GUN IN THAILAND
24,09, 2018, 23:56:46 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Google
หน้า: 1 ... 27 28 [29] 30   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย  (อ่าน 9843 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
04,01, 2018, 08:09:12
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,900


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #420 เมื่อ: 04,01, 2018, 08:09:12 »

https://www.prachachat.net/economy/news-95948

ชาวไร่มีเฮมันสำปะหลังราคาพุ่ง ผลผลิตลดเหลือ26ล้านตัน-ส่งออกคึก

นายบุญชัย ศรีชัยยงพานิช นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย กล่าวว่า ผลผลิตมันสำปะหลังปี 2561 คาดการณ์ว่าจะน้อยมากไม่น่าจะเกิน 26 ล้านตันโดยเฉพาะภาคอีสาน เพราะพื้นที่เพาะปลูกน้อยลง คุณภาพลดลง

ส่วนสภาพอากาศไม่น่าจะมีผลมากนักซึ่งผลผลิตออกมากที่สุดช่วงเดือนมกราคม-เมษายนของทุกปี ส่งผลให้ราคาดีขึ้น มันเส้นอยู่ที่ 210 เหรียญสหรัฐต่อตัน จากเดิม 200 เหรียญสหรัฐต่อตัน แนวโน้มจะดีขึ้นต่อเนื่อง เพราะความต้องการยังสูงโดยเฉพาะจีนนำไปผลิตเอทานอล ส่วนการนำเข้าไม่น่าจะมาก เนื่องจากกัมพูชาได้รับผลกระทบราคาตกต่ำเช่นเดียวกับไทย

นางสุรีย์ ยอดประจง กรรมการและที่ปรึกษา สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย เปิดเผยว่า การออกมาตรการนำเข้าเป็นเรื่องดี ช่วยควบคุมดูแลและสามารถติดตามได้หากมีปัญหาเรื่องโรค ขณะที่ปริมาณมันสำปะหลังในปี 2561 อาจจะลดลง เป็นผลมาจากปัญหาราคาตกต่ำ ภัยแล้ง เกษตรกรหันไปปลูกพืชอื่นมากขึ้น แต่จะมีผลต่อราคาดีขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ

นายกีรติ รัชโน รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า การส่งออกผลผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังในภาพรวมปี 2561 คาดการณ์ขยายตัว 10-11 ล้านตัน

ขณะที่ปริมาณการส่งออกปี 2560 จะมากกว่า 10 ล้านตัน มูลค่าอยู่ที่ 2,900 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเฉพาะราคามันเส้นอยู่ที่ 2.25-2.40 บาทต่อกิโลกรัม ต้นทุนของเกษตรกรอยู่ที่ 1.90 บาทต่อกิโลกรัม แนวโน้มราคาอาจปรับเพิ่มขึ้น ประกอบกับราคาตลาดโลกแนวโน้มขยับขึ้นอยู่ที่ 205-212 เหรียญสหรัฐต่อตัน

นอกจากนี้ กรมการค้าต่างประเทศเตรียมออกไปโรดโชว์ ทั้งในตุรกี เกาหลี ญี่ปุ่น และเตรียมจัดงานแสดงสินค้าเกี่ยวกับมันสำปะหลังในเดือนมิถุนายน 2561 เพื่อลดความเสี่ยงจากการส่งออกไปตลาดจีน ซึ่งไทยส่งออกถึง 90%ในปีหน้าคาดว่าการส่งออกและราคาในประเทศจะดีขึ้น ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเป็นสิ่งที่น่ากังวล และต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

นายกีรติกล่าวต่อไปว่า กรมการค้าต่างประเทศได้ออกมาตรการเพิ่มเติม เรื่องการกำหนดให้มันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังเป็นสินค้าที่ต้องมีหนังสือรับรอง และต้องปฏิบัติตามมาตรการจัดระเบียบในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2560 เพิ่มเติมจากมาตรการเดิม ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2561 โดยกำหนดให้ก่อนการนำเข้าต้องแจ้งวัตถุประสงค์ในการนำเข้า และหลังนำเข้า กรมจะส่งเจ้าหน้าที่ไปสุ่มตรวจคุณภาพของมันสำปะหลัง หากพบไม่ได้คุณภาพจะไม่ให้ผู้ประกอบการรายนั้นนำเข้าในครั้งต่อไป จนกว่าจะมีการปรับปรุงคุณภาพให้ดี กรมจะปลดล็อกและให้มีการนำเข้าปกติ

“มาตรการเดิมของการนำเข้า กรมจะกำหนดให้ผู้นำเข้าขึ้นทะเบียน จะต้องมีเอกสารการนำเข้า ประกอบด้วยใบรับรองเรื่องของโรค คุณภาพ อย่างไรก็ดี กรมไม่ได้ห้ามนำเข้า เพียงแต่กำหนดมาตรการดูแลการนำเข้าเพิ่มเติม เพื่อจะได้รับรู้ข้อมูล ข่าวสารในการวิเคราะห์เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ ติดตาม แก้ไขต่อไป”
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
05,01, 2018, 09:21:03
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,900


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #421 เมื่อ: 05,01, 2018, 09:21:03 »

https://money.sanook.com/506759/

ใช้จ่ายที่ต่างประเทศ ใช้บัตรเครดิต เดบิต หรือเงินสด ดีกว่า?

หากคุณจะไปเที่ยวเมืองนอก คุณคิดว่า ใช้จ่ายที่ต่างประเทศ ด้วยบัตรเครดิต บัตรเดบิต หรือเงินสด ดีกว่ากัน? คุ้มกว่ากัน? วันนี้ MoneyGuru.co.th จะมาเปรียบเทียบให่เห็นกันชัด ๆ ว่าการใช้จ่ายแบบต่าง ๆ มีข้อดีข้อเสียอย่างไร !

1. บัตรเครดิต
เหมาะสำหรับ : ซื้อสินค้าหรือใช้บริการร้านค้าที่มีราคาแพง เช่น ซื้อตั๋วเครื่องบิน จองตั๋วโรงแรม เช่ารถยนต์ หรือจ่ายค่าอาหารตามภัตตาคารหรู เป็นต้น

ข้อดี : การใช้บัตรเครดิตจะมีประโยชน์มากที่สุด หากคุณซื้อสินค้าหรือใช้บริการที่มีราคาสูง มีความปลอดภัยในการใช้จ่าย ทำให้ไม่ต้องกำเงินสดก้อนใหญ่ ๆ เอาไว้ล่อตาโจร หากคุณต้องการยกเลิกค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ก็สามารถทำได้ โดยสามารถรับเครดิตกลับคืนเข้าบัญชีอย่างรวดเร็วภายใน 1-2 วัน และที่สำคัญ บัตรเครดิตยังมีประกันการเดินทางให้คุณและครอบครัวแบบฟรี ๆ ซึ่งยอดทุนประกันนั้นสูงหลักล้านบาทเลยทีเดียว

ข้อเสีย : ร้านอาหารบางร้านหรือแม้กระทั่งโรงแรมบางแห่ง จะไม่สามารถใช้บัตรเครดิตในการชำระได้ หรือบางแห่งอาจจะไม่รับบัตร VISA, MasterCard, JCB หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนั้นคุณจึงจำเป็นต้องมีบัตรเครดิตที่แตกต่างกันเพื่อความครอบคลุม อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายใด ๆ ที่เกิดจากการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต (รวมถึงการเบิกเงินสด) ที่เป็นสกุลเงินตราต่างประเทศ จะถูกเรียกเก็บเป็นเงินบาทไทย ตามอัตราแลกเปลี่ยนที่ธนาคารถูกเรียกเก็บจาก ผู้ให้บริการเครดิต (เช่น VISA, MasterCard etc.) ที่ธนาคารเป็นสมาชิกอยู่ ณ วันที่มีการเรียกเก็บยอดค่าใช้จ่ายดังกล่าว

ทั้งนี้ หากสกุลเงินต่างประเทศดังกล่าวไม่ใช่สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ยอดค่าใช้จ่ายดังกล่าวอาจจะถูกแปลงเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ก่อนที่จะทำการแปลงเป็นสกุลเงินบาทเพื่อเรียกเก็บกับธนาคาร โดยธนาคารต่าง ๆ จะคิดค่าความเสี่ยงจากการแปลงสกุลเงินดังกล่าวในอัตราไม่เกินร้อยละ 1-2.5 จากยอดค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่เกิดจากการแปลงสกุลเงินดังกล่าวข้างต้น นั่นทำให้หากคุณใช้จ่ายด้วยบัตรเครดิตมากเกินไป โดยที่ไม่สามารถชำระเงินคืนบัตรเครดิตเต็มจำนวนได้ อาจจะทำให้คุณเกิดภาระหนี้สินจำนวนมากได้นั่นเอง

2. บัตรเดบิต หรือ บัตรเอทีเอ็ม
เหมาะสำหรับ: ใช้จ่ายสิ่งของหรือบริการทุกอย่างในต่างประเทศ

ข้อดี : การใช้บัตรเดบิต จะสามารถช่วยให้คุณเบิกถอนเงินสดของต่างประเทศนั้น ๆ ออกมาใช้ได้อย่างสะดวก ผ่านทางตู้ ATM (สำหรับบัตรวีซ่าเดบิต คุณต้องมองหาตู้เอทีเอ็มที่มีโลโก้ VISA หรือ PLUS) และคุณยังสามารถใช้บัตรเดบิตรูดซื้อสินค้าได้โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมด้วย ตราบใดที่คุณยังมีเงินในบัญชีของบัตรเดบิตใบนั้น (แต่จะต้องเสียค่าความเสี่ยงการเปลี่ยนแปลงสกุลเงิน ร้อยละ 1-2.5 ของยอดเงินที่ใช้จ่ายไป) โดยที่ไม่ต้องเสียดอกเบี้ยหรือเป็นหนี้แบบบัตรเครดิต เปรียบเทียบง่าย ๆ ก็เหมือนกับการใช้เงินสดในรูปแบบบัตร

ข้อเสีย : การใช้จ่ายด้วยบัตรเดบิต เงินจะถูกตัดออกจากบัญชีของคุณทันที ดังนั้นคุณจำเป็นต้องมีเงินคงเหลืออยู่ในบัญชีมากพอที่จะครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด หากมีข้อผิดพลาด สินค้ามีการชำรุด หรือบริการไม่เป็นไปตามที่คุณตกลงกับห้างร้าน แล้วต้องการจะยกเลิกการชำระเงินจะทำได้ยากมาก อาจจะต้องเสียเวลาเป้นเดือน ๆ กว่าจะได้ยอดเงินที่ตัดไปแล้วกลับมา และที่สำคัญการเบิกถอนเงินสดจากตู้เอทีเอ็มในต่างประเทศจะมีค่าธรรมเนียมค่อนข้างสูง ดังนั้น กรุณาสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกับทางธนาคารผู้ออกบัตรของคุณก่อนนะคะ

3. เงินสด
เหมาะสำหรับ : ใช้ใน 24 ชั่วโมงแรกของการเดินทาง หรือจนกว่าคุณจะเจอตู้เอทีเอ็มที่ใกล้ที่สุด

ข้อดี : การมีเงินสดติดตัวมันจะทำให้คุณอุ่นใจกว่า เพราะคุณจะสามารถจับจ่ายซื้อของได้ทันที เช่น ซื้ออาหารที่สนามบิน หรือจ่ายค่าแท็กซี่ เป็นต้น อีกทั้งการมีเงินสดจะทำให้คุณไม่ต้องพบเจอกับปัญหาวุ่นวายต่าง ๆ อย่างเช่น กรณีที่สนามบินไม่มีตู้เอทีเอ็ม หรือการที่คุณมาถึงหลังจากที่สำนักงานแลกเปลี่ยนเงินปิดทำการ หรือไม่ต้องหงุดหงิดใจกรณีที่ไปเจอร้านค้าที่ไม่รับบัตรเครดิต

ข้อเสีย : สิ่งแรกคือความเสี่ยงจากการถูกขโมย และอันตรายจากการปล้น การถืองบทั้งหมดในการท่องเที่ยวของคุณเป็นเงินสด อาจจะทำให้เป็นจุดสนใจของเหล่ามิจฉาชีพได้มาก สิ่งต่อมาคือ หากคุณแลกเปลี่ยนเงินสดก่อนที่คุณจะเดินทางออกนอกประเทศ คุณอาจจะไม่ได้รับอัตราการแลกเปลี่ยนที่ดีนัก และอาจยังต้องเสียค่าธรรมเนียมที่แพงอีกด้วย อย่างไรก็ตาม หากคุณมาแลกเปลี่ยนเงินในธนาคารต่างประเทศ หรือที่สนามบินของต่างประเทศ คุณอาจได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมในการแลกเปลี่ยน หรือทางธนาคารอาจลดค่าธรรมเนียมให้ค่ะ

จะเห็นว่าการใช้จ่ายแต่ละแบบมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป หากคุณผู้อ่านจะไปเที่ยวเมืองนอก ก็ควรเลือกการใช้จ่ายที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคุณจะดีที่สุด เพราะการใช้ชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกันนั่นเองค่ะ
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
05,01, 2018, 09:32:22
Viengping 9
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,776



« ตอบ #422 เมื่อ: 05,01, 2018, 09:32:22 »

 ธุจ้า ธุจ้า  สวัสดีปีใหม่ 2561 ครับท่าน  เจ้าของกระทู้   สุขภาพแข็งแรง  ครับ  ตามอ่านครับผม ธุจ้า ธุจ้า
บันทึกการเข้า
05,01, 2018, 10:33:14
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,900


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #423 เมื่อ: 05,01, 2018, 10:33:14 »

ธุจ้า ธุจ้า  สวัสดีปีใหม่ 2561 ครับท่าน  เจ้าของกระทู้   สุขภาพแข็งแรง  ครับ  ตามอ่านครับผม ธุจ้า ธุจ้า

ขอบคุณครับ ขอให้พร นั้นกลับคืนสู่ท่าน เป็นร้อยเท่าพันทวีครับ
ผมจะตั้งใจหาข่าว ที่เกี่ยวข้อง กับปากท้อง ชาวบ้าน ตรงๆมานำเสนอ เพื่อปรับตัวรับสถานการณ์ ให้ดียิ่งขึ้นครับ
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
05,01, 2018, 12:25:12
thaimtb@รักในหลวง
เล่นหุ้น... ปั่นจักรยาน... ยิงปืน...
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,376



เว็บไซต์
« ตอบ #424 เมื่อ: 05,01, 2018, 12:25:12 »

ตลาดหลักทรัพย์ ทำสถิติใหม่   All time high  ปรบมือ
บันทึกการเข้า

I Love. 45 ACP 
หนังสือที่ขาหุ้นต้องมี #หุ้นขาขึ้นรอบใหญ่ 
https://www.facebook.com/bigmovebook/
https://youtu.be/maCjuUIIFqU
https://www.facebook.com/zyobooks/
05,01, 2018, 19:16:27
H1N1
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,384



« ตอบ #425 เมื่อ: 05,01, 2018, 19:16:27 »

ธุจ้า ธุจ้าสวัสดีปีใหม่ 2561 ครับท่าน เจ้าของกระทู้‬
‪ขอให้มีความสุขมากๆนะครับ สุขภาพแข็งแรง ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆที่นำมาแบ่งปันครับ‬
บันทึกการเข้า
06,01, 2018, 09:31:27
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,900


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #426 เมื่อ: 06,01, 2018, 09:31:27 »

https://positioningmag.com/1134453

สถานการณ์ “ช่อง 3” ชีวิตจริง ยิ่งกว่าละคร

สถานีโทรทัศน์ช่อง 3 กำลังเผชิญกับวิกฤตรายได้ที่ลดลงอย่างน่าใจหาย ถือเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ที่ตระกูล “มาลีนนท์” ต้องฝ่าฟันและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมทีวีที่ถาโถมอย่างหนัก

เพราะจุดพลิกของ “ทีวีดิจิทัล” 24 ช่อง นำพาคู่แข่งรายใหม่ๆ เข้ามาชิงเค้กโฆษณาจนเค้กเหลือก้อนเล็กลง จากพฤติกรรมคนดูที่เปลี่ยนไป และแพลตฟอร์มออนไลน์ก็ขยายอิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆ

ศึกด้านละครก็เช่นกัน “ช่อง 7” ไม่ใช่คู่แข่งทางตรงที่ผลัดกันแพ้ชนะอีกต่อไป แต่ยังมี “ช่องวัน ช่อง 8 ช่องจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่” ก็ตีโอบเข้ามา และเริ่มสร้างความนิยมในหมู่คนดู ซึ่งเป็นกลุ่มคนเมืองและคนรุ่นใหม่ๆ ขณะที่ช่อง Work Point ก็มาแรงจัด โดยเฉพาะรายการวาไรตี้ และกำลังขยายฐานไปสู่ละคร

หากย้อนไปปี 2559 มาถึงปีนี้ เรตติ้งละครหลังข่าวของช่อง 3 ไหลรูดมาตลอด มีเพียง “นาคี” ละครเรื่องเดียวที่ทำเรตติ้งพุ่งถึง 10 ส่วนล่าสุด “สายลับจับแอ๊บ” ที่ออนแอร์เมื่อ 21 มิถุนายน จนถึง 26 กรกฎาคม ทำได้แค่ 1.963 จึงต้องรีบอวสานก่อนกำหนด ในวันที่ 3 สิงหาคม ซึ่งมีแค่ 13 ตอน จากปกติ ออนแอร์ 15 ตอนขึ้นไป

สำหรับ “รายการข่าว” ที่เคยเป็นหัวใจของการสร้างรายได้รองจาก “ละคร” หลังจากขาดพิธีกรที่ชื่อ “สรยุทธ สุทัศนจินดา” เรตติ้งก็ทรุดฮวบ คู่แข่งช่องข่าวและช่องวาไรตี้ต่างแจ้งเกิด ทั้งช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดคนดูไปได้เร็วขึ้น ส่งผลให้รายได้จากโฆษณารายการข่าวหายไปถึง 80%   

3 ช่องทีวีดิจิทัล ที่ประมูลมาได้ แทนที่จะเป็น “โอกาส” กลับกลายเป็น “ต้นทุน” ที่ช่อง 3 ต้องแบกรับ เพราะไม่สามารถหารายได้มาหล่อเลี้ยงได้ทัน

ส่งผลให้รายได้รวมของช่อง 3 ตั้งแต่ปี 2557 ลดลงเรื่อยๆ จาก 16,300 ล้านบาทในปี 2557 ติดลบ 1.89% ปี 2558 รายได้ลดลง 16,000 ล้านบาท ติดลบ 2.22% มาปี 2559 รายได้เหลือ 11,151 ล้านบาท หายไป 3,045.5 ล้านบาท ติดลบ 21.5%

ขณะที่กำไรสุทธิปี 2559 ลดเหลือ 1,767 ล้านบาท เทียบปี 2558 ที่เคยมีกำไรสุทธิถึง 2,982.71 ล้านบาท เท่ากับกำไรหายไป 59.15% ราคาหุ้นก็ลดลงต่อเนื่องจาก 60 บาทเหลือ 16 บาท

นอกจากคู่แข่งมากหน้าหลายตา “ช่อง 3” ยังต้องเผชิญกับ “สื่อออนไลน์” ที่ดูดคนดูจากหน้าจอทีวีมาเป็น “มัลติชาแนล” ที่กลายเป็นโอกาสให้แพลตฟอร์มออนไลน์ใหม่ๆ มีบทบาทมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก ยูทิวบ์ ไลน์ทีวี และยังมีแพลตฟอร์มอย่าง “โอทีที” จากไทยและต่างประเทศ ดาหน้าเข้าแย่งชิงคนดูและโฆษณา

วินาทีนี้ “ทีวี” จึงคลายอิทธิพลลง

กล่าวถึง “โฆษณาทีวี” จากเดิมตลาดเป็นของ “ผู้ขาย” แต่วันนี้อยู่ในมือ “ผู้ซื้อ” แทน

จากโฆษณาช่วงไพรม์ไทม์ที่เอเยนซี่โฆษณาต้องจองล่วงหน้ากันเป็นเดือนๆ ก็เหลือเวลาให้เลือกมากมาย ค่าโฆษณาจึงต้องลดและแถม ประเมินว่าไพรม์ไทม์ และนอน-ไพรม์ไทม์ของช่อง 3 เหลือไม่น้อยกว่า 40%

คลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงที่มาเร็วกลายเป็นแรงกดดันที่ทำให้ตระกูล “มาลีนนท์” ต้องเร่ง “ยกเครื่ององค์กร” โดยเปิดทางให้ “มืออาชีพ” เข้ามาบริหาร การเปลี่ยนแปลงรอบนี้ต่างจากอดีต เพราะไม่สามารถยึดติดอยู่กับ “สูตรสำเร็จ” แบบเดิมได้ เพราะช่อง 3 ต้องเผชิญกับโจทย์ใหม่ที่ใหญ่และท้าทายกว่าเดิม การจะผลักดันให้องค์กรที่มีอายุ 47 ปีให้เปลี่ยนแปลงแบบทันทีทันใดคงเป็นเรื่องยาก เพราะที่นี่มีพนักงาน 2,000 คนที่อยู่ในวัยเกษียณเกือบครึ่งหนึ่ง

ตระกูล “มาลีนนท์” เข้าใจสถานการณ์ขององค์กรตัวเองดี จึงตัดสินใจปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2555 โดยดัน “ประสาร มาลีนนท์” รองประธานกรรมการบริหาร และกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ หรือ “พี่ใหญ่” ของตระกูล ขึ้นมารักษาการแทน “ประวิทย์ มาลีนนท์” ในตำแหน่ง MD

แม้ไม่มีตำแหน่ง แต่ประวิทย์ซึ่งคนช่อง 3 เรียกติดปากว่า “นาย” ก็ยังคงมีบทบาทสำคัญในรายการต่างๆ ทั้งละคร รวมถึงการดูแลผู้จัดละคร และดารา

มาปี 2559 ประสาร ลาออกจากตำแหน่ง จึงแต่งตั้งให้ สุรินทร์ กฤตยาพงศ์พันธุ์ ขึ้นแทน จนปลายปีที่แล้ว ประสารเสียชีวิตลง ประชุม มาลีนนท์ น้องชายคนเล็กที่ดูธุรกิจไอที และเทคโนโลยี ได้รับความเห็นชอบจากพี่ๆ ในตระกูล ให้ขึ้นเป็น “แม่ทัพ” คนใหม่ของบีอีซีเวิลด์

เมื่อพี่น้องมาลีนนท์ที่ถือหุ้นในสัดส่วนเท่าๆ กัน ได้เทเสียงไปที่น้องชายคนเล็ก “ประวิทย์” จึงได้ยื่นใบลาออกในทุกตำแหน่งเมื่อ 19 พฤศจิกายน 2559

นับเป็นการทิ้งบทบาททั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังอย่างสิ้นเชิง เพื่อเปิดทางให้ “ประชุม” พิสูจน์ฝีมือเต็มที่


มาถึงต้นปี 2560 ช่อง 3 เริ่มให้น้ำหนักกับการดึงมืออาชีพเข้ามาบริหาร โดยมีชื่อ สมประสงค์ บุญยะชัย อดีตซีอีโอชื่อดังจากเอไอเอส และอินทัช โฮลดิ้งส์ เข้ามานั่งเป็นกรรมการบริหาร แทน เทรซี่ แอนน์ มาลีนนท์ ซึ่งเป็นลูกสาวของประชา มาลีนนท์

จากนั้นบอร์ดบีอีซีเวิลด์เริ่มส่งสัญญาณการเปลี่ยนแปลง ด้วยการแต่งตั้ง สมชัย บุญนำศิริ อดีตกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงไทย ที่เป็นกรรมการอิสระของช่อง 3 ให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริษัท ส่วน ประชุม มาลีนนท์ ขยับจากกรรมการบริษัท ขึ้นเป็นรองประธาน

จากนั้นแค่เดือนเดียว “ประชุม” ก็ขึ้นรับตำแหน่ง “ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร” Group Chief Executive Officer บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) พร้อมจัดทัพใหม่แต่งตั้งให้ “สมประสงค์” ขึ้นนั่งประธานคณะกรรมการบริหาร แล้วดึงมืออาชีพเข้ามาเสริมทัพสร้างความแข็งแกร่ง

เช่น “อาภัทรา ศฤงคารินกุล” อดีตผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ เอไอเอส ซึ่งเธอเคยเป็นที่ปรึกษาให้กับ “ประชุม” ช่วงที่บริหารบริษัทลูกของช่อง 3 มาก่อน

ตามติดด้วยลูกหม้อค่ายเอไอเอสเหมือนกัน “ภัทรศักดิ์ อุตตมะโยธิน” อดีตผู้อำนวยการ ส่วนงาน HR เข้ามาเป็น “หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคล” รวมถึง “วรุณเทพ วัชราภรณ์” อดีตผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ มารับตำแหน่งเป็น “ที่ปรึกษาด้านการตลาด” ขึ้นตรงต่อ “ประชุม” โดยตรง

ล่าสุด “น้ำทิพย์ พรมเชื้อ” ผู้บริหารจากอินทัช ตัดสินใจมาช่วยช่อง 3 อีกคน ในตำแหน่ง หัวหน้าคณะผู้บริหารวางกลยุทธ์ Chief Strategy Officer หรือ CSO มีผลเมื่อ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา

นี่จึงเป็น “ที่มา” ของกระแสข่าวว่า “ช่อง 3 ถูกเอไอเอสเทคโอเวอร์” จนช่อง 3 และเอไอเอสต้องออกหนังสือยืนยันปฏิเสธข่าว แม้แต่ตัวประวิทย์เองยังส่งไลน์ส่วนตัวถึงผู้จัดและดาราว่า ไม่ใช่เรื่องจริง

ขณะเดียวกัน คนของช่อง 3 ทยอยลาออก เช่นข่าวลือที่เป็นจริงคือการลาออกของ “สุรินทร์ กฤตยาพงศ์พันธุ์” ที่ย้ายข้ามค่ายไปเป็น “ผู้อำนวยการใหญ่ ช่องพีพีทีวี” จะมีผลในเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ ส่งผลให้ “ประชุม” ควบตำแหน่ง MD และ Group CEO ไปโดยปริยาย

ต้องยอมรับว่า การผ่าโครงสร้างครั้งใหญ่ของช่อง 3 รอบนี้ เกิดแรงกระเพื่อมถึงทีมงานเดิม รวมทั้งกลุ่มผู้จัดละคร ดาราศิลปิน ที่อยู่กับช่องมานาน

โดยเฉพาะทีมงานขายและการตลาดต้องปรับตัวให้เร็วที่สุด จากฝ่ายตั้งรับมาเป็นฝ่ายรุก จากที่เคยรอรับโทรศัพท์จากลูกค้า วันนี้ต้องคิดทำแพ็กเกจจูงใจและออกไปขายโฆษณา

ช่อง 3 ต้องใช้ความพยายามทุกวิถีทางในการหารายได้ใหม่ๆ เช่น เปิดหน่วยงานบริหารศิลปินเพื่อหารายได้เพิ่ม จากเดิมที่ให้ศิลปินดาราในสังกัด รับงานอีเวนต์ เป็นพรีเซ็นเตอร์ได้เอง ก็เปลี่ยนใหม่โดยให้ช่องรับงานแทน แล้วแบ่งรายได้ตามสัดส่วนที่เหมาะสม

นับเป็นครั้งแรกที่ช่อง 3 ขอแบ่งเปอร์เซ็นต์จากดาราในสังกัด

แล้วที่น่าจับตา เร็วๆ นี้จะมี “มืออาชีพ” จากบริษัทบันเทิงข้ามชาติเข้ามาร่วมฝ่าวิกฤตด้วย โดยจะได้รับมอบหมายให้ดูแลเรื่องบริหารศิลปิน และหาโอกาสสร้างรายได้จากการเปิดตลาดในต่างประเทศ

พร้อมกับเดินหน้าควบคุมค่าใช้จ่ายจากการผลิตละคร ลดการตุนเรื่องเพื่อรอออกอากาศ รวมถึงต้องหาสปอนเซอร์ไว้ล่วงหน้าให้มากพอก่อนจะผลิต

เพื่อรับมือกับสื่ออนไลน์ “ช่อง 3” กำลังจริงจังกับการสร้างแพลตฟอร์ม mello เป็นของตัวเอง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต เปรียบแล้วก็เหมือนละครบทใหม่ที่ต้องสร้างสรรค์อย่างสุดความสามารถ

47 ปีบนเส้นทางธุรกิจทีวี

“ช่อง 3” จะพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสใหม่ได้หรือไม่ ต้องภาวนาและน่าจับตา !!!


..........ดูในLink จะมีภาพประกอบ อ่านแล้ว เข้าใจดีครับ.....
ส่วนตัวไม่ดู TV ช่อง 3 มา 4 ปี แล้วครับ....

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06,01, 2018, 09:35:52 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
06,01, 2018, 11:44:05
H1N1
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,384



« ตอบ #427 เมื่อ: 06,01, 2018, 11:44:05 »

ทำไมหลายคนต้องรีบกดรีโมทเปลี่ยนช่องทันที จนเลิกดูไปเลย ครับ?
บันทึกการเข้า
06,01, 2018, 14:30:40
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,900


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #428 เมื่อ: 06,01, 2018, 14:30:40 »

ทำไมหลายคนต้องรีบกดรีโมทเปลี่ยนช่องทันที จนเลิกดูไปเลย ครับ?
หลายปัจจัย ครับ มีพฤติกรรมผู้บริโภค เดิม คือชอบเปลี่ยนช่องตอนมีโฆษณา,  มีช่องทางเลือกเพิ่มขึ้น,  ดูรายการเฉพาะผ่านมือถือ มากขึ้นครับ

https://www.matichon.co.th/news/790811

หุ้นพุ่ง-บาทแข็งไม่หยุด แค่2วันทำการ ทุบสถิติใหม่อีกครั้ง

บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
06,01, 2018, 14:56:56
H1N1
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,384



« ตอบ #429 เมื่อ: 06,01, 2018, 14:56:56 »

อ๋อ เป็นอย่างนี้นี่เอง ขอบคุณครับ ธุจ้า
บันทึกการเข้า
08,01, 2018, 14:36:10
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,900


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #430 เมื่อ: 08,01, 2018, 14:36:10 »

https://www.prachachat.net/tourism/news-97444

ทอท.แจงแผนรับมือสนามบินแออัด หลังบลูมเบิร์กชูแชมป์โลกมาร์เก็ตแคป

​นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) หรือ ทอท. กล่าวว่า ตามที่เว็บไซต์บลูมเบิร์ก รายงานข่าวว่า ทอท. เป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของโลกในหุ้นกลุ่มท่าอากาศยาน โดยหุ้น AOT มีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 75 จากการอ้างอิงข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งสูงสุดในรอบ 13 ปี ส่งผลให้หุ้น AOT มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) มากกว่า 1 ล้านล้านบาท เนื่องจากในปีที่ผ่านมามีจำนวนผู้โดยสารเดินทางมาใช้บริการท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของ ทอท. ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานภูเก็ต ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ท่าอากาศยานหาดใหญ่ และท่าอากาศยาน แม่ฟ้าหลวง เชียงราย เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับปัญหาสนามบินแออัดอาจจะกระทบต่อกิจการในอนาคต เห็นควรขยายผล เพื่อสะท้อนถึงมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลที่ทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาเมืองไทยมากขึ้นนั้น ​

ทอท.มีแผนขยายท่าอากาศยานภายใต้ความรับผิดชอบทั้ง 6 แห่งในระยะ 10 ปี นับตั้งแต่ปีงบประมาณ 2559 โดยจะเพิ่มศักยภาพการรองรับผู้โดยสารจากเดิม 83.5 ล้านคนต่อปี เป็น 184 ล้านคนต่อปีในปีงบประมาณ 2568 คาดว่าใช้งบประมาณลงทุนรวม 2.2 แสนล้านบาท ซึ่งในเดือนมิถุนายน 2561 หลังการปรับปรุงท่าอากาศยานภูเก็ต ระยะที่ 2 แล้วเสร็จ และเมื่อรวมกับการปรับปรุงท่าอากาศยานดอนเมือง ในปี 2559 พบว่า ทอท.ได้ขยายศักยภาพการรองรับผู้โดยสารเพิ่มขึ้นเป็น 42.5 ล้านคนต่อปี โดยในปี 2560 มีปริมาณผู้โดยสารที่ใช้บริการท่าอากาศยานของ ทอท. เป็นจำนวน 133 ล้านคน และปัจจุบัน ทอท.อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิซึ่งเป็นท่าอากาศยานหลักของประเทศตามโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ปีงบประมาณ 2554 – 2560) โดยได้เริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2559 และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2564 เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จจะเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารจากเดิม 45 ล้านคนต่อปี เป็น 60 ล้านคนต่อปี

นายนิตินัย กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากการพัฒนาท่าอากาศยานแล้ว ทอท. ในฐานะหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงคมนาคมได้ร่วมทำแผนบูรณาการยุทธศาสตร์การบริหารท่าอากาศยาน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาโครงข่ายระบบการขนส่งทางอากาศของประเทศในภาพรวม โดย ทอท.ได้วิเคราะห์บทบาทของ ทอท.ในการเพิ่มศักยภาพโครงข่ายระบบท่าอากาศยานของประเทศไทยภายใต้กรอบแนวคิดแบบการบริหารจัดการทั้งด้านอุปสงค์และอุปทานต้องทำเป็นกลุ่ม (Cluster)เพื่อให้การบริหารจัดการน่านฟ้าของประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเหมาะสมกับตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ (Positioning) ของท่าอากาศยานแต่ละแห่ง อันจะเพิ่มประสิทธิภาพในการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ภาคพื้น ยังทำให้การทำการตลาดของแหล่งท่องเที่ยวในแต่ละกลุ่ม Cluster เป็นไปในทิศทางเดียวกันและไม่เกิดการแข่งขันกันเอง ซึ่งจะนำมาซึ่งผลประโยชน์สูงสุดของประเทศโดยรวม
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
08,01, 2018, 21:28:35
H1N1
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,384



« ตอบ #431 เมื่อ: 08,01, 2018, 21:28:35 »

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=0eHieVhnSF8" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=0eHieVhnSF8</a>

https://www.thaich8.com/news_detail/12468/จีนทุ่มพันล้าน-ปลูกสมุนไพรที่-จ-หนองคาย
บันทึกการเข้า
08,01, 2018, 21:33:12
H1N1
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,384



« ตอบ #432 เมื่อ: 08,01, 2018, 21:33:12 »

ก็ดีนะครับ จีนมาลงทุนเขาเอาเม็ดเงินมา ทำให้ภาคธุรกิจ เกิดการจ้างงาน ก่อให้เกิดรายได้ เป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ  ปรบมือ




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09,01, 2018, 12:11:59 โดย H1N1 » บันทึกการเข้า
09,01, 2018, 14:21:26
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,900


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #433 เมื่อ: 09,01, 2018, 14:21:26 »

ก็ดีนะครับ จีนมาลงทุนเขาเอาเม็ดเงินมา ทำให้ภาคธุรกิจ เกิดการจ้างงาน ก่อให้เกิดรายได้ เป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ  ปรบมือ






ยินดีครับ ชาติไหนก็ได้มาลงทุน เยอะๆ

https://www.prachachat.net/general/news-98381

ชาวศรีราชาจะไม่ทน! “ปิดมอเตอร์เวย์” ทำรถติดหนัก นายอำเภอร่อนหนังสือด่วนสุดประชุมหาทางออก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันนี้(9 มกราคม 2561) นายนิติ วิวัฒน์วานิช นายอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี มีหนังสือ ด่วนที่สุด เรียกประชุม หาทางแก้กรณีการปิดทางเข้าออกมอเตอร์เวย์ กรุงเทพ-พัทยา ช่วงอำเภอศรีราชา จนเป็นเหตุได้รับข้อร้องเรียนจากประชาชนชาวอำเภอศรีราชาจำนวนมาก เนื่องจากอำเภอศรีราชามีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ นิคมอุตสาหกรรมหลายแห่ง อีกทั้งช่วงเวลาเร่งด่วนทำให้การจราจรติดขัดอย่างหนัก ส่งผลกระทบไปถนนสายต่างๆ ข้างเคียง และ หากมีอุบัติเหตุ หรือ เหตุสาธารณภัย เกิดขึ้นทั้งในมอเตอร์เวย์ จะทำให้การเข้าระงับเหตุ หรือ ให้ความช่วยเหลือเป็นไปด้วยความยากลำบาก จึงส่งหนังสือผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ประธานกต.ตร.สภ.ศรีราชา นายกสมาคมพุทธมามกสว่างประทีปธรรมสถาน นายกสมาคมพุทธ สมาคมเพียวเยี่ยงไท้ นายกสมาคมสื่อมวลชนอำเภอศรีราชา นายกสมาคมผู้ประกอบการขนส่งท่าเรือแหลมฉบัง และ ชมรมขนส่งสินค้าท่าเรือแหลมฉบัง เข้าร่วมประชุมในวันนี้ ณ ที่ว่าการอำเภอศรีราชา เพื่อให้ได้ข้อสรุปร่วมกัน
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
10,01, 2018, 07:56:51
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,900


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #434 เมื่อ: 10,01, 2018, 07:56:51 »

https://money.sanook.com/537741/

ครม.อนุมัติงบ 35,000 ล้าน ช่วยคนจนเฟส 2

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. ในวันนี้ว่า ที่ประชุมอนุมัติวงเงินกว่า 35,000 ล้านบาท ในการดำเนินมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยระยะที่ 2 พร้อมแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รวมทั้งมีคณะอนุกรรมการ ที่มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน

พร้อมทั้งยังสั่งการให้ธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ดำเนิน 6 มาตรการ 18 โครงการ ซึ่งใช้งบประมาณจากการทำบัญชีโครงการตามนโยบายของรัฐ หรือ  PSA เบื้องต้นเชื่อว่าจะมีผู้มีรายได้น้อยได้ประโยชน์ 4.7 ล้านราย

ขณะที่มีการอนุมัติเพิ่มเติมสำหรับค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค สำหรับผู้ที่เข้าร่วมโครงการพัฒนาตนเอง จากเดิมได้รับ 200 บาท จะได้ 300 บาท และผู้ที่เคยได้ 300 บาท จะเพิ่มเป็น 500 บาท โดยให้มีผลในเดือนมีนาคม 2561

นอกจากนี้ ในส่วนของภาคเอกชนที่มีรายจ่ายจากการจ้างผู้มีรายได้น้อยทำงานและจ่ายค่าอบรมต่อเนื่อง จะสามารถนำค่าใช้จ่ายดังกล่าวมาหักลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่า ถึงเดือนธันวาคม 2562
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
หน้า: 1 ... 27 28 [29] 30   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: