ขอให้พี่น้องสมาชิกเดินทางโดยสวัสดิภาพทุกท่านนะครับ :<>


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 15,04, 2018, 21:06:52
สงกรานต์ปีนี้นอกจากเตรียมรถให้พร้อมแล้วต้องเตรียมร่างกายให้พร้อมกันด้วยนะครับ
ขอให้พี่น้องสมาชิกเดินทางโดยสวัสดิภาพทุกท่านนะครับ :<>


ขอบคุณครับ

https://www.sanook.com/news/6067854/

เล่นสงกรานต์เพลิน ขาดงาน 3 วัน เจ้านายเลิกจ้างได้ไม่ต้องจ่ายชดเชย เตือนวางแผนเดินทางกลับ

นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์สถานประกอบกิจการส่วนใหญ่ ได้ประกาศให้เป็นวันหยุดต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหลายวัน เพื่อให้ลูกจ้างเดินทางกลับไปเยี่ยมครอบครัว และร่วมกิจกรรมตามประเพณีนิยม กสร. ขอฝากเตือนไปยังลูกจ้างทุกท่านที่เดินทางกลับภูมิลำเนา หรือเดินทางท่องเที่ยวต่างจังหวัดในช่วงสงกรานต์ให้วางแผนการเดินทางไปกลับเพื่อความสะดวก ปลอดภัยและกลับมาทำงานทันตามวันเวลาที่กำหนด เพื่อไม่ให้ขาดงานโดยไม่มีเหตุอันจำเป็น เพราะอาจทำให้ลูกจ้างถูกลงโทษทางวินัยและอาจเป็นสาเหตุให้นายจ้างบอกเลิกจ้างได้

อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ได้กำหนดกรณีลูกจ้างละทิ้งหน้าเป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกันไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่ก็ตาม โดยไม่มีเหตุอันสมควรนายจ้างสามารถเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดเหตุดังกล่าวขึ้น จึงขอให้ลูกจ้างปฏิบัติตามกฎหมาย และระเบียบ ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอย่างเคร่งครัด


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: มะอุอุ ที่ 16,04, 2018, 09:58:03

“อยู่หมอชิตเรียกรถยาก” ฟังทางนี้! “ตำรวจ” บริการรับ-ส่งฟรี ต่อเนื่องวันที่ 2 แล้ว

(https://www.img.in.th/images/1bdbc0b05010cec1651ae86cf273f176.md.jpg) (https://www.img.in.th/image/VEGiE2)

ประชาชนที่ลงรถ-กลับจากต่างจังหวัด ที่สถานีขนส่งหมอชิต ให้ความสนใจใช้บริการ รถตู้ตำรวจฟรี ไปไปยังอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ อย่างต่อเนื่อง

วันนี้(16 เม.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทันที ที่ประชาชนผู้ใช้บริการรถร่วมบริการ บขส. และรถเสริม ลงรถที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ หรือหมอชิต เพื่อเตรียมตัวทำงานในวันพรุ่งนี้

ประชาชนจำนวนมาก ให้ความสนใจใช้บริการรถตู้ตำรวจ รับ-ส่งประชาชนฟรี เดินทางจากสถานีขนส่งหมอชิต ไปสถานีรถไฟฟ้า BTS หมอชิต และอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

โดยกองบัญชาการตำรวจนครบาล เปิดบริการรถตู้รับ-ส่งประชาชนฟรี ระหว่างวันที่ 15 -17 เมษายน เวลา 04.00 น. – 09.00 น. และ 16.00 น. – 20 น. ซึ่งผู้สนใจ สามารถขึ้นรถตู้ที่จอดรออยู่บริเวณริมรั้ว ด้านหน้าสถานีขนส่งหมอชิต โดยจะมีตำรวจคอยอำนวยความสะดวก และช่วยเหลือขนสัมภาระต่าง ๆ ให้กับประชาชน

(https://www.img.in.th/images/7f9234ef478f49240ac4dab249f855d2.md.jpg) (https://www.img.in.th/image/VEG6dH)



ขอบคุณภาพจาก : FM91 Trafficpro
Cr.http://www.springnews.co.th/view/237710?sp=


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 16,04, 2018, 20:23:59
จาก กระทู้ ข้างบนดีครับ นี่สิ ถึงจะเรียกว่า บริการประชาชน ของจริง

https://www.prachachat.net/economy/news-143914

“พาณิชย์” เผยผลประชุม TIFA กับสหรัฐ แจงเหตุผลไม่ให้ขึ้นภาษีเหล็ก-อลูมิเนียมจากไทย

กระทรวงพาณิชย์เผยผลการประชุมกรอบความตกลงการค้าและการลงทุนไทย – สหรัฐฯ หรือ TIFA ระหว่างวันที่ 9 – 10 เมษายน 2561 ณ กรุงวอชิงตัน ดีซี สหรัฐอเมริกา ได้หารือขอยกเว้นไม่ให้ขึ้นภาษีเหล็กและอลูมิเนียมจากไทย ชี้แจงเหตุผลครองส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐฯ น้อย มีมาตรการดูแลไม่ให้เกิดการสวมสิทธิ และการทุ่มตลาด พร้อมร่วมแก้ปัญหาการผลิตส่วนเกินล้นตลาด ขณะเดียวกันได้แจ้งการดำเนินงานด้านการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและแรงงาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สหรัฐฯ ใช้ในการพิจารณาต่ออายุ GSP รวมทั้งได้หารือเพื่อให้สหรัฐฯ ยอมรับให้หน่วยงานเกษตรของไทยสามารถตรวจและออกเครื่องหมายรับรองสินค้าเกษตรอินทรีย์ของสหรัฐฯ ในสินค้าเกษตรอินทรีย์ไทยได้


นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยหลังจากกลับจากนำคณะผู้แทนไทย ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงแรงงาน และกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมการประชุม TIFA กับสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 9 – 10 เมษายน 2561 ณ กรุงวอชิงตัน ดีซี สหรัฐอเมริกา ว่า ทั้งสองประเทศให้ความสำคัญเรื่องการส่งเสริมการค้าการลงทุนระหว่างกัน โดยคำนึงถึง ความสัมพันธ์ที่ดีและมีมายาวนานระหว่างกันถึง 200 ปี ไทยได้ขอให้สหรัฐฯ ยกเว้นการใช้มาตรการ 232 และไม่ขึ้นภาษีเหล็กและอลูมิเนียมจากไทย ชี้แจงเหตุผลในฐานะประเทศพันธมิตรที่ดีต่อกันมายาวนาน อีกทั้งไทยมีการส่งออกและครองส่วนแบ่งตลาดเหล็กและอลูมิเนียมในสหรัฐฯ น้อย มีมาตรการกำกับดูแลไม่ให้เหล็กจากประเทศอื่นมาอ้างสิทธิว่าเป็นเหล็กจากไทย ตลอดจนมีการใช้มาตรการทุ่มตลาดกับเหล็กนำเข้าราคาต่ำทะลักเข้าไทย และพร้อมร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการแก้ไขปัญหาเหล็กส่วนเกินในตลาดโลก ขณะเดียวกัน ไทยได้แจ้งการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการด้านการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา การคุ้มครองแรงงานซึ่งมีความคืบหน้าไปมาก ทั้งในส่วนการปราบปรามสินค้าละเมิดฯ การบังคับใช้กฎหมาย และการพัฒนาปรับแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น และได้ขอให้สหรัฐฯ พิจารณาต่ออายุสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร หรือ GSP แก่ไทย โดยไม่จัดไทยไว้ในกลุ่มประเทศที่ต้องถูกทบทวนว่าจะได้ต่ออายุ GSP หรือไม่

นางนันทวัลย์ กล่าวว่า การประชุม TIFA ครั้งนี้ ประสบความสำเร็จด้วยดี โดยเฉพาะในประเด็นการต่ออายุ GSP เนื่องจากในช่วงวันหยุดสงกรานต์ที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2561 สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ได้ประกาศรายชื่อประเทศที่ต้องถูกทบทวนการต่ออายุ GSP เพราะไม่ได้เปิดตลาดและคุ้มครองสิทธิแรงงาน และไทยไม่ได้อยู่ในรายชื่อดังกล่าว โดยประเทศที่อยู่ในรายการทบทวนและอาจเสี่ยงถูกตัด GSP จากสหรัฐฯ มี 3 ประเทศ คือ อินเดีย (กรณีเปิดตลาดโคนมและอุปกรณ์ทางการแพทย์) อินโดนีเซีย (กรณีเปิดตลาดสินค้า บริการและการลงทุน) และคาซัคสถาน (กรณีการคุ้มครองแรงงานและสิทธิแรงงาน) นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2561 กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ประกาศรายชื่อประเทศที่มีการบิดเบือนอัตราแลกเปลี่ยนเงินที่อาจส่งผลกระทบกับสหรัฐฯ ซึ่งจะต้องเฝ้าระวัง และมีการหารือกับสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด มี 6 ประเทศ คือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี อินเดีย เยอรมนี และสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งไทยไม่ได้อยู่ในรายชื่อดังกล่าวเช่นกัน

นางนันทวัลย์ เสริมว่า ไทยยังได้หารือขอให้สหรัฐฯ เร่งกระบวนการตรวจสอบด้านสุขอนามัยกับสินค้าส้มโอของไทย เพื่อให้สามารถส่งออกส้มโอไปสหรัฐฯ ได้ ซึ่งสหรัฐฯ แจ้งว่ากระบวนการต่างๆ ใกล้จะเสร็จสิ้นแล้ว และหากไม่มีผู้คัดค้าน ไทยน่าจะสามารถส่งออกส้มโอไปสหรัฐฯ ได้ภายในปีนี้ รวมทั้งได้หารือเรื่องที่จะให้กระทรวงเกษตรของสหรัฐฯ รับรองให้หน่วยงานไทย อาทิ กรมการข้าว และกรมวิชาการเกษตรของไทย เป็นหน่วยงานที่สามารถตรวจและออกเครื่องหมายรับรองเกษตรอินทรีย์ของสหรัฐฯ กับสินค้าเกษตรอินทรีย์ไทยได้ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ไทยไปตลาดโลก โดยเฉพาะในตลาดที่ให้การยอมรับตราเครื่องหมายรับรองเกษตรอินทรีย์ของสหรัฐฯ

สำหรับเรื่องที่สหรัฐฯ เรียกร้องให้ไทยยอมรับค่าความปลอดภัยของสารเร่งเนื้อแดง (แรคโตพามีน) ในเนื้อหมูและเครื่องใน ตามมาตรฐาน Codex นั้น ไทยได้ชี้แจงให้เห็นว่าจะต้องมีการศึกษาและมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์รองรับความปลอดภัยของผู้บริโภค ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะหารือร่วมกันต่อไปในเรื่องการศึกษา และข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับระดับความปลอดภัยของการใช้สารแรคโตพามีน การประเมินความเสี่ยงต่อผู้บริโภค และการจัดการด้านความปลอดภัยผู้บริโภค เป็นต้น

ทั้งนี้ ในปี 2560 สหรัฐฯ เป็นคู่ค้าสำคัญอันดับที่ 3 ของไทย รองจาก จีน และญี่ปุ่น ทั้งสองฝ่ายมีมูลค่าการค้ารวม 41,400.82 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ร้อยละ 13.30 โดยไทยส่งออกไปสหรัฐฯ เป็นมูลค่า 26,536.64 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมีสินค้าส่งออกสำคัญได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป เครื่องนุ่งห่ม ผลไม้กระป๋องและแปรรูป เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และแผงวงจรไฟฟ้า และไทยนำเข้าจากสหรัฐฯ เป็นมูลค่า 14,864.18 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมีสินค้านำเข้าสำคัญได้แก่ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ น้ำมันดิบ อุปกรณ์ยานยนต์ แผงวงจรไฟฟ้า เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 17,04, 2018, 21:17:34
https://www.matichon.co.th/news/920642

ราชกิจจาฯ ประกาศกำหนด ‘มาตรฐานปลาร้า’ ระบุกลิ่นต้องหอม เนื้อนุ่ม ไม่มีพยาธิ-สิ่งแปลกปลอม

เมื่อวันที่ 17 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องกำหนดมาตรฐานสินค้า : ปลาร้าตามพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. 2551 โดยระบุว่าด้วยคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรเห็นสมควรกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่องปลาร้าเป็นมาตรฐานทั่วไปตาม พ.ร.บ.มาตรฐานสินค้าเกษตร 2551 เพื่อส่งเสริมสินค้าเกษตรให้ได้คุณภาพ มาตรฐาน และปลอดภัย

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 มาตรา 15 และมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. 2551 ประกอบมติคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร ในการประชุมครั้งที่ 1/ 2561 เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2561 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงออกประกาศกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตร : ปลาร้า มกษ. 7023-2561 ไว้เป็นมาตรฐานทั่วไป

สำหรับเนื้อหาโดยสรุป กล่าวถึงรายละเอียดเกี่ยวกับปลาร้า ตั้งแต่คำอธิบาย กระบวนการผลิต ส่วนประกอบและเกณฑ์คุณภาพซึ่งประกอบด้วยคุณลักษณะทางกายภาพที่ต้องคลุกเคล้ากันพอดี ไม่แห้งหรือเละเกินไป เนื้อปลานุ่ม หนังไม่ฉีกขาด มีสีตามลักษณะเฉพาะของเนื้อปลา กลิ่นหอมตามลักษณะเฉพาะของปลาร้า ไม่มีกลิ่นคาว เหม็นอับ เหม็นเปรี้ยว เป็นต้น
สำหรับการใส่เกลือ ต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 18 โดยน้ำหนัก ไม่พบพยาธิตัวจี๊ดและตัวอ่อนพยาธิใบไม้ในตับ ไม่มีสิ่งแปลกปลอม แมลง ชิ้นส่วนสัตว์ที่ไม่ใช่ปลา และปลาที่ไม่ได้บรรจุในฉลาก ห้ามใช้สีและวัตถุกันเสีย สารปนเปื้อนต้องไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด
นอกจากนี้ ยังระบุถึงเกณฑ์กำหนดด้านจุลินทรีย์ในปลาร้าอย่างละเอียด รวมถึงการบรรจุและการแสดงฉลากสำหรับขายปลีก และขายส่ง อีกทั้งเครื่องหมายรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรซึ่งให้เป็นไปตามกฎกระทรวงอีกด้วย


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: มะอุอุ ที่ 18,04, 2018, 20:39:42

จาก กระทู้ ข้างบนดีครับ นี่สิ ถึงจะเรียกว่า บริการประชาชน ของจริง

https://www.prachachat.net/economy/news-143914

“พาณิชย์” เผยผลประชุม TIFA กับสหรัฐ แจงเหตุผลไม่ให้ขึ้นภาษีเหล็ก-อลูมิเนียมจากไทย

กระทรวงพาณิชย์เผยผลการประชุมกรอบความตกลงการค้าและการลงทุนไทย – สหรัฐฯ หรือ TIFA ระหว่างวันที่ 9 – 10 เมษายน 2561 ณ กรุงวอชิงตัน ดีซี สหรัฐอเมริกา ได้หารือขอยกเว้นไม่ให้ขึ้นภาษีเหล็กและอลูมิเนียมจากไทย ชี้แจงเหตุผลครองส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐฯ น้อย มีมาตรการดูแลไม่ให้เกิดการสวมสิทธิ และการทุ่มตลาด พร้อมร่วมแก้ปัญหาการผลิตส่วนเกินล้นตลาด ขณะเดียวกันได้แจ้งการดำเนินงานด้านการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและแรงงาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สหรัฐฯ ใช้ในการพิจารณาต่ออายุ GSP รวมทั้งได้หารือเพื่อให้สหรัฐฯ ยอมรับให้หน่วยงานเกษตรของไทยสามารถตรวจและออกเครื่องหมายรับรองสินค้าเกษตรอินทรีย์ของสหรัฐฯ ในสินค้าเกษตรอินทรีย์ไทยได้


นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยหลังจากกลับจากนำคณะผู้แทนไทย ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงแรงงาน และกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมการประชุม TIFA กับสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 9 – 10 เมษายน 2561 ณ กรุงวอชิงตัน ดีซี สหรัฐอเมริกา ว่า ทั้งสองประเทศให้ความสำคัญเรื่องการส่งเสริมการค้าการลงทุนระหว่างกัน โดยคำนึงถึง ความสัมพันธ์ที่ดีและมีมายาวนานระหว่างกันถึง 200 ปี ไทยได้ขอให้สหรัฐฯ ยกเว้นการใช้มาตรการ 232 และไม่ขึ้นภาษีเหล็กและอลูมิเนียมจากไทย ชี้แจงเหตุผลในฐานะประเทศพันธมิตรที่ดีต่อกันมายาวนาน อีกทั้งไทยมีการส่งออกและครองส่วนแบ่งตลาดเหล็กและอลูมิเนียมในสหรัฐฯ น้อย มีมาตรการกำกับดูแลไม่ให้เหล็กจากประเทศอื่นมาอ้างสิทธิว่าเป็นเหล็กจากไทย ตลอดจนมีการใช้มาตรการทุ่มตลาดกับเหล็กนำเข้าราคาต่ำทะลักเข้าไทย และพร้อมร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการแก้ไขปัญหาเหล็กส่วนเกินในตลาดโลก ขณะเดียวกัน ไทยได้แจ้งการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการด้านการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา การคุ้มครองแรงงานซึ่งมีความคืบหน้าไปมาก ทั้งในส่วนการปราบปรามสินค้าละเมิดฯ การบังคับใช้กฎหมาย และการพัฒนาปรับแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น และได้ขอให้สหรัฐฯ พิจารณาต่ออายุสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร หรือ GSP แก่ไทย โดยไม่จัดไทยไว้ในกลุ่มประเทศที่ต้องถูกทบทวนว่าจะได้ต่ออายุ GSP หรือไม่

นางนันทวัลย์ กล่าวว่า การประชุม TIFA ครั้งนี้ ประสบความสำเร็จด้วยดี โดยเฉพาะในประเด็นการต่ออายุ GSP เนื่องจากในช่วงวันหยุดสงกรานต์ที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2561 สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ได้ประกาศรายชื่อประเทศที่ต้องถูกทบทวนการต่ออายุ GSP เพราะไม่ได้เปิดตลาดและคุ้มครองสิทธิแรงงาน และไทยไม่ได้อยู่ในรายชื่อดังกล่าว โดยประเทศที่อยู่ในรายการทบทวนและอาจเสี่ยงถูกตัด GSP จากสหรัฐฯ มี 3 ประเทศ คือ อินเดีย (กรณีเปิดตลาดโคนมและอุปกรณ์ทางการแพทย์) อินโดนีเซีย (กรณีเปิดตลาดสินค้า บริการและการลงทุน) และคาซัคสถาน (กรณีการคุ้มครองแรงงานและสิทธิแรงงาน) นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2561 กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ประกาศรายชื่อประเทศที่มีการบิดเบือนอัตราแลกเปลี่ยนเงินที่อาจส่งผลกระทบกับสหรัฐฯ ซึ่งจะต้องเฝ้าระวัง และมีการหารือกับสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด มี 6 ประเทศ คือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี อินเดีย เยอรมนี และสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งไทยไม่ได้อยู่ในรายชื่อดังกล่าวเช่นกัน

นางนันทวัลย์ เสริมว่า ไทยยังได้หารือขอให้สหรัฐฯ เร่งกระบวนการตรวจสอบด้านสุขอนามัยกับสินค้าส้มโอของไทย เพื่อให้สามารถส่งออกส้มโอไปสหรัฐฯ ได้ ซึ่งสหรัฐฯ แจ้งว่ากระบวนการต่างๆ ใกล้จะเสร็จสิ้นแล้ว และหากไม่มีผู้คัดค้าน ไทยน่าจะสามารถส่งออกส้มโอไปสหรัฐฯ ได้ภายในปีนี้ รวมทั้งได้หารือเรื่องที่จะให้กระทรวงเกษตรของสหรัฐฯ รับรองให้หน่วยงานไทย อาทิ กรมการข้าว และกรมวิชาการเกษตรของไทย เป็นหน่วยงานที่สามารถตรวจและออกเครื่องหมายรับรองเกษตรอินทรีย์ของสหรัฐฯ กับสินค้าเกษตรอินทรีย์ไทยได้ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ไทยไปตลาดโลก โดยเฉพาะในตลาดที่ให้การยอมรับตราเครื่องหมายรับรองเกษตรอินทรีย์ของสหรัฐฯ

สำหรับเรื่องที่สหรัฐฯ เรียกร้องให้ไทยยอมรับค่าความปลอดภัยของสารเร่งเนื้อแดง (แรคโตพามีน) ในเนื้อหมูและเครื่องใน ตามมาตรฐาน Codex นั้น ไทยได้ชี้แจงให้เห็นว่าจะต้องมีการศึกษาและมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์รองรับความปลอดภัยของผู้บริโภค ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะหารือร่วมกันต่อไปในเรื่องการศึกษา และข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับระดับความปลอดภัยของการใช้สารแรคโตพามีน การประเมินความเสี่ยงต่อผู้บริโภค และการจัดการด้านความปลอดภัยผู้บริโภค เป็นต้น

ทั้งนี้ ในปี 2560 สหรัฐฯ เป็นคู่ค้าสำคัญอันดับที่ 3 ของไทย รองจาก จีน และญี่ปุ่น ทั้งสองฝ่ายมีมูลค่าการค้ารวม 41,400.82 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ร้อยละ 13.30 โดยไทยส่งออกไปสหรัฐฯ เป็นมูลค่า 26,536.64 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมีสินค้าส่งออกสำคัญได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป เครื่องนุ่งห่ม ผลไม้กระป๋องและแปรรูป เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และแผงวงจรไฟฟ้า และไทยนำเข้าจากสหรัฐฯ เป็นมูลค่า 14,864.18 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมีสินค้านำเข้าสำคัญได้แก่ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ น้ำมันดิบ อุปกรณ์ยานยนต์ แผงวงจรไฟฟ้า เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์

ยินดีด้วยนะครับ ผลการเจรจาที่ออกมาถือเป็นเรื่องดี และทำให้ไทยและสหรัฐฯยังเป็น
พันธมิตรที่ดีต่อกัน


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: มะอุอุ ที่ 20,04, 2018, 17:19:32
https://www.matichon.co.th/news/920642

ราชกิจจาฯ ประกาศกำหนด ‘มาตรฐานปลาร้า’ ระบุกลิ่นต้องหอม เนื้อนุ่ม ไม่มีพยาธิ-สิ่งแปลกปลอม

เมื่อวันที่ 17 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องกำหนดมาตรฐานสินค้า : ปลาร้าตามพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. 2551 โดยระบุว่าด้วยคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรเห็นสมควรกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่องปลาร้าเป็นมาตรฐานทั่วไปตาม พ.ร.บ.มาตรฐานสินค้าเกษตร 2551 เพื่อส่งเสริมสินค้าเกษตรให้ได้คุณภาพ มาตรฐาน และปลอดภัย

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 มาตรา 15 และมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. 2551 ประกอบมติคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร ในการประชุมครั้งที่ 1/ 2561 เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2561 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงออกประกาศกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตร : ปลาร้า มกษ. 7023-2561 ไว้เป็นมาตรฐานทั่วไป

สำหรับเนื้อหาโดยสรุป กล่าวถึงรายละเอียดเกี่ยวกับปลาร้า ตั้งแต่คำอธิบาย กระบวนการผลิต ส่วนประกอบและเกณฑ์คุณภาพซึ่งประกอบด้วยคุณลักษณะทางกายภาพที่ต้องคลุกเคล้ากันพอดี ไม่แห้งหรือเละเกินไป เนื้อปลานุ่ม หนังไม่ฉีกขาด มีสีตามลักษณะเฉพาะของเนื้อปลา กลิ่นหอมตามลักษณะเฉพาะของปลาร้า ไม่มีกลิ่นคาว เหม็นอับ เหม็นเปรี้ยว เป็นต้น
สำหรับการใส่เกลือ ต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 18 โดยน้ำหนัก ไม่พบพยาธิตัวจี๊ดและตัวอ่อนพยาธิใบไม้ในตับ ไม่มีสิ่งแปลกปลอม แมลง ชิ้นส่วนสัตว์ที่ไม่ใช่ปลา และปลาที่ไม่ได้บรรจุในฉลาก ห้ามใช้สีและวัตถุกันเสีย สารปนเปื้อนต้องไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด
นอกจากนี้ ยังระบุถึงเกณฑ์กำหนดด้านจุลินทรีย์ในปลาร้าอย่างละเอียด รวมถึงการบรรจุและการแสดงฉลากสำหรับขายปลีก และขายส่ง อีกทั้งเครื่องหมายรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรซึ่งให้เป็นไปตามกฎกระทรวงอีกด้วย


ก็ดีครับ สะอาดแล้วมันเป็นมาตรฐานทั่วไป ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจคุณภาพมากขึ้น


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: มะอุอุ ที่ 21,04, 2018, 17:57:56

 :<>ขออนุญาตท่านเจ้าของกระทู้นำข้อมูลมาแบ่งปันครับ :<>

ปรากฏการณ์แจ๊คหม่า ขายทุเรียน 80,000 ลูกใน 1 นาที

(https://www.img.in.th/images/a8aa5b493459752908bcee43ea176645.md.jpg) (https://www.img.in.th/image/Vt8xtS)

จีนจะเข้ามา "กินรวบ" ไทย? / โดย ลงทุนแมน
ถ้าเราตกใจกับเรื่อง
แจ๊คหม่าขายทุเรียนได้ 80,000 ลูกภายใน 1 นาที
ถ้าเราได้อ่านข้อมูลนี้จะตกใจมากขึ้น
ว่าอาณาจักร อาลีบาบา ใหญ่แค่ไหน

เว็บไซต์ Tmall ตั้งราคาขายทุเรียนลูกละ 990 บาท ก็แปลว่ามูลค่าทุเรียนที่ขายได้คือ 80 ล้านบาทภายใน 1 นาที

จริงๆแล้วอาลีบาบาเคยขายได้เร็วสุดขนาดไหน?

ปีที่แล้วโปรโมชั่นในวันคนโสดจีน อาลีบาบาขายได้สินค้ารวมกันได้ 30,000 ล้านบาท ภายใน 2 นาที..

ยอดขาย 30,000 ล้านบาท ห้างสรรพสินค้าบางแห่งของไทยขายทั้งปียังไม่ได้เท่านี้

แล้วทั้งปีอาลีบาบาขายสินค้าได้เท่าไร?

ปี 2017 อาลีบาบาขายสินค้าในประเทศจีนได้ทั้งหมด 18.7 ล้านล้านบาท มากกว่า GDP ไทยทั้งประเทศที่ 14 ล้านล้านบาท

ที่น่าสนใจต่อมา ทั้งหมดเป็นธุรกรรมที่เกิดขึ้นในโลกออนไลน์..

และ 79% เป็นการซื้อผ่านมือถือ ส่วนที่เหลืออีกแค่ 21% เป็นการซื้อผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์

คนไทยกำลังตื่นเต้นกับเงิน 11,000 ล้านบาท ที่อาลีบาบาเข้ามาลงทุนในไทย

แต่ปีที่แล้วอาลีบาบามีกำไร 200,000 ล้านบาท ก็เท่ากับว่าอาลีบาบาเจียดเงินแค่ 5% ของกำไรปีที่แล้วเข้ามาลงทุนในไทยครั้งนี้

ถ้าถามว่าการลงทุนในครั้งนี้จะดูดีในสายตาบางคน แต่ในอีกแง่มุมก็อาจมีคนเสียประโยชน์

ใครได้ประโยชน์ และ ใครเสียประโยชน์?

คนที่ได้ประโยชน์ก็คือ

1) ผู้บริโภค ทั้งคนไทยและคนจีน เมื่อทุกอย่างเชื่อมถึงกัน สินค้าราคาถูกจากจีนก็จะถูกนำเข้ามา สินค้าราคาถูกจากไทยก็ส่งออกไป สุดท้ายผู้บริโภคทั้ง 2 ประเทศจะซื้อของได้ถูกลง

2) จะเกิดการจ้างงานในธุรกิจที่เกี่ยวกับ e-commerce เป็นจำนวนมาก และจะมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องใหม่ๆเกิดขึ้น เช่นการขนส่งพัสดุ การสร้างคลังสินค้า

3) ธุรกิจ SME โรงงาน ผู้ผลิต ที่สามารถนำเสนอสินค้าแปลกใหม่ จากเดิมไม่รู้จะเข้าถึงตลาดยังไง แต่ตอนนี้จะเข้าถึงตลาดได้มากขึ้นเป็นร้อยล้านคน

4) แพลตฟอร์มคนกลางก็จะได้ประโยชน์ เพราะจะกินส่วนแบ่งจากสินค้าที่ขายได้ ซึ่งก็คือ อาลีบาบานั่นเอง

ใครเสียประโยชน์?

1) เจ้าของกิจการค้าปลีกดั้งเดิมในไทย จะสู้สินค้าออนไลน์ที่ต้นทุนต่ำกว่า มีราคาสินค้าถูกกว่าไม่ได้

2) พ่อค้าคนกลาง หรือ ผู้ส่งออก ผู้นำเข้า จะถูกตัดออกไป ถ้าอยากอยู่ได้ก็ต้องมาขายสินค้าในอาลีบาบา

3) ธุรกิจ SME โรงงาน ผู้ผลิต ที่ผลิตสินค้าที่ทับซ้อนกับคนจีน บางรายจะแข่งเรื่องต้นทุนไม่ได้ ทำให้ถูกแย่งตลาด

เรื่องนี้อาจจะดูน่ากลัว แต่จริงๆแล้วเราควรจะกลัวมานานแล้ว

เพราะถึงไม่มีเรื่องนี้

อาลีบาบาก็เข้ามาประเทศไทยได้ซักพักแล้ว โดยที่เราไม่รู้ตัว..

นั่นก็คือ ลาซาด้า (LAZADA)

เรามาดูงบการเงินของลาซาด้ากันว่าเขาทำธุรกิจอย่างไร

ปี 2557 บริษัทลาซาด้า ขาดทุน 863 ล้านบาท
ปี 2558 บริษัทลาซาด้า ขาดทุน 1,959 ล้านบาท
ปี 2559 บริษัทลาซาด้า ขาดทุน 2,115 ล้านบาท
ปี 2560 บริษัทลาซาด้า ขาดทุน 568 ล้านบาท

ทำไมลาซาด้ายอมขาดทุนปีละพันล้าน?

คำตอบคือ ตอนแรกลาซาด้ายอมขายของขาดทุนเพื่อแย่งให้คนมาซื้อในโลกออนไลน์

แต่เรื่องนี้มีอะไรซ่อนอยู่

เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ขายได้ปริมาณที่มากพอ ณ จุดนั้น การขายสินค้าบนโลกจริงจะมีต้นทุนที่สู้ในโลกออนไลน์ไม่ได้ ไม่มีทางเลยที่เราจะมีร้านขายทุเรียนที่ไม่มีพนักงานขาย แต่ขายได้ 80,000 ลูกใน 1 นาที

และสิ่งที่อาลีบาบากำลังเข้ามาลงทุนก็คงหนีไม่พ้นการเข้ามาเสริม Scale ให้เข้าถึงจุดคุ้มทุนได้เร็วขึ้น..

เหตุการณ์ในครั้งนี้ก็คงไม่ต่างจากสมัยพระนารายณ์เลือกทำการค้ากับชาวต่างประเทศมากมาย

สมัยก่อนอาจจะเป็นฝรั่งหัวทอง

แต่ตอนนี้ต้องยอมรับว่าเรื่องราวต่างจากเดิมคือ เปลี่ยนเป็นคนจีนหัวดำ

สุดท้ายการค้าจะคึกคักขึ้น มีสินค้าไทยส่งออกไปต่างประเทศมากมาย

สมัยก่อนเป็นงาช้าง แต่สมัยนี้อาจเป็นทุเรียน

แต่ที่จะไม่เปลี่ยนไปเลย คือ

เรื่องนี้ จะมีคนที่ได้ประโยชน์เยอะมาก

และก็เสียประโยชน์เยอะมากเช่นกัน..
--------
ติดตามบทความลงทุนแมน ได้ที่
-แอปลงทุนแมน longtunman.com/app
-อินสตาแกรม instagram.com/longtunman
-ทวิตเตอร์ twitter.com/longtunman
-ไลน์ line.me/R/ti/p/%40longtunman
--------
[5526].



Cr.https://www.facebook.com/longtunman/


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 22,04, 2018, 21:16:04
http://www.chiangmainews.co.th/page/archives/699226


แผนสร้างสนามบินเชียงใหม่แห่งที่ 2 ทุ่ม 6 หมื่นล้านบาทฤกษ์สร้างใน 10 ปี

สนามบินเชียงใหม่ เปิดบริการครบ 30 ปี เมื่อ 1 มีค.ที่ผ่านมาปีที่แล้วมีอากาศยานพาณิชย์ขึ้น-ลง 71,994 เที่ยวบิน มีสายการบินประจำในประเทศ 8 สายการบิน ใน 13 เส้นทาง และระหว่างประเทศ 26 สายการบิน ใน 23 เส้นทาง เฉลี่ย 221 เที่ยวบินต่อวัน

มีผู้โดยสาร 10.23 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ร้อยละ 8.30 เดินทางระหว่างประเทศราวๆ 2.3 ล้านคน เพิ่มขึ้น 9.72 % เป็นผู้โดยสารชาวจีนถึง 1.42 ล้านคน และมีปริมาณขนถ่ายสินค้า 17,303 พัสดุภัณฑ์
ศักยภาพรองรับผู้โดยสารได้ 8 ล้านคนต่อปี แต่ปีที่ผ่านมาเกินกว่า 10 ล้านคน พุ่งแบบก้าวกระโดด จึงต้องปรับการคาดการณ์จากเดิมปี 2568 จะรองรับได้ 18 ล้านคน มาเป็นเป้าปี 2565 ส่วนปี 2574 จะรองรับได้ 20 ล้านคน ก็ร่นมาเป็นปี 2568
จากข้อมูลฝ่ายบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ”ทอท” ระบุว่าเบื้องต้นจะเน้นแก้ปัญหาระยะสั้นในสนามบินเชียงใหม่ และสนามบินภูเก็ตก่อน
แม้จะเร่งปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ตลอดจนขยายพื้นที่บริการ ภายใต้คุณภาพระดับสากลมาตรฐานความปลอดภัยขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) มาโดยตลอด ก็ยังไม่ทันต่ออัตราเติบโตของปริมาณผู้โดยสาร

ปีนี้สนามบินเชียงใหม่เร่งปรับปรุงหลายด้านเช่น เพิ่มพื้นที่บริเวณหน้าชานชาลาอาคารผู้โดยสาร จัดเจ้าหน้าที่ตรวจค้นให้เพียงพอกับจำนวนเครื่องเอ็กซเรย์ และอีกหลายๆแผน จากนั้นปี 2562 จะพัฒนาพื้นที่ดาดฟ้าชั้น 2 เป็นห้องโถงผู้โดยสารขาออกภายในประเทศ เป็นต้น ด้วยงบพัฒนาต่อเนื่องเกือบ 2 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ ทอท.วางแผนลงทุนระยะ 10 ปี (2558-2568) ใช้งบฯลงทุน 2.2 แสนล้านบาท ปรับแผนให้รองรับกับศักยภาพจริงที่มีผู้โดยสารใช้บริการแต่ละสนามบิน

สำหรับ พื้นที่สร้างสนามบินเชียงใหม่แห่งที่ 2 จะอยู่บริเวณ อ.บ้านธิ จ.ลำพูน รัฐบาลมีนโยบายจะสร้างไว้รองรับลูกค้าระดับแมสที่เพิ่มสูงขึ้นทุก ๆ ปี ส่วนที่เดิมจะรองรับลูกค้าระดับไฮเอนด์

แห่งที่2 จะรองรับผู้ใช้บริการได้ 10 ล้านคน ใช้เงินลงทุนประมาณ 5-6 หมื่นล้านบาท คาดว่าจะเสนอให้บอร์ดเห็นชอบในหลักการช่วง เม.ย.- พ.ค.นี้ พร้อมสนามบินภูเก็ต

ส่วนจะเริ่มลงทุนเมื่อไหร่ต้องขึ้นอยู่กับการผลักดันอย่างจริงจังของภาครัฐด้วย ที่น่ากังวลคือ หาก 2สนามบินแห่งใหม่ไม่เสร็จใน 10 ปีนี้ความแออัดของสนามบินจะอลหม่านกว่านี้

อย่างไรก็ตามแผนพัฒนาสนามบินเชียงใหม่แห่งที่ 2 มีภาคเอกชนทั้งร่วมทุนไทยและทุนจีน เช่นกลุ่มจินเป่ยให้ความสนใจที่จะลงทุนในพื้นที่อำเภอดอยหล่อ โดยพร้อมระดมทุนเพื่อลงทุนให้ในวงเงิน 1.5 แสนล้านบาท มีเงื่อนไขร่วมบริหารระยะหนึ่ง ซึ่งนำเสนอจังหวัด และเข้าพบตัวแทนรัฐบาล เมื่อ 9 สิงหาคม 2560 แล้ว

แต่ท้ายที่สุดรัฐบาล ฟันธงพื้นที่ก่อสร้างสนามบินเชียงใหม่แห่งใหม่ ที่บ้านธิ ลำพูน ส่วนการดำเนินงานตามแผนก็อย่างที่ทราบๆกัน เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น

อยากถามชาวเชียงใหม่ว่า อยากให้สร้างที่ไหนระหว่าง อำเภอดอยหล่อ เชียงใหม่ที่มีทุนพร้อมกว่า 1.5 แสนล้านบาท กับ ที่บ้านธิ ลำพูน ซึ่งรัฐฯต้องผลักดันงบกว่า 6 หมื่นล้านมาดำเนินการ


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: มะอุอุ ที่ 22,04, 2018, 22:56:25

ได้คุยกับคนเชียงใหม่ท่านนึง บอกว่า
สนับสนุนให้สร้างที่ดอยหล่อจ้าว ไม่ไกลจากตัวเมืองและมีถนนหลายสายเชื่อมระหว่างอำเภอ....


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 24,04, 2018, 23:16:25
https://www.matichonacademy.com/content/article_12300

เมื่อ”แฟนต้า”น้ำแดง ประกาศเป็นเจ้าแห่งน้ำไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์-ทำไมคนไทยต้องถวายน้ำแดง?

เป็นภาพที่แชร์กันทั่วไปในโลกโซเชียล กับแบรนด์น้ำอัดลมแฟนต้า น้ำแดงที่ใส่ภาพการ์ตูนนางกวักพร้อมตัวอักษร “เงินทองจงมา” จนกลายเป็นเรื่องฮาในโลกออนไลน์ในแบบที่ใครก็ต้องรับว่าเป็นความจริง ซึ่งเรื่องนี้ก็เกิดความขำขันตรงที่แบรนด์แฟนต้าประเทศไทยออกมาเล่นมุขนี้ซะเอง
กระนั้น ความเชื่อมาตั้งแต่สมัยโบราณ ซึ่งได้ทำต่อเนื่องกันมา
หลายคนก็สงสัยว่าทำไมคนไทยจึงต้องถวายน้ำแดงไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่น กุมารทอง เจ้าแม่นางกวัก หรือศาลพระภูมิ เจ้าที่

โดยเฉพาะร้านค้าต่างๆ ถ้าที่นั่นมี “เจ้าแม่นางกวัก” ก็ต้องมีน้ำแดงวางไว้อยู่ด้วย

โดยมีความเชื่อต่างๆนานาว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ชอบน้ำแดงบ้าง บ้างก็เชื่อว่าอาจจะเป็นตัวแทนของเลือด คล้ายพิธีการเซ่นสังเวย เพื่อเป็นการสักการะบูชาสิ่งที่ตนนับถือ

ขณะที่ในแง่วิทยาศาสตร์มองว่าสีแดงให้ความรู้สึกที่ดี มีความขลัง สร้างพลัง สร้างขวัญกำลังใจได้ดีกว่า

ขณะที่บ้างก็มองว่าเป็นการเปลี่ยนรูปแบบมาจากน้ำอุทัยทิพย์ เพราะในสมัยก่อนมีแต่สิ่งนี้เท่านั้นที่เป็นสีแดง หรือแม้กระทั่งแต่ก่อนอาจจะถวายน้ำเปล่าแต่ที่น้ำเปลี่ยนสีแดงเพราะเสียบก้านธูปลงไป จึงทำให้เชื่อมาจนถึงทุกวันนี้ว่าต้องถวาย น้ำแดง

และลงเอยว่าสีแดง เป็นสีมงคล แสดงถึง ความศักดิ์สิทธิ์

ขณะเดียวกันเราจะเห็นว่า นอกจาก “น้ำแดง” แล้วอาหารที่มักนิยมถวายสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะเลือกใช้สีแดงและสีทองเป็นหลัก ถ้าทำสีแดงไม่ได้ก็จะแต้มสีแดงเช่น หัวหมู หมูสามชั้น ซาละเปา ขนมเปี๊ยะ ฯลฯ หรือจะเป็นแดงล้วนเลยเช่น น้ำแดง (อย่างไง ๆ ก็ต้องมีน้ำชา น้ำเหล้า ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องดื่มหลักวางไว้ด้วย) ขนมถ้วยฟู ขนมอี๋ (พวกนี้กลายเป็นสีแดงอ่อน/ชมพู ไปแล้ว)

 


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: มะอุอุ ที่ 25,04, 2018, 20:23:55

ไม่รู้เหตุผลจริงๆเหมือนกันครับ อาจเป็นความเชื่อมาตั้งแต่สมัยโบราณ ซึ่งได้ทำต่อเนื่องกันมาอาจแทนการเซ่นด้วยเลือดก็เป็นได้
สมัยก่อนเวลาไหว้เขาใช้เลือดสดๆ สีแดง น่าจะให้ความรู้สึกที่มีพลัง มีโชคลาภ เป็นสีมงคลและแสดงถึงความสำเร็จ

หรืออาจเป็น ทางการตลาดของ บ.น้ำอัดลม
แต่ก่อนอาจจะถวายน้ำเปล่าแต่ที่น้ำเปลี่ยนสีแดงจากเสียบก้านธูปลงไป จึงทำให้เชื่อมาจนถึงทุกวันนี้ว่าต้องถวายน้ำแดง รอฟังผู้รู้ท่านต่อไปครับ.. 


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 27,04, 2018, 08:59:08
ไม่รู้เหตุผลจริงๆเหมือนกันครับ อาจเป็นความเชื่อมาตั้งแต่สมัยโบราณ ซึ่งได้ทำต่อเนื่องกันมาอาจแทนการเซ่นด้วยเลือดก็เป็นได้
สมัยก่อนเวลาไหว้เขาใช้เลือดสดๆ สีแดง น่าจะให้ความรู้สึกที่มีพลัง มีโชคลาภ เป็นสีมงคลและแสดงถึงความสำเร็จ

หรืออาจเป็น ทางการตลาดของ บ.น้ำอัดลม
แต่ก่อนอาจจะถวายน้ำเปล่าแต่ที่น้ำเปลี่ยนสีแดงจากเสียบก้านธูปลงไป จึงทำให้เชื่อมาจนถึงทุกวันนี้ว่าต้องถวายน้ำแดง รอฟังผู้รู้ท่านต่อไปครับ.. 

ที่ทำงานผม เห็น หลายโต้ะ น้ำแดงเต็มโต้ะเลย  ยังงงว่าโต้ะทำงานหรือสำนักร่างทรง

https://www.matichon.co.th/news/923986

ความจริงอีกด้านที่ต้องมอง กับการมาของ “แจ็ก หม่า”-

คอลัมน์ Pawoot.com

โดย ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ

ผมได้รับการติดต่อจากหลายสื่อให้พูดถึง แจ็ก หม่า กับการลงทุนใน E-Commerce Park ในเขต EEC และสถิติที่น่าทึ่งของทุเรียน 80,000 ลูกที่ขายใน 60 วินาที ซึ่งผมมองว่าเป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะคงไม่มีนักธุรกิจไทยคนไหนกล้าทุ่มเงินนับหมื่นล้านบาทแบบนี้ได้ (อาจมีในกลุ่ม Central และ JD.com ที่จะเปิดตัวเร็ว ๆ นี้)

เงินมหาศาลในรูปของการสร้าง “โครงสร้าง” พื้นฐานด้านการค้าออนไลน์ของกลุ่ม Alibaba ที่จะขยายไปกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ได้อีกต่อ แจ็ก หม่าตัดสินใจเข้ามาตั้งแต่วันนี้ได้เปรียบมาก และด้วยแบรนด์ หรือชื่อเสียงของเขาทำให้รัฐบาลทุกประเทศอ้าแขนต้อนรับ ยิ่งทำให้ได้เปรียบมาก เขาสามารถต่อรองหรือขอรัฐบาลได้

สิ่งที่ผมกังวลกับการมาของ Alibaba คือ 1.ผู้ประกอบการไทยไม่มีที่ยืน สินค้าจีนจะมารุกราน e-Commerce Park เป็นการลงทุนเพื่อ “สร้างการเชื่อมต่อกับจีน” โดยสินค้าไทยจะส่งไปจีนได้ง่ายขึ้น แต่สินค้าจีนที่ราคาถูกกว่ามากก็จะไหลทะลักเข้าไทยได้สะดวกขึ้น ส่งตรงถึงบ้านผู้ซื้อโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง คนที่นำเข้าสินค้าจากจีนเตรียมเปลี่ยนงานได้ รวมถึง SMEs และผู้ผลิตสินค้าที่ตรงกับกลุ่มสินค้าจีนที่เข้ามา หากสู้ไม่ได้ก็ต้องตายไป ซึ่งล้วนมีผลกระทบระยะยาว เช่น การจ้างงานลดลง

2.กระทบตลาดค้าปลีกและห้างสรรพสินค้า แม้แต่ตลาดนัด เมื่อคนไทยซื้อสินค้าออนไลน์เพิ่มขึ้น เริ่มเห็นแล้วกับกลุ่มนาฬิกา เครื่องสำอาง อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ มือถือ และเครื่องใช้ไฟฟ้า และจะขยายวงไปอีก เหมือนอเมริกาที่โดน Amazon ครองตลาดไว้และฆ่าธุรกิจค้าปลีกดั้งเดิม แต่ที่นั่นคืออเมริกากินอเมริกา แต่ของเราจีนเข้ามากินไทย

3.การผูกขาดของผู้ให้บริการรายใหญ่เกิดขึ้นแน่นอน ใครมาก่อนย่อมได้เปรียบ เกมนี้มีที่ให้เฉพาะเบอร์ 1 กับ เบอร์ 2 แค่นั้น หัวใจและความสำคัญของ e-Commerce คือการเก็บและจัดส่งสินค้า (warehouse & fulfilment) ซึ่ง Alibaba กำลังเร่งลงทุนในขณะนี้

4. ธนาคาร การขนส่ง และอุตสาหกรรมอื่น ๆ โดนหมด เมื่อทำ e-Commerce ย่อมต้องมีข้อมูลมหาศาล (big data) การเข้ามาครั้งนี้จะทำธุรกิจการเงินด้วยแน่นอนตามแบบฉบับการลงทุนของทุกกลุ่มจีน ด้วย big data จากการซื้อสินค้าและจากร้านค้าทำให้เสนอบริการทางการเงินไปยังกลุ่มลูกค้าได้แม่นยำกว่าธนาคาร ซึ่งเกิดขึ้นแล้วที่จีน

รวมถึงธุรกิจขนส่งที่ Alibaba ก็มีบริษัท Cainiao ที่จะมาไทยด้วย กระทบผู้ให้บริการขนส่งของไทยอย่างไปรษณีย์ไทยแน่นอน ทั้งหมดจะกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังอุตสาหกรรมอื่น เพราะ Alibaba มาทั้งกลุ่มธุรกิจและสร้างระบบนิเวศล้อมลูกค้าไม่ให้หลุดออกไปไหนได้

ผมจึงอยากให้ทุกคนรู้ถึง “ความจริงอีกด้านหนึ่ง” และต้องเร่งปรับตัวอย่างไร

1.ต้องปรับตัวเข้าสู่ออนไลน์ จะทำอย่างไรให้ธุรกิจขยายไปสู่ตลาดโลกได้ และ 2.รัฐบาลไทยต้องปรับตัว ผลักดันสินค้าไทยไปจีนแบบเต็มกำลัง และชะลอการนำเข้าสินค้าของจีนอย่างมีศิลปะ ผลักดันการค้าออนไลน์อย่างเป็นระบบ

เพราะอีก 5-10 ปี หากธุรกิจค้าปลีกเข้ามาในออนไลน์และตกไปอยู่ในมือต่างชาติเบ็ดเสร็จ ไทยอาจตกอยู่ใต้ความควบคุมของจีนจริง ๆ รัฐบาลระดับบริหารอาจมองภาพรวมด้านเดียวว่ามีการลงทุนเป็นหมื่นล้าน วันนี้เราต้องมองให้ออกว่าจะปรับตัวอย่างไรเพื่ออยู่ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงนี้ได้โดยให้ทั้งตัวเราและประเทศเดินไปข้างหน้าได้ ผมไม่ได้เห็นแย้งหรือต่อต้านการลงทุนของกลุ่ม Alibaba แต่ต้องการให้คนไทยเห็นถึงอีกมุมหนึ่งของข้อมูลและผลักดันให้นักธุรกิจไทย “ตื่นตัวและเปลี่ยนแปลงตัวเอง” ต่อการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ครับ


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 27,04, 2018, 12:40:22
https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=1659524800822033&id=100002935879172

#ถนนเกาหลี   

ครั้งหนึ่ง อดีตประธานธิบดีเกาหลีใต้เคยทำงานที่ประเทศไทย

 เมื่อเอ่ยถึง “ถนนเกาหลี” คนกรุงเทพฯ อาจจะนึกถึงถนนสุขุมวิทช่วงซอยนานาจนถึงแยกอโศก เพราะมีร้านอาหารเกาหลีและมีชาวเกาหลีพักอาศัยค่อนข้างมาก

แต่สำหรับคนในสามจังหวัดชายแดนใต้ โดยเฉพาะที่มีอายุ ๓๐ ปีขึ้นไป คำว่า "ถนนเกาหลี" หรือ “บาตะฮ กอลี" ในภาษามลายูปัตตานี จะนึกถึง ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๒ ช่วงปัตตานี-นราธิวาสโดยไม่มีทางที่จะนึกถึงถนนเส้นอื่นได้เลย

                ทางหลวงหมายเลข ๔๒ หรือ ถนนเกาหลี หรือบาตะฮ กอลี ของคนสามจังหวัดชายแดนใต้ เป็นถนนที่สร้างขึ้นโดยรัฐบาลไทยรับเงินกู้จาก World Bank หรือธนาคารโลกเพื่อสร้างถนนลาดยางความยาว ๑๐๐ กิโลเมตร
เริ่มหลักกิโลเมตรที่ ๐ จากบ้านดอนรัก จนสิ้นสุดหลักกิโลเมตรที่ ๑๐๐ ในเขตจังหวัดนราธิวาส

                ลุงพรหรือนายสมพร ถาวโร เจ้าหน้าที่ของแขวงการทางจังหวัดปัตตานี ขณะนั้นลุงพรเป็นหัวหน้างานสถิติของแขวงการทางจังหวัดปัตตานี ตำแหน่งหน้าที่จึงต้องเกี่ยวข้องกับการก่อสร้างถนนเกาหลีเส้นนี้ได้เล่าว่า ถนนเกาหลีเริ่มสร้างเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๘ และเสร็จประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๑
โดยมีบริษัทรับเหมาก่อสร้างคือ บริษัท เฮียนได คอนสรั๊คชั่น จำกัด [Hyun DaiConstruction Co,Ltd.] และมี บริษัท เดอ ลูคาเทอร์ จำกัด [The Lucater Co,Ltd.] เป็นบริษัทที่มาควบคุมงาน ตรวจสอบการก่อสร้างของบริษัท เฮียนได คอนสรั๊คชั่น จำกัด อีกทอดหนึ่ง

                บริษัท เฮียนได คอนสตรั๊คชั่น จำกัด ในภาษาอังกฤษเขียนว่า Hyun Dai คือบริษัทที่เราคุ้นหูว่า ฮุนได ในปัจจุบันนั่นเอง

                จากข้อมูลชีวประวัติของนาย ลี มย็อง-บัก [Mr. Yi Myung-bak] ประธานาธิบดีคนที่ ๑๐ สมัยที่ ๑๗ ของเกาหลีใต้อดีตประธานาธิบดีของเกาหลีใต้ท่านนี้เริ่มทำงานครั้งแรกกับบริษัท เฮียนได คอน-สรั๊คชั่น จำกัด เมื่อปี ค.ศ. ๑๙๖๕ หรือ พ.ศ.๒๕๐๘ ขณะนั้นอายุประมาณ ๒๔ ปี และงานแรกก็คือ การมาทำงานก่อสร้างถนนเกาหลีหรือทางหลวงแผ่นดินสาย ๔๒ (ปัตตานี-นราธิวาส)

                และโครงการรับเหมาก่อสร้างข้ามชาติครั้งแรกของบริษัท เฮียนได คอนสรั๊คชั่น จำกัด ก็คือโครงการสร้างถนน

สายปัตตานี-นราธิวาส หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ถนนเกาหลี” นี่เอง ต่อมาเมื่อเสร็จโครงการนี้นาย ลี มย็อง-บัก ได้กลับไปรับตำแหน่งใหม่ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลี และอีกไม่กี่ปีจึงก้าวไปเป็นผู้บริหารของบริษัท เฮียนได คอนสรั๊คชั่น  จำกัด

                มีเสียงลือจากชาวบ้านแถบอำเภอสายบุรีว่า นายช่างลีชายหนุ่มชาวเกาหลีหลงรักสาวมลายูมุสลิมท้องถิ่นคนหนึ่ง ถึงขนาดไปทาบทามสู่ขอ แต่พ่อของฝ่ายหญิงไม่ยอมยกลูกสาวให้นายช่างลี เพราะไม่อยากได้ลูกเขยที่เป็นมุอัลลัฟ (มุสลิมใหม่)

ลุงพรเล่าให้ฟังว่า ฝรั่งวิศวกรของบริษัท เดอ ลูคาเทอร์ จำกัด เป็นคนที่เคร่งครัดในหน้าที่มาก จนถึงขนาดว่าครั้งหนึ่งวิศวกรฝรั่งคนนี้ตรวจสอบว่าถนนบางช่วงที่ระยะทางราว ๒๐๐ เมตร ประมาณช่วงอำเภอปาลัส ที่บริษัท เฮียนได คอนสรั๊คชั่น จำกัดได้ก่อสร้างไปแล้วนั้น ไม่ได้มาตรฐานตามที่กำหนดไว้ในสัญญาว่าจ้าง คือยังมีโคนต้นมะพร้าวที่ยังเอาออกไม่หมดฝังอยู่ใต้ผิวถนน วิศวกรฝรั่งท่านนี้ถึงกับให้ภรรยาซึ่งเป็นชาวอินโดนีเซียปิดประตูบ้านพักไม่ยอมให้ผู้บริหารของบริษัท เฮียนได คอนสรั๊คชั่น จำกัด เข้าพบเพราะไม่ต้องการให้เจ้าหน้าที่ของบริษัท เฮียนได คอนสรั๊คชั่น จำกัด มาเจรจาให้สินบนหรือขอร้องใดๆ ทั้งสิ้น จนบริษัทฯ ต้องรื้อถนนช่วงนั้นแล้วก่อสร้างใหม่

               ในสมัยที่จะเริ่มมีการก่อสร้างทางเส้นนี้ บรรดาผู้รับเหมาก่อสร้างในพื้นที่ต่างก็คาดหมายว่าจะหาทางขายหินแกรนิตให้แก่บริษัท เฮียนได คอนสรั๊คชั่น จำกัดทั้งสิ้น ด้วยความที่คิดว่าบริษัทเกาหลีต้องพึ่งพิงโรงโม่หินในพื้นที่ แต่ปรากฏว่าบริษัทเกาหลีแห่งนี้กลับสร้างโรงโม่หินของตัวเองขึ้นมาเพื่อรองรับการป้อนวัสดุที่จำเป็นในการก่อสร้างถนนที่บริเวณอำเภอปาลัส  ปัจจุบันก็ยังปรากฏร่องรอยของโรงโม่หินเกาหลีอยู่ที่ใกล้ๆ กับตลาดปาลัส

                นอกเหนือจากการสร้างโรงโม่หินแล้ว บริษัท เฮียนได คอนสรั๊คชั่น จำกัด  ยังได้จัดสร้างสวนหย่อมและศาลาชมวิวริมทางทุกวันนี้ยังคงมีร่องรอยสวนสาธารณะที่ทางบริษัท เฮียนได คอนสรั๊คชั่น จำกัด ได้สร้างไว้เป็นที่พักผ่อนของคนงาน มีชื่อที่ชาวบ้านในสมัยก่อนเรียกกันว่า “สวนเกาหลี” ตั้งอยู่บริเวณบ้านเจาะปลิง อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานีและยังมีร่องรอยของที่พักคนงานอยู่ที่ ตำบลปิยามุมัง อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี  ซึ่งคนที่นั่นเรียกบริเวณนั้นว่า “โคกเกาหลี”

แขวงทางหลวงปัตตานีPattani Highway District
แขวงทางหลวงนราธิวาส กรมทางหลวง
ขอขอบคุณ                                                                               

ที่มาของข้อมูล: จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ  วิริยะพันธุ์ 
ปีที่ ๑๘ ฉบับที่ ๑๐๑ (ม.ค.-มี.ค.๒๕๕๗)

ที่มาของภาพประกอบ: สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทยมีภาพประกอบในfac ebook อีกภาพนะครับ



หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: มะอุอุ ที่ 27,04, 2018, 23:23:19

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=1659524800822033&id=100002935879172

#ถนนเกาหลี   

ครั้งหนึ่ง อดีตประธานธิบดีเกาหลีใต้เคยทำงานที่ประเทศไทย

 เมื่อเอ่ยถึง “ถนนเกาหลี” คนกรุงเทพฯ อาจจะนึกถึงถนนสุขุมวิทช่วงซอยนานาจนถึงแยกอโศก เพราะมีร้านอาหารเกาหลีและมีชาวเกาหลีพักอาศัยค่อนข้างมาก

แต่สำหรับคนในสามจังหวัดชายแดนใต้ โดยเฉพาะที่มีอายุ ๓๐ ปีขึ้นไป คำว่า "ถนนเกาหลี" หรือ “บาตะฮ กอลี" ในภาษามลายูปัตตานี จะนึกถึง ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๒ ช่วงปัตตานี-นราธิวาสโดยไม่มีทางที่จะนึกถึงถนนเส้นอื่นได้เลย

                ทางหลวงหมายเลข ๔๒ หรือ ถนนเกาหลี หรือบาตะฮ กอลี ของคนสามจังหวัดชายแดนใต้ เป็นถนนที่สร้างขึ้นโดยรัฐบาลไทยรับเงินกู้จาก World Bank หรือธนาคารโลกเพื่อสร้างถนนลาดยางความยาว ๑๐๐ กิโลเมตร
เริ่มหลักกิโลเมตรที่ ๐ จากบ้านดอนรัก จนสิ้นสุดหลักกิโลเมตรที่ ๑๐๐ ในเขตจังหวัดนราธิวาส

                ลุงพรหรือนายสมพร ถาวโร เจ้าหน้าที่ของแขวงการทางจังหวัดปัตตานี ขณะนั้นลุงพรเป็นหัวหน้างานสถิติของแขวงการทางจังหวัดปัตตานี ตำแหน่งหน้าที่จึงต้องเกี่ยวข้องกับการก่อสร้างถนนเกาหลีเส้นนี้ได้เล่าว่า ถนนเกาหลีเริ่มสร้างเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๘ และเสร็จประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๑
โดยมีบริษัทรับเหมาก่อสร้างคือ บริษัท เฮียนได คอนสรั๊คชั่น จำกัด [Hyun DaiConstruction Co,Ltd.] และมี บริษัท เดอ ลูคาเทอร์ จำกัด [The Lucater Co,Ltd.] เป็นบริษัทที่มาควบคุมงาน ตรวจสอบการก่อสร้างของบริษัท เฮียนได คอนสรั๊คชั่น จำกัด อีกทอดหนึ่ง

                บริษัท เฮียนได คอนสตรั๊คชั่น จำกัด ในภาษาอังกฤษเขียนว่า Hyun Dai คือบริษัทที่เราคุ้นหูว่า ฮุนได ในปัจจุบันนั่นเอง

                จากข้อมูลชีวประวัติของนาย ลี มย็อง-บัก [Mr. Yi Myung-bak] ประธานาธิบดีคนที่ ๑๐ สมัยที่ ๑๗ ของเกาหลีใต้อดีตประธานาธิบดีของเกาหลีใต้ท่านนี้เริ่มทำงานครั้งแรกกับบริษัท เฮียนได คอน-สรั๊คชั่น จำกัด เมื่อปี ค.ศ. ๑๙๖๕ หรือ พ.ศ.๒๕๐๘ ขณะนั้นอายุประมาณ ๒๔ ปี และงานแรกก็คือ การมาทำงานก่อสร้างถนนเกาหลีหรือทางหลวงแผ่นดินสาย ๔๒ (ปัตตานี-นราธิวาส)

                และโครงการรับเหมาก่อสร้างข้ามชาติครั้งแรกของบริษัท เฮียนได คอนสรั๊คชั่น จำกัด ก็คือโครงการสร้างถนน

สายปัตตานี-นราธิวาส หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ถนนเกาหลี” นี่เอง ต่อมาเมื่อเสร็จโครงการนี้นาย ลี มย็อง-บัก ได้กลับไปรับตำแหน่งใหม่ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลี และอีกไม่กี่ปีจึงก้าวไปเป็นผู้บริหารของบริษัท เฮียนได คอนสรั๊คชั่น  จำกัด

                มีเสียงลือจากชาวบ้านแถบอำเภอสายบุรีว่า นายช่างลีชายหนุ่มชาวเกาหลีหลงรักสาวมลายูมุสลิมท้องถิ่นคนหนึ่ง ถึงขนาดไปทาบทามสู่ขอ แต่พ่อของฝ่ายหญิงไม่ยอมยกลูกสาวให้นายช่างลี เพราะไม่อยากได้ลูกเขยที่เป็นมุอัลลัฟ (มุสลิมใหม่)

ลุงพรเล่าให้ฟังว่า ฝรั่งวิศวกรของบริษัท เดอ ลูคาเทอร์ จำกัด เป็นคนที่เคร่งครัดในหน้าที่มาก จนถึงขนาดว่าครั้งหนึ่งวิศวกรฝรั่งคนนี้ตรวจสอบว่าถนนบางช่วงที่ระยะทางราว ๒๐๐ เมตร ประมาณช่วงอำเภอปาลัส ที่บริษัท เฮียนได คอนสรั๊คชั่น จำกัดได้ก่อสร้างไปแล้วนั้น ไม่ได้มาตรฐานตามที่กำหนดไว้ในสัญญาว่าจ้าง คือยังมีโคนต้นมะพร้าวที่ยังเอาออกไม่หมดฝังอยู่ใต้ผิวถนน วิศวกรฝรั่งท่านนี้ถึงกับให้ภรรยาซึ่งเป็นชาวอินโดนีเซียปิดประตูบ้านพักไม่ยอมให้ผู้บริหารของบริษัท เฮียนได คอนสรั๊คชั่น จำกัด เข้าพบเพราะไม่ต้องการให้เจ้าหน้าที่ของบริษัท เฮียนได คอนสรั๊คชั่น จำกัด มาเจรจาให้สินบนหรือขอร้องใดๆ ทั้งสิ้น จนบริษัทฯ ต้องรื้อถนนช่วงนั้นแล้วก่อสร้างใหม่

               ในสมัยที่จะเริ่มมีการก่อสร้างทางเส้นนี้ บรรดาผู้รับเหมาก่อสร้างในพื้นที่ต่างก็คาดหมายว่าจะหาทางขายหินแกรนิตให้แก่บริษัท เฮียนได คอนสรั๊คชั่น จำกัดทั้งสิ้น ด้วยความที่คิดว่าบริษัทเกาหลีต้องพึ่งพิงโรงโม่หินในพื้นที่ แต่ปรากฏว่าบริษัทเกาหลีแห่งนี้กลับสร้างโรงโม่หินของตัวเองขึ้นมาเพื่อรองรับการป้อนวัสดุที่จำเป็นในการก่อสร้างถนนที่บริเวณอำเภอปาลัส  ปัจจุบันก็ยังปรากฏร่องรอยของโรงโม่หินเกาหลีอยู่ที่ใกล้ๆ กับตลาดปาลัส

                นอกเหนือจากการสร้างโรงโม่หินแล้ว บริษัท เฮียนได คอนสรั๊คชั่น จำกัด  ยังได้จัดสร้างสวนหย่อมและศาลาชมวิวริมทางทุกวันนี้ยังคงมีร่องรอยสวนสาธารณะที่ทางบริษัท เฮียนได คอนสรั๊คชั่น จำกัด ได้สร้างไว้เป็นที่พักผ่อนของคนงาน มีชื่อที่ชาวบ้านในสมัยก่อนเรียกกันว่า “สวนเกาหลี” ตั้งอยู่บริเวณบ้านเจาะปลิง อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานีและยังมีร่องรอยของที่พักคนงานอยู่ที่ ตำบลปิยามุมัง อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี  ซึ่งคนที่นั่นเรียกบริเวณนั้นว่า “โคกเกาหลี”

แขวงทางหลวงปัตตานีPattani Highway District
แขวงทางหลวงนราธิวาส กรมทางหลวง
ขอขอบคุณ                                                                               

ที่มาของข้อมูล: จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ  วิริยะพันธุ์ 
ปีที่ ๑๘ ฉบับที่ ๑๐๑ (ม.ค.-มี.ค.๒๕๕๗)

ที่มาของภาพประกอบ: สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทยมีภาพประกอบในfac ebook อีกภาพนะครับ



มาอ่านเรื่องดีๆทำให้ได้รู้จักท่านปธน.มากขึ้น
ชื่นชมในความสามารถของท่านครับ


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: มะอุอุ ที่ 28,04, 2018, 19:47:39

ความจริงอีกด้านที่ต้องมอง กับการมาของ “แจ็ก หม่า”-

คอลัมน์ Pawoot.com

โดย ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ

ผมได้รับการติดต่อจากหลายสื่อให้พูดถึง แจ็ก หม่า กับการลงทุนใน E-Commerce Park ในเขต EEC และสถิติที่น่าทึ่งของทุเรียน 80,000 ลูกที่ขายใน 60 วินาที ซึ่งผมมองว่าเป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะคงไม่มีนักธุรกิจไทยคนไหนกล้าทุ่มเงินนับหมื่นล้านบาทแบบนี้ได้ (อาจมีในกลุ่ม Central และ JD.com ที่จะเปิดตัวเร็ว ๆ นี้)

เงินมหาศาลในรูปของการสร้าง “โครงสร้าง” พื้นฐานด้านการค้าออนไลน์ของกลุ่ม Alibaba ที่จะขยายไปกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ได้อีกต่อ แจ็ก หม่าตัดสินใจเข้ามาตั้งแต่วันนี้ได้เปรียบมาก และด้วยแบรนด์ หรือชื่อเสียงของเขาทำให้รัฐบาลทุกประเทศอ้าแขนต้อนรับ ยิ่งทำให้ได้เปรียบมาก เขาสามารถต่อรองหรือขอรัฐบาลได้

สิ่งที่ผมกังวลกับการมาของ Alibaba คือ 1.ผู้ประกอบการไทยไม่มีที่ยืน สินค้าจีนจะมารุกราน e-Commerce Park เป็นการลงทุนเพื่อ “สร้างการเชื่อมต่อกับจีน” โดยสินค้าไทยจะส่งไปจีนได้ง่ายขึ้น แต่สินค้าจีนที่ราคาถูกกว่ามากก็จะไหลทะลักเข้าไทยได้สะดวกขึ้น ส่งตรงถึงบ้านผู้ซื้อโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง คนที่นำเข้าสินค้าจากจีนเตรียมเปลี่ยนงานได้ รวมถึง SMEs และผู้ผลิตสินค้าที่ตรงกับกลุ่มสินค้าจีนที่เข้ามา หากสู้ไม่ได้ก็ต้องตายไป ซึ่งล้วนมีผลกระทบระยะยาว เช่น การจ้างงานลดลง

2.กระทบตลาดค้าปลีกและห้างสรรพสินค้า แม้แต่ตลาดนัด เมื่อคนไทยซื้อสินค้าออนไลน์เพิ่มขึ้น เริ่มเห็นแล้วกับกลุ่มนาฬิกา เครื่องสำอาง อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ มือถือ และเครื่องใช้ไฟฟ้า และจะขยายวงไปอีก เหมือนอเมริกาที่โดน Amazon ครองตลาดไว้และฆ่าธุรกิจค้าปลีกดั้งเดิม แต่ที่นั่นคืออเมริกากินอเมริกา แต่ของเราจีนเข้ามากินไทย

3.การผูกขาดของผู้ให้บริการรายใหญ่เกิดขึ้นแน่นอน ใครมาก่อนย่อมได้เปรียบ เกมนี้มีที่ให้เฉพาะเบอร์ 1 กับ เบอร์ 2 แค่นั้น หัวใจและความสำคัญของ e-Commerce คือการเก็บและจัดส่งสินค้า (warehouse & fulfilment) ซึ่ง Alibaba กำลังเร่งลงทุนในขณะนี้

4. ธนาคาร การขนส่ง และอุตสาหกรรมอื่น ๆ โดนหมด เมื่อทำ e-Commerce ย่อมต้องมีข้อมูลมหาศาล (big data) การเข้ามาครั้งนี้จะทำธุรกิจการเงินด้วยแน่นอนตามแบบฉบับการลงทุนของทุกกลุ่มจีน ด้วย big data จากการซื้อสินค้าและจากร้านค้าทำให้เสนอบริการทางการเงินไปยังกลุ่มลูกค้าได้แม่นยำกว่าธนาคาร ซึ่งเกิดขึ้นแล้วที่จีน

รวมถึงธุรกิจขนส่งที่ Alibaba ก็มีบริษัท Cainiao ที่จะมาไทยด้วย กระทบผู้ให้บริการขนส่งของไทยอย่างไปรษณีย์ไทยแน่นอน ทั้งหมดจะกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังอุตสาหกรรมอื่น เพราะ Alibaba มาทั้งกลุ่มธุรกิจและสร้างระบบนิเวศล้อมลูกค้าไม่ให้หลุดออกไปไหนได้

ผมจึงอยากให้ทุกคนรู้ถึง “ความจริงอีกด้านหนึ่ง” และต้องเร่งปรับตัวอย่างไร

1.ต้องปรับตัวเข้าสู่ออนไลน์ จะทำอย่างไรให้ธุรกิจขยายไปสู่ตลาดโลกได้ และ 2.รัฐบาลไทยต้องปรับตัว ผลักดันสินค้าไทยไปจีนแบบเต็มกำลัง และชะลอการนำเข้าสินค้าของจีนอย่างมีศิลปะ ผลักดันการค้าออนไลน์อย่างเป็นระบบ

เพราะอีก 5-10 ปี หากธุรกิจค้าปลีกเข้ามาในออนไลน์และตกไปอยู่ในมือต่างชาติเบ็ดเสร็จ ไทยอาจตกอยู่ใต้ความควบคุมของจีนจริง ๆ รัฐบาลระดับบริหารอาจมองภาพรวมด้านเดียวว่ามีการลงทุนเป็นหมื่นล้าน วันนี้เราต้องมองให้ออกว่าจะปรับตัวอย่างไรเพื่ออยู่ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงนี้ได้โดยให้ทั้งตัวเราและประเทศเดินไปข้างหน้าได้ ผมไม่ได้เห็นแย้งหรือต่อต้านการลงทุนของกลุ่ม Alibaba แต่ต้องการให้คนไทยเห็นถึงอีกมุมหนึ่งของข้อมูลและผลักดันให้นักธุรกิจไทย “ตื่นตัวและเปลี่ยนแปลงตัวเอง” ต่อการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ครับ

ขอบคุณครับที่มีข้อมูลดีๆมาให้รับรู้ความจริง


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 30,04, 2018, 07:22:39
https://www.prachachat.net/facebook-instant-article/news-139802

ยักษ์มะกันทุ่มงบ 1.5 พันล้าน ปั้นไทยฮับส่งออกเครื่องซักผ้า-

“อลิอันซ์ ลอนดรี้” ยักษ์เครื่องซักผ้าพาณิชย์สหรัฐ ปักธงตั้งไทยฮับเอเชีย-แปซิฟิก ทุ่ม 1.5 พันล้านผุดโรงงานอีอีซีป้อนส่งออก 40 ประเทศ พร้อมปั้นไทยสำนักงานใหญ่คุมการตลาด เดินหน้าตั้งดิสทริบิวเตอร์ปั้นตลาดแฟรนไชส์ร้านซักรีดในไทย ซุ่มผุดสาขา กทม.-หัวเมือง ชูจุดขายทำงาน-คืนทุนเร็ว เจาะผู้บริโภคระดับกลางรุ่นใหม่ หวังกระตุ้นดีมานด์เครื่องซัก-อบเชิงพาณิชย์

นายฌ็อง-ฟรองซัว ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดระหว่างประเทศ บริษัท อลิอันซ์ ลอนดรี้ ซิสเต้มส์ ผู้ผลิตเครื่องซักผ้าเชิงพาณิชย์สัญชาติสหรัฐ เช่น แบรนด์สปีดควีน ยูนิแม็กซ์ ซึ่งดำเนินธุรกิจมานาน 110 ปี มีลูกค้าใน 140 ประเทศทั่วโลกรวมถึงไทย กล่าวว่า ตลาดเครื่องซักผ้าเชิงพาณิชย์ในเอเชีย-แปซิฟิกรวมถึงไทยเติบโตต่อเนื่องตามการขยายตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการแพทย์ อาทิ โรงแรมและโรงพยาบาล ทำให้ดีมานด์โซลูชั่นการทำความสะอาดเครื่องนุ่งห่มและเครื่องนอนปริมาณมากพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย

ขณะเดียวกันไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่มีครอบครัวเล็กหรือโสด รวมถึงอาศัยในคอนโดฯเพิ่มขึ้น จึงเปิดรับบริการร้านซักผ้าหยอดเหรียญมากขึ้นเช่นกัน สะท้อนจากยอดขายของบริษัทในภูมิภาคนี้ที่เติบโตเร็วกว่าโซนอื่น ๆ


ถือเป็นโอกาสของบริษัทซึ่งเป็นผู้เล่นรายใหญ่ของโลกด้วยโนว์ฮาวในธุรกิจกว่า 110 ปี และขนาดธุรกิจที่มีโรงงานในสหรัฐ จีน และสาธารณรัฐเช็ก พร้อมลูกค้าใน 140 ประเทศทั่วโลก ที่จะขยายฐานเข้ามาในภูมิภาคเพื่อคว้าโอกาสจากดีมานด์เหล่านี้ โดยไทยถือเป็นประเทศที่มีศักยภาพหลายด้าน ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน ฝีมือแรงงาน ทำเลศูนย์กลางภูมิภาคและนโยบายอีอีซี

จึงได้ตัดสินใจลงทุน 1,500 ล้านบาท ตั้งโรงงานผลิตเครื่องซักผ้าและเครื่องอบผ้าเชิงพาณิชย์ ขนาด 2.4 หมื่น ตร.ม. กำลังผลิต 32,000 เครื่องต่อปี พร้อมโกดังและศูนย์วิจัยพัฒนาบนพื้นที่รวม 51 ไร่ ที่นิคมเหมราชชลบุรี 2 จังหวัดระยอง มีกำหนดเดินเครื่อง เม.ย. ปี 2562 เพื่อป้อนตลาดเอเชีย-แปซิฟิก รวมถึงไทย ในอัตราส่วน 90% ต่อ 10% ตามลำดับ และใน 3 ปีจะขยายเฟส 2 อีก 2.4 หมื่น ตร.ม. ด้วยงบฯอีกประมาณ 1.5 พันล้านบาท

นอกจากนี้ เตรียมตั้งสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกในประเทศไทย ดูแลการทำตลาดตั้งแต่อินเดีย ออสเตรเลีย จีน จนถึงญี่ปุ่น จากเดิมที่อาศัยบริหารจากสำนักงานในสหรัฐ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวรองรับการเติบโตและการแข่งขัน

ด้านกลยุทธ์การตลาดนั้นเตรียมรุกตลาดผ่านดิสทริบิวเตอร์ทั้งกลุ่มโรงแรม-โรงพยาบาล ซึ่งทำตลาดในไทยมานานกว่า 30 ปี และกลุ่มร้านซักผ้าหยอดเหรียญ หรือร้านสะดวกซัก ซึ่งเป็นธุรกิจใหม่ในไทย โดยขณะนี้มีดิสทริบิวเตอร์ทดลองเปิดบริการทั้งใน กทม.และต่างจังหวัด เช่น ซอยลาซาล กระบี่ เชียงใหม่ เน้นจับผู้บริโภคระดับกลาง ด้วยระดับราคาเริ่มต้น 40 บาท ชูจุดขายเรื่องความทนทานการบำรุงรักษาต่ำ ไซซ์ใหญ่ตั้งแต่ 6-180 กิโลกรัม และใช้เวลาทำงานน้อยกว่าเครื่องที่มีในตลาดครึ่งหนึ่ง ตอบโจทย์ทั้งเจ้าของกิจการและผู้ใช้งาน รวมถึงอาศัยกำลังผลิตและสต๊อกอะไหล่จากการมีโรงงานในประเทศเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขัน

โดยจะมีการเปิดตัวสินค้าและโมเดลธุรกิจร้านซักผ้าอย่างเป็นทางการในงานอีเวนต์ช่วงเดือน พ.ค.ที่จะถึงนี้ เพื่อหาดิสทริบิวเตอร์และนักลงทุนที่สนใจโมเดลแฟรนไชส์


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 02,05, 2018, 07:50:37
https://brandinside.asia/mercedes-benz-and-kim-jong-un/

รู้จัก Mercedes-Benz รถยนต์ที่ผู้นำระดับโลกเลือกใช้ ไม่เว้นมหาอำนาจอย่าง Kim Jong-un

นอกจากการหารือครั้งประวัติศาสตร์ระหว่าง “คิม จอง อึน” ผู้นำเกาหลีเหนือ กับ “มุน แจ อิน” ผู้นำเกาหลีใต้ จะถูกพูดถึงไปทั่วโลกแล้ว เรื่องรายละเอียดต่างๆ ภายในงานก็เป็นที่น่าจับตามองเช่นกัน โดยเฉพาะรถประจำตำแหน่ง

Mercedes-Benz รถยนต์สำหรับผู้นำในระดับโลก
รถยนต์แบรนด์ Mercedes-Benz นั้นก่อตั้งเมื่อปี 2469 หรือเรียกว่าเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกก็ว่าได้ ยิ่งรถยนต์รุ่นแรกๆ ของค่ายรถรายนี้ถูกกลุ่มนาซี และ “อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” ผู้นำในขณะนั้นเลือกนำไปใช้ส่วนตัว ก็ทำให้ Mercedes-Benz รู้จักอย่างกว้างขวาง แถมด้วยภาพลักษณ์รถยนต์ของผู้นำก็ว่าได้

เพราะตอนนั้นผู้นำของกลุ่มนาซีตัดสินใจใช้รถยนต์ Mercedes-Benz รุ่น 770 แบบติดกระจกกันกระสุน เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ นอกจากนี้ในปี 2487 “พระสันตะปาปา” ในขณะนั้นก็เลือกใช้รถยนต์ของ Mercedes-Benz ทำให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์นั้นหรู และเหมาะสมกับความเป็นผู้นำยิ่งกว่าเดิม

จึงไม่แปลกที่ผู้นำหลากหลายประเทศเลือกใช้รถยนต์ Mercedes-Benz เป็นรถประจำตำแหน่งถึงยุคปัจจุบัน เพราะภาพลักษณ์ที่ช่วยเสริมสร้างบารมีให้กับตัวเอง ยังมาพร้อมกับสมรรถนะที่ได้รับความน่าเชื่อถือ และการปรับแต่งเรื่องความปลอดภัยได้อย่างอิสระ ไม่เว้นแต่ผู้นำเกาหลีเหนือ และเกาหลีใต้

เลือกใช้ Mercedes-Benz ตัวหรูทั้งสองประเทศ
โดยผู้นำเกาหลีเหนือ “คิม จอง อึน” เลือกใช้รถยนต์ Mercedes-Benz รุ่น S600 Pullman Guard สีดำแบบกันกระสุนตั้งแต่ปืนไรเฟิลธรรมดา จนถึงระเบิดมือ แถมยังต่อโครงสร้างยาวเป็นพิเศษอีก 6.4 เมตร เพื่อความสบายในการโดยสาร ส่วนค่าตัวของรถคันนี้คาดว่าอยู่ที่ 1,000 ล้านวอน (ราว 30 ล้านบาท)

สำหรับทางประธานาธิบดีของเกาหลีใต้ “มุน แจ อิน” ก็ใช้รถยนต์รุ่นเดียวกับผู้นำเกาหลีเหนือ แต่ก็ไม่น่าแปลกใจเพราะ Mercedes-Benz รุ่นนี้ถูกเลือกใช้จาก “ลี เมียง บัค” ที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 17 ในปี 2551-2556 และ “คิม แด จุง” ประธานาธิปดีคนที่ 15 ของเกาหลีใต้เช่นเดียวกัน

แสดงให้เห็นถึงความนิยมของ Mercedes-Benz จริงๆ เพราะช่วง 20 ปีล่าสุด ประธานาธิบดีของเกาหลีใต้ต่างใช้รถหรูตราดาวสามแฉก แม้ในประเทศจะมีรถยนต์แบรนด์ของตัวเองก็ตาม โดยคนล่าสุดที่ใช้รถยนต์แบรนด์ของประเทศตัวเองคือ “ปาร์ค กึน เฮ” ประธานาธิบดีคนที่ 18 ใช้ Hyundai รุ่น EQUUS Stretch Edition

สรุป
ไม่ต้องไปไกลถึงไหน เพราะพระมหากษัตริย์ของประเทศไทยเกือบทุกพระองค์ก็เลือกใช้ Mercedes-Benz อาจเพราะรัชกาลที่ 5 ทรงนำเข้ามาใช้เป็นยานพาหนะในไทยเป็นคันแรกๆ ส่วนฝั่งนายกรัฐมนตรีนั้น ส่วนใหญ่ก็ใช้ Mercedes-Benz ล่าสุดก็ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” กับรุ่น S600 แบบกันกระสุน ราคาราว 19.5 ล้านบาท


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: มะอุอุ ที่ 02,05, 2018, 21:41:38

ผมใช้ E240 เหมือนกันครับ บอกได้ว่าถึงแม้หน้าตาจะไม่ทันสมัยเท่าพวกไฮบริด ปีใหม่ๆ
แต่วิ่งดีกว่าหลายเท่าครับ เทียบกันไม่ติด
ตอนแรกกะว่าจะใช้ไปสักพักแล้วจะขาย แต่ยิ่งใช้ยิ่งรักมันเลยไม่คิดจะขายแล้ว


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 04,05, 2018, 16:11:07
ผมใช้ E240 เหมือนกันครับ บอกได้ว่าถึงแม้หน้าตาจะไม่ทันสมัยเท่าพวกไฮบริด ปีใหม่ๆ
แต่วิ่งดีกว่าหลายเท่าครับ เทียบกันไม่ติด
ตอนแรกกะว่าจะใช้ไปสักพักแล้วจะขาย แต่ยิ่งใช้ยิ่งรักมันเลยไม่คิดจะขายแล้ว


เยียมครับ Benz รถในฝัน ของใครๆ หลายคน
ตอนนี้ ผมคลั่ง Amg c 43 ครับ...แต่ถ้าจะกัดฟันซื้อจริงๆ คงได้แค่ C180 coupe มือสอง รุ่นเก่า

https://www.prachachat.net/economy/news-152725

ฮือฮา!! ซีพี.เปิดรับจองทุเรียนลูกละ 11,000 บาท

วันที่ 3 พ.ค. 2561 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ 24 catalog.com ในเครือซีพี มีการเปิดรับสั่งจองทุเรียน”พันธุ์กบชายน้ำ” โดยระบุว่าเป็นทุเรียนพันธุ์หายาก เก็บจากต้นที่มีอายุกว่า 100 ปี สนนราคามี2แบบ 1.จำนวน1ลูก ราคา11,000บาท น้ำหนักไม่รวมกล่องประมาณ 1.5-2.0 กิโลกรัม 2.จำนวน 2-3 ลูก ราคา 32,000 บาท น้ำหนักไม่รวมกล่องประมาณ 4.5-6.0 กิโลกรัม เปิดรับจองตั้งแต่วันที่ 8-18 พฤษภาคม 2561 ระยะเวลาการส่งสินค้า 25 พฤษภาคม เป็นต้นไป โดยให้จองผ่าน call center 24 shopping พร้อมจัดส่งสินค้าฟรีตามที่อยู่ของลุกค้า

เจ้าหน้าที่จาก คอล เซ็นเตอร์ 24 catalog กล่าวว่า การเปิดรับจองทุเรียนพันธุ์ดังกล่าว เป็นพันธุ์หายาก ปลูกที่จ.ปราจีนบุรี และปลุกในสวนที่ปลูกแบบออร์แกนิค ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง และได้รับรางวัลจากกรมส่งเสริมการเกษตร โดยจะเปิดให้จองผ่านคอล เซ็นเตอร์ และรับจองเฉพาะสมาชิกเท่านั้น และไม่เฉพาะแต่พันธุ์กบชายน้ำเท่านั้น พันธุ์หมอนทองก็เปิดรับจองในราคาลูกละ699บาท จัดส่งฟรีเช่นกัน

ทางด้านนายเกรียงศักดิ์ อุดมสิน เจ้าของสวนจิตนิยม อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี เปิดเผยว่า โครงการเปิดรับจองทุเรียนดังกล่าว เป็นความร่วมมือกับซีพี. ผ่าน 24 catalog เป็นโครงการตัวอย่างเพื่อต้องการยกระดับการผลิตและขายสินค้าของเกษตรกรให้มีคุณภาพ และทำให้จำหน่ายได้ในราคาที่สูงขึ้น เป็นการทดลองกันครั้งแรก เบื้องต้นทาง 24catalog จองทุเรียนพันธุ์ ดังกล่าวไว้ประมาณ 200 ลูก โดยที่สวนมีทุเรียนพันธุ์กบชายน้ำอยู่ประมาณ 20 ต้น มีผลผลิตเฉลี่ยต้นละ300ลูก ซึ่งทุกปีมีการจองจากลูกค้าผู้ที่ชื่นชอบไว้หมดแล้ว

“ทุเรียนพันธุ์กบชายน้ำเป็นสายพันธุ์มาจากนนทบุรี ที่สวนปลุกมากว่า100ปี ลักษณะเด่นมีเนื้อละเอียดกว่าพันธุ์อื่นๆ ปกติราคาที่ขายในไทย และต่างประเทศในกลุ่มคนที่ชื่นชอบ จะตกประมาณกิโลกรัมละ 5,000-7,000บาท ลูกหนึ่งประมาณ 1.5 กิโลกรัม ก็ตกประมาณหมื่นบาทต้นๆ ความจริงที่สวนมีพันธุ์หมอนทอง และผลไม้อื่นๆ เช่น เงาะ มังคุดด้วย แต่เนื่องจากเป็นโครงการทดลอง จึงเริ่มจากพันธุ์กบชายน้ำก่อน” นายเกรียงศักดิ์กล่าว

ส่วนกรณีที่หากมียอดการสั่งจองเข้ามาจำนวนมากจะทำอย่างไร นายเกรียงศักดิ์ตอบว่า คงต้องคุยกับทาง24 catalog อีกที เพราะเป็นความร่วมมือกันครั้งแรก แต่ก็มีการเตรียมแผนสำรองไว้แล้ว

“การปลูกแบบออร์แกนิค เกษตรกรชาวสวนทั่วไปไม่ค่อยนิยมปลูกกัน  ทั้งๆที่การปลูกแบบนี้จะทำให้เกษตรกรชาวสวนจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่สูงขึ้น ” นายเกรียงศักดิ์กล่าวในตอนท้าย

สำหรับทุเรียนพันธุ์กบชายน้ำนี้ ข้อมูลจากศูนย์การเรียนรู้เพื่ออนุรักษ์ทุเรียนพื้นบ้านนนทบุรี ระบุว่า ทุเรียนพันธุ์ ( Kop Chainam ) มีชื่อวิทยาศาสตร์ ว่า: Durio zibthinus Murray

ประวัติ : เพาะจากเมล็ดกบแม่เฒ่า แหล่งค้นพบใน จังหวัดนนทบุรี

สถานภาพพันธุ์ : พันธุ์พื้นเมือง(พันธุ์เบา)

ลักษณะประจำพันธุ์

ลักษณะกิ่งไม่เป็นระเบียบ ใบรูปไข่ขอบขนาน ปลายใบเรียวแหลม ฐานใบมน ดอกรูปร่างของดอกตูมกลมรี ขอบขนาน ปลายดอกตูมแหลม ผลทรงรูปไข่ แต่ไม่เป็นระเบียบ ความยาวผลปานกลางรูปร่างหนามแหลมคม เปลือกหนา หนามปลายงุ้มเข้า หนามรอบขั้วผล หนามตรง

ลักษณะทางการเกษตร

การเจริญเติบโตของต้นเร็ว การออกดอกมาก การติดผลปานกลาง ใบเป็นคลื่น ผลแป้วหน้าแป้วหลังขั้วสั้น เปลือกผลหนา สีเปลือกออกสีเหลือง หนามกาง ฐานหนามใหญ่ หนามถี่กว่าหมอนทอง แต่หนามไม่แหลม เนื้อหนาปานกลาง สีเนื้อเหลืองอ่อน มีกลิ่นอ่อน รสชาติของเนื้อมันพอดี ลักษณะเนื้อแห้ง ละเอียด เนื้อคล้ายหมอนแต่เย็นกว่า ไม่มีใย เนื้อละเอียด ลักษณะเด่นของพันธุ์นี้คือ เป็นพันธุ์ที่ชอบขึ้นใกล้น้ำ ทนฝนไม่มีอาการไส้ซึม ถ้าต้นสมบูรณ์จะให้ผลผลิตในช่วงประมาณปีที่ 6-8


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: มะอุอุ ที่ 04,05, 2018, 20:30:35

โอกาสมาใกล้แล้วนะครับ สำหรับท่านที่ใฝ่ฝันอยากจะครอบครองรถหรู สปอร์ตเร้าใจ แต่ด้วยภาษีทำให้ราคารถนำเข้าราคาแพงเหลือเกิน..

ได้ข่าวว่า รุ่น C43 ประกอบในประเทศราคาเพียง 4.140 ลบ.เท่านั้น  ถูกลงกว่ารุ่นนำเข้าถึง 1.05 ลบ. โดยที่ออปชัน เหมือนเดิม....


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 06,05, 2018, 23:18:00
https://www.prachachat.net/economy/news-153778

ยักษ์จีนชิงทุเรียน ส่งออกพุ่ง100% เกษตรกรแห่ปลูก

ทุนจีนเปิดศึกชิงทุเรียนไทย “อาลีบาบา-เจดี” แห่ซื้อแข่งผู้ส่งออก ดันราคาพุ่ง-ยอดส่งออกไตรมาสแรกโตเท่าตัวกว่า 7 พันตัน เผยทุเรียนพันธุ์ท้องถิ่นได้อานิสงส์ ก.เกษตรฯเล็งชง ครม.ของบฯ 4,500 ล้านบาทอัดสินเชื่อทุเรียน 3 ปี หลังเกษตรกรแห่ปลูก

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า หลังจากยักษ์อีคอมเมิร์ซ “อาลีบาบา” ของประเทศจีน ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกับภาครัฐบาลไทย และนำร่องโครงการจัดซื้อสินค้าเกษตร ได้แก่ ทุเรียน และข้าว ไม่ถึง 2 สัปดาห์ จากนั้นบริษัท Beijing Jingdong Century Trade ในเครือ “เจดีดอทคอม” ยักษ์อีคอมเมิร์ซจากจีนอีกรายได้ลงนามบันทึกความเข้าใจกับบริษัท ควีน โฟรเซ่น ฟรุต จำกัด ผู้ผลิตทุเรียนแช่แข็งรายใหญ่ในกลุ่มบริษัทเอส เค ห้องเย็น ผู้ส่งออกทุเรียนสดรายใหญ่

เจดี-อาลีบาบาชิงตลาดทุเรียน

นางสาวกาญจนา แย้มพราย ประธานกรรมการ บริษัท ควีน โฟรเซ่น ฟรุต จำกัด กล่าวว่า ไทยส่งออกทุเรียนสดและทุเรียนแช่แข็งไปยังตลาดจีนเป็นอันดับต้น ๆ เพราะเป็นผลไม้ที่คนจีนนิยมบริโภคมากที่สุด และมีแนวโน้มนำเข้าทุเรียนจากไทยเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่ 3 ปีก่อน ส่วนทุเรียนแช่แข็งเริ่มได้รับความนิยมเมื่อปีก่อน ทำให้บริษัทตัดสินใจตั้งโรงงานทุเรียนแช่แข็งในปี 2560 โดยลงทุนกว่า 700 ล้านบาท และเริ่มส่งออกทุเรียนแช่แข็งไปตลาดจีนตั้งแต่ปลายปี ผ่านความร่วมกับพันธมิตรรายใหญ่ของจีนหลายราย ทั้งนักธุรกิจนำเข้าผลไม้จากจีน และอาลีบาบา

ล่าสุดได้เซ็นสัญญากับ “เจดีเฟรช” บริษัทลูกเจดีดอทคอม ส่งออกทุเรียนแช่แข็งไปจีน อายุสัญญา 1 ปี ทำให้บริษัทมีช่องทางจำหน่ายทุเรียนครอบคลุมทุกช่องทาง แบ่งเป็นออนไลน์ 20% เช่น เจดีดอทคอม และอาลีบาบา เป็นต้น ออฟไลน์ 80% เช่น เทสโก้ โลตัส คาร์ฟูร์ และเซ็นจูรี่ เป็นต้น

ดันราคาทุเรียนพุ่ง

บริษัทส่งออกทุเรียนไปใน 6 มณฑลใหญ่ เช่น ปักกิ่ง ยูนนาน คุนหมิง เป็นต้น ตลาดจีนถือเป็นโอกาสสำคัญของผู้ส่งออก และเกษตรกรไทย ประกอบกับราคาทุเรียนปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะทุเรียนแช่แข็ง ราคาปัจจุบันอยู่ที่ 290 บาท/กิโลกรัม เพิ่มจากปีก่อนที่ราคาเฉลี่ย 220-230 บาท/ต่อกิโลกรัมเท่านั้น

นางกาญจนากล่าวต่อว่า บริษัทมีทุเรียนเพียงพอต่อการส่งออก เนื่องจากมีพ่อค้าคนกลางจากหลายจังหวัดทั้งระยอง จันทบุรี อุตรดิตถ์ และภาคใต้ รวบรวมมาขายต่อให้ ซึ่งโรงงานทุเรียนแช่แข็งของบริษัทรองรับปริมาณทุเรียนได้สูงสุด 300-400 ตัน จากปัจจุบันมีผลผลิตเพียง 50% เนื่องจากต้องรอทุเรียนลอต 2 เพราะลอตแรกกำลังหมดลอต เนื่องจากฝนตกต่อเนื่อง

นอกจากนี้ บริษัทมีแผนแปรรูปทาร์ตไข่ทุเรียน จากปัจจุบันมีทุเรียนแปรรูป 8 รายการ ได้แก่ ทุเรียนอบกรอบ, ไอศกรีมทุเรียน เป็นต้น และปีนี้ตั้งเป้าว่าจะส่งออกทุเรียนแช่แข็งเพิ่มเป็น 400 ตู้คอนเทนเนอร์ จากปีที่แล้วเพียง 100 ตู้ (เฉพาะ ต.ค.-ธ.ค.60)

ดีมานด์ทะลักเท่าตัว

นายเย่ เว่ย ประธานกรรมการ บริษัท Beijing Jingdong Century Trade จำกัด กล่าวว่า บริษัทเซ็นสัญญากับควีน โฟรเซ่นฯ เพื่อนำทุเรียนเข้าไปขายผ่านเจดีดอทคอม โดยล็อตแรกนำเข้าทุเรียนจากไทย 100 ตู้คอนเทนเนอร์ หรือ 2,500 ตัน และปีนี้คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว ทั้งมีแผนนำเข้าผลไม้อีกหลายชนิด เช่น มังคุด ลำไย มะพร้าวเผา เป็นต้น

“ทุเรียนไทยได้รับความนิยมมาก ทั้งเราและอาลีบาบา มีราคาและโปรโมชั่นไม่ต่างกันมากนัก แต่จุดแข็งของเราอยู่ที่สามารถจัดส่งทั่วประเทศจีนใน 3-4 ชั่วโมง เทียบกับคู่แข่งต้องใช้เวลานานกว่า ความต้องการทุเรียนในจีนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เราต้องมาคุยกับซัพพลายเออร์ว่าจะสต๊อกและจัดการออร์เดอร์”

เปิดรายชื่อท็อปผู้ส่งออก

รายงานข้อมูลจากกรมศุลกากรระบุว่า ช่วง 3 เดือนแรกปีนี้ ไทยส่งออกทุเรียนสดไปจีน 7,231 ตัน เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 4,295 ตัน คิดเป็นมูลค่า 488.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น จากที่เคยทำได้ 256.9 ล้านบาท ขณะที่ยอดส่งออกทุเรียนแช่แข็งแม้มีปริมาณ 1,201 ตัน ลดลงจากช่วงเดียวกันที่ส่งออกได้ 1,291 ตัน แต่มูลค่าส่งออกเท่ากับ 292.8 ล้านบาท จากปีก่อน 214.3 ล้านบาท และเป็นที่น่าสังเกตว่าเมื่อตรวจสอบรายชื่อผู้ส่งออกทุเรียนแช่แข็ง 10 อันดับแรก ปรากฏว่ามีบริษัทที่มีชาวจีนถือหุ้นอยู่มากถึง 5 ใน 10 ราย อาทิ บริษัท บีเอส เวิลด์ ฟู้ด, บริษัท เทียนชาน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด, หจก.พิสุทธิ์ฟู้ด (จีนถือหุ้น 100%), บริษัท ไทย โน่ง เม่า ฟู้ด และบริษัท เทียนผม จำกัด ขณะที่

รายชื่อผู้ส่งออกทุเรียนสดไปจีน 10 อันดับแรก มีผู้ส่งออกที่มีชาวจีนถือหุ้นอยู่หลายราย เช่น ดี เอฟ เอช อินเตอร์เฟรช เทรดดิ้ง จำกัด, บริษัท วิน วิล เฟรชฟรุ๊ต จำกัด, บริษัท หยุนหนานสิบสองปันนา หงส์ชิง อินเตอร์เนชั่นแนลเทรด (ไทยแลนด์) จำกัด

ดันส่งออกผลไม้ไทยโต 30%

นายพจน์ เทียมตะวัน นายกสมาคมผู้ประกอบการพืช ผัก ผลไม้ไทย เปิดเผยว่าการลงนามระหว่างควีน โฟรเซ่น ฟรุต และเจดีดอทคอม ช่วยให้เกษตรกรไทยมีการจำหน่ายทุเรียนตกเกรด ได้ในราคาสูงขึ้น จากเดิมขายได้ลูกละ 10-20 บาท เพิ่มเป็น 60-80 บาท และส่งออกผลไม้ไทยในปีนี้ที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 30%

“ขณะที่ราคาทุเรียนที่จำหน่ายหน้าสวนอยู่ที่ กก.ละ 100-120 บาท ลดลงจากปีก่อนที่ราคา กก.ละ 160-170 บาท เนื่องจากผลผลิตทุเรียนปีนี้เพิ่มขึ้น เกษตรกรผลิตได้ตลอดทั้งปีไม่มีฤดูกาล”

อย่างไรก็ตาม ตนมั่นใจว่าแม้ในอนาคตเกษตรกรหันมาปลูกทุเรียน เพราะมีราคาสูง แต่ไม่ทำให้ทุเรียนล้นตลาด แต่อีกด้านการทำการตลาดในช่องทางอีคอมเมิร์ซน่าจะมีส่วนช่วยสร้างการรับรู้ให้ทุเรียนสายพันธุ์ท้องถิ่น เช่น ทุเรียนพวงมณี และหลงลับแล มีช่องทางจำหน่ายมากขึ้น

เล็งของบฯ ครม. 4.5 พันล้าน

ด้านนายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จากการสำรวจภาพรวมเกษตรกรหันมาปลูกทุเรียนเพิ่มขึ้น โดยพบว่าในช่วง 3 ปี มีการปลูกเพิ่มขึ้นจากปี 2559 มีพื้นที่ปลูกทุเรียนทั้งประเทศ 5.91 แสนไร่ แต่ปี 2560 เพิ่มเป็น 6.05 แสนไร่ ส่วนมากเป็นพื้นที่ภาคใต้ ประกอบกับเกษตรกรเพิ่มพื้นที่ปลูก ทำให้อาจต้องไปส่งเสริมพื้นที่ให้เป็นโซนนิ่งที่เหมาะสม เพื่อความยั่งยืนและส่งเสริมการแปรรูป ไม่ใช่เพียงราคาสูงออร์เดอร์ระยะสั้นเท่านั้น และขณะนี้ตลาดอีคอมเมิร์ซค่อนข้างมาแรง จึงอยากให้เกษตรกรมีรายได้จริง ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง สอดคล้องร่างยุทธศาสตร์พัฒนาผลไม้ไทย ปี 2558-2564

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในวันที่ 8 พ.ค.นี้ เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อขอสินเชื่อจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร วงเงิน 4,500 ล้านบาท ระยะ 3 ปี โดยตั้งเป้ารวบรวมผลผลิตจากสมาชิกราว 40,000 ตัน จากสหกรณ์การเกษตรกร 92 แห่ง ใน 19 จังหวัด รองรับผลผลิตที่กำลังจะออกสู่ตลาด และกลาง พ.ค.นี้จะเปิดสวนผลไม้สมาชิกสหกรณ์จันทบุรี ระยอง ตราด ให้ตัวแทนอาลีบาบาเยี่ยมชมการผลิตผลไม้คุณภาพเพื่อสร้างความมั่นใจ


หัวข้อ: Re: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส
เริ่มหัวข้อโดย: storm40sw ที่ 10,05, 2018, 12:20:04
https://www.prachachat.net/ict/news-156279

ชี้เป้าสายสื่อสารขาด-รกรุงรัง “กสทช.” แจก Power Bank ฟรี 4,500 อัน




จากกรณีที่ปรากฏตามข่าวว่า มีผู้เสียชีวิตจากสายโทรคมนาคมที่จังหวัดขอนแก่น และสำนักงาน กสทช. ได้ประสานงานให้บริษัทเจ้าของสายเข้าไปรับผิดชอบต่อผู้เสียหายแล้วนั้น เมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2561 ที่ผ่านมา นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) และได้จัดประชุมหารือร่วมกับ นายสมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นและคณะ เพื่อหารือถึงแนวทางการพาดสายสื่อสารในกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม และสรุปแนวทางการแก้ไขปัญหาการพาดสายสื่อสาร ณ ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดขอนแก่น

จากนั้นเดินทางตรวจสอบมาตรฐานการพาดสายสื่อสารในพื้นที่เกิดอุบัติเหตุ ณ บริเวณหน้าโรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย ถัดจากนั้นเดินทางไปตรวจพื้นที่เตรียมการจัดระเบียบสายสื่อสารร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ในปี 2561 จำนวน 2 เส้นทาง ได้แก่ 1.ถ.กลางเมือง จากสี่แยก ถ.ประชาสโมสร ถึง สามแยก ถ. หลังศูนย์ราชการ 2.ถ.หน้าเมือง จากสี่แยก ถ.ประชาสโมสร ถึง สามแยก ถ. หลังศูนย์ราชการ และตรวจสอบเส้นทางวิกฤตที่ไม่สามารถอนุญาตให้พาดสายฯ จำนวน 3 เส้นทาง ได้แก่ 1.เส้นทางแยกประชาสโมสร (ฝั่งตะวันออก) ถึง ถ.ราษฎร์คะนึง 2.เส้นทางทางเข้าบ้านโนนม่วง และ 3.เส้นทางถ.สมหวังสังวาล

นายฐากร กล่าวว่า สำหรับมาตรการบังคับใช้ในการพาดสายสื่อสารของสำนักงาน กสทช. นั้นผู้ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมทุกรายจะต้องดำเนินการพาดสายสื่อสารบนเสาไฟฟ้าให้เป็นไปตามมาตรฐานที่ได้ตกลงกับการไฟฟ้าฯ รวมถึงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการใช้สิทธิในการปัก หรือตั้งเสา หรือเดินสาย วางท่อ หรือติดตั้งอุปกรณ์ประกอบ หรือหลักสิทธิแห่งทางของสำนักงาน กสทช. โดยมาตรฐานการพาดสาย

กรณีที่เป็นถนนหลัก ทางหลวงแผ่นดิน ไม่ให้มีการพาดสายข้ามถนนต้องดันท่อร้อยใต้ดินเท่านั้น กรณีถนนสายรอง ซอย การพาดสายข้ามถนนการพาดสายต้องพาดในระดับความสูงกว่าผิวจราจร 5.5-5.9 เมตร และสายสื่อสารทุกประเภทต้องมีสี และชื่อของเจ้าของระบุอย่างชัดเจนเพื่อแสดงตน

“กรณีประชาชนพบสายสื่อสารที่รกรุงรัง ไม่เป็นระเบียบ อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้สัญจรบนท้องถนน หรือได้รับอันตรายจากสายสื่อสาร สามารถแจ้งมายัง Call Center ของสำนักงาน กสทช. หมายเลขโทรศัพท์ 1200 ฟรี หรือแจ้งไปที่การไฟฟ้านครหลวง หมายเลขโทรศัพท์ 1130 หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หมายเลขโทรศัพท์ 1129 ก็ได้ เมื่อรับเรื่องสำนักงาน กสทช. จะประสานงานกับผู้ประกอบการเจ้าของสายให้ดำเนินการแก้ไขโดยด่วน” นายฐากร กล่าว

เลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า สำนักงาน กสทช. ร่วมกับ AIS TRUE 3BB และ Symphony เชิญประชาชนร่วมใจเตือนภัย เพื่อความปลอดภัยสายสื่อสาร รับ Power Bank ฟรี 4,500 อัน สำหรับประชาชน 4,500 รายแรก ที่โทรศัพท์มาแจ้งข้อมูลสายสื่อสารที่เป็นอันตรายกับศูนย์รับเรื่องร้องเรียนสำนักงาน กสทช. หมายเลขโทรศัพท์ 1200 (ฟรี)

ทั้งนี้ ตามที่มีข่าวที่มีเหตุการณ์สายสื่อสาร หย่อน ขาด รกรุงรัง อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุ อันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และสำนักงาน กสทช. ได้มีการเรียกประชุมผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม และผู้ประกอบกิจการเคเบิ้ลทีวี เพื่อย้ำถึงมาตรการบังคับใช้ในการพาดสายสื่อสารในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม รวมถึงทำความเข้าใจ เพื่อให้การพาดสายสื่อสารของผู้ประกอบการทุกรายเป็นไปในแนวทางเดียวกัน เพื่อความเป็นระเบียบ สร้างความปลอดภัย ต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมถึงปรับปรุงภูมิทัศน์ให้ดูสวยงาม ไม่รกรุงรัง รวมถึงหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาให้เร็วขึ้นไปแล้วนั้น

สำนักงาน กสทช. เห็น