GUN IN THAILAND
20,11, 2017, 17:50:53 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Google
หน้า: 1 ... 14 15 [16] 17 18 ... 25   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย  (อ่าน 5427 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
04,07, 2017, 08:18:05
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,302


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #225 เมื่อ: 04,07, 2017, 08:18:05 »

วิกฤติต้มยำกุ้ง.... ต่อ.


แล้วที่สมัยรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร มีการเฉลิมฉลองว่า “จ่ายหนี้หมดแล้ว” คือหนี้ส่วนไหน

หนี้ที่รัฐบาลเอาเงินไปอุ้มธนาคารพาณิชย์มาจากการกู้ภาคประชาชน พวกเรานี่แหละ ที่ทักษิณบอกว่าจ่ายหนี้หมดแล้วเป็นหนี้อีกอัน

ต้องอธิบายโครงสร้างระบบเศรษฐกิจก่อน มันมีหลายภาคส่วน ได้แก่ ภาคธุรกิจ ภาคครัวเรือนและภาครัฐ โดยหนี้ต่างชาติเมื่อเอามารวมกัน ก็เป็นหนี้ไทยต่อต่างประเทศ เมื่อคุณป้องกันการโจมตีค่าเงินบาท จนทำให้เงินหมดกระเป๋า เงินที่แบงก์ชาติเหลือมีอยู่แค่ 2,000 ล้านดอลลาร์ แต่ปีหนึ่งไทยเรานำเข้าสินค้าต่อปีก็เกินเงิน 2,000 ล้านดอลลาร์ แต่เมื่อเงินดอลลาร์ที่ไทยมีเพียงเท่านั้น ฉะนั้น รัฐบาลไทยจะทำอย่างไรให้ระบบเศรษฐกิจไทยนำเข้าสินค้าได้ แล้วไทยก็ยังเป็นหนี้สถาบันการเงินต่างประเทศอีก จะหาเงินดอลลาร์จากไหนมาใช้

รัฐบาลจึงจำเป็นต้องกู้ IMF เพราะเราพิมพ์ดอลลาร์เองไม่ได้ ที่ทักษิณบอกว่าจ่ายหนี้หมดคือ จ่ายหนี้ดอลลาร์หมด หลังจากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจตอนนั้น ค่าเงินบาทก็อ่อนลงเป็นเท่าตัว ทำให้เราส่งออกสินค้าได้เพิ่มมากขึ้น สินค้าเดิม จากที่ 1 ดอลลาร์ ซื้อได้แค่ 25 บาท เป็น 1 ดอลลาร์ซื้อสินค้าไทยได้ 50 บาท ก็ทำให้เศรษฐกิจไทยค่อยๆ ดีขึ้น ไทยส่งออกได้มากขึ้น ก็มีเงินมาจ่ายหนี้ดอลลาร์ได้หมด

แต่ปัจจุบันรัฐบาลก็ยังเป็นหนี้เงินบาทที่กู้มาจากสาธารณชนอยู่ เช่น พันธบัตรรัฐบาล หนี้ที่มาล้างขาดทุนให้ธนาคารพาณิชย์ยังไม่หมด

แสดงว่า 1.4 ล้านล้านบาทก็ยังใช้ไม่หมด แล้วอีกนานไหม กว่าจะหมด

ใช่ 1.4 ล้านล้านบาท เฉพาะส่วนที่ล้างขาดทุนของระบบธนาคารพาณิชย์ไทย รัฐบาลยังใช้ไม่หมดแต่เหลืออีกไม่เยอะ ธนาคารที่แข็งแกร่งที่สุดในตอนนั้นก็คือ ธนาคารกรุงเทพกับกสิกรก็ยังต้องขายหุ้นบางส่วนให้ต่างชาติ จนปัจจุบันผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดในธนาคาร ที่แน่ๆ ตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจ ครอบครัวล่ำซำหรือครอบครัวโสภณพนิชก็ไม่ได้กลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่แล้ว ตอนนี้ทุกธนาคารพาณิชย์ไทยมีต่างชาติเข้ามาถือสัดส่วนหุ้นกันทั้งนั้น แค่มากหรือน้อย อย่าง ธนาคารไทยพาณิชย์ รัฐบาลก็อัดเงินช่วยเยอะถึงจะฟื้นได้

นอกเหนือจากการที่รัฐเข้าไปอุ้มภาคธนาคารแล้ว ภาคเศรษฐกิจส่วนอื่นในไทยฟื้นตัวจากวิกฤตินั้นได้อย่างไร

รัฐบาลไทยไม่ได้ทำอะไรมากกว่าแก้ภาคธนาคารให้กลับมาทำงานได้อีก จริงๆ ต้องมีกระบวนการมากกว่านั้น ต้องจัดตั้งกระบวนการประนอมหนี้ระหว่างธนาคารกับลูกค้า ซึ่งรายละเอียดเยอะ นอกจากการแก้หนี้เสียด้วยการเติมเงินลงไปให้ธนาคารมันทำงาน

รัฐบาลแทบจะไม่มีนโยบายต่อภาคเศรษฐกิจจริงซึ่งล้มละลาย ภาคเศรษฐกิจจริงคือ พวกการผลิตเพื่อการซื้อขาย รัฐบาลอาจมีให้เงินคนตกงานบ้าง มี Miyazawa Plan ซึ่งเป็นมาตรการเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่แนวทางของนโยบายรัฐในการแก้วิกฤติเศรษฐกิจมีน้อยมาก

เศรษฐกิจไทยมันตกตั้งแต่ปี 2540 จุดต่ำสุดน่าจะ ปี 2542 แล้วก็ค่อยๆ หลุดออกมาได้ สาเหตุสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเริ่มดีขึ้นคือ เราส่งออกเยอะขึ้น ก่อนวิกฤติเศรษฐกิจ โรงงานต่างชาติมาลงทุนในไทยกันเยอะ เมื่อค่าเงินบาทตกลง จุดต่ำสุดที่ค่าเงินบาทอ่อนสุด จาก 25 บาทเป็น 50 บาทต่อดอลลาร์

ปัจจุบันแม้จะขึ้นมาบ้างแต่ก็ไม่ได้ขึ้นเยอะหนีห่างจากอดีตมาก การที่ค่าเงินบาทอ่อนลงก็แสดงว่าการส่งออกมันดีขึ้น ทำให้เงินดอลลาร์มันเข้ามาเติมในระบบเศรษฐกิจไทยได้ เราก็สามารถจ่ายหนี้ดอลลาร์ได้ ก็หลุดออกจากวิกฤติไป

เราหลุดจากวิกฤติเศรษฐกิจมาได้ก็เพราะการฟื้นตัวจากการส่งออกอย่างรวดเร็ว แต่อย่าดีใจนะ เพราะเราลดราคาแข่งกับเขา เราไม่ได้แข่งสินค้าที่มีคุณภาพจากวิกฤติเศรษฐกิจครั้งนั้น ทำให้เศรษฐกิจไทยพึ่งพิงการส่งออกเพิ่มขึ้น จากเดิมพึ่งพิงแค่ 20 เปอร์เซ็นต์จากรายได้ประชาชาติทั้งหมด ปัจจุบันเราพึ่งพิงถึง 70 เปอร์เซ็นต์ เมื่อค่าเงินบาทอ่อนตัว การส่งออกจึงกลายเป็นตัวนำเศรษฐกิจไทย อดีตเราไม่ได้พึ่งพิงมากขนาดนี้

ข้อเสียของการพึ่งพิงการส่งออกขนาดนี้ก็คือ เศรษฐกิจเมืองนอกตกเมื่อไร เราเจ็บตัวมากกว่าอดีต เพราะเราพึ่งพิงการส่งออกมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ในปัจจุบัน ฉะนั้น ตั้งแต่วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์เป็นต้นมา เศรษฐกิจเมืองนอกไม่ดี เศรษฐกิจไทยก็ได้รับผลกระทบด้วย ทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของเราโตช้า อันนี้ก็กลายเป็นผลพวงของโครงสร้างทางเศรษฐกิจระดับโลก

ที่ปัญหามันน่ากลัวกว่านั้น เพราะไทยเป็นเพียงแค่โรงงานรับจ้างผลิต ไม่ได้เป็นเจ้าของการผลิต?

หลังวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ราคาสินทรัพย์ตกลง ค่าเงินก็อ่อนลง ถ้าคุณเป็นนักลงทุนต่างประเทศคุณจะทำอย่างไร เมื่อของถูกลงในรูปของเงินบาท แล้วค่าเงินบาทก็อ่อนลง ดับเบิลสองชั้น ก็แห่กันมาเข้าซื้อของในเมืองไทย

ตั้งแต่นั้นมา สัดส่วนความเป็นเจ้าของบริษัทหรือโรงงานของต่างชาติในประเทศไทยมันพุ่งกระฉูด โดยเฉพาะในภาคส่วนอุตสาหกรรมรถยนต์ แม้เราจะส่งออกสินค้ามากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ในปัจจุบัน แต่จำนวนเจ้าของกลับไม่ได้เยอะสักเท่าไร เราจะเห็นว่า อุตสาหกรรมรถยนต์ส่งออกเยอะมากในแต่ละปี แต่การผลิต การตลาด การออกแบบ ไม่ใช่ของเรา เราก็เป็นเพียงแค่รับจ้างทำของ ได้แค่ค่าแรงหรือได้บางชิ้นส่วนที่พอจะเป็น local content ได้

เราเป็นแรงงานรับจ้างทำของให้ แต่ตอนนี้เรากำลังประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน

ถูก นี่ไง ค่าแรงเราแพงขึ้น ถ้าเราไม่มีตรายี่ห้อเป็นของตัวเอง เราก็ต้องแข่งราคากับเขาอย่างเดียว แล้วแข่งยังไงในเมื่อราคาค่าแรงเราขึ้นแล้ว เราจะไปแข่งกับประเทศที่เพิ่งเกิดขึ้นมาได้ไง เช่น ลาว กัมพูชา หรือเมียนมาร์ พวกนี้ค่าแรงยังถูกกว่าเราอยู่เลย แล้วแข่งของเหมือนๆ กันแต่ราคาต่างกัน เราจะสู้ได้ไหม เราจึงสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในรอบหลายปีที่ผ่านมา ไทยส่งออกได้น้อยลงประกอบกับเศรษฐกิจโลกที่มันแย่ลงด้วย


พอจะเห็นสัญญาณอะไรข้างหน้าในระยะอันใกล้หรือไกลบ้างไหม

ใกล้คงยังไม่เห็น สามปีที่ผ่านมา การเติบโตทางเศรษฐกิจไทยช้ามาก โตปีละ 2-3 เปอร์เซ็นต์ ก่อนวิกฤติเศรษฐกิจเราโตทีปีละเจ็ดถึงสิบเปอร์เซ็นต์

ในขณะที่คนในสังคมกำลังกลายเป็นคนแก่มากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเศรษฐกิจไทยยังโตปีละสามเปอร์เซ็นต์แบบนี้ไปเรื่อยๆ จะหมายความว่ายังไงสำหรับพวกคุณ ก่อนวิกฤติเศรษฐกิจ รุ่นผมเพิ่งจบพอดี อย่างเพื่อนผมจบบัญชีพร้อมกันทำงานบริษัทเอกชน เงินเดือนเริ่มต้นที่หมื่นกว่าบาท โบนัส 12 เดือน แล้วดูตอนนี้ เงินเดือนยังหมื่นกว่าบาทอยู่ใช่ไหม แล้วเงินเดือนคุณขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์แต่ละปี ความสามารถของนายจ้างก็จะจ่ายเงินเดือนได้ลดลง

นั่นแสดงให้เห็นว่า รายได้ของรุ่นคุณจะโตช้า เงินได้โตช้า ในขณะที่พ่อแม่พวกคุณก็ต้องแก่ลง แล้วจะไปเลี้ยงพ่อแม่ ครอบครัวไหวไหม ผู้สูงอายุต้องใช้เงินเดือนมหาศาลนะ นี่ล่ะ คนรุ่นต่อไปกำลังจะเผชิญกับวิกฤติสังคมคนชรา ถ้ารายได้โตไม่เร็ว นั่นคือสิ่งที่จะตามมา

มันจะไม่ระเบิดเหมือนฟองสบู่ที่ผ่านมา รอบนี้เหมือนต้มกบ ค่อยๆ ตาย เศรษฐกิจโตไม่ทันที่จะหล่อเลี้ยงความต้องการของคนที่เปลี่ยนแปลงไป ประชากรน้อยลง สัดส่วนของคนที่มีแรงในการผลิตน้อยลง จำนวนสัดส่วนผู้สูงอายุก็เพิ่มมากขึ้น ภาระที่ต้องดูแลก็เพิ่มขึ้น แต่สัดส่วนคนที่ต้องมารับภาระตรงนั้นกลับน้อยกว่า แล้วรายได้พวกเขาก็โตช้า รวมถึงเศรษฐกิจที่เติบโตเพียงปีละสองสามเปอร์เซ็นต์ จะรับไหวไหม ถ้าโตปีละ 6-7 เปอร์เซ็นต์ก็อาจจะพอไหว

สถานการณ์ในตอนนี้ถือว่าน้ำที่ต้มอยู่กำลังเดือดอยู่หรือเปล่า

ผมก็คิดว่าแบบนั้น สามปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยไม่โต การส่งออกก็ไม่โต ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมไทยถือว่าช้าที่สุด อินโดนีเซียโต 5 เปอร์เซ็นต์ ฟิลิปปินส์โต 6 เปอร์เซ็นต์ แต่ไทยกลับโตเพียง 3 เปอร์เซ็นต์ เพราะการส่งออกบ้านเราลดลง ผมไม่มั่นใจว่าตัวเลขพึ่งพิงการส่งออกของฟิลิปปินส์เป็นตัวเลขเท่าไร แต่ดูจากเศรษฐกิจด้วยรวมแล้วเขาโตปีละ 6 เปอร์เซ็นต์ หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เราแซงฟิลิปปินส์ เศรษฐกิจเราเหนือกว่า แต่ตอนนี้ฟิลิปปินส์กำลังกลับมาแซงเราแล้ว เมื่อก่อนฟิลิปปินส์ได้ชื่อว่า ‘Sick Man of Asia’ หรือ คนป่วยแห่งเอเชีย แต่ตอนนี้ไทยกำลังเป็นแทน เมื่อสองสามปีที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ต่างชาติก็พูดอยู่บ่อยๆ สิ่งที่ผมพูด มันไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งรู้ ถ้าคนที่ตามข่าวสารเศรษฐกิจทั่วโลกก็จะรู้กันอยู่แล้ว

ถ้าตอนนี้ไทยเป็นกบที่กำลังถูกต้ม เราจะโดดออกทันไหม หรือมีคนเอาฝามาปิดเรียบร้อยแล้ว

ก็แล้วแต่คุณจะมอง คุณก็ต้องเอาเรื่องไปผูกกับการเมือง รัฐบาลเขาบอกว่า นโยบายไทยแลนด์ 4.0 คือ ทางออก เป็นนโยบายที่จะแก้ไขสภาวะดังกล่าว

นโยบายที่จะทำให้คนไทยกระโดดออกจากหม้อน้ำร้อนมันยากกว่าเดิมอีกนะ สัดส่วนแรงงานลง การผลิตก็น้อยลง แล้วเราจะผลิตให้เท่าเดิมหรือมากกว่าเดิมได้อย่างไร จากอดีตคนหนึ่งคนผลิตสินค้าได้ห้าชิ้น ปัจจุบันต้องผลิตมากกว่าเดิมเพื่อให้รายได้เพียงพอที่จะเลี้ยงดูคนในครอบครัวก็ต้องเพิ่มการผลิตอีกเท่าตัวเป็น 10 ชิ้น แล้วจะทำอย่างไรให้ผลิตมากกว่าเดิมในเวลาที่เท่าเดิม ยากไหมล่ะ ถ้าบอกว่าอยากให้เป็น 4.0 ก็ต้องพูดถึง innovation หรือ creative ถ้าเราไม่อยากเป็นโรงงานรับจ้าง เราก็ต้องมี innovation นี่คือ มนตราที่รัฐบาลร่ายคาถาให้คุณฟังอยู่ ถูกไหม ก็ถูก

แต่จะทำให้คนเป็น innovative ได้ไงในเมื่อเรายังท่อง 12 ประการอยู่ ระบบการศึกษาในการเรียนรู้บ้านเรายังเป็นการนั่งท่องจำ ตั้งคำถามก็ไม่ได้ มีกรอบที่เยอะมากแล้วคนจะ creative ได้ยังไง สื่อก็ไม่ได้ช่วยให้คน educated ได้ แล้วมันจะเก่งได้ยังไง คุณจะทำให้คนเก่งขึ้น ก็ต้องมีการเรียนที่บูรณาการ ทั้งในและนอกระบบโรงเรียน

ปัจจุบันเอกชนหันไปลงทุนต่างประเทศกันเยอะขึ้น ตัวเลขคร่าวๆ อยู่ที่ประมาณ 13,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ต่างชาติมาลงทุนในบ้านเราแค่ 1,000 ล้านดอลลาร์ แม้แต่คนไทยด้วยกันยังขนเงินหนีออกจากประเทศ ออกจากระบบเศรษฐกิจไทย ก็เพราะว่าเขาเห็นว่าเศรษฐกิจไทยไม่ค่อยดีแล้วหรือเปล่า ฉะนั้นก็เลยหันไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านแทน

แน่นอนว่า การไปลงทุนต่างประเทศแทนก็จะส่งผลให้เงินเข้าระบบเศรษฐกิจไทยลดลง แม้เงินจะกลับเข้ามาในประเทศก็จริง แต่เงินดังกล่าวไม่ได้ถูกกระจายไปสู่ทุกชนชั้น กลับกระจุกตัวอยู่ที่เจ้าของทุน ถ้าคุณจ้างงานในประเทศก็จ้างค่าแรงให้แรงงาน เงินก็จะกระจายไปทุกภาคส่วน


ปัญหาของไทยอยู่ที่เชิงโครงสร้างหรือเปล่า

โครงสร้างการแข่งขันของไทยแย่ลง ปัญหาก็คือ ต่อให้วิกฤติเศรษฐกิจทั่วโลกดีขึ้น เราไม่มีน้ำท่วม ไม่โดนฝนแล้ง ถามว่าไทยจะโตไหม ถ้ามันไม่โตก็แสดงว่าเรามีปัญหาที่ลึกกว่าปัญหาชั่วคราว ซึ่งก็คือ ปัญหาเชิงโครงสร้าง คือ การสูญเสียโครงสร้างทางการแข่งขัน ซึ่งต่อมาได้สะท้อนลงมาถึงภาคการลงทุนในไทยที่มันต่ำลงมามาก ต่ำมาหลายปีแล้ว ตัวอย่างเช่น ก่อนวิกฤติเศรษฐกิจไทยมีการลงทุน 40 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ที่หามาได้ ปัจจุบันเราลงทุนเหลือเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่หลังวิกฤติเศรษฐกิจเป็นต้นมามันหายไปครึ่งหนึ่ง

ลงทุนน้อย ความสามารถในการผลิตก็น้อย จะไม่โตเร็ว ที่ลงทุนน้อยก็เพราะว่าแข่งขันไม่ได้ จะแข่งขันได้ก็ต้องเพิ่ม productivity รัฐบาลต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ลงทุนในด้านทรัพยากรมนุษย์ เทรนคน เพื่อให้ประชาชนสามารถหลุดพ้นจากสภาวะดังกล่าวได้ ต้องสร้างยี่ห้อได้ ต้องมี innovation ในการตลาด

ฉะนั้นแล้ว เราสามารถใช้ภาคเกษตรกรรมผลักดันให้ไทยเป็นประเทศมหาอำนาจผลไม้เพื่อให้สามารถกระโดดข้ามหม้อต้มน้ำนี้ได้หรือไม่

ประสบการณ์ของทั่วโลกมันไม่มี ประเทศที่รวยที่สุด 10 ประเทศแรก ไม่มีประเทศไหนเขาเป็นประเทศเกษตรกรรมกันแล้ว ตั้งแต่ประวัติศาสตร์ การปฏิวัติอุตสาหกรรมที่เริ่มต้นในอังกฤษเมื่อปี 1750 สาเหตุที่หันมาปฏิวัติอุตสาหกรรมกันทั่วโลกเพราะว่า ในหลักเศรษฐศาสตร์แล้ว การผลิตสินค้าอุตสาหกรรมมี productivity สูงกว่าเกษตรเยอะ มีความสามารถในการผลิต กล่าวคือ มีรายได้ มีโอกาสในการเติบโตสูงกว่า

ผมก็ตอบไม่ได้ว่าไทยจะทำได้ไหม แต่ถ้าดูตามประวัติศาสตร์โลกก็คือ ไม่มี ประเทศมหาอำนาจไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย หรือย่างนิวซีแลนด์ที่อาจมีการส่งออกเกษตรกรรมบ้าง แต่ข้อดีเขาคือ มีแร่ธาตุเยอะ เขาส่งออกตรงนั้น แต่ก็ไม่ใช่ส่วนนั้นอย่างเดียว คุณอย่าไปโรแมนติก ต่อให้เป็น smart farmer ก็ตาม ไม่ได้จะบอกว่าไม่ดีนะ แต่ไม่พอที่จะให้เรากระโดดออกจากหม้อต้มน้ำได้

จากที่ฟังทั้งหมด เหมือนว่า คนรุ่นต้มกบจะลำบากกว่าคนรุ่นต้มยำกุ้ง

ก็แน่นอน เด็กที่เพิ่งเรียนจบ ทั้ง Gen Y หรือ Gen Z ผมเชื่อแบบนั้น เนื่องจาก หนึ่ง-เงินเดือนเขาโตช้ากว่า สอง-ลักษณะงานขาดความมั่นคงมากกว่า ผมไม่แน่ใจว่าการทำงานฟรีแลนซ์ที่มีเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน นอกจากไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป หรืออาจเป็นเพราะงานประจำทั้งภาครัฐและเอกชนมันเติบโตน้อยกว่าที่ควร ทำให้คนบางกลุ่มหันไปสนใจฟรีแลนซ์แทน ทั้งๆ ที่ก็อาจอยากได้งานมั่นคงมากกว่า หรือเปล่า จริงๆ แล้วภาพแบบนี้เป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก

นี่ยังไม่รวมกระแสที่ต่างชาติกำลังเริ่มกังวล ที่ภาคอุตสาหกรรมหรือภาคเศรษฐกิจกำลังจะเริ่มนำหุ่นยนต์และ AI (ปัญญาประดิษฐ์ – Artificial Intelligence) เข้าสู่ระบบตลาดแรงงานมากขึ้นที่เรียกว่า robotization เทคโนโลยีพวกนี้กำลังจะทำลายแรงงานมนุษย์ มนุษย์จะแข่งกับหุ่นยนต์ไม่ได้ ดังนั้นก็ต้องหันไปหางานที่หุ่นยนต์ทำไม่ได้แทน และนี่คือความสำคัญคือ การบูรณาการทางความรู้

แต่เทรนด์ดังกล่าว ใช่ว่าจะเป็นสิ่งที่เด็กรุ่นใหม่บ้านเราต้องเผชิญ เพราะดูเหมือนว่าเด็กรุ่นใหม่ทั้งโลกต่างได้รับผลกระทบจากกระแสนี้เหมือนกัน

ถูกต้อง เราจึงเห็นการขึ้นมาของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และกระแสที่อังกฤษต้องการออกจากสหภาพยุโรป หรือ Brexit ทั้งสองเหตุการณ์เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าชนชั้นกลาง ชนชนล่างเกิดความรู้สึกว่าตัวเองเสียเปรียบและไม่ได้ประโยชน์จากโลกาภิวัตน์

ตั้งแต่วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ปี 2008 อาจถือได้ว่าความน่าเชื่อถือของลัทธิเสรีนิยมแบบสุดโต่งถูกคลายลงไปเยอะในระดับโลก คลายความขลังลง และยิ่งตามมาด้วย สองเหตุการณ์ดังกล่าว ยิ่งส่งผลให้การเมืองโลกอยู่ในช่วงที่ทิศทางโครงสร้างและระเบียบโลกกำลังถูกเปลี่ยน

ผมก็ยังไม่กล้าฟันธงว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร แต่ก็อาจกล่าวได้ว่า ลัทธิเสรีนิยมใหม่ได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว ผมพูดแค่นี้ดีกว่า ประเทศที่เป็นลัทธิเสรีนิยมสุดโต่งจะได้รับผลกระทบเยอะและอาจตามมาด้วยความอ่อนแอของระบอบประชาธิปไตย

จะออกหัวหรือออกก้อยยังไม่รู้ หรือออกซวยก็ได้ โลกอาจกลายเป็นเผด็จการมากกว่านี้ ประชาธิปไตยอาจถูกโจมตีมากกว่านี้ ไม่ใช่แค่ประเทศไทยที่กำลังเผชิญอยู่ ลัทธิปกป้อง หรือ protectionism อาจกลับมามากขึ้นก็ได้

ณ ตอนนี้คือจุดเริ่มต้นของ long wave ลัทธิเสรีนิยมใหม่ที่เคยครอบงำเศรษฐกิจโลกตั้งแต่ปี 1970 จนถึงปี 2000 กำลังถูกคลื่นลูกใหม่ท้าทาย เป็นคลื่นที่ยังไม่มีใครรู้ ผมก็ไม่ใช่นักอนาคตศึกษาคงไม่อาจเดาได้ แต่เห็นได้ชัดว่าตอนนี้ทั้งโลกกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยน ลัทธิเสรีนิยมใหม่จะอยู่รอดได้ไหม กับความท้าทายที่เกิดขึ้นทั่วโลก หรือจะถูกท้าทายจากฝ่ายขวาจนต้องพ่ายแพ้ไป หรือเอาชนะได้ใหม่ ต้องรอดูต่อไป

ขอคำแนะนำสำหรับคนรุ่นต่อไปในปัจจุบันควรจะใช้ชีวิตอย่างไรให้อยู่รอด

มึงหนีออกนอกประเทศไปเลยดีที่สุด (หัวเราะ) จริงๆ ผมบอกหลานแบบนี้ การเมืองไทยใน 15 ปีข้างหน้าต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร แผนไทยแลนด์ 4.0 จะสำเร็จเหรอ ในเมื่อมันขับเคลื่อนโดยระบบราชการ นักการเมืองคงไม่ต้องพูดถึง ถูกจัดให้เป็นเพียงตัวประกอบ คิดว่าระบบราชการจะขับเคลื่อนตัวเองออกจากต้มกบได้หรือ ดูเพียงระบบราชการที่ล้าสมัย ต้องมาขับเคลื่อนแผนการ 4.0 ผมก็ไม่มีความเชื่อมั่นแล้ว ไม่ต้องพูดถึงเนื้อหาแผนเลย ในเมื่อสถานการณ์ในตอนนี้ยากกว่าเดิม ยากกว่าสมัยที่ นายกรัฐมนตรีสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำให้เกิดทุนนิยมสมัยใหม่ในบ้านเราอีก โดยภารกิจมันยากกว่ากันเยอะ

แล้วความขัดแย้งทางการเมืองจะจบไหม เมื่อรัฐธรรมนูญยังไม่สามารถแก้ไขได้ กลไกการแก้รัฐธรรมนูญอย่างสันติไม่มี ทุกอย่างถูกล็อคเอาไว้หมดแล้ว ผมว่าในทางการเมือง ไม่ใช่ว่าเอาฝาปิดหม้อต้มกบอย่างเดียวหรอก เอาหินทับอีกด้วย (หัวเราะ)

จะตอบว่าไทยจะออกจากหม้อต้มน้ำนี้ได้อย่างไร ก็ยังตอบยาก เพราะมันเป็นปัญหาของทั้งระบบ ถ้าแนะนำในฐานะส่วนบุคคลคือ ทำอย่างไรให้ตัวเองเก่งที่สุด ไปได้ไกลที่สุดภายใต้ข้อจำกัดที่มีอยู่ เราจะข้ามผ่านระบบการศึกษาหรือโครงสร้างแบบไทยๆ ได้อย่างไร คือทำให้ตัวเองบรรลุศักยภาพสูงสุดของตัวเอง ในทิศทางไหนก็ได้ เท่าที่ตัวเองจะทำได้ ภายใต้ข้อจำกัดทั้งหมดที่เล่ามา หรือไม่ก็ออกนอกประเทศไปเลย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04,07, 2017, 08:20:48 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
04,07, 2017, 20:17:07
graphic way
สมาชิก
**
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 141


« ตอบ #226 เมื่อ: 04,07, 2017, 20:17:07 »

 ปรบมือ เหงื่อตก ธุจ้า
บันทึกการเข้า
05,07, 2017, 13:39:38
Viengping 9
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,226



« ตอบ #227 เมื่อ: 05,07, 2017, 13:39:38 »

 เหงื่อตก เหงื่อตก เหงื่อตก ยิ้มยิงฟัน  ่ค่าครองชิพ  สูงขึ้น  รายได้ลดลง  หมู่เห็ดเป็ดไก่พากันขึ้นราคาหมด เหงื่อตก เหงื่อตก ยิ้มยิงฟัน
บันทึกการเข้า
05,07, 2017, 21:09:23
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,302


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #228 เมื่อ: 05,07, 2017, 21:09:23 »

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1499254160


ส.ส่งออกข้าวปลื้ม ไทยแซงอินเดียขึ้นแท่นแชมป์ส่งออกข้าวโลก หลังรัฐระบายข้าวสารในสต๊อกหมด

ส.ส่งออกข้าวปลื้ม! ไทยแซงอินเดียขึ้นแท่นแชมป์ส่งออกข้าวโลก หลังรัฐระบายข้าวสารในสต๊อกหมด คาดทั้งปีส่งออกได้ 10 ล้านตัน แต่หวั่นผลกระทบ พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าว ทำให้ขนส่งข้าวให้ผู้ซื้อล่าช้า-บาทแข็งกระทบความสามารถในการแข่งขัน

ร.ต.อ.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยว่า สมาคมปรับคาดการณ์ว่าการส่งออกทั้งปี 2560 น่าจะส่งออกได้ปริมาณ 10 ล้านตัน สูงกว่าเป้าหมายเดิมที่วางไว้ 9.5 ล้านตัน โดยขณะนี้การส่งออกข้าวไทยตั้งแต่ 1 ม.ค.-20 มิ.ย. 2560 มีปริมาณ 5.327 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 15.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ส่งได้ 4.61 ล้านตัน ซึ่งถือว่าไทยเป็นผู้ส่งออกข้าวสูงสุด มากกว่าอินเดีย ซึ่งส่งออกได้ 5.07 ล้านตัน และเวียดนาม 3.035 ล้านตัน ซึ่งคาดว่าจนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน ไทยจะสามารถส่งได้ 5.5 ล้านตัน มูลค่า 65,000-70,000 ล้านบาท

"สมาคมฯ คาดการณ์ว่าในช่วงครึ่งปีหลังการส่งออกข้าวจะมีทิศทางดีขึ้น หลังจากไทยระบายสต๊อกข้าว 18 ล้านตันหมด ทำให้แรงกดทับด้านราคาหายไป ขณะที่ดีมานตลาดต้องการนำเข้าข้าวเพื่อชดเชยอุปทานข้าวที่ลดลง ทั้งฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย อิหร่าน อิรัก และมีตลาดบังกลาเทศและศรีลังกาที่ประสบปัญหาอุทกภัย จึงมีการนำเข้าเพิ่ม และมีคำสั่งซื้อข้าวจีทูจีจีนที่ยังเหลืออีก 6 ล้านตัน และน่าจะเร็วขึ้นหลังจากใช้ ม.44 ช่วยแก้ปัญหาเรื่องรถไฟไทย-จีนแล้ว"

ในด้านราคาข้าวปรับเพิ่มสูงขึ้นกว่า 20% หลังจากที่รัฐได้ระบายข้าวเพื่อการบริโภคของคนในสต๊อกรัฐบาลกว่า 14 ล้านตัน ได้หมด และทำให้ไทยสามารถผ่านพ้นวิกฤตข้าวตกต่ำไปแล้ว กลับมาเป็นไปตามกลไกตลาด ราคาข้าวปรับฐานกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

โดยขณะนี้ราคาส่งออกข้าวขาว ตันละ 430 เหรียญสหรัฐสหรัฐต่อตัน จากก่อนหน้าที่อยู่ที่ 360-360 เหรียญสหรัฐต่อตัน ส่วนราคาข้าวเปลือกเจ้า ปรับจาก 6,000-7,000 เป็น 8,500- 9,000 บาทต่อตัน และราคาข้าวสารขาวในประเทศเพิ่มขึ้นจาก 9,500 บาทมาอยู่ที่ตันละ 12,500-13,000 บาทต่อตัน

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยลบจากการบังคับใช้ พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานแรงงานต่างด้าว พ.ศ. 2560 มีผลต่อการขนส่งข้าวล่าช้าออกไป อาจมีผลต่อการส่งออกข้าวครึ่งปีหลังว่าจะไปถึงเป้าหมาย 10 ล้านตันหรือไม่ หากรัฐบาลไม่แก้ไขอาจจะกระทบการส่งออกถึง 50%

"เร็วๆ นี้สมาคมจะทำหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง เพราะมาตรา 44 เป็นมาตรการที่ผ่อนผันให้ชั่วคราว แต่ก็จำเป็นต้องปรับแก้ไข พ.ร.ก.แรงงาน เพื่ออำนวยความสะดวกในการขึ้นทะเบียน แก้ไขบทลงโทษที่กำหนดสูงถึงปรับ 800,000 บาทต่อคน ไม่รวมค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปออกพาสปอร์ตที่นายจ้างต้องจ่ายรายละ 20,000 บาทต่อคน ซึ่งจริงๆ มากกว่านั้น หากแรงงานกลับไปพร้อมกัน ต้องไปรอคิวกว่าจะกลับมา แล้วระหว่างนี้จะทำอย่างไร จึงจะส่งมอบข้าวได้ อาจทำให้ผู้ประกอบการประสบปัญหาสภาพคล่องได้ เพื่อขอให้แก้ปัญหาโดยเร็ว จากก่อนหน้านี้สมาคมฯได้เคยทำหนังสือถึงกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงแรงงานไปเมื่อ 3 สัปดาห์ก่อน"

นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยว่า ปัญหาการบังคับใช้ พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานแรงงานต่างด้าว พ.ศ. 2560 มีผลต่อการขนส่งข้าวล่าช้าออกไป จากเดิมที่ใช้เวลา 7-10 วัน ขณะนี้ต้องใช้เวลาในการขนส่งข้าวเป็น 30 วัน เพราะไม่มีแรงงานมาขนข้าว

หลังจากกฎหมายมีผลแรงงานทั้งที่ผิดและที่ถูกต่างหนีกลับประเทศ เพราะตื่นกลัว กังวลว่าจะมีการตรวจสอบความผิด ซึ่งตามกฎหมายมีบทลงโทษค่าปรับที่สูง ซึ่งขณะนี้แรงงานหายไปแล้วกว่า 30-50% ของจำนวนแรงงานที่ขนส่งข้าว ทำให้ผู้ส่งออกลังเลที่จะรับคำสั่งซื้อข้าว เพราะกังวลว่าจะส่งมอบไม่ทัน และส่งผลกดดันให้ราคาข้าวอาจจะลดลงในที่สุด จึงอยากให้รัฐบาลเร่งหาแนวทางในการแก้ปัญหาเรื่องดังกล่าวด้วย

ขณะเดียวกันปัจจัยเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทเทียบกับคู่แข่งบาทไทยแข็งกว่าเวียดนาม 2-3% ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน เพราะบาทแข็งค่าขึ้น 1 ต้องปรับขึ้นราคาส่งออกข้าวขาวขึ้นตันละ 8-9 เหรียญสหรัฐ ส่วนข้าวหอมมะลิต้องปรับขึ้นตันละ 15-20 เหรียญสหรัฐ
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
06,07, 2017, 10:39:09
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,302


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #229 เมื่อ: 06,07, 2017, 10:39:09 »

http://money.sanook.com/495185/

ประมงขาดแรงงานแล้วกว่า 80,000 คนกระทบอาหารทะเล
สมาคมการประมงฯ เผย ขาดแคลนแรงงานแล้ว กว่า 80,000 คน เรือจอดสนิท 3,500 ลำ อาหารทะเลหายแล้ว กว่า 60 % ส่งผลต่อราคาปรับตัวสูงขึ้น

นายศราวุธ โถวสกุล รองประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย เปิดเผยกับสำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ถึงภาพรวมแรงงานในธุรกิจประมง ว่า ล่าสุด ขาดแคลนแรงงงานแล้ว กว่า 80,000 คน เรือจอดนิ่งสนิทกว่า 3,500 พันลำ ทำให้ปริมาณอาหารทะเลมีจำนวนลดน้อยลง โดยที่ตลาดกลางอาหารทะเลพบว่าอาหารทะเลหายไปแล้ว 60% ส่งผลต่อราคาอาหารทะเลปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งคาดว่าในช่วงไฮซีซั่นเดือนพฤศจิกายน 2560 - กุมภาพันธ์ 2561 ราคาอาหารทะเลแพงขึ้นกว่าปัจจุบันอีก 70%   
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
06,07, 2017, 21:55:46
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,302


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #230 เมื่อ: 06,07, 2017, 21:55:46 »

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1499335911

กบง.ดีเดย์ 1 ส.ค.นี้ ลอยตัวก๊าซแอลพีจีครั้งแรกในรอบกว่า 30 ปี

นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ที่มีพลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน เป็นประธาน เมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2560 ที่ผ่านมา ว่า กบง. คงราคาขายปลีกก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) เดือน ก.ค. 2560 ไว้ที่ 20.49 บาท/กิโลกรัม (ก.ก.) เนื่องจากต้นทุนแอลพีจีตั้งต้นลดลง 1.4262 บาท/ก.ก. จาก 15.0491 บาท/ก.ก. เป็น 13.6229 บาท/ก.ก. ตามทิศทางราคาตลาดโลกลดลงจาก 382.50 เหรียญสหรัฐ/ตัน มาอยู่ที่ 355 เหรียญสหรัฐ/ตัน ซึ่งเป็นการตรึงราคาเดือนสุดท้ายก่อนเปิดเสรีธุรกิจแอลพีจีเต็มรูปแบบทั้งระบบในรอบกว่า 30 ปี มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.นี้เป็นต้นไป

โดยให้นำต้นทุนที่ลดลง 1.4262 บาท/ก.ก. ส่งคืนเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ช่วยลดภาระกองทุนที่เดิมชดเชยอยู่ที่ 1.5469 บาท/ก.ก. เป็นชดเชย 1.207 สตางค์/ก.ก. มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 6 ก.ค. 2560 เป็นต้นไป ส่งผลให้กองทุนมีรายรับสุทธิอยู่ที่ 131.82 ล้านบาท/เดือน โดยฐานะสุทธิของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 2 ก.ค. 2560 อยู่ที่ 39,669 ล้านบาท แบ่งเป็นในส่วนของบัญชีก๊าซแอลพีจี 6,448 ล้านบาท และในส่วนของบัญชีน้ำมันสำเร็จรูป 33,221 ล้านบาท

"ขณะนี้กระทรวงพลังงานกำลังหารือร่วมกับกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางดูแลผู้มีรายได้น้อยที่อาจจะได้รับผลกระทบจากการลอยตัวราคาก๊าซแอลพีจี โดยยืนยันว่ารัฐยังคงมีกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำรองไว้ดูแลราคาแอลพีจีให้มีเสถียรภาพในช่วงที่ราคาตลาดโลกผันผวน และบรรเทาความเดือดร้อนค่าครองชีพของประชาชน" นายทวารัฐ กล่าว

อย่างไรก็ตาม การเปิดเสรีธุรกิจก๊าซแอลพีจีทั้งระบบมีผลให้ยกเลิกการกำหนดราคาโรงแยกก๊าซธรรมชาติ โรงกลั่นน้ำมันและโรงอะโรเมติก ยกเลิกการกำหนดราคา ณ โรงกลั่นที่อ้างอิงราคานำเข้า ซึ่งเป็นราคาซื้อตั้งต้นแอลพีจี และยกเลิกการประกาศราคาขายส่ง ณ คลังก๊าซ เพื่อให้ตลาดแอลพีจีมีการแข่งขันอย่างสมบูรณ์

แต่ทั้งนี้ สนพ. ยังคงติดตามและประกาศเฉพาะราคาอ้างอิงตลาดโลกของซาอุดิอาระเบีย เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการกำกับดูแลราคาขายปลีกแอลพีจีในประเทศ หากราคาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ สนพ. ยังคงมีกลไกติดตามสถานการณ์ราคานำเข้าแอลพีจีและต้นทุนโรงแยกก๊าซอย่างใกล้ชิดเป็นรายเดือน

นายทวารัฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุม กบง. ยังเตรียมเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) พิจารณาให้ ปตท. ดำเนินธุรกิจโครงการ LPG Integrated Facility Enhancement (โครงการ LIFE) ในเชิงพาณิชย์ โดยให้ผู้ค้าก๊าซแอลพีจีรายอื่นสามารถเข้าใช้บริการคลังก๊าซ LIFE ที่เขาบ่อยา จ.ชลบุรี ของ ปตท. ได้อย่างเป็นธรรมและเท่าเทียม จนกว่าผู้ค้าแอลพีจีรายอื่นจะสามารถสร้างหรือขยายคลังแอลพีจีนำเข้าของตัวเองแล้วเสร็จ

ทั้งนี้ ให้ ปตท. เปิดเผยข้อกำหนด/กติกาการใช้คลังก๊าซฯ ดังกล่าวให้สาธารณชนรับทราบด้วย และเพื่อส่งเสริมให้มีการจำหน่ายแอลพีจีภายในประเทศเป็นหลัก ดังนั้น ปริมาณแอลพีจีที่ผลิตได้จากโรงแยกก๊าซจะต้องให้ความสำคัญกับการจำหน่ายเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงก่อนเป็นลำดับแรก ไม่ใช่เพื่อนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และสำหรับการส่งออกแอลพีจีจะต้องขออนุญาตจากกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) โดยจะมีการเก็บเงินส่งเข้ากองทุนในอัตราคงที่ที่ 20 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน ยกเว้นกรณีที่แอลพีจีนำเข้า เพื่อเป็นการส่งออกเท่านั้น

ปัจจุบันสัดส่วนทางการตลาดธุรกิจแอลพีจี ส่วนใหญ่ 40% เป็นของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) อีก 30% เป็นของเวิลด์แก๊สและปิคนิคแก๊ส และอีก 20% เป็นของสยามแก๊ส

นายทวารัฐ กล่าวอีกว่า เบื้องต้นยังไม่ตอบไม่ได้ว่าการเปิดเสรีธุรกิจแอลพีจีจะส่งผลให้ราคาขายปลีกในประเทศเพิ่มขึ้นหรือไม่ เท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับราคาในตลาดโลก ซึ่ง กบง. ประเมินว่าขณะนี้ราคาแอลพีจีตลาดโลกทรงตัวอยู่ในทิศทางขาลง โดยอาจมีโอกาสปรับขึ้นอีกครั้งช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ แต่จะปรับขึ้นไม่มากเท่ากับอดีต เพราะคาดว่าจะมีผู้เล่นรายอื่นนำเข้าก๊าซเข้ามาเพิ่มขึ้นเช่นกัน

หรือต่อให้ราคาปรับขึ้น รัฐก็ยืนยันว่ายังคงใช้กลไกกกองทุนเข้ามาดูแลบรรเทาค่าครองชีพสำหรับผู้มีรายได้น้อยแน่นอน โดยอาจโยกไปอยู่ในส่วนของมาตรการผู้มีรายได้น้อยหรือบัตรคนจนแทน
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
07,07, 2017, 21:28:29
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,302


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #231 เมื่อ: 07,07, 2017, 21:28:29 »

https://www.prachachat.net/breaking-news/news-2274

เตรียมพร้อม! บขส. จัดรถ 9,200 เที่ยว รับประชาชานเดินทางช่วงหยุดยาวเข้าพรรษา

นายนพรัตน์ การุณยะวนิช รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายบริหารการเดินรถ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลวันหยุดยาววันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา (7-10 ก.ค. 2560) ซึ่งประชาชนจะเข้ามาใช้บริการจำนวนมากกว่าปกตินั้น ขณะณี้ บขส. เตรียมจัดรถโดยสาร (รถ บขส., รถร่วม , รถตู้)ไว้ รองรับผู้โดยสารที่เดินทางมาใช้บริการ ณ สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร, เอกมัย, ถนนบรมราชชนนี) ประมาณวันละ 9,200 เที่ยว โดยคาดว่าจะมีผู้โดยสารเดินทางเข้ามาใช้บริการในช่วงดังกล่าวประมาณวันละ 185,000-190,000 คน

ทั้งนี้ บขส. ตรวจเช็กความพร้อมก่อนการเดินทางของรถโดยสารและพนักงานขับรถ โดยเน้นย้ำไปยังพนักงานขับรถให้ระมัดระวังการขับขี่ เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงฤดูฝน ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ

นอกจากนี้ เพื่อป้องกันการหลอกลวงขายตั๋วปลอมจากมิจฉาชีพ ขอให้ประชาชนซื้อตั๋วโดยสารที่ช่องจำหน่ายตั๋วเท่านั้น และหากพบการขายตั๋วโดยสารเกินราคา ให้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทันที โดยผู้ที่ขายตั๋วเกินราคาถือเป็นกระทำผิด มีโทษโดยการปรับเป็นเงิน 10,000 บาท

นายธานินทร์ สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า ช่วงวันหยุดยาวจะมีประชาชนเดินทางไปทำบุญถวายเทียนพรรษาและท่องเที่ยวจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดที่มีพื้นที่ใกล้เคียงกรุงเทพฯ เช่น จ.ฉะเชิงเทรา จ.ชลบุรี จจ.พระนครศรีอยุธยา และอ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งอาจทำให้การจราจรติดขัดและหนาแน่นในเส้นทางสายหลักได้

ดังนั้น จึงสั่งการให้หน่วยงานในสังกัดกรมทางหลวงประกอบด้วย สำนักงานทางหลวง แขวงทางหลวง และหมวดทางหลวงทั่วประเทศ เตรียมความพร้อมอำนวยความสะดวกและปลอดภัยให้กับประชาชนในการเดินทางช่วงดังกล่าว เพื่อให้ทางหลวงอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานและรองรับการเดินทางของประชาชนในช่วงวันหยุดยาว
นอกจากนี้ การขับรถช้าชิดซ้าย คาดเข็มขัดนิรภัย เปิดไฟหน้ารถ ยังเป็นการช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางอีกทางหนึ่ง ซึ่งกระทรวงคมนาคมและกรมทางหลวงได้รณรงค์มาอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อยู่ในระหว่างช่วงฤดูฝนกรมทางหลวงขอความร่วมมือผู้ใช้ทางเพิ่มความระมัดระวังในการขับขี่ โปรดสังเกตป้ายแนะนำ ป้ายเสริม ตามที่ได้ติดตั้งไว้ และปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด หากประชาชนต้องการสอบถามข้อมูลเส้นทางหรือแจ้งเหตุด่วนเหตุร้าย สามารถแจ้งได้ที่สายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรีทุกเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง) ศูนย์บริการข้อมูลทางหลวงพิเศษ (มอเตอร์เวย์) 1586 กด 7 และตำรวจทางหลวง 1193 (ตลอด 24 ชั่วโมง)

บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
08,07, 2017, 22:36:59
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,302


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #232 เมื่อ: 08,07, 2017, 22:36:59 »

https://www.prachachat.net/breaking-news/news-2632

AIR RACE 1 World Cup Thailand 2017 แข่งซ่าท้ามฤตยู เร็วสุดในโลก

หลังจากฟักตัวจากการจัดแข่งขันพรี อีเวนต์ “AIR RACE 1 THAILAND Persented by Chang” ไปเมื่อปีที่แล้ว ในที่สุดประเทศไทยก็สามารถคว้าลิขสิทธิ์ เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน “AIR RACE 1 World Cup 2017 (Thailand)” ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 14-19 พฤศจิกายน 2560 ที่สนามบินอู่ตะเภา อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

โดยคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติงบฯก้อนโตเป็นเงินถึง 180 ล้านบาทในการจัด ในจำนวนนี้เป็นค่าลิขสิทธิ์ 20.4 ล้านบาท ซึ่งการกีฬาแห่งประเทศไทย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กับกองทัพเรือ เป็นเจ้าภาพ

“AIR RACE 1 World Cup” เป็นการแข่งขันระหว่างประเทศ ประเภทซีรีส์ และเป็นการแข่งขันที่ใช้ความเร็ว-เร็วที่สุดในโลก! ความเร็วสูงสุด 450 กม./ชม. หรือรู้จักกันในชื่อ “การแข่งขันเครื่องบินสูตร 1” คล้ายกับการแข่งรถฟอร์มูล่า 1 แต่แข่งรถความเร็วน้อยกว่า ขณะที่แข่งขับเครื่องบินถือเป็นการแข่งขันเครื่องบินระดับสูงสุด

การจัดการแข่งขันครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของงาน มหกรรมทางเรือนานาชาติ ในโอกาสครบ 50 ปีการก่อตั้งอาเซียน ซึ่งเป็นแนวคิดในการนำกีฬามาบวกกับการท่องเที่ยว ก่อให้เกิดรายได้ทางเศรษฐกิจตามนโยบายของรัฐบาล หรือที่เรียกว่า “สปอร์ตทัวริซึ่ม” และแอร์เรซ วัน ถือเป็นกีฬามอเตอร์สปอร์ตที่ได้ รับความนิยมระดับโลก มีทั้งนักกีฬา ทีมสนับสนุน และผู้ชมเข้าร่วมจำนวนมาก จากที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาคาดการณ์ไม่ต่ำกว่า 100,000 คน

ตามประวัติ “AIR RACE 1” เป็นการแข่งขันขับเครื่องบินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก จัดขึ้นมากว่า 100 ปีแล้ว ได้รับความนิยมอย่างสูงทั่วโลก โดยเริ่มแข่งขันครั้งแรกที่ประเทศฝรั่งเศส ในปี ค.ศ. 1909 หลังจากนั้นการแข่งขันขับเครื่องบินแอร์เรซ วัน ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ ๆ ให้กับวงการกีฬา

มอเตอร์สปอร์ตมาโดยตลอด การแข่งขันครั้งนี้ ปราจิน เอี่ยมลำเนา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หนึ่งในคณะที่ปรึกษาจัดการแข่งขันกล่าวว่านับเป็นการจัดแข่งขันเครื่องบิน ครั้งแรกในประเทศไทย และครั้งแรกในเอเชีย ของวงการกีฬามอเตอร์สปอร์ต

เครื่องบินที่ใช้ในการแข่งขันเป็น “เครื่องบินฟอร์มูล่า” หรือ “เครื่องบินสูตร 1” เป็นประเภทเดียวในโลกที่สร้างขึ้นมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ การผลิตเครื่องบินชนิดนี้มีเป้าหมายประการเดียว คือการทำความเร็วในเพดานบินต่ำ และสามารถเลี้ยวไปตามเส้นทางสนามแข่งขัน โดยปกตินักบินและวิศวกรจะสร้างเครื่องบินแข่งขันสูตร 1 ของตนเอง อาจใช้เวลามากกว่าสองปี เครื่องบินทุกลำผลิตเฉพาะและไม่เหมือนกับลำอื่น ๆ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการแข่งขันเครื่องบินสูตร 1 จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแข่งฟอร์มูล่า 1 แต่ก็มีกฎหรือข้อบังคับเหมือนกัน โดยการแข่งขันเครื่องบินสูตร 1 จะเป็นไปตามกฎข้อบังคับทางเทคนิคที่กำหนดให้เครื่องบินทุกลำต้องมีคุณสมบัติ พื้นฐานเหมือนกัน หรือเป็นสูตรเดียวกัน

กฎดังกล่าวรวมถึงข้อจำกัดที่สำคัญ เช่น ปีกของเครื่องบินแต่ละลำต้องมีขนาดอย่างน้อย 66 ตารางฟุต, เครื่องบินแต่ละลำต้องมีน้ำหนักเกินกว่า 500 ปอนด์, นักบินแต่ละรายต้องมีน้ำหนักเกินกว่าน้ำหนักที่กำหนด หรือต้องถ่วงน้ำหนักเพิ่มในชุดนักบิน, เครื่องยนต์ต้องเป็น Continental O-200 ขนาด 100 แรงม้า แต่อนุญาตให้สามารถปรับแต่งเครื่องยนต์ได้, เครื่องบินต้องติดตั้งระบบล้อลงจอดและเพลาใบจักรพิตช์คงที่, เครื่องบินทุกลำต้องเติมเชื้อเพลิง 5 แกลลอน

กฎเหล่านี้ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เครื่องบินทุกลำแข่งขันบนพื้นฐานความเท่าเทียม และเพื่อความปลอดภัยสูงสุด


สำหรับนักบินที่จะผ่านการคัดเลือกเข้าแข่งขัน ต้องมีคุณสมบัติผ่านมาตรฐานและข้อกำหนดระดับสูง และต้องผ่านการสอบและการบินทดสอบก่อนจะได้รับอนุญาตให้เข้าแข่งขัน ความปลอดภัยของนักบินถือเป็นเรื่องสำคัญเป็นอันดับแรก

เครื่องบินทุกลำจะเข้าแถวรอการปล่อยตัวบนรันเวย์ สตาร์ตเครื่องพร้อมกัน ซึ่งเรียกว่า “การจอดสตาร์ต” (Standing Start) เหมือนการแข่งขันรถยนต์ เมื่อกรรมการโบกธงเขียว แสดงว่าการแข่งขันเริ่มขึ้นแล้ว เครื่องบินแต่ละลำ

จะออกตัวเปิดฉากการแข่งขันในสนามบังคับซ้าย ซึ่งหมายถึงนักบินต้องบังคับเครื่องเลี้ยวซ้ายไปรอบ ๆ สนามแข่ง เหมือนในการแข่งรถ โดยแข่งกัน 8 รอบสนาม แต่ละรอบมีระยะทาง 5 กิโลเมตร ใช้เวลาต่ำกว่า 1 นาที ในการบินด้วยความเร็วสูงถึง 450 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เครื่องบินจะบินต่ำที่ความสูง 10 เมตร เพื่อเกาะเส้นทางและรักษาเรซซิ่งไลน์ให้แคบที่สุด

ในการบังคับเครื่องบิน-บินไปรอบ ๆ สนาม จะมีเครื่องหมายบอกทางหรือ “ไพลอน” ทั้งหมด 6 จุด กำหนดตามเส้นทางรูปวงรีของสนาม มีหมายเลข 1 ถึง 6 เพื่อสังเกตเห็นง่ายที่สุด นักบินจะบินแซงกันไปมาตลอดการแข่งขัน การแซงควรเกิดขึ้นด้านนอก (ฝั่งขวา) ความปลอดภัยในการบินเป็นความรับผิดชอบของเครื่องบินที่พยายามจะแซง ต้องอาศัยความระมัดระวังอย่างสูงเพื่อความปลอดภัย

ในการบินแซงเครื่องบินลำอื่น นักบินต้องเร่งความเร็วกว่าอีกลำอย่างน้อย 7-10 ไมล์ต่อชั่วโมง และต้องตัดสินใจเด็ดขาดในความเร็วดังกล่าว อาจต้องใช้ความสูงเป็นพลังในการเร่งความเร็ว เครื่องบินจะไม่ได้รับอนุญาตให้บินด้านในแนวไพลอน หากนักบินตัดข้ามไพลอน จะถูกลงโทษ อาจถูกตัดสินจากความผิดพลาดครั้งใหญ่

สุดท้าย เครื่องบินลำแรกที่ผ่านเส้นชัย จะเป็นผู้ชนะ ครองความเป็นเจ้าความเร็ว-ที่เร็วที่สุดในโลก สำหรับการแข่งขัน ดำเนินการและควบคุมโดยสมาคมการแข่งขันเครื่องบินสูตร 1 ระหว่างประเทศ (IF1)

ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งกีฬาชนิดนี้ และร่วมด้วยอีก 2 สมาคม คือ สมาคมการแข่งขันเครื่องบินสูตร (FARA) ในอังกฤษ และสมาคมนักบินเครื่องบินสูตร (APAF) ในฝรั่งเศส ทั้งนี้ จะมีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบให้มั่นใจว่าการแข่งขันปลอดภัย และรับรองตำแหน่งแชมป์โลกให้

การแข่งขันแอร์เรซ วัน แบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ Pylon Race เป็นการแข่งขันบินตามจุดกํากับบินพร้อมกันหลายลํา Single Plane Timetrials เป็นการแข่งขันบินตามจุดกํากับแบบบินเดี่ยวเพื่อจับเวลา และ Great Long Distance Air Race เป็นการแข่งขันระยะไกล บินทําเวลาดีที่สุด โดยการแข่งขันที่จะเข้ามาแข่งในประเทศไทยจะเป็นแบบ Pylon Race ซึ่งเป็นการแข่งขันที่สร้างความตื่นเต้น ท้าทาย และสนุกสนานให้กับผู้ชม สำหรับเครื่องบินที่จะเข้าแข่งขันมีทั้งหมด 24 ลำ

นอกจากการแข่งขันแล้ว ยังมีการแสดงโชว์ลีลาฉวัดเฉวียน บินผาดแผลงกลางอากาศ และแสดงท่าอาวุธประกอบดนตรี จากกองทัพเรือ รวมทั้งมีศึกมวยไทยไฟต์มาให้ชมด้วย อีกทั้งเหล่าชมรมรถยนต์และมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบก์กว่า 200 คัน มารวมตัวกันที่สนามบินอู่ตะเภา

ใครเป็นแฟนคลับ “ทอม ริชาร์ด” แชมป์เก่าชาวอเมริกันระดับโลก รวมทั้งบรรดามือพระกาฬแห่งนภากาศ อย่าง จัสติน มีเดอร์ส, สตานิสลาส ดามิรอน, ฟิลิป โกฟอร์ธ และสตีฟ เทมเพิล ต้องไม่พลาดงานนี้การแข่งขันซ่าท้าความตาย !!
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
09,07, 2017, 16:28:24
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,302


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #233 เมื่อ: 09,07, 2017, 16:28:24 »

https://www.matichon.co.th/news/599493

ลำไยอีสานปลื้ม! ผลผลิตออกก่อนภาคเหนือ ราคาดี พ่อค้าคนกลางแห่จองเพียบ

https://www.prachachat.net/breaking-news/news-2687

เผยแรงงานเมียนมาอีก 1 ล้านคน เตรียมเดินทางกลับประเทศช่วงที่ไทยผ่อนปรน

ศูนย์ช่วยเหลือแรงงานต่างด้าว สัญชาติเมียนมา ที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เปิดเผยว่า ยังมีแรงงานชาวเมียนมาในประเทศไทยที่เข้าไปทำงานตามพื้นที่ชั้นในโดยผิดกฎหมายอีกจำนวนเกือบ 1 ล้านคน ซึ่งเชื่อว่าจะเดินทางกลับไปประเทศเมียนมาทั้งหมด โดยใช้เวลากว่า 1-2 เดือน ซึ่งแรงงานพวกนี้จะเดินทางกลับไปในช่วงที่รัฐบาลไทยผ่อนปรน ไม่มีการจับกุม และให้แรงงานที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายกลับไปโดยสะดวก แม้ว่าในระยะเวลาผ่อนปรน 6 เดือน ตามคำสั่ง คสช.มาตรา 44 เพื่อเปิดโอกาสให้แรงงานที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย รีบทำให้ถูกต้องตามกฎหมายแรงงาน แต่ตนอยากให้แรงงานที่ผิดกฎหมายกลับไปในช่วงที่รัฐบาลไทยผ่อนปรน เพื่อหาโอกาสทำตามกฎหมายไทย และกลับเข้ามาทำงานใหม่อย่างถูกต้อง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเดินทางกลับของแรงงานเมียนมายังคงมีตลอด โดยเดินทางไปรวมตัวที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดตาก เพื่อให้ตรวจคนเข้าเมือง จ.ตาก ส่งมอบไปยัง ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดเมียวดีของเมียนมา ซึ่งตัวเลขล่าสุดที่ฝ่ายไทยส่งไป มีมากถึงจำนวนกว่า 30,000 คนแล้ว ขณะที่ทางการเมียนมาได้ดูแลแรงงานเมียนมาอย่างเต็มที่ ในด้านยารักษาโรค อาหาร เครื่องดื่ม และการจัดรถส่งไปยังภูมิลำเนา ตามคำสั่งของรัฐบาลเมียนมาที่ให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ช่วยเหลือชาวเมียนมาที่กลับไปจากประเทศไทย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09,07, 2017, 16:33:00 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
10,07, 2017, 21:06:39
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,302


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #234 เมื่อ: 10,07, 2017, 21:06:39 »

https://www.prachachat.net/property/news-3048

เวนคืนหมื่นล้านขยายทางด่วน เปิดเส้นทางใหม่เชื่อม “อยุธยา-สระบุรี”

ในอนาคตอันใกล้การเดินทางจากกรุงเทพฯไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ด้วยรถยนต์ น่าจะเริ่มคล่องตัวมากขึ้น

หลังรัฐลงทุนกว่า 1 แสนล้านบาท สร้างมอเตอร์เวย์ 3 สายทาง เชื่อมภาคอีสานตะวันตกและตะวันออก ได้แก่ บางปะอิน-โคราช, พัทยา-มาบตาพุด และบางใหญ่-กาญจนบุรี

ขณะที่ “กทพ.-การทางพิเศษแห่งประเทศไทย” กำลังเร่งศึกษาทางด่วนสายใหม่รับการเดินทางไปเหนือและอีสาน

“จิรุตม์ วิศาลจิตร” ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม และโฆษกกระทรวงกล่าวว่า กทพ. กำลังรออนุมัติรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) โครงการทางด่วนสายใหม่ 2 โครงการ รวมมูลค่าการลงทุน 112,020 ล้านบาท

ประกอบด้วย สายฉลองรัช- นครนายก-สระบุรี 104.7 กม. มูลค่าโครงการ 80,594.31 ล้านบาท แบ่งเป็น ค่าเวนคืน 7,395.42 ล้านบาท และค่าก่อสร้างและคุมงาน 73,198.89 ล้านบาท


รูปแบบเป็นทางยกระดับ 6 ช่องจราจร มีจุดเริ่มต้นเชื่อมต่อทางด่วนฉลองรัชที่ด่านเก็บค่าผ่านทางจตุโชติ บริเวณถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ด้านตะวันออก (ถนนกาญจนาภิเษก) แล้วมุ่งไปทางทิศตะวันออกตัดผ่านถนนหทัยราษฎร์และถนนนิมิตใหม่

จากนั้นเลี้ยวไปทางตะวันออกเฉียงเหนือตัดผ่านถนนลำลูกกากม. 22+500 และทางหลวงชนบท นย. 3001 ผ่านสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ ตัดถนนรังสิต-นครนายก บริเวณ กม. 59+800 แล้วไปทางเหนือตัดผ่านถนนสุวรรณศรกม. 116+000 เลียบไปตามแนวถนน 3222 เชื่อมมอเตอร์เวย์บางปะอิน – นครราชสีมา และทางเลี่ยงเมืองสระบุรี บรรจบกับถนนมิตรภาพ กม. 10+700 อ.แก่งคอย จ.สระบุรี

และสายอุดรรัถยา-พระนครศรีอยุธยา 42 กม. พร้อมทางขึ้น-ลง 8 จุด มูลค่า 31,426.10 ล้านบาท แบ่งเป็น ค่าเวนคืนที่ดิน 2,757.34 ล้านบาท ค่าก่อสร้างและคุมงาน 28,668.76 ล้านบาท

รูปแบบเป็นทางยกระดับ4 ช่องจราจร มีจุดเริ่มต้นอยู่ที่จุดเชื่อมต่อกับทางด่วนบางปะอิน-แจ้งวัฒนะที่ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา จากนั้นแนวจะไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ และอ้อมด้านหลังสถานีตำรวจภูธรบางปะอิน และขนานกับถนนสาย347 ประมาณ 300 เมตร จากนั้นจะข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่ ต.เกาะเกิด มุ่งไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือห่างจากถนน347 ประมาณ 1.00-2.50 กม. สิ้นสุดที่บริเวณจุดเชื่อมต่อกับถนนสายเอเชียที่กม. 40 อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10,07, 2017, 21:09:52 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
11,07, 2017, 07:44:20
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,302


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #235 เมื่อ: 11,07, 2017, 07:44:20 »

https://www.prachachat.net/breaking-news/news-3169

อีก10ปี”อู่ตะเภา”ใหญ่กว่าสุวรรณภูมิ สร้างเมืองใหม่แปดริ้วไข่ตจจที่อยู่อาศัยตะวันออก

บิ๊กประชารัฐ “กานต์ ตระกูลฮุน” ฟันธง ไม่เกิน 10 ปี “สนามบินอู่ตะเภา” ใหญ่กว่า “สุวรรณภูมิ” รับอานิสงส์เต็ม ๆ จากโครงการอีอีซี เป็นแม่เหล็กดูดนักลงทุนจากทั่วโลก รัฐเร่งสร้างความมั่นใจปูพรมการลงทุนเชื่อมโครงข่ายคมนาคม จับตา “แปดริ้ว” เมืองใหม่ที่อยู่อาศัยในอนาคต

นายกานต์ ตระกูลฮุน ประธานโครงการประสานพลังประชารัฐ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การเร่งรัดโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรืออีอีซี ในพื้นที่ 3 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง เริ่มเห็นเป็นรูปธรรมบ้างแล้วในปี 2560

“สนามบินอู่ตะเภาถือเป็นโครงการหลักที่จะเชื่อมโยงทุกธุรกิจและทุกบริการเข้าหากัน ภายในสิ้นปีจะเห็นรูปธรรมชัด เพราะพื้นที่มีอยู่แล้ว ไม่ต้องเวนคืนอะไร ทุกฝ่ายมั่นใจ

แล้วเทอร์มินอลสามารถรองรับผู้โดยสารได้จำนวนมาก และมีโอกาสรับได้ถึง 40-50 ล้านคน หรือไปถึง 60 ล้านคน”

ขณะที่ท่าอากาศยานนานาชาติดีไซน์ไว้ให้รองรับได้ประมาณ 45 ล้านคน และเชื่อว่าภายใน 10 ปีข้างหน้า สนามบินอู่ตะเภาจะใหญ่กว่าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิแน่นอน เป็นการสร้างความมั่นใจให้กับนักธุรกิจนักลงทุนจากทั่วโลก

อีอีซียังมองถึงความเป็นเมืองใหม่ที่ครอบคลุม 3 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง โดยชลบุรีกับระยองนั้นจะเป็นแหล่งนิคมอุตสาหกรรม

“ส่วนฉะเชิงเทราจะเป็นเมืองใหม่ เน้นพัฒนาให้เป็นแหล่งที่พักอาศัย รองรับคนที่หลั่งไหลเข้ามาทั้งนักลงทุน นักธุรกิจ และแรงงานต่างชาติ เหมือนที่สิงคโปร์ทำสำเร็จ”

วันนี้ใน 3 จังหวัดที่กล่าวมา มีประชากรเกือบ 2 ล้านคน แต่อีก 5-10 ปีข้างหน้า ประชากรจะเพิ่มขึ้นเป็น 10 ล้านคน ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ”

แผนพัฒนามี 4 องค์ประกอบคือ 1.โครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงทั้งระบบ สนามบินอู่ตะเภา ท่าเรือสัตหีบ ท่าเรือแหลมฉบัง รถไฟความเร็วสูง มอเตอร์เวย์ 2.อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ อุตสาหกรรมอากาศยาน ปิโตรเคมีขั้นสูง ชีวภาพ ยานยนต์อัจฉริยะ อิเล็กทรอนิกส์ หุ่นยนต์ และเกษตรแปรรูป 3.การท่องเที่ยว พัฒนาเมืองชั้นนำ ศูนย์ประชุมนานาชาติ และ 4.พัฒนาเมืองใหม่ ศูนย์กลางการบริการธุรกิจนานาชาติ และเขตปลอดภาษี

รายงานข่าวระบุว่า สนามบินอู่ตะเภาปัจจุบันรับผู้โดยสาร 7 แสนคน/ปี หรือ 4% ของนักท่องเที่ยว 17 ล้านคน ที่เดินทางมาพัทยา และระยอง ประกอบด้วย 1.ทางวิ่ง 1 ทางวิ่งขนาดมาตรฐาน สามารถรองรับเครื่องบินขนาดใหญ่ที่สุดในโลกได้ 2.อาคารผู้โดยสาร 2 หลัง รับผู้โดยสารได้รวมกัน 3.7 ล้านคน/ปี แยกเป็นอาคารหลังที่ 1 หรืออาคารใช้งานในปัจจุบัน รองรับได้ 7 แสนคน/ปี และอาคารหลังที่ 2 จะเปิดใช้งานในเดือน ส.ค. 2560 รับได้ประมาณ 3 ล้านคน/ปี 3.ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานของ บมจ.การบินไทย ที่มีโรงซ่อมเครื่องบินขนาด 24,000 ตร.ม. ซ่อมได้ 3 ลำพร้อมกัน

ความสำคัญของสนามบินอู่ตะเภา ช่วยแบ่งเบาความแออัดของสนามบินสุวรรณภูมิ และดอนเมือง โดยประมาณการว่าใน 5 ปีข้างหน้า แม้สุวรรณภูมิ เฟส 2 และ 3 จะแล้วเสร็จ รองรับผู้โดยสารจะขยายจาก 45 ล้านคน/ปี เป็น 90 ล้านคน/ปี ในปี 2564 แต่ยังไม่เพียงพอ แม้เมื่อรวมกับดอนเมืองที่มีการขยายเฟส 3 รองรับได้เพิ่มจาก 18 ล้านคน/ปี เป็น 40 ล้านคน/ปี ในปี 2568 รวมเป็น 130 ล้านคน/ปี ก็ยังไม่เพียงพอ จึงต้องพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาให้เป็นสนามบินเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบแห่งที่ 3 สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 15-30-60 ล้านคน ในระยะ 5-10-15 ปีตามลำดับ และเชื่อมโยงกับสุวรรณภูมิและดอนเมืองด้วยรถไฟความเร็วสูง

นอกจากนี้ รัฐบาลจะยกระดับสนามบินอู่ตะเภา เป็น “เมืองการบินภาคตะวันออก” พื้นที่ 6,500 ไร่ สนับสนุนการเป็นศูนย์กลางทางการบินของภูมิภาค ทั้งโครงการใช้เงินลงทุน 5 ปีแรก (2561-2566) ประมาณ 1.8 แสนล้านบาท ประกอบด้วย 1.สนามบิน 2 ทางวิ่ง ให้รองรับผู้โดยสารและกิจกรรมเชื่อมโยงได้อย่างเพียงพอ 2.กลุ่มอาคารผู้โดยสาร โรงแรม ห้างสรรพสินค้า อาคารสำนักงาน สถานีรถไฟความเร็วสูงอยู่ชั้นใต้ดินของอาคารผู้โดยสาร 3.กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมอากาศยาน เช่น เขตการค้าเสรี 4.กลุ่มธุรกิจขนส่งสินค้าทางอากาศและโลจิสติกส์ 5.กลุ่มธุรกิจซ่อมเครื่องบิน และ 6.ศูนย์ฝึกอบรมบุคลากรอากาศยานและธุรกิจการบิน อนาคตจะเพิ่มเติมกลุ่มศูนย์การแพทย์เฉพาะด้าน กลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและธุรกิจท่าเรือสัตหีบและท่าเรือสำราญขนาดใหญ่

นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันกำลังทยอยเปิดประมูลก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2 วงเงินกว่า 5 หมื่นล้านบาท ใช้เวลาก่อสร้าง 33 เดือน เปิดใช้ ส.ค. 2562 รองรับผู้โดยสารได้ 60 ล้านคน/ปี

อีกทั้งจะลงทุนอีก 4-5 หมื่นล้านบาท ขยายสุวรรณภูมิเฟส 3 สร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 ด้านทิศเหนือของอาคารเทียบเครื่องบิน A อยู่ด้านซ้ายมือก่อนถึงอาคารผู้โดยสาร ปัจจุบันเป็นลานจอดของการบินไทย วงเงิน 34,662 ล้านบาท รองรับผู้โดยสารได้ 30 ล้านคน อยู่ระหว่างออกแบบรายละเอียดและทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) จะใช้เวลา 1 ปี ตามแผนจะสร้างเสร็จในปี 2564 และมีรถไฟ APM วิ่งรับส่งระหว่างอาคาร
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11,07, 2017, 07:52:19 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
11,07, 2017, 08:42:42
Viengping 9
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,226



« ตอบ #236 เมื่อ: 11,07, 2017, 08:42:42 »

 ธุจ้า  ขอบคุณครับ  โครงการสนามสุวรรณภูมิเฟรส 2  ใหญ่มาก ธุจ้า
บันทึกการเข้า
11,07, 2017, 21:13:16
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,302


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #237 เมื่อ: 11,07, 2017, 21:13:16 »

https://www.prachachat.net/economy/news-3616

ฟ้าฝนเป็นใจ! สศก.เผยปีนี้มังคุดมาแรง ดันรายได้ครึ่งปีเกษตรกรเพิ่ม 15%


ฟ้าฝนเป็นใจ! สศก.เผยปีนี้มังคุดมาแรง ดันรายได้ครึ่งปีเกษตรกรเพิ่ม 15% – จับตาผลผลิตยาง-กุ้งขาวแวนนาไมครึ่งปีหลัง

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า ดัชนีรายได้ของเกษตรกรช่วงครึ่งปีแรก 2560 (มกราคม– มิถุนายน) เพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2559 จากดัชนีผลผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้น 9.68% โดยสินค้าสำคัญที่มีปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า อ้อยโรงงาน ปาล์มน้ำมัน ทุเรียน เงาะ มังคุด ด้วยปัจจัยปัญหาภาวะภัยแล้งที่คลี่คลาย สภาพอากาศมีฝนตกชุก น้ำในเขื่อนมีปริมาณสูงกว่าหลายปีที่ผ่าน และปัญหากุ้งขาวแวนนาไมเริ่มคลี่คลายจากโรคตายด่วน (อีเอ็มเอส) ขณะที่ดัชนีราคาที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.86% จากสินค้าสำคัญที่มีราคาเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา อ้อยโรงงาน ทุเรียน และมังคุด อย่างไรก็ดีการวิเคราะห์รายหมวดสินค้าสำคัญที่ทำให้รายได้เกษตรดรเพิ่มขึ้นได้แก่ พบว่า หมวดพืชผลสามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรมากที่สุด ขยายตัว 21.42% รองลงมาคือ หมวดประมง ขยายตัว 17.81% ส่วนหมวดปศุสัตว์ ติดลบ 4.56%


ส่วนสินค้าสำคัญที่สร้างรายได้แก่เกษตรกร ได้แก่ มังคุด ทุเรียน ข้าวเปลือกเจ้า ยางพารา อ้อยโรงงาน กุ้งขาวแวนนาไม เงาะ และปาล์มน้ำมัน ซึ่งเมื่อจำแนกแต่ละสินค้า พบว่าผลไม้มังคุดสร้างรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมังคุดช่วงครึ่งปีแรก 2560 ปรับตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 116.39 เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตมังคุดปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 17.28 เนื่องจากสภาพอากาศมีความเย็นเหมาะสม และดัชนีราคาเพิ่มขึ้นร้อยละ 84.50 เนื่องจากตลาดยังมีความต้องการต่อเนื่อง เช่นเดียวกับทุเรียนนั้นรายได้เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนช่วงครึ่งปีปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 79.29 เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตทุเรียนปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 42.91 จากสภาพอากาศปีนี้มีความเย็นเหมาะสม ส่งผลให้ออกดอกได้มากขึ้น ในทางเดียวกันดัชนีราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 25.46 เพราะปริมาณผลผลิตทุเรียนกว่า 60% ของทุเรียนทั้งประเทศส่งออกไปยังต่างประเทศทั้งจีน ไต้หวัน ฮ่องกง และเวียดนาม

“รายได้เกษตรกรครึ่งปีแรกและปีนี้เพิ่มเนื่องจากปัจจัยปริมาณน้ำ 4 เขื่อนหลักดีขึ้น ปีนี้น้ำดี และด้วยภาวะการส่งออกจูงใจเกษตรกรในพื้นที่ และบางตัวสินค้าเกษตร ราคาสูงขึ้นอยู่กับว่าเป็นสินค้าขายเร็วเช่นพืชผล ส่วนปาล์ม ยางจะเป็นสต๊อกส่งผ่านราคา ทำให้ตลาดต่างประเทศสูงขึ้น เเนวโน้มเพิ่ม รวมถึงปศุสัตว์ขยายตัว มีออเดอร์แน่นอน แนวโน้มรวมสภาพดินฟ้าอากาศ ซึ่งกรมชลประทานได้รายงานว่าเดือน ก.ค.-สค.นี้ปริมาณฝนอยู่ในเกณปกติ ขณะเดียวกันครึ่งปีแรกนี้ภาคประมงมีดัชนีรายได้เพิ่มขึ้นเพราะปัจจัยแก้ปัญหากุ้งตายด่วน ทำให้ผลผลิตไม่พอ รวมถึงยางพารา ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วม”
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11,07, 2017, 21:16:03 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
12,07, 2017, 07:20:54
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,302


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #238 เมื่อ: 12,07, 2017, 07:20:54 »

http://money.sanook.com/496305/

ลูกหนี้เฮ ! รายได้ไม่เกิน 2 หมื่น ไม่ถูกยึดทรัพย์บังคับคดี

มีผลแล้ว พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 30 ) กำหนดทรัพย์สินที่ไม่อยู่ไม่สามารถบังคับเพื่อใช้หนี้ ตามกฎหมายนี้ หรือไม่ต้องรับผิดแห่งการบังคับคดี เงินรายได้ไม่เกิน 2 หมื่นบาท รอดการบังคับคดีชดใช้หนี้...

เมื่อวันที่ 6 ก.ค. 2560 ที่ผ่านมา เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้ประกาศพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 30) พ.ศ.2560 โดยมีใจความสำคัญเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี ซึ่งอยู่ในหมวดที่ 2 ส่วนที่ 2 ในมาตรา 301 มาตรา 302 ดังนี้

หมวดที่ 2 ส่วนที่ 2


ทรัพย์สินที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี


มาตรา301 ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคําพิพากษาต่อไปนี้ ย่อมไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี

1เครื่องนุ่งห่มหลับนอน เครื่องใช้ในครัวเรือน หรือเครื่องใช้สอยส่วนตัว โดยประมาณรวมกันราคาไม่เกินประเภทละสองหมื่นบาท แต่ในกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร เจ้าพนักงานบังคับคดีจะกําหนดให้ทรัพย์สินแต่ละประเภทดังกล่าวที่มีราคารวมกันเกินสองหมื่นบาทเป็นทรัพย์สินที่ไม่ต้องอยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีก็ได้ ทั้งนี้ โดยคํานึงถึงความจําเป็นตามฐานะของลูกหนี้ตามคําพิพากษา

2 สัตว์ สิ่งของ เครื่องมือ เครื่องใช้ ในการประกอบอาชีพหรือประกอบวิชาชีพเท่าที่จําเป็นในการเลี้ยงชีพของลูกหนี้ตามคําพิพากษา ราคารวมกันโดยประมาณไม่เกินหนึ่งแสนบาท แต่ถ้าลูกหนี้ตามคําพิพากษามีความจําเป็นในการเลี้ยงชีพก็อาจร้องขอต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขออนุญาตใช้สัตว์สิ่งของ เครื่องมือ เครื่องใช้เท่าที่จําเป็นในการประกอบอาชีพหรือประกอบวิชาชีพในกิจการดังกล่าวของลูกหนี้ตามคําพิพากษาอันมีราคารวมกันเกินกว่าจํานวนราคาที่กําหนดนั้น ในกรณีเช่นนี้ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอํานาจใช้ดุลพินิจไม่อนุญาตหรืออนุญาตได้เท่าที่จําเป็นภายในบังคับแห่งเงื่อนไขตามที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร

3 สัตว์ สิ่งของ เครื่องใช้ และอุปกรณ์ที่จําเป็นต้องใช้ทําหน้าที่ช่วยหรือแทนอวัยวะของลูกหนี้ตามคำพิพากษา

4 ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคําพิพากษาอันมีลักษณะเป็นของส่วนตัวโดยแท้ เช่น หนังสือสําหรับวงศ์ตระกูลโดยเฉพาะ จดหมาย หรือสมุดบัญชีต่าง ๆ

5 ทรัพย์สินอย่างใดที่โอนกันไม่ได้ตามกฎหมาย หรือตามกฎหมายย่อมไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี

........เป็นต้น

มาตรา 302  ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งกฎหมายอื่น เงินหรือสิทธิเรียกร้องเป็นเงินของ ลูกหนี้ตามคําพิพากษาต่อไปนี้ ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี

1. เบี้ยเลี้ยงชีพซึ่งกฎหมายกําหนดไว้ ส่วนเงินรายได้เป็นคราว ๆ ซึ่งบุคคลภายนอกได้ยกให้เพื่อเลี้ยงชีพนั้น ให้มีจํานวนไม่เกินเดือนละ 20,000 บาทหรือตามจํานวนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร

2. เงินเดือน ค่าจ้าง บํานาญ บําเหน็จ เบี้ยหวัด หรือรายได้อื่นในลักษณะเดียวกันของข้าราชการ เจ้าหน้าที่ หรือลูกจ้างในหน่วยราชการ และเงินสงเคราะห์ บํานาญ หรือบําเหน็จที่หน่วยราชการได้จ่ายให้แก่คู่สมรสหรือญาติที่ยังมีชีวิตของบุคคลเหล่านั้น

3. เงินเดือน ค่าจ้าง บํานาญ ค่าชดใช้ เงินสงเคราะห์ หรือรายได้อื่นในลักษณะเดียวกันของพนักงาน ลูกจ้าง หรือคนงาน นอกจากนี้ ยังมีนายจ้างหรือบุคคลอื่นใดได้จ่ายให้แก่บุคคลเหล่านั้น หรือคู่สมรส หรือญาติที่ยังมีชีวิตของบุคคลเหล่านั้น เป็นจํานวนรวมกันไม่เกินเดือนละ 20,000 บาทหรือตามจํานวนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร

4. บําเหน็จหรือค่าชดเชยหรือรายได้อื่นในลักษณะเดียวกันของบุคคลตาม, เป็นจํานวนไม่เกิน 300,000 บาท หรือตามจำนวนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร

5. เงินฌาปนกิจสงเคราะห์ที่ลูกหนี้ตามคําพิพากษาได้รับอันเนื่องมาแต่ความตายของบุคคลอื่น เป็นจํานวนตามที่จําเป็นในการดําเนินการฌาปนกิจศพตามฐานะของผู้ตายที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร

.......เป็นต้น

 ดูรายละเอียดกฎหมายทั้งหมดที่นี้....(เข้าไปดูใน link ข่าวครับ)

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 12,07, 2017, 07:23:14 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
13,07, 2017, 13:08:42
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,302


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #239 เมื่อ: 13,07, 2017, 13:08:42 »

https://money.kapook.com/view175126.html

ขึ้นค่าไฟฟ้าอีก 8.87 สต./หน่วย เริ่มงวดเดือนกันยายน-ธันวาคมนี้


        กกพ. มีมติปรับขึ้นค่าเอฟที งวดเดือนกันยายน-ธันวาคมนี้ อีก 8.87 สตางค์ต่อหน่วย ตามต้นทุนในการผลิตและจัดหาไฟฟ้าที่สูงขึ้น

        วันที่ 12 กรกฎาคม 2560 นายวีระพล จิรประดิษฐกุล โฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ปรับค่าเอฟทีงวดเดือนกันยายน-ธันวาคมนี้ อีก 8.87 สตางค์ต่อหน่วย ตามต้นทุนในการผลิตและจัดหาไฟฟ้าที่สูงขึ้นในช่วงเดือนดังกล่าว หลังจากคำนวณค่าเอฟทีแล้วอยู่ที่ -15.90 สตางค์ต่อหน่วย คาดค่าเอฟทีจะมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่องจนถึงสิ้นปีนี้ และมีผลทำให้ค่าไฟฟ้าปีนี้อยู่ในช่วงขาขึ้นด้วย


สำหรับสาเหตุหลักมาจากสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำที่ลดลงตามฤดูกาล และการใช้ถ่านหินที่ลดลงจากการหยุดบำรุงรักษาโรงไฟฟ้าในช่วงฤดูหนาว รวมถึงราคาก๊าซธรรมชาติที่ปรับตัวสูงขึ้นอันเป็นผลมาจากสัดส่วนแอลเอ็นจีที่เริ่มสูงขึ้นจากราคาน้ำมันเตาที่ปรับตัวขึ้นก่อนหน้า โดยมีค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่สูงกว่าการประมาณในรอบที่ผ่านมา

        นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคาเชื้อเพลิงและการผลิตไฟฟ้า อีกอย่างหนึ่งคือ อัตราแลกเปลี่ยนที่เงินบาทแข็งค่ากว่าช่วงเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม ที่ระดับ 34.31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เป็น 34.19 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ หรือแข็งค่าขึ้นกว่างวดก่อนประมาณ 0.12 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
       
        ขณะที่ความต้องการพลังงานไฟฟ้าในช่วงเดือนกันยายน-ธันวาคม เท่ากับ 61,420 ล้านหน่วย ลดลงจากช่วงเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม เท่ากับ 4,067 ล้านหน่วย คิดเป็นลดลง 6.21% ซึ่งสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงการผลิตไฟฟ้าในช่วงเดือนกันยายน-ธันวาคม ยังคงใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลัก 63.64% รองลงมาเป็นรับซื้อไฟฟ้าจาก สปป.ลาว 12.63% ลิกไนต์ 9.14% และถ่านหินนำเข้า 7%

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก เดลินิวส์
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
หน้า: 1 ... 14 15 [16] 17 18 ... 25   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: