GUN IN THAILAND
25,11, 2017, 02:40:26 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Google
หน้า: 1 ... 8 9 [10] 11 12 ... 26   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย  (อ่าน 5570 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
25,04, 2017, 07:54:37
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,316


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #135 เมื่อ: 25,04, 2017, 07:54:37 »

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1493023718
กัมพูชาขาดแรงงานคุณภาพ ลาวแรงงานน้อยรวยกระจุก เวียดนามปรับกฎง่าย-ไม่มั่นคง

กลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง "CLMV" (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) มีความได้เปรียบจากความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ และกำลังแรงงาน อย่างไรก็ตาม "จุดอ่อน" ของแต่ละประเทศที่ยังเป็นความท้าทายอยู่นั้น ยังทำให้กลุ่ม CLMV ไม่สามารถก้าวพ้นกับดักของปัญหาภายในประเทศได้ ดังนั้น "ASEAN Watch" สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้จัดประชุม TRF-ASEAN Research Forum เพื่อรายงานผลการวิจัยเศรษฐกิจ CLMV โดยนักวิชาการ 4 คนจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ประกอบการได้ตระหนักถึง "จุดแข็ง-จุดอ่อน" เพื่อความเข้าใจมากขึ้น

"กัมพูชา" ขาดแรงงานคุณภาพ

"กัมพูชา" โดดเด่นในด้านปริมาณแรงงาน ในจำนวนประชากรกว่า 15 ล้านคน มีสัดส่วนสูงถึง 9.6 ล้านคนที่เป็นกลุ่มแรงงาน และอีก 20% เป็นกลุ่มชนชั้นกลางมีกำลังซื้อ โดย รศ.กิริยา กุลกลการ ระบุว่า กัมพูชาอาจไม่ใช่ประเทศยากจนอีกต่อไป หลังจากที่ "เวิลด์แบงก์" ได้เลื่อนสถานะให้เป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางกลุ่มล่าง รวมถึงยังมีอุตสาหกรรมกาสิโนที่มีรายได้สูงเป็นอันดับ 2 รองจากมาเก๊า และล่าสุดที่กาแฟสตาร์บัคส์ ได้เปิดสาขาแรกที่กรุงพนมเปญ และสาขาที่ 2 ที่ศูนย์การค้าอิออน สะท้อนว่ากำลังซื้อของคนกัมพูชาเริ่มสูงขึ้น

"ต่างชาติมองว่ากัมพูชามีจำนวนแรงงานเพียงพอนั้นเป็นเรื่องจริงแต่หากจะกล่าวว่าอัตราค่าจ้างแรงงานต่ำคงจะไม่ใช่แล้ว เพราะภาคแรงงานกัมพูชามีความเข้มแข็งมาก รัฐบาลประกาศปรับขึ้นค่าจ้างบ่อย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเสื้อผ้าสำเร็จรูปและรองเท้า โดยล่าสุดอยู่ที่เดือนละ 163 เหรียญ จาก 148 เหรียญ ในปี 2016"

ขณะที่ปัญหาใหญ่ก็คือ คุณภาพแรงงานยังไม่ตรงกับความต้องการ แม้ผู้ประกอบการจะสามารถนำเข้าแรงงานต่างชาติได้แต่ก็มีข้อจำกัดคือ เฉพาะแรงงานทักษะด้านวิศวกรรมเท่านั้น อีกทั้งบ่อยครั้งที่เห็นว่ามีการประท้วงเรียกร้องวันหยุดชดเชยอย่างกรณีบริษัทไนกี้ ที่ส่วนใหญ่เกิดขึ้นกับบริษัทต่างชาติ ยกเว้นบริษัทของจีน พันธมิตรเหนียวแน่นของกัมพูชา

จากการสัมภาษณ์นักธุรกิจต่างชาติในกัมพูชา ชี้ว่า แรงงานยังขาดทักษะและวิสัยทัศน์ แม้จะมีปริญญาหลายใบ ขณะที่อัตราการเปลี่ยนงานสูงโดยจะเลือกที่ผลตอบแทนสูงและวันหยุดมาก โดยใน 1 ปี แรงงานกัมพูชาจะทำงานเฉลี่ยเพียง 10 เดือนเท่านั้น รวมถึงปัญหาไฟฟ้ามีราคาแพงเพราะต้องนำเข้าจากเพื่อนบ้านเกือบทั้งหมด

"ลาว" แรงงานน้อยรวยกระจุก

แม้จะเป็นประเทศที่มีค่าจ้างแรงงานต่ำที่สุดในกลุ่ม CLMV แต่ด้วยจำนวนประชากรน้อยเพียง 7 ล้านคน และมีสัดส่วนกลุ่มแรงงานเพียง 3.5 ล้านคน ทำให้มีกำลังแรงงานไม่มากพอ ทั้งยังขาดศักยภาพการผลิตแรงงาน โดยภาพรวม สปป.ลาว ยังขาดแคลนแรงงานในทุกระดับ ทั้งแรงงานระดับการบริหารจัดการ แรงงานวิชาชีพ แรงงานฝีมือและไร้ฝีมือ

แต่ด้วยความที่มีทรัพยากรที่ค่อนข้างสมบูรณ์ การเมืองมีเสถียรภาพ ทำให้นโยบายการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เป็นกลยุทธ์สำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ ดร.เณศรา สุขพาณิช ระบุว่า รัฐบาลพยายามเพิ่มความสะดวกในการลงทุน นับตั้งแต่เข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์กรการค้าโลก (WTO) ในปี 2013 นอกจากประกาศใช้กฎหมายส่งเสริมการลงทุนด้วยการยกเว้นภาษีเงินได้สูงสุด 10 ปี ยังมีข้อยกเว้นภาษีนำเข้าวัตถุดิบและอุปกรณ์ชิ้นส่วนด้วย

ทั้งนี้ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา สปป.ลาว ถือว่ามีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจค่อนข้างสูงเฉลี่ย 6-7% แต่การกระจายตัวของเศรษฐกิจยังกระจุกตัวในบางพื้นที่ อันเนื่องจาก "คอร์รัปชั่น" ที่เป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของ สปป.ลาว ทั้งการแบ่งสัดส่วนของรายได้ภาครัฐ อำนาจการปกครองของรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่น ซึ่งเสียงสะท้อนใหญ่จากนักลงทุนก็คือ การที่ภาครัฐยังไม่สามารถส่งมอบที่ดินสัมปทานได้อย่างเต็มจำนวน แม้จะได้รับใบอนุญาต 100% ก็ตาม

"เมียนมา" กับคำสาปทรัพยากร

ประเทศเมียนมารวยทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และเหมืองแร่ โดยเป็นผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติเป็นอันดับต้นของอาเซียน มีรายได้จากอุตสาหกรรมการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ในช่วงปี 2013-2014 เฉลี่ยสูงถึง 85% ของรายได้ทั้งหมด ขณะที่รายได้จากอัญมนีและหยกอยู่ที่ 13%

ดร.อนิณ อรุณเรืองสวัสดิ์ กล่าวว่า แม้เมียนมามีทรัพยากรล้นหลาม แต่ขาดประสิทธิภาพในการบริหาร กฎหมายหลายฉบับด้านทรัพยากรและการลงทุนยังล้าสมัย แม้กฎหมายการทำเหมืองแร่รวมทั้งหยกและอัญมณี ถูกปรับปรุงเมื่อปี 2015 โดยเพิ่มใบอนุญาตการค้าและการแปรรูป แต่ก็ไม่อนุญาตให้ต่างชาติเข้าไปรับสัมปทานทำเหมืองแร่ใด ๆ เช่นเดิม

ขณะที่ "ทรัพยากรมนุษย์" และ "เทคโนโลยี" ยังค่อนข้างต่ำ ทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิด "Resource Curse" หรือ "คำสาปทรัพยากร" นั่นก็คือ การใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประโยชน์ได้ไม่เต็มที่ หรือเสี่ยง "ภาวะโรคดัตช์" คือ เมื่อประเทศส่งออกทรัพยากรได้มากขึ้น ทำให้เงินไหลเข้ามาก นำไปสู่ค่าเงินแข็ง และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรมอื่น ที่อาจกระจายรายได้สู่ประชาชนได้ดีกว่า เช่น ภาคท่องเที่ยวและบริการ

รวมถึงความไม่ชัดเจนของนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลออง ซาน ซู จี โดยเมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา เป็นวันครบกำหนดการประกาศนโยบายเศรษฐกิจฉบับสมบูรณ์ (ภายใน 90 วัน หลังจากมีประกาศครั้งแรก) ทว่ายังไม่มีความเคลื่อนไหวเกิดขึ้น

"เวียดนาม" ปรับกฎง่าย-ไม่มั่นคง

ประเทศที่มีอัตราการเติบโตเศรษฐกิจสูงที่สุดในกลุ่ม CLMV ทั้งรัฐบาลยังมีวิสัยทัศน์การพัฒนาในทุกมิติอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการดึงเม็ดเงิน FDI และยุทธศาสตร์ "Vietnam Silicon Valley" โดยมี "เกาหลีใต้" เป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุด ทั้งยังตั้งเป้าให้เมืองดานังเป็น Smart City และศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยวของอาเซียน

อย่างไรก็ตาม ตลาดแรงงานที่มีอยู่ค่อนข้างมาก โดยมีสัดส่วนแรงงานถึง 53 ล้านคน จากจำนวนประชากร 90 ล้านคน แต่ค่าจ้างขั้นต่ำถูกปรับเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่ทักษะของแรงงานมีฝีมือยังต่ำ โดย ดร.ชญานี ชวะโนทย์ ย้ำว่าแม้จะมีการเติบโตของชนชั้นกลางและเศรษฐกิจขยายตัว อันเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ ทว่ากฎระเบียบกลับมีการเปลี่ยนแปลงบ่อยที่สุดในกลุ่ม CLMV

เนื่องจากระบบราชการของเวียดนาม รัฐบาลท้องถิ่นมีอำนาจในการตัดสินใจอนุมัติและยกเลิกโครงการได้โดยไม่จำเป็นต้องผ่านรัฐบาลกลาง ทำให้เกิดเหตุการณ์ยกเลิกพื้นที่อุตสาหกรรม หรือ เขตเศรษฐกิจพิเศษก่อนกำหนดได้ง่าย ๆ เช่น เขตเศรษฐกิจพิเศษลาวบาว ที่มีอายุสัมปทาน 15 ปี แต่เปิดได้เพียง 10 ปีก็ถูกยกเลิกไป เพียงเพราะไม่ได้รับการตอบรับจากนักลงทุนเท่าที่คาดหวัง รวมถึงปัญหาการเวนคืนที่ดินหลังจากให้ใบอนุญาตสัมปทานนักลงทุน
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25,04, 2017, 07:59:46 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
26,04, 2017, 06:48:27
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,316


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #136 เมื่อ: 26,04, 2017, 06:48:27 »

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1493011324

ทุ่ม116ล้าน ขยายท่าเรือน้ำลึกภูเก็ตรับขนส่ง-เรือสำราญ

กรมธนารักษ์-เจ้าท่า เดินหน้าขยายท่าเรือน้ำลึกภูเก็ต หนุนการขนส่งเรือสินค้า เรือสำราญขนาดใหญ่ ด้านบริษัทภูเก็ต ดีพ ซีพอร์ต คว้าโปรเจ็กต์ปรับปรุงท่าเรือน้ำลึก เพิ่มพื้นที่หน้าท่าออกไปอีก 60 เมตร มูลค่าลงทุนกว่า 116 ล้าน

นายพิชิต อัคราทิตย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวภายหลังเดินทางมาตรวจท่าเรือน้ำลึกภูเก็ต และรับฟังแผนการขยายท่าเรือน้ำลึกเพื่อรองรับเรือขนาดใหญ่ที่จะเข้ามาจอดเทียบท่าที่ท่าเรือน้ำลึกภูเก็ต ว่า การท่องเที่ยวโดยใช้เรือท่องเที่ยวมีการขยายตัวมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามปัจจุบันการเทียบเรือขนาดใหญ่จะต้องจอดอยู่นอกฝั่งแล้วนั่งเรือเล็กเข้ามา หากสามารถนำเรือขนาดใหญ่มาจอดได้ที่ท่าเรือโดยตรงก็จะทำให้เกิดความสะดวกสบาย รวมถึงจะส่งผลดีต่อด้านการขนส่งสินค้า จึงจำเป็นต้องมีการขยายท่าเรือเพื่อรองรับเรือขนาดใหญ่

นายนรภัทร ปลอดทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า การพัฒนาท่าเรือน้ำลึกภูเก็ตจะมีการขยายหน้าท่า จาก 360 เมตร เป็น 420 เมตร เพื่อรองรับเรือสินค้า และเรือสำราญได้มากขึ้นปัจจุบันได้ผู้รับจ้างก่อสร้างเรียบร้อยแล้ว ซึ่งได้มอบให้ธนารักษ์จังหวัดติดตามความคืบหน้าโครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกเพราะเป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่ส่งผลต่อการท่องเที่ยวและรายได้ของจังหวัดและของประเทศด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่าท่าเรือน้ำลึกภูเก็ต ตั้งอยู่ที่ตำบลวิชิต อำเภอเมืองภูเก็ต โดยกรมเจ้าท่าดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อปี 2531 และส่งมอบให้กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลังดูแล ซึ่งปัจจุบันพื้นที่หน้าท่ามีความกว้างเพียง 360 เมตร จึงไม่เพียงพอที่จะรองรับเรือสินค้าและเรือโดยสารขนาดใหญ่ที่จะเข้ามาเทียบท่าพร้อมกัน และเรือรบจากต่างประเทศ รวมทั้งไม่มีอาคารผู้โดยสารสำหรับอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยว

ทั้งนี้กระทรวงการคลังจึงได้เห็นชอบให้กรมธนารักษ์เปิดประมูลเพื่อให้เอกชนลงทุนปรับปรุงท่าเรือภูเก็ตโดยการขยายหน้าท่าจากเดิม360 เมตร เป็น 420 เมตร (ขยายเพิ่มอีก 60 เมตร) และลงทุนก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ มีมูลค่าการลงทุนไม่น้อยกว่า 116 ล้านบาท โดยจะใช้ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 13 เดือน

ขณะที่กรมธนารักษ์ได้พิจารณาคัดเลือกผู้ประมูล คือ บริษัท ภูเก็ต ดีพ ซี พอร์ต จำกัด เป็นผู้ได้รับสิทธิการลงทุนโครงการปรับปรุงท่าเรือน้ำลึกดังกล่าว โดยจะขยายหน้าท่าออกไปอีก 60 เมตร รวมทั้งมีการก่อสร้างหลักผูกเรือขึ้นใหม่ในทะเลทางด้านทิศใต้ของท่าเรือเดิม เพื่อให้สามารถรองรับเรือโดยสารระหว่างประเทศขนาดใหญ่และเรือสินค้าเข้าจอดหน้าท่าได้พร้อมกัน เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวทางทะเลและช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ยังมีการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารเป็นอาคาร1 ชั้น รูปแบบสอดคล้องกับวัฒนธรรมของจังหวัดภูเก็ต ประกอบด้วย พื้นที่ทำการสำหรับเจ้าหน้าที่พิธีการศุลกากร (Customs Immigration Quarantine : CIQ) พื้นที่นั่งพักสำหรับผู้โดยสาร พื้นที่จำหน่ายอาหารเครื่องดื่ม และของที่ระลึก ดิวตี้ฟรีช็อป ห้องสุขา และการก่อสร้างลานจอดรถเพื่อรองรับรถโดยสารจำนวนมากอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันภูเก็ตยังมีท่าเรือของรัฐอีก 2 แห่งที่ดูแลโดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ได้แก่ ท่าเทียบเรือรัษฎา ท่าเทียบเรืออ่าวฉลอง ซึ่งเป็นท่าเทียบเรือเพื่อการท่องเที่ยว รองรับเรือสปีดโบ๊ต เรือโดยสารเพื่อการท่องเที่ยว

สำหรับภาคเอกชนก็มีการลงทุนท่าเรือมารีน่าที่เปิดให้บริการอยู่แล้ว 4 แห่ง ได้แก่ ท่าเทียบเรือยอชต์เฮฟเว่น ท่าเทียบเรือรอยัลภูเก็ตมารีน่า ท่าเทียบเรือโบ๊ทลากูน และท่าเทียบเรืออ่าวปอแกรนด์มารีน่า
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26,04, 2017, 06:50:32 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
27,04, 2017, 14:17:11
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,316


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #137 เมื่อ: 27,04, 2017, 14:17:11 »

http://money.sanook.com/479805/

หอการค้าสำรวจแรงงานต้องการปรับค่าจ้าง410บ./วัน

หอการค้า สำรวจแรงงานต้องการปรับค่าแรง 410 บาทต่อวัน ในอีก3ปี ขอรัฐบาลช่วยค่าครองชีพหอการค้า ขณะที่ แรงงานยังมีหนี้สินเพราะรายได้ไม่พอ บางส่วนมองเศรษฐกิจยังแย่

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงทัศนะต่อการปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำในอนาคตของแรงงานไทย พบว่า ร้อยละ 86.7 เห็นควรให้มีการปรับค่าจ้างเพิ่มขึ้น ร้อยละ 55.8 เห็นว่าควรปรับขึ้นทุกปี ร้อยละ17.7 เห็นว่าควรให้ปรับขึ้นทุก 2 ปี และร้อยละ 26.5 เห็นควรให้ปรับขึ้นตามภาวะค่าครองชีพ โดยในอีก 3 ปี ข้างหน้าแรงงานส่วนใหญ่เห็นว่าควรให้มีการปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็น 410 บาทต่อวัน แต่หากมีการปรับขึ้นค่าแรงและส่งผลทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้น อาชีพรับจ้างร้อยละ 44.6 จะไม่สามารถรับได้ เพราะยังกังวลต่อเศรษฐกิจของประเทศ,รายได้ในปัจจุบันยังไม่เพียงพอ,การตกงาน,การชำระหนี้ไม่เพียงพอและภาวะหนี้สินในปัจจุบันยังสูงโดยแรงงานยังต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือในเรื่องของค่าน้ำค่าไฟ,การได้รับเบี้ยยังชีพเพิ่มขึ้นและการช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัย


นายธนวรรธน์ ยังเปิดเผยถึงผลสำรวจทัศนะสถานภาพแรงงานไทยกรณีศึกษาผู้มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท จากกลุ่มตัวอย่าง 1,258 ตัวอย่างทั่วประเทศ พบว่า ร้อยละ 97 ยังมีภาวะหนี้ โดยร้อยละ 53.6 เป็นหนี้นอกระบบและเป็นหนี้ในระบบร้อยละ 46.4 ซึ่งร้อยละ 78.6 เคยผิดนัดชำระหนี้ เพราะรายได้ไม่เพียงพอและสำหรับในช่วงวันแรงงาน กิจกรรมที่ทำ คือการซื้อของ,ทำบุญ,สังสรรค์และทานอาหารนอกบ้านตามลำดับ โดยมีรายจ่ายเฉลี่ย 1,335 บาท ซึ่งส่วนใหญ่ร้อยละ 45.2 เห็นว่าบรรยากาศวันแรงงานปีนี้ยังคึกคักพอๆกับปีก่อน

อย่างไรก็ตามทัศนะของแรงงานที่มีต่อเศรษฐกิจในปัจจุบันร้อยละ 35 เห็นว่าเศรษฐกิจยังทรงตัวร้อยละ 28.3 เห็นว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น ในขณะที่มีแรงงานร้อยละ 19.2 เห็นว่าเศรษฐกิจจะแย่ลงมาก
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
28,04, 2017, 08:35:39
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,316


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #138 เมื่อ: 28,04, 2017, 08:35:39 »

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1493272616

ธุรกิจการบินโลกโตต่อเนื่อง! โบอิ้งคาดอีก 20 ปีส่งมอบเครื่องใหม่ 3.9 หมื่นลำ

ธุรกิจการบินโลกเติบโตต่อเนื่อง "โบอิ้ง" เผยอีก 20 ปีข้างหน้าผู้โดยสารเครื่องบินเพิ่มขึ้นปีละ 4% สูงกว่าการขยายตัวเฉลี่ยของเศรษฐกิจโลก คาดจะมีการส่งมอบเครื่องบินใหม่รวม 3.9 หมื่นลำ รวมมูลค่ากว่า 5.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความต้องการสูงสุดถึง 3,860 ลำ

นายแรนดี้ ทินเซ็ธ รองประธานฝ่ายการตลาด โบอิ้ง คอมเมอร์เชียล แอร์เพลน เปิดเผยถึงทิศทางตลาดเครื่องบินพาณิชย์ ว่า ในระยะเวลา 20 ปีจากนี้ (ระหว่างปี 2559-2578) การเติบโตของเศรษฐกิจทั่วโลกโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 2.9% ขณะที่ปริมาณผู้โดยสารเครื่องบินจะเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 4% ทำรายได้ต่อคนต่อไมล์เพิ่มขึ้น 4.8% ต่อปี และรายได้จากการขนส่งสินค้าจะเพิ่มขึ้นในอัตรา 4.2% ต่อตันปี

ทั้งนี้ สายการบินต่าง ๆ ทั่วโลกมีความต้องการเครื่องบินใหม่ 39,620 ลำ คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 5,930,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แบ่งเป็นเครื่องบินทางเดินมากถึง 71% หรือประมาณ 28,140 ลำ ตามด้วยเครื่องบินขนาดเล็กลำตัวกว้าง 13% หรือ 5,100 ลำ เครื่องบินขนาดกลางลำตัวกว้าง 9% หรือ 3,470 ลำ เครื่องบินรีจินอลเจ็ต 6% หรือ 2,380 ลำ และเครื่องบินขนาดใหญ่ลำตัวกว้าง 1% หรือ 530 ลำ

โดยตลาดที่จะมีการรับมอบเครื่องบินมากที่สุดในระยะ 20 ปีข้างหน้า 5 อันดับแรก ได้แก่ ตลาดเอเชีย 15,130 ลำตลาดอเมริกาเหนือ 8,330 ลำ ยุโรป 7,570 ลำ มิดเดิลอีสต์ 3,310 ลำ และละตินอเมริกา 2,960 ลำ

ทั้งนี้ การเติบโตของตลาดเป็นผลมาจากความต้องการเครื่องบินใหม่ เพื่อรองรับปริมาณผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น การเปิดบริการในตลาดใหม่ ๆ และสนองความต้องการในตลาดเครื่องทดแทนที่เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

"ความต้องการเครื่องบินพาณิชย์ที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เป็นผลจากการเติบโตของสายการบินต้นทุนต่ำ และการพัฒนาเครื่องบินรุ่นใหม่ ๆ"

สำหรับปริมาณความต้องการเครื่องบินใหม่ในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในระยะ 20 ปีข้างหน้านั้น นายแรนดี้กล่าวว่า มีจำนวนทั้งสิ้น 3,860 ลำ รวมมูลค่า 565 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเครื่องบินที่เป็นที่นิยมสูงสุดในภูมิภาคนี้ 3 อันดับแรก ได้แก่ เครื่องบินแบบทางเดินเดียว ซึ่งคิดเป็น 77% ของจำนวนเครื่องบินทั้งหมด รองลงมาเป็นเครื่องบินขนาดเล็กแบบลำตัวกว้างคิดเป็น 15% และเครื่องบินขนาดกลางแบบลำตัวกว้างคิดเป็น 6%

"จากการที่ตลาดต้องการเครื่องบินมากยิ่งขึ้น ทำให้โอกาสในตลาดบริการที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก โดยคาดว่ามูลค่าธุรกิจบริการเพื่อการพาณิชย์ในอีก 20 ปีข้างหน้าจะมีมูลค่า 8 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งครอบคลุมบริการด้านการขนส่งสินค้าและบริการภาคพื้นดิน การซ่อมบำรุงและวิศวกรรม การบริหารด้านการบิน การตลาดและการวางแผน ฯลฯ"

และเพื่อรองรับแนวโน้มการพัฒนาและการเติบโตของตลาด โบอิ้งได้ดำเนินโครงการพัฒนาเครื่องบินอย่างต่อเนื่อง โดยมีเครื่องบินหลากหลายรุ่นที่สนองความต้องการที่หลากหลายของตลาด อาทิ เครื่องบินในตระกูล 737 ซึ่งเป็นเครื่องบินขนาดเล็ก ตระกูล 787 ซึ่งเป็นขนาดกลาง และ 777 ซึ่งเป็นเครื่องบินขนาดใหญ่ โดยในขณะนี้บริษัทได้รับคำสั่งซื้อจากสายการบินทั่วโลกรวมทุกประเภทเป็นจำนวน 5,715 ลำ คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 416 พันล้านเหรียญสหรัฐ

โดยในตลาดเครื่องบินขนาดเล็ก โบอิ้ง 737 MAX ซึ่งเป็นรุ่นล่าสุดที่มีความโดดเด่นเรื่องความประหยัดและความคล่องตัว โดย 737 MAX 9 คาดว่าจะส่งมอบลำแรกได้ในปี 2561

คาดว่าในปี 2562 เครื่องบินในตระกูลนี้ ได้แก่ 737 MAX 7 และ 737 MAX 200 จะมีการขยายตัวมาก ส่วนโบอิ้ง 737 MAX 10 ซึ่งเป็นเครื่องบินแบบทางเดินเดียวที่สามารถช่วยเพิ่มผลกำไรจากการประหยัดต้นทุนของสายการบิน ก็กำลังอยู่ในช่วงการพัฒนาช่วงสุดท้ายเช่นกัน

นายแรนดี้กล่าวเสริมอีกว่า โบอิ้ง 787 นับเป็นเครื่องบินขนาดกลางที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากสายการบินทั่วโลก และช่วยให้สายการบินต่าง ๆ เปิดเส้นทางบินใหม่ได้อีกกว่า 140 แห่ง รวมเป็นจำนวนเส้นทางที่ให้บริการในปัจจุบัน 1,290 เส้นทางโดยปัจจุบันโบอิ้งได้รับคำสั่งซื้อแล้ว 1,211 ลำ จาก 64 สายการบินทั่วโลก โดยรุ่น 787-9 จะสามารถบรรทุกผู้โดยสารเพิ่มขึ้น 20% ขนสินค้าเพิ่มขึ้น 23% และบินได้ไกลขึ้น 520 กิโลเมตร ส่วนโบอิ้ง 777 ยังคงเป็นเครื่องบินแบบ 2 ทางเดินที่ได้รับความนิยมสูงสุด เนื่องจากมีความแม่นยำวางใจได้มีการออกแบบตกแต่งภายในที่ให้ความสะดวกและมีพิสัยบินไกล
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
28,04, 2017, 18:44:53
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,316


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #139 เมื่อ: 28,04, 2017, 18:44:53 »

http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/752189

มิตซูบิชิ ขึ้นแท่น ส่งออก รถยนต์ อันดับ 1

ปีงบประมาณ 2559 ส่งออก 3.09 แสนคัน ไป 120 ประเทศทั่วโลก
       นายคาร์ลอส กอส์น ประธานเรโนลต์ นิสสัน และ มิตซูบิชิ เยี่ยมชมโรงงานผลิตรถยนต์บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ที่นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง เมื่อวันที่ 26 เมษายน  นับเป็นการเยี่ยมชมโรงงานครั้งแรก หลังจากรับตำแหน่งดังกล่าวเมื่อเดือนธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา โดยโรงงานแห่งนี้เป็นฐานการผลิตนอกประเทศญี่ปุ่นที่ใหญ่ที่สุดของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ซึ่งดำเนินการผลิตรถยนต์เพื่อส่งออกไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกกว่า 120 ประเทศ
       ทั้งนี้ปีงบประมาณ 2559 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2560 มิตซูบิชิ ก้าวสู่การเป็นผู้ส่งออกรถยนต์อันดับหนึ่งของประเทศ ด้วยยอด 3.09 แสนคัน
       “โรงงานแห่งนี้เป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น” และยังกล่าวเพิ่มเติมว่า “ด้วยเครื่องมือการผลิตที่มีคุณภาพสูงระดับโลก ทำให้มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย มีกำลังการผลิตรถยนต์ถึง 424,000 คันต่อปี และในฐานะที่เป็นผู้ส่งออกยานยนต์ชั้นนำของประเทศไทย โรงงานดังกล่าวจึงเป็นฐานการผลิตระดับโลกของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส” นายกอส์น กล่าว
       ในปีที่ผ่านมา มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ได้เข้าร่วมกลุ่มพันธมิตรเรโนลต์-นิสสัน ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มยานยนต์ที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก ด้วยยอดขายรวมเกือบ 10 ล้านคันต่อปี  โดยมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทยจะดำเนินการร่วมกันกับพันธมิตรผ่านแนวทางปฎิบัติที่ดีที่สุดในการควบคุมค่าใช้จ่าย การจัดหาชิ้นส่วน และการผลิต  ในส่วนของการเติบโตของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส มาจากการจัดซื้อที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น การพัฒนาด้านการขนส่ง การใช้ประโยชน์ในโรงงานและเทคโนโลยีร่วมกัน รวมทั้งการใช้ฐานการผลิตรถยนต์ร่วมกัน ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงการลงทุนจำนวนมากของกลุ่มพันธมิตรในด้านการวิจัยและพัฒนา
       มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย มีโรงงานผลิตรถยนต์ในประเทศไทย 4 โรงงาน และมีการจ้างงานพนักงานกว่า 6,000 คน สำหรับปีงบประมาณที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ผลิตรถยนต์ในประเทศไทยประมาณ 356,000 คัน
       สำหรับตลาดส่งออกที่สำคัญของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้แก่ สหภาพยุโรป คิดเป็นสัดส่วน 28% กลุ่มประเทศอาเซียนและเอเชีย 25% อเมริกา 21% โอเชียเนีย 12% และอื่นๆ 14%
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
29,04, 2017, 11:10:52
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,316


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #140 เมื่อ: 29,04, 2017, 11:10:52 »

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1493438961

ทอดสมอเรือจอดตาย รายเล็กปิดแพ ประมงกันตังเดือดร้อน หลังรัฐจำกัด"ระยะทาง-เวลา-ลูกเรือ"

เมื่อเวลา 07.00น. วันที่ 29 เมษายน ที่บริเวณท่าเทียบเรือกันตัง อ.กันตัง จ.ตรัง ผู้สื่อข่าว ได้รับแจ้งจาก นายวิรัตน์ แจ้งอักษร อายุ 70 ปี อดีตไต๋เรือ อยู่บ้านเลขที่ 33 ถนนคลองภาษี อ.กันตัง จ.ตรัง ว่า ให้มาดูสถานการณ์ผู้ประกอบอาชีพทำการประมง ที่มีแพปลาทั้งขนาดใหญ่และเล็ก จอดนิ่งตายเป็นส่วนใหญ่และไม่สามารถออกเรือไปหาปลาได้ หลังจากที่ทางรัฐบาลออกมาตรการล้อมกรอบวางข้อจำกัดตามนโยบายป้องกันการค้ามนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดระยะเวลาออกเรือ ระยะทางที่ไกลออกไป รวมถึงการคุมเข้มลูกเรือที่จะออกไปกับเรือ

นายวิรัตน์ กล่าวว่า ท่าเทียบเรือกันตัง อ.กันตัง จ.ตรัง ซึ่งอดีตเคยเป็นท่าเทียบเรือที่มีผู้ประกอบทำธุรกิจประมงกันอย่างคึกคัก มีแพปลาทั้งเล็กและใหญ่กว่า 10แห่ง และเรือประมงกว่า 500 ลำ แต่ขณะนี้ต้องจอดตาย เหลือเพียง 10 กว่าลำเท่านั้นที่ออกหาปลากันอยู่ เนื่องจากได้รับผลกระทบอย่างหนักหลังจากที่รัฐบาลวางมาตรการล้อมกรอบให้ผู้ประกอบการปฎิบัติตามนโยบายป้องกันการค้ามนุษย์ อย่างเข้มงวดและเคร่งครัด

“ไม่ว่าจะเป็นระยะทางกำหนดจากเดิม 3,500 เมตร ออกไปเป็น 4,500 เมตร ซึ่งเป็นทะเลน้ำลึกปริมาณสัตว์น้ำมีจำนวนลดลง หรือแม้กระทั้งเรื่องของเวลา จากเดิมที่ออกได้ทั้งปี แต่มากำหนดให้เหลือเพียง 205 วัน อีกทั้งยังมีการจัดระเบียบวางกฎเกณฑ์เข้มงวดกับบรรดาลูกเรือ ซึ่งเป็นปัญหาอย่างยิ่งในทางปฎิบัติ ทำให้ผู้ประกอบการประมงกันตัง ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก แพเล็กๆทนรับแบกภาระต้นทุนที่สูงไม่ได้ ต้องกู้เงินจากธนาคารจนกลายเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน” นายวิรัตน์ กล่าว

นายวิรัตน์ กล่าวอีกว่า ยกตัวอย่างเช่น การกำหนดระยะเวลานั้น แม้ว่าที่ผ่านมาจะสามารถหาปลาได้ตลอดทั้งปี แต่สภาพความเป็นจริง เรือประมงออกเรือได้เพียง 6 เดือน อีก 6 เดือนเป็นช่วงมรสุมก็ต้องจอดเรือ เมื่อมากำหนดให้ออกได้ปีละ 205 วัน ยิ่งมาซ้ำเติม ทำให้รอบปีหนึ่งทำได้เพียง 100 กว่าวันเท่านั้น ที่แย่ยิ่งกว่านั้น ลูกเรือประมงที่ออกเรือจะต้องทำประวัติอย่างละเอียด พร้อมทั้งถ่ายรูปทุกคน หากลูกเรือป่วยต้องนำเข้าฝั่ง การจะหาลูกเรือมาทดแทนก็ไม่ได้ต้องเป็นคนเดิม เหล่านี้ล้วนเป็นปัญหา ทำให้ลูกเรือที่เป็นแรงงานต่างด้าว หนีไปทำงานที่ประเทศมาเลเซียกันแล้ว ทำให้เกิดปัญหาแรงงานขึ้นอย่างมาก

นายวิรัตน์ กล่าวและว่า สภาพปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะติดช่วงมรสุม ลูกเรือป่วย ลูกเรือไม่มาทำงาน หรือแม้กระทั้งการเปลี่ยนลูกเรือไม่ได้ เหล่านี้สร้างความเดือดร้อนให้กับเจ้าของแพปลาเป็นอย่างมาก จึงอยากวอนมายังรัฐบาลได้เข้ามาช่วยดูแลและแก้ปัญหาให้กับผู้ประกอบการธุรกิจประมงด้วย ตนเชื่อว่าหากสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ ไม่นานธุรกิจประมงจะล้มเทกระจาดเป็นโดมิโน่ แล้วอะไรจะเกิดขึ้นคิดกันดูเอาเอง
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
30,04, 2017, 20:43:21
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,316


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #141 เมื่อ: 30,04, 2017, 20:43:21 »

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1493354353

เช็คลิสต์ไว้ก่อน! เตรียมใจ ก่อนรถติด! ปิด 10 ถนน สร้างรถไฟฟ้า 3 สี "ส้ม-ชมพู-เหลือง"

กลางปีนี้ลากยาวถึงปี 2562 วิกฤตการจราจรกรุงเทพฯ จะหนักหน่วงมากขึ้น จากการปิดถนนหลัก 10 สาย ปักตอม่อรถไฟฟ้าหลากสีที่ปีนี้จะเริ่มตอกเข็ม 3 สายทาง

เตรียมเปิดไซต์ภายใน พ.ค.นี้ "สีส้ม" ศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี 21.2 กม. 79,221 ล้านบาท จะใช้เวลาก่อสร้าง 5 ปี มีกำหนดเสร็จเปิดบริการ มี.ค. 2566

แนวเส้นทางจะเริ่มที่สถานีศูนย์วัฒนธรรม จุดเชื่อมรถไฟฟ้าใต้ดิน จากนั้นมุ่งหน้าศูนย์ซ่อมบำรุง แล้วเบี่ยงไป ถ.พระราม 9 เลี้ยวเข้า ถ.รามคำแหง แยกลำสาลี กาญจนาภิเษก สิ้นสุดที่สุวินทวงศ์ ใกล้จุดตัดกับ ถ.รามคำแหง

เป็นโครงสร้างใต้ดิน 12.2 กม.จากศูนย์วัฒนธรรม-คลองบ้านม้า จากนั้นเป็นโครงสร้างยกระดับจนถึงปลายทางที่สถานีสุวินทวงศ์ มีเวนคืน 594 แปลง สิ่งปลูกสร้าง 222 หลัง ค่าเวนคืน 9,625 ล้านบาท

พ.ค.แจ้งรับเหมาเข้าไซต์สีส้ม

"ภคพงศ์ ศิริกันทรมาศ" รองผู้ว่าการด้านวิศวกรรมและก่อสร้าง การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า วันที่ 2 พ.ค.นี้จะแจ้งให้ผู้รับเหมาทั้ง 6 สัญญา เริ่มงาน ส่วนการเข้าพื้นที่เริ่มงานก่อสร้างอยู่ที่เอกชนและต้องได้รับอนุญาตจากตำรวจจราจรและกรุงเทพมหานคร (กทม.) ก่อน

"การเข้าพื้นที่คงไม่พร้อมกันทุกจุด จะทยอยเข้าแต่ละจุดตามความพร้อม ขั้นแรกจะเริ่มรื้อย้ายระบบสาธารณูปโภค ซึ่งถนนพระราม 9 และรามคำแหงใต้ดินมีท่อประปาขนาดใหญ่ คาดว่าจะทยอยปิดถนนประมาณ ก.ย.นี้"

ส่วนจุดที่จะเวนคืนอยู่จุดขึ้น-ลง 17 สถานี จุดใหญ่อยู่ที่สถานีศูนย์วัฒนธรรม ประดิษฐ์มนูธรรม ลำสาลี มีนบุรี และสุวินทวงศ์ รวมถึงเวนคืนย่านสถานีคลองบ้านม้า และมีนบุรีที่เป็นจุดก่อสร้างอาคารจอดแล้วจร

สำหรับ 17 สถานี ได้แก่ 1.สถานีศูนย์วัฒนธรรม 2.สถานี รฟม. 3.สถานีประดิษฐ์มนูธรรม 4.สถานีรามคำแหง 12 5.สถานีรามคำแหง 6.สถานีราชมังคลา 7.สถานีหัวหมาก 8.สถานีลำสาลี 9.สถานีศรีบูรพา 10.สถานีคลองบ้านม้า 11.สถานีสัมมากร 12.สถานีน้อมเกล้า 13.สถานีราษฎร์พัฒนา 14.สถานีมีนพัฒนา 15.สถานีเคหะรามคำแหง 16.สถานีมีนบุรี และ 17.สถานีสุวินทวงศ์

ชมพู-เหลืองไม่เกินปลายปีนี้

ขณะที่ "สีชมพู" แคราย-มีนบุรี 34.5 กม. 53,519.50 ล้านบาท และ "สีเหลือง" ลาดพร้าว-สำโรง 30.4 กม. 51,931.15 ล้านบาท มีกิจการร่วมค้า บีเอสอาร์ ประกอบด้วย บมจ. บีทีเอส กรุ๊ป โอลดิ้งส์, บมจ. ซิโน-ไทยฯ และ บมจ. ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้งส์ เป็นผู้ก่อสร้างและบริหารการเดินรถทั้งโครงการ

ล่าสุด "ธีรพันธ์ เตชะศิรินุกูล" รักษาการผู้ว่าการ รฟม.กล่าวว่า จะเซ็นสัญญา เม.ย.หรืออย่างช้าต้น พ.ค. นี้ ส่วนการเริ่มงานก่อสร้างขึ้นอยู่กับความพร้อมเอกชน จะต้องออกแบบรายละเอียด รวมถึงขออนุญาตกรมทางหลวงและกทม.เข้าพื้นที่ก่อสร้าง คาดว่าจะเริ่มได้ปลายปีนี้ และสร้างเสร็จเปิดปี 2563

แนว "สีชมพู" จุดเริ่มต้นอยู่หน้าศูนย์ราชการนนทบุรีเชื่อมต่อกับสายสีม่วง วิ่งเข้าถนนติวานนท์ เลี้ยวขวาห้าแยกปากเกร็ด ผ่านถนนแจ้งวัฒนะ ถนนรามอินทรา และมาปลายทางที่มีนบุรี มี 30 สถานี

ได้แก่ 1.สถานีศูนย์ราชการนนทบุรี 2.สถานีแคราย 3.สถานีสนามบินน้ำ 4.สถานีสามัคคี 5.สถานีกรมชลประทาน 6.สถานีปากเกร็ด 7.สถานีเลี่ยงเมืองปากเกร็ด 8.สถานีแจ้งวัฒนะ-ปากเกร็ด 28 9.สถานีเมืองทองธานี 10.สถานีศรีรัช 11.สถานีเมืองทอง 1 12.สถานีศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 13.สถานีทีโอที
14.สถานีหลักสี่ 15.สถานีราชภัฏพระนคร 16.สถานีวงเวียนหลักสี่ 17.สถานีรามอินทรา 18.สถานีลาดปลาเค้า 19.สถานีรามอินทรา 31 20.สถานีมัยลาภ 21.สถานีวัชรพล 22.สถานีรามอินทรา 40 23.สถานีคู้บอน 24.สถานีรามอินทรา 83 25.สถานีวงแหวนตะวันออก 26.สถานีนพรัตนราชธานี 27.สถานีบางชัน 28.สถานีเศรษฐบุตรบำเพ็ญ 29.สถานีตลาดมีนบุรี และ 30.สถานีมีนบุรี ใกล้แยกร่มเกล้า จะมีจุดจอดแล้วจร และศูนย์ซ่อมบำรุงบนพื้นที่ 280 ไร่

ลาดพร้าว-ศรีนครินทร์อ่วม

ส่วน "สีเหลือง" แนวเริ่มต้นที่สถานีลาดพร้าวเชื่อมรถไฟฟ้าใต้ดินแล้วไปตามถนนลาดพร้าว ยกระดับข้ามทางด่วนฉลองรัชจนถึงแยกบางกะปิ เลี้ยวขวาเข้าถนนศรีนครินทร์ จากนั้นยกระดับข้ามทางแยกต่างระดับพระราม 9 แยกพัฒนาการ ศรีนุช ศรีอุดมสุข ศรีเอี่ยม จนถึงแยกศรีเทพา เลี้ยวขวาเข้าถนนเทพารักษ์ และสิ้นสุดปลายทางที่ถนนปู่เจ้าสมิงพราย มีโรงจอดรถพร้อมศูนย์ซ่อมบำรุง 1 แห่งและอาคารจอดแล้วจร 1 แห่งที่แยกต่างระดับศรีเอี่ยม

มี 23 สถานี ได้แก่ 1.สถานีรัชดา 2. สถานีภาวนา 3.สถานีโชคชัย 4 4.สถานีลาดพร้าว 71 5.สถานีลาดพร้าว 83 6.สถานีมหาดไทย 7. สถานีลาดพร้าว 101 8.สถานีบางกะปิ 9.สถานีลำสาลี 10.สถานีศรีกรีฑา 11.สถานีพัฒนาการ 12.สถานีกลันตัน 13.สถานีศรีนุช 14.สถานีศรีนครินทร์ 38 15.สถานีสวนหลวง ร.9 16.สถานีศรีอุดม 17.สถานีศรีเอี่ยม 18.สถานีศรีลาซาล 19.สถานีศรีแบริ่ง 20.สถานีศรีด่าน 21.สถานีศรีเทพา 22.สถานีทิพวัล และ 23.สถานีสำโรง
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30,04, 2017, 20:47:36 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
01,05, 2017, 20:49:48
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,316


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #142 เมื่อ: 01,05, 2017, 20:49:48 »

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1493614509

ลดภาระประชาชน! ร.ฟ.ท.ขยายเวลารถไฟฟรีอีก 6 เดือน เริ่ม 1 พ.ค. - 31 ต.ค.นี้
นายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ รักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ ร.ฟ.ท. เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติให้การรถไฟแห่งประเทศไทย ขยายระยะเวลาดำเนินการมาตรการรถไฟฟรีตามมติคณะรัฐมนตรี ต่อไปอีก 6 เดือน จากเดิมจะสิ้นสุดในวันที่ 30 เมษายนนี้ เริ่มขยายระยะเวลาใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม – 31 ตุลาคมนี้ เพื่อเป็นการลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนผู้มีรายได้น้อย ทั้งนี้ การรถไฟฯ ได้จัดขบวนรถที่ให้บริการรถไฟฟรี จำนวน 160 ขบวนต่อวัน แบ่งออกเป็นขบวนรถให้บริการเชิงสังคม จำนวน 152 ขบวน ประกอบด้วย ขบวนรถธรรมดา, ชานเมือง, ท้องถิ่น ทุกสายทุกขบวน และขบวนรถชานเมืองสายมหาชัย และสายแม่กลอง ขบวนรถไฟเชิงพาณิชย์ ขบวนรถเร็ว จำนวน 8 ขบวน ฟรีเฉพาะชั้น 3 ซึ่งมีการระบุที่นั่งให้กับผู้โดยสาร ในกรณีที่ตั๋วโดยสารเต็ม ผู้โดยสารจะรับได้ตั๋วไม่มีที่นั่ง หรือ ตั๋วยืน โดยตั๋วจะไม่ระบุที่นั่ง ประกอบด้วย ขบวนรถเร็วที่ 109/102 กรุงเทพ-เชียงใหม่-กรุงเทพ ขบวนรถเร็วที่ 133/134 กรุงเทพ-หนองคาย-กรุงเทพ ขบวนรถเร็วที่ 145/146 กรุงเทพ-อุบลราชธานี-กรุงเทพ ขบวนรถเร็วที่ 171/172 กรุงเทพ-สุไหงโกลก-กรุงเทพ

สำหรับประชาชนที่จะเดินทางกับขบวนรถไฟฟรี ต้องแสดงบัตรประชาชน หรือบัตรที่ราชการออกให้ ในการขอรับตั๋วฟรีต่อพนักงานจำหน่ายตั๋ว ณ วันเดินทาง บัตรประชาชน 1 ใบ ต่อ 1 คน ผู้ที่ไม่มีบัตรประชาชน ต้องชำระเงินตามระเบียบ โดย สามารถรับตั๋วได้เฉพาะวันเดินทาง ตั้งแต่ 05.30 น. เป็นต้นไป หรือสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลลูกค้าสัมพันธ์ หมายเลขโทรศัพท์สายด่วน 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือสถานีรถไฟทุกแห่งทั่วประเทศ
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
02,05, 2017, 09:00:01
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,316


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #143 เมื่อ: 02,05, 2017, 09:00:01 »

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1493571202

 
ทุนจีนยึดรับเหมา-อสังหา "แบงก์ออฟไชน่า" ขนทัพจับคู่ธุรกิจไทย

ทุนจีนพาเหรดเข้าไทย แบงก์รับเป็นลูกค้าอันดับ 1 แห่เข้าลงทุนเกือบทุกประเภทกิจการ ตั้งแต่โครงการขนาดใหญ่ ยันบริษัทเล็ก เผยตัวเลขขอรับส่งเสริมลงทุน BOI ปีที่ผ่านมาพุ่งขึ้นเป็นอันดับ 3 มูลค่ากว่า 32,000 ล้านบาท กรมพัฒนาธุรกิจแจงจีนแห่ตั้งบริษัทใหม่เดือนละ 10 บริษัท กลุ่มรับเหมาก่อสร้างนำโด่ง ตามด้วยกิจการเกษตร "แบงก์ออฟไชน่า" เตรียมขนทัพธุรกิจนับร้อย จับคู่นักลงทุนไทย

ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานการเข้ามาลงทุนประกอบกิจการของกลุ่มทุนจีน ในประเทศไทย ในช่วงปีที่ผ่านมาถึงปัจจุบันปรากฏเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง คิดเป็นมูลค่าการลงทุนไม่ต่ำกว่า 30,000 ล้านบาท โดยคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้รายงาน นักลงทุนจีนเข้ามาขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ตลอดปี 2559 มากเป็นอันดับ 3 รองจากนักลงทุนญี่ปุ่น และสิงคโปร์ มีจำนวนโครงการที่เข้ามาขอรับการส่งเสริมทั้งหมด 104 โครงการ มูลค่าการลงทุน 32,537 ล้านบาท เฉพาะ 2 เดือนแรกของปีนี้ (มกราคม-กุมภาพันธ์ 2560) มีโครงการลงทุนจากจีนเข้ามา 4 โครงการ มูลค่าการลงทุน 261 ล้านบาท

"โครงการลงทุนของนักลงทุนจีนที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนส่วนใหญ่จะเป็นโครงการขนาดใหญ่ อาทิ กิจการขนส่งทางอากาศ 9 โครงการ มูลค่า 5,660 ล้านบาท, กิจการผลิตยาง 4,370 ล้านบาท และกิจการผลิตเส้นใยแก้ว (ไฟเบอร์กลาส) 2,752 ล้านบาท แต่มีข้อสังเกตว่า การลงทุนส่วนหนึ่งของนักลงทุนจีนดำเนินการผ่านทางฮ่องกง เพราะ 2 เดือนแรกของปีนี้มีเเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ FDI ผ่านเข้ามาทางฮ่องกงสูงเป็นอันดับ 3 คิดเป็นมูลค่า 2,035 ล้านบาท"



แห่ใช้ พ.ร.บ.ต่างด้าวตั้งบริษัท

สอดคล้องกับการอนุญาตให้คนต่างด้าวเข้ามาประกอบธุรกิจตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 แยกตามประเภทธุรกิจและประเทศที่เข้ามาลงทุนในระหว่างวันที่ 3 มีนาคม 2543 ถึง 31 มีนาคม 2560 นักลงทุนจีนเข้ามาขอประกอบธุรกิจติดอันดับที่ 9 รวม 155 ราย

"ตัวอย่างของการลงทุนจากจีนในช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมา มีโครงการใหญ่โครงการหนึ่งคือ โครงการผลิตลวดเหล็ก (Steel Cord) มูลค่าถึง 5,130 ล้านบาท ตั้งโรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมเหมราชอีสเทิร์นซีบอร์ด 2 ชลบุรี โดยโครงการนี้มีบริษัทแม่คือ Jiangsu Xingda Steel โรงเหล็กรายใหญ่ เข้ามาตั้งโรงงานในไทยเพื่อสนองตอบความต้องการลวดเหล็กเสริมยางของ 2 บริษัทจีนที่เข้ามาลงทุนผลิตยางเรเดียลในไทย 2 บริษัท คือ บริษัทจงเซ่อ รับเบอร์ บริษัทลูกของ Zhou Zhong Ce Rubber Co. ผู้ผลิตล้อยางรถขนาดใหญ่ที่สุดของจีน กับบริษัท แอลแอลไอที (ประเทศไทย) บริษัทลูกของ Shandang Linglong Tire Co. ผู้ผลิตยางเรเดียลใหญ่เป็นอันดับ 3 ของจีน"แหล่งข่าวจาก BOI กล่าว

สำหรับความเคลื่อนไหวล่าสุด นายวิรัตน์ ธัชศฤงคารสกุล ผู้อำนวยการหน่วยพัฒนาการเชื่อมโยงอุตสาหกรรม หรือหน่วย BUILD กล่าวว่า BOI ร่วมกับสมาคมส่งเสริม

การรับช่วงการผลิตไทย ได้จัดงาน Subcon Thailand 2017 ในระหว่างวันที่ 17-20 พฤษภาคม โดยในปีนี้เป็นปีแรกที่ Bank of China จะนำลูกค้าของธนาคารมากกว่า 100 รายเข้ามาร่วมงาน โดย BUILD ได้จัดเชื่อมโยงธุรกิจให้พบกับผู้ผลิตไทยได้ไม่ต่ำกว่า 1,000 รายด้วย คาดว่าจะก่อให้เกิดการลงทุนตามมาหลังจบงาน Subcon Thailand

รับเหมาจีนแห่ตั้งบริษัทเพียบ

นอกจากนี้ "ประชาชาติธุรกิจ" ได้ตรวจสอบการจดทะเบียนตั้งบริษัทของกลุ่มทุนจากประเทศจีน ในส่วนของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าพบว่า ขณะนี้มีกลุ่มทุนจากจีนที่ทยอยเข้ามาจดทะเบียนตั้งบริษัทเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยช่วงเดือนมกราคม 2560 เพียงเดือนเดียว มีกลุ่มทุนจีนเข้ามาจดทะเบียนประมาณ 15-16 บริษัท ขณะที่เดือนกุมภาพันธ์มีประมาณ 10 บริษัท เดือนเมษายน 4-5 บริษัท และหากย้อนไปในช่วงปลายปี 2559 ที่ผ่านมา ในช่วง 3 เดือนสุดท้าย (เดือนตุลาคม-ธันวาคม) มีการจดทะเบียนตั้งบริษัทใหม่เฉลี่ยเดือนละ 5-6 บริษัท

การเข้ามาลงทุนในประเทศไทยของกลุ่มทุนจากประเทศจีนที่สะท้อนผ่านการขออนุญาตจดทะเบียนตั้งบริษัทใหม่ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนเปิดบริษัทหรือธุรกิจที่เกี่ยวกับการรับเหมาก่อสร้างที่มีมากกว่า 15 บริษัท รองลงไป ธุรกิจ Import-Export, ธุรกิจรับซื้อยางพารา-พืชผลการเกษตร, ธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยวและร้านอาหาร, ธุรกิจนายหน้าซื้อขายให้เช่าอสังหาริมทรัพย์, โรงงานผลิตชิ้นส่วนและมอเตอร์เครื่องใช้ไฟฟ้า, วัสดุก่อสร้าง, ผลิตและจำหน่ายกระแสไฟฟ้า, การซื้อขายแร่ ไปจนกระทั่งถึงการตั้งร้านขายยา

การตั้งบริษัทดังกล่าวจะเป็นไปในลักษณะการเข้ามาร่วมกับพันธมิตรที่เป็นคนไทย โดยที่กลุ่มทุนจีนจะถือหุ้นในสัดส่วน 49% และคนไทย 51% โดยแต่ละบริษัทส่วนใหญ่มีทุนจดทะเบียนตั้งแต่ 1-5 ล้านบาท ยกเว้นบางรายที่ตรวจสอบพบ มีทุนจดทะเบียนถึง 100 ล้านบาท อาทิ บริษัท หมิงเขอต๋า โลจิสติกส์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป (ไทยแลนด์) ประกอบกิจการโลจิสติกส์ ขนส่งและขนถ่ายสินค้าและคนโดยสาร กับบริษัท หนานหยาง มอเตอร์ แมนนูแฟคเจอริ่ง (ไทยแลนด์) ส่งออกนำเข้า ออกแบบและผลิตมอเตอร์ทุกชนิดสำหรับรถยนต์

แบงก์รับจีนพาเหรดเข้าไทย

นายสุวัฒน์ เตชะวัฒนวรรณา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ตั้งแต่ปี 2559 ได้เห็นทิศทางนักลงทุนจีนที่เข้ามาลงทุนในไทยหลายอุตสาหกรรม มีทั้งคนที่เข้ามาลงทุนใหม่และขยายการลงทุนที่มีอยู่ ตั้งแต่พลังงานทางเลือกผลิตโซลาร์เซลล์-ชิ้นส่วนยานยนต์-เกษตรกรรม และอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate)

ส่วนใหญ่นักลงทุนจีนจะเตรียมเงินลงทุนในช่วงเริ่มต้นกิจการ เมื่อเข้ามาวางรากฐานได้สักพักก็จะเริ่มเข้ามาขอสินเชื่อทางการเงินกับธนาคาร เช่น บริษัทจีนใช้เงินทุนของตัวเองซื้อที่ดินแล้ว เข้ามาขอสินเชื่อก่อสร้างเพื่อขยายโปรเจ็กต์อื่น ๆ หรือคนที่เข้ามาลงทุนในธุรกิจที่ต้องส่งออกก็จะมีขอสินเชื่อหมุนเวียนกับสินเชื่อเพื่อการค้า (Trade Finance) กับทางธนาคาร นอกจากนี้บางส่วนมีการลงทุนในรูปแบบการควบรวมกิจการ (M&A) หรือเข้าซื้อหุ้นเพื่อให้มีอำนาจในการบริหารจัดการ

"ส่วนขนาดธุรกิจของบริษัทจีนที่เข้ามาลงทุนในไทยมีความหลากหลายมาก ทั้งธุรกิจขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ส่วนใหญ่แล้วเมื่อบริษัทขนาดใหญ่เข้ามาจัดตั้งบริษัทในไทยแล้วก็จะมีบริษัทขนาดกลางที่เป็นเครือข่ายตามมาด้วยเพื่อเป็นซัพพลายเออร์ (Supplier) ด้านวัตถุดิบ"

โดยในปี 2560 ในหมวดสินเชื่อคอร์ปอเรตหรือลูกค้าบรรษัทที่มาเป็นลักษณะโปรเจ็กต์จากต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศจีน คาดว่าจะมีการเติบโตดีกว่าปี 2559 ซึ่งอัตราการเติบโตของสินเชื่อที่เป็นโปรเจ็กต์นี้มีขนาดเล็กกว่าสินเชื่อของลูกค้าบรรษัทซึ่งเป็นฐานใหญ่

ด้าน นายศิริเดช เอื้องอุดมสิน รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL กล่าวว่า ธนาคารเห็นการเข้ามาลงทุนของภาคธุรกิจจากจีนเข้ามาลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงปลายปีก่อนจนถึงปัจจุบันที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งการเข้ามาลงทุนของภาคธุรกิจเอง โดยเข้ามาลงทุนตั้งฐานการผลิตหรือตั้งบริษัทในการทำธุรกิจระหว่างไทยกับจีน หรือเข้ามาลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น ท่องเที่ยว การผลิตอิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์ รวมไปถึงทำธุรกิจเทรดไฟแนนซ์ ซื้อมาขายไปที่เกี่ยวกับสินค้าเกษตร

หากดูฐานลูกค้าต่างชาติของธนาคารที่ผ่านมาพบว่า ปัจจุบันลูกค้าจีนถือเป็นลูกค้าอันดับหนึ่งของธนาคารกรุงเทพ หากเทียบกับลูกค้าต่างชาติที่อยู่ในพอร์ตสินเชื่อธนาคาร โดยลักษณะการขอสินเชื่อของธุรกิจจีนที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าเก่าที่มาตั้งฐานการผลิตในไทยมานานแล้ว รวมไปถึงภาคธุรกิจจีนที่เข้ามาตั้งบริษัทร่วมทุนกับนักธุรกิจไทย จึงให้บริษัทร่วมทุนเข้ามาขอสินเชื่อโดยมูลค่าการขอสินเชื่อมีตั้งแต่ระดับ 100 ล้านบาท และเกิน 1,000 ล้านบาทขึ้นไป

"เราเห็นมูฟเมนต์นี้มาสักระยะแล้ว และเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในปีนี้ ซึ่งปกติจีนก็มีความสนใจในการเข้ามาลงทุนกับไทยอยู่แล้ว โดยเฉพาะที่เข้ามาผ่าน BOI ซึ่งอยู่ในแทบทุกหมวดธุรกิจ โดยเฉพาะแถวอมตะนคร ที่ตั้งโรงงานขนาดใหญ่หลายแห่ง เช่น ยาง อิเล็กทรอนิกส์" นายศิริเดชกล่าว

รับเหมาจีนซึมลึกก่อสร้างไทย

การรับเหมาก่อสร้างจัดเป็นภาพสะท้อนที่ดีของการรุกคืบเข้ามาของจีน โดยผู้สื่อข่าว"ประชาชาติธุรกิจ" ได้สอบถามไปยังกลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้าง ถึงการเข้ามาของนักลงทุนจีนในวงการรับเหมาก่อสร้างยอมรับว่า ปัจจุบันทุนจีนได้ขยายวงกว้างมาสู่วงการรับเหมาก่อสร้างแล้ว โดยมีการตั้งบริษัทรับเหมาก่อสร้างในประเทศไทยมากขึ้น ส่วนใหญ่จะมาในรูปแบบเป็นบริษัท

ที่เข้ามาซับงานต่อจากผู้รับเหมาไทย หรือในรูปแบบกิจการร่วมค้า (จอยต์เวนเจอร์) กับบริษัทไทย เพื่อเข้ารับเหมาก่อสร้างอาคารและคอนโดมิเนียม

"รับเหมาจากจีนเข้ามามากขึ้น ทำให้วงการรับเหมาก่อสร้างไทยก็เริ่มมีความกังวลว่า จะทำให้ระบบรับเหมาของไทยหมดความเชื่อมั่นเพราะค่าจ้างจะมีอัตราที่ถูกกว่า แต่คุณภาพงานไม่ดี" แหล่งข่าวกล่าว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03,05, 2017, 14:11:59 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
03,05, 2017, 14:12:49
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,316


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #144 เมื่อ: 03,05, 2017, 14:12:49 »

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1493794002

ธปท.ออกประกาศให้วันที่ 26 ต.ค.60 เป็นวันหยุดแบงก์

ธปท.ออกประกาศตามมติ ครม.ให้วันที่ 26 ต.ค.2560 ซึ่งเป็นวันราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุยเดช เป็นวันหยุดแบงก์พาณิชย์และแบงก์เฉพาะกิจ

ธนาคารแห่งประเทศไทย ออกประกาศ เมื่อวันที่ 3 พ.ค. โดยกำหนดวันหยุดทำการของสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจเป็นกรณีพิเศษ

ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2560 กำหนดให้วันพฤหัสบดีที่ 26 ตุลาคม 2560 เป็นวันหยุดราชการ ซึ่งเป็นวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชนั้น

ธนาคารแห่งประเทศไทยพิจารณาแล้วเห็นสมควรกำหนดให้วันพฤหัสบดีที่ 26 ตุลาคม 2560 เป็นวันหยุดทำการของสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจเป็นกรณีพิเศษ เพื่อให้พนักงานของสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจได้มีส่วนร่วมในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช อันมีความสาคัญยิ่งสำหรับประชาชนชาวไทยทุกภาคส่วน
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
04,05, 2017, 12:46:47
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,316


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #145 เมื่อ: 04,05, 2017, 12:46:47 »

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1493797075
ทุ่ม 700 ล้าน เวนคืน 100 ไร่ ตัดถนนใหม่ 2เลน ปตท.-เซ็นทรัลชิงจุดพักรถมอเตอร์เวย์พัทยา

กรมทางหลวงทุ่ม 700 ล้าน เวนคืน 100 ไร่ ตัดถนนใหม่ 2 เลนใกล้สวนเสือศรีราชา เปิดหน้าดินมอเตอร์เวย์ "ชลบุรี-พัทยา" ดึงเอกชนประมูล PPP ก.ย.นี้ รับสัมปทาน 30 ปี สร้างจุดพักรถมูลค่า 1 พันล้าน จับตายักษ์น้ำมัน-ค้าปลีก "ปตท.-บางจาก-เชลล์-เซ็นทรัล-เดอะมอลล์-เมกาบางนา" แข่งชิงดำ

นายธานินทร์ สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า เดือน ก.ย. 2560 กรมเปิดให้เอกชนเข้าร่วมประมูลก่อสร้างพัฒนาศูนย์บริการทางหลวง (Service Center) ของมอเตอร์เวย์ช่วงชลบุรี-พัทยา บริเวณกิโลเมตรที่ 94 ก่อนถึงสวนเสือศรีราชา ทั้ง 2 ฝั่งมีขนาดพื้นที่ฝั่งละ 50 ไร่ รวม 100 ไร่ ในรูปแบบร่วมทุน PPP

เร่งเคลียร์กฎหมาย 2 ฉบับ

รายละเอียด กรมเปิดให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมลงทุนและบริหารจัดการที่พักริมทาง โดยรัฐจัดหาพื้นที่ก่อสร้างและอนุญาตให้เอกชนเป็นผู้ลงทุนก่อสร้างอาคารและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ พร้อมทั้งจำหน่ายสินค้าและบริการ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้ทางที่แวะพักเข้ามาใช้บริการ มีเงื่อนไขต้องเสนอผลตอบแทนที่ดีที่สุดให้แก่รัฐ ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งในรูปแบบค่าสัมปทานหรือส่วนแบ่งรายได้

"การพัฒนาที่ริมทางมอเตอร์เวย์เป็นองค์ประกอบสำคัญเพื่อความสะดวกและปลอดภัยของผู้ใช้เส้นทาง อาศัยอำนาจตามมาตรา 63 แห่ง พ.ร.บ.ทางหลวงปี 2535 และ พ.ร.บ.ร่วมทุนปี 2556 ตามแผนงานในปีླྀ เราจะนำร่องสายชลบุรี-พัทยาเป็นแห่งแรก จากนั้นเป็นคิวสายพัทยา-มาบตาพุด สายบางปะอิน-โคราช และบางใหญ่-กาญจนบุรี" นายธานินทร์กล่าว

นายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ รองอธิบดีกรมทางหลวง กล่าวเพิ่มเติมว่า ความคืบหน้าขณะนี้อยู่ระหว่างการเวนคืนที่ดิน โดยใช้วงเงินเวนคืนกว่า 700 ล้านบาท อีกทั้งกรมต้องก่อสร้างถนนใหม่เพื่อเชื่อมเข้าพื้นที่ศูนย์บริการทางหลวงทั้ง 2 ฝั่งด้วย คิดเป็นระยะทางฝั่งละ 1.5 กม. ออกแบบเป็นถนนขนาด 2 ช่องจราจร วงเงินก่อสร้างประมาณ 100 ล้านบาท

ค้าปลีก-ปั๊มน้ำมันสนลงทุน

"มอเตอร์เวย์ปัจจุบันเป็นทางตรง ยังไม่มีทางเข้า-ออกบริเวณดังกล่าว จำเป็นต้องตัดถนนเพื่อให้สามารถเข้าพื้นที่ได้ ส่วนพื้นที่ภายในจะมีการบริการครบวงจรเพื่อให้ผู้ใช้ทางได้พักผ่อน ประกอบด้วย ปั๊มน้ำมัน ที่จอดรถ ร้านอาหาร ร้านขายของ และมีสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ ครบครัน ซึ่งจุดพักรถที่สร้างใหม่แห่งนี้ช่วยแบ่งเบาจุดพักรถบางปะกง เพราะปัจจุบันปริมาณการจราจรบนมอเตอร์เวย์อยู่ที่ 1.2 แสนเที่ยวคัน/วัน"

สำหรับการลงทุน นายอานนท์กล่าวว่า เปิดให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนรูปแบบ PPP Net Cost โดยกรมเวนคืนที่ดิน ส่วนเอกชนลงทุนด้านการก่อสร้าง ได้สัมปทานบริหารจัดการที่พักริมทางระยะเวลายาว 30 ปี เนื่องจากโครงการมีมูลค่าเกิน 1,000 ล้านบาท (รวมค่าที่ดิน) จึงต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ปี 2556 ซึ่งกรมต้องเสนอสำนักงานนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) และคณะกรรมการ PPP คาดว่าเสนอโครงการให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาภายในสิ้นเดือน พ.ค.นี้

"การประกวดราคาเปิดกว้างให้เอกชนไทยทุกวงการธุรกิจที่มีความสามารถเข้าร่วมประมูล ไม่ใช่เฉพาะเอกชนที่เคยทำจุดพักรถ ซึ่งมอเตอร์เวย์เป็นทางหลวงพิเศษที่มีการควบคุมการเข้า-ออก จึงต้องทำพื้นที่เฉพาะไว้บริการประชาชน ไม่เหมือนถนนทั่วไป" นายอานนท์กล่าวและว่า

ล่าสุดมีเอกชนหลายกลุ่มธุรกิจแสดงความสนใจเข้าร่วมประมูลพัฒนาจุดพักรถมอเตอร์เวย์สายนี้ อาทิ ธุรกิจปั๊มน้ำมันทางเมเจอร์ออยล์ทุกค่าย เช่น ปตท. บางจาก เชลล์ เอสโซ่, ธุรกิจค้าปลีกมีทั้งกลุ่มเซ็นทรัล เดอะมอลล์ เมกาบางนา คาดว่าเริ่มก่อสร้างในปี 2561

เล็งสร้างจุดพักรถ 21 แห่ง

นายธานินทร์กล่าวถึงความคืบหน้าการเปิดประมูลจุดพักรถมอเตอร์เวย์สายบางปะอิน-นครราชสีมา จำนวน 15 แห่ง และสายบางใหญ่-กาญจนบุรี จำนวน 6 แห่ง ขณะนี้อยู่ระหว่างมอบหมายให้บริษัทที่ปรึกษาศึกษาความเหมาะสมรูปแบบ PPP ที่จะให้เอกชนร่วมลงทุนโครงการ คาดว่าเริ่มดำเนินการได้ในปี 2561

สำหรับจุดพักรถสายบางปะอิน-โคราช ได้แก่ วังน้อย 2 แห่ง, หนองแค 2 แห่ง, สระบุรี 2 แห่ง, ทับกวาง 2 แห่ง, ปากช่อง 2 แห่ง, ลำตะคอง 1 แห่ง, สีคิ้ว 2 แห่ง และขามทะเลสอ 2 แห่ง

ทั้งนี้ จุดพักรถที่ปากช่องมีพื้นที่ 50 ไร่ ตั้งเป้าเป็นศูนย์บริการทางหลวงใหญ่ที่สุด ภายในมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ครบครัน ทั้งพื้นที่เชิงพาณิชย์ ลานจอดรถ สถานีบริการน้ำมัน รองลงมาเป็นจุดพักรถสระบุรีและสีคิ้ว พื้นที่ 20 ไร่ พัฒนาเป็นสถานที่บริการทางหลวง ส่วนที่เหลือมีพื้นที่แห่งละ 15 ไร่ พัฒนาเป็นสถานีพักริมทาง (Rest Area) เงินลงทุนแห่งละ 1,220 ล้านบาท คาดว่ามีรายได้เฉลี่ย 460 ล้านบาท/ปี เปิดให้บริการปี 2563 มีปริมาณจราจรเฉลี่ย 43,500 เที่ยวคัน/วัน

ส่วนสายบางใหญ่-กาญจนบุรี 6 แห่ง ได้แก่ อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม 2 จุด, อ.เมืองนครปฐม 2 จุด, อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี 2 จุด โดยจุดพักรถนครชัยศรีและนครปฐมพัฒนาเป็นสถานที่บริการทางหลวง ส่วนท่ามะกาพัฒนาเป็นที่พักริมทางหลวง เงินลงทุนแห่งละ 860 ล้านบาท คาดว่ามีรายได้เฉลี่ย 260 ล้านบาท/ปี ตามแผนเปิดบริการปี 2563 มีปริมาณจราจรเฉลี่ย 37,100 เที่ยวคัน/วัน คาดว่าเริ่มประกวดราคาในปีหน้า

นอกจากนี้ กรมมีแผนปรับปรุงจุดพักรถในเขตทางหลวงทั่วประเทศให้เพียงพอต่อความต้องการใช้บริการของประชาชน เช่น เพิ่มจำนวนห้องน้ำชายและหญิง ที่จอดรถ สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เพื่อให้เป็นมาตรฐานของจุดพักรถเหมือนในต่างประเทศ

ปตท.โดดร่วมประมูลแน่

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปตท.ได้เตรียมความพร้อมที่จะเข้าร่วมประมูลจุดพักรถเส้นทางมอเตอร์เวย์ชลบุรี เพื่อนำธุรกิจที่มีอยู่ของ ปตท.มารองรับความต้องการของลูกค้าได้ครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น เช่น สถานีบริการน้ำมัน ร้านกาแฟอเมซอน หรือร้านไก่ทอดเท็กซัส และอื่น ๆ ทั้งนี้คงต้องรอดูเงื่อนไขการประมูลก่อนว่าจะเป็นอย่างไร หลังจากนั้นจึงจะพิจารณารูปแบบการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวให้เหมาะสมต่อไป

รายงานข่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ ปตท.อยู่ในระหว่างปรับโครงสร้างธุรกิจน้ำมัน โดยจัดตั้งบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (PTT Oil and Retail Business Company Limited : PTTOR) เพื่อดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันและการค้าปลีกโดยเฉพาะ และ ปตท.ยังมีแผนที่จะขยายสถานีบริการน้ำมันในประเทศอย่างต่อเนื่อง และในอนาคตจะนำบริษัทดังกล่าวเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต่อไป
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
05,05, 2017, 20:37:27
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,316


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #146 เมื่อ: 05,05, 2017, 20:37:27 »

http://money.sanook.com/481829/

จุฬาฯ ทุ่ม! 4 พันล้าน ผุดเมืองใหม่

จุฬาฯปรับแผนพลิกโฉมที่ดินสวนหลวง-สามย่านถึงสยามสแควร์ใหม่ สู่เมืองอัจฉริยะ นำร่องลงทุนเองก่อน 5 ปี อีก 291 ไร่ เปิดรับเอกชนลงทุน ประเดิม “สเตเดียม วัน” ปลายปีนี้ ต่อด้วย “Smart Intellectual Society” งบลงทุนกว่า 4 พันล้านบาท

รศ.ดร.วิศณุ ทรัพย์สมพล รองอธิการบดีด้านการจัดการทรัพย์สินและนวัตกรรม ในฐานะผู้อำนวยการสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า แม้ที่ดินของจุฬาฯโดยภาพรวมดูเหมือนอยู่ใจกลางเมือง ใกล้รถไฟฟ้าบีทีเอส ด้านถนนพระราม 1 และรถไฟฟ้าเอ็มอาร์ที ด้านถนนพระราม 4 แต่เมื่อพูดถึงที่ดินย่านบรรทัดทองแล้ว หากจะพัฒนาโครงการอาคารสำนักงาน ระยะเดินก็ไม่ง่าย เมื่อเทียบกับโครงการที่อยู่หน้าสถานีรถไฟฟ้า ประกอบกับที่ผ่านมาการพัฒนาพื้นที่ของสำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาฯ ขาดอัตลักษณ์ของโครงการ มายุคนี้บนถนนพระราม 4 กำลังจะมีโครงการใหม่เกิดขึ้นอีกค่อนข้างมาก ก็ต้องมาทบทวนศักยภาพที่ดินของจุฬาฯอีกครั้ง

ปรับแผนฯเติมอัตลักษณ์

หลังจากเข้ามารับตำแหน่งผู้อำนวยการ เมื่อเดือนมิถุนายนปี 2559 ได้ศึกษาแผนแม่บทเดิม เทียบกับสภาพโดยรวมของตลาดในปัจจุบัน พบว่าถ้าสำนักงานทรัพย์สินจุฬาฯ พัฒนาโครงการแบบไม่มีอัตลักษณ์ก็จะลำบาก ขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยมอบนโย บายว่า สำนักงานการจัดการทรัพย์สินจุฬาฯ ไม่ใช่เน้นสร้างรายได้ แต่เน้นให้พื้นที่ของเราสร้างประโยชน์ สร้างคุณค่าให้กับสังคม (Value) ถือเป็นเรื่องที่ท้าทาย โดยมีพื้นที่ที่เหลือรอการพัฒนาอยู่อีก 291 ไร่

“ผมคิดโจทย์ใหม่ ยึดตามผังแม่บทแล้วหาหรือเติมอัตลักษณ์ลงไป ให้เห็นว่าธุรกิจหรือกิจกรรมบนพื้นที่ย่านสวน หลวง-สามย่านจะเป็นอย่างไร ซึ่งสรุปออกมาได้ 3 คำคือ LIVE-LIFE-LEARNING หมายถึงการใช้ชีวิตที่มีคุณภาพที่ดีขึ้น ถูกต้องกับไลฟ์สไตล์ และได้เรียนรู้ โดยจะพัฒนาให้เป็นเมืองที่ “Smart Intellectual City” เกิดสังคมอุดมปัญญา เชื่อมโยงการเรียนรู้เข้าไป เหมาะสมกับพื้นที่ที่ติดกับมหาวิทยาลัย”

ที่ผ่านมาพื้นที่สวนหลวง-สามย่าน มีการพัฒนาค่อนข้างน้อย และทำทีละบล็อก เช่น ตลาดสามย่าน, บล็อก 21-22 ที่ให้สัมปทานบริษัทโกลเด้นแลนด์ฯ ไปพัฒนาโครงการสามย่านมิตรทาวน์ บนพื้นที่ประมาณ 10 ไร่ ขณะนี้กำลังก่อสร้างฐานราก
อีก 2 ปีจะสร้างเสร็จ แต่จากนี้ไปแทนที่จะพัฒนาทีละบล็อก สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาฯปรับแนวทางใหม่ เป็นคิดภาพใหญ่ให้เห็นทั้งพื้นที่ 291 ไร่นี้ ให้เป็น Road Map ที่กำลังจะเดินไปจากพระราม 4 ถึงพระราม 1


5 ปีนี้ลงทุนเอง

ที่ผ่านมาการพัฒนาพื้นที่ของสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาฯ ถ้าเป็นโครงการขนาดใหญ่มักจะให้เอกชนมาร่วมลงทุน แต่ก็มีอุปสรรคสำคัญคือ เรื่องเวลา ที่สำนักงาน ไม่สามารถคุมเวลาได้ อย่างเช่น โครงการหัวมุมสามย่าน ที่กลุ่มโกลเด้นแลนด์ได้ไปใช้เวลา 7 ปี ตั้งแต่เริ่มเปิดทีโออาร์โครงการก็ต้องให้ ครม.อนุมัติ จึงมาคัดเลือกเอกชน เจรจาได้แล้วก็ไม่รู้ว่าครม.จะอนุมัติเมื่อไหร่ สำหรับเอกชนที่ลงทุนวางแผนเมื่อ 7 ปีที่แล้ว เมื่อ จะลงมือพัฒนา สภาพเศรษฐกิจและการตลาดก็เปลี่ยนไปแล้ว แผนการลงทุนก็ต้องแตกต่างจากเดิม ทำให้เอกชนขยาด ดังนั้น โครงการที่จะพัฒนาในช่วง 5 ปีนี้ สำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาฯ อาจจะต้องลงทุนเอง โครงการที่คิดว่ารอไปได้จะให้เอกชนมาลงทุน

ในช่วงระยะสั้น สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาฯ จะพัฒนาโครงการแนวราบไปก่อน เป็นพัฒนาตามสภาพ ปรับปรุงตึก
แถวเก่า ปรับปรุงทางเดิน สร้างอัตลักษณ์ทำให้น่าเดิน เรียกว่า สามย่านโอลด์ ทาวน์ จะทำในปีนี้ และปีหน้า เพิ่มทางเดิน (แกนสีเขียว) เชื่อมริมถนนพระราม 4 เป็นไกด์ไลน์ หากว่าในอนาคตจะมีการประมูลโครงการใหม่ ทุกตึกต้องเชื่อมต่อถึงกัน

เอกชนสร้างศูนย์กีฬา

ส่วนพื้นที่รอการพัฒนาตรงหัวมุมฝั่งถนนพระราม 1 มีโครงการชื่อ สเตเดี้ยม วัน (Stadium One) เดิมย่านนี้มีร้านขายอุปกรณ์กีฬา ปัจจุบันให้เข้ามาอยู่ด้านริมถนนบรรทัดทองกับย่านสวนหลวง แต่ยังอยากรักษาเอกลักษณ์ของกิจกรรมหรือธุรกิจที่เกี่ยวกับกีฬา เพราะอยู่ติดกับสนามกีฬา จึงมีแนวคิดจะเปิดสัมปทานให้เอกชนพัฒนาเป็นย่านกีฬา เน้นกีฬาจักรยานและวิ่ง โดยมีกรอบว่าต้องมีร้านค้าเกี่ยวกับธุรกิจดังกล่าวไม่น้อยกว่า 60 ร้าน

โครงการนี้มีผู้สนใจยื่นมาและคัดเลือกได้แล้ว ชื่อบริษัทสปอร์ต โซไซตี้ เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มผู้จำหน่ายจักรยาน ขณะนี้อยู่ระหว่างก่อสร้าง คาดว่าจะพร้อมเปิดบริการปลายปี 2560 นี้ ต่อไปจะเกิดเป็นย่านกีฬาใหม่ๆ อาทิ จักรยาน วิ่ง และกีฬากลางแจ้งอื่นๆ รวมถึงจะกลายเป็นจุดนัดพบของนักปั่นจักรยาน เพราะมีล็อกเกอร์ ที่อาบนํ้า ที่รับฝากจักรยาน ฯลฯ


4พันล.พัฒนาบล็อก 33

ยังมีอีกหนึ่งโครงการที่สภามหาวิทยาลัยฯ อนุมัติแล้ว คือแผนพัฒนาพื้นที่บล็อก 33 ที่อยู่ติดสวน 100 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พื้นที่ประมาณ 13 ไร่ พัฒนาอาคาร 3 ทาวเวอร์ เป็นที่อยู่อาศัย,อาคารสำนักงาน,ร้านค้า และที่จอดรถ ภายใต้คอนเซปท์ Smart Intellectual Society ขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบ พร้อมๆ กับเปิดให้ธุรกิจที่อยู่ในธีมดังกล่าวเข้ามาเจรจาเช่าพื้นที่ โดยธุรกิจที่จะมาอยู่ในโครงการนี้มีธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพ อาทิ เวลเนสเซ็นเตอร์ ศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง และศูนย์กายภาพบำบัด ธุรกิจเกี่ยวกับการเรียนรู้และนวัตกรรมใหม่ ความคิดสร้างสรรค์ สำหรับโครงการนี้ต้องการหาผู้เช่าก่อนสร้างตึก จากนั้นออกแบบตามความต้องการของธุรกิจที่เข้ามาดำเนินการ โครงการนี้ใช้งบลงทุนประมาณ 4,300-4,500 ล้านบาท ตั้งเป้าออกแบบปีนี้ และเริ่มก่อสร้างในปี 2561

ส่วนพื้นที่ติดกัน บล็อก 34 มีแผนพัฒนาเป็น Innovation Exhibition พื้นที่แสดงนวัตกรรมตลอดทั้งปี จะดึงบริษัทชั้นนำมาเปิดห้องโชว์นวัตกรรม เหมือนงานบีโอไอแฟร์ คาดว่าอีก 6 เดือนหลังแผนการตลาดชัดเจน ก็จะเดินสายพบปะบริษัทเอกชน

พลิกสยามสแควร์ นอกจากพื้นที่สวน หลวง-สามย่าน พื้นที่สยามสแควร์เป็นพื้นที่ที่ธุรกิจอยากอยู่ คนอยากเช่า มีคิวรอเช่าพื้นที่ยาวมาก แต่ต่อไปก็จะขอจัดสรรผู้เช่าบ้าง เลือกผู้เช่าที่เป็นคนเก่งและมาจากท้องถิ่นต่างๆ ถ้าเป็นสินค้าหรือธุรกิจที่มีความคิดสร้างสรรค์ดีๆ คอนเซ็ปต์ดี ก็พร้อมจะเปิดพื้นที่พิเศษให้ในสยามสแควร์ เช่น ร้านโอ้กะจู๋ ขณะนี้มาเปิดที่สยามสแควร์

พร้อมกันนี้มีแผนจะปรับปรุงสยามสแควร์ให้เป็นวอล์ก กิ้งสตรีต โดยจะเพิ่มพื้นที่จอดรถ ทุบตึกแถวเก่าตรงข้ามศูนย์การค้าเอ็มบีเค สร้างอาคารจอดรถด้านล่าง และด้านบนเป็นพื้นที่สำนักงาน ขณะนี้ได้เคลียร์พื้นที่แล้ว ต่อไปเมื่อสร้างที่จอดรถแล้ว จะไม่ให้รถวิ่งบนสยามสแควร์ซอย 7 รถจากถนนพญาไทก็เข้าอาคารจอดรถตรงบล็อก เอช ที่สร้างใหม่ ถ้ามาทางอังรีดูนังต์ก็จอดรถที่อาคารสยามกิตติ์

ฉะนั้นถนนเส้นนี้เป็นวอล์กกิ้งสตรีตใหญ่ ส่วนรถทุกประเภทก็ให้ไปวิ่งด้านหลัง ให้วิ่งสวนทางกัน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05,05, 2017, 20:39:13 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
06,05, 2017, 10:36:58
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,316


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #147 เมื่อ: 06,05, 2017, 10:36:58 »

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1493999489

ครองใจนักท่องเที่ยว! "กรุงเทพฯ" แชมป์เมืองจุดหมายปลายทางเเห่งเอเชียแปซิฟิก

ผลสำรวจดัชนีจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวในเอเชียแปซิฟิกของมาสเตอร์การ์ดประจำปี 2560 พบว่า กรุงเทพมหานครยังคงเป็นเมืองที่เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเอาชนะสิงคโปร์ที่ตามมาเป็นอันดับ 2 ไปได้

โดยรวมแล้ว มีนักท่องเที่ยวทั้งหมด 339.2 ล้านคน เดินทางมายังสถานที่ที่เป็นจุดหมายปลายทางในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก 171 แห่งในปี 2559 นำโดยกรุงเทพฯที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมา 19.3 ล้านคน ตามด้วยสิงคโปร์ที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาอยู่ที่ 13.1 ล้านคน ขณะที่ใน 10 อันดับแรกยังมี จ.ภูเก็ตอยู่ในอันดับที่ 6 มีนักท่องเที่ยวเดินทางมา 9.1 ล้านคน ส่วนพัทยาอยู่ในอันดับ 8 ที่ 8.1 ล้านคน

ส่วนที่เหลือนั้นอันดับ 3 เป็นของกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นที่มีนักท่องเที่ยว 12.6 ล้านคน ตามด้วยกรุงโซลของเกาหลีใต้ที่ 12.4 ล้านคนและกรุงกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซียที่ 11.3 ล้านคน

อันดับ 7 เป็นเขตปกครองพิเศษฮ่องกงของจีน อันดับ 9 คือนครโอซากาของญี่ปุ่น และอันดับ 10 เป็นกรุงไทเป ของไต้หวัน

นอกจากนี้ ผลสำรวจยังระบุว่า กรุงเทพฯยังครองสถิติเมืองที่มีนักท่องเที่ยวมาพักผ่อนแบบค้างคืนมากที่สุด โดยมียอดรวมทั้งหมดอยู่ที่ 87.6 ล้านคืน ตามมาด้วยนครซิดนีย์ของออสเตรเลียที่ 87.5 ล้านคน

ในแง่ของของค่าใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวโดยรวมในภูมิภาค กรุงเทพฯคว้าอันดับ 2 ด้วยสถิติค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่ 12,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่สิงคโปร์คว้าอันดับ 1 ไปครองด้วยค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่ 15,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
08,05, 2017, 09:38:26
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,316


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #148 เมื่อ: 08,05, 2017, 09:38:26 »

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1494176374

เรือประมงไทยอ่วม! กฎเหล็กไอยูยู 2 ปี ธุรกิจสูญแสนล้าน-หาทางรอดแปลงสัญชาติ

กิจการประมงเสียหายหนักกว่า 1 แสนล้าน หลังไทยเดินตามกฎเหล็กไอยูยูร่วม 2 ปี ผู้ประกอบการจวกรัฐแก้ปัญหาล้มเหลว ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ขณะที่นโยบายแปลงสัญชาติเรือสะดุด ราคาอาชญาบัตรพุ่ง 3-5 ล้านบาท

นายภูเบศ จันทนิมิ นายกสมาคมการประมงจังหวัดปัตตานี เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า นโยบายและมาตรการควบคุมเรือประมงตามข้อกำหนดของไอยูยู ทำให้ผู้ประกอบการประมงของไทยต้องหยุดทำการมาเกือบ 2 ปี และภาครัฐยังมีนโยบายให้เรือประมงสามารถถอนทะเบียนเรือ เพื่อนําเรือไปจดทะเบียนเป็นเรือสัญชาติอื่นได้ โดยกำหนดให้ผู้ประกอบการเรือประมงที่อยู่เขตน่านน้ำใดก็ให้ไปขึ้นทะเบียนกับ ประเทศใกล้เคียง เช่น เรือประมงปัตตานีจะไปขึ้นทะเบียนประมงที่ประเทศมาเลเซีย เรือประมงจังหวัดตราดก็จะไปขึ้นทะเบียนที่ประเทศกัมพูชา ส่วนจังหวัดระนองจะไปขึ้นทะเบียนที่ประเทศเมียนมา เป็นต้น

สำหรับเรือประมงในจังหวัดปัตตานีได้ถอนทะเบียนและไปขึ้นทะเบียนประมงประเทศ มาเลเซียแล้วจำนวนกว่า 50 ลำ และยังมีอีกจำนวนหนึ่งที่อยู่ระหว่างการถอนทะเบียน โดยมีค่าใช้จ่ายประมาณลำละ 20,000-30,000 บาท

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดทางการไทยได้มีคําสั่งล็อกเรือไว้ก่อนจนกว่าเจ้าของเรือจะนําเอกสาร หลักฐานการจดทะเบียนเรือสัญชาติอื่นมาแสดงตนก่อนจึงจะสามารถถอนทะเบียนเรือ ไทยได้ ซึ่งนโยบายดังกล่าวนี้กำลังสร้างปัญหาให้กับผู้ประกอบการมาก ซึ่งถามว่าเรือ 1 ลำ จะมีใบทะเบียน 2 ใบได้หรือไม่ เจ้าหน้าที่ก็จะอ้างว่าต้องทำตามไอยูยู ทั้งนี้ ชาวประมงไปหาเงินเข้าประเทศ รัฐก็ควรอำนวยความสะดวกให้ด้วย

นอกจากนี้ยังพบความผิดปกติของจำนวน เรือประมงพาณิชย์ที่มีอยู่เดิมทั่วประเทศ จำนวน 10,000 ลำ โดยแยกเรือที่ผิดกฎหมายออกไปแล้ว แต่ข้อมูลล่าสุดกลับมีเรือประมงพาณิชย์อยู่ที่ 12,000 ลำ โดยมีเรือเพิ่มขึ้นมาอีกกว่า 1,000 ลำ แต่จากการตรวจสอบพบว่าจำนวนเรือที่เพิ่มขึ้นนั้น เป็นเรือที่ยุติกิจการ ถอนทะเบียนออกไปแล้ว และส่วนหนึ่งเป็นเรืออวนลากปลากะตัก และเรืออวนล้อม ซึ่งที่ผ่านมามีการซื้อขายอาชญาบัตรเรือคู่ละประมาณ 3 ล้านบาท และ 5 ล้านบาท

"ปัญหาชาวประมงเกิดขึ้นครบรอบ 2 ปีแล้ว โดยมีการประกาศใช้กฎหมายและประกาศของทางการออกมาใช้บังคับกับชาวประมงกว่า 100 ฉบับ โดยกำหนดให้ชาวประมงเดินตามเรือประมงของประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งจริง ๆ เราต้องหันมาดูเรือประเทศของเราด้วยว่าจะดำเนินการกันอย่างไร ต้องรับฟังชาวประมงไทยด้วย ซึ่งทุกคนยอมทำตามข้อบังคับทุกอย่าง แต่ปัญหาก็ยังไม่จบสิ้น ส่งผลกระทบให้กับประชาชนมาก และจนถึงขณะนี้ กิจการประมงได้รับความเสียหายกว่า 100,000 ล้านบาท แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการแก้ไขปัญหาการประมงในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา" นายภูเบศกล่าว
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
08,05, 2017, 19:23:03
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,316


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #149 เมื่อ: 08,05, 2017, 19:23:03 »

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1494243563
บสย.ระดมทีมให้คำปรึกษาค้ำประกันสินเชื่อในงาน Money Expo

บสย.ลุยงาน Money Expo 2017 ขนผลิตภัณฑ์ค้ำประกันสุดฮอต ทั้งโครงการค้ำประกันสินเชื่อ PGS 6, รายย่อย, Start-up & Innovation และ SMEs Tranformation Loan พร้อมจัดทีมงานเพียบคอยบริการให้คำปรึกษาและการขอสินเชื่อเอสเอ็มอีฟรี ตลอดทั้ง 4 วัน ภายในบูธยังเปิดออนไลน์บาร์ ฟรีโซนสำหรับลูกค้าที่ต้องการท่องโลกโซเชียลและใช้อินเตอร์เน็ต พร้อมร่วมเล่นเกมท่องโลกเสมือนจริง รับของรางวัลมากมาย

นายนิธิศ มนุญพร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า บสย.ได้ร่วมงานมหกรรมการเงิน ครั้งที่ 17 “Money Expo 2017”  โดยปีนี้ บสย.ได้ระดมทีมงานให้บริการคำปรึกษาด้านการค้ำประกันสินเชื่อ การขอสินเชื่อ หรือหากต้องการขอสินเชื่อต้องเตรียมตัวอย่างไร รวมถึงการให้คำแนะนำเรื่องการทำธุรกิจให้กับผู้ประกอบการ SMEs ตลอดทั้ง 4 วัน

สำหรับผู้ประกอบการ SMEs ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการกลุ่มไหน บสย.มีผลิตภัณฑ์รองรับครบทุกกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการทั่วไป ผลิตภัณฑ์ค้ำประกัน SMEs ทวีทุน (PGS ระยะที่6) ,ผู้ประกอบการรายย่อย บสย.ก็มีผลิตภัณฑ์ค้ำประกันสินเชื่อรายย่อย ระยะที่ 2, ผู้ประกอบการใหม่และนวัตกรรม โครงการค้ำประกันสินเชื่อ Start-up & Innovation หรือผู้ประกอบการที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล โครงการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs Tranformation Loan

นอกจากทีมงานที่คอยให้คำปรึกษาแล้ว ภายในบูธ บสย.ยังเปิดให้บริการ “ออนไลน์ บาร์” สำหรับลูกค้าได้ท่องโลกโซเชียล และต้องการใช้อินเตอร์เน็ต พร้อมร่วมกิจกรรมออนไลน์ Like & Share และร่วมเล่นเกมท่องโลกเสมือนจริง รับของรางวัลมากมาย และที่พิเศษสุดสำหรับในงาน Money Expo ปีนี้ บสย.ได้จัดสัมมนาหัวข้อ “เทคนิคเตรียมตัวให้ได้เงินกู้ยุค 4.0” โดย คุณประภัสรา เนาวบุตร ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายกิจการสาขา ในวันศุกร์ที่ 12 พ.ค.นี้ 17.30 น.เป็นต้นไป ณ ห้องสัมมนา อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

สำหรับงาน Money Expo 2017 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-14 พฤษภาคม 2560 ณ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยบสย.อยู่ที่บูธ J5
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08,05, 2017, 19:25:52 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
หน้า: 1 ... 8 9 [10] 11 12 ... 26   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: