GUN IN THAILAND
23,11, 2017, 07:47:26 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Google
หน้า: 1 ... 25 26 [27]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ปืนยูเอสอาร์มี่ 1911 และภาพเรื่องราวของประวัติศาสตร์สงคราม  (อ่าน 27413 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
08,09, 2017, 21:28:48
giant15
สมาชิก
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 447



« ตอบ #390 เมื่อ: 08,09, 2017, 21:28:48 »



   Child protection....

                       

                       

                       

                       

                       

                       

                       

                       

                       

                       

                       

                       


สวัสดีคืนวันศุกร์ครับ  ดูรุปสบายๆ กันก่อนนะครับ  หัวเราะปิดปาก รักกันนะ
บันทึกการเข้า
09,09, 2017, 07:15:51
maxga
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,369


« ตอบ #391 เมื่อ: 09,09, 2017, 07:15:51 »

 ปรบมือ
บันทึกการเข้า
09,09, 2017, 12:12:40
giant15
สมาชิก
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 447



« ตอบ #392 เมื่อ: 09,09, 2017, 12:12:40 »

กำลังพยายามกู้ภาพอยู่นะครับ ไม่รู้ฝากรูปกับไฟล์ไหนดี ช่วยบอกที  ธุจ้า
บันทึกการเข้า
09,09, 2017, 21:12:17
atts35
สมาชิก
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 332



« ตอบ #393 เมื่อ: 09,09, 2017, 21:12:17 »

ได้ความรู้เพียบครับผม ขอบคุณครับ
บันทึกการเข้า

อย่าดึงฟ้าต่ำ อย่าทำหินแตก อย่าแยกแผนดิน
20,10, 2017, 06:54:38
giant15
สมาชิก
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 447



« ตอบ #394 เมื่อ: 20,10, 2017, 06:54:38 »

สวัสดีเช้าวันศุกร์ครับ.. หัวเราะปิดปาก รักกันนะ ว่างๆ ก็ท่องโลกอินเตอร์เน็ต อ่านโน้นนั้นนี้กันให้สมองไม่เป็นอันไซเมอร์ก่อนวัยอันควร เพราะสมัยนี้คนเราสบายและไม่สนใจอ่าน ดูแต่รูป ทำให้สมาธิไม่ค่อยมี อ่านไปก็เจอเรื่องหนึ่งน่าสนุก ก็เลยก๊อป มาให้เพื่อนพ้องน้องพี่ได้อ่านกันต่อนะครับ  ุทุบๆ  พร้อมแล้วเริ่ม ....

                   

ยุคสมัยเปลี่ยนไปมาก เปลี่ยนไปรวดเร็ว หลายอย่างก็เปลี่ยนไปให้ชีวิตผู้คนดีขึ้น แต่บางอย่างก็เปลี่ยนไปและสูญหายอย่างน่าเสียดาย

ผมกำลังพูดถึงความกล้าที่จะใช้ชีวิตห้าวหาญ กล้าที่จะเผชิญกับสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ที่ดูเหมือนจะหายไปจากสังคมนี้เหลืออยู่เพียงในภาพยนต์


ในยุคนี้สมัยนี้เรามักจะมี Hero เป็นนักกีฬา, นักร้อง,​ดารานักแสดง, net idol หรือเจ้าสัวที่ร่ำรวย แต่หากได้มองย้อนไปในประวัติศาสตร์กันบ้างอาจจะได้เห็นวีรบุรุษแท้ๆที่ไม่เคยปรากฎตัวในหน้าโทรทัศน์หรือ Facebook คนเหล่านี้ล้วนมีความน่าสนใจและน่าทึ่งเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความกล้าหาญ, ความเสียสละ และ ความเป็นผู้นำ

ท่านนายพล James Gavin ผู้มีฉายาว่า Jumping General นับเป็นคนหนึ่งที่โดดเด่นมากในทุกๆด้านเลยครับ เอาเป็นว่าผมจะมาเล่าให้ฟังกันอย่างย่อๆ เพียงเพื่อให้เห็นกันว่าวีรบุรุษตัวจริงนั้นมีลักษณะอย่างไรเพื่อเป็นแรงบันดาลใจกันบ้าง

ผมเร่ิมสนใจนายพล James Gavin เป็นครั้งแรกเมื่อเอาหนังสงครามเก่าๆเรื่อง A Bridge too far (ชื่อไทยว่า “สะพานนรก”) ซึ่งเป็นเรื่องการรบของพลร่มในฮอลแลนด์สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 กลับมาดูอีกครั้ง

                               


ดูไปแล้วผิดสังเกตที่ว่านายพลผู้บังคับกองพลที่ 82 ของอเมริกา แสดงโดย Ryan O’neal ทำไมถึงหนุ่มนัก ใส่หมวกเหล็กและแบกปืน M1 Garand เหมือนพลทหาร แถมยังโดดร่มลงไปรบกับเยอรมันด้วย ผมคิดในใจว่าโม้ปนมั่วแน่นอน

                               
                               ฉากนี้คือฉากที่ผมสังเกตเห็นความผิดปรกติ คนกลางคือ Ryan O’Neal ที่แสดงเป็นนายพล Jim Gavin นายพลอะไรจะหนุ่มหล่อปานนี้ และยังแต่งตัวเหมือนพลทหาร แตกต่างจากนายพลคนอื่นที่แต่ตัวกันเต็มยศ

แต่เมื่อไปค้นดูก็พบว่า ผู้บังคับกองพลท่านนั้นคือ  นายพล James Gavin ผู้ซึ่งมีฉายานามว่า “Jumping General” เพราะว่าแบกปืนกระโดดร่มลงไปร่วมรบกับทหารใต้บังคับบัญชาทุกครั้ง และเป็นผู้บังคับกองพลที่มีอายุน้อยที่สุดของอเมริกาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อายุเพียง 36 ปีเท่านั้น แสดงว่าหนังไม่มั่วครับ

                               
                                 นักแสดง Ryan O’Neal

                               
                                 นายพลสองดาว James Gavin ที่หล่อไม่แพ้ Ryan O’Neal

จากนั้นก็ทำให้ผมตามไปอ่านประวัติของนายพลท่านนี้ต่อด้วยความสนใจ

James Gavin เป็นลูกกำพร้าที่ถูกเลี้ยงมาโดยพ่อแม่บุญธรรมอย่างแร้งแค้นในเหมือง จนกระทั้งอายุ 17 ปีจึงได้สมัครเข้าเป็นพลทหาร!!!! และถูกส่งไปประจำที่ปานามา

แต่ด้วยความมุ่งมั่นและขยันก็สามารถสอบคัดเลือกจากที่เป็นนายสิบให้เข้าโรงเรียนนายร้อย West Point ได้ทั้งๆที่เรียนหนังสือจบแค่ เกรด 8 (ประมาณ ม.2 ในการศึกษาบ้านเรา) เมื่อเมื่อจบมาแล้วก็ถูกส่งไปทำงานต่างๆหลายที่ แต่งานที่สำคัญมากชิ้นหนึ่งก็คือการศึกษายุทธวิธีของประเทศต่างๆและเขาเมื่อได้เห็นการใช้พลร่มของเยอรมันนีในการบุกเบลเยี่ยม เขาจึงเริ่มศึกษาเรื่องของพลร่มและเขียนคู่มือทางยุทธวิธีของกองทหารพลร่มในกองทัพอเมริกันขึ้นมาเป็นครั้งแรก

เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองเกิดขึ้นในยุโรป Gavin เป็นทหารกลุ่มแรกที่เข้ารับการฝึกโดดร่มและเป็นกำลังหลักในการก่อตั้งกองทหารพลร่มของสหรัฐ ในฐานะผู้บังคับการกรม 505 ซึ่งต่อมาเป็นหน่วยที่โดดร่มเข้าสู่สมรภูมิเป็นหน่วยแรกของกองทัพสหรัฐ

Gavin สร้างหน่วยของเขาขึ้นมาจากศูนย์ ด้วยความที่เป็นหัวหน้าที่เข้มงวดและลงมือด้วยตัวเอง เขาวางแผนและฝึกอย่างหนักจนกรม 505 ได้รับการยอมรับว่าเป็นหน่วยรบที่ดีที่สุดหน่วยหนึ่งของกองทัพ ฝึกจนกระทั่งทุกคนในหน่วยถอดแบบมาจากตัวเขาที่เป็นผู้บังคับบัญชาทั้งในสนามรบและตลอดเวลา 24 ชั่วโมง

                   
                   James Gavin ในขณะที่เตรียมตัวขึ้นโดดร่มในช่วงการฝึก

Gavin สั่งนายทหารในหน่วยว่านายทหารหน่วยนี้จะต้องเป็นคนแรกที่จะโดดออกจากเครื่องบิน และคนสุดท้ายในแถวรับอาหาร ซึ่งได้กลายมาเป็นประเพณีปฏิบัติของทหารพลร่มสหรัฐมาจนถึงวันนี้

ในการออกรบครั้งแรกของหน่วยพลร่ม 505 คือการโดดร่มลงหลังแนวข้าศึกในเมือง Sicily อิตาลี ด้วยความผิดพลาดมากมายของการบินทำให้หน่วยของ Gavin กระจายไปทั่ว และไม่สามารถรวมกันได้ Gavin รวมทหารที่เขาเจอระหว่างทางได้เพียงไม่กี่คน แม้จะไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนของแผนที่ เขาพาทหารมุ่งหน้าสู่เสียงปืน เดินข้ามวันข้ามคืนไปยังพื้นที่รบ ในที่สุดเขาและทหารเพียงประมาณ 1 หมวดก็เขายืดพื้นที่ราบสูงชื่อ Biazza Ridge ที่กั้นระหว่างกองทหารเยอรมันกว่า 700 คน พร้อมด้วยปืนใหญ่และรถถังที่กำลังเคลื่อนที่ไปถล่มกองทหารอเมริกันที่กำลังยกพลขึ้นบกที่ชายหาด

แม้จะมีกำลังทหารและอาวุธน้อยกว่ามากและโดนถล่มอย่างหนัก Gavin บอกทหารที่อยู่กับเขาทุกคนว่า เราจะไม่ถอยจากที่นี่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พลร่มที่รวมตัวกันได้ทะยอยกันเข้ามาเสริมกำลัง พวกเขาสู้ด้วยอาวุธทุกอย่างที่จะหาได้รวมทั้งปืนใหญ่ที่ยึดมาเพื่อจะยันทหารเยอรมันของเกอริ่งและรถถัง จนกระทั่งรถถังเบา 6 คัน มาเสริมพร้อมด้วยทหารทุกคนที่รวมตัวกันมาได้ไม่ว่าจะเป็น พลร่ม,​ engineer, คนครัว,​เสมียน หรือคนขับถ Gavin ก็สั่งให้ทุกคนเข้าตีแนวของเยอรมันที่กำลังคิดว่าได้เปรียบอย่างที่ข้าศึกคิดไม่ถึงจนแตกพ่าย

                                     
                                     คนทางขวา ผู้พัน Gavin ในซิซิลี

การรบที่ Biazza Ridge นี้ได้รับการยกย่องว่าเป็น การรบที่ยอดเยี่ยมที่สุดของหน่วยรบขนาดเล็ก และเป็นการแสดงความเป็นผู้นำที่ดีที่สุดในสงครามโลกครั้งที่ 2  หลังจากการรบครั้งนี้ทำให้ Gavin ได้รับเหรียญกล้าหาญและได้รับการเลื่อนยศอย่างรวดเร็ว เป็น Brigadier General (ใกล้เคียงกับ พลตรี ในกองทัพไทย) เป็นรองผู้บังคับกองพลร่มที่ 82 ด้วยอายุเพียง 36 ปี เขากลายเป็นนายพลที่อายุน้อยที่สุดในกองทัพสหรัฐหลังจาก Civil War เป็นต้นมา (เป็นรองแค่นายพลคัสเตอร์) และเป็นนายพลที่อายุน้อยที่สุดในสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งฝ่ายสัมพันธมิตรและฝ่ายอักษะ

                                   
                                    James Gavin ได้รับเหรียญกล้าหาญจากนายพล Omar Bradley

เขาได้ชื่อเล่นว่า Jumping Jim เพราะเขาร่วมการโดดร่มเข้าสนามรบกับทหารของเขาทุกครั้ง สู่สมรภูมิโหดทุกอันในยุโรปตั้งแต่ Salerno อิตาลี่, วัน D-Day ที่ Normandy ฝรั่งเศษ, Operation Market Garden ใน ฮอลแลนด์ (ในภาพยนต์ A bridge too far) และการเข้ายันการบุกโต้กลับของเยอรมันใน Battle of Bulge

                                       

จิมจะเป็นคนแรกที่กระโดดออกจากเครื่องบินลำหน้าสุด เพื่อนำทหารของเขาลงสู่สมรภูมิ เขาจะแต่งตัวเหมือนทหารพลร่มปรกติ,​สวมหมวกเหล็ก และสะพายปืนเล็กยาว M1 Garand เหมือนกับที่ทหารของเขาใช้แทนที่จะใช้ปืนสำหรับนายทหารที่กระบอกเล็กกว่า

                           

                             
                             คนกลาง นายพล Jim Gavin ที่แต่งตัวและทำตัวไม่ต่างจากทหารของเขาเลย

ลักษณะที่โดดเด่นของ Gavin คือการเป็นผู้นำโดยทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง หลายต่อหลายครั้งหลังจากที่โดดร่มลงถึงพื้น เขาจะออกไปเสี่ยงนำทหารในแนวหน้าทั้งที่เสี่ยงต่อกระสุนของข้าศึก เพื่อเป็นตัวอย่างกระตุ้นทหารหนุ่มๆที่กำลังดีใจจากการที่เพิ่งรอดตายจากการโดดร่มลงมาให้ลุกขึ้นสู้

นับครั้งไม่ถ้วนที่ Gavin จะออกหน้า, ออกไปลาดตระเวณร่วมกับทหาร, วิ่งฝ่ากระสุนจากหลุมเพาะหนึ่งไปสู่อีกหลุ่มหนึ่ง เพื่อตรวจดูทหารใต้บังคับบัญชา บางคนอาจจะคิดว่าการกระทำเสี่ยงๆนั้นเป็นเรื่องโง่ แต่ Gavin ไม่เคยลังเล เพราะเขาเชื่อว่ามันคือเรื่องจำเป็นที่ผู้บังคับบัญชาที่ดีจะต้องทำ

                         
                           นายพล James Gavin แบกปืนยาว แต่งตัวไม่ต่างจากพลทหารคนหนึ่ง ในสมรภูมินอร์มังดี

มีเรื่องเล่าจากทหารในกองพล 82 ว่าระหว่างการรบครั้งหนึ่ง เขาได้ยินเสียงตะโกนบอกว่า    “ทหาร กดตูดลง ก่อนที่แกจะถูกยิง”

เขาหันไปเห็น ทหารพลร่มคนหนึ่งยืนเด่นล่อเป้าอยู่ไม่ไกล จึงตะโกนสวนไปว่า     “เอ็งก็ควรจะกดตูดลงด้วยนะ”

หลังจากการยิงกันจบเขาถึงเพิ่งรู้ตัวว่าเขาตะโกนด่านายพล Gavin ผู้ที่ยิ้มให้เขาเมื่อพบหน้ากันอีกครั้ง

หลังจากนั้น Gavin ได้เลื่อนเป็นผู้บังคับกองพลที่ 82 และกลายเป็น Major General ที่อายุน้อยที่สุดของกองทัพสหรัฐตราบถึงทุกวันนี้

งานแรกในฐานะผู้บังคับกองพล คือการนำทหารโดดร่มลงในฮอลแลนด์ ตามแผนปฏิบัติการ Market Garden ที่สัมพันธมิตรหวังจะบุกรวดเดียวให้ถึงเยอรมัน (ในภาพยนต์ A bridge too far) โดยมีแผนให้พลร่มหน่วยต่างๆลงไปยึดสะพานตลอดทางแล้วส่งกองทัพรถถังของอังกฤษลุยเข้าไปตามถนน

                     
                     นายพล James Gavin ขณะเตรียมตัวขึ้นเครื่องไปโดดร่มลงใน Holland ระหว่างปฏิบัติการณ์ Market Garden

Gavin บาดเจ็บจากโดดร่มลงกระแทก แม้จะบาดเจ็บหนักที่มาพบภายหลังว่ากระดูกซี่โครงหัก 2 ซี่ เขาก็รวบรวมพลร่มใต้บังคับบัญชาเข้าปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมาคือเข้ายึดสะพานข้ามแม่น้ำ Waal และแม่น้ำ Mass และอีกหลายคลองในบริเวณนั้นด้วยการปฏิบัติการที่ดุเดือดหลายครั้งรวมทั้งการที่ต้องส่งทหารพายเรือข้ามไปยึดสะพานให้ได้

                     
                      พลร่มจากกองพลที่ 82 ใช้เรือพายฝ่ากระสุนข้ามแม่น้ำ Waal เพื่อเข้ายึดสะพาน

หลังจากที่ยึดสะพานได้ทั้งหมด กองพล 82 ก็ถูกล้อมโจมตีอย่างหนัก ถึงแม้จะบาดเจ็บตั้งแต่วันแรก แต่ Gavin ไม่เคยหยุดพัก เขาวิ่งพล่านไปทั่วแนวรบเพื่อตรวจสถานการณ์, ออกคำสั่ง และให้กำลังใจ เขาแทบจะไม่ได้นอน หรือถ้าจะได้นอนบ้างก็นอนอยู่เคียงข้างทหารของเขาในหลุมเพาะ

                 
                   กองพลที่ 82 ถูกล้อมถล่มอย่างหนักในฮอลแลนด์

ปฏิบัติการ Market Garden ล้มเหลว ส่วนหนึ่งเพราะการวางแผนที่มั่นใจเกินไปประกอบกับกองทัพรถถังอังกฤษเคลื่อนที่เข้ามาช้ากว่าที่นัดมาก ทำให้พลร่มที่เข้าไปยึดสะพานโดนบดขยี้แหลกในหลายจุด แต่การปฏิบัติการของกองพล 82 และ Gavin ได้รับยกย่องว่าทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุด

หลังจากนั้นกองพลที่ 82 และ Gavin ต้องเจอสมรภูมิโหดอีกครั้งเมื่อกองทัพเยอรมันรวบรวมกำลังเพื่อตีโต้กลับเป็นครั้งสุดท้าย

ทหารพลร่มเพียง 2 กองพลถูกส่งอย่างรีบด่วนเข้าไปในเบลเยี่ยมเพื่อเป็นหัวหอกยับยั้งการเคลื่อนพลของเยอรมัน
 
                       
                        ทางขวานายพล Gavin ใน Battle of the Bulge

ด้วยกำลังที่น้อยกว่าอาวุธที่เป็นรอง กองพลที่ 82 สู้ขาดใจท่ามกลางอากาศที่หนาวทารุณของเดือนธันวาคมในสมรภูมิที่ชื่อว่า Battle of the Bulge ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นสมรภูมิที่นองเลือดที่สุดที่กองทัพบกอเมริกันต้องเจอในสงครามโลกครั้งที่สอง

ตลอดเวลากว่า 2 เดือนในสนามรบโหดท่ามกลางฤดูหนาวที่ทารุณของยุโรป ไม่มีสักวันที่ทหารไม่ได้เห็นนายพล Gavin ของเขาออกไปร่วมเสี่ยงตายอยู่ที่แนวหน้า

                       
                         นายพล Gavin กับทหารที่แนวหน้าของสมรภูมิ

.......เมื่อมีคนถาม Gavin เพียงพูดง่ายๆว่า “ไม่มีอะไรจะทดแทนการให้ทหารเห็นนายพลของเขาในแนวรบได้”.......


                     
                      นายพล Gavin รับเหรียญกล้าหาญจากจอมพล Montgomery ในเดือนมีนาคม 1945

หลังสงคราม Gavin เป็นผู้ที่จัดการรวมกองพันพลร่มทหารผิวดำที่ 555 เข้ามาสู่กองพลที่ 82 เขาได้ชื่อว่าเป็นนายพลที่ “ตาบอดสี” ที่สุดในกองทัพอเมริกา

Gavin รับหน้าที่ในตำแหน่งสูงในกองทัพอีกหลายที่รวมไปถึงการวางแผนและพัฒนากองทัพเคลื่อนที่เร็วยุคใหม่ที่ใช้เฮลิคอปเตอร์ซึ่งกลายเป็นยุทธวิธีที่กองทัพใช้ในยุคต่อมา

ขณะที่เป็นผู้ที่ไม่เคยเกรงกลัวสนามรบ แต่ Gavin ไม่ชอบการเมือง เขาแสดงความคิดเห็นอย่างทหารและตรงไปตรงมา ซึ่งหลายครั้งขัดแย้งกับผู้มีอำนาจทางการเมือง

เขาแสดงความห้าวหาญและยืนหยัดต่อการเป็นตัวตนของเขาเป็นครั้งสุดท้ายในกองทัพเมื่อถูกแต่งตั้งให้รับตำแหน่งใหญ่เป็นผู้บัญชาการกองทัพที่ 7 เหนือภาคพื้นยุโรปทั้งหมด แต่นั้นเป็นการแต่งตั้งเพื่อให้ Gavin พ้นออกไปจากสิ่งที่เขากำลังขัดขวางนักการเมืองอยู่

เขาไม่รับตำแหน่ง และลาออกด้วยการเกษียณจากกองทัพโดยกล่าวว่า

“ผมจะไม่ยอมผิดหลักการของผม และผมจะไม่ยอมตามระบบที่เพนตากอนพยายามสร้างขึ้น”

นายพล James Gavin ได้รับ 20 เหรียญกล้าหาญ ซึ่งในนั้นมี 2 เหรียญจากรัฐบาลฝรั่งเศษ,​ 1 เหรียญจากรัฐบายเบลเยี่ยม และ 1 เหรียญจากรัฐบาลเนเธอแลนด์
การเป็นผู้นำของ Gavin นั้นถูกบรรยายโดยผู้ใต้บังคับบัญชาที่ได้ร่วมรบกับเขาว่า คือการทำให้ดูเป็นตัวอย่าง, ออกแนวรบด้านหน้าเพื่อ ตรวจสอบ, ออกคำสั่ง,  และ​ให้กำลังใจทหารของเขาตลอดเวลาโดยไม่รู้จักเหนื่อยและไม่มีคำว่ากลัวตาย เขากินนอนร่วมอยู่กับทหารพลร่มของเขาตลอดเวลาไม่เคยใช้ยศเรียกร้องความสะดวกสบายอะไรทั้งสิ้น

เขาเสียชีวิตด้วยวัย 82 ปี เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 1990 หลังจากได้ใช้ชีวิตอย่างห้าวหาญและน่านับถือ... ตาแป๋ว


จบไปอีกเรื่องของชีวิตคนๆหนึ่งที่น่าจดจำ ที่น่าอ่าน  ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะครับ  หัวเราะปิดปาก รักกันนะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20,10, 2017, 06:58:24 โดย giant15 » บันทึกการเข้า
20,10, 2017, 17:46:27
maxga
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,369


« ตอบ #395 เมื่อ: 20,10, 2017, 17:46:27 »

ติดตามทุกฝีก้าวครับ ธุจ้า
บันทึกการเข้า
20,10, 2017, 19:25:49
giant15
สมาชิก
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 447



« ตอบ #396 เมื่อ: 20,10, 2017, 19:25:49 »

สวัสดีครับ มาต่อกันภาคเย็นครับ.... ได้มีโอกาสได้ดูหนังสงครามของ คริสโตเฟอร์ โนแลน เรื่อง Dunkirk นั้งดูไปลูบคลำ ยูเอส อาร์มีไป มีความสุข เลยมาแบ่งปันความสุขให้เพื่อนพ้องน้องพี่กันกับประวัติศาสตร์สงครามตอนหนึ่งได้ทราบกัน ถ้าวันนั้นเยอรมันบดขยี้ทัพอังกฤษได้สำเร็จจะเกิดอะไรขึ้น.....เตรียมอ่านครับ


               

Dunkirk (2017) เป็นหนังที่ว่าด้วย เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ช่วงย่อยช่วงหนึ่งอันเป็นช่วงแรกๆของสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้นคือกรณี "การอพยพที่ดันเคิร์ก" (Dunkirk Evacuation) ... การสู่รบกันระหว่าง สัมพันธมิตร(อังกฤษ,ฝรั่งเศส,เบลเยี่ยม) VS นาซีเยอรมนี กับสมรภูมิช่วงที่เรียกว่า "ยุทธการณ์ดันเคิร์ก" (Battle of Dunkirk) ระหว่าง 26 พ.ค. - 4 มิ.ย. 1940 ... ในที่นี้จึงได้ยกเท้าความเรื่องราวของประวัติศาสตร์จริงๆที่เกิดขึ้นช่วงนั้น มีความเป็นมาอย่างไร? มีฝ่ายใด ? และใครที่เกี่ยวข้องบ้าง? ฯลฯ ... ซึ่งน่าจะช่วยการเป็นการเสริมความรู้เรื่องราวภาพรวมสังเขป + เรียกน้ำย่อย ให้เตรียมดูหนังให้ได้อรรถรสยิ่งๆขึ้นกันต่อไป ... โดยหากจะสรุปแก่นของ กรณี Dunkirk แบบรวบรัดย่อสุดแล้วก็คือ การถอนทัพ-อพยพคนกว่าสามแสน(รวมสัมภาระอีก)ของฝ่ายสัมพันธมิตร ที่ถูกปิดล้อมโจมตีหนักโดย นาซีเยอรมนี ... โดยการอพยพนั้นต้องข้ามทะเลระยะทางเส้นทางต่างๆ เฉลี่ยกว่า 100 กม.! ภายใน 10 วัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องเล็กๆเป็นเรื่องยากเข็ญ! รอดมาได้ขนาดนั้นถือว่า อัศจรรย์ยิ่ง ...

             
                                ตัวอย่างหนังสือพิมพ์ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 พาดหัวข่าวกรณี Dunkirk / กับภาพบรรยากาศเหตุการณ์ ปฏิบัติการอพยพที่ดันเคริ์ก

- สงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มอุบัติในพื้นที่ยุโรปก่อน : เมื่อ 1 ก.ย. 1939 (พ.ศ.2482) "นาซีเยอรมนี"  (Nazi Germany) หรือในนาม "อาณาจักรที่สาม" (Third Reich) ภายใต้การนำของ ผู้นำสูงสุด "อดอล์ฟ ฮิตเลอร์" (Adolf Hitler) ... ทำการ บุกยึดโปแลนด์ แบบสายฟ้าแลบ!

- 3 ก.ย. ต่อมา อังกฤษและฝรั่งเศส จึงประกาศสงครามกับเยอรมนี (ด้วยภายใต้สนธิสัญญาช่วยเหลือกันระหว่าง อังกฤษและฝรั่งเศสและโปแลนด์ ที่ได้ทำกันไว้ก่อนหน้า) เรียกว่าฝ่าย "สัมพันธมิตร"

- นาซีเยอรมนี ยึดทั้งโปรแลนด์, นอร์เวย์, เดนมาร์ค ได้อย่างรวดเร็ว ระหว่าง ก.ย.1939 - เมษา 1940

               

- นาซี รุกคืบต่อไป มุ่งยึดฮอลแลนด์และเบลเยี่ยม ใน 10 พ.ค.1940 ... อันเป็นวันเดียวกันนี้ อังกฤษบีบนายก "เนวิลล์ เชมเบอร์เลน"  (Neville Chamberlain) ลาออก แล้วตั้ง "วินสตัน เชอร์ชิล" (Winston Churchill) อันเป็นรัฐมนตรีกระทรวงทหารเรือเดิม ขึ้นเป็นนายกแทน

- 13 พ.ค. 1940 นาซี ยึดครองพื้นที่เนเธอร์แลนด์ได้สำเร็จ (ราชินีเนเธอร์แลนด์ ต้องลี้ภัยไปตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น ณ กรุงลอนดอน)

- ที่ผ่านๆมา กองทัพอังกฤษและฝรั่งเศส พยายามต้าน นาซีเยอรมัน แต่ยับยั้งไม่ได้ นาซียังคงแข็งแกร่ง ลงเอย อังกฤษและฝรั่งเศสต้องถอยร่นมาตั้งหลัก ณ ชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติค

- และแล้วเป้าหมายรายต่อไปคือ เบลเยี่ยม ก็ถูกนาซียึดครองได้ในที่สุด ... "พระเจ้าเลโอโปลด์ที่ 3 " กษัตริย์เบลเยี่ยมประกาศยอมแพ้และตกเป็นเชลยศึก (แต่คณะรัฐบาลมีมติไม่รับการยอมแพ้ จึงลี้ภัยไปตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น กรุงลอนดอน)


                           
                                   27 พ.ค. กษัตริย์ลีโอโปลด์ที่สามแห่งเบลเยี่ยม(King Leopold III) ผู้บัญชาการกองทัพเบลเยี่ยม ตัดสินใจยอมแพ้ทำให้สถานการณ์ของกองทัพอังกฤษ ฝรั่งเศส วิกฤติหนักมากยิ่งขึ้น


- ทหารเบลเยี่ยมส่วนหนึ่งถอยมาตั้งมั่น ณ เมือง"ดันเคิร์ก" (Dunkirk, ประเทศฝรั่งเศส) อันอยู่ริมฝึ่งมหาสมุทรแอตแลนติค บริเวณตอนเหนือของฝรั่งเศสใกล้พรมแดนเยลเยี่ยม เพื่อสมทบกับกับทหารฝรั่งเศสและอังกฤษ ที่ถอยร่นมาจากการถูกโจมตีจากนาซี เพื่อปกป้องเบลเยี่ยมเช่นกัน

- นาซีรุกเข้าปิดล้อมดันเคริร์ก ทำให้ทหาร สามแสน! กว่าชีวิต ขนาบรอบไปด้วยกองทัพนาซี มีช่องเปิดให้หนีทางเดียวเท่านั้นคือ ออกทะเล ... จุดนี้คือจุดเริ่มของการสู้รบ สัมพันธมิตร VS นาซี ที่จะก่อเกิดเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ *การอพยพที่ดันเคิร์ก


                       
                                                    ปฏิบัติการอพยพที่ดันเคิร์ก


- 23 พ.ค. 1940 จอมพล "รุนด์สเทดท์" (Gerd von Rundstedt) แห่งนาซี ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา รับผิดชอบสมมรภูมิดันเคิร์ก ณ ขณะนั้น ได้ออกคำสั่งให้ชะลอการโจมตีไปชั่วขณะ (*ทั้งมีการปรึกษา-ได้รับอนุมัติจากฮิตเลอร์โดยตรง) ...

นัยหลัก ว่ากันว่า นายพล "แฮร์มันน์ เกอริง" อยากแสดงฝีมือกองทัพอากาศของเขา จึงโน้มน้าวฮิตเลอร์ ว่าไม่จำเป็นต้องเหนื่อยขนาดนั้น ใช้กองทัพอากาศก็พอ ให้ถอยกำลังภาคพื้นดิน เพื่อเคลียร์ให้ฝ่ายกำลังภาคอากาศโจมตีสะดวกขึ้น และฮิตเลอร์ก็อนุมัติ (ซึ่งทหารภาคพื้นดิน งงกันเป็นแถวว่าจู่ๆทำไมสั่งหยุดและถอย)

นัยหนึ่งอาจด้วยตัวแปรหลายๆอย่าง จึงประเมินกำลังนาซี ณ ขณะนั้นแล้ว อาจไม่มีกองกำลังพอจะบดขยี้ดันเคิร์กได้เร็วพลันนัก อาจจะเป็นการสูญเสียกำลังเปล่าแบบถึงได้ก็ไม่คุ้มเสีย, แต่อีกหลายนัยที่น่าสนใจ(ที่ยังเป็นข้อถกเถียงเชิงประวัติศาสตร์) คือ ...

เบื้องหลังระหว่างการชะลอโจมตีนั้น อาจมีการเจรจาลับ-สารลับ ? เกลี้ยกล่อมอังกฤษโดยเฉพาะเพื่อดึงอังกฤษมาเป็นพันธมิตร(แต่อังกฤษไม่รับ)

หรืออีกนัยคืออาจมีการเกลี้ยกล่อม-ต่อรองบางอย่างไปยังผู้นำฝ่ายสัมพันธมิตรทั้งหมด ? ให้ยอมแพ้แต่โดยดีเพื่อไม่เสียกำลังทั้งสองฝ่าย(แต่สัมพันธมิตรยังดื้อด้าน)

หรืออาจมีนัยวาระซ่อนเร้น เหตุของการชะลอโจมตีอื่นๆ นาซีอาจมีแผนอื่น-โอนกำลังไปที่อื่น-กับภารกิจอื่นๆเร่งด่วนกว่า ? (โดยเฉพาะปารีส ฝรั่งเศส) ... หรือกระนั้นอาจแค่ความชะล่าใจของนาซีเองก็ตาม ที่คิดว่างานนี้ยังไงก็ของตาย ประเมินเชิงยุทธศาตร์แล้ว ถึงแม้จะมีการอพยพยังไงก็คงไม่รอด ก็ปล่อยให้สูญเสีย-อ่อนล้าไปเอง ค่อยๆโจมตีได้ (แบบฝ่ายนาซีไม่จำเป็นออกแรงมาก หรือเปลืองกระสุนเกินไป) ... หรืออื่นๆ ฯลฯ

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม สรุปว่า ณ ขณะนั้น นาซี มีการชะลอระดับการโจมตี ถอยกำลังทางบก ... ระหว่างนั้นจึงเปิดโอกาสดีให้กับทางฝ่ายสัมพันธมิตร มีเวลาในการจัดพลต่อต้าน ทั้งจัดวางกำลังกีดขวางการบุก รวมทั้งเตรียมอพยพออกจากพื้นที่ต่อไป


- แต่แล้ว 26 พ.ค.1940 นาซีก็มีสั่งทหารดำเนินการบุกโจมตีดันเคิร์กอย่างหนักต่อไปทั้งทางบกอากาศเต็มกำลัง ... ฝ่ายสัมพันธมิตร เมื่อเห็นว่าอยู่สถานะหน้าสิ่วหน้าขวาน จึงมีคำสั่งถอนทัพ/อพยพทันที จากชายฝั่งดันเคิร์กข้ามช่องแคบโดเวอร์ ไปขึ้นยังเมืองชายฝั่งของประเทศอังกฤษ อย่างเร่งด่วนที่สุด ... โดยระยะห่างจากฟากหนึ่ง สู่อีกฟาก เป็นระยะทางเฉลี่ยก็อยู่ที่ประมาณ 100 กว่า! กม. (หรือเกือบสองร้อย แล้วแต่เส้นทางและชายฝั่ง)



                             

                             

                                              แผนที่การอพยพจากพื้นที่สมรภูมิบริเวณ เมืองดันเคิร์ก,ฝรั่งเศส สู่อีกฝั่งอันเป็นประเทศอังกฤษ ระยะทางเฉลี่ยประมาณ 100 กว่า กม

                               

กองทัพเรืออังกฤษ ฝรั่งเศส เริ่มทำการอพยพในวันที่ 27 ร่วมด้วยกองเรือเล็ก “Little ships Amada” เรือเอกชนทุกชนิดประกอบด้วย  อังกฤษ 519 ลำ ฝรั่งเศส 300 ลำ เนเธอร์แลนด์ 29 ลำ



 โดยอพยพได้สำเร็จ รวมทั้งสิ้นเป็นทหารถึง 338,226 กว่านาย (จากทั้งหมดที่มีรวมกันสี่แสนกว่านาย ทั้งสัมภาระ-อาวุธต่างๆอีกต่างหาก) ใช้เวลาอพยพ 9 วันเต็มๆ ตั้งแต่ 27 พ.ค. - 4 มิ.ย. 1940 ... ด้วยคนจำนวนมากและสัมภาระอีกมากมาย กับสภาพการณ์พื้นที่ ที่ต้องอพยพแบบข้ามทะเล!ทางไกลไปอีกฟากฝั่ง ที่สำคัญยังต้องรับศึกที่รุกโจมตีเข้าเรื่อยอีกต่างหาก เหตุการณ์จึงเต็มไปด้วยความยุ่งยากลำบาก ทุลักทุเล แทบสิ้นหวัง! แต่ก็อพยพได้สำเร็จอย่างน่าอัศจรรย์ จึงกลายอีกหนึ่งสมมรภูมิสำคัญที่ประวัตศาสตร์จารึก

* "ปฏิบัติการอพยพที่ดันเคิร์ก" (Dunkirk Evacuation) มีเรียกอีกชื่อว่า "ปฏิบัติการไดนาโม" (Operation Dynamo) ด้วยการวางแผนกองบัญชาการหลัก ของราชนาวีอังกฤษ มีฐานทำงานอยู่ ณเมืองคาสเซิล ฐานทำงานดังกล่าวเป็นที่เก็บไดนาโม สำหรับปั่นไฟฟ้าในตึกในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 นั่นเอง โดยมี พลเรือ "เบิรทแรม แรมเซย์" (Bertram Ramsay) เป็นผู้บัญชาการหลักรับผิดชอบวางแผนการอพยพที่ดันเคิร์ก อันรายงานขึ้นตรงต่อ นายกรัฐมนตรี วินสตัน เชอร์ชิล

                               
                                                     วินสตัน เชอร์ชิล

                               


- กระนั้นถึงอพยพสำเร็จ แต่ฝ่ายสัมพันธมิตร ก็ได้รับความสูญเสียมากมาย อย่างจำต้องทิ้งกำลังพลไว้ที่ดันเคิร์กประมาณถึง 40,000 กว่าคน อันทำการต่อสู้แล้วตกเป็นเชลยศึกต่อฝ่ายนาซี ทั้งที่ตายไปอีกก็จำนวนมากอีกนับ 10,000! คน พร้อมทั้งสูญเสียสัมภาระอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมาก อาทิ อาวุธปืน/ลูกกระสุน ประมาณ 2500 กระบอก, รถยนต์อีกประมาณ 65000 คัน, เรือพิฆาตฝรั่งเศสจมไป 3, เรือพิฆาตอังกฤษจมไป 6 ฯลฯ ... อันเป็นผลจากการโจมตี ทั้งทิ้งระเบิดของเครื่องบินนาซี และตอร์ปิโดจากเรือดำน้ำนาซี ทั้งยังสูญเสียเรือเล็กใหญ่อีกหลายร้อยลำ, เสียเชื้อเพลิงนับแสนตัน, ไหนจะข้าวของเครื่องใช้อื่นๆอีก ... แต่ทางฝ่ายนาซีก็สูญเสียไปไม่น้อยเช่นกัน (ฝ่ายนาซี ก็ตายและบาดเจ็บรวมกันกว่า 20,000–30,000 คน เสียทั้งรถถังและเครื่องบินรบไปหลายร้อย)

* นายกรัฐมนตรี วิสตัน เชอร์ชิลล์ แถลงต่อมาว่า ... การอพยพดันเคิร์กได้สำเร็จ ถือเป็นสิ่งอัศจรรย์ยิ่ง เพราะเป็นภารกิจที่ทำได้ยากยิ่ง ช่วยสร้างขวัญกำลังใจต่อฝ่ายสัมพันธมิตรขึ้นเป็นอย่างมาก ด้วยสงวนกำลังพลถึงสามแสนกว่านายได้สำเร็จ เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการเตรียมกลับมารับศึกต่อไป ทั้งกำชับทำนองว่า ถึงครั้งนี้ทำการสำเร็จ แต่สงครามยังไม่จบ และสงครามมิได้แพ้ชนะกันด้วยการอพยพ ( สุดยอดคำกล่าวเลย  หัวเราะปิดปาก )

                 

                 

                 

                   

                   

 

ภายหลัง การอพยพที่ดันเคิร์ก อันหมากนี้ถือว่านาซีเสียที ที่กองกำลังศัตรู ณ ดันเคิร์กนั้น หลุดมือไปอย่างน่าเสียดาย ...การรอดไปของทหารอังกฤษในครั้งนี้คือหายนะของเยอรมัน เพราะถ้าอังกฤษละลายในสมรภูมินี้คงไม่มีกำลังใจในการรบ ซึ่งยืนยันโดยคำพูดของ นายพลเยอรมัน ไฮนซ์ กูเดเรียน

                         
                                   นายพลเยอรมัน ไฮนซ์ กูเดเรียน 


 แต่ทัพนาซีก็ยังคงเข็มแข็ง วางแผนมุ่งหน้าไปยึดฝรั่งเศสต่อ โดยผ่านพรมแดนเบลเยี่ยมเข้าสู่ฝรั่งเศส ในที่สุดก็ตีฝรั่งเศสแตกในวันที่ 9 มิ.ย.1940 และถัดจากนั้น คือวันที่ 10 มิ.ย. 1940 ก็ยึดกรุงปารีสได้สำเร็จ ... แน่ละ นาซี ไม่หยุดแค่นั้น สงครามยังคงขยายลุกลาม กลายสงครามโลกครั้งที่2 เต็มรูปแบบต่อๆไป ดังในประวัติศาสตร์ได้จารีก..... เหงื่อตกดิ


            <a href="http://www.youtube.com/watch?v=hgREe3hpY6Y" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=hgREe3hpY6Y</a>


ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะครับ   หัวเราะปิดปาก รักกันนะ

                                         
 
       
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20,10, 2017, 19:54:36 โดย giant15 » บันทึกการเข้า
21,10, 2017, 18:18:30
combat35
สมาชิกใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 35


« ตอบ #397 เมื่อ: 21,10, 2017, 18:18:30 »

เป็นกระทู้ที่ยอดเยี่ยมครับ
บันทึกการเข้า
28,10, 2017, 20:46:25
KING-POWER
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 12,190


« ตอบ #398 เมื่อ: 28,10, 2017, 20:46:25 »

 ตาแป๋ว ปรบมือ ธุจ้า
บันทึกการเข้า

จะทำงานใหญ่ ต้องกล้าหาญชาญชัย
29,10, 2017, 14:27:36
giant15
สมาชิก
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 447



« ตอบ #399 เมื่อ: 29,10, 2017, 14:27:36 »


   สวัสดีครับวันเสาร์ ....วันนี้มาทบทวนกันว่ากิจกรรมสงครามโลกครั้งที่ 2 ในแต่ละสมรภูมิเขาใช้ผู้เล่นไปเท่าไร อุปกรณ์ต่างๆ หมดไปเท่าไร  หัวเราะปิดปาก

    1. สมรภูมิรบมหาสมุทรแอตแลนติก (Battle of the Atlantic) 3 กันยายน 1939 – 8 พฤษภาคม 1945

สมรภูมินี้กินเวลายาวนานเกือบตลอดช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่จุดวิกฤติที่สุดอยู่ในช่วง ค.ศ.1940-1943 เยอรมนีและอังกฤษต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงเส้นทางเดินเรือในมหาสมุทรแอตแลนติก เพื่อกีดกันไม่ให้ชาวอังกฤษได้รับเสบียงจากฝ่ายสัมพันธมิตร บรรดากองทัพเรือและกองทัพอากาศของเยอรมันจึงโจมตีกองเรือของทางสัมพันธมิตร อย่างไรก็ตาม เส้นทางเดินเรือดังกล่าวนี้ ได้รับการคุ้มครองโดยกองทัพของประเทศอังกฤษและแคนาดา

ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ค.ศ.1945 กองทัพเยอรมันพ่ายแพ้ แต่ทั้ง 2 ฝ่ายก็ได้รับความเสียหายอย่างมหาศาลจากสมรภูมินี้ โดยฝ่ายสัมพันธมิตรมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บกว่า 70,000 คน เรือสินค้ากว่า 3,000 ลำ ถูกทำลาย ขณะที่ฝ่ายเยอรมันสูญเสียไปกว่า 30,000 คน และเรือดำน้ำกว่า 700 ลำต้องจมลงใต้ทะเล  รายเนี่ย

         



 2. สมรภูมิรบบริเตน (The Battle of Britain) 10 กรกฎาคม – 31 ตุลาคม 1940

สมรภูมินี้เป็นสมรภูมิใหญ่ครั้งแรกที่ทำการต่อสู้กันโดยใช้กองทัพอากาศ เริ่มต้นขึ้นในเดือนกรกฎาคม ค.ศ.1940 เมื่อกองทัพอากาศของฝ่ายเยอรมันเริ่มทำการโจมตีทางอากาศเหนือน่านฟ้าเกาะอังกฤษ ฝ่ายเยอรมันใช้ยุทธวิธีการบุกทำลายสถานที่สำคัญทางยุทธศาสตร์ เพื่อก่อให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน พลเมืองเสียชีวิตไปจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายเดือนตุลาคมปีเดียวกัน ฝ่ายนาซีกลับล้มเหลว การพ่ายแพ้ครั้งนี้ทำให้ฝ่ายเยอรมันไม่สามารถบุกเข้าเกาะอังกฤษอย่างเต็มรูปแบบได้ และเป็นครั้งแรกที่กองทัพของฮิตเลอร์ปราชัย นอกจากนี้ สมรภูมิรบบริเตนยังแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของยุทธวิธีทางอากาศ ซึ่งส่งผลต่อความได้เปรียบทางการทหารด้วย

โดยศึกแห่งเสืออากาศครั้งนี้ ฝ่ายอังกฤษมีทหารเสียชีวิตและบาดเจ็บประมาณ 1,000 นาย เครื่องบินถูกทำลายประมาณ 1,500 ลำ ขณะที่ฝ่ายนาซีเยอรมันบอบช้ำอย่างหนัก เสียชีวิตกว่า 2,600 นาย ถูกจับเป็นเชลยนับพันนาย อีกกว่า 600 นายหายสาบสูญ และเครื่องบินถูกทำลายประมาณ 1,800 ลำ

               

               



3. สมรภูมิปิดล้อมนครเลนินกราด (The Siege of Leningrad) 8 กันยายน 1941 – 27 มกราคม 1944

ระหว่างเดือนกันยายน ค.ศ.1941 ถึง มกราคม ค.ศ.1944 กองทัพรถถังฝ่ายนาซีได้ทำการปิดล้อมเมืองเลนินกราด ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ตอนนั้นพลเมืองในเลนินกราดได้ช่วยกันสร้างกำแพงเพื่อกันไม่ให้ฝ่ายนาซีเข้ามาในเมือง และเพื่อสนับสนุนกองทัพแดงของโซเวียต ถึงแม้จะทำให้กองทัพเยอรมันไม่สามารถรุกคืบเข้ามาได้อีก แต่ สิ่งที่ต้องเสียไปเพื่อชัยชนะดังกล่าวนั้นมหาศาลนัก มีพลเมืองกว่า 1,000,000 ต้องเสียชีวิตในระหว่างช่วงที่กองทัพเยอรมันปิดล้อมเมือง ทนทุกข์ทรมานกว่า 2,000,000 คน ซึ่งยังไม่รวมทหารของกองทัพโซเวียตอีกกว่า 1,000,000 นายด้วย
 
               




4. สมรภูมิอ่าวเพิร์ล (Pearl Harbor) 7 ธันวาคม 1941

การลอบโจมตีอ่าวเพิร์ลในรัฐฮาวาย (Hawaii) โดยกองทัพญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ.1941 นั้น ทำให้อเมริกาต้องโดดเข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเต็มตัว กองทัพญี่ปุ่นทำเช่นนี้เพื่อให้แน่ใจว่า ตนจะสามารถขยายพื้นที่ยึดครองไปในบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ โดยไม่มีสหรัฐอเมริกาเข้ามาขัดขวาง

ญี่ปุ่นส่งกองกำลังโจมตีชาวอเมริกันบนแนวชายฝั่งของตัวเองอย่างหนัก โดยที่ชาวอเมริกันไม่ทันได้ตั้งตัว ส่งผลให้ชาวอเมริกันเสียชีวิตกว่า 2,400 คน และสูญเสียเรือรบประจัญบาน ยูเอสเอส อริโซน่าและเรือรบอื่นๆอีก 18 ลำ เครื่องบินอีก 400 ลำ และสูญเสียยุทโธปกรณ์ไปอีกจำนวนมาก

ขณะที่ความเสียหายของฝ่ายญี่ปุ่นนั้น มีเครื่องบิน 31 ลำ นักบิน 64 คน เรือดำน้ำ 5 ลำ และถูกจับกุมได้ 1 คน

                     



5. สมรภูมิรบแห่งสตาลินกราด (The Battle of Stalingrad) 23 สิงหาคม 1942 – 2 กุมภาพันธ์ 1943

ในสมรภูมินี้ กองทัพเยอรมันต่อสู้กับกองทัพโซเวียต เพื่อครอบครอง สตาลินกราด 1 ในเมืองยุทธศาสตร์สำคัญ การที่ฝ่ายเยอรมันสูญเสียทหารไปเป็นจำนวนมาก และการที่ฝ่ายโซเวียตสามารถหยุดการรุกคืบของเยอรมันได้ ทำให้สมรภูมินี้เป็น จุดเปลี่ยนของสงคราม

การต่อสู้เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ค.ศ.1942 ซึ่งมีทั้งการต่อสู้โดยทิ้งระเบิดจากทางอากาศและการเผชิญหน้ายิงกันด้วยปืนกลตามถนนหนทางในเมือง ในที่สุดฝ่ายเยอรมันก็ยอมแพ้ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1943 โดยมีกำลังพลบาดเจ็บ เสียชีวิตหรือสูญหายรวมกว่า 850,000 นาย รวมทั้งกว่า 100,000 นาย ถูกจับเป็นเชลยจับ เครื่องบิน 900 ลำถูกทำลาย รวมถึงรถถังอีกกว่า 1,500 คันด้วย

ส่วนฝ่ายโซเวียตก็บอบช้ำไม่แพ้กัน มีผู้บาดเจ็บ เสียชีวิตหรือสูญหายรวมเกือบ 2,000,000 คน รถถังอีกกว่า 4,000 คัน และอื่นๆอีกนับไม่ถ้วน

               


6. การบุกขึ้นชายฝั่งนอร์มังดี (The Invasion of Normandy) 6 มิถุนายน 1944 – กลางเดือนกรกฎาคม 1944

สมรภูมินี้เป็นทั้งสมรภูมิที่ได้รับการสรรเสริญมากที่สุด และนองเลือดมากที่สุดในสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพฝ่ายสัมพันธมิตร จากอังกฤษ สหรัฐฯ และแคนาดา ยกพลขึ้นบกที่ชายฝั่งแคว้นนอร์มังดี เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน ค.ศ.1944 หรือ เป็นที่รู้จักกันในชื่อ D-Day เพื่อปลดปล่อยพื้นที่ทางตอนเหนือของฝรั่งเศสจากกองทัพเยอรมัน ผลที่ตามมา คือ การต่อสู้ที่รุนแรง ทรหดและดุเดือดที่สุด แต่ในที่สุด ฝ่ายสัมพันธมิตรก็สามารถขับไล่ฝ่ายเยอรมันออกจากพื้นที่ได้เกือบทั้งหมดในช่วงปลายเดือนสิงหาคม อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้เสียชีวิตสูงมากกันทั้งสองฝ่าย

                   


7. สมรภูมิบอลจ์ (The Battle of the Bulge) 16 ธันวาคม 1944 – 28 มกราคม 1945

ฝ่ายสัมพันธมิตรได้บุกเข้าไปในแนวรับของกองกำลังเบลเยียม ในช่วงฤดูหนาวของปี ค.ศ.1944 สภาพอากาศที่เลวร้ายและความมั่นใจในตัวเองเกินไป เกือบทำให้พวกเขาต้องล้มเหลว อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงช่วงคริสต์มาส ฝ่ายสัมพันธมิตรก็รวมรวมกำลังกลับมาได้อีกครั้ง และสามารถบังคับให้ฝ่ายเยอรมันถอนทัพออกไปได้

ตามคำบอกเล่า สมรภูมิบอลจ์เป็นสมรภูมิที่กองทัพสหรัฐฯสูญเสียกำลังทหารมากที่สุด โดยมีทหารเสียชีวิตไปถึง 19,000 นาย บาดเจ็บกว่า 45,000 นาย สูญหายหรือถูกจีบอีกกว่า 20,000 นาย เสียรถถังไปอีก 800 คัน ส่วนคู่หูอย่างอังกฤษ บาดเจ็บและเสียชีวิตรวมประมาณ 1,500 นาย ส่วนฝ่ายเยอรมัน บาดเจ็บและเสียชีวิตรวมประมาณ 100,000 นาย รถถังอีก 600 คัน

               

               


8. สมรภูมิโอกินาวา (The Battle of Okinawa) 1 เมษายน – 21 มิถุนายน 1945

ฝ่ายสัมพันธมิตรต้องการเข้าควบคุมเกาะโอกินาวาเนื่องด้วยเหตุผลทางยุทธศาสตร์ ดังนั้นฝ่ายอเมริกันจึงบุกยึดเกาะในวันที่ 15 มีนาคม ค.ศ.1945 ซึ่งได้รับการสนับสนุนทางกำลังพลจากทั้งทางอากาศและทางน้ำ กองทัพญี่ปุ่นได้ตอบโต้ด้วย การโจมตีพลีชีพแบบ kamikaze ซึ่งการต่อสู้ที่รุนแรงนี้ทำให้สมรภูมิโอกินาวามีจำนวนผู้เสียชีวิตมากที่สุดในบรรดาสมรภูมิรบมหาสมุทรแปซิฟิกทั้งหมด และทำให้เป็นหนึ่งในการต่อสู้ทางอากาศ ทางทะเล และทางบกครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

สุดท้ายแล้ว หลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดกว่า 2 เดือน ฝ่ายสหรัฐฯ ได้ชัยชนะ แต่ต้องเสียชีวิตไปกว่า 12,000 นาย บาดเจ็บหรือสูญหายกว่า 70,000 นาย ขณะที่ญี่ปุ่น เสียชีวิตทั้งหารและพลเรือนประมาณ 150,000 คน และอีกกว่า 10,000 คนตกเป็นเชลย

               


9. สมรภูมิเบอร์ลิน (The Battle of Berlin) 16 เมษายน – 2 พฤษภาคม 1945

การต่อสู้เพื่อยึดครองกรุงเบอร์ลินเริ่มต้นขึ้นกลางเดือนเมษายน ค.ศ. 1945 เมื่อ กองทัพแดง Red Army เริ่มรุกเข้าไปในเมือง สิ่งที่ตามมา คือ การต่อสู้กันอย่างดุเดือด แต่เมื่อถึงวันที่ 30 เมษายน ฝ่ายโซเวียตก็เข้ายึด The Reichstag-อาคารที่ทำการของรัฐบาลเยอรมันได้ ทำให้ฮิตเลอร์และผู้ติดตามอีกหลายคนต้องฆ่าตัวตาย ส่งผลให้การต่อสู้ในสมรภูมินี้จบลงไม่กี่วันหลังจากนั้น ซึ่งสำหรับทวีปยุโรปแล้ว นี่หมายถึงจุดสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 2 นั่นเอง

โดยฝ่ายโซเวียตเสียกำลังพลไปกว่า 80,000 นาย บาดเจ็บเกือบ 300,000 นาย รถถัง 2,000 คัน เครื่องบินอีก 1,000 ลำ ขณะที่ผู้ปราชัยอย่างเยอรมันสูญเสียไปประมาณ 100,000 นาย บาดเจ็บอีกประมาณ 200,000 นาย และพลเรือนอีกนับไม่ถ้วน

                     

 เวียนหัว  อ่านแล้วค่าเสียหายค้อนข้างเยอะในการทำกิจกรรมสงคราม  โชคดีแล้วนะครับที่คนยุคเราไม่ได้ไปร่วมกับความทุกข์ยากอย่างนั้น  ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะครับ   หัวเราะปิดปาก รักกันนะ



บันทึกการเข้า
04,11, 2017, 14:27:41
combat35
สมาชิกใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 35


« ตอบ #400 เมื่อ: 04,11, 2017, 14:27:41 »

ตามมาชมครับ
บันทึกการเข้า
17,11, 2017, 08:43:29
giant15
สมาชิก
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 447



« ตอบ #401 เมื่อ: 17,11, 2017, 08:43:29 »

สวัสดีตอนเช้าวันศุกร์ครับ..วันจันทร์หน้าหน่วยงานจะไปชมพระเมรุมาศที่ท้องสนามหลวง ก็ได้นั้งอ่านเรื่องเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 อ่านแล้วรู้สึกน้ำตาคลอเบ้า จุกอก อย่างไรไม่รู้บอกไม่ถูก คิดถึงท่าน  ก็เลยนำมาเผยแพร่ให้เราได้อ่านกันบ้าง....


"ขึ้นไปบนบ้านสิฉันจะยกบ้านให้" วันหนึ่งที่หนองโสน บ้านป่ากลางดง จ.พิจิตร..เมื่อเทวดามาโปรดครอบครัวราษฎรถูกที่ถูกฟ้าผ่า


               

               

               

               




"ขึ้นไปบนบ้านสิฉันจะยกบ้านให้" วันหนึ่งที่หนองโสน บ้านป่ากลางดง จ.พิจิตร.. เมื่อเทวดามาโปรดครอบครัวราษฎรถูกที่ถูกฟ้าผ่า
 
                         เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๓ ประมาณกลางเดือนเมษายน ได้เกิดวาตภัยขึ้นที่อำเภอสามง่าม และละแวกใกล้เคียง เป็นข่าวแพร่หลายไปทั่ว นางเหลือง หนูทอง ภรรยาของนายคำจริง หนูทอง (ปัจจุบันถึงแก่กรรม) ชาวบ้านเนินปอ ต่อมาเป็นตำบลหนองโสน เล่าให้ฟังว่า จำได้ว่าเป็นหน้าแล้งเดือน ๕ ค่อนปลายเดือน บ่ายวันหนึ่งขณะที่ทุกคนอยู่บนบ้านมีพายุพัดกระหน่ำจนหลังคาปลิวหายไป ฟ้าคะนองอยู่ครืนๆ นายคำจริงผูกล่ามกระบือ ๒ ตัวไว้ใต้ถุนบ้าน แล้วปลอบลูกๆไม่ให้ตกใจอยู่บนบ้าน นางเหลือง อยู่ในครัว
 
                         ทันใดนั้นฟ้าผ่าลงบนบ้านทะลุลงไปโดนกระบือที่ใต้ถุนล้มลงตายสนิททั้งสองตัวและผ่าอีกครั้งที่ ๒ ถูกนายคำจริงที่ไหล่ขวาสลบกับที่ ส่วนลูกชายกระเด็นไป เมื่อพายุหยุดพัด ปรากฏว่าบ้านเรือนราษฎรในละแวกเดียวกันพังไปถึง ๑๗๐ หลัง เพื่อนบ้านต่างก็ชุลมุนกันใหญ่ บ้างก็เที่ยวหาส่วนประกอบของบ้านที่ถูกลมพายุหอบไป หลายคนมาดูนายคำจริง หนูทอง หาหยุกหายามาช่วยกันตามมีตามเกิด ยาที่เอามารักษาพยาบาลนายคำจริง ก็คือเหล้า ซึ่งเป็นเหล้าเถื่อนดีกรีแรง โดยเอาผ้ามุ้งพันที่แขนขวาซึ่งถูกฟ้าผ่า พันตลอดแขนแล้วเอาเหล้ามาเทราดลงบนผ้ามุ้งจนชุ่มโชก ทำอย่างนั้นวันละ ๓ หน นางเหลืองบอกว่าต้องต้มเหล้าเอง สมัยนั้นหนองโสนยังเป็นเพียงบ้านเนินปอ พื้นที่ทั่วไปยังเป็นป่าดงรกชัฏ ถนนหนทางไม่มี มีแต่ทางเดินหรือทางชักไม้ ไม่มีเจ้าหน้าที่บ้านเมืองคนไหนอยากจะเข้าไปดูแลราษฎร ในสภาพที่เป็นบ้านป่าอย่างนั้น
 
                        นายคำจริง หนูทอง อาการสาหัสมาก เนื้อตัวเหลืองซีดนอนกระดุกกระดิกไม่ได้อยู่หลายวัน จึงค่อยลุกนั่งได้บ้าง โดยลูกเมียช่วยกันพยุงขึ้น สื่อมวลชนรายงานข่าวอย่างต่อเนื่อง จนความทราบใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ดำรัสให้หน่วยราชการช่วยเหลือราษฎรเช่นทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้โดยเฉพาะครอบครัวนายคำจริง หนูทอง ให้จัดสร้างบ้านให้ใหม่และให้หากระบือให้ ๒ ตัว ทรงกำหนดด้วยว่าให้เป็นกระบือเพศผู้ และเป็นกระบือเผือกตัวหนึ่ง ดำตัวหนึ่ง และกำหนดวันเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎรโดยด่วน โดยทรงเจาะจงจะเสด็จบ้านใหม่นายคำจริง หนูทอง ด้วย
 
                         นายอุดมป่าไม้อำเภอได้พานางเหลือง หนูทอง ไปหาซื้อกระบือตัวผู้ตามรับสั่งได้กระบือเผือกตัวหนึ่งราคา ๑๐, ๐๐๐ บาท ตั้งชื่อว่า มิ่ง และกระบือดำตัวหนึ่งราคา ๙,๐๐๐ บาท ตั้งชื่อว่า ขวัญ ถือเป็นกระบือพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เหล่าข้าราชการตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ตำรวจ ทหาร รับพระราชกระแสรับสั่งเหนือเกล้าฯ ก็เร่งรีบดำเนินการทันที เพื่อให้ทันการเสด็จพระราชดำเนิน
 
                         นายอำเภอสามง่าม สั่งการให้นายอุดมป่าไม้อำเภอเป็นผู้รับเงินจำนวน ๒๐,๐๐๐ บาท ซื้อสังกะสี อุปกรณ์สร้างบ้าน เกณฑ์หาไม้ เกณฑ์แรงงานราษฎร ไปช่วยกันสร้างบ้านให้นายคำจริง หนูทอง ทำอยู่ ๒ วันก็แล้วเสร็จ จากนั้นก็จัดการแผ้วถางบริเวณที่จะรับเสด็จฯ สร้างปะรำสำหรับราษฎรเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท
 
                        นายยงค์ สิบหยอม ราษฎรบ้านเนินปอ ปรารภว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงอุตสาหะเสด็จฯมาถึงบ้านป่า ทรงเหน็ดเหนื่อย ไม่มีที่ให้ประทับพักผ่อนพระอิริยาบถ จึงได้รับอาสาทำเก้าอี้ถวายเป็นที่ประทับ ได้เข้าป่าตัดไม้ไผ่ เลือกแต่ที่แก่ๆ เพื่อความแข็งแรง เพื่อนๆเข้าช่วยเหลาช่วยผ่าประกอบเป็นเก้าอี้ป่า ลักษณะเหมือนโซฟา แต่ไม่มีเบาะ ทำอยู่ ๒ วัน ๒ คืน เสร็จแล้วก็หามเอามาตั้งที่หน้าบ้านนายคำจริง หนูทอง แต่กำนันเกรงว่าจะไม่มั่นคงจึงทดลองนั่งก่อนเพื่อความแน่ใจ พอกำนันนั่งหลายคนในที่นั้นพากันพูดว่า กำนันไปนั่งก่อนอย่างนี้ พระเจ้าอยู่หัวประทับไม่ได้แล้ว เลยต้องเก็บ นายยงค์ สิบหยอม เสียใจเป็นอันมาก อุตส่าห์ทำถวาย กะว่าเมื่อประทับแล้วจะเก็บไว้เป็นอย่างดีเพื่อบูชาเป็นสิริมงคลและเกียรติประวัติชีวิตบ้านป่า ว่าครั้งหนึ่งได้สนองพระมหากรุณาธิคุณ ไม่เสียชาติเกิด
 
                       นายคู พิลึก ผู้ใหญ่บ้านเนินปอในสมัยนั้นเล่าว่า ราษฎรในย่านบ้านนั้นและตำบลใกล้เคียงมีความเห็นแตกแยกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งนั้นได้เห็นการเตรียมการของเจ้าหน้าที่ต่างเตรียมตัวเตรียมใจจัดหาผ้านุ่งห่มใหม่ จะได้เข้าเฝ้าใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท ชมพระมหาบารมี แต่ส่วนที่อยู่นอกออกไปไม่เชื่อว่าเจ้าฟ้ามหากษัตริย์จะเสด็จฯ มาถึงบ้านป่าเมืองดอนเช่นบ้านเนินปอ ต่างยึดในความมั่นใจของตนเองถึงกับท้าพนันกัน ฝ่ายหนึ่งว่าเสด็จฯ แน่ อีกฝ่ายหนึ่งว่าไม่เสด็จฯ ด้วยสำนึกของประชาชนนั้น พระเจ้าอยู่หัวคือเจ้าชีวิต สูงส่งด้วยพระมหาบารมี บรมเดชานุภาพแผ่ปกคลุมไปทั่วขอบขัณฑสีมาพระราชอาณาจักร จะเสด็จมาเยี่ยมชาวป่าชาวดงชนบทนั้นดูห่างไกลกันยิ่งนัก อนึ่งเนินปอเป็นถิ่นทุรกันดาร หนทางไปมามิใช่ง่ายก็คิดกันตามประสาโง่ว่า ไม่เสด็จฯแน่นอน

 วันที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๓ แสงแดดแผดกล้าแต่เช้า ท้องฟ้าสว่างไสว ชาวบ้านเนินปอและบ้านใกล้เคียงฝ่ายที่เชื่อว่าพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯวันนี้แล้ว ต่างลุกขึ้นแต่เช้ามืดรีบทำกิจวัตรประจำวันอย่างเคร่งครัดเพื่อจะได้อาบน้ำแต่งตัวไปเข้าเฝ้าฯ หน้าตาเบิกบานแช่มชื่นด้วยเกิดมาชาติหนึ่งจะได้เข้าเฝ้าฯ พระเจ้าอยู่หัว เป็นสิริมงคลแก่ตัว ซึ่งหลายคนเกิดมาแล้วก็ตามเปล่าไม่มีโอกาสได้เฝ้าชมพระบารมี ทุกฝ่ายพร้อมกันตั้งแต่เพล จนบ่ายโมงเศษเหนือท้องฟ้าแสงแดดที่แผดเปรี้ยงก็หรุบหรู่ลงเป็นอัศจรรย์ พลันเสียงพึ่บๆ ๆ ๆ และเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ก็ปรากฏขึ้นเหนือทิวไม้ริมทุ่ง รวมทั้งหมด ๖ ลำค่อยๆร่อนลงในทุ่งนาข้างบ้านนายคำจริง หนูทอง ทุกคนขนลุกซู่ด้วยความปลื้มปิติเป็นล้นพ้น ครู่เดียวเหล่าทหารตำรวจก็เดินมาเป็นขบวนห้อมล้อมพระทูลกระหม่อมแก้วของพสกนิกรทั้งสองพระองค์ เสด็จพระราชดำเนินมาตามท้องทุ่งนา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินด้วยพระพักตร์สดใส ทรงแย้มพระโอษฐ์ ประดุจสมเด็จพระบิดาพระมารดาแผ่พระเมตตาพระราชทานแก่บุตรปานนั้น ไพร่ฟ้าชาวบ้านป่าเมืองดงต่างจบมือพนมอภิวาท บ้างก็สะอื้นน้ำตาไหลลงพร่างพรายด้วยความตื้นตันใจในบุญตัวและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงพระอุตสาหะวิริยะห่วงใยไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน เสมือนพ่อแม่ห่วงใยบุตรธิดาในอุทร ไม่เลือกว่าลูกๆ จะตกระกำลำบากอยู่หนไหน แดนดงกันดารใดก็ต้องดั้นด้นไปทรงช่วยเหลือให้จงได้ พระพุทธเจ้าข้าเอ๋ย บุญยิ่งนักแล้วที่ได้กำเนิดเกิดมาเป็นไทยใต้บัวบาท ขออธิษฐานเกิดชาติใดทุกชาติจงได้รองบาทบงสุ์อย่าได้แคล้ว
 
                      ทั้งสองพระองค์มีพระราชปฏิสันถารกับข้าราชการที่รอเฝ้าฯ แล้วเสด็จพระราชดำเนินตรงมายังหน้าบ้านพระราชทาน ประทับยืนตรงหน้านายคำจริง หนูทอง ผู้เคราะห์ร้าย นางเหลืองและลูกๆ เมื่อนางเหลือง หนูทอง เข้าไปกราบถวายเช็ดฉลองพระบาทแทนการถวายน้ำล้างพระบาทตามประเพณีแล้ว เสด็จฯดำเนินเข้ามาตรงนายคำจริง หนูทอง ทรงจับที่แขนที่ถูกฟ้าผ่า ทรงบีบขึ้นลง แล้วตรัสว่า "หายเถอะนะ” นายคำจริง ตอนนั้นน้ำตาอาบหน้า ด้วยซาบซึ้ง แต่ไม่รู้จะปฏิบัติอย่างไรด้วยกำลังพิการ รับสั่งอีกว่าให้เอาข้าวสาร ถั่วมาคั่วแล้วห่อเป็นลูกประคบ ประคบด้วย
 
                      สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถประทับยืนเยื้องอยู่เบื้องพระปฤษฎางค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยสายพระเนตรเปี่ยมเมตตา ปลอบประโลมข้าแผ่นดินพระพักตร์สดใสแย้มพระโอษฐ์ตลอดเวลา ล้นเกล้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสกับนางเหลือง หนูทอง ว่า "ขึ้นไปบนบ้านสิฉันจะยกบ้านให้” นางเหลือง หนูทองจึงคลานตัวลีบนำเสด็จฯ ขึ้นบ้านพระราชทาน ครั้นฯ ขึ้นบนเรือนแล้ว จึงตรัสกับนางเหลืองอีกว่า "บ้านใหม่ดีกว่าบ้านเก่าไหม” ไม่ทันที่นางเหลืองจะสนองพระราชดำรัส ท่านผู้ว่าราชการก็ชิงกราบบังคมทูลขึ้นก่อนว่า "ขอเดชะพระบารมีปกเกล้าฯ สบายดีกว่าเดิมพระเจ้าค่ะ”
 
                     พระองค์ทอดพระเนตรไปรอบๆบ้าน ครู่หนึ่งจึงเสด็จฯกลับลงมา รับสั่งถึงกระบือพระราชทาน ก็มีผู้กราบบังคมทูลเรียบร้อยแล้ว ครั้นจะเสด็จฯ พระราชดำเนินไปทอดพระเนตรก็มีผู้ทูลทัดทานว่าผูกอยู่ไกลมิบังควรเสด็จฯ จึงผินพระพักตร์เสด็จพระราชดำเนินตรงไปยังปะรำที่มีเหล่าราษฎรรอเฝ้าฯ อยู่เนืองแน่น พระราชทานเครื่องยังชีพเสื้อผ้าอาหารแก่ราษฎรแล้ว เสด็จพระราชดำเนิน ทวยราษฎร์ถวายบังคมส่งเสด็จฯทันทีที่เครื่องเฮลิคอปเตอร์ลอยลำขึ้นพ้นจากทุ่ง แสงแดดที่หรุบ ก็พลันสว่างแผดไอร้อนขึ้นดังเดิม ยังราษฎรที่ตอนแรกไม่เชื่อว่าจะเสด็จฯ แต่พอเห็นเฮลิคอปเตอร์ลงแต่ไกล ก็แต่งตัวอุ้มลูกจูงหลานดุ่มเดินฝ่าทุ่งมาอย่างเร่งรีบ แต่มาไม่ทันต่างเสียอกเสียใจไปตามๆกัน หันมาแช่งด่าตัวเองที่ประมาทในเบื้องต้น ไม่เชื่อว่าจะเสด็จมาได้ในบ้านป่ากลางดงเช่นนี้ ฝ่ายนางเหลือง นายคำจริง หนูทอง ครั้นได้บ้านใหม่พระราชทานแล้ว ก็ขึ้นอยู่อาศัยด้วยความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ หลังจากนางเหลืองปฏิบัติกิจวัตรการบ้านการอาชีพตกเย็นจะหันมาปรนนิบัติผัว ก็ให้แปลกใจสงสัย เพราะที่ที่นายคำจริงผัวพิการเจ็บไข้นอนอยู่ไม่ปรากฏร่างของนายคำจริง นางตระหนกสุดชีวิตที่อยู่ๆผัวที่ลุกไม่ขึ้นเดินไม่ได้มาหายไป เรียกหาลูกๆช่วยกันหาพ่อไปไหน จนไปถึงท้ายสวนหลังบ้าน ทั้งแม่ลูกก็ตาค้างไปตามๆกัน

  ภาพที่ปรากฏแก่สายตาของนางและลูกคือ นายคำจริงเดินก๊อกแก็กๆหิ้วถังน้ำตักน้ำรดต้นไม้อยู่ ต่างก็กรูเข้าไปซักถามอาการ ทั้งตื่นเต้นและตกใจ นายคำจริงบอกว่าหายแล้ว เดินได้แล้ว มือที่ยกไม่ขึ้นก็ยกขึ้นแกว่งไกวได้อย่างสบายเป็นอัศจรรย์อย่างยิ่ง หายตลึงนางเหลืองทรุดนั่งหันหน้าไปทางที่เครื่องเฮลิคอปเตอร์ร่อนลงจบมือถวายบังคมด้วยความเต็มตื้น ด้วยเดชะพระมหาบารมีจริงแล้ว ดูเอาเถอะพระราชดำรัสสั่งให้คนหายเจ็บป่วยได้ ทั้งข้าวสาร ถั่วคั่วทำลูกประคบ ก็ไม่ทันได้ทำตามพระราชดำรัสสั่ง ก็มาหายเสียก่อนแล้ว นายคำจริงหายป่วยจากอาการที่ถูกฟ้าผ่า เพราะฟ้ามาพระราชทานพรและพลังใจ เกิดความเข้มแข็งต่อสู้ชีวิตและหายเจ็บได้ ดำรงชีพสู้งานหนักได้จนสิบกว่าปีต่อมาจึงถึงแก่กรรม ส่วนบ้านพระราชทานนั้นก็อยู่อาศัยกันต่อมาได้ ๒๐ กว่าปี นางเหลืองไปสร้างบ้านใหม่ก็รื้อบ้านพระราชทานไปสร้างใหม่อยู่ชั้นบนของบ้านหลังปัจจุบัน...

     <a href="http://www.youtube.com/watch?v=ABeYGAaoT3A" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=ABeYGAaoT3A</a>
 
ที่มา : หนังสือวัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดพิจิตร . หน้า ๑๘๑ – ๒๐๐



 ขอบคุณนะครับที่เข้ามาอ่าน  ตาแป๋ว
 

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17,11, 2017, 08:48:21 โดย giant15 » บันทึกการเข้า
17,11, 2017, 13:00:37
atts35
สมาชิก
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 332



« ตอบ #402 เมื่อ: 17,11, 2017, 13:00:37 »

สาธุ ขอพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อม
บันทึกการเข้า

อย่าดึงฟ้าต่ำ อย่าทำหินแตก อย่าแยกแผนดิน
หน้า: 1 ... 25 26 [27]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: