GUN IN THAILAND
23,11, 2017, 08:02:33 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Google
หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 ... 25   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย  (อ่าน 5499 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
09,02, 2017, 08:20:52
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,311


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #45 เมื่อ: 09,02, 2017, 08:20:52 »

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1486548257

ส่งออกข้าว ปี′60 แข่งเดือด ไทยหั่นราคาหนีเวียดนาม-อินเดีย

สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยได้เปิดเผยรายงานสถานการณ์การส่งออกข้าวไทย ประจำปี 2559 และคาดการณ์ทิศทางการส่งออกข้าวในปี 2560 มีตัวเลขที่น่าสนใจระบุว่า ยอดการส่งออกข้าวไทยปี 2559 มีปริมาณ 9.88 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 190,000 ตัน จากปี 2558 เป็นที่น่าสังเกตว่า ยอดการส่งออกของไทยครองตำแหน่งเบอร์ 2 ในตลาดโลก แต่กลับมีอัตราการขยายตัว 0.9% ขณะที่อินเดีย เบอร์หนึ่ง ส่งออก 10.43 ล้านตัน แต่ติดลบ 4.7% และเวียดนาม ส่งออกได้ 4.95 ล้านตัน ติดลบ 25.1%

นายสมเกียรติ มรรคายาธร เลขาธิการสมาคมอธิบายว่า ปัจจัยที่ทำให้ส่งออกไทยโตสวนทางคู่แข่งเพราะ "ราคาส่งออก" ที่ปรับตัวลดลงไปอยู่ในระดับที่แข่งขันได้ โดยเฉพาะข้าวขาว เฉลี่ยที่ 445 เหรียญสหรัฐต่อตัน ลดลงจากปี 2558 ที่เฉลี่ย 471 เหรียญสหรัฐต่อตัน เทียบกับราคาข้าวขาวของเวียดนามแล้วไม่ต่างกันมากหนัก ทำให้ข้าวไทยสามารถแข่งขันได้ดีขึ้น

แต่เหตุที่ภาพรวมที่ยอดส่งออกข้าวขาว 4.91 ล้านตัน ลดลง 3.8% ข้าวนึ่ง 2.14 ล้านตัน ลดลง 7.5% เพราะตลาดตะวันออกกลาง และเอเชียซึ่งเป็นตลาดหลักของข้าวกลุ่มนี้มีปัญหากำลังซื้อ และคำสั่งซื้อข้าวรัฐบาลต่อรัฐบาล (G to G) ลดลง


ทั้งนี้ สมาคมคาดการณ์ข้าวโลกในปี 2560 มีผลผลิต 480 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 1.6% การบริโภค 477 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 1.5% ขณะที่การค้าข้าวโลกมีปริมาณ 40.78 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 2.7% ส่งผลให้มีสต๊อกคงเหลือจำนวนมาก 118 ล้านตัน เพิ่ม 1.9% จากปีก่อน แต่เป็นปริมาณสูงสุดในรอบ 20 ปี โดยคาดการณ์ว่า อินเดียจะยังครองอันดับหนึ่งมีปริมาณ 10 ล้านตัน รองลงมาคือ ไทย 9.7 ล้านตัน เวียดนาม 5.8 ล้านตัน และปากีสถาน 4.2 ล้านตัน

นายวัลลภ มานะธัญญา อุปนายกสมาคมกล่าวว่า ข้าวหอมมะลิส่งออกได้มากขึ้น 2.36 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้น 19% เป็นผลจากราคาที่ลดลง และจุดแข็งที่ผู้บริโภคชอบข้าวหอมไทย ทั้งนี้ ปี 2560 ข้าวหอมจะเพิ่มขึ้น ถ้าราคายังคงเป็นแบบนี้ และด้วยมาตรฐานใหม่ที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศจะช่วยให้มีข้าวหอมเกรดรองไปแข่งขันกับเวียดนามและกัมพูชาได้ แนวโน้มราคาข้าวหอมน่าจะปรับเหลือตันละ 700 จากปีก่อนที่ 800 เหรียญสหรัฐ

ข้าวขาวยังน่าห่วง

นายโชค เศรษฐีวรรณ อุปนายกสมาคมกล่าวว่า ปี 2560 ไทยจะส่งข้าวขาวได้ 4.6 ล้านตัน จากปี 2559 ที่ส่งออกได้ 4.9 ล้านตัน ปัจจัยสำคัญสถานการณ์การแข่งขันกับเวียดนามเป็นตัวแปรสำคัญที่สุด ต้องจับตาผลผลิตนาปีเวียดนามที่จะออกเดือนมีนาคม 12 ล้านตัน ปัจจัยอัตราแลกเปลี่ยน และนโยบายการระบายสต๊อกข้าวอินเดีย

"ข้าวขาวใหม่ส่วนใหญ่จะส่งออกไปตลาดเอเชีย ส่วนตลาดแอฟริกาจะนำเข้าข้าวเก่าเป็นหลักกว่า 90% ซึ่งปีที่ผ่านมาจะเห็นยอดนำเข้ามาเลเซียเพิ่มขึ้นเป็น 3.81 แสนตัน เพราะราคาไทยต่ำ แต่ถ้าปีใดราคาไทยแพงจะหันไปซื้อเวียดนาม"

กำลังซื้อข้าวนึ่งหดตัว

นายวิชัย ศรีประเสริฐ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมกล่าวว่า ปีนี้ไทยจะส่งออกข้าวนึ่งได้ 2 ล้านตันจากปกติ 3 ล้านตัน เป็นการส่งออกถดถอยต่อเนื่องมาหลายปี โดยปัจจัยหลักมาจากลูกค้าตลาดส่งออกข้าวนึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศที่ขายน้ำมันเป็นรายได้หลัก เมื่อราคาน้ำมันลดลง กำลังซื้อหดตัว

โดยเฉพาะตลาดไนจีเรีย ซึ่งเป็นตลาดส่งออกข้าวนึ่งเบอร์ 1 ไม่เพียงกำลังซื้อหด แต่รัฐบาลไนจีเรียพยายามปลูกข้าวกินเอง และตั้งกำแพงภาษีนำเข้าข้าว 75% ทำให้กระทบการส่งออกตรงไปไนจีเรียหายไป ไทยต้องส่งผ่านพ่อค้าที่เบนิน และแคเมอรูนขายผ่านไปชายแดนไนจีเรีย ทำให้ยอดส่งออกเบนิน สูงขึ้น 1.421 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 76.4% แคเมอรูน 502,254 ตัน เพิ่มขึ้น 11.8%

แต่ 2 ตลาดนี้ยังไม่สามารถชดเชยยอดส่งออกไปไนจีเรียที่สูญเสียไปได้ เพราะยังมีปัญหาอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินไนร่าอ่อนค่าลงจาก 160 เป็น 400 ไนร่าต่อเหรียญสหรัฐ อีกทั้งไม่มีสถาบันการเงินไทยรายใดยอมรับแลกเงินไนร่า ทำให้มีปัญหาในการชำระเงินค่อนข้างสูงอีก

"ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าราคาสินค้าเกษตรจะขยับขึ้น แต่เราก็ไม่มั่นใจว่าจะขึ้นได้หรือไม่ ถ้าสต๊อกยังเยอะ แต่ด้วยเหตุที่ภาวะราคาลดลงมา 6-7 ปีต่อเนื่อง หวังว่าจะปรับขึ้นมาได้บ้าง โดยเฉพาะข้าวนึ่ง ซึ่งซื้อขายลำบาก ถึงขายได้ก็ไม่มีกำไร ต้องแข่งกับข้าวอินเดีย โดยปกติข้าวไทยแพงกว่าอินเดีย ตันละ 30-50 เหรียญสหรัฐ แต่ตอนนี้ราคาอินเดียตันละ 370 เหรียญสหรัฐ ส่วนข้าวไทยตันละ 360-365 เหรียญสหรัฐ แต่ยังไม่แน่นอนเพราะมียังมีปัจจัยเสี่ยงจากค่าเงิน"

ดังนั้น เกษตรกรไทยต้องลดต้นทุนการปลูก ดูแลคุณภาพข้าวให้ได้ หากทำได้จะแข่งขันได้ดีขึ้น

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09,02, 2017, 08:23:50 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
09,02, 2017, 21:49:00
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,311


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #46 เมื่อ: 09,02, 2017, 21:49:00 »

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1486642950
เซ็นรวด 6 สัญญารถไฟฟ้าสายสีส้ม-‘สมคิด’หนุนเต็มสูบปั้นรถไฟฟ้า 2 หัวเมืองต่างจังหวัด

รฟม.เซ็น 6 สัญญารถไฟฟ้าสายสีส้ม เริ่มตอกเสาเข็มมิ.ย.นี้ อังคารหน้าครม.เตรียมอนุมัติสัญญาเดินรถข้อต่อสถานีเตาปูน-บางซื่อ ก่อสร้าง 6 เดือนเปิดใช้สิงหาคมนี้ ยืนยันแผนภาครัฐมุ่งเป้าอนุมัติรถไฟฟ้ากทม.4 สายทาง-ต่างจังหวัด 2 สายทางภายในปีนี้ ด้าน 5 รถไฟทางคู่ จ่อประมูล-เซ็นสัญญาภายในเดือนมี.ค.60

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ เปิดเผยเมื่อวันที่ 9 ก.พ.60 ว่า การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้มีการลงนามสัญญาก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงศูนย์วัฒนธรรม- มีนบุรี ระยะทาง 23 กิโลเมตร วงเงิน 79,221 ล้านบาท จำนวน 6 สัญญาได้แก่ สัญญาที่ 1 สัญญาจ้างออกแบบควบคู่งานก่อสร้างโยธา โครงการใต้ดิน ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย-รามคำแหง 12 ผู้ชนะการประมูล กิจการร่วมค้า CKST (บมจ. ช.การช่างและบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด) วงเงิน 20,633 ล้านบาท

สัญญาที่ 2 สัญญาจ้างออกแบบควบคู่งานก่อสร้างโยธา โครงการใต้ดิน ช่วงรามคำแหง 12 - หัวหมาก ผู้ชนะการประมูล กิจการร่วมค้า CKST วงเงิน 21,057 ล้านบาท สัญญาที่ 3 สัญญาจ้างออกแบบควบคู่งานก่อสร้างโยธา โครงการใต้ดิน ช่วงหัวหมาก-คลองบ้านม้า ผู้ชนะการประมูล บมจ.อิตาเลียนไทย วงเงิน 18,570 ล้านบาท สัญญาที่ 4 สัญญาจ้างออกแบบควบคู่งานก่อสร้างโยธา โครงการยกระดับ ช่วงคลองบ้านม้า-มีนบุรี ผู้ชนะการประมูล บมจ.ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น วงเงิน 9,990 ล้านบาท

สัญญาที่ 5 สัญญาจ้างก่อสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงและอาคารจอดแล้วจร ผู้ชนะประมูล กิจการร่วมค้า CKST วงเงิน 4,831ล้านบาท สัญญาที่ 6 สัญญาจ้างออกแบบควบคุมงานก่อสร้างระบบราง ผู้ชนะการประมูล บมจ.ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น วงเงิน 3,690 ล้านบาท

ซึ่งการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มจะเริ่มต้นในเดือนมิ.ย.นี้ และแล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม 2566
 
นายสมคิดกล่าวต่อว่า วันอังคารหน้าหรือวันที่ 14 ก.พ.60 คณะรัฐมนตรี (ครม.) จะพิจารณาอนุมัติการจ้างเอกชนเดินรถสถานีเตาปูน-บางซื่อระยะทาง 1 กม. เชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายสีม่วง (บางใหญ่-เตาปูน) เข้ากับรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน (หัวลำโพง-บางซื่อ) หลังจากนั้นจะใช้เวลาก่อสร้างไม่เกิน 6 เดือน สามารถเปิดใช้บริการได้ภายในเดือนสิงหาคม 2560

ส่วนการพิจารณาให้บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (บีอีเอ็ม) เดินรถไฟฟ้าสีน้ำเงินส่วนต่อขยายช่วงหัวลำโพง-บางแคและบางซื่อ-ท่าพระ ครม.จะพิจารณาหลังจากนี้ โดยจะเร่งผลักดันให้เดินรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินครบทั้งสายได้ภายในปี 2562 ตามแผนงานที่วางไว้

สำหรับโครงการรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯและปริมณฑลอีก 4 สายทาง คือ สายสีเขียวคูคต-ลำลูกกา,สมุทรปราการ-บางปู, สายสีม่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ และสายสีส้มช่วงศูนย์วัฒนธรรม-บางขุนนนท์ จะเร่งผลักดันการอนุมัติโครงการจากครม. ให้ครบทั้งหมดภายในปี’60 รวมถึงโครงการรถไฟฟ้าในต่างจังหวัด จะเร่งผลักดันโครงการให้ได้อย่างน้อยใน 2 จังหวัด

"ต่างจังหวัดในตัวเมืองใหญ่ที่มีการขยายตัวจากการท่องเที่ยวหรือการเติบโตทางเศรษฐกิจ ได้มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมและรฟม.เสนอโครงการรถไฟฟ้าในต่างจังหวัดอย่างน้อย 2 จังหวัดเข้าครม.ให้ได้ภายในปีนี้ เช่น จ.ภูเก็ต เชียงใหม่" นายสมคิดกล่าว

นอกจากนี้ สัญญารถไฟทางคู่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) จำนวน 5 เส้นทาง ได้แก่ มาบกะเบา-ชุมทางจิระ, ประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร, ลพบุรี-ปากน้ำโพ, นครปฐม-หัวหิน, หัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ จะเร่งเปิดประมูลและลงนามสัญญาภายในเดือนมี.ค.60 เช่นกัน

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09,02, 2017, 21:51:03 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
11,02, 2017, 09:45:32
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,311


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #47 เมื่อ: 11,02, 2017, 09:45:32 »

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1486629014

โค้งแรก "ท่องเที่ยว" สดใส "รัสเซีย-บราซิล" ดาวรุ่งมาแรง

แม้ว่าภาคการท่องเที่ยวของไทยจะได้รับผลกระทบจากมาตรการ "ปราบทัวร์ศูนย์เหรียญ" ในช่วงไตรมาสสุดท้ายอย่างหนักในปีที่ผ่านมา

แต่โดยรวมยังคงสร้างการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

จากรายงานของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)ระบุว่า ปี 2559 ประเทศไทยมีรายได้จากภาคการท่องเที่ยวรวม 2.52 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 8% หรือที่ 2.4 ล้านล้านบาท

"ยุทธศักดิ์ สุภสร" ผู้ว่าการ ททท. เล่าให้ผู้เขียนฟังว่า ในจำนวนนี้ตลาดต่างประเทศสร้างรายได้ที่ 1.65 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% จากจำนวนนักท่องเที่ยวรวมที่ 32.59 ล้านคน (เพิ่มขึ้น 8%)

ตลาดที่มาแรงและเติบโตมากที่สุด คือ อเมริกา ที่โตถึง 14% ตามด้วยตะวันออกกลาง เพิ่มขึ้น 13% ยุโรป 10% เอเชียตะวันออก อาเซียน และเอเชียใต้ 9% และแอฟริกา 6% ขณะที่โอเชียเนีย ปรับตัวลดลงเล็กน้อยที่ 2%

ที่น่าจับตาคือ ปี 2559 ที่ผ่านมา มีตลาดที่ มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวประเทศไทยเกิน 1 ล้านคนถึง 8 ตลาด ประกอบด้วย จีน, มาเลเซีย, เกาหลี, ลาว, ญี่ปุ่น, อินเดีย, สิงคโปร์ และรัสเซีย และคาดว่าปีนี้น่าจะได้ตลาดที่มีนักท่องเที่ยวเกิน 1 ล้าน เพิ่มมาอีก 2 ตลาด คือ สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา

ส่วนตลาดในประเทศ แม้ว่าคนไทยจะยังมีความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจและบรรยากาศความโศกเศร้า แต่การท่องเที่ยวของคนไทยยังเติบโตได้ในระดับปานกลาง ด้วยตัวเลขที่ 145 ล้านคนครั้ง สร้างรายได้ทางการท่องเที่ยว 8.66 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 8%

ทั้งนี้ กรุงเทพฯยังคงเป็นพื้นที่หลักที่ได้รับความนิยมมากที่สุด โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสสุดท้าย ที่คนจากทั่วประเทศเดินทางเข้ามายังกรุงเทพฯ เพื่อแสดงความไว้อาลัยในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยตลอดปี 2559 คนไทยเดินทางเข้ากรุงเทพฯมากกว่า 37 ล้านคนครั้ง

ขณะที่ภาคกลาง ภาคอีสาน และภาคกลาง ซึ่งมีข้อได้เปรียบของการเป็นแหล่งท่องเที่ยวระยะใกล้ มีค่าใช้จ่ายไม่สูง มีอัตราการเติบโต 8%, 5% และ 4% ตามลำดับ

ส่วนภาคเหนือและภาคใต้ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ โดยภาคเหนือมีฤดูหนาวค่อนข้างสั้น ขณะที่ภาคใต้ก็ประสบปัญหาน้ำท่วมในช่วงปลายปี ทำให้มีนักท่องเที่ยวคนไทยเดินทางไปเยือนค่อนข้างต่ำ โดยเพิ่มขึ้นเพียง 3%

อย่างไรก็ตาม จากโมเมนตัมที่ค่อนข้างดียังส่งผลให้กระแสของการท่องเที่ยวไทยดีต่อเนื่องมาถึงไตรมาสแรกปีนี้ด้วย

ทั้งนี้ผู้ว่าการททท.ยังคาดการณ์ด้วยว่า จะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาประมาณ 9.3 ล้านคน เพิ่มขึ้น 3% และสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวที่ 4.9 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 12%

หากรวมกับตลาดในประเทศ หรือไทยเที่ยวไทย ที่คาดว่าจะสร้างรายได้ราว 2.4 แสนล้านบาท จะทำให้ไตรมาสแรกมีรายได้รวมทะลุ 7.33 แสนล้านบาท

จากการรวบรวมข้อมูลตลาดพบว่า สถานการณ์ยังคงดีต่อเนื่องในหลาย ๆ ภูมิภาค โดยนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอเมริกา เพิ่มขึ้น 11% เอเชียใต้ เพิ่มขึ้น 9% ยุโรปและตะวันออกกลาง เพิ่มขึ้น 8% เป็นต้น และจากการประมวลจากตัวเลขสถิตินักท่องเที่ยวปีที่ผ่านมา พบว่ารัสเซียเป็นตลาดที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาไทยมากสุดเป็นอันดับ 8 ที่ 1.08 ล้านคน และขยายตัวสูงที่สุดที่ 23% และทำรายได้สูงสุดเป็นอันดับ 3 ที่ 8.8 หมื่นล้านบาท เติบโตถึง 27% สูงสุดอีกเช่นกัน

คาดว่า ในช่วงไตรมาสแรกนี้รัสเซียยังคงเป็นตลาดดาวรุ่งมาแรง เพราะราคาน้ำมันเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น ขณะที่ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทย-รัสเซียก็ดีขึ้น มีเที่ยวบินทั้งประจำและเช่าเหมาลำเพิ่มขึ้น

ที่น่าจับตามองอีกตลาดหนึ่ง คือบราซิล ซึ่งจากประเมินตัวเลขนักท่องเที่ยวบราซิลในช่วง 2 เดือนสุดท้ายปีที่ผ่านมามีทิศทางที่ดีมาก ขณะที่ ททท.ก็มีแผนเปิดสำนักงานที่เซาเปาลู เพื่อสร้างความเข้มแข็งของตลาดนี้ในปีนี้ด้วย

จากตัวเลขสถิติข้างต้นนั้น ทำให้ทุกองค์กรที่เกี่ยวข้องต่างฟันธงกันว่า การท่องเที่ยวของไทยในไตรมาสแรกปีนี้เติบโตตามเป้าหมายแน่นอน
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
12,02, 2017, 18:03:23
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,311


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #48 เมื่อ: 12,02, 2017, 18:03:23 »

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1486834092

CEOประชารัฐมั่นใจส่งออกฉลุย ขยายตัว3%"TU-เซ็นทรัล"หนุนเปิดเจรจาFTA

CEO ประชารัฐชงแผน Quick Win ดันส่งออกปี"60 ฉลุยตามเป้าหมาย 3% "TU-เซ็นทรัล" หนุนรัฐใส่เกียร์เดินหน้าเจรจาเอฟทีเอตลาดหลัก "สหรัฐ-อังกฤษ-ยูเรเซีย" รับมือการค้าโลกผกผัน

ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานว่า เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2560 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประธานคณะกรรมการสานพลังประชารัฐ ชุดการส่งเสริมการส่งออกและการลงทุนระหว่างประเทศ (D4) พร้อมด้วยนายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นประธานฝ่ายภาคเอกชน ประชุมร่วมกับผู้บริหารระดับสูงภาคเอกชน (CEO) ซึ่งแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาประจำภูมิภาค (Regional Advisors) 7 ภูมิภาค เพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะสำหรับจัดทำแผนผลักระยะเร่งด่วน (Quick Win) เพื่อขับเคลื่อนการส่งออกปี 2560 ให้ขยายตัว 3% ตามเป้าหมายที่วางไว้

นายสนั่นกล่าวว่า ที่ประชุมมีการพูดถึงตัวเลขส่งออกที่ท้าทายมากขึ้นถึง 3.6% เพราะมองว่า การส่งออกปีนี้น่าจะขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 3% แน่นอน โดยเฉพาะตลาดอาเซียน CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม) ซึ่งได้มีการเชิญตัวแทนจากสภาธุรกิจประเทศต่าง ๆ มาหารือกัน เพื่อแก้ไขปัญหาและอุปสรรคการค้าระหว่างกัน

นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป ในฐานะ Regional Advisor ตลาดสหรัฐ กล่าวว่า บริษัทจะส่งรายชื่อผู้ค้าปลีก ค้าส่ง และผู้ให้บริการร้านอาหารที่เป็นเครือข่ายให้กับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งจะคัดสรรสินค้าไทยที่มีความพร้อมทั้งคุณภาพและนวัตกรรม โดยไม่จำกัดประเภทสินค้า จากนั้นจะประสานให้พบกับผู้นำเข้า

"นโยบายทางการค้าของสหรัฐต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ยังไม่อาจวิเคราะห์ได้ในระยะเวลาอันสั้น แต่ขอให้กระทรวงเร่งสร้างความสัมพันธ์อันดีกับประเทศคู่ค้าหลัก ไม่เพียงแต่สหรัฐยังรวมถึงสหภาพยุโรป (อียู) เพราะหลาย ๆ ประเทศกำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี หากเป็นไปได้ควรจะพัฒนาไปสู่การเจรจาความตกลงเปิดเขตการค้าเสรี หรือเอฟทีเอกับสหรัฐ และอังกฤษ เพื่อเป็นโอกาสในการขยายตลาดในอนาคตด้วย ขณะที่ผู้ประกอบการไทยต้องพัฒนาสินค้าที่มีนวัตกรรมจะขายสินค้าขั้นพื้นฐานต่อไปไม่ได้อีกแล้ว"

นายธีรพงศ์ประเมินว่า แนวโน้มการส่งออกไปตลาดสหรัฐปี 2560 มีโอกาสที่จะขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2559 ที่ขยายตัว 1.8%

สอดคล้องกับความเห็น น.ส.จริยา จิราธิวัฒน์ ตัวแทนจากเครือเซ็นทรัล ในฐานะ Regional Advisor ประจำสหภาพยุโรปที่เห็นว่า แม้ว่าตลาดสหภาพยุโรปจะมีปัจจัยเสี่ยง เช่น ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว หรือการแยกตัวจากสหภาพยุโรปของอังกฤษ (Brexit) แต่สินค้าไทยยังมีจุดแข็ง จึงไม่กระทบต่อกำลังซื้อในช่วงที่ผ่านมา

"ในอนาคตเห็นด้วยว่าไทยควรให้ความสำคัญกับนโยบายการเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรี โดยเฉพาะกับประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป เช่น เอฟทีเอกับอังกฤษ รวมไปถึงเอฟทีเอกับยูเรเซีย เพื่อลดภาษี และขยายตลาดได้"

นายณัฐพล เดชวิทักษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ บริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะ Regional Advisor ตลาดจีน ร่วมกับ ซี.พี. กล่าวว่า ได้เสนอโครงการ "ไทยแลนด์ โก" เพื่อรวบรวมสินค้าไทยเข้าไปจำหน่ายในจีนผ่านช่องทางของล็อกซเล่ย์ และ ซี.พี. คาดว่าจะเปิดตัวในเดือนเมษายนนี้ และเริ่มจำหน่ายในเดือนสิงหาคม เน้น 6 เมืองใหญ่ เช่น เซี่ยงไฮ้ เฉิงตู กว่างโจว ซานโถ ฟูโจ หนานหนิง โดยผ่านโลตัสและอีคอมเมิร์ซ และสถานีบริการน้ำมันกว่า 2 หมื่นแห่ง มุ่งเป้าไปที่ 5 กลุ่ม คือ ข้าวหอมมะลิ ขนมขบเคี้ยว ผลิตภัณฑ์ สปา วัตถุดิบ ปรุงอาหาร และสินค้าอื่น ๆ

"ไทยแลนด์ โกพ้องเสียงกับภาษาจีนว่าไท่เล่อ โก้ หมายถึงการจับจ่ายสินค้าไทยอย่างมีความสุข ซึ่งจะใช้ในการโปรโมตโครงการนี้ ขอให้กรมสนับสนุนการประชาสัมพันธ์โครงการ ผ่านทางสำนักงานผู้แทนการค้าระหว่างประเทศในจีน 5 สำนักงาน โดยมีแผนจัดโรดโชว์ 6 เมืองเมืองละ 1 เดือน หากสินค้าใดขายดีก็จะวางขายต่อเนื่อง สินค้าเอสเอ็มอีไปเองเป็นชิ้น ๆ จะลำบากใช้ทุนสูง ซึ่งทางเราและ ซี.พี.มีช่องทางกระจายสินค้าอยู่แล้วจะช่วยทำเชลฟ์ไทยแลนด์ เชื่อมั่นว่าหากโครงการประชารัฐสำเร็จ ส่งออก 3% น่าจะไปได้"

นายพิเชษฐ์ หวังเทิดเกียรติ หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารร่วมธุรกิจต่างประเทศ บริษัท ดั๊บเบิ้ล เอ (1991) จำกัด (มหาชน) ในฐานะ Regional Advisor ตลาดนี้ยังมีศักยภาพจึงเป็นโอกาสสินค้าไทย เช่น อุปโภคบริโภค ฮาลาล อะไหล่ของแต่งรถ โดยได้เสนอประสานขอข้อมูลเทรดเดอร์หรือผู้นำเข้าสินค้า ส่งเสริมให้มีความเข้าใจในตลาด ซึ่งต่อไปอาจมีประชุมเวิร์กช็อปร่วมกัน

นายวรเทพ อัศวเกษม รองผู้อำนวยการฝ่าย G บริษัท ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สหพัฒน์มีบริษัทร่วมทุนกับพันธมิตรญี่ปุ่นหลายราย จะช่วยแนะนำเครือข่ายนักลงทุนญี่ปุ่นด้านตัวแทนจากบีเจซี ระบุว่า ขอให้สานต่อโครงการพี่จูงน้องให้มีความถี่เพิ่มขึ้น

Quick Win 7 ภูมิภาค

ไฮไลต์ สุดยอดแผนงานเร่งด่วนจากที่ปรึกษาทั้ง 7 ราย ใน 7 ภูมิภาค ได้แก่ นายพรชัย วิทยาคุณสกุลชัย จาก SCG รับผิดชอบตลาดเอเชียใต้, Yuji Nakagawa จาก Toyota Tsusho ตลาดภูมิภาคแอฟริกาและตะวันออกกลาง, นายสมชาย จึงสมบูรณานนท์ จาก CP และนายณัฐพล เดชวิทักษ์ จาก Loxley ตลาดจีน นายวรเทพ อัศวเกษม จาก I.C.C. International ตลาดญี่ปุ่น นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล จาก BJC ตลาดอาเซียน น.ส.จริยา จิราธิวัฒน์ จาก Central ตลาดยุโรป และธีรพงศ์ จันศิริ จาก TUF ตลาดสหรัฐ

ตลาดสหรัฐเสนอ 8 แนวทาง ได้แก่ การพัฒนาสินค้าที่มีนวัตกรรมสูง สินค้าที่มีคุณภาพดีและได้รับมาตรฐานสากล เช่น กุ้ง ต้องได้มาตรฐานเรื่องแรงงาน สินค้าที่มีความปลอดภัย และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ การเจาะตลาดลูกค้ากลุ่ม Millennial (กลุ่มคนที่มีอายุตั้งแต่ 18-34 ปี หรือเกิดช่วง ค.ศ. 1980-1996) กลุ่มเอเชีย กลุ่มฮิสแปนิก

กลุ่มรักสุขภาพ รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์ การสร้างพันธมิตรกับผู้ประกอบการค้าปลีกค้าส่ง ผู้จัดจำหน่าย และกระจายสินค้าช่องทางต่าง ๆ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อพัฒนาช่องทางจำหน่ายทั้งการขายผ่านช่องทางออนไลน์และโซเชียลมีเดียต่าง ๆ

ตลาดยุโรปกลยุทธ์ Quick Win กำหนดสินค้าเป้าหมาย อาทิ อาหาร แฟชั่น โดยเลือกตลาดเป้าหมายที่มีศักยภาพ เช่น เยอรมนี อังกฤษ อิตาลี เดนมาร์ก เพื่อให้เห็นผลภายใน 1 ปี

ตลาดจีนเสนอโครงการ Thailand Go (ไทเล่อโก้ว) ดำเนินโครงการตั้งแต่พฤษภาคม 2560-สิงหาคม 2561 มุ่งเน้นหัวเมืองใหญ่ในจีน เช่น เซี่ยงไฮ้ เฉิงตู หนานหนิง กว่างโจว ซัวเถา ฝูโจว ซึ่งมีกลุ่มลูกค้าไม่ต่ำกว่า 20 ล้านคน โดยดำเนินการผ่านเครือข่ายบริษัทล็อกซเล่ย์ อินเตอร์เทรด (กว่างโจว) และบริษัท ซี.พี.โลตัส คอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งมีร้านค้าปลีก 73 สาขา และศูนย์กระจายสินค้า สินค้าเป้าหมาย คือ ข้าวหอมมะลิ วัตถุดิบปรุงอาหาร น้ำผลไม้ ผลิตภัณฑ์สปา ขนมขบเคี้ยว และอื่น ๆ

ตลาดเอเชียใต้เสนอ แซลมอนโมเดล คือการว่ายทวนน้ำโดยมีแผนเริ่มจากการแสวงหาโอกาสในการทำตลาดการลงทุน และการเข้าถึงตลาดโดยจะมีการจัดงานฉลองครบรอบความสัมพันธ์ไทย-อินเดียครบ 70 ปี จัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ การเสวนาทางธุรกิจ นอกจากนี้ ยังมีฐานสนับสนุนการเจรจาความตกลง เปิดเขตการค้าเสรีที่ยังค้างอยู่ ทั้ง RCEP BIMSTEC, AFTA เป็นต้น ตลอดจนการสร้างกลยุทธ์พันธมิตร (Strategic Partnership) การร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน การจัดงานแสดงสินค้า การจัดแคมเปญพิเศษ และการสนับสนุนอีคอมเมิร์ซ เป็นต้น

ในส่วนของ ภูมิภาคอาเซียน จะเน้นการผลักดันยอดขายสินค้าไทยผ่าน 4 ช่องทางหลัก คือ ร้านขายส่งขายปลีก เช่น MM Mega Market เวียดนามตั้งเป้าเพิ่มยอดขายสินค้าไทยจาก 3% เป็น 5% ร้านสะดวกซื้อ M-point Mart ในลาวตั้งเป้าเติบโตไม่ต่ำกว่า 20% B′s Mart ในเวียดนามเพิ่มสินค้า 15% ตัวแทนกระจายสินค้าตั้งเป้าเพิ่มมูลค่ายอดขายไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท เติบโตไม่ต่ำกว่า 10% และช่องทางการจัดงานแสดงสินค้า

สำหรับตลาด แอฟริกาและตะวันออกกลาง เสนอแผน Recruit Import มุ่งเน้นการสร้างเครือข่ายของผู้ค้าโดยจะให้มีการจัดคณะผู้ส่งออกพบกับผู้นำ เข้า มีการเยี่ยมชมโรงงาน มุ่งเน้นส่งออกชิ้นส่วนรถยนต์ อาหาร โดยจะเชิญผู้ซื้อจากแอฟริกามาซื้อสินค้าในไทยและส่งกลับไปขายต่อในภูมิภาค เป็นต้น
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 12,02, 2017, 18:05:04 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
13,02, 2017, 09:42:43
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,311


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #49 เมื่อ: 13,02, 2017, 09:42:43 »

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1486947855

เงินคงคลัง "ต่ำ" ไม่น่ากลัวเท่า "ขาดดุลงบพุ่ง"
คอลัมน์ชั้น 5 ประชาชาติ โดย ออยล์เดย์

ไฟสุมทรวงรัฐบาล "บิ๊กตู่" อีกระลอกของต้นปีระกา เมื่อถูกขยี้ปม "รัฐถังแตก" เพราะเงินคงคลังลดต่ำเหลือ 7.5 หมื่นล้านบาทเมื่อสิ้นปีที่แล้ว กระหึ่มในโลกโซเชียลที่มีการแชร์กันต่อ ๆ จนตื่นตระหนกว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย

เหตุการณ์นี้เกิดหลังจากที่นักวิชาการ "ดร.เดชรัต สุขกำเนิด" หัวหน้าภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้โพสต์ในเฟซบุ๊ก "Decharut Sukkumnoed" ขึ้นมา โดยระบุถึงตัวเลข "เงินคงคลัง" ณ สิ้นเดือน ธ.ค. 2559 เหลืออยู่ราว 7.49 หมื่นล้านบาท ลดฮวบลงมากในช่วงกว่า 2 ปีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่อยู่ในคราบรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งตอนนั้นเงินคงคลังยังอยู่สูง 4.95 แสนล้านบาท

เชื้อไฟ "รัฐถังแตก" ปลุกผีดิบ "ซอมบี้" ฝ่ายการเมือง แห่รุมทึ้งรัฐบาลชุดนี้กัน พร้อมเติมเชื้อไฟไปถึงเเงินรั่วไหลผ่านมาตรการต่าง ๆ หรือลงทุนด้วย จากที่รัฐบาล "เร่งให้เบิกจ่าย" งบประมาณ เพราะต้องการให้เงินอัดฉีดลงไปกระตุ้นเศรษฐกิจ

ทำเอานายกรัฐมนตรี "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" อารมณ์พุ่งขึ้นมาทันที พร้อมโยงไปถึงประเด็นว่า "ใครเอามาพูด พรรคการเมืองไหน นักการเมืองฝ่ายไหน" แต่ก็มีประเด็นที่น่าสนใจว่า วันนี้เงินที่เอาไปลงทุนถูกต้องและทำได้หรือไม่ หนี้สาธารณะเกินหรือเปล่า ดูสิ่งที่ทำทุจริตหรือเปล่า

สิ่งที่ทำเกิดหรือไม่ ไปดูตรงปลายทางด้วย

ด้านรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ "ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์" ตั้งหลักออกมาปฏิเสธว่า "รัฐไม่ได้ถังแตก", คนที่ออกมาปล่อยข่าวไม่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องเงินคงคลัง, อดีต 15 ปีก่อน ก็เคยเกิดเหตุการณ์เงินคงคลังเหลือเพียง 2-3 หมื่นล้านบาท ส่วนขุนคลัง "อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ถูกขย่มเก้าอี้ ก็ยกเหตุผลต่าง ๆ ว่า เป็นการบริหารจัดการเงินในมือให้มีประสิทธิภาพ กระทรวงการคลังมีการเปลี่ยนระบบวิธีการบริหารจัดการเงินคงคลังใหม่, หากจำเป็นต้องใช้เงินก็สามารถกู้ได้อีกกว่า 3 แสนล้านบาท ภายใต้วงเงินกู้ชดเชยขาดดุลงบประมาณปี 2560 ที่ตั้งไว้ที่ 3.9 แสนล้านบาท, แต่กรณีเงินคงคลังที่ลดต่ำ เพราะไม่ต้องการกู้เงินมากองไว้ เพราะจะมีต้นทุนดอกเบี้ยกู้ที่ต้องจ่าย โดยทุก 1 แสนบาท จะมีภาระดอกเบี้ยจ่าย 2 พันล้านบาท (ดอกเบี้ยกู้ราว 2%) เป็นต้น, การประเมินระดับเงินคงคลังที่เหมาะสมอยู่ที่ 5 หมื่นล้านบาท-1 แสนล้านบาท, นโยบายการเร่งรัดให้มีการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อนำไปใช้โครงการต่าง ๆ, ในช่วงต้นปีงบประมาณ เงินคงคลังจะต่ำ เพราะ "ภาษียังไม่เข้า" โดยเฉพาะปี 2559 การจัดเก็บต่ำกว่าทุกปี แม้แต่การขึ้นภาษีน้ำมันเครื่องบิน น้ำมันเครื่องเป็นการจัดเก็บภาษีให้เป็นธรรม หลังจากที่มีการปรับขึ้นภาษีน้ำมันอื่นไปแล้ว ดังนั้นไม่เกี่ยวกับเรื่องรัฐถังแตก

ขณะที่ในโลกโซเชียลประเด็น "เงินคงคลัง" ร่อยหรอ ได้มีการชี้ให้เห็นถึงประเด็นนี้ว่า ไม่ได้น่ากังวล เพราะเงินคงคลังเป็นเรื่องของการบริหารเงินสดในมือ

ซึ่งในเฟซบุ๊กของ "Ben Suwankiri" หรือ ดร.นโม นักเศรษฐศาสตร์หนุ่มค่ายแบงก์ทหารไทย อธิบายได้ง่าย ๆ เห็นภาพว่า เงินคงคลังไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าสถานะเงินในกระเป๋าตังค์ของคนทั่วไป พร้อมยกตัวอย่างว่า วันนี้ผมมีตังค์ติดตัวแค่ 400 บาท ต่ำกว่าเดือนก่อน ๆ ที่จะพกประมาณ 1,000-1,500 บาท แต่ก็ไม่ได้กังวลครับ เพราะยังมีเงินเดือนเข้าทุกเดือน และมีบัตรเครดิตหากจำเป็นจริง ๆ และยังมีพร้อมเพย์ที่โอนฟรี อ้อแล้วบางเดือนก็หนี้บัตรเครดิตบานเป็นพิเศษ เพราะมียอดรายจ่ายขนาดใหญ่ (เช่นซื้อประกันชีวิตบ้างไรบ้าง) แต่ก็ไม่กังวลอะไรเพิ่มขึ้น เพราะอยู่ในแผนการใช้จ่ายและทำให้ไม่ต้องควักเงินในกระเป๋าตังค์ออกตลอด

ดร.นโมเล่าว่า แล้วเมื่อไหร่ที่ต้องกังวลเหรอครับเมื่อไม่มีรายได้ กู้ไม่ได้ แบงก์กับเจ้าหนี้ปิดวงเงิน เพื่อนเลิกคบ ญาติหนีหน้า  ภรรยาทิ้ง (ซึ่งในแง่เศรษฐกิจ คือช่วยวิกฤต) แต่ก็อย่าทำให้เกิดวิกฤตสิครับ ดูการใช้จ่ายอย่าให้เกินตัว ถ้าจ่ายก็ต้องเพื่อสร้างรายได้เพิ่ม ไม่ใช่แค่บริโภค และกู้เท่าที่แบกรับภาระหนี้ได้ ถ้าบริหารอย่างนี้ได้ ก็ไม่ต้องสนใจเงินในกระเป๋าตังค์หรอก มีเท่าที่พอใช้ก็พอ ถือเงินเยอะก็มีต้นทุนครับ ปล. เงินคงคลังคือ เงินในกระเป๋าตังค์ ไม่ใช่เงินสำรองยามฉุกเฉิน (ฉุกเฉินจริงต้องใช้เงินตราระหว่างประเทศ เงินบาทหมดค่ามีไปก็เท่านั้น) และไม่ใช่ตัววัดความมั่งคั่งครับ

ขณะที่นักวิชาการ ดร.สกนธ์ วรัญญูวัฒนา คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชี้ว่า เงินคงคลังถือน้อยก็ไม่ได้แปลว่าจน หรือถือเยอะก็ไม่ได้แปลว่ารวย ส่วนกรณีที่อยากดูฐานะการคลังของประเทศ แนะให้ดูที่ดุลเงินงบประมาณรายปี ว่าสิ้นเดือนเหลือเงินในกระเป๋าเท่าไหร่

ซึ่งระยะหลังรัฐบาลมีแนวโน้มขาดดุลงบประมาณมากขึ้นเรื่อย ๆ อันนี้จะน่าเป็นห่วงเพราะแปลว่ารัฐบาล "ชักหน้าไม่ถึงหลัง" เสียที และจะกลายเป็นหนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ

"รัฐถังแตก" เคยเป็นประเด็นร้อนในช่วงที่ "กรณ์ จาติกวณิช" เป็นขุนคลังในสมัยรัฐบาล "อภิสิทธิ์" เมื่อช่วงปี 2545 ถูกโจมตีปม "เงินคงคลังหด" เหมือนกัน

ปีนี้เป็นปีที่คนไทยคาดหวังว่าจะมีการ "เลือกตั้ง" รัฐบาลใหม่เกิดขึ้น นี่แค่ต้นปี รัฐบาล "บิ๊กตู่" ก็ถูกขย่มเสียแล้ว ลมการเมืองพัดความเชื่อมั่นสั่นคลอนไม่น้อย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13,02, 2017, 09:45:27 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
13,02, 2017, 19:18:06
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,311


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #50 เมื่อ: 13,02, 2017, 19:18:06 »

http://www.springnews.co.th/th/2017/02/24133/

“ไทย” เตรียมส่งมอบข้าว  1 แสนตัน งวดที่ 2  ให้ “จีน” ก.พ.-มี.ค.นี้

กรมการค้าต่างประเทศ ตกลงราคาขายข้าวแบบจีทูจีกับรัฐบาลจีน ปริมาณ 1 แสนตัน งวดที่ 2 เรียบร้อยแล้ว มีกำหนดส่งมอบช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคมนี้

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า หลังกรมการค้าต่างประเทศได้ทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล(จีทูจี) กับสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อเดือนธันวาคม 2558 ปริมาณ 1 ล้านตัน โดยจะตกลงราคาเป็นรายงวดตามราคาตลาดโลก งวดละประมาณ 1 แสนตันนั้น ล่าสุดคอฟโก้ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจของจีน ได้ตกลงราคาซื้อข้าว 1 แสนตัน งวดที่ 2 เรียบร้อยแล้ว เป็นชนิดข้าวขาว 5% ฤดูการผลิตใหม่ ขนาดบรรจุ 25 กิโลกรัม ราคา 386 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน และขนาดบรรจุ 50 กิโลกรัม ราคา 391 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน มีกำหนดส่งมอบในเดือนกุมภาพันธ์– มีนาคมนี้ โดยราคาดังกล่าวนับว่าน่าพอใจเมื่อเทียบกับราคาข้าวจากประเทศคู่แข่งสำคัญอย่างเวียดนาม ถือเป็นผลดีต่อตลาดข้าวไทย เนื่องจากคำสั่งซื้อในปริมาณมากจะช่วยรองรับผลผลิตข้าวนาปรังที่จะออกสู่ตลาด

ส่วนข้าวตามสัญญาที่เหลืออีก 8 แสนตัน จะมีการเจรจาตกลงราคาและส่งมอบภายในปีนี้ อีกทั้งรัฐบาลยังมีกรอบความร่วมมือที่จะทำสัญญาซื้อขายข้าวระยะยาวกับรัฐบาลจีนเพิ่มเติมอีก 1 ล้านตัน ภายใต้บันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการค้าสินค้าเกษตร ไทย-จีน ที่ลงนามไว้เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2557 ซึ่งจะสามารถรองรับผลผลิตข้าวในฤดูการผลิตถัดไปได้อีกทางหนึ่ง

นางอภิรดี ยังกล่าวว่า รัฐบาลยังเร่งดำเนินนโยบายเชิงรุก เพื่อกระชับความสัมพันธ์กับรัฐบาลประเทศผู้ซื้อข้าวรายอื่น เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา และบังกลาเทศ รวมถึงร่วมมือกับตลาดภาคเอกชนเจาะตลาดทวีปต่างๆ ซึ่งมีศักยภาพสูง เช่น ตะวันออกกลาง อเมริกาใต้ อเมริกากลาง และแอฟริกา พร้อมผลักดันนวัตกรรมข้าวไทยสู่ตลาดโลก เพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิมและสร้างฐานลูกค้าใหม่ วางแผนตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคข้าวท่ามกลางภาวะการแข่งขันรุนแรง
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
14,02, 2017, 22:20:09
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,311


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #51 เมื่อ: 14,02, 2017, 22:20:09 »

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1487065594
คนนนท์โล่ง! 16 ก.พ. รฟม.เซ็นจ้าง BEM เดินรถไฟฟ้าฟันหลอ "บางซื่อ-เตาปูน" เปิดใช้ ส.ค.นี้

"ครม.บิ๊กตู่" เคาะจ้าง BEM เดินรถ 1 สถานีเชื่อม "เตาปูน-บางซื่อ" เปิดบริการ ส.ค.นี้ ส่วนสายสีน้ำเงินต่อขยายคาดชง ครม.มี.ค.เปิดหวูดช่วง "หัวลำโพง-บางแค" ก.ย.62

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 14 ก.พ.60 คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบการจัดจ้างติดตั้งและบริหารจัดการเดินรถกับ บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) จากสถานีเตาปูน-บางซื่อ ระยะทาง 1 กิโลเมตร วงเงิน 918 ล้านบาท ลดลง 93.4 ล้านบาท ที่เคยเจรจาเมื่อวันที่ 9 เม.ย.60 จากวงเงินเดิม 1,012 ล้านบาท แยกเป็นการจัดหาระบบรถ 672 ล้านบาท เดินรถและซ่อมบำรุง 2 ปี วงเงิน 104 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายการเงิน (ต้นทุนดอกเบี้ย) จำนวน 82 ล้านบาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 60 ล้านบาท จะลงนามสัญญาว่าจ้างวันที่ 16 ก.พ.นี้ จากนั้นใช้เวลาดำเนินการ 6 เดือน แล้วเสร็จเดือน ก.ค. และเปิดบริการเดือนส.ค.60

ส่วนความก้าวหน้าการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายหัวลำโพง-บางแค และบางซื่อ-ท่าพระ ระยะทาง 27.91 กิโลเมตร งานโยธา ณ เดือน ม.ค.60 มีความก้าวหน้า 89.16% ต่ำกว่าแผนที่วางไว้ 89.42%

สัญญาที่ 1 หัวลำโพง-สนามไชย ระยะทาง 2.8 กิโลเมตร คาดว่าแล้วเสร็จในเดือน มี.ค.60 สัญญาที่ 2 สถานีสนามไชย-ท่าพระ ระยะทาง 2.57 กิโลเมตร งานโยธาเสร็จ 100% แล้ว

สัญญาที่ 3 สถานีท่าพระ-หลักสอง ระยะทาง 11.04 กิโลเมตร คาดว่าแล้วเสร็จในเดือน มี.ค.60  สัญญาที่ 4 สถานีท่าพระ-เตาปูน ระยะทาง 10.5 กิโลเมตร คาดว่าแล้วเสร็จในเดือน ธ.ค.60 หรืออาจจะเร็วกว่านั้น

"สาเหตุที่สัญญาที่ 4 ล่าช้าเนื่องจากถนนจรัญสนิทวงค์ ใช้ทางร่วมกับการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำของกรุงเทพมหานคร จึงต้องใช้เวลาในการปรับพื้นที่ก่อสร้าง" นายอาคมกล่าวและว่า

ส่วนสัญญาที่ 5 การวางรางและติดตั้งระบบ ขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) และการพิจารณาร่างสัญญาจากอัยการสุงสุด คาดว่าจะเสนอ ครม. และลงนามสัญญาในเดือน มี.ค.60 ซึ่งงานวางรางรถไฟฟ้าจะแล้วเสร็จในเดือน มิ.ย.61

"คาดว่าจะเริ่มเปิดเดินรถจากสถานีหัวลำโพง-บางแค ประมาณ 10 สถานี ในเดือน ก.ย.62 และจะเปิดจนครบตลอดสายในเดือนมี.ค.63"

บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
15,02, 2017, 13:36:49
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,311


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #52 เมื่อ: 15,02, 2017, 13:36:49 »

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1487089143

คืบหน้ามอเตอร์เวย์บางใหญ่-กาญจน์ ครม.ไฟเขียวผลประมูล 11 ตอนรวดกว่า 1.7 หมื่นล้าน

คืบหน้ามอเตอร์เวย์บางใหญ่-กาญจน์ ครม.ไฟเขียวผลประมูล 11 ตอนรวดกว่า 1.7 หมื่นล้าน ทางหลวงเซ็นจ้าง ก.พ.นี้

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 14 ก.พ. คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ 2559 มอเตอร์เวย์สายบางใหญ่-กาญจนบุรี ระยะทาง 96 กิโลเมตร วงเงิน 55,620 ล้านบาท จำนวน 11 ตอน ระยะทางรวม 48.57 กิโลเมตร วงเงินรวม 17,975 ล้านบาท ตามที่กรมทางหลวง (ทล.) เปิดประมูลไปแล้ว คาดว่าจะเซ็นสัญญาในเดือน ก.พ.นี้ เริ่มก่อสร้างในปีงบประมาณ 2560

ซึ่งในปีงบประมาณ 2560 จะมีการเบิกจ่าย 2,696 ล้านบาท ผูกพันปี 2561-2563 วงเงิน 15,279 ล้านบาท ได้แก่ ตอนที่ 2 กม.0+400-4+100 ระยะทาง 3.7 กม. วงเงิน 1,544,850 ล้านบาท ก่อสร้างโดย บริษัท ประยูรวิศว์ จำกัด

ตอนที่ 4 กม.9+000-13+000 ระยะทาง 4 กม. วงเงิน 1,701,860,000 ล้านบาท ก่อสร้างโดย บริษัท ไทยวัฒน์วิศวการทาง จำกัด 

ตอนที่ 7 กม.22+500-24+875 ระยะทาง 2.375 กม.  วงเงิน 1,609,901430 ล้านบาท ก่อสร้างโดย บริษัท สระหลวงก่อสร้างฯ 

ตอนที่ 8 กม.24+875-29+000 ระยะทาง 4.125 กม. วงเงิน 1,520,861.248 ล้านบาท ก่อสร้างโดย บริษัท สระหลวงก่อสร้าง จำกัด

ตอนที่ 9 กม.29+000-30+000 ระยะทาง 1 กม. วงเงิน 1,750,000,000 ล้านบาท ก่อสร้างโดย บริษัท แพร่ธำรงวิทย์ จำกัด   

ตอนที่ 10 กม.30+000-35+900 ระยะทาง 5.9 กม.  วงเงิน 1,721,780,000 ล้านบาท ก่อสร้างโดยบริษัท เสริมสงวนก่อสร้าง จำกัด 

ตอนที่ 12 กม.38+500-44+266.833 ระยะทาง 5.767 กม. วงเงิน 1,911,113,000 ล้านบาท ก่อสร้างโดย บริษัท เอ.เอส.แอสโซซิเอท เอนยีเนียริ่ง (1964) จำกัด

ตอนที่ 15 กม.50+000-55+500 ระยะทาง 5.5 กม. วงเงิน 1,535,307,000 ล้านบาท ก่อสร้างโดย บริษัท ทองมาคอนแทรคเตอร์ จำกัด

ตอนที่ 16 กม.55+500-60+950 ระยะทาง 5.450 กม. วงเงิน 1,636,454,700 ล้านบาท ก่อสร้างโดย บริษัท เชียงใหม่คอนสตรัคชั่น จำกัด

ตอนที่ 17 กม.60+950-64+700 ระยะทาง 3.75 กม. วงเงิน 1,836,454,700 ล้านบาท ก่อสร้างโดย บริษัท เอส.เค.วาย คอนสตรัคชั่น จำกัด

และตอนที่ 19 กม.70+000-77+000 ระยะทาง 7 กม. วงเงิน 1,314,935,000 ล้านบาท ก่อสร้างโดย บริษัท แสงชัยโชค จำกัด

ทั้งนี้ หลังผ่านอนุมัติ ครม. คาดว่า ลงนาม 11 ตอน ภายในเดือน ก.พ.60
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
16,02, 2017, 08:22:35
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,311


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #53 เมื่อ: 16,02, 2017, 08:22:35 »

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1487047328

Say No ร้านชาร์จค่ารูดบัตร


เดี๋ยวนี้ ใครไม่เคยใช้ออนไลน์ ก็อาจจะถูกมองว่าล้าสมัยไปนิดนึง เพราะธุรกิจในยุคนี้พึ่งพาระบบออนไลน์เกือบทั้งหมดแล้ว โดยเฉพาะการทำธุรกรรมทางการเงิน โอน ชำระบิล รูดซื้อสินค้า ร้านค้าร้านเล็กร้านน้อย ก็ต่างปรับตัวเข้าสู่ยุคออนไลน์ เพื่อกระตุ้นการขาย เร่งปิดการขาย โดยเอาออนไลน์มาช่วย ให้เกิดการจ่ายเงินได้ไวขึ้น

กลุ่มคนไม่น้อย น่าจะเคยใช้บริการรูดซื้อสินค้าผ่านเครื่องรับบัตร หรือ EDC ซึ่งถือเป็นช่องทางการชำระเงินแบบออนไลน์ประเภทหนึ่ง และกลุ่มคนไม่น้อยอีกเช่นกันที่อาจเคยถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการรูดบัตร โดยเฉพาะบัตรเดบิตเฉลี่ยอยู่ที่ราว 3% ในการรูดซื้อสินค้าแต่ละครั้ง บางร้านเหมือนใจป้ำ ไม่เก็บเลยสักบาท เพราะมียอดรูดซื้อสินค้าสูงแล้ว

แต่จริง ๆ แล้ว มีอีกหลายคนที่ไม่รู้ว่า "ร้านค้าไม่มีสิทธิ์" เรียกค่าธรรมเนียมในการรูดบัตรเพื่อซื้อสินค้าได้ !! ซึ่งถือเป็นระเบียบข้อบังคับของวีซ่า มาสเตอร์การ์ดที่กำหนดไว้เพื่อให้ร้านค้าทำความเข้าใจ ก่อนที่จะติดตั้ง EDC แล้ว "ฐากร ปิยะพันธ์" ประธานกรรมการกรุงศรี คอนซูมเมอร์ และผู้บริหารสายงานดิจิทัลแบงกิ้งและนวัตกรรม ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ยืนยันให้ฟังถึงระเบียบข้อบังคับนี้ ดังนั้นหากพบว่า ร้านค้าที่ติดตั้ง EDC ทำผิดกฎ หรือชาร์จค่าธรรมเนียมกับผู้บริโภค ธนาคารสามารถยึดเครื่อง EDC คืนได้ทันที

"ที่ผ่านมาก็อยู่ภายใต้ระเบียบนี้ ซึ่งระบุว่าร้านค้าที่ติดตั้ง EDC ห้ามชาร์จค่าธรรมเนียมกับผู้บริโภค เพราะร้านค้าได้บวกกำไรจากสินค้าที่ขายไปแล้ว หากเจอชาร์จ ฟ้องกลับได้ทันที โดยให้ดูว่าเครื่อง EDC เป็นของธนาคารอะไร ร้านอยู่พิกัดไหน และแจ้งกลับมายังธนาคาร และธนาคารจะประสานงานไปยังวีซ่าฯ หากพบว่าร้านค้าผิดจริง จะทำการยึดเครื่องทันที" นายฐากรกล่าว

เป็นอีกเรื่อง ที่ถือเป็นประสบการณ์ตรง ที่ผู้เขียนได้เจอกับตัวเอง หลังไปช็อปปิ้งอย่างเพลินใจ แต่ดันเงินไม่พอจึงยอมควักบัตรออกมาจ่าย ร้านค้าจึงเรียกชาร์จค่าธรรมเนียมการรูด ด้วยความไม่รู้ จึงยอมให้ชาร์จค่าธรรมเนียมแต่โดยดี แต่หลังจากได้พูดคุยกับผู้บริหารแบงก์ จึงเข้าใจอย่างถ่องแท้ ว่าอ๋อ !! ที่ผ่านมาเราล้วนถูกเอาเปรียบ ด้วยความที่เราไม่รู้มานับครั้งไม่ถ้วน จึงอยากบอกเล่าเรื่องนี้ให้เป็นบทเรียนกับผู้อ่าน ว่าหากเจอเหตุการณ์นี้ เราไม่ควรยอม !! หน้าที่จ่ายค่าธรรมเนียมเป็นเรื่องของร้านค้าที่ต้องแบกรับภาระ ไม่ใช่ผลักภาระให้ผู้บริโภค !!

โลกออนไลน์ทำให้เราซื้อของง่ายก็จริง แต่หากจะให้ดี ต้องช็อปอย่างชาญฉลาดด้วยนะคะ !!!!
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
17,02, 2017, 17:13:57
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,311


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #54 เมื่อ: 17,02, 2017, 17:13:57 »

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1487325369

คลังปลดล็อก นักกีฬา-โค้ช สร้างผลงานเพื่อชาติ กรณีได้เงินอัดฉีดเกิน10ล้าน ไม่ต้องนำมาคำนวณภาษี

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่กฎกระทรวง ฉบับที่ 325 (พ.ศ. 2560) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ลงนามโดยนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ซึ่งกฎกระทรวงฉบับนี้เป็นการกำหนดให้นักกีฬา และผู้ฝึกสอนกีฬาที่ได้รับเงินอัดฉีดเป็นรางวัลเกินกว่า 10 ล้านบาท ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำเงินได้ดังกล่าวมารวมคำนวณภาษี จากเดิมที่กฎหมายกำหนดให้เงินที่ได้รับส่วนที่ไม่เกิน 10 ล้านบาทได้รับยกเว้นภาษีอยู่แล้ว ทั้งนี้ มีผลใช้บังคับย้อนไปตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.2559 เป็นต้นไป
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
17,02, 2017, 17:16:22
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,311


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #55 เมื่อ: 17,02, 2017, 17:16:22 »

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1487321173

คปภ. เร่งเครื่องบริษัทประกันจ่ายสินไหม ภัยน้ำท่วมภาคใต้

คปภ. เปิดตัวเลข ความเสียหายประกันภาคใต้ ฝั่งบริษัทประกันชีวิตและประกันวินาศภัยเร่งจ่ายสินไหมเต็มที่ ล่าสุด คปภ. เปิดโครงการบริจาคเงินและสิ่งของช่วยเหลือชาวใต้กว่า 1.5 ล้านบาท


นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่หลายจังหวัดทางภาคใต้ โดยล่าสุดเมื่อ 10 ก.พ. 2560 มีรายงานความเสียหายจากสำนักงาน คปภ. ภาค 8 และสำนักงาน คปภ. ภาค 9 ว่าในพื้นที่ที่รับผิดชอบมีความเสียหายจากนาข้าวที่ได้ทำประกันภัย จำนวน 74,862 ไร่ โดยมีคณะกรรมอยู่ระหว่างการช่วยเหลือ

ในส่วนความเสียหายของรถยนต์ที่ทำประกันภัยมีจำนวน 3,021 คัน รวมมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้น 299 ล้านบาท ดำเนินการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้ว 1,264 คัน คิดเป็นจำนวนเงิน 114 ล้านบาท อยู่ระหว่างดำเนินการ จำนวน 1,757 คัน คิดเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 185 ล้านบาท

ด้านความเสียหายประกันภัยทรัพย์สินด้านประกันอัคคีภัย (ที่อยู่อาศัย) จำนวน 796 ราย รวมมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้น 35 ล้านบาทดำเนินการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้ว 120 ราย คิดเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 3 ล้านบาท อยู่ระหว่างดำเนินการ 676 ราย คิดเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 31 ล้านบาท และประกันอัคคีภัย (อาคารพาณิชย์/เอสเอ็มอี) ได้ทำประกันภัยไว้ 71 ราย รวมมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้น 14 ล้านบาท ดำเนินการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้ว 18 ราย คิดเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 2 ล้านบาท อยู่ระหว่างดำเนินการ 53 รายคิดเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 12 ล้านบาท ส่วนความเสียหายจากทรัพย์สิน (IAR) ที่ทำประกันภัยไว้จำนวน 437 ราย คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้น 1,042ล้านบาท ดำเนินการชดใช้แล้ว จำนวน 74 ราย เป็นจำนวนเงิน 3 ล้านบาท อยู่ระหว่างดำเนินการ จำนวน 363 ราย  คิดเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 1,039 ล้านบาท

ส่วนการประกันชีวิต และประกันอุบัติเหตุ (PA) ได้ทำประกันภัยไว้ จำนวน 5 ราย คิดเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 1,710,000 บาท ดำเนินการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้วจำนวน 2 ราย คิดเป็นจำนวนเงิน 110,000 บาท อยู่ระหว่างดำเนินการ จำนวน 3 ราย คิดเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 1,600,000 บาท ทั้งนี้ สำนักงาน คปภ. ได้เร่งรัดให้บริษัทประกันภัยดำเนินการจ่ายค่าสินไหมแก่ผู้ประสบภัยทุกรายการเป็นการด่วน โดยในส่วนของทรัพย์สินที่อยู่ระหว่างดำเนินการจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้ประสบภัยเป็นจำนวนหลายรายนั้น เนื่องจากทรัพย์สินส่วนใหญ่เป็นอสังหาริมทรัพย์ จึงต้องรอเข้าสำรวจภัยภายหลังน้ำลด ซึ่งขณะนี้ผู้ประเมินอยู่ระหว่างเข้าสำรวจความเสียหายแล้ว สำหรับผู้ประสบภัยที่ได้รับความเสียภายจากอุทกภัยภาคใต้และได้จัดทำประกันภัยไว้ขอให้รีบตรวจสอบเอกสารและหลักฐานการทำประกันภัย เพื่อนำไปยื่นขอรับค่าสินไหมทดแทนกับบริษัทที่รับประกันภัยต่อไป

ทั้งนี้ทาง คปภ. จัดทำโครงการ "คปภ.- ภาคอุตสาหกรรมประกันภัยช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม" เพื่อร่วมมือกันในการช่วยเหลือเยียวยาด้านเครื่องอุปโภคบริโภค และสิ่งจำเป็นในการดำรงชีพให้แก่ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วม โดยร่วมกับ สมาคมประกันวินาศภัยไทย สมาคมประกันชีวิตไทย สมาคมนายหน้าประกันภัยไทย สมาคมตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาการเงิน สมาคมการค้าผู้สำรวจภัยไทย บริษัทประกันชีวิต บริษัทประกันวินาศภัย และบริษัทนายหน้าประกันภัยนิติบุคคล

ทั้งนี้ ในโครงการดังกล่าว ได้ จัดเป็นคาราวานความช่วยเหลือลงพื้นที่นำร่อง 3 จังหวัดในภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งมีการร่วมสมทบทุนและมอบสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นให้แก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม เป็นเงินสดจำนวน 500,000 บาท ข้าวสารจำนวน 2,800 กิโลกรัม พร้อมหม้อหุงข้าวไฟฟ้า จำนวน 500 ใบ ที่อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี  มอบเงินสดจำนวน 500,000 บาท ข้าวสารจำนวน 4,000 กิโลกรัม พร้อมหม้อหุงข้าวไฟฟ้าจำนวน 500 ใบ ที่อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร รวมทั้งมอบเงินสดจำนวน 500,000 บาท ข้าวสารจำนวน 3,200 กิโลกรัม พร้อมหม้อหุงข้าวไฟฟ้า จำนวน 500 ใบ ที่อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้แทนของผู้ว่าราชการจังหวัดของแต่ละจังหวัดเป็นผู้รับมอบ ระหว่างวันที่ 16-17 กุมภาพันธ์ 2560 นอกจากนี้ ยังจัดให้บริษัทประกันภัยที่เกี่ยวข้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้กับ ผู้เอาประกันภัยในแต่ละพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากอุทกภัยในครั้งนี้ด้วย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17,02, 2017, 17:18:19 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
18,02, 2017, 19:52:29
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,311


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #56 เมื่อ: 18,02, 2017, 19:52:29 »

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1487159523

"หัวหิน ชะอำ" ยุโรปหาย-ค้าขายหด เบนเข็มดึงรัสเซีย/ญี่ปุ่น

ปัจจุบันธุรกิจท่องเที่ยวเป็นความหวังของเศรษฐกิจไทย รัฐบาลจึงพยายามผลักดันทั้งการท่องเที่ยวชุมชน ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ธรรมชาติที่สวยงามมาดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกเข้ามา

ทั้งนี้ในแต่ละพื้นที่จะมีช่วงเวลาการท่องเที่ยวที่แตกต่างกันออกไปตามฤดูกาลเช่นขณะนี้ภาคเหนือมีการเติบโตสูงสุดเพราะอากาศที่เย็นสบายเป็นจุดขายดึงดูดผู้คนให้หลั่งไหลเข้าไปสัมผัสส่วนสถานที่ท่องเที่ยวทางทะเลก็จะนิยมท่องเที่ยวกันในฤดูร้อนเดือนเมษายนเป็นต้นไป "หัวหิน-ชะอำ" เป็นหนึ่งเดสติเนชั่นที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบ

ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจบรรยากาศการท่องเที่ยวบริเวณชายหาดหัวหิน-ชะอำพบว่ามีนักท่องเที่ยวเดินทางท่องเที่ยวบางตาขณะที่แม่ค้าหาบเร่หลายรายต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ายอดขายลดลงประมาณ70-80% เมื่อเทียบกับปีก่อน ๆ ถือได้ว่าเป็นการค้าขายที่เงียบเหงาที่สุดในรอบหลาย 10 ปี ตั้งแต่มาค้าขายชายหาดชะอำ-หัวหิน และส่วนใหญ่บอกว่าค้าขายไม่ดีก็ต้องประหยัด ระวังการใช้จ่ายเงิน แถมยังเจอคู่แข่งขายตัดหน้าลดราคาให้ต่ำลงเพื่อเรียกลูกค้าอีกด้วย

แม่ค้าร้านของฝากของที่ระลึกรายหนึ่งบอกว่าตนเข้ามาทำธุรกิจขายของฝากประเภทหัตถกรรมที่ทำจากเปลือกหอยริมหาดหัวหินมานานกว่า20ปี ไม่เคยมีปีไหนยอดขายไม่ดีเท่าปีนี้ ยอดขายลดลงกว่า 70% ทำให้ครอบครัวมีปัญหาด้านการเงิน อยากให้รัฐบาลออกมาตรการมากระตุ้นให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวให้มากขึ้น เพราะจะทำให้มีรายได้มาจุนเจือครอบครัว

สอดคล้องกับ "นุกูล พรสมบูรณ์ศิริ" นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เปิดเผยว่า บรรยากาศการท่องเที่ยวหาดชะอำทุกวันนี้เงียบเหงา นักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติบางตา โดยเฉพาะวันธรรมดาบางตาผิดปกติ ส่วนเสาร์-อาทิตย์ มีนักท่องเที่ยวบ้างประปราย แต่ไม่คึกคักเหมือนปีก่อน ๆ สาเหตุหลักมาจากเศรษฐกิจไม่ขยายตัว นักท่องเที่ยวไม่กล้าใช้จ่าย

ไม่เพียงบรรยากาศริมหาดที่เงียบเหงา การค้าขาย ภาคบริการอื่น ๆ ก็ชะงักงันเช่นกัน ทำให้ภาพรวมปีนี้ไม่ค่อยสู้ดี หากไม่มีมาตรการจูงใจมากระตุ้นจะทำให้ภาวะเศรษฐกิจจังหวัดเพชรบุรีไม่ขยายตัว เพราะเศรษฐกิจหลักของเพชรบุรีส่วนหนึ่งมาจากการท่องเที่ยวที่สร้างรายได้จำนวนมหาศาล

"วสันต์ กิตติกุล" นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคตะวันตก กล่าวว่า สถานการณ์ท่องเที่ยวหัวหิน-ชะอำ ไตรมาสที่ 1/2560 ชะลอตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว สาเหตุหลักมาจากนักท่องเที่ยวจากยุโรปชะลอการเดินทางจากปัญหาเศรษฐกิจไม่ฟื้นตัว นอกจากนี้ยังได้รับผลกระทบจากนักท่องเที่ยวในประเทศหดหาย ส่งผลให้ โรงแรม รีสอร์ต ร้านอาหาร สปา ร้านของฝากของที่ระลึก หาบเร่ริมชายหาด ต้องปรับตัวกันมาก เห็นได้ชัดเจนคือผู้ประกอบการโรงแรม รีสอร์ต เริ่มหันมาเจาะตลาดไฮเอนด์มากขึ้นด้วยการปรับปรุงห้องพัก คุณภาพอาหาร และปรับมาขายแพ็กเกจทัวร์ไปเยี่ยมชมโครงการพระราชดำริ

"อัครวิทย์ เทพาสิต" ผอ.ททท.สำนักงานเพชรบุรี กล่าวว่า ช่วงต้นปีนักท่องเที่ยวจะแห่ไปเที่ยวหนาวภาคเหนือ ทำให้การท่องเที่ยวทางทะเลเงียบเหงาเป็นเรื่องธรรมดา แต่ปีนี้ค่อนข้างจะเงียบเหงากว่าทุกปีที่ผ่านมา เห็นสัญญาณลบตั้งแต่ช่วงปลายปี 2559 นักท่องเที่ยวยุโรปลดลงส่วนสแกนดิเนเวียยังเดินทางมาปกติ ขณะที่นักท่องเที่ยวคนไทยก็ยังชะลอตัว คาดว่าช่วงเดือนเมษายนนักท่องเที่ยวเดินทางเพิ่มขึ้น จะกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ททท.ได้เร่งอัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางมากกว่าปีก่อน ๆ เช่น จัดงานพระนครคีรีวันที่ 10-19 กุมภาพันธ์ 2560 รวบรวมศิลปะ วัฒนธรรม ร้านค้ามาให้นักท่องเที่ยวได้ช็อปปิ้ง, กิจกรรมเพชรบีชรัน วันที่ 5 มีนาคม ดึงกลุ่มนักท่องเที่ยวรักสุขภาพร่วมกิจกรรมวิ่ง, จัดการแข่งขันวาฬนานาชาติ วันที่ 10-12 มีนาคม ดึงจีน ไต้หวันเข้าร่วมและจัดงานประติมากรรมเกลือ วันที่ 17-19 มีนาคมนี้

นอกจากนั้น ยังได้รับงบประมาณจากกลุ่มภาคกลางตอนล่าง 2 จำนวน 160 ล้านบาท จะนำไปโรดโชว์ ภาคเหนือและภาคอีสานให้เกิดการเที่ยวเชื่อมโยงภูมิภาค อีกทั้งจะทำงานร่วมกับททท.มอสโก รัสเซีย และโตเกียว ญี่ปุ่น หาตลาดใหม่มาชดเชยยุโรป โดยปี 2560 ตั้งเป้าจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ทั้งหมดของจังหวัดเพชรบุรีเติบโต 10% จากปี 2559 มีนักท่องเที่ยว 6 ล้านคน รายได้ 20,000 ล้านบาท

ขณะที่ "ธนัชพร ทองสิงห์" ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมทิพย์อุไรซิตี้ อ.หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า ยอดจองโรงแรมหายไป 40-50% ลดลงต่ำสุดในรอบ 13 ปี ซึ่งตลาดยุโรปหายไปจำนวนมาก ส่วนกลุ่มสแกนดิเนเวียเปลี่ยนแผนไปภาคใต้มากขึ้นจึึงต้องปรับแผนตลาดลดราคาห้องพักหันไปเจาะตลาดกลุ่มมหาวิทยาลัยคอร์ปอเรตมากขึ้น

การท่องเที่ยวหัวหิน-ชะอำที่อยู่ในภาวะซบเซาทำให้ผู้ประกอบการพยายามปรับแผนการตลาดจากนี้ไปต้องจับตาดูว่าจะกลับมาฟื้นตัวได้เร็ววันหรือไม่
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
19,02, 2017, 09:41:35
we are water
สมาชิกใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 47



« ตอบ #57 เมื่อ: 19,02, 2017, 09:41:35 »

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1487159523

"หัวหิน ชะอำ" ยุโรปหาย-ค้าขายหด เบนเข็มดึงรัสเซีย/ญี่ปุ่น

ปัจจุบันธุรกิจท่องเที่ยวเป็นความหวังของเศรษฐกิจไทย รัฐบาลจึงพยายามผลักดันทั้งการท่องเที่ยวชุมชน ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ธรรมชาติที่สวยงามมาดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกเข้ามา

ทั้งนี้ในแต่ละพื้นที่จะมีช่วงเวลาการท่องเที่ยวที่แตกต่างกันออกไปตามฤดูกาลเช่นขณะนี้ภาคเหนือมีการเติบโตสูงสุดเพราะอากาศที่เย็นสบายเป็นจุดขายดึงดูดผู้คนให้หลั่งไหลเข้าไปสัมผัสส่วนสถานที่ท่องเที่ยวทางทะเลก็จะนิยมท่องเที่ยวกันในฤดูร้อนเดือนเมษายนเป็นต้นไป "หัวหิน-ชะอำ" เป็นหนึ่งเดสติเนชั่นที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบ

ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจบรรยากาศการท่องเที่ยวบริเวณชายหาดหัวหิน-ชะอำพบว่ามีนักท่องเที่ยวเดินทางท่องเที่ยวบางตาขณะที่แม่ค้าหาบเร่หลายรายต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ายอดขายลดลงประมาณ70-80% เมื่อเทียบกับปีก่อน ๆ ถือได้ว่าเป็นการค้าขายที่เงียบเหงาที่สุดในรอบหลาย 10 ปี ตั้งแต่มาค้าขายชายหาดชะอำ-หัวหิน และส่วนใหญ่บอกว่าค้าขายไม่ดีก็ต้องประหยัด ระวังการใช้จ่ายเงิน แถมยังเจอคู่แข่งขายตัดหน้าลดราคาให้ต่ำลงเพื่อเรียกลูกค้าอีกด้วย

แม่ค้าร้านของฝากของที่ระลึกรายหนึ่งบอกว่าตนเข้ามาทำธุรกิจขายของฝากประเภทหัตถกรรมที่ทำจากเปลือกหอยริมหาดหัวหินมานานกว่า20ปี ไม่เคยมีปีไหนยอดขายไม่ดีเท่าปีนี้ ยอดขายลดลงกว่า 70% ทำให้ครอบครัวมีปัญหาด้านการเงิน อยากให้รัฐบาลออกมาตรการมากระตุ้นให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวให้มากขึ้น เพราะจะทำให้มีรายได้มาจุนเจือครอบครัว

สอดคล้องกับ "นุกูล พรสมบูรณ์ศิริ" นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เปิดเผยว่า บรรยากาศการท่องเที่ยวหาดชะอำทุกวันนี้เงียบเหงา นักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติบางตา โดยเฉพาะวันธรรมดาบางตาผิดปกติ ส่วนเสาร์-อาทิตย์ มีนักท่องเที่ยวบ้างประปราย แต่ไม่คึกคักเหมือนปีก่อน ๆ สาเหตุหลักมาจากเศรษฐกิจไม่ขยายตัว นักท่องเที่ยวไม่กล้าใช้จ่าย

ไม่เพียงบรรยากาศริมหาดที่เงียบเหงา การค้าขาย ภาคบริการอื่น ๆ ก็ชะงักงันเช่นกัน ทำให้ภาพรวมปีนี้ไม่ค่อยสู้ดี หากไม่มีมาตรการจูงใจมากระตุ้นจะทำให้ภาวะเศรษฐกิจจังหวัดเพชรบุรีไม่ขยายตัว เพราะเศรษฐกิจหลักของเพชรบุรีส่วนหนึ่งมาจากการท่องเที่ยวที่สร้างรายได้จำนวนมหาศาล

"วสันต์ กิตติกุล" นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคตะวันตก กล่าวว่า สถานการณ์ท่องเที่ยวหัวหิน-ชะอำ ไตรมาสที่ 1/2560 ชะลอตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว สาเหตุหลักมาจากนักท่องเที่ยวจากยุโรปชะลอการเดินทางจากปัญหาเศรษฐกิจไม่ฟื้นตัว นอกจากนี้ยังได้รับผลกระทบจากนักท่องเที่ยวในประเทศหดหาย ส่งผลให้ โรงแรม รีสอร์ต ร้านอาหาร สปา ร้านของฝากของที่ระลึก หาบเร่ริมชายหาด ต้องปรับตัวกันมาก เห็นได้ชัดเจนคือผู้ประกอบการโรงแรม รีสอร์ต เริ่มหันมาเจาะตลาดไฮเอนด์มากขึ้นด้วยการปรับปรุงห้องพัก คุณภาพอาหาร และปรับมาขายแพ็กเกจทัวร์ไปเยี่ยมชมโครงการพระราชดำริ

"อัครวิทย์ เทพาสิต" ผอ.ททท.สำนักงานเพชรบุรี กล่าวว่า ช่วงต้นปีนักท่องเที่ยวจะแห่ไปเที่ยวหนาวภาคเหนือ ทำให้การท่องเที่ยวทางทะเลเงียบเหงาเป็นเรื่องธรรมดา แต่ปีนี้ค่อนข้างจะเงียบเหงากว่าทุกปีที่ผ่านมา เห็นสัญญาณลบตั้งแต่ช่วงปลายปี 2559 นักท่องเที่ยวยุโรปลดลงส่วนสแกนดิเนเวียยังเดินทางมาปกติ ขณะที่นักท่องเที่ยวคนไทยก็ยังชะลอตัว คาดว่าช่วงเดือนเมษายนนักท่องเที่ยวเดินทางเพิ่มขึ้น จะกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ททท.ได้เร่งอัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางมากกว่าปีก่อน ๆ เช่น จัดงานพระนครคีรีวันที่ 10-19 กุมภาพันธ์ 2560 รวบรวมศิลปะ วัฒนธรรม ร้านค้ามาให้นักท่องเที่ยวได้ช็อปปิ้ง, กิจกรรมเพชรบีชรัน วันที่ 5 มีนาคม ดึงกลุ่มนักท่องเที่ยวรักสุขภาพร่วมกิจกรรมวิ่ง, จัดการแข่งขันวาฬนานาชาติ วันที่ 10-12 มีนาคม ดึงจีน ไต้หวันเข้าร่วมและจัดงานประติมากรรมเกลือ วันที่ 17-19 มีนาคมนี้

นอกจากนั้น ยังได้รับงบประมาณจากกลุ่มภาคกลางตอนล่าง 2 จำนวน 160 ล้านบาท จะนำไปโรดโชว์ ภาคเหนือและภาคอีสานให้เกิดการเที่ยวเชื่อมโยงภูมิภาค อีกทั้งจะทำงานร่วมกับททท.มอสโก รัสเซีย และโตเกียว ญี่ปุ่น หาตลาดใหม่มาชดเชยยุโรป โดยปี 2560 ตั้งเป้าจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ทั้งหมดของจังหวัดเพชรบุรีเติบโต 10% จากปี 2559 มีนักท่องเที่ยว 6 ล้านคน รายได้ 20,000 ล้านบาท

ขณะที่ "ธนัชพร ทองสิงห์" ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมทิพย์อุไรซิตี้ อ.หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า ยอดจองโรงแรมหายไป 40-50% ลดลงต่ำสุดในรอบ 13 ปี ซึ่งตลาดยุโรปหายไปจำนวนมาก ส่วนกลุ่มสแกนดิเนเวียเปลี่ยนแผนไปภาคใต้มากขึ้นจึึงต้องปรับแผนตลาดลดราคาห้องพักหันไปเจาะตลาดกลุ่มมหาวิทยาลัยคอร์ปอเรตมากขึ้น

การท่องเที่ยวหัวหิน-ชะอำที่อยู่ในภาวะซบเซาทำให้ผู้ประกอบการพยายามปรับแผนการตลาดจากนี้ไปต้องจับตาดูว่าจะกลับมาฟื้นตัวได้เร็ววันหรือไม่
อีกเรื่องจากประสบการณ์ส่วนตัวพ่อค้าแม่ค้าหลายคนมักจะเอาเปรียบนักท่องเที่ยวอย่างร้านอาหารบางแห่งในตลาดรถไฟหัวหินผมเคยแนะนำญาติให้ไปทานแต่ญาติดันไปเข้าร้านผิดเจอแกงส้มชามละ800บาทนี่ขนาดคนไทยยังโดนแล้วชาวต่างชาติจะไม่มองเราในแง่ลบได้ยังไง
บันทึกการเข้า

รักชีวิต อย่าคิดสู้เมีย
19,02, 2017, 17:39:49
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,311


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #58 เมื่อ: 19,02, 2017, 17:39:49 »

อีกเรื่องจากประสบการณ์ส่วนตัวพ่อค้าแม่ค้าหลายคนมักจะเอาเปรียบนักท่องเที่ยวอย่างร้านอาหารบางแห่งในตลาดรถไฟหัวหินผมเคยแนะนำญาติให้ไปทานแต่ญาติดันไปเข้าร้านผิดเจอแกงส้มชามละ800บาทนี่ขนาดคนไทยยังโดนแล้วชาวต่างชาติจะไม่มองเราในแง่ลบได้ยังไง

ขอบคุณที่ แนะนำครับ..... เป็นผม เจอแบบนี้ ก็คงมาแค่ครั้งเดียว

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1487156569

เอกชนแห่นำเข้าโรงไฟฟ้ามือสอง ใช้เครื่องจักรเก่าลดต้นทุน หวัง3ปีแรกฟันกำไรเละ!

เอกชนจี้ กกพ.ปรับเงื่อนไขรับซื้อไฟฟ้าพลังงานทดแทนจากรายเล็กมาก (VSPP) ให้ใช้เครื่องจักรใหม่เท่านั้น หลังบางรายสบช่องซื้อเครื่องจักรมือ 2 จากจีนมาใช้แทน หวังลดต้นทุนทำกำไรสูงช่วงเริ่มต้นโครงการ แต่ประสิทธิภาพผลิตไฟฟ้าต่ำ ซ้ำเพิ่มมลพิษกระทบสิ่งแวดล้อม ด้าน กกพ.แจงต้องเปิดกว้างด้านเทคโนโลยี แต่จะมีแบงก์ตรวจสอบโครงการละเอียด หากใช้เครื่องจักรห่วยก็ไม่ปล่อยกู้

แหล่งข่าวจากผู้ประกอบการเทคโนโลยีโรงไฟฟ้า เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า การรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนโดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในช่วงที่ผ่านมานั้น ได้มีผู้ผลิตไฟฟ้าเลือกใช้เครื่องผลิตไฟฟ้ามือ 2 ที่มีการนำเข้าจากประเทศจีนแทนการใช้เครื่องใหม่ เนื่องจาก 1) เงื่อนไขการรับซื้อไฟฟ้ากำหนดไว้เพียงว่าให้ผู้ผลิตใช้เทคโนโลยีประสิทธิภาพสูงในการผลิตเท่านั้น เท่ากับเปิดกว้างให้ใช้เทคโนโลยีแบบใดก็ได้ 2) ช่วยลดการลงทุนในช่วงเริ่มต้นโครงการและทำกำไรในระยะสั้นได้สูงในช่วง 3 ปีแรก จากอัตราค่าไฟฟ้าแบบ Feed in Tariff ที่ค่อนข้างสูง ซึ่งในความเป็นจริงนั้นการใช้เครื่องผลิตไฟฟ้าใหม่จะส่งผลดีต่อโครงการและภาพรวมของการผลิตไฟฟ้าระยะยาว นอกจากนี้การใช้เครื่องมือ 2 ยังเพิ่มผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพราะเมื่อประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าต่ำ ส่งผลให้ต้องใช้เชื้อเพลิงมากขึ้น เช่น ในโรงไฟฟ้าชีวมวล กำลังผลิต 1 เมกะวัตต์จากเดิมที่ใช้เศษไม้ประมาณ 30 ตัน/วัน ต้องเพิ่มเป็น 40-50 ตัน/วัน

ฉะนั้นในกรณีที่ กกพ.เตรียมจะประกาศรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนจากทุกประเภท รวมกำลังผลิตประมาณ 400-500 เมกะวัตต์ในเร็ว ๆ นี้ จึงต้องการเสนอให้มีการกำหนดในเงื่อนไขการรับซื้อไฟฟ้าด้วยว่า ผู้ผลิตไฟฟ้าจะต้องใช้เครื่องผลิตใหม่ในการผลิตไฟฟ้าเท่านั้น นอกจากช่วยประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าให้ผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่องแล้ว ยังถือเป็นการช่วยผู้ประกอบการธุรกิจเครื่องผลิตไฟฟ้าในประเทศด้วย เพราะขณะนี้ผู้ประกอบการในธุรกิจเครื่องไฟฟ้าเตรียมนำเข้าจากประเทศจีนเพิ่มมากขึ้นแน่นอน

"พวกที่เลือกใช้มือ 2 นั้นจะไม่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ แต่มันคุ้มไปแล้วเนื่องจากเดิมต้องใช้เงินซื้อเครื่องจักร อุปกรณ์ต่าง ๆ สำหรับโรงไฟฟ้าทั้งหมดใช้เงินอยู่ที่ 150 ล้านบาทต่อโครงการ ก็ลดลงเหลือเพียง 80-100 ล้านบาทเท่านั้น และยังได้ค่าไฟแบบ FiT อีก ต้องเรียกว่าฟันกำไรมหาศาลกันเลย บางรายเดินเครื่อง 3 ปีแล้วก็ต้องหยุดซ่อมใหญ่เพราะเป็นเครื่องเก่าหรือไม่บางรายก็ขายโรงไฟฟ้าให้กับผู้สนใจ ย้อนดูข้อมูลโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนที่เดินเครื่องไปก่อนหน้านี้ประมาณ 30-40% ใช้เครื่องผลิตไฟฟ้ามือ 2 ทั้งนั้น และส่วนใหญ่ก็มีปัญหาทั้งด้านวัตถุดิบและต้องหยุดซ่อม"

แหล่งข่าวกล่าวเพิ่มเติมว่า ในกรณีที่ กกพ.ใช้วิธีการประมูล โดยรายใดเสนอราคาต่ำสุดจะได้เป็นผู้พัฒนาโรงไฟฟ้าไป ฉะนั้นยิ่งมีแนวโน้มค่อนข้างสูงที่ผู้ประกอบการที่ใช้เทคโนโลยีมือ 2 จะได้รับการอนุมัติ เพราะเสนอราคาประมูลที่ต่ำกว่ารายอื่น ๆ ได้ ฉะนั้นเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาต่อภาพรวมการผลิตไฟฟ้าในอนาคต กกพ.ควรกำหนดในประเด็นนี้ให้ชัดเจน

นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน กล่าวว่า เงื่อนไขการเปิดรับซื้อไฟฟ้าพลังงานทดแทน จากกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) ที่กำหนด ให้ใช้เทคโนโลยีประสิทธิภาพสูงนั้น เพื่อเปิดกว้างในการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมโดยผู้ประกอบการเอง อย่างไรก็ตามการเลือกใช้เทคโนโลยีจะส่งผลต่อการตัดสินใจปล่อยสินเชื่อเงินกู้จากสถาบันการเงินด้วย หากผู้ประกอบการเลือกใช้เทคโนโลยีคุณภาพต่ำก็มีความเป็นไปได้ที่สถาบันการเงินจะไม่อนุมัติกู้

ด้านนายประพนธ์วงษ์ท่าเรืออธิบดีกรมพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.)กล่าวถึงภาพรวมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนในปี"59ว่า กำลังผลิตในภาพรวมได้มากกว่าที่แผนกำหนดไว้ แต่สำหรับพลังงานไฟฟ้าที่ต้องจ่ายเข้าระบบ (Plant Factor) ค่อนข้างต่ำ โดยเฉพาะการผลิตจากโรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพและโรงไฟฟ้าชีวมวล โดยผู้ประกอบการให้เหตุผลว่า เน้นเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าในช่วงความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak) เพราะได้อัตราค่าไฟฟ้าสูง ในขณะที่บางรายให้เหตุผลว่ามีปัญหาเรื่องขาดแคลนวัตถุดิบ ส่งผลให้เดินเครื่องผลิตไฟฟ้าไม่เต็มที่
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
20,02, 2017, 21:54:40
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,311


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #59 เมื่อ: 20,02, 2017, 21:54:40 »

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1487594792

ชี้ "ไทย" แชมป์ชาติรถติดหนักสุดโลกปี 2016 ส่วน "ลอสแองเจลิส" คว้าเมืองใหญ่รถติดหนักสุด
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ผลสำรวจของอินริกซ์ (INRIX) บริษัทที่ให้บริการข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตและแอพพลิเคชั่นเกี่ยวกับการจราจรและการขับรถ ซึ่งมีสำนักงานอยู่ในเมืองเคิร์กแลนด์ รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เผยแพร่เมื่อวันจันทร์ (20 ก.พ.) ชี้ว่า ในขณะที่ไทยเป็นประเทศที่มีการจราจรติดขัดมากที่สุดในโลกในปี 2016 สหรัฐก็เป็นประเทศที่มีปัญหาการจราจรเลวร้ายหนักสุดในหมู่กลุ่มประเทศร่ำรวยด้วยกัน โดยมีลอสแองเจลิสเป็นเมืองใหญ่ของสหรัฐ ที่มีปัญหาการจราจรติดขัดหนักที่สุดในโลกในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน

รายงานชิ้นนี้ที่เผยผลสำรวจถึงสภาพปัญหาการจราจรในประเทศสหรัฐเป็นส่วนใหญ่ยังระบุอีกว่า การจราจรที่ติดขัดอย่างหนักได้ทำให้ผู้ขับขี่รถยนต์ในสหรัฐต้องสูญเสียทั้งเชื้อเพลิงและเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์คิดเป็นมูลค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1,200 ดอลบาร์สหรัฐ(ราว 42,000 บาท) ต่อปี

ผลการสำรวจล่าสุดนี้ของอินริกซ์ที่เป็นการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลการจราจรที่ได้จากยานพาหนะและถนนหลวงต่างๆ ที่มีขนาดข้อมูลมากถึง 500 เทราไบท์ และได้จากแหล่งข้อมูลมากถึง 300 ล้านแหล่ง ยังระบุอีกว่า ผู้ขับรถในนครลอสแองเจลิสใช้เวลาในการขับรถในช่วงเวลาที่การจราจรเคลื่อนตัวได้ช้าในช่วงเวลาเร่งด่วนในปี 2016 เป็นเวลาเฉลี่ยมากถึง 104 ชั่วโมง นั่นทำให้ลอสแองเจลิส เป็นเมืองใหญ่ที่ใช้เวลาในการขับรถในช่วงเวลาเร่งด่วนมากที่สุดในโลก แต่ถ้าหากเทียบวัดเป็นสัดส่วนระหว่างที่รถติดกับเวลาที่ใช้ในการขับรถทั้งหมดแล้ว คนขับรถในกรุงมอสโก เมืองหลวงของรัสเซีย ถือว่าเผชิญกับสภาพปัญหาจราจรที่เลวร้ายหนักสุด โดยใช้เวลาอยู่บนท้องถนนนานที่สุดคิดเป็น 25.2 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่คนขับรถในนครลอสแองเจลิสใช้เวลาขับรถในช่วงการจราจรติดขัด 12.7 เปอร์เซ็นต์

ส่วนถนนที่มีการจราจรเลวร้ายที่สุดในสหรัฐ ได้แก่ ทางด่วนครอสบรองซ์ ในนครนิวยอร์ก ที่ผู้ขับขี่ต้องใช้เวลาบนถนนเส้นนี้ที่มีระยะทาง 7.5 กิโลเมตร ในการมองท้ายรถที่ติดอยู่คันข้างหน้าเฉลี่ยถึง 86 ชั่วโมงต่อปี

และนอกจากลอสแองเจลิส ที่เป็นเมืองใหญ่ที่มีการจราจรสาหัสที่สุดในโลกในช่วงชั่วโมงเร่งด่วนแล้ว ยังมีนครนิวยอร์ก นครซานฟรานซิสโก เมืองแอตแลนตา และ เมืองไมอามี ของสหรัฐที่ยังติดอยู่ใน 10 อันดับเมืองใหญ่ที่มีการจราจรติดขัดหนักสุดในโลกจากการสำรวจของอินริกซ์ครั้งนี้ด้วย


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20,02, 2017, 21:56:11 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 ... 25   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: