GUN IN THAILAND
24,11, 2017, 17:16:56 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Google
หน้า: 1 ... 18 19 [20] 21 22 ... 26   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย  (อ่าน 5561 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
19,08, 2017, 11:17:15
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,314


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #285 เมื่อ: 19,08, 2017, 11:17:15 »

https://www.prachachat.net/facebook-instant-article/news-24225

เฉือนที่นอร์ธปาร์คตัดถนนแก้รถติดแจ้งวัฒนะ-

บายพาส – ปลายปีนี้ กทม.จะสร้างถนน 4 เลนด้านหลังศูนย์ราชการมาเชื่อมกับถนนโลคอลโรดและวิภาวดี แก้รถติดและรับการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีชมพู

กทม.ทุ่ม 250 ล้านตัดถนนใหม่ 4 เลน ทะลุโลคอลโรดและวิภาวดีฯ ระยะทาง 1 กม. แก้รถติดศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ รับมือรถไฟฟ้าสายสีชมพูตอกเข็ม จ่ายเวนคืน 150 ล้าน เจ้าสัวเจริญแจ็กพอต ถูกเฉือนที่ดินนอร์ธปาร์ค เปิดใช้ปีหน้า


แหล่งข่าวจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ กทม.ได้ผู้รับเหมาก่อสร้างถนนสาย 8 แล้ว คือ บริษัท ประยูรชัยก่อสร้าง จำกัด คาดว่าเริ่มงานก่อสร้างปลาย ก.ย.นี้ แล้วเสร็จในต้นปี 2562

แนวเส้นทางเริ่มจากด้านหลังศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ บริเวณสนามเทนนิสของโครงการนอร์ธปาร์ค เลาะไปตามแฟลตตำรวจ สร้างสะพานข้ามคลองบางตลาด เชื่อมถนนกำแพงเพชร 6 หรือโลคอลโรด บริเวณที่จอดรถโรงแรมมิราเคิลแกรนด์และวิภาวดีรังสิต

รูปแบบก่อสร้างเป็นถนนตัดใหม่ขนาด 4 ช่องจราจร ระยะทาง 1 กม. วงเงิน 250 ล้านบาท แยกเป็นค่าก่อสร้าง 100 ล้านบาท ค่าเวนคืนที่ดินและรื้อย้ายสิ่งปลูกสร้าง 150 ล้านบาท รองรับการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีชมพู แคราย-มีนบุรี ที่จะเริ่มการก่อสร้างปลายปีนี้ ใช้เวลาก่อสร้าง 4 ปี และแก้ปัญหารถติดบริเวณโดยรอบศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ

“ถนนสาย 8 เป็นโครงการที่คิดมานานแล้ว ตั้งแต่เริ่มก่อสร้างศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ เพื่อเป็นการเพิ่มโครงข่ายการเดินทางและแก้ปัญหารถติด แต่ติดงบประมาณที่จะก่อสร้าง ล่าสุดเพิ่งได้งบฯอุดหนุนจากรัฐบาลมาดำเนินการ หากเสร็จจะเป็นอีกตัวช่วยในการเดินทางในบริเวณดังกล่าว เพราะปีหน้าจะเริ่มปิดถนนและก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีชมพู ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการจราจรบนถนนแจ้งวัฒนะได้” แหล่งข่าวกล่าวและว่า

สำหรับการเวนคืน มีที่ดินถูกเวนคืน จำนวน 18 แปลง อาทิ สนามเทนนิสนอร์ธปาร์คของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี 1 แปลง บ้านสวนของเอกชน 5 หลัง เป็นที่ดินเปล่า 1 แปลง ที่ดินของโครงการบ้านการเคหะหลักสี่ 5 แปลง ที่ดินของกระทรวงการคลัง ปัจจุบันการสื่อสารแห่งประเทศไทย (กสท.) ใช้ประโยชน์สร้างเป็นถนน และสำนักงานตำรวจแห่งชาติใช้ประโยชน์เป็นศูนย์พัฒนาด้านการข่าว นอกจากนี้มีที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) 1 แปลง

นายสุเมธ ดำรงชัยธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด (ธพส.) ผู้บริหารโครงการศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กล่าวว่า ปีหน้าถนนที่ กทม.ก่อสร้างจะเปิดใช้จะช่วยให้การจราจรคล่องตัวขึ้น จากด้านหลังศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะไปออกด้านข้างโรงแรมมิราเคิลแกรนด์ และถนนวิภาวดีรังสิต
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19,08, 2017, 11:18:51 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
20,08, 2017, 21:52:12
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,314


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #286 เมื่อ: 20,08, 2017, 21:52:12 »

https://www.prachachat.net/economy/news-25125


คนไทยรัดเข็มขัดแน่น ! “ส.ภัตตาคาร” ชี้เศรษฐกิจไทยทรุด ร้านอาหารยอดขายลดฮวบ

คนไทยรัดเข็มขัดแน่น ! ธุรกิจร้านอาหารยอดขายหล่นฮวบ สมาคมภัตตาคารไทยเผยกำลังซื้อฉุดพฤติกรรมเปลี่ยน คนไทยกินข้าวนอกบ้านน้อยลง ขณะที่ร้านอาหารดีลิเวอรี่ออนไลน์มาแรง ฟากผู้ประกอบการโรงแรมอัดโปรโมชั่นสู้

นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์ร้านอาหารไทยในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา พบว่ายอดขายของร้านอาหารทุกขนาดตกลง โดยร้านขนาดเล็ก-กลางที่ไม่มีแบรนด์ลดลงมากถึง 50% ขณะที่ร้านอาหารขนาดใหญ่มีแบรนด์ตกลงราว 20-30% ซึ่งเป็นผลจากหลายปัจจัย ทั้งภาวะเศรษฐกิจไทยที่ไม่ดี ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ทำให้คนไทยระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น


“คนไทยยังนิยมกินข้าวนอกบ้านอยู่ แต่ความถี่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมเฉลี่ย 4 ครั้งต่อคนต่อสัปดาห์ ปัจจุบันลดลงเหลือ 1-2 ครั้งต่อคนต่อสัปดาห์เท่านั้น นอกจากนี้ปริมาณในการสั่งอาหารแต่ละครั้งยังลดลงเหลือครึ่งหนึ่ง จากเฉลี่ยอยู่ 6 เมนูบนโต๊ะ เหลือเพียง 3 เมนู และเมนูพวกปลากับซีฟู้ด ซึ่งมีราคาสูงมากกว่า 300 บาทขึ้นไป ก็มีปริมาณการสั่งน้อยลง ทำให้รายได้ของร้านอาหารลดน้อยลง”

นางฐนิวรรณกล่าวด้วยว่า อีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อพฤติกรรมทานอาหารนอกบ้านของคนไทย คือ ธุรกิจร้านอาหารดีลิเวอรี่ รับออร์เดอร์ผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งปัจจุบันพบว่าการแข่งขันในตลาดนี้รุนแรงมากขึ้น โดยพบว่าปัจจุบันมูลค่าร้านอาหารตลาดออนไลน์ทั่วประเทศ ทั้งช่องทางโซเชียลมีเดีย และแพลตฟอร์มดังอย่าง Uber Eat และ Line Man มีมูลค่ารวมสูงถึง 4,000 ล้านบาท

“ธุรกิจร้านอาหารในไทยต้องเร่งปรับตัว โดยยังคงขายผ่านหน้าร้านอยู่ แต่เจาะช่องทางขายผ่านออนไลน์ควบคู่กันไปด้วย ขณะเดียวกันต้องมองหานวัตกรรมและเทคโนโลยีมาช่วยพัฒนาโปรดักต์ให้อยู่ได้นานขึ้น จูงใจให้นักท่องเที่ยวต่างชาติซื้อกลับไปทานได้”

ด้านนางสาวศุภวรรณ ถนอมเกียรติภูมิ นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) กล่าวว่า ยอดขายจากลูกค้าคนไทยในร้านอาหารของโรงแรมเฉลี่ยลดลง10-20% โดยช่วงที่ยอดขายยังพอไปได้คือช่วงเทศกาลและวันหยุด ซึ่งทางโรงแรมต้องใช้กลยุทธ์อัดโปรโมชั่นเช่น มา 3 จ่าย 2 และมา 4 จ่าย 3 เพื่อดึงดูดลูกค้าคนไทย เนื่องจากลูกค้าโรงแรมทั้งชาวไทยและต่างชาตินิยมไปทานร้านอาหารข้างนอกและในห้างสรรพสินค้าแทน

“โรงแรมที่มีสัดส่วนรายได้จากร้านอาหารสูง คือโรงแรมที่มีตำแหน่งทางการตลาดชูเรื่องอาหารชัดเจนเช่น นำเชฟดังมาทำอาหาร และโรงแรมที่เน้นลูกค้าตลาดองค์กรมาจัดประชุมสัมมนา ขณะที่เทรนด์การสร้างโรงแรมใหม่ ผู้ประกอบการไม่ได้ทุ่มเงินลงทุนเพื่อสร้างห้องอาหารจำนวนมากเหมือนแต่ก่อน แต่จะสร้างแค่ 1-2 ห้องอาหารเท่านั้น และเปิดเป็นคอฟฟี่ช็อปให้บริการควบคู่แทน เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมลูกค้า” นางศุภวรรณกล่าว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20,08, 2017, 21:54:47 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
21,08, 2017, 08:09:33
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,314


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #287 เมื่อ: 21,08, 2017, 08:09:33 »

https://www.prachachat.net/uncategorized/news-25149

รมว.คมนาคม ตรวจ “รถไฟทางคู่โคราช” คืบหน้า35% เร่งขยายเส้นทางรองรับรถไฟความเร็วสูง

รมว.คมนาคมตรวจความคืบหน้าการก่อสร้างรถไฟทางคู่ที่โคราช ล่าสุดคืบหน้าไปแล้ว 35% พร้อมยกระดับรถไฟทางคู่ผ่านตัวเมืองโคราช เร่งขยายเส้นทางเข้าออกทุกสถานีรองรับรถไฟความเร็วสูงในอนาคต

วันนี้ (20 สิงหาคม 2560) เวลา 14.30 น. นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยปลัดกระทรวงคมนาคม อธิบดีกรมทางหลวง อธิบดีกรมทางหลวงชนบท ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย และคณะ ได้เดินทางลงพื้นที่ตรวจติดตามการดำเนินงานโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงชุมทางถนนจิระ – ขอนแก่น ที่บริเวณสถานีรถไฟบ้านกระโดน ตำบลหนองไข่น้ำ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งจุดดังกล่าวจะเป็นจุดย่านเก็บกอง และขนถ่ายตู้คอนเทนเนอร์ขนส่งสินค้า โดยมีหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับ

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น มีความคืบหน้าไปมากอยู่ที่ประมาณ 35% เป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ ซึ่งในวันนี้ได้เดินทางมาดูความก้าวหน้าของการก่อสร้าง และเป็นการเตรียมพร้อมไว้รองรับสำหรับรถไฟความเร็วสูงในอนาคตนี้ด้วย เพื่อที่จะดูว่าเมื่อเวลาโครงการนี้เสร็จแล้วการเดินทางเข้า-ออกสถานีเป็นอย่างไร ซึ่งตนได้สั่งการให้กรมทางหลวงชนบทไปวางแผนในเรื่องการปรับปรุงถนนเส้นทางเข้า-ออกให้เป็น 2 เส้นทาง ซึ่งทั้งหมดมีจำนวน 19 สถานี ต้องมีความสะดวกสบายในเรื่องของการเดินทางเข้า-ออกให้มีความสัมพันธ์กับรถไฟความเร็วสูง ส่วนเรื่องรถไฟทางคู่ในเขตตัวเมืองนครราชสีมา ก็คงจะยกระดับให้ในช่วงผ่านตัวเมืองตามความต้องการของชาวโคราช แต่ต้องดูรูปแบบให้ดีที่สุด ไม่ให้มีการบดบังทัศนียภาพของเมืองโคราชด้วย
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
22,08, 2017, 22:33:21
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,314


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #288 เมื่อ: 22,08, 2017, 22:33:21 »

https://www.prachachat.net/finance/news-30978

รัฐบาลเก็บรายได้ 10 เดือนเกินเป้า 6 พันล้านบาท

นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า “ผลการจัดเก็บรายได้รัฐบาลสุทธิในช่วง 10 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2560 (ตุลาคม 2559 – กรกฎาคม 2560) รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ จำนวน 1,912,725 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 6,755 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.4 มีสาเหตุจากการจัดเก็บรายได้ของหน่วยงานอื่น การนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจ และการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพสามิต สูงกว่าประมาณการ 29,674 24,889 และ 6,375 ล้านบาท หรือร้อยละ 24.6 21.1 และ 1.4 ตามลำดับ โดยภาษีที่จัดเก็บได้สูงกว่าเป้าหมายที่สำคัญ ได้แก่ ภาษีน้ำมัน ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีเบียร์”

นายกฤษฎาฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า “จากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่เป็นไปตามการคาดการณ์ของกระทรวงการคลังและการติดตามผลการจัดเก็บรายได้รัฐบาลอย่างใกล้ชิด ส่งผลให้การจัดเก็บรายได้รัฐบาลยังคงสูงกว่าประมาณการ สำหรับในช่วงที่เหลือของปีงบประมาณ กระทรวงการคลังคาดว่าจะสามารถจัดเก็บรายได้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้”

ผลการจัดเก็บรายได้รัฐบาลสุทธิในช่วง 10 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2560 (ตุลาคม 2559 – กรกฎาคม 2560) และเดือนกรกฎาคม 2560

1.ในช่วง 10 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2560 (ตุลาคม 2559 – กรกฎาคม 2560) รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ จำนวน 1,912,725 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 6,755 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.4 (ต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 3.1) โดยเป็นการจัดเก็บรายได้ของหน่วยงานอื่น การนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจ และการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพสามิตที่สูงกว่าประมาณการ อย่างไรก็ดี ผลการจัดเก็บรายได้ในช่วง 10 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2560 ต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว เนื่องจากในช่วงเดียวกันปีที่แล้ว มีรายได้พิเศษ เช่น การประมูลใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อประกอบกิจการโทรคมนาคม (3G และ 4G) การรับรู้ส่วนเกินจากการจำหน่ายพันธบัตร (Premium) เป็นรายได้แผ่นดิน การชำระภาษีการพนันของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เป็นต้น ซึ่งหากไม่รวมรายได้พิเศษดังกล่าว การจัดเก็บรายได้ในปีนี้ จะขยายตัวร้อยละ 5.0 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน

ผลการจัดเก็บรายได้แยกตามหน่วยงานจัดเก็บสรุปได้ ดังนี้

1.1 กรมสรรพากร จัดเก็บรายได้รวม 1,403,492 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 60,322 ล้านบาท หรือร้อยละ 4.1 แต่ยังสูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วจำนวน 25,703 ล้านบาท หรือร้อยละ 1.9 โดยภาษีที่จัดเก็บได้ต่ำกว่าเป้าหมายที่สำคัญ ได้แก่

– ภาษีมูลค่าเพิ่มจัดเก็บได้ต่ำกว่าเป้าหมาย 41,252 ล้านบาท หรือร้อยละ 6.3 แต่สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 2.4 เนื่องจากภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บในประเทศเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ อย่างไรก็ดี การนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางขยายตัวได้ดี ส่งผลให้การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้าขยายตัวจาก ช่วงเดียวกันปีก่อนร้อยละ 8.7

– ภาษีเงินได้ปิโตรเลียมจัดเก็บได้ 35,836 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 24,864 ล้านบาท หรือร้อยละ 41.0 (ต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 18.4) ส่วนหนึ่งเป็นผลจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเฉลี่ยของปี 2559 ต่ำกว่าข้อสมมติฐานที่ใช้ในการทำประมาณการ ทำให้กำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษีลดลง

อย่างไรก็ดี ภาษีเงินได้นิติบุคคลจัดเก็บได้สูงกว่าเป้าหมาย 16,909 ล้านบาท หรือร้อยละ 4.1 (สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 5.7) เป็นผลจากการจัดเก็บภาษีจากกำไรสุทธิ (ภ.ง.ด. 50) และภาษีจากค่าบริการและจำหน่ายกำไร (ภ.ง.ด. 54) ที่จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ

1.2 กรมสรรพสามิต จัดเก็บรายได้รวม 465,863 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 6,375 ล้านบาท หรือร้อยละ 1.4 (สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 7.8) โดยภาษีที่จัดเก็บได้สูงกว่าเป้าหมาย ได้แก่ ภาษีน้ำมันจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 18,192 ล้านบาท หรือร้อยละ 11.2 (สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 24.8) เนื่องจากการจัดเก็บภาษีน้ำมันเบนซินที่สูงกว่าประมาณการ การปรับเพิ่มอัตราภาษีน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินไอพ่น และการจัดเก็บภาษีน้ำมันหล่อลื่น นอกจากนี้ ภาษีเบียร์จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 3,110 ล้านบาท หรือร้อยละ 4.4 (สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 1.2)

1.3 กรมศุลกากร จัดเก็บรายได้รวม 86,792 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 12,708 ล้านบาท หรือร้อยละ 12.8 (ต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 7.7) โดยเป็นผลจากการจัดเก็บอากรขาเข้าต่ำกว่าเป้าหมายจำนวน 13,794 ล้านบาท หรือร้อยละ 14.2 (ต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 9.0) เนื่องจากผลกระทบของการใช้สิทธิพิเศษภายใต้ความตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) และการปรับโครงสร้างภาษีศุลกากร ระยะที่ 2 ทั้งนี้ มูลค่าการนำเข้าในรูปดอลลาร์สหรัฐและเงินบาทในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2560 ขยายตัวร้อยละ 11.9 และร้อยละ 10.0 ตามลำดับ โดยสินค้าที่จัดเก็บอากรขาเข้าได้สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ยานบกและส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ประกอบ เครื่องจักรและเครื่องใช้กล ของทำด้วยเหล็กหรือเหล็กกล้า และพลาสติก

1.4 รัฐวิสาหกิจ นำส่งรายได้รวม 142,806 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 24,889 ล้านบาทหรือร้อยละ 21.1 (สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 23.1) ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการนำส่งรายได้ที่ค้างนำส่งจากปีก่อนหน้า ประกอบกับรัฐวิสาหกิจบางแห่งมีผลประกอบการที่ดีขึ้น โดยรัฐวิสาหกิจที่นำส่งรายได้สูงกว่าประมาณการ 5 อันดับแรก ได้แก่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล การไฟฟ้านครหลวง โรงงานยาสูบ และการประปาส่วนภูมิภาค

1.5 หน่วยงานอื่น จัดเก็บรายได้รวม 150,407 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 29,674 ล้านบาท หรือร้อยละ 24.6 (ต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 45.1) สาเหตุสำคัญมาจากการรับรู้ส่วนเกินจากการจำหน่ายพันธบัตร (Premium) เป็นรายได้แผ่นดิน และการนำส่งเงินสภาพคล่องส่วนเกินของกองทุนหมุนเวียน กรมธนารักษ์จัดเก็บรายได้รวม 8,574 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 2,941 ล้านบาท หรือร้อยละ 52.2 (สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 52.6) โดยเป็นผลมาจากรายได้จากที่ราชพัสดุสูงกว่าประมาณการ 2,442 ล้านบาท หรือร้อยละ 49.6 สาเหตุมาจากการปรับปรุงค่าเช่าสนามบินของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) และการเปิดประมูลให้ใช้ที่ในท่าเรือภูเก็ต นอกจากนี้ รายได้จากการจ่ายแลกเหรียญกษาปณ์จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 502 ล้านบาท หรือร้อยละ 72.7

1.6 การคืนภาษีของกรมสรรพากร จำนวน 238,889 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 16,089 ล้านบาท หรือร้อยละ 6.3 ประกอบด้วยการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม 169,231 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 35,669 ล้านบาท หรือร้อยละ 17.4 และการคืนภาษีอื่น ๆ (ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์) จำนวน 69,658 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 19,580 ล้านบาท หรือร้อยละ 39.1

1.7 อากรถอนคืนกรมศุลกากร จำนวน 8,151 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 259 ล้านบาท หรือร้อยละ 3.1

1.8 การจัดสรรภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับองค์การบริหารส่วนจังหวัด จำนวน 12,601 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 1,833 ล้านบาท หรือร้อยละ 12.7

1.9 เงินกันชดเชยภาษีสำหรับสินค้าส่งออก จำนวน 14,311 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 719 ล้านบาท หรือร้อยละ 4.8

1.10 การจัดสรรภาษีมูลค่าเพิ่มให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตาม พ.ร.บ. กำหนดแผน และขั้นตอนการกระจายอำนาจฯ จำนวน 7 งวด เป็นเงิน 62,683 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 53 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.1

2.เดือนกรกฎาคม 2560 รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 169,425 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 3,837 ล้านบาท หรือร้อยละ 2.2 (ต่ำกว่าเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 4.4) เป็นผลจากภาษีมูลค่าเพิ่มจัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ 7,760 ล้านบาท หรือร้อยละ 11.7 (สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 1.6) ภาษีเงินได้นิติบุคคลจัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ 2,756 ล้านบาท หรือร้อยละ 9.7 (ต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 5.3) และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ 1,548 ล้านบาท หรือร้อยละ 6.3 (ต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 2.8) อย่างไรก็ดี การจัดเก็บรายได้ของหน่วยงานอื่น การจัดเก็บภาษีน้ำมัน และภาษีรถยนต์ สูงกว่าประมาณการ 6,415 1,916 และ 968 ล้านบาท หรือร้อยละ 38.4 12.1 และ 11.8 ตามลำดับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30,08, 2017, 21:39:51 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
24,08, 2017, 21:26:37
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,314


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #289 เมื่อ: 24,08, 2017, 21:26:37 »

http://money.sanook.com/506759/

ใช้จ่ายที่ต่างประเทศ ใช้บัตรเครดิต เดบิต หรือเงินสด ดีกว่า?

หากคุณจะไปเที่ยวเมืองนอก คุณคิดว่า ใช้จ่ายที่ต่างประเทศ ด้วยบัตรเครดิต บัตรเดบิต หรือเงินสด ดีกว่ากัน? คุ้มกว่ากัน? วันนี้ MoneyGuru.co.th จะมาเปรียบเทียบให่เห็นกันชัด ๆ ว่าการใช้จ่ายแบบต่าง ๆ มีข้อดีข้อเสียอย่างไร !

1. บัตรเครดิต
เหมาะสำหรับ : ซื้อสินค้าหรือใช้บริการร้านค้าที่มีราคาแพง เช่น ซื้อตั๋วเครื่องบิน จองตั๋วโรงแรม เช่ารถยนต์ หรือจ่ายค่าอาหารตามภัตตาคารหรู เป็นต้น


ข้อดี : การใช้บัตรเครดิตจะมีประโยชน์มากที่สุด หากคุณซื้อสินค้าหรือใช้บริการที่มีราคาสูง มีความปลอดภัยในการใช้จ่าย ทำให้ไม่ต้องกำเงินสดก้อนใหญ่ ๆ เอาไว้ล่อตาโจร หากคุณต้องการยกเลิกค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ก็สามารถทำได้ โดยสามารถรับเครดิตกลับคืนเข้าบัญชีอย่างรวดเร็วภายใน 1-2 วัน และที่สำคัญ บัตรเครดิตยังมีประกันการเดินทางให้คุณและครอบครัวแบบฟรี ๆ ซึ่งยอดทุนประกันนั้นสูงหลักล้านบาทเลยทีเดียว

ข้อเสีย : ร้านอาหารบางร้านหรือแม้กระทั่งโรงแรมบางแห่ง จะไม่สามารถใช้บัตรเครดิตในการชำระได้ หรือบางแห่งอาจจะไม่รับบัตร VISA, MasterCard, JCB หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนั้นคุณจึงจำเป็นต้องมีบัตรเครดิตที่แตกต่างกันเพื่อความครอบคลุม อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายใด ๆ ที่เกิดจากการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต (รวมถึงการเบิกเงินสด) ที่เป็นสกุลเงินตราต่างประเทศ จะถูกเรียกเก็บเป็นเงินบาทไทย ตามอัตราแลกเปลี่ยนที่ธนาคารถูกเรียกเก็บจาก ผู้ให้บริการเครดิต (เช่น VISA, MasterCard etc.) ที่ธนาคารเป็นสมาชิกอยู่ ณ วันที่มีการเรียกเก็บยอดค่าใช้จ่ายดังกล่าว

ทั้งนี้ หากสกุลเงินต่างประเทศดังกล่าวไม่ใช่สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ยอดค่าใช้จ่ายดังกล่าวอาจจะถูกแปลงเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ก่อนที่จะทำการแปลงเป็นสกุลเงินบาทเพื่อเรียกเก็บกับธนาคาร โดยธนาคารต่าง ๆ จะคิดค่าความเสี่ยงจากการแปลงสกุลเงินดังกล่าวในอัตราไม่เกินร้อยละ 1-2.5 จากยอดค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่เกิดจากการแปลงสกุลเงินดังกล่าวข้างต้น นั่นทำให้หากคุณใช้จ่ายด้วยบัตรเครดิตมากเกินไป โดยที่ไม่สามารถชำระเงินคืนบัตรเครดิตเต็มจำนวนได้ อาจจะทำให้คุณเกิดภาระหนี้สินจำนวนมากได้นั่นเอง

2. บัตรเดบิต หรือ บัตรเอทีเอ็ม
เหมาะสำหรับ: ใช้จ่ายสิ่งของหรือบริการทุกอย่างในต่างประเทศ

ข้อดี : การใช้บัตรเดบิต จะสามารถช่วยให้คุณเบิกถอนเงินสดของต่างประเทศนั้น ๆ ออกมาใช้ได้อย่างสะดวก ผ่านทางตู้ ATM (สำหรับบัตรวีซ่าเดบิต คุณต้องมองหาตู้เอทีเอ็มที่มีโลโก้ VISA หรือ PLUS) และคุณยังสามารถใช้บัตรเดบิตรูดซื้อสินค้าได้โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมด้วย ตราบใดที่คุณยังมีเงินในบัญชีของบัตรเดบิตใบนั้น (แต่จะต้องเสียค่าความเสี่ยงการเปลี่ยนแปลงสกุลเงิน ร้อยละ 1-2.5 ของยอดเงินที่ใช้จ่ายไป) โดยที่ไม่ต้องเสียดอกเบี้ยหรือเป็นหนี้แบบบัตรเครดิต เปรียบเทียบง่าย ๆ ก็เหมือนกับการใช้เงินสดในรูปแบบบัตร

ข้อเสีย : การใช้จ่ายด้วยบัตรเดบิต เงินจะถูกตัดออกจากบัญชีของคุณทันที ดังนั้นคุณจำเป็นต้องมีเงินคงเหลืออยู่ในบัญชีมากพอที่จะครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด หากมีข้อผิดพลาด สินค้ามีการชำรุด หรือบริการไม่เป็นไปตามที่คุณตกลงกับห้างร้าน แล้วต้องการจะยกเลิกการชำระเงินจะทำได้ยากมาก อาจจะต้องเสียเวลาเป้นเดือน ๆ กว่าจะได้ยอดเงินที่ตัดไปแล้วกลับมา และที่สำคัญการเบิกถอนเงินสดจากตู้เอทีเอ็มในต่างประเทศจะมีค่าธรรมเนียมค่อนข้างสูง ดังนั้น กรุณาสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกับทางธนาคารผู้ออกบัตรของคุณก่อนนะคะ

3. เงินสด
เหมาะสำหรับ : ใช้ใน 24 ชั่วโมงแรกของการเดินทาง หรือจนกว่าคุณจะเจอตู้เอทีเอ็มที่ใกล้ที่สุด

ข้อดี : การมีเงินสดติดตัวมันจะทำให้คุณอุ่นใจกว่า เพราะคุณจะสามารถจับจ่ายซื้อของได้ทันที เช่น ซื้ออาหารที่สนามบิน หรือจ่ายค่าแท็กซี่ เป็นต้น อีกทั้งการมีเงินสดจะทำให้คุณไม่ต้องพบเจอกับปัญหาวุ่นวายต่าง ๆ อย่างเช่น กรณีที่สนามบินไม่มีตู้เอทีเอ็ม หรือการที่คุณมาถึงหลังจากที่สำนักงานแลกเปลี่ยนเงินปิดทำการ หรือไม่ต้องหงุดหงิดใจกรณีที่ไปเจอร้านค้าที่ไม่รับบัตรเครดิต

ข้อเสีย : สิ่งแรกคือความเสี่ยงจากการถูกขโมย และอันตรายจากการปล้น การถืองบทั้งหมดในการท่องเที่ยวของคุณเป็นเงินสด อาจจะทำให้เป็นจุดสนใจของเหล่ามิจฉาชีพได้มาก สิ่งต่อมาคือ หากคุณแลกเปลี่ยนเงินสดก่อนที่คุณจะเดินทางออกนอกประเทศ คุณอาจจะไม่ได้รับอัตราการแลกเปลี่ยนที่ดีนัก และอาจยังต้องเสียค่าธรรมเนียมที่แพงอีกด้วย อย่างไรก็ตาม หากคุณมาแลกเปลี่ยนเงินในธนาคารต่างประเทศ หรือที่สนามบินของต่างประเทศ คุณอาจได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมในการแลกเปลี่ยน หรือทางธนาคารอาจลดค่าธรรมเนียมให้ค่ะ

จะเห็นว่าการใช้จ่ายแต่ละแบบมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป หากคุณผู้อ่านจะไปเที่ยวเมืองนอก ก็ควรเลือกการใช้จ่ายที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคุณจะดีที่สุด เพราะการใช้ชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกันนั่นเองค่ะ
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
25,08, 2017, 20:31:49
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,314


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #290 เมื่อ: 25,08, 2017, 20:31:49 »

https://www.prachachat.net/local-economy/news-28714

ผู้บริโภคจ๊าก! IUU สัตว์น้ำแพงหูฉี่ ปลาทูไทยขาด- โรงงานแปรรูปนำเข้า วัตถุดิบต้นทุนพุ่ง

“ปลาทะเล กุ้ง ปู” ราคาพุ่งกระฉูดสวนกระแสกำลังซื้อซบ เหตุเรือประมงพาณิชย์ ประมงพื้นบ้านอ่วมกฎเหล็กไอยูยู-ปัญหาแรงงาน-มรสุม ออกทำประมงไม่ได้ ปริมาณสัตว์น้ำทะเลลดฮวบ บางจังหวัดเริ่มขาดแคลน ปลาทูไทยแท้หายากจ่อสูญพันธุ์ ขณะที่ปลาทูอินเดีย ปากีสถาน มาเลย์ กัมพูชา เวียดนามยึดตลาดเบ็ดเสร็จ ด้านอุตสาหกรรมแปรรูป-โรงงานน้ำปลาเร่งปรับตัวหนีตาย หันนำเข้าวัตถุดิบทดแทน ดันต้นทุนพุ่งเท่าตัว

คนกินสัตว์น้ำทะเลแพงไม่รู้ตัว

นายสุรพงษ์ อินทรประเสริฐ ที่ปรึกษาสมาคมประมงจังหวัดตราด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การบังคับใช้ พ.ร.ก.การประมง พ.ศ. 2558 และคำสั่ง คสช.ที่ 10/2558 เรื่องการแก้ไขปัญหาทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม ประมาณ 2 ปีเศษ ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนแรงงาน และเรือประมงพาณิชย์กว่า 30% ต้องจอดหยุดทำการประมง และบางรายเลิกอาชีพประมง ประกอบกับช่วงฤดูมรสุมด้วย ส่งผลให้ปริมาณปลาออกสู่ตลาดน้อยลง ราคาอาหารทะเลปรับราคาสูงขึ้นทั้งปลาสดและวัตถุดิบแปรรูป

รง.หมักน้ำปลา-ผลิตน้ำปลาอ่วม

นายวิบูลย์ เครือลอย ผู้จัดการ บริษัท เทพพรชัย อุตสาหกรรม จำกัด จ.ตราด เจ้าของผลิตภัณฑ์น้ำปลาแท้ตราสามกระต่าย เปิดเผยว่า ปัญหาเรือประมงพาณิชย์และแรงงานที่ไม่ถูกต้อง ทำให้เรือประมงปลากะตักของไทยต้องนำเรือไปขึ้นที่ท่าเทียบเรือในเกาะกง กัมพูชา และบรรทุกปลากะตักเข้ามาส่งโรงงานใน จ.ตราด ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นเป็น 10,000 บาท/เที่ยวรถบรรทุกสิบล้อ และราคาปลากะตักเพิ่มขึ้นจาก 4-5 บาท/กก. เป็น 10 บาท/กก. ขณะนี้โรงงานหมักน้ำปลาปรับราคาขึ้น 10-15% ขณะที่โรงงานผลิตน้ำปลาก็จำเป็นต้องปรับราคาตามไปด้วย และเร็ว ๆ นี้โรงงานหมักน้ำปลาแจ้งว่าจะปรับราคาอีกครั้ง

“หากสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้อีกประมาณ 5 ปี เรืออวนล้อมปลากะตักจะอยู่ไม่ได้ ต้องหยุดกิจการไป ส่วนโรงงานแปรรูปก็จะไม่สามารถผลิตน้ำปลาดี ๆ มีคุณภาพได้ เพราะปลากะตักเป็นปลาชั้นดี มีกลิ่นหอม” นายวิบูลย์กล่าว

ด้านนางวิรันทา อักษรหรั่ง แม่ค้าปลาในตลาดเทศบาลเมืองตราด กล่าวว่า หลังจากมีกฎหมายประมงใหม่ ๆ ออกมาเข้มงวดกับเรือประมง ทำให้เรือประมงพาณิชย์และเรือประมงพื้นบ้านออกทำประมงไม่ได้ ปริมาณปลาในตลาดมีน้อยและราคาแพง เช่น ปลากระบอกขนาดกลางเดิมกิโลกรัมละ 120-130 บาท ตอนนี้อยู่ที่ 150-160 บาท หรือปลากระบอกแดดเดียวจาก 200 บาท/กก.เพิ่มเป็น 250 บาท ปลานวลจันทร์กิโลกรัมละ 120-130 บาท ปลาสาก 150 บาท ปลากุเลา 200-220 บาท ปลาโฉมงาม 150 บาท ปลาอังเก่ย 220-230 ปลาอินทรีขนาดใหญ่ 3 กิโลกรัมขึ้นไป 280-300 บาท/กก.

กระทบลูกโซ่ประมง-ท่องเที่ยว

นายมงคล สุขเจริญคณา ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันกิจการเรือประมงทั่วประเทศกำลังขาดแคลนแรงงานไม่ต่ำกว่า 74,000 คน หากรัฐบาลไม่รีบแก้ไข จะกระทบกันเป็นลูกโซ่ เช่น โรงงานแปรรูปอาหารทะเลก็จะไม่มีวัตถุดิบ ส่วนนักท่องเที่ยวที่ต้องการบริโภคอาหารทะเลจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น เพราะอาหารทะเลขาดตลาด รวมทั้งโรงแรม รีสอร์ต ก็จะได้รับผลกระทบตามกันไปด้วย

“ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ ปูทะเลตัวใหญ่จากราคากิโลกรัมละไม่ถึง 1,000 บาท ได้ขยับราคาขึ้นเป็น 2,000 บาท ปูม้าจากราคา 100 บาท/กก. ก็ขยับขึ้นเป็น 200-300 บาท แม้แต่ปูเป็นที่เคยขาย 200-300 บาท/กก. แต่ขณะนี้ได้ขยับราคาขึ้นเป็น 600-800 บาท/กก.แล้ว หากไม่แก้ไขปัญหานี้ คนไทยก็จะต้องกินอาหารทะเลที่มีราคาสูงมาก ทั้งที่เราเป็นประเทศที่สามารถจับปลาได้เอง” นายมงคลกล่าว

แม่ค้าปลาสดรายหนึ่งในตลาดสดชุมพรกล่าวว่า ราคาอาหารทะเลในปัจจุบันเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว เนื่องจากเรือประมงมีปัญหาทั้งเรื่องขาดแคลนแรงงานและเข้าสู่ฤดูมรสุม ไม่สามารถออกเรือทำประมงได้ตามปกติ

ด้านนายกาจบัณฑิต รามมาก ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า โดยภาพรวมราคากุ้งขยับขึ้น 5-10 บาท/กก. ขึ้นอยู่กับขนาด เช่น กุ้งขนาด 60 ตัว/กก. ราคาประมาณ 200 บาท ส่วนสัตว์น้ำทะเลอื่น ๆ มีปริมาณน้อยมาก เนื่องจากเรือประมงไม่สามารถออกจับสัตว์น้ำได้ ราคาจึงขยับสูงขึ้น

นายโอฬาร อุยะกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ผลิตภัณฑ์ปลากระป๋องสยาม จำกัด กล่าวว่า อุตสาหกรรมแปรรูปสัตว์น้ำประสบปัญหาขาดแคลนสัตว์น้ำมาประมาณ 2-3 เดือนแล้ว ปัจจัยหลักคือเป็นช่วงมรสุมและการทำตามกฎไอยูยู ทำให้เรือประมงเหลือน้อย และออกจับสัตว์น้ำได้น้อย ขณะนี้จึงต้องมีการนำเข้าสัตว์น้ำเพื่อผลิตสินค้าให้ทันออร์เดอร์ส่งออกในช่วงปลายปีนี้

ปลาทูไทยแท้ ๆ หายากมาก

นางประชุม อยู่ประเสริฐ เจ้าของร้านเจ๊ชุม จำหน่ายปลาทูนึ่งที่ตลาดสดเทศบาลสมุทรสงคราม (ตลาดแม่กลอง) จ.สมุทรสงคราม เปิดเผยว่า ขณะนี้ไม่มีปลาทูไทยออกสู่ตลาด ถ้ามีก็เป็นปลาทูขนาดเล็กมากและมีจำนวนน้อย แม่ค้าส่วนใหญ่จึงต้องไปรับซื้อปลาทูนำเข้าจากห้องเย็น โดยนำเข้าจากมาเลเซีย ซึ่งเป็นปลาทูตัวสั้น ส่วนปลาทูอินเดียและปากีสถานตัวใหญ่กว่า ขณะที่ปลาทูจากอินโดนีเซียไม่ได้นำเข้ามาแล้ว เพราะห้ามเรือไทยเข้าไปจับ

สำหรับราคาที่ซื้อจากห้องเย็นกล่องละ 10 กิโลกรัม (กก.) หากเป็นปลาทูตัวเล็ก เกรดไม่ค่อยดี หรือที่เรียกว่าปลาทูแมว ราคา 700 บาท/กล่อง หากเกรดดีขึ้นมา ราคาตั้งแต่ 800-1,000 บาทขึ้นไป/กล่อง ซึ่งถือว่าราคาแพงขึ้น เพราะเดิมราคาเพียงกล่องละ 700 บาท ทั้งนี้จะนำมาจำหน่ายกล่องละ 6-7 ตัว ราคา 100 บาท ส่วนปลาทูที่เนื้อไม่ดีนัก แม่ค้าบางรายจะนำมาแกะเนื้อชั่งกิโลขาย รวมถึงมีพ่อค้าแม่ค้ามารับซื้อไปจำหน่ายต่อในราคา 6-7 ตัว/กล่อง ราคา 120-130 บาท ในอนาคตราคาปลาทูอาจจะสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ และปลาทูไทยอาจจะมีน้อยจนแทบไม่มี เพราะไม่มีพ่อพันธุ์แม่พันธุ์

แห่พึ่งนำเข้า-ดันราคาปลาพุ่ง

นายอาคม เครือวัลย์ ประธานชมรมแปรรูปอาหารทะเล จังหวัดสมุทรสาคร และเจ้าของกิจการแปรรูปอาหารทะเล บริษัท นงค์ ก. จำกัด เปิดเผยว่า จากนโยบายจัดระเบียบเรือประมงจนถึงขณะนี้ส่งผลให้เรือประมงไทยไม่สามารถออกจับปลาได้ โรงงานต่าง ๆ ต้องนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น ราคาอาหารทะเลก็ต้องปรับตัวสูงขึ้นตาม เช่น ปลาหมึกนำเข้าจากประเทศเปรู อาร์เจนตินา ปากีสถาน และอินโดนีเซีย โดยราคาสูงขึ้นจากกิโลกรัมละ 20 บาท เป็น 100 กว่าบาท ขณะที่หมึกแห้งก็ต้องนำเข้าจากประเทศเวียดนาม กัมพูชา

ตอนนี้ยังมีปลาอีกหลายชนิดหายไปจากตลาด เพราะกฎระเบียบเข้มงวดจนไม่สามารถทำการประมงได้ เช่น ปลาสำลีต้องนำเข้าจากมะริด เมียนมา ราคาก็แพงขึ้น เกือบจะถึง 300 บาท/กิโลกรัม ขณะที่ปลาแปะเชีย หรือจะระเม็ดขาว 700-800 บาท/กิโลกรัม จากเดิมไม่ถึง 200 บาท/กก. ส่วนปลากะพงเป็นปลาเลี้ยงจะไม่กระทบเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นกะพงจากทะเลจากเดิมกิโลกรัมละ 100 กว่าบาท เป็น 200 กว่าบาท ราคาไต่ขึ้นไม่มีลง แต่ปลาเลี้ยงก็ยืนราคาเดิม 120-160 บาท/กก.

“แม้แต่กะปิเวลานี้บ้านเราแทบไม่มีกิน ต้องซื้อกะปิกัมพูชาเข้ามาผสม ถ้าสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ต่อไปอาหารทะเลก็จะราคาสูงขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากเราต้องนำเข้า ยิ่งเขารู้ว่าเราไม่มีปัญญาทำกิน ก็ยิ่งโก่งราคาเราไม่มีที่สิ้นสุด เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ประเทศที่เคยทำประมงอันดับ 1 ของโลก ต้องมานำเข้าหมดทุกอย่าง ทางออกมืดมนไปหมด”

นายอาคมกล่าวอีกว่า ปลาที่หายไปจากทะเลไทยแล้ว คือ ปลาทู เนื่องจากการบริหารของภาครัฐที่อนุญาตให้เรืออวนลอยอวนจม และอวนลากคู่สามารถทำได้ ทำให้จับปลาใหญ่พ่อพันธุ์แม่พันธุ์ไปหมด ปลาเล็กไม่มีโอกาสได้เกิด ตอนนี้ตั้งแต่สมุทรปราการ สมุทรสาคร เพชรบุรี หัวหิน หรือตลาดมหาชัยไม่มีปลาทูสดวางขาย ส่วนที่วางขายนั้นเป็นปลานำเข้าทั้งหมด

นายชุมพล ยศวิปาน นายกสมาคมพื้นบ้านคลองวาฬ ต.คลองวาฬ อ.เมือง ประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า ปัจจุบันปลาเศรษฐกิจอย่างปลาทูแทบจะไม่มีให้เห็นในทะเลไทย ปัจจุบันปลาทูตัวใหญ่ราคาไม่ต่ำกว่า 150 บาท/กก. ส่วนในท้องตลาดจะสั่งซื้อจากอินโดนีเซีย กัมพูชา เวียดนาม ราคาอยู่ที่ 120 บาท/กก. ซึ่งเป็นปลาคนละสายพันธุ์กับปลาทู ลักษณะจะคล้ายปลาลัง ส่วนปลาหมึกตัวใหญ่ที่ซื้อตรงจากเรือ ราคา 160-170 บาท/กก. แต่ถ้าแม่ค้ารับไปขายต่อน่าจะอยู่ที่ 200-250 บาท/กก.

ขณะที่ปูม้าราคา 300 กว่าบาท/กก. กุ้งราคา 500-600 บาท/กก. คนจนรากหญ้าไม่สามารถซื้อได้ เพราะราคาอาหารทะเลสูงขึ้นเรื่อย ๆ

นายสุพร โต๊ะเส็น นายกสมาคมเครือข่ายประมงพื้นบ้านอ่าวท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า ช่วงนี้ชาวประมงชายฝั่งหาปลาลำบากขึ้น เพราะสัตว์น้ำไม่เข้าตามฤดูกาล เช่น ปลากุเลาที่เริ่มหาได้ยากขึ้น แต่ที่เริ่มหายไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมาคือ ปลาทูและปลาลัง ส่วนปลาทั่วไปก็มีราคาสูงขึ้น

ปลาตรังขาดตลาดแต่ขึ้นราคาไม่ได้

ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดตรัง สำรวจบรรยากาศการขายปลาในตลาดสดเทศบาลนครตรัง และตลาดชุมชนทั่วไป พบว่าแผงขายปลาหลายแห่งมีปริมาณปลาน้อยมาก ส่วนใหญ่จะมีปลาขนาดเล็ก เช่น ปลาทู ปลาหลังเขียว ปลาสีเสียด ปลาสากขนาดเล็ก เป็นต้น ซึ่งพ่อค้าแม่ค้าต่างบอกว่าปลามีน้อย เพราะเรือออกจากฝั่งไปหาปลาไม่ได้ และส่วนใหญ่บอกว่าราคาปลายังปกติ ไม่มีการปรับขึ้น

ขณะที่ในห้างโรบินสัน แม็คโคร เทสโก้ โลตัส และบิ๊กซี ก็มีปริมาณปลาไม่มากนัก ส่วนใหญ่เป็นปลาน้ำจืดที่สั่งเข้ามาจากภาคกลาง เช่น ปลานิล ปลาตะเพียน ปลานวลจันทร์ ปลาจีน โดยเฉพาะปลาสวายจะขายดีที่สุด เนื่องจากเชื่อว่ามีสารโอเมก้าสูงกว่าปลาแซลมอน ทำให้ผู้คนนิยมไปซื้อมารับประทานกันเพิ่มมากขึ้นจนขาดตลาด

นายปรารภ ชูแสง พ่อค้าปลาในตลาดบ้านโพธิ์ อ.เมืองตรัง เปิดเผยว่า ช่วงนี้ปลามักจะขาดตลาดบ่อย เนื่องจากเกิดพายุฝน เรือออกจากฝั่งลำบาก โดยเฉพาะในช่วงเดือนหงายหรือข้างขึ้นแทบจะไม่มีปลาขาย เพราะชาวประมงจับปลาไม่ค่อยได้ ส่วนใหญ่ราคาจะทรงตัว และมีบางชนิดที่ขึ้นบ้าง เช่น ปลาสากหรือปลาน้ำดอกไม้ จากปกติ 80-100 บาท/กก. ก็จะขยับสูงขึ้นเป็น 100-120 บาท

ขณะที่ปลาเล็กทั่ว ๆ ไป เช่น ปลาทู ราคาแทบไม่มีกำไร บางครั้งรับมากิโลกรัมละ 100 บาท ก็จะมาขายไม่เกิน 120 บาท หากขายราคาแพง ทางแม่ค้าก็จะขายไม่ได้ เพราะชาวบ้านรายได้น้อย เนื่องจากราคายางตกต่ำ และฝนตกต่อเนื่องยังไม่สามารถกรีดยางได้ จึงต้องขายในราคาปกติ ยังไม่มีการปรับขึ้นราคาแต่อย่างใด
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25,08, 2017, 20:36:35 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
26,08, 2017, 19:31:10
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,314


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #291 เมื่อ: 26,08, 2017, 19:31:10 »

https://www.prachachat.net/facebook-instant-article/news-28126

ดีมานด์กาแฟไทยพุ่งเงินสะพัด 1.7 พันล้าน-

ราคาดี - อีกทางเลือกเกษตรกรในการปลูกกาแฟโดยเฉพาะระยะ 4 ปีมานี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านกาแฟระบุว่า ราคากาแฟดีขึ้นและมีเสถียรภาพ เริ่มจากราคา 70 บาท จนถึงราคาอยู่ที่ 87-88 บาท/กิโลกรัม และแนวโน้มปี?60 จะขยับได้ถึง 90 บาท/กิโลกรัม


นักวิชาการเกษตรสงขลาชี้ทิศทางกาแฟดี ตลาดต้องการสูง ด้านรองประธานชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทยเผยในประเทศบริโภคถึง 8 หมื่นตัน ขณะที่มีผลผลิตกาแฟไทย 2.5 หมื่นตันเท่านั้นคาดปี’60 จะมีเงินหมุนสะพัดไม่ต่ำกว่า 1,700 ล้านบาท

นายหวน ทนงาน นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ สำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 5 จังหวัดสงขลา (สสก.ที่ 5) ภาคใต้ เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันทิศทางเศรษฐกิจการเกษตรมีหลายตัวเลือกเพื่อสร้างรายได้ให้กับชาวสวนยาง โดยเฉพาะกาแฟที่สามารถปลูกร่วมกับยางพาราได้อย่างกลมกลืน ที่ผ่านมาในอดีต 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส เคยเป็นพื้นที่ปลูกสวนกาแฟร่วมยาง หรือที่เรียกกันว่าป่ายาง โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงภูเขา หรือควน กาแฟจะขึ้นงอกงามมาก แต่เนื่องจากนโยบายสวนยางเชิงเดี่ยว ทำให้กาแฟถดถอยไปตามลำดับ

อย่างไรก็ตามปัจจุบันกาแฟเป็นที่ต้องการของตลาดสูง แต่ผลผลิตไม่เพียงพอ ทำให้เมล็ดกาแฟได้ราคาสูง และมีเสถียรภาพมาหลายปีแล้ว จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจระดับเป็นอาชีพหลักแทนสวนยางพาราได้เลย สำหรับพื้นที่ภาคใต้ปัจจุบันปลูกมาก คือ จังหวัดชุมพร และจังหวัดระนอง

สำหรับภาคใต้สายพันธุ์กาแฟ คือ โรบัสต้า สามารถปลูกได้ทุกจังหวัด อายุประมาณ 2 ปี และ 3 ปี ก็ให้ผลผลิต โดยเฉพาะพื้นที่เป็นเชิงลาดริมภูเขา และควน ขณะที่ภาคเหนือ จะเป็นสายพันธุ์อราบิก้า

ด้านนายนัด ดวงใส รองประธานชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย และเกษตรกรเจ้าของสวนกาแฟ เปิดเผยว่า สถานการณ์เกษตรทางด้านสวนกาแฟอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาระยะหลายปี และราคาได้ขยับขึ้นและมีเสถียรภาพโดยเฉพาะระยะ 4 ปีมานี้ เริ่มตั้งแต่ราคา 70 บาท จนถึงราคาอยู่ที่ 87-88 บาท/กิโลกรัม และแนวโน้มปี’60 จะขยับได้ถึง 90 บาท/กิโลกรัม

ปัจจุบันกาแฟในภาคใต้ปลูกมากที่จังหวัดชุมพร และระนอง ส่วนจังหวัดอื่น ๆ ปลูกกันประปรายตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ส่วนที่จังหวัดกระบี่ สตูล และสงขลา เริ่มปลูกกันเมื่อปีที่แล้ว ส่วนมากเป็นรายใหม่ที่เริ่มปลูกทดแทนยางพารา โดยภาพรวมมีพื้นที่ปลูกกว่า 100,000 ไร่ สามารถแปรรูปเป็นสารกาแฟ หรือกาแฟแห้ง ได้ประมาณ 23,000-25,000 ตัน /ปี โดยให้ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 200 กิโลกรัม/ปี/ไร่ ทั้งนี้เป็นกาแฟที่ปลูกแซมตามสวนต่าง ๆ ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ และ 10 เปอร์เซ็นต์ เป็นไร่กาแฟเชิงเดี่ยว แต่ในระยะ 2 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากสภาพอากาศฝนตกยาวทำให้ดอกร่วงและเน่า ผลผลิตตกต่ำลงเหลือประมาณ 20,000 ตันเท่านั้น

นายนัดกล่าวอีกว่า ในปี 2560 นี้ คาดการณ์จะมีเงินหมุนสะพัดไม่ต่ำกว่า 1,700 ล้านบาท/ปี จากผลิตกาแฟ 20,000 ตัน ยังไม่นับรวมถึงสายพันธุ์กาแฟอราบิก้า ที่ปลูกทางภาคเหนือ ที่ผลิตได้ประมาณ 3,000 ตัน/ปี ซึ่งปริมาณดังกล่าวถือว่ายังขาดตลาดอยู่ เพราะปัจจุบันประเทศไทยต้องการบริโภคกาแฟ ประมาณ 80,000 ตัน/ปี โดยภาพรวมเป็นเม็ดเงินมูลค่าสะพัดไม่ต่ำกว่าประมาณ 6,800 ล้านบาท/ปี จึงต้องมีการนำเข้าจากต่างประเทศ ทั้งเวียดนาม และ สปป.ลาว ดังนั้นเราสามารถขยายพื้นที่ปลูกได้ถึง 300,000 ไร่ สำหรับภาคใต้ ปลูกกาแฟได้ทุกพื้นที่ แต่จะเป็นสายพันธุ์โรบัสต้า เพราะอยู่กับอากาศร้อนชื้น และสำหรับการตลาดไม่ต้องหวั่นวิตก สหกรณ์กาแฟที่ จ.ชุมพร สามารถรับซื้อทั้งหมด อย่างไรก็ตามนอกจากสภาพอากาศแล้ว อาจมีปัจจัยที่จะเป็นตัวแปรสำคัญ คือ ผลผลิตกาแฟประเทศเวียดนาม และบราซิล

นายนัดกล่าวว่า การปลูกกาแฟรัฐจะต้องลงมาส่งเสริม แนะนำ และทำแปลงสาธิต เพราะประเทศอื่นก้าวหน้าไปมาก โดยเฉพาะรูปแบบของประเทศเวียดนามที่ปลูกกาแฟเชิงเดี่ยว ขนาด 5 ศอก คูณ 5 ศอก ได้กว่า 300 ต้น/ไร่ โดยให้ผลผลิตถึง 700-800 กิโลกรัม /ไร่ ซึ่งถือเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างมากที่ราชการไม่นำเอามาศึกษาเป็นตัวอย่าง และแนะนำ ส่งเสริมให้เกษตรกร
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26,08, 2017, 19:32:42 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
27,08, 2017, 21:00:00
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,314


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #292 เมื่อ: 27,08, 2017, 21:00:00 »

https://www.prachachat.net/motoring/news-29013

“สรรพสามิต” ใหม่กระทบ รถนำเข้าจ่ายภาษีเพิ่มแน่

กรมศุลฯ เร่งสรุปแก้ไขคำสั่ง 317 ย้ำเป็นแนวปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ ปัดใช้เป็นเกณฑ์กำหนดราคาให้ผู้ประกอบการเสียภาษี รับสรรพสามิตใหม่กระทบรถยนต์นำเข้าเสียภาษีเพิ่ม

นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การแก้ไขปรับปรุงคำสั่ง 317 ที่เป็นแนวทางการพิจารณาราคารถยนต์นั่งสำเร็จรูปให้เป็นมาตรฐานมากขึ้น ขณะนี้คืบหน้าไปได้มากแล้ว นอกจากนี้ กรณีรถยนต์หรูที่ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ส่งเรื่องให้กรมศุลฯ ตรวจสอบนั้น ขณะนี้กรมศุลกากรได้ดำเนินการตรวจสอบเสร็จแล้ว จำนวน 257 คัน พบว่ามีการเสียภาษีขาดไปประมาณ 4,300 ล้านบาท

นายชัยยุทธ คำคุณ รองอธิบดีกรมศุลกากร รักษาการที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางศุลกากร กล่าวเพิ่มเติมว่า ในเร็ว ๆ นี้ ทางกรมศุลกากรจะแจ้งให้ผู้นำเข้ารถยนต์ทั้ง 257 คัน เข้ามาชำระภาษีส่วนที่ขาด ส่วนการจะคิดเบี้ยปรับเงินเพิ่มหรือไม่นั้นเป็นเรื่องทางคดีอาญา ซึ่งดีเอสไอเป็นผู้ดำเนินการ ส่วนกรมศุลกากรจะดูแลทางแพ่ง

ขณะที่ความคืบหน้าการแก้ไขปรับปรุงคำสั่ง 317 นั้น นายชัยยุทธกล่าวว่า ในฐานะที่ตนเป็นประธานคณะทำงานแก้ไขปรับปรุงคำสั่ง 317 กำลังเร่งดำเนินการเรื่องดังกล่าวอยู่ โดยมีการปรับปรุงข้อความต่าง ๆ เกือบทั้งหมด ในการวิเคราะห์ราคาของรถยนต์เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการสำแดงราคาที่ต่ำกว่า ความเป็นจริง

“ตอนนี้การแก้ไขคำสั่ง 317 ทำเสร็จแล้ว แต่ในรายละเอียด ยังต้องรอประชุมภายในกรมศุลกากร โดยเสนออธิบดีพิจารณาก่อนจึงจะสามารถเปิดเผยได้ อย่างไรก็ดี ต้องย้ำอีกครั้งว่า คำสั่ง 317 ไม่ใช่เป็นการกำหนดราคารถยนต์ คนจะเข้าใจผิด คิดว่าการที่ศุลกากรกำหนดราคาให้ผู้นำเข้าในการประเมิน ซึ่งไม่ใช่แบบนั้น แต่ 317

เป็นเรื่องภายในของกรม ในการตอบคำถามให้กับเจ้าหน้าที่เวลาตรวจรถยนต์ ว่ารถที่นำเข้ามา ราคาขั้นต่ำ ไม่น่าจะต่ำกว่าเท่าไหร่ เจ้าหน้าที่จะได้มีหลักยึด แต่ไม่ใช่กำหนดว่าผู้นำเข้าต้องเสียราคานี้แต่อย่างใด” นายชัยยุทธกล่าว

ส่วนการที่ พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 มีผลบังคับใช้ จะส่งผลกับการเก็บภาษีรถยนต์นำเข้าแค่ไหนนั้น นายชัยยุทธกล่าวว่า ก็ต้องยอมรับว่า คงมีผลในแง่ภาษีที่ผู้ประกอบการจะต้องชำระเพิ่มขึ้น เพราะมีการเปลี่ยนฐานการจัดเก็บจากราคาซีไอเอฟเป็นราคาขายปลีกแนะนำ แต่ในส่วนที่เป็นการเก็บอากรขาข้าวของศุลกากร ยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ยินข่าวว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมแต่อย่างใด

“อากรขาเข้ายังคงเหมือนเดิม โดยศุลกากรเราจัดเก็บตามราคา ซี.ไอ.เอฟ. แต่จะมีการเปลี่ยนแปลงอัตราหรือไม่ ผมยังไม่ได้ยินข่าวเรื่องนี้” นายชัยยุทธกล่าว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27,08, 2017, 21:02:45 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
28,08, 2017, 21:09:24
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,314


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #293 เมื่อ: 28,08, 2017, 21:09:24 »

https://www.prachachat.net/property/news-29790

“บีทีเอส” ปรับขึ้นค่าโดยสารรถไฟฟ้า เริ่ม 1 ตุลาคมนี้ สถานีแรก 16 บาท

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2560 รถไฟฟ้าบีทีเอสจะปรับราคาค่าโดยสารในส่วนของเส้นทางสัมปทานระยะทาง 23.5 กิโลเมตร เฉพาะสายสุขุมวิท สถานีหมอชิต-สถานีอ่อนนุช และสายสีลม สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ-สถานีสะพานตากสิน ไม่รวมส่วนต่อขยายของกรุงเทพมหานคร (กทม.) จากราคา 15-42 บาท เป็น 16-44 บาท โดยจะเรียกเก็บสถานีแรก 16 บาท 2 สถานี ราคา 23 บาท 3 สถานี ราคา 26 บาท 4 สถานี ราคา 30 บาท 5 สถานี ราคา 33 บาท 6 สถานี ราคา 37 บาท 7 สถานี ราคา 40 บาท 8 สถานีเป็นต้นไป ราคา 44 บาท ซึ่งอัตราใหม่นี้เพิ่มขึ้น 1-3 บาท เมื่อเทียบกับค่าโดยสารเดิม ทั้งนี้ การปรับราคาค่าโดยสารใหม่ยังคงอยู่ต่ำกว่าเพดานอัตราค่าโดยสารตามสัญญาสัมปทานซึ่งอยู่ในอัตรา 20.11-60.31 บาท

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า การปรับอัตราค่าโดยสารครั้งนี้ รถไฟฟ้าบีทีเอสจะปรับขึ้นราคาจำหน่ายเที่ยวเดินทาง 30 วัน ทั้งสำหรับประเภทบุคคลทั่วไปและนักเรียนนักศึกษา เที่ยวละ 1 บาท ดังนี้ บุคคลทั่วไป 50 เที่ยว 1,300 บาท เฉลี่ยเที่ยวละ 26 บาท 40 เที่ยว 1,080 บาท เฉลี่ยเที่ยวละ 27 บาท 25 เที่ยว 725 บาท เฉลี่ยเที่ยวละ 29 บาท และ 15 เที่ยว 465 บาท เฉลี่ยเที่ยวละ 31 บาท สำหรับนักเรียนนักศึกษา 50 เที่ยว 950 บาท เฉลี่ยเที่ยวละ 19 บาท 40 เที่ยว 800 บาท เฉลี่ยเที่ยวละ 20 บาท 25 เที่ยว 550 บาท เฉลี่ยเที่ยวละ 22 บาท และ 15 เที่ยว 360 บาท เฉลี่ยเที่ยวละ 24 บาท

“รถไฟฟ้าบีทีเอสมีการปรับราคาค่าโดยสารครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2556 ผ่านมากว่า 4 ปี ยังไม่ได้ปรับราคาค่าโดยสารพื้นฐานที่เรียกเก็บซึ่งสัญญาสัมปทานกำหนดให้สามารถปรับค่าโดยสารที่เรียกเก็บได้ทุก 18 เดือน แต่ต้องไม่เกินเพดานอัตราค่าโดยสาร ทั้งนี้ บีทีเอสมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานสูงเพิ่มขึ้นตลอด 4 ปี โดยบางรายการสูงขึ้นถึงร้อยละ 20 เช่น ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา เป็นต้น นอกจากนั้น ยังได้ลงทุนเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวก อาทิ สั่งซื้อรถไฟฟ้าเพิ่มอีก 46 ขบวน ขบวนละ 4 ตู้ รวมเป็น 184 ตู้ จะเริ่มทยอยนำเข้ามาในประเทศไทยประมาณต้นปี 2561 ปรับปรุงระบบตั๋วโดยสารซึ่งจะเปลี่ยนตู้จำหน่ายบัตรโดยสารเป็นระบบสัมผัส (Touch Screen) ทั้งหมด และสั่งตู้จำหน่ายตั๋วโดยสารที่รับธนบัตรมาติดตั้งในระบบเพิ่มขึ้นอีก 50 ตู้ จะเริ่มทยอยติดตั้งในปี 2561 โดยระหว่างนี้จะจัดเจ้าหน้าที่จำหน่ายตั๋วโดยสารประเภทเที่ยวเดียวในสถานีที่มีจำนวนผู้โดยสารมากในช่วงเวลาเร่งด่วน เช่น สถานีหมอชิต สถานีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ สถานีสยาม ฯลฯ และตั้งโต๊ะจำหน่ายตั๋วโดยสารเที่ยวเดียวทุกราคาที่สถานีพญาไท สถานีสยาม สถานีอโศก เป็นต้น เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กันยายนนี้เป็นต้นไป” นายสุรพงษ์ กล่าวและว่า อัตราค่าโดยสารใหม่จะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2560 เป็นต้นไป แต่บีทีเอสจะยังคงราคาเดิมเป็นเวลา 6 เดือน จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2561 สำหรับผู้ใช้บัตรแรบบิทประเภทเติมเงิน สำหรับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ยังจะได้รับส่วนลดครึ่งราคาจากอัตราราคาใหม่เมื่อใช้บัตรแรบบิทสำหรับผู้สูงอายุโดยสามารถเดินทางได้ไม่จำกัดเวลา
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28,08, 2017, 21:11:55 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
29,08, 2017, 20:54:48
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,314


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #294 เมื่อ: 29,08, 2017, 20:54:48 »

https://www.prachachat.net/economy/news-30486

ปชช.ต้องรู้! เเจง “สวัสดิการคนจน” ซื้อของร้านธงฟ้า200/เดือน ขึ้นรถไฟ-รถเมล์-บขส.500/เดือน

ครม. มีมติให้สวัสดิการผู้มีรายได้น้อย สิทธิซื้อสินค้าร้านธงฟ้า 200 บาท/เดือน ขึ้นรถไฟ รถเมล์ บขส. 500 บาท คาดรัฐบาลจะใช้วงเงินในการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยอยู่ที่ปีละ 41,940 ล้านบาท

วันที่ 29 สิงหาคม 2560 เวลา 14.00 น. ผู้สื่อข่าวรางงานจากตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาลว่า นางสาวสุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เสนอเรื่องประชารัฐสวัสดิ์การให้ความช่วยเหลือผ่านบัตรสวัสดิ์การแห่งรัฐ สืบเนื่องมาจากว่าทางกระทรวงการคลังได้เปิดให้ประชาชนที่มีรายได้น้อยลงเทียบเมื่อวันที่ 3 เม.ย ถึง 15 พ.ค ที่ผ่านมา ทางรัฐได้ตัวเลขมา 14.2 ล้าน เมื่อเอามาผ่านระบบการตรวจสอบ เหลือ11.67 ล้าน หลังจากนั้นทางรัฐได้นำไปทำบัตรสวัสดิ์การแห่งรัฐ เมื่อวันที่ 4 ก.ค ที่ผ่านมาทางกระทรวงการคลังได้นำเสนอ ครม.ขออนุญาติทำโครงการทำบัตรสวัสดิ์การ และทางรัฐได้อนุมัติ ได้เงินมาทำโครงการ 1,541 ล้าน

วันนี้ได้จัดการขอสวัสดิ์การดำเนินผ่าน ทางครม.ได้อนุมัติ แยกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่1 เกี่ยวกับการเดินทาง กรณีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ จะมี รถเมล์ รถไฟฟ้า ใช้วงเงิน 500 ต่อเดือน/คน กรณีที่ 2 เดินทางระยะไกล โดยรถไฟ จะมีรถโดยสาร รถเมล์ในกรุงเทพมหานคร รถบขส. และรถไฟ ได้วงเงิน 500 บาท โดยไม่ปะปนกัน และรถเมล์ที่สารมารถขึ้นได้ก็จะมีการทำอิเจ็คเก็ต เมื่อประชาชนได้บัตรแล้ว รถเมล์ก็จะติดตั้งอิเจ็คเก็ตเสร็จพอดี รถเมล์และรถไฟฟ้าจะมีระบบที่เรียกว่าแมงมุม หรือตั๋วร่วมมราสามารถใช้ร่วมกันได้ แต่ถ้าในกรณีที่เป็นบัตรของ บขส. และรถไฟ จะไม่สามารถใช้ระบบของอิเจ็คเก็ตได้ แต่ทางเราจะนำเครื่องรับบัตรไปวางไว้ที่จุดขายตั๋วตาม บขส. และรถไฟ

ดังนั้นหากประชาชนท่านใดที่ต้องการขึ้นก็นำบัตรไปเสียบเพื่อตัดเงินในบัตรและสามารถขึ้นได้ แต่รถเมล์และรถไฟฟ้า ท่านต้องขึ้นไปบนรถที่เป็นเครื่องอิเจ็คเก็ตเพื่อสแกนบัตรจ่ายแทนเงินสด จะทำให้ประชาชนลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง

กรณีที่ 2 ลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ให้สำหรับไปซื้อสินค้าที่จำเป็น จากร้านธงฟ้าหรือร้านที่เข้าร่วมลงทะเบียนกับกระทรวงพาณิช และทางกระทรวงพาณิชเป็นผู้ดูแล ดังนั้นถ้าทางกระทรวงพาณิชส่งรายชื่อร้านค้าที่เข้าร่วมมาเท่าไหร่ ทางรัฐก็จะนำเครื่อง EDC.ไปติดตั้ง เพราะเครื่องนี้มีโปรแกรมสามารถที่จะอ่านบัตรสวัสดิ์การได้ บัตรก็คู่กับเครื่อง และรัฐสามารถให้วงเงินได้ตามรายได้ของประชาชน อาทิ ผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาท จะได้เงิน 300 บาทต่อเดือน และผู้ที่มีรายได้มากกว่า 30,000บาท จะได้เงิน 200 บาทต่อเดือน กรณีก๊าซหุงต้มจะเป็นกระทรวงพลังงานเป็นผู้ดูแล และได้รับสวัสดิ์การ 45 บาท ต่อคน ต่อ3 เดือน และทุกครั้งที่ประชาชนนำบัตรไปรูด บัตรแต่ละใบจะมีข้อมูลระบุไว้ครบถ้วนว่า ซื้อของอะไรจำนวนเงินเท่าไหร่

บัตรทุกใบสามารถใช้ได้ 1 เดือน ถ้าหากครบกำหนด 1 เดือนแล้ว เงินที่เหลือในบัตรก็จะถูกหักทันที และทุกวัน 1 ของทุกเดือน เงินจำนวน 500 บาท ก็จะเข้าทันที ทุกสิ้นเดือนทางหลังบ้านก็จะคำนวนตัวเลขว่า ร้านธงฟ้า รถเมล์ รถไฟ รถไฟฟ้า ที่ใช้บัตรสวัสดิ์การใช้เงินหมดไปเท่าไหร่ ซื้ออะไรไปบ้าง และจะคำนวนออกมาเป็นตัวเลขและนำมาชาร์ตเงินกับทางรัฐบาล และทางรัฐบาลก็จำนำเงินที่ได้คำนวณออกมาแล้วนำไปจ่ายให้กับผู้ประกอบการแต่ละร้านเป็นประจำทุกวันที่ 3 หลังจากวันทำการทุกเดือน

รถเมล์ รถไฟฟ้า รถไฟ ร้านค้า ร้านธงฟ้าที่ร่วมโครางการจะต้องมีสติ๊กเกอร์แปะไว้ว่ารถคันไหนมีระบบอิเจ็คเก็ต ทำให้ประชาชนสามารถรู้ได้เลยว่าคันไหนที่สามารถใช้บัตรสวัสดิ์การได้

ช่วงนี้บัตรกำลังผลิตอยู่และจะนำไปแจกประมาณวันที่ 21 ก.ย และให้ทันใช้ได้วันที่ 1 ต.ค ดังนั้น รถเมล์ 800 คันกำลังดำเนินการติดอยู่และจะทันกับการออกใช้บัตรพอดี

สำหรับบัตรขึ้นรถเมล์ ทางรัฐบาลได้ทำการนำเอาผู้ที่ลงทะเบียนในกรุงเทพมหานครและ 6 จังหวัดใกล้เคียง เท่านั้น เพราะประชาชนต่างจังหวัดหากทำแล้วไม่ได้ขึ้นรถเมล์ใน กทม. จะเป็นการเปลืองงบประมาณ จึงได้ทำบัตรขึ้นรถเมล์ให้กับประชาชนจำนวน 1.3 ล้านคน จากจำนวน 11.67 ล้านคน ที่จะมีบัตรสวัสดิ์การที่มี 2 ชิพ และสามารถขึ้นรถเมล์และรถไฟฟ้าได้ จังหวัดใกล้เคียง 6 จังหวัดที่จะได้รับมีดังนี้ นนทบุรี ปทุมธานี อยุธยา สมุทรปราการ สมุทรสาคร และ นครปฐม

ทั้งนี้ บัตรสวัสดิการถ้าหากทำหายหรือย้ายทะเบียนบ้านสามารถนำข้อมูลหลักฐานมายื่นขอบัตรใหม่ได้ โดยเสียค่าธรรมเนียม หากเป็นบัตรธรรมดาที่ไม่ใด้ใช้แบบแมงมุม (รถไฟ ร้านค้าธงฟ้า) มีการบริการประมาณ50บาท และบัตรแมงมุม (ตั๋วร่วม) มีค่าบริการ 100 บาท เพราะบัตรแต่ละใบที่นำออกมามีต้นทุนการผลิตค่อนข้างสูง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29,08, 2017, 20:56:40 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
30,08, 2017, 21:34:45
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,314


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #295 เมื่อ: 30,08, 2017, 21:34:45 »

https://www.prachachat.net/property/news-31108
งดงาม “ทางลอดพัทยากลาง” อุโมงค์รถยนต์ยาวที่สุดในประเทศไทย

เปิดใช้เป็นทางการแล้วตั้งแต่คืน 25 ส.ค.ที่ผ่านมา อุโมงค์ทางลอดแห่งแรกของพัทยากลาง มูลค่า 837 ล้านบาทโปรเจ็กต์มาสเตอร์พีซของ “ทช.-กรมทางหลวงชนบท” ใช้เวลาก่อสร้าง 4 ปี เพิ่มกิมมิกและสีสันให้เมืองท่องเที่ยวพัทยาที่ได้ชื่อว่าเป็น “ไข่มุกภาคตะวันออก”

“อาคม เติมพิทยาไพสิฐ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ระบุว่า โครงการนี้ใช้งบประมาณประจำปี ทช. แก้ปัญหาถนนสุขุมวิทมีปริมาณการจราจรเฉลี่ย 36,000 เที่ยวคันต่อวัน ถือว่ามีปริมาณสะสมอยู่มาก จากสถิติมีนักท่องเที่ยวมาเยือนพัทยา ปีละกว่า 1 ล้านคน

ไซต์ก่อสร้างเริ่มงานปี 2557 เมื่อแล้วเสร็จอุโมงค์ทางลอดเป็นจุดหนึ่งที่รถทางตรงวิ่งสะดวกมากขึ้น เพราะมีถนน 4 ช่องจราจรอยู่ใต้อุโมงค์ ไม่ต้องไปตัดกระแสเพื่อเข้าพัทยากลาง

“โครงการมี 3 มิติ ทั้งด้านวิศวกรรมประติมากรรม มีการตกแต่งภูมิทัศน์บนเกาะกลางพร้อมประติมากรรมโลมาประสานใจที่เป็นสัญลักษณ์เมืองพัทยา ใช้สีฟ้าเพราะเป็นเมืองชายทะเล มีเทคโนโลยีทันสมัยเรียลไทม์ เช่น กล้องวงจรปิด พัดลมระบายอากาศ สัญญาณเตือนเพลิงไหม้ ระบบไฟฟ้าส่องสว่าง”

ด้าน “พิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน” อธิบดีกรมทางหลวงชนบท บอกว่า ทางลอดพัทยากลางเป็นทางลอดรถยนต์ยาวที่สุดในประเทศไทย รวม 1.9 กม. มีความยาวของช่วงหลังคาปิดทางลดระดับ 420 เมตร ภายในทางลดระดับมีช่องจราจรไป-กลับ 4 ช่อง ผิวจราจรกว้าง 3.5 เมตร ภายนอกทางลดระดับมีช่องจราจรไป-กลับรวม 6 ช่อง ผิวจราจรกว้าง 3.5 เมตร ใช้เงินก่อสร้าง 837.441 ล้านบาท มี หจก.นภาก่อสร้าง เป็นผู้รับเหมา

โครงการนี้ช่วยลดปัญหาการจราจร เพิ่มความปลอดภัยบริเวณทางแยกถนนพัทยากลาง เพิ่มศักยภาพของเมืองพัทยา
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
31,08, 2017, 22:37:14
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,314


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #296 เมื่อ: 31,08, 2017, 22:37:14 »

https://www.prachachat.net/general/news-32017

อาลัย! “บันลือ อุตสาหจิต” ผู้ก่อตั้งบรรลือสาส์น เจ้าของ “ขายหัวเราะ-มหาสนุก” เสียชีวิตแล้ว

วันที่ 31 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายบันลือ อุตสาหจิต ผู้ก่อตั้งบริษัท บรรลือสาส์น จำกัด เจ้าของการ์ตูนขายหัวเราะ และมหาสนุก เสียชีวิตแล้วเมื่อวันที่ 30 ส.ค. เวลา 16.59 น. โดยทางครอบครัวได้ตั้งศพ ณ ศาลาห้างทอง 2 วัดเทพศิรินทร์ มีพิธีสวดอภิธรรม วันที่ 31 ส.ค. ถึง 3 ก.ย. พิธีกงเต็ก วันที่ 4 ก.ย. และเคลื่อนศพเพื่อทำพิธีฝัง วันที่ 6 ก.ย. ทั้งนี้ ทางเจ้าภาพของดพวงหรีด และขอเชิญร่วมบริจาคให้มูลนิธิศิริราชมูลนิธิเพื่อผู้ป่วยยากไร้
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
01,09, 2017, 21:19:25
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,314


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #297 เมื่อ: 01,09, 2017, 21:19:25 »

https://www.prachachat.net/economy/news-32839

กนอ.เล็งเฟส 2 นิคม Rubber City ดันใช้ยางพารา 1.5 แสนตัน นักลงทุนไทย-เทศแห่จอง

กนอ.เตรียมขึ้นเฟส 2 นิคมอุตสาหกรรม Rubber City นักลงทุนไทย-มาเลเซีย ไต้หวันแห่ขอซื้อพื้นที่ล่วงหน้าแล้วกว่า 40 ไร่ คาดดันการใช้ยางพาราแตะที่ 150,000 ตัน แต่หวั่นไฟฟ้าพื้นที่ภาคใต้รองรับความต้องการใช้ได้หรือไม่ นักลงทุนเล็งสร้างโรงไฟฟ้าประเภทโคเจเนอเรชั่น ที่ใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิง ได้ทั้งไฟและไอน้ำมาใช้ในระบบผลิต

ภายหลังจากสถานการณ์ราคายางพาราตกต่ำอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้รัฐบาลต้องหาแนวทางในการแก้ไข โดยเฉพาะการผลักดันให้มีการใช้ยางพาราในประเทศมากขึ้น การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) จึงได้พัฒนาโครงการนิคมอุตสาหกรรมยางพารา หรือ Rubber City ในจังหวัดสงขลา เพื่อส่งเสริมให้มีการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับยางพาราไว้ในพื้นที่เดียวกัน ซึ่ง กนอ.ได้เตรียมพื้นที่ไว้ประมาณ 1,216 ไร่ สำหรับรองรับอุตสาหกรรมเชิงคลัสเตอร์ (Cluster) คือสามารถรองรับโรงงานยางตั้งแต่กลางน้ำไปจนถึงปลายน้ำ อย่างเช่น อุตสาหกรรมนวัตกรรมยาง, น้ำยางข้น, คอมพาวนด์ และอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่น ๆ โดยล่าสุด กนอ.ให้ข้อมูลว่า การดำเนินการในเฟสแรกมีผู้ประกอบการเข้ามาลงทุนเต็มพื้นที่แล้ว และขณะนี้ กนอ.อยู่ในระหว่างขยายเฟส 2 ต่อเพื่อรองรับนักลงทุนได้ต่อเนื่อง

นายจักรรัฐ เลิศโอภาส รองผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงความคืบหน้าโครงการนิคมอุตสาหกรรมยางพารา (Rubber City) ในพื้นที่ตำบลฉลุง จังหวัดสงขลา ว่า ภายหลังจากที่การดำเนินการในเฟสแรกมีผู้ประกอบการเข้ามาใช้พื้นที่เต็มแล้วนั้น ขณะนี้ กนอ.จึงเตรียมที่จะขยายพื้นที่ในเฟส 2 เพิ่มเติม ขนาดพื้นที่ 700 ไร่ เนื่องจากขณะนี้มีนักลงทุนสนใจเข้ามาสร้างโรงงานไม้ยางและอื่น ๆ อีกหลายราย เช่น กลุ่มบริษัท เซ้าท์ ทีดิค จำกัด และมีผู้ร่วมทุนจากไต้หวัน นอกจากนี้ยังมีนักลงทุนจากประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตที่นอนและหมอน เข้ามาหารือว่าต้องการเข้ามาสร้างโรงงานในพื้นที่นิคมฯยางพารา โดยภายในเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนนี้จะมีการลงนามสัญญาเพื่อซื้อขายที่ดินประมาณ 40 ไร่

ทั้งนี้ กนอ.เชื่อมั่นว่าเมื่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศดีขึ้น นักลงทุนจึงตัดสินใจที่จะขยายการลงทุนมากขึ้นตามไปด้วย ที่สำคัญการขยายตัวของนิคมอุตฯยางนี้ถือว่าเป็นไปตามเป้าหมายของรัฐบาลที่ต้องการส่งเสริมให้มีการใช้ยางพาราในประเทศมากขึ้น คาดว่าการใช้ยางพาราจะเพิ่มขึ้นอีก 150,000 ตัน/ปี จากปริมาณยางพาราทั้งประเทศที่มีการผลิตอยู่ที่ 4 ล้านตัน/ปี

“บางส่วนก็เป็นโรงงานที่ลงทุนอยู่นอกพื้นที่นิคมรับเบอร์ ซิตี้ เขาก็มองว่าในกรณีที่จะขยายโรงงานเพิ่มก็ควรเข้ามาในพื้นที่นิคมนี้ดีกว่า เพราะมีระบบสาธารณูปโภครองรับ รวมถึงการขนส่งสินค้าก็มีหลายช่องทาง ตั้งแต่ทางบก ทางน้ำ และการขนส่งทางเรือ เพื่อจำหน่ายในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งมองว่าการขยายในเฟส 2 นี้ก็จะได้รับการตอบรับที่ดี และหากนักลงทุนยังคงสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในพื้นที่ของการนิคมเพิ่มเติม ก็อาจจะต้องหาพื้นที่ใหม่ เนื่องจากในอำเภอฉลุงนั้นขยายเต็มที่ได้แค่ 2 เฟสเท่านั้น”

นายจักรรัฐกล่าวเพิ่มเติมว่า นักลงทุนในพื้นที่นิคมยางพารา ยังมีความกังวลในประเด็นด้านปริมาณไฟฟ้าในพื้นที่ว่าจะเพียงพอรองรับความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของโรงงานต่าง ๆ ได้หรือไม่ เพราะในพื้นที่ภาคใต้ยังไม่สามารถพัฒนาโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ได้จากการต่อต้านของประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้ง 2 โครงการ คือ โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ กำลังผลิตประมาณ 800 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา กำลังผลิตประมาณ 2,000 เมกะวัตต์ ดังนั้นผู้ประกอบการจึงเตรียมที่จะลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าพลังความร้อน-ไอน้ำ (Cogeneration) เพื่อผลิตไฟฟ้าไว้ใช้ในโรงงาน รวมถึงนำความร้อนมาใช้ประโยชน์ในกระบวนการผลิตยางพาราด้วย โดยโรงไฟฟ้าพลังความร้อน-ไอน้ำดังกล่าวจะต้องใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งมีการประเมินเบื้องต้นว่าจะมีการขนส่งก๊าซจากพื้นที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง ลงไปใช้กับโรงไฟฟ้า เนื่องจากในพื้นที่นิคมไม่มีการวางท่อก๊าซ

รายงานข่าวจากการยางแห่งประเทศไทยระบุถึงความเคลื่อนไหวราคายางประเภทต่าง ๆ (28 ส.ค. 2560) ว่า ในส่วนของราคายางท้องถิ่น แบ่งเป็นราคายางแผ่นดิบอยู่ที่ 52.80 บาท/กิโลกรัม น้ำยางสด (ณ โรงงาน) อยู่ที่ 52 บาท/กิโลกรัม ในส่วนของราคาประมูล ณ ตลาดกลางยางพารา อำเภอหาดใหญ่ แบ่งเป็น ยางแผ่นดิบอยู่ที่ 54.71 บาท/กิโลกรัม ยางแผ่นรมควันอยู่ที่ 57.63 บาท/กิโลกรัม และสำหรับราคาส่งมอบล่วงหน้า 1 เดือน (FOB) อยู่ที่ 62.20 บาท/กิโลกรัม
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
02,09, 2017, 10:23:53
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,314


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #298 เมื่อ: 02,09, 2017, 10:23:53 »

https://www.prachachat.net/facebook-instant-article/news-32548

สถาบันเทคโนฯไทย-ญี่ปุ่น ทุ่ม 200 ล้าน-รับ นศ.อินเตอร์-

สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น (Thai-Nichi Institute ofTechnology : TNI) เปิดดำเนินการมาครบ 10 ปีแล้ว ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาของการเปิดหลักสูตรระดับปริญญาตรีและปริญญาโท มีผู้สำเร็จการศึกษาไปแล้วกว่า 4,500 คน และมีอัตราเข้าทำงาน 100% โดย 50% ของบัณฑิตที่จบไปเข้าทำงานในบริษัทของประเทศญี่ปุ่น

รศ.ดร.บัณฑิต โรจน์อารยานนท์” อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น ฉายภาพให้ฟังว่าสถาบันวางแนวทางสำหรับการผลิตนักศึกษาไว้ 3 เสาหลัก คือ ต้องสามารถปฏิบัติงานได้ มีภาษาญี่ปุ่นและภาษาอังกฤษดี และมี Soft Skills โดยสิ่งที่จะพัฒนาต่อคือให้นักศึกษาจบออกไปแล้ว สามารถทำธุรกิจของตัวเองได้ หรือต่อยอดธุรกิจจากงานประจำ และไม่จำเป็นต้องเป็นพนักงานของบริษัทขนาดใหญ่ เพราะปัจจุบันหลายบริษัทจำกัดจำนวนพนักงาน หรือรับพนักงานลดลง

“สถาบันจะผลักดัน และสนับสนุนให้นักศึกษาหาแนวทางของตัวเองให้เจอ เพื่อสามารถทำงานได้จริง และประกอบอาชีพได้ ตลอดจนเป็นบัณฑิตคุณภาพดีที่ออกไปร่วมสร้างสรรค์สังคมให้มีคุณภาพที่ดีขึ้น”

ทั้งนั้น ด้วยความที่ TNI ก่อตั้งโดยสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) หรือ ส.ส.ท. เมื่อเร็ว ๆ นี้จึงมีการร่วมกันจัดทำแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี เพื่อเป็นทิศทางในการดำเนินงานให้ก้าวทันสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และสอดคล้องกับความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยมีทั้งหมด5 ด้าน ได้แก่

หนึ่ง พัฒนาแบบจำลองการเรียนรู้โดยใช้ระบบสารสนเทศอย่างเหมาะสม ด้วยการเปิดหลักสูตรออนไลน์โดยใช้แพลตฟอร์ม MOOC : Massive Open Online Course ในการฝึกอบรม และการพัฒนาเนื้อหาหลักสูตร เพื่อให้บริการด้าน HRD (Human Resource Development) สำหรับบุคลากรในภาคอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับโรงงานที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล

“เราเข้าไปช่วย ส.ส.ท.ทำเนื้อหา และแพลตฟอร์ม รวมถึงเป็นวิทยากร ซึ่ง MOOC ได้รับความสนใจ และตอบรับจากทั้งภาคอุตสาหกรรมของไทยและต่างประเทศ ตอนนี้มีนิคมอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นและกัมพูชาติดต่อเข้ามาแล้ว นอกจากนี้เรามีแผนที่จะนำ MOOC มาใช้สำหรับพัฒนานักศึกษาอีกด้วย”

“สถาบันเล็งเห็นว่าบางวิชามีความยาก และนักศึกษาอาจต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจ จึงจะจัดทำรายวิชาบน MOOC เพื่อให้นักศึกษาสามารถทบทวนเนื้อหา ขณะเดียวกัน จะขยายไปถึงการเปิดอบรมด้านภาษาด้วย เพื่อให้นักศึกษาสามารถฝึนฝนได้ทุกที่ทุกเวลา ซึ่งการเรียนผ่าน MOOC นั้นถือว่าเป็น Solution อย่างหนึ่งที่จะช่วยให้องค์ความรู้กระจายไปในวงกว้างได้อย่างรวดเร็วและสะดวกมากขึ้น”

สอง สร้างศูนย์ความเชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ โดยจัดตั้งศูนย์ความเชี่ยวชาญหลายแขนง เช่น TQM (Total quality management), Intelligent System Integration และ Data Science & Analytics

สาม สร้างศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีในสาขาเฉพาะทาง ด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการผลิต อาทิ ระบบอัตโนมัติ, Robotics, การพัฒนาและออกแบบผลิตภัณฑ์ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในภาคอุตสาหกรรมและการบริการ

สี่ จัดตั้งศูนย์การสร้างธุรกิจใหม่สำหรับนักเทคโนโลยี และผู้ประกอบการรายใหม่ ด้วยการให้บริการสิ่งอำนวยความสะดวก และผู้เชี่ยวชาญ และเชื่อมโยงการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากประเทศญี่ปุ่น

ห้า ขยายกิจกรรมไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ด้วยการเปิดสอนหลักสูตรนานาชาติ

“รศ.ดร.บัณฑิต” ขยายความเพิ่มเติมว่า ในปีการศึกษา 2561 จะเปิดหลักสูตรอินเตอร์ในทุกคณะ โดยมี 3 หลักสูตร ได้แก่ Digital Engineering, Data Science & Analytics และ International Business Management ในรุ่นแรกจะเปิดรับหลักสูตรละ 40 คน ค่าเรียนอยู่ที่ปีละ 110,000 บาท โดยทางสถาบันออกไปทำตลาดตามโรงเรียนทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดแล้ว ซึ่งได้ตั้งกลุ่มเป้าหมายผู้เรียนเป็นคนไทย 75% และต่างชาติ 25%

สำหรับนักศึกษาต่างชาติที่มองไว้เป็นกลุ่มจากประเทศเพื่อนบ้าน อย่างลาว เมียนมา กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย รวมถึงประเทศบังกลาเทศ ฟิลิปปินส์ และญี่ปุ่นที่ถือว่าเป็นเครือข่ายของ TNI อยู่แล้ว โดยจะใช้กลยุทธ์ด้านทุนการศึกษาในการดึงดูดนักศึกษาใหม่

“การขยับมาเปิดหลักสูตรอินเตอร์ เป็นเพราะเราเห็นว่า คนหันมาเรียนหลักสูตรอินเตอร์มากขึ้น ขณะเดียวกัน ยังพบว่าโรงเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาของรัฐและเอกชนต่างหันมาเปิดหลักสูตรภาษาอังกฤษเยอะกว่าเดิม รวมถึงการเติบโตของโรงเรียนนานาชาติ ดังนั้น จึงถือว่าโอกาสในตลาดยังมีอีกมาก”

อย่างไรก็ดี ตลาดสถาบันอุดมศึกษาจะต้องมองสภาพความเป็นจริงที่ปัจจุบันประชากรเด็กเกิดลดลง ทำให้จำนวนเด็กที่เข้าสู่ระบบการศึกษาลดลงตามไปด้วย ดังนั้น สถาบันอุดมศึกษาคงไม่อาจหวังยอดนักศึกษาใหม่ว่าจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดเหมือนเมื่อก่อนได้อีกแล้ว โดยสิ่งที่ทำได้คือรักษายอดเดิมเอาไว้ให้ได้ หรือปรับเป้าหมายของจำนวนนักศึกษาใหม่ให้น้อยลง

“ตอนนี้เรามีนักศึกษา 4,400 คน จาก Facility ที่สามารถรองรับนักศึกษาได้ 4,500 คน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างเตรียมการก่อสร้างอาคารใหม่ 6 ชั้น ซึ่งมีทั้งโรงอาหารใหม่ หอประชุม และห้องเรียนสำหรับหลักสูตรอินเตอร์ คาดว่าจะรองรับเด็กเพิ่มเติมได้อีก หรือรับได้ถึง 5,000 คน โดยอาคารใช้งบประมาณก่อสร้าง 200 ล้านบาท ตั้งเป้าแล้วเสร็จในปี 2561 เพื่อทันกับการเปิดหลักสูตรอินเตอร์”

ทั้งนั้น อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่นวางเป้าหมายของ TNI ในอีก 5 ปีข้างหน้าไว้ว่า ต้องการให้ 3 สาขาของสถาบัน คือ วิศวกรรมศาสตร์, บริหารธุรกิจ และเทคโนโลยีสารสนเทศ ติด TOP 3 ของมหาวิทยาลัยเอกชน ซึ่งจาก 3 เสาหลักของสถาบันที่ว่า บัณฑิตสามารถปฏิบัติงานได้ มีทักษะด้านภาษาญี่ปุ่นและภาษาอังกฤษเป็นอย่างดี และมี Soft Skills เหล่านี้จะเป็นพื้นฐานและแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ TNI ก้าวไปสู่เป้าหมายที่วางไว้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02,09, 2017, 10:25:42 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
03,09, 2017, 18:46:34
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,314


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #299 เมื่อ: 03,09, 2017, 18:46:34 »

https://www.prachachat.net/economy/news-33126

เศรษฐกิจไทย “แข็งนอก-อ่อนใน” คลังมึนกำลังซื้อทรุดเก็บ “VAT” ต่ำเป้า

แม้ว่าหน่วยงานพยากรณ์เศรษฐกิจของภาครัฐจะพากันประกาศว่าเศรษฐกิจไทยในภาพรวมขยายตัวได้ดีขึ้น โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ปรับเพิ่มตัวเลขจีดีพีขึ้นมาอยู่ที่ 3.6% (3.3-3.9%) แต่จากการรายงานข้อมูลการจัดเก็บรายได้รัฐบาลช่วง 10 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2560 (ต.ค. 2559-ก.ค. 2560) ที่ “กฤษฎา จีนะวิจารณะ” ผู้อำนวยการ สศค.ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง แถลงเมื่อวันที่ 30 ส.ค.ที่ผ่านมา ปรากฏว่า ในส่วนที่เป็นรายได้จากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ช่วง 10 เดือน จัดเก็บได้ต่ำกว่าเป้าหมายไป 41,252 ล้านบาท หรือ 6.3% สะท้อนว่า กำลังซื้อภายในประเทศช่วง 10 เดือนแรกยังไม่ได้ดีขึ้นนัก และทิศทางข้างหน้าก็ยังอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่แตกต่างกัน

เกษตรกร “รายได้หด-อ่วมหนี้”

ขณะที่ “พรเพ็ญ สดศรีชัย” ผู้อำนวยการ สำนักวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจ ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในเดือนกรกฎาคม 2560 ขยายตัวต่อเนื่อง โดยการส่งออกสินค้าและบริการขยายตัวดีสอดคล้องกับอุปสงค์ต่างประเทศที่ปรับดีขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวแบบชะลอลง ส่วนหนึ่งจากรายได้ภาคเกษตรกรรมที่ “หดตัวเป็นครั้งแรก” ในปีนี้ ตามการหดตัวของราคาสินค้าเกษตรที่หดตัวในเกือบทุกหมวด โดยเฉพาะราคาผลไม้ ข้าวนาปรัง และปาล์มน้ำมัน เนื่องจากช่วงเดียวกันปีที่แล้วมีภัยแล้ง ทำให้ฐานราคาสินค้าเกษตรสูง

อย่างไรก็ดี หากดูเป็นกลุ่ม ๆ จะพบว่าการใช้จ่ายในหมวดสินค้าคงทนขยายตัวดี โดยเฉพาะยอดจดทะเบียนรถจักรยานยนต์จากผลของฐานต่ำในปีก่อน ส่วนปริมาณจำหน่ายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลขยายตัวได้ต่อเนื่อง ด้านการใช้จ่ายหมวดบริการยังคงขยายตัว แม้ชะลอลงบ้างตามจำนวนนักท่องเที่ยว แต่กลุ่มที่เห็นลดลงชัดเจนคือ สินค้ากึ่งคงทน หลัก ๆ เป็นพวกเสื้อผ้า

“ปัจจัยสนับสนุนกำลังซื้อโดยรวมยังไม่เข้มแข็งนักโดยรายได้ในภาคเกษตรกรรม มีแนวโน้มลดลงจากผลของราคาสินค้าเกษตรที่โน้มต่ำลงแม้ผลผลิตขยายตัว สำหรับรายได้นอกภาคเกษตรกรรมค่อนข้างทรงตัว สอดคล้องกับความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวมที่ปรับลดลง จากความกังวลด้านกำลังซื้อและแนวโน้มราคาสินค้าเกษตร ส่งผลให้ผู้บริโภคบางส่วนยังระมัดระวังการใช้จ่าย”

จับตา Q3 รายได้เกษตรหดตัว

นางสาวพรเพ็ญกล่าวว่า การบริโภคภาคเอกชนในช่วงที่ผ่านมา ถือว่ายังมีการขยายตัว เพียงแต่กำลังซื้อของคนแต่ละกลุ่มจะไม่เท่ากัน โดยกลุ่มที่มีกำลังซื้อที่ไม่ค่อยดี ก็คือ กลุ่มคนฐานราก กลุ่มเกษตรกรที่ปีที่แล้วเจอปัญหาภัยแล้ง ส่งผลให้รายได้เกษตรกรเกิดภาวะ “ช็อก” ทำให้ต้องมีการกู้ยืมเงิน ปีนี้เมื่อไม่มีปัญหาภัยแล้ง มีผลผลิตที่ขายได้ แต่ก็อาจจะต้องนำรายได้ส่วนหนึ่งไปชำระหนี้ที่กู้ยืมมา

สำหรับการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน ด้านการลงทุนภาคเอกชนปรับดีขึ้นจากทั้งการลงทุนในภาคก่อสร้างและหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์

“รายได้เกษตรกรช่วงครึ่งปีหลังคงขยายตัวไม่มาก โดยในไตรมาส 3 คงหดตัว โดยปีก่อนเกษตรกรเจอภัยแล้ง ทำให้ประสบปัญหาไม่มีของขาย แต่บางกลุ่มที่มีสินค้าขายก็อาจจะได้ราคาดี แต่ปีนี้เกษตรกรหลายกลุ่มมีของขายแต่ราคาก็อาจจะไม่สู้ดีนัก ภาพรวมคงค่อย ๆ ดีขึ้น แต่คงดีขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่วนจะนานแค่ไหน ขึ้นกับการกระตุ้นด้านอื่น ๆ ด้วย” นางสาวพรเพ็ญกล่าว

ส่งออกเด้ง!! ลุ้นปลุก ศก.ในประเทศ

ขณะที่ภาคการส่งออกที่ดีขึ้น โดยสินค้าคงคลังมีการลดลง และเริ่มมีการเพิ่มกำลังผลิตเพื่อส่งออก รวมถึงผลิตเพื่ออุปสงค์ภายในประเทศมากขึ้น ทำให้เกิดการจ้างงาน รวมถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มด้านการส่งออก การลงทุนภาครัฐ การลงทุนใน EEC จะช่วยให้เกิดบรรยากาศด้านเศรษฐกิจที่ดีขึ้นได้ และจะส่งผลต่อกำลังซื้อที่จะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นได้ ทั้งนี้ ธปท.ยังต้องจับตาสัญญาณการฟื้นตัวของการบริโภคภาคเอกชนและการลงทุนภาคเอกชน หลังจากเดือน ก.ค.เริ่มเห็นสัญญาณการลงทุนภาคเอกชนที่ปรับตัวดีขึ้น จากภาคก่อสร้าง

“กำลังซื้อในช่วงที่เหลือ น่าจะค่อย ๆ ดีขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องบรรยากาศทางด้านเศรษฐกิจด้วย ถ้าเศรษฐกิจขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะในไตรมาสสุดท้ายของปี ก็จะทำให้ทุกภาคส่วนค่อย ๆ ดีขึ้น แต่ทั้งหมดนี้ ธปท.ก็มองไว้แต่ต้นแล้วว่าปีนี้การบริโภคภาคเอกชนคงไม่ได้หวือหวามาก” ผู้อำนวยการ สำนักวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจ ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท.กล่าว

ผนึกเอกชนดันส่งออกเต็มสตรีม

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังจากประชุมคณะทำงานด้านการส่งเสริมการค้า ธุรกิจบริการและการลงทุนในต่างประเทศ (D4) ภายใต้คณะกรรมการสานพลังประชารัฐ ว่าได้หารือร่วมกับภาคเอกชน ซึ่งนำโดยนายสนั่น อังอุบลกุล ประธานร่วมของคณะทำงาน เพื่อติดตามสถานการณ์การส่งออกอย่างใกล้ชิด ซึ่งในช่วงครึ่งหลังของปีนี้คาดว่าภาพรวมการส่งออกน่าจะขยายตัวได้ดีเกิน 5% จากปัจจุบันตัวเลขส่งออกในช่วง 7 เดือนแรก (มกราคม-กรกฎาคม) 2560 ขยายตัว 8.2%

โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากราคาอาหาร และน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น การส่งออกขยายตัวได้ดีในทุกตลาด และทุกหมวดสินค้า โดยเฉพาะสินค้าอาหารในตลาดญี่ปุ่น กุ้งและไก่แช่แข็งในตลาดสหรัฐ และยุโรป

อย่างไรก็ตาม ต้องระวังปัจจัยเสี่ยง จากอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศของนักลงทุนไทย (TDI) มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะได้หารือร่วมกับ BOI เพื่อกำหนดมาตรการจูงใจสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้นก่อนจะดำเนินการผลักดันในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

หลังจากนี้กระทรวงพาณิชย์มีแผนจัดกิจกรรมสร้างเครือข่ายนักธุรกิจรุ่นใหม่ของไทยกับกลุ่มประเทศ CLMV ทั้งด้านการค้าและการลงทุน นอกจากนี้จะร่วมกับภาคเอกชนนำโดยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยจัดประชุม Workshop CLMVT ในวันที่ 9 กันยายน 2560 เพื่อจัดทำยุทธศาสตร์การค้า การบริการและการลงทุนร่วมกันสำหรับระยะกลาง-ยาว 3-5 ปี มุ่งเน้นการเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจ ผลักดันการลงทุนร่วมกันและอำนวยความสะดวกผลักดันการค้าชายแดนให้ราบรื่น

ชี้เศรษฐกิจไทย “แข็งนอก-อ่อนใน”

นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ภาพยังเป็น “แข็งนอก อ่อนใน” คือ แม้ภาพเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง จากไตรมาส 2 ที่ผ่านมา เพราะส่งออกยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือการกระจาย จีดีพีไปสู่ธุรกิจขนาดเล็ก และครัวเรือนต่าง ๆ ที่มองว่าปัจจุบันยังไม่ได้รับอานิสงส์จากการเติบโตของเศรษฐกิจ ทำให้กำลังซื้อยังไม่ฟื้น เพราะเม็ดเงินยังไม่ลงไปสู่ฐานราก ขณะที่พืชผลทางการเกษตรราคาก็ยังไม่ปรับตัวดีขึ้น

“เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวแน่นอน จากส่งออกที่ติดลบเยอะ ๆ มาบวกได้ต่อเนื่อง ทำให้ภาพเศรษฐกิจดูดี แต่จริง ๆ แล้ว ระดับล่าง ๆ เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว เงินยังไม่ไปถึงฐานราก จีดีพีฟื้นตัวจริง แต่คนจำนวนมากก็บอกว่าไม่มีผล ต่างจังหวัดเศรษฐกิจเงียบ” นายสมเกียรติกล่าว

สำหรับภาคการเงินมองว่า เสถียรภาพยังดูดี เพราะแบงก์ต่าง ๆ มีการตั้งสำรองอยู่ในระดับสูง แต่สิ่งที่น่าห่วงคือ ภาคธุรกิจเอสเอ็มอี และครัวเรือนมีหนี้เสียเยอะ มีระดับหนี้สูง และกลายเป็นหนี้เสีย ซึ่งแนวโน้มเหล่านี้ก็อาจทำให้คนที่ดูนโยบาย เช่นธนาคารแห่งประเทศไทย และธนาคารพาณิชย์ อาจมีการเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อที่ให้กับเอสเอ็มอีและภาคครัวเรือนในระยะข้างหน้าได้ ซึ่งจะยิ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจฐานรากมากยิ่งขึ้น
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03,09, 2017, 18:48:27 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
หน้า: 1 ... 18 19 [20] 21 22 ... 26   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: