GUN IN THAILAND
23,10, 2017, 21:43:08 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Google
หน้า: 1 ... 20 21 [22] 23 24   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย  (อ่าน 4722 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
16,09, 2017, 09:18:26
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,227


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #315 เมื่อ: 16,09, 2017, 09:18:26 »

https://www.prachachat.net/uncategorized/news-39371

นิสสันลีฟถล่มตลาดอีวีปี’61 ใช้สิทธิ “เอฟทีเอ” ประเดิมเจ้าแรกในไทย


“นิสสัน” ชิงธงตลาดรถอีวีก่อนชาวบ้าน เมินแพ็กเกจบีโอไอ ลุยนำเข้า “ลีฟ” ใหม่ถล่มตลาดดีเดย์ต้นปีหน้า เชื่อราคาขายในญี่ปุ่น 9.59 แสนบาท บวกภาษีเอฟทีเอไม่เกิน 30% กวาดลูกค้ารักษ์โลกได้เพียบ ส่วนแผนผลิต “อี-พาวเวอร์” ยังเดินตามกรอบเดิม

นายอันตวน บาร์เตส กรรมการผู้จัดการ บริษัท นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า นิสสันมีความพร้อมนำ”นิสสัน ลีฟ” รถอีวีรุ่นใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวในระดับเวิลด์พรีเมี่ยม ที่ประเทศญี่ปุ่น มาทำตลาดในประเทศไทย โดยนิสสันต้องการเป็นผู้นำตลาดรถอีวี คาดว่าจะวางขายได้ช่วงปี 2561

“เรามั่นใจว่านิสสันต้องจะเป็นเจ้าแรกที่ทำตลาดอีวีในประเทศไทย”

ด้านนางเพียงใจ แก้วสุวรรณ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเสริมกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า แผนที่นิสสันวางไว้นั้นอาจจะไม่เข้ากับเงื่อนไข หรือแพ็กเกจสนับสนุนของบีโอไอ โดยนิสสันต้องการทดลองทำตลาดอย่างรวดเร็ว ซึ่งน่าจะวางขายไปก่อน 2 ปี และค่อยเริ่มขึ้นไลน์ผลิตในประเทศราว ๆ ปีที่ 3 ส่วนแพ็กเกจของรัฐบาลที่ให้การสนับสนุนรถอีวีนั้น ตอนนี้อยู่ระหว่างเตรียมข้อมูลและแผนงานต่าง ๆ

“สิ่งสำคัญของการผลิตรถอีวี คือดีมานด์ ซึ่งเชื่อว่าทุกอย่างต้องใช้เวลา”

สำหรับนิสสัน ลีฟใหม่ ที่จะนำมาขายในบ้านเราปีหน้าถือเป็นการกระตุ้นความสนใจให้กับตลาดรถอีวี ส่วนราคาขายยังไม่ชัดเจน แต่เป็นการนำเข้าภายใต้กรอบเขตการค้าเสรีไทย-ญี่ปุ่น หรือเอฟทีเอไทย-ญี่ปุ่น ซึ่งน่าจะเสียภาษีนำเข้าและอัตราภาษีสรรพสามิตแบบเดิมไม่เกิน 30%

“ราคาขายลีฟในญี่ปุ่นตกอยู่คันละกว่า 9 แสน-1 ล้านบาท ปกติภาษีนำเข้าต้องจ่าย 80% แต่โชคดีว่าไทยกับญี่ปุ่นมีการทำเอฟทีเอระหว่างกัน ดังนั้นภาษีนำเข้าน่าจะแค่ 20% สรรพสามิตอีก 10% ขณะนี้เรากำลังเจรจาเรื่องนี้กับรัฐบาลอย่างใกล้ชิด”

ส่วนแผนผลิตรถไฮบริด, ปลั๊ก-อิน ไฮบริด และอีวี ซึ่งรัฐบาลสนับสนุน จะต้องยื่นแผนขอรับการส่งเสริมภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2561 ก็กำลังดำเนินการไปตามขั้นตอนซึ่งสอดคล้องกับแหล่งข่าวจากบีโอไอกล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้นิสสันได้มีความพยายามเจรจาเพื่อนำนิสสัน โน๊ต อี-พาวเวอร์ เข้าสู่แพ็กเกจส่งเสริมของบีโอไอ โดยผลักดันเทคโนโลยีอี-พาวเวอร์ ซึ่งใช้ไฟฟ้าเป็นหลักในการขับเคลื่อนและมีเครื่องยนต์ขนาดเล็กทำหน้าที่เก็บประจุไฟฟ้าเข้าแบตเตอรี่ให้เข้าหมวดรถอีวี ซึ่งจะได้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีสรรพสามิต 2% และเงื่อนไขส่งเสริมภาษีเครื่องจักรและภาษีเงินได้นิติบุคคลอีกเยอะแยะ

สำหรับภาษีสรรพสามิต กระทรวงการคลังคิดในอัตราพิเศษ รถไฮบริดและปลั๊ก-อิน ไฮบริด ลดภาษีลงจากเดิม 50% ส่วนรถอีวี คิดแค่ 2% โดยจะต้องมีการผลิตและใช้แบตเตอรี่ในประเทศตั้งแต่ปีที่ 5 เป็นต้นไป

นอกจากนี้ กรมศุลกากรยังออกประกาศยกเว้นอากรนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่สำเร็จรูป เพื่อทดลองตลาดในปริมาณที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนให้ความเห็นชอบเป็นระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16,09, 2017, 09:20:26 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
17,09, 2017, 09:32:18
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,227


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #316 เมื่อ: 17,09, 2017, 09:32:18 »

http://money.sanook.com/513415/

ดูกันจะๆ "เหล้า เบียร์ บุหรี่" ราคาขึ้นกี่บาท !

ดูกันจะๆ หลังปรับอัตราภาษีสรรพสามิตใหม่ ราคาสินค้าจำพวกเหล้า เบียร์ บุหรี่ หรือ เครื่องดืมที่มีนำตาลจะปรับราคาขึ้นไปกี่บาท จะได้หายตกใจกับข่าวลือ ที่ออกมาก่อนหน้านี้

จากการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ โดยมีการกำหนดอัตราและวิธีการจัดเก็บภาษีใหม่ ซึ่งมีผลบังคับใช้ในวันนี้ 16 ก.ย. 2560 กรมสรรพสามิตได้ออกมาชี้แจงรายละเอียดแล้วว่าการปรับอัตราภาษีครั้งนี้ส่งผลต่อราคาสินค้าปรับขึ้นเพียง 2 % เท่านั้น และมีบางสินค้าราคาปรับลงด้วย มาดูรายละเอียดกันในแต่ละประเภทสินค้าว่าเป็นอย่างไรดังนี้

ไวท์นำเข้า

ราคาเกิน 1,000 บาท ราคาเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 110 บาทต่อขวด
ราคาต่ำกว่า 1,000 บาท จะมีราคาลดลง 20-60 บาทต่อขวด

สุรา

สุราขาว จะปรับขึ้น 3.50 บาทต่อขวด
สุรากลั่นขนาดขวด 700 มิลลิลิตร 28 ดีกรี จะปรับขึ้น 8 บาทต่อขวด
สุรากลั่น 40 ดีกรี ปรับขึ้น 30 บาทต่อขวด
สุรานำเข้าที่มีราคาสูง ราคาจะปรับลดลง 2-20 บาทต่อขวด

เบียร์

เบียร์กระป๋อง จะปรับเพิ่มขึ้น 50 สตางค์ต่อกระป๋อง
เบียร์ขวด จะปรับขึ้น 2 บาทต่อขวด

บุหรี่

บุหรี่ที่มีราคาต่ำกว่าซองละ 60 บาท จะปรับขึ้นประมาณ 4-15 บาทต่อซอง
บุหรี่ที่มีราคาสูงกว่า 60 บาท จะปรับเพิ่มขึ้น 2-10 บาทต่อซอง
(โดยอัตราใหม่จะใช้จัดเก็บในช่วงเวลา 2 ปี และหลังจากนั้นจะใช้อัตราที่เท่ากันที่ ร้อยละ 40)

เครื่องที่มีน้ำตาล

ชาเขียวเพิ่มขึ้นประมาณ 1.13-2.05 บาท
กาแฟเพิ่มขึ้นประมาณ 1.35บาท
น้ำผักผลไม้เพิ่มขึ้น 6-54 สตางค์

เบียร์ขึ้นนิดเดียวเองแถมมนบ้านเราคนทำเบียร์ขายไม่กี่เจ้า  จะทำกินเอง ยังโดนจับเหมือนที่เป็นข่าว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17,09, 2017, 09:36:03 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
17,09, 2017, 21:39:22
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,227


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #317 เมื่อ: 17,09, 2017, 21:39:22 »

https://www.prachachat.net/property/news-40273

เริ่มแล้ว! รถไฟฟ้าสายสีชมพูแจ้งพรุ่งนี้ 4 ทุ่ม เบี่ยงจราจรถนนรามอินทราสำรวจระบบสาธารณูปโภค

รฟม.แจ้งเบี่ยงช่องทางจราจรบนถนนรามอินทรา บริเวณปากทางเข้าถนนพระยาสุเรนทร์ บริเวณซอยรามอินทรา 115 และบริเวณซอยรามอินทรา 119 เพื่อดำเนินการขุดเจาะสำรวจระบบสาธารณูปโภค เพื่อเตรียมพื้นที่โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย -มีนบุรี ในวันที่ 18 – 26 กันยายน 2560 ตั้งแต่เวลา 22.00 – 04.00 น.

การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) แจ้งว่าบริษัทชิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) จะดำเนินการขุดเจาะสำรวจระบบสาธารณูปโภคเพื่อเตรียมพื้นที่โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย -มีนบุรี จึงมีความจำเป็นต้องเบี่ยงการจราจรบนถนนรามอินทรา บริเวณปากทางเข้าถนนพระยาสุเรนทร์ บริเวณซอยรามอินทรา 115 และบริเวณซอยรามอินทรา 119 ในวันที่ 18 – 26 กันยายน 2560 ตั้งแต่เวลา 22.00 – 04.00 น. โดยมีรายละเอียดการเบี่ยงช่องทางการจราจรดังนี้

1.เบี่ยงช่องทางจราจรบนถนนรามอินทรา (ขาออก) 1 ช่องทาง ติดเกาะกลางถนน บริเวณปากทางเข้าถนนพระยาสุเรนทร์ ระยะทางประมาณ 310 เมตร ในวันที่ 18 – 22 กันยายน 2560

2.เบี่ยงช่องทางจราจรบนถนนรามอินทรา (ขาออก) 1 ช่องทาง ติดเกาะกลางถนน บริเวณซอย รามอินทรา 115 ระยะทางประมาณ 310 เมตร ในวันที่ 20 – 24 กันยายน 2560

3.เบี่ยงช่องทางจราจรบนถนนรามอินทรา (ขาออก) 1 ช่องทาง ติดเกาะกลางถนน บริเวณซอย รามอินทรา 119 ระยะทางประมาณ 310 เมตร ในวันที่ 22-26 กันยายน 2560

ในระหว่างที่มีการเบี่ยงช่องจราจรจะมีการดำเนินการเช่น ติดตั้งป้ายเตือน ป้ายจราจร กรวยยาง และสัญญาณไฟส่องสว่างเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้เส้นทาง และประชาสัมพันธ์แจ้งให้ผู้ใช้เส้นทางทราบ ทั้งนี้ การเบี่ยงช่องจราจรเพื่อดำเนินงานดังกล่าว อาจทำให้ผู้ใช้เส้นทางไม่ได้รับความสะดวกและอาจมีเสียงดังรบกวนในช่วงที่มีการดำเนินการ รฟม. ต้องขออภัยมา ณ โอกาสนี้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17,09, 2017, 21:41:49 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
18,09, 2017, 07:06:17
off0804
สมาชิกใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 0



« ตอบ #318 เมื่อ: 18,09, 2017, 07:06:17 »

 ยิ้มยิงฟัน
บันทึกการเข้า
19,09, 2017, 22:05:12
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,227


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #319 เมื่อ: 19,09, 2017, 22:05:12 »

https://www.prachachat.net/finance/news-41411

ครม.ไฟเขียว ลดหย่อนภาษีประกันสุขภาพ 1.5 หมื่นบาท

ที่มหาวิทยาลัยราภัฏพระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ครั้งที่ 2/2560 ว่า ครม.มีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวง ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากรมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการประกันสุขภาพ เพื่อเป็นการยกเว้นเงินได้เท่าที่ผู้มีเงินได้จ่ายเป็นเบี้ยประกันภัยให้แก่บริษัทประกันชีวิตหรือบริษัทประกันวินาศภัยที่ประกอบกิจการในราชอาณาจักร สำหรับการประกันสุขภาพของผู้มีเงินได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท ทั้งนี้สำหรับเบี้ยประกันภัยที่ได้จ่ายตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ เมื่อรวมกับ 1.การทำประกันชีวิตกับบริษัทประกันชีวิต กรมธรรม์ประกันชีวิตที่มีกำหนดเวลา ตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป 2.การฝากเงินตามข้อตกลงโดยอาศัยความทรงชีพหรือมรณะของผู้ฝากเงินและมีกำหนดระยะเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป และ 3.เบี้ยประกันสุขภาพของผู้มีเงินได้ ซึ่งเสนอเพิ่มเติมในครั้งนี้ รวมกัน 3 ประเภท ต้องไม่เกิน 1 แสนบาท
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
20,09, 2017, 11:54:01
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,227


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #320 เมื่อ: 20,09, 2017, 11:54:01 »

http://m.thansettakij.com/content/209003

พ.ร.บ.น้ำฯ พ่นพิษ ‘เกษตรกร’ ปาดเหงื่อ แบกค่าน้ำ 800 บาท/ไร่ ต้านผู้ว่าฯ คุม หวั่นผูกขาด

“พล.อ.อกนิษฐ์” ยันร่างพ.ร.บ.นํ้าฯเสร็จทันกำหนด 27 ต.ค.นี้ เวทีรับฟังความคิดเห็นร้อนฉ่า หวั่นผู้ว่าฯผูกขาดเป็นประธานลุ่มนํ้า ผู้เลี้ยงกุ้งโอดแบกต้นทุนค่านํ้า 800 บาท/ไร่ ทีดีอาร์ไอเชียร์เก็บค่านํ้าให้เกษตรกรประหยัด

พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ทรัพยากรนํ้า พ.ศ. …. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ระหว่างการลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นร่างพ.ร.บ.ทรัพยากรนํ้า เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2560 ในเขตพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม สำหรับลุ่มนํ้าท่าจีนและลุ่มนํ้าแม่กลอง ว่า ร่างฯดังกล่าวนี้ได้มีการพิจารณาแล้ว 81 มาตรา จากทั้งหมดมี 9 หมวด 100 มาตรา โดยระหว่างนี้จะลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นของประชาชนควบคู่กันไป ซึ่งก่อนหน้านี้ได้รับฟังความคิดเห็นมาแล้ว 3 ครั้ง ใน 3 จังหวัดได้แก่ พะเยา ลพบุรี และขอนแก่น


ร่างพ.ร.บ. นี้มีเจตนารมณ์เพื่อให้เป็นกฎหมายกลางในการบริหารจัดการทรัพยากรนํ้าของทั้งประเทศ จากที่ผ่านมามีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรนํ้าทั้งหมด 42 หน่วยงาน มีพ.ร.บ. พระราชกำหนด กฎกระทรวงอนุบัญญัติ และประกาศที่เกี่ยวข้องมากมาย (ดูกราฟิกประกอบ) มีวัตถุประสงค์ในการบังคับใช้และการแก้ไขปัญหาเฉพาะเรื่อง หรือดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจเฉพาะ ซึ่งบางส่วนยังมีความทับซ้อนไม่เชื่อมโยงกัน และยังมีช่องว่างไม่ครอบคลุมในทางปฏิบัติ

“คาดว่าจะพิจารณาแล้วเสร็จทันตามกำหนดในวันที่ 27 ตุลาคม 2560 ส่วนการเก็บค่านํ้าเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ทางคณะ กมธ. ได้ข้ามพิจารณามาตรานี้ออกไปก่อน โดยจะไม่มีการเก็บค่านํ้าเกษตรกรรายย่อย แต่จะพิจารณาเก็บค่านํ้าที่ใช้ในภาคธุรกิจต่างๆ อย่างไรก็ตามยืนยันว่ากฎหมายที่จะออกมาบังคับใช้จะไม่สร้างความเดือดร้อน จะให้ความเป็นธรรมกับทุกภาคส่วน”

ขณะที่ในเวทีรับฟังความคิดเห็นที่สมุทรสงครามมีแกนนำในลุ่มนํ้าต่าง ๆ ได้นำเสนอประเด็นที่น่าสนใจ กรณีลุ่มนํ้าที่ครอบคลุมพื้นที่หลายจังหวัด อาทิ ลุ่มนํ้าเจ้าพระยา 19 จังหวัด ลุ่มนํ้าท่าจีน 13 จังหวัด มีข้อสังเกตว่าจะดูแลอย่างไรให้ทั่วถึง ที่สำคัญประธานแต่ละลุ่มแม่นํ้าในกฎหมายฉบับนี้ระบุ ให้ผู้ว่าฯของแต่ละลุ่มนํ้าเลือกกันเอง 1 คนมาเป็นประธาน เป็นการผูกขาด โดยที่ภาคส่วนอื่นๆ เช่น ผู้แทนลุ่มนํ้า ผู้แทนเกษตรกร ก็สามารถเป็นประธานได้ รวมทั้งในทางปฏิบัติผู้ว่าฯ มักมอบให้รองผู้ว่าฯประชุมแทน ซึ่งอาจไม่มีความรู้การบริหารจัดการนํ้า จากจะมาแก้ปัญหาอาจกลายเป็นผู้สร้างปัญหาหรือไม่

สำหรับการเก็บค่านํ้า ปัจจุบันบางลุ่มนํ้ามีการเก็บค่านํ้าเฉพาะพื้นที่ โดยเงินที่จัดเก็บได้จะนำไปใช้ในการบำรุงรักษา ระบบนํ้าในพื้นที่ แต่กฎหมายฉบับนี้ต้องนำรายได้เข้าคลังกลางเป็นรายได้แผ่นดิน เกรงจะไม่ตอบโจทย์ อยากเสนอให้ตั้งกองทุนในแต่ละลุ่มนํ้าบริหารกันเอง นอกจากนี้ยังมีประเด็นต่างๆ ที่ยังเป็นที่กังวล เช่นการคิดค่านํ้าคิดอย่างไร คำนวณการใช้นํ้าอย่างไร หากมีการตั้งมิเตอร์วัดการใช้นํ้าใครจะเป็นผู้จ่าย เป็นต้น

อีกด้านเป็นตัวแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง กล่าวว่า หากกฎหมายนี้ออกมา รัฐบาลคิดค่านํ้าอัตราตํ่าสุดที่ 50 สตางค์ต่อลูกบาศก์เมตร ผู้เลี้ยงกุ้งใช้นํ้า 1 ไร่ จ่ายค่านํ้า 800 บาท แต่ถ้าใช้นํ้า 10 ไร่ต้องจ่ายถึง 8,000 บาท จากเดิมที่ไม่ต้องเสีย ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นทันที ซึ่งเกษตรกรไม่มีกำลังที่จะจ่ายจึงขอความเห็นใจ

สอดคล้องกับนายหาญณรงค์ เยาวเลิศ กรรมาธิการวิสามัญฯกล่าวว่า ความจริงอาชีพเกษตรเพื่อยังชีพ ไม่ควรจำกัดพื้นที่ไร่ หรือจำนวนปริมาณชนิดสัตว์ในการจัดเก็บค่านํ้า แต่ถ้าเป็นเกษตรพาณิชย์ ในเชิงธุรกิจส่วนตัวเห็นว่าควรต้องมีการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ต้องจ่ายค่านํ้า อย่างนี้จะชัดกว่า เรื่องนี้จะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมาธิการฯ เพื่อแยกความชัดเจนระหว่างเกษตรเพื่อยังชีพกับเกษตรพาณิชย์ต่อไป

เช่นเดียวกับพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เห็นว่า อาชีพเกษตร มีความเสี่ยงสูงทั้งภัยธรรมชาติ โรคระบาด และต้นทุนก็สูง ดังนั้นไม่เห็นด้วยที่จะเก็บค่านํ้าในภาคเกษตร ขณะที่ รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า จากผลการศึกษาพบว่าในภาคเกษตรใช้นํ้าสิ้นเปลืองมากสุด เพราะนํ้าไม่มีราคา ไม่จูงใจที่จะใช้เทคโนโลยีในการจัดการนํ้า หรือเลือกปลูกพืชที่ใช้นํ้าน้อย ดังนั้น ควรเก็บค่านํ้าเพื่อให้เกษตรกรตระหนัก ประหยัดและรู้คุณค่านํ้ามากขึ้น

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,297 วันที่ 17 - 20 กันยายน พ.ศ. 2560
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20,09, 2017, 12:03:40 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
21,09, 2017, 20:58:26
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,227


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #321 เมื่อ: 21,09, 2017, 20:58:26 »

https://www.prachachat.net/economy/news-42551

ยอดส่งออกส.ค.60 โตพุ่ง 13.2% สูงสุดในรอบ 55 เดือน พาณิชย์มั่นใจส่งออกทั้งปี 60 โต 7%

ยอดส่งออกส.ค.60 โตพุ่ง 13.2% สูงสุดในรอบ 55 เดือน พาณิชย์มั่นใจส่งออกทั้งปี 60 โต 7% ผลจากตลาดสำคัญขยายตัว-สินค้าเกษตร อุตสาหกรรมขยายตัวทั้งด้านปริมาณ ราคา

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกทั้งปี 2560 จะขยายตัว 7% น่าจะทำได้ โดยการส่งออกในช่วงที่เหลือจากนี้ต้องส่งออกต่อเดือนเฉลี่ยที่ 19,210 ล้านเหรียญสหรัฐ

โดยภาพการส่งออกเดือนสิงหาคม 2560 มีมูลค่า 21,224 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 13.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเป็นการส่งออกในระดับสูงสุดในรอบ 55 เดือน ส่วนการนำเข้า มีมูลค่า 19,134 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 14.9% ส่งผลให้ไทยมีการค้าเกินดุล 2,090 ล้านเหรียญสหรัฐ

สางผลให้การส่งออก 8 เดือนแรก (มกราคม – สิงหาคม 2560) มีมูลค่าอยู่ที่ 153,623 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 8.9% สูงสุดในรอบ 6 ปี เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลมาจากการฟื้นตัวของการค้าโลก เศรษฐกิจของประเทศผู้นำเข้า ราคาสินค้าเกษตร อุตสาหกรรมดีขึ้น ขณะที่การนำเข้า 8 เดือนแรกของปี มีมูลค่าอยู่ที่ 144,750 ล้านเหรียญสหรัฐ มีผลทำให้การค้าไทยเกินดุล อยู่ที่ 8,873 ล้านเหรียญสหรัฐ

อย่างไรก็ดี การส่งออกที่ขยายตัวเป็นผลมาจากตลาดสำคัญขยายตัวทุกตลาด โดนเฉพาะตลาดจีน CLMV ญี่ปุ่น และสหรัฐ ส่วนการส่งออกรายสินค้าก็ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 10 อยู่ที่ 24.7% ทั้งในด้านราคาและปริมาณ เช่น ข้าว ผัก ผลไม้สดแช่แข็ง กระป๋องและแปรรูป ยางพารา น้ำตาลทราย ไก่สด แช่แข็งและแปรรูป และอาหารทะเลแช่แข็ง กระป๋องและแปรรูป โดยผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง หดตัว อยู่ที่ 5.3% ส่วนใหญ่ตลาดส่งออกไปที่ จีน ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย

ในขณะที่กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 อยู่ที่ 12.2% โดยสินค้าที่ขยายตัว เช่น ทองคำ ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่นประกอบ เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ แผงวงจรไฟฟ้า ส่วนสินค้าที่ส่งออกหดตัว เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์

สำหรับตลาดส่งออกสำคัญยังขยายตัวต่อเนื่อง ตลาดหลักขยายตัวอยู่ที่ 7.5% โดยเฉพาะ สหรัฐ ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป ตลาดที่มีศักยภาพสูงขยายตัว อยู่ที่ 16.4% โดยเฉพาะตลาดจีน CLMV เอเชียใต้ และเกาหลีใต้ ไต้หวัน ก็ขยายตัว ส่วนตลาดศักยภาพรอง หดตัว อยู่ที่ 0.9% เช่น ออสเตรเลีย ตะวันออกกลาง ลาตินอเมเริกา

นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การส่งออกปี 2560 คาดว่าขยายตัวได้ตามที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากปัจจัยของประเทศคู่ค้าสำคัญเศรษฐกิจดีขึ้น และคาดว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะทำตลาดเชิงรุกมากขึ้น บุกทำตลาดทั้งตลาดเดิมและตลาดใหม่ เช่น จีน เน้นเข้าทำตลาดเมืองหลัก เมืองรองมากขึ้น เพื่อขยายตลาดการค้า การส่งออก ขณะที่สถานการณ์ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น เป็นผลดีต่อการส่งออกไทย โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวเนื่อง

ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม เช่นเรื่องของค่าเงินบาท แต่ก็ไม่เป็นปัจจัยที่น่ากังวลมาก คาดว่าไม่น่าจะกระทบต่อการส่งออกหรือความสามารถในการแข่งขัน เนื่องจากเป็นการแข็งค่าทั้งภูมิภาค แต่อย่างไรก็ดีมองว่าค่าเงินบาทแข็งค่าอยู่ที่ 33-34 บาทต่อเหรียญสหรัฐ อาจจะมีผลกระทบต่อภาพการส่งออกในปี 2561 มากกว่า อย่างไรก็ดี ภาพการส่งออกในปี 2560 ของไทยยังเป็นไปในทิศทางที่ขยายตัว และคาดว่าจะเป็นการส่งออกที่มองไว้ได้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21,09, 2017, 21:00:04 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
23,09, 2017, 08:18:42
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,227


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #322 เมื่อ: 23,09, 2017, 08:18:42 »

https://www.prachachat.net/facebook-instant-article/news-43252

เอกซเรย์ ภาษีเครื่องดื่ม ลอตใหม่..ราคาใหม่ สะดุ้งทั้งบาง-
คอลัมน์ จับกระแสตลาด

มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้วตั้งแต่วันที่ 16 กันยายนที่ผ่านมา สำหรับภาษีสรรพสามิตฉบับใหม่

ส่งผลให้เครื่องดื่มหลายชนิด ทั้งเหล้า เบียร์ ไวน์ น้ำผักผลไม้ ชา กาแฟ น้ำอัดลม ฯลฯ มีภาระภาษีเพิ่มขึ้นมากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป


ต่ำสุดตั้งแต่ 0.06 บาทต่อขวด ไปจนถึงสูงสุดกว่า 110 บาทต่อขวด

“สมชาย พูลสวัสดิ์” อธิบดีกรมสรรพสามิต ระบุว่า อัตราภาษีใหม่จะทำให้ราคาของไวน์นำเข้าราคาเกิน 1,000 บาท จะมีราคาเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 110 บาทต่อขวด ส่วนไวน์ที่มีราคาต่ำกว่า 1,000 บาท มีราคาลดลง 25 บาทต่อขวด ส่วนเหล้าขาวจะปรับเพิ่มขึ้น 0.80-3.5 บาทต่อขวด ขึ้นอยู่กับดีกรีแอลกอฮอล์

ส่วนเหล้าสีในประเทศ 28 ดีกรี จะปรับขึ้น 8-30 บาทต่อขวด เหล้าสีในประเทศ 40 ดีกรี จะปรับขึ้น 30 บาทต่อขวด ขณะที่เหล้านอกราคาจะปรับลดลง 2-20 บาทต่อขวด ส่วนเบียร์กระป๋องจะปรับเพิ่มขึ้น 50 สตางค์ต่อกระป๋อง แบบขวดจะปรับขึ้น 2 บาทต่อขวด



นอกจากนี้ พ.ร.บ.ฉบับใหม่ยังมีการถอดเครื่องดื่มประเภท “ชา ชาเขียว และกาแฟ” ออกจากรายการเครื่องดื่ม ที่ได้รับการยกเว้นภาษี 111 รายการ เนื่องจากเข้าเงื่อนไขการส่งเสริมการใช้วัตถุดิบการเกษตร และเป็นเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพ ตามที่กรมกำหนด ทำให้สินค้าดังกล่าวต้องเสียภาษีในส่วนของมูลค่าและปริมาณ (ความหวาน) เพิ่มขึ้น

โดยเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงเกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนด จะต้องมีภาระภาษี ความหวานเพิ่ม ได้แก่ น้ำผักผลไม้ จะมีราคาเพิ่มขึ้น 0.06-0.54 บาทต่อขวด ชาเขียว เพิ่มขึ้น 1.13-2.05 บาทต่อขวด กาแฟ เพิ่มขึ้น 1.35 บาทต่อขวด น้ำอัดลม เพิ่มขึ้น 0.13-0.50 บาทต่อขวด

ที่น่าจับตามากอีกอย่างหนึ่งก็คือ เครื่องดื่มชูกำลัง ที่ภาษีใหม่นี้จะทำให้เสียภาษีเพิ่มขึ้น 0.32-0.90 บาทต่อขวด เพราะหากทุกค่ายพร้อมใจกันปรับราคาก็จะถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่เครื่องดื่มชูกำลังขึ้นราคา และขายสูงกว่า 10 บาท

หรือทุกค่ายพร้อมจะแบกรับภาษีที่เกิดขึ้นไว้เอง ซึ่งจะทำให้มาร์จิ้นที่เคยมีเคยได้ลดลง

ขณะที่ น้ำอัดลมที่ไม่มีน้ำตาล จะมีราคาลดลง 0.25-0.36 บาทต่อขวด และเครื่องดื่มชูกำลังขนาด 150 มล. จะเสียภาษีลดลง 0.11 บาท โดยในระยะแรกจะไม่เพิ่มภาระภาษีมากนัก แต่หลังจาก 2 ปี ภาระภาษีจะเพิ่มขึ้น และปรับเพิ่มภาษีทุก 2 ปีจนถึงปี 2566

ส่วนความเคลื่อนไหวผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิต หรือผู้นำเข้า ยังไม่มีใครปรับราคาสินค้าขึ้น เนื่องจากยังมีสต๊อกของเก่าที่ผลิตไว้ก่อนหน้านี้ และยังรอดูท่าทีของคู่แข่ง ก่อนที่จะตัดสินใจพิจารณาขึ้นราคาสินค้า เนื่องจากการแข่งขันในธุรกิจของเหล้า เบียร์ น็อนแอลกอฮอล์ในไทยเป็นไปอย่างดุเดือด จึงต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วน เพื่อไม่ให้เสียโอกาสในการแข่งขัน

เช่นเดียวกับช่องทางค้าปลีกเชนใหญ่ต่าง ๆ ก็ยังไม่มีภาพของการปรับราคาสินค้าขึ้นแต่อย่างใด ขณะที่ช่องทางประเภทร้านค้า ร้านโชห่วย ฯลฯ เริ่มมีการปรับสินค้าขึ้นหลายรายการ เช่น เหล้า เบียร์ บุหรี่ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ดูเหมือนว่าเอฟเฟ็กต์จากภาระภาษีใหม่นี้จะไม่รุนแรงเหมือนเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา แต่ในสภาพของเศรษฐกิจกำลังซื้อเช่นนี้ก็คงต้องจับตาดูกันต่อไป
เข้าไปดูตารางใน link จะเข้าใจมากขึ้นครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23,09, 2017, 08:22:52 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
24,09, 2017, 21:24:58
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,227


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #323 เมื่อ: 24,09, 2017, 21:24:58 »

https://www.prachachat.net/economy/news-44273


ก.แรงงาน เผย ตั้งเป้าปี 61 เตรียมผลิตแรงงานกว่า 2 แสนคน ฝึกทักษะแรงงานใหม่กว่า 1 หมื่น ที่เหลือฝึกอาชีพเสริมและยกระดับเพื่อเพิ่มผลิตภาพแรงงาน

นายธีรพล ขุนเมือง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า เพื่อให้การดำเนินงานตามภารกิจของกพร.เป็นไปอย่างต่อเนื่อง และสอดรับกับนโยบายการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ของกระทรวงแรงงาน ภายใต้การนำของพลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน จึงมอบหมายให้สถาบันและสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานทั่วประเทศ เร่งดำเนินการฝึกอาชีพตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ โดยเฉพาะหลักสูตรเตรียมเข้าทำงาน ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ฝึกให้กับกลุ่มแรงงานใหม่ เพื่อป้อนตลาดแรงงาน เน้นสาขาช่างที่ขาดแคลน และสอดคล้องกับตามความต้องการในพื้นที่ มีระยะเวลาการฝึกในหน่วยงานของ กพร. 4 เดือน และฝากฝึกในสถานประกอบกิจการอีก 2 เดือน จึงจะจบหลักสูตร


ทั้งนี้ก่อนจบจะเนินการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานเพื่อทดสอบระดับฝีมือ และเป็นการการันตีความสามารถของแรงงานที่ผ่านการฝึกจากหน่วยงานของกพร.ด้วย

นายธีรพล กล่าวต่อไปว่า ในปี 2561 มีเป้าหมายดำเนินการฝึกในทุกกิจกรรมทั้งแรงงานนอกระบบ และแรงงานที่อยู่ในสถานประกอบการ ที่ กพร.ดำเนินการเองจำนวน 226,000 คน สำหรับการฝึกทักษะกับแรงงานใหม่ในหลักสูตรเตรียมเข้าทำงาน ตั้งเป้าหมายดำเนินการกว่า 1 หมื่นคน อาทิ ฝึกในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน 2,000 คน กลุ่มท่องเที่ยว/การบริการ 2,500 คน กลุ่มโลจิสติกส์ 500 คนเพิ่มทักษะกำลังแรงงานในเขตพื้นที่ 10 จังหวัด ในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ 940 คน พัฒนากลุ่มแรงงานเพื่อป้อนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชั้นสูงและอุตสาหกรรมแห่งอนาคตในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก(EEC) จำนวน 2,800 คน เป็นต้น ซึ่งหน่วยงานในภูมิภาคทั้ง 77 จังหวัด

เริ่มประกาศรับสมัครแรงงานใหม่ เพื่อเข้าฝึกทักษะฝีมือในหลักสูตรเตรียมเข้าทำงาน อาทิ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 10 ลำปาง เปิดรับสมัครจำนวน 5 กลุ่มอาชีพ 9 สาขาช่าง ได้แก่ ช่างสีรถยนต์ ช่างซ่อมรถจักรยานยนต์ ช่างซ่อมรถยนต์ ช่างเครื่องทำความเย็นและเครื่องปรับอากาศในบ้านและการพาณิชย์ขนาดเล็ก ช่างกลึง ช่างเชื่อมอาร์กโลหะด้วยมือ ช่างประกอบโครงอะลูมิเนียม ช่างตัดเย็บเสื้อผ้าเด็ก และผู้ประกอบอาหารไทย รับสมัครตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 30 ตุลาคม หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 054-346681-4 ต่อ 503 หรือ ดูรายละเอียดอื่นได้ที่ www://home.dsd.go.th/lampangสำหรับสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานอำนาจเจริญ



เปิดรับสมัครเช่นกัน 9 สาขาช่าง ได้แก่ ช่างอิเล็กทรอนิกส์ ช่างซ่อมเครื่องปรับอากาศภายในบ้าน ช่างเดินสายไฟภายในอาคาร ช่างซ่อมรถจักรยานยนต์ ช่างเชื่อมอาร์กโลหะด้วยมือ ช่างแต่งผมสตรี ช่างเย็บจักรอุตสาหกรรม(ผ้า) การดูแลผู้สูงอายุ และนวดไทยเพื่อสุขภาพ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่เบอร์ 045-523-5067 สมัครได้ตั้งแต่วันนี้ – 13 ตุลาคม 2560

สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 8 นครสวรรค์ รับสมัครจำนวน 10 สาขา ได้แก่ สาขาผู้ประกอบอาหารไทย นวดไทยเพื่อสุขภาพ (150 ชั่วโมง) ช่างทำมุ่งลวดประตู-หน้าต่างอะลูมิเนียม ช่างซ่อมเครื่องปรับอากาศขนาดเล็ก ช่างเดินสายไฟฟ้าภายในอาคาร ช่างซ่อมรถจักรยานยนต์ ช่างซ่อมเครื่องยนต์ ช่างซ่อมโทรศัพท์เคลื่อนที่ ช่างกลึง และช่างอิเล็กทรอนิกส์ ติดต่อสมัครได้ที่ 0 5680 2703-5 ต่อ 114 ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายจังหวัดที่ประกาศรับสมัคร ผู้สนใจเข้าฝึกอบรมสามารถติดต่อสมัครได้ด้วยตนเอง ที่สถาบันหรือสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานทั่วประเทศใกล้บ้านท่าน หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 0 2245 4035 โดยผู้ที่สมัครต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปีและสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าภาคบังคับ หรือตามที่กำหนดไว้ในแต่ละสาขาช่าง โปรดนำหลักฐานใบรับรองวุฒิการศึกษา รูปถ่ายหน้าตรงครึ่งตัว ขนาด 1 นิ้ว สำเนาทะเบียนบ้านและสำเนาบัตรประชาชนมาแสดงให้เจ้าหน้าที่ในวันสมัครด้วย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24,09, 2017, 21:28:29 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
25,09, 2017, 21:02:34
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,227


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #324 เมื่อ: 25,09, 2017, 21:02:34 »

https://www.prachachat.net/economy/news-44990

ฟิลลิป มอร์ริสประกาศราคาใหม่หลังปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต

ภายหลังจากโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 16 กันยายนที่ผ่านมา ผู้ผลิตบุหรี่รวมถึงโรงงานยาสูบ และผู้นำเข้าหลายรายได้ทยอยปรับราคาขายปลีกสินค้าอย่างต่อเนื่องรวมถึงผู้นำเข้า ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด

นายเจอรัลด์ มาร์โกลีส กรรมการผู้จัดการใหญ่ของฟิลลิป มอร์ริส สาขาประเทศไทยได้แจ้งราคาขายปลีกแนะนำสินค้ายาสูบต่อคู่ค้า โดยช่วงราคาที่ปรับใหม่มีตั้งแต่ราคา 60 บาทไปจนถึงราคา 165 บาทต่อซอง โดยราคาใหม่จะมีผลตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2560 เป็นต้นไป

“บริษัทฯ มีความจำเป็นต้องปรับราคาขายปลีกแนะนำของสินค้าส่วนใหญ่ของบริษัทเนื่องจากภาระภาษีที่เพิ่มขึ้น โดยสินค้าของเราอยู่ในกลุ่มพรีเมี่ยมและราคากลาง ซึ่งมีอัตราภาษีที่สูงกว่าอยู่แล้ว ก่อนหน้าที่จะมีการปรับราคา สินค้าทุกตัวในพอร์ทโฟลิโอของเราอยู่ในกลุ่มที่ต้องเสียภาษีขามูลค่าที่อัตราร้อยละ 40 จากราคาขายปลีก ในขณะที่กลุ่มสินค้าราคาตั้งแต่ 60 บาทต่อซองลงไปจะเสียภาษีขามูลค่าอยู่แค่ร้อยละ 20 ของราคาขายปลีก เราต้องปรับขึ้นราคาขายปลีกแนะนำสำหรับสินค้าของบริษัทเกือบทุกตัว เพื่อสะท้อนภาระภาษีที่ภาครัฐคาดหวังที่จะเก็บได้ต่อซองและสอดคล้องกับเป้าหมายด้านรายได้จัดเก็บของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม เราได้กำหนดราคาขายปลีกแนะนำสินค้าหนึ่งตัวที่ราคา 60 บาทต่อซอง ซึ่งจะมีการจัดเก็บภาษีที่ร้อยละ 20 ของขามูลค่า การตัดสินใจด้านราคานี้เป็นไปเพื่อให้เรายังคงความสามารถในการแข่งขันได้”

เมื่อกล่าวถึงผลกระทบของธุรกิจยาสูบจากโครงสร้างภาษีใหม่นี้ นายมาร์โกลีสกล่าวว่า “อัตราจัดเก็บใหม่นี้สร้างภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นให้กับผู้ผลิตและผู้นำเข้าเกือบจะทุกราย รวมถึงภาระต่อผู้สูบบุหรี่ที่เป็นผู้ใหญ่ที่เพิ่มขึ้นด้วย แม้ว่าภาระภาษีของสินค้าที่ราคาที่ต่ำสุดในตลาดจะมีการเก็บเพิ่มขึ้น แต่ภาระภาษีของสินค้ากลุ่มที่มีราคา 60 บาทขึ้นไปนั้นเพิ่มขึ้นสูงกว่า ซึ่งจะเป็นการเอื้อให้เกิดการหันลงไปหาของถูกมากขึ้น ฉะนั้น ในระยะเวลาอันสั้นนี้ เราคาดการณ์ได้ว่าธุรกิจบุหรี่คงจะหดตัวลงพอสมควร และการหันไปหาสินค้าที่มีราคาต่ำกว่า 60 บาทคงจะมีมากขึ้น รวมถึงสินค้าในกลุ่มประเภทยาเส้นมวนเอง และบุหรี่เถื่อนก็คงจะเติบโตด้วย”

กรรมการผู้จัดการใหญ่ของฟิลลิป มอร์ริส สาขาประเทศไทยกล่าวเสริมว่า แผนการช่วงเปลี่ยนผ่าน 2 ปีของรัฐบาลที่จะปรับให้ภาษีสรรพสามิตบุหรี่เป็นอัตราเดียวกันหมดในปลายปี 2562 นั้นเป็นการดำเนินการในทิศทางที่ถูกต้องและบริษัทฯ ก็สนับสนุนเรื่องนี้อย่างเต็มที่และวิงวอนให้มีการเร่งนำภาษีอัตราเดียวมาใช้โดยเร็วที่สุด “จนกว่าจะถึงปี 2562 ที่จะมีการปรับอัตราจัดเก็บเป็นอัตราเดียวนั้น ระบบภาษีที่เก็บแบบสองชั้นนี้จะยังทำให้เกิดการปฏิบัติที่แตกต่างต่อสินค้าในกลุ่มที่มีราคามากกว่า 60 บาทขึ้นไป ขณะนี้ฟิลลิป มอร์ริสกำลังเดินหน้าสู่การสร้าง ‘สังคมไร้ควัน’ และสนับสนุนนโยบายภาษีตามหลักการลดอันตรายในยาสูบที่จะช่วยให้ผู้สูบบุหรี่ที่เป็นผู้ใหญ่เปลี่ยนจากการใช้บุหรี่มาเป็นทางเลือกอื่นที่มีความเสี่ยงน้อยกว่า เช่น ผลิตภัณฑ์ยาสูบที่ไม่มีการเผาไหม้ โดยผลิตภัณฑ์ทางเลือกนี้พร้อมทั้งระบบภาษีที่เหมาะสมจะช่วยสร้างประโยชน์ในด้านสุขภาพของประชาชนให้กับประเทศไทยเป็นอย่างมาก”
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
26,09, 2017, 13:14:00
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,227


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #325 เมื่อ: 26,09, 2017, 13:14:00 »

https://www.prachachat.net/property/news-45204

กทพ.ทุ่ม 1.7 หมื่นล้าน ฟื้นต่อม่อเกษตร-นวมินทร์ ผุดด่วนเชื่อมวงแหวนตะวันออก-ลงเข็มปีหน้า

กทพ.ได้ฤกษ์ประชาพิจารณ์สร้างด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือเชื่อมเกษตร-นวมินทร์-วงแหวนตะวันออก ระยะทาง 10.5 กม. พ่วงสะพานข้ามแยก 5 แห่ง ใช้เงิน TFF ลงทุน 14,382 ล้านบาท ไม่มีเวนคืน ปลายปีนี้ชงคมนาคมเสนอ ครม.อนุมัติ ปีหน้าเปิดประมูล เสร็จปี’65

พลเอกวิวรรธน์ สุชาติ ประธานกรรมการ (บอร์ด) การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เปิดเผยว่า กทพ.อยู่ระหว่างทบทวนศึกษาความเหมาะสมทางด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ การเงิน และผลกระทบสิ่งแวดล้อมและงานทบทวนและออกแบบรายละเอียดโครงการระบบทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือ ตอน N2 เชื่อมต่อไปยังถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันออก ระยะทาง 10.5 กม.
จะเป็นการรวบรวมข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้องกับโครงการ นำพิจารณาร่วมในการศึกษาให้มีความเหมาะสมสอดคล้อง กับความต้องการของประชาชนในพื้นที่ให้มากที่สุด ซึ่งโครงการนี้ไม่มีเวนคืนเพิ่มเติมแต่ต้องทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) เพิ่มเติม เนื่องจากได้ปรับขนาดการก่อสร้างโครงการจาก 6 ช่องจราจร เป็น 4 ช่องจราจร

โดยโครงการระบบทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือ ได้รับความเห็นชอบให้ดำเนินการจากคณะรัฐมนตรีและได้รับความเห็นชอบรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม จากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเมื่อปี 2537 จึงได้มีการก่อสร้างเสาตอม่อไปพร้อมกับการก่อสร้าง ถนนประเสริฐมนูกิจ ต่อมาโครงการระบบทางด่วนขั้นที่ ๓ สายเหนือได้ถูกบรรจุไว้ในแผนการบริหารราชการแผ่นดินปี 2552-2554 แต่ได้ชะลอโครงการไว้ก่อน ถึงขณะนี้ก็ร่วม 15 ปีแล้ว

ทั้งนี้ เนื่องจากสภาพการจราจร บนถนนประเสริฐมนูกิจมีความหนาแน่นมาก จึงได้มีการเสนอความเห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องมีความชัดเจนในการแก้ไขปัญหาการจราจรต่อหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้พิจารณาให้ความเห็นชอบในหลักการ โดยบรรจุโครงการระบบทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือ ไว้ในแผนปฏิบัติการด้านคมนาคม ระยะเร่งด่วน 2560 และให้ กทพ.ดำเนินโครงการฯ เฉพาะตอน N2 และ E-W Corridor ด้านตะวันออก เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรบนถนนประเสริฐมนูกิจ

มีจุดเริ่มต้นโครงการอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของอุโมงค์เกษตรศาสตร์บริเวณเสาตอม่อที่ 10 ของถนนประเสริฐมนูกิจ ซึ่งได้ผนวกโครงการสะพานข้ามทางแยกบนถนนประเสริฐมนูกิจ ของกรมทางหลวงจำนวน 5 แห่ง ประกอบด้วย แยกวังหิน แยกเสนานิคม แยกสุคนธสวัสดิ์ แยกนวลจันทร์ และแยกนวมินทร์ เป็นการบูรณาการแก้ไขปัญหาการจราจรร่วมกันระหว่างระบบทางหลวงและระบบทางด่วน

ทั้งโครงการใช้เงินลงทุน 14,382 ล้านบาท โดยใช้เงินจากกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศ (TFF) ซึ่งคณะรัฐมนตรีอนุมัติเมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 2560 จำนวน 44,819 ล้านบาท เพื่อดำเนินก่อสร้างทางด่วนสายพระราม 3 – ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกตะวันตก ระยะทาง 17 กม.วงเงิน 30,437 ล้านบาท กับทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือตอน N2 และ E-W

“ผลศึกษาจะเสร็จปลายปีนี้ จากนั้นจะนำโครงการเสนอใกกระทรวงคมนาคมพิจารณา คู่ขนานไปกับการขออนุมัติอีไอเอเพิ่มเติม คาดว่าปลายปี 2561 จะเริ่มประมูลเริ่มสร้างต้นปี 2562 ใช้เวลาก่อสร้าง 24 เดือน มีกำหนดแล้วเสร็จอย่างเร็วปลายปี 2564 หรืออย่างช้าต้นปี 2565 ซึ่ง กทพ.จะบริหารโครงการเอง เก็บค่าผ่านทาง 20 บาทตลอดสายปีแรกเปิดใช้จะมีปริมาณการจราจร 80,000 เที่ยวคัน/วัน” ประธานบอร์ดกล่าวและว่า

สำหรับทางด่วนสายพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกตะวันตก จะเริ่มเปิดประมูลต้นปี 2561 แบ่ง 5 สัญญา ประกอบด้วย สัญญาที่ 1 งานโครงสร้างยกระดับระหว่าง กม.0+000-กม.6-369 ระยะทาง 6.9 กม. วงเงิน 7,008 ล้านบาท

สัญญาที่ 2 โครงการสร้างยกระดับช่วง กม.6+369-กม.11+690.577 ระยะทาง 5.3 กม. วงเงิน 7,153 ล้านบาท สัญญาที่ 3 โครงสร้างยกระดับช่วง กม.11+690.577-กม.16+694.752 ระยะทาง 5 กม. วงเงิน 6,733 ล้านบาท

และสัญญาที่ 4 งานสะพานบริเวณ กม.16+964.752 ถึงจุดสิ้นสุดโครงการบริเวณทางแยกต่างระดับบางโคล่ ระยะทาง 2 กม. วงเงิน 8,042 ล้านบาท

ส่วนสัญญาที่ 5 งานระบบเก็บค่าผ่านทาง ระบบควบคุมการจราจรและระบบสื่อสาร วงเงิน 990 ล้านบาท ขณะที่การบริหารโครงการ ทาง กทพ.จะดำเนินการเก็บค่าผ่านทางเอง เหมือนกับทางด่วนอาจณรงค์-รามอินทราและบูรพาวิถี

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ทางบริษัทที่ปรึกษาโครงการได้เปิดเผยวงเงินลงทุนทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือตอน N2 เพิ่มขึ้นจากกรอบเดิม 14,382 ล้านบาทเป็น 17,551 ล้านบาท เมื่อรวมค่าบำรุงรักษา 30 ปีจะอยู่ที่ 19,488 ล้านบาท เนื่องจากวงเงินเดิมประเมินไว้หลายปีแล้วรวมถึงมีการก่อสร้างสะพานข้ามแยก 5 แห่ง และต่างระดับเชื่อมวงแหวนตะวันออกด้วย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26,09, 2017, 13:15:46 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
28,09, 2017, 15:14:53
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,227


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #326 เมื่อ: 28,09, 2017, 15:14:53 »

https://www.prachachat.net/economy/news-46128

“ข้าวราคาดิ่ง” เร่งเก็บยุ้งฉาง

สถานการณ์การผลผลิตข้าวในมุม นายหัสดิน สุวัฒนะพงศ์เชฎ เลขาธิการสมาคมโรงสีข้าวไทย คาดการณ์ว่า ผลผลิตข้าวเปลือกปี 2560/2561 จะมีปริมาณเพิ่มขึ้น ประมาณ 20% จากปีก่อน ทั้งข้าวหอมมะลิและข้าวเปลือกเหนียว เพราะพื้นที่ปลูกในภาคอีสานได้รับผลดีจากปริมาณน้ำมาก และผลดีจากโครงการนาแปลงใหญ่ ในปี 2560/2561 เพิ่มขึ้น 210,000 ไร่ จากปีก่อน 56,000 ไร่ อย่างไรก็ตาม ขอให้รัฐบาลประกาศประชาสัมพันธ์เริ่มโครงการชะลอการขายข้าวเปลือก (จำนำยุ้งฉาง) ให้เร็ว เพื่อให้เริ่มทันในวันที่ 15 ตุลาคม 2560 จะช่วยรักษาเสถียรภาพราคาได้ดี ชาวนาจะไม่นำข้าวไปขายก่อน เพราะหากนำข้าวมาเข้าโครงการยุ้งฉาง รัฐบาลกำหนดราคาข้าวเปลือกหอมมะลิ ข้าวเหนียวตันละ 10,800 บาท และเพิ่มค่าเก็บฝากอีก 1,500 บาท และค่าปรับปรุงอีกตันละ 1,200 บาท รวมแล้วเกษตรกรมีโอกาสจะได้รับราคาสูงขึ้น ตันละ 14,700-14,960 บาท หรือคิดเป็นราคาส่งออกที่ตันละ 850-1,000 เหรียญสหรัฐ แต่หากประกาศโครงการล่าช้า ชาวนาจะขายข้าวเพื่อนำเงินมาใช้จ่ายก่อน ก็จะทำให้ราคาลดลงได้

นายสมศักดิ์ ตังพิทักษ์กุล เจ้าของโรงสีเลียงฮงไชย จ.ขอนแก่น ระบุว่า ผลผลิตข้าวนาปี 2560/2561 น่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 20% แต่ที่น่าห่วงคือ ข้าวเปลือกเหนียว เพิ่มขึ้นทั้งข้าวเหนียวนาปรัง และข้าวเหนียว กข.6 โดยขณะนี้ราคาข้าวเปลือกเหนียวนาปรัง (แห้ง) ตันละ 8,000 บาท จากปีก่อนตันละ 11,000 บาท เรียกว่าต่ำสุดในรอบ 5-6 ปี แต่ถ้าเป็นข้าวเหนียวนาปรังเกี่ยวสดในภาคเหนือ ราคาตันละ 5,000 บาทเท่านั้น

ขณะที่ข้าวเหนียว กข. 6 กำลังจะเก็บเกี่ยวช่วงกลางเดือนตุลาคมนี้ จะมีปัญหาด้านราคาลดลงไปอีก เพราะการส่งออกไม่ดี ราคาปลายข้าวเหนียวส่งออกลดลง จากต้นปีตันละ 17,000 บาท เหลือ 13,000 บาท ส่วนราคาข้าวสารเหนียว น่าจะลดลงเหลือตันละ 15,000-18,000 บาท จากปีก่อนเคยถึง 20,000 บาท ซึ่งอาจจะทำให้ข้าวเหนียวไหลเข้าสู่โครงการรับจำนำยุ้งฉางมากกว่าปีที่ผ่านมา
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
29,09, 2017, 09:05:51
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,227


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #327 เมื่อ: 29,09, 2017, 09:05:51 »

https://www.prachachat.net/local-economy/news-47062

ท่องเที่ยวชลบุรี โตไม่หยุด 2.2 แสนล้าน พัทยาบูม “ไทยแลนด์ทราเวลมาร์ท” บิ๊กอีเวนต์รับ EEC

ท่องเที่ยวชลบุรีเติบโตต่อเนื่อง ปี”60 นักท่องเที่ยวพุ่ง 16 ล้านคน ได้เฮรัสเซีย-จีนคัมแบ็กพัทยา คาดรายได้ 2.2 แสนล้านบาท ด้าน ททท.พัทยาวางแผนการตลาดจับ 3 กลุ่มหลัก “ผู้หญิง-ฟู้ดเลิฟเวอร์-ไมซ์” มั่นใจชลบุรีพร้อมรองรับกลุ่มประชุมสัมมนาทุกขนาด โหมกระแสไฮซีซั่นปลายปี “60 จัดงานยักษ์ “แอร์เรซวัน” กลางปี”61 จัดอีเวนต์ใหญ่กระตุ้นท่องเที่ยว ด้านนายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวพัทยาคาดเงินสะพัดปลายปี ยอดจองที่พัก 80% ชี้กลุ่ม FIT จีนขยายตัว บริษัทรถบัสจากสุวรรณภูมิคอนเฟิร์มนักท่องเที่ยวจีนแบกเป้เที่ยวเพิ่มขึ้น

นทท.ชลบุรีเพิ่มขึ้น 5 ล้านคน

นางสาวสุลัดดา ศรุติลาวัณย์ ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานพัทยา เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปี 2559 จังหวัดชลบุรีมีรายได้จากการท่องเที่ยว 2.06 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ที่มีรายได้ 1.33 แสนล้านบาท หรือ 54.01% มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามา 16.2 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ประมาณ 11.7 ล้านคน หรือ 38.41% โดยจำนวนที่เพิ่มขึ้นนั้นมาจากการปรับฐานข้อมูลห้องพักในพื้นที่ จาก 42,887 ห้อง ในปี 2558 ขึ้นเป็น 62,102 ห้อง มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ย 3.42 วัน และค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 4,150 บาท/คน/วัน

ขณะที่พัทยาเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของจังหวัด ปี 2559 มีรายได้ประมาณ 1.98 แสนล้านบาท มีนักท่องเที่ยว 13.6 ล้านคน โดยนักท่องเที่ยวที่เข้ามาพัทยาเป็นคนไทย 35% และต่างชาติ 65% โดยชาวจีนเดินทางเข้ามามากที่สุด ปี 2559 มีประมาณ 2.5 ล้านคน ขณะที่ครึ่งปีแรกของปี 2560 พัทยามีนักท่องเที่ยวประมาณ 8 ล้านคน คาดการณ์ทั้งปีมีรายได้เพิ่มจากปี”59 ประมาณ 8-10%

จับกลุ่มผู้หญิง-อาหาร-ไมซ์

นางสาวสุลัดดากล่าวว่า ททท.ได้ทำแผนงานการตลาดปี 2561 (ต.ค. 60-ก.ย. 61) เน้น 3 กลุ่มหลัก คือ 1.กลุ่มผู้หญิง โครงการอเมซิ่ง เลดี้ เจอร์นี่ เนื่องจากการสำรวจพบว่ากลุ่มผู้หญิง ได้แก่ กลุ่มครอบครัว ซิงเกิลลิฟวิ่ง เอ็มพาวเวอร์วูเมน เป็นกลุ่มที่มีอำนาจในการตัดสินใจและมีกำลังซื้อ จึงมองว่ากลุ่มนี้มีศักยภาพ และสิ่งที่สนใจเกี่ยวกับความสวยความงาม โดยจะทำแพ็กเกจร่วมกับโรงแรมชั้นนำในพื้นที่ เช่น แพ็กเกจที่พักกับสปา หรือนวดแผนไทย

2.ฟู้ดเลิฟเวอร์ นักท่องเที่ยวมักสรรหาของกิน ซึ่งที่ชลบุรีมีของดี ของสด และราคาถูก โดยจะเสนอขายแพ็กเกจราคาพิเศษ เช่น แพ็กเกจที่พักกับเมนูเด็ดของโรงแรมนั้น ๆ โดยจะทำช่วงโลว์ซีซั่น เพื่อช่วยส่งเสริมการขาย ขณะเดียวกันเตรียมจัดทำคู่มือร้านอาหาร โดยจะแยกเป็นรายพื้นที่ เช่น บางแสน ศรีราชา พัทยาเหนือ-กลาง-ใต้ เป็นต้น ซึ่งเนื้อหาจะค่อนข้างละเอียด เช่น เวลาเปิด-ปิด ที่จอดรถ ห้องน้ำสำหรับคนพิการ รวมถึงมีคูปองส่วนลดของร้านอาหาร และส่วนลดแหล่งท่องเที่ยว แนบพร้อมคู่มือด้วย ซึ่งมี 2 รูปแบบ ได้แก่ รูปแบบเล่ม และคิวอาร์โค้ด คาดว่าจะเสร็จเดือน พ.ย. นี้ และจะเริ่มใช้ทันที ซึ่งสามารถใช้ได้ถึงมิถุนายน 2561

และ 3.กลุ่มไมซ์ เนื่องจากชลบุรีมี facility รองรับกลุ่มไมซ์ได้อย่างดี โดยจะนำเอชอาร์ (human resource) จากพื้นที่เป้าหมาย ได้แก่ ชลบุรี ระยอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี เชียงใหม่ พิษณุโลก อุบลราชธานี อุดรธานี หาดใหญ่ และกรุงเทพฯ นำเข้ามาในพื้นที่พัทยาเพื่อให้เห็นศักยภาพ จากนั้นจะจัดให้ผู้ประกอบการในพื้นที่ได้เจอกับเอชอาร์ ทั้งจากโรงงานอุตสาหกรรม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจากพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งกลุ่มนี้มีการจัดประชุมสัมมนาเป็นประจำทุกปี เพื่อให้เกิดการซื้อขายกัน

“แนวคิดของอีอีซีด้านการท่องเที่ยวคือ เรื่องเบลเชอร์เดสติเนชั่น (bleisure destination) เจาะกลุ่มนักธุรกิจเดินทางเข้ามาแล้วสามารถมาพักผ่อนหรือท่องเที่ยวได้ในขณะเดียวกัน ซึ่งตามแนวคิดของอีอีซีนั้นทำให้ชลบุรีเป็นโมเดิร์นซิตี้ โดยพัทยาค่อนข้างที่จะตรงคอนเซ็ปต์นี้ เพราะมีสถานที่ใหญ่ ๆ รองรับนักธุรกิจ ในการจัดประชุมสัมมนา การจัดกิจกรรมเพื่อเป็นรางวัล การทำกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ ได้แก่ ศูนย์ประชุมขนาดใหญ่ รร. แอมบาสเดอร์ ซิตี้ จอมเทียน และสวนนงนุชที่กำลังสร้างศูนย์ประชุมขนาดใหญ่แห่งใหม่ ซึ่งคาดว่าจะเปิดปลายปี 2560 รวมถึงโรงแรมเกือบทุกแห่งสามารถรองรับการประชุมได้ทุกขนาด”

อีเวนต์ใหญ่กระตุ้นท่องเที่ยว

นางสาวสุลัดดากล่าวต่อว่า ปัจจุบันเทรนด์การเดินทางเปลี่ยนไปมาก เช่น นักท่องเที่ยวใช้บริการบริษัทนำเที่ยวเพื่อจองที่พัก ตั๋วเครื่องบินให้ แต่เมื่อมาถึงแล้วจะเที่ยวเอง เป็นลักษณะกึ่ง ๆ ไม่ฟูลแพ็กเกจเหมือนเมื่อก่อน ซึ่งนักท่องเที่ยวกลุ่มที่เดินทางท่องเที่ยวด้วยตัวเอง หรือ FIT (Foreign Individual Tourism) มีจำนวนมากขึ้น ขณะเดียวกันความต้องการก็เฉพาะและหลากหลายมากขึ้นด้วย ผู้ประกอบการจะต้องเตรียมตัวในการรองรับความเปลี่ยนแปลง โดยจะต้องศึกษาเทรนด์และความต้องการ ซึ่งได้พูดคุยกับผู้ประกอบการ ถ้าหากต้องการนักท่องเที่ยวกลุ่มไหน และคิดว่าเหมาะกับเรา ก็ให้โฟกัสนักท่องเที่ยวกลุ่มนั้นไปเลย โดยจะมีข้อมูลบอกว่านักท่องเที่ยวกลุ่มนี้อยู่ในพื้นที่ใดเยอะ และจะไปเจาะพื้นที่นั้นให้มากขึ้นเพื่อให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย

ขณะที่ปลายปี 2560 ชลบุรีจะมีอีเวนต์ขนาดใหญ่ คือ แอร์เรซวัน ออฟ ไทยแลนด์ และงานมหกรรมการสวนสนามทางเรือนานาชาติ ที่จะจัดช่วงเดือนพฤศจิกายน และปี 2561 พัทยาได้รับการคัดเลือกให้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมของ ททท.ขนาดใหญ่ คือ ไทยแลนด์ ทราเวลมาร์ท พลัส อเมซิ่ง เกตเวย์ ทูเกตเตอร์ แม่โขง ซับรีเจียน ซึ่งเป็นการส่งเสริมการขายที่เป็นลักษณะของบีทูบีขนาดใหญ่ที่สุดทางด้านการท่องเที่ยว โดยจะจัดประมาณมิถุนายน เพราะฉะนั้นน่าจะเป็นการแสดงถึงศักยภาพที่จะรองรับการขยายตัวของอีอีซีเข้ามาทางภาคตะวันออกได้ค่อนข้างดี

พัทยากรุ๊ปทัวร์คัมแบ็ก-FIT เพิ่มขึ้น

นายเอกสิทธิ์ งามพิเชษฐ์ นายกสมาคมนักธุรกิจและการท่องเที่ยวเมืองพัทยา กล่าวว่า ปีนี้ท่องเที่ยวพัทยาสัญญาณดี จำนวนนักท่องเที่ยวดีขึ้น ทั้งนักท่องเที่ยวรัสเซียกลับมา บวกกับทัวร์จีนคลายความกังวลเริ่มทยอยกลับมาแล้ว และทัวร์จีนแม้จะยังเที่ยวลักษณะเดิม แต่ค่าใช้จ่ายต่อหัวมากขึ้น ทำให้เงินกระจายไปมากขึ้น โดยอัตราการเข้าพักเฉลี่ยประมาณ 60% ดีขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่ค่อนข้างแย่

นอกจากนี้ยังเห็นสัญญาณในอนาคต คือ พัทยาเริ่มมีนักท่องเที่ยว FIT มากขึ้น โดยเฉพาะจีน ดูจากการบุ๊กกิ้ง วอล์กอิน หรือบริษัทรถทัวร์ที่มาจากสนามบินสุวรรณภูมิมาพัทยาก็จะเต็มทุกรอบ เนื่องจากวันนี้โลกเปลี่ยนไปเยอะ ท่องเที่ยวง่ายขึ้น และคนจีนก็เก่งมาก เดินทางได้หมด อย่างไรก็ตาม แม้นักท่องเที่ยวจะเพิ่ม แต่สัญญาณราคาห้องพักยังไม่ดี เนื่องจากก่อนหน้านี้ที่ตลาดรัสเซียหายไป ประกอบกับพิษทัวร์ศูนย์เหรียญทำให้ห้องพักดรอปลง โรงแรม 3 ดาวจากที่เคยได้ห้องละ 1,200 บาท ก็เหลือ 900 บาท และคงราคานี้มาตลอด ยังไม่สามารถอัพราคาได้ สำหรับไฮซีซั่นนี้คาดการณ์ว่าจะมีเข้าพักเฉลี่ย 80% เริ่มตั้งแต่พฤศจิกายนเป็นต้นไป

นายกสมาคมนักธุรกิจและการท่องเที่ยวเมืองพัทยา กล่าวอีกว่า สำหรับการทำตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มหลักของพัทยายังเป็นชาวจีนอยู่ นอกจากนี้มีไปโรดโชว์ที่อินเดีย อินโดนีเซีย รัสเซีย สิงคโปร์ และปีหน้าพัทยาจะจัดงานไทยแลนด์ ทราเวล มาร์ท พลัส ซึ่งเป็นงานซื้อขายการท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยด้วย

ขณะที่พนักงานขายตั๋วรายหนึ่ง ของบริษัท รถรุ่งเรือง จำกัด กล่าวว่า บริษัทมีรถทัวร์ให้บริการจากสนามบินสุวรรณภูมิ 2 สาย คือ สุวรรณภูมิ-พัทยา และสุวรรณภูมิ-หัวหิน รถออกชั่วโมงละ 1 คัน พบว่าช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวจีนเริ่มแบกกระเป๋าเที่ยวเองมากขึ้น สัดส่วนที่มาขึ้นรถทัวร์ประมาณ 30-40% อาจเป็นตัวเลขที่ไม่ได้เพิ่มอย่างเห็นได้ชัด แต่ถือว่าเพิ่มขึ้น และเท่าที่พบเห็นหลายคนมีความเข้าใจในการเดินทางอย่างดี แม้ว่าการสื่อสารคนจีนพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย พนักงานจึงมีการฝึกฝนภาษาจีนด้วยตัวเองเป็นคำ ๆ เพื่อแก้ปัญหาเบื้องต้น ปัจจุบันบริษัทมีการอบรมภาษาอังกฤษแล้ว คาดว่าโครงการต่อไปอาจมีการอบรมภาษาจีนด้วย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29,09, 2017, 09:07:44 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
30,09, 2017, 21:18:12
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,227


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #328 เมื่อ: 30,09, 2017, 21:18:12 »

https://www.prachachat.net/finance/news-48070

แห่ปรับเพิ่มเป้า “จีดีพี” ครึ่งปีหลังเศรษฐกิจโตแรง 4%

สถานการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2560 มีแนวโน้มที่ดูดีขึ้น หลายสำนักเริ่ม “ปรับประมาณการ” ใหม่ ล่าสุด คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่มีมติ “คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย” เป็นครั้งที่ 19 พร้อมปรับคาดการณ์อัตราขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจ (GDP) อีกครั้ง โดย “จาตุรงค์ จันทรังษ์” เลขานุการ กนง. แถลงว่า กนง.คาด GDP ปี 2560 จะเติบโต 3.8% ดีกว่าเดิมที่คาดโต 3.5% เป็นผลจากการส่งออกสินค้าและบริการที่ขยายตัวดี โดยได้ปรับประมาณการส่งออกเพิ่ม จากเดิมคาดเติบโตที่ 5% เป็น 8% การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามกำลังซื้อที่ยังไม่เข้มแข็งนัก โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่รายได้ยังไม่ฟื้นตัวชัดเจน

ส่วนการลงทุนเอกชนปรับตัวดีขึ้นในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ โดยเฉพาะธุรกิจเกี่ยวกับการส่งออก ด้านการลงทุนภาครัฐยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญ แม้จะชะลอลงบ้าง หลังจากเร่งเบิกจ่ายไปก่อนหน้านี้

ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น แต่ในอัตราที่ “ชะลอ” กว่าประมาณการเดิม ส่วนเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินสกุลคู่ค้าคู่แข่ง กนง.มองว่า “ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ” จึงยังไม่ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของผู้ประกอบการไทยลดลงมากนัก ซึ่ง กนง.ให้ติดตามความผันผวนระยะข้างหน้าอย่างใกล้ชิด

มองไปข้างหน้าเศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะจากปัยจัยด้านต่างประเทศ แต่ยังต้องติดตามความเข้มแข็งของการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ ทั้งนี้ ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงทั้งภายในและภายนอกประเทศอย่างใกล้ชิด อาทิ ผลกระทบจากมาตรการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว ซึ่ง กนง.สนใจและให้ติดตามเป็นพิเศษ, ความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจและการค้าของสหรัฐ และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์”

ขณะที่ “ดอน นาครทรรพ” ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. แถลงว่าเศรษฐกิจเดือน ส.ค. 2560 ขยายตัวต่อเนื่อง โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าขยายตัวสูง 15.8% มูลค่านำเข้าขยายตัว 14.3% สอดคล้องกับการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ขยายตัวในหลายกลุ่ม เช่น ยานยนต์ หมวดอาหาร และเครื่องดื่ม ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 8.7% แต่การลงทุนภาคเอกชนยังทรงตัวจากเดือนก่อนหน้า การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวเพียงเล็กน้อย และการลงทุนของภาครัฐไม่ขยายตัว เนื่องจากได้เร่งเบิกจ่ายไปมากในช่วงก่อนหน้า และบางหน่วยงานเบิกจ่ายต่ำเป้า

“ทั้งนี้ การที่หลายค่ายปรับประมาณการเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นน่าจะส่งผลให้ความเชื่อมั่นนักลงทุนให้ดีขึ้นด้วย อย่างนักลงทุนต่างชาติที่ระยะหลังเห็นเข้ามาลงทุนเพิ่มมากขึ้นในตลาดตราสารหนี้”

ส่วน “กฤษฎา จีนะวิจารณะ” ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) มองว่า เศรษฐกิจปีนี้มีโอกาสขยายตัวได้ 3.8% โดย สศค.จะปรับ GDP ในเดือน ต.ค.

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังยืนยันว่า ช่วงครึ่งหลังปี 2560 นี้จะเห็นเศรษฐกิจไทยขยายตัวได้มากกว่า 4% ซึ่งปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากภาคการส่งออกที่ยังขยายตัวได้ดี แม้ว่าจะเผชิญกับภาวะค่าเงินบาทที่แข็งค่าก็ตาม กับภาคการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ดี

“ครึ่งปีหลังเศรษฐกิจไทยจะโตเฉลี่ยกว่า 4% โดยไตรมาส 3 จะเติบโตสูงสุดของปีนี้ และดีกว่าไตรมาส 4 เล็กน้อย ซึ่งรวมแล้วทั้งปีจะโตได้เกือบ ๆ 4%”

ฟาก “พชรพจน์ นันทรามาศ” ผู้อำนวยการเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (EIC) เปิดเผยว่า EIC ได้ปรับ GDP ปี 2560 คาดว่าโต 3.6% จากเดิม 3.4% มาจากการส่งออกที่ปีนี้น่าจะโตประมาณ 7% ดีที่สุดในรอบ 6 ปี ส่วนการท่องเที่ยวก็เริ่มฟื้นตัวและขยายตัวต่อเนื่อง ซึ่งช่วงไตรมาสที่ 4

“ส่วนการลงทุนภาคเอกชนยังชะลอตัวโดยนักลงทุนต่างชาติบางส่วนรอความชัดเจนเรื่องการเลือกตั้ง แต่ก็ยังเห็นแนวโน้มนักลงทุนที่จะมาลงทุนในโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) เพิ่มเติม”

ด้าน “กอบสิทธิ์ ศิลปชัย” ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ปีนี้เศรษฐกิจไทยจะมีโอกาสโตถึง 4% ดีกว่าเดิมที่คาดไว้ 3.4% จากแรงหนุนภาคการส่งออกและภาคการท่องเที่ยว แต่ยังมีความเสี่ยงจาก”สงครามการค้า” เช่น กรณีที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ข่มขู่ว่าจะมีการคว่ำบาตรประเทศที่ค้าขายกับเกาหลีเหนือ

“หากพิจารณาดุลบัญชีเดินสะพัดยังคงเกินดุลในระดับสูง และมากเป็นอันดับที่ 4 ของโลก สะท้อนถึงอุปสงค์ในประเทศยังอ่อนแอ หรือยังมีความไม่สมดุลของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากการกระจายรายได้ยังไม่ลงไปสู่กลุ่มคนรากหญ้า ทำให้หนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูงกว่า 80% ต่อ GDP”
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30,09, 2017, 21:27:26 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
02,10, 2017, 10:03:28
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,227


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #329 เมื่อ: 02,10, 2017, 10:03:28 »

https://www.prachachat.net/property/news-48348

ด่วน 3 เกษตร-นวมินทร์สูงเท่าตึก 3 ชั้นไม่มีเวนคืน



สูง 18 เมตร - โฉมใหม่ทางด่วนเกษตร-นวมินทร์-วงแหวนตะว้นออก ระยะทาง 10.5 กม. เป็นโครงสร้าทางยกระดับ 4 ช่องจราจร สูง 18 เมตร หรือเท่ากับตึก 3 ชั้น มีสะพานข้ามแยกอยู่ชั้น 2 แก้รถติดกรุงเทพฯโซนตะวันออก
20 ปียังไม่สาย ! กทพ.เดินหน้าฟื้นตอม่อร้าง ทุ่ม 17,551 ล้าน สร้างด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือช่วงเกษตร-นวมินทร์-วงแหวนตะวันออก ระยะทาง 10.5 กม. โครงสร้างสูงเท่ากับตึก 3 ชั้น ปรับรูปแบบใหม่ ลดขนาดเหลือ 4 เลน พร้อมสะพานข้ามแยก 5 แห่ง แก้รถติด ย้ำไม่มีเวนคืนที่ดิน เก็บค่าผ่านทาง 20 บาทตลอดสาย เปิดประมูลปลายปี”61

พล.อ.วิวรรธน์ สุชาติ ประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เปิดเผยว่า กทพ.อยู่ระหว่างทบทวนศึกษาความเหมาะสมทางด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ การเงิน และผลกระทบสิ่งแวดล้อมและงานทบทวนและออกแบบรายละเอียดโครงการระบบทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือ ตอน N2 เชื่อมต่อไปยังถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันออก (E-W) ระยะทาง 10.5 กม.


โดยโครงการระบบทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือ ได้รับความเห็นชอบให้ดำเนินการจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) และได้รับความเห็นชอบรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) จากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเมื่อปี 2537 จึงได้มีการก่อสร้างเสาตอม่อ 281 ต้นไปพร้อมกับการก่อสร้างถนนประเสริฐมนูกิจ ต่อมาโครงการได้ถูกบรรจุไว้ในแผนการบริหารราชการแผ่นดินปี 2552-2554 แต่ได้ชะลอโครงการไว้ก่อน ถึงขณะนี้ก็ร่วม 20 ปีแล้ว

เนื่องจากสภาพการจราจรบนถนนประเสริฐมนูกิจมีความหนาแน่นมาก จึงได้มีการเสนอความเห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องมีความชัดเจนในการแก้ไขปัญหาการจราจรต่อหัวหน้าคณะรักษาควาสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้พิจารณาให้ความเห็นชอบในหลักการ โดยบรรจุโครงการระบบทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือไว้ในแผนปฏิบัติการด้านคมนาคม ระยะเร่งด่วน 2560 และให้ กทพ.ดำเนินโครงการเฉพาะตอน N2 และ E-W ด้านตะวันออก เพื่อแก้ไขปัญหาจราจรบนถนนประเสริฐมนูกิจ

จะใช้เงินลงทุนจากกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศ (TFF) ซึ่ง ครม.อนุมัติเมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 2560 จำนวน 44,819 ล้านบาท เพื่อดำเนินก่อสร้างทางด่วนสายพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกตะวันตก ระยะทาง 17 กม. วงเงิน 30,437 ล้านบาท กับทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือตอน N2 และ E-W วงเงิน 14,382 ล้านบาท

“กทพ.ปรับรูปแบบโครงการใหม่ จากเดิมออกแบบเป็นทางด่วนขนาด 6 ช่องจราจร เป็น 4 ช่องจราจรพร้อมกับสร้างสะพานข้ามแยกเพิ่ม จึงต้องทำรายงานอีไอเอเพิ่มเติม ปลายปีผลศึกษาเสร็จ จากนั้นจะเสนอให้กระทรวงคมนาคมพิจารณา คู่ขนานไปกับการขออนุมัติอีไอเอ คาดว่าปลายปี 2561 เปิดประมูลและเริ่มสร้างต้นปี 2562 ใช้เวลา 24 เดือน กำหนดแล้วเสร็จอย่างเร็วปลายปี 2564 อย่างช้าต้นปี 2565 กทพ.จะบริหารโครงการเอง เก็บค่าผ่านทาง 20 บาทตลอดสาย ในปีแรกเปิดใช้จะมีปริมาณการจราจร 80,000 เที่ยวคัน/วัน”

ประธานบอร์ดกล่าว และว่านายประสงค์ มงคลเนาวรัตน์ รองผู้จัดการโครงการ กล่าวว่า โครงการจะสร้างอยู่บนฐานตอม่อเดิมที่ กทพ.สร้างไว้แล้วบนเกาะกลางถนนเกษตร-นวมินทร์ (ถนนประเสริฐมนูกิจ) มีจุดเริ่มต้นที่บริเวณตอม่อที่ 10 ห่างจากปากอุโมงค์แยกเกษตร 350 เมตร ข้ามคลองบางบัว ผ่านแยกลาดปลาเค้า แยกเสนานิคม แยกสุคนธสวัสด์ แล้วเชื่อมกับทางด่วนฉลองรัช (รามอินทรา-อาจณรงค์) จากนั้นมุ่งหน้าไปผ่านแยกรัชดา-รามอินทรา แยกนวลจันทร์ แยกถนนนวมินทร์ แล้วเบี่ยงซ้ายไปตามเกาะกลางถนนเกษตร-นวมินทร์ ไปเชื่อมกับวงแหวนรอบนอกตะวันออกออกแบบเป็นทางยกระดับสูงจากระดับพื้นดิน 18 เมตร หรือระดับชั้นที่ 3

โดยชั้นที่ 1 เป็นถนนเกษตร-นวมินทร์ ระดับที่ 2 เป็นสะพานข้ามแยกและระดับ 3 เป็นโครงสร้างทางด่วน จะมีทางขึ้น-ลง 2 แห่ง คือ จุดเริ่มต้นโครงการ ห่างจากถนนพหลโยธิน 900 เมตร บริเวณตอม่อที่ 19 ระยะทาง 800 เมตร และจุดสิ้นสุดโครงการอยู่ห่างจากถนนวงแหวนรอบนอกตะวันออกประมาณ 1 กม. ระยะทาง 1.2 กม. มีทางต่างระดับ 2 แห่ง ตรงบริเวณจุดตัดทางด่วนฉลองรัช กับลาดบัวขาว จุดต่อเชื่อมเข้ากับวงแหวนรอบนอกตะวันออก และยังมีโครงการสะพานข้ามทางแยกบนถนนเกษตร-นวมินทร์ของกรมทางหลวง จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ แยกวังหิน แยกเสนานิคม แยกสุคนธสวัสดิ์ แยกนวลจันทร์ และแยกนวมินทร์ เป็นการบูรณาการแก้ไขปัญหาการจราจรร่วมกันระหว่างระบบทางหลวงและระบบทางด่วน เป็นทางเลือกให้ประชาชน

“เงินลงทุนปัจจุบันอยู่ที่ 17,551 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดิม แยกเป็นค่าก่อสร้างทางด่วน 10,598 ล้านบาท สะพานข้ามแยก 5 แห่ง 1,951 ล้านบาท ทางเชื่อมถนนวงแหวน 3,362 ล้านบาท ถนนพื้นราบ 649 ล้านบาท งานระบบไฟฟ้าเครื่องกล 678 ล้านบาท งานรื้อย้ายสาธารณูปโภค 113 ล้านบาท ค่าคุมงานก่อสร้าง 200 ล้านบาท หากรวมค่าบำรุงรักษาตลอดการให้บริการจะอยู่ที่ 19,488 ล้านบาท มีผลตอบแทนด้านเศรษฐกิจ หรือ EIRR มากกว่า 20%” นายประสงค์กล่าว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02,10, 2017, 10:05:44 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
หน้า: 1 ... 20 21 [22] 23 24   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: