GUN IN THAILAND
18,08, 2018, 17:45:16 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Google
หน้า: 1 ... 26 27 [28] 29   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ปืนยูเอสอาร์มี่ 1911 และภาพเรื่องราวของประวัติศาสตร์สงคราม  (อ่าน 35385 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
05,12, 2017, 15:58:02
Viengping 9
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,714



« ตอบ #405 เมื่อ: 05,12, 2017, 15:58:02 »

 ธุจ้า  1911  สุดยอดตลอดกาลครับท่าน ธุจ้า
บันทึกการเข้า
15,12, 2017, 12:26:54
giant15
สมาชิก
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 469



« ตอบ #406 เมื่อ: 15,12, 2017, 12:26:54 »

สวัสดีวันศุกร์ครับ  ล่มไปหลายวันนึกว่าคงหายหมดแล้ว..... วันนี้ดูภาพเก่าๆ เพลินๆ กันดีกว่า


Japanese warrior.....




                         

                           

                           

                         

                           

                         

                           

                             

                             
                           
                             

                             

                             


                        หัวเราะปิดปาก รักกันนะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15,12, 2017, 12:55:55 โดย giant15 » บันทึกการเข้า
15,12, 2017, 15:00:06
maxga
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 5,418


« ตอบ #407 เมื่อ: 15,12, 2017, 15:00:06 »

ซามูไร รุ่นก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ป่าวครับพี่
บันทึกการเข้า
16,12, 2017, 11:34:21
giant15
สมาชิก
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 469



« ตอบ #408 เมื่อ: 16,12, 2017, 11:34:21 »

สวัสดีคืนวันศุกร์....เป็นเรื่องต่อจากกระทู้เดิม เกี่ยวกับภาพเก่าๆ เล่าประวัติศาสตร์ของชาติมหาอำนาจทางทหารในยุคหนึ่ง ในปัจจุบันเป็นชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ และซอฟแวร์ ยานยนต์ และหนังที่เราๆท่านๆ ได้ผ่านตาแล้วชอบ  หัวเราะปิดปาก  ( หนังไรอะ )

ซะมุไร (ญี่ปุ่น: 侍, ภาษาไทยนิยมทับศัพท์ว่า "ซามูไร" ?) แปลเป็นภาษาไทยว่าทหาร คำว่า ซะมุไร มีต้นกำเนิดจากคำว่า ซะบุระอุ ซึ่งเป็นคำกริยาในภาษาญี่ปุ่นโบราณ ที่มีความหมายว่า รับใช้ ฉะนั้น ซะมุไรก็คือคนรับใช้นั่นเอง

ประวัติศาสตร์ ของนักสู้ซามูไร เริ่มขึ้นในศตวรรษที่ 11 เมื่อรัฐบาลฟูจิวาราขุนนางศักดินาอ่อนแอลง จึงไปขอความค้ำจุนจากมินาโมโตกับทาอิรา ซึ่งเป็นเผ่านักรบที่เข้มแข็ง หากทว่าทั้งสองเผ่านี้ก็ไม่ถูกกันและเกิดการปะทะกันเนืองๆ มิหนำซํ้ายังเป็นนักรบเถื่อนที่ไร้วินัย สร้างความเดือดร้อนให้แก่ชาวบ้าน ดังมีบันทึกหนึ่งจารึกไว้ว่า นักสู้หลายคนถือโอกาสทำการตามใจชอบโดยไม่กลัวเกรงกฎหมาย ซ่องสุมกำลังข่มขู่เจ้าหน้าที่บ้านเมืองตลอดจนราษฎร ยํ่ายีลูกเมียชาวบ้าน ตีชิงเอาสัตว์เลี้ยงไปจากชาวไร่ชาวนา จนไม่อาจทำการเกษตรได้ เที่ยวเดินถือธนูและลูกศรเพ่นพ่านไปทั่วราวกับโจรร้ายเมื่อชาวบ้านไม่อาจพึ่งพาให้รัฐคุ้มครองได้ จึงสามัคคีกันจัดตั้งกองกำลังขึ้นรับมือ โดยรวบรวมจากเหล่าเพื่อนบ้าน และลูกหลาน แต่แรกนั้นก็เป็นกองกำลังเล็กๆ มีอาวุธตามมีตามเกิด เพราะตระกูลฟูจิวารา ผู้ปกครองประเทศ คอยกดดันอยู่ พวกชาวบ้านจึงหาทางออกอีกครั้ง ด้วยการไปขอพึ่งบารมีจากขุนนางที่มีอำนาจ ซึ่งเหล่าขุนนางก็พอใจ ที่มีกองกำลังมาสนับสนุน จึงเลี้ยงดูนักสู้เหล่านี้อย่างดี จนมีนักสู้เกิดขึ้นมากมายในนาม "ซามูไร" ซึ่งแปลว่า "ผู้รับสนอง"  เดี๋ยวค่อยมาอ่านกันในวาระอื่นกันนะครับ จุดประสงค์กระทู้นี้คือเล่าเรื่องภาพว่าเกิดในสมัยใด เหมือนภาพถ่ายภาพต้นๆ ของสยามส่วนใหญ่เกิดในสมัยท่ีเราติดต่อรับเอาอารยธรรมจากตะวันตก โดยเฉพาะราชการที่ 4 เปิดประเทศรับเอาความทันสมัย คนสมัยก่อนไม่ค่อยให้ใครวาดภาพ หรือถายภาพตัวเองเพราะกลัวว่าจะอายุสั้น กลัวคนอื่นไปทำคุณไสย  หัวเราะปิดปาก 

ญี่ปุ่นก็เช่นเดียวกันทีทนกับวัฒนธรรมท่ีไหลบ่ามาพร้อมเรือปืนของตะวันตกไม่ได้ก็ต้องยอมรับ  และทำให้เกิดภาพเล่านี้ขึ้น   ในช่วงปี 2405 ช่างภาพ Felice Beato มาถึงญี่ปุ่น
พบว่าภายในชาติกำลังมีสงครามกลางเมืองหลังจากที่ญี่ปุ่นปิดประเทศมาเป็นเวลานานกว่า 200 ปี ก่อนที่จะถูกบังคับให้เปิดทำการค้า กับต้องยินยอมให้มิชชันนารีเข้าไปเผยแพร่ศาสนาได้
โดยยุทธการเรือปืนสหรัฐอเมริกานำโดยแม่ทัพเรือ Matthew C. Perry

                             

                             
                                 สนธิสัญญา Kanagawa ที่บังคับให้เปิดประเทศ

                             
                                  ชาวต่างชาติใน Yokohama ช่วงปี 1854

                             
                                    ภาพพิมพ์ไม้ญี่ปุ่น Perry (คนกลาง) กับทหารเรือระดับสูง

ญี่ปุ่นในช่วงนั้นแบ่งออกเป็น 2 ขั้วที่ Edo ปกครองโดยโชกุน Tokugawaที่ Kyoto ปกครองโดยจักรพรรดิ์ราชวงศ์ Imperial10 ปีต่อมายุค Bakumatsu (ยุคสุดท้ายของโชกุน)พันธมิตร/กองทัพจักรพรรดิ์ญี่ปุ่นเริ่มมีชัยชนะกับมีอิทธิพลเหนือพวกโชกุน/ไดเมียวในสังกัดในสงครามปราบกบฎพวกซามูไร Chōshū Tosa และ Satsuma ในปี 2410 นำไปสู่การถวายคืนอำนาจของจักรพรรดิ์ Meiji ในปี 2411

                                                                 
                                        โชกุน Tokugawa คนสุดท้ายที่ Edo


                                                                   
                                            Tokugawa Yoshinobu กำลังวางแผนป้องกันพระราชวัง Imperial ในปี 2407  ร่วมกับ Matsudaira Katamori ช่วงเหตุการณ์ไม่สงบ Kinmon

                                 
                                   
                                               จักรพรรด์วัย 16 พรรษา เสด็จจาก Kyoto ไปยัง Tokyo ในช่วงปี  2411

                                     
                                                  พิธีเปิดประชุมรัฐสภา Diet ภาพพิมพ์ไม้ Ukiyo-e โดย Yōshū Chikanobu ในปี 2433  ที่มา


ก่อนหน้านั้นญี่ปุ่นปกครองโดยโชกุนมีการค้าขายจำกัดเฉพาะกับพวกดัชท์ที่เมือง Nagasaki เมืองเดียวเท่านั้น ไม่ยอมเปิดเสรีการค้ากับชาติตะวันตกอื่นกับห้ามเผยแพร่ศาสนาคริสต์  เง้ออ

                                         

                                       

ช่วงเรือปืนสหรัฐคุกคามญี่ปุ่นให้เปิดการค้าเสรีแม้ว่าพวกซามูไรจะพยายามสู้รบแต่ก็พ่ายแพ้อย่างยับเยินเพราะสู้กับอาวุธปืนที่ทันสมัยไม่ได้แม้ว่าในญี่ปุ่นจะมีปืนคาบศิลา/ปืนใหญ่แล้วก็ตาม
แต่คุณภาพความแม่นยำ/ประสิทธิภาพสู้ไม่ได้เลยเพราะจำกัดให้ใช้เฉพาะพวกโรนิน/พวกไพร่เท่านั้น คล้ายๆ กับสยามยุคตอนรัชกาลที่ 3 และรัชกาลที่ 4 ที่เราต้องปรับตัวใช้ปัญญาเข้าสู้  เวียนหัว
                                           

สหรัฐเริ่มนโยบายแบ่งแยกแล้วปกครองด้วยการขายอาวุธปืนให้กับกองทัพจักรพรรดิ์ญี่ปุ่นทำให้พวกไพร่ ชาวนา ชาวไร่ ชาวบ้านเริ่มติดอาวุธได้จึงเริ่มลงมือรบกับซามูไรชนชั้นนักรบอภิสิทธิ์สืบทอดเฉพาะตระกูลเท่านั้นชนชั้นอื่นเป็นได้แค่พวกโรนิน/พวกไพร่

                                           

ภายใต้การบัญชาการรบโดยจักรพรรดิ์ญี่ปุ่นเริ่มมีชัยชนะในการบกับพวกซามูไรอย่างต่อเนื่องจนทำให้สังคม/ยุคสมัยซามูไรค่อย ๆ เสื่อมลงกองทัพจักรพรรดิ์ญี่ปุ่นใช้อาวุธปืนยิงใส่ในระยะไกล/แม่นยำกว่าธนูทั้งยังฝึกการรบและมีวินัยอย่างดีโดยพยายามหลีกเลี่ยงการรบระยะประชิดตัวกับพวกซามูไรที่ยังหลงยุค/หยิ่งผยองกับดาบซามูไร  เง้ออ ( ซามูไรโดนมั่งละ)

                           

Felice Beato เป็นชาว Anglo-Italian เกิดใน Venice ปี 2375เติบโตที่  Corfu อาณานิคมจักรวรรดิ์อังกฤษเริ่มเรียนรู้การค้า/วิธีการถ่ายภาพจากช่างภาพรุ่นบุกเบิก James Robertson
ทั้งคู่เคยร่วมกันเดินทางไปยัง Constantinopleเพื่อบันทึกภาพถ่ายเหตุการณ์รบในสงคราม Crimeaก่อนที่เขาจะเดินทางต่อไปยังอินเดียกับจีน

                           

Felice Beato  กับน้องชาย Antonio Beatoได้รับการยอมรับว่าเป็นช่างภาพขั้นเทพจากช่างภาพหนังสือพิมพ์ในยุคนั้น    ตาแป๋ว

                             

ในปี 2405 Beato ได้ขายภาพถ่ายทั้งหมดแล้วนำเงินไปลงทุนในตลาดหุ้นลอนดอนแต่สุดท้ายก็หมดตัวจากการลงทุนในตลาดหุ้น  น้ำตาไหลพราก


                       



ปีต่อมา Beato เดินทางออกจากอังกฤษเพื่อผจญภัย/เริ่มทำมาหากินใหม่อีกครั้งที่ญี่ปุ่นเมื่อเดินทางมาถึง YokohamaBeato  เริ่มต้นทำธุรกิจร่วมกับช่างเขียน  Charles Wirgman

                       

ผู้เริ่มต้นลงสีสันในภาพถ่ายขาวดำ Beatoที่ได้ถ่ายภาพซามูไร ชาวบ้าน ชาวเมือง ชาวชนบทในช่วงปลายยุคสมัยสุดท้ายของซามูไร

                           
                                            ( น่ารักเน๊อะ)

                           

การเดินทางในญี่ปุ่นยุคนั้นเต็มไปด้วยภยันตรายอย่างมากเพราะพวกซามูไรในสังกัดโชกุนมักจะฆ่าฟันชาวตะวันตกเป็นประจำใน Edo ที่ทำการทูตสหรัฐเคยถูกลอบวางเพลิงจนหมดสิ้น
ทั้งชาวตะวันตกต่างถูกคุกคามกันอย่างแรง  เง้ออ

                             

                             

มีครั้งหนึ่ง Beato รอดตายอย่างหวุดหวิดช่วงกำลังถ่ายภาพที่ Kamakuraพร้อมกับข้าราชสำนัก 2 นายที่ติดตามได้เผชิญหน้าอย่างไม่คาดฝันกับโรนิน 2 คนก่อนที่โรนินจะรบแพ้/ถูกตัดหัวทิ้งประจานไว้ ณ ที่แห่งนั้น

                                   

                                   

แม้ว่า Beato มีใบอนุญาตถ่ายภาพจากกองทัพจักรพรรดิ์ในการถ่ายภาพบุคคลและสถานที่ต่าง ๆ ในญี่ปุ่นเขาชื่นชอบเดินทางไปยังชนบทที่ห่างไกล/เงียบสงบเพื่อถ่ายภาพบุคคล/สถานที่ต่าง ๆในช่วงยุคสุดท้ายของระบบศักดินาญี่ปุ่น  รายเนี่ย ( เป็นเราจะถ่ายแต่สาวๆ อะ )

                                 

ภาพถ่ายยุคแรก ๆ ของ Beato มีภาพถ่ายของซามูไร Satsuma  แสดงออกถึงความดีใจที่ได้ถ่ายภาพทุกคนบ่งบอกถึงความเข้มแข็ง/ทรนงมีคนหนึ่งถือหนังสือปกแดงที่เป็นวรรณคดีอังกฤษ
อีกคนกำมีดสั้นที่ชักออกจากฝักแล้วที่สำคัญก็คือ แม้ว่าพวกเขาจะยอมรับความรู้ชาติตะวันตกแต่ก็ยังคงยึดมั่นกับวัฒนธรรมประเพณีเดิมอย่างเหนียวแน่น
การเดินทางไปถ่ายภาพของ Beatoจะค่อนข้างถูกจำกัดขอบเขต/พื้นที่เพราะอยู่ในช่วงสงครามกลางเมืองที่กำลังแย่งชิงอำนาจระหว่างโชกุนกับจักรพรรดิ์เพราะแต่เดิมโชกุนตั้งตนเป็นผู้สำเร็จราชการมักอ้างว่าได้รับพระราชโองการจากจักรพรรดิ์จึงมักจะใช้อำนาจสั่งการแทนจักรพรรดิ์ในทุก ๆ เรื่อง

                               

                                 

                                 

ผลงานภาพถ่ายที่หายากของ Felice Beatoที่มีการลงสีสันในภาพถ่ายขาวดำจากช่างเขียน Charles Wirgmanเคยมีการนำเสนอใน London Photographic Fair ผู้สนใจภาพถ่ายของ Felice Beato มีความชืนชมเพราะได้มองเห็นขนบประเพณีผ่านภาพที่ผ่านการเวลา ธุจ้า

                                 


ขอบคุณท่ีเข้ามาชมมาอ่านครับ   หัวเราะปิดปาก รักกันนะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29,12, 2017, 21:14:23 โดย giant15 » บันทึกการเข้า
16,12, 2017, 12:10:52
badboy_2494
สมาชิกใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 75


« ตอบ #409 เมื่อ: 16,12, 2017, 12:10:52 »

ขอบคุณที่นำมาให้อ่านครับ
บันทึกการเข้า
16,12, 2017, 12:57:17
atts35
สมาชิก
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 394



« ตอบ #410 เมื่อ: 16,12, 2017, 12:57:17 »

ติดตามครับ
บันทึกการเข้า

อย่าดึงฟ้าต่ำ อย่าทำหินแตก อย่าแยกแผนดิน
22,12, 2017, 21:44:13
ruang036
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,448



« ตอบ #411 เมื่อ: 22,12, 2017, 21:44:13 »

ขอบคุณครับ..สุดยอดประวัติศาสตร์สงครามจริงๆ.. ปรบมือ ปรบมือ
บันทึกการเข้า

"ไม่มีอะไรอ่อนกว่าน้ำ  แต่ไม่มีความเข้มแข็งใดทำลายน้ำได้ จงเป็นให้ได้อย่างน้ำ"
29,12, 2017, 20:42:01
giant15
สมาชิก
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 469



« ตอบ #412 เมื่อ: 29,12, 2017, 20:42:01 »

สวัสดีวันศุกร์ หลายท่านมีโปรแกรมเดินทางท่องเที่ยววันหยุด กลับบ้าน ก็ขอให้เดินทางปลอดภัยนะครับ ใช้รถใช้ถนนก็ระมัดระวัง ใจร่มๆ กัน สำหรับคนที่ว่างที่ท่องกันอิน พลัดหลงเข้ามาในกระทู้นี้ๆ ก็ยังอยู่กับเรื่องญี่ปุ่นโบราณอยู่นะครับ วันนี้จะพาไปรู้จักกับตำนานของญี่ปุ่นนั้นคือเหล่าซามูไรไร้นายซ่ึงได้ทำวีรกรรมให้เกิดเรื่องราวกล่าวขานมาถึงทุกวันนี้   รายเนี่ย พร้อมแล้วเร่ิ่ม

47 โรนิน (47 Ronin) เป็นเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นของโรนิน 47 คน ที่แน่วแน่ในการดำรงตามวิถีแห่งซามูไร หรือบูชิโด อย่างกล้าหาญ ไม่เกรงกลัว แม้ว่าตัวจะต้องรับโทษตามกฎของบ้านเมืองก็ตาม จนกลายเป็นตำนานที่เล่าขานกันมากว่า 300 ปี   หัวเราะปิดปาก ก่อนจะเข้าสู่เรื่องราวของ 47 โรนิน เรามาทำความเข้าใจกับวิถีชีวิตและสังคมญี่ปุ่นในยุคนั้นกันก่อน ว่าเป็นอย่างไร ซึ่งจะช่วยให้เราเข้าใจความสำคัญและเหตุผลของตัวละครในเรื่องราว 47 โรนิน ได้ดีขึ้น  แว่นดำ

                     

ลำดับชนชั้นในญี่ปุ่น

ซามูไร หรือนักรบ เป็นชนชั้นที่ขึ้นมามีอำนาจปกครองในญี่ปุ่นตั้งแต่ คริสต์ศตวรรษที่ 11 ทำให้ลำดับของชนชั้นในญี่ปุ่น มีจักรพรรดิและครอบครัวอยู่สูงสุด รองลงมาเป็นโชกุน (shogun) ตามด้วยไดเมียว (daimyo) และตระกูลซามูไรใหญ่อื่นๆ รองลงมาอีกก็จะเป็นชาวนา ซึ่งอยู่เหนือพวกช่างฝีมือและพ่อค้า ตามลัทธิขงจื๊อ ส่วนชนชั้นต่ำสุดก็ได้แก่อาชีพอื่นๆ เช่น คนแล่เนื้อ นักแสดง เกอิชา และโสเภณี

                   

ผลของลำดับชนชั้นนี้ ทำให้ซามูไรกลายเป็นชนชั้นสูงที่คนทั่วไปต้องให้ความเคารพ

โชกุน และไดเมียว

ถึงแม้ว่าโชกุนจะอยู่ระดับต่ำกว่าจักรพรรดิ แต่จริงๆ แล้วโชกุนถืออำนาจปกครองสูงสุดของประเทศ โดยมีจักรพรรดิเป็นเหมือนเพียงประมุขในลักษณะพิธีการ  เง้ออ

                 

คำว่า “โชกุน” จริงๆ แล้วแปลตรงตัวคือ “แม่ทัพ” นั่นเอง คือ หลังจากที่ทหารยึดอำนาจของประเทศ ก็ปกครองประเทศ โดยมีแม่ทัพเป็นผู้สำเร็จราชการ ผู้ที่จะได้รับตำแหน่งโชกุนก็คือหัวหน้าตระกูลซามูไรที่มีอำนาจสูงสุดในขณะนั้น

                     
                                    โยชิโนบุ โชกุนคนสุดท้าย

ถัดจากตระกูลซามูไรของโชกุน ก็จะมีตระกูลซามูไรใหญ่อื่นๆ มีหัวหน้าตระกูลเรียกว่าไดเมียว (daimyo) โดยไดเมียวจะได้รับอำนาจปกครองดูแลแคว้นในส่วนต่างๆ ของประเทศ ตามที่โชกุนจัดแบ่งให้ และจะมีที่ดินที่ได้รับเป็นของตระกูล และยังมีซามูไรลูกน้องจำนวนมาก (มองว่าคล้ายๆ ตระกูลในซีรีส์ Game of Thrones ก็ได้)

บูชิโด และโรนิน

           ซามูไรทุกคนจะต้องมีนาย ซึ่งสำหรับซามูไรส่วนใหญ่คือไดเมียวที่ตัวเองสังกัดอยู่นั่นเอง การไม่มีนาย ถือว่าไม่มีเกียรติ และหนึ่งในกฎของบูชิโด คือ หากซามูไรคนไหนสูญเสียนายไป ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม เช่น นายถูกปลดจากตำแหน่ง หรือตัวซามูไรเองโดนนายไล่ออก ตัวเองก็จะต้องทำเซ็ปปุกุ (ฮาราคีรี) หรือฆ่าตัวตาย เพื่อรักษาเกียรติของตน  รายเนี่ย

                     

หากซามูไรคนไหนเสียนายไปและไม่ฆ่าตัวตาย แต่เลือกจะมีชีวิตต่อไป ก็จะเป็นซามูไรที่ไร้นาย และไร้ซึ่งเกียรติ เรียกว่าเป็นโรนิน ซึ่งก็ยังถือว่าเป็นซามูไรอยู่ แต่จะไม่ได้รับความเคารพเหมือนซามูไรทั่วไป และอาจจะเป็นที่เย้ยหยันของคนด้วย

ตามกฎของบ้านเมืองในช่วงนั้น คนที่เป็นโรนินไม่สามารถทำอาชีพมีเกียรติอื่นๆ ได้ ประกอบกับความที่ไม่มีนาย โรนินจึงเหมือนเป็นคนที่ไม่มีอาชีพเป็นหลักแหล่ง เหมือนเป็นคนพเนจร (ทุกวันนี้คำว่า โรนิน ก็ยังใช้กันในญี่ปุ่น เพื่อเรียกคนว่างงานที่ยังหางานใหม่อยู่ หรือคนที่ไม่มีงานเป็นหลักแหล่ง) โรนินบางส่วนพอจะหางานได้ดีหน่อยคือเป็นทหารรับจ้าง เป็นบอดี้การ์ดให้พ่อค้า หรือคนร่ำรวยอื่นๆ

จุดกำเนิดเรื่อง 47 โรนิน

ในปี 1701 ไดเมียวสองคน คือ อะซะโนะ นะงะโนะริ ไดเมียวหนุ่มประจำแคว้นอะโก  และ คาเม ไดเมียวประจำแคว้นซุวาโนะ ได้รับคำสั่งให้จัดงานเลี้ยงรับรองให้กับตัวแทนของจักรพรรดิ ในขณะที่ทั้งสองประจำอยู่ที่เมืองหลวงเอโดะ (โตเกียวในปัจจุบัน) 

ทางการกำหนดให้ อะซะโนะ และคาเม ต้องได้รับการฝึกสอนในเรื่องของกิริยามารยาทที่เหมาะสมในการวางตัวกับตัวแทนจากพระราชวังก่อน โดยมี คิระ โยะชินะกะ ข้าหลวงตำแหน่งและอำนาจสูงในสังกัดของโชกุน โทะกุงะวะ สึนะโยะชิ เป็นผู้ฝึกสอน

               

พูดง่ายๆ คือ อะซะโนะ กับ คาเม ต้องมาฝึกมารยาทกับ คิระ เพื่อเตรียมตัวเลี้ยงรับรองแขกจากพระราชวัง

ต้นตอของหายนะ

คิระ (คนที่จะเป็นผู้ฝึกสอน) เมื่อได้พบกับอะซะโนะ และคาเม ก็รู้สึกไม่ชอบทั้งคู่ บางแหล่งบอกว่าเป็นเพราะทั้งสองไม่ได้เตรียมของกำนัลตามประเพณีที่ดีพอมาให้คิระ แหล่งอื่นบอกว่าเป็นเพราะคิระเป็นคนเย่อหยิ่งและเจ้าอารมณ์อยู่แล้วโดยนิสัย ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด คิระปฏิบัติกับอะซะโนะและคาเมไม่ดีนัก ในขณะเดียวกัน บางแหล่งบอกว่าคิระเป็นคนคดโกง ซึ่งอะซะโนะไม่ชอบเป็นอย่างมาก เพราะอะซะโนะเป็นคนเคร่งในคำสอนของขงจื๊อ

ในตอนแรกอะซะโนะทนรับกับการปฏิบัติอย่างไม่ให้เกียรติของคิระอย่างสงบ ในขณะที่คาเมรู้สึกรับไม่ได้จนถึงขั้นคิดเตรียมจะฆ่าคิระที่ดูถูกอยู่ตลอด แต่เมื่อเหล่าที่ปรึกษาของคาเมได้ยินความคิดของคาเมที่อยากจะฆ่าคิระ ก็รีบคิดหาทางออกกัน เพื่อหลีกเลี่ยงหายนะที่จะเกิดกับนายและทั้งตระกูลถ้าหากคาเมลงมือจริง (เพราะจะต้องถูกลงโทษชิปหายกันทั้งหมด) โดยการจัดของขวัญสินบนขนาดใหญ่ให้กับคิระ หลังจากนั้นคิระจึงเริ่มปฏิบัติกับคาเมอย่างดี ซึ่งทำให้คาเมสงบลงได้

แต่คิระก็ยังปฏิบัติกับอะซะโนะไม่ดีอยู่เช่นเดิม จนในที่สุดเมื่อคิระดูถูกอะซะโนะ โดยการเรียกอะซะโนะว่าเป็นคนบ้านนอกชั้นต่ำไร้มารยาท อะซะโนะก็อดกลั้นไม่ได้อีกต่อไป จึงชักมีดออกมาจ้วงใส่คิระ ทำให้คิระเป็นแผลที่ใบหน้า จ้วงครั้งที่สองคิระหลบได้จึงไปโดนเสาแทน จากนั้นทหารเฝ้ายามจึงมาจับทั้งสองแยกกันได้

                             

บาดแผลของคิระไม่ได้รุนแรงอะไร แต่เนื่องจากเหตุเกิดภายในเขตที่พักของโชกุนภายในปราสาทเอโดะ จึงถือเป็นความผิดร้ายแรง เพราะจริงๆ แล้วการใช้ความรุนแรงใดๆ แม้กระทั่งแค่ชักดาบออกจากฝัก ก็เป็นสิ่งต้องห้ามภายในเขตปราสาทเอโดะ และเนื่องจากอะซะโนะได้ชักมีดออกจากฝักภายในเขตต้องห้าม จึงต้องโทษให้ต้องฆ่าตัวตายโดยเซ็ปปุกุ  เง้ออ

                   


เมื่ออะซะโนะสิ้นชีพ ทรัพย์สินและที่ดินของเขาจะต้องถูกยึดเป็นของหลวง ตระกูลก็สูญอำนาจ และซามูไรในสังกัดทั้งหมดก็ต้องเป็นโรนิน  โมโหหน้าแดง

                     

เมื่อ โออิชิ โยชิโอะ ซามูไรที่ปรึกษามือขวาคนหลักของอะซะโนะได้ข่าว จึงเร่งสั่งการให้ครอบครัวของอะซะโนะหนีไป ก่อนที่จะปล่อยให้ทางการยึดปราสาทของตระกูล  น้ำตาไหลพราก

เหล่าโรนินวางแผนแก้แค้น

จากกว่าสามร้อยซามูไรในสังกัดของอะซะโนะ มีอยู่ 47 คน ที่ตัดสินใจว่าจะไม่ยอมให้นายต้องตายโดยไม่มีใครล้างแค้นให้ พวกเขาสาบานลับร่วมกันว่าจะต้องฆ่าคิระเพื่อแก้แค้นให้นายให้ได้ แม้ว่าถึงทำสำเร็จก็จะต้องถูกลงโทษอย่างรุนแรงจากทางการก็ตาม โดยมีผู้นำกลุ่มคือโออิชิ

                       


แต่ทางคิระนั้นมีทหารคุ้มกันอยู่อย่างแน่นหนาตลอดเวลา และเขาก็เสริมการรักษาความปลอดภัยให้กับบ้านตัวเองอย่างแน่นหนาขึ้นอีกด้วย เพราะกลัวอยู่แล้วว่าจะมีลูกน้องของอะซะโนะมาแก้แค้น พวกโรนินเห็นดังนั้นจึงรู้ว่าต้องทำให้คิระนิ่งนอนใจก่อน เพื่อลดความสงสัยของคิระและทางการที่จับตาอยู่ เหล่าโรนินจึงแยกย้ายสลายตัวกันไป ไปทำงานรับจ้างบ้าง เป็นพ่อค้าบ้าง บ้างก็ไปบวช

                       

สำหรับโออิชินั้น ก็ไปพักอยู่ที่เกียวโต (Kyoto) และเริ่มทำตัวสำมะเลเทเมา วันๆ เข้าแต่ร้านเหล้ากับซ่อง ให้ดูเหมือนกับว่าไม่มีความคิดจะล้างแค้นแทนนายเลย อย่างไรก็ดีคิระก็ยังกลัวอยู่ จึงส่งสายลับไปจับตาดูลูกน้องเก่าต่างๆ ของอะซะโนะ  รายเนี่ย

               



วันหนึ่ง โออิชิเมามาก เดินกลับบ้านแล้วก็ล้มลงหลับอยู่บนพื้นถนน พวกคนที่เดินผ่านไปผ่านมาเห็นต่างก็หัวเราะขำ ชายจากเมืองซัตสึมะคนหนึ่งเดินมาเห็นก็รู้สึกรับไม่ได้ที่คนที่เป็นซามูไรมาทำตัวแบบนี้ นอกจากจะไม่มีความกล้าหาญที่จะแก้แค้นให้นาย ยังมาทำตัวสำมะเลเทเมา จึงได้ด่าโออิชิ แล้วเตะไปที่หน้า (จริงๆ แล้วคนสามัญ แค่เอามือจับหน้าซามูไร ก็ถือว่าไม่ให้ความเคารพอย่างแรงแล้ว นี่ยังมาเตะด้วยซ้ำ) และยังถุยน้ำลายใส่  ร้องไห้


ไม่นานหลังจากนั้น โออิชิ ก็เดินทางไปหาภรรยาที่แต่งงานกันมากว่า 20 ปี และหย่ากับเธอ เพื่อที่เธอจะได้ไม่มีอันตรายอะไรตอนหลังลงมือแก้แค้น เขาส่งภรรยาพร้อมกับลูกคนเล็กสองคนไปอยู่กับพ่อแม่ของภรรยา  และโออิชิก็ให้ลูกชายคนโต ชิคะระ เลือกว่าจะร่วมแก้แค้นกับพ่อ หรือจะไปอยู่กับแม่ ชิคะระเลือกที่จะแก้แค้นกับพ่อ ตาแป๋ว

จากนั้น โออิชิ ก็ยังคงทำตัวสำมะเลเทเมาต่อเช่นเดิม พยายามทำตัวให้ดูไม่สมกับเป็นซามูไร เขาไปร้านชาที่มีเกอิชาบริการอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะร้านชาอิชิริกิ (Ichiriki Chaya) และยังดื่มจนเมาทุกคืน ทำตัวน่าเกลียดๆ ในที่สาธารณะด้วย อีกทั้งยังซื้อเกอิชาคนหนึ่งอีกด้วย ทั้งหมดนี้ก็เพื่อตบตาคิระ

สายของคิระ ก็รายงานความเป็นไปทั้งหมดนี้ให้กับคิระ จนกระทั่งคิระเริ่มมั่นใจว่าตัวเองปลอดภัยจากลูกน้องเก่าของอะซะโนะแล้ว และคิดสรุปว่าพวกลูกน้องเก่าของอะซะโนะคงจะเป็นซามูไรห่วยแตกจริงๆ ไม่มีความกล้าหาญที่จะล้างแค้นให้นายแม้เวลาจะผ่านมาปีครึ่งแล้ว เมื่อเห็นว่าพวกลูกน้องเก่าของอะซะโนะไม่ได้มีพิษภัยอะไรแล้ว และด้วยความต้องการเก็บเงินสำรองเผื่อไว้สำหรับช่วงเกษียณอายุ จึงเริ่มลดปริมาณทหารคุ้มกันลง หัวเราะปิดปาก

ถึงตอนนี้ เหล่าโรนินที่เหลือก็มารวมตัวกันในเอโดะ และอาศัยความที่แต่ละคนมีอาชีพรับจ้างทั่วไปบ้างพ่อค้าบ้าง มาเนียนศึกษาทำเลสถานที่ที่จะปฏิบัติการคือบ้านของคิระ โรนินคนหนึ่งถึงกับแต่งงานกับลูกสาวของคนที่สร้างบ้านของคิระ เพื่อที่จะได้แปลนบ้านมาดู ทางฝ่ายของโออิชิ ก็เตรียมอาวุธต่างๆ ที่จะใช้ในการโจมตี ขนไปซ่อนไว้ที่เอโดะ

                     
                                 ภาพจากภาพยนต์ ( เห็นว่าเขาบรรยากาศ  หัวเราะปิดปาก)

ปฏิบัติการ

เวลาผ่านไปสองปี นับจากอะซะโนะตายไป เมื่อโออิชิมั่นใจว่าคิระไม่ระวังตัวแล้ว และทุกอย่างก็พร้อม เขาจึงเดินทางออกจากเกียวโต และไปพบกับโรนินที่เหลือที่เอโดะ โรนินทั้ง 47 มาประชุมกันในสถานที่ลับ เพื่อทวนคำสาบานร่วมกัน

ในเช้ามืดวันอังคารที่ 30 มกราคม 1703 ในสภาพลมแรงและหิมะตกหนัก โออิชิและเหล่าโรนินได้เริ่มปฏิบัติการบุกบ้านของคิระ ตามแผนที่เตรียมไว้อย่างดี พวกเขาแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งนำโดยโออิชิ บุกเข้าที่ประตูหน้า ส่วนอีกกลุ่มนำโดยลูกชายคือ ชิคะระ บุกเข้าจากทางประตูหลัง โดยมีสัญญาณคือ ถ้ามีเสียงกลอง แปลว่าให้เริ่มบุกพร้อมกัน ส่วนเสียงนกหวีด แปลว่าได้ตัวคิระแล้ว  แว่นดำ

                     

                     

                       

เมื่อคิระตาย พวกเขาวางแผนที่จะตัดหัว และเอาไปวางเป็นของสักการะให้กับหลุมศพของนาย จากนั้นก็จะเข้ามอบตัวเพื่อรอรับคำตัดสินประหารที่คาดว่าจะได้รับ โดยทั้งหมดนี้ตกลงกันไว้ตอนกินมื้อค่ำมื้อสุดท้ายด้วยกันในคืนก่อนหน้า โดยโออิชิก็ยังได้กำชับอีกว่าให้ระวังและไว้ชีวิตผู้หญิงและเด็กด้วย (ซึ่งจริงๆ ตามกฎบูชิโด ไม่ได้กำหนดไว้ว่าจำเป็นต้องเมตตากับฝ่ายศัตรูที่ไม่ได้เป็นนักรบด้วย)

ในเช้ามืดวันนั้น ก่อนเริ่มปฏิบัติการ โออิชิส่งคนไปบอกบ้านใกล้เรือนเคียง ว่าพวกเขาไม่ได้เป็นโจร แต่เป็นลูกน้องที่มาล้างแค้นแทนนาย และจะไม่ทำอันตรายกับคนอื่น พวกเพื่อนบ้านที่ต่างก็เกลียดคิระอยู่แล้ว ได้ยินก็โล่งใจ และไม่ได้ทำอะไรเป็นการขัดขวางเหล่าโรนิน ยิ้มเด้ง

                             

หลังจากให้พลธนูบางส่วนประจำอยู่บนหลังคาบ้าน เพื่อป้องกันไม่ให้ใครหนีออกไปแจ้งข่าวขอความช่วยเหลือได้ โออิชิจึงสั่งให้ตีกลองส่งสัญญาณเริ่มบุก ปรากฏว่ามีทหารลูกน้องคิระสิบนาย มาต้านไว้ที่ประตูหน้า แต่ทางประตูหลัง กลุ่มของชิคะระ สามารถบุกเข้าได้เลย

                   



คิระ ด้วยความตกใจกลัว ก็ไปหลบอยู่ในตู้เสื้อผ้า พร้อมกับภรรยาและสาวรับใช้ ส่วนทหารลูกน้องที่เหลือซึ่งหลับอยู่ในเรือนด้านนอก ก็พยายามมาที่เรือนใหญ่เพื่อมาช่วยนาย

หลังจากเอาชนะทหารที่ป้องกันอยู่ที่ประตูหน้าได้ กลุ่มของโออิชิ ก็เข้ามาสมทบกับกลุ่มของชิคะระลูกชาย และสู้กับทหารที่พยายามบุกเข้ามา ทหารบางส่วนเห็นท่าไม่ดีพยายามส่งคนออกไปขอความช่วยเหลือ แต่ก็ถูกนักธนูที่โออิชิเตรียมไว้เก็บหมด

หาตัวคิระ

ในที่สุด หลังจากสู้กันอย่างดุเดือด ก็สามารถจัดการทหารคนสุดท้ายของคิระได้ แต่คิระกลับหายไปอย่างไม่พบร่องรอย พวกเขาก็เริ่มค้นหาในตัวบ้าน แต่ก็พบเพียงผู้หญิงกับเด็กร้องไห้กันอยู่ ต่างก็เริ่มรู้สึกสิ้นหวังนิดๆ แต่โออิชิไปตรวจเตียงของคิระและพบว่ามันยังอุ่นอยู่ แสดงว่าคิระต้องอยู่ไม่ไกลแน่ๆ

               

ในการค้นหาครั้งใหม่ โรนินกลุ่มหนึ่งก็พบทางเข้าลานลับ ซึ่งในลานมีกระท่อมเล็กๆ สำหรับเก็บถ่านและฟืน ในนั้นมีทหารอีกสองคน ซึ่งก็ถูกจัดการไป และยังพบผู้ชายอีกคนหนึ่งซึ่งพยายามใช้มีดสู้ แต่ก็ถูกปลดอาวุธไปได้โดยง่าย ผู้ชายคนนั้นไม่ยอมบอกตัวเองว่าเป็นใคร แต่ทีมค้นหาที่ไปเจอคิดว่าต้องเป็นคิระแน่ๆ จึงเป่านกหวีด

เหล่าโรนินมารวมตัวกัน พอโออิชิเห็นหน้าผู้ชายคนนั้นก็จำได้ว่าคือคิระถูกต้องแล้ว แถมที่หน้าชายคนนั้นยังมีลอยแผลเป็นจากแผลที่อะซะโนะทำไว้อีกต่างหากด้วย

เมื่อนั้นโออิชิ ด้วยความคำนึงถึงยศอันสูงของคิระ จึงคุกเข่าต่อหน้าคิระ และกล่าวบอกด้วยความเคารพว่า พวกของตนเป็นลูกน้องของอะซะโนะ มาเพื่อล้างแค้นให้นาย ตามที่ซามูไรที่แท้จริงควรจะทำ แล้วโออิชิก็กล่าวเชิญคิระ ให้ท่านได้ตายอย่างซามูไรที่แท้จริงควร นั่นคือโดยการฆ่าตัวตาย โดยโออิชิบอกว่าตนจะทำหน้าที่ “ไคชะคุนิน” ให้ (คือคนที่ทำหน้าที่ตัดหัวคนที่ทำเซ็ปปุกุ เพื่อให้คนทำเซ็ปปุกุไม่ต้องตายอย่างช้าๆ อย่างอนาถ) และยังให้มีดเล่มเดียวกับที่อะซะโนะใช้ฆ่าตัวตายเพื่อใช้อีกด้วย

แต่ปรากฏว่า ไม่ว่าพวกเขาจะพูดเชื้อเชิญอย่างไร คิระก็ยังเงียบไม่พูดจา นั่งนิ่งกลัวจนตัวสั่นอยู่ ในที่สุดเมื่อเห็นว่าไร้ประโยชน์ที่จะถามแล้ว โออิชิจึงใช้มีดเล่มเดิมนั้นตัดหัวคิระ ( โอ้เอ้นักทำเองซะเลย  หัวเราะปิดปาก)

เมื่อเสร็จภารกิจ พวกเขาก็ดับไฟและตะเกียงต่างๆ ในบ้านทั้งหมด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุไฟไหม้บ้าน อันจะสร้างความเดือดร้อนเสียหายให้กับเพื่อนบ้านได้ แล้วก็เดินทางออกจากบ้านโดยเอาหัวของคิระไปด้วย

หนึ่งในโรนิน คือ ทิระสะกะ (Tereska) ถูกสั่งให้เดินทางไปยังอะโก เพื่อไปแจ้งข่าวว่าการแก้แค้นสำเร็จแล้ว (บางแหล่งบอกว่าจริงๆ แล้วทิระสะกะ หนีไป แต่ส่วนใหญ่บอกว่าถูกสั่งให้ไปแจ้งข่าว)

หลังปฏิบัติการ

กว่าจะปฏิบัติการเสร็จ ก็เริ่มสว่างแล้ว พวกโรนินจึงเร่งเดินทางนำหัวของคิระไปที่หลุมฝังศพของอะซะโนะในวัดเซนงะกุจิ ซึ่งอยู่ในเอโดะ โดยเดินเท้าเป็นระยะทางกว่า 10 กิโลเมตรข้ามเมือง ซึ่งทำให้ชาวบ้านแตกตื่นกันพอควร โดยข่าวของการแก้แค้นกระจายออกไปอย่างรวดเร็ว ระหว่างทางจึงมีแต่คนมาสรรเสริญเหล่าโรนิน และเสนอน้ำ เครื่องดื่ม ที่พัก ให้  ตาแป๋ว

               

เมื่อถึงวัด โรนินที่เหลือยู่ทั้ง 46 ก็ทำการล้างและทำความสะอาดหัวของคิระ แล้ววางมัน พร้อมกับมีดเล่มเดิม ไว้ต่อหน้าหลุมศพของอะซะโนะ พวกเขาสวดมนต์ที่วัด และมอบเงินทั้งหมดที่มีอยู่ให้กับเจ้าอาวาส และขอให้ท่านช่วยฝังศพของตน และสวดมนต์ให้ตน จากนั้นพวกเขาก็เข้ามอบตัวกับทางการ

ทางการในเอโดะ ก็ไม่รู้ว่าจะทำไงดี เหล่าโรนินได้ปฏิบัติตนตามหลักของบูชิโด โดยการแก้แค้นแทนนายที่ตายไป แต่พวกเขาก็ได้ทำผิดกฎหมายของบ้านเมือง ในขณะเดียวกันทางโชกุนเอง ก็ได้รับคำร้องจำนวนมากจากประชาชนที่ชื่นชมเหล่าโรนิน

ในที่สุดทางการก็สั่งว่าเหล่าโรนินต้องถูกโทษตายในความผิดฆ่าคิระ แต่โชกุนก็หาทางออกให้โดยการสั่งให้โรนินทั้ง 46 ทำเซ็ปปุกุฆ่าตัวตายอย่างมีเกียรติ แทนที่จะต้องถูกประหารเยี่ยงอาชญากรที่ไร้เกียรติ

ศพของโรนินทั้ง 46 ได้ถูกนำมาฝังไว้ในวัดเซนงะกุจิ หน้าหลุมฝั่งศพของนายของพวกเขา  ส่วนทิระสะกะ ที่ถูกส่งไปแจ้งข่าวนั้น เมื่อกลับมา ทางโชกุนตัดสินยกโทษให้ บ้างว่าด้วยความยังอายุน้อย โดยเขาได้ดำเนินชีวิตต่อไปจนมีอายุถึง 87 จึงตาย แล้วก็ถูกนำศพมาฝังไว้กับเพื่อนร่วมสาบาน  ยิ้มยิงฟัน
 
                         

ที่วัดเซนงะกุจิ ก็ยังมีเสื้อผ้าและอาวุธต่างๆ ที่พวกโรนินใช้ในวันที่บุกบ้านคิระ เก็บแสดงอยู่ รวมถึงกลองและนกหวีดด้วย ส่วนหลุมฝังศพของพวกเขาก็กลายเป็นสถานที่ที่คนมากราบไหว้บูชาเป็นจำนวนมาก หนึ่งในคนที่มากราบไหว้คือชายจากเมืองซัตสึมะที่เคยเตะหน้า ด่า และถ่มน้ำลายใส่โออิชิ ตอนที่โออิชินอนอยู่บนพื้นถนนที่เกียวโต ชายผู้นั้นคุกเข่าต่อหน้าหลุมฝังศพของโออิชิ และกล่าวอ้อนวอนขออภัยกับการกระทำของตน และที่ตนไปคิดว่าโออิชิไม่ใช่ซามูไรที่แท้จริง จากนั้นเขาก็ฆ่าตัวตาย แล้วก็ถูกฝังไว้ข้างๆ ศพของเหล่าโรนิน

การกลับมาอีกครั้งของตระกูลอะซะโนะ

ถึงแม้ว่าการแก้แค้นครั้งนี้ มักจะมองกันว่าเป็นการกระทำด้วยความจงรักภักดีต่อนาย แต่ก็ยังมีเป้าหมายอีกอย่าง คือการกู้ชื่อเสียงและอำนาจของตระกูลอะซะโนะ และการหางานให้เหล่าซามูไรลูกน้องเก่าของอะซะโนะ ซึ่งในหลายร้อยคนที่ต้องกลายเป็นโรนินตอนที่อะซะโนะตายก็มีจำนวนมากที่ยังไม่สามารถหางานทำได้ การแก้แค้นของ 47 โรนิน ช่วยกู้ชื่อเสียงของตระกูล และโรนินที่เดิมหางานไม่ได้ ก็ได้งานกันทันที  หัวเราะปิดปาก  และในภายหลัง น้องชายของ อะซะโนะ ก็ได้รับอนุญาตจากโชกุนให้ตั้งตระกูลกลับขึ้นมาได้ แต่ที่ดินในการดูแลของตระกูลถูกลดให้เหลือหนึ่งในสิบของที่เคยมี

เอ้าจบไปอีกหนึ่ง  ขอบคุณท่ีเข้ามาอ่านเด้อครับ  หัวเราะปิดปาก รักกันนะ
           
บันทึกการเข้า
30,12, 2017, 16:14:00
combat35
สมาชิก
**
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 495


« ตอบ #413 เมื่อ: 30,12, 2017, 16:14:00 »

ติดตามตลอด ขอบคุณครับ
บันทึกการเข้า
13,01, 2018, 03:57:28
giant15
สมาชิก
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 469



« ตอบ #414 เมื่อ: 13,01, 2018, 03:57:28 »

สวัสดีวันเด็ก.....

                      Children with war


                             

                               

                               

                               

                               

                               

                               

                               

                                 

                                 

                                 

                                 

                                 


ชมกันเพลินๆ นะครับ  หัวเราะปิดปาก รักกันนะ
บันทึกการเข้า
13,01, 2018, 12:13:33
combat35
สมาชิก
**
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 495


« ตอบ #415 เมื่อ: 13,01, 2018, 12:13:33 »

ติดตามครับ
บันทึกการเข้า
22,01, 2018, 10:16:28
โกกิ
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,427



« ตอบ #416 เมื่อ: 22,01, 2018, 10:16:28 »

ได้ความรู้ ขอบคุณครับ  ธุจ้า
บันทึกการเข้า
31,01, 2018, 07:44:51
CHE_OTTO
สมาชิกใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 73



« ตอบ #417 เมื่อ: 31,01, 2018, 07:44:51 »

ติดตามอ่าน ขอบคุณครับ  ตาแป๋ว ตาแป๋ว ตาแป๋ว
บันทึกการเข้า
05,02, 2018, 08:41:40
KING-POWER
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 12,538


« ตอบ #418 เมื่อ: 05,02, 2018, 08:41:40 »

 ปรบมือ
บันทึกการเข้า

จะทำงานใหญ่ ต้องกล้าหาญชาญชัย
20,05, 2018, 13:41:53
giant15
สมาชิก
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 469



« ตอบ #419 เมื่อ: 20,05, 2018, 13:41:53 »

สวัสดีวันอาทิตย์ .... ห่างหายไปนานจนลืม วันนี้มีเรื่องราวในประวัติศาสตร์สงครามมาให้ชม  ตาแป๋ว  ดื่มกาแฟแป๊บบบบครับ

               


วันนี้นำเสนอเป็นเรื่องของหนุ่มนักศึกษาสถาปัต ที่ต้องเข้าร่วมกิจกรรมสงครามโลกครั้งที่สองตามหน้าที่ แต่ก็ไม่พลาดทำส่ิ่งที่ตนรัก นั้นคือสเกตซ์ภาพเรื่องราวที่เกิดขึ้น ฉะนั้นบางครั้งภาพวาดลายเส้นหยาบๆ ก็อาจเล่าเรื่องได้ดีกว่าภาพถ่ายที่ชัดเจนก็ได้ .. ยิ้มยิงฟัน

หนุ่มสถาปัตวัย 21 ปีต้องเป็นทหารในสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาเลยวาดภาพช่วงสงครามลงในสมุดบันทึก

Victor Lundy หนุ่มนักศึกษาสาขาสถาปัตยกรรมวัย 21 ปี  เขาต้องเข้าร่วมกองทัพในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่แทนที่เขาจะทิ้งความสามารถทางด้านศิลปะของเขา เขากลับนำมันมาใช้ในสนามรบ โดยเขาบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงที่เขาเป็นทหารด้วยการวาดภาพสเก็ตลงในสมุดบันทึกเล่มเล็กๆ ที่เขาพกติดตัวตลอด  แว่นดำ

และถึงแม้ว่าสงครามจะจบไปนานแล้ว แต่น่าเหลือเชื่อที่ปัจจุบัน Victor Lundy ยังมีชีวิตอยู่ ตอนนี้เขาเป็นทหารผ่านศึกวัย 92 ปี ทั้งเขายังได้รับรางวัลสถาปัตยกรรมหลังจากกลับมาจากสงครามในปี 1944 อีกด้วย  รักกันนะ

               
                                       Victor Lundy หนุ่มสถาปัตวัย 21

               
                                        สมุดภาพนี้ยังคงอยู่ และถูกเก็บไว้ที่หอสมุดรัฐสภา สหรัฐอเมริกา

                 
                                         เส้นทางไปสู่ยุโรป เหตุการณ์วันที่ 2 กันยายน 1944
     
                 
                                         ก่อนที่จะลงจากเรือ และวิ่งเข้าสู่อ่าว ภาพเมื่อ 7 กันยายน 1944

                 
                                          กำแพงแนวป้องกันสร้างโดยทหารเยอรมัน ที่แอตแลนติก มีนายทหาร 6 คน บาดเจ็บ และ 6 คนเสียชีวิต เหตุการณ์ในวันที่ 21 กันยายน 1944

                 
                                          สัมภาระของ Bill Shepard เพื่อนทหาร

                 
                                          Pat และปืน 50 mm. มุ่งหน้าไปเผชิญกับกองทหารเยอรมัน เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 1944

                   
                                           กลุ่มเครื่องบินรบกองทัพฝรั่งเศส กำลังบินอยู่เหนือเยอรมัน ภาพนี้เป็นภาพที่เขาและเพื่อนๆ ทหารกำลังปีนเขา

                   
                                           เสี่ยงมาเยอะ  ก็มีวันพักผ่อนให้นอนสบายๆ เหมือนกันนะ โดยในภาพนี้เป็นภาพการพักผ่อนของเขาเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 1944

                 
                                            ภาพของ ‘Kentucky’ เพื่อนพลทหารในหน่วยรบ เป็นคนที่ยิ่งแม่นมากๆ และชอบร้องเพลงให้เพื่อนๆ ฟัง แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้กลับบ้านไปพร้อมเพื่อนๆ

                   
                                             ก่อนวันเงินเดือนออก กลุ่มทหาร นั่งล้อมวงเล่นพนัน แลกบุหรี่ 1 มิถุนายน 1944

                   
                                             พลทหารลาดตระเวณของฝ่ายเยอรมัน อีก 1 ราย ที่ไม่ได้กลับบ้าน

                     
                                             ที่ซุ่มโจมตีของทหารเยอรมัน บนชายหาดของเมือง Quinéville

                     
                                             ภาพบรรยากาศในรถไฟ ที่ใช้ขนส่งทหาร

                     
                                              ยามแสนสุข ภาพเมื่อ 1 มิถุนายน 1944 ปืนไม่ห่างกาย

                     
                                                Shep นั่งพร้อมกับหมวกและเป้ของเขาในขณะประจำการที่ Fort Jackson, South Carolina

                     
                                                Joe Fisch กำลังทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้น

                     
                                               เต้นท์ในป่าขณะประจำการใน Fort Jackson, South Carolina


ขอบคุณที่เข้ามาดู เข้ามาอ่านกันเด้อครับ  หัวเราะปิดปาก รักกันนะ
               
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 26 27 [28] 29   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: