GUN IN THAILAND
24,07, 2017, 15:25:14 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Google
หน้า: 1 ... 22 23 [24] 25   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ปืนยูเอสอาร์มี่ 1911 และภาพเรื่องราวของประวัติศาสตร์สงคราม  (อ่าน 23694 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
15,12, 2016, 13:49:44
สีหมอก
สมาชิก
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 168


« ตอบ #345 เมื่อ: 15,12, 2016, 13:49:44 »

ขอบคุณครับ ชอบกระทู้แนวนี้ เดี๋ยวจะไล่อ่านตั้งแต่หน้าแรกเลย  ปรบมือ ปรบมือ ปรบมือ  ธุจ้า ธุจ้า ธุจ้า
บันทึกการเข้า
17,12, 2016, 09:16:51
logunta
สมาชิก
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 184



« ตอบ #346 เมื่อ: 17,12, 2016, 09:16:51 »

สวัสดีเช้าวันเสาร์เช้าวันหยุด   ไม่รู้ทำอะไรดีเลยนึกได้ว่าเออมีปืนอยู่กะเขากระบอกหนึ่งเก่ามากแล้ว กระสุนก็ไม่ได้ซื้อมานานแล้ว ( บ่มีตังค์ซื้อ  หัวเราะปิดปาก ) เลยเอาออกจากตู้
ออกมาเช็ดบ้าง เดี่ยวสนิมกินหมด ( เงินน้อยไม่มีซื้อปืนใหม่  หัวเราะปิดปาก ) กล้องถ่ายก็กล้องโทรศัพท์จีน


   
   
   


ซองน่าใช้ครับ
บันทึกการเข้า
20,12, 2016, 20:02:56
giant15
สมาชิก
**
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 420



« ตอบ #347 เมื่อ: 20,12, 2016, 20:02:56 »

สวัสดีวันอังคาร  ธุจ้า

วันนี้ดูหนังเกี่ยวกับผู้ก่อการร้ายก็เลยหาเรื่องเกี่ยวกับหน่วยปฏิบัติการพิเศษประเทศดังๆ มานำเสนอให้อ่าน....บ้างท่านก็ทราบมาเป็นอย่างดีแล้ว  ุทุบๆ

วันนี้นำเสนอหน่วยยยยยย  ....   

           

พอเดาออกใช่ไหมครับ  หัวเราะปิดปาก คลุมฮูดใส่หน้ากากกันแก๊ส ปีนเข้าทางหน้าต่างบ้าง ยอดตึกบ้าง โยนระเบิดเสียงแสงเข้าไปก่อนแล้วแอสตะไพ  หัวเราะปิดปาก ครับนั้นคือ S.A.S.

หลายๆท่านคงจะรู้จักหน่วย S.A.S.จากการบุกเข้าช่วยตัวประกัน ทำงานรวดเร็วดุจเดอะฟาสต์ เก่งกาจรอบด้าน เท่สุดแสนจะบรรยาย  ยิ้มเด้ง ถ้าอยากสัมผัสกับเขาตัวเป็นๆ ลองไปจี้สถานฑูตอังกฤษดูนะครับเขามาแน่ (ล้อเล่นนะครับอย่าทำจริงละ  หัวเราะปิดปาก )

ย้อนกลับไปในดินแดนทะเลทรายแห่งอิยิปต์ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่๒ได้อุบัติขึ้น รบกันทั้งบนบก บนฟ้า บนน้ำใต้น้ำ ในป่า ในเมือง ใต้ดิน ไม่เว้นแม้กระทั่งทะเลทราย เหล่านาซีได้บุกตะวันออกกลางและแอฟริกาด้วยยึดเป็นสมรภูมินรกด้วย ฝ่ายสัมพันธมิตรโดยอังกฤษเป็นหัวเรือใหญ่ ตะหนักถึงแหล่งอารยธรรมหรือหวงน้ำมันอันมหาศาลก็ไม่ทราบได้ พอถูกบุก อังกฤษก็ส่งจอมพลมอนต์โกเมอร์รี่นำทัพเข้าต่อต้ามโดยมีฐานทัพอยู่ที่ไคโร ทางฝ่ายเยอรมันก็มีสุดยอดจอมพลผู้เกรียงไกร เขาผู้นั้นคือจิ้งจอกทะเลทราย จอมพลเออร์วิน รอมเมล ผู้บัญชาการกองทัพยานเกราะอันลือลั่นของเยอรมันนี

         
                                 จอมพลมอนต์โกเมอร์รี่                                                                             จอมพลเออร์วิน รอมเมล

ทัพรถถังของเยอรมันนี ตะลุยเมืองแล้วเมืองเล่า เล่นเอาทหารอังกฤษถอยหนีไม่เป็นกระบวน ทำเอานักรบผู้ดีจอมล่าอาณานิคม ขวัญหนีดีฝ่อเมื่อได้ยินยี่ห้อรอมเมล ขณะนั่นนาซีภายใต้การนำของจอมพลรอมเมลได้รุกคืบเข้าใกล้กรุงไคโรเข้ามาทุกขณะ แต่ในความสิ้นหวังท้อแท้มักเกิดวีรบุรุษ และวีรบุรุษหลายท่านก็มีที่มาอันชวนพิศวง ไม่เว้นแม้กระทั่ง เอส.เอ.เอส

             
  ชมภาพวาดก็ดีเหมือนกันเนอะ

อ้าวแล้วไอ้หน่วย เอส.เอ.เอส นี้มันกำหนดเกิดมาได้อย่างไรละ มันมีที่มาจากเตียงพยาบาลนี้ละ วีรบุรุษจากเตียงพยาบาล  อาย   ไม่มีสมญานานใดอีกแล้วจะเหมาะเท่านี้ หน่วยรบที่ขึ้นชื่อว่ายอดเยี่ยม ลับสุดยอด เก่งกาจ และไม่มีใครเห็นตัวจริง มีเรื่องเล่าและวีรกรรมต่อเนื่องยาวนานไม่ด่างพร้อยในชื่อเสียงมากที่สุดในโลก มีจุดกำเนิดพิลึกพิลั่นอย่างไม่น่าเชื่อจริงๆ ช่วงสงครามในทะเลทรายกำลังระอุ โดยเฉพาะปี
คศ ๑๙๔๑ การรบทวีความรุนแรงมากขึ้น ทหารทั้งสองฝ่ายชิงกันกลับจุดเซฟทุกวัน(ตายนั่นแหละครับ) แต่ทหารฝ่ายอังกฤษดูจะได้รับความเมตตาจากยมบาลมากกว่า จึงได้ไปเข้าเฝ้าบ่อย โชคดีก็เจ็บ โชคร้ายก็ลาโลก  รายเนี่ย  ในจำนวนทหารที่โชคดีไม่ตายก่อนก็มีหนุ่มร่างผอมสูงสะโอดสะองนามว่า เดวิด สเตอร์ลิง

       
                              เดวิด สเตอร์ลิง

หนุ่มน้อยสเตอร์ลิงเข้าสู่สมรภูมิด้วยยศร้อยตรี เขาได้รับบาจเจ็บถึงขึ้นถูกส่งตัวไปพักฟื้นที่โรงพยาบาลในเมืองอเล็กซานเดรียที่อิยิปต์ ความที่เขาเป็นคนค่อนข้างจะบ้าดีเดือด ฉลาด และมองปัญญาอย่างลึกซึ้ง ทำให้เขาคิดแผนการรบขึ้นมา โดยยึดหลักการรบแบบกองโจรโดยใช้กำลังรับน้อย เป็นชายฉกรรจ์ที่แข็งแรง ชำนาญการต่อสู้ ฉลาดมีไหวพริบ อดทนเป็นเลิศ มีขวัญกำลังใจ และไม่กลัวตาย ฟังดูมันบ้าสิ้นดี แต่เขาก็เขียนแผนการนี้ขึ้นมาคนเดียว  เหงื่อตกดิ

แต่มันก็ไม่ใช่ความฝันลมๆแล้งๆเท่านั้น ในเดือนกรกฎาคมปีเดียวกันสเตอร์ลิงก็ออกจากโรงพยาบาลแต่ไม่ได้กลับไปรบกับต้นสังกัดคือหน่วยคอมมานโดที่๘หรอก เขาจับรถไปโผล่ที่กองบัญชาการทหารตะวันออกกลางในสภาพหน่วยคอมมานโด ชุดโก้ มีไม้ค้ำยันรักแร้เดินกระโผลกกระเผกผ่านทหารยามไปอย่างหน้าตาเฉย แต่ถูกไล่ออกมาเพราะหมวดหนุ่มของเราลืมบัตรประจำตัว  เอ๋อ  จะตั้งหน่วยพิเศษแต่ดันขี้ลืมซะนี่กระไร ถึงกระนั้นด้วยความฉลาดมีไหวพริบในการแก้ไขสถานการณ์ สเตอร์ลิ้งจึงได้ทิ้งไม้ค้ำยันไว้ที่ต้นไม้ข้างรั้วค่าย แล้วจัดการแผลงฤทธิ์ของว่าที่หน่วยรบพิเศษ มุดรั้วลวดหนามเข้าไปอย่างลอยนวล  หัวเราะปิดปาก กว่าทหารยามจะหายเซ่อ เขาก็พุ่งพรวดเข้าไปถึงห้องผู้บัญชาการ ขณะนั้นคือนายพล ออชินเล็ค เพื่อเสนอแผนการรบที่เขาร่างด้วยดินสอ แต่นายพลไม่อยู่ เขาจึงเสนอต่อเสนาธิการทหารคือนายพลริทซี ว่ากันว่าริทชีคนนี้ไม่ได้มีบทบาทอะไรนัก เพราะเป็นหุ่นเชิดของออชินเล็ค แต่หุ่นเชิดอย่างเขาก็พอมีปากมีเสียงบ้าง ดังนั้นร้อยตรีเดวิด สเตอร์ลิง จึงกลับไปนอนตีพุงเอ้ยตีซิกแพครอคำตอบ ในขณะที่กองทัพรถถัง จิ้งจอกทะเลทราย ของนายพลรอมเมลผู้เกรงไกรของนาซีก็ใกล้เข้ามาเต็มที  งง

 ไม่นานนักความหวังของสเตอร์ลิงก็เป็นจริง ไม่ใช่และ ว่ากันตรงๆแล้วโครงการของเขาแทบจะไม่มีใครเชื่อน้ำยาเลย ถ้ากองทัพรถถังของรอมเมลไม่มาจ่ออยู่ที่ทะเลทรายของอิยิปต์ ทหารอังกฤษที่รู้ความสามารถของยอดนาซีคนนี้ดี หัวใจก็หล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม เกิดอาการป๊อด อยากหายตัวได้ให้รู้แล้วรู้รอดไป รถถังคันบะละหึ่มเรียงเป็นตับเตรียมยิงอยู่ทนโท่  เวียนหัว  จะหลบไปไหนก็ยาก เวิ่งว้างทะเลทรายสุดลูกหูลูกตา จะมุดไปอยู่ในปิรามิดก็เกรงจะกลายเป็นคนใช้หน้าใหม่ของฟาโรห์

     
                       รถถังเยอรมัน

       

โดยภาวะจำยอมแท้ๆ  แว่นดำ  คอมมานโดกลุ่มเล็กๆกลุ่มหนึ่งได้รับการอนุมัติให้ออกปฏิบัติการได้ สร้างความปลาบปลื้มให้สเตอร์ลิงเป็นอันมาก หน่วยรบของเขาได้ขึ้นตรงต่อกองพลน้อยปฏิบัติการทางอากาศ(Special Air Service Brigade) โดยใช้ชื่อย่อว่าหน่วยกองร้อยแอล(L) ก่อนที่จะกลายมาเป็นกองพัน ภายใต้ชื่อย่อว่า เอส เอ เอส(S.A.S) ภารกิจหลักที่เขาวางไว้คือวินาศกรรม ลอบทำลายคลังแสงเก็บอาวุธนะ ไม่ใช้ระเบิดพลีชีพ

เท่านั้นยังไม่สะใจ ยังไม่อลังการงานสร้างพอ บอสใหญ่ยังไม่รับเข้าทำงาน พี่แกจึงจะไปสร้างผลงานโดยไปอัดสนามบิน เครื่องบิน ยานรบทุกชนิด ลอบตลบหลังแนวรบ และอะไรก็ได้สารพัดจะนึก ที่มันทำความชิหัยวายปลวกให้แก่ข้าศึก แต่ภาระกิจแรกของกองร้อยแอลคือ จัดอาสาสมัครเพียงหยิบมือกระโดดร่มลงแนวหลังนาซี เพื่อลวงให้รอมเมลกับลิ่วล้อหลงกลเชื่อว่าอังกฤษใช้พลร่มที่เข้มแข็งเข้าโจมตี

               

ไม่มีใครคาดคิดว่าแผนลวงนี้จะได้ผล ใครจะคิดละครับว่าร้อยตรีหุ่นสำอางค์ ท่าทางสุภาพคนนี้จะบ้าดีเดือดไม่กลัวตายพาลูกน้องที่บ้าพอกันตะลุยแนวหลังข้าศึกจนระส่ำระสาย กว่าจะรู้ตัวก็หายไปกับสายลม

           

           

จากนั้นพวกเขาก็อาละวาดตัดดำลังเยอรมันนีอย่างกล้าหาญ เช่นว่า เอาลูกน้องไม่กี่คนใส่รถอิแต๊นแว้นส์ไปลอบก่อวินาศกรรมตามคลังแสง
สนามบิน จนนาซีจะพิการอยู่รอมร่อ แม่ทัพนายกองของฮิตเลอร์ชักวิตกแต่พลพรรคกองร้อยแอลของสเตอร์ลิงกลับสะใจ พวกเขาได้รับการตั้งชื่อใหม่ให้ฟังดูเท่ขึ้นเยอะว่าหน่วยโจมตีเพิ่มห้าบาทเอ้ย"หน่วยโจมตีพิเศษ" ข้อมูลหลายฝ่ายแจ้งยอดการโจมตีเครื่องบิน(ที่ยอดบนรันเวย์และโรงเก็บ)จนพิการว่า นาซีสูญเสียไปร่วมๆ๓๐๐ลำ ส่วนร้อยตรีของเราก็กลายเป็นแมนอ๊อฟเดอะแมท และได้ฉายา(สเตอร์ลิง สิงห์ทะเลทราย)เรื่องจริงนะ ไม่ได้โม้ เคยดูหนังไหมครับ ที่พระเอกควบรถจีบพาลูกน้องสี่ห้าคนตะลุยฝ่าหน่วยรักษาการณ์บุกเข้าสนามบินมั่ง กองบัญชาการมั่ง แล้วเต๊ะท่ายืนกราดปืนกลใส่ข้าศึก ขว้างระเบิดมือใส่เครื่องบินที่จอดอยู่ ซึ่งกว่าที่ข้าศึกจะรู้ตัวเพราะมัวชื่นชม เอ้ย!สตั้นกับการจู่โจมแบบคนไม่เต็มบาท  เหงื่อตกดิ

           <a href="http://www.youtube.com/watch?v=zgSvD9ppQMQ" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=zgSvD9ppQMQ</a>      <a href="http://www.youtube.com/watch?v=zIkn6AMdtCw" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=zIkn6AMdtCw</a>

ผลปรากฏว่าพระเอกของเราได้ทิ้งความเรือหายของการจู่โจมไว้ให้ดูต่างหน้า ปล่อยให้นาซีโดดหยองแหยง ทำท่าฮึดฮัด ลากมีด ลากปืนออกมาเพื่อเอาใจนาย ทั้งๆที่ตอนพระเอกกราดปืนบนรถหน่ะ พี่แกไปมุดหัวอยู่ไหนก็ไม่รู้ หรือไม่ก็แกล้งนอนตายไปโน่น และบทบาทที่สาธยายมานี้ ก้อมาจากชีวิตจริงของตา เดวิด สเตอร์ลิง วีรกรรมที่เป็นเวรกรรมต่อนาซีในทะเลทรายแถบอัฟริกาเหนือ ไม่ได้ดังสนั่นอยู่แค่นั้น จอมเผด็จการหนวดหลิมเองก็หน้าเขียวฉุนจัด  รายเนี่ย  เมื่อได้รับรายงานที่ส่งมาจากสมรภูมิที่ตัวเองมั่นใจในฝีมือของรอมเมลจิ้งจอกทะเลทราย และที่น่าช้ำใจต่อเนื่องของฮิตเล่อร์ก็คือ สเตอร์ลิงยิงแฮททริกได้ เอ้ยม่ายช่าย สเตอร์ลิงพระเอกของเราแอนด์เดอะแก้งค์ บุกไปทลายค่ายกักกันเชลยศึกสัมพันธมิตรได้อีกหลายแห่ง แน่นอนคนทั่วไปนั้นรู้เพียงว่าทหารสัมพันธมิตรได้บุกไปช่วยเอง

                     

แต่เรื่องของสเตอร์ลิงแทบไม่มีใครรู้เลย เพราะปฏิบัติการทุกอย่างของหน่วยจู่โจมพิเศษ เอส เอ เอส เป็นความลับ ที่เราได้รู้กันแค่เนี้ยก็ถือว่ามากโขอยู่ แต่ทางการอังกฤษหน่ะ รู้เต็มอกว่า เอส เอ เอส ชอบทำไม่ชอบโม้ ทุกอย่างขอร้องให้ปกปิดเพราะพวกเขาใช้ยุทธวิธีแบบกองโจรไม่อยากให้ข้าศึกรู้ ขืนรู้แกวจะแอบโจมตีได้ง่ายๆเหรอ  หัวเราะปิดปาก

 จากความสำเร็จในอัฟริกาเหนือ สเตอร์ลิงกับเพื่อนตายในนามเอส เอ เอส ก็ถูกส่งให้ไปปฏิบัติการในยุโรป สมรภูมิหฤโหดที่เป็นชนวนสงคราม เขากับหน่วยรบนิรนาม ไปโผล่ที่โน่นที่นี่เหมือนผีลอบก่อวินาศกรรมให้พลพรรคนาซีดิ้นแด่วๆ กระอักเลือดอย่างเจ็บช้ำ ในดินแดนอาทิฝรั่งเศส เบลเยี่ยม กรีซ ฮอลแลนด์ อิตาลี ซึ่งเราก็ทราบอยู่แล้วว่าประเทศเหล่านี้อยู่ใต้อุ้งเท้าของนาซีด้วยความไม่เต็มใจ ยกเว้นมุโสลินี ที่บ้าอำนาจพอๆกับฮิลเล่อร์ และไม่ว่าประเทศไหนก็ตามที่ถูกนาซีเข้ายึดอำนาจ มักจะมีขบวนการใต้ดิน ขบวนการใต้ดินที่ว่านี้ความจริงคือชาวบ้านที่มีเลือดรักชาตินี่เอง แอบฝึกอาวุธที่พอจะหาได้ ทั้งที่แอบตีหัวทหารนาซีเอามามั่ง ซื่อมั่ง กดสูตรมามั่ง เสกมั่งช่างเขาเหอะ555 ที่แน่ๆถึงจะมีเลือดรักชาติขนาดไหน หากรบไม่เป็นก็คงต้องเสียเลือดม่องเท่งอย่างไม่ต้องสืบ เชื่อไหมละครับว่าชาวบ้านขบวนการใต้ดินนี้มีทั้ง หนุ่ม สาว คนแก่ เด็ก แต่รบเก่งเป็นบ้า ลอบโจมตี ก่อวินาศกรรม วางระเบิดรถเสบียงตัดกำลังนาซี มีวิทยุรับส่งติดต่อกับฝ่ายพันธมิตร

           

           

จากการแสดงปาฏิหาริย์ จัดกำลังรบทางน้ำไปก่อวินาศกรรมในทะเล จมเรือนาซี(ทะเลทรายยันทะเลจริง) จมเรือนาซีและยังไปกระตุกหนวดฮิตเล่อร์ถึงถิ่นด้วยการเข้าไปก่อกวนในเยอรมันนี เอากะพ่อสิ  เง้ออ  บางทีทหารอังกฤษที่ช่วยฝึกและประสานงานให้เสรีไทยนั้น อาจจะเป็น เอส.เอ.เอส แอบมาช่วยก็เป็นด้าย  ยิ้มเด้ง  ลองสืบหาดูครับ แต่คงยากหน่อย  เพราะหน่วยรบนี้ลึกลับสุดๆ สุดๆจริงๆ เชื่อหรือไม่ก็ช่างนักข่าวสงครามของอังกฤษบอกว่าชี้ตัวสายลับ ซี.ไอ.เอ ของสหรัฐยังง่ายกว่าบอกว่าทหารคนไหนสังกัด เอส เอ เอส ขนาดนั้นทีเดียว  เวียนหัว

ในขณะที่เชอร์ชิล มอนต์โกเมอรี่ ออชินเล็ค และเหล่าแม่ทัพนายกองของอังกฤษอีกมากโขได้รับเหรียญตราเป็นวีรบุรุษ สเตอร์ลิงกับ เอส เอ เอส กลับเงียบสนิท หน่วยรบของเรากลายเป็นกองโจรที่ต้องปกปิดตามความปรารถนาของเขาและรัฐบาลเอง เขามักจะพร่ำบอกกับเพื่อนร่วมตายอยู่เสมอว่า เอส เอ เอสของเขา มุ่งฆ่า ทำลายข้าศึกให้เร็ว เงียบ รุนแรง ไม่คำนึงถึงอะไรทั้งสิ้น นอกจากคติประจำใจของเอส เอ เอสทุกคน "ผู้กล้า ต้อง ชนะ"

                                     

จบอีกเรื่องครับผิดพลาดประการใดขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ  หัวเราะปิดปาก รักกันนะ
บันทึกการเข้า
20,12, 2016, 22:24:36
mothay
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,098



« ตอบ #348 เมื่อ: 20,12, 2016, 22:24:36 »

 ธุจ้า ธุจ้า ธุจ้า
บันทึกการเข้า
21,12, 2016, 09:38:38
badboy_2494
สมาชิกใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 68


« ตอบ #349 เมื่อ: 21,12, 2016, 09:38:38 »

 ธุจ้า ธุจ้า ธุจ้า
บันทึกการเข้า
06,01, 2017, 20:11:54
giant15
สมาชิก
**
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 420



« ตอบ #350 เมื่อ: 06,01, 2017, 20:11:54 »



The Sound Of Silence


           <a href="http://www.youtube.com/watch?v=JsGSlx7i9Z8" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=JsGSlx7i9Z8</a>


                 

                 

                 

                   

                   

                   

                   

                   

                     

                     

                     

                     

                       

                       

                       

                       

                         

                         

                         

                         

                         

                           

                           

                           

                           

                           

                           

                           

                             

                             
บันทึกการเข้า
08,01, 2017, 09:54:07
maxga
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,303


« ตอบ #351 เมื่อ: 08,01, 2017, 09:54:07 »

 ธุจ้า ธุจ้า ธุจ้า
บันทึกการเข้า
10,01, 2017, 07:21:17
hali50
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,061



« ตอบ #352 เมื่อ: 10,01, 2017, 07:21:17 »

 ธุจ้า ธุจ้า
บันทึกการเข้า
09,02, 2017, 10:03:42
giant15
สมาชิก
**
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 420



« ตอบ #353 เมื่อ: 09,02, 2017, 10:03:42 »

สวัสดีเช้าวันพฤหัสบดีครับ....

              วันนี้มาชมเรื่องราวในประวัติศาสตร์กันกับอีกเรื่องราว.....

              ไทยกับชาติมหาอำนาจทางทหาร


             


...จากจดหมายเหตุเสด็จพระราชดำเนินประพาสยุโรป พ.ศ.๒๔๗๖ - ๒๔๗๗ ของพระบาท สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว  ...

ดูก็พบภาพที่น่า่แปลกใจ นั่นก็คือภาพ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำเผด็จการแห่งเยอรมนีที่ใครๆก็หาว่าเขาเลว แต่ใครจะเชื่อว่าเขานั้นก้มหัวถวายความเคารพให้แก่พระมหากษัตริย์ของคนไทย นี่จึงเป็นข้อพิสูจน์ว่าแม้ในใจคนที่เราคิดว่าเลวอย่างไรเขาก็อาจจะมีความดีอยู่ในตัวก็ได้เหมือนดังสำนวนที่บอกว่า แม้ในดำยังมีขาว แม้ในความมืดมิดยังมีแสงสว่าง

นี่คือการเสด็จเยือนเยอรมัน ของ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวล้นเกล้า ฯ ร.๗ ดังเป็นที่ทราบกันอยู่แล้ว เพราะภาพก็ปรากฎชัดเจนแต่พอจะอ้างอิงได้ นอกเหนือจากภาพ นั่นคือ

…จดหมายเหตุเสด็จพระราชดำเนินประพาสยุโรป พ.ศ.๒๔๗๖ – ๒๔๗๗ของพระบาท สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว .

– การเสด็จพระราชดำเนินประพาสประเทศเยอรมนี มีรายละเอียดปรากฏอยู่ในหนังสือเล่มดังกล่าว ในตอนที่ ๑๒ (ในประเทศเยอรมนี) พอสรุปได้ว่าได้เสด็จไปถึงประเทศเยอรมนีโดยทางเรือจากประเทศเดนมาร์ก ถึงท่า
เรือเมืองแฮมเบิคในวันที่ ๒ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๗๗ และในวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๔๗๗ ได้เสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมประธานาธิบดี ฟอน หิน เดนบูร์ค (Paul von Hindenburg ๑๘๔๗ – ๑๙๓๔
ประธานาธิบดีเยอรมนี ระหว่าง ๑๙๒๕ – ๑๙๓๔) ผู้ชรามีอายุถึง ๘๗ ปี เพราะแพทย์ไม่ยอมให้มา เฝ้าที่กรุงเบอร์ลิน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ จึงเสด็จไปเยี่ยมประธานาธิบดี ณ คฤหาสน์ที่เมืองเนยเดก  และในวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๔๗๗ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงสนทนากับ ฮิตเลอร์ ผู้นำเยอรมัน (Adolf Hitler ๑๘๘๙-๑๙๔๕ นายกรัฐมนตรีหรือ Chancellor ต่อมาเมื่อประธานาธิบดีถึงแก่อสัญกรรม ในเดือนสิงหาคม ๑๙๓๔ (๒๔๗๗) จึงรวมตำแหน่งประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีเป็น (DerFuhrer) ณ ศาลาว่าการนายกรัฐมนตรี

จากนั้นเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมชมกิจการและเทคโนโลยีที่ทันสมัยอาทิ โรงไฟฟ้าของกรุงเบอร์ลิน โรงวิทยาศาสตร์และโรงผสมยาของบริษัทเชอลิง ฆาห์ลโบม โรงงานกลั่นน้ำมันเบนซิน จากผงถ่านศิลาอ่อนที่เมือง
เลอร์นา หอสอนดาราศาสตร์หรือที่รู้จักกันว่าท้องฟ้าจำลอง ซึ่งเครื่องฉายดาวในเวลานั้น ทั้งโลกมีอยู่เพียง ๗ แห่ง เป็นต้น อันแสดงถึงความสนพระราชหฤทัยในวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นอย่างดี

                   

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีพระบรมราชินี ณ ศาลาไทยเมืองบาดฮอมบวร์กในวันที่ ๒๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๗๗ เสด็จไปถึงเมืองแฟรงก์เฟิร์ต
บนแม่น้ำเมน เมื่อเวลา ๑๖.๑๕ นาฬิกา ประทับที่โฮเต็ลแฟรงเฟอร์เตอฮอฟ สถานที่เดียวกับที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประทับเมื่อพุทธศักราช ๒๔๕๐ (คศ.๑๙๐๗) …



และในวันรุ่งขึ้น (วันที่ ๒๒ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๗๗) เวลา ๑๑ นาฬิกาเศษ เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์ไปยังเมืองบาดฮอมบวร์ก (ซึ่งในจดหมายเหตุเรียกว่าเมืองฮอมเบิค) ระหว่างทางหยุดทอดพระเนตร
การแข่งขันรถยนต์ทางไกล ๒,๐๐๐ กิโลเมตร เพื่อทดสอบสมรรถนะของรถยนต์ยี่ห้อต่าง ๆ ในประเทศเยอรมนีโดยแบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ รถขนาดใหญ่และขนาดเล็ก …

– รายละเอียดของการเสด็จพระราชดำเนินเยือนเมืองบาดฮอมบวร์ก หนังสือจดหมายเหตุได้บันทึกรายละเอียดไว้อย่างละเอียด รวมถึงที่มาของแผ่นป้ายโลหะจารึกพระบรมนามาภิไธยของล้นเกล้าทั้ง ๒ พระองค์ความว่า

“เวลาเที่ยงเศษ เสด็จถึงศาลาเริง (Kur Haus) เมืองฮอมเบิค ท่านหาร์ต พ่อเมือง (Ober Burgomeister Hardt) กับนายหอฟเนอร์ (Herr Hofner) ผู้จัดการศาลาเริง และเจ้าหน้าที่อื่น ๆ เชิญเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรศาลาไทยรูปพลับพลา ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายช่างสร้างขึ้นและปิดทองตบแต่งในกรุงเทพฯ และส่งออกมาคุมขึ้นที่นี่ประมาณ ๒๕ ปีมาแล้ว ยังคงงดงามดีมากดูเป็นสง่าแก่สถานที่ มีพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงและเพื่อเป็นที่ระลึกในการเสด็จพระราชดำเนิน ครั้งนี้ ท่านปรินศ วุลฟคาง คฤหบดีผู้ใหญ่ (Leader) ของเมืองฮอมเบิค ได้ทำป้ายโลหะแผ่นใหญ่จารึก
พระบรมนามาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีตรึกติดไว้ที่กำแพงแก้วล้อมศาลาจากที่นี้เสด็จไปเสวยน้ำแร่ที่บ่อจุฬาลงกรณ์ และเสด็จพระราชดำเนินไปใน
สวนอันงาม และทรงซื้อของที่ระลึก แล้วมาประทับเสวยพระกระยาหารกลางวันในศาลาเริง เจ้าหน้าที่ถวายสมุดรูปต่าง ๆ ซึ่งถวายไว้เมื่อครั้ง พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จมาประพาส
พร้อมทั้งรูปศาลาไทยและอื่น ๆ เป็นที่ระลึก

– อนึ่ง ความสนพระราชหฤทัยในการรักษาสุขภาพด้วยน้ำหรือ Spa ยังปรากฏให้เห็นในการเสด็จพระราชดำเนินประพาสประเทศเชโกสโลวาเกีย

ในระหว่างวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ถึง ๗ สิงหาคม ๒๔๗๗ ซึ่งในวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนเมืองการ์ลสบาด (Karlsbad) ซึ่งเป็นเมืองที่มีน้ำแร่คุณภาพสูง มีห้องอาบน้ำแร่ แก้โรคต่าง ๆ ตามแต่แพทย์จะ
แนะนำโดยจดหมายเหตุเสด็จพระราชดำเนินประพาสยุโรปได้กล่าวถึงคุณวิเศษของ “วารีบำบัด” ที่เมืองนี้ ความว่า

“น้ำแร่ที่นี่แก้โรคต่าง ๆ ได้ คือ โรคลำไส้ โรคเรื้อรังภายใน เนื่องจากรื้อไข้
หรือ อ่อนเพลียจากการตัดผ่าอย่างใหญ่ โรคที่เกี่ยวกับตับ ปอด ม้าม และ
ไต โรคเรื้อรังซึ่งเคยป่วยมาจากประเทศร้อน…และอื่น ๆ อีกเป็นอันมาก ฟัง
เขาอธิบายแล้วดูเหมือนว่าจะไม่มีโรคชะนิดไรในโลก ที่น้ำแร่ที่ตำบลนี้จะ
รักษาไม่ได้” นอกจากนั้น พุ สะปรูเดล (Sprudel Spring) ซึ่งเป็นบ่อน้ำบ่อ
ใหญ่ที่สุดของเมือง น้ำร้อนจากบ่อน้ำนี้ (๗๒ ดีกรีเซนติเกรด) ยังใช้ดื่มเพื่อ
ผลทางสุขภาพอีกด้วย


-จดหมายเหตุฯ ยังบันทึกไว้อีกว่า เคอเธ (Goethe, Johann Wolfgang von (๑๗๔๙ – ๑๘๓๒)) นักประพันธ์ผู้มีชื่อเสียงของเยอรมนีเป็นผู้หนึ่งที่มารักษาตัวที่เมืองนี้ ถึงสิบสามครั้งมีความเห็นว่า “เพราะเหตุที่ได้อาบน้ำและ
กินน้ำที่นี่ ข้าพเจ้าจึงได้ความสุขกายอะโข”๒๔ การบันทึกเหล่านี้ในอีกนัย ย่อมเป็นการสะท้อนถึงพระราชนิยมและความสนพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่มีต่อการรักษาโรคภัยไข้เจ็บด้วยน้ำแร่
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถณ ศาลาไทย เมืองบาดฮอมบวร์ก เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๓

– ในรัชกาล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่ ๙ ) และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถได้เสด็จ เยือนทวีปยุโรป ๕ ประเทศ คือ อังกฤษ เยอรมนี โปรตุเกส สวิตเซอร์แลนด์ และเดนมาร์ก ในระหว่างวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ถึงวันที่ ๑๓ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๐๓

โดยเป็นการเสด็จพระราชดำเนินต่อเนื่องจากการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ได้เสด็จพระราชดำเนินถึงประเทศเยอรมนี (เยอรมนีตะวันตก) เมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๐๓ โดยเสด็จฯ ทาง
รถไฟพิเศษ ซึ่งรัฐบาลเยอรมันจัดถวาย ในการนี้ ประธานาธิบดีลึบเค่ (Heinrich Lubke ๑๘๙๔ – ๑๙๗๒ ประธานาธิบดีเยอรมนี ๑๙๕๙ – ๑๙๖๙
หรือพ.ศ. ๒๕๐๒ – ๒๕๑๒) และนายกรัฐมนตรี อาเดเนาว์ (KonradAdenauer ๑๘๗๖ – ๑๙๗๖ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ๑๙๔๙ – ๑๙๖๓ หรือ พ.ศ. ๒๔๙๒ – ๒๕๐๖) มารับเสด็จที่สถานีรถไฟกรุงบอนน์ เมืองหลวงของ
เยอรมนี (ตะวันตก) ในขณะนั้น

ในการเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรเทคโนโลยี และวิทยาการสมัยใหม่ของประเทศเยอรมนีเช่นเดียวกับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว อาทิ เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรโรงงานอุตสาหกรรมถลุงเหล็กของโรงงานบริษัทกรุปป์ในเมืองโบคุม โรงงานผลิตกล้องจุลทรรศน์และกล้องถ่ายรูปของบริษัทเอิร์นสต์ไลต์ซ เป็นต้น


 หัวเราะปิดปาก  รักกันนะ



                 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09,02, 2017, 13:37:16 โดย giant15 » บันทึกการเข้า
09,02, 2017, 20:05:41
maxga
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,303


« ตอบ #354 เมื่อ: 09,02, 2017, 20:05:41 »

รอตั้งนาน ยิ้มยิงฟัน
บันทึกการเข้า
10,02, 2017, 10:44:44
giant15
สมาชิก
**
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 420



« ตอบ #355 เมื่อ: 10,02, 2017, 10:44:44 »

สวัสดีวันศุกร์ครับ

       เราชอบดูชอบอ่านเรื่องสงครามกัน ซึ่งส่วนใหญ่ก็ทราบแต่การรบของสมรภูมิต่างแดน ของต่างชาติกัน วันนี้นำท่านมาใกล้ถึงบ้านกันเลย อาจเคยทราบกันแล้ว แต่ก็อยากนำเสนอแด่ท่านที่ยังไม่ได้อ่านกัน ไม่เป็นการเสียเวลา ขนมพร้อมน้ำพร้อม เริ่มเลย.... หัวเราะปิดปาก

        การรบที่เกาะช้าง
การพิพาทระหว่างไทยกับอินโดจีนของฝรั่งเศส พ.ศ.๒๔๘๓ - ๒๔๘๔
       

ความบาดหมางระหว่างประเทศไทยกับฝรั่งเศส   ได้คุกรุ่นมาตั้งแต่ไทยต้องเสียดินแดนให้้แก่ฝรั่งเศสครั้งแรกในปี  พุทธศักราช ๒๔๑๐   หลังจากนั้นฝรั่งเศสซึ่งกำลังแข่งขันกับประเทศ มหาอำนาจในการแสวงหาอาณานิคม    ได้ถือโอกาสที่ไทยมีกำลังน้อยกว่า    บีบบังคับยึดครองดินแดนจากไทยไปอีก  รวมดินแดนที่ไทยต้องเสียให้แก่ฝรั่งเศส ๕ ครั้ง   คิดเป็นเนื้อที่ ๔๖๗,๕๐๐ ตารางกิโลเมตร  เง้ออ

         ในระหว่างเกิดสงครามโลกครั้งที่  ๒  ในยุโรปอยู่นั้น   ฝรั่งเศสเกิดความห่วงใยต่ออาณานิคมของตนในอินโดจีน  เพราะเกรงว่าประเทศไทยจะส่งกำลังเข้ายึดครองพระตะบอง  เสียมราฐ  และศรีโสภณ ซึ่งถูกฝรั่งเศสยึดครองไป  เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๓๖  จึงเสนอขอทำสัญญาไม่รุกราน กับประเทศไทย ในปีพุทธศักราช ๒๔๘๒ ขณะเดียวกันรัฐบาลไทยภายใต้การนำของ  พลตรีหลวงพิบูลสงคราม ได้ยื่นข้อเสนอให้ฝรั่งเศสปรับปรุงเส้นเขตแดน ระหว่างไทยกับอินโดจีนฝรั่งเศสใหม่ โดยให้ถือแนวร่องน้ำลึกของแม่น้ำโขงเป็นเขตแดนตามแบบสากล กับให้ฝรั่งเศสคืนดินแดนฝั่งขวา ของแม่น้ำโขงตรงข้ามหลวงพระบาง และปากเซ และหากฝรั่งเศสไม่ได้ปกครองอินโดจีนแล้วขอให้ คืนลาวกับกัมพูชาให้ไทย   แว่นดำ

           
   
       รัฐบาลฝรั่งเศสได้ปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าวของไทย  ทำให้เกิดปฏิกิริยาในหมู่ ประชาชนชาวไทยเกือบทั้งประเทศ   ได้พร้อมใจกันเดินขบวนเรียกร้องดินแดนคืนจากฝรั่งเศส   สถานการณ์ตึงเครียดยิ่งขึ้น   เมื่อทั้งสองฝ่ายต่างจัดหน่วยกำลังเผชิญหน้ากันตามชายแดน    และภายหลังจากที่ ฝรั่งเศส  ได้ส่งเครื่องบินเข้ามาทิ้งระเบิดในจังหวัดนครพนม   เมื่อวันที่  ๒๘  พฤศจิกายน  พุทธศักราช ๒๔๘๓   กรณีพิพาทอินโดจีนจึงได้เริ่มขึ้น  และทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น  จนถึงใช้กำลังทหารเข้าสู้รบกัน   โดยกองทัพบกสนาม  อันประกอบด้วย  กองทัพบูรพา กองทัพอีสาน  และกองทัพพายัพ   ได้ปฏิบัติการรุกเข้าไปในดินแดนข้าศึก    พร้อมกับมีีตำรวจสนามให้การสนับสนุนด้วย
แนวรบ ได้้กระทำกันตั้งแต่พื้นที่สามเหลี่ยมตรงข้ามหลวงพระบางจรดอ่าวไทยที่อำเภอคลองใหญ่จังหวัดตราด กองทัพอากาศได้ทำการสู้รบกับเครื่องบินข้าศึก
 
                     

                       


 และโจมตีทิ้งระเบิดเป้าหมายทางบก ทางทะเล และรบร่วมกับกำลังทางพื้นดินอย่างได้ผล   จนได้ชื่อว่าผู้ครองอากาศเหนือยุทธบริเวณหลายแห่ง ส่วนกองทัพเรือก็ได้ประกอบวีรกรรมการรบทางทะเลที่สำคัญคือ “ยุทธนาวีที่เกาะช้าง”   

มาทราบขุมกำลังของฝ่ายเราก่อน  ยิ้มยิงฟัน

 เรือรบหลวงธนบุรี
เหตุการณ์ก่อนการรบ
เมื่ออากาศยานฝ่ายข้าศึกได้เข้ามาทิ้งระเบิดที่จังหวัดนครพนมเมื่อ ๒๘ พ.ย.๘๓ กองทัพเรือได้เริ่มดำเนินการส่งกำลังไปป้องกัน ตำบลคลองใหญ่ จังหวัดตราด ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนสุดทางด้านตะวันออกของไทยที่อยู่ริมฝั่งทะเล ติดต่อกับอินโดจีน ฝรั่งเศส และได้เริ่มลำเลียงกำลังพล พรรคนาวิกโยธินอันเป็นกำลังส่วนใหญ่ของกองพลผสมจันทบุรี ไปยังจังหวัดจันทบุรี และจังหวัดตราดเพื่อป้องกันการยกพลขึ้นบกของข้าศึกทางฝั่งตะวันออกของอ่าวไทย อันเป็นการป้องกันปีก และการตีโอบหลังกำลังทางบกของฝ่ายเรา
ก่อนการรบที่เกาะช้าง กองทัพเรือได้ส่งกำลังทางเรือ ๑ หมวด ประกอบด้วย เรือรบหลวง ๖ ลำ คือ
- เรือรบหลวงศรีอยุธยา มี นายนาวาตรีหลวงชำนาญ อรรถยุทธ เป็นผู้บังคับการเรือ
- ร.ล.ภูเก็ต มี น.ต.หลวงมงคลยุทธนาวี เป็นผู้บังคับการเรือ
- ร.ล.ปัตตานี มี น.ต.อำพัน ภมรบุตร เป็นผู้บังคับการเรือ
- ร.ล.สุราษฏร์ มี นายเรือเอก ชวน แสงต่าย เป็นผู้บังคับการเรือ
- ร.ล.คราม มี ร.ท.เจตน์ จุลชาติ เป็นผู้บังคับการเรือ
- ร.ล.ตระเวนวารี
ทั้งหมดอยู่ในบังคับบัญชาของ น.ต.หลวงมงคลยุทธนาวี ไปรักษาการณ์อยู่บริเวณเกาะช้าง ต่อมาเมื่อ ๑๔ ม.ค.๓๔ กองทัพเรือได้จัดกำลังทางเรืออีก ๑ หมวดไปผลัดเปลี่ยน ประกอบด้วย
- ร.ล.ธนบุรี มี น.ท.หลวงพร้อม วีรพันธ์ เป็นผู้บังคับการเรือ
- ร.ล.ระยอง มี น.ต.ใบ เทศนะสดับ เป็นผู้บังคับการเรือ
- ร.ล.สงขลา มี น.ต.ชั้น สิงหชาญ เป็นผู้บังคับการเรือ
- ร.ล.ชลบุรี มี ร.อ.ประทิน ไชยปัญญา เป็นผู้บังคับการเรือ
- ร.ล.หนองสาหร่าย มี ร.อ.ดาวเรือง เพชรชาติ เป็นผู้บังคับการเรือ
- ร.ล.เทียวอุทก
ทั้งหมดอยู่ในบังคับบัญชาของ น.ท.หลวงพร้อม วีรพันธ์

มาดูฝ่ายเขากันบ้าง  รายเนี่ย

กำลังเรือฝ่ายข้าศึก
เรือลาดตระเวน ลามอตตฺปิเกตฺ
กำลังเรือข้าศึก ในบังคับบัญฃาของ นายนาวาเอก เบรังเยรฺ (Be"ranger) จำนวน ๙ ลำ ประกอบด้วย
- เรือลาดตระเวน ลามอตตฺปิเกตตฺ เป็นเรือธง
- เรือสลุปแบบเรือ อามิราล ชารฺเนรฺ ๒ ลำ
- เรือปืน ๔ ลำ
- เรือสินค้าขนาดใหญ่ติดอาวุธ ๑ ลำ
- เรือดำน้ำ ๑ ลำ

เรือลาดตระเวน ลามอตตฺปิเกตฺ
การรบ

ร.ล.สงขลา
เช้าวันที่ ๑๗ ม.ค.๘๓ เวลา ๐๖๐๐ ข้าศึกได้ส่งเรือบินทะเล เครื่องบิน Loire  ๑๓๐  ๑ ลำ มาลาดตระเวนบริเวณเกาะช้างและได้ทิ้งระเบิด จำนวน ๒ ลูก แต่ไม่ถูกที่หมาย ร.ล.สงขลา และ ร.ล.ชลบุรี ได้ใช้ปืนต่อสู้อากาศยานขนาด ๗๕ มม. และปืนกล ขนาด ๒๐ มม. ยิงถูกเครื่องบนข้าศึกดังกล่าวตกทะเล ทางด้านใต้เกาะหวาย  หัวเราะปิดปาก ( สมน้ำหน้า )
ในขณะเดียวกันนั้นกำลังทางเรือข้าศึก จำนวน ๗ ลำ ได้เข้าโจมตี ร.ล.สงขลา และ ร.ล.ชลบุรี รวมทั้งอาคารบนเกาะง่าม ร.ล.สงขลา ได้ระดมยิงเรือลาดตระเวนลามตตฺปิเกตฺ แต่ลำเดียว ส่วน ร.ล.ชลบุรี ได้ทำการยิงไปหมู่เรือที่ ๒ และ ๓ ของข้าศึก

                   
                                      เครื่องบิน Loire  ๑๓๐

                     
                                                         เรือรบสงขลา

เรือสลุป อามิราล ชารฺเนรฺ
ร.ล.สงขลา ยิงถูกเรือลาดตระเวนข้าศึกบริเวณท้ายเรือ เรือทั้งสองฝ่ายร่นระยะใกล้เข้ามาตามลำดับ เมื่อสายมากขึ้นทัศนวิสัยดีขึ้น ร.ล.สงขลาจึงเริ่มถูกยิง จากเรือข้าศึกหลายทิศทาง ลามอตตฺปิเกตฺ ก็เปิดฉากระดมยิงเรือหลวงสงขลาทันที เรือหลวงสงขลายิงตอบโต้กลับ แต่ยังไม่มีมุมยิงตอร์ปิโดเนื่องจากจอดหันหัวเรือไปทางฝั่งเกาะช้างทำให้พลประจำปืนเสียชีวิตและบาดเจ็บ เรือเสียหายจนน้ำเข้าเรือ เกิดเพลิงไหม้ตอนกลางลำและท้ายเรือ ลูกปืนหมด ผู้บังคับการเรือจึงสั่งให้สละเรือใหญ่ เมื่อเวลาประมาณ ๐๖๔๕  เง้ออ

                     
                                                           เรือรบธนบุรี

ร.ล.ชลบุรี ยิงถูกเรือสลุปในหมู่เรือที่ ๒ ของข้าศึกจนต้องหนีออกไปจากแนวรบ และยิงรบเรือข้าศึกหมู่ที่ ๓ อีก ๒ ลำ จนไฟไหม้อย่างหนัก และตามทางสืบสวนอันเชื่อถือได้ มีว่าเรือดังกล่าวได้อับปางลงในทะเลลึก  ตาแป๋ว  ร.ล.ชลบุรี เองก็ถูกเรือข้าศึกยิงได้รับความเสียหายมากในขณะเดียวกัน  ร.ล.ชลบุรี ได้ทำการยิงต่อสู้กับหมู่เรือสลุปของฝรั่งเศสที่บุกเข้ามารุมโจมตี ร.ล.ชลบุรี ถูกกระสุนที่ท้ายเรือและกลางเรือจนเกิดระเบิดไฟลุกไหม้ เกิดไฟไหม้ตอนกลางลำและตอนท้ายเรือและเรือได้เริ่มจมลง ผู้บังคับการเรือจึงส่งให้ทำการสละเรือใหญ่ เมื่อเวลาประมาณ ๐๖๕๐  น้ำตาไหลพราก  นอกจากนั้นเมื่อเรือรบฝ่ายเราจมมิดน้ำหายไป แทนที่ข้าศึกจะเข้ามาช่วยเหลือชีวิตทหารที่ลอยคออยู่ในทะเล ฝ่ายข้าศึกกลับใช้ปืนใหญ่ ปืนกลยิงกราดมายังทหาร ซึ่งอยู่ในเรือเล็กและว่ายเข้าหาฝั่ง และสันนิษฐานได้ว่าข้าศึกได้ใช้กระสุนกาซพิษ นับว่าผิดอารยธรรมและประเพณีการรบทางเรืออย่างที่สุด  เง้ออ

การต่อสู้ระหว่าง ร.ล.ธนบุรี กับเรือข้าศึก ๔ ลำ

ร.ล.ธนบุรี ได้ออกเรือเพื่อไปช่วยเรือตอร์ปิโด ทั้งสองดังกล่าวแล้วข้างต้นเมื่อเวลา ๐๖๒๐ ร.ล.หนองสาหร่าย และร.ล.เทียวอุทก ก็ได้ออกเรือตามมา เมื่อ ร.ล.ธนบุรีออกเรือมาได้เล็กน้อยก็พบเรือข้าศึก ๑ ลำ ทางท้ายเกาะไม้ชี้ ตรวจพบว่าเป็นเรือลาดตระเวนลามอตตฺปิเกตฺ ผู้บังคับการเรือตัดสินใจเข้าต่อสู้ทันที เพราะเรือลำนี้เป็นกำลังสำคัญของกองทัพเรืออินโดจีนฝรั่งเศส และได้สั่งการให้ ร.ล.หนองสาหร่าย และ ร.ล.เทียวอุทก หลบไปอยู่ทางเหนือของเกาะช้าง เพราะเรือทั้งสองเป็นเรือขนาดเล็กไม่มีโอกาสใช้อาวุธให้ถึงเรือข้าศึกในระยะไกล

ร.ล.ธนบุรี มีระวางขับน้ำ ๒,๒๐๐ ตัน ความเร็ว ๑๖ น็อต มีปืนขนาด ๘ นิ้ว ๔ กระบอก ส่วนเรือลาดตระเวน ลามอตตฺปิเกตฺ มีระวางขับน้ำถึง ๙,๓๕๐ ตัน ความเร็ว ๓๓ น๊อต มีปืนขนาด ๖.๑ นิ้ว ๘ กระบอก ระยะที่รบกันเพียง ๑๔,๐๐๐ เมตร จัดว่าอยู่ในระยะปืนด้วยกันทั้งสองฝ่าย แต่ฝ่ายข้าศึกยิงได้เร็วกว่าาตามคุณลักษณะของปืน และยังมีตอร์ปิโดอีกถึง ๑๒ ท่อ
   
                   

การต่อสู้ระหว่างเรือทั้งสอง ซึ่งมีเส้นทางไปทางตะวันออกเริ่มเมื่อเวลา ๐๖๔๐ เสียงปืนเรือของทั้งสองฝ่ายใต้ได้ยินไปถึงจังหวัดตราดและจังหวัดจันทบุรี ฝ่ายเราได้ยิงถูกเรือข้าศึกก่อนบริเวณสะพานเดินเรือ ๒ นัด ฝ่ายข้าศึกเริ่มยิงตอร์ปิโดมายัง ร.ล.ธนบุรี ๓ นัด แต่ผิดเป้าหมาย ต่อมา ร.ล.ธนบุรี ก็ถูกกระสุนนัดแรกของข้าศึกที่ใต้สะพานเดินเรือ แล้วระเบิดเข้าไปในหอบังคับการ ผู้บังคับการเรือและจ่าเรือเสียชีวิตทันที นอกจากนั้นบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง แรงระเบิดทำให้เครื่องถือท้ายเกิดขัดข้อง ต้นหน คือ ร.ท.เฉลิม ส่วางถาวร ได้รับบาดเจ็บที่ศรีษะ ต้องออกไปที่สะพานเดินเรือ เพื่อใช้เครื่องมือท้ายอะไหล่ที่ท้ายเรือ

ร.ล.ธนบุรี ได้แล่นหมุนเป็นวงกว้างอยู่หลายรอบ ต่อเมื่อใช้เครื่องถือท้ายอะไหล่ได้แล้ว จึงกลับแล่นไปในทิศทางเดิม แต่การบังคับเรือไม่สู้จะคล่องแคล่วนัก
เรือข้าศึกที่สิ้นสุดการต่อสู้กับเรือตอร์ปิโดของไทยทั้งสองลำได้แล่นเข้ามาสมทบกับเรือของฝ่ายตนระดมยิงมายัง ร.ล.ธนบุรี อย่างหนัก แต่ ร.ล.ธนบุรี ยังคงดำรงความมุ่งหมายในการต่อสู้กับเรือลาดตระเวนลามอตตฺปิเกตฺ เนื่องจากเรือลำนี้เป็นเป้าสำคัญ ร.ล.ธนบุรี ได้ยิงถูกเรือลามอตตฺปิเกตฺ ซ้ำอีกบริเวณสะพานเดินเรือ ซึ่งเข้าใจว่าได้ก่อให้เกิดความเสียหายและเกิดขัดข้องบางประการ เรือลำนี้จึงได้หันออก เลี้ยวไปทางขวาเพื่อหลบซ่อม และขยายระยะยิงให้ห่างออกไป แต่ ร.ล.ธนบุรี ก็ยังดำรงการยิงต่อไปอย่างหนัก ซึ่งเป็นที่เชื่อได้ว่าได้ทำให้ข้าศึกเสียหายมากยิ่งขึ้น  ยิ้มเด้ง ( สู้ยิบตาเลย )

                       
                                                    เรือลาดตระเวนลามอตตฺปิเกตฺ

                         
                                                เรืออามิราล ชาร์เนร์ (Amiral Charner)

                         
                                                  เรือดูมองต์ ดูร์วิลล์ (Dumont d'Urville)

                           
                                                      เรือมาร์น (Marne)

                         
                                                   เรือตาอูร์ (Tahure)

                         
                                      เปรียบเทียบขนาดของเรือหลวงธนบุรี(สีขาว) กับเรือรบลามอตตฺปิเกตฺของฝรั่งเศส(สีดำ) (ผิดกันยังกับพ่อกับลูก ) เง้ออ

ร.ล.ธนบุรี กำลังทำการดับไฟที่ไหม้อย่างหนัก
ร.ล.ธนบุรี ถูกยิงซ้ำเติมหลายนัด กระสุนถูกบริเวณห้องนายทหารและห้องพันจ่า ทหารบาดเจ็บและเสียชีวิตหลายนาย กระสุนนัดหนึ่งทะลุเข้าไปในห้องกระสุนป้อมท้าย แต่โชคดีที่ไม่ระเบิดมิฉะนั้นจะก่อให้เกิดอันตรายแก่เรือและกำลังพลอย่างหนักที่สุด กระสุนบางนัดเป็นกระสุนเพลิงและกระสุนกาซพิษ ทำให้ ร.ล.ธนบุรี เกิดไฟไหม้ขั้นหลายแห่ง ควันไฟตระหลบคลุ้งอยู่ในเรือข้างล่างบริเวณช่องทางเดินเรือตอนกลางลำ และกระจายไปทั่วจนมองไม่เห็นอะไร ทำให้หายใจไม่สะดวกแต่ ร.ล.ธนบุรี ก็ยังดำรงการระดมยิงไปยังเรือลามอตตฺปิเกตฺ อย่างต่อเนื่อง  โมโหหน้าแดง

                   

เวลา ๐๗๔๐ เครื่องบินข้าศึกได้บินมาอยู่เหนือเรือ ตอนแรกทุกคนดีใจว่าเป็นเครื่องบินฝ่ายเรามาช่วยเหลือ แต่แล้วเครื่องบินดังกล่าวได้ทิ้งระเบิด ๑ ลูก ถูกห้องสูทกรรม (ห้องประกอบอาหาร) ทำให้ไฟไหม้หนักขึ้น ทหารได้รับบาดเจ็บและชีวิตอีกหลายนาย แต่กระนั้น ร.ล.ธนบุรีก็ยังทำการรบได้ต่อไป และได้ยิงถูกเรือลามอตตฺปิเกตฺ ที่ตอนท้ายเรือบริเวณป้อมท้ายเข้าอย่างจัง เห็นประกายไฟและควันพลุ่งตามมา ทำความเสียหายให้เรือข้าศึกอย่างหนัก เรือแล่นส่ายไปมา และได้ชักธงสัญญาณขึ้นที่พรวนหลายราว กับเปิดแตรไซเรนเป็นสัญญาณส่งคำสั่งให้เรือลำอื่น ๆ ฝ่ายตน เรือเหล่านั้นจึงได้ล่าถอยออกไปจากยุทธบริเวณ
เมื่อเรือข้าศึกหันหนีถอยไป ร.ล.ธนบุรี จะติดตามก็ไม่ทันเพราะความเร็วน้อย และสภาพของเรือก็ไม่อำนวยแล้ว ตามคำให้การของชาวประมง ได้ความว่าเมื่อเรือลามอตตฺปิเกตฺ แล่นออกไปนั้น ในเรือมีไฟลุกอยู่ที่ตอนท้ายเรือ และลำเรือตอนท้าย ปลิ่มน้ำผิดกว่าปกติมาก เรือตามอีก ๓ ลำ ได้แล่นประคองไปทางทิศตะวันตก

สภาพของเรือ ร.ล.เมื่อไฟสงบชั่วคราว

เมื่อเรือฝ่ายข้าศึกได้พากันล่าถอยไปแล้ว ป้อมปืนต่าง ๆ ได้รับคำสั่งให้หยุดยิงเมื่อเวลา ๐๘๒๐ ทหารประจำป้อมปืนพากันเปล่งเสียงชโยขึ้นพร้อม ๆ กัน ด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจที่เขาต่างก็ได้ช่วยกัน ทำหน้าที่ยิงปืนไปถูกเรือข้าศึก ได้รับความเสียหายอย่างหนักจนต้องล่าถอยไป จากนั้นก็ได้ช่วยกันดับไฟที่ไหม้อยู่อย่างหนัก แต่ไฟก็ยังไม่ทุเลาการลุกลาม ดังนั้น เพื่อมิให้กระสุนดินปืนในคลังของเรือเกิดระเบิดขึ้นเมื่อไฟลุกลามไปถึง จึงได้เปิดน้ำเข้าคลังกระสุนและดินปืนทำให้น้ำไหลเข้าเรือเร็วขึ้น ท้ายเรือแปล้น้ำมากขึ้นและเอียงทางกราบขวา แต่เรือก็ยังใช้จักรเดินต่อไปด้วยความสามารถของพรรคกลิน  ตาแป๋ว  ต่อมาเพื่อไฟไหม้ลุกลามไปถึงหลังห้องเครื่องจักร ควันไฟและควันระเบิด ได้กระจายไปถึงห้องเครื่องจักรใหญ่ เครื่องจักรช่วยและห้องไฟฟ้า หทารพรรคกลินในห้องไฟฟ้า ๘ นายไม่มีอากาศหายใจและได้เสียชีวิตไปขณะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ  น้ำตาไหลพราก
เมื่อเวลา ๐๙๕๐ ร.ล.ช้าง ซึ่งมี ร.อ.สนิท อังกินันท์ เป็นผู้บังคับการเรือได้นำเรือเข้าช่วยดับไฟ ที่ไหม้อยู่อย่างหนักบน ร.ล.ธนบุรี และเข้าทำการลากจูง ร.ล.ธนบุรี ซึ่งอยู่ในสภาพหมดหนทางแก้ไขให้คืนดีได้ นำไปเกยตื้นแถวแหลมงอบ เวลา ๑๑๓๐ ร.ล.ธนบุรี ถูกจูงมาถึงเขตน้ำตื้น และจูงต่อไปอีกไม่ได้แล้ว ร.อ.ทองอยู่ ส่วางเนตร์ ต้นเรือซึ่งทำหน้าที่แทนผู้บังคับการเรือ จึงสั่งให้ลำเลียงทหารบาดเจ็บลง ร.ล.ช้าง แล้วให้สละเรือใหญ่ ในที่สุดเมื่อเวลา ๑๖๔๐ กราบเรือทางขวาเริ่มจนน้ำมากขึ้น เสาทั้งสองเอนจมลงไป กราบซ้ายและกระดูกงูกันโคลงโผล่อยู่พ้นน้ำ

                       
                                            สภาพบนเรือเสียหายหนัก

ผลสรุปการรบ

ส่วนหนึ่งของนายทหารที่ทำการรบที่เกาะช้าง ส่วนหนึ่งของทหารประจำ ร.ล.สงขลา ที่ทำการรบที่เกาะช้าง
ทหารฝ่ายเราเสียชีวิต ๓๖ นาย เป็นทหารประจำ ร.ล.ธนบุรี ๒๐ นาย ร.ล.สงขลา ๑๔ นาย ร.ล.ชลบุรี ๒ นาย สำหรับการสูญเสียของฝ่ายข้าศึก ไม่ทราบจำนวนแน่นอน แต่ทราบกันว่าเมื่อเรือข้าศึกกลับถึงไซ่ง่อน ได้มีการขนศพทหารที่เสียชีวิต และทหารที่ได้รับบาดเจ็บขึ้นบกกันตลอดคืน  หัวเราะปิดปาก

การรบทางเรือครั้งนี้นับว่าเป็นการรบทางเรือที่ได้กระทำอย่างจริงจัง ในประวัติการรบของทหารเรือไทย นับแต่ได้ดำเนินการทหารเรือตามแบบอย่างของอารยประเทศที่เจริญในการเดินเรือ ซึ่งชาวไทยทั้งหลายควรภูมิใจ เพราะนับตั้งแต่สงครามญี่ปุ่น-รัสเซีย เมื่อ ปี พ.ศ.๒๔๔๗-๒๔๔๘ แล้วก็มีประเทศไทยที่เป็นประเทศในตะวันออกไกล ชาวเอเซียได้ทำการรบทางเรืออย่างแท้จริงกับชาติตะวันตกแม้ฝรั่งเศสเอง ซึ่งเป็นข้าศึกของเราในครั้งนั้นก็ยังกล่าวสรรเสริญถึงวีรกรรมของทหารเรือไทย ดังได้ปรากฎในวิทยุกระจายเสียงสถานไซ่ง่อน เมื่อ ๑๙ ม.ค.๘๓ มีความว่า
" แต่เราจะลืมเสียมิได้ที่จะสรรเสริญการต่อสู้อย่างทรหดกล้าหาญของทหารไทย เราขอน้อมเคารพพวกทหารเรือไทยที่ได้สิ้นชีพในการต่อสู้อย่างถึงที่สุดสมเกียรติทหาร เพื่อบ้านเกิดเมืองนอนของเขาด้วย "
นับจากการรบที่เกาะช้าง จนถึงวันลงนามย่อในสัญญาสันติภาพ เมื่อ ๑๑ มี.ค.๘๔ ที่กรุงโตเกียว ไม่ปรากฎว่ามีเรือรบข้าศึกเข้ามาในอ่าวไทยเลย ตรงข้ามกับฝ่ายเราซึ่งได้ส่งกำลังทางเรือออกทำการตรวจทะเลยึดการคมนาคมไว้ในมือแต่ผู้เดียว  แว่นดำ

นรกในห้องเครื่อง


การสู้รบของเรือธนบุรี จะเป็นเรื่องราวโดยสมบูรณ์ไม่ได้ ถ้าจะเว้นกล่าวถึงการปฏิบัติงาน ของเหล่าพรรคกลิน ในห้องเครื่อง การทำงานของพรรคกลินเรือเรา เต็มไปด้วยความอดทน และเสียสละที่สุด ทำงานในท่ามกลาง กลุ่มควันไฟ และควันแก๊ส ที่พวยพุ่งลงไปในห้องเครื่องไม่ขาดสาย พวกเราไม่รู้จักว่า นรกเป็นอย่างไร แต่อยากจะพูดว่า ห้องเครื่องของเรือเรา ในขณะนั้น ก็คือนรก นรกชัด ๆ ทีเดียว
         รายงานบางตอน ของว่าที่ ร.ต.อุดม สุทัศน์ ณ อยุธยา นายช่างกล และจ่าสำรอง สมุด สูงปานเขา จะแสดงให้เห็น ภาพของนรกในห้องเครื่อง เป็นอย่างดี
        ต่อไปนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายงานของ ว่าที่ ร.ต.อุดม สุทัศน์ ณ อยุธยา

                 
              น.ท.หลวงพร้อม วีรพันธ์ ผู้บังคับการเรือ ร.ล.ธนบุรี เสียชีวิตในการรบ

   "...ก่อนหน้าที่ข้าพเจ้า จะวิ่งไปจากท้ายเรือ เพื่อจะไปปฏิบัติงานนั้น ทหารคนหนึ่งได้ชี้ให้ข้าพเจ้า ดูเรือลามอตต์ปิเกต์ ซึ่งกำลังบังเกาะอยู่ครี่งลำ   มองเห็นหางส่วนท้าย สีเรือเป็นสีหมอกนวลๆ เห็นได้ลางๆ เพราะไกล แต่ก็เห็นรูปเรือได้ชัด เพราะใหญ่ ข้าพเจ้ามิได้พิจารณาอะไรต่อไป นอกจากวิ่งลงไปในห้องเครื่อง สั่งให้ทหาร ปลดเกียร์หมุนเครื่องออก ขณะนี้ ทางห้องเครื่องจักรช่วย ได้เดินเครื่องดีเซลขับกำเนิดไฟฟ้า ๒๐๐ กว. ไว้เรียบร้อยแล้ว และได้สับสวิตช์ไฟ จ่ายมาห้องเครื่องทันที เนื่องจากลิ้นและก๊อกต่างๆ เราเปิดพร้อมอยู่แล้ว เราจึงเดิน เครื่องจักรช่วยต่างๆ (มอเตอร์สูบน้ำหล่อ มอเตอร์สูบน้ำมันหล่อเลี้ยง และมอเตอร์ สูบน้ำมันเชื้อเพลิง) ได้ทันที ภายในชั่วเวลาเล็กน้อย ราว ๕ นาที หลังจากได้รับคำสั่ง ให้ประจำสถานี เราก็รายงาน ไปยังสะพานเดินเรือว่า เครื่องพร้อมแล้ว น.ต.โสภณ ทิมกระจ่าง ต้นกล ร.อ.อู๊ด นุชเนตร รองต้นกล ร.ต.แฉ่ง เผื่อนสา สรั่งช่างกล พร้อมทั้งข้าพเจ้า ได้ประจำอยู่ในห้องเครื่องหมด ในการใช้เครื่องจักรใหญ่ ข้าพเจ้าประจำเครื่องซ้าย และ พ.จ.ท.ทองอยู่ เงี้ยวพ่าย ประจำเครื่องขวา เราคอยที่จะรับคำสั่ง ให้เคลื่อนเรือเท่านั้น เข้าใจว่าเวลานี้ ทางปากเรือคงทำการหะเบสสมออยู่ ขณะนี้ทหารคนหนึ่ง วิ่งลงมาบอกอีกว่า ให้เปิดลมปืน มีใครคนหนึ่ง ตะโกนบอกไปว่า ได้เปิดไปให้แล้ว ในขณะนี้ ทุกคนแทบจะไม่หายใจ ตาต่างก็จับจ้อง ดูที่เครื่องสั่งคำสั่ง จากสะพานเดินเรือ ทุกคนพร้อมที่จะปฏิบัติงาน ตามคำสั่งในทันที

       เวลา ๐๖๒๕ ได้รับคำสั่งให้เดินหน้า เราได้ปฏิบัติทันที และเร่งครึ่งตัว และเต็มตัวตามลำดับ คำสั่งที่ได้รับ เราได้เดินเครื่องอัดลม ที่ใช้ในการปืนไว้ ซึ่งกำลังดันของลม อยู่ในเกณฑ์ใช้การ ๑๕๐-๒๐๐ กก./ซม. ตลอดเวลา เมื่อเริ่มออกแล่นไปได้สักครู่ ก็ได้ยินเสียงโครมสนั่นข้างบน เรือเรากระเทือนไปทั้งลำ จะเป็นเพราะเสียงปืนของเรา ทำการยิง หรือเป็นเพราะอำนาจระเบิดกระสุน ที่มาถูกเรือเราก็ไม่ทราบ ข้าพเจ้าดูนาฬิกาในห้องเครื่อง เป็นเวลา ๐๖๔๕ พอดี ต่อจากนั้น มีเสียงยิงกันตลอดเวลา ทหารพรรคกลินคนหนึ่ง วิ่งลงไปในห้องเครื่อง เลือดเต็มตัวไปหมด ได้ทราบว่า ช่วยกันลำเลียงคนเจ็บ ในขณะนี้ เริ่มมีควันพลุ่งลงไปในห้องเครื่องบ้างแล้ว เพราะบางครั้ง มีลูกไฟร่วงกราว ลงไป ขณะนี้เสียงปืนคงดังคำรามอยู่ตลอดเวลา มี ๒-๓ ครั้ง ที่รู้สึกว่า เรือกระโชกจนตัวเซ ชั่วเวลาประมาณ ๑๐ นาทีต่อมา รู้สึกว่ามีการระเบิดอย่างรุนแรงอีกครั้งหนึ่ง เรือกระเทือนมาก สักครู่หนึ่ง ต้นเรือวิ่งมาบอกกับต้นกลว่า เครื่องหางเสือเสีย ใช้ไม่ได้ ต้นกลสั่งให้ พ.จ.อ.นกเล็ก กระหม่อมทอง ขึ้นไปตรวจดู พ.จ.อ.นกเล็ก ไปสักครู่ ก็กลับมารายงานต้นกลว่า เครื่องหางเสือ มิได้มีการชำรุดเสียหายอย่างใด เข้าใจว่าสายไฟฟ้าคงขาด ขณะนี้ ควันได้มาอบในห้องเครื่อง มากเข้าทุกที พัดลมดูดเอาควันเข้ามา อย่างมากมาย สีดำก็มี เขียวก็มี และเหลืองก็มี ต้นเรือทำหน้าที่ วิ่งขึ้นวิ่งลงสั่งเครื่องจักร บางครั้งก็มี พ.จ.อ.นกเล็ก และทหารคอยติดต่อ สั่งให้เครื่องโน้นเบา เครื่องนี้หยุด ฯลฯ ซึ่งเข้าใจว่า คงกำลังใช้เครื่องจักร ช่วยในการถือท้าย มีครั้งหนึ่ง ที่ต้นเรือวิ่งถลามา นั่งเหยียดขา อยู่กับพื้นใกล้ๆ กับข้าพเจ้า ด้วยความเหนื่อยอ่อน หมดกำลัง ต้นกลได้เข้าไปประคอง และนวดเฟ้นอยู่สักครู่หนึ่ง ต้นเรือก็เกาะราวเดินลากขา ขึ้นไปข้างบนอีก จากทางลงห้องเครื่องของนายทหาร มีไฟแลบลงมา ซึ่งแสดงว่าเวลานี้ ไฟไหม้อยู่ข้างบน รองต้นกลได้ต่อสายสูบ เข้ากับหัวต่อภายในห้องเครื่องใกล้ๆ กับสูบโยกมือ สำหรับสูบน้ำมันตก และทำการดับไฟ แต่ไม่ได้ผลเพราะน้ำไม่แรงพอ ต้องไต่บันไดขึ้นไป เพื่อให้หัวฉีดๆ ใกล้ๆ กับตำบลที่ไฟแลบ แต่ก็ไม่ได้ผลอีก ไม่มีอะไรจะเป็นอุปสรรคร้าย เท่าควันและแก๊ส ซึ่งถูกดูดลงไปในห้องเครื่องไม่ขาดสาย เราพยายามหยุดพัดลมเป็น ระยะ ๆ ระยะที่รู้สึกว่าควันขาดสาย เราก็เดินพัดลม เพื่อให้อากาศบริสุทธิ์เข้า ระยะใดที่มีควันพลุ่งเข้ามา เราก็หยุดพัดลมเสีย ดังนี้เรื่อยไป แต่อย่างไรก็ตาม เราไม่สามารถจะแก้อุปสรรคข้อนี้ ให้ตกไปได้ ควันคงคลุ้งกระ จาย อยู่เต็มห้องเครื่อง ข้าพเจ้าพยายามมอง ดูนาฬิกาในห้องเครื่อง ว่าเป็นเวลาเท่าใด แต่ไม่สามารถมองเห็น ได้ ในขณะนี้ ต้นกลยืนอยู่หน้าห้องโทรศัพท์ รองต้นกลกำลังอำนวยการดับไฟ สรั่งช่างกลคอยติดต่อคำสั่ง และรายงานเหตุการณ์ มีครั้งหนึ่ง ที่ได้ยินเสียระเบิดอย่างหนัก ข้างบนตอนเหนือห้องเครื่อง (ข้าพเจ้ามาทราบในภายหลังว่า ถูกบอมบ์จากเรือบินข้าศึก) สวิตช์ไฟฟ้าตกทันที ไฟฟ้าดับหมด มอเตอร์ต่างๆ เริ่มหยุด แต่เครื่องคงเดินต่อไปเป็นปกติ ขณะนี้รู้สึกขลุกขลักเป็นกำลัง ควันก็ทำให้มองเกือบไม่เห็นอะไรอยู่แล้ว ซ้ำไฟฟ้ายังดับเสียอีก เคราะห์ของเรายังดี สักครู่หนึ่ง ไฟก็กลับสว่างขึ้นอีก และมอเตอร์ต่างๆ ซึ่งเกือบจะหยุด ก็หมุนทำงาน เป็นปกติต่อไป เข้าใจว่าสวิตช์ใหญ่ในห้องเครื่องจักรช่วย คงจะตกและทางห้องเครื่องจักรช่วย คงจัดการสับให้ทันที เราคงอยู่ประจำ ทำงานกันในห้องเครื่องตลอดไป เครื่องจักรคงหมุนด้วยความเร็วสูง ข้าพเจ้าเหลือบเห็นต้นกล ทรุดลงนั่งด้วยท่าทางอ่อนระโหย จ.อ.เพื่อน ยืนพิงขวดลม ท่าทางหมดแรง ข้าพเจ้ารู้สึก กระวนกระวาย ทั้งๆ ที่ข้าพเจ้าใช้ผ้าชุบน้ำ ปิดปากและจมูกอยู่ตลอดเวลา เป็นการประทัง พอให้ทำงานได้ หลายต่อหลายครั้ง ที่ข้าพเจ้าพยายามก้มหน้า เข้าไปใกล้เครื่อง เพื่อสูดลมหายใจ ทั้งที่การหายใจใกล้เครื่อง ในลักษณะเช่นนั้น ก็เหมือนกับยืนหายใจในที่อื่น แต่ความรู้สึกจากนัยน์ตา หลอกข้าพเจ้าว่า ณ ที่นั้นไม่มีควัน ข้าพเจ้ายื่นกระป๋องน้ำให้ต้นกล เพื่อใช้น้ำนั้นซุบผ้าปิดจมูกกันสำลัก แต่ท่านสั่นหัว ...."

           
                  ทหารผ่านศึกจาก ร.ล.ธนบุรี

             
             นายกรัฐมนตรี ทำพิธีประดับแพรแถบเหรียญกล้าหาญแก่ธงฉานประจำ ร.ล.ธนบุรี

             
             อนุสรณ์สถาน ร.ล.ธนบุรี

             
            แผ่นป้ายอนุสรณ์การรบที่เกาะช้างของกองทัพเรือฝรั่งเศส


ข้าพเจ้าขอนำเอาความรู้สึกของจ่าสำรอง ละมุด ในขณะนั้น 
         ".....ข้าพเจ้าประจำอยู่ที่เครื่องสูบน้ำ ยิ่งนาน ควันก็ยิ่งมากขึ้นทุกทีๆ มีทั้งควันสีเหลือง เขียวและดำ จนรู้สึกว่า ปอดของข้าพเจ้า เหมือนถูกอะไรรัดเข้าทุกทีๆ จนไม่อาจหายใจทางจมูกได้ จึงหายใจทางปาก โดยใช้ผ้าชุบน้ำ แล้วปิดปาก ค่อยๆ ระบายออก นานๆ ครั้ง ข้าพเจ้าคงประจำหน้าที่อยู่ตลอดเวลา ทั้งๆ ที่รู้สึกว่า จะหมดลมหายใจอยู่แล้ว คำว่าวินัย เตือนและปลุกความรู้สึก ของข้าพเจ้าอยู่ตลอดเวลา ราวกับมีสิ่งหนึ่ง มาคอยกระซิบ ที่ข้างหูของข้าพเจ้าว่า "ถึงแม้จะตาย ก็จงตายอยู่ข้างสูบน้ำ ที่ข้าพเจ้าเฝ้ามันอยู่" วินัยที่ ผู้บังคับบัญชา เฝ้ากวดขัน วินัยที่เขียนติด ตามป้อมปืนในเรือ เตือนให้ข้าพเจ้าระลึกถึงหน้าที่ ที่ข้าพเจ้าประจำอยู่ ข้าพเจ้ายอมตายเสียดีกว่า ที่จะละทิ้งหน้าที่ไป 

         ขณะที่เกือบสลบแล้วสลบอีกอยู่นี้ ข้าพเจ้าได้แลเห็นรองต้นกล (ร.อ.อู๊ด นุชเนตร) อยู่ไหวๆ ท่านเดินมาหาข้าพเจ้า แต่ไม่ถึงข้าพเจ้า จึงได้วิ่งไปหาท่าน และเห็นท่าน ฟุบอยู่ตรงนั้น แล้วก็ลุกขึ้นเดินไป อย่างกระสับกระส่าย ซึ่งดูแล้ว ไม่ผิดข้าพเจ้าเลย ข้าพเจ้าดูแล้ว รู้สึกสังเวช และสงสารท่านเป็นที่สุด แต่หมดหนทาง ที่จะช่วยเหลือท่านได้ เพราะเราก็ไม่ต่างอะไรกับท่านนัก ควันมากขึ้นทุกทีๆ จนมองกันใกล้ๆ เกือบไม่เห็นตัว ไม่รู้ใครอยู่ที่ไหนบ้าง ข้าพเจ้าหวนกลับไป ที่สูบน้ำอีกครั้งหนึ่ง เอาจมูกรอที่ก้านเพลา เพื่อให้อากาศผ่าน แต่หามีอากาศไม่ ข้าพเจ้าจึงทรุดตัวลง นั่งบนถังแยกน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งติดกับเครื่องสูบน้ำดับไฟ ขณะนี้ ข้าพเจ้ามีลักษณะอาการอย่างไร ก็สุดแสนที่จะแสดงความรู้สึกออกมาได้ นอกจากจะไม่มีอากาศหายใจแล้ว ยังรู้สึกเหม็นดินปืน กลิ่นคาวเลือด และกลิ่นของสี การหายใจชักขัด ๆ และเริ่มไอจนรู้สึกเสียดท้อง..."

         พวกพรรคกลินเรา ขึ้นมาจากห้องเครื่อง ในเมื่อเราได้หยุดใช้เครื่องจักร คือหลังจากเราหยุดยิง และต้นเรือ สั่งให้หยุดเครื่อง ทำการดับไฟแล้ว พวกพรรคกลิน เราต้องทำงานอยู่ใน "นรก" เป็นเวลาเกือบสองชั่วโมง สองชั่วโมง ที่ไม่มีอากาศธรรมดาจะหายใจ สองชั่วโมงที่ต้องทนสูดควันแก๊ส และควันไฟเข้าไปในปอด อันยังผลให้นายทหาร พันจ่า จ่า และทหารพรรคกลินของเรา ๖ นาย ต้องถูกส่งไปรับการรักษาพยาบาล ที่โรงพยาบาลจันทบุรี หลังจากการรบ เนื่องจากนัยน์ตาฟาง มองเกือบไม่เห็นอะไร และการหายใจปวดแสบปวดร้อน ช่องหลอดลม สองชั่วโมงที่จะเป็น เกียรติประวัติิ ในทางวินัย ของเหล่าพรรคกลินเรือเรา ที่ทำให้เรารู้สึกภูมิใจเป็นที่สุด แต่กระนั้นก็ดี เรายังมีสิ่งที่น่าภูมิใจ ยิ่งกว่านั้นอีก ทหารพรรคกลินเรือของเรา ๘ คน ในห้องเครื่องจักรช่วย (ห้องไฟฟ้า) ได้ยอมเสียชีวิต เพื่อปฏิบัติหน้าที่ ของเขาจนวาระสุดท้าย อยู่ในห้องนั้น ภาพที่พวกเราบางคน ได้เห็นพวกเรา ๘ คนนี้ ในครั้งสุดท้าย ขณะนั่งทำการรบ ยังตราตรึงใจ พวกเรานัก 

                     
                       ส่วนหนึ่งของนายทหารที่ทำการรบที่เกาะช้าง

                     
                      ส่วนหนึ่งของทหารประจำ ร.ล.สงขลา ที่ทำการรบที่เกาะช้าง

                     
                       เจรจา
บันทึกการเข้า
10,02, 2017, 10:49:47
giant15
สมาชิก
**
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 420



« ตอบ #356 เมื่อ: 10,02, 2017, 10:49:47 »

มาต่อกัน

             พ.จ.อ.นกเล็ก กระหม่อมทอง ซึ่งลงไปในห้องเครื่องจักรช่วย เพื่อตรวจฟิวส์ของเครื่องถือท้าย เล่าว่า "...เวลานั้นข้าพเจ้าเห็น จ.อ.ขัน กำลังคุมสวิตช์ไฟอัตโนมัติ จ.ท.พรม กำลังทำความสะอาดลูกสูบ ของเครื่องไฟฟ้า ๖๐ กว. ขวาที่ถอดไว้ พลฯลำดวน กำลังคุมสวิตช์ไฟ และฟิวส์ไฟกำลังต่างๆ ที่กระดานสวิตช์ จ่ายไฟ (Switch Board) พลฯสมัย กำลังคุมเครื่องไฟฟ้า ๒๐๐ กิโลวัตต์ซ้าย พลฯ ยู่เอี๋ยวกำลังคุมเกซ วัดกำลังดันต่างๆ ของเครื่องไฟฟ้า ๒๐๐ กิโลวัตต์ซ้าย และทหารนอกนั้น คุมอยู่สองข้างเครื่อง ข้าพเจ้าได้สั่งให้ จ.อ.ขัน ให้คุมสวิตช์อัตโนมัติ อย่าให้ตกได้ เพราะว่าเรือเรา ได้ยิงกับเรือฝรั่งเศสแล้ว และให้ จ.ท.พรม เตรียมเดินเครื่องไฟฟ้า ๒๐๐ กิโลวัตต์ขวา ไว้ให้เรียบร้อย เพื่อว่าเครื่อง ๒๐๐ กิโลวัตต์ซ้ายเสีย จะได้ใช้ ทัน แล้วข้าพเจ้า ก็ขึ้นจากห้องเครื่องจักรช่วย...."
         หลังจากเมื่อการรบ ได้สุดสิ้นลงแล้ว ทหารของเรา ๕-๖ คน สวมหน้ากากกันไอพิษ พยายามจะเข้าไป ช่วยพวก ๘ คนนี้ แต่ไม่สำเร็จ เพราะไม่สามารถฝ่าเพลิง ที่กำลังลุกลามอยู่เข้าไปได้ เขาตายอยู่กับงานของเขา ตายในที่ๆ ไม่มีอากาศจะหายใจ ท่ามกลางกลุ่มควัน และความร้อน อันแสนจะทรมาน  มันเป็นการตาย อย่างสมเกียรติที่สุด ตายอย่าง " เสียชีพไป่เสียสิ้น ชื่อก้อง เกียรติงาม"

จบไปอีกตอนสำหรับการรบของทหารหาญบรรพบุรุษไทย ขอบคุณที่เข้ามาอ่าน  หัวเราะปิดปาก รักกันนะ
บันทึกการเข้า
13,02, 2017, 15:41:01
tongtong647
สมาชิก
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 151


« ตอบ #357 เมื่อ: 13,02, 2017, 15:41:01 »

เคยมีอยู่ 6. ตอนนี้เหลือ 5 ครับ.  ยิ้มยิงฟัน

 

   
   มีเบื่อๆ ซักกระบอกไหม หรือแลกกับ sti edge ก็ได้นะครับ
บันทึกการเข้า
13,02, 2017, 23:23:08
giant15
สมาชิก
**
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 420



« ตอบ #358 เมื่อ: 13,02, 2017, 23:23:08 »

อยู่ว่างดูหนังกัน   แว่นดำ


ตัวอย่าง  <a href="http://www.youtube.com/watch?v=qgjunAEfCUc" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=qgjunAEfCUc</a>


เต็มเรื่องตามลิงค์เลย   หัวเราะปิดปาก รักกันนะ

http://www.newmovie-hd.com/hacksaw-ridge-วีรบุรุษสมรภูมิปาฏิ/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13,02, 2017, 23:27:35 โดย giant15 » บันทึกการเข้า
16,02, 2017, 16:58:06
KING-POWER
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 11,914


« ตอบ #359 เมื่อ: 16,02, 2017, 16:58:06 »


The Sound Of Silence


           <a href="http://www.youtube.com/watch?v=JsGSlx7i9Z8" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=JsGSlx7i9Z8</a>


                 

                 

                 

                   

                   

                   

                   

                   

                     

                     

                     

                     

                       

                       

                       

                       

                         

                         

                         

                         

                         

                           

                           

                           

                           

                           

                           

                           

                             

                             
บันทึกการเข้า

จะทำงานใหญ่ ต้องกล้าหาญชาญชัย
หน้า: 1 ... 22 23 [24] 25   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: