GUN IN THAILAND
21,01, 2019, 12:29:04 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Google
หน้า: 1 ... 12 13 [14] 15 16 ... 30   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย  (อ่าน 10366 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
16,06, 2017, 09:11:13
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 20,022


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #195 เมื่อ: 16,06, 2017, 09:11:13 »

ที่บ้านนอก คุณพ่อมียางพาราอยู่หลายพันต้นครับ ด้วยราคาตอนนี้ ก็ประคับประคองกันไป พยายามให้อยู่ได้ทั้งเราและลูกน้อง หลายๆ ครอบครัว หลายชีวิต ที่จ้างมา

โชคดีที่ยังมีเงินเดือนประจำจากงานราชการส่วนท้องถิ่น (เป็น ส.ท.) มาใช้จ่ายบ้าง

จากที่ราคาตกต่ำมาหลายปี ก็พยายามปรับตัวโดยปลูกพืชอื่นๆ เพิ่ม เช่น กล้วยน้ำว้า สับปรส มะนาว และหาตลาดรับซื้อเพื่อไม่ให้ถูกกดราคา จนเกินไป
รอแก้ปัญหาราคายางอย่างเดียวไม่ไหวครับ ดูแล้วค่อนข้างมืดมน  เหงื่อตก

ดีครับ เกษตรกร มาบอกเองจะได้มีหลายแง่มุม
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
18,06, 2017, 21:23:24
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 20,022


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #196 เมื่อ: 18,06, 2017, 21:23:24 »

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1497695633
พ่อค้าแปลงร่าง! แห่ประมูลข้าว ขายทำอาหารสัตว์เจอแต่ชื่อบิ๊กส่งออก

ฮือฮาโรงสี-ส่งออกข้าว แปลงร่างเข้าประมูลสต๊อกข้าวรัฐที่มิใช่อาหารคน มาหมดทั้ง "กลุ่มแสงฟ้า-สิงห์โตทอง" ขอใบ รง.4 ตั้งโรงงานอาหารสัตว์-ปุ๋ย ลุ้นรัฐเคาะขาย 2.12 ล้านตัน ให้เอกชน 16 ราย มูลค่า 11,000 ล้านบาท

นายกีรติ รัชโน รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมา หลังจากที่กรมการค้าต่างประเทศเปิดให้เอกชนยื่นซองราคาเสนอซื้อข้าวสารในสต๊อกของรัฐเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่การบริโภคของคนครั้งที่ 2/2560 ปรากฏมีผู้มายื่นเสนอราคาซื้อสูงสุด 16 ราย จากที่ยื่นเสนอราคาทั้งหมด 21 ราย รวมปริมาณข้าว 2.12 ล้านตัน หรือคิดเป็น 96.36% ของข้าวสารทั้งหมดที่นำมาเปิดประมูล 2.2 ล้านตัน มูลค่ารวม 11,465.7 ล้านบาท

"ผู้เข้าประมูลยื่นระดับราคาเสนอซื้อตั้งแต่ตันละ 2,000 บาทไปจนถึง 6,730 บาท หรือเฉลี่ยตันละ 4,000-5,000 บาท สูงกว่าการประมูลข้าวชนิดนี้ในรอบที่ผ่านมา หลังจากนี้กรมจะเสนอผลสรุปการพิจารณาต่อที่ประชุมคณะทำงานระบายข้าวกับคณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว ก่อนเสนอประธานคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการข้าวพิจารณาอนุมัติต่อไป" นายกีรติกล่าว

แหล่งข่าวจากวงการค้าข้าวตั้งข้อสังเกตว่า การประมูลข้าวที่ไม่ใช่บริโภคของคนครั้งนี้ มีโรงสีและผู้ส่งออกเข้าร่วมประมูล 11 ราย จากจำนวนผู้ที่ผ่านคุณสมบัติ 23 ราย สาเหตุที่โรงสี-ผู้ส่งออกข้าวเข้าร่วมประมูลได้ไม่ใช่เพราะกรมการค้าต่างประเทศปรับเงื่อนไขและหลักเกณฑ์การประมูลที่ให้ผู้ประกอบการข้าวเข้าร่วมได้ แต่เป็นเพราะกลุ่มโรงสี-ผู้ส่งออกข้าวใช้วิธีไปแจ้งจดขอใบอนุญาตประกอบโรงงาน (ใบ รง.) ประเภทอื่นเพื่อไม่ให้ขัดกับหลักเกณฑ์การประมูลที่ระบุไว้ว่าเป็นข้าวที่ไม่ให้คนบริโภค ยกตัวอย่าง กลุ่มโรงสีสิงห์โตทอง อาร์ซีไรซ์ และสิงห์โตทอง คอร์ปอเรชั่น ผู้ประกอบการโรงสีชื่อดังใน จ.กำแพงเพชร ได้ยื่นจดทะเบียนตั้งโรงงานอาหารสัตว์ หรือกลุ่มบริษัทแสงฟ้ายื่นจดทะเบียนตั้งโรงงานปุ๋ย เป็นต้น

"การประมูลครั้งนี้ที่มาแรงมากก็คือ กลุ่มแสงฟ้าโปรดิวส์ ซึ่งเป็นผู้ส่งออกข้าวท็อป 5 และยังมีการส่งออกมันเส้นได้เข้าร่วมประมูลครั้งนี้ด้วย โดยเสนอราคาประมูลแพงสุดตันละ 5,500-6,700 บาท ซึ่งในวงการทราบว่า บริษัทวี ออ แกรนิค คือบริษัทในเครือแสงฟ้าประมูลครั้งที่แล้วได้ข้าวไปถึง 50,000 ตัน และรอบนี้ตั้งเป้าจะซื้ออีก 229,040 ตัน รวมตัวบริษัทแสงฟ้าเองอีก 982,072 ตัน ถ้าชนะการประมูลก็จะได้ข้าวไปถึง 1,211,112 ตัน หรือเกิน 50% ของปริมาณที่คาดว่าจะอนุมัติขาย 2.12 ล้านตัน" แหล่งข่าวกล่าว

ส่วน 16 บริษัทที่ยื่นราคาประมูลข้าวที่ไม่ใช่การบริโภคของคนสูงสุด แบ่งเป็น 1)กลุ่มอาหารสัตว์ ได้แก่ บจก.เอพีเอ็มอะโกร. 155,625.316 ตัน, บจก.SPM อาหารสัตว์ 30,880.832 ตัน, บจก.V.C.F กรุ๊ป 291,699.564 ตัน, บจก.มหาทรัพย์ฟีด 38,569.303 ตัน และ บจก.กาญจนอาหารสัตว์ 123,316.357 ตัน 2)กลุ่มโรงสี-ผู้ส่งออกข้าว ได้แก่ บจก.บุรีรัมย์สหสินข้าวไทย 9,683.479 ตัน, หจก.แสงฟ้าโปรดิวส์ 967,362.099 ตัน, หจก.เฮงเพิ่มพูน 22,195.694 ตัน, หจก.โรงสีทรัพย์แสงทอง ( 2550) 13,300.038 ตัน, บจก.โรงสีธันยบูรณ์ อินเตอร์เทรด 100,868.712 ตัน

3)กลุ่มผู้ค้ามันสำปะหลัง บมจ. P.S.C สตาร์ชโปรดักส์ 65,309.732 ตัน 4)กลุ่มผู้ค้าปุ๋ย บจก.วีออร์แกนนิค 229,040.539 ตัน 5)กลุ่มไซโล/ค้าส่งค้าปลีกขายวัสดุทางการเกษตร ได้แก่ บจก.เจริญวัฒนา (โง้วเทียนเซ้ง) 14,413.038 ตัน, บจก.ชิโนไทย อะโกร โปรดักซ์ 1,648.818 ตัน, บจก.จิรชัย โปรดิ้วซ์ 9,995.977 ตัน และ บจก.เชียงรายกิจศิริโซโล 1995 ปริมาณ 30,601.944 ตัน รวม 16 ราย ปริมาณเสนอซื้อข้าว 2,104,512.197 ตัน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18,06, 2017, 21:26:24 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
19,06, 2017, 07:54:16
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 20,022


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #197 เมื่อ: 19,06, 2017, 07:54:16 »

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1497512608
เศรษฐกิจไทย : โตต่ำ เงินเฟ้อต่ำ

คอลัมน์ระดมสมอง โดย ถนอมศรี ฟองอรุณรุ่ง


ไอเอ็มเอฟได้เผยแพร่รายงานการประเมินเศรษฐกิจไทย ในปลายเดือนพฤษภาคม 2560 ได้ ปรับคาดการณ์เศรษฐกิจไทยดีขึ้นจากเดิม โดยคาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 3.2 ในปีนี้ และร้อยละ 3.3 ในปีหน้า (2561) ซึ่งใกล้เคียงกับที่นักวิเคราะห์ทั้งหลายคาด แต่ต่ำกว่าการคาดการณ์ของรัฐบาลไทยเล็กน้อย

ไอเอ็มเอฟมองว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปสถาบันการเงินมีความมั่นคงนอกจากนี้เสถียรภาพภายนอกมีความแข็งแกร่ง(เกินดุลบัญชีเดินสะพัดและมีทุนสำรองระหว่างประเทศสูง)อย่างไรก็ตามปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ตลอดจนความผันผวนของตลาดการเงิน อาจจะทำให้เศรษฐกิจโตน้อยกว่าคาด

สำหรับประเด็นที่น่าสนใจ คือไอเอ็มเอฟแสดงความกังวลในเรื่องของระดับการขยายตัวและเงินเฟ้อที่ต่ำของไทย โดยแนะนำให้ใช้นโยบายการคลังและนโยบายการเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ และการปฏิรูปเพื่อไม่ให้ไทยติด "กับดักโตต่ำเงินเฟ้อต่ำ (a low-inflation, low-growth trap)"

จากข้อมูลในปี 2559 ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มเดียวกับประเทศพัฒนา ที่มีอัตราการขยายตัวต่ำและเงินเฟ้อต่ำ โดยเศรษฐกิจไทยโตร้อยละ 3.2 และเงินเฟ้ออยู่ที่ร้อยละ 0.2 ซึ่งอยู่ในระดับใกล้เคียงกับประเทศเกาหลี ออสเตรเลีย ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย มีอัตราการขยายตัวที่สูงกว่าไทยและเงินเฟ้อไม่อยู่ในระดับต่ำมาก ทั้งนี้เศรษฐกิจไทยขยายตัวในระดับต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะในช่วงหลังวิกฤตการเงินปี 2551 โดยเศรษฐกิจไทยขยายตัวเฉลี่ยที่ร้อยละ 3.1 ในระหว่างปี 2552-2559 ลดลงจากร้อยละ 4.9 ในปี 2543-2551 ซึ่งต่ำกว่าประเทศอื่น เช่นเดียวกับอัตราเงินเฟ้อของไทยที่ปรับลดลงในช่วงเวลาดังกล่าวและต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน

นอกจากนี้ยังเป็นที่คาดการณ์ว่าทั้งการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยและเงินเฟ้อน่าจะยังอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องในปีนี้และอาจจะปีหน้า(2561)ด้วยโดยไอเอ็มเอฟคาดการณ์จีดีพีไทยโตในระดับร้อยละ3.2-3.3ในปี 2560-2561 และเงินเฟ้อที่ร้อยละ 1.2 และ 0.6 ในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งการขยายตัวในระดับร้อยละ 3 นับว่าต่ำกว่าระดับศักยภาพของไทยที่เคยอยู่ที่ร้อยละ 4-5 ในช่วงก่อนวิกฤต ซึ่งการที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำและเงินเฟ้อต่ำ ทำให้กิจกรรมและธุรกิจภายในประเทศซบเซาและชะลอตัวลง และผู้ที่ได้รับผลกระทบมาก น่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็กและผู้ที่มีรายได้น้อย ซึ่งเป็นกำลังซื้อหลักของเศรษฐกิจ

แม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจบางตัวจะปรับตัวดีขึ้น เช่น การขยายตัวของจีดีพี การส่งออก และยอดขายรถยนต์ แต่ดูเหมือนว่าผลบวกของการฟื้นตัวนี้ไม่กระจายอย่างทั่วถึง ดังจะเห็นได้จากปัญหาหนี้เสียของธนาคารที่เพิ่มขึ้นในส่วนของธุรกิจขนาดเล็ก และหนี้เสียส่วนบุคคล รวมทั้งการขยายตัวของการบริโภคที่อยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง

จากสถานการณ์ดังกล่าว ไอเอ็มเอฟจึงเสนอแนะให้ไทยใช้นโยบายการเงินการคลังแบบผ่อนคลาย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและความต้องการภายในประเทศ ประกอบกับการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อแก้ปัญหาในระยะยาว โดยการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ที่มีปัญหาหลายประการ เช่น จำนวนคนวัยทำงานลดลง ไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย (คนแก่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว) ขาดแคลนแรงงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ความไม่เพียงพอของโครงสร้างพื้นฐาน เป็นต้น

ซึ่งการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างคงต้องใช้เวลาหลายปี และเป็นเรื่องที่ต้องทำต่อเนื่อง หากแก้ปัญหาได้ก็จะสามารถเพิ่มศักยภาพการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ซึ่งรัฐบาลพยายามที่จะแก้ปัญหาดังกล่าวและตั้งความหวังไว้ค่อนข้างสูงว่า นโยบายส่งเสริมการลงทุนในระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (Eastern Economic Corridor หรือ EEC) จะสามารถเพิ่มศักยภาพของเศรษฐกิจไทย โดยรัฐบาลหวังว่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถกลับมาขยายตัวได้ในระดับร้อยละ 4-5 ในอนาคต ขณะเดียวกันไอเอ็มเอฟก็สนับสนุนให้รัฐบาลสร้างระบบเพื่อรองรับการเข้าสู่สังคมสูงวัยในอนาคตด้วย

ส่วนนโยบายการเงินนั้นไอเอ็มเอฟมองว่าดอกเบี้ยของไทยอยู่ในระดับสูงเกินไปเพราะเงินเฟ้อไทยอยู่ในระดับต่ำกว่าเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)มา 2 ปีแล้ว และเงินเฟ้อพื้นฐาน (ไม่รวมราคาพลังงานและอาหารสด) ก็ปรับลดลงต่อเนื่อง (ปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 0.46 และอยู่ต่ำกว่าร้อยละ 1 มากว่าปีครึ่ง) ทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (ดอกเบี้ยนโยบายหักด้วยเงินเฟ้อ) ปรับเพิ่มขึ้นจาก 0.3 เป็น 1.3 ในปี 2559 ซึ่งเป็นระดับที่ตึงเกินไป (คำนวณโดยไอเอ็มเอฟ)

หรืออีกนัยหนึ่ง ไอเอ็มเอฟมองว่าไทยควรจะต้องปรับลดดอกเบี้ยลงจากปัจจุบัน ควบคู่กับการใช้มาตรการควบคุมความเสี่ยงของสถาบันการเงิน (Macroprudential) แต่ ธปท.นั้นดูเหมือนจะมองว่า ภาวะการเงินในปัจจุบันเอื้ออำนวยต่อการฟื้นตัวอยู่แล้ว และเป็นห่วงว่าถ้าลดดอกเบี้ยจะทำให้เกิดปัญหาได้ เพราะดอกเบี้ยต่ำจะทำให้คนหันเหไปลงทุนในตราสารที่ให้ดอกเบี้ยสูง โดยไม่คำนึงถึงความเสี่ยง นอกจากนี้ เงินเฟ้อที่ต่ำในปัจจุบันน่าจะเป็นเพียงสถานการณ์ชั่วคราว ที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นในอนาคต

อีกประการหนึ่ง ธปท.พูดเสมอคือประสิทธิภาพของนโยบายการเงินในปัจจุบัน มีไม่มาก การลดดอกเบี้ยจึงไม่น่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจเท่าไหร่นัก

จึงเป็นที่คาดว่า ธปท.คงจะไม่ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายจากระดับปัจจุบัน แต่น่าจะปล่อยให้กลไกตลาดทำหน้าที่กดดอกเบี้ยลงเอง โดยจะเห็นว่าดอกเบี้ยในตลาดเงิน เช่น พันธบัตรระยะสั้นนั้นลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพันธบัตรอายุต่ำกว่า 1 ปี ในปัจจุบันอยู่ต่ำกว่าดอกเบี้ยนโยบาย หรือต่ำกว่าร้อยละ 1.5
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19,06, 2017, 08:02:44 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
19,06, 2017, 14:30:55
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 20,022


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #198 เมื่อ: 19,06, 2017, 14:30:55 »

http://money.sanook.com/491077/

ประมงโอดแรงงานขาด74,000คน เล็งบินถกพม่า

อุตสาหกรรมประมง โอดแรงงานขาด 74,000 คน เรือจอดนิ่งกว่า 4,000 ลำ เล็งบินถกพม่า นำเข้าคนถูกกฏหมาย

นายศราวุธ โถวสกุล รองประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย เปิดเผยกับสำนักข่าวไอ.เอ็น.เอ็น. ว่า อุตสาหกรรมประมงทั่วประเทศกำลังประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน ซึ่งจากการสำรวจ ณ วันที่ 12 มิ.ย.2560 พบว่า อุตสาหกรรมประมง ขาดแคลนแรงงานมากถึง 74,000 คน มีเรือประมงจอดนิ่งที่ท่าเรือกว่าร้อยละ 30 หรือ คิดเป็นจำนวนเรือกว่า 4,000 ลำ ซึ่งแนวทางการแก้ไขนั้น เห็นว่า วันที่ 29 มิ.ย. - 1 ก.ค.2560 กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน จะเป็นตัวแทนประเทศไทยไปหารือกับรัฐบาลพม่า เพื่อนำเข้าแรงงานถูกกฏหมาย โดยภาครัฐได้กำหนดค่าแรงขึ้นต่ำของแรงงานประมง คือ เดือนละ 10,000 - 12,000 บาท หรือ 350 บาทต่อวัน พร้อมมีค่ารักษาพยาบาล รวมถึงที่พักตามความเหมาะสม พร้อมย้ำว่า หากไม่มีการนำเข้าแรงงานประมง ก็จะทำให้ราคาอาหารทะเล 3-4 เดือนข้างหน้า ปรับตัวสูงขึ้นอีกร้อยละ 50
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
19,06, 2017, 20:08:43
bigbang
สมาชิกครอบครัว
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 902



« ตอบ #199 เมื่อ: 19,06, 2017, 20:08:43 »

http://money.sanook.com/491077/

ประมงโอดแรงงานขาด74,000คน เล็งบินถกพม่า

อุตสาหกรรมประมง โอดแรงงานขาด 74,000 คน เรือจอดนิ่งกว่า 4,000 ลำ เล็งบินถกพม่า นำเข้าคนถูกกฏหมาย

นายศราวุธ โถวสกุล รองประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย เปิดเผยกับสำนักข่าวไอ.เอ็น.เอ็น. ว่า อุตสาหกรรมประมงทั่วประเทศกำลังประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน ซึ่งจากการสำรวจ ณ วันที่ 12 มิ.ย.2560 พบว่า อุตสาหกรรมประมง ขาดแคลนแรงงานมากถึง 74,000 คน มีเรือประมงจอดนิ่งที่ท่าเรือกว่าร้อยละ 30 หรือ คิดเป็นจำนวนเรือกว่า 4,000 ลำ ซึ่งแนวทางการแก้ไขนั้น เห็นว่า วันที่ 29 มิ.ย. - 1 ก.ค.2560 กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน จะเป็นตัวแทนประเทศไทยไปหารือกับรัฐบาลพม่า เพื่อนำเข้าแรงงานถูกกฏหมาย โดยภาครัฐได้กำหนดค่าแรงขึ้นต่ำของแรงงานประมง คือ เดือนละ 10,000 - 12,000 บาท หรือ 350 บาทต่อวัน พร้อมมีค่ารักษาพยาบาล รวมถึงที่พักตามความเหมาะสม พร้อมย้ำว่า หากไม่มีการนำเข้าแรงงานประมง ก็จะทำให้ราคาอาหารทะเล 3-4 เดือนข้างหน้า ปรับตัวสูงขึ้นอีกร้อยละ 50


อย่าไปเอาโรฮิงยามาก็แล้วกัน  กลัวพม่ามันยัดมาให้จริงจริงครับ  เหงื่อตก
บันทึกการเข้า

เบอร์โทรผม เลขต้น 0897 เลขท้าย 255  ตรวจสอบและระวังคนแอบอ้างด้วยครับ
20,06, 2017, 12:09:26
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 20,022


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #200 เมื่อ: 20,06, 2017, 12:09:26 »

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1497931854

ราคาน้ำมันดิบปรับลดแตะระดับต่ำสุดในรอบ 7 เดือน จากความกังวลปริมาณน้ำมันดิบล้นตลาดเพิ่มขึ้น


ราคาน้ำมันดิบลดลงราว 50 เซนต์ต่อบาร์เรล หลังปริมาณน้ำมันดิบยังคงอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องจากทางสหรัฐฯ ลิเบีย และไนจีเรีย ส่งผลให้นักลงทุนยังคงกังวลต่อสถานการณ์น้ำมันดิบล้นตลาด

- ถึงแม้ว่าโอเปกจะออกมาประกาศการบรรลุข้อตกลงการปรับลดกำลังการผลิตต่อไปถึงเดือน มี.ค. 61 แต่ปริมาณน้ำมันดิบที่ผลิตจากทางฝั่งโอเปกยังคงอยู่ระดับสูง โดยโอเปกรายงานตัวเลขปริมาณน้ำมันดิบแตะระดับ 32.14 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยได้รับแรงหนุนจากปริมาณน้ำมันดิบทางฝั่งลิเบียและไนจีเรียที่ได้รับข้อยกเว้นการปรับลดกำลังการผลิต

- ล่าสุดลิเบียเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นมาระดับ 885,000 บาร์เรลต่อวัน หลังลิเบียประกาศว่าจะยกเลิกการปิดกั้นการผลิต 160,000 บาร์เรลต่อวัน จากการหยุดชะงักเกือบสองปีเนื่องจากเกิดข้อพิพาทกับบริษัทพลังงานของเยอรมัน โดยลิเบียตั้งเป้าหมายว่าจะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้จนแตะระดับ 1 ล้านบาร์เรลต่อวันภายในเดือน ก.ค.

- นักวิเคราะห์ยังกังวลต่อการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของปริมาณน้ำมันในสหรัฐฯ หลังการขุดเจาะน้ำมันดิบในสหรัฐฯ ยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องกว่า 22 สัปดาห์ติดต่อกัน โดย Baker Hughes รายงาน จำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบในสหรัฐฯ สำหรับสัปดาห์สิ้นสุด วันที่ 19 มิ.ย. ปรับเพิ่มขึ้น 6 แท่น มาอยู่ที่ระดับ 747 แท่น

- นอกจากนี้ความต้องการใช้น้ำมันดิบในเอเชียยังมีความไม่แน่นอน เห็นได้จากญี่ปุ่นและอินเดียรายงานปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบในเดือน พ.ค. 60 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ปรับลดลงราวร้อยละ 13.5 และ 4.2 ตามลำดับ


ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับตัวลดลงน้อยกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ โดยได้รับแรงหนุนจากปริมาณน้ำมันเบนซินคงคลังสิงคโปร์ปรับลดลง ประกอบกับได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์จากปากีสถานและอินเดีย

ราคาน้ำมันดีเซล ปรับตัวลดลงน้อยกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ โดยยังคงมีแรงหนุนของอุปสงค์จากอินเดีย และอินโดนิเซีย นอกจากนี้ปริมาณน้ำมันดีเซลคงคลังที่สิงคโปร์ที่ปรับลดลงช่วยสนันสนุนตลาด   

ไทยออยล์คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบในสัปดาห์นี้
                                                     
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสเคลื่อนไหวในกรอบ 43-48 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวในกรอบ 45-50 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

ปัจจัยที่น่าจับตามอง

ภาวะอุปทานน้ำมันดิบส่วนเกินยังคงส่งผลกดดันต่อราคาน้ำมันดิบต่อเนื่อง แม้ว่าโอเปกจะสามารถตกลงยืดระยะเวลาข้อตกลงการปรับลดกำลังการผลิตออกไปอีก 9 เดือน หลังกำลังการผลิตน้ำมันดิบของลิเบียปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 835,000 บาร์เรลต่อวัน เนื่องจากแหล่งผลิตน้ำมันดิบ Sharara เปิดดำเนินการ และปริมาณการผลิตน้ำมันดิบในไนจีเรียที่เพิ่มขึ้น หลังน้ำมันดิบ Forcados กำลังการผลิตราว 200,000-250,000 บาร์เรลต่อวัน กลับมาดำเนินการส่งออก

ความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปในสหรัฐฯ อ่อนตัวลงในช่วงฤดูกาลขับขี่ของสหรัฐฯ โดยอุปสงค์น้ำมันเบนซินในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาปรับลดลงกว่าร้อยละ 3.8 จากปีก่อนหน้า ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันเบนซินคงคลังสหรัฐฯ สิ้นสุด ณ วันที่ 9 มิ.ย. 2560 เพิ่มขึ้น 2.1 ล้านบาร์เรล มาอยู่ที่ระดับ 242.4 ล้านบาร์เรล ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีประมาณ 19.4 ล้านบาร์เรล

ปริมาณการน้ำมันดิบของสหรัฐฯ คาดจะปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หลังผู้ผลิตน้ำมันดิบในสหรัฐฯ เพิ่มการขุดเจาะน้ำมันดิบขึ้นต่อเนื่อง โดย Baker Hughes รายงานปริมาณแท่นขุดเจาะ สำหรับสัปดาห์สิ้นสุด 16 มิ.ย. 2560 ปรับเพิ่มขึ้นกว่า 22 สัปดาห์ติดต่อกันมาสู่ระดับสูงสุดในรอบ 2 ปีที่ 747 แท่น ส่งผลให้สำนักงานพลังงานสากล (IEA) คาดในปี 2560 ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐฯ คาดจะปรับเพิ่มขึ้น 430,000 บาร์เรลต่อวันจากปีก่อนหน้า และจะเติบโตขึ้นต่อเนื่องกว่า 780,000 บาร์เรลต่อวันในปี 2561
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20,06, 2017, 12:11:33 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
21,06, 2017, 00:08:53
เทพ ทิวบรรทัด
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,152



« ตอบ #201 เมื่อ: 21,06, 2017, 00:08:53 »

ขอบคุณครับ
บันทึกการเข้า

จงมีสติ อยู่เสมอ
21,06, 2017, 15:57:19
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 20,022


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #202 เมื่อ: 21,06, 2017, 15:57:19 »

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1497960764

ก.คลัง ปรับลดภาษีสรรพสามิต รถยนต์ไฮบริด-ไฟฟ้า ยาวถึงปี 68

วันที่ 20 มิถุนายน  เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ลดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 138) เพื่อประโยชน์แก่การเศรษฐกิจของประเทศ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 103 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2534 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรีออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ให้รถยนต์นั่งกึ่งบรรทุก (Pick – up Passenger Vehicle: PPV) ตาม (2.1)ของ (2) ในประเภทที่ 05.01 ของตอนที่ 5 รถยนต์ ในบัญชีท้ายประกาศกระทรวงการคลังเรื่อง ลดอัตราและยกเว้นภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 27) ลงวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ.2534ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ลดอัตราและยกเว้นภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 109)ลงวันที่ 24 เมษายน พ.ศ.2556  ที่มีความจุกระบอกสูบไม่เกิน 3,250  ลูกบาศก์เซนติเมตรและเป็นรถยนต์แบบผสมที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงและไฟฟ้า (Hybrid Electric Vehicle) ซึ่งมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่เกิน 175 กรัม/กิโลเมตร ได้รับการลดอัตราภาษีสรรพสามิตลงเหลือร้อยละ 23 ทั้งนี้ รถยนต์ดังกล่าวต้องมีคุณลักษณะ มาตรฐานความปลอดภัย และเป็นไปตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไข ที่อธิบดีประกาศกำหนด

ข้อ 2 ให้รถยนต์นั่งที่มีกระบะ (Double Cab) ตาม (3) ในประเภทที่ 05.01 ของตอนที่ 5 รถยนต์ ในบัญชีท้ายประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ลดอัตราและยกเว้นภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 27) ลงวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ.2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ลดอัตราและยกเว้นภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 109) ลงวันที่ 24เมษายน พ.ศ. 2556 ที่มีความจุกระบอกสูบไม่เกิน 3,250 ลูกบาศก์เซนติเมตร และเป็นรถยนต์แบบผสมที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงและไฟฟ้า (Hybrid Electric Vehicle) ซึ่งมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่เกิน 175 กรัม/กิโลเมตรได้รับการลดอัตราภาษีสรรพสามิตลงเหลือร้อยละ 10 ทั้งนี้ รถยนต์ดังกล่าวต้องมีคุณลักษณะ และเป็นไปตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไข ที่อธิบดีประกาศกำหนด

ข้อ 3 ให้รถยนต์นั่งแบบผสมที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงและไฟฟ้า (Hybrid Electric Vehicle)ตาม (2.1) ของ (2) ในประเภทที่ 05.01 และประเภทที่ 05.02 ของตอนที่ 5 รถยนต์ในบัญชีท้ายประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ลดอัตราและยกเว้นภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 27) ลงวันที่ 30ธันวาคม พ.ศ. 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ลดอัตรา และยกเว้นภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 109) ลงวันที่24 เมษายน พ.ศ. 2556 ที่มีความจุกระบอกสูบไม่เกิน 3,000 ลูกบาศก์เซนติเมตร ได้รับการลดอัตราภาษีสรรพสามิตลงกึ่งหนึ่งของอัตราภาษีที่ได้รับ การลดอัตราภาษีสรรพสามิต ตามบัญชีท้ายประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ลดอัตราและยกเว้นภาษี สรรพสามิต (ฉบับที่ 27) ลงวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศ กระทรวงการคลัง เรื่อง ลดอัตราและยกเว้นภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 109) ลงวันที่ 24 เมษายน พ.ศ.2556

ข้อ 4 ให้รถยนต์นั่งแบบพลังงานไฟฟ้า (Electric Powered Vehicle) ตาม (2.2)ของ (2) ในประเภทที่ 05.01  และประเภทที่ 05.02 ของตอนที่ 5 รถยนต์ ในบัญชีท้าย ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ลดอัตราและยกเว้นภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 27) ลงวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2534  ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ลดอัตราและยกเว้นภาษี สรรพสามิต (ฉบับที่ 109) ลงวันที่ 24 เมษายน พ.ศ.2556 ได้รับการลดอัตราภาษีสรรพสามิตลงเหลือร้อยละ 2

ข้อ 5 ผู้ที่จะได้รับการลดอัตราภาษีสรรพสามิตตามข้อ 3 และข้อ 4 นอกจากจะต้องปฏิบัติต