GUN IN THAILAND
23,11, 2017, 21:09:31 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Google
หน้า: 1 ... 23 24 [25]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย  (อ่าน 5507 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
06,11, 2017, 09:13:19
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,312


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #360 เมื่อ: 06,11, 2017, 09:13:19 »

https://www.prachachat.net/tourism/news-66320

นักท่องเที่ยวทะลัก”สุวรรณภูมิ” แอร์ไลน์เพิ่มไฟล์ตรับตลาดจีน-อินเดีย

แน่นสุวรรณภูมิ - สายการบินที่ใช้ฐานการบินที่สนามบินสุวรรณภูมิขอเพิ่มเที่ยวบินรองรับผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยไทยเวียตเจ็ทถือเป็นหนึ่งในสายการบินที่ปักหลักให้บริการที่สุวรรณภูมิก็มีแผนขยายเส้นทางบินจำนวนมาก โดยเฉพาะในเส้นทางเชื่อมต่อจีนและเซาท์อีสต์เอเชีย
“ทอท.” คาดปี”61 ยอดผู้โดยสารไทย-ต่างชาติทะลัก “สุวรรณภูมิ” กว่า 63 ล้านคน เผยสายการบินดาหน้าขยายเที่ยวบิน โดยเฉพาะจากเมืองรอง “จีน-อินเดีย” ด้าน “ไทยเวียตเจ็ท” กางแผนลุยสร้างคอนเน็กทิวิตี้จากไทยไป “จีน-อาเซียน” ขณะที่ “แอร์เอเชีย” เสริมแกร่งฮับบินภูเก็ต เปิดเส้นทางข้ามภาคใหม่ “ภูเก็ต-ขอนแก่น”

นายศิโรตม์ ดวงรัตน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เปิดเผยว่า ทอท.คาดการณ์ว่าในปี 2561 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจะมีจำนวนผู้โดยสารรวม 63 ล้านคน เพิ่มขึ้น 5% เมื่อเทียบกับปีนี้ ซึ่งตัวเลขน่าจะปิดที่มากกว่า 60 ล้านคน

โดยในส่วนของปริมาณเที่ยวบินในปีหน้านั้นก็คาดว่าจะเติบโตในอัตรา 5% เช่นกัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเที่ยวบินตรงจากเมืองรองในเอเชีย เช่น จีน และอินเดียส่วนในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2560-กุมภาพันธ์ 2561 นี้ คาดว่าจะมีปริมาณผู้โดยสารเฉลี่ยมากถึง 1.8 แสนคนต่อวัน หรือเพิ่มขึ้น 5-6% เมื่อเทียบกับไฮซีซั่นปีที่ผ่านมาแล้ว

“ไทยเวียตเจ็ท” ทุ่มเพิ่มเครื่อง

ด้านนางเหวียน ถิ ถวิ บิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินไทยเวียตเจ็ท กล่าวว่า ไทยเวียตเจ็ทเป็นหนึ่งในสายการบินที่ปักหลักให้บริการที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมาแล้ว 1 ปีครึ่ง ปัจจุบันมียอดผู้โดยสารสะสม 2.4 ล้านคนแล้ว เป็นคนไทยและเวียดนามอย่างละ 50% และคาดว่าอีก 3 ปีข้างหน้ามีกำไร จากแผนขยายฝูงบิน โดยเตรียมรับมอบเครื่องบินใหม่ แอร์บัส เอ 320 และเอ 321 อีกปีละ 8-10 ลำ เพื่อนำไปขยายเส้นทางบินใหม่อย่างต่อเนื่อง จากไทยไปประเทศจีน และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทั้งนี้ คาดว่าไทยเวียตเจ็ทจะได้รับมอบใบรับรองผู้ดำเนินอากาศใหม่ (AOC Recertification) ในเร็ว ๆ นี้ หลังกระบวนการตรวจสอบมาตรฐานการบินจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) แล้วเสร็จทุกขั้นตอนแล้ว โดยเตรียมเปิดเส้นทางบินใหม่อีก 2 เส้นทาง เชื่อมแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมซึ่งเป็นศูนย์รวมเศรษฐกิจอย่างโฮจิมินห์ซิตี สู่ภูเก็ตและเชียงใหม่ เปิดให้บริการเดือนธันวาคม 2560

“ตามแผนระยะสั้น ได้วางแผนเปิดเส้นทางบินเชื่อมไทยไปเวียดนามเพิ่มเติม ทั้งเมืองชายทะเลอย่าง ดานัง และฟูโกว๊ก รวมถึงเมืองภูเขาอย่างดาลัต นอกจากนี้ยังเตรียมเปิดให้บริการจากไทย ไปสิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย รวมถึงตลาดท่องเที่ยวใหญ่อย่างจีน”

นางเหวียนกล่าวด้วยว่า หลังเปิดให้บริการ 3 เส้นทางเชื่อมกรุงเทพฯสู่ 3 เมืองในเวียดนาม ได้แก่ โฮจิมินห์ซิตี ฮานอย และไฮฟอง และ 4 เส้นทางบินในประเทศ ได้แก่ กรุงเทพฯ ไปภูเก็ต, เชียงใหม่, เชียงราย และเส้นทางภูเก็ต-เชียงรายไปแล้ว ล่าสุดเมื่อ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ได้เปิดตัวเครื่องบินลายใหม่ ด้วยโลโก้ ดิ อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ ทัวริสซึ่ม เยียร์ 2018 ซึ่งเป็นหนึ่งในความร่วมมือระหว่างไทยเวียตเจ็ทกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทย

จุดพลุ “ปีท่องเที่ยววิถีไทย”

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า กระทรวงต้องการให้ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติรับรู้ว่าได้เข้าสู่ศักราชใหม่ของการท่องเที่ยวไทย หลังรัฐบาลประกาศให้เป็น “ปีท่องเที่ยววิถีไทย เก๋ไก๋อย่างยั่งยืน” (The Amazing Thailand Year 2018) ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 ถึง 31 ธันวาคม 2561

ทั้งนี้ เพื่อกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวทั้งกลุ่มเดินทางครั้งแรกและกลุ่มเดินทางซ้ำให้มาสัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวในกิจกรรมและจุดหมายใหม่ ๆ ของประเทศไทย โดยไม่ได้เน้นย้ำในมิติการทำตลาดเท่านั้น แต่วางเป้าให้มีการกระจายรายได้สู่เมืองรองและท้องถิ่นมากขึ้น ตามนโยบายของรัฐบาลที่ผลักดันรายได้ท่องเที่ยวไทยขยายตัวปีละไม่ต่ำกว่า 8% ภายใต้โจทย์การเติบโตอย่างยั่งยืน

ตั้งเป้าเวียดนามทะลุ 1 ล้านคน

นายสันติ ชุดินธรา รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันการเชื่อมโยงเส้นทางบินระหว่างไทยและเวียดนามถือว่าค่อนข้างดี เป็นโอกาสดีที่สามารถกระตุ้นและส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวเวียดนามมาเที่ยวไทย รวมถึงตลาดการเดินทางภายในไทย เนื่องจากไทยเวียตเจ็ทมีเส้นทางบินน่าสนใจที่สายการบินอื่นไม่มี เช่น ภูเก็ต-เชียงราย พร้อมคาดว่าในไม่ช้า ไทยเวียตเจ็ทจะเปิดเส้นทางบินใหม่เข้าสู่เมืองรองของไทยมากขึ้นด้วย

“ททท.คาดว่าปี 2560 จะมีนักท่องเที่ยวเวียดนามมาไทย 9 แสนกว่าคน และน่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 1 ล้านคนในปี 2561 แม้พฤติกรรมนักท่องเที่ยวเวียดนามจะยังนิยมมากรุงเทพฯและพัทยา แต่ก็ได้โปรโมตตลาดน่าสนใจใหม่ ๆ อย่าง กลุ่มท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล (อินเซนทีฟ)”

“แอร์เอเชีย” รุกบินข้ามภาค

ด้านนายอรุณ ลิลาพันธิสิทธิ ผู้จัดการแอร์เอเชีย ประจำท่าอากาศยานภูเก็ต กล่าวว่า ภูเก็ตเป็นฐานปฏิบัติการบินหลักของแอร์เอเชียที่มีเส้นทางบินหลากหลายทั้งในประเทศและระหว่างประเทศและเติบโตอยู่ตลอด โดย 3 ไตรมาสแรกที่ผ่านมา (มกราคม-กันยายน 2560) ทุกเส้นทางมีอัตราขนส่งผู้โดยสารเฉลี่ยอยู่ที่ 86% โดยเฉพาะเส้นทางกรุงเทพฯ-ภูเก็ต ที่ได้เพิ่มเที่ยวบินเช้ามืดอีก 1 เที่ยวบิน จนมี 18 เที่ยวบินต่อวันในปัจจุบัน โดยในไตรมาส 4 ถือเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว ซึ่งภูเก็ตเป็นปลายทางยอดนิยมของทั้งคนไทยและต่างชาติ จึงเปิดเพิ่มอีก 2 เส้นทางบินใหม่ในไตรมาสนี้ ซึ่งที่เปิดขายไปแล้ว คือ ภูเก็ต-มาเก๊า เปิดไปเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เริ่มให้บริการเที่ยวบินแรก วันที่ 8 มกราคม 2561

และล่าสุดกับการเปิดเส้นทางบินในประเทศข้ามภาค ภูเก็ต-ขอนแก่น เริ่มขายแล้วตั้งแต่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ด้วยความถี่ 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ เริ่มบิน 22 ธันวาคม 2560 ทั้งนี้ หวังว่าจะช่วยอำนวยความสะดวกการท่องเที่ยวแบบเชื่อมโยง คนภูเก็ตและชาวอีสานที่จะเดินทางกลับบ้านได้สะดวกขึ้น
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06,11, 2017, 09:17:13 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
07,11, 2017, 22:11:25
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,312


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #361 เมื่อ: 07,11, 2017, 22:11:25 »

https://www.prachachat.net/economy/news-67629

ครม.เคาะช่วยเหลือน้ำท่วมครัวเรือนละ 3,000 บาท

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 7 พ.ย. 2560 มีมติเห็นชอบการให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยหลังน้ำลด ครัวเรือนละ 3,000 บาท แบ่งเป็นช่วงภัยพายุตาลัสและเซินกา เสร็จสิ้นวันที่ 30 พ.ย. 2560 และช่วงภัยทกซูรี หย่อมความกดอากาศต่ำ และร่องมรสุมเสร็จสิ้น 31 ธ.ค. 2560 และโครงการปรับเปลี่ยนระบบผลิตข้าวในพื้นที่ลุ่มต่ำ 13 ทุ่ง รวมถึงชดเชยดอกเบี้ย 3% ต่อปี 6 เดือน สหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร กรอบวงเงินรวม 4,715.19 ล้านบาท

โดยพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากพายุตาลัสและเซินกา ช่วงตั้งแต่วันที่ 5 ก.ค.-15 ส.ค .2560 จำนวน 1,759,038 ครัวเรือน วงเงิน 3,592.66 ล้านบาท สร้างความเสียหายสิ้นเชิงด้านการเกษตร 43 จังหวัด เกษตรกรรวม 435,059 ราย แบ่งเป็นด้านพืช 419,938 ราย พื้นที่ 3.22 ล้านไร่ ด้านประมง 13,501 ราย พื้นที่บ่อปลา 12,431 ไร่ 3,022 ตารางเมตร ด้านปศุสัตว์ 1,620 ไร่ สัตว์ตายและสูญหาย 60,591 ตัว แปลงหญ้า 92 ไร่

ในส่วนครัวเรือนที่ได้รับพายุทกซูรี หย่อมความกดอากาสต่ำ ร่องมรสุมพาดผ่านประเทศไทย ทำให้เกิดฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ จนเกิดน้ำไหลหลาก น้ำเอ่อล้นตลิ่ง และน้ำท่วมขัง ช่วงภัยตั้งแต่วันที่ 16-31 ต.ค. 2560 ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรและภารคการเกษตรเป็นจำนวนมาก 250,000 ครัวเรือน วงเงิน 750 ล้านบาท เกษตรรวม 242,311 ราย แบ่งเป็นด้านพืช 209,428 ราย พื้นที่ 1.79 ล้านไร่ ด้านประมง 11,585 ราย พื้นที่บ่อปลา/กุ้ง 13,075 ไร่ 18,664 ตารางเมตร ด้านปศุสัตว์ 21,298 ราย สัตว์ตายและสูญหาย 827,711 ตัว

นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่โครงการปรับเปลี่ยนระบบผลิตข้าวในพื้นที่ลุ่มต่ำ 13 ทุ่ง ได้แก่ ทุ่งบางระกำ ทุ่งเชียงราก ทุ่งท่าวุ้ง ทุ่งฝั่งซ้ายคลองชัยนาท-ป่าสัก ทุ่งบางกุ่ม ทุ่งบางกุ้ง โครงการฯรังสิตใต้ ทุ่งบางบาล-บ้านแพน ทุ่งป่าโมก ทุ่งผักไห่ ทุ่งเจ้าเจ็ด โครงการฯโพธิ์พระยา โครงการฯพระยาบันลือ พื้นที่ 1.41 ล้านไร่ วงเงิน 127.61 ล้านบาท เกษตรกร 68,190 ราย และการชดเชยดอกเบี้ย 3% ต่อปี 6 เดือน สหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร 622 แห่ง จำนวนสมาชิก 138,317 ราย มูลหนี้ต้นเงินกู้ 15,568 ล้านบาท ดอกเบี้ยที่ขอชดเชย 233.51 ล้านบาท
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
08,11, 2017, 21:00:23
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,312


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #362 เมื่อ: 08,11, 2017, 21:00:23 »

https://www.prachachat.net/finance/news-68290

สรรพากรยืนยัน อาบอบนวด-คาราโอเกะ-สปา ใช้สิทธิโครงการช้อปช่วยชาติได้ หากมีใบกำกับภาษีถูกต้อง!

นางแพตริเซีย มงคลวนิช รองอธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า สินค้าและบริการในมาตรการช้อปช่วยชาติ ที่จะนำมาเป็นรายจ่ายหักลดหย่อนภาษีตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท จะต้องเป็นสินค้าและบริการที่มีการใช้จ่ายจริงในช่วงวันที่ 11 พ.ย.– 3 ธ.ค.2560 เท่านั้น โดยต้องเป็นสินค้าและบริการเพื่อใช้ในประเทศ และสินค้านั้นต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% มีใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบตามมาตร 86/4 ซึ่งไม่รวมรายจ่ายสินค้าประเภทสุรา เบียร์ ไวน์ รถยนต์ รถจักรยานยนต์ เรือ น้ำมัน ก๊าซสำหรับเติมพาหนะ ส่วนรายจ่ายบริการไม่รวมถึง รายจ่ายจากการท่องเที่ยว ที่พักโรงแรม เป็นต้น

นอกจากนี้ รายจ่ายที่ไม่สามารถนำมาหักลดหย่อนได้อีก เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าทำศัลยกรรม ค่าซื้อทองคำแท่ง ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าซื้อประกันชีวิต ประกันรถยนต์ ค่าซื้อเนื้อหมู ไก่ ปลา ค่าซื้อหนังสือ นิตยสาร ตำราเรียน เป็นต้น ซึ่งบางรายการเป็นสินค้าที่อยู่ในกลุ่มยกเว้นเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่แล้ว อย่างไรก็ดี การใช้บริการสปา อาบอบนวด คาราโอเกะ หากมีการออกใบกำกับภาษีถูกต้องก็สามารถลดหย่อนได้ ส่วนค่าสมัครฟิตเนสหากทำสัญญารายปีจะใช้หักลดหย่อนไม่ได้ แต่หากซื้อสินค้าและผ่อนชำระผ่านบัตรเครดิตเป็นรายเดือนจะใช้หักลดหย่อนได้

ขณะที่ตั๋วเครื่องบินจะหักภาษีได้เฉพาะสายการบินที่คิดภาษีมูลค่าเพิ่ม และต้องเป็นเที่ยวบินในประเทศพร้อมกับซื้อและบินในช่วงดังกล่าว โดยการให้สิทธิลดหย่อนภาษี กรมจะยึดรายจ่ายตามใบกำกับภาษีเท่านั้น ทั้งนี้ สรรพากรประเมินว่าจะมีผู้มาหักลดหย่อนภาษีจากมาตรการช้อปช่วยชาติประมาณ 22,500 ล้านบาท สูงกว่าปีที่ผ่านมาที่หักลดหย่อน 15,000 ล้านบาท โดยรัฐสูญเสียรายได้ประมาณ 2,000 ล้านบาท ทั้งนี้ รายจ่ายที่นำมาหักลดหย่อนได้จะต้องมีการซื้อจริง และใช้บริการในช่วงระหว่างวันที่ 11 พ.ย.– 3 ธ.ค.60 เท่านั้น
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08,11, 2017, 21:02:15 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
09,11, 2017, 13:53:14
Viengping 9
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,228



« ตอบ #363 เมื่อ: 09,11, 2017, 13:53:14 »

 เหงื่อตก  เมื่อวานน้ำมันขึ้นอิกแล้วครับท่าน เหงื่อตก
บันทึกการเข้า
10,11, 2017, 07:35:30
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,312


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #364 เมื่อ: 10,11, 2017, 07:35:30 »

https://www.prachachat.net/facebook-instant-article/news-67853

เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่อเนื่องในปีหน้า-

คอลัมน์ เลียบรั้วเลาะโลก

โดย ถนอมศรี ฟองอรุณรุ่ง

ภาพเศรษฐกิจไทยดูเหมือนว่าจะเริ่มสดใสขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากตัวเลขเศรษฐกิจเดือนกันยายนที่รายงานโดยธนาคารแห่งประเทศไทย แสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจโดยรวม และประเมินว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจในไตรมาส 3 น่าจะสูง และอาจจะถึงร้อยละ 4 ซึ่งสูงสุดในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยเติบโตร้อยละ 3.2 ในไตรมาส 1 และร้อยละ 3.7 ในไตรมาส 2 (4 พฤศจิกายน 2560)

ต้องยอมรับว่า การที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องใน 2 ไตรมาสที่ผ่านมานั้น ตัวขับเคลื่อนหลักคือ การส่งออก และรายได้จากการท่องเที่ยว โดยการส่งออกในรูปเงินดอลลาร์นั้นขยายตัวร้อยละ 11-12 ซึ่งเกินความคาดหมายอย่างมาก ทำให้การขยายตัวของการส่งออกใน 9 เดือนแรกสูงถึงร้อยละ 9 เทียบกับที่ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า ทั้งปีจะขยายตัวที่ร้อยละ 4-5 ทั้งนี้เป็นผลจากการฟื้นตัวที่ชัดเจนของเศรษฐกิจโลก ทำให้ความต้องการซื้อสินค้าปรับตัวสูงขึ้น และประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศที่พึ่งพาการส่งออกจึงได้อานิสงส์จากการฟื้นตัวนี้ นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวก็เป็นอีกภาคส่วนหนึ่งที่สำคัญ โดยปีนี้การท่องเที่ยวฟื้นตัวขึ้นหลังจากได้รับผลกระทบจากนโยบายปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญในปลายปีที่แล้ว ทำให้นักท่องเที่ยวจีนเริ่มกลับมาเที่ยวเมืองไทยนับแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นมา ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.4 ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้

แต่อานิสงส์ของการขยายตัวจากการส่งออกและท่องเที่ยวก็ยังไม่กระจายตัวให้กับภาคส่วนอื่นมากนัก ดังจะเห็นว่าการบริโภคและการลงทุนยังคงขยายตัวในระดับต่ำ ถึงแม้ว่าจะเริ่มกระเตื้องขึ้นบ้างก็ตาม ทั้งนี้ หลายฝ่ายก็ให้ความหวังว่า หากการขยายตัวดังกล่าวยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง และในที่สุดก็จะส่งผลให้ภาคส่วนอื่น ๆ ได้ฟื้นตัวตามได้

ข่าวดี คือล่าสุดไอเอ็มเอฟได้ปรับคาดการณ์เศรษฐกิจโลกในปี 2561 โดยคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 3.7 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 3.6 ในปีนี้ ซึ่งหมายความว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกน่าจะดำเนินได้ต่อเนื่องในปีหน้า และการขยายตัวของการค้าระหว่างประเทศน่าจะต่อเนื่องในระดับร้อยละ 4 ในปีหน้าด้วย ซึ่งจะทำให้การส่งออกของไทยขยายตัวได้ แม้ว่าจะชะลอลงบ้างจากปีนี้

ปัจจัยเศรษฐกิจโลกที่สนับสนุน ทำให้มีการปรับมุมมองและการคาดการณ์เศรษฐกิจไทยดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดกระทรวงการคลังได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจว่า จะขยายตัวได้ร้อยละ 3.8 ในปีนี้และปีหน้า ซึ่งคาดการณ์เช่นเดียวกับธนาคารแห่งประเทศไทย การขยายตัวในระดับใกล้ร้อยละ 4 ต่อเนื่อง 2 ปี เรียกได้ว่าเศรษฐกิจไทยมีการฟื้นตัวอย่างมีเสถียรภาพมากขึ้น

ทั้งนี้ หากดูในรายละเอียดจะเห็นว่า การคาดการณ์การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยนั้นมาจาก

1.การขยายตัวของการส่งออก โดยคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 3-4 ในปี 2561 ชะลอลงจากปี 2560 ที่ขยายตัวที่ร้อยละ 7-8

2.ภาคการท่องเที่ยวที่ขยายตัวต่อเนื่อง โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 5-8 ในปี 2561 เทียบกับปี 2560 ที่ขยายตัวร้อยละ 9-10

3.การลงทุนภาครัฐ คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 10-11 ในปี 2561 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 4-5 ในปีนี้

ในขณะเดียวกันดูเหมือนว่า ทั้ง 2 หน่วยงานยังคงมีความกังวลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายใน โดยทั้งกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยคาดการณ์ว่า การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัวเพียงร้อยละ 3.0-3.4 เท่านั้น ต่ำกว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจโดยรวมการคาดการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า เศรษฐกิจภายในน่าจะยังฟื้นตัวอย่างเปราะบาง

โดยสรุป การขยายตัวของเศรษฐกิจในปี 2561 น่าจะมีความต่อเนื่องจากปี 2560 โดยภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวดูเหมือนว่าจะชะลอลงบ้าง แต่การลงทุนภาครัฐคาดว่าจะเร่งตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งน่าจะทำให้มีบทบาทในการกระตุ้นเศรษฐกิจในปีหน้ามากขึ้น ดังนั้น ความเสี่ยงที่อาจทำให้เศรษฐกิจไทยไม่สามารถขยายตัวได้ต่อเนื่อง คือการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกต่ำกว่าคาด และความล่าช้าในการผลักดันการลงทุนของภาครัฐนั่นเอง
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
11,11, 2017, 08:30:48
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,312


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #365 เมื่อ: 11,11, 2017, 08:30:48 »

กระตุ้นเศรษฐกิจ ไปเที่ยพัทยา

อลังการทีสุดเท่าทีเคยมีมา!!! ตื่นตากับแสงไฟประดับจากเรือรบนานาชาติกว่า 50 ลำ สวยสดงดงามตลอดแนวชายฝังพัทยา ที่ไม่ได้เห็นง่ายๆ
19 พฤศจิกายน นี้ เตรียมพร้อมรับเหล่าทัพทหารเรือ มิตรประเทศ พร้อมชมการแสดงพลุไฟฉลองความสัมพันธ์อาเซียนครบ 50 ปี ในงาน “มหกรรมทางเรือนานาชาติ” ASEAN IFR 2017

เมืองพัทยาเป็นเจ้าบ้านต้อนรับผู้บัญชาการทหารเรือมิตรประเทศ  เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี การก่อตั้งอาเซียน ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 – 22 พฤศจิกายน 2560 ถือเป็นกิจกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี การก่อตั้งอาเซียน ที่จะจัดขึ้นระหว่าง

โดยในวันอาทิตย์ที่ 19 - 20 พฤศจิกายน 2560 ท่านจะพบกับกิจกรรมต่างๆ มากมาย ที่เมืองพัทยา โดยมีกำหนดการต่างๆ ดังนี้

 วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน 2560
เวลา 09.00 น. พิธีเปิดมหกรรมทางเรือ ณ โรงแรมดุสิตธานี พัทยา
เวลา 10.00 – 15.30 น. การประชุมผู้บัญชาการทหารเรืออาเซียน ครั้งที่ 11 ณ โรงแรมดุสิตธานี พัทยา
เวลา 15.00 น. เชิญชมการสาธิตช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ประสบภัยทางทะเล ชายหาดแยกพัทยากลาง
เวลา 16.00 น. เชิญชมขบวนพาเหรดของทหารเรือจากมิตรประเทศในเครื่องแต่งกายเต็มยศ อย่างสง่างาม ร่วมกับขบวนคาร์นิวัลจากแหล่งท่องเที่ยว
ที่พร้อมใจตกแต่งประดับรถที่เน้นสีสันด้วยริ้วขบวนแห่งท้องทะเล พร้อมส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม พร้อมด้วยเหล่าการ์ตูนในชุดมาสคอต ต่างๆ ที่ออกมาเดินร่วมสร้างสีสัน สร้างความตื่นตา ตื่นใจ มากยิ่งขึ้น โดยเริ่มขบวนที่บริเวณ ถนนสายชายหาดพัทยาใต้ ซอย 6 (ลานตะวันนา) และหยุดโชว์การแสดงของแต่ละแหล่งท่องเที่ยว ที่ บริเวณหน้าเซ็นทรัล เฟสติวัล พัทยา บีช โดยริ้วขบวนจะสิ้นสุดที่โรงเรียนเมืองพัทยา 8 (พัทธยานุกูล)

เวลา 19.00 – 21.00 น. เชิญการแสดงพลุไฟฉลองความสัมพันธ์อาเซียนครบ 50 ปี ดังนั้นเพื่อเป็นการอำนวยสะดวกด้านการรักษาความปลอดภัย ต่อผู้เข้าร่วมขบวนพาเหรดทางบกของทหารเรือนานาชาติ เมืองพัทยาจะดำเนินการปิดการจราจรถนนสายชายหาดพัทยาใต้ ตลอดเส้นทาง ตั้งแต่เวลา 06.00 น. เป็นต้นไป

วันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน 2560 เวลา 09.00 น. กิจกรรมแสดงการสวนสนามทางเรือนานาชาติ ณ อ่าวพัทยา โดยมีกำลังพลจากกองทัพทหารเรือและทหารอากาศทั้งประเทศสมาชิกอาเซียนและนอกอาเซียนร่วม 50 ลำ ลอยลำยามค่ำคืน ประดับโคมไฟตามสไตล์ของแต่ละประเทศ เจิดจ้ากลางทะเลสว่างไสวทั่วทั้งทะเลพัทยา รอนักท่องเที่ยวถ่ายภาพประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่เป็นที่ระลึก เพื่อสื่อความหมายในวาระครบ 50 ปี การก่อตั้งอาเซียน พร้อมชมการแสดงบินผาดโผนจากกองทัพอากาศจำนวน 20 เครื่อง บริเวณ ถนนชายหาดแยกพัทยากลาง ในการนี้ เมืองพัทยาจะดำเนินการปิดและงดบริการท่าเทียบเรือสาธารณะที่อยู่ในความครอบครองดูแลของเมืองพัทยาทุกท่า ในเขตพื้นที่อ่าวพัทยา - เกาะล้าน พร้อมงดการเดินเรือไปเกาะล้าน และงดใช้พื้นที่โดยรอบบริเวณท่าเทียบเรือท่องเที่ยวเมืองพัทยา (แหลมบาลีฮาย) ระหว่างวันที่ 19 - 20 พฤศจิกายน 2560

งานนี้บอกเลยว่าพลาดไม่ได้ รีบจองโรงแรมทำเลดีๆด่วนเลยนะคะ จะได้ชมขบวนเรือ และการแสดงพลุได้อย่างเต็มตาและใจกว่าใครๆ
หากใครยังไม่รู้จะจองโรงแรมไหนดี iPattaya มีข้อมูลโรงแรมทำเลทองสำหรับชมงานนี้มาฝากค่ะ

10 โรงแรมทำเลดีชมงานแสดงเรือนานาชาติ คลิ๊ก https://goo.gl/ZdHPsD

จองโรงแรมราคาพิเศษกับ Agoda คลิ๊ก https://goo.gl/uUPF55
จองโรงแรมราคาพิเศษกับ Booking คลิ๊ก https://goo.gl/zC3Ji4......?..............
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
12,11, 2017, 22:06:01
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,312


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #366 เมื่อ: 12,11, 2017, 22:06:01 »

https://www.prachachat.net/economy/news-70371
พลอย-เครื่องเงินส่งออกรุ่ง หนุนไทยขึ้นฮับอัญมณีโลก



สมาคมผู้ค้าอัญมณีไทยและเครื่องประดับ มั่นใจไทยขึ้นแท่นฮับการค้าอัญมณีโลกได้ใน 3 ปี เร็วกว่าเป้าหมาย แนะรัฐวางมาตรการส่งเสริมภาษี-พัฒนาแรงงานฝีมือเพิ่มรองรับ อีก 1.5 ล้านคน พร้อมคาดส่งออกปี 2561 โต 5% เครื่องเงิน-พลอยสี ขึ้นแท่นพระเอกส่งออก

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า ในโอกาสที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมสมาพันธ์เครื่องประดับโลก (CIBJO Congress 2017) ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้

โดยการประชุมครั้งนี้เป็นประโยชน์ต่อภาคอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของไทย ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีการจ้างแรงงานกว่า 700,000 คนทั่วประเทศ สร้างรายได้ให้เศรษฐกิจกว่า 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี รัฐบาลจึงมีเป้าหมายจะผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับโลกภายใน 5 ปี หรือใน 2564


พร้อมทั้งกำหนดมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมนี้อย่างต่อเนื่อง อาทิ การยกเว้นอากรขาเข้าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ การยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้า ส่งเสริมให้แสวงหาพันธมิตรด้านแหล่งวัตถุดิบ การยกระดับฝีมือแรงงาน และมาตรการส่งเสริมด้านการตลาดที่เชื่อมโยงกับภาคการท่องเที่ยว เพราะในหลายจังหวัดมีเส้นทางที่มีอัญมณีที่น่าสนใจ เช่น เครื่องประดับเงินและพลอยสีที่จังหวัดแพร่ และจังหวัดตาก เครื่องประดับทองและเงินที่จังหวัดสุโขทัย เครื่องประดับทองและนิลที่จังหวัดกาญจนบุรี เครื่องประดับเงินที่จังหวัดสุรินทร์ รวมถึงพลอยสีที่จังหวัดจันทบุรี จังหวัดตราด และจังหวัดมหาสารคาม ตลอดจนเครื่องประดับจากไข่มุกที่จังหวัดภูเก็ต จังหวัดพังงา และจังหวัดสตูล

โดยล่าสุดจากการที่ภาครัฐได้จัดตั้งโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้นโยบาย Thailand 4.0 ถือเป็นแหล่งลงทุนที่อยู่ใกล้พื้นที่ที่เป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบพลอยสีของไทยใน จ.จันทบุรี แหล่งค้าพลอยสีที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และเป็นศูนย์รวมค้าพลอยแบบครบวงจร

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ไทยมีโอกาสขึ้นเป็นศูนย์กลางอัญมณีและเครื่องประดับโลกได้ใน 5 ปี เพราะไทยมีจุดแข็งและความได้เปรียบ สามารถผลิตสินค้าได้หลากหลาย ทั้งเครื่องประดับเงิน เครื่องประดับทอง พลอยสี มีทรัพยากรบุคคลที่มีความสามารถสูงตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ช่างฝีมือแรงงานไทยที่มีทักษะ มีความประณีต ความเชี่ยวชาญ และมีความสามารถในด้านการออกแบบ

นายบุญกิต จิตรงามปลั่ง นายกสมาคมผู้ค้าอัญมณีไทยและเครื่องประดับ เปิดเผยว่า ไทยมีโอกาสจะที่ขยับเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับโลกภายใน 3 ปี เร็วกว่าเป้าหมายของรัฐบาล เพราะภาครัฐให้การสนับสนุนลดภาษีนำเข้าเป็น 0% สินค้าวัตถุดิบหลายรายการ ถือเป็นการช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมนี้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันทางสมาคมกำลังเสนอให้รัฐบาลปรับมาตรการเรื่องการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% ซึ่งอยู่ระหว่างการหารือกรอบการทำงานกับกระทรวงการคลัง ว่าควรจะมีแนวทางอย่างไรให้ผู้ส่งออกมาขึ้นทะเบียน อำนวยความสะดวกในการขอคืน VAT เร็วขึ้นได้หรือไม่

พร้อมกันนี้ สมาคมเห็นว่าที่ผ่านมาภาคอุตสาหกรรมประสบปัญหาเรื่องแรงงานฝีมือมีจำนวนลดลงมาก จนเหลือเพียง 1 ล้านคน หากไทยต้องการยกระดับสู่การเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีฯ จำเป็นต้องเร่งพัฒนาศักยภาพแรงงานรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรม อย่างน้อยควรเพิ่มถึง 50% เป็น 1.5-2.0 ล้านคน

สำหรับแผนการพัฒนาตลาดส่งออก ขณะนี้สมาคมได้ประสานงานกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด ได้เข้าร่วมกิจกรรมงานแสดงสินค้าในกลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับในต่างประเทศ เพื่อขยายตลาดส่งออก ขณะที่ตลาดในประเทศ ทางสมาคมมีแผนพัฒนาการค้าอัญมณีและเครื่องประดับใน 4 จังหวัดที่สำคัญ ได้แก่ เชียงใหม่ สุโขทัย ภูเก็ต และจันทบุรี โดยการลงพื้นที่จัดกิจกรรมส่งเสริมการผลิต การตลาด

“ในปีนี้มั่นใจว่าภาพรวมการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับจะขยายตัวได้ถึง 5% จากปีก่อน เฉพาะตัวเลขอัญมณีและเครื่องประดับที่ไม่รวมกับกลุ่มทองคำ ส่วนทิศทางปี 2561 น่าจะขยายตัวอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีนี้ เพราะรัฐบาลมีมาตรการส่งเสริมการผลิตอย่างต่อเนื่อง แต่จำเป็นต้องติดตามประเมินสถานการณ์การค้าโลกซึ่งจะมีผลต่อพฤติกรรมของผู้บริโภค หากเศรษฐกิจไม่ดีอาจจะมีการระมัดระวังการจับจ่าย”

รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับอันดับ 10 ของโลก โดยในปี 2559 ไทยส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ (รวมทองคำ) มูลค่ารวม 14,246.83 ล้านเหรียญสหรัฐ (501,107.38 ล้านบาท) หรือคิดเป็นสัดส่วน 3.49% ของ GDP ประเทศ ขณะที่ช่วง 9 เดือนแรกของปี 2560 (ม.ค.-ก.ย.) สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับเป็นสินค้าส่งออกสำคัญอันดับ 3 ของประเทศไทย มีมูลค่าส่งออกรวมกว่า 10,662.58 ล้านเหรียญสหรัฐ (364,020.73 ล้านบาท)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 12,11, 2017, 22:09:43 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
15,11, 2017, 07:38:36
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,312


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #367 เมื่อ: 15,11, 2017, 07:38:36 »

https://www.prachachat.net/facebook-instant-article/news-70541

วอนรัฐแก้เอทานอลล้น ปท. เลิกโซฮอล์ 91 ดึงคนเติม E20-

เอทานอลเข้าสู่ภาวะวิกฤต “ล้นตลาด” ไม่ต่ำกว่า 2 ล้านลิตร/วัน ส่งออกก็สู้ราคาสหรัฐไม่ได้ ภายในประเทศก็แห่เปิดโรงงาน-ขยายกำลังผลิตใหม่กันยกใหญ่ ส่งผลสมาคมเอทานอลฯวิ่งโร่ทำหนังสือถึงกระทรวงพลังงาน วอนรัฐยกเลิกน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 หวังคนหันมาเติม E20 เพิ่มยอดใช้เอทานอลในประเทศ

นายพิพัฒน์ สุทธิวิเศษศักดิ์ รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้กำลังผลิตเอทานอลภายในประเทศอยู่ในสภาวะ ล้นตลาด อย่างหนัก หลังจากที่มีโรงงานเอทานอลที่เปิดใหม่เริ่มผลิตเข้าระบบแล้วอีก3 โรงด้วยกัน คือ บริษัท ที พี เคเอทานอล จำกัด กำลังผลิต 340,000 ลิตร/วัน สถานที่ตั้งจังหวัดนครราชสีมา, บริษัท อิมเพรส เอทานอล จำกัด กำลังผลิต 200,00 ลิตร/วัน จังหวัดปราจีนบุรี และบริษัท ฟ้าขวัญทิพย์ จำกัด กำลังผลิต 60,000 ลิตร/วัน จังหวัดปราจีนบุรี ส่งผลให้ภาพรวมกำลังผลิตเอทานอลรวมกันสูงถึง 6 ล้านลิตร/วัน ขณะที่ความต้องการใช้เอทานอลในปัจจุบันอยู่ที่เพียง 4 ล้านลิตร/วัน เท่ากับมีปริมาณเอทานอล ล้นเกิน อยู่ถึง 2 ล้านลิตร/วัน

ที่ผ่านมาเมื่อมีเอทานอลส่วนเกินในระบบเกิดขึ้น โรงงานผู้ผลิตเอทานอลก็จะส่งออกส่วนเกินไปตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดฟิลิปปินส์ แต่ปัจจุบันตลาดนี้กลายเป็นแหล่งนำเข้าเอทานอลจากโรงงานผู้ผลิตในสหรัฐอเมริกาไปแล้ว เนื่องจากเอทานอลสหรัฐมีราคา ถูกกว่า เอทานอลที่ผลิตจากประเทศไทยถึง 15 บาท/ลิตร เมื่อรวมต้นทุนการขนส่งจากไทยไปฟิลิปปินส์ที่อยู่ระหว่าง 17-18 บาท/ลิตรเข้าไปแล้ว จะทำให้ราคาเอทานอลของไทยที่ผลิตจากกากน้ำตาล มีราคาจำหน่ายสูงถึง 24 บาท/ลิตร ส่วนเอทานอลที่ใช้มันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบ ราคาอยู่ที่ 25 บาท/ลิตร ซึ่งไม่สามารถแข่งขันในตลาดส่งออกกับเอทานอลจากสหรัฐได้


“พอส่วนล้นเกินความต้องการใช้ส่งออกไม่ได้ ผู้ผลิตเอทานอลบางรายก็หันมาขายแบบตัดราคากันเอง ไม่น้อยกว่า 1 บาท/ลิตร เพื่อระบายสต๊อกค้างในกระบวนการผลิต ส่งผลให้ภาพของเอทานอลวันนี้ต่างจากช่วงปลายปี 2559 ต่อต้นปี 2560 ที่เอทานอลอยู่ในภาวะตึงตัว เพราะมีโรงงานใหญ่บางโรงต้องหยุดการผลิตจากสาเหตุความขัดข้อง ประกอบกับกากน้ำตาลที่เป็นวัตถุดิบ สามารถนำไปใช้ในกิจการอื่นที่สร้างมูลค่าได้มากกว่า เช่น การทำเหล้า ส่งผลให้มีปริมาณกากน้ำตาลหายไป ประมาณ 500,000 ตัน และด้วยเหตุผลนี้ ทำให้กระทรวงพลังงานตัดสินใจยังไม่ยอมยกเลิกการจำหน่ายน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 ส่งผลให้ความต้องการใช้เอทานอลไม่เพิ่มขึ้นตามที่คาดการณ์เอาไว้” นายพิพัฒน์กล่าว

ล่าสุด กลุ่มโรงงานผู้ผลิตเอทานอลรวม 26 โรง ได้ยื่นหนังสือถึง นายธรรมยศ ศรีช่วย ปลัดกระทรวงพลังงาน ขอให้มีการทบทวนใน 2 ประเด็น คือ 1) ให้มีการลดประเภทน้ำมันเชื้อเพลิงลง ด้วยการยกเลิกจำหน่ายน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 เพื่อให้ผู้บริโภคหันมาใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ทดแทน และ 2) ให้ปรับเป้าหมายในแผน Alternative Energy Development Plan 2558-2579 หรือ แผน AEDP ที่คาดการณ์ว่า ความต้องการใช้เอทานอลในปี 2579 อยู่ที่ 11.3 ล้านลิตร/วัน เนื่องจากในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ภายหลังเกิดเหตุการณ์เอทานอลตึงตัว ได้มีการปรับลดเป้าหมายความต้องการใช้เอทานอลเหลือเพียง7 ล้านลิตรเท่านั้น ในขณะที่ปัจจุบันความต้องการใช้เอทานอลอยู่แค่ 4 ล้านลิตร/วัน ฉะนั้นหากเดินหน้าตามแผน AEDP ได้ จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปรับลดเป้าหมายดังกล่าว

ด้านนายเดชพนต์ เลิศสุวรรณโรจน์ ผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริษัท อุบลไบโอเอทานอล จำกัด และนายกสมาคมเอทานอลจากมันสำปะหลัง กล่าวว่า โรงงานเอทานอลหลายแห่งเดินเครื่องผลิตเพียงร้อยละ 60 เท่านั้น แต่บางรายก็ต้องเดินเครื่องเต็มกำลังการผลิตจากข้อจำกัดทางเทคนิค จึงมีปริมาณเอทานอลส่วนเกินเกิดขึ้น และผู้ประกอบการเองก็ไม่มีถังเก็บเอทานอลเพียงพอ ดังนั้นหลายโรงงานจึงเลือกใช้วิธีจำหน่าย “ต่ำกว่า” ราคาตลาดทั่วไป สำหรับโรงงานผลิตเอทานอลที่เข้าระบบในปีนี้ทั้ง 3 โรงนั้น เป็นไปตามแผนลงทุนที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาพลังงานทดแทนฯของกระทรวงพลังงาน แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์เอทานอลล้นเกินอย่างนี้แล้ว “ทางสมาคมก็ได้เข้าหารือกับภาครัฐ และได้นำเสนอแนวทางแก้ไขคือ ควรยกเลิกน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91”

ทั้งนี้ในปี 2561 จะมีกำลังผลิตเอทานอลใหม่เข้ามาเพิ่มเติมในระบบอีกอย่างน้อย 2 โรง กำลังผลิตรวมกันอีกกว่า 700,000 ลิตร/วัน และหากรัฐบาลยังไม่มีนโยบายที่ส่งเสริมหรือการแก้ไขปัญหาเอทานอลล้นเกินก็อาจจะส่งผลให้ผู้ผลิตเอทานอลบางรายต้อง ปิดกิจการ เพราะขาดทุนสะสม สำหรับในส่วนของบริษัทอุบลไบโอเอทานอล ที่เดิมมีแผนจะเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยนั้น

“เราอาจจะต้องพิจารณาสถานการณ์เอทานอลช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ ไปจนถึงไตรมาส 1 ของปี 2561 ก่อนว่าเป็นอย่างไร ในกรณีที่ปริมาณเอทานอลยังคงล้นตลาดก็อาจจะต้องเลื่อนแผนเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯออกไปอีก”

อย่างไรก็ตาม กลุ่มบริษัทอุบลไบโอเอทานอลยังคงสนับสนุนให้กระทรวงพลังงาน เดินหน้าตามแผน AEDP รวมถึงการยกเลิกน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 เพื่อส่งเสริมการใช้แก๊สโซฮอล์ E20 ให้เพิ่มมากขึ้น เพราะเมื่อตลาด E20 อยู่ตัวแล้ว รัฐบาลสามารถลดการเก็บเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในกลุ่มเบนซินที่ต้องนำมาชดเชยราคาให้กับแก๊สโซฮอล์ E20 ได้ และยังทำให้ภาพรวมราคาน้ำมันในอนาคตลดลงได้อีกด้วย

มีรายงานเพิ่มเติมจากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เข้ามาว่า ปัจจุบันมีโรงงานเอทานอลที่ใช้กากน้ำตาลเป็นวัตถุดิบ จำนวน 11 โรง รวมกำลังผลิต 2.69 ล้านลิตร/วัน, โรงงานเอทานอลที่ใช้มันสำปะหลังร่วมกับกากน้ำตาลเป็นวัตถุดิบ จำนวน 5 โรง รวมกำลังผลิต 900,000 ลิตร/วัน, โรงงานเอทานอลที่ใช้เฉพาะมันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบ จำนวน 9 โรง รวมกำลังผลิต 2.29 ล้านลิตร/วัน และยังมีโรงงานเอทานอลที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างส่วนขยายเพิ่มเติมอีก 2 โรง ที่จะทยอยเข้าระบบในปี 2561 ได้แก่ บริษัท ที พี เค เอทานอล จำกัด ในเฟส 2 และ 3 จังหวัดนครราชสีมา ใช้มันเส้นเป็นวัตถุดิบ กำลังผลิต 680,000 ลิตร/วัน และบริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป เทรดดิ้ง จำกัด ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ใช้กากน้ำตาลเป็นวัตถุดิบ กำลังผลิต 25,000 ลิตร/วัน
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
15,11, 2017, 15:24:01
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,312


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #368 เมื่อ: 15,11, 2017, 15:24:01 »

http://money.sanook.com/527705/
ราคายางยังตกต่ำ สหกรณ์ขายยางไม่ได้ ขาดทุนกว่า 6 ล้านบาท

ราคายางยังไม่ดีขึ้น สหกรณ์ทำยางรมควันอัดก้อนออกขาย ขาดทุนกว่า 6 ล้านบาท ต้องกู้เงินทุนหมุนเวียน และขายยางแผ่นรมควันไปก่อน

แม้กลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางหลายกลุ่มจะออกมาเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลให้เร่งแก้ปัญหาวิกฤติราคายางพาราตกต่ำ ล่าสุด เมื่อวันที่ 13 พ.ย. ที่ผ่านมา ตัวแทนเกษตรกรได้เดินทางไปเคลื่อนไหววางพวงหรีด ยื่นหนังสือเรียกร้องต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้แก้ไขปัญหาวิกฤติราคายาง และมีการยื่นผ่านผู้ว่าราชการ จ.ตรัง ไปถึงหัวหน้าคสช. ด้วยก็ตาม แต่มาถึงวันนี้ราคายางพาราก็ยังไม่ดี ราคาน้ำยางสดยังอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 40-41 บาท ขณะที่ยางแผ่นรมควันยังอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 47 บาท ยังทำชาวสวนยางขาดทุนต่อไป เพราะราคาคุ้มทุนอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 66-70 บาท

ทั้งนี้พบว่าสหกรณ์กองทุนสวนยาง ซึ่งรับซื้อน้ำยางสดจากเกษตรมาแปรรูปทำยางแผ่นรมควัน และสหกรณ์ทำยางแผ่นรมควันอัดก้อนทุกแห่งก็ยังประสบปัญหา โดยเฉพาะที่สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านคลองโตนพัฒนา จำกัด ต.เขาวิเศษ อ.วังวิเศษ จ.ตรัง ซึ่งเป็นโรงงานยางมาตรฐานอัดก้อน GMP เป็นยางที่ได้มาตรฐานที่สุดสำหรับการส่งออก ยังคงประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนัก ต้องหยุดการอัดก้อนมานานหลายเดือนแล้ว

นายเคียง คีรีรักษ์ ผู้จัดการสหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านคลองโตนพัฒนา จำกัด ต.เขาวิเศษ อ.วังวิเศษ กล่าวว่า ขณะนี้สถาบันเกษตรกรขาดเงินทุนหมุนเวียน เนื่องจากเป็นสถาบันเกษตรกรเล็กๆ ทำให้ไม่มีเงินที่จะมาซื้อยางใหม่นับจากเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา จึงต้องหยุดการอัดก้อน อีกทั้งยังคงมียางอัดก้อนค้างอยู่ในสต็อกทั้งหมดประมาณ 500 ตัน ที่เก็บอยู่ในโกดัง ขณะอัดก้อนเมื่อเดือนมีนาคม-เมยาษน ราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 72-75 บาท แต่ราคายางลดลงเรื่อยๆ ขณะนี้อยู่ที่กิโลกรัมละ 52-53 บาท ทำให้สหกรณ์ขาดทุนอยู่ไม่ต่ำกว่า 6 ล้านบาท

โดยทางสหกรณ์ได้แก้ปัญหาด้วยการกู้เงินทุนหมุนเวียนตามมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาลมาเสริม จำนวน 3 ล้านบาท และต้องขายยางแผ่นรมควันที่สหกรณ์ผลิตเองเลี้ยงตัวเองไปวันๆ ได้ประมาณวันละ 300,000 บาท เพื่อนำมาพยุงฐานะ แต่หมดหวังว่าราคาจะขึ้นแล้ว โดยเตรียมที่จะนำยางอัดก้อนที่ค้างอยู่ในสต็อกนี้ไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นต่อไป จึงทำให้เดือดร้อนหนักเช่นเดียวกับตัวเกษตรกรและสหกรณ์อื่นๆ ทุกแห่ง

 
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
15,11, 2017, 15:41:11
เทพ ทิวบรรทัด
สมาชิกครอบครัว
***
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 866



« ตอบ #369 เมื่อ: 15,11, 2017, 15:41:11 »

ขอบคุณครับ
บันทึกการเข้า

จงมีสติ อยู่เสมอ
16,11, 2017, 13:38:58
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,312


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #370 เมื่อ: 16,11, 2017, 13:38:58 »

http://money.sanook.com/527841/

แบงก์ชาติ ประกาศปี 2561 มีวันหยุดรวม 16 วัน -เพิ่มวันที่ 28 ก.ค.- 13 ต.ค. เป็นวันหยุดราชการ

ธนาคารแห่งประเทศไทย ประกาศวันหยุดของสถาบันทางการเงินในปี 2561 รวมมีวันหยุดทั้งสิ้น 16 วัน โดยเพิ่มวันที่ 28 ก.ค. และวันที่ 13 ต.ค. เป็นวันหยุดราชการ

เนื่องจากวันที่ 28 ก.ค. และวันที่ 13 ต.ค. ของทุกปีเป็นวันสำคัญ โดยวันที่ 28 ก.ค. เป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร และวันที่ 13 ต.ค. เป็นวันคล้ายวันสวรรคตของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

พร้อมกันนี้ยังได้มีการยกเลิกวันหยุดราชการวันฉัตรมงคล 5 พฤษภาคม นอกเหนือจากนี้ สถาบันการเงินทุกแห่งในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดสตูล และจังหวัดสงขลา ให้หยุดเพิ่มเติมในวันตรุษจีน วันตรุษอีดิ้ลฟิตรี (วันรายอปอซอ) และวันตรุษอีดิ้ลอัฎฮา (วันรายอฮัจยี) ตามประกาศสำนักจุฬาราชมนตรี ​หากวันดังกล่าวไม่ตรงกับวันหยุดตามที่กล่าวข้างต้นหรือวันหยุดประจำสัปดาห์
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
17,11, 2017, 08:21:27
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,312


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #371 เมื่อ: 17,11, 2017, 08:21:27 »

https://www.prachachat.net/facebook-instant-article/news-72522

“ดอนเมือง” เร่งขยายสนามบิน รับผู้โดยสารพุ่ง-แอร์ไลน์แห่ขอสลอตบิน

ทะลักสนามบิน - บรรยากาศการใช้บริการภายในอาคาร 1 (ผู้โดยสารระหว่างประเทศ) สนามบินดอนเมือง ปัจจุบันมีผู้โดยสารแน่นแออัดตลอดทั้งวัน
“ดอนเมือง” ใกล้แตก ! ทอท.เผยแนวโน้มผู้โดยสารระหว่างประเทศพุ่งกระฉูด หลังไทยหลุดบ่วง ICAO ขณะที่สายการบินแห่ขอเพิ่มสลอตไฟลต์บินเกินศักยภาพรองรับแล้ว เร่งขยายพื้นที่รองรับผู้โดยสารทั้งเพิ่มเคาน์เตอร์ ตม.-เคาน์เตอร์เช็กอิน-จัดสรรพื้นเชิงพาณิชย์ดึงผู้โดยสารรอเช็กอินมาใช้บริการ ล่าสุดเตรียมของบฯเร่งด่วนปัดฝุ่นอาคารโดเมสติกหลังเก่ากลับมาใช้งานได้ในช่วงต้นปี’64

น.ท.สุธีรวัฒน์ สุวรรณวัฒน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานดอนเมือง บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เปิดเผยว่า ท่าอากาศยานดอนเมืองเป็นท่าอากาศยานที่มีอัตราการเติบโตต่อเนื่องทุกปี โดยในปีงบประมาณ 2560 (กันยายน 2559-31 ตุลาคม 2560) พบว่า ท่าอากาศยานดอนเมืองมีเที่ยวบิน 253,544 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 5.38% แบ่งเป็นเที่ยวบินระหว่างประเทศ 83,263 เพิ่มขึ้น 8.13% และเที่ยวบินภายในประเทศ 170,281 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 4.09%

โดยในส่วนของจำนวนผู้โดยสารพบว่า มีผู้โดยสารรวม 37.18 ล้านคน เพิ่มขึ้น 7.19% แบ่งเป็น ผู้โดยสารระหว่างประเทศ 13.28 ล้านคน เพิ่มขึ้น 12.94% และผู้โดยสารภายในประเทศ 23.90 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4.24% ทั้งนี้ คาดว่าปีนี้จำนวนผู้โดยสารโดยรวมจะยังคงเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 10%

แห่เพิ่มไฟลต์บินอินเตอร์


“เป็นที่น่าสังเกตว่าในภาพรวมของสนามบินทั้ง 6 แห่งที่ ทอท.บริหารอยู่นั้น จำนวนเที่ยวบินมีการขยายตัวอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเที่ยวบินเส้นทางระหว่างประเทศ ส่วนเที่ยวบินภายในประเทศก็มีการเติบโตอย่างมากเช่นกัน ยกเว้นที่สนามบินดอนเมืองที่มีการเติบโตเพียงเล็กน้อย” น.ท.สุธีรวัฒน์กล่าวและว่า ทั้งนี้ เป็นผลมาจากกลุ่มสายการบินต้นทุนต่ำ หรือโลว์คอสต์แอร์ไลน์ได้ลดความถี่ของจำนวนเที่ยวบินในเส้นทางบินภายในประเทศลง และหันไปทำตลาดในเส้นทางบินระหว่างประเทศแทน

ประกอบกับกรณีที่องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization : ICAO) ได้ปลดธงแดงหน้าชื่อประเทศไทยไปแล้ว ทำให้ประเทศไทยเป็นที่ยอมรับในมาตรฐานการบินในระดับสากล ซึ่งนำไปสู่การขยายเส้นทางบินระหว่างประเทศของสายการบินสัญชาติไทย ทั้งในรูปแบบเส้นทางใหม่ และความถี่ของเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้นด้วย โดยเฉพาะเส้นทางบินระยะไกล

สลอตบินแน่นหน้าใหม่หมดสิทธิ์

น.ท.สุธีรวัฒน์กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันศักยภาพในการรองรับเที่ยวบินของท่าอากาศยานดอนเมือง สามารถรองรับจำนวนเที่ยวบินได้ที่ 800 เที่ยวบินต่อวัน ซึ่งขณะนี้ได้เต็มหมดแล้ว ไม่สามารถเพิ่มได้อีกแล้ว แต่หลังจากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ ICAO ได้ปลดธงแดงประเทศไทย สายการบินทั้งรายเดิมที่ให้บริการอยู่แล้ว และสายการบินหน้าใหม่ได้เสนอขอเพิ่มเที่ยวบินเข้ามาเป็นจำนวนมาก อยู่ที่ประมาณ 1,200 เที่ยวบินต่อวัน

ส่งผลให้สายการบินที่ให้บริการอยู่เดิมต้องปรับแผนการทำธุรกิจของตัวเองภายใต้จำนวนเที่ยวบินที่มีอยู่ โดยพบว่าสายการบินบางแห่งได้ปรับเปลี่ยนตารางบิน ด้วยการหันไปเพิ่มจำนวนเที่ยวบินระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น และบางแห่งก็ใช้วิธีการเปลี่ยนขนาดเครื่องบินเพื่อให้บรรทุกผู้โดยสารได้ในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้น ส่วนสายการบินใหม่ที่อยากให้บริการที่ท่าอากาศยานดอนเมืองตอนนี้ไม่สามารถทำได้แล้ว

ประชาชาติ
“ดอนเมือง” เร่งขยายสนามบิน รับผู้โดยสารพุ่ง-แอร์ไลน์แห่ขอสลอตบิน-
วันที่ 16 พฤศจิกายน 2560 - 07:00 น.
2
SHARES


ทะลักสนามบิน - บรรยากาศการใช้บริการภายในอาคาร 1 (ผู้โดยสารระหว่างประเทศ) สนามบินดอนเมือง ปัจจุบันมีผู้โดยสารแน่นแออัดตลอดทั้งวัน
“ดอนเมือง” ใกล้แตก ! ทอท.เผยแนวโน้มผู้โดยสารระหว่างประเทศพุ่งกระฉูด หลังไทยหลุดบ่วง ICAO ขณะที่สายการบินแห่ขอเพิ่มสลอตไฟลต์บินเกินศักยภาพรองรับแล้ว เร่งขยายพื้นที่รองรับผู้โดยสารทั้งเพิ่มเคาน์เตอร์ ตม.-เคาน์เตอร์เช็กอิน-จัดสรรพื้นเชิงพาณิชย์ดึงผู้โดยสารรอเช็กอินมาใช้บริการ ล่าสุดเตรียมของบฯเร่งด่วนปัดฝุ่นอาคารโดเมสติกหลังเก่ากลับมาใช้งานได้ในช่วงต้นปี’64

น.ท.สุธีรวัฒน์ สุวรรณวัฒน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานดอนเมือง บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เปิดเผยว่า ท่าอากาศยานดอนเมืองเป็นท่าอากาศยานที่มีอัตราการเติบโตต่อเนื่องทุกปี โดยในปีงบประมาณ 2560 (กันยายน 2559-31 ตุลาคม 2560) พบว่า ท่าอากาศยานดอนเมืองมีเที่ยวบิน 253,544 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 5.38% แบ่งเป็นเที่ยวบินระหว่างประเทศ 83,263 เพิ่มขึ้น 8.13% และเที่ยวบินภายในประเทศ 170,281 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 4.09%

โดยในส่วนของจำนวนผู้โดยสารพบว่า มีผู้โดยสารรวม 37.18 ล้านคน เพิ่มขึ้น 7.19% แบ่งเป็น ผู้โดยสารระหว่างประเทศ 13.28 ล้านคน เพิ่มขึ้น 12.94% และผู้โดยสารภายในประเทศ 23.90 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4.24% ทั้งนี้ คาดว่าปีนี้จำนวนผู้โดยสารโดยรวมจะยังคงเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 10%

แห่เพิ่มไฟลต์บินอินเตอร์


“เป็นที่น่าสังเกตว่าในภาพรวมของสนามบินทั้ง 6 แห่งที่ ทอท.บริหารอยู่นั้น จำนวนเที่ยวบินมีการขยายตัวอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเที่ยวบินเส้นทางระหว่างประเทศ ส่วนเที่ยวบินภายในประเทศก็มีการเติบโตอย่างมากเช่นกัน ยกเว้นที่สนามบินดอนเมืองที่มีการเติบโตเพียงเล็กน้อย” น.ท.สุธีรวัฒน์กล่าวและว่า ทั้งนี้ เป็นผลมาจากกลุ่มสายการบินต้นทุนต่ำ หรือโลว์คอสต์แอร์ไลน์ได้ลดความถี่ของจำนวนเที่ยวบินในเส้นทางบินภายในประเทศลง และหันไปทำตลาดในเส้นทางบินระหว่างประเทศแทน

ประกอบกับกรณีที่องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization : ICAO) ได้ปลดธงแดงหน้าชื่อประเทศไทยไปแล้ว ทำให้ประเทศไทยเป็นที่ยอมรับในมาตรฐานการบินในระดับสากล ซึ่งนำไปสู่การขยายเส้นทางบินระหว่างประเทศของสายการบินสัญชาติไทย ทั้งในรูปแบบเส้นทางใหม่ และความถี่ของเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้นด้วย โดยเฉพาะเส้นทางบินระยะไกล

สลอตบินแน่นหน้าใหม่หมดสิทธิ์

น.ท.สุธีรวัฒน์กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันศักยภาพในการรองรับเที่ยวบินของท่าอากาศยานดอนเมือง สามารถรองรับจำนวนเที่ยวบินได้ที่ 800 เที่ยวบินต่อวัน ซึ่งขณะนี้ได้เต็มหมดแล้ว ไม่สามารถเพิ่มได้อีกแล้ว แต่หลังจากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ ICAO ได้ปลดธงแดงประเทศไทย สายการบินทั้งรายเดิมที่ให้บริการอยู่แล้ว และสายการบินหน้าใหม่ได้เสนอขอเพิ่มเที่ยวบินเข้ามาเป็นจำนวนมาก อยู่ที่ประมาณ 1,200 เที่ยวบินต่อวัน

ส่งผลให้สายการบินที่ให้บริการอยู่เดิมต้องปรับแผนการทำธุรกิจของตัวเองภายใต้จำนวนเที่ยวบินที่มีอยู่ โดยพบว่าสายการบินบางแห่งได้ปรับเปลี่ยนตารางบิน ด้วยการหันไปเพิ่มจำนวนเที่ยวบินระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น และบางแห่งก็ใช้วิธีการเปลี่ยนขนาดเครื่องบินเพื่อให้บรรทุกผู้โดยสารได้ในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้น ส่วนสายการบินใหม่ที่อยากให้บริการที่ท่าอากาศยานดอนเมืองตอนนี้ไม่สามารถทำได้แล้ว


น.ท.สุธีรวัฒน์ สุวรรณวัฒน์
เร่งเพิ่มความสะดวกผู้โดยสาร

น.ท.สุธีรวัฒน์กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันท่าอากาศยานดอนเมืองมีศักยภาพในการรองรับผู้โดยสารได้รวม 35 ล้านคนต่อปี แต่ในปีที่ผ่านมามีผู้โดยสารใช้บริการท่าอากาศยานแห่งนี้อยู่ที่ราว 37 ล้านคนต่อปี ซึ่งเกินศักยภาพในการรองรับแล้ว โดยที่ผ่านมา ทอท.ได้แก้ปัญหาด้วยการเพิ่มเคาน์เตอร์ตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ขาเข้า ให้รองรับจำนวนผู้โดยสารได้ถึง 2,000 คนต่อชั่วโมงไปแล้ว

และขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพูดคุยกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) เพื่อพิจารณาเพิ่มเคาน์เตอร์ตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ขาออกมีปริมาณที่สอดรับกับจำนวนผู้โดยสารขาเข้า จากปัจจุบันรองรับผู้โดยสารได้ประมาณ 1,850 คนต่อชั่วโมง ซึ่งคาดว่าน่าจะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 4-5 เดือน และสามารถดำเนินการในช่วงก่อนสงกรานต์ปีหน้า

นอกจากนี้ยังมีแผนเพิ่มเคาน์เตอร์เช็กอินเพื่อเป็นการรองรับปริมาณผู้โดยสารและลดความแออัด จากเดิมที่มีอยู่ 39 เคาน์เตอร์ให้เป็น 50 เคาน์เตอร์ ซึ่งจะสามารถรองรับการตรวจสแกนผู้โดยสารได้มากขึ้น ส่งผลให้ผู้โดยสารสามารถเข้าพื้นที่หน้าเคาน์เตอร์เช็กอินได้เร็วขึ้น ลดความคับคั่งบริเวณทางเดินและทางเข้าอาคาร

“ไม่เพียงเท่านี้ เรามีแผนพัฒนาพื้นที่ที่เป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์บริเวณชั้น 3 และชั้น 4 ในหลาย ๆ จุด รวมพื้นที่ประมาณ 600 ตารางเมตร ที่ยังใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่มารองรับผู้โดยสารที่มารอเช็กอินไฟลต์เช้าได้เข้ามาใช้ประโยชน์และจับจ่ายใช้สอยได้มากขึ้น จากเดิมผู้โดยสารกลุ่มนี้ต้องรอเช็กอินอยู่บนพื้นที่ที่มีจำกัดบริเวณเคาน์เตอร์เช็กอิน และบางครั้งก็ทะลักออกไปอยู่บริเวณทางเดินด้านนอกอาคาร” น.ท.สุธีรวัฒน์กล่าว

ชงของบฯขยายพื้นที่เร่งด่วน

จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ น.ท.สุธีรวัฒน์กล่าวว่า ทอท.มีแผนที่จะกระจายจำนวนผู้โดยสารอาคาร 1 (ระหว่างประเทศ) ซึ่งเริ่มแออัดมากขึ้น โดยปรับปรุงอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ (domestic) หลังเดิม ซึ่งมีศักยภาพในการรองรับผู้โดยสารได้เพิ่มอีกราว 10 ล้านคน กลับมาใช้งานเพื่อรองรับปริมาณผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการสำรวจเพื่อตั้งงบประมาณ

ทั้งนี้ คาดว่าจะได้ข้อสรุปเรื่องงบประมาณ การออกแบบ ในช่วงต้นปี 2561 เพื่อทำเรื่องเสนอของบประมาณเพิ่มเติมของปีงบประมาณ 2561 หากได้รับการอนุมัติจะเริ่มดำเนินการทันที ซึ่งคาดว่าไม่น่าเกินปลายปี 2561 และหากเป็นไปตามแผนจะแล้วเสร็จภายในปี 2563 และจะเปิดให้บริการได้ในช่วงต้นปี 2564

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19,11, 2017, 07:09:43 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
19,11, 2017, 07:05:30
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,312


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #372 เมื่อ: 19,11, 2017, 07:05:30 »

https://www.prachachat.net/economy/news-73895

ไทยจ่อขึ้นแชมป์ส่งออกข้าวโลก นบข.สปีดออร์เดอร์จีทูจีอีก 5.8 แสนตัน

นบข.สุดปลื้มนาทีทองข้าวไทยส่งออกพุ่งที่ 1 โลก ราคาดีดแตะ 953 เหรียญ ลุ้นจีทูจีอีก 5.8 แสนตัน

นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค ปลัดกระทรวงพาณิชย์ แถลงผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ครั้งที่ 6/2560 ว่า สถานการณ์ผลผลิตข้าวโลกปี 2560 จาก 483.8 ล้านตัน ลดลง 3.3 ล้านตัน ส่วนสถานการณ์การส่งออกข้าวโลก จาก 40 ล้านตัน เพิ่มขึ้นเป็น 44 ล้านตัน โดยในช่วง 10 เดือนแรก (ม.ค.-ต.


นับเป็นปริมาณการส่งออกที่ดีสุดในโลก มีอินเดียตามมาเป็นอันดับ 2 คาดว่าไตรมาส 4 ปีนี้ ปริมาณและราคาการส่งออกจะดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้มีเอกชนยื่นขออนุญาตส่งออกไปแล้ว 11 ล้านตัน น่าจะสามารถส่งออกได้จริงเกินเป้าหมาย 10.8 ล้านตัน เกินกว่าเป้าหมายการส่งออกที่สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยคาดการณ์ไว้ในปี 2560 ปริมาณ 10 ล้านตัน


“แนวโน้มการส่งออกในตลาดโลกปีนี้ดีขึ้นกว่าปีที่แล้วทุกรายการ ยกเว้นข้าวเหนียว โดยข้าวหอมมะลิไทยจากราคาเฉลี่ยต่อปี 715 เหรียญต่อตัน เพิ่มขึ้นเป็น 953 เหรียญต่อตัน สูงกว่าข้าวหอมมะลิเวียดนามราคาเพียง 950 เหรียญต่อตัน เพราะความต้องการสูง และได้ตลาดกลับมาเพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจัยที่ทำให้แนวโน้มข้าวไทยส่งออกดีขึ้น เนื่องจากได้ส่วนแบ่งตลาดข้าวกลับคืนมามาก โดยเฉพาะฮ่องกงเพิ่มขึ้นเป็น 70-80% จากเดิม 40% อีกทั้งมีสัญญาขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาอีกประมาณ 5.8 แสนตัน ทั้งกับประเทศจีน (ข้าวขาว 100%) ประมาณ 1 แสนตัน และบังกลาเทศ (ข้าวนึ่ง 5%) ประมาณ 1.5 แสนตัน ญี่ปุ่น (ข้าวสู่อุตสาหกรรม) 2.5 หมื่นตัน

นอกจากนี้ยังมี MOU ของเอกชนไทยกับฟิลิปปินส์และฮ่องกง (ข้าวหอมมะลิ) ประมาณ 8 หมื่นตัน”

นอกจากนี้ อยู่ระหว่างเริ่มต้นดำเนินโครงการเชื่อมโยงข้าวสี ร่วมกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ส่งเสริมการส่งออก 3 พันธุ์ ได้แก่ หอมมะลิแดง หอมนิล และไรซ์เบอรี่ ใน 4 จังหวัด คือ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ทดลองดำเนินการแล้ว 1,371 ตัน ตามนโยบายรัฐบาลในการสนับสนุนพันธุ์ข้าวที่มีราคาสูง อีกทั้งผลิตภัณฑ์จากข้าวมีแนวโน้มที่ดี เนื่องจาก order จำนวนมาก อาทิ อาหารเสริมจากน้ำมันรำข้าว ขนมปังจากข้าวไรซ์เบอรี่ วัสดุปิดแผล สบู่ล้างหน้า แชมพูข้าวหอมนิล คาดว่าในอีก 1 ปีข้างหน้ายอดขายจะสูงถึง 100 ล้านบาท

สำหรับข้าวสารในสต๊อกรัฐบาล กลุ่มที่ 1 ข้าวดี (รับประทานได้) ระบายออกหมดแล้ว กลุ่มที่ 2 ข้าวเข้าสู่อุตสาหกรรม คงเหลือ 1 ล้านตัน ทั้งนี้ เป็นข้าวที่ประมูลไปแล้ว แต่มีการฟ้องร้องและตรวจสอบ ทำให้คู่ค้าบางรายยกเลิกสัญญาซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 13 รายที่ยังต้องการทำสัญญาต่อไป และกลุ่มที่ 3 ข้าวไม่ใช่สำหรับคนและสัตว์รับประทาน คงเหลือ 5 แสนตัน ทั้งหมดประมาณ 1.5 ล้านตัน ได้ขอมติในที่ประชุม นบข.ให้ชะลอการระบายออกไปจนถึงปีหน้า

“พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานที่ประชุม ได้ให้ความสำคัญในการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน ทั้งภาคการผลิตและภาคการตลาด จะได้บอกกับเกษตรกรได้ว่า พื้นที่ไหนอยู่ระหว่างการดำเนินการขั้นตอนใด พื้นที่ใดเหมาะหรือไม่เหมาะในการปลูกข้าว และจะเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดใด ปลูกแล้วจะขายให้ใคร การจัดหาตลาด ทำงานอย่างบูรณาการเชื่อมโยงกัน ระหว่างกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงสินค้าเกษตรโดยภาพรวม เช่น ปาล์ม ยางพารา ข้าวโพด มันสำปะหลัง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19,11, 2017, 07:09:01 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
21,11, 2017, 12:39:18
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,312


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #373 เมื่อ: 21,11, 2017, 12:39:18 »

https://www.prachachat.net/facebook-instant-article/news-74553
เพชรบูรณ์โมเดล ต้นแบบจัดการ “ข้าวโพด” ทั้งระบบ-

ในโอกาสที่นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำคณะลงพื้นที่สหกรณ์การเกษตรหนองไผ่ (สาขาท่าแดง) จำกัด อ.หนองไผ่ จ.เพชรบูรณ์ เมื่อเร็ว ๆ นี้ เพื่อติดตามความก้าวหน้าโครงการไตรภาคีเพชรบูรณ์โมเดล ซึ่งเป็นการนำร่องใช้เชื่อมโยงระบบรับซื้อ “ข้าวโพด” เพื่อลดปัญหาราคาข้าวโพดตกต่ำ

ก่อนหน้านี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติกรอบวงเงิน 1,500 ล้านบาทช่วยเหลือเกษตรกร โดยการชดเชยดอกเบี้ย 3% และคงใช้มาตรการกำหนดให้ผู้ประกอบการรับซื้อข้าวโพด 3 ส่วน เพื่อนำเข้าข้าวสาลี 1 ส่วน เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ฤดูการผลิต 2560/2561 ซึ่งคาดว่าจะมีปริมาณ 4.43 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 2.55% จากปีการผลิต 2559/2560 ที่มีปริมาณ 4.32 ล้านตัน ขณะที่ความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สำหรับผลิตอาหารสัตว์ที่คำนวณโดยสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ในปี 2560 ปริมาณ 8.10 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 3.58% จากปี 2559 ที่มีปริมาณ 7.82 ล้านตัน แนวโน้มราคา ณ ความชื้น 14.5% เฉลี่ย กก.ละ 7.30-7.35 บาท ขณะที่กรุงเทพฯและปริมณฑล ราคาเฉลี่ย กก.ละ 7.95-8.00 บาท แต่ผลผลิตมักจะออกมากระจุกตัวจึงมีโอกาสทำให้ราคาตกต่ำ

กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ริเริ่มนำ “โมเดลไตรภาคี” มาใช้เมื่อต้นปี 2560 ควบคู่กับ “มาตรการช่วยเหลือของรัฐบาล” โดยมอบให้พาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศรวบรวมข้อมูลตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ประกอบการที่รับซื้อสินค้าเกษตร และโรงงานอาหารสัตว์ทั้งหมด เพื่อทราบปริมาณความต้องการในการรับซื้อ จากนั้นจัดให้ทั้ง 3 กลุ่มเปิดโต๊ะลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกัน (MOU) เพื่อแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันว่าจะรวบรวม รับซื้อสินค้าเกษตรในราคาที่เป็นธรรม ทั้งเกษตรกร-ผู้ประกอบการ-โรงงาน ภายใต้โมเดลไตรภาคี โดยนำร่องที่จังหวัดเพชรบูรณ์เป็นจังหวัดแรก ภายใต้ชื่อ “ไตรภาคี เพชรบูรณ์โมเดล”

เหตุที่เลือก “เพชรบูรณ์” นำร่อง เนื่องจากเป็นจังหวัดที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อันดับ 1 ของประเทศ มีพื้นที่ถึง 865,243 ไร่ หวังว่าการดำเนินการผลักดันโมเดลดังกล่าวจะช่วยรองรับผลผลิตข้าวโพดในฤดูการผลิตปี 2560/2561 ที่กำลังจะเก็บเกี่ยวในเดือนกันยายนเป็นต้นมา ประมาณ 613,477 ตัน จากนั้นได้ขยายครอบคลุมถึงจังหวัดใกล้เคียงที่ปลูกข้าวโพด รวม 7 จังหวัด คือ พิษณุโลก นครสวรรค์ พิจิตร ลพบุรี สระบุรี ฯลฯ

รูปแบบการดำเนินโมเดลนี้จะทำให้เกิดการเชื่อมโยงผลผลิตระหว่างเกษตรกร-ผู้ประกอบการรับซื้อ-ผู้ประกอบการโรงงานผลิตอาหารสัตว์ โดยเริ่มจากการส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มในรูปแบบสหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน หรือกลุ่มเกษตรกรเป็นกลุ่มรวบรวมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้มีปริมาณมาก แล้วนำไปขายให้กับผู้ประกอบการรับซื้อ หรือลานรับซื้อต่าง ๆ ในระดับราคารับซื้อตามที่มีการตกลงกัน ซึ่งจะต้องสอดคล้องกับคุณภาพและความชื้น

หลังจากที่ดำเนินโครงการมาจนถึงขณะนี้มีกลุ่มเกษตรกรใน 7 จังหวัดที่เข้าร่วมโครงการไตรภาคี 12 กลุ่มมีผู้รวบรวมรับซื้อ (คนกลาง) ที่เข้าร่วมโมเดล 10 ราย เช่น บุญคุณการเกษตร, บุญคุณพืชผล, สกต.พิษณุโลก, ลาน ส.ทรัพย์สมหมายธัญญกิจ เป็นต้น และผู้ใช้ปลายทาง ซึ่งผู้ประกอบการโรงงานอาหารสัตว์เข้าร่วมโครงการ 7 กลุ่ม เช่น กลุ่มเบทาโกร รับซื้อในพื้นที่ จ.เพชรบูรณ์ ลพบุรี สระบุรี นครสวรรค์ และพิจิตร, บริษัทคาร์กิลล์สยามพิษณุโลก และบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) สาขาพิษณุโลก รับซื้อผลผลิตจากพื้นที่ จ.พิษณุโลก นอกจากนี้ยังมีกลุ่มโรงงานอาหารสัตว์ จ.นครสวรรค์ และกลุ่มพ่อค้าจาก จ.เพชรบูรณ์ ร่วมรับซื้ออีกด้วย โดยรวมมีปริมาณการรับซื้อ 524,288 ตัน ประมาณ 18.64% ของผลผลิตทั้ง 14 จังหวัดที่มีการเพาะปลูก

นอกจากโครงการไตรภาคีแล้ว กรมการค้าภายในยังได้จัดกิจกรรม “เจรจาจับคู่ธุรกิจ” นำร่องใน จ.เพชรบูรณ์และ จ.ชัยภูมิ เพื่อให้ผู้ใช้ปลายทางสามารถรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรโดยตรงไม่ผ่านคนกลาง ซึ่งขณะนี้มียอดการตกลงจับคู่ซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในรูปแบบเมล็ดฝัก หรือรับซื้อเพื่อนำไปทำการขยายพันธุ์เมล็ดพันธุ์แล้วปริมาณ 7,000 ตัน ระหว่างสหกรณ์การเกษตร ใน จ.เพชรบูรณ์และ จ.ชัยภูมิ รวม 4 แห่ง ซึ่งซื้อในราคาเฉลี่ย กก.ละ 7.40 บาท และสัญญาระหว่างสหกรณ์บำเหน็จณรงค์ และสหกรณ์คอนสาร จ.ชัยภูมิ กับบริษัท มอนซานโต้ไทยแลนด์ จำกัด ซึ่งรับซื้อราคาเฉลี่ย กก.ละ 12 บาท เพื่อใช้ในการผลิตเมล็ดพันธุ์

ผลจากการลงพื้นที่สะท้อนว่า “ระบบไตรภาคี” ช่วยให้เกิดระบบหมุนเวียนรับซื้อ สามารถรองรับผลผลิตข้าวโพดที่ออกมา ช่วยให้เกษตรกรมีทางเลือกในการค้าสินค้าเกษตรมากขึ้น ทำให้มีการผลักดันการแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรในรูปแบบไตรภาคีในสินค้าอื่น เช่นโครงการ “มหาสารคามโมเดล” ที่เคยใช้กับสินค้ามันสำปะหลังไปก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ยังมีแผนจะส่งเสริมการเชื่อมโยงผลผลิตในสินค้าข้าว โดยเป้าหมายการเชื่อมโยงตลาดไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในประเทศเท่านั้น แต่กระทรวงพาณิชย์ยังได้หาลู่ทางที่เชื่อมโยงไปสู่ “ตลาดส่งออก” โดยมีการจัดคณะผู้แทนการค้าเดินทางไปเจรจาขายสินค้าเกษตรในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็น เปิดตลาดมันอัดเม็ดที่ตุรกี หรือการจับคู่ซื้อสินค้าข้าว ทั้งหมดนี้ เพื่อเป้าหมายที่จะยกระดับรายได้เกษตรกรให้เกิดความยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม จากการลงพื้นที่ยัังพบปัญหาเกษตรกรได้ราคารับซื้อต่ำไป ไม่เป็นตามมาตรฐานที่ตกลงกันไว้ เช่น ข้าวโพดได้ราคาต่ำกว่า กก.ละ 7 บาท จากข้อตกลงรับซื้อในราคา กก.ละ 8 บาท (ความชื้น 14.5%) เนื่องจากผู้ประกอบการรับซื้อจากเกษตรกรไปแล้ว และนำไปจำหน่ายให้กับโรงงานอาหารสัตว์ แต่กลับถูกลดคุณภาพ ขนาดของสินค้าลง ส่วนหนึ่งเป็นผลพวงมาจากเกษตรกรยังขาดอุปกรณ์อบลดความชื้น และสถานที่จัดเก็บข้าวโพด (ไซโล) จึงทำให้ไม่สามารถเก็บรักษาข้าวโพดคุณภาพสูงได้และมักถูกกดราคารับซื้อ ซึ่งรัฐบาลจึงต้องปรับปรุงแก้ไขในจุดนี้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21,11, 2017, 12:40:55 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
22,11, 2017, 14:51:28
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,312


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #374 เมื่อ: 22,11, 2017, 14:51:28 »

https://www.matichon.co.th/news/740383

ผู้เลี้ยงปลาสลิดเซ็งราคาดิ่งหลังผลผลิตออกมาเยอะถูกพ่อค้าคนกลางกดราคา-เกษตรสั่งสหกรณ์เข้ารับซื้อเพื่อดันราคา

http://m.thansettakij.com/content/234125?ts

คลัง'เผย ‘ครม.’ มีมติ กู้เงิน ‘ADB’ 3.4 พันล้าน สร้างถนนสายอีสาน

"คลัง" เผย "ครม." มีมติกู้เงิน 99.40 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 3,404 ล้านบาท สร้างถนนทางหลวงสายอีสานหมายเลข 22, 23

กระทรวงการคลัง เปิดเผยผ่านเอกสารเผยแพร่ ว่า เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2560 กระทรวงการคลังได้นำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา เรื่อง เงินกู้จากธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) สำหรับโครงการก่อสร้างทางสายหลักเป็น 4 ช่องจราจร (ระยะที่ 2) ทางหลวงหมายเลข 22 ช่วงอำเภอหนองหาน - อำเภอพังโคน ทางหลวงหมายเลข 22 ช่วงสกลนคร - นครพนม (กิโลเมตรที่ 180 - 213) และทางหลวงหมายเลข 23 ช่วงร้อยเอ็ด - ยโสธร (โครงการฯ) เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนให้แก่กรมทางหลวงดำเนินโครงการฯ ร่วมกับเงินงบประมาณ วงเงินรวม 6,808 ล้านบาท ในสัดส่วน 50 : 50 โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบร่างสัญญาเงินกู้โครงการฯ และอนุมัติให้กระทรวงการคลังดำเนินการกู้เงิน

ในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยจาก ADB สำหรับโครงการฯ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยมีสรุปรายละเอียดเงื่อนไขร่างสัญญาเงินกู้ ดังนี้

1. กรอบวงเงิน 99.40 ล้านเหรียญสหรัฐ เทียบเท่ากับ 3,404 ล้านบาท

2. อายุเงินกู้ 13 ปี รวมระยะเวลาปลอดหนี้ (Grace Period) 3 ปี

3. อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6MLIBOR + Spread – Rebate ต่อปี (ข้อมูล ณ วันที่ 21 พฤศจิกายน 2560 6MLIBOR เท่ากับ ร้อยละ 1.63 ต่อปี Spread เท่ากับร้อยละ 0.50 ต่อปี Rebate เท่ากับร้อยละ 0.05 ต่อปี


4.ค่าธรรมเนียมผูกพันเงินกู้ (Commitment Charge) ร้อยละ 0.15 ต่อปี

5.กำหนดเบิกจ่ายเงินกู้ในคราวเดียวทั้งจำนวน โดยจะดำเนินการแลกเปลี่ยนเงินกู้จากสกุลเงินเหรียญสหรัฐเป็นเงินบาท และดำเนินการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ย (Cross Currency Swap : CCS) และกระทรวงการคลังจะทยอยเบิกจ่ายเงินกู้ ให้แก่ผู้รับจ้างก่อสร้าง และที่ปรึกษาควบคุมงานก่อสร้างตามความก้าวหน้าและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงของโครงการฯ ต่อไป

กระทรวงการคลัง กรมทางหลวง และ ADB จะร่วมกันติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินโครงการฯ และตรวจสอบการเบิกจ่ายเงินกู้ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และครบถ้วนตามมาตรฐานการเบิกจ่ายของ ADB

ในส่วนของแผนดำเนินโครงการฯ ซึ่งมีกำหนดการเริ่มก่อสร้างได้ในเดือนกรกฎาคม 2561และมีระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 4.5 ปี โดยเมื่อกรมทางหลวงดำเนินโครงการฯ แล้วเสร็จจะเป็นการพัฒนาโครงข่ายถนนสายหลักเป็น 4 ช่องจราจร (ระยะที่ 2) ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการพัฒนาโครงข่ายทางหลวงอาเชียน (AH) ในส่วนที่ผ่านประเทศไทย เพื่อให้สามารถเดินทางและขนส่งสินค้าเชื่อมโยงไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รวมทั้งสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมตามแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East – West Economic Corridor : EWEC) ที่คาดว่าจะมีปริมาณจราจรเพิ่มสูงขึ้นจากการเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) ซึ่งสอดคล้องตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2564) ในด้านการพัฒนาด้านการขนส่งและโลจิสติกส์เชื่อมโยงกับเพื่อนบ้าน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22,11, 2017, 14:55:33 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
หน้า: 1 ... 23 24 [25]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: