GUN IN THAILAND
23,11, 2017, 21:10:20 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Google
หน้า: 1 ... 22 23 [24] 25   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย  (อ่าน 5507 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
21,10, 2017, 09:08:35
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,312


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #345 เมื่อ: 21,10, 2017, 09:08:35 »

https://www.prachachat.net/ict/news-58033

พาเหรดสินค้าจีนบุกไทย แอบแปลงร่างเป็นเว็บไทย

คุณจะรู้มั้ยว่าสินค้าที่ขายออนไลน์ที่คุณอาจจะเห็นเหมือนจะเป็นของจากพ่อค้าแม่ค้าไทย แต่จริง ๆ แล้ว คือสินค้าจากพ่อค้าแม่ค้าจากประเทศจีน เปิดเว็บมาขายคนไทย (จริง ๆ ชาติอื่นด้วย) ใช้สื่อโฆษณาออนไลน์ โซเชียลมีเดียจับกลุ่ม (target) คนไทยอย่างตรงกลุ่มเป้าหมาย และเมื่อซื้อแล้วเลือกบริการเก็บเงินปลายทาง (COD) ได้ด้วย และยังมีบริการติดต่อพูดคุย (customer support) พูดคุยด้วยภาษาไทยได้เลย (แต่จริง ๆ เป็นคนจีนดูแล)

ช่วงนี้ผมเริ่มเจอสินค้าอย่างที่เกริ่นมาตอนต้นมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะเห็นโฆษณาสินค้าเหล่านั้นผ่าน facebook ads หรือ instagram มาลงโฆษณาจับกลุ่มคนไทย แล้วส่งสินค้าจากจีนมาหาคนไทยทันที แต่พอผมไปเช็กว่าเว็บไซต์เป็นของใคร จะเห็นเลยว่าเจ้าของเป็นคนจีน ดังนั้นหากคุณไม่สังเกต แทบจะไม่รู้เลยว่า สินค้าที่คุณซื้อจากเว็บนั้น ๆ เป็นของคนจีนบริหาร และสินค้าก็เหาะมาถึงบ้านคุณจากประเทศจีน

ฟังดูอาจจะเป็นเรื่องไม่น่าตกใจ แต่นี่คือสัญญาณของการรุกรานด้านเศรษฐกิจจากต่างชาติผ่านทางออนไลน์ เริ่มมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ กองทัพพ่อค้าแม่ค้าจีนกำลังเริ่มยกพลบุกไทย (และประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก) ผ่านทางออนไลน์ในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นทาง marketplace อย่าง Lazada และทางเว็บไซต์ e-Commerce ของเขาเองโดยตรง โดยอาศัยความสามารถที่เก่งกาจของสื่อโฆษณาออนไลน์และโซเชียลมีเดียในปัจจุบันที่สามารถระบุกลุ่มเป้าหมายได้แม่นยำ โดยระบุอายุ เพศ วัย ประเทศ จังหวัด ความชอบ ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดนี้จะทำให้โฆษณาของเขามีความแม่นยำ และสามารถเลือกกลุ่มเป้าหมายสินค้า ต้องการสินค้าและขายข้ามโลกมา โดยที่คนซื้อแทบไม่รู้เลยว่า เขากำลังซื้อสินค้าจากประเทศจีน

นี่คืออีกภัยทางเศรษฐกิจที่น่ากลัว ที่สินค้าจีนกำลังบุกเข้ามารุกรานสินค้าของผู้ประกอบการไทย แบบที่เขาแทบไม่ต้องมาเปิดบริษัทในประเทศไทย หรือเสียภาษีให้กับประเทศไทยเลยซักบาท

คำถามผม คือเมื่อคุณเห็นแล้วคุณรู้สึกยังไง ? โดยเฉพาะหากคุณเป็นเจ้าของกิจการ คุณจะยอมให้ประเทศจีนมาบุกขายสินค้ากับกลุ่มลูกค้าของคุณอย่างสบายใจเฉิบเหรอ ? คุณจะยอมให้ประเทศไทยเราเสียดุลการค้าแบบนี้ไปเรื่อย ๆ และผมบอกได้เลยมันกำลังจะเพิ่มมากขึ้นอย่างมหาศาลต่อไปในอนาคต ! ซึ่งผมบอกได้เลยว่า หากพวกเรายังคงปล่อยเป็นแบบนี้ต่อไป ธุรกิจคุณจะมีผลกระทบแน่ ๆ เมื่อธุรกิจคุณกระทบ คนในองค์กรคุณก็จะโดนผลกระทบด้วย ซึ่งหมายถึงจะกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจไทยโดยตรงเลยทีเดียว หากคุณไม่คิดทำอะไร

เช็กเจ้าของโดเมนเว็บนั้น ๆ พบว่าเป็นคนจีนจากกวางตุ้ง (Guangdong)

ถึงเวลาแล้วที่คุณจะต้องนำพาธุรกิจและสินค้าของคุณขายออกไปประเทศอื่น ๆ ทางออนไลน์ จะค้าขายเฉพาะอยู่ในไทยไม่ได้แล้ว เพราะการค้าขายทางออนไลน์ทำได้ง่ายมาก ๆ และโดยเฉพาะการค้าขายออกไปยังต่างประเทศทางออนไลน์ ที่ดึงเม็ดเงินจากลูกค้าต่างประเทศทำได้ง่ายแล้วจริง ๆ ดูตัวอย่างเว็บจีนที่ขายออนไลน์คนไทยที่ผมยกตัวอย่างมายังทำได้ ทำไมคุณจะทำไม่ได้ละครับ !

ได้เวลาพัฒนาธุรกิจของคุณออกไปต่างประเทศทางออนไลน์ได้แล้วครับ มีอะไรให้ผมแนะนำ inbox มาปรึกษาได้ครับ ยินดีครับ
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
22,10, 2017, 20:47:29
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,312


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #346 เมื่อ: 22,10, 2017, 20:47:29 »

https://www.prachachat.net/world-news/news-58514

เกาะกระแสโลก
จาก “ทาคาตะ” ถึง “โกเบสตีล” คาใจ…มาตรฐานสินค้าญี่ปุ่น ?
วันที่ 21 ตุลาคม 2560 - 19:40 น.


กลายเป็นข่าวฉาวครั้งใหญ่ในวงการ “อุตสาหกรรมเหล็ก” หลังจากที่ “โกเบสตีล” ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ของญี่ปุ่น ออกมายอมรับว่าปลอมแปลงข้อมูลคุณภาพสินค้า จนทำให้ความเชื่อมั่นในบริษัทญี่ปุ่นอื่น ๆ พลอยถูกหางเลขไปด้วย

วันที่ 8 ต.ค.ที่ผ่านมา ถูกจารึกในประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการคดโกงของ “โกเบสตีล” ผู้ผลิตเหล็กใหญ่อันดับสามของญี่ปุ่น ซึ่งเปิดทำธุรกิจมายาวนานถึง 112 ปี ไฟแนนเชียล ไทมส์ รายงานว่า การปลอมแปลงสเป็กสินค้า ได้สร้างความวิตกและลบล้างความเชื่อมั่นต่อลูกค้าของโกเบสตีลไม่น้อย กว่า 200 บริษัททั้งในประเทศและต่างประเทศ กำลังเริ่มมองหาวิธีการตรวจสอบคุณภาพสินค้าที่รับมาจากโกเบสตีลอย่างเร่งด่วน

กรณีฉาวเริ่มต้นจากที่ “นิสสัน มอเตอร์ส” ซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่อันดับ 6 ของโกเบสตีล ได้ตรวจสอบความปลอดภัยและพบความผิดปกติ จึงเรียกรถคืนเพื่อตรวจสอบใหม่กว่า 1.21 ล้านคัน เมื่อต้นเดือน ต.ค. จนท้ายที่สุดซีอีโอของโกเบสตีล ก็ออกมายอมรับผิด

และจากการตรวจสอบการส่งมอบสินค้าลอตล่าสุดในช่วงเดือน ก.ย. 2016-ส.ค. 2017 พบว่ามี 4 โรงงานในเครือโกเบสตีล ได้ปลอมแปลงค่าความแข็งแรงและความทนทานของอะลูมิเนียมแผ่น จำนวน 19,300 ตัน อะลูมิเนียมชนิดอัดขึ้นรูป 19,400 ยูนิต และทองแดง 2,200 ตัน โดยยอดขายอะลูมิเนียมและทองแดงนั้น คิดเป็น 1 ใน 5 ของรายได้บริษัท

นอกจากนี้มีการตรวจสอบเพิ่มเติม และพบว่าอาจมีการปลอมแปลงข้อมูลผลิตภัณฑ์ผงเหล็กกล้า ที่นำไปผลิตรถยนต์หรือเครื่องจักรให้ได้ตามเกณฑ์ลูกค้ามานานกว่า 10 ปีด้วย

ทั้งนี้ บลูมเบิร์กรายงานว่า นักวิเคราะห์จาก “เจพี มอร์แกน” สถาบันการเงินการลงทุนชั้นนำของสหรัฐ ประเมินมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นของโกเบสตีลคาดว่าอยู่ที่ 90-130 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่โกเบสตีล มีทรัพย์สินรวมมูลค่า 20,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

“แม้ว่าความเสียหายที่ประเมินอาจยังไม่มาก แต่โกเบสตีลมีฐานลูกค้าในหลายธุรกิจ ตั้งแต่บริษัทรถยนต์ เครื่องบิน รถไฟ จนถึงเครื่องจักร และอาวุธ แม้กระทั่งชิ้นส่วนของกระสวยอวกาศที่ผลิตให้กับสำนักงานสำรวจอวกาศแห่งญี่ปุ่น (JAXA) ดังนั้นหากผลลัพธ์จากที่ลูกค้าเร่งตรวจสอบสินค้าจากโกเบสตีลพบว่าต่ำกว่ามาตรฐาน ก็อาจทำให้อนาคตของโกเบสตีลมืดสนิทในทันที”

รายงานยืนยันว่ากลุ่มลูกค้าของโกเบสตีล ที่เริ่มกระบวนการตรวจสอบหลังทราบข้อเท็จจริง ในกลุ่มรถยนต์อย่างเช่น โตโยต้า, ฮอนด้า, ฟอร์ด, นิสสัน, มิตซูบิชิ, ซูบารุ, เจนเนอรัลมอเตอร์ส และบางสำนักข่าวระบุว่ามี “เทสลามอเตอร์ส” ด้วย

ขณะที่ในกลุ่มการบิน เช่น โบอิ้ง และมิตซูบิชิ เฮฟวี อินดัสทรีส์ ก็ใช้อะลูมิเนียมจากโกเบสตีล มาผลิตปีกและลำตัวเครื่องบิน โดยล่าสุด สำนักงานความปลอดภัยด้านการบินยุโรป (EASA) ประกาศให้ผู้ผลิตในอุตสาหกรรมการบินของยุโรปเตรียมระงับการใช้ผลิตภัณฑ์จากโกเบสตีล พร้อมแนะนำให้ผู้ผลิตมองหาซัพพลายเออร์รายอื่นแทน ขณะที่ “แอร์บัสกรุ๊ป” ยืนยันว่าบริษัทไม่เคยซื้อสินค้าจากโกเบสตีลโดยตรง แต่ต้องตรวจสอบที่มาของซัพพลายเออร์รายอื่นที่อาจใช้ผลิตภัณฑ์จากบริษัทดังกล่าว

ส่วน “กลุ่มรถไฟ” โดยเฉพาะ JR Central เจ้าของรถไฟชินคันเซ็น ที่ใช้อะลูมิเนียมมาผลิตรถไฟหัวกระสุน ยอมรับว่ากับเจแปนไทม์สว่าพบชิ้นส่วนบางอย่างที่ไม่ผ่านมาตรฐานอุตสาหกรรม แต่ยังไม่เจอปัญหาด้านความปลอดภัยที่ร้ายแรง รวมทั้ง “กลุ่มอาวุธยุทโธปกรณ์” ตั้งแต่เครื่องบิน รถถัง และขีปนาวุธ ที่คาดว่าทางมิตซูบิชิ เฮฟวี อินดัสทรีส์, คาวาซากิ

เฮฟวี อินดัสทรีส์ ผู้ผลิตอาวุธให้กับกองกำลังป้องกันตนเองของประเทศญี่ปุ่น กำลังเร่งตรวจสอบสินค้าที่รับมาจากโกเบสตีลเช่นกัน

นักวิเคราะห์เจพี มอร์แกน มองว่า สาเหตุที่ทำให้โรงงานของโกเบสตีลทำผิดพลาดเช่นนี้ น่าจะมาจากการแข่งขันในวงการธุรกิจเหล็กที่รุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะกับบริษัทต่างชาติเช่น จีน เกาหลีใต้ และอินเดีย ซึ่งส่วนใหญ่มีราคาถูกกว่า โดยจะเห็นว่ากำไรของโกเบสตีล เริ่มลดลงอย่างชัดเจนตั้งแต่ปี 2014 และขาดทุนในปี 2016 ประกอบกับญี่ปุ่นอยู่ในภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองมานาน จำเป็นต้องควบคุมต้นทุนการผลิต

“ที่ผ่านมาญี่ปุ่นขึ้นชื่อเรื่องคุณภาพสินค้าที่สูงกว่ามาตรฐาน เมื่อเทียบกับคู่แข่งอื่น ๆ แต่เมื่อเกิดเหตุฉาวเช่นนี้ ย่อมเกิดความไม่มั่นใจต่อลูกค้า หรืออย่างน้อยอาจต่อรองราคาให้ถูกลง ดังนั้นจึงอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงที่เข้ามาซ้ำเติมเศรษฐกิจญี่ปุ่นให้ชะลอตัวไปอีก จากปีก่อนที่จีดีพีโตเพียง 1%”

ไม่เพียงเท่านี้ เจพี มอร์แกน ระบุว่า แม้โกเบสตีลประกาศว่าจะรับผิดชอบและชดเชยความเสียหายให้กับลูกค้า ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าผลการตรวจสอบของลูกค้าถึงที่สุดแล้วมูลค่าความเสียหายในครั้งนี้จะมีมูลค่ามากแค่ไหน และโกเบสตีลจะสามารถชดเชยได้จริงหรือ ซึ่งทำให้อนาคตของบริษัทอาจต้องเดินตามรอยของ “ทาคาตะ”ผู้ผลิตถุงลมนิรภัยในรถยนต์ ที่สุดท้ายความผิดพลาดทำให้บริษัทมีหนี้สินสูงถึง 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐจนต้องขอยืนล้มละลายในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22,10, 2017, 20:50:13 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
23,10, 2017, 18:50:22
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,312


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #347 เมื่อ: 23,10, 2017, 18:50:22 »

https://www.prachachat.net/economy/news-58651

ขคนาถ อธิการี ชี้โอกาสการค้าไทย-เนปาลสดใส

สัมภาษณ์

เนปาลและไทยต่างมีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมายาวนาน และให้ความนิยมและชื่นชอบสินค้าไทยเป็นอย่างมาก “ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ นายขคนาถ อธิการี เอกอัครราชทูตเนปาล ประจำประเทศไทย ถึงทิศทางและแนวนโยบายด้านการค้า และการลงทุนของเนปาล

Q : ความสัมพันธ์ด้านการค้ากับไทย

ไทยและเนปาลมีความสัมพันธ์ ด้านการค้า การส่งออก มาเป็นเวลานาน ปัจจุบันเนปาลเป็นคู่ค้าอันดับที่ 104 ของไทย และเป็นคู่ค้าอันดับที่ 6 ของไทยในภูมิภาคเอเชียใต้ รองจากอินเดีย ปากีสถาน บังกลาเทศ ศรีลังกา และมัลดีฟส์ และแม้ว่าการค้า การลงทุน ของทั้งสองประเทศไม่สูงมากนัก แต่เนปาลพร้อมให้การต้อนรับและสนับสนุน

นักลงทุนไทยอย่างเต็มที่ โดยโอกาสที่จะได้รับ คือ สามารถลงทุนเพื่อการส่งออกสินค้าไปยังประเทศที่ 3 ได้ เช่น ชายแดนทางเหนือติดกับจีน ซึ่งจีนให้สิทธิพิเศษทางภาษีกับเนปาลในสินค้ากว่า 100 รายการ ส่วนด้านชายแดนทางใต้ติดกับอินเดีย ผู้ส่งออกจะได้สิทธิพิเศษทางภาษี ถือเป็นการช่วยลดต้นทุนการส่งออกได้อย่างมาก

นอกจากนี้ เนปาลยังขาดการพัฒนาในภาคอุตสาหกรรมหลายด้าน ทั้งเทคโนโลยี การบริหารจัดการ นวัตกรรม และอุตสาหกรรมภายในประเทศ ทำให้ผลิตได้ไม่เพียงพอความต้องการ และต้องนำเข้า โดยเฉพาะสินค้าจากไทย ซึ่งประชากรเนปาลให้ความนิยมแทบจะทุกชนิด หากไทยเข้าไปลงทุนจะช่วยพัฒนาและส่งเสริมด้านเทคโนโลยีภายในประเทศเนปาลได้

Q : การส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ

ทางรัฐบาลเนปาลให้การสนับสนุน ส่งเสริมนักลงทุนต่างชาติอย่างเต็มที่ ทั้งด้านการค้า อุตสาหกรรม การส่งออก โดยให้สิทธิพิเศษ เช่น ด้านภาษี มีการจัดโซนในการลงทุนอุตสาหกรรมที่สำคัญ พร้อมให้คำปรึกษา และอำนวยความสะดวกด้านเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง สามารถเข้าไปสอบถามข้อมูลได้ที่จุดบริการ สำหรับนักธุรกิจไทยที่ต้องการเข้าไปลงทุน แต่ยังไม่มั่นใจสามารถสอบถามได้ที่สถานทูตเนปาลประจำประเทศไทย ทั้งนี้ เนปาลถือเป็นแหล่งวัตถุดิบสำคัญ มีความอุดมสมบูรณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติ เพียงพอที่นักลงทุนจะเข้าไป เช่น พลังงาน เสื้อผ้า โดยค่าแรงงานที่เนปาลถูก และมีเพียงพอ

Q : การลงทุนที่น่าสนใจ

ประเทศที่เข้าไปลงทุนในเนปาลอันดับต้น ๆ เช่น อินเดีย สหรัฐ และจีน ส่วนใหญ่เข้าไปลงทุนด้านพลังงาน นอกจากนั้น เป็นการลงทุนในภาคบริการ เช่น การศึกษา สุขภาพ โรงแรม และด้านการท่องเที่ยว อีกทั้งเนปาลเป็นประเทศที่อยู่ในเส้นทางโครงการ One Belt, One Road (OBOR) ของจีน และจะมีโครงการลงทุนรถไฟ เส้นทางจากจีนเข้ามากาฐมาณฑุ อนาคตจะทำให้การขนส่งระหว่างประเทศสะดวกมากขึ้น ขณะที่เส้นทางการขนส่งระหว่างเนปาล-อินเดีย จะมีการพัฒนาเพื่ออำนวยความสะดวกเช่นกัน

ปัจจุบันไทยเข้าไปลงทุนในเนปาลยังน้อยมากประมาณ 15 ราย ส่วนใหญ่ลงทุนในกลุ่มธุรกิจบริการ เช่น โรงแรม ซึ่งหากไทยจะเข้าไปยังมีช่องทางในการทำการค้า การลงทุน อยู่มาก เพราะเนปาลเปิดกว้างให้กับนักลงทุนอยู่แล้ว สังเกตจากการจัดงานแสดงสินค้าที่ผ่านมา สินค้าไทยได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภคในเนปาล ทั้งนี้ เนปาลมีประชากรประมาณ 30 ล้านคน แม้ผู้บริโภคภายในประเทศไม่มาก แต่ผู้ส่งออกสามารถขยายตลาดไปในจีน อินเดีย ซึ่งมีประชากรรวมกว่า 1,000 ล้านคน

Q : สินค้าที่เนปาลนิยมนำเข้าจากไทย

สินค้าที่เนปาลนำเข้าจากไทย และเป็นที่ชื่นชอบอย่างมาก เช่น เส้นใยประดิษฐ์ เครื่องนุ่งห่ม เครื่องดื่ม รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องสำอาง สบู่และผลิตภัณฑ์รักษาผิว เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ยาง กระดาษและผลิตภัณฑ์กระดาษ ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูป ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ เป็นต้น ส่วนสินค้าเนปาลที่ส่งมาไทย เช่น ผลิตภัณฑ์สิ่งทอ สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เนื้อสัตว์ เสื้อผ้าสำเร็จรูป ด้ายและเส้นใย ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เครื่องเพชรพลอยอัญมณี เงินแท่งและทองคำ สินค้าอุปโภคบริโภคอื่น ๆ เครื่องดนตรีและของเล่น พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช เป็นต้น

สำหรับการค้าระหว่างไทย-เนปาล ในรอบเดือนสิงหาคม 2560 เพิ่มขึ้น มีมูลค่าการค้าระหว่างกันที่ 5.3610 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 15.69% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยไทยนำเข้าสินค้าจากเนปาล 0.0744 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 0.53% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ไทยส่งออกสินค้าไปเนปาล 5.2866 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 15.87% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยไทยได้ดุลการค้า (มกราคม-สิงหาคม 2560) 5.2122 ล้านเหรียญสหรัฐ มีมูลค่าการค้ารวม 43.44 ล้านเหรียญสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม เนปาลเป็นประเทศขนาดเล็กและมีขนาดเศรษฐกิจที่ยังไม่เติบโตมาก รายได้หลักมาจากเกษตรกรรมและการท่องเที่ยว จึงต้องการดึงนักลงทุนหลายด้านเข้าไป โดยรัฐบาลเนปาลพร้อมให้การส่งเสริม สนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อเปิดโอกาสในการเข้ามาของต่างชาติ และเนปาลถือเป็นประตูเศรษฐกิจที่ดีในการส่งออก ทำการค้าไปยังประเทศใกล้เคียง เป็นโอกาสอันดับที่ไทยสนใจจะเข้าไปขยายตลาด และเปิดโอกาสทางการค้าในอนาคต
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
24,10, 2017, 14:44:44
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,312


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #348 เมื่อ: 24,10, 2017, 14:44:44 »

http://money.sanook.com/521377/

บอร์ดรฟท.อนุมัติวงเงินเวนคืนไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน 300 ลบ.

บอร์ดรฟท.ไฟเขียวขยายวงเงินเวนคืนโครงการไฮสปีดเชื่อม3สนามบิน 300 ล้านบาท เล็งเวนคืนพื้นที่เพิ่มหลังปรับแผนก่อสร้างสถานี

นายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม ในฐานะรักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกิจการ(บอร์ด) รฟท. มีมติเห็นชอบให้ขยายกรอบวงเงินค่าเวนคืนที่ดินและอสังหาริมทรัพย์โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม3สนามบินราว 300 ล้านบาทในช่วงส่วนต่อขยายแอร์พอร์ตลิงก์พญาไท-สนามบินดอนเมือง ซึ่งเป็นที่ดิน บริเวณรอบกรมทางหลวงระยะทางราว 3 กิโลเมตร โดยบอร์ดได้สั่งการให้แอร์พอร์ต เรล ลิงค์ ไปจัดทำข้อมูลเพิ่มเติมและนำกลับมาเสนอในที่ประชุมครั้งหน้าต่อไป

ด้านนายจเร รุ่งฐานีย รองผู้ว่าการกลุ่มบริหารรถไฟฟ้า กล่าวว่า รฟท.จะมีการปรับแผนก่อสร้างสถานีจุดจอดที่ฉะเชิงเทราและศรีราชา โดยจะขยับพื้นที่ไปก่อสร้างสถานีบริเวณที่ของเอกชนและชาวบ้านจากเดิมที่จะใช้พื้นที่ของรฟท.เป็นจุดก่อสร้างเพราะมีความเหมาะสมมากกว่า แลละสะดวกต่อการเดินทางของประชาชน ทำให้ต้องดำเนินการขอเวนคืนพื้นที่เพิ่มเติมในบริเวณดังกล่าว ขณะนี้อยู่ระหว่างรอผลการศึกษาฉบับสมบูรณ์ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปีนี้ หลังจากนั้นจะเสนอโครงการเข้าสู่ที่ประชุมสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เพื่อขอความเห็นชอบก่อนตั้งคณะกรรมการคัดเลือกเพื่อเปิดประมูลโครงการภายในปี 2561 ตามเป้าหมายของรัฐบาลต่อไป

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 20 ต.ค.ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ครั้งที่ 5 ได้ขีดเส้นโครงการร่วมลงทุนกับเอกชนหรือให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน พ.ศ.2560 (อีอีซี แทร็ค) โดยต้องประกาศเชิญชวนการลงทุนให้ได้ในช่วงต้นปี 2561 จำนวน 2 โครงการ คือ โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินแบบไร้รอยต่อ และโครงการศูนย์ซ่อมอากาศยานอู่ตะเภา ที่และต้องดำเนินการเซ็นสัญญาทุกโครงการให้แล้วเสร็จภายในเดือน ก.ย.2561 หรือภายในไตรมาสที่ 3 ของปีหน้า

สำหรับโครงการดังกล่าวคาดว่าจะมีผู้มาใช้บริการรถไฟธรรมดา (City Line) ช่วงดอนเมือง-สุวรรณภูมิ กว่า 103,920 คน/เที่ยว/วัน และมีผู้ใช้บริการรถไฟความเร็วสูง (HSR) ช่วงสุวรรณภูมิ-ระยอง ถึงกว่า 65,630 คน/เที่ยว/วัน สำหรับระยะเวลาการเดินทางจากดอนเมืองถึงระยอง (หยุดทุกสถานี) ใช้เวลาประมาณ 2 ชม. และระยะเวลาการเดินทางจากดอนเมืองถึงระยอง (ไม่จอดระหว่างทาง) ใช้เวลาประมาณ 1 ชม.
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
24,10, 2017, 15:07:16
beamsound
super member
*****
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 1,023



« ตอบ #349 เมื่อ: 24,10, 2017, 15:07:16 »

คุณ storm40sw มีข่าวเกี่ยวกับ  รถไฟ สุราษฎร์-ดอนสัก บ้างมั๊ยครับ  ยิ้มยิงฟัน
บันทึกการเข้า
25,10, 2017, 13:20:11
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,312


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #350 เมื่อ: 25,10, 2017, 13:20:11 »

คุณ storm40sw มีข่าวเกี่ยวกับ  รถไฟ สุราษฎร์-ดอนสัก บ้างมั๊ยครับ  ยิ้มยิงฟัน

ลองดูข่าวนี้ครับ

https://www.dailynews.co.th/economic/594972

เคาะเส้นทางรถไฟสายใหม่ดอนสัก-สุราษฎร์
สนข.เลือกเส้นทางรถไฟสายใหม่ดอนสัก-สุราษฎร์ธานีแล้ว ยอมเลือกเส้นทางไกลกว่าวิ่งอ้อม77กม. เพื่อลดปัญหาเวนคืนที่ดินประชาชน... อ่านต่อที่ : https://www.dailynews.co.th/economic/594972
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
25,10, 2017, 21:22:01
beamsound
super member
*****
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 1,023



« ตอบ #351 เมื่อ: 25,10, 2017, 21:22:01 »

ลองดูข่าวนี้ครับ

https://www.dailynews.co.th/economic/594972

เคาะเส้นทางรถไฟสายใหม่ดอนสัก-สุราษฎร์
สนข.เลือกเส้นทางรถไฟสายใหม่ดอนสัก-สุราษฎร์ธานีแล้ว ยอมเลือกเส้นทางไกลกว่าวิ่งอ้อม77กม. เพื่อลดปัญหาเวนคืนที่ดินประชาชน... อ่านต่อที่ : https://www.dailynews.co.th/economic/594972

ธุจ้า
บันทึกการเข้า
27,10, 2017, 07:48:40
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,312


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #352 เมื่อ: 27,10, 2017, 07:48:40 »

https://www.prachachat.net/tourism/news-61019

ชู “ไทยแลนด์ เอ็กซ์คลูซิวิตี้” ดึงจีนเที่ยวไทยปีหน้า 5.6 แสนล้าน

สัมภาษณ์

“จีน” ถือเป็นตลาดสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 1 โดยเป้าหมายจากการประชุมแผนปฏิบัติการของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประจำปี 2561 ได้วางเป้าเพิ่มยอดนักท่องเที่ยวจีนสำหรับปีหน้าไว้ที่ 5% เป็น 10 ล้านคน และสร้างรายได้ 5.61 แสนล้านบาท หรือเติบโต 10%

“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสร่วมสัมภาษณ์ “สันติ ชุดินธารา” รองผู้ว่าการ ด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ ททท. เกี่ยวกับสถานการณ์และทิศทางการโปรโมตตลาดจีนในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ รวมถึงแผนปี 2561 ไว้ดังนี้

คาดจีนเที่ยวไทยปีนี้ 9.5 ล้านคน

“สันติ” บอกว่า ภาพรวมตลาดจีนปีนี้เติบโตดี โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวจีนมาไทยที่ราว 9.5 ล้านคน หลังจากพบว่าในช่วง 9 เดือนแรกมีการเติบโตที่ดี และยังเห็นสัญญาณดีต่อเนื่องในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี ทำให้คาดว่านักท่องเที่ยวจีนเติบโตมากกว่า 10% เมื่อเทียบกับช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีที่แล้ว

โดยใน “โกลเด้น วีค” ช่วงหยุดยาววันชาติจีน จำนวน 7-8 วัน เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา มียอดชาวจีนมาเที่ยวไทยเกือบ 3 แสนคน ประกอบกับยอดจองล่วงหน้าโรงแรมและบริษัทนำเที่ยวในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมนี้ก็ดีมาก เมื่อเทียบกับช่วงปลายปีที่แล้ว

เที่ยวกระชับความสัมพันธ์

สำหรับ 2 ปัจจัยหลักที่ส่งผลบวกต่อตลาดจีนอย่างมาก คือ “ความสัมพันธ์ที่ดี” ระหว่างไทยกับจีน เพราะตอนนี้ภาคการท่องเที่ยวได้กลายเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไปแล้ว

ในความร่วมมือระดับรัฐบาลของทั้งสองประเทศ พบว่าไม่มีปัญหาระหว่างกันเลย รัฐบาลจีนมีนโยบาย “ไฟเขียว” ให้ชาวจีนมาเที่ยวไทยอย่างเต็มที่ ขณะที่ไทยเองก็เป็นจุดหมายปลายทางที่ชาวจีนนิยมเดินทางท่องเที่ยว ติด “ท็อป 3” รองจากญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้ไปแล้ว

“ท่องเที่ยวได้กลายเป็นหนึ่งในความร่วมมือ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไปแล้ว ไม่ใช่แค่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว”


หน้าแรก  ธุรกิจท่องเที่ยว
ธุรกิจท่องเที่ยว
ชู “ไทยแลนด์ เอ็กซ์คลูซิวิตี้” ดึงจีนเที่ยวไทยปีหน้า 5.6 แสนล้าน
วันที่ 27 ตุลาคม 2560 - 00:15 น.
17
SHARES


สัมภาษณ์

“จีน” ถือเป็นตลาดสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 1 โดยเป้าหมายจากการประชุมแผนปฏิบัติการของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประจำปี 2561 ได้วางเป้าเพิ่มยอดนักท่องเที่ยวจีนสำหรับปีหน้าไว้ที่ 5% เป็น 10 ล้านคน และสร้างรายได้ 5.61 แสนล้านบาท หรือเติบโต 10%

“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสร่วมสัมภาษณ์ “สันติ ชุดินธารา” รองผู้ว่าการ ด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ ททท. เกี่ยวกับสถานการณ์และทิศทางการโปรโมตตลาดจีนในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ รวมถึงแผนปี 2561 ไว้ดังนี้

คาดจีนเที่ยวไทยปีนี้ 9.5 ล้านคน

“สันติ” บอกว่า ภาพรวมตลาดจีนปีนี้เติบโตดี โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวจีนมาไทยที่ราว 9.5 ล้านคน หลังจากพบว่าในช่วง 9 เดือนแรกมีการเติบโตที่ดี และยังเห็นสัญญาณดีต่อเนื่องในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี ทำให้คาดว่านักท่องเที่ยวจีนเติบโตมากกว่า 10% เมื่อเทียบกับช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีที่แล้ว

โดยใน “โกลเด้น วีค” ช่วงหยุดยาววันชาติจีน จำนวน 7-8 วัน เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา มียอดชาวจีนมาเที่ยวไทยเกือบ 3 แสนคน ประกอบกับยอดจองล่วงหน้าโรงแรมและบริษัทนำเที่ยวในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมนี้ก็ดีมาก เมื่อเทียบกับช่วงปลายปีที่แล้ว

เที่ยวกระชับความสัมพันธ์

สำหรับ 2 ปัจจัยหลักที่ส่งผลบวกต่อตลาดจีนอย่างมาก คือ “ความสัมพันธ์ที่ดี” ระหว่างไทยกับจีน เพราะตอนนี้ภาคการท่องเที่ยวได้กลายเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไปแล้ว

ในความร่วมมือระดับรัฐบาลของทั้งสองประเทศ พบว่าไม่มีปัญหาระหว่างกันเลย รัฐบาลจีนมีนโยบาย “ไฟเขียว” ให้ชาวจีนมาเที่ยวไทยอย่างเต็มที่ ขณะที่ไทยเองก็เป็นจุดหมายปลายทางที่ชาวจีนนิยมเดินทางท่องเที่ยว ติด “ท็อป 3” รองจากญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้ไปแล้ว

“ท่องเที่ยวได้กลายเป็นหนึ่งในความร่วมมือ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไปแล้ว ไม่ใช่แค่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว”


สันติ ชุดินธารา
หนุนขาย “ทัวร์คุณภาพ”

ส่วนอีกปัจจัยคือ “การแก้ไขปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญ” ของประเทศไทย โดยทางด้าน “พลเอกธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร” รองนายกรัฐมนตรี ได้เข้าร่วมงานโรดโชว์ ทำความเข้าใจและให้ข้อมูลแก่รัฐบาลจีนกับบริษัทนำเที่ยว รัฐบาลจีนจึง “ไฟเขียว” ให้บริษัทนำเที่ยวในจีนทำ “ทัวร์คุณภาพ” อย่าทำทัวร์ศูนย์เหรียญซึ่งปัจจุบันราคาทัวร์คุณภาพอยู่ที่ประมาณ 5,000 หยวน (ราว 25,000 บาท) ต่อคนต่อทริป

ขณะที่ทัวร์ศูนย์เหรียญ ราคาที่เห็นโปรโมตขายกันมากอยู่ที่ 999 หยวน (ราว 5,000 บาท) ต่อคนต่อทริป

“ซีทีเอส” บุกหนักตลาดไทย

ล่าสุด บริษัทนำเที่ยว “ไชน่า แทรเวล เซอร์วิส” หรือ “ซีทีเอส” ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของจีน ทำตลาดนักท่องเที่ยวจีนเที่ยวต่างประเทศ(เอาต์บาวนด์) เพิ่งมาเปิดสำนักงานที่ไทยเมื่อต้นปีที่ผ่านมา โดยรัฐบาลจีนได้สั่งการให้ทางซีทีเอสเป็น “หัวหอก” ในการทำทัวร์คุณภาพมาประเทศไทย เนื่องจากปัจจุบันมีลูกค้าชาวจีนซื้อแพ็กเกจทัวร์มาไทยกับซีทีเอส ติดหนึ่งใน “ท็อป 5” ของบริษัทนำเที่ยวที่ทำตลาดจีนเที่ยวไทยมากที่สุด

ซีทีเอสได้หารือกับ “ททท.” ว่าอยากลงนามบันทึกความเข้าใจร่วม (เอ็มโอยู) เกี่ยวกับการทำทัวร์คุณภาพ โดยเตรียมเซ็นเอ็มโอยูกันที่งาน “ไชน่า อินเตอร์เนชันแนล แทรเวล มาร์ท” (CITM) ในเดือนพฤศจิกายนนี้ ที่เมืองคุนหมิง ประเทศจีน หลังจากนั้นก็เตรียมทำแพ็กเกจทัวร์คุณภาพร่วมกัน ส่งให้บริษัทลูกของซีทีเอสในแต่ละมณฑลของจีนนำไปเสนอขาย

“สันติ” เล่าเพิ่มเติมว่า สำหรับแนวทางการทำตลาดจีนในปี 2561 วางเป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยวจีน เพิ่มขึ้น 5% เมื่อเทียบกับปีนี้ ส่วนรายได้เติบโต 10% โดยเฉพาะจากกลุ่มเดินทางด้วยตัวเอง (เอฟ.ไอ.ที.) ขณะที่กรุ๊ปทัวร์ยังเดินทางเข้ามาแต่ไม่ค่อยเติบโตเท่าไหร่

ชงแผนขายแบบ “เอ็กซ์คลูซีฟ”

และสิ่งที่อยากบุกในตลาดจีนคือ การขายสินค้าท่องเที่ยวไทย ภายใต้แนวคิด “ไทยแลนด์ เอ็กซ์คลูซิวิตี้” (Thailand Exclusivity) มากขึ้น เน้นโปรโมตให้มาท่องเที่ยวแบบกลุ่มขนาดเล็ก จำนวนประมาณ 6-8 คนกำลังดี เข้าทำนอง small but exclusiveโดยมีแพ็กเกจโรงแรมที่ได้คุณภาพมาตรฐานรองรับ และมีมัคคุเทศก์คอยให้ความรู้ และข้อมูลคุณภาพ เดินทางไปแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวกระแสหลัก (เมนสตรีม) ไม่ค่อยไปกัน

ทั้งนี้ จะนำแนวคิดนี้ไปหารือกับภาคเอกชน เพื่อร่วมกันโปรโมตให้ตลาดจีนรับรู้และสนใจ โดยนำร่องใน 5 เมืองหลักที่ ททท. มีสำนักงาน ทั้งปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ กว่างโจว คุนหมิง และเฉิงตู ว่าลองมาเที่ยวประเทศไทยแบบเอ็กซ์คลูซีฟ เพราะมีสินค้าและแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ รองรับ อย่าไปแต่แบบ mass อย่างเดียว เช่น เส้นทางพัทยา ที่ขายกันซ้ำ ๆ ลองไปเที่ยวพวกเมืองรอง หรือสินค้าใหม่ ๆ ในเมืองหลัก

“ททท.ต้องหาวิธีเปลี่ยนพฤติกรรมนักท่องเที่ยวจีน ไม่ให้มาแบบกรุ๊ปใหญ่ ๆ อย่างเดียว อยากให้ลองมาสัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวแบบกรุ๊ปเล็ก ๆ บ้าง”

รุกช่องทางขาย “ออนไลน์”

ด้านการซื้อขายสินค้าผ่าน “ออนไลน์ แทรเวล เอเย่นต์” (OTA) ซึ่งกำลังได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศจีนนั้น “สันติ” บอกว่า ได้มีการรวมตัวกันของผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทย จำนวน 50 ราย ในนาม “ชมรมธุรกิจท่องเที่ยวออนไลน์” (ประเทศไทย) หรือ Online Tourism Club of Thailand (OTCT) ซึ่งทำตลาดออนไลน์ขายนักท่องเที่ยวจีน เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

โดยแบ่งเป็นบริษัททัวร์ขายออนไลน์ 25 แห่ง และผู้ประกอบการแหล่งท่องเที่ยวอีก 25 ราย โดยได้ตกลงร่วมกันในชมรมว่า “จะไม่ขายตัดราคากัน” ด้วยการจ้างคนมามอนิเตอร์ราคาสินค้าท่องเที่ยวที่ขายให้ชาวจีนบนช่องทางออนไลน์ ถือเป็นวิธีการ “ตรวจสอบกันเอง” ไม่ให้ขายต่ำกว่าต้นทุน

จากวิธีการนี้ ทำให้ตอนนี้พบว่ามีการตัดราคาขายลดลงเหลือ 5% จากเคยพบมากถึง 4,000 กว่ารายการ

ทั้งนี้ เตรียมใช้โมเดลการตรวจสอบกันเองของ OTCT ที่จังหวัดเชียงใหม่ และหวังว่าจะเห็นโมเดลความร่วมมือของผู้ประกอบการนี้ ขยายตัวอย่างเข้มแข็ง และช่วยกันทำต่อไปในพื้นที่อื่น ๆ ด้วย
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
28,10, 2017, 13:56:32
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,312


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #353 เมื่อ: 28,10, 2017, 13:56:32 »

https://www.prachachat.net/motoring/news-61697

พันธมิตรใหม่..มาสด้า เผยคืบหน้า ลุยย้ายไลน์ผลิต “ปิกอัพ” ไปโรงงานอีซูซุ

นายฮิโรชิ อิโนอุเอะ เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยถึงความร่วมมือกับค่ายรถ พันธมิตรใหม่อย่าง “อีซูซุ” ถึงเรื่องการเตรียมย้ายไลน์ผลิตผลิตรถยนต์ปิกอัพ รุ่น BT-50 ของมาสด้าไปไว้ที่โรงงานผลิตรถปิกอัพของอีซูซุ ภายหลังเคยประกาศความร่วมมือกันไปเเล้วในช่วงที่ผ่านมา

สำหรับรูปแบบการร่วมมือครั้งนี้ มาสด้าจะดูเเลรับผิดชอบด้านพัฒนาแพลตฟอร์ม เครื่องยนต์เเละดูเเลการดีไซน์ที่เเตกต่าง ขณะที่อีซูซุจะรับผืดชอบด้านการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวค่อนข้างคล้ายคลึงกับกรณีความร่วมมือระหว่างมาสด้าเเละฟอร์ดอย่างที่เคยทำมาก่อนหน้านี้

เเม้ในช่วงที่ผ่านมา มาสด้าจะหันไปมุ่งเน้นการทำตลาดรถยนต์นั่งอย่างจริงจัง เเละทำให้ตลาดรถปิกอัพซบเซาลง เเต่ขอยืนยันว่าทางมาสด้าจะยังคงเดินต่อเเละพร้อมเเข่งขันในตลาดปิกอัพอย่างเเน่นอน” ผู้บริหารมาสด้ากล่าว ทั้งนี้คาดว่าภายในปี 2020 จะเริ่มเปิดสายการผลิต เบื้องต้นคาดผลิตรถปิกอัพมาสด้า ราวปีละ 40,000 คัน ที่โรงงานอีซูซุ

ส่วนโรงงานติดรถยนต์ของฟอร์ดและมาสด้าที่โรงงานออโต้อัลลายแอนซ์ (เอเอที) ประเทศไทย นั้นมาสด้าใช้เพื่อผลิตรถยนต์นั่งแทนอย่างมาสด้า 2, มาสด้า 3 และมาสด้า ซีเอ็กซ์ 3 รวมทั้งรุ่นใหม่ๆในอนาคต

โดยมาสด้ายังคงถือหุ้นในโรงงานออโต้อัลลายแอนซ์ (เอเอที) ประเทศไทย อยู่ที่ 50 % จากลังผลิตที่ 175,000 คันเเบ่งเป็นรถยนต์นั่ง 1.2 เเสนคันเเละรถปิกอัพราว 5.5 หมื่นคัน

สำหรับความร่วมมือดังกล่าวเป็นไปตามแผนธุรกิจของมาสด้า ที่ตั้งเป้าจะมียอดจำหน่าย “รถยนต์นั่ง” ในอาเซียนให้ได้ 200,000 คันต่อปีในปี 2021พร้อมให้ความสำคัญกับสมรรถนะรถยนต์ การบริการหลังการขายเเละประกันภัย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28,10, 2017, 13:58:09 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
29,10, 2017, 10:01:17
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,312


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #354 เมื่อ: 29,10, 2017, 10:01:17 »

https://www.prachachat.net/economy/news-62014

เศรษฐกิจในประเทศ
ธุรกิจบริการ : ทางรอดประเทศไทย 4.0
วันที่ 29 ตุลาคม 2560


คอลัมน์ แตกประเด็น

สัปดาห์ ที่แล้ว นายโรแบร์โต อาเซเวโด ผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก (WTO) ได้กล่าวในที่ประชุมการค้าบริการโลก (Global Services Summit) ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ว่า การค้าบริการโลกนั้นคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของการค้าระหว่างประเทศทั้งหมดบน โลกใบนี้ ซึ่งในการประชุมใหญ่ระดับรัฐมนตรีของ WTO ที่กรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา ในเดือนธันวาคมปีนี้ WTO ให้ความสำคัญกับเรื่องการค้าบริการระหว่างประเทศมากขึ้น สำหรับประเทศไทยเองเริ่มได้ยินข่าวการให้ความสำคัญกับธุรกิจบริการอยู่แว่ว ๆ แต่น่าจับตาว่าจะเริ่มกระหึ่มกว่านี้เมื่อไหร่

ประเทศไทยถือเป็น ประเทศที่ได้รับการจับตามองเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกในด้านการค้าบริการระหว่างประเทศ จากข้อมูลล่าสุดของ WTO ณ ไตรมาส 2 ของปี 2017 หากเลือกเฉพาะประเทศที่มีการส่งออกบริการมาก 30 อันดับแรกของโลก ประเทศไทย ถือเป็นประเทศที่มีการขยายตัวด้านการส่งออกบริการมากเป็นอันดับ 4 คือส่งออกบริการ Q2 ปี 2017 เติบโตถึง 12.5% นอกจากนี้ ประเทศไทยยังรั้งตำแหน่งอันดับ 3 ของโลก สำหรับมูลค่าการส่งออกบริการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตามยังมีโอกาสของการขยายตัวด้านเศรษฐกิจภาคบริการของไทยได้อีกมาก

ลองดูช่องว่างในการพัฒนาสำหรับประเทศไทยที่น่าสนใจ การส่งออกบริการระหว่างประเทศคิดเป็น 50% ของการส่งออกสินค้าโลก ขณะที่การส่งออกบริการระหว่างประเทศของไทยตอนนี้คิดเป็นแค่ 30% ของการส่งออกไทย
และในขณะที่สัดส่วนของการส่งออกบริการระหว่าง ประเทศด้านการท่องเที่ยวของโลกนั้นคิดเป็นเพียง 24% ของการส่งออกบริการทั้งหมดของโลก แต่สำหรับประเทศไทยการส่งออกด้านการท่องเที่ยวกลับมีสัดส่วนสูงถึง 71% ของการส่งออกบริการทั้งหมดของไทย นั่นหมายความว่า สิ่งที่เราเก่งอยู่แล้วคือเรื่องท่องเที่ยว ต้องทำให้ดีต่อไป แต่หากเราเพิ่มสัดส่วนของรายได้จากการส่งออกบริการนอกเหนือจากเรื่องท่อง เที่ยวแล้ว จะพบโอกาสในการเติบโตมหาศาลที่รอเราอยู่

แล้วการบริการ นอกเหนือจากการท่องเที่ยวนั้นได้แก่อะไรบ้าง ? WTO ได้แบ่งกลุ่มการค้าบริการระหว่างประเทศของโลก ออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ 1) การค้าบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการค้าสินค้า (goods-related services) เช่น การซ่อมบำรุง 2) การค้าบริการด้านการขนส่ง (transport services) 3) การท่องเที่ยว (travel) และ 4) บริการอื่น ๆ (other commercial services) ได้แก่ ก่อสร้าง ประกันภัย เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร บริการทางธุรกิจต่าง ๆ เช่น บริการด้านกฎหมาย วิศวกรรม สถาปัตยกรรม บริการธุรกิจที่ปรึกษา ค่าทรัพย์สินทางปัญญา และบริการสันทนาการ

และ จากข้อมูลของ WTO สถิติการส่งออกบริการนอกเหนือจากการท่องเที่ยวของไทยนั้น กลุ่มบริการที่มีขนาดใหญ่รองจากการท่องเที่ยว คือ การบริการธุรกิจ และการขนส่ง โดยกลุ่มบริการที่ไทยทำสถิติส่งออกเติบโตเป็นเลข 2 หลักในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาได้แก่ บริการธุรกิจ (กฎหมาย วิศวกรรม สถาปัตยกรรม ที่ปรึกษา) บริการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และบริการด้านการเงิน แน่นอน เหล่านี้ เป็นกลุ่มธุรกิจบริการ ที่น่าจับตาและน่าส่งเสริมให้เติบโตสร้างรายได้จากเงินตราต่างประเทศได้อีก

นอกจากนี้ ธุรกิจบริการถือเป็นแหล่งจ้างงานสำคัญของประเทศในอนาคต และจำเป็นหรือถือเป็นทางรอดของเศรษฐกิจสำหรับการเข้าสู่ยุคประเทศไทย 4.0 เลยทีเดียว ขณะนี้การจ้างงานในภาคบริการของไทยคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 52% ของการจ้างงานทั้งหมด หากหันไปดูสัดส่วนการจ้างงานของประเทศพัฒนาแล้ว มีสัดส่วนการจ้างงานภาคบริการเกิน 70% ทั้งนั้น ในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม 4.0 ที่หลายคนเกรงกลัวว่าเครื่องจักรอาจเข้ามาทดแทนการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการจึงเป็นคำตอบที่เข้ามารองรับการจ้างงานอย่างมีนัยสำคัญ และในทุกเทคโนโลยีของยุค 4.0 ล้วนแต่ให้ความสำคัญกับภาคบริการมากขึ้น เช่น การวิเคราะห์ผลประโยชน์จากการนำดิจิทัลเทคโนโลยีมาใช้ ส่งผลต่อภาคการผลิต และภาคบริการ แม้กระทั่งการพัฒนาหุ่นยนต์ ถือเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญในยุค 4.0 ที่จะนำไปใช้ในภาคบริการ

อย่างไรก็ตาม ภาคบริการยังมีความสำคัญมากกับความสามารถทางการแข่งขัน และต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เช่น บริการโลจิสติกส์ บริการขนส่ง บริการด้านการเงิน บริการด้านการศึกษา บริการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ต้องเป็นบริการที่มีประสิทธิภาพ เพียงพอ และมีคุณภาพดี เป็นกลุ่มบริการที่ใช้เงินลงทุนจำนวนมาก ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และเชื่อมโยงโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตของประเทศ

แนวทางการส่งเสริมบริการกลุ่มเส้นเลือดใหญ่นี้น่าจะต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนากฎ ระเบียบที่เป็นธรรม ระมัดระวัง และส่งเสริมการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ธุรกิจบริการอีกกลุ่มที่มีความสำคัญมากต่อความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ และมีการเติบโตระดับเลข 2 หลักในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

คือภาคบริการ ที่เกี่ยวเนื่องกับการผลิต หรือภาคการผลิตที่เกี่ยวข้องกับบริการ เช่น บริการด้านการวิจัยและพัฒนา บริการด้านการทดสอบและตรวจสอบ บริการด้านการซ่อมบำรุง บริการธุรกิจต่าง ๆ เช่น กฎหมาย วิศวกรรม สถาปัตยกรรม ที่ปรึกษา บริการการจัดจำหน่ายปลีกและส่ง บริการด้านสิ่งแวดล้อม บริการเหล่านี้ยังไม่เห็นตัวเลขส่งออกบริการจากไทยมากนัก นั่นเพราะว่ายังมีโอกาสและความต้องการภายในประเทศอย่างมหาศาล หากบริการเกี่ยวเนื่องกับการผลิตเหล่านี้มีเพียงพอ มีประสิทธิภาพ และเชื่อมโยงแนบแน่นกับภาคการผลิต น่าจะเป็นทัพนักรบเศรษฐกิจสำคัญช่วยประคองเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ยุค 4.0 ได้พอไหว ส่วนทัพหน้าธุรกิจบริการกลุ่มสร้างรายได้ ทั้งกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว (hospitality) เช่นโรงแรม และร้านอาหาร กลุ่มสุขภาพ (wellness & medical services) กลุ่มธุรกิจสร้างสรรค์ กลุ่มธุรกิจก่อสร้าง ออกแบบ ดิจิทัลคอนเทนต์ทั้งเล็กใหญ่ โดยเฉพาะพวกจิ๋วแต่แจ๋วสำคัญแน่นอน ใครเก่งรีบเร่เข้ามาเลยค่ะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29,10, 2017, 10:03:27 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
30,10, 2017, 21:33:24
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,312


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #355 เมื่อ: 30,10, 2017, 21:33:24 »

http://money.sanook.com/522225/

เอเชียกลายเป็นถิ่นฐานมหาเศรษฐีพันล้านมากกว่าสหรัฐอเมริกา

เป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เมื่อในเวลานี้มหาเศรษฐีที่รวยระดับพันล้านดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป พบว่าอยู่ในทวีปเอเชียมากกว่าสหรัฐอเมริกา

รายงานจาก UBS และ PricewaterhouseCoopers เปิดเผยว่า ในปี 2016 ที่ผ่านมา มีมหาเศรษฐีเพิ่มขึ้นราว 17% คิดเป็น 6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ โดยการเติบโตส่วนใหญ่มาจากภาคธุรกิจในประเทศจีนเป็นหลัก ซึ่งนั่นทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่มหาเศรษฐีชาวจีนรวยระดับ 'พันล้าน' มีจำนวนมากกว่าสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งแรก แต่ถึงกระนั้นมหาเศรษฐีชาวอเมริกายังคงถือครองความมั่งคั่งมากกว่าอยู่ที่ 2.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนเอเชียยังตามหลังอยู่ที่ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

ขณะเดียวกันการเพิ่มขึ้นของเศรษฐีในยุโรปกลับดูไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก ทั้งนี้ UBS วิเคราะห์ว่า ประเทศในทวีปยุโรปมีการทำธุรกิจที่เป็นแบบอนุรักษนิยม รวมถึงกฎระเบียบที่เคร่งครัด จึงเป็นการยากที่จำนวนมหาเศรษฐีจะขยายตัวเมื่อเทียบกับเอเชีย

กระนั้นความน่าสนใจของรายงานดังกล่าว นั่นคือ เอเชียกลายเป็นภูมิภาคที่มีการเติบโตของมหาเศรษฐีใหม่ทุกๆ 3 สัปดาห์ สืบเนื่องจากการลงทุนของภาครัฐในประเทศจีน โดยเฉพาะนโยบายการลงทุนภายใต้รัฐบาลของนายสี จิ้นผิง อีกทั้งการได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งต่ออีก 5 ปี ก็ยิ่งน่าจะทำให้โอกาสการเติบโตของมหาเศรษฐีจีนยังคงมีเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดี ยังมีสิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่ง ก็คือกลุ่มบรรดาคนรวยในยุคปัจจุบัน กำลังให้ความสนใจด้านศิลปะและกีฬาเป็นพิเศษ โดยเฉพาะด้านศิลปะนั้น ถือได้ว่าเป็นการยกระดับทั้งในเชิงสถานะและทรัพย์สิน ดังเช่นการประมูลภาพเขียนของศิลปิน Jean-Michel Basquiat ซึ่งมีมูลค่ามากถึง 110.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงท็อป 140 ของสโมสรกีฬา ก็มีมหาเศรษฐีคนดังถึง 109 คน ถือครองความเป็นเจ้าของ
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
31,10, 2017, 15:29:41
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,312


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #356 เมื่อ: 31,10, 2017, 15:29:41 »

https://www.prachachat.net/local-economy/news-63273

ยางราคาดิ่งต่อเนื่อง สหกรณ์แปรรูปยางสุราษฎร์บอยคอตไม่ร่วมงานประชุม กยท.

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม การประมูลซื้อขายยางพาราที่ตลาดกลางยางพาราทั้ง 3 แห่งในภาคใต้ ปรากฏว่า ราคาตกหมดทุกแห่ง โดยราคาประมูลยางแผ่นดิบที่ตลาดกลางหาดใหญ่ (สงขลา) ได้ราคา 44.38 บาท/กก. ลดลง 0.52บาท/กก. ผู้ชนะประมูล ร้านหนองขรีการยาง ปริมาณยาง 23,955 ก.ก. ที่ตลาดกลางสุราษฎร์ธานี ได้ราคา 44.58 บาท/กก. ลดลง 0.63บาท/กก. ผู้ชนะประมูล ร้านหนองขรีการยาง ปริมาณยาง 14,300 ก.ก.และที่ตลาดกลางนครศรีธรรมราช (จันดี) ได้ราคา 44.58 บาท/กก.ลดลง 0.63บาท/กก. ผู้ชนะประมูล ร้านหนองขรีการยาง ปริมาณยาง 15,200 กก.ส่วนราคาน้ำยางสด ณ โรงงานพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา 43.00 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท

ผู้สื่อข่าวรายงาน ส่วนราคายางแผ่นดิบคุณภาพ 3 ที่โรงงานและในท้องถิ่นที่ จ.สงขลา ราคา 43.1 บาท/กก. ลดลง 0.70 บาท/กก. เศษยาง 37 บาท/กก. ลดลง 0.5 บาท/กก. และที่ จ.สุราษฏร์ธานี ราคา 43 บาท/กก.ลดลง 0.50 บาท/กก. เศษยาง 37 บาท ส่วนที่ จ.นครศรีธรรมราช ราคา 43.4 บาท/กก. ลดลง 0.40 บาท/กก. เศษยาง 37.1 บาท น้ำยางสด 41.2บาท/กก. เพิ่มขึ้น 0.10 บาท

นายวุฒิ รักษ์ทอง ตัวแทนสหกรณ์พ่วงพรมคร อ.เคียนซา จ.สุราษฎร์ธานี เปิดเผยว่า ในวันที่ 1 พ.ย.นี้ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) จะเชิญผู้นำสถาบันเกษตรกร 40 แห่งทั่วประเทศที่แปรรูปและพัฒนาผลผลิตยางพารา ไปประชุมเชิงปฎิบัติการ หัวข้อสร้างตลาดผลิตภัณฑ์แปรรูปยางพาราพัฒนาสู่การส่งออก ที่ จ.กระบี่ ซึ่งเครือข่ายสหกรณ์ในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะสหกรณ์จาก จ.สุราษฎร์ธานี จะไม่ไปร่วม เนื่องจากเห็นว่า กยท.มีความล้มเหลวในการบริหารงาน และมีผู้บริหารระดับรองผู้ว่าการฯคนหนึ่งไม่ผ่านการประเมิน

นายวุฒิกล่าวว่า ภายหลังมีการลงขันเงินทุนจาก 5 บริษัทยักษ์ใหญ่ส่งออกยางพารา เพื่อจัดตั้งบริษัทร่วมทุนเข้าไปประมูลยางพาราในตลาดกลาง แต่กลับทำให้ตลาดยางปั่นป่วนโดยล่าสุดที่ตลาดกลางหาดใหญ่ไม่สามารถเปิดตลาดได้ เนื่องจากมียางแผ่นดิบที่บริษัทร่วมทุนประมูลได้แล้วไม่นำยางออกจากตลาด มีปริมาณกว่า 700 ตัน จึงเรียกร้องให้ กยท. เร่งนำยางออกจากตลาดให้หมดภายในวันที่ 15 พ.ย.นี้ หากทำไม่ได้เราจะดำเนินการขั้นต่อไป

“ถ้าจะอ้างว่าราคายางขึ้นอยู่กับกลไกตลาดก็คงไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินภาษีให้กับผู้บริหาร กยท. และให้ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของตลาด เพราะทำงานบริหารเหมือนรับใช้นายทุน และหลงทางผิดตั้งแต่ให้มีการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน ซึ่งแทนที่จะช่วยดันราคาตลาด แต่กลับเหมือนไล่ต้อนเกษตรกรสวนยางให้ไปอยู่ใต้อำนาจนายทุน ซึ่ง กยท.น่าจะสำนึกได้ว่า เงินเดือน เบี้ยเลี้ยงที่มีกินใช้อยู่ทุกวันมาจากภาษีของเกษตรกรไม่ใช่นายทุน” นายวุฒิกล่าว

นายวุฒิกล่าวและว่า ที่ผ่านมา กยท.ไม่ได้สนใจส่งเสริมกิจกรรมเพื่อความมั่นคงด้านราคา โดยรัฐบาลและ คสช.เข้ามาบริหารและมีนโยบายแก้ไขปัญหาราคายางพาราโดยส่งเสริมให้สถาบันเกษตรกรดำเนินการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพาราใช้งบกว่า 2,000 ล้านบาท และให้สหกรณ์ลงทุนสร้างโรงงาน แต่ถึงขณะนี้ผลผลิตที่แปรรูปของสถาบันเกษตรกรไม่สามารถจำหน่ายได้จนไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ จึงเชื่อว่างบกว่า 2,000 ล้านบาทเป็นการลงทุนสูญเปล่าและเครื่องจักรที่สหกรณ์ถูกปล่อยไว้เป็นอนุสาวรีย์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 31,10, 2017, 15:33:25 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
01,11, 2017, 17:38:59
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,312


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #357 เมื่อ: 01,11, 2017, 17:38:59 »

http://money.sanook.com/523325/

ไทย-มาเลเซีย ชิงตำแหน่ง 'เจ้าตลาดทุเรียน'

รัฐบาลมาเลเซียเตรียมจัดเทศกาลทุเรียนที่จีนช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน เพื่อส่งเสริมการขายทุเรียนที่ขึ้นชื่อในมาเลเซีย แต่อาจกระทบต่อผู้ส่งออกทุเรียนในประเทศไทย ซึ่งครองตลาดทุเรียนในจีนมาตลอด

นายอาหมัด ชะบรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรของมาเลเซีย เปิดเผยว่ารัฐบาลจะเป็นเจ้าภาพจัดเทศกาลราชาทุเรียน หรือ Durian King Festival ที่นครหนานหนิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ทางใต้ของประเทศจีน ระหว่างวันที่ 3-5 พฤศจิกายนนี้ หลังจากที่รัฐบาลมาเลเซียและจีนมีข้อตกลงระหว่างประเทศว่าจะแลกเปลี่ยนความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและขยายเส้นทางการค้า ซึ่งเป็นเงื่อนไขหนึ่งในการส่งเสริมโครงการเส้นทางสายไหมใหม่ หรือ One Belt One Road ของจีน

เซาท์ไชน่ามอร์นิงโพสต์ สื่อของฮ่องกง รายงานว่าทางการจีนอนุมัติให้รัฐบาลมาเลเซียส่งออกทุเรียนสดไปยังจีนเป็นกรณีพิเศษเพื่อเข้าร่วมเทศกาลราชาทุเรียนที่เมืองหนานหนิง โดยถือเป็นการส่งออกทุเรียนสดมาเลเซียไปยังจีนครั้งแรก เพราะที่ผ่านมาจีนนำเข้าเฉพาะทุเรียนแช่แข็งจากมาเลเซียเท่านั้น เพราะเกษตรกรมาเลเซียนิยมเก็บเกี่ยวทุเรียนในช่วงที่สุกอย่างเต็มที่ ทำให้การส่งออกไปต่างประเทศทำได้ยาก เพราะอาจประสบปัญหาเน่าเสียได้ง่าย ต่างจากเกษตรกรไทยที่จะเก็บเกี่ยวทุเรียนที่ยังไม่สุกมากนัก แต่การส่งออกทุเรียนมาเลเซียไปอาจส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกทุเรียนไทยที่ครองตลาดใหญ่ในจีนมาตลอด

ทางด้านเว็บไซต์สเตรทไทม์สและแชนแนลนิวส์เอเชีย สื่อของสิงคโปร์ รายงานอ้างอิงข้อมูลรัฐบาลมาเลเซียเพิ่มเติม โดยระบุว่าเครือข่ายเกษตรกรในมาเลเซียจะส่งทุเรียนราว 4,000 กิโลกรัมไปยังประเทศจีนเพื่อร่วมงานเทศกาลราชาทุเรียน โดยส่วนใหญ่จะเป็นทุเรียนพันธุ์ 'มูซังคิง' หรือทุเรียนชะมด ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่นักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางมายังมาเลเซียในแต่ละปี และคาดว่าจะมีเข้าร่วมเทศกาลราชาทุเรียนมากกว่า 1 แสนคน ที่ผ่านมา ทุเรียนมูซังคิงมีราคาตกกิโลกรัมละประมาณ 130 ริงกิต หรือประมาณ 1,027 บาท ซึ่งเป็นราคาที่สูงขึ้นจากเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ซึ่งอยู่ที่ 50 ริงกิต หรือประมาณ 395 บาท

ทั้งนี้ จีนเป็นประเทศที่มีผู้บริโภคทุเรียนมากที่สุดในโลก ซึ่งอ้างอิงจากผลสำรวจข้อมูลของสหประชาชาติ ปีที่ผ่านมา พบว่าจีนนำเข้าทุเรียนมากกว่า 594,128 ตัน แต่ผู้บริโภคทุเรียนส่วนใหญ่อยู่ในฮ่องกง เขตบริหารพิเศษจีน เพราะมีการส่งออกทุเรียนจากจีนแผ่นดินใหญ่ไปฮ่องกงราว 301,700 ตันเมื่อปีที่แล้ว

ส่วนอีกประเทศที่มีความต้องการบริโภคทุเรียนรองลงมา คือ สิงคโปร์ ซึ่งมีประชากรเพียง 5.6 ล้านคน แต่มีการนำเข้าทุเรียนจากต่างประเทศมากกว่า 17,847 ตันเมื่อปีที่แล้ว โดยร้อยละ 93 เป็นทุเรียนนำเข้าจากมาเลเซีย ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนใกล้ชิดกว่าไทย

ชาวสิงคโปร์จำนวนหนึ่งระบุว่าราคาทุเรียนต่อกิโลกรัมในปีนี้เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะทุเรียนมูซังคิง เพราะสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยต่อปริมาณผลผลิต แต่การที่จีนจะนำเข้าทุเรียนจากมาเลเซียเพิ่มขึ้น อาจเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ทุเรียนที่ขายในสิงคโปร์ราคาสูงขึ้นกว่าเดิม แต่สิ่งที่จะเป็นปัญหามากที่สุดคือเกษตรกรมาเลเซียอาจจะส่งทุเรียนคัดเกรดไปขายที่จีนเป็นหลัก และส่งทุเรียนเกรดรองมาขายในสิงคโปร์แทน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01,11, 2017, 17:40:38 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
03,11, 2017, 22:25:26
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,312


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #358 เมื่อ: 03,11, 2017, 22:25:26 »

https://www.prachachat.net/tourism/news-65706

“ททท.” คาดเทศกาลลอยกระทง เงินสะพัดกว่า 3.8 พันล้านบาท

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า คาดเทศกาลลอยกระทงซึ่งตรงกับวันที่ 3 พฤศจิกายน 2560 จะมีคนไทยเดินทางมาท่องเที่ยวประมาณ 1.18 ล้านคน-ครั้ง เกิดการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยว 3,878 ล้านบาท มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ย 60% ทั้งนี้นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมเดินทางท่องเที่ยวตามพื้นที่ไฮไลต์สำคัญ เช่น กรุงเทพฯ สุโขทัย เชียงใหม่ ตาก ซึ่งถือเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์และเป็นที่รู้จักอยู่แล้วในกลุ่มนักท่องเที่ยวไทย

สถานการณ์ท่องเที่ยวในช่วงวันลอยกระทง ปี 2560 ภาพรวมอาจจะยังไม่คึกคักมากนัก เพราะเพิ่งผ่านพ้นงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ หลายพื้นที่แม้จะมีการจัดกิจกรรมตามปกติ แต่จะเน้นรูปแบบการจัดงานตามประเพณี ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเรื่องสภาพอากาศที่เริ่มหนาวเย็น จะช่วยสนับสนุนให้บรรยากาศท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลลอยกระทงของภาคเหนือคึกคักกว่าภูมิภาคอื่นๆ ขณะที่พื้นที่ภาคใต้มียังคงเฝ้าระวังและประกาศเตือนเรื่องน้ำท่วม ซึ่งเป็นอุปสรรคในการเดินทางท่องเที่ยว”
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
05,11, 2017, 12:00:38
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,312


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #359 เมื่อ: 05,11, 2017, 12:00:38 »

http://money.sanook.com/523985/

ใกล้อวสาน! ธนาคารแห่ปิดสาขา ก้าวสู่ดิจิทัลแบงก์กิ้ง

ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า ตั้งแต่เดือนกันยายน 59-กันยายน 60 มีธนาคารพาณิชย์แจ้งปิดรวม 192 สาขา โดย 5 อันดับแรก ที่มีการปิดสาขามากที่สุด คือ กรุงไทย 79 สาขา, กสิกรไทย 73 สาขา, ธนชาต 69 สาขา, ทหารไทย 20 สาขา, ไทยพาณิชย์ และซีไอเอ็มบี ไทย 9 สาขา

เมื่อเข้าไปดูข้อมูลในเชิงลึก ก็พบสาเหตุการปิดสาขา เนื่องจากเป็นการปรับตัวของธนาคาร ภายหลังลูกค้าหันไปใช้โมบายล์และอินเตอร์เน็ตแบงก์กิ้งที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ล่าสุดมีผู้ลงทะเบียนใช้บริการกว่า 35 ล้านบัญชี จากจำนวนลูกค้าเงินฝากทั้งระบบประมาณ 90 ล้านบัญชี นั่นหมายถึงลูกค้า 1 ใน 3 ใช้ออนไลน์แบงก์กิ้งแล้ว

แต่ประเด็นที่น่าสนใจ คือ การปิดสาขา ส่งผลให้จำนวนพนักงานธนาคารทั้งระบบลดลงด้วย โดย ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 60 มีพนักงานทั้งระบบเหลือแค่ 153,139 คน ลดลง 1,351 คน

นอกจากนี้ยังมีสาขานำร่องต้นแบบของธนาคารธนชาต ที่ปรับรูปแบบสาขา ใช้พนักงงานเพียง 4 คนเท่านนั้น โดยจะเน้นให้บริการธุรกรรม โดยไม่มีเงินสดในสาขา หรือ Cashless Branch ลดการทำธุรกรรมผ่านเคาน์เตอร์และขยายผ่านตู้อัตโนมัติ หรือ Auto Machine แทน เพื่อให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปใช้ดิจิทัลแบงกิ้ง และกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความคล่องตัว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05,11, 2017, 12:02:21 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
หน้า: 1 ... 22 23 [24] 25   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: