GUN IN THAILAND
30,04, 2017, 00:26:58 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Google
หน้า: [1] 2 3 ... 10   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย  (อ่าน 1668 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
26,12, 2016, 08:24:19
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 18,664


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« เมื่อ: 26,12, 2016, 08:24:19 »

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1482682652
หอการค้าไทยคาดเศรษฐกิจไทยปีหน้าดีขึ้น แต่ไม่น่าโตถึง
4%
ว่าที่ ร.อ.จิตร์ ศิรธรานนท์ ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคกลาง หอการค้าไทย กล่าวว่า มองแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2560 ดีกว่าปี 2559 ในปีหน้ามีการลงทุนของภาครัฐในโครงการโครงสร้างพื้นฐานหลายโครงการ ประกอบกับประเทศไทยมุ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศมากขึ้น ทดแทนการส่งออกที่ยังไม่ดีนักจากเศรษฐกิจโลกที่ยังชะลอตัว จะมีการกระจายงบประมาณเพิ่มเติมใน 18 กลุ่มจังหวัด จังหวัดละ 5,000 ล้านบาทนั้น หากทำได้ตามเป้าหมาย มีการกระจายงบประมาณที่ดีถึงประชาชนและธุรกิจรายกลางและเล็กในท้องถิ่นได้ จะส่งผลดีกับกำลังซื้อและการบริโภคภายในประเทศ ส่วนการลงทุนภาคเอกชนที่ทางภาครัฐพยายามส่งเสริมและกระตุ้นให้ลงทุนนั้น จะมากหรือน้อยยังขึ้นกับสภาพเศรษฐกิจในและนอกประเทศโดยรวม เพราะการจะลงทุนเพิ่มเติมเอกชนคำนึงถึงความอยู่รอดของธุรกิจเป็นหลักด้วย แม้รัฐจะลงทุนนำไปก่อนแล้วเอกชนก็ต้องชั่งใจและดูความชัดเจนของปัจจัยต่างๆ ก่อนลงทุน

"ในปีหน้ามองว่า เศรษฐกิจไทยเติบโตในกรอบ 3-3.5% มีความเป็นไปได้ แต่การโตได้ถึง 4% นั้นยาก เพราะเศรษฐกิจประเทศต้องพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก มองว่าการค้าระหว่างประเทศของโลกในปีหน้ายังชะลอตัว ในครึ่งปีหลังของปี 2560 ค่าระวางขนส่งสินค้าทางเรืออาจจะปรับขึ้นกระทบกับการส่งออก ต้องติดตามดูว่าจะมีการปรับขึ้นหรือไม่" ว่าที่ ร.อ.จิตร์กล่าว และว่า สำหรับการส่งออกในปีหน้า ประเทศคู่ค้าสำคัญของไทย อาทิ สหรัฐอเมริกา ยุโรป และจีน มีนโยบายเน้นเศรษฐกิจในประเทศลดการนำเข้านั้น แม้ลดการนำเข้าแต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่นำเข้าเลย เพราะประเทศเหล่านี้ยังมีความจำเป็นต้องนำเข้าสินค้าและบริการที่ผลิตเองไม่ ได้ ดังนั้น ไทยอาจจะต้องหาตลาดใหม่เพิ่มเติมทดแทนตลาดเดิมที่ลดลง รวมถึงให้ความสำคัญกับตลาดอาเซียนที่ยังมีเศรษฐกิจเติบโต ขณะเดียวกันการให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจในประเทศเป็นสิ่งที่มาถูกทางแล้ว

บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
26,12, 2016, 09:05:31
^ช่างป้อม บางปลา^
ผูกมิตร ดีกว่า ผูกศัตรู
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,375


มีแล้ว ไม่ได้ใช้ ดีกว่า จะใช้ แล้วไม่มี


« ตอบ #1 เมื่อ: 26,12, 2016, 09:05:31 »

 อาย เพื่อประคับ ประครองธุระกิจ ในสภาวะที่เศรษฐกิจ ขาลง & ยังไม่กระเตื้อง & กำลังชื้อ "ลดลง ม๊าก"  น้ำตาไหลพราก
   ยิ้มยิงฟัน ก็ใช้วิธี ลดต้นทุน เช่น ปิดน้ำ ปิดไฟ สต๊อกของ ลดลง และเลือกเฉพาะ สินค้าที่เดินเร็ว  ยิ้มหมุนหน้า
    อายนะ ก็ยังคง หวังว่า สภาวะเศรษฐกิจ และกำลังชื้อ จะหวนกลับ มาดีขึ้น นะครับ  ธุจ้า
บันทึกการเข้า
27,12, 2016, 13:10:31
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 18,664


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #2 เมื่อ: 27,12, 2016, 13:10:31 »

อาย เพื่อประคับ ประครองธุระกิจ ในสภาวะที่เศรษฐกิจ ขาลง & ยังไม่กระเตื้อง & กำลังชื้อ "ลดลง ม๊าก"  น้ำตาไหลพราก
   ยิ้มยิงฟัน ก็ใช้วิธี ลดต้นทุน เช่น ปิดน้ำ ปิดไฟ สต๊อกของ ลดลง และเลือกเฉพาะ สินค้าที่เดินเร็ว  ยิ้มหมุนหน้า
    อายนะ ก็ยังคง หวังว่า สภาวะเศรษฐกิจ และกำลังชื้อ จะหวนกลับ มาดีขึ้น นะครับ  ธุจ้า
หวังเช่นกันครับ.

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1482812057
ราคายางขึ้น...วิบวับ แต่ก็มาทันเวลาพอดี

คอลัมน์ชั้น 5 ประชาชาติ โดย รัตนา จีนกลาง

นับเป็นข่าวดีที่สุดในรอบหลายปีสำหรับราคายางพาราที่กระเตื้องขึ้น ทำให้เกษตรกรชาวสวนยาง คนรับจ้างกรีดหลายล้านคน รวมไปถึงนายหัว นายทุน พ่อค้ายางยิ้มได้ มีกำลังใจขึ้นอีกโข หลังจากเจอสภาพราคายางดิ่งเหว 3 โล 100 กลายเป็นภาพที่ดูเหมือนว่าเป็นพืชที่ไร้อนาคตซะแล้ว

เหตุการณ์นั้นทำเอาผู้คนในวงการยางพาราเดือดร้อนสาหัส หลายชีวิตตกสวรรค์ จากคนเคยรวย ใช้จ่ายเงินมือเติบ กลายมาเป็นคนแบกหนี้ หลายชีวิตต้องอดทนรอคอยราคายางจะดีขึ้นสักวัน

หลายชีวิตปรับตัวกันอลหม่าน ลูกหลานไม่มีเงินเรียนต่อก็เยอะ หลายชีวิตพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส หันไปปลูกพืชแบบผสมผสาน และเลี้ยงสัตว์

หลายชีวิตถอดใจโค่นยางทิ้ง เปลี่ยนไปปลูกปาล์มน้ำมัน ทุเรียน กล้วยหอมทอง หลายชีวิตต้องทิ้งไร่ทิ้งสวนหันไปทำอาชีพอื่นก็มี

หลายชีวิตก็ดิ้นรน มีการรวมกลุ่มกันลงทุน ลงแรงแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อเพิ่มมูลค่ายาง เช่น ยางเครพ ยางล้อรถยนต์และอุปกรณ์ ยางปูพื้นสนามกีฬา กระเบื้องมุงหลังคา ของใช้ในบ้าน

ที่ฮอตฮิตก็คือ หมอนยางพารา แต่ที่เดินหน้าทำกันได้ส่วนหนึ่งก็เพราะได้แรงหนุนจากหน่วยงาน และสถาบันการศึกษาเพราะต้องใช้ทั้งทุนและเทคโนโลยี จึงจะผลิตโปรดักต์ต่าง ๆ ออกมาได้

ขณะที่รัฐบาลก็ปลุกกระแสให้หน่วยงานรัฐในกระทรวงต่าง ๆ หันมาใช้ยางพาราให้มากขึ้น เพื่อเพิ่มปริมาณการใช้ยางภายในประเทศ ไม่ใช่พึ่งตลาดส่งออกทั้ง 100% โดยเฉพาะการทำถนนยางพารา สนามกีฬา-ลู่วิ่ง ทางจักรยาน สนามเด็กเล่น

แต่เอาเข้าจริง สิ่งเหล่านี้ก็ขยับเขยื้อนกันได้น้อยมาก พอนานวันไป ความสนใจของผู้บริหารประเทศและผู้คนก็หายไปด้วย

ในฝั่งเกษตรกร ส่วนใหญ่ก็ปรับตัวและอยู่กับมันได้ แบบมีเท่าไหร่ก็ใช้เท่านั้นไปก่อน เจ้าของสินค้าต่าง ๆ ก็โอดโอย เจอหางเลขยอดขายลดวูบไปด้วย กระทั่งปีนี้ราคายางค่อย ๆ โงหัวไต่ระดับขึ้นมาเรื่อย ๆ จนทะลุ 60-70-80 บาท/กิโลกรัม

วันนี้ชาวสวนยางโล่งใจในระดับหนึ่ง เพราะหากเทียบกับพืชเศรษฐกิจส่งออกตัวอื่น เช่น ข้าว ตอนนี้ชาวนาก็อยู่ในภาวะอกตรม แม้ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิจะขยับขึ้นจากเดือนก่อนมาอยู่ที่ 8-9 บาท/กิโลกรัม มันสำปะหลังอยู่ที่ 3 บาทกว่า/กก. ยางพาราตีตื้นดีขึ้นเรื่อย ๆ ทำสถิตินิวไฮ หัวใจพองโตกันไปเมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 2559

โดยราคาประมูล ณ ตลาดกลางอำเภอหาดใหญ่ ยางแผ่นรมควันชั้น 3 ดีดทะลุ 80.29 บาท/กก. ยางแผ่นดิบขึ้นไปอยู่ที่ 77.25 บาท/กก. น้ำยางสด (ณ โรงงาน) 66.50 บาท/กก. และราคาส่งออก FOB กรุงเทพฯ 85.70 บาท/กก. ส่วนยางก้อนถ้วยอยู่ที่ 30-35 บาท/กก.

แม้จะมีหลายปัจจัยบวกที่ดันราคายางให้สูงขึ้นมาต่อเนื่อง แต่ก็ไม่ได้ขึ้นแบบก้าวกระโดดเหมือนในอดีตอีกแล้ว

ตัวเร่งที่สำคัญก็คือ ยางขาดตลาด เพราะภาวะอากาศแปรปรวน ร้อน-แล้ง-ฝนชุก-น้ำท่วม อีกทั้งสต๊อกยางของจีนและญี่ปุ่นลดลงและความต้องการใช้ยางเพิ่มขึ้น

แต่...ข่าวดีนี้ก็อยู่ได้แค่ไม่กี่สิบชั่วโมง เพราะคล้อยหลังอีกเพียง 3 วัน ราคายางก็ผันผวนร่วงลงมา 4-5 บาท/กก.

ข้อมูลอีกด้านจากผู้ค้ายาง วิเคราะห์ว่า เป็นกลยุทธ์ของขาใหญ่ที่ปลุก-ปั่นให้ราคายางขึ้นลงเพื่อเก็งกำไร นี่มิใช่ครั้งแรก เพราะราคายางในปีนี้ขึ้น-ลงไม่เสถียรในลักษณะ "ฟันปลา" มาตลอด เป็นการดัดหลังให้พ่อค้ามือรอง หรือพ่อค้ารายย่อยเร่งปล่อยสินค้าที่ตุนอยู่ในมือออกมา ทุนใหญ่ก็เข้ามาช้อนซื้อ ได้ประโยชน์ทั้งขึ้นทั้งล่อง

นอกจากนี้ยังมีแรงส่งมาจากพลังทุนนอก เพราะระบบการค้ายางเปลี่ยนไปหลังจากจีนเปิดให้มีการซื้อขายเสรี จึงมีเอกชนจีนบุกเข้ามาซื้อยางโดยตรงจากสถาบันเกษตรกร และพ่อค้ายางในท้องถิ่นของไทยมากขึ้น ตัดวงจรผู้ส่งออกรายใหญ่เพียงไม่กี่รายที่ครองตลาดมานานหลายสิบปี

ราคายางที่ปรับขึ้นจึงยังไม่อาจวางใจได้ แต่ตอนนี้ก็ถือว่ายางพาราเป็นพระเอกที่เข้ามาช่วยเติมกำลังซื้อที่ซบเซาได้ทันเวลาพอดี เพราะมาตรการชะลอการขายข้าว ขายมันสำปะหลัง สิ้นมนต์ขลัง ขณะที่มนุษย์เงินเดือนก็ถูกลดโอที โบนัส และลดพนักงานเป็นระลอก รับเศรษฐกิจปีระกา

หากราคายังยืนได้ระดับนี้ ไม่ขึ้นลงวิบวับ ชาวสวนยางก็จะมีรายได้มาจุนเจือครอบครัว การจับจ่ายก็จะคล่องขึ้น ผู้ผลิตสินค้า ร้านค้าต่าง ๆ ก็จะพลอยได้อานิสงส์กันถ้วนหน้า ยิ่งกว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใด ๆ เสียอีก
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
28,12, 2016, 06:04:37
^ช่างป้อม บางปลา^
ผูกมิตร ดีกว่า ผูกศัตรู
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,375


มีแล้ว ไม่ได้ใช้ ดีกว่า จะใช้ แล้วไม่มี


« ตอบ #3 เมื่อ: 28,12, 2016, 06:04:37 »

 ฮ๊าา อีก 1 ตัวแปล คือ ราคาน้ำมัน "เพราะล่าสุด กลุ่มผู้ผลิต ได้เริ่มลดกำลังการผลิต" เพื่อคาดหวัง ให้ราคาสูงขึ้น  เหงื่อตก
 ชึ่งนั่นหมายถึง ต้นทุน ทุกๆอย่าง จะสูงตามไปหมด ทั้งค่าไฟ ค่าขนส่ง และสินค้าต่างๆ  ร้องไห้
บันทึกการเข้า
28,12, 2016, 21:46:04
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 18,664


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #4 เมื่อ: 28,12, 2016, 21:46:04 »

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1482920979

คลอดแล้ว! ม.44 แก้ปัญหาการเชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน-สีม่วง ระยะทาง 1 กิโลเมตร
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ประกาศคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ ๗๘/๒๕๕๙ เรื่อง มาตรการแก้ไขปัญหาการเชื่อมต่อระบบรถไฟฟ้าโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน (สายเฉลิมรัชมงคล) ช่วงหัวลําโพง - บางซื่อ และโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่ - บางซื่อ >>> คลิกอ่านรายละเอียด
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
29,12, 2016, 11:15:17
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 18,664


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #5 เมื่อ: 29,12, 2016, 11:15:17 »

http://www.matichon.co.th/news/410178

“สหภาพรถไฟฯ” ลั่น ค้านตั้งกรมการขนส่งทางรางอย่างถึงที่สุด


เศรษฐกิจ
“สหภาพรถไฟฯ” ลั่น ค้านตั้งกรมการขนส่งทางรางอย่างถึงที่สุด
“สหภาพรถไฟฯ” แสดงจุดยืน คัดค้านการตั้งกรมการขนส่งทางรางอย่างถึงที่สุด เตรียมประชุมหลังปีใหม่

วันนี้ (28 ธ.ค.) นายอำพน ทองรัตน์ ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย กล่าวถึง การจัดตั้งกรมการขนส่งทางรางที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 27 ธันวาคมที่ผ่านมา ว่า สหภาพฯรถไฟคัดค้านการจัดตั้งกรมการขนส่งทางรางมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอยากจะฝากข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลว่า บทบาทหน้าที่ของกรมขนส่งทางรางควรเป็นแค่ผู้กำกับดูแลนโยบาย ไม่ใช่เป็นผู้เข้ามาบริหารงานอย่างที่ระบุไว้ในเนื้อหาที่ครม.อนุมัติ นอกจากนี้มองว่าการเปิดให้เอกชนเข้ามาแข่งบันบนระบบรางอย่างเสรี การตั้งบริษัทลูกคือ บริษัทเดินรถและบริษัทซ่อมบำรุง เป็นการสอดไส้ในเนื้อหาที่ทางสหภาพฯ ไม่เห็นด้วย

“เนื้อหาที่สอดแทรกทั้งการให้อำนาจกรมการขนส่งทางรางเข้ามาบริหาร การตั้งบริษัทลูกคือ บริษัทเดินรถและบริษัทซ่อมบำรุง ทางสหภาพฯการรถไฟไม่เห็นด้วย และจะดำเนินการคัดค้านให้ถึงที่สุด เนื่องจากมองว่าจำเป็นต้องตั้งกรมการขนส่งทางราง ปัจจุบันสามารถดำเนินการบริหารจัดการภายในองค์กรได้อยู่แล้ว หากให้อำนาจในการบริหาร โดยเฉพาะการเปิดให้เอกชนเข้ามาแข่งขันบนระบบรางอย่างเสรีอาจจะเกิดปัญหากับการรถไฟฯ ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในอนาคต อย่างไรก็ตาม คาดว่าหลังจากหยุดเทศกาลปีใหม่ทางสหภาพฯ จะนัดประชุมสมาชิกเพื่อหารือและกำหนดยุทธศาสตร์ร่วมกัน” นายอำพนกล่าว

นายอำพนกล่าวว่า สำหรับการตั้งบริษัทบริหารทรัพย์สิน ทางสหภาพฯ เห็นด้วย เนื่องจากการบริหารพื้นที่รถไฟกว่าแสนไร่ ที่ผ่านมายังไม่มีผู้ชำนาญการที่จะมาดูแลในเรื่องนี้ จึงมองว่าหากมีการตั้งบริษัทบริหารทรัพย์สินนี้ขึ้นจะทำให้มีการจัดการที่ดินทางรถไฟให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะที่ดินในเชิงพาณิชย์



http://news.ch7.com/detail/207781/%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%AE%E0%B9%89_%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%87.html

จีนเปิดเส้นทางรถไฟความเร็วสูงสายใหม่ เซี่ยงไฮ้-คุนหมิง ระยะทาง 2,300 กิโลเมตร

รัฐบาลจีน เปิดเส้นทางเดินรถไฟหัวกระสุนความเร็วสูง เชื่อมระหว่างนครเซี่ยงไฮ้ และคุนหมิง ระยะทางรวม 2,300 กิโลเมตร โดยเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ เมื่อช่วงเช้าวานนี้ ตามเวลาท้องถิ่น สามารถช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางแก่ประชาชน รวมถึงประหยัดเวลา จากเดิมที่ใช้เวลาราว 34 ชั่วโมง เหลือเพียง 11 ชั่วโมงเท่านั้น โดยเป็นการขยายเส้นทางการเดินรถไฟ จากเซี่ยงไฮ้-กุ้ยหยาง ที่เปิดให้บริการตั้งแต่ปีที่แล้ว

ขณะเดียวกันจีนยังได้ทดสอบเดินรถไฟแม็กเลฟ (Maclev) ซึ่งเป็นระบบขนส่งรูปแบบหนึ่ง ที่ใช้แรงยกตัวของแม่เหล็กไฟฟ้า เป็นครั้งแรกในกรุงปักกิ่งระยะทาง 10.24 กิโลเมตร รวม 8 สถานี สามารถวิ่งด้วยความเร็วสูงสุด 105 กิโลเมตรต่อชั่วโมงช่วยร่นระยะเวลาเดินทางจากฝั่งตะวันออก ไปฝั่งตะวันตก และชานกรุงปักกิ่ง เหลือเพียงไม่ถึง 20 นาที ซึ่งทางการหวังว่า จะช่วยแก้ปัญหาการจราจร และควันพิษจากรถ ซึ่งเป็นสาเหตุของมลพิษทางอากาศได้ในอนาคต ทั้งนี้คาดว่ารถไฟแม็กเลฟ จะเปิดให้บริการได้ปลายปีหน้า

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29,12, 2016, 11:19:15 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
30,12, 2016, 15:56:10
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 18,664


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #6 เมื่อ: 30,12, 2016, 15:56:10 »

http://www.matichon.co.th/news/411710

กรมเจ้าท่าเปิดให้นั่งฟรี เฟอร์รี่ข้ามอ่าวไทยเป็นของขวัญปีใหม่ 1-15 ม.ค.60

วันที่ 30 ธันวาคม 2559 นายสรศักดิ์ แสนสมบัติ อธิบดีกรมเจ้าท่า พร้อมคณะจากกระทรวงคมนาคม และตัวแทนบริษัท รอยัลเพรสเซ็นเจอร์ไลน์ จำกัด  ได้เดินทางมาตรวจสอบความพร้อม และเปิดการเดินเรือเที่ยวปฐมฤกษ์ของเรือเฟอร์รี่ข้ามอ่าวไทย พัทยา-หัวหิน โดยได้ตรวจสอบระบบความปลอดภัยของเครื่อง CTX และอาคารท่าเรือนักท่องเที่ยว บริเวณท่าเรือที่ 4 ปลายท่าเทียบเรือท่องเที่ยวพัทยาใต้ (แหลมบาลีฮาย) จ.ชลบุรี
จากนั้นคณะทั้งหมดได้ขึ้นเรือรอยัล 1 ซึ่งเป็นเรือเฟอร์รี่ให้บริการข้ามฟากระดับภูมิภาคตะวันออกจากเมืองพัทยาสู่ภาคใต้ ที่อำเภอหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นเรือปรับอากาศ 2 ชั้น ชั้นล่างระดับลูกค้าทั่วไปรวม 286 ที่นั่ง ชั้นบนเป็นชั้นบิสซิเนสรวม 44 ที่นั่ง และห้อง VIP อีกจำนวน 2 ห้อง มีเจ้าหน้าที่บริการรวมกัปตันเดินเรือรวมทั้งสิ้น 8 นาย

สำหรับเวลาการเดินเรือเฟอร์รี่ดังกล่าวกำหนดเป็น 2 เที่ยวการเดินเรือ โดยเริ่มออกจากท่าเทียบเรือสะพานปลา อำเภอหัวหิน เวลาประมาณ 8.30 น. และเดินทางกลับจากท่าเทียบเรือแหลมบาลีฮาย เมืองพัทยา เวลาประมาณ 15.30 น. ซึ่งใช้เวลาเดินทางระหว่าง 2 ท่ารวมประมาณ 2 ชั่วโมงต่อหนึ่งเที่ยวการเดินเรือ โดยระหว่างวันที่ 1-15 มกราคม 2560 นี้ กรมเจ้าท่าจะเปิดเดินเรือเฟอร์รี่ข้ามอ่าวไทย พัทยา-หัวหิน เป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย จากนั้นจะคิดค่าบริการราคา 1,250 บาทต่อคนต่อเที่ยว
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
02,01, 2017, 08:59:02
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 18,664


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #7 เมื่อ: 02,01, 2017, 08:59:02 »

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1483305653

ดวงเศรษฐกิจ-การเมืองไทย ปีระกาไฟ 2560

เข้าสู่ศักราชใหม่ปีระกา 2560 ตามคำพยากรณ์ของโหราจารย์ชื่อดังของเมืองไทย สรุปตรงกันว่าปีนี้เป็นปี "ระกาไฟ" นั่นหมายถึงจะมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นในรอบปี ที่จะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ของดวงเมือง ซึ่งทำนายตามดวงดาวเพื่อคาดคะเนสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็ได้ แต่รู้ไว้ใช่ว่าจะเป็นเรื่องไม่ดี เพราะหากมีคำทำนายทายทักที่ไม่ดีแล้ว นั่นหมายถึงการจะทำสิ่งใดต้องตั้งอยู่บนความไม่ประมาท ซึ่งที่สุดแล้วสิ่งเลวร้ายนั้นอาจจะไม่เกิดขึ้นก็ได้

"พัฒนา พัฒนศิริ" ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางฤกษ์ ได้เขียนถึงดวงเศรษฐกิจ และการเมืองไทยปี 2560 ไว้ในหนังสือ "ศาสตร์แห่งโหร 2560" ของสำนักพิมพ์มติชน ดังนี้

ดาวสำคัญทางเศรษฐกิจ

ในทางโหราศาสตร์นั้นดาวพฤหัสบดีถือเป็นดาวโชคใหญ่ของมวลมนุษยชาติ ในปีระกา 2560 ดาวพฤหัสบดีมีวิถีโคจร 2 ราศี คือ ราศีกันย์ และราศีตุล

เมื่อดาวพฤหัสบดีโคจรที่ราศีกันย์ ซึ่งเป็นราศีที่มีอิทธิพลต่อดวงเมือง ในฐานะที่เป็นดาวตัวแทนของกฎหมายในช่วงที่ดาวพฤหัสบดีโคจรอยู่ที่ราศีกันย์ ถึงวันที่ 12 มกราคม 2560 จะปรากฏมีเรื่องขัดขืนฝ่าฝืนกฎหมายอยู่เนือง ๆ

ดาวพฤหัสบดียังเป็นตัวแทนของทรัพย์สินเงินทองด้วย เมื่อโคจรในราศีกันย์อันเป็นเรือนอริของดวงเมือง โครงการที่รัฐบาลวางไว้สวยหรูอาจเกิดความขัดข้องในเรื่องเงินลงทุน หาเงินมาทำไม่ได้ประเทศที่ร่วมโครงการมีปัญหาติดขัดเรื่องเงินทุน ฯลฯ

มหาวิทยาลัยบางแห่งต้องยุติการขยายเพิ่มเติมหลักสูตร ระงับการสร้างอาคารใหม่เพราะการเงินขัดข้อง

ในภาคเอกชน การก่อสร้างที่อยู่อาศัยบางแห่งที่มีเกณฑ์ต้องระงับ เลื่อนโครงการ หรือยกเลิกไปเลย เพราะเรื่องการเงินเครดิตเป็นเหตุ ธนาคารไม่ยอมให้กู้ ทางราชการไม่อนุมัติให้ดำเนินการ

เมื่อดาวพฤหัสบดีโคจรที่ราศีตุล ระหว่างวันที่ 12 มกราคม-12 มีนาคม 2560 เป็นช่วงเวลาที่ให้ผลให้คุณต่อบ้านเมืองเราเป็นอย่างมาก เพราะอะไรที่สร้างความขัดแย้ง ขาดโน่นขาดนี่ทำให้ดำเนินการไม่ได้ ช่วงนี้จะปลอดโปร่งลื่นไหล

เรื่องของพระสงฆ์ที่ยืดเยื้อยาวนานน่าจะพบทางออก โครงการใหญ่ของรัฐ มหาวิทยาลัย และโครงการปลูกสร้างขนาดใหญ่ของบริษัทเอกชน จะมีโอกาสทำได้จริง ๆ ระหว่างวันที่ 12 มีนาคมไปถึงวันที่ 5 กันยายน 2560 ดาวพฤหัสบดีจะโคจรเข้าราศีกันย์อีกรอบหนึ่ง วันที่ 5 กันยายนจึงจะย้ายไปโคจรราศีตุลอีกครั้งหนึ่งไปจนถึงสิ้นปี

ตลาดหุ้นปีระกา

เพื่อความมั่นใจและความถูกต้องในการพยากรณ์เรื่องหุ้น สมควรจะดูดวงชะตาของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งกำหนดขึ้นวันที่ 26 กรกฎาคม 2515 เปิดทำการซื้อขายจริงวันที่ 30 มิถุนายน 2518 จึงเอาวันเปิดซื้อขายจริงมาคำนวณดวงชะตาตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้วจึงวิเคราะห์เจาะลึกความเคลื่อนไหวในเชิงราคาของตลาดหลักทรัพย์ฯปี 2560 ออกมาเป็นช่วงเวลา ดังนี้

ช่วงที่ 1 วันที่ 2-27 มกราคม บนกระดานยังทื่อ ๆ เรื่อย ๆ เฉื่อย ๆ ส่วนใหญ่กลายเป็นหุ้นซื่อบื้อ ไม่รู้จะเขยิบขยับไปทางไหน

ช่วงที่ 2 วันที่ 28 มกราคม-5 มีนาคม ตลาดที่เซ็ง ๆ มาพักใหญ่ เหมือนมีมนตราปลุกให้ฟื้นคืนชีพ ใครที่คิดช้าซื้อช้าช่วงนี้จะเสียเปรียบ เพราะดัชนีราคาหุ้นพุ่งปรู๊ดปร๊าดเหมือนติดเทอร์โบ

ช่วงที่ 3 วันที่ 8 มีนาคม-8 พฤษภาคม ใครที่ชอบประเมินราคาในตลาดต่ำ ๆ สงสัยจะคิดผิด อาจจะเพราะอากาศร้อนอบอ้าว พรรคพวกก็เลยหลบเข้ามาหาไอเย็นกินน้ำชากาแฟ แล้วก็ชวนกันซื้อตัวโน้นตัวนี้ไม่ให้เสียเที่ยวที่เข้ามาแล้ว เมื่อเป็นฉะนี้ ราคาต่าง ๆ ของหุ้นจะไม่เคลื่อนไหวปรู๊ดปร๊าดก็ให้มันรู้ไป

ช่วงที่ 4 วันที่ 12-30 พฤษภาคม ราคาบนกระดานยังไฟเขียวผ่านตลอด คนที่ยังงุ่มง่ามชักช้าละล้าละลังในช่วงก่อน ตอนนี้ปรับตัวให้ปรู๊ดปร๊าดปราดเปรียวกับเขาได้แล้ว ถือไว้เยอะก็ขายออกไปบ้าง กำเงินไว้มากก็ซื้อเข้ามาบ้าง

ช่วงที่ 5 มูลค่าราคาในตลาดชักจะแผ่วลงไปนิดหนึ่ง ใครที่งุ่มง่ามในเที่ยวก่อน จะซื้อหาหรือขายออกก็ไม่ผิดกติกาอะไร จะงีบหลับก็ยังพอจะรวยได้ เพราะมีเวลามากกว่า 3 อาทิตย์

ช่วงที่ 6 วันที่ 3-25 กรกฎาคม ราคาบนกระดานยังปรู๊ดปร๊าดไม่รอไฟเขียวไฟแดง เหมือนมีใครคอยเป่าคอยดันอยู่ข้างหลัง

ช่วงที่ 7 วันที่ 1-22 สิงหาคม มูลค่าราคาในตลาดยังทรง ๆ แต่ไม่ถึงกับดำดิ่งลงไปมากให้อกสั่นขวัญหาย คนที่ชอบเก็บชอบช้อนพอจะมีเวลาเก็บหุ้น คนใจร้อนใจใหญ่อยากได้

ทีละเยอะ ๆ รอบนี้ต้องรอไปก่อน

ช่วงที่ 8 วันที่ 28 สิงหาคม-15 กันยายน จะว่าเป็นขาลงก็ไม่ใช่ ขาขึ้นก็ไม่เชิง เพราะดัชนีราคายังอืด ๆ ขึ้นก็ไม่มาก ลงก็ไม่เยอะ ขาใหญ่ที่ชอบซื้อคราวละมาก ๆ คงไม่สนุก แต่ขาเล็กขาจรยังพอไปไหว

ช่วงที่ 9 วันที่ 20 กันยายน-10 ตุลาคม ข่าวคราวการบูมของหุ้นเมืองไทยเป็นเหตุให้มีนักลงทุนหน้าใหม่โผล่ขึ้นมาสลอน ขอเตือนล่วงหน้าว่าอย่าใจร้อนเห็นอะไรเป็นซื้อ ถึงจะมีสตางค์ก็ควรมีสติด้วย

ช่วงที่ 10 วันที่ 4-25 พฤศจิกายน ช่วงนี้ใครถือหุ้นไว้เยอะรับรองรวยไม่รู้เรื่อง เพราะราคาตลาดมีแต่ขึ้นเอา ขึ้นเอา

ช่วงที่ 11 วันที่ 29 พฤศจิกายน-22 ธันวาคม ยังมีคนชอบเสพหุ้นเป็นออร์เดิร์ฟเวียนเข้าเวียนออกตลาดหุ้นไม่ขาดสาย โดยเฉลี่ยแล้วราคาหุ้นในช่วงนี้พอจะไปวัดไปวาตอนสาย ๆ ได้ไม่อายเขา แต่อย่าเผลอทุ่มเทมากนัก เดี๋ยวจะช็อก

ดวงเมืองเก่า รัฐบาลตั้งใหม่

สิ่งที่พิจารณาพยากรณ์หรือวิพากษ์วิจารณ์ดวงดาวในทางโหราศาสตร์จะมีลักษณะเป็นโรดแมป คือ การคาดคะเนพยากรณ์ว่า ถ้ามีการเลือกตั้ง มีการจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาใหม่ในบางช่วงของปี 2560 ผลจะออกมาเป็นอย่างไร ดังนี้

ช่วงที่ 1 ถ้ามีการจัดตั้งรัฐบาลในช่วงวันที่ 12 มกราคมถึง 11 มีนาคม 2560 รัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรีที่จัดตั้งขึ้นน่าจะเป็นรัฐบาลผสม ด้วยเหตุนี้การบริหารราชการแผ่นดินจึงเป็นไปในรูปแบบไม่คล่องตัว เพราะทัศนวิสัยและแนวนโยบายของแต่ละพรรคแตกต่างกัน คณะรัฐมนตรีทำงานแบบมีปัญหา

ช่วงที่ 2 จนกระทั่งวันที่ 12 มีนาคม 2560 ดาวพฤหัสบดีโคจรกลับไปราศีกันย์ เป็นอริแก่ดวงเมือง ในตอนนี้มหาชนทั่วไปจะสังเกตเห็นความไม่ลงรอย การกระทบกระทั่งปีนเกลียวในคณะรัฐมนตรีมากขึ้น และที่สำคัญดาวเสาร์บาปเคราะห์หมายเลข 7 ยังโคจรในตำแหน่งมรณะที่ราศีพิจิก โอกาสที่จะมีการปรับคณะรัฐมนตรีหรือลาออกทั้งคณะเพื่อจัดตั้งใหม่ หรือร้ายแรงถึงขนาดยุบสภาเพื่อจัดการเลือกตั้งอีกครั้ง ก็มีความเป็นไปได้ค่อนข้างมาก

จนวันที่ 6 กันยายน 2560 ดาวพฤหัสบดีย้ายกลับไปโคจรที่ราศีตุล เล็งลัคนาดวงเมืองอีกครั้งหนึ่ง และวันที่ 1 ธันวาคม 2560 ดาวเสาร์หมายเลข 7 จะโยกย้ายจากราศีพิจิกเรือนมรณะไปโคจรที่ราศีธนู เรือนศุภะ จึงจะได้คณะรัฐมนตรีหรือรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพ มีความเหมาะสมเข้ามาบริหารงาน เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
04,01, 2017, 15:01:37
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 18,664


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #8 เมื่อ: 04,01, 2017, 15:01:37 »

http://money.sanook.com/450673/
สรรพสามิต ลุย! รีดภาษีบุหรี่-น้ำหวาน

นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า พระราชบัญญัติ ภาษีสรรพสามิตใหม่ ผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติ เมื่อปลายปีที่ผ่านมา คาดว่า จะลงราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้ในเดือน ม.ค.นี้ โดยกฎหมายจะให้เวลาอีก 180 วัน เพื่อออกกฎหมายลูกและกฎระเบียบต่างๆ เพื่อเก็บภาษีตามกฎหมาย โดยหลักการจะให้มีการเปลี่ยนฐานการเก็บภาษีจากราคาหน้า โรงงานหรือสำแดงนำเข้ามาเป็นราคาขายปลีกหรือราคาแนะนำช่วงสุดท้าย

ทั้งนี้ จะพิจารณา ปรับลดอัตราภาษีในแต่ละสินค้าลง เพื่อให้ผู้ประกอบการ มีภาระภาษีใกล้เคียงกับอัตราเดิม ไม่ให้ผู้ประกอบการมีภาระ ภาษีเพิ่มขึ้น ยกเว้นภาษีบุหรี่ และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล จะเพิ่มการจัดเก็บภาษีด้านปริมาณ เพื่อป้องกันการนำเข้าสินค้ามากขึ้น และเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
05,01, 2017, 08:41:39
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 18,664


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #9 เมื่อ: 05,01, 2017, 08:41:39 »

http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9600000000366

จีนคว้าชัยประมูลสร้าง “ตึกแฝดที่สูงที่สุดในโลก” แห่งใหม่ในกัมพูชา สูงกว่า “เปโตรนาส” นับร้อยเมตร (ชมคลิป)


   กลุ่มสื่อจีนรายงาน (2 ม.ค.) กลุ่มกิจการร่วมค้าจีนชนะประมูลสร้างตึกแฝดที่สูงที่สุดในโลกแห่งใหม่ในกรุงพนมเปญ
       
       วันพฤหัสบดี (29 ธ.ค.) กลุ่มกิจการร่วมค้า (consortium) ซึ่งนำโดยบริษัท “ไซโน เกรทวอล อินเตอร์เนชั่นแนล” (Sino Great Wall International) และบริษัท “อู่ชางอุตสาหกรรมการต่อเรือ” (Wuchang Shipbuilding Industry) ชนะประมูลในการรับสร้างอาคาร “ทีบีอาร์ ทวิน ทาวเวอร์ เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์” (TBR Twin Tower World Trade Center) ซึ่งจะตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา โดยกลุ่มกิจการร่วมค้าฯ ได้เข้าทำสัญญาร่วมกับกลุ่มบริษัท ไทบุนรุ่ง (TBR) ของกัมพูชาไปเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (31 ธ.ค.)
       

       รายงานระบุว่า อาคารดังกล่าวจะเป็นตึกแฝดขนาด 133 ชั้น สูง 560 เมตร โดยมีความสูงกว่าตึกแฝดเปโตรนาส (Petronas Twin Towers) ในมาเลเซีย ซึ่งมีความสูง 452 เมตร และครองตำแหน่งตึกแฝดที่สูงที่สุดในโลกในปัจจุบัน โดยอาคารแฝดแห่งใหม่นี้จะใช้งบประมาณการก่อสร้างสูงถึง 2.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 9.6 หมื่นล้านบาท
       
       วันศุกร์ (30 ธ.ค.) นายสุชาติวงศ์ ปา (Pa Socheatvong) ผู้ว่าราชการกรุงพนมเปญ เผยว่า ขณะนี้กระทรวงการจัดการที่ดิน การผังเมือง และการก่อสร้างของกัมพูชากำลังแก้ไขแบบการก่อสร้างอาคารดังกล่าว เนื่องจากตำแหน่งที่ตั้งอยู่ใกล้กับแม่น้ำโขง จึงต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ
       
       ทั้งนี้ บริษัท ไซโน เกรทวอลฯ ได้รายงานต่อคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์เซินเจิ้น ว่า โครงการก่อสร้างดังกล่าวจะใช้เวลาทั้งหมดราว 60 เดือนกว่าจะเสร็จสมบูรณ์

บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
05,01, 2017, 12:58:02
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 18,664


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #10 เมื่อ: 05,01, 2017, 12:58:02 »

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1483523361

พลังงานเล็งเลิกส่งเสริมโซฮอล์E85 ดันE20เต็มที่รง.เอทานอลแห่ขยายรองรับดีมานด์

ก.พลังงานเล็งทบทวนการส่งเสริมน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 ต่อหรือไม่ หลังนโยบายชัดเจนส่งเสริมแก๊สโซฮอล์ E20 แทน ด้านซัพพลายเอทานอลมีโรงงานใหม่จ่อผลิตเข้าระบบอีก 3 โรง คาดกำลังผลิตแตะ 4.5 ล้านลิตร/วัน รองรับการใช้ต่อเนื่อง แถมเตรียมแนวคิดกำหนดเพดานการผลิตเอทานอลป้องกันขาดแคลนในอนาคต

แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงานเปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ขณะนี้มีแนวคิดที่จะทบทวนว่าจะมีการส่งเสริมน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 ต่อหรือไม่ เนื่องจาก 1) กระทรวงพลังงานมีนโยบายที่ชัดเจนที่จะส่งเสริมการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ (E20) และเตรียมยกเลิกน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 (E10) ในเร็ว ๆ นี้ 2) น้ำมันแก๊สโซฮอล์ (E85) ได้รับการส่งเสริมราคาโดยใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาชดเชยสูงถึง 9.35 บาท/ลิตร เพื่อรักษาส่วนต่างราคาให้ถูกกว่าเมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงอื่น โดยปัจจุบันมีราคาขายปลีกที่ 19.89 บาทลิตร หากยกเลิกการชดเชยจะช่วยลดภาระของกองทุนน้ำมันฯได้มาก และ 3) หากมีการส่งเสริมน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 อาจมีความเสี่ยงว่าปริมาณเอทานอลอาจไม่เพียงพอรองรับความต้องการใช้ โดยในช่วงท้ายแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (2558-2579) จะมีการใช้เอทานอลเพียง 13-14 ล้านลิตร/วัน จากปัจจุบันที่มีการใช้อยู่ที่ 3-3.5 ล้านลิตร/วัน

นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานมองว่าเรื่องของเทคโนโลยีรถยนต์ในอนาคตจะเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า และรถยนต์ที่ประหยัดพลังงานมากขึ้น เมื่อรถยนต์เหล่านี้ออกสู่ตลาดทำให้การนำเอทานอลมาผสมกับเนื้อน้ำมันอาจจะไม่คุ้มทุน (ราคาเอทานอลเฉลี่ยอยู่ที่ 22-24 บาท/ลิตร) สอดคล้องกับความเห็นของค่ายรถยนต์ที่ผลิตรถยนต์รองรับการใช้น้ำมัน E85 ว่ากำลังอยู่ในระหว่างทบทวน จะยุบส่วนที่ผลิตรถยนต์รองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 หรือไม่ แต่สำหรับผู้ใช้รถยนต์ที่ใช้น้ำมัน E85 อยู่ไม่ต้องกังวล เพราะสามารถใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ได้

"ภาครัฐจะขอเวลาพิจารณาอีกระยะถึงภาพรวมการใช้น้ำมันแต่ละประเภทว่าเป็นอย่างไร ก่อนจะมีความชัดเจนในระดับนโยบาย แต่สำหรับน้ำมัน E85 คงจะปล่อยให้อยู่นิ่ง ๆ แบบนี้ โดยที่ไม่มีการสนับสนุนด้านราคาหรือมาตรการอื่น ๆ เหมือนที่ผ่านมา เพราะถ้าส่งเสริม E85 ได้จริง การใช้น้ำมันจะลดลง เพราะว่าถูกทดแทนด้วยเอทานอล แต่ต้องดูความพร้อมของประเทศด้วยว่าจะนำเอทานอลมาจากไหน"

แหล่งข่าวกล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ยังอยู่ในระหว่างพิจารณาที่จะประกาศยกเลิกน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 (E10) ในช่วงต้นปี′60 หรือไม่ เนื่องจากในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา กลับต้องประสบปัญหาขาดแคลนเอทานอลเพราะมีการปิดซ่อมโรงงานเอทานอลพร้อมกันหลายโรง ทำให้ผู้ค้าน้ำมันยื่นหนังสือขอนำเอทานอลในส่วนที่มีการสต๊อกตามกฎหมายมาใช้ได้หรือไม่ แต่เมื่อกรมธุรกิจพลังงานได้ลงไปตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าปริมาณเอทานอลถือว่าปกติ จึงไม่อนุญาตให้มีการนำสต๊อกออกมาใช้ และได้พิจารณาให้ผู้ผลิตเอทานอล รวมถึงผู้ค้าน้ำมันต้องแจ้งปริมาณเอทานอลที่แท้จริงมายังกรมธุรกิจฯ ในทุกเดือนจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงคำสั่ง นอกจากนี้ยังเตรียมแนวคิดที่จะกำหนดเพดานสำหรับการผลิตเอทานอล เช่น ปริมาณการผลิตต่ำสุดและสูงสุดเป็นอย่างไร เพื่อช่วยให้มอนิเตอร์การผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ส่วนในปี′60 นี้จะมีโรงงานเอทานอลใหม่รวม 3 โรง จาก 2 รายคือ บริษัท อุบล ไบโอเอทานอล จำกัด ซึ่งใช้มันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบ และจากกลุ่มบริษัทมิตรผลที่จะใช้โมลาส (กากน้ำตาล) เป็นวัตถุดิบ

รายงานข่าวจากกรมธุรกิจพลังงานระบุถึงปริมาณการใช้น้ำมันในกลุ่มแก๊สโซฮอล์ว่า ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมามีการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ (E85) อยู่ที่ 920,000 ลิตร/วัน น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 4.6 ล้านลิตร/วัน ส่วนน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 (E10) อยู่ที่ 10.52 ล้านลิตร/วัน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05,01, 2017, 13:00:26 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
06,01, 2017, 14:57:56
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 18,664


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #11 เมื่อ: 06,01, 2017, 14:57:56 »

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1483591438

"ท่องเที่ยวไทย" ประสานเสียง มั่นใจปี′60 สดใส-ทัวริสต์ต่างชาติพุ่ง 35 ล้านคน
ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจโลกที่ยังหนักมาได้อย่างปลอดภัยสำหรับภาคธุรกิจท่องเที่ยวของไทยในปี 2559 ที่ผ่านมา

สำหรับปี 2560 นี้ทั้งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย รวมถึงสมาคมโรงแรมไทยต่างคาดการณ์กันว่าธุรกิจท่องเที่ยวของไทยจะยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดจีนที่เชื่อกันว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ก่อนตรุษจีนปีนี้

ทำให้คาดการณ์กันว่า ในปี 2560 นี้ประเทศไทยจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาทั้งหมดกว่า 35 ล้านคน และสร้างรายได้กว่า 1.8 ล้านล้านบาท
สทท. คาดตลาดจีนกลับสู่ปกติ

"อิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก" ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) มองว่า ทิศทางภาคการท่องเที่ยวไทยปี 2560 จะเห็นการเติบโตของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งในเชิงจำนวนและรายได้อย่างชัดเจน

โดย สทท.คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทยราว 33.73-34.39 ล้านคน เติบโต 3.75-5.78% เมื่อเทียบกับปี 2559 และมีรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 1.82-1.85 ล้านล้านบาท เติบโต 8.98-10.78% จากปี 2559



"อิทธิฤทธิ์" บอกด้วยว่า แม้ตลาดกรุ๊ปทัวร์จีนจะได้รับผลกระทบจากนโยบายการปราบทัวร์ผิดกฎหมายของรัฐบาล แต่ สทท.มองว่านโยบายดังกล่าวจะส่งผลดีต่อภาคการท่องเที่ยวไทยในระยะยาว

โดยสถานการณ์ตลาดกรุ๊ปทัวร์จีนจะไม่ส่งผลกระทบต่อเป้าหมายภาพรวมจีนเที่ยวไทยด้วยเพราะโครงสร้างตลาดนักท่องเที่ยวจีนในปัจจุบันเป็นกลุ่มเดินทางด้วยตัวเอง(เอฟ.ไอ.ที.)ถึง60% แล้ว ส่วนตลาดกรุ๊ปทัวร์ซึ่งครองสัดส่วน 40% พบว่ากลุ่มที่มีปัญหาอยู่ที่ประมาณ 20% ของตลาดกรุ๊ปทัวร์จีนทั้งหมด

ททท.วางเป้าต่างชาติโต 10%

เช่นเดียวกับ "ยุทธศักดิ์ สุภสร" ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่มั่นใจว่าภาคการท่องเที่ยวในปี 2560 จะเติบโตอย่างสดใส โดยวางเป้าหมายตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติเติบโต 10% เมื่อเทียบกับปี 2559 ในทุกตลาด ทั้งตลาดระยะใกล้อย่างจีน ญี่ปุ่น เกาหลี อินเดีย และตลาดระยะไกลอย่างยุโรป และอเมริกา เพิ่มขึ้นจากเป้าหมายการเติบโตเดิมที่วางไว้ 8%

โดยจะเน้นขายสินค้าท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ท้องถิ่น หรือที่เรียกว่า "โลคอล เอ็กซ์พีเรียนส์" สอดแทรกเข้าไปในทุกตลาด

พร้อมบอกอีกว่า ล่าสุดฝ่ายนโยบายและแผนของ ททท.ได้จัดทำการวิเคราะห์แนวโน้มจำนวนและรายได้ รวมถึงคาดการณ์การใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ปี 2560 พบว่า รายได้รวมของทุกตลาดอยู่ที่ 1.859 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.74% เมื่อเทียบกับปี 2559 ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวคาดว่ามีทั้งสิ้น 35.25 ล้านคน เพิ่มขึ้น 8.13%

ซึ่งการเติบโตในเชิงรายได้ที่สูงกว่าปริมาณนั้น เป็นไปตามยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยวที่มุ่งยกระดับสู่การใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น แทนการขยายตัวเชิงจำนวน

อย่างไรก็ตาม ยังคงมองว่าตลาดนักท่องเที่ยวจีนยังคงเป็นตัวแปรสำคัญ เนื่องจากครองสัดส่วนมากถึง 1 ใน 3 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด

ดังนั้น จึงต้องจับตาการปรับตัวของผู้ประกอบการ หลังรัฐบาลดำเนินนโยบายปราบทัวร์ผิดกฎหมาย เพื่อเป้าหมายการสร้างรายได้ท่องเที่ยวอย่างมีคุณภาพ หากผู้ประกอบการสามารถปรับตัวได้ดี มั่นใจว่าตลาดจีนสดใสขึ้นแน่นอน

"ยังมีตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติอีกหลาย ๆ ประเทศที่ ททท.สนใจจะเข้าไปเปิดสำนักงานในต่างประเทศ โดยในปี 2560 เตรียมเปิดสำนักงานที่ เซาเปาโล ประเทศบราซิล และโตรอนโต ประเทศแคนาดา ส่วนในปี 2561-2562 มีแนวคิดว่าต้องการให้เปิดสำนักงานที่กัลกัตตา ประเทศอินเดีย, ย่างกุ้ง เมียนมา และมะนิลา ฟิลิปปินส์"

เร่งสร้างฐาน "เที่ยวในประเทศ"

ทั้งนี้ ททท.วางยุทธศาสตร์ไว้ด้วยว่าจะไม่พึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติมากเกินไป ยังต้องรักษาสัดส่วนรายได้ตลาดท่องเที่ยวภายในประเทศไว้ที่ประมาณ 33% ผ่านแผนการตลาดเพื่อสร้างกระแสการเดินทางไม่ให้น้อยกว่าปัจจุบัน ด้วยการเข้าไปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวไทย ให้หันไปเที่ยวในวันธรรมดามากขึ้น และกระจายการเดินทางไปยังเมืองท่องเที่ยวรอง โดยคาดว่าปี 2560 ตลาดไทยเที่ยวไทยจะดีขึ้น

"ยุทธศักดิ์" ยังแจกแจงอีกว่า ททท.ได้ประเมินภาพรวมรายได้ท่องเที่ยวไทยปี 2559 ว่าน่าจะอยู่ที่ 2.51 ล้านล้านบาท เติบโต 11.27% เมื่อเทียบกับปี 2558 ทะลุเป้าหมาย 2.4 ล้านล้านบาท

โดยแบ่งเป็นรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 1.65 ล้านล้านบาท เติบโต 13.17% หรือสัดส่วน 66% และรายได้จากนักท่องเที่ยวในประเทศ 8.66 แสนล้านบาท เติบโต 7.84% ในแง่จำนวน คาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาไทยกว่า 32.60 ล้านคน เติบโต 9% ส่วนตลาดในประเทศ คาดว่าจะปิดยอดที่ 145 ล้านคน/ครั้ง เพิ่ม 4.3% ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวเพิ่ม 3% หรือจาก 4,338 บาทต่อหัวเป็น 4,465 บาท

มุ่งผนึก "แอร์ไลน์" ดึงตลาดยุโรป

"ธเนศวร์ เพชรสุวรรณ" รองผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ด้านตลาดยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และอเมริกา บอกว่า กลยุทธ์หลักที่จะดำเนินในปี 2560 คือการเพิ่มความเข้มข้นในการทำงานร่วมกับพันธมิตรสายการบินในแถบตะวันออกกลางและเอเชีย

โดยเตรียมเซ็นเอ็มโอยูกับอีก2สายการบินคือกาตาร์แอร์เวย์สและอีวีเอแอร์ เพื่อดึงนักท่องเที่ยวจากยุโรป ตะวันออกกลาง อเมริกา และแอฟริกาเข้ามาเที่ยวไทยมากขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้จับมือกับ 5 สายการบินในตะวันออกกลางไปแล้ว ได้แก่ สายการบินเอมิเรตส์, เอทิฮัด, กัลฟ์แอร์, โอมานแอร์ และฟลายดูไบ

คาดอัตราเข้าพักรร.ทั่วไทย 75%

ด้าน "ศุภวรรณ ถนอมเกียรติภูมิ" นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) เชื่อว่าในปี 2560 นี้ธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรมจะมีโอกาสเติบโตดีขึ้น เพราะยังไม่เห็นปัจจัยเสี่ยงรุนแรงที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ

โดยคาดการณ์ว่าธุรกิจโรงแรมในไทย จะมีอัตราเข้าพักเฉลี่ยที่ 75% ใกล้เคียงกับปี 2559 และสามารถเพิ่มราคาห้องพักได้ แต่ไม่เกิน 10%

ทั้งนี้ กระแสนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและต่างชาติ จะหันมาท่องเที่ยวด้วยตัวเองมากขึ้นตามการพัฒนาของเทคโนโลยี ทำให้รายได้ไม่กระจุกตัวอยู่ที่โรงแรม 5 ดาวอีกต่อไป โดยเลือกเที่ยวและเข้าพักกระจายตามรสนิยม และไม่ต้องพึ่งพิงการเดินทางผ่านบริษัทนำเที่ยว

โดยคาดว่าในอีก 3 ปีข้างหน้า หรือปี 2562 จะเห็นสัดส่วนของนักท่องเที่ยวกลุ่ม เดินทางด้วยตัวเองเพิ่มขึ้นมาเป็น 50% เท่ากับนักท่องเที่ยวกรุ๊ปทัวร์

จากแนวโน้มทั้งหมดนี้ล้วนเชื่อมั่นว่า ในปี 2560 นี้ ธุรกิจท่องเที่ยวของไทย รวมถึงธุรกิจเกี่ยวเนื่องต่าง ๆ จะยังคงมีอัตราการเติบโตในทิศทางที่ดีได้แน่นอน...


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06,01, 2017, 15:03:44 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
09,01, 2017, 13:42:00
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 18,664


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #12 เมื่อ: 09,01, 2017, 13:42:00 »

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1483848369

กระทรวงอุตฯทุ่มงบ 825 ล้าน อุ้ม SMEs

แผนบูรณาการร่วมกันระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงพาณิชย์ จะเริ่มเป็นรูปธรรมได้ในปีงบประมาณ 2561 เนื่องจากแผนงานปีงบประมาณ 2560 ได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว

นายสมชาย หาญหิรัญ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ปีงบประมาณ 2560 กระทรวงอุตฯเตรียมงบประมาณไว้
825 ล้านบาท โดยจะผลักดัน ส่งเสริม และช่วยเหลือ SMEs เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายการพัฒนาอุตสาหกรรม 4.0 และ SMEs 4.0 ทั้งรายใหม่และรายเก่า

โดยแบ่งออกเป็น 3 ช่วง สำหรับ SMEs รายใหม่ (Prestartup/Startup) ช่วงที่ 1 เป็นกลุ่มนักศึกษา คนรุ่นใหม่ที่กำลังก้าวเข้าสู่การทำธุรกิจ เน้นการฝึกอบรม ให้ความรู้พื้นฐาน แนวคิด ศึกษาความเป็นไปได้ การวิเคราะห์ การตัดสินใจ รวมถึงระบบบัญชี ขณะเดียวกัน จะใช้ระบบพี่เลี้ยงสนับสนุนให้สามารถจัดตั้งธุรกิจและดำเนินการได้ผ่านโครงการ NEW Entrepreneur Creation (NEC), ต้นกล้าธุรกิจ, NEW OTOP จากนั้นจะนำเครื่องมือเข้าไปช่วย เช่น SME Incubation, NEC Networking, Startup Techno Valley เป็นต้น ในส่วนนี้มีงบประมาณ 103.0547 ล้านบาท
ตั้งเป้าสร้าง SMEs 4,813 ราย

"เมื่อรายใหม่เขียนแผนธุรกิจได้ จะส่งเครื่องมือด้านการเงิน อย่างธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Bank) เข้าไปช่วยเหลือ ปี 2559 มียอดขอสินเชื่อกว่า 4,000 ล้านบาท อนุมัติไป 2,000 ล้านบาท ปัจจุบัน Startup มีไอเดียแล้วมาสู่ภาคการผลิตระหว่างนี้มีการปรับเปลี่ยน (Transform) จะใช้เครื่องมือของศูนย์ส่งเสริมงานวิจัยสู่อุตสาหกรรมในอนาคต (Industry Transformation Center : ITC) เข้าไปช่วย"

สำหรับผู้ประกอบการรายเดิม (Regular/Strong/Turn Around) ช่วงที่ 2 เป็นกลุ่มที่ดำเนินธุรกิจอยู่แล้วพร้อมที่จะสร้างเครือข่ายใหม่ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า ปรับปรุงประสิทธิภาพ

การผลิต พัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้ได้มาตรฐาน โดยเน้นบ่มเพาะธุรกิจ ต้องการที่ปรึกษาทางธุรกิจ/ทางเทคนิค จะพัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์ และการตลาดโดยใช้กลยุทธ์ธุรกิจปรับปรุงคุณภาพ และเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการการวางกลยุทธ์ธุรกิจปรับปรุงคุณภาพขั้นสูงอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการหนึ่งหมู่บ้านหนึ่งเมนู OTOP, OTOP for Tourism เป็นต้น ด้วยงบประมาณ 719.9825 ล้านบาท ตั้งเป้า 2,494 กิจการ/9,555 ราย/66 กลุ่ม

"กลุ่มนี้จะปรับเปลี่ยนจากผู้ผลิตธรรมดามาใช้ดิจิทัลในการผลิต หรืออาจเปลี่ยนมาเป็นผู้ประกอบการดิจิทัล"

สำหรับผู้ประกอบการรายเดิมที่สามารถส่งออกตลาดต่างประเทศ/ขยายการลงทุนไปยังต่างประเทศคือช่วงที่ 3 โดยการเพิ่มศักยภาพเพื่อเชื่อมโยงสู่ตลาดสากล ผ่านโครงการ Market Testing/สร้างเครือข่ายความร่วมมือ, OTOP-NEXT, Business Matching เป็นต้น ด้วยงบประมาณ 1.1 ล้านบาท ตั้งเป้า 30 ราย

"SMEs กลุ่มนี้ยังมีสัดส่วนน้อยมากประมาณ 1,000-2,000 ราย จาก SMEs ทั้งหมด 2.8 ล้านราย ขึ้นอยู่กับความพร้อมของผู้ประกอบการและตัวสินค้า คนที่พร้อมทางกระทรวงจะช่วยจับคู่เจรจาธุรกิจให้ หรือจะใช้เครื่องมือ e-Marketing Online หรือ e-Matching ที่ทำให้กับญี่ปุ่นอยู่ตอนนี้จะนำมาช่วย ปีนี้ต้องร่วมกับกระทรวงพาณิชย์มากขึ้น เพราะเก่งเรื่องการตลาด รู้ว่าประเทศใดต้องการสินค้าแบบไหน จะช่วยกันติดต่อพาลูกค้ามาดูงานหรือพาไปออกบูทในต่างประเทศ เช่น ศาลาไทย ในงาน International Expo หรืองาน Thai Corner เป็นต้น"
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
10,01, 2017, 15:13:59
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 18,664


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #13 เมื่อ: 10,01, 2017, 15:13:59 »

http://hilight.kapook.com/view/147596
ดีเดย์ 1 ก.ค. 60 ทยอยใช้รถไมโครบัส วิ่งแทนรถตู้โดยสารต่างจังหวัด

       รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เผย เตรียมจัดระเบียบรถตู้โดยสารต่างจังหวัดให้ทยอยเปลี่ยนมาใช้รถไมโครบัส เริ่มวันที่ 1 กรกฎาคม 2560 หวังลดอุบัติเหตุ   

          หลังจากมีข่าวรถตู้โดยสารเดนิทางต่างจังหวัดเกิดอุบัติบ่อยครั้ง โดยเฉพาะช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา อย่างกรณีรถตู้ชนรถกระบะ เสียชีวิต 25 ศพนั้น  ล่าสุด (9 มกราคม 2560) มีรายงานว่า นายพิชิต อัคราทิตย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า จะมีการวางแผนการจัดระเบียบรถตู้โดยสารสาธารณะมาเป็นรถไมโครบัส ในกรณีที่มีการเดินทางข้ามจังหวัดระยะทางมากกว่า 300 กิโลเมตร โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมนี้

       นายพิชิต กล่าวต่อว่า จะมีการทยอยปรับเปลี่ยนรถตู้โดยสารสาธารณะหมวด 2 ซึ่งวิ่งให้บริการ กทม.-ต่างจังหวัด จำนวน 6,431 คัน และหมวด 3 ที่วิ่งให้บริการระหว่างจังหวัดกับจังหวัดให้เป็นรถไมโครบัส และได้มีการหารือกับผู้ประการ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ที่เป็นเจ้าของสัมปทานรถตู้ กทม.-ต่างจังหวัด ให้เร่งดำเนินการปรับเปลี่ยนรถตู้โดยสารเป็นรถไมโครบัสให้ทันภายในปี 2560  เนื่องจากมีสถิติเกิดอุบัติเหตุมากที่สุด หากเปลี่ยนเป็นรถไมรโครบัสอาจจะเกิดอุบัติเหตุน้อยลง เพราะรถมีขนาดใหญ่กว่าสามารถนั่งได้ 20 คน
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
11,01, 2017, 08:42:14
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 18,664


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #14 เมื่อ: 11,01, 2017, 08:42:14 »

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1479285814
11 อันดับ ประเทศที่พลเมืองมีคุณภาพชีวิตดีสุดในโลก
ใครๆ ก็อยากจะอยู่ในประเทศที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีจริงไหม...

บิสซิเนสอินไซเดอร์ เปิดเผยข้อมูลจากองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ที่ได้เปิดเผยรายชื่อของ 11 ประเทศที่พลเมืองประชากรมีคุณภาพชีวิตดีที่สุด โดยได้ศึกษาจาก 34 ประเทศทั้งในเรื่องของสมดุลชีวิตการทำงาน ความมั่งคั่งทางการเงิน ความปลอดภัย การศึกษาและคุณภาพสิ่งแวดล้อม ซึ่งใช้ข้อมูลจากสหประชาชาติ สำนักงานสถิติแห่งชาติ และบริษัทแกลลัพ (Gallup) ที่มีความรู้เกี่ยวกับทัศนคติ และพฤติกรรมของประชากรทั่วโลก


เราลองมาดู 11 ประเทศที่ประชากรมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดในโลกกัน ว่าแต่ทุกคนจะสามารถทายกันถูกไหมว่ามีประเทศอะไรบ้าง

 
อันดับ 11 เนเธอร์แลนด์ ประเทศที่ประชากรมีคุณภาพทางการศึกษาดีที่สุดในโลก โออีซีดีพบว่า นักเรียนในเนเธอร์แลนด์นี้มีคะแนนค่าเฉลี่ยในวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และวิชาการอ่านสูงเอามากๆ

อันดับ 10  ไอซ์แลนด์ ร่วงลงมากจากอันดับ 8 ของการสำรวจในปีที่ผ่านมา ซึ่งไอซ์แลนด์มีอัตตราการว่างงานต่ำมากราว 0.7 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

อันดับ 9 สหรัฐอเมริกา ตกมาจากอันดับ 4  ในปีที่แล้ว สหรัฐอเมริกามีความโดดเด่นในด้านของที่อยู่อาศัย อสังหาริมทรัพย์ รายได้ของประชากร และทรพัย์สิน ซึ่งรายได้ครัวเรือนของสหรัฐสูงถึง 41,071 ดอลลาร์ต่อปี เรียกได้ว่าสูงสุดที่ซีอีโอดีศึกษามา

แต่ตอนนี้ก็ไม่แน่จะยังเป็นประเทศที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีติดอับดับหรือไม่เมื่อเกิดเกมทางการเมืองประท้วงขับไล่ไม่ยอมรับว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่อย่าง โดบัลด์ ทรัมป์ ที่เป็นเจ้าพ่อวงการอสังหาริมทรัพย์อยู่แบบนี้

อันดับ 8 ฟินแลนด์ จากผลสำรวจพบว่าประชากรในฟินแลนด์เพียง 4 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ทำงานเกินเวลา น้อยกว่าค่าเฉลี่ยของโออีซีดีที่อยู่ที่ 13 เปอร์เซ็นต์

อันดับ 7  นิวซีแลนด์ ไต่อันดับขึ้นมา 2 ขั้นจากอันดับ 9 เมื่อปีที่แล้ว นิวซีแลนด์จัดเป็นประเทศที่มีสภาพแวดล้อมดีที่สุด โดยเฉพาะเรื่องของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีน้อยมากๆ  ด้วยอาจจะเพราะว่ามีจำนวนประชากรน้อย ทำให้สภาพแวดล้อมยังอุดมสมบูรณ์อยู่

อันดับ 6 สวีเดน เรียกว่าเป็นประเทศที่มีส่วนร่วมทางการเมืองสูงมาก เพราะการเลือกตั้งครั้งล่าสุดนี้ มีประชากรในประเทศออกมาเลือกตั้งถึง 83 เปอร์เซ็นต์

อันดับ 5 แคนาดา เป็นประเทศที่อยู่อันดับบนๆ ในเรื่องของประชากรสามารถซื้อบ้านที่อยู่อาศัย  ซึ่งประชากรในแคนนาดาที่มีบ้านขนาดใหญ่ สามารถเปิดให้เช่าห้องที่เหลืออยู่ โดยจะต้องคิดค่าห้องในราคาที่จับต้องได้ ไม่แพงจนเกินไป

อันดับ 4 สวิตเซอร์แลนด์ เป็นประเทศที่มีอัตราการว่างงาอยู่ราวๆ 3.1 เปอร์เซ็นต์  ถือว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการว่างงานต่ำที่สุด

อันดับ 3 เดนมาร์ก เซอร์ไพรส์เอามากๆ กับประเทศเดนมาร์ก ที่กระโดดสูงขึ้นมาถึง 7 อันดับจากปีที่แล้ว  ซึ่งเป็นประเทศที่จ่ายเงินวันหยุดให้กับพนักงาน โดยวันหยุดนี้มีถึง 5 สัปดาห์ต่อปี และให้แรงงานแบบฟูลไทม์ได้มีเวลากับครอบครัวมากกว่า 66 เปอร์เซ็นต์

อันดับ 2 ออสเตรเลีย ติดชาร์ตมาทุกปีกับออสเตรเลียที่เมื่อปีที่แล้วอยู่ในอันดับที่ 4  และอยู่ในอันดับ 2 ในปีนี้  โออีซีดีพบว่าในออสเตรเลียประชากรมีการพึ่งพาอาศัยที่แข็งแกร่งมากที่สุด  95 เปอร์เซ็นต์ของประชากรเชื่อว่า พวกเขาจะสามารถไปพึงพาใครได้ในกรณีที่เดือนร้อน
 
อันดับ 1 นอร์เวย์ ปรบมือรัวๆ ให้กับอับดับ 1 กับประเทศนอร์เวย์ ที่เป็นแชมป์เก่าเมื่อปีที่แล้ว ถือว่าประชากรที่อยู่ในนอร์เวย์มีคุณภาพชีวิตดีที่สุด มีอัตราการว่างงานต่ำ มีการศึกษาสูง และประชากรยังมีอายุเฉลี่ยกว่า 82 ปี
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
หน้า: [1] 2 3 ... 10   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: