GUN IN THAILAND
20,10, 2017, 02:21:52 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Google
หน้า: 1 ... 23 24 [25] 26 27   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ปืนยูเอสอาร์มี่ 1911 และภาพเรื่องราวของประวัติศาสตร์สงคราม  (อ่าน 26343 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
24,02, 2017, 23:53:32
KING-POWER
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 12,141


« ตอบ #360 เมื่อ: 24,02, 2017, 23:53:32 »

ติดตามครับ ตาแป๋ว ปรบมือ
บันทึกการเข้า

จะทำงานใหญ่ ต้องกล้าหาญชาญชัย
25,02, 2017, 08:51:54
giant15
สมาชิก
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 441



« ตอบ #361 เมื่อ: 25,02, 2017, 08:51:54 »

สวัสดีเช้าวันเสาร์ครับ


                     อ่านเรื่องราวบุคคลในประวัติศาสตร์ที่มีอำนาจและอิทธิพลในการสั่งการสงครามมาเยอะละ วันนี้มาลองอ่านบุคคลท่าทางธรรมดาๆ แต่ก็กล้าแสดงออกอย่างมากอย่าง ไม่กลัวเกรง  วันนี้มาอ่านเรื่อง ......

                     August Landmesser บุรุษผู้หาญกล้าไม่ยอมแสดงความเคารพต่อ ฮิตเลอร์   เหงื่อตกดิ

หากจะมีใครสักคนนึกถึงอดีตผู้นำเผด็จการนาซีเยอรมันอย่าง อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ นอกจากหนวดจิ๋มที่ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของท่านผู้นำแล้ว การเคารพแบบนาซีก็เป็นเอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่ง ( ไฮฮิตเลอร์  หัวเราะปิดปาก )  ที่มักจะมีผู้นำมาล้อเลียนกันบ่อยๆ ซึ่งการทำความเคารพแบบนี้เรียกว่า “สดุดีอิตเลอร์” หรือ Nazi salute มีแนวคิดมาจากการทักทายในสมัยยุคโรมันโบราณ การสดุดีฮิตเลอร์นั้นทำโดยชูแขนขวาขึ้นทำมุม 45 องศา พร้อมกับเปล่งเสียงให้ดังกังวานว่า “ไฮล์ ฮิตเลอร์” อันมีความหมายว่า “ฮิตเลอร์ จงเจริญ” ซึ่งท่านผู้นำต้องการให้ชาวเยอรมันทุกผู้ทุกคนใช้แทนการทักทายแบบปกติ

                       

                       

ถึงแม้ว่าในสมัยที่นาซีเป็นใหญ่ในดินแดนเยอรมันนั้น ชาวเยอรมันจะมีความศรัทธา เคารพรักต่อท่านผู้นำมากเพียงใด แต่ก็ยังมีชาวเยอรมันบางกลุ่มบางพวกที่ลึกๆแล้วมีความรู้สึกต่อต้านการกระทำบางอย่างของฮิตเลอร์ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการทำสงคราม การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว เช่นเดียวกับ  August Landmesser ชายผู้ซึ่งหาญกล้ายืนนิ่งไม่ยอมทำท่าสดุดีฮิตเลอร์ ท่ามกลางฝูงชนในงานปล่อยเรือ Horst Wessel ในปี 1936 ( เอ๋รึว่าแกเหม่อแล้วลืมทำวะ  หัวเราะปิดปาก ) โดยที่เรื่องนี้ได้ถูกเปิดเผยโดย Irene Messer ลูกสาวของเขาในปี 1996 ผ่านหนังสือ A Family Torn Apart by “Rassenschade”

                       

August Landmesser เกิดเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม  1910 ที่เมือง Mooroege เป็นลูกชายคนเดียวของครอบครัว โดยที่เขาได้รับการรับรองว่าเป็นชาวเยอรมัน เชื้อสายอารยันแท้ ตามประกาศของ Landgericht’s rulling of 26th October 1938 ชีวิตของ August ก็เหมือนกับเด็กหนุ่มเยอรมันทั่วไป ที่เมื่อย่างก้าวเข้าสู่วัยหนุ่มก็สมัครเข้าเป็นสมาชิกของพรรคนาซี

                       

ต่อมา August ได้พบรักและแต่งงานกับสาวชาวยิวนามว่า Irma Eckler ในปี 1935 ซึ่งความจริงแล้ว Irma เป็นยิวเพียงแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น แต่กฎหมายในขณะนั้นได้ห้ามไม่ให้ชาวเยอรมันมีสัมพันธ์กับคนที่ไม่ใช่สายเลือดอารยันด้วยกัน ทำให้การแต่งงานของทั้งคู่ไม่ได้รับการรับรองจากรัฐบาล แต่ถึงแม้ว่าจะแต่งงานไม่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ทั้งคู่ก็อยู่กินกันมาจนมีลูกสาวด้วยกัน  2 คน คือ Ingrid เกิดในปี 1935 และ Irene ในปี 1937  ต่อมาในปี 1938 August ถูกส่งไปใช้แรงงานในค่ายกักกันที่ Borgermoor เป็นเวลา  2 ปี เนื่องจากข้อหาแต่งงานมีความสัมพันธ์กับผู้ที่ไม่ใช่สายเลือดอารยันบริสุทธิ์ ส่วน Irma นั้นถูกส่งตัวไปที่ค่าย Lictenburg และถูกส่งตัวต่อไปที่ Ravenibruck และจบชีวิตที่นั้นในปี  1942

ส่วนชะตากรรมของสองหนูน้อย Ingrid และ Irene น้องสาวนั้น ฝ่าย Ingrid ผู้พี่นั้นดูจะโชคดีกว่า เนื่องจากถึงจะมีสายเลือดยิวอยู่ในตัว แต่การที่เกิดก่อนกฎหมาย Nuremberg Laws จะบังคับใช้ ซึ่งกฎหมายนี้กำหนดว่าผู้ที่มีสายเลือดเยอรมันแท้จะต้องมีบรรพบุรุษเป็นชาวเยอรมันอย่างน้อย  4 รุ่น หากต่ำกว่านั้นหรือมีบรรพบุรุษรุ่นใดรุ่นหนึ่งเป็นยิวจะถือว่าเป็นพวก “เลือดผสม” ก็จึงทำให้เธอสามารถใช้ชีวิตอยู่ในฐานะชาวเยอรมันได้อย่างปลอดภัย แต่กับ Irene ผู้น้องนั้นเกิดหลังจากที่กฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้เรียบร้อยแล้ว ทำให้เธอถูกส่งไปยังบ้านเด็กกำพร้า แต่โชคดีที่มีคนมาช่วยเธออกมาก่อนที่จะถูกนำตัวเข้าไปในห้องรมแก็ส จากนั้นเธอจึงถูกนำไปซ่อนตัวที่ Brandenburg จนกระทั่งสงครามสงบลง

                           

ส่วน August นั้น ได้ถูกปล่อยตัวในปี 1941 และได้ทำงานเป็นโฟร์แมนที่โรงงาน Heinkel-Werke ใน Warnemunde จนกระทั่งในเดือน กุมภาพันธ์ 1944 เขาได้ถูกเกณฑ์เข้าเป็นทหารอีกครั้ง สังกัดหน่วย Bewährungsbataillon 999 ซึ่งถือว่าเป็นหน่วยที่รวมเอาบรรดาผู้ที่เคยกระทำความผิดต่างๆไว้ด้วยกัน ( เหมือนหนังรวมวายร้ายฮีโร่อเมริกันเลย  หัวเราะปิดปาก)   มีภารกิจในงานที่มีความเสี่ยงสูง ในระว่างสงคราม

                             


 August ได้สูญหายและคาดว่าเสียชีวิตในปี  1944 และได้รับการประกาศว่าเสียชีวิตในระหว่างการรบอย่างเป็นทางการในปี  1949 โดยที่ทั้งเค้าและครอบครัวไม่เคยได้มีโอกาสได้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตาเลย  น้ำตาไหลพราก

เรื่องราวของ August และครอบครัวนั้น เป็นเพียงแค่เสี้ยวหนึ่งของผลที่เกิดจากจิตใจของมนุษย์ ที่ยังคงมีความโกรธแค้น ความทะเยอทะยาน ความเห็นแก่ประโยชน์พวกพ้องเป็นสำคัญ ซึ่งมนุษย์เรานั้นได้ผ่านการพัฒนาทางความคิดจิตใจมาหลายยุคหลายสมัย จนมาถึงวันนี้ที่เราเชื่อว่ามนุษย์ได้ก้าวผ่านยุคแห่งความป่าเถื่อนมาสู่ยุคแห่งความเป็นอารยชน ที่ มีกฎเกณฑ์ทางสังคมที่เป็นเครื่องมือทำให้เกิดความสงบสุข แต่ในบางครั้งความเชื่อเหล่านั้นก็ถูกทำลายลงด้วยน้ำมือของคนเพียงไม่กี่คน ที่พยายามขุดเอาสัญชาตญาณของความเป็น “สัตว์” ขึ้นมาใช้เครื่องต่อรอง ทั้งหมดนั้นก็เพียงการได้มาซึ่งคำว่า “อำนาจ” ที่ฟังดูแล้วหอมหวานซะจนหลายคนได้ลืมสิ่งที่เรียกว่า “เพื่อนมนุษย์” ไปจนหมดสิ้น

 อ่านแล้วก็เพลินดีเน๊อะ   หัวเราะปิดปาก ขอบคุณที่เข้ามาอ่านและติดตาม อย่างน้อยก็มีความรู้เพิ่มขึ้นแน่นอน รับรอง  รักกันนะ
บันทึกการเข้า
04,04, 2017, 07:27:04
Ppdawan
สมาชิกครอบครัว
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 860



« ตอบ #362 เมื่อ: 04,04, 2017, 07:27:04 »

ขอตามด้วยคนครับ
บันทึกการเข้า

หมวดป๊อด ค่ายบางระจัน
Lind ID: ppdawan
09,04, 2017, 20:31:46
giant15
สมาชิก
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 441



« ตอบ #363 เมื่อ: 09,04, 2017, 20:31:46 »



           

           มาร์คผู้ตรวจปืนยูเอส อาร์มี่ และรูปจริงของผู้ตรวจ ( รูปไม่ครบทุกท่านผู้ตรวจ )

           

           

           

           

             

           

           

           

           

           

           

           

             

             

             

             

 ดูกันเพลินๆ นะครับ มันมีเรื่องราวอะไรอีกเยอะ ม๊วกกกกกก  หัวเราะปิดปาก รักกันนะ

บันทึกการเข้า
10,04, 2017, 07:35:23
giant15
สมาชิก
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 441



« ตอบ #364 เมื่อ: 10,04, 2017, 07:35:23 »

สวัสดีวันจันทร์.... รถลาเริ่มไหลออกจากเมืองหลวงมุ่งสู่ถิ่นกำเนิดที่ทิ้งมานาน ถนนสายต่างจังหวัดเริ่มคับคั้งคนเริ่มกลับเตรียมฉลองสงกรานต์ที่บ้านเกิด ร้อนคักแท้ บ้านแอร์ก็บ่มี
วันนี้มาอ่านวีรกรรมของทหารพลร่มของฝ่ายตาหนวดจิ๋มที่คนทั้งโลกว่าเป็นผู้ร้ายกัน ว่าเขากล้าหาญ เก่งกาจอย่างงัย  หัวเราะปิดปาก

"Fallschirmjager"หน่วยพลร่มของนาซีเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่สอง

หน่วยพลร่มของเยอรมัน (Fallschirmjager) ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น ถือว่าเป็นหน่วยรบที่มีประสิทธิภาพสูงมากที่สุดหน่วยหนึ่งของกองทัพนาซีเยอรมัน ซึ่ง อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำนาซีเยอรมันมีความชื่นชมในความสามารถของทหารหน่วยพลร่มเป็นอย่างมาก อาจจะเรียกได้ว่าชื่นชมไม่ด้อยไปกว่าทหารหน่วย “เอส เอส” (SS – SchutzStaffel) ซึ่งเป็นหน่วยรบพิเศษประจำตัวของฮิตเลอร์เอง (คำว่า “ฟอลชริมเจเกอร์” (fallschirmjager) ในภาษาเยอรมันแปลว่า "นักล่าจากท้องฟ้า" (hunters from the sky)

                       

หน่วยพลร่มนี้ขึ้นตรงกับกองทัพอากาศนาซีเยอรมันหรือ “ลุฟวาฟ” (luftwaffe) ซึ่งต่างจากกองทัพสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ ที่หน่วยพลร่มมักจะขึ้นตรงกับกองทัพบกมากกว่า โดยหน่วยพลร่มหน่วยแรกของเยอรมันถูกก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1938 เริ่มต้นจากการรวบรวมกองพันทหารพลร่มต่างๆ มาเป็นกองพลปฏิบัติการทางอากาศที่ 7 (7 Flieger Division) ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1938 เป็นเวลาสองปีก่อนที่สงครามโลกครั้งที่ 2 จะอุบัติขึ้น ( เตรียมตัวก่อเรื่อง  หัวเราะปิดปาก )

                       

กองพลนี้ประกอบด้วยกรมทหารพลร่มจำนวน 3 กรม ต่อมาได้รับการปรับเป็นกองพลพลร่มที่ 1 (1st Parachute Division) โดยผู้บัญชาการกองพลคนแรกคือพลตรีเคิร์ท สตูเด้นท์ (Kurt Student) ซึ่งเป็นหนึ่งในขุนพลที่จอมพลแฮร์มาน เกอริง (Hermann Goering) ผู้บัญชาการกองทัพอากาศเยอรมันไว้วางใจเป็นอย่างยิ่ง

ความชื่นชมที่ฮิตเลอร์มีต่อหน่วยทหารพลร่มนี้ เกิดขึ้นมาจากความสามารถอันโดดเด่นของพวกเขาในช่วงต้นของสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเฉพาะการกระโดดร่มเข้าโจมตีประเทศต่าง ๆ เช่น เดนมาร์ก นอร์เวย์ เนเธอร์แลนด์ ในปี ค.ศ. 1940

                           

โดยเฉพาะที่เดนมาร์กนั้น ถือเป็นการปฏิบัติการรบครั้งแรกของหน่วยพลร่มเยอรมัน ซึ่งเกิดขึ้นในวันที่ 9 เมษายน ค.ศ. 1940 ที่ทหารพลร่มเยอรมันจู่โจมเข้ายึดสนามบิน Aarhus นอกจากนี้ยังเข้าทำลายแนวต้านทานของเบลเยี่ยม ที่ป้อม “อีเบน อีเมล” (Eben Emael) ได้อย่างรวดเร็วในรุ่งอรุณของวันที่ 11 พฤษภาคม ค.ศ. 1940 โดยทหารพลร่มที่เข้าโจมตีป้อมแห่งนี้เป็นกำลังพลที่จัดจากจาก กองพันที่ 1 กรมพลร่มที่ 1 (1st Battalion, 1st Parachute Regiment)

                             

ส่วนทหารช่างที่ข้ามเครื่องกีดขวางเข้าไปสมทบกับทหารพลร่ม จัดจาก กองร้อยทหารช่าง กองพันที่ 2 กรมพลร่มที่ 1 (Pioneer company, 2nd Battalion, 1st Parachute Regiment) การโจมตีเริ่มขึ้นจากทหารพลร่มเยอรมันส่วนหนึ่งจำนวน 85 นายใช้เครื่องร่อน 11 ลำเป็นพาหนะ ร่อนลงบนหลังคาของเป้าหมายต่างๆ จากนั้นก็ใช้ระเบิดแรงสูงขว้างเข้าไปในป้อมทีละป้อม จนป้อมต่างๆ ถูกทำลายลงอย่างง่ายดาย ความสำเร็จในการทำลายป้อมอีเบน อีเมลเป็นที่กล่าวขานกันไปทั่วว่า หน่วยทหารพลร่ม (หรือที่ทางสหรัฐอเมริกาใช้คำว่า หน่วยส่งทางอากาศ - Airborne) เป็นหน่วยทหารที่ยอดเยี่ยมที่สุดของโลกหน่วยหนึ่งในขณะนั้น

                               

การรบครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งของหน่วยพลร่มเยอรมันคือการรบที่เกาะครีต (Crete) ซึ่งเยอรมันใช้เครื่องบินลำเลียงจำนวน 493 ลำ เครื่องร่อน 72 ลำ นำพลร่มเข้าสู่ที่หมายในครีต นอกจากเครื่องบินลำเลียงแล้ว ยังมีเครื่องทิ้งระเบิด 228 ลำ เครื่องดำดิ่งทิ้งระเบิด 245 ลำ และเครื่องบินขับไล่ 233 ลำ และเครื่องบินตรวจการณ์อีก 50 ลำ รวมทั้งสิ้นกว่า 700 ลำ เข้าร่วมในการรุกครั้งนี้ด้วย  เอ๋อ

การยึดเกาะครีตเป็นการรุกที่ใช้กำลังพลร่มเป็นหัวหอกเปิดฉากขึ้นในวันที่ 20 พฤษภาคม ค.ศ. 1941 โดยใช้กำลังพลจากกองพลปฏิบัติการทางอากาศที่ 7 เป็นกำลังหลัก สนับสนุนโดยทหารราบอีก 3 กรมทหารราบ นับว่าเป็นการปฏิบัติการโดยการใช้กำลังทหารพลร่มครั้งใหญ่ที่สุดของกองทัพเยอรมัน ทหารพลร่มเยอรมันกระโดดร่มลงจากเครื่องบินสู่เกาะครีตที่มีกำลังทหารสัมพันธมิตรมากกว่าทหารเยอรมันถึงสองเท่า คือมีจำนวนถึง 42,500 คน ประกอบด้วยทหารออสเตรเลีย 6,450 คน ทหารนิวซีแลนด์ 7,700 คน ที่เพิ่งถอยทัพมาจากประเทศกรีซ และยังมีทหารกรีกอีกกว่าหนึ่งหมื่นคน รวมทั้งทหารอังกฤษอีกจำนวนหนึ่ง ทหารนิวซีแลนด์คนหนึ่งกล่าวถึงการบุกของพลร่มเยอรมันในวันนั้นว่า “.. ท้องฟ้าเต็มไปด้วยเครื่องบินเยอรมัน บินลำต่อลำ เป็นแนวยาวจากขอบฟ้าหนึ่งไปยังอีกขอบฟ้าหนึ่ง เหมือนฝูงนกที่กำลังอพยพไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ..”  เง้ออ

ทหารเยอรมันจำนวนมากกระโดดร่มออกจากเครื่อง และถูกทหารสัมพันธมิตรสังหารขณะที่ไม่มีทางต่อสู้หรือไม่มีทางป้องกันตัวเอง โดยเฉพาะขณะที่กำลังลอยอยู่กลางท้องฟ้าภายใต้ร่มชูชีพสีขาว พลตรีอูเกน มายน์ดัล (Eugen Meindl) ผู้บังคับหน่วยพลร่มเยอรมันก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสก่อนลงถึงพื้น จนไม่สามารถบัญชาการรบได้ ทหารเยอรมันลงสู่พื้นทุกหนทุกแห่ง บางแห่งพวกเขาก็เริ่มทำการรบกับทหารสัมพันธมิตรโดยปราศจากผู้นำ เนื่องจากผู้บังคับหน่วยเสียชีวิต บาดเจ็บหรือพลัดหลงจากหน่วยของตน  น้ำตาไหลพราก

                   

                   

สนามบินที่ Maleme ถูกพลร่มเยอรมันเข้ายึดอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้จากความกล้าหาญของนักบินประจำเครื่องบินลำเลียงแบบ จุงเกอร์ เจยู 52 จำนวนหนึ่ง ที่นำเครื่องบินฝ่ากระสุนปืนนานาชนิดร่อนลงจอดฉุกเฉินบริเวณสนามบิน ก่อนที่พลร่มที่อยู่ในเครื่องแต่ละลำจะกรูกันออกจากเครื่องและกระจายกำลังกันเข้ายึดสนามบินได้  แว่นดำ

                     
                                         จุงเกอร์ เจยู 52

ในช่วงแรกของการรบ เยอรมันไม่สามารถควบคุมพื้นที่ได้มากนัก จนกระทั่งกำลังสนับสนุนส่วนใหญ่เดินทางมาถึงนำโดยกองพลภูเขาที่ 5 ทำให้ฝ่ายเยอรมันเป็นฝ่ายได้เปรียบในการรบ การรบดำเนินไปอย่างนองเลือดเป็นเวลาถึง 10 วัน จนทหารสัมพันธมิตรซึ่งอยู่ใต้การบังคับบัญชาของพลตรีเบอร์นาร์ด ฟรายเบิร์ค (Bernard Freyberg) ผู้บัญชาการของฝ่ายสัมพันธมิตร ซึ่งเพิ่งเดินทางมาถึงเกาะครีตได้เพียง 3 สัปดาห์ก่อนการบุกของเยอรมัน จะยอมแพ้อย่างเด็ดขาดในวันที่ 30 พฤษภาคม และทหารสัมพันธมิตรที่เหลือก็ล่าถอยจากเกาะครีตไปทั้งหมด   เวียนหัว

                     

แม้อังกฤษจะพยายามอย่างมากในการสกัดกั้นกำลังหนุนของเยอรมัน ซึ่งเป็นทหารราบจากกรมทหารราบอีก 3 กรม เพื่อโดดเดี่ยวทหารพลร่มบนเกาะ แต่กองทัพอากาศเยอรมันก็ทำลายกองเรือของอังกฤษที่วางกำลังสกัดกั้นเรือลำเลียงที่จะลำเลียงทหารราบเยอรมันจนได้รับความเสียหายอย่างหนัก โดยเยอรมันสามารถจมเรือประจัญบานและเรือขนาดใหญ่ของอังกฤษได้ 6 ลำ อีก 2 ลำได้รับความเสียหายอย่างหนัก ทำให้ทหารราบเยอรมันที่เป็นกำลังหนุนสามารถยกพลขึ้นบกที่เกาะครีตได้ และเข้าร่วมกับทหารพลร่มเยอรมัน ทำการกวาดล้างทหารสัมพันธมิตรที่หลงเหลืออยู่จนยอมแพ้ในที่สุด

เยอรมันประสบชัยชนะในการรบที่เกาะครีตท่ามกลางความสูญเสียอย่างหนักของทั้งสองฝ่าย โดยทหารสัมพันธมิตรเสียชีวิต 1,800 คน ถูกจับเป็นเชลย 12,000 คน ทหารเรืออังกฤษเสียชีวิต 1,828 คน บาดเจ็บ 183 คน ถอยไปได้อย่างปลอดภัย 18,000 คน ในขณะที่เยอรมันเสียทหารไปถึง 4,000 คน บาดเจ็บ 2,500 คน กำลังพลที่สูญเสียไปเหล่านี้ ล้วนเป็นทหารชั้นยอดที่ผ่านการฝึกมาอย่างดี และไม่สามารถทดแทนได้ในระยะเวลาอันจำกัด ความสูญเสียอันยิ่งใหญ่นี้ทำให้เยอรมันไม่เคยใช้หน่วยพลร่มเป็นหัวหอกในการรุกครั้งใหญ่อีกเลย  น้ำตาไหลพราก  หัวเราะปิดปาก

               

ตามข้อเท็จจริงแล้ว สัมพันธมิตรทราบล่วงหน้าถึงแผนการบุกของฝ่ายเยอรมัน ก่อนหน้านี้แล้ว อันเป็นผลมาจากการถอดรหัสอีนิกม่า (Enigma) ของฝ่ายเยอรมันได้จึงตอบโต้อย่างรุนแรง แต่เนื่องจากทหารสัมพันธมิตรอยู่ในสภาพที่ขาดแคลน อาวุธ ยุทโธปกรณ์ ยานยนต์อย่างมากมาย เพราะต้องถอยร่นมาจากกรีกในสภาพที่แตกกระสานซ่านเซ็น ทำให้ทหารสัมพันธมิตรที่มีจำนวนมากกว่าเยอรมันผู้รุกรานถึงสองเท่า ไม่สามารถต้านทานได้

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ได้มีการวิเคราะห์ถึงการสูญเสียอย่างมากของทหารพลร่มเยอรมัน ในการรบที่เกาะครีต การวิเคราะห์พบว่า การใช้พลร่มเป็นกำลังหลักในการรุกนั้นจำเป็นจะต้องกระทำด้วยความรวดเร็ว ฉับพลัน โดยที่ข้าศึกไม่รู้ตัวมาก่อน เนื่องจากการส่งทางอากาศขนาดใหญ่มีความเสี่ยงต่อการสูญเสียสูงมากหากข้าศึกทราบล่วงหน้า เหตุการณ์เดียวกันนี้เกิดขึ้นกับฝ่ายสัมพันธมิตรในการส่งทางอากาศครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ครั้งหนึ่ง ในยุทธการมาร์เก็ต การ์เดนในประเทศเนเธอร์แลนด์ ในปี ค.ศ. 1944 ซึ่งก็จบลงด้วยความสูญเสียขนาดใหญ่ของฝ่ายสัมพันธมิตรเช่นเดียวกัน

                           

ห้วงต่อมาของสงครามโลกครั้งที่สอง คือปี ค.ศ. 1940-1944 ทหารพลร่มเยอรมัน ได้ทำการรบในสมรภูมิต่าง ๆ ทุกสมรภูมิ ด้วยความกล้าหาญ เคียงข้างกับทหารราบ และทหารหน่วยอื่น ๆ ของกองทัพเยอรมัน เป็นการรบที่สร้างชื่อเสียงให้กับเหล่าทหารพลร่มเยอรมัน จนได้รับการจัดอันดับให้เป็นหน่วยรบชั้นยอด (Elite Force) ของสงครามโลกครั้งที่ 2 หน่วยหนึ่ง

ในช่วงปี ค.ศ. 1943 หน่วยพลร่มเยอรมันได้เข้าทำการรบในประเทศตูนีเซีย โดยทหารพลร่มเหล่านี้ส่วนหนึ่งเป็นทหารที่ทำการรบในทวีปแอฟริกา ในนามของหน่วย “แอฟริกา คอร์” (Afrika Korps) ซึ่งอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของจอมพล “เออร์วิน รอมเมล” (Erwin Rommel) อันลือชื่อ และหลังจากความพ่ายแพ้ของกองทัพเยอรมันในแอฟริกาที่เอล อลาเมนแล้ว หน่วยแอฟริกา คอร์ ก็ย้ายมาทำการรบที่ตูนีเซีย ก่อนจะพบจุดจบทั้งหน่วยด้วยการพ่ายแพ้ต่อสัมพันธมิตร เป็นการปิดตำนานความกล้าหาญของหน่วยแอฟริกา คอร์ โดยเฉพาะกองพลยานเกราะที่ 21 (21st Panzer Division) อันโด่งดัง และหน่วยพลร่มที่ร่วมอยู่ในแอฟริกา คอร์นี้ด้วย

ในการรบที่ตูนีเซียนอกจากจะมีหน่วยพลร่มที่ถอยร่นมาจากแอฟริกาแล้ว ก็ยังทหารพลร่มของเยอรมันที่เดินทางมาจากประเทศอิตาลี ทหารพลร่มเหล่านี้เพิ่งเดินทางมาจากประเทศอิตาลี เพื่อสกัดกั้นการรุกเข้ามาของฝ่ายสัมพันธมิตร โดยฝ่ายเยอรมันมีกำลังพลทั้งหมดกว่า 60,000 คน ประกอบด้วย ทหารเยอรมัน 47,000 คน ทหารอิตาลี 18,000 คน จัดกำลังเป็นกองทัพยานเกราะที่ 5 (5th Panzerarmee) ภายใต้การนำของพลเอกฮันส์ เจอร์เก้น ฟอน อาร์นิม (Hans Jurgen von Arnim)

กำลังเหล่านี้จะสมทบกับกำลังของหน่วยแอฟริกา คอร์ ของจอมพลเออร์วิน รอมเมล ที่ถอยมาจากแอฟริกา
ในขณะที่กำลังฝ่ายสัมพันธมิตร มีกำลังประมาณ 110,000 คน ส่วนใหญ่เป็นทหารสหรัฐอเมริกา ทำการรุกภายใต้ชื่อแผนยุทธการในการบุกครั้งนี้ว่า Torch ซึ่งการรุกของสัมพันธมิตรในครั้งนี้ ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม และชื่อของนายพล จอร์จ เอส แพทตัน (George S. Patton) ก็ปรากฏขึ้นบนหน้าประวัติศาสตร์นับจากนั้นมาเนื่องจากนายพลแพทตันเป็นผู้บัญชาการกองพลน้อยที่ 2 ที่ยกพลขึ้นที่ซิซิลี และได้สร้างผลงานในการบัญชาการรบที่นี่ไว้อย่างยิ่งใหญ่ ด้วยการเอาชนะกองทัพเยอรมันได้ แม้กำลังพลของเยอรมันส่วนใหญ่จะล่าถอยไปได้ แต่ก็ทำให้โฉมหน้าของสงครามในแอฟริกาเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง

                             

นอกจากนี้ในช่วงปี ค.ศ. 1943 เป็นต้นไป กองทัพอากาศของฝ่ายสัมพันธมิตรสามารถครองอากาศได้เกือบทั้งหมด ประกอบกับยุทธวิธีของนาซีเยอรมันเปลี่ยนจากการรุกเป็นการตั้งรับในทุกแนวรบ พลร่มเยอรมันแทบจะหมดโอกาสในการกระโดดร่มลงยึดที่หมายอย่างฉับพลัน ตามหลักการรบแบบสายฟ้าแลบของนาซีเยอรมัน ทหารหน่วยนี้ก็ต้องเปลี่ยนมาทำการรบแบบทหารราบทั่วไป แต่ประสิทธิภาพในการรบก็ยังคงเป็นที่น่าเกรงขามสำหรับทหารฝ่ายสัมพันธมิตรอยู่เช่นเดิม...... ตาแป๋ว

ขอบคุณที่เข้ามาอ่าน ขอบคุณที่ติดตาม แต่ก็ได้ความรู้เชิงประวัติศาสตร์ไม่มากก็น้อยนะครับ   รักกันนะ
บันทึกการเข้า
10,04, 2017, 10:42:45
Ppdawan
สมาชิกครอบครัว
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 860



« ตอบ #365 เมื่อ: 10,04, 2017, 10:42:45 »

ขอบคุณครับที่นำเรื่องราวน่าสนใจมาอ่าน
บันทึกการเข้า

หมวดป๊อด ค่ายบางระจัน
Lind ID: ppdawan
10,04, 2017, 14:21:19
badboy_2494
สมาชิกใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 68


« ตอบ #366 เมื่อ: 10,04, 2017, 14:21:19 »

ขอบคุณครับ ธุจ้า
บันทึกการเข้า
11,04, 2017, 07:50:39
giant15
สมาชิก
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 441



« ตอบ #367 เมื่อ: 11,04, 2017, 07:50:39 »

สวัสดีวันอังคาร ตื่นมาจะข้ามถนนไปซื้อของต้องรอกลับรถเป็นสิบนาที แสดงว่าคนเริ่มกลับออกจากเมืองกรุง แต่ละคันของเต็มหลังกระบะคนนั้งเต็มกำลังเดินทางกลับไปหาคนที่เขารัก  ตาแป๋ว   หลายท่านเขามาอ่านก็ยังอาจงงแว็ เอ๋ ไอ้สงครามโลกครั้งที่ 2 มันเกิดขึ้นยังงัยหว่า เข้ามาอ่านเข้ามาดูก็เห็นมันตีกันแล้ว แต่ก็สนุกดี หัวเราะปิดปาก วันนี้เลยนำเสนอปฐมบทของสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้วให้ท่านไปประติดประต่อเอง  หัวเราะปิดปาก ( เหมือนนักเรียนทำรายงาน  รายเนี่ย )

จุดเกิดสงครามโลกครั้งที 2

สงครามโลกครั้งที่หนึ่งยุติลงในปี 1918 ด้วยความพ่ายแพ้ของเยอรมัน ( อ้าวแล้วสงครามโลกครั้งที่ 1 เกิดนยังงัยละ  เหงื่อตกดิ ช่างมันเดี๋ยวค่อยมานำเสนอ ) ฝ่ายพันธมิตรในขณะนั้นประกอบด้วย อิตาลี ฝรั่งเศส อังกฤษและสหรัฐอเมริกา ได้ร่วมกันร่างสนธิสัญญาแวร์ซาย (the Varsailles treaty) เพื่อจำกัดสิทธิของเยอรมัน ในอันที่จะเป็นภัยคุกคามอีกครั้ง สนธิสัญญาแวร์ซายลงนามในวันที่ 28 มิ.ย. 1919 ส่งผลให้กองทัพเยอรมันถูกจำกัดขนาดให้เล็กลง ดินแดนต่างๆ ถูกริบ หรือยึดครอง ดังที่ปรากฏในแผนที่ข้างบน อาทิ ฝรั่งเศสเข้าครอบครองอัลซาส ลอเรนน์ (Alsace-Lorranine) เบลเยี่ยมยึดอูเปนและมาลเมดี (Eupen, Malmedy) โปแลนด์เข้าครอง Posen และปรัสเซียตะวันออกบางส่วน ดานซิก (Danzig) กลายเป็นรัฐอิสระ ฝรั่งเศสเข้าควบคุมเหมืองถ่านหินในแคว้นซาร์ (Saar) แลกกับการที่เยอรมันทำลายเหมืองถ่านหินของตน ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำไรน์ กลายเป็นเขตปลอดทหาร (Demilitarized) และยึดครองโดยฝ่ายพันธมิตรลึกเข้าไป 30 ไมล์ นอกจากนี้เยอรมันยังต้องชดใช้ค่าปฏิกรรมสงครามเป็นเงินอีก 6,600 ล้านปอนด์ ( เป็นธรรมดาแพ้ต้องจ่าย  หัวเราะปิดปาก )

                       
                                                ดูแผนที่ประกอบครับ

ในเดือนมกราคม 1933 อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) ผู้นำพรรคนาซี ได้ขึ้นดำรงตำแหน่ง Chancellor ของประเทศเยอรมัน และเป็นผู้นำสูงสุดของประเทศในที่สุด (Fuhrer)  แว่นดำ

                   

ในปี 1935 ฮิตเลอร์ได้เริ่มฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังตกต่ำอย่างรวดเร็ว และในวันที่ 16 มีนาคม 1935 ฮิตเลอร์ก็ประกาศเสริมสร้างกองทัพเยอรมันขึ้นใหม่ ซึ่งเท่ากับเป็นการฉีกสนธิสัญญาแวร์ซาย

แต่เนื่องจากนโยบายต่างประเทศของเขา ที่พยายามแสดงให้พันธมิตรเห็นว่า เขาไม่ใช่ภัยคุกคามต่อพันธมิตร และเป็นผู้ที่ต้องการสันติภาพเช่นเดียวกับอังกฤษและฝรั่งเศส เพียงแต่ต้องการฟื้นฟูประเทศเยอรมันที่ตกต่ำเท่านั้น ทำให้พันธมิตรนิ่งเฉยต่อการดำเนินการของฮิตเลอร์

และแล้วในเดือนมีนาคม 1936 เขาก็ส่งทหารกลับเข้าไปยึดครองแคว้นไรน์ ที่ตามสนธิสัญญาแวร์ซายกำหนดให้เป็นเขตปลอดทหาร พร้อมๆกับส่งทหารเยอรมันเข้าสนับสนุน กองกำลังชาตินิยมของนายพลฟรังโก ในสงครามกลางเมืองในสเปน และลงนามเป็นพันธมิตรกับมุสโสลินีของอิตาลี เดือนมีนาคม 1938 ผนวกออสเตรียเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเยอรมัน ซึ่งถือเป็นจุดกำเนิดอาณาจักรใหม่ของเยอรมัน นั่นคือ อาณาจักรไรซ์ที่สาม (the Third Reich - new German Empire)

จากนั้นก็เข้ายึดครองตอนเหนือของเชคโกลโลวะเกียในเดือนกันยายน 1938 และยึดครองทั้งประเทศใน มีนาคม 1939 พร้อมๆกันนั้นฮิตเลอร์ก็เข้ายึดคองเมืองท่าเมเมล (Memel) ของลิธัวเนีย ซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นคนเชื้อสายเยอรมัน จากนั้นก็ยึดดานซิกและส่วนที่แบ่งแยกเยอรมัน กับปรัสเซียตะวันออกของโปแลนด์

รุ่งอรุณของวันที่ 1 กันยายน 1939 เครื่องบินของกองทัพอากาศเยอรมัน หรือลุฟวาฟ (Luftwaffe) ก็เริ่มต้นการทิ้งระเบิดถล่มจุดยุทธศาสตร์ในประเทศโปแลนด์ พร้อมๆกับกำลังรถถังและทหารราบ ก็เคลื่อนกำลังผ่านชายแดนโปแลนด์เข้าไปอย่างรวดเร็ว เป็นครั้งแรกที่โลกได้เห็นสงครามสายฟ้าแลบ (Blitzkeieg) ที่ใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดนำ ตามด้วยยานเกราะและทหารราบ เข้าบดขยี้หน่วยทหารโปแลนด์ที่เสียขวัญ จากการทิ้งระเบิดของเครื่องบิน

                 

                   

วันที่ 2 กันยายน อังกฤษและฝรั่งเศส ในฐานะประเทศพันธมิตรของโปแลนด์ ยื่นคำขาดต่อฝ่ายเยอรมัน ให้ถอนทหารออกจากโปแลนด์ แต่ฮิตเลอร์ปฏิเสธ วันที่ 3 กันยายน 1939 ฝรั่งเศสและอังกฤษ ประกาศสงครามกับเยอรมัน ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่สอง และต่อจากนี้ไป โลกจะนองไปด้วยเลือดและน้ำตา อีกเป็นเวลากว่า 5 ปี

                       

ทหารเยอรมัน กำลังรุกเข้าสู่โปแลนด์ ภาพนี้ถ่ายเมื่อวันที่ 18 ก.ย. 39 โดยกองทัพเยอรมันแบ่งออกเป็นสองส่วน คือ กลุ่มกองทัพเหนือ (Army Group North) รุกลงใต้จาก Pomerania และจากปรัสเซียตะวันออก และ กลุ่มกองทัพใต้ (Army Group South) รุกเข้าไปทางชายแดนด้านตะวันตกของโปแลนด์ ภายในเวลาสองวัน กองทัพอากาศเยอรมันก็สามารถครองน่านฟ้าเหนือโปแลนด์ได้

                       

กองทหารโปแลนด์ถูกเยอรมันรุกแบบสายฟ้าแลบ คือ ทิ้งระเบิดด้วยเครื่องบิน และใช้ยานเกราะที่มีความเร็วสูงตีเจาะแนวตั้งรับ เมื่อเจาะเข้าไปได้แล้ว รถถังจะโอบหลังหน่วยทหารโปแลนด์ ทำให้เกิดวงล้อมเล็กๆขึ้น ภายในวงล้อมใหญ่ จากนั้นทหารราบเยอรมันจะทำการกวาดล้างทหารโปแลนด์ที่อยู่ในวงล้อมนั้นๆ จนกระทั่งวันที่ 14 กันยายน วงล้อมต่างๆ ก็ถูกกวาดล้างจนเกือบจะหมดสิ้น และวันที่ 27 กันยายน โปแลนด์ก็ยอมแพ้ในที่สุด

การใช้ความเร็วเข้าพิชิตโปแลนด์นั้น สาเหตุหนึ่งเพื่อลดการสูญเสียของทหารเยอรมัน แต่อีกสาเหตุหนึ่งก็คือ ฮิตเลอร์เกรงว่า ฝรั่งเศสซึ่งประกาศสงครามกับเยอรมันในฐานะพันธมิตรของโปแลนด์ จะรุกเข้ามาทางชายแดนด้านตะวันตกของเยอรมัน เพราะในฝรั่งเศสมีทหารอังกฤษประจำการอยู่ถึง 150,000 คนประจำการอยู่ตามแนวชายแดนเบลเยี่ยม ส่วนกองพลของฝรั่งเศส 43 กองพล ซึ่งถือเป็นกำลังส่วนใหญ่ประจำอยู่หลังแนวมายิโนต์ (Maginot)

                 

ทหารเยอรมันกำลังสวนสนาม ประกาศชัยชนะบนถนนกลางกรุงวอร์ซอร์ ในวันที่ 5 ตุลาคม 1939 ภายหลังการเข้ายึดครองประเทศโปแลนด์อย่างสมบูรณ์ เมื่อโปแลนด์ประกาศยอมแพ้ในวันที่ 27 กันยายน 1939 โปรดสังเกตุหน่วยทหารรักษาความปลอดภัย ตามแนวถนน ที่เห็นอยู่ด้านหลัง จะเห็นว่ามีการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดมาก เนื่องมาจากสองสาเหตุคือ การสวนสนามในครั้งนี้ อดอฟ ฮิตเลอร์เดินทางมาร่วมงานประกาศชัยชนะ และสาเหตุที่สองคือ การต่อต้านของฝ่ายโปแลนด์ ยังไม่หมดลงอย่างสิ้นซาก แม้กระทั่งในวันสวนสนามนี้ กลุ่มต่อต้านของโปแลนด์เพิ่งจะถูกกวาดล้างจากบริเวณ Kock ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงวอร์ซอร์

สงครามครั้งนี้ ชาวโปแลนด์ทั้งทหารและพลเรือนเสียชีวิตกว่า 66,000 คน บาดเจ็บ 200,000 คน ถูกจับเป็นเชลย 700,000 คน ฝ่ายเยอรมันสูญเสียน้อยกว่ามาก โดยมีผู้เสียชีวิต 10,500 คน และบาดเจ็บ 30,300 คน

อย่างไรก็ตาม ฝันร้ายของชาวโปแลนด์เพิ่งจะเริ่มต้น เพราะต่อจากนี้ไปอีก 5 ปีแห่งการยึดครอง ชาวโปแลนด์จะถูกปฏิบัติเยี่ยงทาส เพราะแนวความคิดของนาซีเยอรมันที่มีต่อชาวโปแลนด์ คือชนชาติชั้นทาส (a slave nation) ดังนั้นการยึดครองโปแลนด์จึงไม่ใช่แค่การยึดครองแต่เพียงดินแดน หากแต่ต้องการทำลายเอกลักษณ์ของชาติโปแลนด์อย่างสิ้นเชิงอีกด้วย ภาพการสวนสนามที่เห็นนี้ นาซีเยอรมันใช้ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ หรือที่ฝ่ายสัมพันธมิตรเรียกว่า การโฆษณาชวนเชื่อ (propaganda) เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเข็มแข็งของทหารเยอรมัน ซึ่งผลจากการเผยแพร่ภาพเหล่านี้ ทำให้ประเทศต่างๆ เกิดความเกรงกลัวศักยภาพของนาซีเยอรมันเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตามคงไม่มีใครปฏิเสธว่า ตามความเป็นจริงแล้ว กองทัพนาซีเยอรมันในขณะนั้น นับเป็นกองทัพที่มีความเข้มแข็งที่สุดกองทัพหนึ่งของโลก

ภายหลังที่พิชิตโปแลนด์แล้ว ฮิตเลอร์ก็มองต่อไปที่นอร์เวย์ ในฐานะที่จะใช้เป็นฐานของกองทัพอากาศ ส่งเครื่องบินเข้าโจมตีเกาะอังกฤษ 4 เมษายน 1940 เยอรมันก็บุกนอรเวย์ เมืองท่านาร์วิก (Narvik) ถูกยึดในวันที่ 9 เมษายน อังกฤษและฝรั่งเศสส่งกำลังเข้าตอบโต้ แต่ไม่เป็นผล กำลังพันธมิตรที่ยกพลขึ้นบกที่ Trondheim ถูกทหารเยอรมันกวาดล้างจนต้องถอยกลับไป

ในวันที่ 28 พฤษภาคม พันธมิตรยึดเมืองนาร์วิกได้ แต่ก็ถอยกลับไปอีก การรุกของพันธมิตร แม้จะทำความเสียหายให้กองทัพเรือเยอรมันอย่างหนัก แต่เยอรมันก็รุกเข้ากรุงออสโล เมืองหลวงของนอร์เวย์ ท่ามกลางการต่อต้านอย่างเหนียวแน่น แต่ไม่นานออสโลก็ยอมแพ้

                         

วันที่ 14 พฤษภาคม 1940 กองทัพเยอรมันก็รุกข้ามแม่น้ำเมิร์ส (Meuse) ที่เมืองซีดาน (Sedan) ล้อมทหารอังกฤษและฝรั่งเศส ที่อยู่ในเบลเยี่ยมและฝรั่งเศสตอนเหนือ วันที่ 20 พฤษภาคม รถถังของเยอรมันก็รุกถึงช่องแคบอังกฤษ ทหารอังกฤษ ฝรั่งเศสกว่า 338,000 คน ในจำนวนนี้เป็นทหารอังกฤษ 225,000 คน ก็ไปจนมุมที่ดังเคิร์ก (Dankirk) และล่าถอยกลับเกาะอังกฤษ ปล่อยให้เยอรมันกวาดล้าง ทหารฝรั่งเศสที่หลงเหลืออยู่บนแผ่นดินใหญ่จนหมดสิ้น ในวันที่ 22 พฤษภาคม ฝรั่งเศสก็ยอมแพ้

อีกสี่วันต่อมา การต่อต้านของทหารฝรั่งเศสก็ยุติลงอย่างสิ้นเชิง ยุโรปตกเป็นของฮิตเลอร์อย่างสิ้นเชิง เป้าหมายของเขาต่อไปก็คือ เกาะอังกฤษ ซึ่งเขาสั่งเปิดยุทธการสิงโตทะเล (Sealion) ในวันที่ 10 กรกฎาคม 1940 โดยกองทัพอากาศเยอรมัน รับหน้าที่ทำลายกำลังทางอากาศ และภาคพื้นดินของอังกฤษด้วยการโจมตีทางอากาศอย่างหนัก

การรบรุนแรงมากที่สุดในช่วงกลางเดือนสิงหาคม โดยเฉพาะวันที่ 15 สิงหาคม เยอรมันโจมตีอย่างหนัก และสูญเสียเครื่องบินถึง 72 ลำ จนวันนี้ได้รับการตั้งชื่อว่าวันพฤหัสดำ (Black Thursday) ความสูญเสียของเยอรมันมีมากจนฮิตเลอร์ต้องสั่งเลื่อนยุทธการ สิงโตทะเลออกไปอย่างไม่มีกำหนด เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 1940

                           

เครื่องบิน Ju 87 สตูก้า (Stuka) ของเยอรมัน เป็นเครื่องบินดำทิ้งระเบิด ซึ่งมีบทบาทมาก ในช่วงต้นของสงคราม โดยทำหน้าที่ทิ้งระเบิดที่มั่นของทหารโปแลนด์ เบลเยี่ยม อังกฤษ และฝรั่งเศส จนเป็นเหตุให้แนวตั้งรับของพันธมิตรแตกลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรบในฝรั่งเศส ในภาพจะเห็นตอนหัวของเครื่องใกล้กับใบพัด มีไซเรนสีขาวติดอยู่ เพื่อทำให้เกิดเสียงแหลมขณะเครื่องดำดิ่งลงสู่เป้าหมาย เป็นการทำลายขวัญของทหารฝ่ายตรงข้าม

จุดอ่อนของเครื่องบินชนิดนี้ก็คือ เมื่อดำลงไปทิ้งระเบิดแล้ว ขณะที่นักบินเชิดหัวเครื่องขึ้น ในช่วงนี้เครื่องบินจะตกเป็นเป้านิ่งของเครื่องบินข้าศึกได้ง่าย ในการโจมตีเกาะอังกฤษของฮิตเลอร์ ตามแผนยุทธการสิงโตทะเล (Sealion) ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม1940 เครื่องบินชนิดนี้ ประสบกับความสูญเสียจาก เครื่องบินขับไล่ ของอังกฤษเป็นอย่างมาก จนต้องถอนกำลังออกมา ภายหลังเครื่องบินสตูก้านี้ ได้รับการปรับปรุงให้เป็นเครื่องบินทำลายรถถัง (tank buster) ในแนวรบด้านรัสเซีย

ภายหลังยกเลิกยุทธการสิงโตทะเลในการบุกเกาะอังกฤษแล้ว ฮิตเลอร์เตรียมบุกรัสเซีย แต่ก็ต้องส่งกำลังเข้าบุกยูโกสลาเวียใน 6 เมษายน 1941 และกรีซ (Greece) ก่อน เพราะรัฐบาลยูโกสลาเวียที่เป็นฝ่ายเยอรมันถูกโค่นล้ม โดยฝ่ายปฏิวัติที่สนับสนุนโดยทหารอังกฤษที่กรีซ ซึ่งทำให้แผนการบุกรัสเซียต้องล่าช้าออกไป

เยอรมันใช้เวลาเพียง 10 วันในการยึดยูโกสลาเวีย และใช้เวลากว่าสองสัปดาห์ ยึดกรีซได้สำเร็จ ทหารอังกฤษกว่า 18,000 คนในกรีซถอยไปตั้งมั่นอยู่ที่เกาะครีต (Crete)

ฮิตเลอร์ส่งกำลังพลร่ม หรือ ฟอลชริม เจกอร์ (Fallschirmjager) เข้าโจมตีเกาะครีต เป็นการปฏิบัติการส่งทางอากาศครั้งยิ่งใหญ่ของเยอรมัน ซึ่งแม้เยอรมันจะยึดเกาะครีตได้สำเร็จ ในปลายเดือนพฤษภาคม แต่ก็ต้องประสบกับความสูญเสียอย่างหนัก โดยมีทหารพลร่มเยอรมันเสียชีวิตและบาดเจ็บถึงกว่า 10,000 คน และนับจากยุทธการที่เกาะครีต ฮิตเลอร์ก็ไม่เคยสั่งใช้กำลังพลร่มในการโจมตีใหญ่ๆ อีกเลย ( ก็อีหน่วยพลร่มกระทู้ข้างบนนั้นแหละ  เวียนหัว )

หลังจากต้องเสียเวลาในการจัดการกับประเทศในบอลข่านแล้ว ฮิตเลอร์ก็เปิดฉากบุกรัสเซียในเวลา 03.30 รุ่งอรุณของวันที่ 22 มิถุนายน 1941 ในยุทธการบาร์บารอสซ่า เป็นเวลา 129 ปี หลังจากที่นโปเลียนโบนาปาร์ต จักรพรรดิ์แห่งฝรั่งเศส บุกรัสเซียเมื่อปี 1812 ทหารเยอรมันกว่าสามล้านคน รถถัง 3,580 คัน ปืนใหญ่ 7,184 กระบอก เครื่องบินกว่า 2,000 ลำ กำลังมุ่งหน้าเข้าไปสู่หล่มแห่งความหายนะครั้งยิ่งใหญ่ของอาณาจักรไรซ์ที่สาม ของฮิตเลอร์

               

แผนที่ยุโรป ในปี 1942 ซึ่งฮิตเลอร์ได้เข้าครอบครองยุโรปเกือบทั้งหมด

สีน้ำตาลอ่อนนั้นคือดินแดนในครอบครองของเยอรมัน จะเห็นว่าฝรั่งเศสแบ่งออกเป็นสองส่วน คือส่วนที่เยอรมันครอบครอง และส่วนที่ไม่ได้ครอบครอง (Unoccupied Zone) แต่ปกครองโดยรัฐบาลหุ่นของเยอรมัน โดยจอมพลวิซี่

สีน้ำตาลเข้ม คือฝ่ายอักษะ ซึ่งเป็นพันธมิตรของเยอรมัน มีทั้ง อิตาลี ฮังการี โรมาเนีย บัลกาเรีย ฟินแลนด์

สีขาวคือ ประเทศเป็นกลาง มี สวิตเซอร์แลนด์ สเปน สวีเดน และไอร์แลนด์ สเปนเป็นประเทศที่ฮิตเลอร์ผิดหวังมาก เพราะก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง ฮิตเลอร์ส่งกำลังเข้าไปช่วยในสงครามกลางเมือง แต่เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่สองขึ้น รัฐบาลสเปนกลับวางตัวเป็นกลาง แทนที่จะเข้าร่วมกับเยอรมัน

สีเขียวคือฝ่ายพันธมิตร มีอังกฤษ และรัสเซีย

จบบทเรียนแล้วนะครับ ( เดี๋ยวทำการสอบจุดประสงค์เก็บคะแนน  หัวเราะปิดปาก )
บันทึกการเข้า
14,07, 2017, 11:12:48
giant15
สมาชิก
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 441



« ตอบ #368 เมื่อ: 14,07, 2017, 11:12:48 »

ชวนดูหนัง  หัวเราะปิดปาก รักกันนะ


           

 http://www.nungmovies-hd.com/free-state-of-jones-2016-จอมคนล้างแผ่นดิน/

 
บันทึกการเข้า
14,07, 2017, 13:14:23
yah&yim
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 18,438



« ตอบ #369 เมื่อ: 14,07, 2017, 13:14:23 »

ขอบคุณครับ ปรบมือ
บันทึกการเข้า

สนิมเหล็กทำลายเนื้อเหล็กให้หมดไป สนิมในใจทำลายใจให้เศร้าหมอง
15,07, 2017, 20:48:45
supot.k
powerfull
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 55,343


จง"มีชีวิต"ให้สมกับที่ได้มี"ชีวิต"


« ตอบ #370 เมื่อ: 15,07, 2017, 20:48:45 »




  ธุจ้า
บันทึกการเข้า

15,07, 2017, 23:45:59
Panu.46
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,232



« ตอบ #371 เมื่อ: 15,07, 2017, 23:45:59 »

 ธุจ้า
บันทึกการเข้า
01,08, 2017, 20:31:15
giant15
สมาชิก
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 441



« ตอบ #372 เมื่อ: 01,08, 2017, 20:31:15 »


     Women with war

             
               
             

             

               

               

               

               

               

               

               

                 

                 

                   

                 

                 


  หลับฝันดีทุกท่านนะครับ   รักกันนะ
บันทึกการเข้า
01,08, 2017, 23:09:58
supot.k
powerfull
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 55,343


จง"มีชีวิต"ให้สมกับที่ได้มี"ชีวิต"


« ตอบ #373 เมื่อ: 01,08, 2017, 23:09:58 »






 ปรบมือ ปรบมือ ปรบมือ ปรบมือ ปรบมือ ปรบมือ  ธุจ้า
บันทึกการเข้า

02,08, 2017, 12:34:33
giant15
สมาชิก
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 441



« ตอบ #374 เมื่อ: 02,08, 2017, 12:34:33 »



          Wow Elvis Presley    หล่อคั๊ก

                                                                 

                                                                 

                                                                 

                                                                 

                                                                 


สวัสดีวันพุธครับผม   หัวเราะปิดปาก รักกันนะ


                                                                 
                                             
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 23 24 [25] 26 27   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: