GUN IN THAILAND
22,09, 2017, 23:36:37 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Google
หน้า: 1 ... 6 7 [8] 9 10 ... 22   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย  (อ่าน 4160 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
27,03, 2017, 11:44:20
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,139


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #105 เมื่อ: 27,03, 2017, 11:44:20 »

http://www.springnews.co.th/th/2017/03/33693/

อ่วมหนัก! “ภาษีที่ดินใหม่” ปั๊มน้ำมัน-คาร์แคร์-ร้านอาหาร โอดถ้วนหน้า

หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ รายงานว่า กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่จะมีผลบังคับใช้ในปี 2562 จะกระทบกับที่ดินในกรุงเทพที่ใช้ไม่สมประโยชน์กับราคา เช่นปั๊มน้ำมัน หอพัก คาร์แคร์ อพาร์ทเม้นต์

หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจยกตัวอย่าง สถานีบริการนํ้ามัน เชลล์ บริเวณปากซอยสวนพลู ย่านสาทร เนื้อที่ กว่า 1 ไร่ ราคาตารางวาละ 2 ล้านบาท มูลค่าซื้อขาย 800 ล้านบาท ขณะที่ราคาประเมินอยู่ที่ 1 ล้านบาทต่อตารางวา หรือครึ่งหนึ่งของราคาซื้อขาย คิดเป็นมูลค่ารวม 400 ล้านบาท เมื่อกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีผลบังคับใช้ ที่ดินตรงนี้ต้องเสียภาษีในอัตรา 2% ต่อปี หรือ ปีละ 8 ล้านบาท เชื่อว่าปั๊มนํ้ามันจะต้องย้ายออกนอกเมือง
 
เช่นเดียวกับที่ดินประเภทพาณิชย์กรรม อื่นๆ เช่น ห้าง ร้านค้า ร้านอาหาร คาร์แคร์ บ้าน-คอนโดเช่า หอพัก อพาร์ทเม้นต์ โรงงาน โกดัง โรงแรม อาคารสำนักงาน ร้านอาหาร อาจจะต้องขยับขึ้นราคาและผลักภาระให้ผู้บริโภค

ขณะที่บรรดานักธุรกิจรายใหญ่ที่ถือครองที่ดินไว้จำนวนมาก หรือแลนด์ลอร์ด ได้ปรับกลยุทธในการใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยการนำไปทำการเกษตรที่มีอัตราภาษีต่ำกว่า

นพ.บุญ วนาสิน ประธานกรรมการบริหารกลุ่มโรงพยาบาลธนบุรี และราชธานีกรุ๊ป ยอมรับกับ ”ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ได้ครอบครองที่ดิน 13,000 ไร่ ใช้วิธีนำที่ดินซึ่งซื้อสะสมไปทำเกษตร เช่นที่จังหวัดราชบุรี 2,000 ไร่ปลูกกล้วย และมะพร้าว ที่เกาะสมุย 600 ไร่ ปลูกมะพร้าว และพัฒนาวิลล่าซึ่งทำอย่างต่อเนื่อง ส่วนที่ดินที่พระนครศรีอยุธยา 3,000 ไร่ขณะนี้ให้เช่าทำนาไร่ละ 1 บาท ระยะยาว
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
27,03, 2017, 22:10:56
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,139


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #106 เมื่อ: 27,03, 2017, 22:10:56 »

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1490601927

ญี่ปุ่นขอแยกรางไฮสปีด! ลั่นไม่ใช้ร่วมจีน ส่วนไฮสปีดระยอง-ใช้รางร่วมรถไฟฟ้า

นายพีระพล ถาวรสุภเจริญ รองปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า หลังจากการประชุม ครม.ด้านคมนาคมร่วมกันระหว่างไทยกับญี่ปุ่น ทางฝ่ายญี่ปุ่นเสนอว่าต้องการแยกระบบรางของโครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ เป็นรางเฉพาะของรถไฟชินคันเซ็น เพื่อใช้ระบบอาณัติสัญญาณควบคุมความปลอดภัยและง่ายต่อบริหารการเดินรถ ในเส้นทางชุมทางบ้านภาชี-สถานีกลางบางซื่อระยะทางรวม 88 กม. จากเดิมที่จะใช้รางร่วมกันกับโครงการรถไฟไทย-จีน ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ส่งผลให้ในช่วงดังกล่าวจะมีเส้นทางรถไฟ 3 รางคือ รางรถไฟไทย-ญี่ปุ่น รางรถไฟไทย-จีน และเส้นทางรถไฟรางคู่ ดังนั้นวงเงินของโครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-เชียงใหม่จะต้องเพิ่มขึ้นด้วย จากการแยกรางดังกล่าว

นายพีระพลกล่าวว่า "ทั้งนี้ ผลการศึกษาโครงการดังกล่าว คาดว่าจะได้ฉบับเต็มช่วงเดือนมิถุนายนนี้ ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ตามแนวรถไฟฟ้าความเร็วสูง รวมถึงการออกแบบสถานีให้เข้ากับการพัฒนาเมืองตามรายทางด้วย คาดว่าจะเสนอโครงการดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุม ครม.เพื่อพิจารณาช่วงเดือนกันยายนนี้" นายพีระพลกล่าว

นายพีระพลกล่าวว่า ปัจจุบันกระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างพิจารณาทบทวนโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูง เส้นทางกรุงเทพฯ-พัทยา-ระยอง ระยะทาง 193.5 กม. วงเงิน 152,528 ล้านบาท เนื่องจากมีบางส่วนของโครงการทับซ้อนกับเส้นทางรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ส่วนต่อขยาย ช่วงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จ.สมุทรปราการ-ท่าอากาศยานอู่ตะเภา ซึ่งทางคณะกรรมการนโยบายพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ต้องการให้รถไฟความเร็วสูงและรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ใช้ระบบรางร่วมกันทั้งหมด เพื่อให้รถไฟความเร็วสูงสามารถเดินรถถึงยังสถานีกลางบางซื่อโดยผู้โดยสารไม่ต้องเปลี่ยนขบวนรถ

แหล่งข่าวกระทรวงคมนาคมกล่าวถึงความคืบหน้าโครงการรถไฟไทย-จีนว่า ยังอยู่ระหว่างหารือรายละเอียด ล่าสุด การหารือในร่างสัญญาที่ 1 ด้านการออกแบบรายละเอียดมีความคืบหน้ากว่า 90% หากรายละเอียดของร่างสัญญาที่ 1 มีข้อยุติจะหารือร่างสัญญาที่ 2 การว่าจ้างที่ปรึกษาควบคุมงานต่อไป โดยช่วงปลายเดือนมีนาคม ไทยและจีนจะประชุมทางไกลร่วมกัน เพื่อหารืออย่างเป็นทางการควบคู่ไปกับการหาข้อสรุปเรื่องปัญหาที่ทางฝ่ายจีนต้องส่งวิศวกรมาประชุมและสอบเป็นภาคีพิเศษกับสภาวิศวกรไทย ให้สอดรับกับมาตรฐานก่อสร้างของไทย ขณะนี้จีนกำลังพิจารณาอยู่ว่าจะส่งมาหรือไม่ ถ้าทางจีนไม่ส่งบุคลากรมาจะส่งผลให้ออกแบบก่อสร้างโครงการไม่ได้ จนในที่สุดต้องล้มเลิกโครงการนี้ไป หากได้ข้อสรุปว่าเดินหน้าต่อทางกระทรวงคมนาคมจะเร่งขอความคิดเห็นโครงการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเดือนเมษายนนี้ เพื่อเสนอ ครม.ในเดือนพฤษภาคม
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
29,03, 2017, 06:09:05
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,139


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #107 เมื่อ: 29,03, 2017, 06:09:05 »

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1490721826
ถึงกับต้องถอดรหัส! "รถไฟไทย-จีน" ผ่านมา 2 ปียังไม่ได้ตอกเสาเข็ม ติดหล่มถอดแบบก่อสร้าง-ราคา


นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ"ว่า จะเลื่อนการก่อสร้างรถไฟไทย-จีน หรือไฮสปีดเทรนเส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ระยะทาง 253.5 กม. เงินลงทุน 179,412 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลไทยและจีนมีข้อสรุปร่วมกันจะเริ่มก่อสร้างช่วงแรก 3.5 กม. จากสถานีกลางดง-ปางอโศกในเดือนมี.ค.นี้ เนื่องจากฝ่ายจีนยังออกแบบรายละเอียดก่อสร้างและประเมินราคาเพื่อนำไปสู่การขั้นตอนการเปิดประมูลไม่แล้วเสร็จ


"รถไฟไทย-จีนไม่เงียบ กำลังเร่งออกแบบอยู่ จะประชุมครั้งที่ 17 ก่อนสงกรานต์ที่ประเทศจีน การทำงานไม่ได้หยุด งานแบบไม่ใช่งานหมูๆ ต้องถอดรหัสโค้ดก่อสร้างเป็นภาษาไทย เพื่อนำมาคำนวณเป็นราคากลางก่อสร้าง เหลือ 10-20% จะเสร็จ ทำให้ไทม์ไลน์ก่อสร้างเฟสแรกขยับนิดหนึ่ง จากเดิม มี.ค. ยังบอกไม่ได้จะเป็นเดือนไหน เพราะต้องรอแบบจากจีนที่ส่งให้พิจารณา ถ้าไม่ส่งก็เริ่มขั้นตอนต่อไปไม่ได้"

พร้อมกันนี้จะต้องเร่งดำเนินการร่างสัญญางานระบบและรถไฟฟ้าความเร็วสูง(EPC2)แยกเป็น 3 ส่วน คือ ค่าที่ปรึกษาออกแบบการก่อสร้าง ค่าจ้างผู้ควบคุมงานทั้งการก่อสร้างและระบบรถ และงานระบบเหนือโครงสร้างพื้นฐาน

สำหรับแบบรายละเอียดส่วนที่เหลือฝ่ายจีนจะเร่งรัดให้เสร็จ ประกอบด้วย ตอนที่ 2 ปากช่อง-คลองขนานจิตร ระยะทาง 11 กม. ตอนที่ 3 แก่งคอย-นคราชสีมา ระยะทาง 110 กม. ตอนที่ 4 กรุงเทพฯ-แก่งคอย ระยะทาง 110 กม.

ทั้งนี้รถไฟไทย-จีนได้ใช้เวลาดำเนินการมา 2 ปี นับจากเซ็น MOC เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.2557 และเซ็นกรอบความร่วมมือหรือ FOC ร่วมกัน 2 ฉบับ ฝ่ายไทยสามารถเจรจาลดค่าก่อสร้างเฟสแรกช่วงกรุเทพฯ-โคราช จากเดิม 2.2 แสนล้านบาท เหลือ 179,412 ล้านบาท ประหยัดไปได้กว่า 4.5 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 18.4%

แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า การดำเนินการในส่วนของฝ่ายไทย อยู่ระหว่างทำข้อมูลภาพรวมทั้งโครงการเสนอคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ จะทำคู่ขนานไปกับการขออนุมัติรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาของคณะกรรมการชำนาญการ (คชก.)

สำหรับเงินลงทุนมาจากหลายแหล่งทั้งเงินกู้ในประเทศและเงินกู้จากจีนเพื่อซื้อระบบอาณัติสัญญาณและตัวรถเนื่องจากใช้ระบบเทคโนโลยีของจีนล่าสุดฝ่ายจีนยังคงเสนอกู้เงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ในอัตราดอกเบี้ย 2.3% สกุลหยวนในอัตราดอกเบี้ย 2.8% ซึ่งที่ประชุมได้ให้จีนทำข้อเสนอเพิ่มเติม เพื่อให้สมดุลกับอัตราดอกเบี้ยที่จีนเสนอประกอบการพิจารณาของกระทรวงการคลังต่อไป เพราะกระทรวงการคลังกำหนดเพดานดอกเบี้ยไม่เกิน 2%

อนึ่งเมื่อวันที่ 9 ธ.ค.2559 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ เดินทางไปสาธารณรัฐประชาชนจีนประชุมคณะกรรมการร่วมด้านเศรษฐกิจและการค้า ครั้งที่ 5 ได้เซ็นบันทึกข้อตกลง (MOC) เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับจีนและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวว่าโครงการนี้จะก่อสร้างตั้งแต่กรุงเทพฯ-หนองคายแบ่งการดำเนินการเป็น2 ตอน จะเริ่มช่วงกรุงเทพฯ-โคราชเป็นระยะแรกในปี 2560 ส่วนช่วงโคราช-หนองคายจะเดินหน้าคู่ขนานกันไปเพื่อให้โครงการต่อเนื่อง

ทั้งนี้รถไฟไทย-จีนได้รับการผลักดันจากรัฐบาลคสช.มาเป็นะระยะเวลา2 ปี นับจากเซ็น MOC เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.2557 และเซ็นกรอบความร่วมมือ หรือ FOC ร่วมกัน 2 ฉบับ ฝ่ายไทยสามารถเจรจาลดค่าก่อสร้างเฟสแรกช่วงกรุเทพฯ-โคราชจากเดิม 2.2 แสนล้านบาทเหลือ 179,412 ล้านบาท ประหยัดไปได้กว่า 4.5 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 18.4%
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
29,03, 2017, 07:38:37
beamsound
สมาชิกครอบครัว
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 916



« ตอบ #108 เมื่อ: 29,03, 2017, 07:38:37 »

http://www.springnews.co.th/th/2017/03/33693/

อ่วมหนัก! “ภาษีที่ดินใหม่” ปั๊มน้ำมัน-คาร์แคร์-ร้านอาหาร โอดถ้วนหน้า

หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ รายงานว่า กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่จะมีผลบังคับใช้ในปี 2562 จะกระทบกับที่ดินในกรุงเทพที่ใช้ไม่สมประโยชน์กับราคา เช่นปั๊มน้ำมัน หอพัก คาร์แคร์ อพาร์ทเม้นต์

หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจยกตัวอย่าง สถานีบริการนํ้ามัน เชลล์ บริเวณปากซอยสวนพลู ย่านสาทร เนื้อที่ กว่า 1 ไร่ ราคาตารางวาละ 2 ล้านบาท มูลค่าซื้อขาย 800 ล้านบาท ขณะที่ราคาประเมินอยู่ที่ 1 ล้านบาทต่อตารางวา หรือครึ่งหนึ่งของราคาซื้อขาย คิดเป็นมูลค่ารวม 400 ล้านบาท เมื่อกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีผลบังคับใช้ ที่ดินตรงนี้ต้องเสียภาษีในอัตรา 2% ต่อปี หรือ ปีละ 8 ล้านบาท เชื่อว่าปั๊มนํ้ามันจะต้องย้ายออกนอกเมือง
 
เช่นเดียวกับที่ดินประเภทพาณิชย์กรรม อื่นๆ เช่น ห้าง ร้านค้า ร้านอาหาร คาร์แคร์ บ้าน-คอนโดเช่า หอพัก อพาร์ทเม้นต์ โรงงาน โกดัง โรงแรม อาคารสำนักงาน ร้านอาหาร อาจจะต้องขยับขึ้นราคาและผลักภาระให้ผู้บริโภค

ขณะที่บรรดานักธุรกิจรายใหญ่ที่ถือครองที่ดินไว้จำนวนมาก หรือแลนด์ลอร์ด ได้ปรับกลยุทธในการใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยการนำไปทำการเกษตรที่มีอัตราภาษีต่ำกว่า

นพ.บุญ วนาสิน ประธานกรรมการบริหารกลุ่มโรงพยาบาลธนบุรี และราชธานีกรุ๊ป ยอมรับกับ ”ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ได้ครอบครองที่ดิน 13,000 ไร่ ใช้วิธีนำที่ดินซึ่งซื้อสะสมไปทำเกษตร เช่นที่จังหวัดราชบุรี 2,000 ไร่ปลูกกล้วย และมะพร้าว ที่เกาะสมุย 600 ไร่ ปลูกมะพร้าว และพัฒนาวิลล่าซึ่งทำอย่างต่อเนื่อง ส่วนที่ดินที่พระนครศรีอยุธยา 3,000 ไร่ขณะนี้ให้เช่าทำนาไร่ละ 1 บาท ระยะยาว
ดีครับ  มีเป็นหมื่นไร่ กับ คนจนๆไม่มีที่อยู่  จะมีไปทำไมกันขนาดนั้น ปรบมือ
บันทึกการเข้า
29,03, 2017, 22:23:40
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,139


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #109 เมื่อ: 29,03, 2017, 22:23:40 »

http://www.tcijthai.com/news/2017/23/current/6853

ครม.เห็นชอบให้ไทยเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ MotoGP โพลล์' ชี้ 49.64% เห็นด้วย 31.19% ไม่เห็นด้วย หวั่นสิ้นเปลืองงบประมาณ

เมื่อวันที่ 21 มี.ค. 2560 ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการให้ประเทศไทยเสนอตัวเป็นเจ้าภาพโครงการจัดการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลกรายการ โมโต จีพี ประจำปี พ.ศ. 2561 – 2563 (3 ปี) ตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.) เสนอ โดยสาระสำคัญของเรื่อง กก. รายงานว่า 1. ปัจจุบันการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลกรายการ โมโต จีพี (World Series) ได้รับความนิยมอย่างมาก มีการแข่งขันเพื่อชิงแชมป์โลก 18 สนามต่อปี โดยในปี พ.ศ. 2560 ดอร์น่า สปอร์ต กรุ๊ป เจ้าของลิขสิทธิ์การจัดการแข่งขันฯ ได้ประกาศรายชื่อสนามที่จะดำเนินการจัดการแข่งขันฯ และในปี พ.ศ. 2561 มีแผนเพิ่มเติมจำนวนสนามที่จะจัดการแข่งขันไม่เกิน 21 สนามต่อปี ซึ่งในขณะนี้ประเทศฟินแลนด์ได้ลงนามในสัญญาเพื่อจัดการแข่งขันเป็นที่เรียบร้อยแล้วจึงเหลือเพียง 2 สนาม ที่กำลังดำเนินการสรรหาประเทศเจ้าภาพที่มีความเหมาะสมและความพร้อมในองค์ประกอบอื่น ๆ และได้มีประเทศต่าง ๆ ที่เสนอตัวเพื่อขอรับการเป็นเจ้าภาพในการจัดการแข่งขันฯ จำนวน 4 ประเทศ ประกอบด้วย คาซัคสถาน อินโดนีเซีย ฮังการี และประเทศไทย (อย่างไม่เป็นทางการ) ซึ่งการเสนอตัวจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนเมษายน 2560 และ 2. การจัดการแข่งขันฯ จะเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยสู่สายตาประชาคมโลกจากการถ่ายทอดสดมากกว่า 200 ประเทศ ผ่านสายตาผู้ชมกว่า 600 ล้านคน จะเป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพความพร้อมของประเทศไทยในหลาย ๆ ด้าน เช่น ด้านกีฬา ด้านการท่องเที่ยว ด้านเศรษฐกิจ และด้านสังคม ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยให้กับนักท่องเที่ยว และนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงช่วยสร้างรายได้ให้กับประเทศอีกทางหนึ่ง เกิดการกระจายรายได้ลงสู่พื้นที่โดยเฉพาะในจังหวัดบุรีรัมย์ และจังหวัดใกล้เคียง เกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่อง จากการที่ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมรถจักรยานยนต์ อันดับที่ 1 ของอาเซียน

ทั้งนี้การได้รับสิทธิ์การเป็นเจ้าภาพการจัดการแข่งขันฯ จะเพิ่มโอกาส เพิ่มรายได้ให้กับอุตสาหกรรมเหล่านี้อย่างมหาศาล และจะตอกย้ำความเป็นผู้นำของประเทศไทย รวมถึงจะส่งผลให้เกิดการตื่นตัวของวงการกีฬามอเตอร์สปอร์ตมากขึ้น เนื่องจากการแข่งขันครั้งนี้จะมีการนำเทคโนโลยี องค์ความรู้เกี่ยวกับวงการอุตสาหกรรมรถจักรยานยนต์เข้ามา และยังเป็นการยกระดับการจัดการแข่งขันในประเทศให้ได้มาตรฐานระดับสากล สร้างความนิยมในกีฬามอเตอร์สปอร์ตให้มีความตื่นตัวแบบก้าวกระโดด สร้างความเชื่อมั่น ความภาคภูมิใจให้กับคนไทยในการเป็นเจ้าภาพการจัดการแข่งขันกีฬามอเตอร์สปอร์ต (รถจักรยานยนต์) ระดับโลก

'เนวิน'อัดหนักพวกค้านจัด'โมโตจีพี'! ยัน'รัฐบาล'ลงทุน100ล้านได้กลับหมื่นล้าน

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือน ก.พ. 2560 ที่ผ่านมามติชนออนไลน์รายงานว่าหลังจากนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และนายสกล วรรณพงษ์ ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย ดำเนินการเตรียมทำเรื่องขอเป็นเจ้าภาพขอจัดการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ทางเรียบ “โมโตจีพี” ในปี 2018 ทว่ากลับมีปัญหาในเรื่องการของบประมาณในการจัดการแข่งขัน ซึ่งทางเนวิน ชิดชอบ ประธานบริษัท ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต เปิดเผยว่า ความคืบหน้าของการจัดการแข่งขันโมโตจีพี ก่อนอื่นขอให้กำลังใจนางกอบกาญจน์ และนายสกล ที่เข้าใจผลักดันนโยบายสปอร์ตทัวริซึม ให้เกิดขึ้น การแข่งขันโมโตจีพีถือว่าเป็นแนวคิดสปอร์ตทัวริซึมที่ดีเยี่ยม เพราะจะนำมาสู่การท่องเที่ยวและรายได้มหาศาล

“ผมกล้าการันตีว่าการจัดการแข่งขันโมโตจีพี จะได้รายได้การจากท่องเที่ยวไม่ต่ำกว่าหมื่นล้าน ด้วยการที่รัฐบาลประกาศเป็นเจ้าภาพและลงทุนไม่ถึง 40 เปอร์เซนต์ ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดของการแข่งขัน ทั่วโลกรัฐบาลต้องสร้างสนามจัดการแข่งขันเอง แต่ประเทศไทยมีสนามแข่งขันอยู่แล้ว เพียงแต่รัฐบาลเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ และออกเงินเพียง 40 เปอร์เซนต์ แต่รายได้ที่กลับมาซึ่งนับได้ว่าเกินกว่าหมื่นล้าน ในขณะเดียวกันแบรนด์คำว่าไทยแลนด์ที่จะเกิดในการท่องเที่ยวเชิงมอเตอร์สปอร์ตจะเกิดขึ้นมากมายมหาศาล”นายเนวินกล่าว

ประธานบริษัท ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต กล่าวต่อว่า ไทยเคยจัดเอเชี่ยนบีชเกมส์รัฐบาลอนุมัติงบประมาณมา 1,200 ล้านบาท ได้นักกีฬามาแข่งขัน 3,000 คน แต่ไม่แน่ใจว่ามีนักท่องเที่ยวเข้ามากี่คน รายได้เข้ามาเท่าไหร่ คนที่เข้ามาดูเท่าไหร่ แต่โมโตจีพีจ่ายเพียงแค่ร้อยกว่าล้านบาท มีคนชมมากถึงพันกว่าล้านคน มีนักท่องเที่ยวเข้ามาไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นคน รายได้สะพัดเชื่อว่าเกินหมื่นล้านบาท ต้องเข้าใจโลกว่าคนที่คัดค้านไม่ให้จัดนั่นคือคนที่ไม่เคยไปดูโมโตจีพี เรื่องที่พักในบุรีรัมย์อาจจะมีไม่ถึง แต่ถ้าลองมองรอบๆจังหวัดบุรีรัมย์ ที่พักรวมกันนี่มากกว่าบาห์เรนด้วยซ้ำไป มันไม่ใช่ประโยชน์บุรีรัมย์อย่างเดียว แต่มันมีผลประโยชน์ทั้งประเทศ แต่มันสามารถต่อยอดไปถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ส่งเสริมเกื้อกูลกัน

“ถ้าเงิน 100 ล้าน ไม่ได้รับการอนุมัติ ก็คงเป็นกรรมของประเทศนี้ ถ้ารายได้จากการจัดครั้งนี้รวมไปถึงอุตสาหกรรมต่อเนื่อง แลกกับเงินร้อยล้านไม่ทำ คงเป็นเวรกรรมของคนไทย” นายเนวินกล่าว

'เคบียู สปอร์ต โพลล์' ชี้ 49.64% เห็นด้วย อีก 31.19% ไม่เห็นด้วย หวั่นสิ้นเปลืองงบประมาณ

จากนั้นในช่วงกลางเดือน มี.ค. 2560 เคบียู สปอร์ต โพลล์ ของมหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต ได้เผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน ประเด็น "ศึกโมโตจีพีในมุมมองของคนไทย" โดยสำรวจความเห็นกลุ่มตัวอย่างประชาชนในเขต กทม. และปริมณฑล ที่สนใจและติดตามจักรยานยนต์ทางเรียบและประชาชนทั่วไปในวิชาชีพต่างๆ ซึ่งมีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป จำนวน 1,223 คน แยกเป็น ชาย 847 คน คิดเป็นร้อยละ 69.26 หญิง 376 คน คิดเป็นร้อยละ 30.74 ระหว่างวันที่ 8-12 มีนาคม 2560

โดยผลปรากฏว่า 1.ความคิดเห็นที่มีต่อการจัดจักรยานยนต์ทางเรียบโมโตจีพีในไทย ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ร้อยละ 49.64 เห็นด้วย รองลงมาร้อยละ 31.19 ไม่เห็นด้วย และร้อยละ 19.17 ไม่แสดงความคิดเห็น 2.ข้อดีในการจัดแข่งขัน ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ร้อยละ 31.45 เห็นว่าจะเกิดประโยชน์ในด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยว และกีฬา รองลงมาร้อยละ 28.74 นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศ, ร้อยละ 24.10 สร้างรายได้ให้กับประเทศ, ร้อยละ10.32 ส่งเสริมอุตสาหกรรมจักรยานยนต์ และอื่น ๆ ร้อยละ 5.39 3.ข้อเสียในการจัดแข่งขัน ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ร้อยละ 30.03 เห็นว่า สิ้นเปลืองงบประมาณ, รองลงมาร้อยละ 28.99 ใช้งบฯดำเนินการสูง, ร้อยละ 25.89 ไม่สามารถคาดถึงประโยชน์ที่จะได้รับอย่างชัดเจน, ร้อยละ 8.42 ประโยชน์ตกเป็นของต่างชาติ และอื่น ๆ ร้อยละ 6.67

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
30,03, 2017, 08:09:11
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,139


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #110 เมื่อ: 30,03, 2017, 08:09:11 »

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1490810161

พลังงานทางเลือก ยุคประเทศไทย 4.0

ยังเป็นที่ถกเถียงว่าพลังงานประเภทไหนจะเหมาะกับรถยนต์ในยุคสมัยใหม่ หรือพูดให้สวยหรูก็คือ ยุคประเทศไทย 4.0

ซึ่งเชื่อว่า คำตอบมีความหลากหลาย แต่นาทีนี้ กระแสที่กำลังเป็นเมกะเทรนด์ที่ทั่วโลกให้ความสำคัญและฮอตฮิตสุดสุด คงหนีไม่พ้น พลังงานไฟฟ้า หรือรถยนต์ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าแทนเครื่องยนต์สันดาปภายในที่ใช้เชื้อเพลิง น้ำมัน

ที่ผ่านมาการตื่นตัวกับรถยนต์ไฟฟ้าชัดเจนมากขึ้นเป็นลำดับ รัฐบาลออกตัวสนับสนุนอย่างจริงจัง มีแนวทางส่งเสริมเกี่ยวกับสถานีชาร์จไฟฟ้า รวมไปถึงการผลิตแบตเตอรี่ให้บัตรส่งเสริมการลงทุน ทั้งหลายทั้งปวง กับผู้ประกอบการมีการเสนอ ยกเว้นอากรนำเข้าซีบียู สำหรับรถยนต์สำเร็จรูปรุ่นที่จะนำมาผลิต ให้ยกเว้นอากรนำเข้า ซีเคดี ชิ้นส่วนหลัก ๆ ที่ประเทศไทยยังไม่มี

ตลอดจนยกเว้นภาษีเงินได้ นิติบุคคลอากรขาเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบ พร้อมเสนอให้หลายหน่วยงานของภาครัฐซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้เป็นการนำร่องรถยนต์ ไฟฟ้าอย่างจริงจัง

แต่ไม่ว่าการผลักดันจะรุนแรงแค่ไหนรถยนต์ไฟฟ้าก็ ยังมีคำถามมากมายที่รัฐบาลยังตอบไม่ได้ รวมถึงปัจจัยที่ไม่เอื้อต่อการใช้งานเช่น ความไม่เพียงพอของระบบไฟฟ้าสำรอง สถานีชาร์จทำเลที่เหมาะสม หน่วยงานที่ดูแลมาตรฐานความปลอดภัยของรถยนต์ไฟฟ้า

บุคลากรที่เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า การกำจัดซากแบตเตอรี่ที่ใช้แล้ว อันจะกลายเป็นขยะอันตรายในอนาคต

นี่ยังไม่รวมถึงซัพพลายเออร์อีกหลายพันรายที่กำลังจะล้มหายตายจากไปกับการจบ สิ้นของเครื่องยนต์สันดาปภายในรวมถึงโปรดักต์แชมเปี้ยนเดิม 2 ตัว อย่างเช่น กระบะ และอีโคคาร์ รัฐบาลจะเอาไปไว้ตรงไหน

ดังนั้นก่อนเข้าสู่ ประเทศไทย ยุค 4.0 ซึ่งรถยนต์ไฟฟ้าจะทำหน้าที่อย่างจริงจัง

ค่ายรถยนต์ส่วนใหญ่เฮโล ยกธงให้กับเทคโนโลยี "ลูกผสม" ซึ่งมีทั้งมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ ซึ่งหลายคนรู้จักในชื่อ ไฮบริด และที่กำลังมาแรงเป็นพระเอกตอนนี้ คงหนีไม่พ้น ปลั๊ก-อิน ไฮบริด ที่ให้ทั้งความประหยัด ลงตัว และสะดวกสุดสุด
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
30,03, 2017, 20:42:14
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,139


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #111 เมื่อ: 30,03, 2017, 20:42:14 »

http://www.komchadluek.net/news/regional/268302

ขายแน่!! ‘สถานทูตอังกฤษ’ 2 ล้านบาท/ตรว.

วา
 

               29 มี.ค.60 - นายไบรอัน เดวิดสัน เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย เปิดเผยกับ “คมชัดลึก” ว่าการขายพื้นที่ 23ไร่ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานทูตอังกฤษเกิดจากนโยบายของรัฐบาลอังกฤษที่ต้องใช้ประโยชน์สูงสุดจากทรัพย์สินที่มีอยู่ทั่วโลก

               นายเดวิดสันกล่าวว่าถึงแม้จะมีข่าวลือมากมาย แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการทำสัญญาซื้อขายแต่อย่างใด แต่ยืนยันว่ารัฐบาลอังกฤษได้มีมติที่จะขายพื้นที่แห่งนี้แน่นอนแล้ว

               สถานทูตอังกฤษเป็นสถานทูตที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย และตั้งอยู่ในทำเลทอง คือ ตั้งอยู่บนถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน ที่มีมูลค่าที่ดินสูงที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร บริษัทนายหน้าที่ได้รับมอบหมายให้เป็นตัวแทนขายที่ผืนนี้ประเมินราคาอยู่ที่ 2ล้านบาทต่อตารางวา ทำให้มูลค่าการซื้อขายจะสูงถึง 18,000ล้านบาท             

               ก่อนหน้านี้เนื้อที่ประมาณ 9ไร่ของสถานทูตถูกเฉือนขายให้กับ “เซ็นทรัล กรุ๊ป” ในราคาเกือบ 1ล้านบาทต่อตารางวา และพื้นที่ดังกล่าวได้กลายเป็นที่ตั้งของห้าง “เซ็นทรัล เอ็มบาสซี่” ในปัจจุบัน เชื่อกันว่า “เซ็นทรัล กรุ๊ป” เป็นกลุ่มที่จะซื้อที่ดินที่เหลือของสถานทูต

               แหล่งข่าวในสถานทูตอังกฤษเปิดเผยกับ “คมชัดลึก” ว่าน่าจะมีการประกาศเรื่องการขายสถานทูตในอีกประมาณเดือนกว่าๆ ข้างหน้า

               ด้วยสถาปัตยกรรมที่สวยงาม ต้นไม้ใหญ่ที่ให้ความร่มรื่น และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหน้าตาขึงขังชาว “กูรข่า” สถานทูตอังกฤษได้กลายเป็นภาพคุ้นตาคนไทยเป็นอย่างดี และเป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างสองประเทศกว่า 160ปีนับตั้งแต่การลงนามในสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง

               คำถามใหญ่ที่ตามมาก็คือ สถานทูตอังกฤษจะไปอยู่ที่ไหน ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่ายังจะอยู่ในพื้นที่เดิมต่อไปเพื่อรักษาประวัติศาสตร์ของสถานที่แห่งนี้ไว้ แต่ทูตเดวิสันยืนยันว่าสถานทูตอังกฤษจะย้ายไปอยู่ที่ใหม่ “เราจะไปอยู่ที่แห่งใหม่แน่นอน เพราะเราคงไม่พยายามติดยึดกับอดีต” ทูตเดวิดสันกล่าว

               แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่เห็นด้วยการตัดสินใจครั้งนี้ โดยเฉพาะชาวอังกฤษที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยที่เชื่อว่าสถานทูตอังกฤษเป็นสถานที่ประวัติศาสตร์ที่ควรรักษาไว้ ชาวอังกฤษเหล่านี้ได้ช่วยกันรณรงค์ผ่านเว็บไวต์ change.orภายใต้สโลแกน Save the British Embassy Bangkokคัดค้านการขายสถานทูต และมีผู้เข้าไปร่วมลงชื่อแล้วว่า 370คน

               “การขยายสถานทูตเป็นการดูถูกคนไทย ที่ดินผืนนี้ถูกมอบให้คนอังกฤษ การปิดสถานทูตเพียงเพื่อหาเงินเป็นเรื่องน่ารังเกียจ มันทำให้ผมอายที่เป็นคนอังกฤษ” เป็นข้อความที่โพสต์โดยชาวอังกฤษคนหนึ่งที่บอกว่าเขาเดินทางเข้าออกประเทศไทยมาเป็นเวลากว่า 20ปี
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
31,03, 2017, 16:19:42
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,139


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #112 เมื่อ: 31,03, 2017, 16:19:42 »

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1490852028

กำลังซื้อทัวริสต์ดัน "ค้าปลีก" โต ปั้นแคมเปญ "พิเศษ" ปลุกขาช็อป

กำลังซื้อในประเทศยังซึม "ค้าปลีก" ปรับสูตรปลุกจับจ่าย แรงซื้อ "ทัวริสต์-ต่างชาติ" ดันธุรกิจโตต่อเนื่อง แฟชั่น-ร้านอาหาร-ซูเปอร์มาร์เก็ต ชี้หลังตรุษจีนนักท่องเที่ยวเริ่มเข้ามาเที่ยวเมืองไทยดันยอดขายสาขาในหัวเมืองหลัก-เมืองท่องเที่ยวโตดี ด้านศูนย์การค้า-ห้างสรรพสินค้า เตรียมแคมเปญเฉพาะดึงกำลังซื้อขาช็อปนักท่องเที่ยว ลุ้น ! ช่วงสงกรานต์แรงซื้อในประเทศฟื้นตัว

ภาพรวมของธุรกิจ "ค้าปลีก" ในช่วงที่ผ่านมา การเติบโตยังคงไม่หวือหวามากนักจากภาพของเศรษฐกิจและกำลังซื้อโดยรวมที่ยังทรงตัว อย่างไรก็ตาม กำลังซื้อของ "นักท่องเที่ยวต่างชาติ" กลายเป็นแรงส่งสำคัญที่ทำให้ทั้งตลาดยังคงขับเคลื่อนต่อไปได้เมื่อเทียบกับแรงซื้อ "โลคอล" ที่ค่อนข้างชะลอตัว และคาดกันว่านักช็อปในประเทศจะเริ่มส่งสัญญาณจับจ่ายอีกครั้งในช่วงใกล้ ๆ เทศกาลสงกรานต์

สยามฯลอนช์แคมเปญพิเศษ

นางสาวชนิสา แก้วเรือน รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านส่งเสริมการตลาด บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด กล่าวว่า ศูนย์การค้าสยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่ มีทราฟฟิกจากนักท่องเที่ยวรวมกันประมาณ 40% ซึ่งในช่วงนี้ตลาดของทัวริสต์ถือว่าปรับตัวดีขึ้นมาก จากนโยบายของ ททท.ที่เน้นกระตุ้นกลุ่มมีกำลังซื้อให้เข้ามาท่องเที่ยว

โดยข้อมูลจากทั้ง 3 ศูนย์ พบว่าประเทศที่มียอดการจับจ่ายสูง 3 อันดับแรก ได้แก่ เกาหลี จีน และฮ่องกง ซึ่งทางศูนย์ได้เตรียมบริการทัวริสต์ เลานจ์ รองรับการให้ข้อมูล แพ็กเกจต้อนรับ ด้วยการให้คูปอง-ส่วนลด มูลค่ารวมกว่า 3,000 บาท

นอกจากนี้ยังได้จับมือกับพันธมิตรค้าปลีกในต่างประเทศ รวมกว่า 10 ราย อาทิ ห้างสรรพสินค้าลอตเต้ เกาหลีใต้, ฮ่องกง ไทม์สแควร์ ประเทศจีน, ห้างสรรพสินค้าซัปโปโรปาร์คโก้ ญี่ปุ่น, ห้างสรรพสินค้าแกเลอรี ลาฟาแยต ฝรั่งเศส, ห้างสรรพสินค้าแฮร์รอดส์ อังกฤษ จัดทำ "Global Privilege Partnership" ซึ่งปัจจุบันมีฐานสมาชิกรวมกันทั้งหมดจำนวนกว่า 20 ล้านคนทั่วโลก ทำแคมเปญซีอาร์เอ็มร่วมกันกับฐานสมาชิกของพันธมิตร เพื่อดึงการจับจ่ายในศูนย์ให้เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

"สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่ จัดเป็นเดสติเนชั่นอันดับหนึ่งของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในไทยมาโดยตลอด และมีแคมเปญสำหรับนักท่องเที่ยวต่อเนื่อง เป็นที่ชื่นชอบและบอกต่อในกลุ่มนักท่องเที่ยวถึงสิทธิประโยชน์พิเศษเมื่อมาช็อปปิ้งที่สยาม"


เซ็นทรัล" ลุ้นสงกรานต์มู้ดฟื้น

นางสาวปิยวรรณ ลีละสมภพ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายการตลาด บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด กล่าวว่า นักท่องเที่ยวมีการเติบโต โดยเฉพาะช่วงตรุษจีนมีนักท่องเที่ยวคนจีนเข้ามาจำนวนมาก แต่เพิ่งผ่านมา 2 เดือนอาจจะยังประเมินไม่ได้ ส่วนตัวเลขการใช้จ่ายของคนไทยมองว่ายังไม่ตก โดยแนวโน้มอาจจะต้องการไปใช้จ่ายท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ แต่อีกด้านหนึ่งในเดือนมีนาคมก็อาจจะมีบางส่วนเริ่มใช้จ่ายเพื่อเตรียมตัวไปเที่ยว

ด้านนายปกรณ์ พรรธนะแพทย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานปฏิบัติการ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เมืองไทยมีจุดแข็งในการเป็นเดสติเนชั่นระดับโลกในช่วงหน้าร้อน เป็นไฮซีซั่นด้านการท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาใช้จ่ายมาก ขณะเดียวกันยังเป็นช่วงเวลาที่คนไทยออกมาใช้เวลาข้างนอกกันมากกว่าปกติ ทำให้ช่วงนี้ร้านค้าและแบรนด์สินค้าต่าง ๆ ได้ส่งสินค้าใหม่ ๆ เพื่อมาสร้างสีสันช่วงซัมเมอร์

"คนที่ไม่มีแพลนไปเที่ยวไหนไกล ก็จะมาใช้ชีวิตที่ศูนย์การค้ากันมากขึ้น เพราะว่ามีกิจกรรมให้ทำเยอะ เราจึงต้องตอบสนองความต้องการของทั้งลูกค้าและร้านค้า สร้างความสนุกให้กับวงการรีเทลและกระตุ้นภาพรวมการท่องเที่ยว และเปลี่ยนภาพศูนย์การค้าจากที่มาเพื่อช็อปปิ้งให้สามารถมาใช้ชีวิตได้ทุกวัน"

สาขาเมืองท่องเที่ยวโตดี

นายอธิพล ตีระสงกรานต์ ผู้ช่วยรองประธาน บริษัท ฟู้ดแลนด์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต จำกัด กล่าวว่า กำลังซื้อในประเทศน่าจะทรงตัวไปอีกพักใหญ่ ขณะที่กำลังซื้อจากนักท่องเที่ยวที่ค่อย ๆ เริ่มกลับมา อาจเป็นผลดีต่อบางร้านค้าที่มีสินค้า-บริการตอบโจทย์ความต้องการ

"แรงซื้อจากนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจจะเห็นภาพชัดในเมืองใหญ่ อย่างสาขาของฟู้ดแลนด์ที่พัทยา ที่มีลูกค้านักท่องเที่ยวต่างชาติค่อนข้างมากก็ยังไปได้ดี"

ทั้งนี้ การดำเนินธุรกิจตอนนี้จึงต้องพยายามสร้างความแปลกใหม่ให้กับตลาด ด้วยการทำโปรโมชั่น หรือนำเสนอแบรนด์ใหม่ กระตุ้นให้ผู้บริโภคเกิดการจับจ่ายใช้สอย ซึ่งนอกจากการนำร้านอาหารใหม่ ๆ จากต่างประเทศเข้ามาเปิดตัวเพิ่มในปีนี้

นางสาวทานตะวัน ธีระโกเมน ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า แม้คนไทยจะยังเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของเอ็มเค แต่ในสาขาตามหัวเมืองใหญ่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว อาทิ ภูเก็ต พัทยา เชียงใหม่ ก็ได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้าทัวริสต์ โดยเฉพาะคนจีน เกาหลี ญี่ปุ่น ซึ่งตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา เห็นสัญญาณที่ดีของการกลับมาของกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เริ่มมากขึ้น ช่วยเสริมกับกำลังซื้อในประเทศที่เห็นสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้นจากปีก่อนเช่นกัน

"ยุโรป" เริ่มกลับมาแล้ว

นางสาวมาศอุมา กมลบุตร ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการตลาดและการขาย เสื้อผ้าแบรนด์ยัสปาล (JASPAL) บริษัท ยัสปาล จำกัด กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ในช่วง 1-2 เดือนมานี้ นักท่องเที่ยวเข้ามาในเมืองไทยมากขึ้น จากเดิมที่มีจีนและเอเชียเป็นหลัก ก็เริ่มได้เห็นในยุโรปเข้ามามากขึ้น สอดคล้องกับยอดขายของยัสปาล โดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยวก็มีการเติบโตขึ้น

"กำลังซื้อของนักท่องเที่ยวต่างชาติเวลาซื้อต่อบิลต่อครั้งจะสูงสอดคล้องกับการที่ทัวริสต์เข้ามามากยอดต่อสาขาจึงเพิ่มขึ้นสูงในช่วงที่ผ่านมา เพราะกลุ่มลูกค้าต่างชาติจะรู้จักแบรนด์เราและชื่นชอบในดีไซน์อยู่แล้วว่าคุ้มในคุณภาพและราคา"

ด้านนายวิชัยสุภาสมบูรณ์ประธานกรรมการอิสระ บริษัท เดนท์สุ อีจีส เน็ตเวิร์ค ประเทศไทย จำกัด เครือข่ายการสื่อสารระดับโลกในเครือเดนท์สุ อิงค์ กล่าวว่า แนวโน้มอุตสาหกรรมโฆษณา

ครึ่งปีแรกนี้เติบโตและเคลื่อนไหวมากขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน และคาดว่าครึ่งปีหลังนี้ก็น่าจะคึกคักขึ้น ปัจจัยบวกหลัก ๆ มาจากการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบของรัฐบาลที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น ประกอบกับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เริ่มกลับเข้ามาในไทยแล้ว ซึ่งจะทำให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยด้านท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจรีเทล ทั้งหมดน่าจะส่งผลให้ภาพเศรษฐกิจโดยรวมค่อย ๆ ฟื้นตัว
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
03,04, 2017, 08:27:47
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,139


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #113 เมื่อ: 03,04, 2017, 08:27:47 »

http://money.sanook.com/473813/

พร้อมยัง! 3 เม.ย. ลงทะเบียนคนจน 2560 มีสิทธิหรือไม่เช็คอีกครั้ง!!

ในวันจันทร์ที่ 3 เม.ย. 2560 หรือวันจันทร์หน้าที่จะถึงนี้เป็นวันแรกที่จะเปิดให้ผู้มีรายได้น้อยลงทะเบียน เพื่อสวัสดิการแห่งรัฐปี 2560 หรือลงทะเบียนคนจน ทั้งนี้ มีการคาดการว่า จะมีผู้มีรายได้น้อยมาลงทะเบียนมากถึง 14 ล้านคน วันนี้ใครอยากรู้ว่าตัวเองมีสิทธิลงทะเบียนเพื่อรับสวัสดิการหรือไม่ มาตรวจสอบคุณสมบัติให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง และสามารถโหลดแบบฟอร์มเพื่อกรอกข้อมูลให้พร้อมก่อนไปยื่นที่สถานที่ที่ทางการจัดให้ จะได้ไม่เสียเวลา มาตรวจสอบกันได้เลยครับ
คุณสมบัติของผู้มีสิทธิลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐปี 2560

1 ต้องมีสัญชาติไทย อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปโดยต้องเกิดก่อนวันที่ 15 พฤษภาคม 2542
2 ต้องเป็นคนว่างงานหรือมีรายได้ในปี 2559 ไม่เกิน 1 แสนบาท
3 ต้องเป็นผู้ที่ไม่มีหรือมีทรัพย์สินทางการเงิน เช่น เงินฝากธนาคารสลากออมสิน พันธบัตร และตราสารหนี้ รวมทั้งสิ้นไม่เกิน 1 แสนบาท
4 ต้องไม่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ตามกฎหมายหรือถ้าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ดังกล่าวต้องเข้าหลักเกณฑ์ที่กำหนด คือ
-กรณีที่อยู่อาศัยและสิ่งปลูกสร้าง (บ้านพร้อมที่ดิน)
กรณีอยู่อย่างเดียวต้องเป็นบ้านหรือทาวน์เฮ้าส์พื้นที่ไม่เกิน 25 ตารางวา
กรณีเป็นที่อยู่อาศัยและใช้ประโยชน์ในที่ดิน เพื่อการเกษตรต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 10 ไร่ หรือ การอื่นที่ไม่ใช่การเกษตรต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 1 ไร่
-กรณีที่ดิน หากเพื่อการเกษตรต้องมีไม่เกิน 10 ไร่ หรือ กรณีเพื่อการอื่นที่ไม่ใช่การเกษตรต้องไม่เกิน 1 ไร่
สถานที่ลงทะเบียน
1 ธนาคารกรุงไทยทุกสาขาทั่วประเทศ
2 ธนาคารออมสินทุกสาขาทั่วประเทศ
3 ธนาคารธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ
4 คลังจังหวัด 76 จังหวัด
5 สำนักงานเขต 50 เขตในกรุงเทพฯ

ระยะเวลาการลงทะเบียน
ตั้งแต่วันที่ 3 เม.ย. - 15 พ.ค. 2560

ดาวน์โหลดแบบฟอร์มลงทะเบียนได้ที่นี้ (เข้าไปที่ link)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03,04, 2017, 08:30:20 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
03,04, 2017, 15:23:24
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,139


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #114 เมื่อ: 03,04, 2017, 15:23:24 »

http://news.sanook.com/2194191/

“บิ๊กตู่” ปลื้มหนี้ครัวเรือนลดรอบ 11 ปี แนะปชช.อย่าบริโภคที่เกินตัว

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยินดีที่ได้รับทราบข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ว่า หนี้ครัวเรือนของไทยลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี โดยเมื่อปีที่แล้วสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพี ลดลงจาก 81.2% ในปี 58 เหลือ 79.9% ซึ่งเกิดจากการขยายตัวของจีดีพีที่สูงกว่าหนี้ครัวเรือน

“ท่านนายกฯ เน้นย้ำว่า การกู้เงินของพี่น้องประชาชนและการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินอย่างระมัดระวัง มีส่วนทำให้หนี้ครัวเรือนของประเทศลดลง โดยเฉพาะสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ สินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อรายบุคคลที่ก่อนหน้านี้เป็นตัวก่อหนี้จำนวนมาก ดังนั้น จึงอยากให้ประชาชนรักษาวินัยในการใช้จ่ายอย่างเหมาะสม รู้จักทำบัญชีรายรับรายจ่าย สร้างรายได้จากอาชีพเสริมและออมเงิน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาหนี้สินรุงรังในอนาคต”

อย่างไรก็ตาม แม้หนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีจะต่ำลง แต่ภาระหนี้สะสมยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อการบริโภคและกำลังซื้อภาคครัวเรือน รวมทั้งตัวเลขหนี้ครัวเรือนที่ออกมาเป็นหนี้สินที่อยู่ในระบบสถาบันการเงิน แต่ในความเป็นจริงหนี้ครัวเรือนบางส่วนโดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยอาจมีทั้งหนี้ในระบบและนอกระบบ


“รัฐบาลจึงได้ออกมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบอย่างครบวงจร เพื่อลดภาระหนี้และช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยซึ่งมีหนี้ครัวเรือนมากกว่ากลุ่มอื่น เช่น เปิดลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ สนับสนุนสินเชื่อเพื่อการประกอบอาชีพ กองทุนการออมแห่งชาติ เป็นต้น รวมทั้งรักษาเสถียรภาพและกระตุ้นเศรษฐกิจไปพร้อมกัน”

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีระบุว่าหนี้สินที่เพิ่มขึ้น แม้จะเป็นปัญหาของครัวเรือน แต่ในที่สุดจะส่งผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชน เกิดความเครียดและปัญหาอาชญากรรมตามมา รวมทั้งกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศด้วย โดยสิ่งสำคัญที่สุดนอกเหนือจากการทำให้ตัวเลขหนี้ลดลงแล้ว ทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนจะต้องช่วยกันสร้างความรู้และปลูกฝังค่านิยมใหม่ให้แก่ประชาชน เพื่อแก้ไขพฤติกรรมการบริโภคที่เกินตัว และรู้จักบริหารจัดการด้านการเงินอย่างถูกต้อง
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
04,04, 2017, 21:35:55
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,139


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #115 เมื่อ: 04,04, 2017, 21:35:55 »

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1491302105

ครม.ไฟเขียว กฟผ.ขยายโรงไฟฟ้าบางปะกง งบประมาณ 3.3 หมื่นล้าน

เมื่อวันที่ 4 เมษายน ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.มีมติเห็นชอบให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าบางปะกง (ทดแทนเครื่องที่ 1-2) ที่เสนอโดยกระทรวงพลังงาน (พม.) ให้ ครม.พิจารณา โดยเป็นการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเพื่อทดแทนกำลังผลิตที่หายไปในระบบของโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนบางปะกง เครื่องที่ 1 และเครื่องที่ 2 เดิมขนาด 1,050 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่บริเวณโรงไฟฟ้าบางปะกง ต.ท่าข้าม อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา บนพื้นที่เดิมด้านทิศเหนือของโรงไฟฟ้าบางปะกง มีเนื้อที่ประมาณ 50 ไร่

สำหรับรายละเอียดของโครงการดังกล่าว เป็นโรงพลังงานไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมใช้ผลิตพลังไฟฟ้าฐานตั้ง ซึ่งมีกำลังผลิตประมาณ 1,300 เมกะวัตต์ ประกอบด้วยด้วยหน่วยผลิตไฟฟ้าจำนวน 2 หน่วย ขนาดกำลังผลิตไฟฟ้าสุทธิประมาณ 650 เมกะวัตต์ต่อหน่วย ทั้งนี้โรงไฟฟ้ามีอายุการใช้งาน 25 ปี ค่าใช้จ่ายของโครงการดังกล่าว 33,942.65 ล้านบาท ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวได้ผ่านขั้นตอนการทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EHIA ) จากคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณาผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนแล้ว พร้อมทั้งจัดทำมาตรการติดตามผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมรวมไปด้วย

พล.ท.สรรเสริญ กล่าวต่อว่า ประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการดังกล่าว เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล รักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้าภายในประเทศ โดยสามารถรองรับความต้องการอย่างเพียงพอ ลดความสูญเสียของระบบไฟฟ้า เนื่องจากการส่งพลังงานไฟฟ้าจากแหล่งอื่นที่อยู่ไกลมายังศูนย์กลางการใช้ไฟฟ้าค่อนข้างมีผลกระทบต่อการสูญเสียของระบบไฟฟ้า รวมทั้งเพิ่มความคล่องตัวในการควบคุมและการจ่ายไฟฟ้าและรักษาความสมดุลระหว่างโรงไฟฟ้าของรัฐกับโรงไฟฟ้าเอกชน ด้านผลกระทบหากไม่มีโรงไฟฟ้าบางปะกงก็ส่งผลให้เกิดไฟฟ้าดับในวงกว้าง
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
06,04, 2017, 09:57:11
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,139


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #116 เมื่อ: 06,04, 2017, 09:57:11 »

http://money.sanook.com/473621/

13 นิสัย เศรษฐี ควรค่าแก่การเดินตาม สำหรับมือใหม่หัดสร้างตัว

มีคนจำนวนไม่น้อยที่โชคดีเกิดมาพร้อมต้นทุนชีวิตที่ดี มีเงินถุงเงินถัง ได้ชื่อว่าเป็นมหาเศรษฐีแบบไม่ต้องลงแรง แต่ก็มีคนอีกมากมายที่สามารถเปลี่ยนตัวเองจากคนธรรมดาเป็นมหาเศรษฐีได้ด้วยน้ำพักน้ำแรง อะไรคือความลับของพวกเขา ไม่ต้องปวดหัวหาคำตอบอีกต่อไป เพราะ โทมัส คอร์ลีย์ ได้เฉลยคำตอบไว้ในหนังสือเรื่อง “Change Your Habits, Change Your Life” ไว้หมดแล้ว หลังจากใช้เวลาถึง 5 ปี ศึกษาเกี่ยวกับนิสัยของบรรดาเศรษฐีที่สร้างตัวด้วยตัวเองถึง 177 คน และพบว่าอุปนิสัยมีผลต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวในชีวิตคนเราจริงๆ โดยเขาได้สรุป 13 นิสัยที่บรรดา เศรษฐี พึงมี ซึ่งคุณไม่จำเป็นต้องอายหากคิดจะทำตาม

1.รักการอ่าน : เศรษฐี ส่วนใหญ่ชอบหาความรู้ใส่ตัวมากกว่าหาความบันเทิง 88%ของเศรษฐีอุทิศเวลาอย่างน้อยวันละ 30 นาทีเพื่ออ่านหนังสือ โดยหนังสือยอดฮิตที่นิยมอ่าน ได้แก่ ชีวประวัติของคนที่ประสบความสำเร็จ ประวัติศาสตร์ และหนังสือเพื่อพัฒนาตัวเอง

2.ชอบออกกำลังกาย : 76%ของเศรษฐีแบ่งเวลาอย่างน้อยวันละ 30 นาทีหรือมากกว่านั้น เพื่อออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอให้หัวใจสูบฉีด ซึ่งไม่เพียงดีต่อสุขภาพ แต่ยังส่งผลถึงสมอง ช่วยบำรุงเซลล์สมอง เพิ่มการผลิตของกลูโคสซึ่งเปรียบเหมือนเชื้อเพลิงที่พร้อมจุดประกายให้สมองโลดแล่น

3.สังสรรค์กับคนที่ประสบความสำเร็จด้วยกัน : คนเราจะประสบความสำเร็จได้ เมื่อห้อมล้อมด้วยคนที่ประสบความสำเร็จ เศรษฐีจึงมักคบค้ากับคนที่มีเป้าหมายในชีวิต มองโลกในแง่ดี และมีความกระตือรือร้น ขณะเดียวกันพวกเขาเลือกหันหลังให้กับพวกโลกสีเทา ชอบคิดลบ เพราะมองว่ามุมมองลบๆจะบั่นทอนความมุ่งมั่นในการไล่ล่าความสำเร็จของตัวเอง

4.ไล่ตามเป้าหมายของตัวเอง : หลายคนเสียเวลาในชีวิตไปกับการวิ่งตามความฝันของคนอื่นขณะที่เศรษฐีส่วนใหญ่มุ่งมั่นกับการวิ่งตามความฝันของตัวเอง เพราะพวกเขารู้ดีว่าแพชชั่นจะทำให้การทำงานเป็นเรื่องสนุก ทำให้มีพลังและพร้อมจะเอาชนะความล้มเหลวและความผิดพลาดที่เข้ามา


5.ตื่นแต่เช้า : เกือบ 50% ของเศรษฐีจะตื่นนอน 3 ชั่วโมงก่อนที่จะเริ่มทำงาน เพื่อจะได้มีเวลาสะสางงานที่ตั้งใจทำให้เสร็จโดยไม่ต้องหวั่นเกรงว่า การประชุมที่ยืดยาว หรือ การจราจรที่ติดขัด จะกระทบกับงานที่คุณตั้งเป้าไว้ ซึ่งในทางจิตวิทยา ข้อดีของการบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้เสมอ ก็เหมือนเป็นการให้รางวัลตัวเองทางอ้อม ทำให้คุณรู้สึกว่าสามารถควบคุมปัจจัยรอบตัวได้

6.มีรายได้จากหลายแหล่ง : 65% ของคนรวยมักมีแหล่งรายได้ไม่ต่ำกว่า 3 แห่ง นอกจากเงินเดือนประจำ พวกเขายังมีช่องทางหาเงินจากการปล่อยเช่าอสังหาริมทรัพย์ การลงทุนในตลาดหุ้น และเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจ

7.มีกุนซือดี : ถือเป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับที่ทำให้เศรษฐีจำนวนไม่น้อยประสบความสำเร็จกุนซือที่ดีต้องคอยให้กำลังใจและผลักดันให้นักธุรกิจเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง และคอยสอนว่าอะไรที่ควรหรือไม่ควรทำ รวมทั้งแบ่งปันประสบการณ์เพื่อให้นักธุรกิจนั้นได้นำมาเป็นบทเรียน

8.คิดบวกเสมอ : คนส่วนใหญ่ มักไม่รู้เท่าทันความคิดของตัวเอง ไม่รู้ว่าตัวเองชอบคิดลบ ซึ่งตรงข้ามกับนิสัยของเศรษฐีที่นิยมคิดบวกอยู่เสมอ

9.เป็นจ่าฝูง: เศรษฐีมักเลือกที่จะสร้างกลุ่มก้อนของตัวเอง แล้วดึงคนอื่นที่มีความสนใจคล้ายกันเข้ามาอยู่ด้วยกัน มากกว่าที่จะพาตัวเองเข้าไปกับกลุ่มก๊วนที่คนส่วนใหญ่อยู่

10.รู้มารยาทสังคม : นับเป็นหนึ่งในคุณสมบัติของเหล่าเศรษฐี ไม่ว่าจะต้องไปออกงานสำคัญขนาดไหนพวกเขาก็รักษามารยาทในสังคมได้เป็นอย่างดี และแต่งกายได้เหมาะสมกับวาระโอกาส

11.ช่วยคนอื่นให้ประสบผลสำเร็จ : ไม่มีใครประสบความสำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว เพราะฉะนั้นเศรษฐีจึงไม่ลืมยื่นมือเข้าช่วยเหลือคนที่มีฝันมีความมุ่งมั่น ให้ประสบความสำเร็จ ไม่แน่ว่าในอนาคตคนเหล่านี้อาจกลายเป็นหนึ่งในขุนพลสำคัญของทีมงานของเขาก็ได้

12. หยุดเพื่อคิด : เศรษฐีจะแบ่งเวลา10-15 นาทีเพื่อตั้งคำถามกับตัวเองในตอนเช้า เช่น จะทำอย่างไรเพื่อหาเงินให้ได้มากขึ้น, มีความสุขกับงานที่ทำหรือยัง,ออกกำลังกายเพียงพอหรือยัง

13.รับฟังเสียงสะท้อน : เศรษฐีไม่กลัวคำวิจารณ์ แต่มองว่าเป็นข้อมูลสำคัญที่ใช้ประเมินสิ่งที่ทำอยู่ว่าดีหรือไม่ สิ่งที่กำลังทำนั้นมาถูกทางหรือไม่

ขอบคุณอ้างอิงข้อมูลจาก Bussiness Insider
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06,04, 2017, 09:59:23 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
06,04, 2017, 13:25:06
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,139


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #117 เมื่อ: 06,04, 2017, 13:25:06 »

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1491413369

เปิดตำนาน PANDORA แบรนด์ดังเดนมาร์ก เกิดจากห้องแถวในไทย

เมื่อเร็ว ๆ นี้เพิ่งมีข่าวว่า "แพนดอร่า (Pandora)" แบรนด์เครื่องประดับอัญมณีชื่อดังสัญชาติเดนมาร์กได้เปิดโรงงานใหม่ในเมืองไทยเพื่อขยายกำลังการผลิตให้ตอบโจทย์ความต้องการในระดับโลกที่เพิ่มขึ้น โดยเลือกพื้นที่ 45 ไร่ ในสวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ จังหวัดลำพูน เป็นที่ตั้งโรงงานแห่งที่สอง หลังจากที่เปิดโรงงานแห่งแรกในนิคมอุตสาหกรรมอัญธานี กรุงเทพฯ เป็นฐานการผลิตหลักมาแล้วเกือบ 30 ปี


หากจะย้อนไปว่าทำไมแพนดอร่าเลือกไทยเป็นฐานการผลิต เหตุผลหนึ่งแน่นอนคือไทยมีช่างฝีมือดี แต่มากกว่านั้น น้อยคนนักที่รู้ว่าแพนดอร่า แบรนด์ดังจากเดนมาร์กมีความผูกพันกับเมืองไทยมาตั้งแต่จุดกำเนิดเลยทีเดียว

แต่ก่อนจะย้อนตำนานแบรนด์แพนดอร่า จะต้องเล่าเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ความนิยมของชาร์ม (Charm) หรือจี้ประดับ อันเป็นเครื่องประดับชิ้นสำคัญที่ทำให้เกิดแบรนด์นี้ขึ้นมา   ชาร์มนั้นเป็นเครื่องประดับอายุเก่าแก่

มีตำนานตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งในยุคนั้นชาร์มทำมาจากเปลือกหอย กระดูกสัตว์ หรือดินเหนียว หลังจากนั้นก็เปลี่ยนเป็นอัญมณี แร่หินและไม้ ชาวอียิปต์โบราณเชื่อว่าชาร์มเป็นสัญลักษณ์ของความซื่อสัตย์และความโชคดี


ในยุคจักรวรรดิโรมันรุ่งเรือง ชาวคริสเตียนมีชาร์มรูปปลาตัวเล็ก ๆ ซ่อนอยู่ในเสื้อผ้า เพื่อพิสูจน์ตัวเองกับคริสเตียนคนอื่น ๆ และในช่วงเวลาเดียวกันนั้น นักวิทยาศาสตร์

ชาวยิวเขียนข้อกฎหมายใส่ไว้ในชาร์ม ห้อยไว้รอบคอของพวกเขา โดยมีนัยว่าให้กฎหมายได้อยู่ใกล้หัวใจของพวกเขาตลอดเวลา แม้แต่อัศวินยุคกลางก็ยังสวมใส่ชาร์มเพื่อเป็นเครื่องรางในการป้องกันตัวในสนามรบ

ส่วนสร้อยข้อมือชาร์ม (Charm Bracelet) หนึ่งในเครื่องประดับที่ใช้ชาร์มสร้างลูกเล่นได้มากมาย คาดเดาว่าเริ่มมีมาตั้งแต่ช่วง 400-600 ปีก่อนคริสตกาล สวมใส่โดยชาวอัสซีเรีย บาบิโลเนีย เปอร์เซีย และฮิตไทต์

สร้อยข้อมือชาร์มเริ่มปรากฏเด่นชัดจนเป็นกระแสที่นิยมแพร่หลายในยุคสมเด็จพระราชินีวิกตอเรียแห่งอังกฤษ ผู้ทรงรักการสวมสร้อยข้อมือชาร์ม และเป็นผู้ริเริ่มแฟชั่นชาร์มในหมู่ชนชั้นสูงของยุโรป เริ่มจากการที่สมเด็จพระราชินีวิกตอเรียทรงมอบชาร์มเป็นของขวัญแก่เชื้อพระวงศ์และพระสหายตามโอกาสพิเศษต่าง ๆ


หลังจากเจ้าชายอัลเบิร์ตเสด็จสวรรคต สมเด็จพระราชินีวิกตอเรียทรงทำชาร์มแกะสลัก โดยใส่ภาพวาดและเส้นผมของเจ้าชายอัลเบิร์ตไว้ในล็อกเกตชาร์ม เพื่อเป็นการไว้ทุกข์ และระลึกถึงพระสวามี ทำให้ชาร์มเป็นเครื่องประดับที่นิยมมากนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

หลังจากที่ชาร์มได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในแถบตะวันตก ก็ได้เริ่มแพร่ขยายความนิยมมายังฝั่งเอเชียด้วย

ในปี พ.ศ. 2525 มิสเตอร์เพียร์ อีนีโวลด์เซ่น (Per Enevoldsen) ช่างทองชาวเดนมาร์กและภรรยา ได้รับแรงบันดาลใจจากความนิยมของชาร์ม และปรารถนาจะนำเสนองานเครื่องประดับงานฝีมือคุณภาพสูง รูปแบบทันสมัย ในราคาที่คนทั่วไปครอบครองได้ เขาจึงเริ่มต้นสร้างกิจการของตัวเองในเดนมาร์ก เริ่มจากร้านเล็ก ๆ ซึ่งในตอนแรกยังไม่ได้ใช้ชื่อแพนดอร่า

ในช่วงเริ่มต้นกิจการสามี-ภรรยาคู่นี้เดินทางมายังประเทศไทยและได้พบแหล่งวัตถุดิบอัญมณี อีกทั้งได้พบช่างทำเครื่องประดับชาวไทยที่มีความชำนาญและฝีมือสุดประณีต ทั้งคู่ตัดสินใจจึงเริ่มต้นผลิตเครื่องประดับในประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2532 โดยมีสำนักงานที่เป็นห้องแถวคูหาเดียว

ที่สำคัญคือคนที่ตั้งชื่อ "แพนดอร่า" หาใช่เจ้าของกิจการชาวเดนมาร์ก แต่เป็นนักศึกษาฝึกงานชาวไทยเรานี่เอง ซึ่งมีคำพูดทีเล่นทีจริงจากพนักงานของแพนดอร่าเองว่า "นักศึกษาฝึกงานคนนั้นคงได้รับค่าตอบแทนไปมากพอสมควร"

มิสเตอร์เพียร์ อีนีโวลด์เซ่นและภรรยาได้พัฒนากิจการแพนดอร่าในไทยเป็นฐานการผลิตและการส่งออกอัญมณีชั้นนำระดับโลก ปัจจุบันแพนดอร่าเป็นผู้ผลิตและส่งออกเครื่องประดับรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ด้วยกำลังช่างฝีมือจำนวนกว่า 12,000 คน ภายในนิคมอุตสาหกรรมอัญธานี กรุงเทพมหานคร สามารถผลิตชิ้นงานได้ปีละ 122 ล้านชิ้น และเมื่อบวกกำลังช่างฝีมือในโรงงานแห่งใหม่อีก 5,000 คน จะทำให้แพนดอร่ามีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเป็นปีละ 200 ล้านชิ้นในปี 2562 นี้

แล้วเครื่องประดับชิ้นงามจากฝีมือช่างไทยก็กระจายออกไปปรากฏตัวแก่สายตาผู้คนในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ถือเป็นความน่ายินดีภูมิใจที่ไทยมีส่วนร่วมสร้างแบรนด์ดังแบรนด์นี้ขึ้นมา
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06,04, 2017, 13:27:02 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
07,04, 2017, 10:17:34
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,139


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #118 เมื่อ: 07,04, 2017, 10:17:34 »

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1491369149

รพ.เอกชนแย่งซื้อตัวหมอ-พยาบาล การันตีรายได้2แสนแถมเงินตกเขียว

รพ.เอกชนดาหน้าลงทุนรับเมดิคอลฮับ เปิดศึกแย่ง "แพทย์-พยาบาล" การันตีรายได้ต่อเดือน หมอรับเบาะ ๆ เดือนละ 2 แสน หนี รพ.รัฐงานหนัก-เสี่ยงถูกฟ้อง ลาออกปีละ 600-700 คน สภาการพยาบาลฯเผยผลิตเท่าไหร่ก็ไม่พอ ผลพวง สธ.ไม่บรรจุพยาบาลเป็นข้าราชการ รพช.กระอัก สมองไหลไม่หยุด กระทบคุณภาพการบริการ

ไม่เพียงเฉพาะการประกาศลงทุนในธุรกิจโรงพยาบาล (รพ.) ของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ทั้งพฤกษา เรียลเอสเตท, อาร์เอสยู (ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์) กลุ่มตระกูลพรประภา ขณะที่ทั้งกลุ่ม รพ.กรุงเทพ และ รพ.บำรุงราษฎร์ ก็ขยายการลงทุนเพื่อรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น ล่าสุดจากการตรวจสอบพบว่า ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา รพ.เอกชนหลายแห่งได้ทยอยลงทุนทั้งเปิดสาขาเพิ่ม และการขยายพื้นที่บริการ คาดว่าภายในอีก 1-2 ปีนี้มีจำนวนเตียงเพิ่มอีกไม่ต่ำกว่า 2,700 เตียง จากปัจจุบันที่มีประมาณ 35,000 เตียง ปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้นตาม คือ การแย่งบุคลากรทางการแพทย์ ทั้งแพทย์และพยาบาล

หมอ-พยาบาล สมองไหลต่อเนื่อง

แหล่งข่าวระดับสูงจากโรงพยาบาลเอกชน เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ปัจจุบันแม้การผลิตแพทย์ พยาบาลจะมีตัวเลขเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังมีไม่เพียงพอ การเปิด รพ.ใหม่ก็ต้องใช้วิธีการซื้อตัวมาจาก รพ.รัฐเป็นหลัก ต้องการของตลาด บุคลากรที่อยู่ในกลุ่มงานสนับสนุน อาทิ เอกซเรย์ กายภาพบำบัด ฯลฯ ก็ยังมีไม่เพียงพอ

"ทุกวันนี้บ้านเราผลิตหมอได้เพียงปีละประมาณ 2,500 คน ยังไม่เป็นตามเป้าที่จะผลิตให้ได้ปีละ 3,000 คน และในแต่ละปีมีหมอเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 600-700 คน ส่วนพยาบาลแม้จะผลิตออกมามาก แต่ก็เป็นอาชีพที่ไหลออกนอกระบบมาก"

นายแพทย์บุญ วนาสิน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ธนบุรี เฮลท์ แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวในเรื่องนี้ว่า การซื้อตัวแพทย์ พยาบาลเป็นทางออก ของ รพ.ที่เปิดใหม่ และที่เป็นปัญหาขาดมากสุด คือ พยาบาล และเทคนิเชียน และหากมี รพ.เปิดใหม่ เปิดพร้อม ๆ กันหลายแห่งก็จะทำให้การแย่งตัวกันมากขึ้น รพ.แต่ละแห่งหากเป็นขนาด 100 เตียง จะต้องใช้บุคลากรไม่ต่ำกว่า 300 คน ในจำนวนนี้เป็นแพทย์ประจำไม่ต่ำกว่า 25-30 คน พยาบาล 100-120 คน ที่เหลือเป็นพนักงานอื่น ๆ อาทิ ผู้ช่วยพยาบาล เจ้าหน้าที่ธุรการ เป็นต้น หรือหากเป็น รพ.ขนาด 200 เตียง ก็ต้องใช้คนเพิ่มขึ้นอีกมากกว่าเท่าตัว สำหรับกลุ่มธนบุรีได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล ธรรมศาสตร์ สยาม ผลิตแพทย์ พยาบาล เภสัชกร มารองรับ ซึ่งก็แก้ปัญหานี้ได้ในระดับหนึ่ง

งัดรายได้สูงจูงใจหมอ-พยาบาล

อดีตผู้บริหาร รพ.เอกชนขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงวิธีการดึงตัวแพทย์ พยาบาลจาก รพ.รัฐว่า สำหรับแพทย์หลัก ๆ จะเป็นการการันตีรายได้ขั้นต่ำต่อเดือน โดยมีการระบุเวลาทำงานไว้ชัดเจนว่าวันละกี่ชั่วโมง รายได้ขั้นต่ำจะอยู่ที่ประมาณ 200,000 บาท/เดือน ซึ่งไม่รวมค่าหัตถการทางการแพทย์ ค่าด็อกเตอร์ฟี ค่าผ่าตัด ฯลฯ จากปกติที่รายได้หมอ รพ.รัฐที่มีรายได้เฉลี่ยประมาณ 70,000 บาท/เดือน

ส่วนพยาบาล รพ.เอกชนจะเสนอให้เพิ่มจากเงินเดือนปกติขึ้นไปเดือนละ 10,000-20,000 บาท จากปกติที่เงินเดือนประมาณ 16,000 บาท ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และอายุการทำงาน นอกจากนี้ ยังมีสวัสดิการในแง่ของที่พัก ชุดทำงาน รวมถึงเงินโบนัสรายปี

"สำหรับพยาบาลที่มีประสบการณ์ 3-5 ปีขึ้นไป รพ.เอกชนจะเสนอเงินพิเศษ หรือที่เรียกว่า เงินตกเขียว เช่น เซ็นสัญญาทำงาน1 ปี จะได้รับ 50,000 บาท หรือทำสัญญา 2 ปี 1 แสนบาท แต่เดี๋ยวนี้เขาจับเซ็นสัญญา 3 ปีเลย ก็จะได้ 150,000 บาท เป็นการป้องกันไม่ให้ รพ.อื่นมาดึงตัวไป"

ถูกฟ้อง-ไม่ได้รับบรรจุเป็น ขรก.

ขณะที่นายแพทย์สุกิจ ทัศนสุนทรวงศ์ เลขานุการแพทยสภา แสดงความเห็นถึงปัญหาแพทย์สมองไหลจาก รพ.รัฐไป รพ.เอกชนว่า ปัญหาเรื่องการถูกฟ้องก็เป็นปัจจัยทำให้แพทย์มีความรู้สึกว่าไม่มีความมั่นคงในการทำหน้าที่ เป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้แพทย์ออกไปจากระบบของราชการ ไปอยู่กับ รพ.เอกชนที่ไม่ต้องเผชิญหน้ากับการร้องเรียน ตอนนี้การผลิตแพทย์มีจำนวนเพิ่มขึ้นมาก ปีหลัง ๆ มานี้ผลิตได้ปีละ 2,300-2,500 คน ซึ่งน่าจะเพียงพอกับความต้องการแต่ที่เป็นปัญหา คือ ส่วนใหญ่แพทย์จะกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ โดยปัจจุบันแพทย์ประมาณ 55,000 คน ในจำนวนนี้อยู่ในกรุงเทพฯ 50% และต่างจังหวัด 50%

ด้าน ผศ.อังคณา สริยาภรณ์ เลขาธิการสภาการพยาบาลระบุว่า ปัจจุบันมีพยาบาลที่ลาออกจาก รพ.รัฐ ไปทำงานกับ รพ.เอกชนเป็นระยะ ๆ เนื่องจากภาคเอกชนมีการดึงตัวด้วยค่าตอบแทนที่สูงกว่าภาครัฐ สำหรับในแง่ของการผลิต โรงเรียนการพยาบาลสามารถผลิตได้ปีละประมาณ 12,000 คน/ปี ซึ่งมากพอจะรองรับการเป็นเมดิคอลฮับ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ แต่เนื่องจากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ไม่มีการรับบรรจุเป็นข้าราชการ พยาบาลจึงมีสถานะเป็นลูกจ้างชั่วคราว จึงมีจำนวนไม่น้อยที่ไหลไปอยู่กับ รพ.เอกชนที่มีรายได้ดีและงานไม่หนัก

รพ.รัฐอ่วม-ไม่มีหมอประจำ

นายแพทย์สรลักษณ์ มิ่งไทยสงค์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบางน้ำเปรี้ยว ในฐานะประธานชมรมผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชนแห่งประเทศไทย (รพช.) แสดงความเห็นว่า ปัญหาสมองไหลทำให้ ปัจจุบัน รพ.รัฐขาดแพทย์ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะ รพ.ชุมชนที่เป็น รพ.ระดับอำเภอ ซึ่งทำให้แพทย์ พยาบาลมีปริมาณงานที่ล้นมือ เนื่องจากในแต่ละวันจะมีคนไข้เข้ามาใช้บริการเป็นจำนวนมาก

"คนไข้มาก แต่แพทย์ พยาบาลมีน้อย งานหนัก ที่สำคัญคือ ประสิทธิภาพการทำงานก็ลดลง ตอนหลัง ๆ มีปัญหาการฟ้องร้องมีมากขึ้น"

นายแพทย์สรลักษณ์กล่าวว่า นอกจากนี้ รพ.ชุมชนก็เจอปัญหาเรื่องของแพทย์จบใหม่จำนวนหนึ่งทำงานได้ 1 ปี เมื่อได้ใบเพิ่มพูนทักษะ ก็จะไปเรียนต่อแพทย์เฉพาะทาง เมื่อจบแล้วก็จะย้ายไปอยู่ที่ รพ.ศูนย์ หรือ รพ.ประจำจังหวัด หรือบางคนก็ลาออกไปอยู่ รพ.เอกชน โดยยอมเสียค่าปรับเพียง 400,000 บาท ปัญหาเรื่องค่าตอบแทนเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายของแพทย์ที่ สธ.ทยอยลดงบประมาณในส่วนนี้ลงอย่างต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ก็มีส่วนให้หมอหลาย ๆ คนไม่อยากอยู่ รพ.เล็ก ๆ ทุกวันนี้ รพ.ที่เปิดใหม่ในหลาย ๆ จังหวัดก็ไม่มีแพทย์ประจำ ต้องโยกแพทย์จาก รพ.ใกล้เคียงไปตรวจคนไข้แทน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07,04, 2017, 10:19:27 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
09,04, 2017, 21:20:04
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,139


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #119 เมื่อ: 09,04, 2017, 21:20:04 »

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1491731880

พาณิชย์จับมือดีเอสไอ ลงพื้นที่ปราบ "ล้งเถื่อน" แย่งตลาดทุเรียนไทย

นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปลายเดือนเมษายนถึงต้นพฤษภาคมนี้ กรมร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และกรมการท่องเที่ยวลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ประกอบการคัดเลือกผลไม้ (ล้ง) ในพื้นที่ภาคตะวันออก อาทิ จังหวัดจันทบุรี จังหวัดระยอง ว่าเข้าข่ายทำผิดกฎหมายตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวหรือไม่ หลังจากได้รับข้อมูลจากผู้ประกอบการท้องถิ่นว่าขณะนี้มีนายทุนต่างชาติให้คนไทยถือหุ้นแทน (นอมินี) และล้งเถื่อนจำนวนมาก พร้อมกับจัดระเบียบล้งที่เปิดดำเนินการในไทย ซึ่งขณะนี้ผลไม้เมืองร้อน ทั้งทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง จะเริ่มออกสู่ตลาดมากขึ้นปลายเดือนเมษายนนี้

นางสาวบรรจงจิตต์กล่าวว่า การลงพื้นที่ตรวจสอบนอมินีเป็นแผนดำเนินการต่อเนื่อง และเตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบนอมินีในกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับที่ดิน เป็นต้น โดยตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2559 ถึงเดือนมีนาคม 2560 ลงพื้นที่แล้ว 6 ครั้ง ในพื้นที่ความเสี่ยงสูง เช่น เชียงใหม่ เชียงราย ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี พังงา ชลบุรี เป็นต้น โดยพบบริษัทต้องสงสัยเข้าข่ายเป็นนอมินี 12 ราย ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูลเชิงลึก หากเข้าข่ายนอมินีจริงจะส่งข้อมูลให้ดีเอสไอสอบสวนต่อไป เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
หน้า: 1 ... 6 7 [8] 9 10 ... 22   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: