GUN IN THAILAND
24,11, 2017, 15:33:29 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Google
หน้า: 1 [2] 3 4 ... 18   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: " ธรรมะ " วันละนิด จิตแจ่มใส V 2 ครับ ^_^  (อ่าน 4484 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
07,08, 2016, 03:28:37
biggum
the best it yet to be........
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 6,424



เว็บไซต์
« ตอบ #15 เมื่อ: 07,08, 2016, 03:28:37 »

 ธุจ้า ธุจ้า ธุจ้า
บันทึกการเข้า

07,08, 2016, 03:32:35
biggum
the best it yet to be........
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 6,424



เว็บไซต์
« ตอบ #16 เมื่อ: 07,08, 2016, 03:32:35 »


@ เรื่องเล่า แฝงแง่คิด ( บางคนคิดได้ บางคนไม่ได้คิด )

เศรษฐีคนหนึ่งกำลังจะสิ้นใจตาย ยมทูตได้ปรากฏกายเพื่อมารับวิญญาณของเขา เขาได้ถามยมทูตว่า
“เมื่อผมตายไปแล้ว ผมจะได้ขึ้นสวรรค์หรือตกนรกครับ?”
“ตกนรก!” ยมทูตกล่าว
เศรษฐีเมื่อได้ฟังก็รู้สึกโมโหเป็นอย่างยิ่ง จึงถามยมทูตขึ้นว่า
“ทำไมผมต้องตกนรก! ในเมื่อผมนำเงินสร้างวัดสร้างโบสถ์สร้างโรงเรียนไว้มากมาย อีกทั้งบริจาคเงินให้แก่องค์กรสังคมสงเคราะห์ต่างๆ ทำไมผมยังต้องตกนรก ผมไม่ยอม!”
“หากเจ้ารู้สึกไม่พอใจ ข้าจะให้เวลาเจ้าอีกหนึ่งอาทิตย์ ภายในหนึ่งอาทิตย์นี้ หากเจ้าได้รอยยิ้มจากความจริงใจเพียงสามครั้ง เจ้าก็สามารถขึ้นสวรรค์ได้!”
เศรษฐีได้ฟังรู้สึกพอใจเป็นอย่างยิ่ง เขาคิดในใจ
“กะอีแค่รอยยิ้มจากใจเพียงแค่สามครั้ง มันจะไปยากอะไร!”

เมื่อยมทูตหายไป เขานิ่งคิดว่าใครเป็นคนแรกที่จะมอบรอยยิ้มจากความจริงใจให้กับเขาเป็นคนแรก ใบหน้าของภรรยาก็ปรากฏขึ้นในมโนภาพ เขาและเธอแต่งงานกันมาสี่สิบกว่าปี เธอนี่แหละที่จะมอบรอยยิ้มจากใจให้เขาเป็นคนแรก
เขาจึงใช้เงินเป็นจำนวนมากซื้อเครื่องเพชรชุดใหญ่มอบให้แก่ภรรยาของเขา
เมื่อภรรยาได้รับของขวัญเป็นเพชรชุดใหญ่ก็ดีใจและประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง
แต่ยมทูตบอกกับเขาว่า
“นี่ไม่ใช่รอยยิ้มจากความจริงใจ เธอเพียงแค่ดีใจที่ได้เครื่องเพชรชุดใหญ่ก็เท่านั้นเอง”
เศรษฐีรู้สึกประหลาดใจกับคำบอกของยมทูต เขาจึงซื้อรถ ซื้อบ้าน อีกทั้งสิ่งที่คิดว่าภรรยาจะต้องชอบให้แก่เธอ แต่เป็นที่น่าประหลาด ภรรยาของเขาดีใจและรอยยิ้มที่เธอมอบให้เขานั้น ยังไม่ใช่รอยยิ้มจากใจจริงที่ยมทูตต้องการ
เวลาผ่านไปเป็นวันที่สามแล้ว เศรษฐียิ่งรู้สึกกระวนกระวายใจ เพราะเขาเหลือเวลาอีกเพียงแค่สี่วันเท่านั้น คนที่เขาคิดว่าจะได้รอยยิ้มจากใจเป็นคนแรก กลับไม่ง่ายดังที่เขาคิดไว้

เช้าวันที่สี่ เขาลุกจากที่นอนตั้งแต่เช้าตรู่ เมื่อคิดว่าตนเองจะต้องตายในอีกสามวันข้างหน้า สิ่งที่เขาควรมอบให้แก่ภรรยาก็ได้ทำไปหมดแล้ว เขาเดินคิดไปจนเข้ามาในครัว เขาหยิบกระทะขึ้นมาทอดไข่และไส้กรอก จากนั้นก็ทำการปิ้งขนมปัง เขาลงมือทำอาหารเช้าที่ไม่ได้ทำมาเป็นเวลานาน
เมื่อภรรยาของเขาลงมาจากชั้นบน เห็นสามีอันเป็นที่รักเข้าครัวทำอาหารเช้า ก็รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างอยิ่ง เพราะเธอมีแม่บ้านอยู่หลายคนที่คอยเตรียมสิ่งเหล่านี้ให้โดยไม่ต้องลำบากให้สามีของเธอลงมือทำเอง

เศรษฐีนำอาหารเช้าวางไว้บนโต๊ะ และเชิญภรรยาทานอาหารเช้าที่เขาเป็นคนเตรียมให้
เมื่อเธอตักอาหารคำแรกเข้าปาก เธอก็นำตาร่วงและยิ้มออกมาให้กับเขา
“ที่รักคะ คุณยังจำตอนที่เราเริ่มสร้างครอบครัวได้ไหม ตอนนั้นเรายังยากจน คุณทำอาหารเช้าง่ายๆแบบนี้ให้ฉันทานทุกเช้าเลย ฉันดีใจที่เช้านี้ได้ทานอาหารฝีมือของคุณอีกครั้งค่ะ”
ในขณะนั้น เศรษฐีสัมผัสได้ว่า รอยยิ้มของภรรยาเป็นรอยยิ้มที่แสนสวยงามเป็นพิเศษ แม้เธอยังไม่ได้แต่งหน้าทำผม แต่รอยยิ้มของเธอช่างดูบริสุทธิ์จริงใจ เศรษฐีเข้าใจในทันทีว่า หลายปีที่ผ่านมา เขาไม่เคยได้ใช้ชีวิตทานอาหารเช้ากับภรรยาเลย จึงลืมไปแล้วว่าสิ่งที่เธอต้องการจากเขาจริงๆในตอนนี้ก็คือความใส่ใจนั่นเอง
และในเช้านั้น ยมทูตก็ได้บอกกับเขาว่า
“เจ้าได้รอยยิ้มจากใจแล้วหนึ่งครั้ง!”

สายของวันนั้น เขาเข้าบริษัทและหวังว่าจะได้รอยยิ้มจากใจเป็นครั้งที่สองจากลูกน้องคนสนิท
เขาเรียกลูกน้องคนสนิทเข้ามาพบที่ห้อง
“ผมตัดสินใจเลื่อนตำแหน่งให้คุณเป็นรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ และมอบหุ้นของบริษัทส่วนหนึ่งให้แก่คุณ ”
ลูกน้องคนสนิทดีใจเป็นอย่างยิ่ง ใบหน้าของเขาตอนนี้เปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม ได้แต่ยืนโค้งคำนับกล่าวคำขอบคุณครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เศรษฐีกลับรู้สึกว่ารอยยิ้มของลูกน้องคนสนิทยังมีความทุกข์ใจปนอยู่
เศรษฐีได้แต่งตั้งลูกน้องคนสนิทให้ดำรงตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ และมอบหุ้นของบริษัทจำนวนหนึ่งให้แก่เขา แต่เศรษฐีก็ยังไม่ได้รอยยิ้มจากใจของลูกน้องคนนี้เลย

เช้าวันที่เจ็ด เศรษฐีเรียกลูกน้องคนสนิทเข้ามาพบ เศรษฐีแจ้งให้ลูกน้องคนสนิททราบว่า ได้เซ็นอนุมัติให้เขาลาพักพร้อมตั๋วเครื่องบินไปกลับห้าใบสำหรับเขาและลูกเมีย
“คุณทำงานเหมือนขายชีวิตให้ผมมานาน ผมไม่เคยให้คุณได้พักผ่อนอยู่กับลูกเมียเลย ผมให้คุณพักอยู่กับลูกเมียเป็นเวลาหนึ่งเดือน พร้อมตั๋วเครื่องบินไปฮาวายห้าใบ พาลูกเมียไปพักผ่อนนะ”
ลูกน้องคนสนิทรู้สึกเซอร์ไพรส์มาก จากสีหน้าที่เคร่งขรึมเปลี่ยนเป็นสีหน้าที่อ่อนโอนและอบอุ่นขึ้นในทันที เขายิ้มออกมาด้วยสีหน้าผ่อนคลาย มันเป็นรอยยิ้มที่เขาไม่เคยเห็นจากลูกน้องคนนี้มาก่อน ทำให้เขาก็รู้สึกสบายใจไปด้วย
“ขอบพระคุณท่านมากครับ ผมไม่ได้พาลูกเมียไปพักผ่อนนานแล้วสินะ พวกเขาคงคิดว่าหัวใจของผมทำด้วยเหล็กที่แทบไม่มีความรู้สึกเหมือนพ่อคนอื่นๆ ผมจะทำตามที่ท่านเมตตาครับ ขอบพระคุณท่านอีกครั้งครับ!”
สิ้นเสียงของลูกน้องคนสนิท ยมทูตก็ได้กระซิบบอกเขาว่า
“เจ้าได้รอยยิ้มจากใจเป็นครั้งที่สองแล้ว”
เศรษฐีเพิ่งได้รอยยิ้มแห่งความจริงใจเพียงแค่สองครั้ง แต่ทว่า เวลาของเขาก็เหลือไม่ถึงวันแล้ว

เศรษฐีได้แต่ทอดถอนหายใจ
“เราคงต้องยอมรับความจริงแล้วสินะ!” เศรษฐีเอ่ยกับตัวเอง
เพราะทั้งภรรยาและลูกน้องคนสนิท เขาต้องใช้เวลาไปตั้งเจ็ดวัน ถึงจะได้รอยยิ้มจากความจริงใจของเธอและเขา หากเป็นเช่นนี้ เขาคงต้องยอมรับที่จะต้องตกนรกอย่างไม่มีทางเลือกอื่น
เมื่อเขานึกถึงนรก จิตใจก็หดหู่เศร้าสร้อย เขาตัดสินใจถอดสูทที่สวมอยู่ออก จากนั้นก็เดินออกจากบริษัทเพื่อนั่งรถเมล์ไปเที่ยวยังที่ต่างๆ
เขารู้สึกถึงบรรยากาศเก่าๆสมัยสร้างเนื้อสร้างตัวร่วมกับภรรยา บรรยากาศแบบนี้เขาไม่ได้สัมผัสมาเป็นเวลานานแล้ว เพราะโดยปกติ ไม่ว่าเขาจะไปที่ไหน ก็จะมีรถยนต์คันหรูพร้อมคนขับอีกทั้งเอกสารที่จะต้องเซ็นอนุมัติมากมาย เขาแทบจะหาเวลาว่างเดินทอดน่องเพียงลำพังในตรอกซอกซอยอย่างนี้ไม่ได้
เขาคิดว่า ไหนๆอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าก็ต้องถูกยมทูตพาไปนรกแล้ว ก็เสพสุขช่วงเวลาที่เหลือนี้ให้เพียงพอก็แล้วกัน ณ ขณะนั้น จิตใจเขาปลอดโปล่งโล่งสบายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เขาเดินอยู่บนถนนที่มีผู้คนสัญจรไปมามากมาย แล้วเขาก็เห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งนั่งร้องไห้อยู่บนฟุตบาท ไม่มีใครสนใจเด็กหญิงคนนี้เลย เพราะต่างคนต่างก็รีบเร่งกันทั้งนั้น
“ไหนๆก็จะตายแล้ว เราลองถามเด็กคนนี้ก็แล้วกัน ว่าเธอร้องไห้ทำไม?” คิดแล้วก็เดินเข้าไปหาเด็กหญิงคนนั้น

เด็กน้อยพลัดหลงกับพ่อแม่ จึงตกใจร้องไห้ เมื่อเขารู้ความจริง ก็พาเธอไปที่สถานีตำรวจและแจ้งว่ามีเด็กพลัดหลงกับพ่อแม่ที่ตลาด ขอให้เจ้าหน้าที่ช่วยติดต่อประสานงานกับพ่อแม่
เศรษฐีนั่งรอพ่อแม่ของเด็กน้อยให้มารับด้วยจิตใจจดจ่อ เขาเพ่งมองไปที่นาฬิกา เวลาของเขาใกล้จะหมดแล้วสินะ
เมื่อพ่อแม่ของเด็กน้อยเดินขึ้นมาที่โรงพัก สามคนพ่อแม่ลูกวิ่งเข้ามากอดกันกลมและร้องไห้ดังสนั่นโรงพัก
เขามองภาพนั้นด้วยความรู้สึกปิติและอิ่มเอิบในหัวใจ
“โธ่เอ๊ย การได้ช่วยเหลือคนอื่นมันเป็นความสุขอย่างนี้นี่เอง!” เขาอุทานขึ้นมาเบาๆ
แต่เขาก็ต้องหุบยิ้มนั้นทันที เพราะยมทูตได้ปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าของเขาแล้ว
เขายื่นมือให้กับยมทูต แต่ทว่า ยมทูตกลับส่ายหัวให้กับเขา
“เจ้าไม่ต้องลงนรกกับข้า เพราะเจ้ามีคุณสมบัติขึ้นสวรรค์แล้ว!” ยมทูตกล่าวขึ้น
เขาเบิกตากว้างอย่างไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ฟัง
“ท่านว่าอะไรนะ?” เขาถามอย่างลนลาน
“รอยยิ้มที่เกิดจากความจริงใจครั้งที่สามครบแล้ว”
ยมทูตยื่นกระจกเงาให้เขามองใบหน้าของตนเอง พลางพูดว่า
“ที่จริงมันเกิดได้เมื่อสักครู่หนึ่งแล้ว!”
เศรษฐีมองตัวเองในกระจกเงา จากใบหน้าอันเคร่งขรึมเศร้าหมองไร้ราศี บัดนี้เปี่ยมไปด้วยความอิ่มเอิบและมีรอยยิ้มอยู่ที่มุมปาก มันไม่ใช่ใบหน้าของกรรมการผู้จัดการใหญ่ใจยักษ์ แต่มันเป็นใบหน้าของคุณลุงคนหนึ่งที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตา เขาเห็นรอยยิ้มแห่งความจริงใจนั้นบนใบหน้าของตนเอง

“ใจของเจ้าเปลี่ยนไปแล้ว ไม่มีเหตุผลใดที่ข้าจะต้องพาเจ้าไปยังนรก แต่ทว่า เทวทูตยังไม่มารับเจ้า นั่นแปลว่าเจ้ายังพอมีเวลาที่จะสร้างความดีในโลกนี้ได้อีก” พูดจบ ยมทูตก็หายวับไปกับตา
“ที่แท้ รอยยิ้มที่สามอยู่ที่ตัวข้าเองหรือนี่?” เศรษฐีกวาดสายตามองออกไปนอกสถานีตำรวจด้วยความอิ่มเอิบใจ
บันทึกการเข้า

07,08, 2016, 07:23:09
tartun
สมาชิก
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 198


« ตอบ #17 เมื่อ: 07,08, 2016, 07:23:09 »


@ เรื่องเล่า แฝงแง่คิด ( บางคนคิดได้ บางคนไม่ได้คิด )

เศรษฐีคนหนึ่งกำลังจะสิ้นใจตาย ยมทูตได้ปรากฏกายเพื่อมารับวิญญาณของเขา เขาได้ถามยมทูตว่า
“เมื่อผมตายไปแล้ว ผมจะได้ขึ้นสวรรค์หรือตกนรกครับ?”
“ตกนรก!” ยมทูตกล่าว
เศรษฐีเมื่อได้ฟังก็รู้สึกโมโหเป็นอย่างยิ่ง จึงถามยมทูตขึ้นว่า
“ทำไมผมต้องตกนรก! ในเมื่อผมนำเงินสร้างวัดสร้างโบสถ์สร้างโรงเรียนไว้มากมาย อีกทั้งบริจาคเงินให้แก่องค์กรสังคมสงเคราะห์ต่างๆ ทำไมผมยังต้องตกนรก ผมไม่ยอม!”
“หากเจ้ารู้สึกไม่พอใจ ข้าจะให้เวลาเจ้าอีกหนึ่งอาทิตย์ ภายในหนึ่งอาทิตย์นี้ หากเจ้าได้รอยยิ้มจากความจริงใจเพียงสามครั้ง เจ้าก็สามารถขึ้นสวรรค์ได้!”
เศรษฐีได้ฟังรู้สึกพอใจเป็นอย่างยิ่ง เขาคิดในใจ
“กะอีแค่รอยยิ้มจากใจเพียงแค่สามครั้ง มันจะไปยากอะไร!”

เมื่อยมทูตหายไป เขานิ่งคิดว่าใครเป็นคนแรกที่จะมอบรอยยิ้มจากความจริงใจให้กับเขาเป็นคนแรก ใบหน้าของภรรยาก็ปรากฏขึ้นในมโนภาพ เขาและเธอแต่งงานกันมาสี่สิบกว่าปี เธอนี่แหละที่จะมอบรอยยิ้มจากใจให้เขาเป็นคนแรก
เขาจึงใช้เงินเป็นจำนวนมากซื้อเครื่องเพชรชุดใหญ่มอบให้แก่ภรรยาของเขา
เมื่อภรรยาได้รับของขวัญเป็นเพชรชุดใหญ่ก็ดีใจและประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง
แต่ยมทูตบอกกับเขาว่า
“นี่ไม่ใช่รอยยิ้มจากความจริงใจ เธอเพียงแค่ดีใจที่ได้เครื่องเพชรชุดใหญ่ก็เท่านั้นเอง”
เศรษฐีรู้สึกประหลาดใจกับคำบอกของยมทูต เขาจึงซื้อรถ ซื้อบ้าน อีกทั้งสิ่งที่คิดว่าภรรยาจะต้องชอบให้แก่เธอ แต่เป็นที่น่าประหลาด ภรรยาของเขาดีใจและรอยยิ้มที่เธอมอบให้เขานั้น ยังไม่ใช่รอยยิ้มจากใจจริงที่ยมทูตต้องการ
เวลาผ่านไปเป็นวันที่สามแล้ว เศรษฐียิ่งรู้สึกกระวนกระวายใจ เพราะเขาเหลือเวลาอีกเพียงแค่สี่วันเท่านั้น คนที่เขาคิดว่าจะได้รอยยิ้มจากใจเป็นคนแรก กลับไม่ง่ายดังที่เขาคิดไว้

เช้าวันที่สี่ เขาลุกจากที่นอนตั้งแต่เช้าตรู่ เมื่อคิดว่าตนเองจะต้องตายในอีกสามวันข้างหน้า สิ่งที่เขาควรมอบให้แก่ภรรยาก็ได้ทำไปหมดแล้ว เขาเดินคิดไปจนเข้ามาในครัว เขาหยิบกระทะขึ้นมาทอดไข่และไส้กรอก จากนั้นก็ทำการปิ้งขนมปัง เขาลงมือทำอาหารเช้าที่ไม่ได้ทำมาเป็นเวลานาน
เมื่อภรรยาของเขาลงมาจากชั้นบน เห็นสามีอันเป็นที่รักเข้าครัวทำอาหารเช้า ก็รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างอยิ่ง เพราะเธอมีแม่บ้านอยู่หลายคนที่คอยเตรียมสิ่งเหล่านี้ให้โดยไม่ต้องลำบากให้สามีของเธอลงมือทำเอง

เศรษฐีนำอาหารเช้าวางไว้บนโต๊ะ และเชิญภรรยาทานอาหารเช้าที่เขาเป็นคนเตรียมให้
เมื่อเธอตักอาหารคำแรกเข้าปาก เธอก็นำตาร่วงและยิ้มออกมาให้กับเขา
“ที่รักคะ คุณยังจำตอนที่เราเริ่มสร้างครอบครัวได้ไหม ตอนนั้นเรายังยากจน คุณทำอาหารเช้าง่ายๆแบบนี้ให้ฉันทานทุกเช้าเลย ฉันดีใจที่เช้านี้ได้ทานอาหารฝีมือของคุณอีกครั้งค่ะ”
ในขณะนั้น เศรษฐีสัมผัสได้ว่า รอยยิ้มของภรรยาเป็นรอยยิ้มที่แสนสวยงามเป็นพิเศษ แม้เธอยังไม่ได้แต่งหน้าทำผม แต่รอยยิ้มของเธอช่างดูบริสุทธิ์จริงใจ เศรษฐีเข้าใจในทันทีว่า หลายปีที่ผ่านมา เขาไม่เคยได้ใช้ชีวิตทานอาหารเช้ากับภรรยาเลย จึงลืมไปแล้วว่าสิ่งที่เธอต้องการจากเขาจริงๆในตอนนี้ก็คือความใส่ใจนั่นเอง
และในเช้านั้น ยมทูตก็ได้บอกกับเขาว่า
“เจ้าได้รอยยิ้มจากใจแล้วหนึ่งครั้ง!”

สายของวันนั้น เขาเข้าบริษัทและหวังว่าจะได้รอยยิ้มจากใจเป็นครั้งที่สองจากลูกน้องคนสนิท
เขาเรียกลูกน้องคนสนิทเข้ามาพบที่ห้อง
“ผมตัดสินใจเลื่อนตำแหน่งให้คุณเป็นรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ และมอบหุ้นของบริษัทส่วนหนึ่งให้แก่คุณ ”
ลูกน้องคนสนิทดีใจเป็นอย่างยิ่ง ใบหน้าของเขาตอนนี้เปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม ได้แต่ยืนโค้งคำนับกล่าวคำขอบคุณครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เศรษฐีกลับรู้สึกว่ารอยยิ้มของลูกน้องคนสนิทยังมีความทุกข์ใจปนอยู่
เศรษฐีได้แต่งตั้งลูกน้องคนสนิทให้ดำรงตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ และมอบหุ้นของบริษัทจำนวนหนึ่งให้แก่เขา แต่เศรษฐีก็ยังไม่ได้รอยยิ้มจากใจของลูกน้องคนนี้เลย

เช้าวันที่เจ็ด เศรษฐีเรียกลูกน้องคนสนิทเข้ามาพบ เศรษฐีแจ้งให้ลูกน้องคนสนิททราบว่า ได้เซ็นอนุมัติให้เขาลาพักพร้อมตั๋วเครื่องบินไปกลับห้าใบสำหรับเขาและลูกเมีย
“คุณทำงานเหมือนขายชีวิตให้ผมมานาน ผมไม่เคยให้คุณได้พักผ่อนอยู่กับลูกเมียเลย ผมให้คุณพักอยู่กับลูกเมียเป็นเวลาหนึ่งเดือน พร้อมตั๋วเครื่องบินไปฮาวายห้าใบ พาลูกเมียไปพักผ่อนนะ”
ลูกน้องคนสนิทรู้สึกเซอร์ไพรส์มาก จากสีหน้าที่เคร่งขรึมเปลี่ยนเป็นสีหน้าที่อ่อนโอนและอบอุ่นขึ้นในทันที เขายิ้มออกมาด้วยสีหน้าผ่อนคลาย มันเป็นรอยยิ้มที่เขาไม่เคยเห็นจากลูกน้องคนนี้มาก่อน ทำให้เขาก็รู้สึกสบายใจไปด้วย
“ขอบพระคุณท่านมากครับ ผมไม่ได้พาลูกเมียไปพักผ่อนนานแล้วสินะ พวกเขาคงคิดว่าหัวใจของผมทำด้วยเหล็กที่แทบไม่มีความรู้สึกเหมือนพ่อคนอื่นๆ ผมจะทำตามที่ท่านเมตตาครับ ขอบพระคุณท่านอีกครั้งครับ!”
สิ้นเสียงของลูกน้องคนสนิท ยมทูตก็ได้กระซิบบอกเขาว่า
“เจ้าได้รอยยิ้มจากใจเป็นครั้งที่สองแล้ว”
เศรษฐีเพิ่งได้รอยยิ้มแห่งความจริงใจเพียงแค่สองครั้ง แต่ทว่า เวลาของเขาก็เหลือไม่ถึงวันแล้ว

เศรษฐีได้แต่ทอดถอนหายใจ
“เราคงต้องยอมรับความจริงแล้วสินะ!” เศรษฐีเอ่ยกับตัวเอง
เพราะทั้งภรรยาและลูกน้องคนสนิท เขาต้องใช้เวลาไปตั้งเจ็ดวัน ถึงจะได้รอยยิ้มจากความจริงใจของเธอและเขา หากเป็นเช่นนี้ เขาคงต้องยอมรับที่จะต้องตกนรกอย่างไม่มีทางเลือกอื่น
เมื่อเขานึกถึงนรก จิตใจก็หดหู่เศร้าสร้อย เขาตัดสินใจถอดสูทที่สวมอยู่ออก จากนั้นก็เดินออกจากบริษัทเพื่อนั่งรถเมล์ไปเที่ยวยังที่ต่างๆ
เขารู้สึกถึงบรรยากาศเก่าๆสมัยสร้างเนื้อสร้างตัวร่วมกับภรรยา บรรยากาศแบบนี้เขาไม่ได้สัมผัสมาเป็นเวลานานแล้ว เพราะโดยปกติ ไม่ว่าเขาจะไปที่ไหน ก็จะมีรถยนต์คันหรูพร้อมคนขับอีกทั้งเอกสารที่จะต้องเซ็นอนุมัติมากมาย เขาแทบจะหาเวลาว่างเดินทอดน่องเพียงลำพังในตรอกซอกซอยอย่างนี้ไม่ได้
เขาคิดว่า ไหนๆอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าก็ต้องถูกยมทูตพาไปนรกแล้ว ก็เสพสุขช่วงเวลาที่เหลือนี้ให้เพียงพอก็แล้วกัน ณ ขณะนั้น จิตใจเขาปลอดโปล่งโล่งสบายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เขาเดินอยู่บนถนนที่มีผู้คนสัญจรไปมามากมาย แล้วเขาก็เห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งนั่งร้องไห้อยู่บนฟุตบาท ไม่มีใครสนใจเด็กหญิงคนนี้เลย เพราะต่างคนต่างก็รีบเร่งกันทั้งนั้น
“ไหนๆก็จะตายแล้ว เราลองถามเด็กคนนี้ก็แล้วกัน ว่าเธอร้องไห้ทำไม?” คิดแล้วก็เดินเข้าไปหาเด็กหญิงคนนั้น

เด็กน้อยพลัดหลงกับพ่อแม่ จึงตกใจร้องไห้ เมื่อเขารู้ความจริง ก็พาเธอไปที่สถานีตำรวจและแจ้งว่ามีเด็กพลัดหลงกับพ่อแม่ที่ตลาด ขอให้เจ้าหน้าที่ช่วยติดต่อประสานงานกับพ่อแม่
เศรษฐีนั่งรอพ่อแม่ของเด็กน้อยให้มารับด้วยจิตใจจดจ่อ เขาเพ่งมองไปที่นาฬิกา เวลาของเขาใกล้จะหมดแล้วสินะ
เมื่อพ่อแม่ของเด็กน้อยเดินขึ้นมาที่โรงพัก สามคนพ่อแม่ลูกวิ่งเข้ามากอดกันกลมและร้องไห้ดังสนั่นโรงพัก
เขามองภาพนั้นด้วยความรู้สึกปิติและอิ่มเอิบในหัวใจ
“โธ่เอ๊ย การได้ช่วยเหลือคนอื่นมันเป็นความสุขอย่างนี้นี่เอง!” เขาอุทานขึ้นมาเบาๆ
แต่เขาก็ต้องหุบยิ้มนั้นทันที เพราะยมทูตได้ปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าของเขาแล้ว
เขายื่นมือให้กับยมทูต แต่ทว่า ยมทูตกลับส่ายหัวให้กับเขา
“เจ้าไม่ต้องลงนรกกับข้า เพราะเจ้ามีคุณสมบัติขึ้นสวรรค์แล้ว!” ยมทูตกล่าวขึ้น
เขาเบิกตากว้างอย่างไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ฟัง
“ท่านว่าอะไรนะ?” เขาถามอย่างลนลาน
“รอยยิ้มที่เกิดจากความจริงใจครั้งที่สามครบแล้ว”
ยมทูตยื่นกระจกเงาให้เขามองใบหน้าของตนเอง พลางพูดว่า
“ที่จริงมันเกิดได้เมื่อสักครู่หนึ่งแล้ว!”
เศรษฐีมองตัวเองในกระจกเงา จากใบหน้าอันเคร่งขรึมเศร้าหมองไร้ราศี บัดนี้เปี่ยมไปด้วยความอิ่มเอิบและมีรอยยิ้มอยู่ที่มุมปาก มันไม่ใช่ใบหน้าของกรรมการผู้จัดการใหญ่ใจยักษ์ แต่มันเป็นใบหน้าของคุณลุงคนหนึ่งที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตา เขาเห็นรอยยิ้มแห่งความจริงใจนั้นบนใบหน้าของตนเอง

“ใจของเจ้าเปลี่ยนไปแล้ว ไม่มีเหตุผลใดที่ข้าจะต้องพาเจ้าไปยังนรก แต่ทว่า เทวทูตยังไม่มารับเจ้า นั่นแปลว่าเจ้ายังพอมีเวลาที่จะสร้างความดีในโลกนี้ได้อีก” พูดจบ ยมทูตก็หายวับไปกับตา
“ที่แท้ รอยยิ้มที่สามอยู่ที่ตัวข้าเองหรือนี่?” เศรษฐีกวาดสายตามองออกไปนอกสถานีตำรวจด้วยความอิ่มเอิบใจ
ธุจ้า ธุจ้า ธุจ้า
บันทึกการเข้า

การปล่อยวางเปลี่ยนอดีตไม่ได้แต่เปลี่ยนอนาคตคุณได้.                                 
                     ประชาชนของพระราชา
07,08, 2016, 19:27:22
mrpig
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 8,142


##เลื่อมใสอย่างยิ่งในตถาคตถึงที่สุดโดยส่วนเดียว##


« ตอบ #18 เมื่อ: 07,08, 2016, 19:27:22 »

ข อ ข อ บ คุ ณ เ พื่ อ น ๆ กั ล ย า ณ มิ ต ร ทุ ก ๆ ท่ า น ค รั บ  ยิ้มหมุนหน้า

 ธุจ้า ธุจ้า

บันทึกการเข้า

ตถาคเต เอกนฺตคโต อภิปฺปสนฺโน ..
07,08, 2016, 22:39:03
sombat1234
สมาชิกครอบครัว
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 541


« ตอบ #19 เมื่อ: 07,08, 2016, 22:39:03 »

แวะมาอ่านเรื่อยๆครับ
 ธุจ้า ธุจ้า
บันทึกการเข้า
09,08, 2016, 08:36:20
mrpig
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 8,142


##เลื่อมใสอย่างยิ่งในตถาคตถึงที่สุดโดยส่วนเดียว##


« ตอบ #20 เมื่อ: 09,08, 2016, 08:36:20 »

แวะมาอ่านเรื่อยๆครับ
 ธุจ้า ธุจ้า
ธุจ้า ธุจ้า
บันทึกการเข้า

ตถาคเต เอกนฺตคโต อภิปฺปสนฺโน ..
10,08, 2016, 09:30:39
Choke Ins#14
สมาชิกครอบครัว
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 802

แม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ


« ตอบ #21 เมื่อ: 10,08, 2016, 09:30:39 »

 ธุจ้า ธุจ้า ธุจ้า
บันทึกการเข้า

ผู้ที่ไร้สัจจะ ถึงจะมีความสามารถ ก็ไร้ประโยชน์
10,08, 2016, 15:22:55
mrpig
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 8,142


##เลื่อมใสอย่างยิ่งในตถาคตถึงที่สุดโดยส่วนเดียว##


« ตอบ #22 เมื่อ: 10,08, 2016, 15:22:55 »

ธุจ้า ธุจ้า ธุจ้า
ธุจ้า ธุจ้า
บันทึกการเข้า

ตถาคเต เอกนฺตคโต อภิปฺปสนฺโน ..
11,08, 2016, 19:03:30
mrpig
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 8,142


##เลื่อมใสอย่างยิ่งในตถาคตถึงที่สุดโดยส่วนเดียว##


« ตอบ #23 เมื่อ: 11,08, 2016, 19:03:30 »

การตอบแทนคุณมารดา-บิดาอย่างสูงสุด ..ตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอน  ธุจ้า

   ธุจ้า ธุจ้า
บันทึกการเข้า

ตถาคเต เอกนฺตคโต อภิปฺปสนฺโน ..
11,08, 2016, 21:24:36
terhun
พวกเราไม่ใช่คนดี100%..แต่เรื่องเดียวที่เราทำไม่เป็น..คือ"เนรคุณในหลวง"
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 15,194



« ตอบ #24 เมื่อ: 11,08, 2016, 21:24:36 »


   ธุจ้า ธุจ้า
บันทึกการเข้า

**** ชาติเสือต้องไว้ลาย    ชาติชายต้องไว้ชื่อ ****
12,08, 2016, 07:23:49
mrpig
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 8,142


##เลื่อมใสอย่างยิ่งในตถาคตถึงที่สุดโดยส่วนเดียว##


« ตอบ #25 เมื่อ: 12,08, 2016, 07:23:49 »

   ธุจ้า ธุจ้า
ธุจ้า ธุจ้า
สุขสันวันแม่ครับทุกท่าน
บันทึกการเข้า

ตถาคเต เอกนฺตคโต อภิปฺปสนฺโน ..
13,08, 2016, 14:37:28
mrpig
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 8,142


##เลื่อมใสอย่างยิ่งในตถาคตถึงที่สุดโดยส่วนเดียว##


« ตอบ #26 เมื่อ: 13,08, 2016, 14:37:28 »

ฤกษ์ดี.. ยิ้มหมุนหน้า ยิ้มหมุนหน้า  ธุจ้า ธุจ้า



บันทึกการเข้า

ตถาคเต เอกนฺตคโต อภิปฺปสนฺโน ..
15,08, 2016, 06:25:20
mrpig
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 8,142


##เลื่อมใสอย่างยิ่งในตถาคตถึงที่สุดโดยส่วนเดียว##


« ตอบ #27 เมื่อ: 15,08, 2016, 06:25:20 »

 ธุจ้า
บันทึกการเข้า

ตถาคเต เอกนฺตคโต อภิปฺปสนฺโน ..
16,08, 2016, 07:45:12
mrpig
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 8,142


##เลื่อมใสอย่างยิ่งในตถาคตถึงที่สุดโดยส่วนเดียว##


« ตอบ #28 เมื่อ: 16,08, 2016, 07:45:12 »

 ธุจ้า
บันทึกการเข้า

ตถาคเต เอกนฺตคโต อภิปฺปสนฺโน ..
17,08, 2016, 07:42:52
mrpig
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 8,142


##เลื่อมใสอย่างยิ่งในตถาคตถึงที่สุดโดยส่วนเดียว##


« ตอบ #29 เมื่อ: 17,08, 2016, 07:42:52 »

ค ว า ม รั ก

 ธุจ้า

บันทึกการเข้า

ตถาคเต เอกนฺตคโต อภิปฺปสนฺโน ..
หน้า: 1 [2] 3 4 ... 18   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: