GUN IN THAILAND
23,11, 2017, 07:48:59 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Google
หน้า: 1 ... 21 22 [23] 24 25 ... 27   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ปืนยูเอสอาร์มี่ 1911 และภาพเรื่องราวของประวัติศาสตร์สงคราม  (อ่าน 27415 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
07,10, 2016, 11:38:28
เสือดวง คาบดาบ
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 7,519


ความลำบากลำบน สอนคนให้รู้จักคิด


« ตอบ #330 เมื่อ: 07,10, 2016, 11:38:28 »

 โอ้ววว โอ้ววว โอ้ววว
บันทึกการเข้า

...........อย่าทำตัวเหลวไหล
...........ใช้ชีวิตอย่างมีสติ
............และหัดช่วยเหลือคนอื่นบ้าง
http://www.youtube.com/watch?v=1wBcLrdw4qI


23,11, 2016, 12:56:25
Manscg
สมาชิก
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 181



« ตอบ #331 เมื่อ: 23,11, 2016, 12:56:25 »

ช่วงนี้เงียบจัง อายนะ
บันทึกการเข้า
24,11, 2016, 09:25:51
giant15
สมาชิก
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 447



« ตอบ #332 เมื่อ: 24,11, 2016, 09:25:51 »

สวัดดีครับหายไปนาน... วันนี้มาต่อกันเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การรบและภาพประวัติศาสตร์   นั้งจองที่เลยครับ หนังยาว.. ุทุบๆ

วันนี้ยังอยู่ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝั่งยุปโรป......ขอเสนอเรื่องนายพลคนหนึ่งของเยอรมัน คนนั้นคือ....
 
ธีโอดอร์ ไอค์เคอ    อัศวินผู้ภักดีแห่งหน่วย เอส เอส โทเทนคอฟ  เหงื่อตก

ครับยังที่รู้ๆ กันนะครับเยอรมันทำสงครามและบุกประเทศต่างๆ ยอมมีนายพลที่มีชื่อเสียง หนึ่งในนั้น ธีโอดอร์ ไอค์เคอ

                           

 ตามที่ได้ติดตามอ่านมาก่อนแล้วว่า เจ้าหน่วยเอสเอสนี้มันเป็นหน่วยพิเศษของฮิตเลอร์ มีความดุดัน โหด กล้าหาญ อดทน อย่างมาก  เวียนหัว  เอส เอส โอบาร์กรุพเพนฟือเรอห์ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ (Theodor Eicke) (SS Obergruppenfuhrer - โอบาร์กรุพเพนฟือเรอห์ เป็นชั้นยศของหน่วย เอส เอส เทียบเท่าพลโท) เป็นนายทหารหน่วยเอส เอส ที่อยู่เคียงข้าง อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ มาโดยตลอด นับตั้งแต่ก่อนที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำนาซีเยอรมัน ธีโอดอร์ ไอค์เคอ เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาที่ซื่อสัตย์ต่อ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ พร้อมจะปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด แม้ว่าภารกิจนั้นจะเป็นภารกิจที่มีความเสี่ยงมากมายเพียงใดก็ตาม อีกทั้งยังเป็นผู้บัญชาการค่ายกักกัน “ดาเคา” อันลือชื่อด้านความโหดเหี้ยมและผู้บัญชาการกองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 3 โทเทนคอฟ (3rd SS Panzer Division Totenkopf) ที่มีประวัติในการรบด้วยความความห้าวหาญ เด็ดเดี่ยว จนเป็นที่เกรงขามของศัตรู

ธีโอดอร์ ไอค์เคอ เกิดเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ค.ศ.1892 ที่เมือง “ฮูดินเกน” ซึ่งขณะนั้นเป็นดินแดนของอาณาจักรเยอรมัน (German Empire) ปัจจุบันอยู่ในแคว้นอัลซาส - ลอเรนซ์ (Alsace-Lorraine) ของฝรั่งเศส เขาเป็นลูกคนเล็กจากพี่น้องทั้งหมด 11 คน  งง ของ “ไฮน์ริค  ไอค์เคอ” (Heinrich Eicke) นายสถานีรถไฟซึ่งมีฐานะอยู่ในระดับชนชั้นกลาง
ชีวิตในวัยเด็กของเขาไม่ค่อยประสบความสำเร็จในการเรียนมากนัก จนเมื่ออายุ 17 ปี ต้องออกจากโรงเรียน โดยที่ไม่สำเร็จการศึกษา( วีรบุรุษสงครามก็งี้แหละเรียนไม่ค่อยประสบความสำเร็จ )  และก่อนที่สงครามโลกครั้งที่หนึ่งจะเปิดฉากขึ้น ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ก็สมัครเข้าเป็นทหารอาสาในกรมทหารราบ บาแวเรียนที่ 23 ซึ่งมีสมญาหน่วยว่า “เคอนิช เฟอร์ดินานด์ แดร์ บุลกาเรน” (23rd Bavirian Infantry Regiment “Konig Ferdinand der Bulgaren”) ในปีค.ศ.1909 ก่อนที่ในปี ค.ศ.1914 ซึ่งเป็นช่วงที่สงครามโลกครั้งที่หนึ่งเริ่มขึ้น เขาก็ย้ายไปอยู่กรมทหารราบที่ 3 “พริ้นซ์ คาร์ล ฟอน บาเยิร์น” (3rd Infantry Regiment “Prinz Karl von Bayern”) และย้ายไปประจำการในกรมทหารราบที่ 22 “เฟอร์ส วิลเฮล์ม ฟอน เฮอเฮนซอลเลิร์น” (22nd Infantry Regiment “Furst Wilhelm von Hohenzollern”) ตามลำดับ ท้ายที่สุด ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ก็ย้ายไปรับหน้าที่สมุห์บัญชีในกองร้อยปืนกลทดแทน สังกัด กองทัพน้อยที่ 2 (II.Armee-Korps) ผลการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญ ทำให้เขาได้รับเหรียญกล้าหาญกางเขนเหล็กชั้นที่สอง (บางเอกสารระบุว่า เขาปลดประจำการออกจากกองทัพ ภายหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งสิ้นสุดลงในตำแหน่งเพียงผู้ช่วยสมุห์บัญชี)

ภายหลังจากนั้น ในปีต่อมาคือปี ค.ศ.1919 เขาก็เข้ารับการศึกษาในวิทยาลัยเทคนิคที่เมืองอิลเมอเนา (Ilmenau) แต่ก็ถูกบังคับให้ลาออก ด้วยเหตุผลทางด้านการเงินและการมีแนวคิดทางการเมืองหัวรุนแรง กระทั่งในปี ค.ศ.1920 ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ก็เข้ารับราชการเป็นตำรวจ (เอกสารส่วนใหญ่ระบุว่าดำรงตำแหน่ง “สารวัตร” (Inspector)) ที่เมือง “ทูรินเกีย”  (Thuringia) โดยสังกัดหน่วยตำรวจรักษาความปลอดภัย และหน่วยตำรวจปราบปรามอาชญากรรม ในแคว้นไรน์ ก่อนที่จะถูกปลดในปี ค.ศ.1923 เนื่องจากมีแนวความคิดทางการเมืองที่รุนแรงในการต่อต้านระบบสาธารณรัฐ

ต่อมาในวันที่ 1 ธันวาคม ค.ศ.1928 เขาก็เข้าร่วมกับพรรคนาซี (NAZI :  Nationalsozialismus ในภาษาเยอรมัน หรือ NationalSocialism ในภาษาอังกฤษ) โดยเข้าร่วมพร้อมกับ เอิร์นส์ รูห์ม (Ernest Rohm) ผู้ซึ่งต่อมาจะดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการหน่วย เอส เอ (SA) หรือ “กองพันจู่โจม : สตรุมอับไทลุง” (Sturmabteilung) ได้รับหมายเลขสมาชิกของพรรคนาซีลำดับที่ 114,901 ในช่วงแรกของการเข้าร่วมกับพรรคนาซีนั้น ธีโอดอร์ ไอค์เคอ เข้าประจำการในหน่วย เอส เอ ก่อนที่จะย้ายมาอยู่หน่วย เอส เอส (SS– Schutzstaffel) หรือหน่วยองครักษ์ของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Protection Squadron) ในวันที่ 20 สิงหาคม ค.ศ.1930 (เอกสารบางฉบับระบุว่า เขาสมัครเข้าสังกัดหน่วย เอส เอส ในวันที่ 29 กรกฎาคม ค.ศ.1930) เป็นสมาชิกหน่วย เอส เอส หมายเลข 2,921 ณ ที่แห่งนี้ ดูเหมือนว่า ไฮน์ริค ฮิมม์เลอร์ (Heinrich Himmler) ผู้นำหน่วย เอส เอส  ในขณะนั้นจะมีความนิยมชมชอบในตัวเขาอยู่มากพอสมควร จึงทำให้เขาได้รับการเลื่อนยศอย่างรวดเร็ว โดยในวันที่ 15 พฤศจิกายน ค.ศ.1931 ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ก็ได้รับการเลื่อนยศเป็น เอส เอส สตานดาร์ทเทนฟือเรอห์ (SS - Standartenfuhrer เป็นชั้นยศเทียบเท่าพันเอก) สังกัดหน่วย ฟือเรอห์ กรม เอส เอส ที่ 10 (Fuhrer 10. SS-Standarte) ก่อนที่จะปรับหน่วยเป็นหน่วย ฟือเรอห์ ที่  2 กองพลน้อย เอส เอส ที่ 10 (Fuhrer II/10.SS-Brigade)

ในห้วงเวลานี้ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ซึ่งมีฐานะเป็นองครักษ์ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำตัว อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ก็ทำการเคลื่อนไหว สนับสนุนการขึ้นสู่อำนาจของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ทั้งอย่างเปิดเผย และในทางลับ เขาได้รับคำสั่งให้วางแผนทำลายคู่แข่งทางการเมือง ที่เป็นเสี้ยนหนามกีดขวางหนทางสู่ความสำเร็จของพรรคนาซี ด้วยการเตรียมวางระเบิดศัตรูของพรรคในแคว้นบาแวเรีย (Bavaria) แต่แผนการถูกเปิดเผยเสียก่อน ทำให้ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ.1932 ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ถูกตัดสินจำคุก เป็นเวลา 2 ปี อย่างไรก็ตาม ด้วยความช่วยเหลือของพรรคนาซี และ ไฮน์ริค ฮิมม์เลอร์ เขาจึงสามารถหลบหนีไปกบดานยังประเทศอิตาลีได้ ต่อมาเมื่อ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ก้าวขึ้นสู่อำนาจ ธีโอดอร์ ไอค์เค อก็เดินทางกลับสู่เยอรมันในเดือนมีนาคม ค.ศ.1933 แต่ก็ถูกคู่แข่งในพรรคนาซีกล่าวหาว่า เป็นผู้ปัญหาทางจิตและจับเข้าไปรักษาตัวในสถานบำบัดทางจิตพร้อมๆ กับที่ ไฮน์ริค ฮิมม์เลอร์ ได้จัดตั้งค่ายกักกัน (Concentration Camp) ที่เมือง “ดาเคา” (Dachau) อย่างเป็นทางการ ซึ่งค่ายกักกันแห่งนี้ ไฮน์ริค ฮิมม์เลอร์ มีวัตถุประสงค์ชัดเจนว่า ไม่ต้องการให้เป็นเพียงเรือนจำ หรือสถานที่กักกักทั่วไป แต่ต้องเป็นค่ายกักกันที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ตามแนวความคิดของระบอบนาซีด้วย เหตุนี้จึงมีความต้องการผู้บัญชาการค่ายที่มีความสามารถเฉพาะตัว และเป็นผู้ที่ ไฮน์ริค ฮิมม์เลอร์ ไว้วางใจเป็นพิเศษ

ในที่สุด ไฮน์ริค ฮิมม์เลอร์ ก็ตัดสินใจเลือก ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ( ซาดิสห์พอกัน  ยิ้มเด้ง ) และสั่งให้ปล่อยตัวเขาออกจากสถานบำบัดทางจิต พร้อมทั้งเลื่อนยศให้เป็น เอส เอส โอบาร์ฟือเรอห์ (SS Oberfuhrer เป็นชั้นยศเทียบเท่าพันเอกพิเศษ แต่ไม่เท่าพลจัตวา) และมอบหมายภารกิจให้ปรับปรุงโครงสร้างการทำงานของระบบค่ายกักกันทั้งหมด

 ธีโอดอร์ ไอค์เคอ จึงเริ่มงานของเขาตามแนวความคิดของ ไฮน์ริค ฮิมม์เลอร์ ด้วยการขอจัดตั้งหน่วยพิเศษที่ทำหน้าที่ ผู้คุมค่ายกักกัน (GuardUnit) หรือ เอส เอส โทเทนคอฟฟาร์บานเดอ (SS Totenkopfverbande ต่อมายกระดับเป็น เอส เอส วาค์ฟาร์บานเดอ : SS Wachverbande) และในวันที่ 30 มกราคม ค.ศ.1934 ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ก็ได้รับการเลื่อนยศเป็น เอส เอส บริกาเดอฟือเรอห์ (SS Brigadefuhrer เป็นชั้นยศเทียบเท่าพลจัตวา) และดำรงตำแหน่งเป็น ผู้บัญชาการค่ายกักกัน “ดาเคา” และมีการออกแบบสัญลักษณ์ “หัวกะโหลกไขว้” (Death’s head หรือในภาษาเยอรมันเรียกว่า โทเทนคอฟ : Totenkopf) โดยติดเครื่องหมายนี้ไว้ที่ปกเสื้อของทหาร เอส เอส ที่คุมค่ายกักกันทุกคน พร้อมๆ กับมีการออกแบบเครื่องแต่งกายให้กับนักโทษด้วยเช่นกัน

               
                                หน่วยเอส เอส

บุคลิกของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ นั้น เป็นผู้ที่ต่อต้านศาสนาอย่างออกนอกหน้า เขามองว่าศาสนาคือศัตรูตัวฉกาจของระบอบสังคมนิยม ซึ่งเป็นแนวคิดพื้นฐานของพรรคนาซี ดังนั้นทหาร เอส  เอส จะต้องไม่เชื่อในหลักศาสนา แต่ต้องยึดมั่นในแนวคิดของลัทธินาซีอย่างเหนียวแน่น หน่วยทหาร เอส เอส ที่ทำหน้าที่ผู้คุมค่ายกักกันหรือ เอส เอส โทเทนคอฟฟาร์บานเดอ ตามแนวคิดของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ จะต้องเป็นหน่วยพิเศษ ที่มีความพิเศษเหนือยิ่งกว่าทหาร เอสเอส ทั้งปวง และจะได้รับคำเตือนว่า “..ทหาร เอส เอส ที่แสดงออกถึงความมีมนุษยธรรมต่อนักโทษ จะต้องได้รับการลงโทษสถานหนัก ..”  เง้ออ

           
                              ภาพนี้เป็นภาพในหนัง (เห็นเทห์ดี  หัวเราะปิดปาก )

ธีโอดอร์ ไอค์เคอ สั่งการให้กำลังพลที่ปฏิบิตหน้าที่ผู้คุมค่ายกักกันของเขา ฝึกอย่างหนักทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ ความเป็นผู้นำ และความรักหมู่คณะ ตลอดจนต้องเป็นผู้ที่ไม่มีความปราณีใดๆ ทั้งสิ้น โดยแผนการฝึกของหน่วยที่ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ กำหนดขึ้นในแต่ละเดือนนั้น กำลังพลจะถูกฝึกอย่างหนัก เป็นเวลาสามสัปดาห์ ทั้งการใช้อาวุธ การต่อสู้ด้วยมือเปล่า การเข้าตี รุก รับ ร่นถอย ตามแบบฉบับของทหารทั่วไป ตลอดจนการเป็นผู้นำหน่วยในการรบ และสัปดาห์ที่สี่ จะเป็นการฝึกทำหน้าที่ผู้คุมค่ายกักกัน พร้อมกับการปฏิบัติจริงในค่ายกักกัน

ตลอดห้วงเวลาของการฝึกทหารหน่วยนี้ จะถูกปลูกฝังความคิดตามแนวคิดของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอที่ว่า ผู้ต้องขังไม่ว่าจะเป็นใคร มีฐานะร่ำรวย หรือยิ่งใหญ่มาจากที่ใดก็ตาม เมื่อก้าวเข้าสู่ค่ายกักกัน จะถูกแปรสภาพ กลายเป็นชนชั้นที่ด้อยกว่าชนชาติเยอรมันในทันที และบุคคลเหล่านี้ คือศัตรูอย่างถาวร รวมทั้งพวกเขาจะไม่มีวันหวนกลับมาเป็นมิตรกับพรรคนาซีได้อีกเลย กล่าวง่ายๆ ก็คือ ผู้ถูกส่งเข้าค่ายกักกันนั้น คือศัตรูอันถาวรของพรรคนาซี ที่รอการทำลายล้างเพียงสถานเดียวนั่นเอง

               
                                   ค่ายกักกันของเยอรมัน

ธีโอดอร์ ไอค์เคอ สั่งการให้ปลูกฝังแนวคิดชาตินิยมสุดขั้ว ตามแบบฉบับของ “นาซี”  ให้กับกำลังพลทั้งหมด โดยการอบรมจะแบ่งออกเป็น 3 หัวข้อ
หัวข้อแรก เป็นการปลูกฝังประวัติศาสตร์ของพรรคนาซี ที่เต็มไปด้วยความน่าภาคภูมิใจ
หัวข้อที่สอง เป็นการปลูกฝังแนวคิดเรื่องชนชาติอารยัน ที่เหนือกว่าชนชาติอื่นๆ โดยหัวข้อนี้ จะเน้นความพิเศษและความน่าภาคภูมิใจ ในความเป็นชนชาติอารยันของทหาร เอส เอส ที่ทำหน้าที่ผู้คุมค่ายกักกัน หรือ เอส เอส โทเทนคอฟฟาร์บานเดอ ว่าเป็นชนชาติอารยันที่เหนือกว่าผู้ถูกคุมขังในค่ายทุกคน
ส่วนหัวข้อสุดท้ายเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด คือการวิเคราะห์อย่างละเอียดลึกซึ้งในชนชาติที่เป็นศัตรูอย่างถาวรกับพรรคนาซี เช่น ยิว บอลเชวิค และพวกที่นับถือศาสนาต่างๆเป็นต้น

รูดอล์ฟ โฮสส์ (Rudolf Hoss) ผู้บังคับการค่ายกักกันที่“ออสชวิทซ์” (Auschwitz)ได้อธิบายถึงลักษณะของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ว่า “..เขาใส่แนวความคิดที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังอย่างมาก (an antipathy) ให้กับผู้ใต้บังคับบัญชา ตลอดจนกำลังพลที่เข้ารับการฝึกเพื่อเป็นผู้คุมค่ายกักกัน มันเป็นสิ่งที่เหลือเชื่อสำหรับบุคคลภายนอก ที่จะรับรู้ถึงความเกลียดชังที่พวกเขามีต่อนักโทษทุกคนในค่ายกักกัน ..”   เหงื่อตก
แนวความคิด ที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังบนพื้นฐานของลัทธิชาตินิยมแบบสุดขั้วที่ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ปลูกฝังให้กับกำลังพลของหน่วย ทำให้ทหารของหน่วย เอส เอส โทเทนคอฟฟาร์บานเดอ กลายเป็นผู้ที่มีความเหี้ยมโหด ไร้ความปราณีในค่ายกักกัน และเป็นนักรบที่เต็มไปด้วยความห้าวหาญ เมื่อหน่วยต้องแปรสภาพจากผู้คุมค่ายกักกัน ไปสู่หน่วยรบและออกสู่สมรภูมิ ในห้วงเวลาอีกไม่นานต่อจากนี้ไป

               
                                          ไปอ่านในกระทู้ก่อนๆ นะครับ

ค่ายกักกัน “ดาเคา” ( แล้วแต่จะออกเสียงนะครับบางครั้งออกเสียงดาเชา ) ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ เริ่มเปิดรับนักโทษชุดแรกจากเรือนจำ สตาเดิลไฮม์ จำนวน 200 คน ในวันที่ 22 มีนาคม ค.ศ.1933 ค่ายนี้อยู่ทางใต้ของประเทศเยอรมัน มีพื้นที่กว้าง 300 เมตร ยาว 600 เมตร มีวัตถุประสงค์เพื่อกักกันนักโทษที่เป็นปฏิปักษ์ทางการเมืองต่อพรรคนาซี หรือ “ศัตรูของรัฐ” เป็นหลัก (Enemies of the State)
ค่ายกักกัน “ดาเคา” สามารถจุนักโทษได้กว่า 5,000 คน แต่ในช่วงหลังๆ มีนักโทษเป็นจำนวนถึง 12,000 คน ทำให้ความเป็นอยู่ แออัดยัดเยียดกันอย่างมาก โดยนักโทษที่นี่จะถูกใช้แรงงาน สำหรับโรงงานผลิตอาวุธ และด้วยการบริหารจัดการของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ทำให้ค่ายกักกัน “ดาเคา” กลายเป็นต้นแบบของค่ายกักกันอื่นๆ ของเยอรมัน รวมทั้งเป็นสถานที่ฝึกทหาร เอส เอส ที่เป็นผู้คุมค่ายกักกันต่างๆ
บริเวณทางเข้าค่ายกักกัน “ดาเคา” จะมีประตูเหล็กขนาดใหญ่ พร้อมข้อความว่า “การทำงานจะทำให้ท่านมีอิสระ”( Arbeit Macht Frei ในภาษาเยอรมัน หรือแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า Work makes you free) สำหรับขั้นตอนแรกของการรับนักโทษนั้น จะเป็นการถอดเสื้อผ้าและสิ่งของเครื่องใช้ติดตัวทุกอย่างให้เจ้าหน้าที่ของค่าย และเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดนักโทษ แม้ว่าค่ายกักกัน “ดาเคา”จะมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้คุมขังนักโทษการเมือง แต่ในระยะต่อมา ค่ายนี้ก็ถูกใช้คุมขังชาวเยอรมันเชื้อสายยิวด้วยเช่นกัน   ธีโอดอร์ ไอค์เคอ กำหนดให้แยกประเภทของนักโทษในค่ายกักกัน “ดาเคา” ออกเป็นกลุ่มย่อยๆ เช่น

นักโทษการเมืองที่ถูกจับโดยหน่วยตำรวจลับ “เกสตาโป” (Gestapo) จะติดแถบสีแดง
นักโทษอาชญากรรมโดยสันดาน หรือพวกมืออาชีพจะติดแถบสีเขียว
นักโทษคริสเตียน หรือผู้นับถือพระยะโฮวาฮ์ (Jehavah’s Witnesses) จะติดแถบสีม่วง
นักโทษพวกรักร่วมเพศ จะติดแถบสีชมพู
นักโทษหลบหนีเข้าเมืองจะติดแถบสีน้ำเงิน
ส่วนพวกนักโทษชาวยิวจะถูกติดแถบสีเหลืองและมีเครื่องหมาย“ดาวของเดวิด” (Starof David) ติดที่อกเสื้อ เป็นต้น

นับตั้งแต่เปิดค่ายกักกันแห่งนี้ในปี ค.ศ.1933 จนกระทั่งสงครามยุติลง มีนักโทษถูกคุมขังอยู่ค่ายเป็นจำนวนทั้งสิ้น 206,206 คน ในจำนวนนี้เสียชีวิต 31,951 คน ซึ่งร่างของผู้เสียชีวิตเหล่านี้ จะถูกนำไปเผาในเตาเผาศพภายในค่าย อย่างไรก็ตามแม้พฤติกรรมของทหาร เอส เอส ของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ที่เป็นผู้คุมค่ายจะเต็มไปความโหดร้ายทารุณ และไร้ซึ่งความปราณี รวมทั้งมีการขาดแคลนอาหารอย่างมากในค่ายตลอดจนสภาพความเป็นอยู่ที่ไม่มีสุขอนามัยที่เพียงพอ แต่ที่ค่ายกักกัน “ดาเคา” ก็ไม่มีการสังหารหมู่ด้วยการยิงเป้า หรือรมแก๊สเหมือนในค่ายกักกันอื่น มีเพียงการลำเลียงนักโทษจากที่นี่ไปสังหารหมู่ ด้วยการรมแก๊สในค่ายกักกันต่างๆ

ในปี ค.ศ.1934 ภายหลังจากประสบความสำเร็จในการวางระบบที่ค่ายกักกัน “ดาเคา” จนกลายเป็นต้นแบบของค่ายกักกันอื่นทั่วเยอรมันแล้ว ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ก็ปรับหน่วยคุมค่ายกักกัน หรือ เอส เอส โทเทนคอฟแฟร์บานเดอ อีกครั้ง โดยขยายหน่วยออกเป็น 5 กองพันหรือ “สตรุมบานน์” (Sturmbanne) ประกอบด้วย กองพันโอบาร์บาเยิร์น 1 (I Oberbayern),  กองพันเอลเบอ 2 (II Elbe), กองพันซาคเซน 3 (III Sachsen), กองพันออสท์ฟริสลันด์ 4 (IV  Ostfriesland) และ กองพันทูริงเงน 5 (V Thuringen)
ซึ่งทั้ง 5 กองพันนี้ ได้ถูกปรับโครงสร้างอีกครั้งในเวลาสามปีต่อมา คือปี ค.ศ.1937 โดยยุบรวมกองพันทั้งหมด และขยายกำลังพลเป็น 3 กรม (Standarten ในภาษาเยอรมันหรือ Regiment ในภาษาอังกฤษ) คือ กรมโทเทนคอฟที่ 1 โอบาร์บาเยิร์น (Totenkopf Standarte I,  Oberbayern) มีฐานและรับผิดชอบค่ายกักกันหลักที่เมือง “ดาเคา”,
กรมโทเทนคอฟที่ 2 บรานเดนบวร์ก (Totenkopf II, Brandenburg) รับผิดชอบค่ายกักกัน “บูคเคนไวลด์” (Buchenwald) ที่เมือง“โอราเนียนบวร์ก” (Oranienburg)
และกรมโทเทนคอฟที่ 3 ทูริงเกน (Totenkopf III, Thuringen) รับผิดชอบค่ายกักกัน “ซาคเซนเฮาเซน” (Sachsenhausen) ที่เมือง“แฟรงเคนเบิร์ก” (Frankenberg)

ความโหดร้ายภายใต้น้ำมือของทหาร เอส เอส ในค่ายกักกัน มีปรากฏให้เห็นอยู่ทั่วไป ตัวอย่างเช่น ค่ายกักกัน “บูคเคนไวลด์” ที่อยู่ในความรับผิดชอบของ กรมโทเทนคอฟที่ 2 บรานเดนบวร์ก เป็นค่ายกักกันที่มีวัตถุประสงค์ ในการส่งนักโทษไปยังโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ของเยอรมัน มิใช่ค่ายกักกันที่ใช้ในการสังหารหมู่ นับเป็นค่ายกักกันมีความเหี้ยมโหดอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง มีนักโทษเสียชีวิตถึงวันละ 6,000คน ทั้งจากความอดอยาก การทรมาน การทุบตี และการเจ็บป่วย ผู้รอดชีวิตรายหนึ่งเล่าถึงประสบการณ์ในการแขวนคอนักโทษผู้เคราะห์ร้ายว่า “..ในการแขวนคอนักโทษนั้น ทหาร เอส เอส ที่เป็นผู้คุม จะปรากฏตัวในชุดเครื่องแบบเต็มยศ ที่สะอาดเอี่ยม ติดเหรียญตราครบถ้วน นักโทษคนอื่นๆ จะถูกบังคับให้เข้าแถวอย่างเป็นระเบียบ เพื่อชมการประหารชีวิต จากนั้นทหาร เอส เอสจะเลือกนักโทษหนึ่งคน ให้มาทำหน้าที่ในการดึงเก้าอี้ของผู้เคราะห์ร้าย ที่กำลังจะถูกแขวนคอใช้ยืนอยู่ หากนักโทษคนนั้นไม่ยอมกระทำตามคำสั่งในการดึงเก้าอี้ ตัวเขาเองก็จะต้องขึ้นไปยืนบนเก้าอี้นั้นเพื่อถูกแขวนคอด้วยเช่นกัน .. มันเป็นสิ่งสถานการณ์ที่เลวร้ายอย่างมาก .. เมื่อเสร็จสิ้นการแขวนคอแล้ว นักโทษทุกคนจะต้องแสดงความเคารพท่านผู้นำ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์  ตามแบบฉบับของพวกนาซี ..”

นอกจากนี้ ค่ายกักกัน “บูคเคนไวลด์” ยังใช้เป็นสถานที่ทดลองทางการแพทย์ที่ขึ้นชื่อลือชาด้านความไร้มนุษยธรรม เชลยศึกรัสเซียที่ค่ายแห่งนี้ จะถูกเผาตามร่างกายด้วยสารฟอสฟอรัส เพื่อทดสอบยาสำหรับรักษาแผลไฟไหม้ ที่เยอรมันกำลังคิดค้นขึ้นเพื่อใช้ในการรักษาชาวเยอรมันที่ถูกแผลไฟไหม้จากระเบิดฟอสฟอรัสของเครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตร การเผาส่วนต่างๆ ของร่างกายเชลยรัสเซียนั้น เป็นไปอย่างโหดเหี้ยม บางครั้งบาดแผลไหม้ลึกจนถึงกระดูก จากนั้นเชลยผู้เคราะห์ร้ายเหล่านั้น ก็จะถูกทิ้งให้เสียชีวิตอย่างทรมาน ก่อนที่แพทย์เยอรมันจะทำการทดลองต่อนักโทษคนใหม่ ที่ร่างกายยังสมบูรณ์ต่อไป เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง ระหว่างการไต่สวน ก่อนที่ ไฮน์ริค ฮิมม์เลอร์ จะปลิดชีวิตตัวเอง มีการนำภาพถ่ายต่างๆ ของการทดลองด้านการแพทย์ดังกล่าวมาแสดงต่อเขา ซึ่งเขาได้ย้อนถามกลับว่า “.. ฉันต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยหรือ ..” ( เลวได้ใจ  เง้ออ )

                             
                                                 ไฮน์ริค ฮิมม์เลอร์
 
ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ไม่เพียงแต่เป็นผู้ปรับปรุงโครงสร้างค่ายกักกันของนาซีเท่านั้น เขายังเป็นเครื่องจักรกลสังหารที่ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ใช้ในการทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม หรือบุคคลที่เขาไม่ไว้วางใจ ดังเช่น เมื่อกลางปี ค.ศ.1934 เอิร์นส์ รูห์ม ผู้บัญชาการหน่วย เอส เอ มีท่าทีที่กระด้างกระเดื่อง และตั้งตนเองเป็นใหญ่เหนือ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ โดยเฉพาะการวิพากษ์วิจารณ์ว่า อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ประสบความสำเร็จในภารกิจ“ชาตินิยม” (Nationalistic) แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จด้าน “สังคมนิยม” (Socialistic) ตามแนวคิดสังคมชาตินิยมของพรรคนาซี ทำให้มีการวางแผนกวาดล้าง เอิร์นส์ รูห์มและ พลพรรค เอส เอ ของเขา โดยการกวาดล้างเปิดฉากขึ้นที่เมือง “มิวนิค” (Munich) ในวันที่ 30 มิถุนายน ค.ศ.1934 หรือที่รู้จักกันในนามว่า “ราตรีแห่งมีดยาว” (Night of the Long Knives) และใช้ชื่อการปฏิบัติการครั้งนี้ว่า “ยุทธการฮัมมิ่งเบิร์ด” (Operation Hummingbird) โดยทหาร เอส เอส จะใช้คำว่า “ฮัมมิ่งเบิร์ด” เป็นรหัสลับ ในการเริ่มการปฏิบัติกวาดล้างและสังหารฝ่าย เอส เอ ( ได้เสนอมาให้อ่านแล้ว ข้างต้น  หัวเราะปิดปาก )

ภารกิจในครั้งนี้ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ รับหน้าที่สำคัญ พร้อมกับกำลังพลหน่วย เอส เอส ที่เขาเป็นคนเลือกมาด้วยตนเอง จากค่ายกักกัน “ดาเคา” ทำการสนับสนุนทหาร เอส เอส จากหน่วย เอส เอส ไลป์สตานดาร์ทเทอ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Leibstandarte SS Adolf Hitler) ซึ่งเป็นหน่วยองครักษ์ประจำตัวของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เข้าจับกุม เอิร์นส์ รูห์ม และผู้บังคับบัญชาระดับสูงของหน่วย เอส เอ ตลอดจนบุคคลรอบข้างของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ที่แม้จะเคยฝ่าฟันอุปสรรคมาด้วยกันตั้งแต่เริ่มต้น จนกระทั่งก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง “ท่านผู้นำ” แต่หากมีความหวาดระแวงเพียงน้อยนิด โทษที่จะได้รับก็คือ “ความตาย” ทำให้การกวาดล้างเป็นไปอย่างเหี้ยมโหด ตามแนวทางการปฏิบัติของทหาร เอส เอส ที่ถูกฝึกมาให้ปฏิบัติตามคำสั่งของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์โดยปราศจากข้อโต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้น

เอิร์นส์ รูห์ม ถูกจับกุมตัวและส่งไปคุมขังที่เรือนจำ “สตาเดิลไฮม์” (Stadelheim Prison) รอการตัดสินใจในชะตาชีวิตจาก อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ในที่สุด อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ก็ตัดสินใจว่า เอิร์นส์ รูห์ม จะต้องตาย
อีกสองวันต่อมา คือในวันที่ 2 กรกฎาคม ธีโอดอร์ ไอค์เคอ และ มิเชล ลิปเพอร์ท (Michel Lippert) ผู้ช่วยของเขา ก็เข้าไปพบกับ เอิร์นส์ รูห์ม ในห้องขัง พร้อมกับวางปืนพก “บราวนิง” ไว้บนโต็ะ โดย ธีโอดอร์ ไอค์เคอ กล่าวสั้นๆ กับ เอิร์นส์ รูห์ม ว่า ให้เวลา 10นาทีในการปลิดชีพตนเอง ไม่เช่นนั้นแล้วเขาจะเป็นผู้ลงมือยิงเอง แต่ เอิร์นส์ รูห์ม เถียงว่า “ถ้าฉันจะต้องตาย ให้ อดอล์ฟ เป็นคนลงมือด้วยตัวเขาเอง” (If I am to be killed, let Adolf do it  himself)

เวลาผ่านไป 10 นาทีตามที่กำหนดไว้ โดยที่ไม่มีเสียงปืนดังขึ้นแต่อย่างใด ธีโอดอร์  ไอค์เคอ และ มิเชล ลิปเพอร์ท เดินกลับไปที่ห้องพบว่า เอิร์นส์ รูห์ม กำลังยืนรออยู่อย่างท้าทาย มิเชล ลิปเพอร์ท จึงหยิบปืนสั้นขึ้นยิง เอิร์นส์ รูห์ม ในระยะประชิด จนเสียชีวิตในที่สุด (บางเอกสารระบุว่าผู้ยิงคือ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ แต่จากคำให้การของ มิเชล ลิปเพอร์ท ในการไต่สวนหลังสงครามสิ้นสุดลงระบุว่า มิเชล ลิปเพอร์ท เป็นผู้ยิง) ผลงานในการโค่นล้มหน่วย เอส เอ ครั้งนี้ ทำให้ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ แต่งตั้ง ธีโอดอร์ ไอค์เคอ เป็นผู้ตรวจการณ์ค่ายกักกันพร้อมกับเลื่อนยศเป็น เอส เอส กรุพเพนฟือเรอห์ (SS– Gruppenfuhrer เป็นชั้นยศเทียบเท่าพลตรี) ในวันที่ 11 กรกฎาคม ค.ศ.1934

ภายหลังการรวมประเทศออสเตรียเข้ากับเยอรมันตามสนธิสัญญา “อันส์ชลูสส์”  (Anschluss) ในปี ค.ศ.1938 หน่วยต่างๆ ของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ก็ดูจะมีภารกิจล้นมือกับการควบคุมค่ายกักกันที่เปิดขึ้นใหม่ราวกับดอกเห็ด ชาวยิวและพวกคอมมิวนิสต์ ตลอดจนผู้เป็นปฏิปักษ์ต่อพรรคนาซีจำนวนมาก ถูกกวาดต้อนมายังค่ายกักกัน จนต้องขยายกำลังทหาร เอส เอส ของหน่วยคุมค่ายกักขัง หรือ เอส เอส โทเทนคอฟฟาร์บานเดอ เพิ่มขึ้นอีก 1 กรม คือ กรมโทเทนคอฟที่ 4 ออสท์มาร์ค (Totenkopf IV, Ostmark) รับผิดชอบพื้นที่เมือง “ลินซ์” (Linz) ซึ่งในภายหลังกำลังพล เอส เอส ของกรมนี้ จะเข้าปฏิบัติภารกิจในการควบคุมค่ายกักกัน “มอเธาเซน” (Mauthausen)ในออสเตรีย และเป็นค่ายกักกันอันลือชื่ออีกแห่งหนึ่งของเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่สอง และอีกไม่นานนักก็ขยายเพิ่มอีกหนึ่งกรม เป็นกรมที่ห้า นั่นคือ กรมโทเทนคอฟที่ 5, เอคฮาร์ท (Totenkopf V, Eckhardt) เพื่อเตรียมปรับกำลังจากผู้คุมค่ายกักกันไปสู่กำลังรบของกองพล เอส เอส โทเทนคอฟ

นับจากเดือนเมษายน ค.ศ.1938 เป็นต้นมา ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ก็วางระบบการจัดกำลังกรม ที่มีภารกิจคุมค่ายกักขังของเขาตามแนวทางของกองทัพบก นั่นคือ ในแต่ละกรมทั้งสี่กรมนั้น จะประกอบไปด้วยกองพัน จำนวน 3 กองพัน แต่ละกองพัน แบ่งออกเป็น 3 กองร้อยทหารราบ และ 1 กองร้อยปืนกล โดยแต่ละกองร้อยทหารราบ จะมีกำลังพลจำนวน 148 นาย ส่วนกองร้อยปืนกล จะมีกำลังพล 150 นาย รวมทั้งมีหน่วยสนับสนุนของกองพันประกอบด้วย หน่วยแพทย์ หน่วยขนส่ง และหน่วยสื่อสาร ซึ่งต่อมาในห้วงฤดูหนาวของปี ค.ศ.1939 กำลังพลทั้งหมดเหล่านี้ จะถูกจัดตั้งเป็นกองพล เอส เอส ต่างๆ ตามดำริของท่านผู้นำ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์

             

ในเดือนตุลาคม ค.ศ.1939 ไฮน์ริค ฮิมม์เลอร์ ต้องการสร้างชื่อเสียงให้กับทหาร เอส เอส จากค่ายกักกันของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี มีระเบียบวินัยสูง ตลอดจนมีแนวความคิดตามแบบฉบับของพรรคนาซี ดังนั้น กองพล เอส เอส โทเทนคอฟ (SS Division Totenkopf) จึงถูกจัดตั้งขึ้น โดยจัดกำลังพลจากหน่วย เอส เอส โทเทนคอฟฟาร์บานเดอ ของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ทั้ง 3กรม ที่ปฏิบัติหน้าที่ควบคุมค่ายกักขัง คือกรมที่ 1 โอบาร์บาเยิร์น, กรมที่ 2 บรานเดนบวร์ก และกรมที่ 3 ทูริงเกน พร้อมกับกำลังจากหน่วย เอส เอส ไฮม์แวร์ “ดานซิก” (SS Heimwehr “Danzig”) รวมทั้งมีการเลื่อนยศของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ เป็น เอส เอส โอบาร์กรุพเพนฟือเรอห์ (SS Obergruppenfuhrer เป็นชั้นยศเทียบเท่าพลโท) และดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการของกองพลเป็นคนแรก

การดึงกำลังพล ที่ทำหน้าที่ผู้คุมค่ายกักกันมาเป็นกำลังรบในกองพลที่จัดตั้งขึ้นใหม่นี้ ทำให้ตำแหน่งผู้คุมค่ายกักกันจำนวนเกือบทั้งหมด ที่ธีโอดอร์ไอค์เคอฝึกฝนมากับมือ ต้องว่างลง จึงได้มีการจัดกำลังพล เอส เอส เข้ามาเสริมในค่ายกักกัน ผู้คุมค่ายกักกันชุดใหม่นี้ส่วนใหญ่เป็นทหาร เอส เอสจากหน่วยกำลังสำรองที่มีอายุมาก และไม่มีสุขภาพที่แข็งแรงพอที่ต้องออกทำการรบในแนวหน้า หรือไม่ก็จัดจากทหาร เอส เอส รุ่นเยาว์ ที่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์ โดยมีการจัดตั้งหน่วยผู้คุมค่ายกักกันรุ่นใหม่ขึ้น มีชื่อเรียกว่า โทเทนคอฟ วาคสตรุมบานเนอ (Totenkopf Wachsturmbanne) แต่แนวทางการปฏิบัติหน้าที่ที่ไร้ความปราณีตลอดจนแนวคิดชาตินิยมสุดขั้วที่ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ วางแนวทางไว้ ก็ยังคงใช้ปฏิบัติอยู่เช่นเดิม

                     

ในช่วงแรกของกองพล เอส เอส โทเทนคอฟ นั้น แม้จะยังไม่ได้เข้าร่วมในการบุกโปแลนด์เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองเปิดฉากขึ้นก็ตาม แต่กองพล เอส เอส โทเทนคอฟ ก็เข้าสู่สมรภูมิในการรุกเข้าสู่ฝรั่งเศส ทั้งนี้เนื่องจากความพยายามในการผลักดันของ ไฮน์ริค ฮิมม์เลอร์ ที่ต้องการให้กองพล เอส เอส โทเทนคอฟ ได้พิสูจน์ฝีมือในการรบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นระลอกแรกของการเข้าโจมตี (fist-wave attack) แต่พลเอก ฟรานซ์ ฮาลเดอร์ (General Franz Halder) เสนาธิการกองทัพบกเยอรมัน ยังไม่มั่นใจในขีดความสามารถของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ และกองพลของเขา จึงจัดให้หน่วยอยู่ในส่วนกองหนุนในการรุกเข้าสู่เบลเยี่ยมและลักเซมเบอร์ก

จนกระทั่งพลเอก มักซิมิเลียน ฟรายแฮร์ ฟอน ไวช์ส (General Maximilian Freiherr von Weichs) ผู้บัญชาการกองทัพที่ 2 (2nd Army) ผู้ซึ่งเคร่งครัดในศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิค ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมความพร้อมของกองพล เอส เอส โทเทนคอฟ ภายใต้การบังคับบัญชาของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ (เป็นที่ทราบกันดีว่า ธีโอดอร์ ไอค์เคอ เป็นผู้ต่อต้านการนับถือศาสนา) เมื่อผู้บัญชาการกองทัพที่ 2 เดินทางมาถึง ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ได้บันทึกถึงลักษณะและความรู้สึกของพลเอก มักซิมิเลียน ฟรายแฮร์ ฟอน ไวช์ส ว่า “.. สีหน้าเยือกเย็นและบ่งบอกถึงความเป็นปฏิปักษ์อย่างชัดเจน ..”   เอ๋อ

ทั้งนี้ก็เพราะว่าพลเอก มักซิมิเลียน ฟรายแฮร์ ฟอน ไวช์ส ได้รับข้อมูลมาก่อนหน้านี้ว่ากองพล เอส เอส โทเทนคอฟ ไม่มีขีดความสามารถในการเคลื่อนที่ด้วยตนเอง และยังมีกำลังพลที่มีคุณภาพต่ำ อย่างไรก็ตามด้วยความเป็นทหารอาชีพของพลเอก มักซิมิเลียน ฟรายแฮร์ ฟอน ไวช์ส เมื่อได้ตรวจสอบความพร้อมรบของหน่วยจากการฝึกด้วยกระสุนจริงครบถ้วนแล้ว สีหน้าและกิริยาท่าทางของเขาก็เปลี่ยนไป ผู้บัญชาการกองทัพที่ 2 ได้เข้ามาแสดงความยินดีกับ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ พร้อมกับกล่าวว่า ทหาร เอส เอส ของกองพล เอส เอส โทเทนคอฟ มีความสมบูรณ์ของร่างกายที่ยอดเยี่ยม และพร้อมที่จะเข้าสู่สนามรบได้ทุกเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้รับการสนับสนุนหน่วยปืนใหญ่เพิ่มเติมในอนาคตอันใกล้

             

นับจากวันนั้นเป็นต้นมา กองพล เอส เอส โทเทนคอฟ ก็ถูกจัดให้ขึ้นการบังคับบัญชากับกองทัพที่ 2 ในกลุ่มกองทัพ เอ (Army Group A) ซึ่งมีผู้บัญชาการกลุ่มกองทัพคือ พลเอก เกิร์ด ฟอน รุนด์สเต็ดท์ (General Gerd von Rundstedt) โดยกลุ่มกองทัพ เอ เป็นกองกำลังหลักที่จะเข้าพิชิตประเทศฝรั่งเศส ประกอบด้วยกำลังรบถึง 45 กองพล และกองทัพน้อยรถถังถึง 3 กองทัพน้อย พร้อมรถถังและยานเกราะอีกกว่า 2,000 คัน

ในวันที่ 16 พฤษภาคม ค.ศ.1940 ธีโอดอร์ ไอค์เคอ และกองพล เอส เอส โทเทนคอฟ ก็ได้รับคำสั่งให้เคลื่อนกำลังเข้าสู่สมรภูมิ โดยเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพน้อยยานเกราะที่ 15 (XV Panzer Corps) ร่วมกับกองพลยานเกราะที่ 7 (7th Panzer Division) ภายใต้การบังคับบัญชาของพลตรี เออร์วิน รอมเมล (Erwin Rommel) กองพล เอส เอส โทเทนคอฟ เคลื่อนที่ผ่านประเทศเนเธอร์แลนด์ ลงใต้เข้าสู่ประเทศเบลเยี่ยม ใช้เส้นทางลัดผ่านเมือง “ลีเก้” (Liege)โดยปราศจากการปะทะใดๆ จนกระทั่งในวันที่ 19 พฤษภาคม เวลาประมาณ 04.00 นาฬิกาขณะที่หน่วยกำลังหยุดพักใกล้ชายแดนฝรั
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09,09, 2017, 16:21:13 โดย giant15 » บันทึกการเข้า
24,11, 2016, 09:50:38
giant15
สมาชิก
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 447



« ตอบ #333 เมื่อ: 24,11, 2016, 09:50:38 »

ภาคสองมาต่อกัน......

ผลงานในฝรั่งเศสครั้งนี้ แม้ว่าจะทำให้ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ได้รับเหรียญกล้ากางเขนเหล็กชั้นที่ 2 (Iron Cross 2nd Class) ในวันที่ 26 พฤษภาคม ค.ศ.1940 และเหรียญกล้าหาญกางเขนเหล็กชั้นที่ 1 (Iron Cross 1st Class) ในอีกห้าวันถัดมา แต่ก็ทำให้กองพล เอส  เอส โทเทนคอฟ ถูกเพ่งเล็งถึงขีดความสามารถของกำลังพลอีกครั้ง พลเอก อีริค โฮปเนอร์  (General Erich Hoepner) ของกองทัพบกเยอรมัน ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมหน่วยของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ทั้งนี้โดยส่วนตัวแล้ว อีริค โฮปเนอร์ มีแนวคิดต่อต้านทหาร เอส เอส อย่างรุนแรง และชัดเจน โดยเฉพาะการไม่คำนึงถึงชีวิตของผู้ใต้บังคับบัญชา การเผชิญหน้าระหว่าง อีริค โฮปเนอร์ และ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ เป็นไปอย่างตึงเครียด โดยเฉพาะเมื่อ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ กล่าวโต้แย้งว่า ความสูญเสียกำลังพลไม่ได้ทำให้ผลของการรบแตกต่างไปแต่อย่างใด และทหาร เอส เอส จะไม่ล่าถอยต่อหน้าศัตรูโดยเด็ดขาด อีริค โฮปเนอร์ โกรธมากจนถึงกับกล่าวกับ ธีโอดอร์ ไอค์เคอต่อหน้านายทหารฝ่ายเสนาธิการว่า “.. ไอค์เคอไม่เคยใส่ใจต่อชีวิต และความสูญเสียของผู้ใต้บังคับบัญชา ..” ก่อนเดินทางกลับ อีริค โฮปเนอร์ ถึงกับเรียก ธีโอดอร์ ไอค์เคอว่า “คนขายเนื้อ” (Butcher) หรือ “คนงานโรงงานฆ่าสัตว์” ( แหง๋ละโหดอย่างนี้ ไม่เรียกอย่างนี้จะเรียกอะไร  หัวเราะปิดปาก )

นอกจากความห้าวหาญในการรบแล้ว ทหาร เอส เอส ของกองร้อยที่ 14 สังกัดกองพล เอส เอส โทเทนคอฟ ยังนำความเหี้ยมโหดเมื่อครั้งเป็นผู้คุมค่ายกักขังติดตัวมาด้วย พวกเขาทำการสังหารโหดเชลยศึกอังกฤษ จำนวน 97 นาย จากกองพันที่ 2 กรมนอร์ฟอล์ค (Royal Norfalk Regiment) ที่เมือง เลอ พาราดิส (Le Paradis) ทำให้ชื่อเสียงด้านลบของทหาร เอส เอสแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ทั้งในกลุ่มของทหารสัมพันธมิตรและทหารกองทัพเยอรมันด้วยกันเอง

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ความเหี้ยมโหดของทหาร เอส เอสนี้ ถูกปลูกฝังมาจากแนวความคิดชาตินิยมสุดขั้วของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ตั้งแต่เมื่อครั้งพวกเขาปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้คุมค่ายกักกัน และเมื่อแปรสภาพมาเป็นกำลังรบในแนวหน้า ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ก็มักให้โอวาทต่อกำลังพลในกองพล เอส เอส โทเทนคอฟ ของเขา โดยเน้นถึงการทำลายล้างข้าศึกอย่างไร้ความปราณีอยู่เสมอว่า “.. ศัตรูของรัฐ ตลอดจนผู้บ่อนทำลายรัฐทุกคน จะต้องชำระหนี้  (liquidated) จากการกระทำของพวกเขา เพราะท่านผู้นำ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ปรารถนาให้พวกเราเหล่าทหาร เอส เอส ทำหน้าที่ในการปกป้องบ้านเกิดเมืองนอนจากศัตรูเหล่านั้น ..”

             

ภายหลังจากการรบด้านฝรั่งเศสยุติลง ชื่อเสียงความห้าวหาญของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ และกองพล เอส เอส โทเทนคอฟ เริ่มเป็นที่ยอมรับในกองทัพเยอรมัน เนื่องจากพวกเขารบอย่างกล้าหาญและบ้าบิ่น จนยอดความสูญเสียมีสูงถึง 1,140 นาย เป็นนายทหารถึง 300 นาย รวมทั้งยังสามารถจับเชลยฝ่ายสัมพันธมิตรได้ทั้งหมดกว่า 16,000 นาย จนกระทั่งในช่วงฤดูใบไม้ร่วงของปีเดียวกัน ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ก็คัดเลือกนายทหารประทวน (ยศต่ำกว่าร้อยตรี) ด้วยตัวของเขาเอง เพื่อส่งไปฝึกเป็นนายทหารที่เมือง “บาด โทลซ์ (Bad Tolz) พร้อมทั้งสั่งให้มีการฝึกกำลังพลของกองพลอย่างหนักที่เมือง“บอร์โดซ์” (Bordeaux) ประเทศฝรั่งเศส เพื่อเตรียมการบุกสหภาพโซเวียต หรือรัสเซีย โดยเฉพาะช่วงเดือนมกราคมถึง เมษายน ค.ศ.1941 การฝึกเข้มข้นมาก จนทำให้มีกำลังพลเสียชีวิตจากการฝึก 10 นาย บาดเจ็บ 16 นายและอีก 250 นาย ต้องเข้าโรงพยาบาล  เหงื่อตกดิ

ต่อมาในกลางเดือนพฤษภาคม ค.ศ.1941 ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ก็สั่งยกเลิกการลากิจ ลาป่วยทั้งหมดของกำลังพลในกองพลของเขา และออกเดินทางจากเมืองบอร์โดซ์ ในประเทศฝรั่งเศส เข้าทำการรบในแนวรบด้านสหภาพโซเวียต ในยุทธการ “บาร์บารอสซ่า”  (Barbarossa) โดยขึ้นสายการบังคับบัญชากับกลุ่มกองทัพเหนือ (Army Group North) นำโดย จอมพล วิลเฮล์ม ริทเทอร์ ฟอน ลีป (Wilhelm Ritter von Leeb) ทำการรุกโดยมีเป้าหมายอยู่ที่เมือง “เลนินกราด” (Leningrad)

และนับเป็นอีกครั้งหนึ่งที่กองพล เอส เอส โทเทนคอฟต้องมาสังกัดในกลุ่มยานเกราะที่ 4 (4th Panzer Group) ของพลเอก อีริค โฮปเนอร์ ผู้ซึ่งไม่นิยมชมชอบในตัว ธีโอดอร์ ไอค์เคอ จากการเผชิญหน้ากันในฝรั่งเศส จนสั่งให้จัดกองพลของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ เป็นกองกำลังหนุน ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับผู้บัญชาการกองพล เอส เอส  โทเทนคอฟ เป็นอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม เมื่อการรบดำเนินไป ทหารกองทัพแดงของสหภาพโซเวียตก็เริ่มฟื้นตัวและสามารถตั้งหลักได้จากการรุกแบบสายฟ้าแลบของเยอรมัน ทำให้การต่อต้านจากฝ่ายรัสเซียทวีความรุนแรงมากขึ้น กองพล เอส เอส โทเทนคอฟ ก็ถูกส่งเข้าสู่สมรภูมิที่เมือง “ดินซค์” (Dvinsk) ทางตอนกลางของลิธัวเนีย (Lithuania) ในวันที่ 27 มิถุนายน ค.ศ.1941

               

ณ สมรภูมิแห่งนี้ ทหารรัสเซียต่อสู้อย่างกล้าหาญแบบยอมตายในสนามรบ อีกทั้งฝ่ายรัสเซียยังมีรถถังคอยให้การสนับสนุนอยู่ตลอดเวลา ทำให้การรุกของกองพล เอส เอส โทเทนคอฟ ต้องหยุดชะงักลงหลายครั้ง แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ทหาร เอส เอส และธีโอดอร์ ไอค์เคอ ก็ยังต่อสู้อย่างทรหด เพื่อทำการรุกคืบหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง แม้จะต้องสูญเสียอย่างหนักหรือเคลื่อนที่ได้อย่างล่าช้าก็ตาม  เอ๋อ

การรุกยิ่งเป็นไปอย่างรุนแรงและเด็ดขาดมากขึ้น เมื่อกองทัพน้อยยานเกราะที่ 56 (LVI Panzer Corps) ของพลเอก อีริค ฟอน แมนสไตน์ (Eric von Manstein) ถูกส่งมาเป็นหัวหอกในการรบ โดยกองพล เอส เอส โทเทนคอฟ ทำหน้าที่คุ้มกันกำลังส่วนปีกของกองทัพน้อยดังกล่าว กระทั่งในวันที่ 2 กรกฎาคม ธีโอดอร์ ไอค์เคอ และทหารของเขาเคลื่อนที่ผ่านเมือง “แดคดา” (Dagda) อันเป็นพื้นที่หนองบึง ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำท่วมขัง ยากต่อการเคลื่อนที่ของยานยนต์ ตลอดจนเหมาะต่อการตั้งรับของทหารรัสเซีย

                 

                 

                 ทหาร เอส เอส ถูกซุ่มโจมตีจากกองพลปืนเล็กยาวที่ 42 ของรัสเซีย (42nd Rifle Division) ทำให้ฝ่ายเยอรมันสูญเสียทหารไปกว่า 100 นาย รวมทั้งยังถูกยิงตรึงอยู่กับที่ ซ้ำร้ายไปกว่านั้น รถถังรัสเซียก็ยังเสริมกำลังเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน จนกระทั่งฝูงบินของเครื่องบินดำทิ้งระเบิด แบบเจยู 87 สตูก้า (Ju 87  Stuka) ของกองทัพอากาศเยอรมันได้ปรากฏขึ้นเหนือท้องฟ้า และทำลายปืนใหญ่ตลอดจนรถถังของรัสเซียไปจนหมดสิ้น ทำให้ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ นำกองพลของเขาเคลื่อนที่ต่อไปได้ และสามารถยึดเมือง “โรสนอฟ” (Rosenov) ได้ในอีกสองวันต่อมา

ในวันที่ 6 กรกฎาคม ธีโอดอร์ ไอค์เคอ นำกองพล เอส เอส โทเทนคอฟ เคลื่อนที่ลึกเข้าไปในสหภาพโซเวียต จนถึงแนวสตาลิน (Stalin Line) ท่ามกลางการต่อต้านจากทหารรัสเซีย จนต้องพบกับความสูญเสียอย่างหนัก แต่ก็ยังสามารถจัดตั้งหัวหาดได้ที่แม่น้ำ “เวอลิกายา” (Velikaya) แม้ว่าจะต้องถูกระดมยิงจากปืนใหญ่อย่างหนักตลอดทั้งคืนก็ตาม ระหว่างการสู้รบในครั้งนี้ รถยนต์ของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ได้แล่นทับทุ่นระเบิดดักรถถัง จนตัวเขาเองได้รับบาดเจ็บ แต่กองพล เอส เอส โทเทนคอฟ ก็ยังคงทำการรบต่อไป  เง้ออ

โดยในวันที่ 12 กรกฎาคมสามารถรุกคืบหน้าไปถึงเมือง “ปอร์คอฟ” (Porkhov) พร้อมกับให้การสนับสนุนกองทัพน้อยยานเกราะที่ 56 อย่างต่อเนื่อง จนในวันที่ 21 กรกฎาคม พวกเขาก็เคลื่อนที่มาถึงทะเลสาบ “อิลเมน” (Ilmen) และผ่านภูมิประเทศที่เป็นป่ามืดทึบ ตลอดจนหนองน้ำที่ชื้นแฉะ การรบยิ่งถูกทำให้เลวร้ายมากยิ่งขึ้น เมื่อกลุ่มใต้ดินของรัสเซียได้ปฏิบัติการก่อกวนแนวหลังของทหารเยอรมัน เช่น ซุ่มโจมตีหน่วยทหาร
ระเบิด  สะพาน ซุ่มโจมตีขบวนลำเลียงส่งกำลังบำรุง และดักฟังสายโทรศัพท์ เป็นต้น

                

โดยเฉพาะการดักฟังสายโทรศัพท์นั้น ทำให้กลุ่มใต้ดินสามารถล่วงรู้ถึงจุดอ่อนของกองพล เอส เอส โทเทนคอฟ ได้และทำการเข้าตีทหาร เอส เอส หลายครั้ง จนได้รับความเสียหายอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังคงปฏิบัติภารกิจต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ซึ่งจากความกล้าหาญของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ในแนวรบด้านสหภาพโซเวียต ทำให้เขาได้รับเหรียญกล้าหาญกางเขนเหล็ก ชั้นอัศวิน (the Knight’s Cross of the Iron Cross) ในวันที่ 26 ธันวาคม ค.ศ.1941

อย่างไรก็ตาม ยิ่งฝ่ายรัสเซียตอบโต้รุนแรงมากขึ้นเท่าใด เมื่อทหาร เอส เอส จับกุมเชลยศึกหรือฝ่ายใต้ดินได้ ก็ยิ่งแสดงออกถึงความทารุณโหดร้ายมากขึ้นเท่านั้น มีหลายครั้งที่ทหารของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ได้ทำการสังหารหมู่เชลยศึก และสมาชิกกลุ่มใต้ดิน ตลอดจนชาวบ้านที่ให้การสนับสนุนกลุ่มต่อต้านต่างๆ จนกลายเป็นที่ครั่นคร้ามของชาวรัสเซียไปทั่ว ในขณะที่ฝ่ายรัสเซียก็แก้แค้น ด้วยการสังหารเชลยศึกเยอรมันที่เป็นทหาร เอส เอส ทันทีเช่นกัน ( มึทำกุ กุก็ทำมึได้เหมียนกัน  โมโหหน้าแดง)

ในช่วงต้นปี ค.ศ.1942 กลุ่มกองทัพกลาง (Heers gruppe Mitte ในภาษาเยอรมันหรือ Army Group Center ในภาษาอังกฤษ) รุกเข้ายึดกรุงมอสโคว์ (Moscow) เมืองหลวงของสหภาพโซเวียต ตามยุทธการ "ไต้ฝุ่น" (Operation Typhoon หรือ Taifun ในภาษาเยอรมัน) จนกระทั่งฤดูหนาวอันโหดร้ายได้สร้างความเสียหายให้กับกองทัพเยอรมันเป็นอย่างมาก พร้อมๆ กับการตอบโต้อย่างรุนแรงจากกองทัพแดงของรัสเซีย ทำให้กองทัพที่ 16 (XVI Army)  ของเยอรมัน ซึ่งประกอบด้วยกำลังทหาร 6 กองพล จำนวนกว่า 100,000 คน สังกัดกองทัพน้อยที่ 2 (II Corps) และบางส่วนของกองทัพน้อยที่ 10 (X Corps) ประกอบไปด้วยกองพลทหารราบที่ 12, 30, 32, 123, 290 (12th, 30th , 32nd, 123rd, 290th Infantry Divisions) และกองพล เอส เอส โทเทนคอฟ ต้องถอยร่นจนตกอยู่ในวงล้อมของกองทัพรัสเซียในพื้นที่เมือง "เดมแยงส์" (Demyansk : บางเอกสารออกเสียงว่า “เดเมียงส์”) และพื้นที่ใกล้เคียงระหว่างวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 20 พฤษภาคม ค.ศ.1942

การสู้รบในวงล้อม "เดมแยงส์" เปิดฉากขึ้น ในวันที่ 7 มกราคม ค.ศ.1942 เมื่อกองทัพจู่โจมของสหภาพโซเวียตจำนวน 3 กองทัพ ประกอบด้วย กองทัพจู่โจมที่ 1(1s tShock Army)  กองทัพจู่โจมที่ 3 (3rd Shock Army) และกองทัพจู่โจมที่ 4 (4th Shock Army) เป็นหน่วยหลักในการเข้าตีแนวตั้งรับของทหารเยอรมันทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือในวงล้อม "เดมแยงส์" ซึ่งอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของ พลโทวอลเธอร์ ฟอน บร็อคดอฟ (Walter Von Brockdorff) ผู้บัญชาการกองทัพน้อยที่ 2 ซึ่งขึ้นตรงกับกลุ่มกองทัพเหนือของจอมพล วิลเฮล์ม ริทเธอร์ ฟอน ลีบ (Wilhelm Ritter von Leeb)

                         

การรบในวงล้อม “เดมแยงส์” ครั้งนี้ แม้ ธีโอดอร์ไอค์เคอ และทหาร เอส เอส จากกองพล เอส เอส โทเทนคอฟ จะต่อสู้อย่างทรหด แต่ด้วยการรุกที่รุนแรงและกำลังพลที่ไม่มีขีดจำกัดด้านปริมาณของกองทัพแดง ทำให้กองพล เอส เอส โทเทนคอฟ ต้องประสบความสูญเสียอย่างหนักถึงกว่า 80% จนไม่สามารถดำรงสถานะเป็นกองพลอยู่ได้ ต้องปรับกำลังลงเหลือเป็น “หน่วยเฉพาะกิจ” หรือ“คามฟ์กรุฟ” (Kampfgruppe) โดยใช้ชื่อว่า “หน่วยเฉพาะกิจ ไอค์เคอ”(Kampfgruppe “Eicke”)

ในวันที่ 20 เมษายน ค.ศ.1942 ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ก็ได้รับการเลื่อนยศเป็น เอส เอส โอบาร์กรุพเพนฟือเรอห์ (SS-Obergruppenfuhrer เป็นชั้นยศที่เทียบเท่าพลโท) พร้อมทั้งได้รับเหรียญกล้าหาญกางเขน ชั้นอัศวินประดับใบโอ็ค (Knight's Cross of the Iron Cross with Oak Leaves) จากมือของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ซึ่งนับเป็นทหารเยอรมันคนที่ 88 ที่ได้รับเหรียญกล้าหาญชั้นสูงนี้

เมื่อกองพล เอส เอส โทเทนคอฟ ก็ได้รับอนุมัติให้ถอนกำลังออกจากวงล้อม "เดมแยงส์" ในเดือนตุลาคมของปีเดียวกัน เพื่อปรับกำลังใหม่ในประเทศฝรั่งเศส ณ เวลานี้ กองพล เอส เอส โทเทนคอฟ เหลือกำลังพลอยู่เพียง 6,000 นายเท่านั้น ส่วนกำลังพลกว่า 24,000 นาย หรือร้อยละ 80 ของหน่วยเสียชีวิตหรือบาดเจ็บจากการสู้รบในครั้งนี้ อีกทั้งยังนับเป็นการสู้รบที่หนักหน่วงที่สุดจนหน่วย เอส เอส โทเทนคอฟ แทบจะสิ้นสภาพความเป็นหน่วยรบในระดับ "กองพล" เลยทีเดียว ( โดนขนาดนั้นทั้งอด ทั้งหนาว ไม่โทรมก็ไม่รู้จะว่างัย  หัวเราะปิดปาก )

กำลังพลที่เหลือของกองพล เอส เอส โทเทนคอฟ เดินทางไปปรับกำลังใหม่ที่ประเทศฝรั่งเศส หลังจากนั้น ธีโอดอร์ ไอค์เคอ และกองพลของเขาก็ได้รับมอบภารกิจใหม่ในการเข้าควบคุมรัฐบาลวีชี่ของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นรัฐบาลหุ่นเชิดที่เยอรมันตั้งขึ้น ภายหลังการยึดครอง แต่เนื่องจากฮิตเลอร์ไม่ต้องการเสี่ยงให้รัฐบาลวีชี่ควบคุมพื้นที่ยุทธศาสตร์ จึงเข้ายึดพื้นที่ครอบครองของรัฐบาลวีชี่

ด้วยภารกิจใหม่นี้เอง ที่ทำให้กองพล เอส เอส โทเทนคอฟ ได้รับกองพันยานเกราะเพิ่มเติมอีก 1 กองพัน และยกระดับหน่วยจากกองพลธรรมดา เป็น กองพลทหารราบยานเกราะ โดยมีนามหน่วยใหม่ว่า กองพลทหารราบยานเกราะ เอส เอส ที่ 3 โทเทนคอฟ หรือ กองพล เอส เอส แพนเซอร์เกรเนเดียร์ที่ 3 โทเทนคอฟ (3.SS-Panzergrenadier-Division Totenkopf ในภาษาเยอรมันหรือ 3rd SS Panzer Grenadier Division Totenkopf ในภาษาอังกฤษ)

ต่อมา ธีโอดอร์ ไอค์เคอ และกองพลทหารราบยานเกราะ เอส เอส ที่ 3 โทเทนคอฟ ของเขาได้รับคำสั่งให้เดินทางจากฝรั่งเศส กลับเข้าสู่สมรภูมิเมือง "คาร์คอฟ" ด้านรัสเซียอีกครั้ง ในต้นเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1943 โดยกองพลของเขา ประกอบกำลังด้วยรถถังแบบ แพนเซอร์ 3 จำนวน 81 คัน รถถังแบบแพนเซอร์ 4 จำนวน 22 คันและรถถังแบบ “ไทเกอร์” อีกจำนวน  9 คันและเข้าสมทบกับกองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 1ไลป์สตานดาร์ทเทอ (1stSS Panzer Division Leibstandarte) และกองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 2ดาส ไรซ์ (2ndSS Panzer Division Das Reich) ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นหน่วยรบชั้นยอดเช่นเดียวกัน และอยู่ภายใต้การควบคุมทางยุทธการกับกองทัพน้อยยานเกราะ เอส เอส ที่ 1ของ เอส เอส โอบาร์กรุพเพนฟือเรอห์ เพาว์ หรือ พอล เฮาส์เซอร์ (SS Obergruppenfuhrer Paul Hausser : ชั้นยศ เอสเอส โอบาร์กรุพเพนฟือเรอห์ เทียบเท่าชั้นยศ พลโท)

                 

การรุกของเยอรมันเปิดฉากขึ้นในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ หน่วยยานเกราะของเยอรมันทำการรุกด้วยความเร็วสูงสุด และในห้วงวันที่ 24- 25 กุมภาพันธ์ ฝ่ายเยอรมันก็บุกเข้าเมืองคาร์คอฟ กองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 2 ดาส ไรซ์ เปิดฉากเข้าตีตรงหน้าอย่างรุนแรง ในขณะที่กองพลทหารราบยานเกราะ เอส เอส ที่ 3 โทเทนคอฟ ของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ก็รุกเข้าโอบล้อมตัดเส้นทางลำเลียง และปิดทางล่าถอย ก็ส่งผลให้กองทัพรถถังที่ 3 ของรัสเซียต้องประสบความเสียหายอย่างหนัก จนแทบจะละลายทั้งกองทัพเลยทีเดียว

แต่แล้วในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ซึ่งอยู่ที่กองบัญชาการกองพลทหารราบยานเกราะ เอส เอส ที่ 3 โทเทนคอฟ ก็ไม่สามารถติดต่อทางวิทยุกับ กรมทหารราบยานเกราะของเขาได้ (คาดว่าน่าจะเป็นกรมทหารราบยานเกราะที่ 5) ด้วยความเป็นห่วงในสถานการณ์ในแนวรบ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ จึงตัดสินใจขึ้นบินด้วยเครื่องบินตรวจการณ์แบบ ฟีเซอเลอร์ เอฟไอ 156 สตอร์ค(Fieseler Fi 156 Storch) เพื่อค้นหาหน่วยดังกล่าว
ในเวลาประมาณ 16.00 นาฬิกา เครื่องบินของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ได้บินมาถึงบริเวณหมู่บ้าน “อาร์เทลโนเย” (Artelnoje) และพบว่าหน่วยยานเกราะของเขาที่ขาดการติดต่อนั้นกำลังตกอยู่ในวงล้อมที่หมู่บ้านแห่งนี้ หลังจากบินวนสังเกตุการณ์อยู่ชั่วครู่ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ก็สั่งให้นำเครื่องบินร่อนลง โดยที่ไม่ทราบว่าหมู่บ้านอีกแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก มีหน่วยทหารรัสเซียตั้งมั่นอยู่

                 

ขณะที่นักบินนำเครื่องบืนจะร่อนลงบนพื้นที่โล่งระหว่างหมู่บ้านทั้งสอง ทหารรัสเซีย (คาดว่าน่าจะเป็นกำลังพลจากกองพลปืนเล็กยาวที่ 267 (267th Rifle Division)) ก็ระดมยิงใส่เครื่องบินของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอร าวกับห่าฝน ด้วยปืนต่อสู้อากาศยานและอาวุธนานาชนิด จนเครื่องบินตกลงสู่พื้นไฟลุกท่วม กองพันยานเกราะลาดตระเวน เอส เอส ที่ 3 (3rd SS Panzer Reconnaissance Battalion) ของเยอรมัน ซึ่งอยู่ในหมู่บ้าน นำโดยผู้บังคับกองพันคือ เอส เอส เฮาป์สตรุมฟือเรอห์ อาร์เซอลิโน มาซารี (SS Hauptstrumfuhrer Arzelino Masarie : สำหรับชั้นยศ เอส เอส เฮาป์สตรุมฟือเรอห์ นี้เทียบเท่าชั้นยศ ร้อยเอก) “อาร์เทลโนเย”เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยตลอด จึงพยายามนำกำลังพลพร้อมรถกึ่งสายพานลำเลียงพลเข้าไปช่วย พร้อมด้วยรถถังแพนเซอร์ท่ามกลางการระดมยิงอย่างหนักจากทหารรัสเซีย

จนกระทั่งรถถังแพนเซอร์ถูกยิงจากปืนใหญ่ต่อสู้รถถังได้รับความเสียหาย แต่อาร์เซอลิโน มาซารีก็สามารถนำรถกึ่งสายพานลำเลียงพลเข้าไปถึงตัวเครื่องบินที่กำลังถูกไฟลุกไหม้อยู่ และเห็นว่านักบินและผู้โดยสารอีก2คน คือ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ และนายทหารคนสนิทของเขาที่ติดอยู่ในเครื่องบินเสียชีวิตทั้งหมด ความพยายามที่จะนำร่างของผู้เสียชีวิตออกมาไม่สามารถกระทำได้ เนื่องจากทหารรัสเซียระดมยิงใส่จนยานยนต์ทุกคันได้รับความเสียหาย และต้องล่าถอยกลับไปยังที่มั่น  ( ตายสมศักดิ์ศรี เหละเป็นโจ๊ก  น้ำตาไหลพราก )

รุ่งอรุณของวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ในเวลาประมาณ 05.15 นาฬิกา อาร์เซอลิโน มาซารี ก็รวบรวมกำลังพลของเขา ประกอบด้วยรถปืนใหญ่อัตตาจรแบบ สตุก 3 (StuG III) จำนวน 2 คัน รถกึ่งสายพานลำเลียงพลอีก 3 คัน และกองร้อยรถจักรยานยนต์ (มอเตอร์ไซค์) จำนวน 2 กองร้อย กลับเข้าไปที่ซากเครื่องบินอีกครั้ง ท่ามกลางการระดมยิงของทหารรัสเซีย รถปืนใหญ่อัตตาจรสามารถทำลายปืนใหญ่ต่อสู้รถถังและสามารถขับไล่ทหารรัสเซียออกจากที่มั่นได้ เมื่อทหารเยอรมันไปถึงซากเครื่องบิน ก็พบว่าร่างของผู้เสียชีวิตถูกถอดเสื้อผ้า อาวุธและเหรียญตราต่างๆ ถูกถอดออกไปจนหมดโดยทหารรัสเซียในช่วงคืนที่ผ่านมา ซึ่งสิ่งต่างๆ ที่นำมาจากร่างของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ และผู้เสียชีวิตคนอื่นๆ ถูกพบอยู่ที่ฐานปืนใหญ่ต่อสู้รถถังของทหารรัสเซียที่พลประจำปืนล่าถอยไปหมดแล้ว

ทหารของกองพลทหารราบยานเกราะ เอส เอส ที่ 3 โทเทนคอฟ นำศพของธีโอดอร์ ไอค์เคอ กลับมาทำพิธีฝังศพอย่างสมเกียรติ และฝังร่างของเขาที่เมือง “โอเรลกา” (Orelka) ในดินแดนสหภาพโซเวียต และเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้บัญชาการกองพลผู้กล้าหาญท่านนี้ กรมทหารราบยานเกราะ เอส เอสที่ 6 ของกองพลทหารราบยานเกราะ เอส เอส ที่ 3 โทเทนคอฟ ได้ตั้งสมญานามของหน่วยว่า กรมทหารราบยานเกราะ เอส เอสที่ 6 “ธีโอดอร์ ไอค์เคอ” (6th SS Panzergrenadier Regiment “Theodor Eicke”) พร้อมทั้งจัดทำแถบแขนเสื้อเป็นชื่อของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ประดับที่ปลายแขนเสื้อเครื่องแบบของกำลังพลทุกคนในกรมอีกด้วย

ต่อมา ไฮน์ริค ฮิมม์เลอร์ ได้สั่งให้นำศพของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ มาทำพิธีฝังใหม่ที่สุสานทหารเยอรมัน “เฮเกอวาลด์” (Hegewald) ที่เมือง “ซิโทเมียร์” (Zhitomir) ในสหภาพโซเวียตและในปี ค.ศ.1944 เมื่อเยอรมันต้องล่าถอยจากดินแดนสหภาพโซเวียต ร่างของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ก็ถูกขุดขึ้นมาอีกเป็นครั้งที่ 3 เพื่อนำไปฝังในดินแดนของเยอรมัน

ธีโอดอร์ ไอค์เคอ นับเป็นนักรบชั้นอัศวินของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ อย่างแท้จริง เขาออกแบบและวางโครงสร้างค่ายกักกันของนาซีเยอรมัน ที่เต็มไปด้วยโหดเหี้ยมไร้ความปราณี และปลิดชีวิตผู้คนนับล้านคน จนกลายเป็นที่กล่าวขวัญมาจนถึงปัจจุบัน เขาฝึกฝนและปลูกฝังแนวความคิดของกำลังพล ภายใต้การบังคับบัญชาของเขาในกองพล เอส เอส โทเทนคอฟ (ภายหลังได้รับการยกระดับเป็นกองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 3 โทเทนคอฟ) ให้เป็นนักรบที่ห้าวหาญ แข็งแกร่ง ดังที่เขากล่าวอยู่เสมอว่า “.. การฝึกอย่างหนักทำให้ไม่ต้องสูญเสียเลือด อันที่จริงแล้วการฝึกหนัก ทำให้ไม่ต้องสูญเสียสิ่งต่างๆ อีกมากมาย ทั้งไม่ต้องสูญเสียความเคียดแค้น ความอับอาย และความเศร้าโศกเสียใจ ..” ส่งผลให้กองพลดังกล่าว กลายเป็นกองพลที่น่าเกรงขามที่สุดกองพลหนึ่งในสงครามโลกครั้งที่สอง ดังคำกล่าวของจอมพล อีริค ฟอน  แมนสไตน์ อัจฉริยะสงครามของกองทัพเยอรมัน ตอนหนึ่งที่ว่า

“..ฉันเคยได้รับกองพลนี้มาอยู่ในสายการบังคับบัญชาหลายครั้งหลายหน และฉันก็คิดว่ากองพล เอส เอส โทเทนคอฟ น่าจะเป็นหน่วย เอส เอส ที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่เคยร่วมรบกันมา..”


ห่างหายกันไปนาน ...ได้อ่านจนหน้ามืดละวันนี้  หัวเราะปิดปาก ขอบคุณนะครับที่เข้ามาอ่าน และ อดทนอ่าน  ธุจ้า

  <a href="http://www.youtube.com/watch?v=AmC_7WONyoY" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=AmC_7WONyoY</a>
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09,09, 2017, 16:41:17 โดย giant15 » บันทึกการเข้า
24,11, 2016, 12:11:55
badboy_2494
สมาชิกใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 69


« ตอบ #334 เมื่อ: 24,11, 2016, 12:11:55 »

ขอบคุณครับ ธุจ้า ธุจ้า ธุจ้า
บันทึกการเข้า
24,11, 2016, 12:50:07
deedoy
สมาชิกใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 11



« ตอบ #335 เมื่อ: 24,11, 2016, 12:50:07 »

พี่เจ้าของกระทู้ครับ. เพราะกระทู้นี้. ทำให้เมื่อคืน. ผมต้องนอนดึกเพราะเพลินกะการอ่านมากๆครับ. ชอบมากครับ.
บันทึกการเข้า
24,11, 2016, 20:57:51
maxga
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,369


« ตอบ #336 เมื่อ: 24,11, 2016, 20:57:51 »

รออยู่ หายไปไหนตั้งนาน ยิ้มยิงฟัน
บันทึกการเข้า
30,11, 2016, 10:45:45
mothay
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,111



« ตอบ #337 เมื่อ: 30,11, 2016, 10:45:45 »

ไม่รู้เป็นยังไง ชอบมากแนวประวัติศาสตร์  ติดตามครับ ธุจ้า ธุจ้า ธุจ้า
บันทึกการเข้า
08,12, 2016, 23:17:53
miramint111
สมาชิก
**
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 339


« ตอบ #338 เมื่อ: 08,12, 2016, 23:17:53 »

 โอ้ววว โอ้ววว โอ้ววว
บันทึกการเข้า
09,12, 2016, 09:36:39
giant15
สมาชิก
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 447



« ตอบ #339 เมื่อ: 09,12, 2016, 09:36:39 »

วันนี้ว่างขอนำเสนอเรื่องราวในประเทศของเราดีกว่า นั้่นคือสงครามระหว่างไทยกับเวียดนาม  แว่นดำ

เมื่อสิ้นสุดสงครามเวียดนามในปี พ.ศ.๒๕๑๘สหรัฐ อเมริกา ถอนทหารออกจากเวียดนามใต้ เมื่อเวียดนามเหนือชนะสงครามและรวมประเทศเวียดนามเป็นหนึ่งเดียว  ชาวเวียดนามใต้ที่ไม่ยอมรับอำนาจการปกครองของเวียดนามเหนือต่างพากันอพยพโดยทางเรือออกนอกประเทศแม้แต่การเดินเท้าเข้ามายังกัมพูชาส่วนประเทศปลายทางด้านทิศใต้และทิศตะวันตกของทะเลจีนใต้ได้แก่       ไทย  มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ชาวเวียดนามหลั่งไหลเข้ามาเป็นจำนวนมาก ด้านสถานการณ์สงครามมิได้หยุดยั้งอยู่แค่เวียดนามใต้เท่านั้น หลังจากอเมริกาต้องถอนฐานทัพที่เป็นฐานสนับสนุนการรบให้กับทหารนาวิกโยธิน ทหารบกและทหารอากาศอเมริกัน ออกจากประเทศไทย กองทัพทหารรับจ้างชาวไทยที่ร่วมรบกับทหารรัฐบาลเวียดนามใต้ ทหารรัฐบาลลาวและทหารกัมพูชาจึงต้องยุติการรบร่วมโดยสิ้นเชิง  ทำให้ทั้งรัฐบาลลาวและกัมพูชาไม่อาจต้านทานกองทัพลาวแดงและเขมรแดงที่เวียดนามสนับสนุนได้ในปี ๒๕๑๙ เขมรแดงภายใต้การนำของพอลพตและเขียวสัมพันนำกองทัพแดงยึดกรุงพนมเปญได้ ส่วนลาวเมื่อไม่มีกองทัพหนุนจากมิตรประเทศ จึงหมดทางต่อสู้เจ้าสว่างวัฒนากษัตริย์ลาวจึงถูกโค่นล้มสิ้นสุดระบอบประชาธิปไตยทั้ง สองประเทศจึงเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นประเทศในลัทธิคอมมิวนิสส์ภายใต้การสนับสนุนของเวียดนาม

                 

และจีนระหว่างที่เกิดสงครามระหว่างลัทธิคอมมิวนิสส์และประชาธิปไตยในเวียดนาม ลาว และกัมพูชานั้น ในประเทศไทย  กองทัพบก นาวิกโยธิน ตำรวจตะเวนชายแดน ตำรวจ และอาสาสมัคร ได้ทำการสู้รบปราบปรามกองทัพทหารป่าของพรรคคอมมิวนิสต์ที่ทั้งเวียดนาม จีน ลาวแดง และเขมรแดงให้การสนับสนุนอยู่อยากเข้มข้นหลายพื้นที่ในประเทศไทยเป็นพื้นที่สีแดง พคท.ได้ตั้งเขตปลดปล่อย เขตงานที่ประกอบด้วยการปกครอง การทหาร โรงเรียนการเมือง มีการเคลื่อนไหวทางหทารและมวลชน รุกหนักจากป่าสู่เมือง มีการสู้รบหนัก ซุ่มโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐ ปิดล้อมโจมตีสถานีตำรวจ ฐานทหารและตชด.หลายพื้นที่ทั้งภาคเหนือ ภาคอิสาน ภาคใต้ เช่นที่เชียงราย น่าน นครพนม สกลนคร กาฬสินธ์  เพชรบูรณ์ พิษณุโลก ตาก นครศรีธรรมราช

             

ส่วนแนวชายแดนด้านเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือและตะวันออก ที่กองทัพภาคที่๑ กองทัพภาคที่๒ กองทัพภาคที่๓ และกองกำลังนาวิกโยธิน กองทัพเรือ รับผิดชอบดูแลรักษาอธิปไตยโดยใช้กำลังจากกองพลทหารราบและกองพลนาวิกโยธิน(ขณะนั้นเป็นกรมนาวิกโยธิน)ตชด. และทหารพรานที่เป็นกำลังจากประชาชนที่ตั้งขึ้นมาใหม่  เป็นกำลังหลักในกองกำลังรายรอบประเทศตั้งแต่กองกำลังผาเมืองกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี กองกำลังสุรนารี กองกำลังบูรพา และกองกำลังจันทบุรีและตราดต้องทำหน้าที่ปกป้องการบุกรุกแนวชายแดน ที่มีแนวโน้มจะเกิดการรุกหนักจากกองกำลังภายนอกประเทศที่ประกอบด้วย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม และกองทัพจีนที่สนับสนุนกองกำลังของ พคท.ในไทย โดยให้การสนับสนุนการฝึกอาวุธอบรม การเมือง การทหารและอาวุธ   ยุทธภัณฑ์ให้กับ พรรคคอมมิวนิตส์ไทย

                 

                   ประเทศกัมพูชาภายใต้การปกครองของเขมรแดงนิยมจีนภายใต้การนำของพอลพต และเขียว สัมพัน  มีการกำจัดประชาชนฝ่ายต่อต้าน โดยจับกุมไปขังและสังหารเป็นจำนวนนับล้านคน ที่เรียกกันว่าทุ่งสังหารตั้งแต่เขมรแดงเข้าปกครองจนถึงการสังหารโหดผู้คนที่มีความคิดเห็นแตกต่าง      ทำให้ ประชาชนกัมพูชานับล้านคนอพยพหลบหนีเข้าประเทศไทยจนรัฐบาลไทยและยูเอ็น ต้องเข้าช่วยเหลือมีการตั้งศูนย์อพยพตามจังหวัดชายแดนไทยกัมพูชาหลายศูนย์ เราเรียกชาวกัมพูชาอพยพเหล่านี้ว่าเขมรเสรี

                 
                                   พอลพต                                                                                        เขียวสัมพันธ์


                     


เสรี  กองทัพเขมรแดงได้เข้าโจมตีฐานปฏิบัติการของทหารไทย และสถานีตำรวจรวมทั้งหมู่บ้านชาวไทยในจังหวัดชายแดนหลายครั้ง  เช่นที่หมู่บ้านและฐานปฏิบัติการตชด.ตำบล หาดเล็กอำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด ซึ่งในกัมพูชาเองยังมีการรวมกลุ่มชาวกัมพูชาหลายกลุ่มนำโดย ซอนซาน และกษัตริย์สีหนุ ต่อต้านรัฐบาลเขียวสัมพัน แต่ไม่สามารถต่อต้านเป็นรูปธรรมได้มากนัก ท่ามกลางความไม่ลงตัวของการปกครองกัมพูชา มกราคม ๒๕๒๑ เฮงสัมรินผู้นำเขมรแดงที่นิยมเวียดนามก็นำ กำลังกองทัพเวียดนามเข้ารัฐประหารเขียวสัมพัน  กองทัพเวียดนามใช้เครื่องบินรบแบบเอฟ ๕ ของอเมริกาจากกองทัพอากาศเวียดนามใต้ เข้าโจมตีทิ้งระเบิดจุดยุทธศาสตร์สำคัญในกัมพูชา ตามด้วยเคลื่อนกำลังรถถังจำนวนมาก บุกเข้ามาที่เมืองสำคัญ ตั้งกองกำลังและยึดไว้ จากนั้นค่อยๆกระจายจากเมืองนั้นไปเมืองนี้ทีละเมือง ๆ ประมาณ ๑๕ วัน เวียดนามยึดกัมพุชาได้ทั้งประเทศ การบุกเข้ามาในกัมพูชาในครั้งนี้ใช้กำลังมากถึง ๒๕ กองพล ทหารประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ คน

                   
                                             ซอนซาน                                                                             เจ้าสีหนุ

และรถถังจำนวนหลายร้อยคัน อีกทั้งส่งกำลังประมาณ ๖๐,๐๐๐ คนประจำการในลาวด้วย กองกำลังเวียดนามที่ร่วมมือรัฐประหารและเป็นกองกำลังพิทักษ์เฮงสัมรินเร่งเพิ่มกำลังทหารเข้าขับไล่กองทัพเขมรแดงของพอลพตออกจากพนมเปญ และเมืองต่างๆ  พลพตและกองกำลังหลายหมื่นของเขาไม่สามารถเอาชนะกองทัพเวียดนามได้จึงถอยร่นมายังแนวตะเข็บชายแดนไทยทำให้กลุ่มนี้เปลี่ยนสภาพจากเป็นรัฐบาลมาเป็นกลุ่มต่อต้านรัฐบาลของเฮงสัมริน ขณะนั้นกลุ่มต่อต้านจึงมี สามกลุ่ม ประกอบด้วย ฝ่ายสีหนุ, ซอน ซาน, และเขมรแดง (เขียว สัมพันธ์)เมื่อยึดอำนาจรัฐบาลเขมรแดงของพอลพตสำเร็จ   การปกครองกัมพูชาถูกเปลี่ยนมือเป็นเฮงสัมริน ก่อนหน้านั้นเขมรฝ่ายต่าง ๆ ก็รบกันภายใน เพื่อแย่งชิงอำนาจกันอยู่แล้ว แต่คราวนี้กลับหันหน้ามาร่วมมือกันชั่วคราวเพื่อขับไล่เฮงสัมรินและทัพเวียดนาม การต่อสู้ยังไม่รุนแรงเนื่องจากจำนวนทหารเวียดนามมีมากจนทัพเขมรแดงที่เป็นกองกำลังต่อต้านที่เข้มแข็งที่สุดไม่สามารถรุกคืบหน้าเข้ายึดเมืองต่างๆคืนจากเวียดนามได้คงถอยร่นมาติดแนวชายแดนไทย


การที่เฮงสัมรินต้องการยึดอำนาจจากพอลพต  โดยใช้กองกำลังทหารเวียดนามช่วยเหลือนั้น ด้วยศักยภาพกองทัพของพอลพตที่ปกครองประเทศอยู่นั้นหากใช้กองทัพ เวียดนามเพียงแค่ ๔ กองพลก็สามารถต่อกรกับเขมรแดงได้อย่างสบาย เพราะยังมีกองกำลังอีกจำนวนหลายหมื่นคนของฝ่ายเฮงสัมรินในกัมพูชา ซึ่งรวมแล้วมีจำนวนมากกว่ากองกำลังเขมรแดงมาก อีกทั้งยังมีอาวุธหนัก เช่น ปืนใหญ่ และรถถัง ที่เหนือกว่าทางเขมรแดงมาก     แต่เพราะเหตุใดเวียดนามถึงทุ่มกำลังเข้าประเทศกัมพูชาถึง ๒ แสนนาย  หรือเวียดนามจะใช้กัมพูชาเพื่อเป็นฐานทัพในการบุกโจมตีประเทศไทย   ขณะนั้นการสู้รบระหว่าง พคท.กับกองทัพรัฐบาลไทยในภาคเหนือ อิสานเหนือ อิสานใต้  และบางส่วนของภาคใต้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง  ทำให้ฝ่ายความมั่นคงไทยมีความหวาดระแวงเวียดนามว่าอาจอาศัยการปราบปรามเขมรแดงที่อยู่ตามแนวชายแดนไทยกัมพูชาเป็นข้ออ้างรุกล้ำดินแดนไทยและเป็นไปได้ว่าอาจร่วมมือกับ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย แยกกำลังกองทัพของไทยในความพร้อมรบที่ต้องจัดกำลังป้องกันประเทศ และต้องจัดกำลังเข้าคุ้มครองประชาชนปราบปราม กองทัพของ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นไปได้มากที่เวียดนามจะบุกเข้ายึดดินแดนไทยทั้งภาคเหนือที่ติดกับลาวภาคอิสานที่ติดกับกัมพูชา หรือที่สุดอาจขยายอิทธิพลยึดครองประเทศไทยทั้งหมด

เพื่อให้กองทัพมีความพร้อมที่จะรับมือกองทัพของเวียดนามที่พิสูจน์แล้วว่ามีความพร้อมรบที่จะรุกเข้าสู่ประเทศไทย จึงมีความจำเป็นที่กองทัพต้องทุ่มกำลังเตรียมพร้อมป้องกันประเทศอย่างเต็มที่  โดยก่อนหน้านั้นกองทัพได้เพิ่มเติมกองกำลังให้เพียงพอต่อการรับมือ กองทัพของคอมมิวนิสต์ โดยตั้งกองกำลังกึ่งทหารกึ่งพลเรือนโมเดลเดียวกับกองกำลังที่ร่วมกับสหรัฐอเมริกาเข้ารบที่ลาวและเวียดนาม เรียกว่าอาสาสมัครทหารพราน และเมื่อต้องเผชิญหน้ากับข้าศึกภายนอกประเทศ กำลังส่วนนี้เป็นส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังป้องกันชายแดน

                 

                 ปักกิ่งนั้นสนับสนุนด้านอาวุธและวิชาการ ทั้งการฝึกอบรมฝึกอาวุธ(อาวุธที่มีประสิทธิภาพสูงได้แก่ ปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลัง  ปืนเล็กเอเค๔๗ เครื่องยิงจรวดต่อต้านรถถังอาร์พีจี)ทั้งโดยตรงและผ่านลาวแดงและเขมรแดงให้กับพลพรรคของคอมมิวนิสต์ไทยมานาน มีการวางเครือข่าย ปลุกระดมและการติดต่อสื่อสารระหว่างศูนย์กลางพรรคกับเขตงานต่างๆ โดยตั้งสถานีวิทยุเสียงปักกิ่งภาคภาษาไทยเป็นกระบอกเสียง เมื่อมีความบาดหมางเกิดขึ้นระหว่างจีนที่สนับสนุนเขมรแดง พอลพต และเวียดนามที่สนับสนุนเฮงสัมริน และบาดหมางจากการที่พอลพตนำกำลังที่มีจีนสนับสนุนรุกล้ำชายแดนบุกเข้าเวียดนาม  ด้วยโอกาสที่ฝ่ายความมั่นคงไทยจะต้องจำกัดการเคลื่อนไหวของ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย.ให้ลดลง  เพื่อทุ่มเทกำลังป้องกันแนวชายแดนให้พร้อมเต็มที่  ผู้นำระดับสูงทางการทหารของไทย จึงได้ส่งนายทหารของไทยไปกรุงปักกิ่ง เพื่อเจรจากับจีน   ขอให้จีนยุติการสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งได้รับการตอบรับจากจีนเป็นอย่างดี จีนหยุดการสนับสนุนในด้านต่าง ๆ ต่อพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) มีการปิดสถานีวิทยุเสียงปักกิ่งเท่ากับการปลุกระดมและส่งข่าวสารไปยังส่วนต่างๆของเขตงาน ที่เคลื่อนไหวในไทยยากลำบากมากขึ้นการปฏิบัติทางทหารรุกหนักมีการทำลายที่ซ่องสุมในเขตงานสำคัญๆของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ส่วนทางการไทยเตรียมเปิดช่องให้มีการมอบตัวของพลพรรค พคท.ด้วยนโยบาย นิรโทษกรรมไม่เอาความผิดกับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ที่เข้ามอบตัวร่วมพัฒนาชาติไทย(ออกนโยบาย ๖๖/๒๓ ในปี๒๕๒๓) นอกจากนั้นจีนยังขายอาวุธหนักให้ไทย ซึ่งมีทั้งปืนใหญ่ รถถัง ยานลำเลียงพลหุ้มเกราะเป็นหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ที่เราเคยแต่เป็นพันธมิตรกับฝ่ายสหรัฐและยืนอยู่ตรงข้ามกับจีนเคียงข้างสหรัฐ อีกด้านหนึ่งไทยจำเป็นต้องญาติดีกับเขมรแดงเพื่อนสนิทของจีนและจีนได้ผ่านความช่วยเหลือทั้งเสบียงและอาวุธเพื่อให้เขมรแดง และเขมรเสรีผ่านการขนส่งทางทะเลผ่านต่อไปยังฐานเขมรแดงตามตะเข็บชายแดนไทยเพื่อใช้ต่อสู้กับกองทัพเวียดนามซึ่งมีโซเวียดหนุนหลังอีกที จึงทำให้กองกำลังที่จะรับมือเวียดนามนอกจากไทยแล้วยังมีเขมรแดงเป็นพันธมิตรเพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่ง แต่ก่อนอื่นจำเป็นต้องหยุดการรุกของเวียดนามให้เวียดนามคงอยู่แต่ในกัมพูชาและเวียดนามต้องลดกำลังทหารในกัมพูชาให้น้อยลงให้ได้เสียก่อน  แล้วจึงให้กองกำลังเขมรแดง และเขมรเสรีของซอนซานรบแบบกองโจรเช่นเดียวกับเวียดนามใช้กับอเมริกาจนถึงกับถอนทัพกลับ ดังนั้นภารกิจแรกที่จีนให้ความร่วมมือไทยคือแบ่งแยกกองทัพเวียดนามในกัมพูชาให้ลดน้อยลง   ฤดูแล้งของปี ๒๕๒๒ กองทัพจีนได้เคลื่อนทัพหลายแสนคนบุกเข้ามาเวียดนามทางตอนเหนือทางเมืองกวางสี   เวียดนามจำเป็นต้องใช้กองกำลังทหารในประเทศมารับมือจีนแต่ก็มีจำนวนน้อยไม่สามารถหยุดยั้งกองทัพจีนได้จึง ต้อเคลื่อนย้ายกองทัพที่ดีที่สุดของเวียดนามบางส่วนออกจากกัมพูชา เพื่อสู้รบกับจีน ส่วนกองทัพที่เหลืออยู่ในกัมพูชาก็รุกไล่กองทัพเขมรแดงและเขมรสีหนุ จนติดชายแดนไทยและบางส่วนรุกล้ำเข้ามาตามช่องทางที่เขมรแดงเคลื่อนย้ายเข้าออกประเทศไทยบริเวณที่มีค่ายอพยพซึ่งเป็นที่รวมกองกำลังเขมรแดง,เขมรเสรี และเป็นที่ส่งกำลังบำรุงทั้งอาหารและอาวุธหลังจากที่เวียดนามยึดกัมพูชาได้ ชาวกัมพูชาจำนวนหลายแสนคน อพยพเข้ามาประเทศไทย มีการตั้งค่ายผู้อพยพขึ้นเป็นไซต์ต่าง ๆ ซึ่งประชาชนกัมพูชาจะรวมกันเป็นหลายกลุ่มในหลายพื้นที่ตามแนวชายแดนไทยเช่นที่เขาอีด่างจังหวัดปราจีนบุรี(ปัจจุบันตั้งเป็น จังหวัดสระแก้ว) ค่ายอัมบึน ค่ายหนองจาน  ค่ายเคทูเขาตาง๊อก ศูนย์อพยพบ้านพญากัมพุช ฐานส่งกำลังบำรุงบ้านผักกาด ค่ายสุขสันต์จังหวัดตราด ค่ายเขาพลู ค่ายสะพานหิน ค่ายเขาล้าน  กลุ่มของเขมรแดง กลุ่มของสีหนุ ในค่ายผู้อพยพเหล่านี้ มีประชาชน ติดอาวุธ และจัดเป็นหน่วยจรยุทธ์รบนอกแบบกึ่งรบตามยุทธวิธีเข้ารบกับเวียดนามในกัมพูชา โดยการสนับสนุนด้านต่างๆเช่นเสบียง อาวุธ การฝึกอาวุธ การวางแผนการยุทธ์  จากนานาประเทศที่ต้องการหยุดยั้งการขยายอำนาจของคอมมิวนิสต์เวียดนาม-โซเวียต ด้านกองทัพเวียดนามเริ่มเคลื่อนกำลังรุกล้ำเข้ามาในเขตไทย และตั้งฐานที่มั่นตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาตั้งแต่ดินแดนติดต่อสามประเทศไทยลาวกัมพูชาอำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดศรีษะเกษ จังหวัดสุรินทร์จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดจันทบุรีและตามแนวสันเขาบรรทัดจังหวัดตราด มีการตัดเส้นทางส่งกำลังบำรุงสาย เค-๕เป็นถนนยุทธศาสตร์ในการเคลื่อนย้ายกำลัง เคลื่อนย้ายอาวุธหนักและส่งกำลังบำรุงเพื่อต้องการควบคุมแนวชายแดนไทยไว้ทั้งหมด และจำกัดการปฏิบัติการของเขมรฝ่ายต่อต้านจากไทย จนเป็นที่มาของ สมรภูมิช่องบก การรบที่ตาพระยา การรบที่โนนดินแดง ยุทธการบ้านหนองกก ยุทธการบ้านกระดูกช้าง ยุทธการบ้านชำราก และการปะทะกับกองกำลังนาวิกโยธินที่บ้านหาดเล็กจังหวัดตราด



พักแป๊บมีงานเข้า  หัวเราะปิดปาก ธุจ้า



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09,12, 2016, 09:51:07 โดย giant15 » บันทึกการเข้า
09,12, 2016, 12:42:21
giant15
สมาชิก
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 447



« ตอบ #340 เมื่อ: 09,12, 2016, 12:42:21 »

มาต่อกันครับ.... แว่นดำ

                        เหตุการณ์รบที่สามเหลี่ยมมรกต ช่องบก อ.น้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานีปะทุขึ้น เนื่องมาจากชาวกัมพูชาและกองทหารเขมรแดง และเขมรเสรีได้หลบหนีเข้ามารวมกลุ่มเป็นกองกำลังต่อต้านเฮงสัมริน โดยใช้ชื่อว่า กลุ่มกองกำลังรักชาติ ตลอดตามแนวชายแดนไทย โดยเฉพาะพื้นที่บริเวณช่องบก กลุ่มเขมรแดงหรือเขมรเขียวสัมพันธ์ ได้มารวมกลุ่มตั้งเป็นกองบัญชาการในการต่อต้านกำลังต่างชาติ และใช้เป็นที่อยู่อาศัยของประชาชนที่อพยพติดตามเข้ามา รวมประมาณ ๑๕,๐๐๐ คน ได้ทำการสร้างเส้นทางเชื่อมต่อต่างๆ ทั้งในเขตไทยและกัมพูชา เพื่อใช้เป็นเส้นทางในการส่งกำลังเข้าไปต่อต้านและทำลายกำลังทหารเวียดนามและรัฐบาลเฮงสัมรินที่ยึดครองกัมพูชา นอกจากนั้นบริเวณช่องบกยังเป็นคลังเก็บอาวุธยุทโธปกรณ์ของกลุ่มกองกำลังรักชาติ(กรช.) และเป็นที่ตั้งฐานปฏิบัติการที่สำคัญในการส่งกองกำลังเข้าปฏิบัติการรบแบบกองโจรต่อทหารเวียดนามในพื้นที่กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น  บริเวณช่องบกจึงเป็นเป้าหมายสำคัญต่อการโจมตีของกองทัพเวียดนามที่ต้องการควบคุมชายแดนไทยในด้านนี้ไว้ให้ได้อย่างเด็ดขาด เพื่อตัดการสนับสนุนและส่งกำลังบำรุงต่อเขมรแดง ซึ่งครอบครองบริเวณนั้นอยู่และเป็นการเตรียมการรุกใหญ่เมื่อถึงเวลาเพื่อยึดภาคอิสานของไทยด้วยกำลังขนาดใหญ่ ไม่ใช่ชายแดนด้านนี้ด้านเดียวยังมีพื้นที่อื่นๆที่เป็นเขตเคลื่อนไหวของเขมรแดงและเป็นที่ตั้งคลังอาวุธและเสบียงอาหารเพื่อสนับสนันกองกำลังนักรบเขมรที่ต่อต้านเวียดนามเช่นที่บ้านผักกาดอำเภอโป่งน้ำร้อนกับกรุงไพรินเมืองหลวงของเขมรแดงจนเกิดเหตุการณ์รบที่บ้านหนองกกเนินดินแดงตำบลเทพนิมิตร อำเภอโป่งน้ำร้อนของทหารนาวิกโยธินและบ้านสะพานหินอำเภอเมืองตราดการรบที่ดุเดือดของนาวิโยธินในยุทธการชำรากฐานปฏิบัติการต่อต้านเวียดนามที่ช่องบกเคลื่อนไหวทางทหารตั้งแต่เขมรแดงพ่ายแพ้ต่อกองทัพเวียดนามเฮงสัมรินจนถึง ปี๒๕๒๘ กองพลทหารราบที่๗๓๓ของเวียดนามและ กองพลทหารราบเขมรเฮงสัมริน ก็  ส่งกองกำลังเข้ามาโจมตีจนเขมรแตกถอยร่นลึกเข้ามาในเขตแดนไทย ( อ้าวเข้าบ้านเราละที่นี้  รายเนี่ย )



กำลังของเวียดนามรุกไล่เข้ามาในเขตแดนไทยบริเวณช่องบกลึกประมาณ ๕ กม.เข้า ยึดเนินสำคัญ ๆได้แก่ เนิน ๕๐๐,๔๐๘,๓๘๒ และ ๓๙๖ ของเทือก เขาพนมดงรักที่กั้นเขตแดนไทยกัมพูชา ลักษณะภูมิประเทศเป็นทิวเขาสลับซับซ้อน เป็นป่าทึบซ่อนพราง ยากแก่การตรวจการณ์ ทั้งทางพื้นดินและทางอากาศ กองทัพเวียดนามได้ตั้งฐานที่มั่น อย่างถาวรก่อสร้าง บังเกอร์เป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก มีระบบเครื่องปั่นไฟ ตั้งปืนต่อสู้อากาศยาน และจรวดต่อสู้อากาศยานเพื่อป้องกันการโจมตีของเครื่องบินรบฝ่ายไทย อีกทั้งรายล้อมด้วยฐานปืนใหญ่ขนาด ๑๒๒ม.ม.๑๐๕ ม.ม.และ๑๓๐ ม.ม.เอาไว้จำนวนมากซึ่งฐานปืนใหญ่เหล่านี้ให้การยิงสนับสนุนกองทัพเวียดนามได้ครอบคลุมทั้งในลาวและกัมพูชา ( ปืนเยอะแท้  เง้ออ )

และเวียดนามได้ดัดแปลงปราสาทพระวิหารบางส่วนเป็นฐานส่งกำลังบำรุงในเขตสูรบนี้มีทั้งคลังเสบียงและคลังอาวุธและกระสุนปืนใหญ่ ในระหว่างนั้นกองกำลังเขมรแดงได้เข้าโจมตีฐานปฏิบัติการของเวียดนามอยู่เป็นระยะมีการใช้อาวุธหนักยิงถล่มตอบโต้กันยุทธวิธีของเขมรแดงใช้วิธีรบแบบกองโจรมีปืนไร้แรงสะท้อนและ เครื่องยิงลูกระเบิดยิงสนับสนุนส่วนกองกำลังเวียดนามใช้การรบตามยุทธวิธีตั้งรับแบบเหนียวแน่นโดยดัดแปลงที่มั่นเป็นสนามเพลาะมีคูเชื่อมต่อตลอดแนวตั้งรับมีบังเกอร์แข็งแรงแบบปิดสนับสนุนด้วยรถถังปืนใหญ่เต็มอัตรา   

กองรักษาด่านรบของกองพันทหารราบเฉพาะกิจ จึงรายงานให้กองกำลังสุรนารีทราบถึงการรุกล้ำอธิปไตย   เนื่องจากเวียดนามยึดที่หมายทางทหารที่มีภูมิประเทศสูงข่ม ซึ่งแนวโน้มจะมีการใช้เป็นที่ตั้งถาวรสนับสนุนการปฏิบัติการทางทหารลึกเข้ามาในประเทศมากขึ้น จึงจำเป็นที่ทางกองทัพไทยต้องเร่งผลักดันฐานทัพของเวียดนามให้พ้นแผ่นดินไทยให้ได้ในเร็ววัน



ปลายปีพ.ศ. ๒๕๒๙ใน เดือนตุลาคม   กองกำลังสุรนารีในฐานะกองกำลังป้องกันประเทศที่รับผิดชอบพื้นที่ ได้สั่งให้กรมทหารราบเฉพาะกิจที่๑๖(กรมทหารราบที่ ๑๖ ค่ายบดินทรเดชา จังหวัดยโสธร) ผลักดันกองกำลังเวียดนามเฮงสัมรินที่รุกล้ำอธิปไตยของไทย โดยใช้กองพันทหารราบเฉพาะกิจที่๑๖๒ กองกำลังทหารพราน ร้อยลาดตระเวนระยะไกลและกองพันทหารปืนใหญ่เป็นส่วนยิงสนับสนุนการผลักดันครั้งนี้ ปฏิบัติการเข้าตีเริ่มขึ้นในระหว่างเดือนม.ค.-ก.พ.๒๕๓๐  กองกำลังเวียดนามได้ดัดแปลงที่มั่นแข็งแรงบริเวณเนิน๓๙๖ เนิน ๓๘๒ เนิน ๔๐๘ และเนิน ๕๐๐ ในแต่ละที่มั่นสามารถเกื้อกูลซึ่งกันและกัน  ประกอบกับภูมิประเทศเป็นเขาสูงชันป่ารกทึบ   เมื่อครั้งเขมรแดงถอยร่นออกจากพื้นที่ที่ตั้งฐานปฏิบัติการซึ่งก็คือเนินต่างๆเหล่านี้ มีการวางกับระเบิดที่ผลิตจากจีนป้องกันกำลังทหารเวียดนามเข้าโจมตี ครั้น เวียดนามเข้าตีขับไล่เขมรแดงไปได้ก็ได้วางกับระเบิดซึ่งเป็นชนิดใหม่ มีขนาดเล็ก ไม่ต้องใช้การฝังแบบปกติ แต่เป็นลูกเล็ก ๆ ซึ่งทางเวียดนามจะส่งกองกำลังแทรกซึมเข้ามาเป็นชุดเล็ก ๆ นำระเบิดมาวางตามแนวป่า และพงหญ้า เมื่อเสร็จก็ถอนกำลังออกไปอย่างรวดเร็ว ระบิดแบบนี้ไม่ทำให้ถึงตาย แต่ทำให้ทหารที่เหยียบขาขาดไปเกือบถึงหัวเข่า ซึ่งมีทหารจำนวนมากที่บาดเจ็บจากกับระเบิดชนิดนี้ ฝ่ายเราต้องรุกจากที่ต่ำไปยังที่สูง



ประสบความยากลำบากในการเคลื่อนที่ และการดำเนินกลยุทธ์ เข้าสู่ที่หมายและต้องเผชิญกับการระดมยิงด้วยอาวุธหนักโดยเฉพาะปืนใหญ่๑๒๒ ม.ม. ๑๐๕ม.ม.และ๑๓๐ ม.ม.ที่มีฐานยิงทั้งจากด้านประเทศลาวและกัมพูชาโดยทำการยิงสนับสนุนการตั้งรับเป็นชุดๆ ครั้งละ ๕๐นัด ถึง ๒๐๐นัดโดยที่การยิงต่อต้านปืนใหญ่ของฝ่ายเราที่ต้องยิงทำลายฐานปืนใหญ่เวียดนามไม่สามารถยิงได้เนื่องจากอยู่ไกลกว่าระยะยิง  ขณะที่ปืนใหญ่๑๐๕ม.ม.ของฝ่ายเราที่ใช้สนับสนุนกองพันเข้าตีใช้วิธีลากยิงหากยิงแล้วตั้งอยู่กับที่  เรดาห์ค้นหาเป้าหมายของเวียดนามจับทิศทางได้จะโดนยิงสวนกลับภายในไม่เกิน๕นาที ส่วนบนภูมิประเทศที่เป็นพื้นที่ป่ารกทึบสลับเนินเขาเต็มไปด้วยกับระเบิด  ทำให้กำลังพลเหยียบกับระเบิดบาดเจ็บเป็นจำนวนหลายคน ด้านเครื่องยิงลูกระเบิดและปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลังที่ตั้งในที่สูงข่มสามารถตรวจการการรุกคืบหน้าของฝ่ายไทยได้อย่างชัดเจน ก็ระดมยิงจนทหารไทยไม่สามารถรุกคืบหน้าไปได้ สามารถเข้าประชิดที่หมาย เนิน ๓๘๒ในระยะ ๓๐๐ เมตร   ส่วนด้านเนิน ๔๐๘ สามารถดำเนินกลยุทธ์ จนถึงระยะ ๑๐๐ เมตร




เนื่องจากลักษณะที่หมายเป็นที่มั่นดัดแปลงแข็งแรง และมีการวางทุ่นระเบิดกับระเบิดอย่างหนาแน่น ได้มีการกู้กับระเบิดได้ถึง ๓,๐๐๐ลูก ระหว่างการเข้าตีพร้อมทั้งยังถูกอาวุธยิงสนับสนุนยิงตัดรอนตลอดเวลามีการสูญเสียกำลังพล  การส่งข่าวของวิทยุสื่อสารถูกข้าศึกจับคลื่นได้มีการลวงเลียนและส่งคลื่นรบกวนไม่สามารถใช้วิทยุสื่อสารได้ดี   น้ำใช้ในภูมิประเทศก็ไม่สามารถใช้ได้ด้วยพบการโปรยสารพิษทุกลำธาร  จากการสูญเสียทำให้ฝ่ายเราต้องถอนกำลังมาปรับกำลังเพื่อจะทำการเข้าตีใหม่ ครั้งที่๒แต่สถานการณ์ก็เป็นแบบเดิม จนต้องถอยลงมาอีกครั้ง ในวันที่ ๒๘ ก.พ.๒๕๓๐จึงได้รับการเพิ่มเติมกำลังจาก กองพันทหารราบที่ ๓ กรมทหารราบที่ ๖ ในระหว่างการรุกคืบหน้ามีการปะทะอย่างหนักกับกองทัพเวียดนามจนถึงวันที่ ๒๕ มี.ค.๒๕๓๐กองพันทหารราบที่๓กรมทหารราบที่๖ เข้าตีต่อที่หมายเนิน ๓๘๒ คือ ทิศทางด้านหน้า ทางด้านปีกซ้ายและปีกขวา ฝ่ายเราถูกต้านทานอย่างหนัก ทั้งอาวุธวิถีตรงและอาวุธวิถีโค้ง กำลังทางด้านซ้ายเข้าตะลุมบอนกับข้าศึก โดยการรบประชิดด้วยการยิงปืนเล็กและใช้เครื่องฉีดไฟ ข้าศึกจึงได้ถอนตัวออกจากที่มั่นไปยังหลังเนินวางกำลังในแนวตั้งรับอีกแนว และได้ทำการยิงต่อต้านฝ่ายเราอย่างรุนแรงและหนาแน่น ทำให้ฝ่ายเราประสบความสูญเสียจำนวนมาก



จึงให้ฝ่ายเราวางกำลังดัดแปลงที่มั่นและควบคุมที่หมายเอาไว้ ผลการปฏิบัติครั้งนี้ทำให้ฝ่ายเราสามารถยึดที่หมายได้บางส่วน  ทางด้านที่หมายเนิน ๔๐๘ กองพันทหารราบที่๒กรมทหารราบที่๑๖  ใช้กำลัง ๘ ชุดปฏิบัติการจากกองร้อยทหารราบ และ ๔ ชุดปฏิบัติการจากกองร้อยลาดตระเวนระยะไกล แทรกซึมโอบล้อมทางด้านขวา(ทิศตะวันตก) เนิน ๔๐๘ แล้วรวมกำลังเข้าดำเนินกลยุทธ์ต่อที่หมาย บก.ร้อย ๙ ของข้าศึกในวันที่ ๒๕ มีนาคม ชุดปฏิบัติการขนาดเล็กทั้ง ๑๒ ชุด ได้ดำเนินกลยุทธ์เข้าสู่ที่หมายอย่างจู่โจม สามารถสังหารข้าศึกได้ในบังเกอร์ ๓ ศพ  และยึดอาวุธยุทโธปกรณ์ได้จำนวนมาก

ในขณะเดียวกันฝ่ายเราได้วางกำลังซุ่มโจมตีเส้นทางระหว่างปากช่องบกกับที่หมาย บก.ร้อย.๙ สามารถสังหารข้าศึกได้อีก ๑๒ ศพ หลังจากฝ่ายเรายึดที่หมายบก.ร้อย.๙ ได้ ฝ่ายเราได้ถูกระดมยิงจากอาวุธหนักของฝ่ายตรงข้ามอย่างหนักทำให้ไม่สามารถควบคุมและต้านทานไว้ได้ ประกอบกับด้านหน้าเนิน ๔๐๘ ได้ใช้ กำลังชุดปฏิบัติการขนาดเล็ก  ของ ๓ กองร้อยทหารพรานจู่โจมดำเนินกลยุทธ์ต่อเข้าตีที่หมายเนิน ๔๐๘ได้พยายามเข้าตีถึง ๓  ครั้ง แต่ก็ถูกต้านทานอย่างหนัก



ฝ่ายเราสามารถเคลื่อนที่เข้าใกล้ที่หมาย เหลือระยะประมาณ ๘๐ –๑๐๐ เมตร จะถูกฝ่ายตรงข้ามระดมยิงด้วยอาวุธทุกชนิดด้วยความแม่นยำและยิงอย่างต่อเนื่องทำให้ฝ่ายเราได้รับการสูญเสียเป็นจำนวนมาก จึงต้องถอนตัวออกจากการรบ เพื่อทำการส่งกลับผู้บาดเจ็บต่อไปในการกลับไปกู้ศพทหารหาญที่สละชีวิตบนผืนแผ่นดินไทยแต่เป็นที่มั่นของข้าศึก กลับได้พบกับข้อความภาษาไทยอย่างเย้ยหยันว่าให้เอากรมทหารราบที่ ๒๓ มาเจอกัน(สาเหตุที่พบข้อความนี้น่าจะมาจากเหตุการณ์ที่พล.ร.๗ กรม.ร.๗๓๓ของเวียดนาม กองพลนี้ที่กำลังรุกล้ำชายแดนไทยที่ช่องบก ขณะนั้นได้รุกล้ำอธิปไตยด้านอำเภอสังขะและอำเภอบัวเชดจังหวัดสุรินทร์พัน.ร.ฉก.๒๓๑ ของกรมทหารราบที่๒๓ เข้าผลักดันสามารถสังหารทหารเวียดนาม และยึดยุโธปกรณ์ได้เป็นจำนวนมากจึงสร้างความโกรธแค้นต้องการแก้แค้นในการรบครั้งนี้ที่เวียดนามเตรียมการณ์เป็นอย่างดี การต่อสู้ยังไม่ยุติตราบใดที่กองทัพต่างชาติยังยึดอยู่บนแผ่นดินไทย



๑ เม.ย.๒๕๓๐ กองทัพภาคที่ ๒  จัดตั้ง ทก.ยุทธวิธี บริเวณริมถนนทางไปอำเภอน้ำยืนห่างพื้นที่การรบ ๓๐ ก.ม. เพื่อควบคุม และอำนวยการยุทธ์ในพื้นที่โดยพล.ท.อิสระพงศ์  หนุนภักดีแม่ทัพภาคที่๒ สั่งการให้เข้าตีเนิน ๔๐๘ เนิน๓๘๒ เนิน๕๐๐เพื่อยึดที่หมายผลักดันข้าศึก ใน ๓ ทิศทางโดยทิศทางหลักใช้กำลังผสมกำลังจากกรมทหารพรานที่ ๒๖ และกรมทหารพรานที่ ๒๑ เข้าตีทางทิศตะวันตกของเนิน ๕๐๐ และใช้กำลังอีก ๓ กองร้อยทหารราบ เข้าตีทิศทางรองทางด้านทิศตะวันออก  และทิศเหนือของที่หมายสนับสนุนด้วย ปืนใหญ่ และกำลังทางอากาศ ก่อนกำหนดเข้าตีที่หมายฝ่ายเราได้ส่งชุดลาดตระเวนหาข่าวเป็นชุดจากร้อยลาดตระเวนระยะไกลโดยมีทหารเขมรเสรีที่เคยยึดครองพื้นที่บริเวณนี้มาก่อนเป็นผู้นำทางเพื่อหาข่าวบริเวณที่หมายเพื่อทำแผนเข้าตีให้สมบูรณ์ ชุดลว.เหล่านี้ต้องบาดเจ็บล้มตายไปมากโขอยู่ด้วยกับระเบิดและปืนใหญ่ที่ระดมยิงเมื่อกับระเบิด เกิดระเบิดขึ้น    หลังจากเตรียมการเข้าตีจนพร้อมแล้วการยิงเตรียมด้วยปืนใหญ่ ๖ กองร้อยใช้กระสุนเป็นหมื่นนัดตั้งแต่๐๕๐๐ ก็เริ่มต้นขึ้นใช้เวลา๒๐นาที หลังยิงเตรียมเสร็จสิ้นลง  เช้าตรู่ของวันที่ ๑๔ เม.ย.๒๕๓๐ กำลังฝ่ายไทยทำการเข้าตีที่หมาย เนิน ๔๐๘,๕๐๐,๓๘๒ โดยพร้อมกันแต่การรุกเป็นไปอย่างช้าๆเพราะต้องคอยหยุดหน่วยกู้กับระเบิดไปตลอดทางกว่าจะผ่านได้๑๐๐เมตรใช้เวลาเป็นชั่วโมงและเป็นทางขึ้นเนินบีบไปหาบังเกอร์ตรวจการณ์ด้านหน้าที่ข้าศึกคอยต้อนรับด้วยปืนกลและขอยิงด้วยปืนใหญ่ ในขั้นต้นฝ่ายไทยสามารถเข้าถึงเนิน๔๐๘ และเนิน๓๘๒ โดยได้รับการต้านทานเป็นระยะๆ จากกำลังส่วนระวังป้องกันของเวียดนามส่วนกำลังหลักของเวียดนามได้ถอนตัวไปก่อนแล้วเมื่อเข้าถึงที่หมายได้ขณะสถาปนาที่มั่นตั้งรับปืนใหญ่ของฝ่ายเวียดนามก็ระดมยิงจนไม่สามารถดัดแปลงที่มั่นตั้งรับได้ไม่นานกำลังเวียดนามระลอกแรกก็ ได้ทำการตีโต้ตอบ โดยมี ปืนใหญ่ เครื่องยิงลูกระเบิด และ ปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลังสนับสนุนอย่างใกล้ชิดเวียดนาม ใช้กำลังเข้าตีโต้ตอบ เป็นละลอก และต่อเนื่อง ฝ่ายไทยซึ่งมีเวลาจำกัดในการดัดแปลงที่มั่น ขาดความหนุนเนื่อง ในการส่งกำลัง เส้นทางยากลำบาก ไม่สามารถต้านทานได้



วันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๓๐ จึงทำการถอนกำลังออกจากเนิน๔๐๘และเนิน๓๘๒กลับมาที่รวมพลบริเวณถ้ำบอน  ห่างจากที่หมายทางทิศเหนือ ประมาณ ๔ กิโลเมตร  เพื่อทำการปรับกำลังและลำเลียงผู้บาดเจ็บซึ่งส่วนใหญ่เสียชีวิตจากกระสุนปืนใหญ่ ทั้งทหารราบ และทหารพรานเป็นร้อยคนและศพเพื่อนทหารอีก๔๕ นายลงไปแนวหลังที่ทก.ยุทธวิธี ส่วนด้านเนิน๕๐๐ก็เช่นเดียวกัน กรมทหารพรานที่๒๖สามารถเจาะเส้นทางกู้กับระเบิดจนเข้าตีถึงหน้าที่มั่นแต่ต้องพบกับห่ากระสุนปืนใหญ่ที่ปืนใหญ่ฝ่ายเราไม่สามารถต่อต้านได้สำเร็จมีทหารพรานเสียชีวิตที่ เนิน๕๐๐ไม่สามารถกู้ศพมาได้ ๕ นาย การ ประเมินกำลังของข้าศึกจากการเข้าตีทั้งสองห้วงเวลาแล้วประสพความล้มเหลวไม่สามารถผลักดันข้าศึกได้ การเข้าตีครั้งต่อไปหากใช้ยุทธวิธีเดิมความสูญเสียจะเกิดขึ้นอย่างมากโดยการสูญเสียจากกระสุนปืนใหญ่ เพราะข้าศึกตั้งรับในที่มั่นแข็งแรงบนที่สูงข่มการยิงเตรียมไม่สามารถตัดรอนกำลังข้าศึกให้อ่อนลงได้ เนื่องจากข้าศึกอยู่ในหลุมบุคคลปิดด้วยท่อนซุงเสริมมูลดินส่วนที่บังคับการเป็นบังเกอร์คอนกรีตเสริมเหล็ก  ขณะดำเนินกลยุทธ์ต้องผ่าดงกับระเบิดที่เวียดนามส่งหน่วยลาดตระเวนมาวางดักเอาไว้อย่างหนาแน่นเมื่อต้องหยุดหน่วยจะถูกโจมตีด้วยเครื่องยิงลูกระเบิดและปืนใหญ่สนาม เมื่อเข้าตีตรงหน้าของแนวปะทะแรกซึ่งเป็นบังเกอร์แรกของชุดตรวจการณ์หน้า(ที่ฟังการณ์ในเวลากลางคืน)หากเวียดนามสู้ฝ่ายไทยไม่ได้จะถอนตัวลงคูวิ่งเข้าแนวตั้งรับวงถัดไป เพื่อลดการสูญเสียเวียดนามจะถอนตัวไปที่รวมพลก่อนรบแตกหักเมื่อไทยยึดที่หมายได้เวียดนามที่เตรียมยิงทำลายบนที่ตั้งตนเองเอาไว้โดยเตรียมหลักฐานเอาไว้ก่อนที่ไทยจะเปิดการโจมตี จะยิงพร้อมกัน ณ ที่หมายด้วยปืนใหญ่ทุกชนิด ซึ่งสร้างความสูญเสียกับทหารไทยอย่างมาก การศึกครั้งนี้ไม่ใช่เราเข้าตีฝ่ายเวียดนามอย่างเดียว ฝ่ายเวียดนามก็เข้าตีฝ่ายเราเช่นเดียวกันขณะที่กองร้อนอาวุธเบาของเราอยู่ในที่ตั้ง เนิน ๔๓๖ ด้านปีกขวาเนิน๕๐๐ของกองพันเวียดนามที่๗เวียดนามก็รุกเข้าตีหลายครั้งโดยเข้าตีเป็นระลอกทั้งคืนแม้โดนระเบิดเคโมตายคาลวดหนามก็ไม่ถอยเสริมกำลังเข้าตีจนเราไม่ได้หลับได้นอนตั้งฐานอยู่มีแต่สูญเสียหลายวันเข้าต้องถอนกำลังออกมา สรุปว่าเราต้องรบทั้งรุก ทั้งรับแต่หัวใจของการแพ้ชนะอยู่ที่ปืนใหญ่ดังนั้นเมื่อทราบยุทธวิธีของข้าศึกฝ่ายยุทธการจึงปรับแผนเข้าตีโดย ต้องทำลายที่ตั้งปืนใหญ่ข้าศึกให้ได้ ต้องเข้าตีที่หมายแบบมีที่กำบังและพร้อมตั้งรับในที่กำบังเมื่อหยุดหน่วยนั่นก็คือใช้การรบแบบป้อมค่ายที่เคยใช้ในการรบที่เขาค้อสำเร็จมาแล้ว

ส่วนน้ำในพื้นที่ห้ามใช้อย่างเด็ดขาด การส่งกำลังในแนวหลังจัดวางการป้องกันอย่างรัดกุมการระวังป้องกันใช้ทหารพรานลาดตระเวนรบ และซุ่มโจมตีจนสามารถครองอิทธิพลในพื้นที่การรบตรึงข้าศึกให้ตั้งรับบนฐานที่มั่น เมื่อได้เวลา น หมู่ปืนเล็ก และชุดปฏิบัติการของทหารพรานของส่วนเข้าตีหลักและส่วนเข้าตีสนับสนุนที่กระจายเต็มเส้นหลักการรุก     ก็รุกคืบหน้ามุ่งสู่ที่หมาย พร้อมยิงสนับสนุนด้วยเครื่องยิงลูกระเบิดและ ปืนใหญ่สนาม ทั้งหมู่วางตัวเร่งขุดหลุมบุคคลและขุดคูติดต่อทิศทางมุ่งเข้าหาที่หมายท่ามกลางการยิงเครื่องยิงลูกระเบิดโจมตี การเจาะคูรบมุ่งเข้าหาที่หมายทุกทิศทางแทรกซึมเข้าหาฐานข้าศึกอย่างช้าๆจนกองร้อยทหารราบที่ ๒๓๓๓ สามารถควบคุม เนิน๓๖๐ไว้ได้ โดย พัน.ร.จึงสั่งการดัดแปลง เป็นที่มั่นแข็งแรงกำลังพลลำเลียงวัสดุอุปกรณ์ทำป้อมสนามและอาวุธยุทโธปกรณ์ ด้วยการแบกหาม   เผชิญหน้าข้าศึกบนเนิน ๕๐๐พิกัดWA๒๐๖๘๖๖  เพื่อเข้าตีขั้นต่อไป ที่มั่นเนิน๕๐๐เป็นที่ตั้งกองพันทหารเวียดนามที่๗ กรมที่๗๓๓ซึ่งเป็นทหารราบภูเขาขนาดกองพันตั้งรับอย่างเหนียวแน่น ทหารพรานจะขุดบังเกอร์รุกเข้าหาฐานทหารเวียดนามอย่างต่อเนื่องและไม่ยิงปะทะโดยไม่จำเป็น เมื่อเข้าไกล้ในระดับหนึ่งจะหยุด ปรับรูปขบวนคอยเวลาผ่านแนวออกตีการส่งกำลังและอาวุธเข้ามา ตรึงกำลังแบบเผชิญหน้าสามารถตรวจการณ์ด้วยตาเปล่ามองเห็นกันได้ ทำให้ฝ่ายเวียดนามสับสน เพราะไม่ทราบว่าทหารไทยจะเอายังไง อีกทั้งยังอยู่ในระยะใกล้ ฐาน ยากต่อการยิงปืนใหญ่ การเกาะติดฐานของทหารไทยโดยไม่เข้าโจมตี ทำให้ฝ่ายเวียดนามกดดันเป็นอย่าง  ก่อนเช้าตรู่ของวันที่๑ มิถุนายน ๒๕๓๐ การเข้าตีแบบลักลอบไม่มีการยิงเตรียมก็เริ่มขึ้น ระยะใกล้กันมากการเข้าตีครั้งนี้ใช้ กองร้อยที่๑และที่๒ของกองพันทหารราบที่๔ กรมทหารราบที่๒๓ค่ายสมเด็จพระยามหากษัตริย์ศึกจังหวัดบุรีรัมย์โดย กองร้อยทหารราบที่ ๒๓๔๑เป็นส่วนเข้าตีหลักกองร้อยที่ ๒๓๔๒เป็นกองหนุน  พร้อมกันนั้นชุดรบพิเศษหลายชุดฝ่ายยุทธการวางแผนเข้าตีใหม่ โดยเปิดแนวรบนอกเขตต่อสู้



หน่วยรบพิเศษต่างๆถูกส่งเข้ามาปฏิบัติการโดยร่วมกับทหารพรานจู่โจม จัดตั้งหน่วยขนาดเล็ก เข้าแทรกซึมสู่แนวหลังข้าศึก มุ่งหน้าสู่ป่าลึกฝั่งกัมพูชาและสปป.ลาว อีกครั้งเพื่อค้นหาฐานยิงสนับสนุนของข้าศึก
หน่วยรบพิเศษตรวจพบฐานยิงสนับสนุนของข้าศึก ซึ่งซ่อนพรางอยู่ในป่าลึกฝั่งกัมพูชาและสปป.ลาว รบพิเศษเข้าเกาะติดฐานข้าศึกและแจ้งพิกัดให้หน่วยเหนือทราบ ระหว่างนั้น ทางฝ่ายยุทธการปรับแผนการรบ จากก่อนเคยใช้วิธีทุ่มกำลังเข้าตี เปลี่ยนเป็นการรบแบบป้อมค่าย เกาะติดฐานข้าศึก ใช้หน่วยทหารพรานจู่โจมซึ่งชำนาญพื้นที่กว่าทหารหลัก ร่วมกับ หน่วยทหารช่าง ขุดดินรุกเข้าเนินที่หมายในหลายทิศทาง รุกเข้าเกาะติดฐานชนิดที่มองเห็นหน้ากันได้เลยทีเดียวยิงปะทะเมื่อจำเป็น ได้แทรกซึมไปยังพื้นที่ส่วนหลังของฐานที่มั่นเวียดนามสามารถทำลายเส้นทางส่งกำลังและตรวจพบฐานปืนใหญ่เวียดนามที่อยู่ในลาว จึงเกาะติดชี้เป้าหมายให้ชุดตรวจการณ์ทางอากาศจากเครื่องบิน แอล ๑๙ ขอยิงทำลายฐานปืนใหญ่และคลังกระสุน  เครื่องบินขับไล่ เอฟ-๕อี สองลำของฝูงบิน ๔๐๓ กองบิน ๔ ตาคลีก็แผดเสียงสนั่นดำดิ่งเข้าโจมตีเป้าหมายที่มั่นข้าศึก ด้วยปืนใหญ่อากาศ     ด้านบนที่หมายปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานของเวียดนาม ยิงสกัดเครื่องบินรบของไทยอย่างหนัก เครื่องหมายเลข ๑ ของ น.ต.สุรศักดิ์ บุญเปรมปรี ถูกจรวด แซม-๗ ของเวียดนามเครื่องยนต์ขวาระเบิด ต้องถอนตัวจากภารกิจ กลับไปยังกองบิน ๒๑ อุบลราชธานี



ส่วนเครื่องหมายเลข๒ ของนาวาอากาศตรี เจริญ บำรุงบุญ ก็ดำลงเข้าใช้อาวุธต่อเป้าหมาย ทำให้เป้าหมายได้รับความเสียหายอย่างหนัก ถูกทำลายจนราบเสียงระเบิดจากคลังกระสุนและคลังอาวุธเวียดนามดังกึกก้อง    กรมทหารราบที่๒๓สามารยึดเนิน ๕๐๐ได้ สถานการณ์เหมือนการรบครั้งก่อน รุ่งขึ้นกำลังพัน.ร.๔ของพ.อ.เรวัต  บุญทับก็ต้องพบกับการยิงพร้อมกันณ ที่หมายของปืนใหญ่เวียดนาม อย่างเม่นยำ พร้อมการเข้าตีอีกหลายระลอกอย่างต่อเนื่อง แต่ครั้งนี้เราคาดการณ์ล่วงหน้าจึงใช้หลุมบังเกอร์ต่างๆของเวียดนามในการป้องกันตนเองและยืนหยัดต่อสู้จนถึงวันที่ ๔ มิถุนายน การสู้รบตั้งแต่วันที่๑ – ๔ สามวันเราสูญเสียกำลังพลจากการสู้รบแบบตาต่อตาฟันต่อฟันเสียชีวิต ๑๓ นาย บาดเจ็บ ๙๐นายจากการเข้าเคลียร์ ฐานแห่งนี้ พบศพทหารเวียดนาม ๔๕ ศพและจับเชลยได้ ๑๒นาย ยึด     อาวุธ ยุทโธปกรณ์จำนวนมาก รวมทั้งจรวดแซมแบบยิงประทับบ่า เราสามารถสถาปนาที่มั่นตั้งรับได้สำเร็จ การปะทะของทหารไทย ทหารเขมรแดงในพื้นที่กับเวียดนามดำเนินต่อไปแต่ไม่หนักส่วนใหญ่เวียดนามจะสูญเสียกำลังพลจากกองโจรเขมรแดงจนถึงเวลาประมาณ๑๔๕๕ของ๒๗มิ.ย.กำลังเวียดนามต้องถอนตัวออกจากที่หมายเนินต่างๆจนหมด เนื่องจากการสูญเสีย และการส่งกำลังบำรุงในเขตกัมพูชา ที่ถูกรบกวนจาก เขมรแดง และชุดรบพิเศษ ส่วนฐานต่างๆถูกกำลังเขมรแดงได้เข้าตีฐานอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับการสนับสนุนการยิงปืนใหญ่จากฝั่งไทย

ทำให้เวียดนามถูกตีขนาบ จึงต้องถอนกำลังกลับเข้าเขตกัมพูชาห่างจากแนวเขตแดนเพื่อให้พ้นอิทธิพลกองทัพเขมรแดงและระยะยิงปืนใหญ่ของกองทัพไทยการรบที่ช่องบกจึงยุติลง
ตั้งแต่เริ่มการต่อสู้ในปีการปฏิบัติการกวาดล้างกองกำลังทหารเวียดนามที่ช่องบก ตั้งแต่ ม.ค.๒๕๒๘-ธ.ค.๒๕๓๐ ทหารไทยสูญเสีย กำลังพล ๑๐๙ นาย บาดเจ็บ ๖๔๔ นาย ส่วนไทยยึดศพทหารเวียดนามได้ ๔๔๕ ศพ จับได้อีก ๑๒ คน ยึดอาวุธ ยุทโธปกรณ์จำนวนมาก รวมทั้งจรวดแซมแบบยิงประทับบ่าด้วย ทหารเวียดนามแตกถอยกลับเข้าไปในกัมพูชา  แว่นดำ






จบไปอีกเรื่อง ขอบคุณนะครับที่เข้ามาอ่าน ผิดพลาดประการใดขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ ( ภาพที่ใช้เป็นภาพประกอบเท่านั้น )  หัวเราะปิดปาก รักกันนะ
บันทึกการเข้า
10,12, 2016, 10:09:43
giant15
สมาชิก
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 447



« ตอบ #341 เมื่อ: 10,12, 2016, 10:09:43 »

 สวัสดีเช้าวันเสาร์เช้าวันหยุด   ไม่รู้ทำอะไรดีเลยนึกได้ว่าเออมีปืนอยู่กะเขากระบอกหนึ่งเก่ามากแล้ว กระสุนก็ไม่ได้ซื้อมานานแล้ว ( บ่มีตังค์ซื้อ  หัวเราะปิดปาก ) เลยเอาออกจากตู้
ออกมาเช็ดบ้าง เดี่ยวสนิมกินหมด ( เงินน้อยไม่มีซื้อปืนใหม่  หัวเราะปิดปาก ) กล้องถ่ายก็กล้องโทรศัพท์จีน


   
   
   
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10,12, 2016, 10:42:28 โดย giant15 » บันทึกการเข้า
10,12, 2016, 10:48:59
maxga
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,369


« ตอบ #342 เมื่อ: 10,12, 2016, 10:48:59 »

 ปรบมือ ปรบมือ ปรบมือ
บันทึกการเข้า
13,12, 2016, 22:48:07
mothay
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,111



« ตอบ #343 เมื่อ: 13,12, 2016, 22:48:07 »

 ปรบมือ ปรบมือ ปรบมือ ธุจ้า
บันทึกการเข้า
14,12, 2016, 15:55:27
badboy_2494
สมาชิกใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 69


« ตอบ #344 เมื่อ: 14,12, 2016, 15:55:27 »

 ปรบมือ ปรบมือ ธุจ้า
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 21 22 [23] 24 25 ... 27   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: