GUN IN THAILAND
25,11, 2017, 00:51:03 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Google
หน้า: 1 2 [3] 4 5 6   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สนชมีมติกราบบังคมทูลอัญเชิญ “สมเด็จพระบรมฯ” ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าฯ  (อ่าน 1955 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
02,12, 2016, 07:52:16
ken2500
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,980


« ตอบ #30 เมื่อ: 02,12, 2016, 07:52:16 »

ทรงพระเจริญ
บันทึกการเข้า
02,12, 2016, 07:53:59
mike308
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,104



« ตอบ #31 เมื่อ: 02,12, 2016, 07:53:59 »

ทรงพระเจริญ ธุจ้า ธุจ้า ธุจ้า
บันทึกการเข้า

พวกเราไม่ใช่คนดี 100%..............แต่เรื่องเดียวที่เราทำไม่เป็น..............คือ "เนรคุณในหลวง"
02,12, 2016, 08:01:49
Naj@มะพร้าวห้าว@
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 4,516



« ตอบ #32 เมื่อ: 02,12, 2016, 08:01:49 »

ทรงพระเจริญ  ธุจ้า
บันทึกการเข้า

เขาว่าเรา เราอย่าโกรธลงโทษเขา ในเมื่อเราไม่ได้เป็นเช่นเขาว่า หากว่าเป็นจริงจังดังวาจา อย่าว่าเขาเราเป็นจริง
02,12, 2016, 08:19:19
aumnueyc
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #33 เมื่อ: 02,12, 2016, 08:19:19 »

 ธุจ้า ธุจ้า ธุจ้าทรงพระเจริญ  ธุจ้า ธุจ้า ธุจ้า
บันทึกการเข้า
02,12, 2016, 10:25:25
vboaw PSDC 49
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,286


« ตอบ #34 เมื่อ: 02,12, 2016, 10:25:25 »

ทรงพระเจริญ ธุจ้า ธุจ้า ธุจ้า
บันทึกการเข้า
02,12, 2016, 13:16:35
Glock_Team
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,213



« ตอบ #35 เมื่อ: 02,12, 2016, 13:16:35 »

ขอพระองค์ ทรงพระเจริญ
บันทึกการเข้า

อยู่อย่างมีสติ เมื่อมีเหตุก็ต้องมีผล....
02,12, 2016, 14:00:27
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,316


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #36 เมื่อ: 02,12, 2016, 14:00:27 »

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1480656443

ประชาชน-ภาครัฐเมืองสองแควแห่ซื้อพระบรมฉายาลักษณ์ "รัชกาลที่ 10"

วันที่ 2 ธันวาคม 2559 บรรยากาศบริเวณร้านขายพระบรมฉายาลักษณ์ ถนนพระองค์ดำ อ.เมือง จ.พิษณุโลก ซึ่งมีการนำพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มาจำหน่าย โดยมีประชาชนเดินทางมาหาซื้อเพื่อนำไปประดับตามบ้าน รวมทั้งมีหน่วยงานราชการต่างๆ และวัดมาเลือกซื้อจำนวนมาก

โดยนางสาวอรทัย ปลื้มใจ อายุ 43 ปี เจ้าของร้าน กล่าวว่า หลังจากวันนี้ 29 พฤศจิกายน 2559 การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในวาระการแจ้งการสถาปนาองค์รัชทายาทขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ โดย สนช.ประกาศอัญเชิญองค์พระรัชทายาทขึ้นทรงราชย์เป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของราชอาณาจักรไทยสืบไป เริ่มมีประชาชนทยอยเดินทางมาเลือกซื้อหาพระบรมฉายาลักษณ์พระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร และจากที่เมื่อคืน (1 พ.ย. 59) มีประกาศการอัญเชิญขึ้นทรงราชย์ ทำให้ในช่วงเช้ามีประชาชนมาหาซื้อพระบรมฉายาลักษณ์จำนวนมากเพื่อนำไปไว้ที่บ้านและหน่วยงานต่างๆ ซึ่งที่ร้านมีพระบรมฉายาลักษณ์พร้อมกรอบตั้งแต่ขนาด 30 นิ้ว ถึง 80 นิ้ว และขนาดใหญ่ก็สามารถทำได้ โดยราคาหน่ายตั้งแต่ 300 บาทขึ้นไป
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
02,12, 2016, 15:15:00
phitsanu
สมาชิกใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 10


« ตอบ #37 เมื่อ: 02,12, 2016, 15:15:00 »

ทรงพระเจริญ
บันทึกการเข้า
02,12, 2016, 16:04:56
Glock 19 Gen4
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 27,656


« ตอบ #38 เมื่อ: 02,12, 2016, 16:04:56 »

  ธุจ้า ธุจ้า ธุจ้า  ทรงพระเจริญ  ธุจ้า ธุจ้า ธุจ้า
บันทึกการเข้า
03,12, 2016, 11:13:48
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,316


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #39 เมื่อ: 03,12, 2016, 11:13:48 »

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1480731110

กรมประชาสัมพันธ์ บริการดาวน์โหลดพระบรมฉายาลักษณ์ ร.10

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมประชาสัมพันธ์ อัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของกรมประชาสัมพันธ์ ทั้งนี้ ปวงชนชาวไทยสามารถดาวน์โหลดด้วยความจงรักภักดีและเพื่อความเป็นสิริมงคลสืบไป

http://www.prd.go.th/images/article/news151341/n20161203000008_83990.jpg
 
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
03,12, 2016, 22:46:17
dr.siah2
สมาชิกครอบครัว
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 839


« ตอบ #40 เมื่อ: 03,12, 2016, 22:46:17 »

ตอม ไม่ เม้น จั้กหน่อยเลยหรือ
บันทึกการเข้า
04,12, 2016, 11:45:08
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,316


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #41 เมื่อ: 04,12, 2016, 11:45:08 »

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1480772212

พิธีบรมราชาภิเษก 9 รัชกาล

เมื่อพระเจ้าแผ่นดินสวรรคต ตามโบราณราชประเพณีของไทย พระนามของผู้ที่ได้รับการเลือกให้เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ ยังจะคงใช้ขานพระนามว่า "สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" ไม่มีคำว่า "พระบาทขึ้นต้น" เครื่องยศบางอย่างก็ต้องลด เช่น พระเศวตฉัตร มีเพียง 7 ชั้น มิใช่ 9 ชั้น คำสั่งของพระองค์ ก็ไม่เรียกว่า พระบรมราชโองการ จนกว่าจะได้ทรงรับการบรมราชาภิเษก จึงถวายพระเกียรติยศโดยสมบูรณ์

ดังนั้นจะต้องมีการจัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นเพื่อจะได้ดำรงเป็นพระมหากษัตราธิราชเจ้าอย่างสมบูรณ์ เพื่อรับรองฐานะความเป็นพระประมุขของรัฐอย่างเป็นทางการ ซึ่งในราชวงศ์จักรีมีการดำเนินการตามโบราณราชประเพณีมาตั้งแต่รัชกาลที่ 1 พิธีการและขั้นตอนมีดังต่อไปนี้

รัชกาลที่ 1

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯให้ทำพิธีราชาภิเษกอย่างย่อในปีแรกที่เสด็จขึ้นครองราชย์ เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2325 ต่อมา พ.ศ. 2328 จึงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเต็มตามแบบแผนโบราณประเพณี มีพระบรมราชโองการพระราชานุญาตให้สมณชีพราหมณ์และประชาราษฎรหาสิ่งของในแผ่นดินได้ตามปรารถนา แล้วทรงโปรยดอกพิกุลทอง พิกุลเงิน และทรงหลั่งน้ำทักษิโณทก โดยทรงอธิษฐานตามพระราชอัชฌาสัย พราหมณ์เป่าพระมหาสังข์ ประโคมดนตรีมโหระทึก สมเด็จพระสังฆราชดับเทียนชัย แล้วเสด็จฯถวายเครื่องไทยธรรมแก่พระสงฆ์

จากนั้นเสด็จออกท้องพระโรงหน้า ประทับพระแท่นเศวตฉัตร พระราชวงศานุวงศ์และข้าทูลละอองธุลีพระบาท ทั้งฝ่ายทหารและพลเรือนเข้ามาเฝ้าฯ พร้อมกัน นอกจากนั้นยังมีการพระราชพิธีสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับพระราชพิธีบรมราชาภิเษกคือ พระราชพิธีอุปราชาภิเษก เพื่อแต่งตั้งพระราชวงศ์ขึ้นทรงดำรงตำแหน่งพระมหาอุปราช หรือกรมพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) อันเป็นตำแหน่งสูงสุดรองจากพระมหากษัตริย์ ซึ่งหมายถึงตำแหน่งรัชทายาทที่จะสืบทอดราชบัลลังก์นั่นเอง

ในสมัยรัชกาลที่ 1 นั้น พระมหาอุปราชพระองค์แรกคือ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท (พระเจ้าน้องยาเธอ)

ต่อมาสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทสิ้นพระชนม์ พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 1 จึงทรงโปรดให้ประกอบพระราชพิธีอุปราชาภิเษกสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร (รัชกาลที่ 2) เมื่อ พ.ศ. 2349

รัชกาลที่ 2

การประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย มีทั้งที่คล้ายกับในรัชกาลที่ 1 และมีที่เปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติมในวันพระฤกษ์บรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชโองการแก่มหาราชครู พระราชทานบรมราชานุญาตให้สมณชีพราหมณ์และประชาราษฎรหาสิ่งของในแผ่นดินบริโภคได้หากไม่มีเจ้าของ ดังความเช่นรัชกาลก่อนว่า

"พรรณพฤกษ์ ชลธี แลสิ่งของในแผ่นดินทั่วทั้งพระราชอาณาจักรนั้น ถ้าไม่มีเจ้าของหวงแหนแล้ว ตามแต่สมณพราหมณาจารย์ อาณาประชาราษฎรจะปรารถนาเถิด"

จากนั้นมีพระบรมราชโองการตรัสสั่งให้มุขมนตรีผู้เป็นเจ้าหน้าที่ให้รักษาสรรพสิ่งทั้งปวงไว้ตามพนักงาน เพื่อจะได้ป้องกันพระราชอาณาเขต ทนุบำรุงพระบวรพุทธศาสนาให้สถาพรสืบไป อรรคมหาเสนาบดีรับพระบรมราชโองการ ข้าราชการถวายบังคมพร้อมกัน

ในสมัยรัชกาลที่ 2 ได้โปรดเกล้าฯ ให้เริ่มพระราชพิธีสักเลขขึ้นทะเบียนพล และเดินสวนเดินนาส่วนพระราชพิธีอุปราชาภิเษกในสมัยรัชกาลที่ 2 เป็นการสถาปนาสมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้ากรมหลวงเสนานุรักษ์ พระบัณฑูรน้อยในรัชกาลที่ 1

รัชกาลที่ 3

เนื่องด้วยพระมหาอุปราชในสมัยรัชกาลที่ 2 สิ้นพระชนม์ก่อนที่พระเจ้าอยู่หัวจะสวรรคต ตำแหน่งมหาอุปราชจึงว่างลง แต่พระเจ้าอยู่หัวไม่ได้แต่งตั้งรัชทายาทและไม่ได้รับสั่งมอบราชสมบัติให้พระราชโอรสพระองค์ใด เมื่อพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 2 สวรรคต พระบรมวงศานุวงศ์และเสนาบดีจึงหารือกันเห็นว่าควรอัญเชิญพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ขึ้นครองราชย์ แม้ว่าตามลำดับการสืบสันตติวงศ์ควรจะเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามงกุฎ พระโอรสซึ่งประสูติจากสมเด็จพระราชินี

การประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น ไม่ได้มีรายละเอียดอย่างครั้งรัชกาลที่ 2 เพียงแต่กล่าวว่า "จัดการพิธีบรมราชาภิเษก เถลิงถวัลยราชสมบัติโดยเยี่ยงอย่างบรรพราชประเพณีสืบ ๆ มา"

รัชกาลที่ 4

พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงมีพระราชประสงค์จะคืนราชสมบัติให้แก่สมเด็จพระอนุชา ดังนั้นพระองค์จึงไม่ทรงสถาปนาพระบรมราชินี และไม่ได้แต่งตั้งพระราชโอรสขึ้นเป็นพระมหาอุปราช เมื่อพระองค์สวรรคต ขุนนางผู้ใหญ่จึงอัญเชิญสมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้ามงกุฎ ซึ่งผนวชอยู่ที่วัดบวรให้เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นรัชกาลที่ 4

ในรัชกาลนี้มีการถือน้ำพิพัฒน์สัตยาก่อนพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็นครั้งแรกในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งประกอบขึ้นในวันที่ 15 พฤษภาคม 2394 และยังทรงแก้พระปรมาภิไธยที่จารึกพระสุพรรณบัฏ จากเดิมในรัชกาลที่ 1-3 มีพระนามขึ้นต้นว่า "สมเด็จพระบรมราชาธิราชรามาธิบดี" และมีสร้อยเหมือนกันทั้ง 3 รัชกาล พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ทรงโปรดให้เรียกพระนามอดีตรัชกาลตามนามพระพุทธรูปที่รัชกาลที่ 3 ทรงพระราชอุทิศ รัชกาลที่ 1 ให้เรียกว่า แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 2 ให้เรียกว่า แผ่นดินพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 3 ให้เรียกว่า แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และเรียกแผ่นดินของพระองค์ว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

รัชกาลที่ 5

วันพระฤกษ์บรมราชาภิเษกรัชกาลที่ 5 คือวันที่ 11 พฤศจิกายน 2411 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงอนุโลมตามแบบอย่างพระราชพิธีที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ได้ทรงตั้งไว้และที่ได้ทรงประกอบการมา แม้แต่การพระราชพิธีบรมราชาภิเษกที่ทรงพระราชดำริว่า การสวดภาณวารเดิมสวดไปครบ 3 วันบริบูรณ์ เพราะจุดเทียนชัยและตั้งต้นสวดภาณวารในวันที่ 2 ดังนั้นเมื่อคราวเฉลิมพระอภิเนาวนิเวศ

รัชกาลที่ 4 ทรงสร้างใหม่ พ.ศ. 2402 โปรดให้ทำการพิธีคล้ายกับพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร จึงทรงให้แก้ไขเพิ่มพิธีตั้งน้ำวงด้ายมีสวดมนต์เลี้ยงพระก่อนวันงานอีก 1 วัน เพื่อให้ได้จุดเทียนชัย และเริ่มสวดภาณวารในเวลาเช้าวันที่ 1 แห่งการพระราชพิธี พิธีตั้งน้ำวงด้ายในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกจึงมีเป็นครั้งแรกในรัชกาลที่ 5

เสร็จพิธีทางสงฆ์และพราหมณ์ มีแตรวงบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีเป็นครั้งแรกด้วย

หลังจากการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้โปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีอุปราชาภิเษก

พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นบวรวิชัยชาญ พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวกับเจ้าจอมมารดาเอม เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) หรือพระมหาอุปราชาในครั้งนี้เป็นการสถาปนาตำแหน่งพระมหาอุปราชาครั้งสุดท้าย ก่อนที่พระเจ้าอยู่หัวจะทรงให้เปลี่ยนตำแหน่งรัชทายาทผู้สืบราชบัลลังก์เป็นตำแหน่ง "สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร" ซึ่งสยามมกุฎราชกุมารพระองค์แรกของไทยคือ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร พระราชโอรสของพระองค์กับสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา บรมราชเทวี (สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า)

รัชกาลที่ 6

การประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมีขึ้นในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2453 โดยเริ่มประกอบพิธีในด้านต่าง ๆ ตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน เรื่อยมา ตามแบบราชประเพณีที่เคยทำมาในวันพระฤกษ์บรมราชาภิเษก เมื่อเสร็จพิธีทางสงฆ์และพราหมณ์แล้ว เจ้าพนักงานประโคมแตรสังข์ บัณเฑาะว์ มโหระทึก เครื่องดุริยดนตรี ยิงปืนมหาฤกษ์ มหาชัย มหาจักร มหาปราบ 21 นัด ตามกำลังวัน ทหารบกทหารเรือยิงปืนใหญ่เฉลิมพระเกียรติยศแห่งละ 101 นัด ซึ่งการยิงปืนใหญ่เฉลิมพระเกียรติถึงแห่งละ 101 นัดนี้เพิ่งมีขึ้นเป็นครั้งแรก ในรัชกาลก่อนหน้านี้เป็นการยิงปืนใหญ่สลุตแห่งละ 21 นัด

นอกจากนั้นยังทรงประกอบพระราชพิธีพิเศษซึ่งในรัชกาลก่อน ๆ ไม่เคยปรากฏคือ งานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภช ในวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2454 ซึ่งประกอบพิธีหลายอย่างซ้ำเดิมที่เคยทำไปแล้วในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก มีลักษณะงาน 3 อย่าง คือ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก การสมโภช และการเลี้ยงลูกขุน

รัชกาลที่ 7

เนื่องจากพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ไม่มีพระราชโอรส พระเจ้าน้องยาเธอ สมเด็จเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ฯ กรมหลวงสุโขทัย จึงได้รับอัญเชิญขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ ตามพระราชหัตถเลขานิติกรรมและมีการประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2468 (เป็น พ.ศ. 2468 ตามการนับปีแบบเดิม แต่หมายถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2469 ในปีถัดมาหลังจาก ร.6 สวรรคตเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2468) ทรงตั้งสัตยาธิษฐานที่จะดำรงทศพิธราชธรรมตามพระราชประสงค์เสร็จพิธีบรมราชาภิเษก วันเดียวกันในเวลาบ่าย พระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกมหาสมาคม ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ทรงมีพระบรมราชโองการทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาหม่อมเจ้ารำไพพรรณี ขึ้นเป็นสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี

รัชกาลที่ 8

พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ไม่มีพระราชโอรสและไม่ได้ทรงแต่งตั้งองค์รัชทายาทเอาไว้ เมื่อพระองค์ทรงสละราชสมบัติ ในปี พ.ศ. 2477 รัฐบาลจึงอัญเชิญ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล พระโอรสของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงสงขลานครินทร์ ขึ้นครองราชย์ตามลำดับพระราชสันตติวงศ์กฎมณเฑียรบาล

พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 8 เสด็จขึ้นครองราชย์ตั้งแต่พระชนมายุ 8 พรรษา จึงได้มีการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทน ส่วนพระองค์ พร้อมด้วยพระราชชนนี พระขนิษฐา และพระอนุชา ทรงประทับอยู่ต่างประเทศ

ในรัชกาลนี้ยังไม่ได้มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตในวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 ต่อมาเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2489 จึงได้มีการประกาศเฉลิมพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลขึ้นเป็น "พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล อดุลยเดชวิมล รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช" เพื่อเป็นการเฉลิมพระบรมขัติยราชอิสสริยยศ รวมทั้งมีการถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์บางองค์ เช่น นพปฎลเศวตฉัตร ใช้ในการกางกั้นพระบรมศพและพระบรมอัฐิ

รัชกาลที่ 9

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ขึ้นทรงราชย์ต่อจากพระเชษฐาธิราชเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2489 และได้ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในอีก 4 ปีถัดมา คือวันที่ 5 พฤษภาคม 2493 พิธีบรมราชาภิเษกรัชกาลนี้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากครั้งรัชกาลก่อน ๆ เพราะได้ย่นพิธีให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ในเวลานั้น ขั้นตอนพิธีสำคัญที่ยังคงไว้คือ พิธีสรงน้ำมูรธาภิเษกและรับน้ำอภิเษก พิธีจารึกพระสุพรรณบัฏ

โดยจารึกพระปรมาภิไธยว่า "พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร"

มีพระบรมราชโองการตอบพระราชอารักขาแด่ประชาชนชาวไทย ด้วยภาษาไทยว่า "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม"

จากนั้นโปรดเกล้าฯ ให้หลวงอักษรการอาลักษณ์อ่านประกาศกระแสพระบรมราชโองการ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาสมเด็จพระราชินีให้ทรงดำรงราชฐานันดรศักดิ์เป็นสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี

ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2493 ตอนเช้า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จออกท้องพระโรงกลางพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท เพื่อพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ทูตานุทูตเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ตอนเย็นของวันเดียวกัน ทั้งสองพระองค์ได้เสด็จออกสีหบัญชร พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท พระราชทานวโรกาสให้ประชาชนเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04,12, 2016, 11:46:39 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
06,12, 2016, 15:43:53
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,316


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #42 เมื่อ: 06,12, 2016, 15:43:53 »

http://www.matichon.co.th/news/384926

ทำเนียบฯอัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวง ร.10 ประดิษฐานหน้าตึกไทยคู่ฟ้า(คลิป)

ทำเนียบฯอัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวง ร.10 ประดิษฐานด้านหน้าตึกไทยคู่ฟ้า

เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม ทางทำเนียบรัฐบาลได้อัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ประดิษฐานด้านหน้าตึกไทยคู่ฟ้า โดยประดับครุฑพ่าห์อยู่เบื้องล่างพระบรมฉายาลักษณ์ เหนืออักษรข้อความทรงพระเจริญ พร้อมวางพานพุ่มเงินพานพุ่มทองเพื่อถวายราชสักการะ นอกจากนี้ที่บริเวณรั้วด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล และด้านหน้าตึกไทยคู่ฟ้าได้มีการประดับประดา ตกแต่งด้วยดอกดาวเรืองสีเหลือง ที่เป็นสีประจำวันจันทร์ ซึ่งเป็นวันพระราชสมภพสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร

ทั้งนี้ การประดับประดาด้วยดอกดาวเรืองนั้นมีความสวยงาม ทำให้ข้าราชการหน่วยงานภายในทำเนียบรัฐบาลต่างพากันมาถ่ายภาพเพื่อเก็บความสวยงามนี้ไว้ อย่างไรก็ตาม ทำเนียบรัฐบาลได้อัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ประดิษฐานที่ด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล ถนนพิษณุโลก พร้อมประดับพานพุ่มดอกไม้และเครื่องทองน้อยเป็นราชสักการะ
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
07,12, 2016, 08:35:50
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,316


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #43 เมื่อ: 07,12, 2016, 08:35:50 »

http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/730529

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ โปรดเกล้าฯแต่งตั้งองคมนตรี 10 ราย

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณฯ โปรดเกล้าฯแต่งตั้งองคมนตรี 10 ราย เผยมีคนใหม่ 3 ราย คือ พล.อ.ดาว์พงษ์,พล.อ.ธีรชัย และพล.อ.ไพบูลย์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งองคมนตรี ให้ประกาศว่า โดยที่คณะองคมนตรีได้กราบบังคมลาออกจากตำแหน่งองคมนตรีและทรงพระราชดำริเห็นเป็นการสมควรแต่งตั้งองคมนตรี

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ประกอบกับมาตรา ๑๒ มาตรา ๑๓ และมาตร ๑๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ดังต่อไปนี้

1.พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์
2.นายเกษม วัฒนชัย
3.นายพลากร สุวรรณรัฐ
4.นายอรรถนิติ ดิษฐอำนาจ
5.นายศุภชัย ภู่งาม
6.นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ
7.พลอากาศเอกชลิต พุกผาสุข
8.พลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ
9.พลเอกธีรชัย นาควานิช
10.พลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา

ประกาศ ณ วันที่ 6 ธันวาคม 2559 เป็นปีที่ 1 ในรัชกาลปัจจุบัน ผู้รับสนองพระราชโองการ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี

ทั้งนี้ องคมนตรีใหม่ 3 ราย ประกอบด้วย 1. พลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ อดีตรองผบ.ทบ., อดีตรมว.ทรัพยากรฯ และรมว.ศึกษา, 2. พลเอกธีรชัย นาควานิช อดีตผบ.ทบ., และ3. พลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา อดีแม่ทัพภาคที่1 และรมว.ยุติธรรม
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
09,12, 2016, 12:37:44
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,316


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #44 เมื่อ: 09,12, 2016, 12:37:44 »

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1481255508

สุดยิ่งใหญ่! เรือใบสวนสนามกลางทะเลภูเก็ต แสดงความจงรักภักดีต่อ รัชกาลที่ 10
เวลา 08.55 น. วันที่ 9 ธันวาคม บริเวณอ่าวกะตะ หน้าเกาะปู จัดพิธีสวนสนามทางทะเลแสดงความจงรักภักดีต่อ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 โดยขบวนทีมเรือใบทั้งชาวไทยและต่างชาติซึ่งร่วมเข้าแข่งขันรวม 171 ลำ จะบังคับเรือตั้งขบวนที่จุดเตรียมตัวบริเวณอ่าวกะตะ และแล่นผ่านเรือรบของกองทัพเรือเพื่อทำการถวายความเคารพ เรือที่เป็นประธานในการสวนสนามคือเรือหลวงแกลง ซึ่งเปรียบเสมือนตัวแทนขององค์พระมหากษัตริย์ และมีเรือรบของกองทัพเรือจอดเรียงอีก 2 ลำ ได้แก่ เรือ ต.113 และ เรือ ต.221 โดยทิศทางการทำความเคารพคือทิศเหนือ การสวนสนามเริ่มจากขบวนเรือใบใหญ่ นำโดยทีมเรือราชนาวี ไปจนถึงขบวนเรือใบเล็กของนักกีฬาเยาวชน หลังจากนั้น เรือใบทุกลำจะเดินทางเข้าสู่สนามแข่งขัน เพื่อเริ่มการแข่งขันในวันที่ 4 ต่อไป

สำหรับพิธีสวนสนามทางทะเล ถือเป็นพิธีการเพียงหนึ่งเดียวในโลกที่จัดขึ้นที่งานแข่งขันเรือใบภูเก็ตคิงส์คัพรีกัตต้าเป็นประจำทุกปี ซึ่งมีการแพร่ภาพออกอากาศไปทั่วโลก

ตลอดระยะเวลา 3 ทศวรรษที่ผ่านมา งานภูเก็ตคิงส์คัพรีกัตต้า การแข่งขันเรือใบชิงถ้วยพระราชทานได้รับการยกย่องให้เป็นงานการแข่งขันเรือใบนานาชาติสำคัญทีสุดรายการหนึ่งในเอเชีย โดยมีวัตถุประสงค์การจัดงานเพื่อสดุดีพระอัจฉริยภาพและรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงมีต่อวงการเรือใบ นอกจากนี้ งานภูเก็ตคิงส์คัพรีกัตต้ายังมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นสถานที่จัดการแข่งขันเรือใบระดับนานาชาติชั้นนำที่ได้รับความนิยมสูงสุดแห่งหนึ่งของโลก โดยในแต่ละปีสามารถดึงดูดนักกีฬาเรือใบทั้งไทยและต่างประเทศมากกว่า 1,000 คน ซึ่งนำเรือใบมากกว่า 200 ลำ มาร่วมการแข่งขันเหนือท้องทะเลอันดามันอันสวยงามของเกาะภูเก็ต
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
หน้า: 1 2 [3] 4 5 6   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: