GUN IN THAILAND
24,10, 2018, 00:40:13 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Google
หน้า: 1 ... 20 21 [22] 23 24 ... 29   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ปืนยูเอสอาร์มี่ 1911 และภาพเรื่องราวของประวัติศาสตร์สงคราม  (อ่าน 36420 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
02,09, 2016, 21:27:01
maxga
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,437


« ตอบ #315 เมื่อ: 02,09, 2016, 21:27:01 »

มีภาพช่วงที่ บุกเข้าญี่ปุ่นมั้ยครับ ธุจ้า ธุจ้า ธุจ้า ธุจ้า
บันทึกการเข้า
05,09, 2016, 19:49:01
Thanapoom
สมาชิกใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 80


« ตอบ #316 เมื่อ: 05,09, 2016, 19:49:01 »

อยากอ่านเรื่องการรบทางเรือของ ww2 บ้างจังครับ คงจะสนุกน่าดู
บันทึกการเข้า
06,09, 2016, 08:33:47
giant15
สมาชิก
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 473



« ตอบ #317 เมื่อ: 06,09, 2016, 08:33:47 »

ตามคำเรียกร้องวันนี้เสนอ... รักกันนะ

BATTEL OF MIDWAY ยุทธนาวีทางอากาศที่เกาะมิดเวย์ จุดเปลี่ยนสงครามแปซิฟิค

1 ปีกับ 2 เดือนนับจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ระเบิดขึ้นเมื่อเยอรมันนีโจมตีโปแลนด์   สงครามทางแปซิฟิคก็เกิดขึ้นเมื่อญี่ปุ่นโจมตีฐานทัพเรือสหรัฐฯที่อ่าวเพิร์ลทำให้สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นสงครามโลกอย่างแท้จริง

ชัยชนะของญี่ปุ่นที่อ่าวเพิร์ลเป็นชัยชนะเพียงครึ่งเดียว  เพราะไม่มีเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐฯสูญเสียแม้แต่ลำเดียว( เล็ดรอดไปได้  น้ำตาไหลพราก )  การโจมตีทั้งสองระลอกทางอากาศทำให้สหรัฐฯเสียเรือประจัญบานไป 8 ลำและเครื่องบินรบอีกจำนวน 188 เครื่อง เสียหายอีก159 เครื่อง       เมื่อเทียบกำลังทางแปซิฟิคของสหรัฐฯยังมีเรือประจัญบานเหลืออยู่อีก 9 ลำ เรือลาดตระเวน 24 ลำ เรือพิฆาต 80 ลำที่ยังไม่บุบสลายเลยแม้แต่น้อย   นายพลเรือยามาโมโต (Isoroku Yamamoto) แม่ทัพเรือญี่ปุ่นที่ใช้ยุทธวิธีเด็ดขาดของเขา     คือการโจมตีฉับพลันรุนแรงไม่ให้ข้าศึกรู้ตัวโดยอำนาจการรบที่สูงกว่า         แต่สิ่งหนึ่งที่ยามาโมโตกังวลมาตลอดคือความสามารถอันยิ่งใหญ่ทางอุตสาหกรรมของสหรัฐฯที่สามารถสร้างกำลังรบขึ้นมาทดแทนได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเขาเองเคยพยากรณ์ล่วงหน้าไว้ว่าญี่ปุ่นจะชนะเด็ดขาดก็ต้องเร่งภายใน 6 เดือนแรก  หลังจากนั้นสหรัฐฯจะตั้งตัวได้ และไม่รับประกันผลการสู้รบหลังจากนั้น  คำพยากรณ์ของเขาถูกต้องเพราะอีก 6 เดือนต่อมา   เขาต้องพ่ายแพ้ทั้งทางยุทธวิธีและยุทธศาสตร์ในยุทธนาวีทางอากาศที่มิดเวย์

                 

หลังเพิร์ลฮาเบอร์กองเรือญี่ปุ่นเก็บกวาดชัยชนะไปทั่วแปซิฟิค  อย่างไรก็ตาม ปัญหาอันสำคัญของญี่ปุ่นคือกองเรือแปซิฟิคของสหรัฐฯโดยเฉพาะกองเรือบรรทุกเครื่องบินยังอยู่ในฐานะที่จะต่อต้านและรบกวนการบุกของญี่ปุ่นได้   ยามาโมโตกำลังคิดว่าจะทำอย่างไรจึงจะดึงกองเรือสหรัฐฯออกมาทำลายเสียให้หมดขวากหนาม  ยามาโมโตทราบดีว่าทุกชั่วโมงที่สูญเสียไปในการเข้ายึดหมู่เกาะต่างๆ   เรือบรรทุกเครื่องบิน เรือรบและอากาศยานของสหรัฐฯ กำลังทยอยออกจากอู่ต่อเรือและโรงงานอุตสาหกรรมหนักมากขึ้นทุกที    โดยเฉพาะการปรากฏตัวของเรือบรรทุกเครื่องบินลำใหม่คือเรือฮอร์เนตที่นำเครื่องบิน บี 25  จำนวน 15 เครื่องมาโจมตีโตเกียวเมื่อ 18 เมษายน 1942 แม้ญี่ปุ่นจะไม่เสียหายอะไรนัก  แต่เป็นการตอกย้ำความกังวลของยามาโมโตที่ว่าภายใน3 เดือนเศษหลังเพิร์ลฮาเบอร์สหรัฐฯสามารถผลิตเรือบรรทุกเครื่องบินและเรือรบอื่นๆขึ้นมาทดแทนการสูญเสียได้แล้วและยังอยู่ในฐานะที่จะทำการรุกรานแผ่นดินแม่ของญี่ปุ่นได้อีกด้วย

ยามาโมโตต้องเสียเวลาให้กับแผนการของกองทัพบกที่เตรียมการบุกออสเตรเลียทำให้เขาต้องส่งกำลังทางเรือกระจายออกไปเพื่อเข้าสนับสนุนการยึดพอร์ตเมอร์เรสบี้        แต่ยามาโมโตก็ไม่ทิ้งแนวคิดที่จะโจมตีทางเรืออย่างฉับพลันอีกครั้งและ หาทางเอากองเรือสหรัฐฯออกมาสู้และทำลายเสีย   เสนาธิการของเขาร่างแผนอย่างเร่งด่วน  ขณะที่การบุกพอร์ตเมอร์เรสบี้ยังกำลังอยู่ในขั้นเตรียมการ  ยุทธการโจมตีและยึดเกาะมิดเวย์ก็ได้ถูกร่างขึ้นแล้ว

ญี่ปุ่นได้เปรียบสหรัฐฯในด้านกำลังรบโดยเฉพาะเรือบรรทุกเครื่องบินที่มีถึง 11 ลำในขณะที่สหรัฐฯมีเพียง 5 ลำ คือ เรือซาราโตกา,ยอร์คทาวน์,เล็กซิงตัน,เอนเตอร์ไพรส์,และฮอร์เนต     ก่อนหน้านี้สหรัฐฯได้เสียเรือแลงค์ลีไปแล้วในการถอยร่นจากการรบในเกาะชวามิหนำซ้ำเรือซาราโตกาถูกเรือดำน้ำญี่ปุ่นโจมตีเสียหายหนักจนต้องเข้าอู่ซ่อมเมื่อ11มกราคม 1942     นักบินญี่ปุ่นทั้งกองทัพบกและกองทัพเรือก็มีความชำนาญในการรบมีประสบการณ์สูงจากการรบในจีนและแปซิฟิค  เครื่องบินซีโร่ของญี่ปุ่นก็พิสูจน์แล้วว่ามีสมรรถนะสูงกว่าเครื่องบินทุกแบบของสหรัฐฯ     นอกจากนี้สหรัฐฯยังมีภาระที่ต้องแบ่งกำลังของตนไปช่วยอังกฤษในสมรถูมิยุโรปอีกด้วย



สหรัฐฯมีข้อชดเชยการเสียเปรียบนี้อย่างสำคัญคือสหรัฐฯสามารถถอดรหัสลับของญี่ปุ่นได้โดยที่ญี่ปุ่นไม่รู้ตัว   สหรัฐฯสามารถดักจับความเคลื่อนไหวของญี่ปุ่นได้ตลอด   อีกด้านคือการสื่อสารเครื่องบินญี่ปุ่นที่ประสบชัยชนะครั้งแล้วครั้งเล่าปรากฏว่าไม่มีวิทยุติดต่อระหว่างเครื่องบินฝ่ายเดียวกันมีแต่วิทยุที่ใช้ส่งข่าวติดต่อกับฐานบินเท่านั้นซึ่งได้เปรียบนี้สหรัฐฯจะใช้ประโยชน์ในการโจมตีชดเชยการที่ญี่ปุ่นมีกำลังมากกว่าได้และสามารถกลายเป็นฝ่ายรุกกลับ นายพลยามาโมโตเองก็เสียชีวิตเพราะสหรัฐสามารถถอดรหัสจับข่าวได้รู้ว่ายามาโมโตจะไปตรวจแนวรบที่ใด  ทำให้สหรัฐฯส่งฝูงบินไปดักโจมตีได้ถูกต้อง  ยามาโมโตเสียชีวิตเพราะเครื่องบินที่เขาโดยสารมาถูกยิงตก

แผนการของกองทัพบกในการยึดพอร์ตเมอร์เรสบี้เริ่มในวันที่ 5 พฤษภาคม     กองทัพเรือญี่ปุ่นส่งกำลังอันประกอบด้วยเรือบรรทุกเครื่องบินโซกากุและซุยกากุเป็นเรือหลักมีพลเรือโทตากางิเป็นผู้บัญชาการ   ฝ่ายสหรัฐฯซึ่งรู้ข่าวสารของข้าศึกดี    จัดส่งเรือบรรทุกเครื่องบินเล็กซิงตันของพลเรือโทฟิตต์และเรือยอร์คทาวน์ของพลเรือโทเเฟลตเชอร์ (Frank J. Fletcher) เข้าขัดขวาง  เวลา 8.00 น.วันที่ 7 พฤษภาคม 1942  เล็กซิงตันและยอร์ค ทาวน์ส่งเครื่องบิน 84 เครื่องขึ้นโจมตีเป็นการเปิดฉากยุทธนาวีทางอากาศเป็นครั้งแรกที่ต่อมาเรียกว่ายุทธนาวีที่ทะเลคอรัล   


                เล็กซิงตัน

ผลการรบเรือโซกากุเสียหายหนักและเรือซุยกากุเสียหายเล็กน้อย   เวลา  11.18 น.ฝ่ายญี่ปุ่นตอบโต้โดยส่งเครื่องบิน 69 เครื่องเข้าโจมตี  การโจมตีแสดงให้เห็นว่านักบินญี่ปุ่นมีประสบการณ์สูงกว่า   เรือเล็กซิงตันโดนทั้งตอร์ปิโดและลูกระเบิดเสียหายหนัก เล็กซิงตันลอยลำอยู่อยู่ได้จน 17.00 น. ก็ต้องสละเรือ เวลา 20.00 น. เรือพิฆาตสหรัฐฯต้องยิงตอร์ปิโดเพื่อให้เล็กซิงตันจมลง     เรือยอร์คทาวน์ก็เสียหายเกิดไฟไหม้หลายแห่งแต่ดับได้ในที่สุดต้องเดินทางกลับเข้าอู่ซ่อมที่เพิร์ลฮาร์เบอร์            ประสิทธิภาพในการซ่อมแซมของสหรัฐฯสูงมากเรือยอร์คทาวน์ที่ต้องซ่อมนานสามเดือนกลับสามารถซ่อมได้ภายใน 3 สัปดาห์และสามารถร่วมรบในยุทธนาวีที่มิดเวย์

การรบที่ทะเลคอรัลฝ่ายสหรัฐฯสูญเสียเรือบรรทุกเครื่องบินไป 1 ลำเสียหายหนัก 1 ลำฝ่ายญี่ปุ่นเสียหาย 2 ลำ     ในแง่ยุทธศาสตร์สหรัฐฯสามารถต้านทานญี่ปุ่นไว้ได้แม้จะเสียหายมากกว่า  กองทัพบกญี่ปุ่นต้องล้มเลิกการเข้ายึดพอร์ตเมอร์เรสบี้        ส่วนกองทัพเรือยามาโมโตขุ่นเคืองมากที่เรือบรรทุกเครื่องบินที่ดีที่สุดของเขาต้องออกจากการรบกลับไปซ่อมถึง 2 ลำ

ยุทธนาวีที่ทะเลคอรัล (Battle of the Coral Sea) ซึ่งในสายตาของฝ่ายเสนาธิการญี่ปุ่นเห็นว่าเป็นการแสดงสลับฉากเท่านั้น    พวกเขามองข้ามหลักยุทธศาสตร์ที่ว่าการรุกทางบกจะไม่มีทางสำเร็จถ้าปราศจากการกองเรือบรรทุกเครื่องบินที่เข้มแข็งให้การคุ้มกันและไม่สงสัยเลยว่าเหตุใดกองเรือสหรัฐฯจึงปรากฏตัวได้ถูกที่ถูกจุดถูกเวลาราวกับนัดพบกันเช่นนี้   ทั้งนี้เพราะขณะการยุทธที่ทะเลคอรัลกำลังดำเนินไปนั้น    แผนการโจมตียึดมิดเวย์ก็ได้สำเร็จลงแล้ว   ยามาโมโตพร้อมที่จะปฏิบัติภารกิจหลักคือเปิดยุทธนาวีที่มิดเวย์     แผนการคือหลอกล่อเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯอออกมาสู้กันอีกและจะทำลายเสียให้สิ้นเช่นที่ทะเลคอรัล   ความหลงในชัยชนะที่ทำลายเรือบรรทุกเครื่องบินข้าศึกได้ทำให้ฝ่ายเสนาธิการไม่สนใจในการที่เรือบรรทุกเครื่องบินที่ดีที่สุดของตนออกจากการรบไปไม่สามารถรบได้อีกนานถึง 2 ลำโดยแลกมาด้วยการจมเรือบรรทุกเครื่องบินข้าศึกขนาดเล็กได้ 1 ลำ เสียหาย 1 ลำ ซึ่งทางฝ่ายทหารเรือเห็นว่าไม่คุ้มค่าพอเลย      ยิ่งกว่านั้นฝ่ายญี่ปุ่นยังไม่ได้คิดไปถึงว่าเหตุใดจึงถูกฝ่ายสหรัฐฯโจมตีก่อนราวกับรู้ว่ากองเรือญี่ปุ่นอยู่ที่ไหน     ความผิดพลาดครั้งนี้จะเป็นการผิดซ้ำสองในยุทธนาวีที่มิดเวย์ในอีก 1 เดือนต่อมา  เง้ออ



กองทัพญี่ปุ่นมีพื้นฐานขวัญกำลังใจดีเยี่ยม   การรบชนะรัสเซียมหาจักรวรรดิของพระเจ้าซาร์ในปี 1900  การเข้าข้างพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 1   ทำให้ญี่ปุ่นเก็บกวาดผลประโยชน์ของเยอรมันด้านแปซิฟิคมาเป็นของตน     การยึดแมนจูเรียในปี 1931 และการบุกประเทศจีนในปี 1938 ทำไห้ญี่ปุ่นคุ้นเคยกับชัยชนะทหารญี่ปุ่นได้ชื่อว่ารบเก่ง  กล้าหาญวินัยสูงขวัญกำลังใจดีเยี่ยม    ญี่ปุ่นวางแผนเปิดสงครามกับสหรัฐฯก่อนเพิร์ลฮาร์เบอร์เป็นปีๆ   หลังเพิร์ลฮาร์เบอร์การรุกลงใต้ของญี่ปุ่นก็เป็นความสำเร็จที่น่าทึ่งพอๆกับการบุกสายฟ้าแลบของเยอรมันในยุโรป   กองทัพญี่ปุ่นใช้เวลาเพียง 1 วัน ก็กันประเทศไทยออกไปจากการเดินหน้าสำเร็จการศึกในมลายูก็ใช้เวลาอันสั้น 15 กุมภาพันธ์  1942    69 วันหลังเพิร์ลฮาร์เบอร์สิงคโปร์ฐานทัพใหญ่ของอังกฤษก็ตกอยู่ในมือของนายพลยามาชิตะ  ทั้งที่ญี่ปุ่นยกกำลังมาแสนไกลทั้งยังมีกำลังทหารน้อยกว่า      ยามาชิตะเสียทหารไปเพียง 3,507 คนโดยสามารถสังหารทหารพันธมิตรไป 9,000 คน และได้เชลยศึกอีก 130,000 คน  นับว่าจ่ายราคาถูกมากในการลงทุนที่นำไข่มุกแห่งเอเซียแห่งนี้ถวายให้พระเจ้าจักรพรรดิ์

อีก 1 เดือนต่อมา 27 มีนาคม  1942  ญี่ปุ่นก็ยึดครองหมู่เกาะอินดีสตะวันออก อันอุดมไปด้วยทรัพยากรมหาศาลได้สำเร็จ  เดือนเมษายน 1942 เสนาธิการของยามาโมโตก็วางแผนโจมตีมิดเวย์เสร็จลงแล้วและขณะที่การยุทธที่ทะเลคอรัลกำลังดำเนินไปอย่างดุเดือด ระหว่าง 4-8 พฤษภาคม 1942 ก็มีข่าวดี     ข่าวอันยิ่งใหญ่แพร่สะพัดไปทั่วกองทัพญี่ปุ่น  เมื่อนายพลเวนไรซ์  ผู้บัญชาการทหารสหรัฐฯในฟิลิปินส์ประกาศยอมจำนนเมื่อ 7 พฤษภาคม  1942 นั่นเอง  นับเป็นรางวัล 2 ต่อสำหรับญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้

สิ่งหนึ่งที่ฝ่ายญี่ปุ่นไม่รู้คือในเดือนแห่งชัยชนะนั้นเอง    28 พฤษภาคม  1942  ฝ่ายข่าวกรองของกองทัพเรือสหรัฐฯก็สามารถถอดรหัสลับญี่ปุ่นในยุทธการมิดเวย์ได้หมดสิ้น   หัวเราะปิดปาก     กองเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯ 2 ลำคือเอนเตอร์ไพรส์และฮอร์เนต    ได้เคลื่อนพลจากเพิร์ลฮาร์เบอร์เข้าประจำจุดป้องกันมิดเวย์   อีก 3 วันต่อมาเรือยอร์คทาวน์ก็ซ่อมเสร็จและเดินทางตามไป  การถอดรหัสได้นับเป็นความสำเร็จของสหรัฐฯอย่างน่าทึ่ง  ฝ่ายข่าวกรองทหารเรือสหรัฐฯให้ความสำคัญกับรหัส AF มานานแล้ว เมื่อดักจับสัญญานวิทยุญี่ปุ่นว่าเครื่องบิน บินผ่านบริเวณ AF ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าบริเวณนั้นคือเกาะมิดเวย์  เพื่อความแน่ใจสหรัฐฯได้ส่งข่าวลวงไปว่า มิดเวย์เครื่องกรองน้ำจืดเสีย   ไม่กี่วันต่อมาสหรัฐฯก็ดักจับวิทยุญี่ปุ่นได้ว่าฝ่ายญี่ปุ่นรายงานการดักฟังของตนส่งต่อหน่วยเหนือว่า AF เครื่องกรองน้ำจืดเสีย       ดังนั้นสหรัฐฯจึงแน่ใจว่า AF คือมิดเวย์ และเป้าหมายของญี่ปุ่นคือการโจมตีมิดเวย์



พลเรือเอกนิมิตซ์  (Chester W. Nimitz) แม่ทัพเรือสหรัฐฯได้สั่งให้จัดกองเรือในศึกมิดเวย์ครั้งนี้ประกอบด้วยเรือบรรทุกเครื่องบิน 3 ลำคือ เอนเตอร์ไพรส์, ฮอร์เนต,ยอร์คทาวน์        เรือลาดตระเวนหนัก 7 ลำ เรือพิฆาต 14 ลำ เรือดำน้ำ 18 ลำออกเดินทางไป  นอกจากนี้ฐานทัพสหรัฐฯที่เกาะมิดเวย์ยังมีเขี้ยวเล็บป้องกันตัวอย่างดี  ทั้งปืนใหญ่รักษาฝั่ง  ปืนต่อสู้อากาศยาน  และเครื่องบินรบแบบ  P-40 และเครื่องบินทิ้งระเบิด  B 17 อีกจำนวนหนึ่งรอรับมือ

ขณะที่ฝ่ายหรัฐฯกำลังเดินทางเข้าประจำจุดรับมือ   ยามาโมโตและเสนาธิการของเขาก็กำลังดำเนินตามแผนยุทธการของเขากล่าวคือจัดกองเรือเป็น 3 กองกำลัง  กองกำลังโจมตีลวงภายใต้การบัญชาการของนายพลเรือโอโวซายานำกำลังเรือบรรทุกเครื่องบิน 2 ลำ  เรือบรรทุกเครื่องบินเบา 1 ลำ  เรือประจัญบาน 3 ลำ และกองเรือคุ้มกันจำนวนหนึ่ง  เข้าทำการโจมตีลวงที่หมู่เกาะอาลิวเชียน รัฐอลาสกาโดยเฉพาะฐานทัพในดัช ฮาร์เบอร์ ของสหรัฐฯ  ที่มีหน้าที่รักษาทะเลแบริ่งและกดดันหมู่เกาะคูริลทางเหนือของญี่ปุ่น

กองเรือโจมตีหลักภายใต้การบัญชาการของนายพลเรือนากูโม (Chuichi Nagumo) ผู้นำการโจมตีเพิลฮาร์เบอร์เมื่อ 6 เดือนก่อนมีกำลังหลักคือเรือบรรทุกเครื่องบิน 4 ลำคือเรืออะกากิซึ่งเป็นเรือธงของนากูโม เรือคากะเรือฮีโรยุและเรือโซริยุ  นากูโมมีกองกองเรือคุ้มกันเข้มแข็งนอกจากนี้กองเรือที่ 3 ที่เป็นกำลังหนุนบัญชาการโดย ยามาโมโตเองจะแล่นตามหลังมาห่างประมาณ 300 ไมล์เป็นกองกำลังหลักในการยึดครองมิดเวย์  ดังนั้นกองเรือญี่ปุ่นจึงประกอบด้วยเรือบรรทุกเครื่องบิน 8 ลำเรือประจัญบาน 11 ลำเรือลาดตระเวน 15 ลำ เรือพิฆาต 50 ลำ เรือลำเลียงทหารที่จะยึดเกาะ 12  ลำ  เมื่อเทียบกับกองเรือสหรัฐฯแล้วญี่ปุ่นมีกำลังมากกว่า 4 ต่อ 1  เฉพาะเรือบรรทุกเครื่องบินอันเป็นอาวุธหลักก็เป็นต่อ 2 ต่อ  1

พักแป๊บหนึ่งนะครับ...ใส่ม้วนหนังก่อนนะครับ ( หนังกลางแปลง )  หัวเราะปิดปาก


         พลเรือเอกนิมิตซ์  (Chester W. Nimitz)

1 มิถุนายน 1942  กองกำลังโจมตีหลักของนากูโมกำลังเข้าจุดโจมตีโดยไม่รู้ว่าขณะนั้นกองเรือแปซิฟิคของสหรัฐฯได้รออยู่แล้วทางตะวันออกเฉียงเหนือของมิดเวย์        ดังนั้นผู้ที่จะเข้าต่อสู้ในยุทธนาวีที่มิดเวย์ ซึ่งจะเริ่มในตอนฟ้าสางของวันที่ 4 มิถุนายน 1942 จึงเป็นการประฝีมือกันระหว่างนากูโมกับพลเรือโทสปรูแอนซ์ (Raymond A. Spruance)

นากูโมจัดกำลังเรือบรรทุกเครื่องบินไว้ส่วนหน้า 3 ลำคือเรือคากะ, อะกากิและโซริยุ   เขาเองอยู่บนเรือธงอะกากิและปิดท้ายไว้ 1 ลำคือเรือฮิโรยุซึ่งมีพลเรือตรี ยามากุจิเป็นผู้บังคับการเรือ  ส่วนกองเรือแปซิฟิคของสหรัฐฯก็จัดเป็น 2 กองเรือเฉพาะกิจคือกองเรือเฉพาะกิจที่ 17 มีพลเรือโท สปรูแอนซ์เป็นผู้บัญชาการ  มีเรือเอนเตอร์ไพรส์และฮอร์เนต   กองเรือเฉพาะกิจที่ 16 พลเรือโทแฟลตเชอร์เป็นผู้บัญชาการ มีเรือยอร์คทาวน์(ซึ่งออกทะเลตามมาทัน)

แผนยุทธการของยามาโมโตนั้นขึ้นอยู่กับวิธีการเดียวกับครั้งเพิร์ล ฮาร์เบอร์ คือการโจมตีโดยไม่ให้ข้าศึกรู้ตัวและเมื่อการโจมตีเริ่มขึ้น     ยามาโมโตต้องการดึงกำลังกองเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐฯให้ออกมาจากเพิร์ลฮาร์เบอร์และทำลายเสียด้วยกำลังที่มากกว่าอย่างท่วมท้น         แผนดังกล่าวล้มเหลวมาแต่ต้นฝ่ายสหรัฐฯรู้ตัวก่อนเป็นเดือนและกองเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯก็ไม่ได้อยู่ที่เพิร์ล ฮาร์เบอร์    แต่มาที่มิดเวย์แล้ว     ดังนั้นในยุทธนาวีที่มิดเวย์การต่อสู้จริงๆฝ่ายสหรัฐฯจึงไม่เสียเปรียบ    เพราะนากูโมมีเรือบรรทุกเครื่องบิน 4 ลำส่วนสปูแอ๊นซ์มี 3 ลำและการรบครั้งนี้เป็นการรบทางอากาศ           ถ้านับรวมกำลังทางอากาศของสหรัฐฯที่มีบนเรือบรรทุกเครื่องบินรวมกับกำลังทางอากาศที่มิดเวย์ด้วย  ทั้งนากูโมและสปรูแอ๊นซ์ก็ไม่เสียเปรียบได้เปรียบกันอย่างใด          สหรัฐฯมีแต้มต่อในเรื่องข่าวกรอง    ส่วนญี่ปุ่นก็มีแต้มต่อตรงที่นักบินนาวีของญี่ปุ่นมีความชำนาญในการรบสูงกว่าและเครื่องบินแบบซีโรของญี่ปุ่นก็มีสมรรถนะสูงกว่าเครื่องบินรบของสหรัฐฯทุกแบบที่มีอยู่ในขณะนั้น

สิ่งที่ยามาโมโตกังวลใจตลอดแผนยุทธการมิดเวย์คือข่าวกรอง    เขาไม่รู้ว่าในวันปฏิบัติการนั้นกองเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐฯอยู่ที่ไหน? เสนาธิการของยามาโมโตเชื่อว่ากองเรือข้าศึกยังอยู่ที่เพิร์ลฮาร์เบอร์        สหรัฐฯเพิ่งสูญเสียเรือเล็คซิงตันในยุทธนาวีที่ทะเลคอรัล  เรือยอร์คทาวน์ก็ได้รับความเสียหายหนักในการรบครั้งนั้น  ส่วนเรือซาราโตกาก็ไม่สามารถปฏิบัติการรบได้อีกนาน       ดังนั้นสหรัฐฯจึงมีเพียงเอนเตอร์ไพรส์ และฮอร์เนต 2 ลำเท่านั้น           ฝ่ายเสนาธิการของยามาโมโตเชื่อว่าด้วยกำลังเพียงเท่านั้นฝ่ายสหรัฐฯจำเป็นต้องสงวนกำลังไว้ป้องกันฮาวายมากกว่า      ถึงกระนั้นยามาโมโตก็ไม่วางจุดประสงค์ของเขาคือการทำลายเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯที่เหลือ 2 ลำนั้นให้ได้          เขาต้องการรู้แน่ชัดว่ากองเรือบรรทุกเครื่องบินข้าศึกอยู่ที่ไหนในขณะการปฏิบัติการโจมตีมิดเวย์และฝ่ายสหรัฐฯจะเสี่ยงออกทะเลมาติดกับเขาหรือไม่? ดังนั้น ฝ่ายเสนาธิการของเขาจึงเสนอยุทธการ  K ขึ้นมาโดยใช้เรือดำน้ำลาดตระเวนหา  กองเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯให้พบและรายงานให้ทราบความหวังของยามาโมโตต่อความกังวลของเขาจึงขึ้นอยู่กับความสำเร็จของยุทธการ K นี้

28 พฤษภาคม 1942 ก่อนยุทธนาวีที่มิดเวย์ 8 วัน  ฝ่ายสหรัฐฯซึ่งรู้แล้วว่ากองเรือข้าศึกกำลังเดินทางมา   สหรัฐฯจึงส่งเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเลแบบคาตาลินาใช้รหัสว่าสตอบอรี่จำนวน 22 เครื่องขึ้นลาดตระเวนค้นหาญี่ปุ่นเป็น 180 องศาจากมิดเวย์มีในรัศมี 1,700 ไมล์เพื่อค้นหากองเรือข้าศึก  คาตาลินา 3 เครื่องคือสตอบอรี่5สตอบอรี่ 9 และสตอบอรี่ 12 จะตรวจพบกองเรือญี่ปุ่นในเวลาต่อมาหลังจากบินไปมาหลายเที่ยวตลอดสัปดาห์

ยุทธนาวีมิดเวย์ที่จะเปิดฉากในตอนฟ้าสางของวันที่ 4 มิถุนายน 1942 นั้น  บทบาทสำคัญในการตัดสินแพ้ชนะมิได้อยู่ที่กำลังรบและความกล้าหาญของฝูงบินเท่านั้น  นักบินลาดตระเวนก็มีบทบาทสำคัญในฐานะ "ตา"ของฝ่ายตน


      เครื่องบินลาดตระเวนทางทะเลแบบคาตาลินา

ในท้องทะเลที่ปั่นป่วนอากาศปิด นากูโมกำลังนำกำลังกองเรือของตนฝ่าพายุคืบคลานเข้าหามิดเวย์อย่างเงียบเชียบ         ด้วยพลังของเขาเรือบรรทุกเครื่องบิน อะกากิ  ระวางขับน้ำ  36,500 ตันบรรทุกเครื่องบินมา 63 เครื่อง  เรือคากะระวางขับน้ำ 38,200 ตัน มีเครื่องบินรบ 63 เครื่องตามมาด้วยเรือฮิโรยุระวางขับน้ำ17,300 ตันเครื่องบินรบ 54 เครื่องและปิดท้ายด้วยเรือโซริยุระวางขับน้ำ15,900 ตันเครื่องบิน 54 เครื่อง แวดล้อมด้วยเรือคุ้มกันด้วยเรือประจัญบาน เรือลาดตระเวน เรือพิฆาตพร้อมรบ  เรือบรรทุกเครื่องบินยักษ์ 4 ลำ และฝูงบินรบ 234 เครื่อง พร้อมที่จะปฏิบัติการแล้ว

ขณะที่กองเรือนากูโมเดินทางใกล้มิดเวย์ยิ่งขึ้นทุกทีนั้น  โชคร้ายก็เกิดขึ้นกับฝ่ายญี่ปุ่น       ยุทธการ K ด้วยการส่งเรือดำน้ำลาดตระเวนหากองเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐล้มเหลวลงเหตุจากบริเวณนัดพบกองเรือดำน้ำในยุทธการKนั้นมีเรือรบสหรัฐลาดตระเวนอยู่ เรือดำน้ำญี่ปุ่นไม่อาจเปิดเผยตัวเองได้   เวลาล่วงไปในที่สุดก็ยกเลิกยุทธการ K  สิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับยามาโมโตเพราะเมื่อเริ่มยุทธการมิดเวย์นั้นเขาต้องรู้ให้ได้ว่ากองเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯอยู่ที่เพิร์ลฮาร์เบอร์หรือไม่และจะหลอกล่อออกมาทำลายได้หรือไม่?อย่างไร?   ข่าวการยกเลิกยุทธการKส่งมาถึงยามาโมโตเมื่อกองเรือของเขาออกทะเลมาครึ่งทางแล้ว       ข่าวนั้นทำให้แผนของยามาโมโตเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นถ้าเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯเกิดโผล่มาอย่างไม่รู้ตัวกองเรือของนากูโมก็จะเกิดอันตราย  ยามาโมโตไม่สามารถที่จะส่งข่าวเตือนนากูโมในกองหน้าได้เพราะการส่งข่าวในแดนต่อข้าศึกเสี่ยงต่อการถูกดักฟังมากที่สุด     เป็นคำสั่งของเขาเองที่ให้ระงับการใช้วิทยุติดต่อกันของกองเรือทั้งสามทั้งนี้เพื่อปกปิดการบุกมิดเวย์เอาไว้ให้นานที่สุดจะได้เข้าโจมตีมิดเวย์อย่างไม่รู้ตัวเช่นเดียวกับ6เดือนก่อนที่เขาทำสำเร็จที่เพิร์ลฮาร์เบอร์          ดังนั้นกองเรือของนากูโมที่จะเข้าโจมตีมิดเวย์จึงเดินทางไปโดยไม่รู้ว่ายุทธการKได้ล้มเลิกไปแล้ว      นากูโมกำลังเดินทางไปสู่กับดักเพราะฝ่ายสหรัฐฯรู้ตัวมานานแล้วและกำลังรอรับมืออยู่อย่างเต็มที่     ฐานทัพสหรัฐฯที่มิดเวย์ก็รู้สปรูแอนซ์และแฟลตเชอร์ก็รู้   คนที่ไม่รู้เรื่องเลยคือนากูโมเอง  ผู้นำในการโจมตีเพิร์ล ฮาร์เบอร์เมื่อ 6 เดือนก่อนกำลังนำตนเองและผู้ใต้บังคับบัญชาไปสู่ความหายนะ


   นายพลเรือนากูโม



3 มิถุนายน 1942  กองเรือโจมตีลวงของโอโวซาย่าก็ลงมือ    โอโวซาย่าเข้าโจมตีหมู่เกาะอัลลูเชียนตามแผนการโจมตีลวงเขาส่งเครื่องบินเข้าทิ้งระเบิดดัชท์ฮาร์เบอร์อย่างหนักทุกอย่างเป็นไปตามแผน    เขาส่งทหารขึ้นบกและเข้ายึดอัตตู และกัสเมาได้ในวันที่ 7 มิถุนายน 1942 แต่การปฏิบัติการ5วันของเขาก็แทบไม่มีประโยชน์อะไร  เพราะทางฝ่ายสหรัฐฯไม่ได้หลงกลออกมาป้องกันหมู่เกาะอัลลูเชียนแต่อย่างใด  ในทางตรงกันข้าม     ฝ่ายสหรัฐฯบนเกาะมิดเวย์รับข่าวการโจมตีดัชท์ฮาร์เบอร์ส่งข่าวแจ้งสปรูแอนซ์และเฟลตเชอร์ทันทีเป็นการตอกย้ำว่าญี่ปุ่นจะเข้าโจมตีมิดเวย์แน่นอน        ในทันทีที่ได้รับข่าวการโจมตีดัชท์ฮาร์เบอร์สหรัฐฯส่งเครื่องบินขึ้นลาดตระเวนค้นหากองเรือญี่ปุ่นทันทีเครื่องบินลาดตระเวนรหัสสตอบอรี่5 ตรวจพบกองเรือของนากูโมอยู่ห่างมิดเวย์ 250 ไมล์แล้วแจ้งให้ทราบโดยทันที  ส่วนสตอบอรี่ 9ตรวจพบกองเรือของยามาโมโตอยู่ห่างจากมิดเวย์ 800 ไมล์และยังพบกองเรือยกพลขึ้นบกของนายพลคอนโดที่ตามมาด้วย   รายงานจากสตอบอรี่ 5 และ 9  สปรูแอนซ์และเฟลตเชอร์ได้รับชัดเจนเช่นเดียวกับฐานบนเกาะมิดเวย์และยังแจ้งให้แม่ทัพ พลเรือเอกนิมิตซ์ที่พิร์ลฮาร์เบอร์ทราบด้วย  ความหวังในการโจมตีโดยไม่รู้ตัวของญี่ปุ่นสูญสลายไปโดยสิ้นเชิง

ตอนบ่ายของวันที่ 3 มิถุนายน 1942 มิดเวย์ส่งเครื่องบินเข้าโจมตีกองเรือยกพลขึ้นบกของนายพลคอนโดระลอกแล้วระลอกเล่า     การโจมตีของนักบินทหารบกจากฐานบินบนเกาะมิดเวย์ได้แสดงให้เห็นถึงความอ่อนหัดด้อยประสบการณ์และสมรรถนะเครื่องบินที่อ่อนด้อยกว่า     เครื่องบินจากมิดเวย์หลงทางหาเป้าหมายไม่เจอก็มี      ที่พลัดหลงจากฝูงต้องบินกลับก็มี  ที่หาเป้าหมายเจอคือกองเรือของนายพลคอนโดพบและได้เข้าโจมตีก็ไม่ได้ผลถูกเครื่องบินญี่ปุ่นที่คล่องตัวมากกว่าและนักบินที่มากประสบการณ์ไล่ต้อนยิงตกเป็นว่าเล่น   ที่ได้เข้าใกล้เรือก็ถูกปืนต่อสู้อากาศยานยิงตก  การโจมตีตลอดบ่ายไร้ผลโดยสิ้นเชิง  เครื่องบินสหรัฐฯที่รอดมาบินกลับมิดเวย์ได้จำนวนหนึ่ง  มีหลายเครื่องที่น้ำมันหมดต้องลงจอดฉุกเฉินในทะเล   

น่าแปลกที่การโจมตีกองเรือของคอนโดตลอดบ่าย 800ไมล์จากมิดเวย์     นากูโมซึ่งร่นระยะเข้าใกล้มิดเวย์ 180 ไมล์กลับไม่รู้เรื่อง  วิทยุกองเรือของเขาปิดสนิท         ในช่วงนี้เองที่สตอบอรี่ 5 ตรวจพบกองเรือของนากูโมและรายงานระบุจำนวนเรือบรรทุกเครื่องบินญี่ปุ่นได้ชัดเจนว่ามี 4 ลำ      ทางมิดเวย์ส่ง F 4 F  จำนวน 12 เครื่องขึ้นลาดตระเวนหาตำแหน่งนากูโมตามรายงานแต่ไม่พบ   ทางด้านกองเรือเฉพาะกิจที่ 16 และ 17 ของสหรัฐฯก็เคลื่อนเข้าสู่จุดที่จะโจมตีนากูโมได้   ในคืนวันที่ 3 มิถุนายน 1942 กองเรือทั้งสองฝ่ายอยู่ห่างกัน 248 ไมล์โดยที่นากูโมไม่รู้เลยว่ากองเรือสหรัฐฯอยู่ใกล้เพียงนั้น   นากูโมยังคิดว่าการเข้าสู่จุดของตนยังเป็นความลับ  อีกครั้งที่การสื่อสารของญี่ปุ่นทำพิษ


          เครื่องบิน F 4 คอแซร์

เช้าตรู่วันที่ 4 มิถุนายน 1942 เวลา 04.30 น.นากูโมเริ่มเปิดยุทธการมิดเวย์  เขาสั่งให้เรือบรรทุกเครื่องบินทั้ง 4 ลำ ส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดและเครื่องขับไล่คุ้มกัน 108 เครื่องไปโจมตีมิดเวย์      นากูโมเก็บเครื่องซีโรบนเรือคากะไว้ 90 เครื่อง เพื่อป้องกันการตอบโต้จากมิดเวย์      ฝูงเครื่องบินญี่ปุ่นจัดกระบวนมุ่งหน้าไปมิดเวย์เต็มท้องฟ้าไปหมดล้วนแต่ใช้นักบินฝีมือดีประสบการณ์สูงนั้น     เมื่อฝูงบินลับตาไปแล้ว นากูโมนำกองเรือของเขาย้ายจุดไปที่ระยะ 207 ไมล์จากมิดเวย์

ฝูงบิน 108 เครื่องของนากูโมถูกตรวจพบโดยสตอบอรี่ 12 ซึ่งรายงานไปยังมิดเวย์ทันที  ทางมิดเวย์ขณะนั้นได้สูญเสียไปมากจากการโจมตีกองเรือของคอนโด  ตอนบ่ายวันที่ 3 มิถุนายน 1942        พันโทพาร์ค ผู้บังคับการกองบินทหารบกบนเกาะมิดเวย์  สามารถจัดส่งเครื่องP 40 ของเขาขึ้นไปสกัดกั้นได้เพียง 23 เครื่องเท่านั้น  เครื่องที่พอจะใช้ใช้ได้อีก 40 เครื่องก็ต้องเสียเวลาในการเตรียมเครื่องที่จะตามไปเป็นระลอกที่ 2 แต่ไม่ทันการ    อีกครั้งที่อเมริกันแสดงออกถึงการด้อยประสบการณ์ในการรบ P40 ทั้ง 23 เครื่องของพันโทพาร์คเข้าต่อสู้กับศัตรูที่มากกว่าและเหนือชั้นกว่า   เครื่องซีโรที่คุ้มกันเข้าขัดขวาง เข้าต่อตี   อย่างดุเดือดไล่กวาดต้อนและส่งเครื่องบินอเมริกันลงทะเลอย่างง่ายดาย


      P 40

ทางมิดเวย์ติดตามการต่อสู้ทางวิทยุได้ยินแต่เสียงร้องเตือนและโวยวายให้เพื่อนช่วยของนักบินอเมริกันจนเสียงค่อยๆเงียบหายไป  เครื่องบินกองบินทหารบกจากมิดเวย์ถูกยิงตกหมดทุกเครื่อง

สัญญาณเตือนภัยทางอากาศดังทั่วฐานทัพมิดเวย์  ฝูงบินญี่ปุ่นฝ่าด่านเข้ามาได้
อย่างสะดวก     เข้าถึงตัวฐานทัพท่ามกลางการยิงต่อสู้ของปืนต่อสู้อากาศยานทุกขนาดที่มิดเวย์มีอยู่    ฝูงบินญี่ปุ่นแยกย้ายกันเข้าโจมตีทิ้งระเบิดทำลายสนามบิน  ป้อมปืนชายฝั่ง สถานีสื่อสารและเป้าหมายสำคัญ เครื่องซีโรโฉบลงยิงกราดลานจอดเครื่องบินสหรัฐฯทั้งเครื่องขับไล่ P40 และ B17 ถูกทำลายบนลานจอดนั้นเอง   ฐานทัพมิดเวย์เสียหายอย่างหนักแต่เครื่องตรวจการของญี่ปุ่นตรวจพบว่าสนามบินมิดเวย์แม้จะถูกทำลายมากแต่ยังสามารถใช้การได้  เครื่องบินส่วนหนึ่งถูกทำลายมากเท่าที่ตรวจพบแต่ญี่ปุ่นไม่ทราบว่าเครื่องบินที่เหลืออยู่ที่ใดอีกบ้าง     มิดเวย์แม้จะเสียหายแต่ก็อยู่ในฐานะที่ยังเป็นอันตรายต่อกองเรือญี่ปุ่นจึงจำเป็นต้องโจมตีอีกครั้ง

นากูโมได้รับรายงานถึงชัยชนะฝูงบิน 108 เครื่องที่โจมตีมิดเวย์สูญเสียไปเพียง 7 เครื่องเท่านั้น  นับเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ในการเปิดยุทธการมิดเวย์

ทางฝ่ายสหรัฐฯตั้งแต่ก่อนสว่าง   พลเรือโทแฟลตเชอร์บนเรือยอร์คทาวน์ ได้ส่งเครื่องบินลาดตระเวนดอร์นเลส 10 เครื่องออกค้นหาที่ตั้งของนากูโม  ต่อมาเวลา 06.02 น.เครื่องสตอบอรี่12เป็นฝ่ายค้นพบกองเรือของนากูโมที่ 207 ไมล์ทางตะวันออกเฉียงเหนือ



ทันทีที่ได้รับข่าวแฟลตเชอร์ส่งเครื่องบินขึ้นจากยอร์คทาวน์ภายใน 5 นาที ยอร์คทาวน์ส่งเครื่องบิน57เครื่อง     ส่วนสปรูแอนซ์เมื่อได้รับข่าวก็ส่งเครื่องบินจากเอนเตอร์ไพรส์และฮอร์เนตขึ้นโจมตีเช่นกัน            ดังนั้นขณะที่นากูโมกำลังติดตามผลและเครื่องบินของญี่ปุ่นกำลังโจมตีมิดเวย์อย่างมันมือนั้น       นากูโมไม่รู้ตัวเลยว่าเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯ3ลำกำลังส่งเครื่องบินเข้าโจมตีกองเรือของเขา             ขณะนั้นกองเรือสหรัฐฯร่นระยะเข้ามาที่ 175 ไมล์ สหรัฐฯได้เข้าโจมตีกองเรือนากูโมก่อนนับว่าได้เปรียบ   แต่ข้อได้เปรียบครั้งนี้กลับไม่ได้ผลอย่างใด         นักบินนาวีสหรัฐฯก็เช่นเดียวกับนักบินทหารบกคือขาดประสบการณ์ในการรบ  การบินเดินทางระยะไกล  การนัดหมายที่จุดนัดพบทางอากาศเหนือท้องทะเลอันเวิ้งว้าง  ทำให้เกิดการพลัดหลง แม้เครื่องบินสหรัฐฯจะมีวิทยุติดต่อกันก็เกิดความสับสนต่างไม่รู้ว่าตนเองอยู่ที่ไหนแน่และเป้าหมายอยู่ที่ไหน  ฝูงบินขับไล่และฝูงทิ้งตอร์ปิโดพลาดจุดนัดพบ  แตกฝูงกับฝูงบินทิ้งระเบิด  บ้างต้องบินไปลงฐานมิดเวย์  บางเครื่องต้องบินกลับเรือเพราะหาที่หมายไม่พบ   อย่างไรก็ตามมีเครื่องบินดำทิ้งระเบิด4เครื่องเครื่องบินปล่อยตอร์ปิโด6เครื่องได้มีโอกาสเข้โจมตี    เครื่องบินซีโรลาดตระเวนคุ้มกันกองเรือนากูโมเข้าสกัดกั้นอย่างรุนแรง     เครื่องบินนาวีสหรัฐฯพยายามเข้าโจมตีเรืออะกากิและฮิโรยุก็ถูกยิงตกไป 7 ครื่อง         ( รอแป๊บตัวหนังส
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30,10, 2017, 17:36:35 โดย giant15 » บันทึกการเข้า
06,09, 2016, 09:57:39
giant15
สมาชิก
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 473



« ตอบ #318 เมื่อ: 06,09, 2016, 09:57:39 »

มาต่อกัน....

 ในเวลาเดียวกันฝูงบินตอร์ปิโดที่ 8 จากเรือฮอร์เนตเดินทางมาถึงฝูงบินนี้มีนาวาโทจอห์น แวลรอนเป็นผู้บังคับฝูง เครื่องบินนาวีเข้าโจมตีฮิโรยุซึ่งมีนายพลยามากุจิเป็นผู้บังคับการเรือ      อีกครั้งที่เกิดการต่อสู้ปะทะกันทางอากาศ  ฝูงบินตอร์ปิโดที่8ต้องเข้าโจมตีโดยปราศจากการคุ้มกันของเครื่องบินขับไล่  การโจมตีถูกสกัดกั้นและแตกฝูงต้องเข้าโจมตีอิสระไม่เป็นกลุ่มก้อนทำให้ถูกยิงตกอย่างง่ายดายการโจมตีล้มเหลวโดยสิ้นเชิง      ฝูงบินตอร์ปิโดที่ 8 จากฮอร์เนตถูกยิงตกทั้งฝูง 15 เครื่องโดยเครื่องบินญี่ปุ่นเสียหายเพียงเครื่องเดียว  ไม่มีเรือลำใดเสียหายแม้แต่นิดเดียว

การโจมตีครั้งนี้ล้มเหลว      ฝ่ายสหรัฐฯเสียเครื่องบินไปมากโดยการโจมตีก่อนไม่ได้ก่อความเสียหายให้กับกองเรือญี่ปุ่นเลย        สปรูแอนซ์ตระหนักถึงการขาดประสบการณ์ของนักบินอเมริกันแต่เขายังมีข้อได้เปรียบอีกปะการคือฝ่ายญี่ปุ่นไม่รู้ว่าการโจมตีนั้นมาจากเรือบรรทุกเครื่องบินกลับเข้าใจว่ามาจากมิดเวย์

เสนาธิการของนากูโมลงความเห็นตามรายงานของเครื่องบินตรวจการของเรืออะกากิว่ามิดเวย์ยังเป็นอันตรายอยู่       นากูโมก็เห็นด้วยเขาจึงสั่งให้โจมตีมิดเวย์อีกครั้ง       ดังนั้นในขณะที่เครื่องบินที่โจมตีมิดเวย์ระลอกแรกกำลังเดินทางกลับเรือ  นากูโมสั่งให้เอาเครื่องบินสำรองที่เตรียมไว้ออกโจมตี    แต่เครื่องบินสำรองที่เขาเตรียมไว้นั้นได้ติดตั้งตอร์ปิโดไว้แล้วเพื่อเตรียมการโจมตีเรือบรรทุกเครื่องบินอเมริกันที่อาจโผล่มาซึ่งเขาไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน  เป็นความรอบคอบที่ยามาโมโตได้สั่งการเขาไว้  แผนเดิมนั้นญี่ปุ่นคิดว่าฝ่ายสหรัฐฯจะต้องส่งกองเรืออกมาตีโต้และช่วยป้องกันมิดเวย์     จึงมีการเตรียมเครื่องบินตอร์ปิโดไว้ ด้วยความเสี่ยงอย่างยิ่งนากูโมได้ออกคำสั่งให้ปลดตอร์ปิโดออกและติดตั้งระเบิดแทนซึ่งต้องใช้เวลามากพอสมควร      การเสี่ยงอย่างยิ่งในครั้งนี้จะนำหายนะมาสู่เขาและกองเรือ

อย่างไรก็ตามนากูโมไม่ใช่นายพลเรือที่ขาดประสบการณ์ด้วยความรอบคอบขณะที่การโจมตีมิดเวย์ระลอกแรกเริ่มขึ้นนั้นเขาได้ส่งเครื่องบินตรวจการลาดตระเวน 4 เครื่องเพื่อตรวจทะเลและอาจพบกองเรือสหรัฐฯเครื่องดังกล่าวกลับมาแล้ว 3 เครื่อง     ไม่พบสิ่งใดเหลือเครื่องที่4ยังไม่กลับมาเนื่องจากออกเดินทางล่าช้ากว่าเครื่องอื่นและเครื่องที่ 4 นี้เองที่จะตรวจพบกองเรือเฉพาะกิจที่ 16 ของแฟลตเชอร์ที่มีเรือยอร์คทาวน์เป็นเรือบรรทุกเครื่องบิน   การพบกองเรือได้มีการรายงานเมื่อเวลา 7.28 น.แต่รายงานเลื่อนลอยไม่ชัดเจนว่ามีเรือบรรทุกเครื่องบินหรือไม่      นากูโมตกใจและเริ่มวิตกเขาสั่งให้พิสูจน์ทราบและรายงานมาให้ชัดเจนใหม่        ขณะนั้นเรืออะกากิกำลังเปลี่ยนตอร์ปิโดเป็นลูกระเบิด  ถ้ากองเรือที่เพิ่งตรวจพบมีเรือบรรทุกเครื่องบินเขาก็ต้องสั่งเปลี่ยนลูกระเบิดเป็นตอร์ปิโดอีกปัญหานี้ยังไม่พอเครื่องบินที่โจมตีมิดเวย์ระลอกแรกกำลังเดินทางกลับมาและน้ำมันใกล้จะหมดแล้วเรือบรรทุกเครื่องบินทั้ง 4 ลำของนากูโมต้องเคลียร์ดาดฟ้าให้เครื่องบินเหล่านี้ลงหรือจะส่งเครื่องบินไปโจมตีเรือรบสหรัฐฯที่ข่าวสารยังเลื่อนลอยแต่ถ้ามันเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินจริงๆ เขาก็อาจถูกโจมตีได้     ขณะที่ฝ่ายญี่ปุ่นต้องเปลี่ยนอาวุธกลับไปกลับมาและเครื่องที่กำลังกลับมาจากมิดเวย์ก็ขอคำสั่งบินลงเรือ       นากูโมกำลังจะกลายเป็นเป้านิ่ง

เพื่อแก้ปัญหา นากูโมร่นระยะให้กองเรือเข้าไปใกล้มิดเวย์มากยิ่งขึ้น เพื่อรับเครื่องที่กำลังกลับมา           ในระหว่างนั้นเองมิดเวย์ก็ยังเป็นภัยอยู่จริงๆ    มิดเวย์ยังมีเครื่องบินทหารบกเหลืออยู่และบินติดตามฝ่ายญี่ปุ่นมาติดๆ     ขณะที่เครื่องบินญี่ปุ่นบินประหยัดน้ำมันเดินทางกลับช้าๆเครื่องบินทหารบกจากมิดเวย์ตามมาทันและเห็นกองเรือญี่ปุ่นจึงเร่งความเร็วเข้าโจมตีทันที       มิดเวย์ส่งเครื่องเข้าโจมตีถึง 3 ระลอก  ระลอกแรกเข้าโจมตีเมื่อเวลา 7.55 น.ของวันที่4 มิถุนายน 1942 เข้าโจมตีเรือฮีโรยุและเรือโซริยุ  อีก 15 นาทีต่อมาเข้าโจมตีระลอกที่ 2 เวลา 8.10 น.และระลอกที่ 3 อีก 20 นาทีถัดมา เมื่อเวลา 8.30 น. โชคยังเข้าข้างนากูโมเพราะความไร้ฝีมือของนักบินอเมริกันการโจมตีจากกองบินทหารบกที่มาจากมิดเวย์ทั้ง3ระลอกนั้น ไม่ได้ผลเลย กองเรือญี่ปุ่นไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด       แต่โชคร้ายไปตกอยู่กับนักบินญี่ปุ่นซึ่งเดินทางกลับมาลงเรือเวลา 8.30 น.พอดีกับความชุลมุนของการโจมตีระลอกที่3จากมิดเวย์จึงต้องบินออกไปให้พ้นรัศมีการรบไม่สามารถลงเรือได้และในขณะที่ชุลมุนอยู่นั้นข่าวร้ายก็มาถึงนากูโม     เป็นรายงานจากเครื่องลาดตระเวนหมายเลข 4 ยืนยันการพบกองเรือสหรัฐฯโดยระบุชัดแจ้งว่ามีเรือบรรทุกเครื่องบินแน่นอน

เมื่อการโจมตีระลอก3สิ้นสุดลงเครื่องบินญี่ปุ่นจึงทยอยลงเรือบรรทุกเครื่องบินของตนอย่างทุลักทุเล  เครื่องสุดท้ายลงเมื่อเวลา9.17น.แต่โชคร้ายที่เครื่องบินอีก3 เครื่องรอไม่ได้เพราะน้ำมันหมดเสียก่อนต้องร่อนลงฉุกเฉินในทะเล     นับเป็นการสูญเสียอย่างมากเพราะเท่ากับนากูโมได้เสียเครื่องบินอันมีค่าไปในเช้าวันนั้นรวมทั้งหมด44 เครื่อง หรือ 30 %ของเครื่องบินทั้งหมดในเรือบรรทุกเครื่องบินของเขาทั้ง 4 ลำ   แต่ที่สูญเสียที่ร้ายแรงกว่าคือนักบินฝีมือดีของฝ่ายญี่ปุ่นที่เมื่อสูญเสียไปแล้วไม่ทดแทน

ขณะนี้นากูโมรู้ว่าเขาต้องสู้ศึก2ด้าน  เขาทราบตำแหน่งกองเรือเฉพาะกิจที่ 16 ของแฟลตเชอร์จึงสั่งเรือให้หันไปที่ 90 องศาเหนือเพื่อส่งเครื่องบินขึ้นเป็นเวลเดียวกับที่ฝูงบินจากเอ็นเตอร์ไพรส์,ฮอเนตและยอร์คทาวน์มาถึง   เวลาขณะนั้น 9.25 น.เพียง 8 นาที  หลังจากเครื่องบินญี่ปุ่นเครื่องสุดท้ายลงเรือ     แต่ฝ่ายนักบินนาวีอเมริกันก็ยังคงเส้นคงวาในการขาดประสบการณ์การรบ   นับแต่การเริ่มโจมตีตั้งแต่บ่ายวันที่ 3 มิถุนายน 1942 และตลอดเช้าของวันที่ 4 มิถุนายน  1942  กองบินทั้งทหารบก และนาวี ไม่ได้ก่อความเสียหายแก่กองเรือญี่ปุ่นได้เลย  ครั้งนี้ก็เช่นกัน ฝูงบิน ทิ้งระเบิดที่ 3 จากเรือยอร์ค ทาวน์ซึ่งมีนาวาโท แมคเทลลี่เป็นผู้บังคับฝูง      ฝูงบินตอร์ปิโดที่ 3 จากเรือยอร์คทาวน์ มีนาวาโท แลนซ์ แมคเวสลี เป็นผู้บังคับฝูง  โดยการคุ้มกันโดยฝูงบินขับไล่ที่ 3 จากเรือฮอร์เนต มีนาวาโท จอห์นแท็ค เป็นฝู้บังคับฝูง   ทั้ง 3 ฝูงขาดการประสานงานกัน ทำอะไรกองเรือญี่ปุ่นไม่ได้เลย  การโจมตีไร้ผล  อเมริกันกลับไปด้วยความสูญเสียหนัก   แต่เหมือนโชคชะตาจะบันดาล  การโจมตีที่ญี่ปุ่นคิดว่ายุติลงแล้ว  ปรากฏว่าฝูงบินทิ้งระเบิดที่ 6 จากเอ็นเตอร์ไพรส์ เพิ่งเดินทางมาถึง  นาวาโท แวค แมคคาธี กำลังหลงทางและพยายามติดต่อฝูงต่างๆที่กระจัดกระจายกันมารวมกันเพื่อหาทางกลับเรือ  เขารวบรวมเครื่องดอนเลสได้ถึง 59 เครื่อง และบินเลยกองเรือไปแล้ว กำลังหาทางกลับเอ็นเตอร์ไพรส์  ด้วยความบังเอิญอย่างเหลือเชื่อเขาตรวจพบเรือพิฆาตญี่ปุ่นกำลังเดินทาง  เขาสงสัยว่ามันกำลังจะตามไปสมทบกองเรือญี่ปุ่น จึงบินระยะสูงสะกดรอยตามไป และจริงดังคาดเขาพบกองเรือของนากูโมที่กำลังระเกะระกะไปด้วยเครื่องบินที่กำลังจะขึ้นเต็มดาดฟ้า

ขณะนั้นเวลา 10.05 น. นักบินนาวีอเมริกันจะได้โอกาสทองแสดงฝีมือบ้างเพราะฝ่ายญี่ปุ่นไม่ได้ระวังตัวเลย  ซีแวค แมคคาธีจะกลายเป็นผู้ทำลายฝันหวานของญี่ปุ่นและนำฝันร้ายมาให้แทน  และจะทำให้ยุทธการมิดเวย์ถูกทำลายแล้วกลายเป็นจุดเปลี่ยนของสงครามแปซิฟิค

ฝูงบินนาวีสหรัฐฯนำโดยนาวาโท ซีแวค แมคคาธี ดำดิ่งเข้าโจมตีจากระดับสูง  12 เครื่องเข้าโจมตีเรือคากะ  อีกชุดหนึ่งเข้าโจมตีเรืออะกากิซึ่งเป็นเรือธงของนากูโม  ชุดที่ 3เข้าโจมตีเรือโซริยุ   เรือธงอะกากิถูกระเบิดลูกแรกแล้วทะลุลงไประเบิดในโรงเก็บใต้ดาดฟ้าซึ่งเต็มไปด้วยน้ำมัน ลูกระเบิดชุดที่ 2 ตกระเบิดบนดาดฟ้าซึ่งเต็มไปด้วยเครื่องบินติดอาวุธที่กำลังเตรียมขึ้นบิน เกิดระเบิดต่อเนื่องรุนแรงไฟลุกไหม้ไปทั้งลำ   นากูโมได้รับบาดเจ็บสาหัส  เพียง 5 นาทีแม่ทัพหน้าของญี่ปุ่นที่ถล่มเพิร์ลฮาร์เบอร์เมื่อ 6 เดือนก่อนก็ต้องออกจากการรบ   เรือคากะโดนระเบิดเป็นลำที่สอง โดนระเบิดขนาดหนักถึง 4 ลูก ลูกหนึ่งระเบิดบนดาดฟ้าซึ่งเต็มไปด้วยเครื่องบิน  อีก 3 ลูกทะลุลงไประเบิดในโรงเก็บ เกิดการระบิดอย่างรุนแรงยิ่งกว่าอะกากิ  ลูกที่ตกใกล้หอบังคับการสะพานเดินเรือทำให้ผู้บังคับการเรือและนายทหารบนสะพานเดินเรือเสียชีวิตเกือบหมด  มีนายทหารฝ่ายยุทธการทางอากาศรอดมาได้เพียงคนเดียว  เรือโซริยูก็โดนระเบิดไฟไหม้ทั้งลำเรือตั้งแต่หัวถึงท้ายเรือ  ลูกเรือโซริยุเสียชีวิตไปถึง 700 คน  นอกจากนี้เรือลาดตระเวนหนักที่คุ้มกันเรือบรรทุกเครื่องบินก็ถูกระเบิดจมไปด้วย  การโจมตีฉับพลันของฝูงบินนาวีสหรัฐฯครั้งนี้ถูกยิงตกและร่อนฉุกเฉินลงทะเลเพียง 18 เครื่องเท่านั้น





สถานการณ์พลิกผันอย่างไม่น่าเชื่อ  ญี่ปุ่นพยายามดับไฟแต่ไม่สำเร็จ  เวลา 13.10 น.เรือคากะก็จมลงสู่ก้นทะเล   เรือโซริยุไฟไหม้ พอถึงเวลา 10.40 น.ก็บังคับหางเสือไม่ได้ ไฟไหม้อยู่นาน 8 ชั่วโมงไม่อาจดับได้  ตอนค่ำเวลา 18.00 น. ก็จมลงสู่ก้นทะเล  ส่วนเรืออะกากิเรือธงของนากูโมก็ไฟไหม้ตลอดลำ เรือพิฆาตมาช่วยลำเลียงผู้รอดชีวิต  นากูโมซึ่งดีรับบาดเจ็บต้องย้ายเรือธงไปอยู่บนเรือพิฆาตและได้รับการรักษาพยาบาลทันที  มีคำสั่งสละเรือเมื่อเวลา 11.30 น.  เรือธงอะกากิเรือที่จะนำชัยของยุทธการมิดเวย์ค่อยๆจมลงเมื่อเวลา 19.15 น.พร้อมกับการสละชีพของผู้บังคับการเรือที่ยอมจมพร้อมกับเรือตามประเพณีทหารเรือญี่ปุ่น

นี่คือการช็อคของกองเรือญี่ปุ่น และคือความพ่ายแพ้ครั้งแรกแต่เสียหายจนทำให้ยุทธการมิดเวย์พินาศลง  ญี่ปุ่นเสียเรือบรรทุกเครื่องบินชั้นดีรวดเดียว 3 ลำ และเรือลาดตระเวนหนัก 1 ลำแลกกับเครื่องบินนาวีสหรัฐฯเพียง 18 เครื่อง  ชะตากรรมเปลี่ยนข้างในชั่วแค่ 20 นาทีเท่านั้น  ตลอดบ่ายของวันที่ 4 มิถุนายน  1942 เป็นฝันร้ายของกองทัพเรือพระเจ้าจักรพรรดิ์

การพลิกผันยุทธนาวีทางอากาศ  นาวาโท ซีแวค  แมคคาธีนำฝูงบินกลับเอ็นเตอร์ไพรส์  เขารายงานให้สปรูแอนซ์ทราบว่าสามารถทิ้งระเบิดจมเรือบรรทุกเครื่องบินญี่ปุ่นได้  3 ลำ  สปรูแอนซ์และแฟลตเชอร์ได้รับข่าวชัยชนะและรายงานไปยังพลเรือเอกนิมิตซ์  เป็นชัยชนะที่สามารถหยุดการุกของญี่ปุ่นลงได้แล้ว  แต่นิมิตซ์รู้ว่าญี่ปุ่นยังเหลือเรือฮิโรยุอีก 1 ลำ  เขาแจ้งแก่สปรูแอนซ์ว่าเขาต้องการจมเรือลำที่ 4

เรือฮิโรยุมีนายพลยามากูจิเป็นผู้บัญชาการ ยังมีเครื่องบินเหลืออยู่พอที่จะแก้แค้นได้  ในวันที่ 5 มิถุนายน  1942  ยามากูจิส่งเครื่องบินออกค้นหากองเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯ  เครื่องบินลาดตระเวนญี่ปุ่นได้สะกดรอยเครื่องบินสหรัฐฯในที่สุดก็ตรวจพบกองเรือเฉพาะกิจที่ 16 ของแฟลตเชอร์คือเรือยอร์ค ทาวน์    ยามากุจิส่งฝูงบินจากฮิโรยุโจมตีทันที   แต่แฟลตเชอร์ก็ไม่เคยประมาท  เขาส่งดอนต์เลส  10 เครื่องขึ้นลาดตระเวนป้องกันกองเรือ  เวลา 11.30 น. ก็ตรวจพบฝูงบินจากฮิโรยุและตรวจพบตำแหน่งของเรือฮิโรยุด้วย  แฟลตเชอร์ส่งเครื่องบินขับไล่ไวด์แคต  F 4 F ขึ้นสกัดกั้นที่ระยะ 20 ไมล์จากเรือ  และสั่งจัดระบบป้องกันภัยทุกด้าน      การฟาดฟันทางอากาศเกิดขึ้นอย่างดุเดือด  F 4 F  สกัดกั้นเครื่องซีโรของญี่ปุ่นไว้ไม่อยู่  เพราะซีโรมีสมรรถนะดีกว่า  แม้อำนาจการยิงของ F 4 F จะรุนแรงกว่าก็ตาม     ขณะเครื่องบินขับไล่กำลังต่อสู้กันอยู่  เครื่องบินโจมตีทิ้งระเบิดแบบ D 3 A วาสป์ของญี่ปุ่นก็หลบออกไปพุ่งใส่เรือยอร์ค ทาวน์  ฝ่ากระสุนปืนต่อสู้อากาศยานเข้ามาและถูกยิงตกไป 6 เครื่อง  แต่ที่สามารถฝ่าเข้ามาทิ้งระเบิดได้ก็สามารถทิ้งระเบิดถูกเรือยอร์ค ทาวน์ถึง 3 ลูก  ลูกแรกระเบิดบนดาดฟ้าทำให้เกิดไฟไหม้และเครื่องบินเสียหาย   ลูกที่ 2 ตกระเบิดใกล้ปล่องไฟแรงระเบิดทำให้หม้อน้ำเสียหาย 6 หม้อ  ลูกที่ 3 ทะลุดาดฟ้าลงไปสามชั้นแล้วระเบิด   ลูกเรืออเมริกันทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง ในการดับไฟ  โชคดีของการออกแบบเรือของสหรัฐฯมีระบบป้องกันภัยเป็นอย่างดี   เมื่อเปิดน้ำท่วมคลังกระสุนและเปิดก๊าซคาร์บอนออกควบคุมถังน้ำมันเชื้อเพลิง  ไฟก็ไม่ลามออกไป   ยอร์ค ทาวน์ได้รับความเสียหายที่หม้อน้ำทำให้เรือเสียกำลัง   เมื่อสามารถดับไฟได้แล้วกำลังเรือก็หยุดต้องลอยลำซ่อมเมื่อเวลา 12.20 น.   รายงานจากฝูงบินญี่ปุ่นได้แจ้งไปยังยามากุจิว่าสามารถจมเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯได้ 1 ลำ  ซึ่งไม่เป็นความจริง  เพราะเวลา 13.20 น.หม้อน้ำ 3 ลูกก็ทำงานได้  เรือยอร์ค ทาวน์เดินทางได้ความเร็ว 20 น้อต    เครื่องบินที่มีอยู่บนยอร์ค ทาวน์ได้บินไปลงยังเอ็นเตอร์ ไพรส์และฮอร์เนต   เหลือไว้แต่เครื่องบินขับไล่ไว้ป้องกันเรือที่ตอนนี้เครื่องเติมเชื้อเพลิงใช้การได้แล้ว  จึงเติมเชื้อเพลิงและอาวุธ    สปรูแอนซ์แบ่งกำลังจากกองเรือเฉพาะกิจที่ 17 มาช่วยคุ้มกันยอร์ค ทาวน์โดยส่งเรือลาดตระเวน 2 ลำและเรือพิฆาต 2 ลำ



ยามากุจิเข้าใจว่าเขาจมเรือบรรทุกเครื่องบินอเมริกาได้ 1 ลำแล้ว  จึงคิดว่าอเมริกาเหลือเรือบรรทุกเครื่องบินอีกเพียงลำเดียว  จึงคิดว่ายังอาจพลิกสถานการณ์ได้  ขณะนี้ความคิดของฝ่ายญี่ปุ่นคือเหลือ 1 ต่อ 1 เท่ากัน  และกองเรือของยามาโมโตก็กำลังตามมา   เขาน่าจะทำลายเรือบรรทุกเครื่องบินลำสุดท้ายของสหรัฐฯลงได้ก่อน  เขาส่งเครื่องบินปล่อยตอร์ปิโด B 5 N ขึ้น 10 เครื่องโดยมีเรื่องซีโรคุ้มกัน 6 เครื่อง  ไปโจมตีที่จุดเดิมเมื่อเวลา 13.30 น. โดยคาดว่าเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯลำที่ 2 อยู่ที่นั่น  แต่ความจริงฝูงบินของยามากุจิกำลังไปโจมตีเรือยอร์ค ทาวน์ลำเดิม  แทนที่จะไปโจมตีเรือเอ็นเตอร์ ไพรส์ หรือฮอร์เนต  เมื่อเรือยอร์ค ทาวน์ตรวจจับฝูงบินญี่ปุ่นได้ ก็รายงานให้แฟลตเชอร์ทราบ  แฟลตเชอร์ส่งเรือลาดตระเวนคุ้มกันไปป้องกันด้านหน้า และส่งเครื่องบินขับไล่ขึ้นสกัดกั้น 8 เครื่อง   ทันทีที่ได้รับรายงาน  ในขณะที่เครื่องอื่นๆต้องใช้เวลากว่าจะขึ้นบินได้  เครื่อง F 4 F  จึงต้องรับงานหนัก  อีกครั้งที่การพันตูกันกลางอากาศเกิดขึ้น   F 4 F  ไวด์แคต  สามารถยิงเครื่องบินปล่อยตอร์ปิโดแบบ คาเตะของญี่ปุ่นตก 2 เครื่องเท่านั้น  ที่เหลือผ่านการสกัดกั้นเข้ามาได้     F 4 F ต้องใช้วิธีไล่จี้คาเตะไปทางม่านการยิงของปืนต่อสู้กากาศยานของกองเรือเฉพาะกิจที่ 16  ไม่ให้เข้าถึงเรือยอร์ค ทาวน์   คาเตะถูกยิงตกอีก 3 เครื่อง  แต่ทะลุม่านการยิงเข้าถึงเรือยอร์ค ทาวน์ได้ 5 เครื่อง และปล่อยตอร์ปิโด 5 ลูก  3 ลูกพลาดเป้า แต่อีก 2 ลูกชนเรือยอร์ค ทาวน์ทางกราบซ้ายและระเบิดขึ้น  ซีโร่เครื่องหนึ่งถูกยิงเสียหายเสียการบังคับเข้าชนบริเวณสะพานเดินเรือมีนายทหารบาดเจ็บและเสียชีวิต  โชคดีที่แฟลตเชอร์ปลอดภัย  ซีโร่อีกเครื่องถูกยิงตกลงบริเวณปล่องไฟแผลเก่า   เรือยอร์ค ทาวน์ที่พิการเสียหายอย่างหนัก   ซีโร่อีก 4 เครื่องก็ถูกยิงตก  จึงมีคาเตะเพียง 5 เครื่องเท่านั้นที่รอดกลับเรือฮิโรยุได้และรายงานว่าสามารถจมเรือบรรทุกเครื่องบินข้าศึกได้อีก 1 ลำ  ยามากูจิต่างกับนากูโม  เขาเชื่อว่าเรือยอร์ค ทาวน์ยังอยู่ในอู่ซ่อม  ดังนั้นเขาจึงเชื่อว่าเขาจมเอ็นเตอร์ ไพรส์และฮอร์เนตได้ และเขาได้ชัยชนะแล้ว

การสรุปของยามากุจิและเสนาธิการของเขาเชื่อว่าสามารถจมเรือบรรทุกเครืองบินสหรัฐฯได้ทั้ง 2 ลำ  เพราะเขาไม่เข้าใจถึงขีดความสามารถในการสร้างระบบป้องกันภัยของเรือรบสหรัฐฯมีสูงมาก  อีกทั้งจากรายงานของนักบินญี่ปุ่นที่ผ่านการรบอันสับสนมา  ญี่ปุ่นแยกประเภทเรืออเมริกาไม่ออก  เพราะเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐฯที่มีอยู่ในกองเรือเฉพาะกิจที่ 16 และ 17 นั้นเป็นเรือชั้นเดียวกันรูปร่างเหมือนกัน

เรือยอร์ค ทาวน์โดนโจมตีซ้ำกันถึงสองครั้ง เสียหายอย่างหนักเครื่องยนต์ เสียหายต้องลอยลำอยู่กับที่  ได้มีความพยายามที่จะดับไฟแต่ไม่สำเร็จ  แฟลตเชอร์ส่งเครื่องบินที่เหลือไปเรือเอ็นเตอร์ ไพรส์ การสูบน้ำออกจากท้องเรือก็ไม่สำเร็จ เขาจึงสั่งสละเรือเมื่อเวลา 15.00 น. เรือยอร์ค ทาวน์ค่อยๆเอียงลงและจมลงสู่ท้องทะเล

ยอร์ค ทาวน์จมไปแล้ว  แต่พิษสงของมันยังไม่หมด  เครื่องบินลาดตระเวนจากยอร์ค ทาวน์ยังคงค้นหาเรือฮิโรยุอยู่และตรวจพบจึงรายงานไปให้สปรูแอนซ์ทราบ เมื่อเวลา 15.00 น.   ในขณะนั้นทั้งเอ็นเตอร์ ไพรส์ และ ฮอร์เนตมี ดิวาสเตเตอร์ 4 เครื่อง เครื่องดอนเลสอีก 46 เครื่อง และมีเครื่องขับไล่ไวด์แคตอยู่อีก 50 เครื่อง  สปรูแอนซ์ส่งดอนเลสขึ้นจากเอ็นเตอร์ ไพรส์ขึ้นโจมตี 24 เครื่องเมื่อเวลา 15.30 น.และเวลา 16.00 น.ก็ส่งดอนเลสอีก 16 เครื่องขึ้นจากฮอร์เนต รวม 40 เครื่องเป็น 2 ฝูง  สปรูแอนซ์ที่ระแวดระวังเก็บไวด์แคต 50 เครื่องไว้ เผื่อฝ่ายญี่ปุ่นจะมาโจมตี  การตัดสินใจของสปรูแอนซ์นับว่าเสี่ยง เพราะฝูงบินทิ้งระเบิดของเขาไปโจมตีโดยไม่มีเครื่องขับไล่คุ้มกันเลย  การคาดการระแวดระวังของสปรูแอนซ์นับว่าเดาใจยามากุจิได้แม่น  เพราะในเวลาเดียวกันนั้นเอง ประมาณ 16.30 น. ยามากุจิแม้เชื่อว่าได้ชัยชนะเด็ดขาดไปแล้วก็กำลังเตรียมการโจมตีอีกครั้งอย่างใจเย็นเพื่อเก็บกวาดดอกผลจากชัยชนะ    การขึ้นโจมตีครั้งนี้เป็นศึกเล็ก ยามากุจิจึงใจเย็นไม่รีบร้อนเพราะไม่มีภัยคุกคามทางอากาศอีกแล้ว  เรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯจมแล้วทั้ง 2 ลำ (ซึ่งในความจริงสหรัฐฯมีเรือบรรทุกเครื่องบิน 3 ลำ จมไปเพียงลำเดียว)  เขาให้นักบินของเขาได้มีโอกาสพักผ่อนหลังการรบตลอดวัน  นักบินญี่ปุ่นเพิ่งมีโอกาสได้กินอาหาร  ยามากุจิเตรียมเครื่องบินไว้บนดาดฟ้า  และจะส่งสัญญาณโจมตีเมื่อเวลา 18.00 น. ซึ่งเป็นเวลาพอดีกับคลื่นการโจมตีจากเอ็นเตอร์ ไพรส์มาถึงโดยไม่มีการระวังตนไม่มีแม้โอกาสจะได้รับการแจ้งเหตุเตือนภัย  เครื่องบินนาวีสหรัฐฯชุดแรก 13 เครื่อง ดำดิ่งมาจากมุมสูงย้อนแสงอาทิตย์ยามเย็นเข้าโจมตีเรือฮิโรยุ  เครื่องอื่นๆเข้าโจมตีเรือคุ้มกัน  นักบินนาวีสหรัฐฯทิ้งระเบิดลงมา 13 ลูก 6 ลูกพลาดเป้าตกทะเล อีก 3 ลูกตกเฉียดเรือส่งนำกระฉูดขึ้นจากข้างเรือ  แต่อีก 4 ลูกถูกเป้าอย่างจัง     2 ลูกตกกลางดาดฟ้าเรือที่เต็มไปด้วยเครื่องบินที่ติดอาวุธแล้วที่กำหนดจะขึ้นบิน  เกิดการระเบิดอย่างมหาศาล  อีก  2 ลูกตกที่หน้าหอบังคับการและระเบิดสังหารนายทหารทุกคนในหอบังคับการสะพานเดินเรือทุกคน   ลูกระเบิดยังทะลุลงไปในโรงเก็บเครื่องบิน ลูกระเบิดที่เตรียมไว้แตกออกระเบิดซ้ำ  คลังแสงของเรือฮิโรยุเกิดระเบิดอย่างรุนแรง  อุปกรณ์การดับไฟถูกทำลายหมด  ไฟไหม้ทั้งลำเรือ  เรือฮิโรยุยังแล่นไปช้าๆ   ลูกเรือได้รับคำสั่งให้สละเรือเวลาตี 2 ครึ่ง  ไฟไหม้ตลอดทั้งคืน จนรุ่งเช้า วันที่ 7 มิถุนายน  1942 เวลา 9.00 น. เรือบรรทุกเครื่องบินลำสุดท้ายในกองเรือโจมตีมิดเวย์ก็จมสู่ท้องทะเล


           ไวด์แคต



300 ไมล์ จากจุดหายนะของกองเรือนากูโม  ยามาโมโตยังไม่ยอมแพ้เพราะเขาคิดว่า  ฝ่ายสหรัฐฯไม่มีเรือบรรทุกเครื่องบินเหลืออยู่แล้ว  การยึดเกาะมิดเวย์ยังทำต่อไปได้เพราะเท่ากับว่าทะเลเปิดโล่งสำหรับกองเรือของเขาแล้ว  แม้จะสูญเสียเรือบรรทุกเครื่องบินชั้นดีไปถึง 4 ลำ  การได้เกาะมิดเวย์ก็ถือว่าคุ้มค่า  ยามาโมโตเรียกกองเรือโจมตีลวงของโอโวซาย่ามาจากอัลลูเชียนซึ่งมีเรือบรรทุกเครื่องบินเบา 2 ลำมาสมทบ  และเรียกกองเรือยกพลขึ้นบกของนายพลคอนโดซึ่งมีเรือบรรทุกเครื่องบินอีก 2 ลำมาเพื่อรวมกำลังกันยึดเกาะมิดเวย์ทางตะวันตกเฉียงเหนือให้ได้ภายใน 24 ชั่วโมง     ยามาโมโตรวมกำลังไม่สำเร็จ  มีเรือประจัญบาน 2 ลำจากกองเรือของคอนโดเท่านั้นที่มาถึง  นอกนั้นติดต่อกันไม่ได้ยามาโมโตพยายามค้นหากองเรือสหรัฐฯแต่ไม่พบ  ทั้งนี้เพราะสปรูแอนซ์เมื่อจมเรือลำที่ 4 แล้วก็ถอนกองกำลังไปทางตะวันออกทันที





7 มิถุนายน  1942 จะด้วยข้อเท็จจริงอย่างไรไม่อาจพิสูจน์ได้  เครื่องตรวจการของยามาโมโตรายงานเมาว่าพบเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯ 4 ลำ  เท่ากับที่ยามาโมโตจะมีอยู่ถ้ารวมกำลังได้สำเร็จ        ยามาโมโตไม่เชื่อรายงานนี้  แต่ฝ่ายเสนาธิการของเขาเสนอว่าถ้าความเป็นไปไม่ได้เกิดเป็นไปได้อย่างเหตุการณ์ ระหว่างวันที่ 3-6 มิถุนายน 1942 ที่เพิ่งผ่านมา  ก็จะเป็นการเสี่ยงที่น่ากลัว  หลังจากการประชุมฝ่ายเสนาธิการก็มีการลงความเห็นว่าควรถอนกำลังกลับ  ล้มเลิกยุทธการมิดเวย์  เป็นความพ่ายแพ้อย่างอัปยศของฝ่ายญี่ปุ่น

เมื่อแน่ใจว่าฝ่ายญี่ปุ่นกำลังถอย  สปรูแอนซ์ก็ตามโจมตี  แต่ช้าไป   ฝ่ายญี่ปุ่นถอยทัพไปไกลเกินรัศมีการโจมตีทางอากาศแล้ว  ยุทธนาวีทางอากาศที่มิดเวย์ได้สิ้นสุดลงแล้ว        ในด้านความเสียหายญี่ปุ่นสูญเสียเรือบรรทุกเครื่องบินชั้นดีไปถึง 4 ลำ คือ อะกากิ คากะ ฮิโรยุ  โซริยุ และเรือลาดตระเวนหนักอีก 1 ลำ  เครื่องบินรบถูกทำลาย  322 เครื่อง  ทหารเรือของนากูโมเสียชีวิตถึง 3,500 คน และที่สูญเสียไปอย่างไม่อาจทดแทนคือนักบินประสบการณ์สูงอันทางคุณค่า  เปรียบเทียบกับฝ่ายสหรัฐฯที่เสียเรือบรรทุกเครื่องบินพิการไป1 ลำ คือเรือยอร์ค ทาวน์ เสียเครื่องบินทั้งที่ถูกทำลายบนพื้นดิน  บนอากาศ และร่อนลงฉุกเฉินลงทะเลไป 150 เครื่อง  ฝ่ายสหรัฐฯเสียทหารไปน้อยอย่างไม่น่าเชื่อคือเสียทหารไปเพียง 307 คน  ส่วนใหญ่คือลูกเรือยอร์ค ทาวน์และนักบินนาวีอ่อนประสบการณ์
ในด้านยุทธศาสตร์  ฝ่ายสหรัฐฯได้ชัยชนะอย่างยิ่งใหญ่และเด็ดขาด  สามารถป้องกันเกาะมิดเวย์ไว้ได้  เป็นการทำลายจุดประสงค์ทางยุทธศาสตร์ของญี่ปุ่นที่ต้องการเกาะมิดเวย์เป็นกระดานกระโดดเข้าคุกคามถึงบ้านสหรัฐฯ และครอบครองแปซิฟิคไว้เป็นของตน  เป็นชัยชนะที่สหรัฐฯด้อยกำลังกว่าถึง 4 ต่อ 1  และด้อยประสบการณ์กว่า    ญี่ปุ่นเข้าทำสงครามในแมนจูเรียมาแต่ปี  1931 และกับจีนในปี  1938  ฝ่ายสหรัฐฯเพิ่งมีประสบการณ์ทางการรบเพียง 6 เดือนเท่านั้น   ยุทธนาวีทางอากาศระหว่างวันที่ 3-6 มิถุนายน  1942 เป็นจุดแตกหักของสงครามแปซิฟิค  กองทัพเรือญี่ปุ่นสูญเสียอำนาจการบุกทางทะเลลงไปอย่างสิ้นเชิง  หลังยุทธนาวีที่มิดเวย์แล้ว  กองทัพเรือญีปุ่นลดบทบาทเป็นเพียงฝ่ายสนับสนุนกองทัพบกเท่านั้น   การบุกของญี่ปุ่นหยุดชะงักลง   การโจมตีออสเตรเลียเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้อีกต่อไป  กำลังทางเรือของญี่ปุ่นต้องรับบทบาทในการกระจายกำลังทางเรือและอากาศคุ้มครองเกาะใหญ่น้อยที่ยึดครองอยู่    นั่นคือหลัง 6 เดือนของการบุกอย่างดุเดือด  ต่อไปนี้ฝ่ายญี่ปุ่นต้องตกเป็นฝ่ายตั้งรับ  การยุทธที่มิดเวย์ยังเป็นการพิสูจน์อีกว่าการใช้กำลังทางอากาศเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดของการตัดสินผลของการสู้รบ  ยุคสมัยของเรือประจันบานขนาดยักษ์ติดปืนใหญ่หนักได้ผ่านพ้นไปแล้วโดยสิ้นเชิง



หลังมิดเวย์ กองทัพเรือของทั้งสองฝ่ายได้กระทำยุทธนาวีทางอากาศอีกสองครั้ง  ในโซโลมอนตะวันออกและซานตาครูส   ญี่ปุ่นเสียบรรทุกเครื่องบินเรียวโจ  เรือซุยโฮและโชกากุได้รับความเสียหาย  ทำให้จำนวนเรือบรรทุกเครื่องบินลดลงไปอีก 3 ลำ  ฝ่ายสหรัฐฯเสียเรือบรรทุกเครื่องบินวาสป์ และฮอร์เนต รวม 2 ลำ  แต่เรือบรรทุกเครื่องบินชั้นเอสเทคกำลังทยอยออกจากอู่ต่อเรือ  ในขณะที่ญี่ปุ่นไม่มีการทดแทน  ที่สำคัญการยุทธ 2 ครั้งนี้ญี่ปุ่นต้องเสียเครื่องบินชั้นแนวหน้าไปถึง 1,000 เครื่อง และนักบินฝีมือดีเกือบทั้งหมด  หลังการรบในฟิลิปินส์ ยุทธนาวีที่ช่องแคบซูริเกาและอ่าวเลเตย์  กองทัพเรือญี่ปุ่นสูญเสียกำลังทางเรือไปเกือบหมด  ปฏิบัติการแบบฆ่าตัวตายของนักบินญี่ปุ่นก็กลายเป็นอาวุธใหม่ที่ต้องการเพียงนักบินที่ขับเครื่องบินได้เท่านั้น

ยุทธนาวีทางอากาศที่มิดเวย์จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนโฉมหน้าของสงคราม  แต่ฝีมือในการรบของทั้งสองฝ่ายยังเป็นที่น่าสงสัย ดังที่พลเรือเอกนิมิตซ์แม่ทัพเรือของสหรัฐฯกล่าวว่า "เราชนะเพราะเก่งกว่าญี่ปุ่นหรือโชคดีกว่าญี่ปุ่นกันแน่?"

อ่านกันตาแฉะเลยนะครับ  หัวเราะปิดปาก รักกันนะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06,09, 2016, 13:34:50 โดย giant15 » บันทึกการเข้า
06,09, 2016, 10:01:46
Phubun
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,375



« ตอบ #319 เมื่อ: 06,09, 2016, 10:01:46 »

 ปรบมือ ปรบมือ ปรบมือ
บันทึกการเข้า
06,09, 2016, 12:17:11
Thanapoom
สมาชิกใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 80


« ตอบ #320 เมื่อ: 06,09, 2016, 12:17:11 »

อ่านจนมึนเลยครับ เสียดายกองเรือของญี่ปุ่นที่ใหญ่มาก แต่พอข่าวสารไม่เป็นความลับก็เหมือนแพ้ไปกลายๆ (แบบเรืออู)
ลองคิดสมมุติเล่นๆ ถ้าเกิดฝั่งเยอรมันมีกองเรือใหญ่ขนาดญี่ปุ่นนี่สงสัยสงครามอาจยืดเยื้อต่อไปอีกหลายปีแน่ๆ
บันทึกการเข้า
07,09, 2016, 20:33:17
giant15
สมาชิก
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 473



« ตอบ #321 เมื่อ: 07,09, 2016, 20:33:17 »

Cowboy studio


                     

                          

                     

                       

                       

                         

                         

                      <a href="http://www.youtube.com/watch?v=LDVkGW8YZqM" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=LDVkGW8YZqM</a>

แปลไทย....
ฤดูใบไม้ผลิเมื่อปี 1847 มีตำนานเล่าสืบต่อกันมาว่า พ่อเฒ่าจอนห์ ชัตเติล พบชิ้นเศษแร่ทองคำประกายวาววับที่บริเวณโร­งเลื่อยแห่งหนึ่ง แกจึงได้นำมันเข้ามาในเมือง จากนั้นเสียงร่ำลือก็กระจายไปดุจไฟลามป่า แกจึงได้คิดว่าควรจะปล่อยให้แร่นั้นจมอยู่­ใต้ท้องน้ำจะดีเสียกว่า

ฝูงชนหลั่งไหลยกทัพกันมายังกับฝูงตั๊กแตน ไม่เว้นกระทั่งผู้หญิง เด็กและชายฉกรรจ์ ด้วยเกวียนที่เคลื่อนตัวกันมาอย่างทุลักทุ­เล ทิ้งร่องรอยเกลื่อนกลาดอยู่บนพื้น

บางคนก็ผิดหวัง แต่บางคนก็ร่ำรวยอู้ฟู่ บ้างก็ล้มตายไปเอง บ้างก็ถูกฆ่าตาย บ้างก็สวดขอบคุณพระผู้เป็นเจ้าที่ช่วยให้พ­วกเขารอดชีวิตมาได้ บ้างก็สาปแช่งเหมืองของจอห์น ชัตเตอร์

พวกเขามาจากเมืองนิวยอร์ค บ้างก็มาจากอลาบามา กับความฝันที่พกมาเพื่อค้นหาโชคลาภในป่าดิ­บที่ยังไม่เคยมีใครเข้าไปบุกเบิก

บางคนตายด้วยคมธนูในขณะที่พยายามข้ามทุ่งร­าบกว้าง บางคนก็หลงหายไปในเทือกเขารอคกี้ เมื่อครั้งที่ขี่ม้าเข้ามา บ้างก็ดั้นด้นไปจนถึงแคลิฟอร์เนีย บ้างก็หยุดอยู่แค่รายทาง

ในฤดูใบไม้ผลิ ปี1860 ก็มีการตัดเส้นทางสู่ตะวันตก จากนั้นความเจริญก็เข้ามาถึงพร้อมกับทางรถ­ไฟ ผืนดินถูกคราดไถด้วยเครื่องจักรกล เมื่อตอนที่เฒ่าจอนห์ ชัตเตอร์ ตายไป แกไม่มีเงินติดตัวแม้ซักเพนนีเดียว....ควา­มต้องการของมนุษย์ไม่มีใครเติมเต็มให้ได้

 ดูภาพเก่าๆ ฟังเพลงเก่าๆ กันนะครับ  หัวเราะปิดปาก รักกันนะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07,09, 2016, 20:42:29 โดย giant15 » บันทึกการเข้า
08,09, 2016, 21:48:59
maxga
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,437


« ตอบ #322 เมื่อ: 08,09, 2016, 21:48:59 »

เอาอีก ๆ ธุจ้า
บันทึกการเข้า
10,09, 2016, 08:41:03
giant15
สมาชิก
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 473



« ตอบ #323 เมื่อ: 10,09, 2016, 08:41:03 »

ต่อเนื้องจากตอนที่แล้วยังอยู่ในสงครามยุทธนาวีนะครับตอนที่แล้วอยู่แปซิฟิกตอนนี้นำท่านไปที่ยุโรปนะครับ  หัวเราะปิดปาก

Bismarck เรือประจัญบานระดับตำนานแห่งไรซ์ที่ 3
เรือประจัญบานบิสมาร์ค
German battleship Bismarck







 เรือบิสมาร์ค อาจกล่าวได้คำเดียวเลยว่า เป็นเรือที่มีชื่อเสียงที่สุดของนาซี เยอรมัน ด้วยรูปลักษณ์ภายนอก ก็ไม่เชิง ด้วยชื่อที่ตั้งให้กับอดีตนายกรัฐมนตรีผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของเยอรมันก็ไม่เชิง แน่นอนว่า เรือลำนี้คือความหวังสูงสุดทางทะเลของเยอรมันที่จะใช้เรือลำนี้เป็นเรือแม่ในการครอบครองทะเลทั้งยุโรปให้ตกเป็นของตน และก็สามารถทำได้จริงๆ อย่างการทำลายขวัญกำลังใจเหล่าทหารเรืออังกฤษด้วยการทำลายเรือหลวง เอชเอ็มเอส ฮู้ด จนอัปปางลงก้นทะเลไป นับเป็นจุดผกผันที่สำคัญอย่างหนึ่ง ในยุทธนาวีทางทะเลระหว่างเยอรมันและอังกฤษ

เรือประจัญบานบิสมาร์ค ( German battleship Bismarck ) เป็นเรือลำแรกของชั้นบิสมาร์กซึ่งมีเพียง 2 ลำ ( อีกลำชื่อว่า Tirptiz )  นับเป็น 2 เรือแฝดที่ใหญ่ที่สุดตั้งแต่เยอรมันเคยสร้างมาและยังเป็นเรือประจัญบานที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ในขณะนั้นด้วย
     คำว่า "บิสมาร์ก" ถูกตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ ออทโท ฟอน บิสมาร์ค รัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ่แห่งเยอรมันนี ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1
    หลังประสบความสำเร็จในการต่อเรือลาดตระเวณประจัญบานชั้น กไนส์เนาส์ จึงได้เริ่มโครงการต่อเรือประจัญบานชั้นบิสมาร์คขึ้น โดยได้เริ่มวางกระดูกงูในวันที่ 1 มิถุนายน ค.ศ. 1936 และปล่อยลงน้ำในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1939 โดย อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำเยอรมัน และ โดโรธี ฟอน โลเวนเฟล หลานของ ออตโต ฟอน บิสมาร์ค อดีตรัฐบุรุษแห่งจักรวรรดิเยอรมัน มาเป็นประธานการปล่อยเรือลงน้ำ บิสมาร์ค ขึ้นระวางประจำการในวันที่ 24สิงหาคม ค.ศ. 1940 มีนาวาเอก เอิร์นส์ ลินเดอมานน์ เป็นผู้บังคับการเรือคนแรกและคนเดียว




       นาวาเอก เอิร์นส์ ลินเดอมานน์

มะมารู้จ้กเรือบิสมาร์คกันก่อนว่าเป็นความภาคภูมิใจของอาณาจักรไรซ์ที่ 3 อย่างงัย  ยิ้มเด้ง

ลักษณะจำเพาะ
 
ขนาด (ระวางขับน้ำ) : 41,700 ตัน
ความยาว : 241.6 เมตร
ความกว้าง : 36 เมตร
กินน้ำลึก : 9.3 เมตร
ความเร็วเต็มที่ : 30 น็อต (56 กม./ชม.)
บรรจุทหาร : 2,065 นาย 

อาวุธประจำ บิสมาร์ค
ปืนใหญ่ขนาด 380 มม. (15 นิ้ว) ชนิด 2 กระบอก จำนวน 4 ป้อม
ปืนใหญ่ขนาด 150 มม. (5.9 นิ้ว) ชนิด 6 กระบอก จำนวน 2 ป้อม
ปืนใหญ่ต่อต้านอากาศยานขนาด 105 มม. (4.1 นิ้ว)  16 กระบอก
ปืนใหญ่ต่อต้านอากาศยานขนาด 37 มม. (1.5 นิ้ว)  16 กระบอก
ปืนใหญ่ต่อต้านอากาศยานขนาด 20 มม. (0.79 นิ้ว)  12 กระบอก

บิสมาร์ค ออกสู่แอตแลนติก  ตาแป๋ว

หลังการเริ่มต้นสงครามโลกครั้งที่สอง เยอรมันได้ทำการส่งกองเรือผิวน้ำและกองเรือดำน้ำออกปฏิบัติการจมกองเรือลำเลียงของฝ่ายสัมพันธมิตรอย่างหนัก และประสบความสำเร็จอย่างสูง ระหว่างฤดูหนาว ปี1940-1941 ในปฏิบัติการโจมตีกองเรือลำเลียงของอังกฤษในยุทธการเบอร์ลิน โดยเรือลาดตระเวณประจัญบาน ชาร์นฮอร์ส และ กไนเนาส์ ภายใต้การบัญชาการของ พลเรือเอก กึนเธอร์ ลึทเจนต์ ประสบความสำเร็จอย่างสูง สามารถจมและยึดเรือข้าศึกได้ 22 ลำ รวมระวางขับน้ำ 116,000 ตัน ฝ่ายเสนาธิการทหารเรือเยอรมันต้องการเห็นความสำเร็จในปฏิบัติการของกองเรือผิวน้ำอย่างต่อเนื่อง

จึงตัดสินใจจะให้ส่งกองเรือรบผิวน้ำขนาดใหญ่ที่สุดที่เยอรมันมี ได้แก่ เรือประจัญบาน บิสมาร์ค และ ทีร์ปีตส์ เรือลาดตระเวณประจัญบาน กไนส์เนาส์ และ ชาร์นฮอร์สต์ เข้าปฏิบัติการต่อตีกองเรือผิวน้ำของฝ่ายพันธมิตรร่วมกัน แต่ปัญหาคือ ชาร์นฮอร์สต์ ต้องทำการซ่อมแซมเครื่องจักรใหญ่ในอู่แห้งจนถึงเดือนมิถุนายน ทีร์ปีตส์ เพิ่งขึ้นระวางประจำการในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และยังไม่พร้อมปฏิบัติการจนกว่าจะถึงฤดูใบไม้ผลิ มีเพียงบิสมาร์คเท่านั้น ที่เพิ่งเสร็จสิ้นการซ้อมในทะเลบอลติกและพร้อมออกปฏิบัติการ


           ภาพเขียนสีเรือบสมาร์ค

ที่ว่ามาทั้งหมดนี่คือ จุดเริ่มต้นของบิสมาร์คนะครับ และต่อจากนี้ จะได้พูดถึงตำนานของจริงกันเสียทีว่ามันยิ่งใหญ่ในสายตาของคนเยอรมัน  แว่นดำ

ปี 1941 วันเสาร์ที่ 24 พฤษภาคม ได้เกิดการปะทะกันระหว่างกองเรือของอังกฤษ ซึ่งถือได้ว่าเป็นมหาอำนาจทางทะเลในสมัยนั้น กับกองเรือนาซี ที่ช่องแคบเดนมาร์ก
โดยกองเรือนาซีประกอบไปด้วย เรือบิสมาร์ค ซึ่งเป็นเรือที่ใหญ่ที่สุดของกองทัพเรือนาซีในสมัยนั้น  โดย บิสมาร์ค และเรือ พริ๊นซ์ อูเก้น ได้พบกับกองเรืออังกฤษ เมื่อเวลาประมาณ 05.45 ของวันที่ 24 พฤษภาคม กองเรือของอังกฤษตอนนั้น มีเรือปริ๊นซ์ ออฟ เวลส์ และเรือชั้นแบทเทิลครุยเซอร์ ฮู้ด ซึ่งเป็นเรือธงของอังกฤษเสียด้วย

พักแป๊บมาทำความเข้าใจเรือคู่ต่อยกับบิสมาร์คซะหน่อย นั้นคือเรือฮู้ด เรือหลวงฮูด เป็นเรือลาดตระเวณประจัญบานที่สร้างหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งการก่อสร้างในเวลานั้นถือว่าใหญ่ที่สุดในโลก ชาวอังกฤษมีความภูมิใจในเรือลำนี้มากจนเรือลำนี้ถูกเรียกว่า " Mighty Hood" (เรือรบที่ทรงอำนาจ) ชื่อเรือนั้นถูกตั้งตาม Samuel Hood ซึ่งเป็นชื่อของนายพลเรือ  ตาแป๋ว


        เรือฮู้ด

กองเรือเยอรมันเองไม่ได้ประหลาดใจเลยที่ได้พบกับกองเรืออังกฤษ แต่ที่เกินคาดคือไม่คิดว่าจะได้พบกับเรือธงของอังกฤษเลย         จากนั้นพลเรือเอก ลานเซลอต ฮอลแลนด์ ผู้การเรือฮู้ดของอังกฤษ ได้สั่งให้พุ่งเขาหาเรือปริ๊นซ์อู้เก้น ของเยอรมัน โดยเขาคิดว่าเป็นเรือบิสมาร์ค ( อ้าวไม่ดูเลยว่าใช่ไม่ใช่  หัวเราะปิดปาก )

แต่อังกฤษก็ยังโชคดีที่ผู้การเรือปริ๊น ออฟ เวลส์ สังเกตได้ถึงความผิดพลาดนี้ จึงได้แจ้งไปยังพลฯเอกฮอลแลนด์ เขาจึงเปลี่ยนคำสั่ง แต่ว่านั่นก็หลังจากที่เรือฮู้ดได้ยิงปืนใหญ่นัดแรกออกไปแล้ว

ระยะห่างตอนนั้นระหว่างเรือฮู้ด กับปริ๊นซ์ อูเก้น อยู่ที่ 12.5 ไมล์ โดยกระสุนตกใกล้ๆ กับเรือปริ๊นซ์อูเก้น ได้รับความเสียหายเล็กน้อยใกล้กับป้อมปืนท้ายเกินกว่า 2 นาทีผ่านไปโดยไม่มีการยิงตอบโต้จากกองเรือเยอรมัน ก่อนที่ผู้การลินเดอมันของบิสมาร์คจะสั่งให้ยิงไปที่เรือธงของอังกฤษ



ทั้งบิสมาร์คและปริ๊นซ์ อูเก้น ยิงใส่เรือฮู้ด ที่ระยะประมาณ 11 ไมล์ (18กิโลฯ) โดยการยิงของเรือเยอรมันนั้นแม่นยำมาก และภายใน 2 นาที เรือฮู้ดก็โดนกระสุนที่มีขนาดอย่างน้อย 8" จากเรือปริ๊นซ์ อูเก้น, โดยปริ๊นซ์ อูเก้น ยิงโดนเรือฮู้ดถึง 3 ครั้ง โดยกระสุนกระทบเข้าใกล้ๆ บริเวณเสากระโดงใหญ่ และทำให้เกิดเปลวไฟขนาดมหึมา ซึ่งลูกเรือฮู้ดก็พยายามควบคุมเพลิง



อย่างไรก็ดี บิสมาร์ค ก็โดนกระสุนของเรือปริ๊นซ์ ออฟ เวลส์ เช่นกัน ทำให้ถังน้ำมันด้านหน้ารั่ว ซึ่งก็ทำให้ผู้การเรือบิสมาร์คสั่งให้เปลี่ยนเป้าเล็งไปที่เรือปริ๊นซ์ ออฟ เวลส์, ซึ่ง ปืนใหญ่รองก็เป็นตัวทำหน้าที่ เรือปรินซ์ออฟเวลส์ เป็นเรือที่เข้าร่วมรบในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง โดยมีภารกิจหลักในการเฝ้าระวังให้กับขบวนเรือสินค้าในมหาสมุทรแอตแลนติค และได้มีโอกาสซัดกับยักษ์บิสมาร์ค แต่ก็สามารถประคองตัวรอดสมรภุมิครั้งนี้ไปได้ รอดจนกระทั้งถูกส่งไปช่วยสงครามด้านแปซิกฟิกใกล้บ้านเราและถูกจมโดยขุนพลซามูไร  น้ำตาไหลพราก


         เรือปริ๊นซ์ ออฟ เวลส์

มาต่อกันครับ ...เมื่อเวลา 5.54 ระยะลดลงเหลือ 22,000 หลา (20กิโลฯ) และเมื่อ 5.57 เหลือ 19,000 (17กิโลฯ) บิสมาร์ครีบฉวยโอกาสยิงใส่เรือฮู้ด แต่กระสุนเลยเลยฮู้ดไปเล็กน้อย ในขณะเดียวกันผู้การฮอลแลนด์ของเรือฮู้ด ก็สั่ง "2 Blue" นั่นก็คำสั่งกลับท่าเรือ โดยก่อนหันหัวเรือกลับ ฮู้ดได้ยิงครั้งที่ 5 ของตัวเองเมือเวลา 5.59.30


6.00 เรือธงของราชนาวีอังกฤษ ฮู้ด ที่เสียหายอย่างหนัก พยายามที่จะกลับท่าให้ได้ เพื่อที่จะจัดการรับมือกับบิสมาร์ค ถูกยิงเข้าที่กลางลำเรือ อย่างน้อยหนึ่งนัดในการยิงครั้งที่ 5 ของเรือบิสมาร์ค ที่ระยะน้อยกว่า 9 ไมล์


หลังจากนั้นเพียงเล็กน้อย ผู้สังเกตการของทั้งสองฝั่งราชนาวี เห็นเปลวไฟขนาดยักษ์พวยพุ่งสู่ท้องฟ้า และเสียงระเบิด ก่อนที่เรือลำยักษ์จะหักออกเป็น 2 ท่อน เศษเล็กเศษน้อยกระจายตกลงบนเรือปริ๊นซ์ ออฟ เวลส์ ที่อยู่ห่างออกไป 400 หลา (370 เมตร)

ส่วนท้ายของเรือฮู้ดจมลง ก่อนหัวเรือจะจมตามลงไป ทั้งหมดกินเวลาเพียง 3 นาที พลเรือเอกลานเซล็อต ฮอลแลนด์ และลูกเรือ 1,415 จมลงไปพร้อมกับเรือฮู้ด





มีลูกเรือเพียง 3 คนเท่านั้นที่รอดชีวิต (เท็ด บริ๊กส์, บ็อบ ทิลเบิร์น, และ บิล ดันดาส) โดยพวกเขาได้รับการช่วยในอีก 2 ชม.ครึ่งถัดมา โดยเรือพิฆาต อีเล็กตร้า ของราชนาวีอังกฤษ โดยหน่วยงานทางกองทัพเรือของอังกฤษสรุปว่า เรือฮู้ดจมเพราะการถูกเจาะทะลวงของห้องคลังแสง ด้วยกระสุนขนาด 15" ของเรือบิสมาร์ค

เรือปริ๊นซ์ ออฟ เวลส์ ได้เดินหน้าไปทางกองเรือเยอรมันเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงสเก็ดระเบิดจากเรือธง ฮู้ด ทำให้โดนยิงหลายครั้งจากเรือเยอรมันทั้ง 2 ลำ กระนั้น, การยิงตอบโต้ก็ยังสร้างความเสียหายตอบโต้ให้กับบิสมาร์คได้ จากนั้นเรือปริ๊นซ์ ออฟ เวลส์ ก็บ่ายหน้าหนี โดยป้อมปืนใหญ่ด้านหลังต้องคอยยิงด้วยคน เรือถูกยิงถึง 7 ครั้ง(3 จากเรือปริ๊นซ์ อูเก้น) แต่ระบบต่างๆ ยังใช้การได้หมดยกเว้นปืนใหญ่หลักที่เสียหายไม่สามารถใช้การได้อีก

ล้างแค้น โมโหหน้าแดง


ด้วยความเจ็บแค้น (แค้นฟังหุ่น  หัวเราะปิดปาก )  และมุ่งมั่นที่จะล้างแค้นให้กับเรือฮู้ด อังกฤษ จึงได้สั่งให้ทุกหน่วยที่เข้าประจำการได้ ให้ออกไล่ล่าบิสมาร์ค

และเพียงตอนเย็นของวันที่ 24 พฤษภาคม วันเดียวกันนั่นเอง การโจมตีก็เริ่มขึ้นจากการทิ้งตอปิโดของฝูงบินสวอร์ดฟิช จากเรือบรรทุกเครื่องบิน วิคทอเรียออส ซึ่งตอปิโดลูกหนึ่งได้กลายเป็นจุดจบของบิสมาร์คในเวลาต่อมา, อย่างไรก็ดี ตอปิโดสร้างความเสียหายได้เพียงเล็กน้อยต่อเกราะประจำเรือบิสมาร์คที่หนานับร้อยนิ้ว


การโจมตีด้วยตอปิโดของฝูงบินอังกฤษ ได้เปิดแผลเก่าของบิสมาร์คที่โดนมาก่อนหน้านี้ โดยทำให้น้ำทะลักเข้าที่ส่วนหัวของเรือ ทำให้หัวเรือจมน้ำลงไป ผู้การเรือบิสมาร์คต้องสั่งให้ลดความเร็วเหลือ 16 น็อต ในขณะที่ซ่อมแซมเรือ


ในระหว่างนั้น บิสมาร์คยังถูกตามสังเกตุระยะไกลการโดยฝูงบินอังกฤษอยู่บ้าง เมื่อเวลาประมาณ 3.00 วันที่ 25 พฤษภาคม บิสมาร์คฉวยโอกาสหมุนเรือกลับ โดยตรงไปทางตะวันออก แล้วก็ตะวันออกเฉียงใต้ ในที่สุดการติดต่อก็หายไป 4 ชั่วโมง อย่างไรก็ดี บางทีอาจจะต้องขอบในความสามารถของเรดาร์อังกฤษ เมื่อปรากฏว่าดูเหมือนเยอรมันจะไม่รู้ถึงความโชคดีของตัวเอง ลึทเจน ผู้การเรือบิสมาร์คน่าจะเชื่อว่าบิสมาร์คยังคงถูกตามอยู่


สัญญาณจากบิสมาร์คไปยังสำนักงานใหญ่ ถูกอังกฤษดักได้ และทำให้อังกฤษพอคาดการณ์คร่าวๆ ได้ว่าบิสมาร์คกำลังแล่นไปที่ไหน

อย่างไรก็ดี แผนการได้ผิดพลาดที่เรือคิง จอร์จที่ 5 ของอังกฤษ ที่ซึ่งกำลังไล่ตามบิสมาร์คอยู่ ด้วยการคำนวนตำแหน่งของบิสมาร์คผิดพลาด ทำให้เลยไปทางเหนือ

บิสมาร์คเอาตัวรอดไปได้ดีในช่วงระหว่างวันที่ 25-26 ในเส้นทางไปยังฝรั่งเศส กับการคุ้มกันทางอากาศและกองเรือพิฆาตที่คอยคุ้มกัน ถึงตอนนี้ น้ำมัน เป็นปัจจับสำคัญของทั้ง 2 ฝ่ายแล้ว


                ภาพบิสมาร์คกำลังยิงปืนใหญ่หลัก


                 ป้อมปืนใหญ่ของเรือบิสมาร์ค ใหญ่แค่ไหนดูเอาเอง


จุดจบบิสมาร์ค  เง้ออ

ในที่สุด กองเรืออังกฤษก็มีโชค เมื่อฝูงบินที่ 209 ที่บินเหนือแอตแลนติค ได้พบบิสมาร์ค(จากการตามรอยน้ำมันที่รั่วจากการโจมตีครั้งก่อน) และรายงานให้กองเรืออังกฤษทราบ อังกฤษส่งหน่วย Force H ซึ่งประกอบด้วย เรือบรรทุกเครื่องบิน อาร์ค รอยัล, เรือแบทเทิลครุยเซอร์รุ่นเก่า HMS รีโนวน์ และเรือครุยเซอร์ เชฟฟิลด์ โดยกองเรือนี้อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของพลเรือเอก เจมส์ ซัมเมอวิลล์ โดยได้มุ่งจรงจากยิบรอลต้า


                          เรือบรรทุกเครื่องบิน อาร์ค รอยัล


พลบค่ำวันนั้น ในช่วงอากาศอันเลวร้าย เรืออาร์ค รอยัล ปล่อยฝูงบินแฟร์รี่ สวอดฟิช ออกโจมตีบิสมาร์ค แต่กลายเป็นว่าเป็นการปล่อยตอปิโดใส่เรือเชฟฟิลด์ ที่กำลังแอบซุ่มอยุ่ในความมืด แม้ว่าโอกาสอันมีค่าจะเสียไปในเหตุการณ์นี้ แต่มันแสดงให้เห็นว่า การจุดระเบิดด้วยแรงแม่เหล็กของตอปิโดที่ยิงใส่เรือเชฟฟิลด์ เกิดด้าน ทำให้ทั้งหมดเปลี่ยนมาเป็นตอปิโดที่จุดระเบิดเมื่อกระทบ และได้ทำการโจมตีใส่บิสมาร์คทันที


                แฟร์รี่ สวอดฟิช ( เปรียบเหมือนแมงวี่ถ้าเทียบกับบิสมาร์ค แต่...มันทำให้ยักษ์ใหญ๋บิสมาร์ควิ่งไม่่ได้ )


ตอปิโดที่ถูกยิงโดยร้อยตรี จอห์น ม็อฟแฟ็ต ได้ทำลายหางเสือของบิสมาร์ค นั่นเป็นความเสียหายที่ร้ายแรงของบิสมาร์ค เมื่อมันทำให้บิสมาร์คไม่สามารถเลี้ยวได้ โดยทำได้แค่เพียงเลี้ยววนเป็นวงกลมขนาดใหญ่เท่านั้น ซึ่งอยู่ในระยะติดตามของเรือคิงจอร์จที่ 5 และ เรือรบร็อดนี่ย์ เรือรบแนวหน้าที่ไล่ตามมาจากทิศตะวันตก



                    สาเหตุจุดจบของบิสมาร์ค ตอปิโดลูกเดียวแท้ๆ  เหงื่อตกดิ


หลังความพยายามอย่างหนักในการซ่อมแซมความเสียหาย ผู้การลึทเจนท์ ก็ยอมรับความจริง โดยส่งข้อความไปยังสำนักงานใหญ่ของกองทัพเรือเยอรมัน ว่าบิสมาร์คจะต่อสู้จนกระสุนนัดสุดท้ายถูกใช้ไป


คืนของวันที่ 26-27 พฤษภาคม 1941 บิสมาร์คตกเป็นเป้าของการโจมตีด้วยตอปิโดของเรือพิฆาต คอซแซ็ค, ซิคห์, HMS มาโอริ กับ ซูลู และเรือโปแลนด์ พิโอรุน โดยบิสมาร์คสร้างความเสียหายให้เรืออังกฤษได้บ้าง โดยร้อยตรีบนเรือซูลูที่ป้อมปืนเสียแขนไปเมื่อถูกเศษกระสุนปืนที่ตกที่ดาดฟ้าเรือ, แต่โชคดีที่กระสุนไม่ระเบิด คอซแซ็คก็เสียเสาวิทยุไปจากกระสุนของบิสมาร์ค


แทคติคในการก่อกวนเรือบิสมาร์คของอังกฤษส่งผลให้สภาพจิตใจของลูกเรือบิสมาร์คย่ำแย่ และเพิ่มความอ่อนล้าที่มากอยู่แล้วของลูกเรือ

อย่างไรก็ดี ทั้ง อาร์ค รอยัล และ รีโนวน์ โชคดีที่รอดกลับไปได้ เมื่อทั้ง 2 ลำไม่รู้เลยว่าได้เข้าเขตโจมตีของเรืออู 556 ของ เฮอเบิร์ต โวลฟ์ฟาร์ธ ซึ่งเรืออู-556 กำลังกลับจากการลาดตระเวนและได้ใช้ตอปิโดไปแล้ว


8.00 วันที่ 27 พฤษภาคม 1941 จุดจบของบิสมาร์คก็มาถึง


เรือร็อดนี่ย์ กับคิงจอร์จที่ 5 เข้าที่ระยะ 21 ไมล์ทะเล โดยเข้าทางทิศตะวันออก ซึ่งแสงแดดจากด้านหลัง ทำให้ทรรศนวิสัยของบิสมาร์คสามารถมองได้ไกลเพียง 10 ไมล์ทะเลเท่านั้น

เรือร็อดนี่ย์ หันหัวเรือไปทางทิศเหนือ เพื่อที่จะยิงในแนวตรง ในขณะที่คิงจอร์จที่ 5 จะเล่นงานบิสมาร์คจากด้านข้าง โดยทั้ง 2 ลำเริ่มยิงเมื่อ 8.47 บิสมาร์คก็ยิงตอบโต้ แต่ด้วยความที่ไม่สามารถควบคุมทิศทางได้ ทำให้ส่งผลต่อความแม่นยำในการยิง

ความเร็วที่ต่ำลง (7 น็อต) ก็ทำให้บิสมาร์คกลายเป็นเป้าอันง่ายดาย ไม่ช้า บิสมาร์คก็ถูกยิงถึง 7 ครั้ง และด้วยเรือครุยเซอร์ขนาดใหญ่ นอร์ธฟอร์ค และ ดอเซ็ทไชร์ ที่เพิ่มพลังการยิง เมื่อ 9.02 กระสุนขนาด 200 มิลฯ ก็ถูกที่ส่วนควบคุมปืนหลัก ทำให้เจ้าหน้าที่ควบคุมปืนใหญ่เสียชีวิต อดาลเบิร์ท ชไนเดอร์ ผู้ซึ่งเพิ่งได้รับเหรียญ ไนท์ ครอส เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้า จากผลงานที่จัดการจมเรือฮู้ดลงได้
 
9.08 กระสุนปืนใหญ่ของร็อดนี่ย์ โดนเข้าที่ป้อมปืนใหญ่หน้าของบิสมาร์ค, แอนตัน และ บรูโน่ ตามด้วยอีกนัดที่ทำลายหอควบคุม คร่าชีวติของนายทหารระดับสูงส่วนใหญ่บนเรือบิสมาร์ค แต่ป้อมปืนท้าย, เซซ่า และ โดร่า ยังคงทำการยิงต่อไปด้วยการบังคับด้วยมือ

9.21 โดร่า ก็ใช้การไม่ได้อีกต่อไป โดยพลปืนประจำปืน แอนตัน สามารถยิงนัดสุดท้ายได้เมื่อ 9.27

9.31 เซซ่า ยิงครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะใช้การไม่ได้อีกต่อไป โดยการยิงครั้งนี้ได้ทำลายท่อยิงตอปิโดของเรือร็อดนี่ย์ โดยการยิงของบิสมาร์คทั้งหมด พุ่งเป้าไปที่เรือร็อดนี่ย์ เรือที่เก่าที่สุด (ซึ่งคาดว่าหวังจะให้ได้ผลเช่นเดียวกับที่จมเรือฮู้ดมาก่อนหน้านี้) ซึ่งเมือพลเรือเอกเกิร์นซี่ เหตุก็กล่าวว่า "ขอบคุณพระเจ้า เขากำลังยิงไปที่ร็อดนี่ย์"


                       ภาพของเรือคิงจอร์จที่ 5

อันตรายที่ใกล้เคียงที่สุดที่เรือบิสมาร์คน่าจะทำให้เรืออังกฤษ คือเรือคิงจอร์จที่ 5 เมื่อ ไฟรเฮอ วอน มุลเลนไฮม์ ไรชเบิร์ก ซึ่งเล็งป้อมปืนด้วยมือ กำลังเล็งตรงที่คิงจอร์จที่ 5 แต่โดนยิงเข้าเสียก่อนที่จะได้ยิง  น้ำตาไหลพราก

ในที่สุด ภายใน 44 นาที บิสมาร์คก็เงียบเสียงลง ร็อดนี่ย์ตรงเข้าระยะประชิดบิสมาร์ค (ประมาณ 3 กม.) เพื่อที่จะกระหน่ำดาดฟ้าของบิสมาร์ค ในขณะที่คิงจอร์จที่ 5 ยิงกระหน่ำจากระยะไกล



บิสมาร์คยังคงแล่นต่อไปโดยไม่มีสัญญาณยอมแพ้แม้จะต้องกระเสือกกระสนอย่างไร้ทางสู้ ( ทน อึด หายห่วง  เหงื่อตก  ) อังกฤษเองก็ไม่เต็มใจที่ปล่อยบิสมาร์คไป แต่น้ำมันและกระสุนกำลังจะหมด เป็นอีกบทพิสูจน์หนึ่งว่า ยากแค่ไหนที่จะจมเรือรบในชั้นเดียวกัน แม้ว่าจะเป็นการต่อสู้ที่ได้เปรียบอย่างมาก ในที่สุดร็อดนี่ย์ กับคิงจอร์จที่ 5 ก็ถูกส่งกลับท่า

นอร์ธฟอลคใช้ตอปิโดลูกสุดท้ายยิงใส่บิสมาร์ค ดังนั้น โดเซ็ทไชร์ ก็ยิงตอปิโดขนาด 533 มิลลิเมตร เข้าใส่บิสมาร์ค ส่วนอื่นๆ ของบิสมาร์คถูกทำลายจนเกือบหมด แต่เครื่องยนตร์ยังทำงานอยู่ อย่างไรก็ดี แทนที่จะเสี่ยงให้อังกฤษยึดเรือ ผู้รอดชีวิตจากบิสมาร์คเล่าว่าได้รับคำสั่งให้จมเรือ โดยการเจาะท้องเรือ แล้วจากนั้นก็ให้สละเรือ ลูกเรือส่วนมากจมน้ำทั้งเป็น แต่ลูกเรือบางจากห้องเครื่องที่อยู่ต่ำกว่ารอดชีวิต แต่อย่างที่คาดการณ์ว่ากัปตันลินเดอร์แมนน่าจะถูกสังหารไปกับการที่สะพานเรือบิสมาร์คถูกทำลายจากกระสุน 410 มิลฯ จึงไม่เป็นที่แน่นอนว่าเขาจะสามารถให้คำสั่งจมเรือได้ แต่ผู้รอดชีวิตบางคนก็ยืนยันหนักแน่นว่า เห็นเขายังมีชีวิตอยู่จนวินาทีสุดท้ายของเรือ  ตาแป๋ว  และจมลงไปกับบิสมาร์ค

บิสมาร์คลับหายไปใต้น้ำเมื่อเวลา 10.39 ด้วยไม่ทราบชะตากรรมของเรือ ศูนย์บัญชาการกองเรือเยอรมัน ยังคงส่งสัญญาณหาบิสมาร์คอีกหลายชั่วโมง กระทั้งรอยเตอร์ ได้รายงานจากอังกฤษว่าบิสมาร์คได้ถูกจมแล้ว ในขณะที่อังกฤษเองได้ยืนยันว่าจมบิสมาร์คในตอนบ่ายของวันนั้น

ลาก่อน...บิสมาร์ค กระเสือกกระสนเหนื่อยมามากแล้ว


<a href="http://www.youtube.com/watch?v=wX3dzptu4Kk" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=wX3dzptu4Kk</a>




                          หลับชั่วนิรันดร์ในผืนทะเล


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10,09, 2016, 08:47:45 โดย giant15 » บันทึกการเข้า
10,09, 2016, 08:46:39
maxga
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,437


« ตอบ #324 เมื่อ: 10,09, 2016, 08:46:39 »

 ธุจ้า
บันทึกการเข้า
12,09, 2016, 21:07:30
mothay
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,157



« ตอบ #325 เมื่อ: 12,09, 2016, 21:07:30 »

 ธุจ้า  ปรบมือ ปรบมือ ปรบมือ
บันทึกการเข้า
13,09, 2016, 10:26:48
Thanapoom
สมาชิกใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 80


« ตอบ #326 เมื่อ: 13,09, 2016, 10:26:48 »

เย้ๆๆๆๆ Bismarck มาแล้ว
บันทึกการเข้า
13,09, 2016, 10:47:40
Thanapoom
สมาชิกใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 80


« ตอบ #327 เมื่อ: 13,09, 2016, 10:47:40 »

HMS Barham ระเบิดและจมลงสู่ทะเลหลังเจอตอร์ปิโดของเยอรมันยิงเข้าคลังกระสุน
https://www.youtube.com/watch?v=YdrISbwy_zI
บันทึกการเข้า
07,10, 2016, 02:44:05
THEE-06
สมาชิกครอบครัว
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 959


« ตอบ #328 เมื่อ: 07,10, 2016, 02:44:05 »

ห่างหายไปนานแล้วนะครับ ธุจ้า ธุจ้า
บันทึกการเข้า
07,10, 2016, 06:41:48
maxga
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,437


« ตอบ #329 เมื่อ: 07,10, 2016, 06:41:48 »

ตามมาติด ๆ ยิ้มยิงฟัน
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 20 21 [22] 23 24 ... 29   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: