GUN IN THAILAND
23,04, 2017, 12:21:55 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Google
หน้า: 1 ... 4 5 [6] 7 8 9   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย  (อ่าน 1586 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
06,03, 2017, 21:42:32
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 18,651


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #75 เมื่อ: 06,03, 2017, 21:42:32 »

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1488789431
อานิสงส์ ไทยแลนด์ 4.0 ลงทุนไอทีพุ่ง 4 แสนล้าน


แม้ภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกกำลังเป็นที่จับตาว่าทิศทางจะเป็นเช่นไร รวมถึงในบ้านเราเองด้วย แต่การปักธงชัดเจนมากสำหรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาลที่จะผลักดันเต็มสูบกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ มีผลอย่างยิ่งสำหรับการลงทุนด้านไอทีในประเทศไทยด้วยเช่นกัน

"ณัฐศักดิ์ โรจนพิเชฐ" กรรมการผู้จัดการ ออราเคิล คอร์ปอเรชั่น ประเทศไทยและเมียนมา เปิดเผยว่า ข้อมูลจากบริษัทวิจัยไอดีซี ระบุถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีขององค์กรธุรกิจต่าง ๆ ในประเทศไทยในปี 2559 ที่ผ่านมาระบุว่า มีมูลค่าราว 4 แสนล้านบาท เติบโตขึ้น 3.9% และคาดการณ์ว่า มูลค่าจะเพิ่มขึ้นไปถึง 5 แสนล้านบาท ภายในปี 2563 โดยในปี 2560 จะเป็นปีแรกที่นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาลจะเห็นผลเป็นรูปธรรมต่อการลงทุนด้านไอทีในประเทศ แม้ตัวเลขอาจไม่หวือหวามากนัก เพราะองค์กรธุรกิจยังเลือกลงทุนตามที่มีการใช้งานจริง แต่ในส่วนของบิ๊กดาต้า, คลาวด์, โมบิลิตี้ และแอปพลิเคชั่นสำหรับองค์กรธุรกิจจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน

ส่วนเทคโนโลยีที่จะเข้ามามีบทบาทอย่างมากคือ บิ๊กดาต้า, อินเทอร์เน็ตออฟธิงส์(IoT), เพย์เมนต์ บล็อกเชน และโซเชียลมีเดียจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการทำตลาดมากขึ้น

"ดิจิทัลทรานฟอร์เมชั่น ความพยายามที่จะเข้าใจและเข้าถึงลูกค้าเพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ ๆ รวมถึงโลเกชั่นเบสมาร์เก็ตติ้ง การทำตลาดด้วยดิจิทัลจะมีบทบาทมาก"

ขณะที่ข้อมูลจากไอเอ็มซีระบุว่า ตลาดคลาวด์ในประเทศไทยจะเติบโตได้ราว 16% โมบิลิตี้ 14% แต่เมื่อเทียบกับในระดับโลกแล้ว พบว่ามีการนำกระบวนการทำงานไปไว้บนคลาวด์อย่างเต็มรูปแบบแค่ 6% ดังนั้นโอกาสเติบโตยังมีอยู่สูงมาก สอดคล้องกับอัตราการเติบโตของออราเคิลเอง ที่คลาวด์เป็นกลุ่มธุรกิจที่เติบโตมากที่สุด โดยทั่วโลกในส่วนของซอฟต์แวร์แอสอะเซอร์วิส และอินฟราสตรักเจอร์แอสอะเซอร์วิส โตกว่า 81% แต่ถ้ารวมส่วนของแพลตฟอร์มแอสอะเซอร์วิสจะโต 62% และในประเทศไทยเองก็มีอัตราการเติบโตในระดับตัวเลข 2 หลักเช่นกัน

นอกจากนี้จากการสำรวจโดยออราเคิล ยังพบว่า การลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์ขององค์กรธุรกิจยังลดลงอย่างมาก เนื่องจากความนิยมในการใช้บริการคลาวด์แทน โดยคาดว่าในปี 2568 ดาต้าเซ็นเตอร์ที่บริษัทเป็นเจ้าของจะลดลงถึง 80% และมีการโยกงบประมาณในส่วนนี้ไปใช้กับบริการคลาวด์แทน

"ที่น่าสนใจคือ ไม่ใช่แค่ธุรกิจขนาดใหญ่เท่านั้น แต่กลุ่มธุรกิจขนาดกลางก็มีการใช้งานมากขึ้น และความกังวลด้านซีเคียวริตี้จากการใช้งานบนคลาวด์มีน้อยลงด้วย ดังนั้น ออราเคิลจะยังคงโฟกัสตลาดคลาวด์ พยายามทำให้ลูกค้าเดินหน้าสู่คลาวด์อย่างยืดหยุ่นมากที่สุด ด้วยการใช้โมเดลของอินฟราสตรักเจอร์แอสอะเซอร์วิส และนำเทคโนโลยีอย่างแมทชีนเลิร์นนิ่งเข้ามาผสมผสานด้วย โดยจะโฟกัสลูกค้ากลุ่ม ค้าปลีก การเงิน การธนาคาร อาหาร และภาคอุตสาหกรรม รวมถึงเข้าไปในกลุ่มผู้ให้บริการโทรคมนาคมเพื่อสนับสนุนให้กลายเป็นผู้ให้บริการคลาวด์แก่ลูกค้าด้วย"
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
07,03, 2017, 08:55:55
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 18,651


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #76 เมื่อ: 07,03, 2017, 08:55:55 »

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1488773387

"แอร์พอร์ตซิตี้"ดึงทุนยักษ์ เปิดดีลตรงให้สิทธิพิเศษสูงสุดจุดพลุEEC

"ดร.คณิศ" เลขาฯอีอีซี ชง "บิ๊กตู่" โรดโชว์ "อู่ตะเภา" ปักหมุด "แอร์พอร์ตซิตี้" ดูดทุนยักษ์ระดับโลก เจรจาตรงรองนายกฯให้สิทธิพิเศษเต็มรูปแบบเบ็ดเสร็จ มาก่อนได้มากที่สุด จับมือ "อาลีบาบา" ตั้งศูนย์กระจายสินค้า "ซูซูกิ-เซี่ยงไฮ้ ออโต้-บีเอ็มฯ-เบนซ์" ลุยลงทุนรถอีวี ตอกเข็มรถไฟไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน ยก ม.44 สวม "พ.ร.บ.อีอีซี" แก้กฎปลดล็อกขั้นตอน PPP จบใน 3 เดือน

นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ขณะนี้รัฐบาลอยู่ระหว่างยกร่างกฎหมายพระราชบัญญัติเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (พ.ร.บ.อีอีซี) ด้วยการนำหลักการที่เคยประกาศไว้ใน ม.44 เข้าไปไว้ในกฎหมายถาวร เพื่อให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจได้ว่า เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลแล้วจะไม่มีการล้มเลิกโครงการ ซึ่งการยกร่างกฎหมายน่าจะเสร็จในอีก 1 เดือน คาดว่าใช้เวลาอีกราว 8 เดือนจะมีผลบังคับใช้

โดยจากแผนงานทั้งหมดที่ตั้งไว้ 4 โมดูลรวม 15 โครงการ มูลค่าการลงทุนกว่า1.5 ล้านล้าน โมดูลแรก เป็นการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน โมดูลที่สอง การพัฒนาอุตสาหกรรม โมดูลที่สาม การพัฒนาด้านการท่องเที่ยว และโมดูลที่สี่ การพัฒนาเมือง ทั้งหมดนี้ใน 4-5 ปีจะเห็นภาพทั้งหมดออกมา

ชงบิ๊กตู่ประกาศ "แอร์พอร์ตซิตี้"

ขณะที่การประชุมบอร์ดอีอีซีครั้งแรกจะมีในเดือน มี.ค.นี้ เพื่อเริ่มเดินหน้า 5 โครงการสำคัญก่อน ให้เป็นรูปธรรมได้ภายใน 8-12 เดือนข้างหน้านี้ ประกอบด้วย 1) การพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา โดยก่อสร้างรันเวย์ที่ 2 และขยายอาคารผู้โดยสาร 2) รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน

3) กำหนดเขตลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย 4) การพัฒนาท่าเรือ เริ่มจากท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 และ 5) การพัฒนาเมืองใหม่ (นิวซิตี้) โดย 5 โครงการเริ่มต้นนี้ถือเป็น "กระดูกสันหลัง" ของอีอีซีทั้งหมด

เจรจาตรงทุนยักษ์ให้สิทธิสูงสุด

"หลังประชุมครั้งแรกในเดือน มี.ค.นี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะลงพื้นที่อู่ตะเภา เพื่อประกาศนโยบายและมาตรการภาษี สิทธิประโยชน์ ในเขตส่งเสริมพิเศษให้เป็นแอร์พอร์ตซิตี้ กำหนดประเภทการลงทุน แผนการจะดึงเอกชนยักษ์ใหญ่ระดับโลกใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ด้วยการให้สิทธิพิเศษเฉพาะราย แบบใครมาก่อนได้สิทธิมากกว่า โดยการเจรจาโดยตรงกับรองนายกรัฐมนตรี และเจ้าหน้าที่ระดับสูง ทำให้นักลงทุนเห็นว่าเรามีเครื่องมือที่เอื้อให้เกิดการลงทุนมากขึ้น"นายคณิศกล่าวและว่า

ประกวดราคาได้ใน8 เดือน

โดยเฟสแรกเป้าหมายคือให้สนามบินได้เกิด จากนั้นภายใน 8 เดือน ต้องมีการประกวดราคา ในพื้นที่เป็นแอร์พอร์ตซิตี้ให้ได้ อย่างน้อยต้องมีทีโออาร์ชัดเจน รถไฟความเร็วสูงก็ต้องเปิดประมูลให้ได้ รวมถึงต้องเปิดประมูลท่าเรือสำหรับการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภานั้นจะเป็นการร่วมมือกับกองทัพเรือ ในการนำสนามบินอู่ตะเภามาใช้ในเชิงพาณิชย์ เนื่องจากสนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมืองแน่นมาก ดังนั้นเมื่อมีอู่ตะเภาเพิ่มเข้ามา ต่อไปนี้ก็จะเป็นการเชื่อมโยงกัน 3 สนามบิน ใช้งานพร้อมกัน เชื่อมโยงโดยรถไฟความเร็วสูง ระยะทาง 250 กิโลเมตร โดย ดร.พิชิต อัคราทิตย์ รมช.คมนาคม รับไปดำเนินการ

"จะเป็นการเชื่อมการเดินทางระหว่างกรุงเทพฯ-อู่ตะเภา ได้ภายในไม่เกิน 45 นาที พอ ๆ กับโตเกียว-นาริตะ และสั้นกว่าโซล-อินชอนด้วย" นายคณิศกล่าว โดยเมื่อประกาศเขตแอร์พอร์ตซิตี้แล้ว รัฐบาลจะเชิญชวนต่างชาติมาลงทุน ซึ่งนักลงทุนจะได้รับสิทธิประโยชน์พิเศษด้านต่าง ๆ อย่างเช่น การลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเหลือ 17% ให้แก่ผู้เชี่ยวชาญที่เข้ามาทำงานในอีอีซี

เชื่อมแอร์พอร์ตซิตี้-กรุงเทพฯ

นายคณิศกล่าวอีกว่าการพัฒนาพื้นที่บริเวณสนามบินและพื้นที่โดยรอบ จะแบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ 1."สนามบินอู่ตะเภา" จะเป็นหัวใจของอีอีซี เพราะจะเป็นการเปิดพื้นที่ที่จะเชื่อมโยงการพัฒนาอื่น ๆ เข้าด้วยกัน ซึ่งทางกองทัพเรือยินดีเปิดให้ใช้พื้นที่นี้ โดยจะมีการสร้างรันเวย์ที่ 2 เพิ่มเติม และสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อมเข้ามาในสนามบิน ขณะที่พื้นที่รอบ ๆ สนามบินจะเป็นพื้นที่พัฒนาเชิงพาณิชย์ ที่จะมีโรงแรมและศูนย์การค้า

"การรองรับจำนวนผู้โดยสาร จะพัฒนาเป็น 3 เฟส เริ่มต้นจาก 15 ล้านคน เพิ่มเป็น 30 ล้านคน และ 60 ล้านคน ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยไม่ต้องไปหาเมเจอร์แอร์พอร์ตอีกแล้ว ถ้าเชื่อม 3 สนามบินนี้ได้ ผู้โดยสารจากต่างประเทศก็สามารถมาลงที่อู่ตะเภา แล้วนั่งรถไฟความเร็วสูงเข้ากรุงเทพฯได้" นายคณิศกล่าว

2."แอร์พอร์ตซิตี้" ที่จะมีอุตสาหกรรมและธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการบินอยู่ภายในนั้นด้วย อาทิ ซ่อมบำรุงเครื่องบินคลังสินค้า (คาร์โก้) โรงเรียนการบิน เขตปลอดอากร ศูนย์ฝึกอบรมการบิน เป็นต้น และ 3."มหานคร" ที่จะเป็นเขตอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่จะต้องใช้สนามบิน อาทิ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ อุตสาหกรรมเกษตร เป็นต้น

รถไฟเร็วสูงขนคน-ทางคู่ขนสินค้า

ขณะที่การพัฒนาด้านรถไฟนั้นจะมี 2 ส่วน คือ รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน เพื่อขนคน โดยที่ผู้โดยสารไม่ต้องลงรถเพื่อเปลี่ยนสถานี ซึ่งจะต้องปรับแผนจากรถไฟความเร็วสูงสาย ตะวันออกที่มีสถานีเริ่มต้นจากลาดกระบัง เป็นเชื่อมระหว่าง "ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา" โดยจะวิ่งคู่ขนานกับแอร์พอร์ตลิงก์ที่จะเชื่อมแค่ "ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ" เท่านั้น

อีกส่วนคือ รถไฟทางคู่เชื่อมระหว่างท่าเรือ เพื่อใช้ขนส่งสินค้า จากปัจจุบันที่ใช้การขนส่งทางถนนเป็นหลัก โดยในส่วนของท่าเรือนี้จะมีการพัฒนา 3 แห่ง ได้แก่ 1) เร่งก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 2) ท่าเรือจุกเสม็ด (ท่าเรือสัตหีบ) และ 3) ท่าเรือมาบตาพุด

3 จว.เขตพิเศษ 10 อุตสาหกรรม

นายคณิศกล่าวอีกว่า สำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมในอีอีซี ก็จะมุ่งเน้น 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่รัฐบาลส่งเสริม ซึ่งเมื่อโครงสร้างพื้นฐานพร้อม ธุรกิจใหม่ ๆ อย่างเช่น อีคอมเมิร์ซ อากาศยานและชิ้นส่วนยานยนต์ เมดิคอลฮับ ก็จะเข้ามาลงทุนได้สะดวกขึ้น โดยรัฐบาลจะประกาศเขตส่งเสริมแต่ละอุตสาหกรรมอย่างชัดเจน และรัฐบาลจะเจรจาดึงนักลงทุนเข้ามา ซึ่งรายที่เริ่มต้นก่อนก็จะได้สิทธิประโยชน์ที่ดีที่สุดไป ทั้งนี้ เขตส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ว่านี้จะไม่มีผลกระทบต่อเขตการปกครองที่มีอยู่เดิม

"อุตสาหกรรมพวกนี้เวลาเราจะทำจะไม่ได้ประกาศเขตทั้ง 3 จังหวัด อย่างเมดิคอลฮับ เวลาจะทำก็จะประกาศเป็นความร่วมมือ เช่น ฟูจิฟิล์ม ที่มีการทำงานด้านการดูแลสุขภาพ (เฮลท์แคร์) อยู่ประมาณ 20% ของรายได้ ซึ่งเขาบอกว่าเชี่ยวชาญการรักษาพยาบาลที่มีการดูแลเรื่องเซลล์และอื่น ๆ ซึ่งต้องมีการทำวิจัย และเขาพร้อมจะมาลงทุน เราก็อาจจะประกาศเขตร่วมกับโรงพยาบาลสักแห่ง อาจจะเป็นโรงพยาบาลทหารเรือ" นายคณิศกล่าว

"จีน-เยอรมนี-ญี่ปุ่น" ลงทุนรถอีวี

นายคณิศกล่าวว่า การผลิตรถยนต์ใช้พลังงานไฟฟ้า (อีวี) เป็นอุตสาหกรรมที่จะต้องผลักดันให้เกิดขึ้นโดยเร็ว เนื่องจากมีการคาดการณ์ของค่ายรถยนต์ในจีนว่าอีก 4-5 ปี รถยนต์อีวีจะราคาถูกกว่ารถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงในปัจจุบัน ขณะที่เยอรมนีก็ประกาศว่าภายใน 15 ปี รถยนต์ผลิตใหม่ของเยอรมนีจะเป็นรถอีวีทั้งหมด ซึ่งขณะนี้มีประมาณ 2-3 ค่ายที่สนใจเข้ามาลงทุน ได้แก่ "ซูซูกิ" ของญี่ปุ่น "เซี่ยงไฮ้ ออโต้โมทีฟ" ของจีน รวมถึงค่ายยุโรปอย่าง "บีเอ็มฯ" และ "เมอร์เซเดส-เบนซ์" ที่สนใจมาลงทุนด้านแบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้า

ขณะที่อุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซนั้น ทางบริษัทอาลีบาบาต้องการใช้ไทยเป็นศูนย์กระจายสินค้าในภูมิภาค (Regional Hub) ส่วนอุตสาหกรรมการบินนั้นในสัปดาห์นี้ ประมาณวันที่ 6 มี.ค. หรือ 7 มี.ค. ทาง บมจ.การบินไทย จะลงนามกับบริษัทแอร์บัส เกี่ยวกับความร่วมมือในการซ่อมบำรุงเครื่องบินทั้งลำ

"ในพื้นที่กว่า 500 ไร่ จะเป็นพื้นที่ที่การบินไทยใช้ประโยชน์กว่า 200 ไร่ ที่เหลืออีก 300 ไร่ จะให้มีการประกวดแบบนานาชาติ ให้มีการออกแบบพื้นที่เชิงพาณิชย์ อาคารผู้โดยสาร เขตปลอดอากรทั้งหมด" นายคณิศกล่าว

เมืองใหม่บ้านนักลงทุนต่างชาติ

นายคณิศกล่าวด้วยว่า จะต้องมีการพัฒนาเมืองที่มีมาตรฐานการอยู่อาศัยสำหรับนักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ ซึ่งจะต้องใช้บริษัทเอกชนระดับโลกเข้ามาวางแผนพัฒนาเมืองใหม่ เช่น ฉะเชิงเทรา เป็นเขต Green City เป็นเมืองคู่แฝดกับกรุงเทพฯ

"เล็งทำเลการจัดรูปเมืองไว้ว่า อาจจะต้องมีเขตพัทยาแห่งที่ 2 ย่านบางเสร่ หรือเมืองที่น่าลงทุนที่สุดคือ ระยอง เพราะเป็นเขตที่เหมาะสมมากที่สุดด้านอุตสาหกรรมไฮเทคโนโลยี โดยจะต้องออกประกาศเป็นเขตลงทุนพิเศษ"

ปลดล็อก PPP เหลือ 3 เดือน

นอกจากนี้จะต้องมีการปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบหลายฉบับเพื่อให้เอื้อต่อการลงทุน อาทิ การเปิดให้ต่างชาติถือหุ้นในบริษัทที่เข้ามาลงทุนได้มากกว่า 50%, การออกระเบียบการให้เอกชนร่วมลงทุน (PPP) ใช้ภายในอีอีซี ด้วยการลดระยะเวลากระบวนการพิจารณาโครงการให้เหลือราว 3 เดือน จากเดิมต้องใช้เวลา 9-12 เดือน

ขณะที่ในส่วนของการประกอบธุรกิจในอีอีซีที่จะต้องมีการขออนุญาตหน่วยงานนั้น ก็จะให้เจ้าหน้าที่ในอีอีซีสามารถอนุญาตได้เลย แล้วค่อยแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงทำหน้าที่เก็บค่าธรรมเนียมแทนหน่วยงานด้วย เพื่อเป็น "วันสต็อปเซอร์วิส" เหมือนกับเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษเซี่ยงไฮ้ของจีน

"ทั้งหมดนี้ถ้าเราไม่ทำ อีก 10 ปีเราจะตามเวียดนามไม่ทัน เพราะเขามีเขตอุตสาหกรรมพิเศษเพียบเลย" นายคณิศกล่าว
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
08,03, 2017, 08:27:48
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 18,651


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #77 เมื่อ: 08,03, 2017, 08:27:48 »

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1488780033

ขยายสนามบิน "เชียงใหม่" รับผู้โดยสารพุ่ง 20 ล้านคน

ท่าอากาศยานเชียงใหม่เทงบฯกว่า 1.1 หมื่นล้านบาท เร่งพัฒนาสนามบินต่อเนื่อง 20 ปี รับผู้โดยสารแตะ 20 ล้านคน เดินหน้าทำ EIA ภายในเดือน มี.ค. 60 คาดเริ่มก่อสร้างพัฒนาโครงการทั้งหมดภายในปี 2562 เผยผู้โดยสารปี′59 เติบโตก้าวกระโดดมากกว่า 9 ล้านคน สายการบินจีนแห่บินตรง 11 แอร์ไลน์ นักท่องเที่ยวจีนพุ่งถึง 1.24 ล้านคน

นาวาอากาศเอก วิสูธ จันทนา ผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ท่าอากาศยานเชียงใหม่ได้เริ่มเดินหน้าแผนแม่บทท่าอากาศยานเชียงใหม่แล้ว โดยแบ่งการพัฒนาออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะสั้นและระยะกลาง (ปี 2559-2568) ซึ่งมีเป้าหมายรองรับปริมาณจราจรทางอากาศในปี 2573 เพื่อรองรับผู้โดยสารที่จะเพิ่มขึ้นราว 18 ล้านคน และแผนพัฒนาระยะที่ 2 หรือระยะยาว (ปี 2569-2573) มีเป้าหมายรองรับปริมาณจราจรทางอากาศในปี 2578 ที่คาดว่าผู้โดยสารจะเพิ่มสูงถึง 20 ล้านคน โดยใช้งบประมาณรวมทั้งสิ้นมากกว่า 11,000 ล้านบาท

ทั้งนี้จะเริ่มขั้นตอนการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2560 เป็นต้นไป ซึ่งจะใช้เวลาในการดำเนินงานศึกษา EIA ประมาณ 2 ปี และคาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างตามแผนพัฒนาของแผนแม่บทได้ในปี 2562 โดยมีแผนการลงทุนก่อสร้างที่สำคัญ อาทิ งานก่อสร้างปรับปรุงทางขับ (Taxiway) และทางขับออกด่วน (Rapid Exit Taxiway) งานก่อสร้างขยายลานจอดอากาศยานบนพื้นที่ทางขับขนานเดิม พร้อมทั้งปรับปรุงลานจอดอากาศยานเดิมให้สามารถรองรับอากาศยานได้รวม 31 ลำ

นอกจากนี้ยังมีในส่วนของงานก่อสร้างอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศหลังใหม่ ที่สามารถรองรับผู้โดยสารได้ไม่น้อยกว่า 7 ล้านคนต่อปี รวมพื้นที่ประมาณ 78,000 ตารางเมตร และการก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารหลังเดิม ที่จะทำให้มีความสามารถรองรับผู้โดยสารภายในประเทศได้ไม่น้อยกว่า 11 ล้านคนต่อปี มีพื้นที่ราว 37,000 ตารางเมตร พร้อมลานจอดรถที่รองรับได้ 300 คัน รวมถึงงานก่อสร้างอาคารจอดรถผู้โดยสารภายในประเทศ และสำนักงานสายการบิน ตั้งอยู่บริเวณฝั่งตรงข้ามอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ เป็นอาคารจอดรถยนต์ 8 ชั้น สามารถรองรับปริมาณรถยนต์ได้ราว 2,500 คัน พร้อมกับก่อสร้างอาคารสำนักงานสายการบิน รวมพื้นที่ไม่น้อยกว่า 8,000 ตารางเมตร

ผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่กล่าวต่อว่า ปัจจุบันท่าอากาศยานเชียงใหม่มีความสามารถรองรับผู้โดยสารได้ราว 8 ล้านคนต่อปี ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา อัตราการเพิ่มขึ้นของเที่ยวบินและผู้โดยสารเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยในปี 2559 มีจำนวนผู้โดยสารมากกว่า 9.45 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ราว 13%

ขณะที่ในปี 2559 ที่ผ่านมา มีอากาศยานพาณิชย์ขึ้น-ลง จำนวน 69,202 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 8.39% สายการบินประจำในประเทศ มีจำนวน 8 สายการบิน บินในประเทศ 18 เส้นทาง

ขณะที่สายการบินระหว่างประเทศ มีจำนวน 24 สายการบิน ทำการบินใน 19 เส้นทาง มีเที่ยวบินเฉลี่ยโดยรวม 215 เที่ยวบินต่อวัน โดยมีสายการบินจีนทั้งแบบเช่าเหมาลำและบินประจำมากถึง 11 สายการบิน ขณะที่จำนวนผู้โดยสาร 9.45 ล้านคนในปี 2559 นั้น เป็นผู้โดยสารที่เดินทางระหว่างประเทศราว 2.1 ล้านคน เพิ่มขึ้นถึง 9.8% และในจำนวนนี้เป็นผู้โดยสารชาวจีนมากกว่า 1.24 ล้านคน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2558 ราว 10%

สำหรับผลประกอบการของท่าอากาศยานเชียงใหม่ ในปีงบประมาณ 2559 มีรายได้รวมทั้งสิ้น 2,018.58 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.68% มีกำไรสุทธิ 984.45 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.24% โดยเป็นรายได้จากการบินประมาณ 70% และที่เหลืออีก 30% เป็นรายได้จากการประกอบกิจกรรมเชิงพาณิชย์
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
08,03, 2017, 22:03:30
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 18,651


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #78 เมื่อ: 08,03, 2017, 22:03:30 »

http://www.matichon.co.th/news/488574

แท็กซี่พิษณุโลกเฮลั่น ปรับขึ้นค่าโดยสารต่างจังหวัด เริ่มต้น 2 กม. แรก 40 บาท

วันที่ 8 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากมีราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่องกำหนดอันตราค่าจ้างบรรทุกคนโดยสารและค่าบริการอื่น สำหรับรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกิน 7 คน (TAXI-METER) ที่จดทะเบียนในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานครนั้น เป็นผลมาจากที่ประชุมการพิจารณากำหนดอัตราค่าจ้างบรรทุกคนโดยสารและค่าบริหารอื่นของแท็กซี่เมื่อเดือนต้นธันวาคม 2559 ได้อนุมัติให้ปรับอัตราค่าโดยสารรถแท็กซี่ใน 32 จังหวัด (ไม่นับรวมกรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ภูเก็ต ขอนแก่น และ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี) เนื่องจากอัตราค่าโดยสารของรถแท็กซี่ใน 32 จังหวัด ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ปี 2537 หรือ 20 ปีก่อน และส่วนใหญ่ยังใช้ค่าโดยสารแบบเหมาจ่าย

สำหรับในส่วนของผู้ให้บริการรถแท็กซี่ จ.พิษณุโลก บริเวณจุดรับผู้โดยสารภายในสถานีขนส่งแห่งที่ 2 ถ.มิตรภาพ อ.เมืองพิษณุโลก วันนี้มีบรรดาคนขับรถแท็กซี่ต่างมาจอดรอรับผู้โดยสารกันเป็นจำนวนมากและคึกคักเป็นพิเศษ โดยนายคำรณ หนุนจันทร์ อายุ 55 ปี หนึ่งในผู้ประกอบอาชีพขับรถแท็กซี่ เผยว่าด้วยความดีใจว่า หลังจากตนเองทราบข่าวว่ามีการปรับขึ้นค่าโดยสารรถแท็กซี่จาก 35 บาท เป็น 40 บาท ตนเองและเพื่อนร่วมอาชีพก็รู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับคนทำอาชีพนี้ ถึงแม้จะไม่มากมายนักแต่ก็ถือว่าพอถูไถไปได้ ซึ่งตนตัดสินใจเช่าซื้อรถจากบริษัทโดยตรง พร้อมวางเงินดาวน์จำนวน 200,000 บาท ส่งรถเดือนละ 20,000 บาท ทั้งสิ้น 48 งวด ส่วนรายรับในแต่ละวันจะอยู่ที่ 800 – 1,000 บาท ถือว่าก็พอจุนเจือนำมาเลี้ยงดูครอบครัว หากใครที่มารับจ้างขับแท็กซี่เป็นรายวันจะเช่าอยู่ที่คันละประมาณ 1,000 บาท หักค่าเติมก๊าซ LPG และจ่ายคืนบริษัทจะเหลืออยู่ที่ประมาณ 300 บาทต่อวัน

ส่วนในเรื่องของการรับผู้โดยสารนั้นจะไม่มีการแย่งลูกค้ากัน แต่จะมาจอดเข้าคิวรอรับผู้โดยสารตามลำดับ นอกจากนี้ ทางกองพลทหารราบที่ 4 กองทัพภาคที่ 3 และกรมการขนส่งทางบก ยังเข้ามาดูแลจัดการความเรียบร้อยในส่วนของรถแท็กซี่ จ.พิษณุโลก ให้ไปในทิศทางเดียวกัน คิดอัตราค่าโดยสารระยะทาง 2 กิโลเมตรแรก 40 บาท หลังจากนั้นคิดอัตราค่าบริการกิโลเมตรละ 6 บาท แต่ในส่วนที่อยากให้ปรับปรุงแก้ไข คือ อยากให้เจ้าหน้าที่มาจูนมิเตอร์ให้คิดตามระยะเวลารถติดด้วย เพราะที่ใช้อยู่เป็นมิเตอร์แบบคิดตามระยะทางกิโลเมตรเท่านั้น
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
09,03, 2017, 22:19:04
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 18,651


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #79 เมื่อ: 09,03, 2017, 22:19:04 »

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1489059857

กรมทางหลวงชนบท ประกาศ ภายใน 3 ปี ไทยเขตปลอด‘ถนนลูกรัง’

นายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน อธิบดีกรมทางหลวงชนบท(ทช.) กล่าวว่า จะเร่งปรับปรุงถนนลูกรังให้เป็นถนนลาดยางเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนและลดอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ขณะนี้มีถนนลูกรังเหลืออีกประมาณ 1,500 กิโลเมตร ทช.เตรียมใช้งบราว 10,500 ล้านบาทปรับปรุงถนนทั้งหมด โดยในปี 2561 จะของบประมาณ 7,000 ล้านบาท เพื่อเร่งดำเนินการในช่วง 1,000 กิโลเมตรก่อน
พิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน

จากนั้นในปี 2562 จะเสนอของบอีก 3,500 ล้านบาท เพื่อดำเนินการในช่วงที่เหลือทั้งหมด มั่นใจว่าภายใน 3 ปีประเทศไทยจะต้องไม่มีถนนลูกรังเหลืออยู่เลย นอกจากนี้จะพิจารณารับคืนถนนขององค์การบริหารส่วนตำบลให้กลับมาเป็นถนนของทช.ด้วย เพื่อปรับปรุงทางลูกรังในแต่ละพื้นที่อีกด้วย

ส่วนโครงการลงทุนในปีงบประมาณ 2560 นั้น ทช.รับผิดชอบทั้งสิ้นกว่า 4,000 โครงการ ขณะนี้สามารถลงนามสัญญาได้มากกว่า 95% แล้ว แต่ทั้งนี้คาดว่าจะมีโครงการที่ลงนามสัญญาไม่ทันตามเป้าภายในเดือนมี.ค. นี้ รวม 8 โครงการ ประกอบด้วย โครงการก่อสร้างสะพานข้ามทางรถไฟ 4 แห่ง โครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำ 1 แห่ง จ.สระบุรี วงเงิน 80 ล้านบาท โครงการก่อสร้างสะพานลอย 1 แห่ง โครงการก่อสร้างอาคาร 1 แห่ง และโครงการว่าจ้างที่ปรึกษาก่อสร้างถนนทางลวงชนบท อ.แม่สอด จ.ตาก วงเงิน 13 ล้านบาท เนื่องจากผู้รับเหมามีงานล้นมือจากการพัฒนาถนนมอเตอร์เวย์หลายสายในปัจจุบัน จึงส่งผลให้การประกวดราคา 2 ครั้งที่ผ่านมาไม่มีเอกชนเข้ายื่นประมูลการก่อสร้างแม้แต่รายเดียว จนต้องเปิดประกวดราคาใหม่เป็นครั้งที่ 3

นายพิศักดิ์ กล่าวอีกว่า กรมทางหลวงชนบทเตรียมแผนรองรับปัญหาดังกล่าวไว้แล้ว โดยจะพิจารณา ปรับเพิ่มวงเงินราคากลางในบางโครงการเพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนในปัจจุบันรวมถึงจูงใจให้เอกชนอยากเข้าร่วมประมูลงานมากขึ้น นอกจากนี้จะยังมีการปรับชั้นงานลงจากระดับพิเศษเป็นระดับรองลงมาเพื่อเปิดโอกาสให้เอกชนรายเล็กเข้าร่วมประมูลงานมากขึ้น ตลอดจนเสริมให้การก่อสร้างสามารถเดินไปตามแผนที่กำหนดไว้อีกด้วย
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
10,03, 2017, 09:38:30
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 18,651


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #80 เมื่อ: 10,03, 2017, 09:38:30 »

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1489034061

สัญญาณภัยแล้งมาเยือน..ถนนมิตรภาพสายเก่าโผล่ในเขื่อนลำตะคอง

วันที่ 9 มีนาคม 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ถนนมิตรภาพสายเก่าได้โผล่ขึ้นมาให้เห็นเป็นระยะทางยาวหลายกิโลเมตรภายในเขื่อนลำตะคอง อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมาแล้ว ซึ่งถนนมิตรภาพสายเก่าดังกล่าว เป็นถนนสายเดิมที่ประชาชนใช้สัญจรในอดีต ก่อนที่จะมีการสร้างเขื่อนลำตะคองขึ้นเมื่อประมาณ 50 ปีที่ผ่านมา โดยเมื่อมีการเริ่มการก่อสร้างเขื่อนลำตะคอง ก็ได้มีการก่อสร้างถนนมิตรภาพสายใหม่ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้ขึ้นมาพร้อมกันด้วย

แต่จากสถานการณ์ปริมาณน้ำในเขื่อนลำตะคองที่ลดปริมาณลงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดมีปริมาณน้ำที่ใช้การได้เพียง 69 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือประมาณ 22% จากความจุเขื่อนทั้งหมด 314 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่งผลให้ปริมาณน้ำที่ลดลงดังกล่าว ทำให้ประชาชนสามารถขับรถยนต์ลงไปวิ่งบนถนนมิตรภาพสายเก่าที่โผล่ขึ้นมาภายในเขื่อนลำตะคองได้

นายสุทธิโรจน์ กองแก้ว ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำ และบำรุงรักษาลำตะคอง เปิดเผยว่า ถนนมิตรภาพสายเก่าที่โผล่ขึ้นมาให้เห็นอยู่ภายในเขื่อนลำตะคองในช่วงระยะนี้นั้นถือเป็นเรื่องปกติ และเกิดขึ้นทุกครั้งในช่วงที่ปริมาณน้ำในเขื่อนลำตะคองลดน้อยลง ซึ่งการที่ถนนมิตรภาพสายเก่าโผล่ขึ้นมาให้เห็นในเขื่อนลำตะคองเป็นระยะทางยาวเช่นนี้นั้นถือเป็นสัญญาณเตือนว่ากำลังเข้าสู่ฤดูแล้ง ให้ประชาชนทุกคนช่วยกันใช้น้ำอย่างประหยัด

โดยเขื่อนลำตะคอง เป็นเขื่อนหลักที่ผลิตน้ำใช้ในการอุปโภคบริโภคให้กับประชาชน 5 ในพื้นที่ 5 อำเภอของจังหวัดนครราชสีมา ประกอบด้วย อำเภอสีคิ้ว สูงเนิน ขามทะเลสอ เฉลิมพระเกียรติ และอำเภอเมืองนครราชสีมา และขณะนี้ใช้แผนบริหารจัดการน้ำ โดยให้เขื่อนลำตะคองปล่อยน้ำออกจากเขื่อนได้ไม่เกินวันละ 432,000 ลูกบาศก์เมตร เพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศน์ในลำตะคองเท่านั้น พร้อมกับให้เกษตรกรงดปลูกข้าวนาปรังกว่า 150,000 ไร่ในพื้นที่ชลประทาน เนื่องจากไม่มีน้ำให้ใช้เพื่อทำการเกษตรจนกว่าจะเข้าสู่ในช่วงฤดูฝน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10,03, 2017, 09:40:05 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
10,03, 2017, 22:03:44
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 18,651


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #81 เมื่อ: 10,03, 2017, 22:03:44 »

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1489118460

กกพ.เปิดจองใช้แอลเอ็นจี เทอร์มินัล เปิดเสรีธุรกิจก๊าซ

กกพ.เดินหน้าส่งเสริมผู้ประกอบกิจการพลังงานรายใหม่สมัครเป็นผู้ขอใช้บริการสถานีแอลเอ็นจี มาบตาพุด

รายงานข่าวแจ้งว่า นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่ กพช. ได้มีมติเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2559 เห็นชอบเรื่อง แผนระบบรับส่งและโครงการสร้างพื้นฐานก๊าซธรรมชาติเพื่อความมั่นคง ในการรองรับการจัดหาและนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) โดยให้ดำเนินโครงการขยายกำลังการแปรสภาพ LNG ของมาบตาพุด LNG Terminal เพิ่มเติมอีก 1.5 ล้านตันต่อปี วงเงินงบประมาณ 1,000 ล้านบาท โดยมอบหมายให้บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือบริษัทในกลุ่ม ปตท. ที่ ปตท. มอบหมายเป็นผู้ดำเนินโครงการ ซึ่งต่อมาคณะกรรมการบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้มีมติอนุมัติให้บริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด (PTTLNG) เป็นผู้ดำเนินการ โดยมีกำหนดส่งก๊าซเข้าสู่โครงข่ายระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติหรือดำเนินการ เชิงพาณิชย์ในปี 2562

เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ บริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด ได้ออกประกาศเชิญชวนจองความสามารถในการให้บริการของมาบตาพุด LNG Terminal สำหรับกำลังการแปรสภาพ LNG ส่วนขยายเพิ่มเติม 1.5 ล้านตันต่อปี (กำลังการผลิตสูงสุดรวมเป็น 11.5 ล้านตันต่อปี) โดยมีกำหนดการให้ผู้ที่ประสงค์จะขอใช้บริการยื่นหนังสือแสดงเจตจำนง พร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้องได้ตั้งแต่วันที่ 28 – 31 สิงหาคม 2560 และจะประกาศผลการจัดสรรปริมาณความสามารถในการให้บริการส่วนขยายเพิ่มเติมได้ในวันที่ 31 ตุลาคม 2560 ทั้งนี้ ผู้ประสงค์จะขอใช้บริการที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กำหนดใน LNG Terminal TPA Code สามารถยื่นเอกสารสมัครเป็นผู้ขอใช้บริการสถานีแอลเอ็นจี เป็นการล่วงหน้าก่อนกำหนดวันจองได้ โดยสามารถศึกษาขั้นตอนและรายละเอียดได้ทาง www.pttlng.com

"ที่ผ่านมา กกพ.ได้พยายามเร่งผลักดันให้ผู้ประกอบกิจการพลังงานรายใหม่เข้าใช้หรือเชื่อมต่อระบบส่งก๊าซธรรมชาติหรือสถานีแอลเอ็นจี โดยได้เคยร่วมกับ ปตท.และ บริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด จัดสัมมนาสร้างความเข้าใจถึงหลักการและข้อกำหนดในการใช้หรือเชื่อมต่อกับระบบส่งก๊าซธรรมชาติ หรือการใช้บริการสถานีแอลเอ็นจี (TPA Code) ปตท.และ บริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด ได้จัดทำขึ้น ทั้งนี้ กกพ. คาดว่าจะมีผู้ประกอบกิจการก๊าซธรรมชาติรายใหม่สนใจจองความสามารถในการให้บริการของมาบตาพุด LNG Terminal  ซึ่งจะก่อทำให้เกิดการแข่งขันในกิจการก๊าซธรรมชาติ และมีความโปร่งใส ภายใต้กฎเกณฑ์ที่ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพื่อให้ผู้ใช้พลังงานได้รับประโยชน์สูงสุด"
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
11,03, 2017, 10:36:18
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 18,651


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #82 เมื่อ: 11,03, 2017, 10:36:18 »

http://www.matichon.co.th/news/490960

“ขุนคลัง”สั่งสรรพากรคิดรูปแบบจัดเก็บภาษีอีคอมเมิร์ซ

ที่กระทรวงการคลัง นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้านโยบายการจัดเก็บภาษีอีคอมเมิร์ซ ตามนโยบายที่ให้กรมจัดเก็บภาษี 3 แห่งว่า ได้มอบหมายให้ทางกรมสรรพากรกำหนดรูปแบบและวิธีการจัดเก็บภาษีธุรกิจออนไลน์หรืออีคอมเมิร์ซ โดยมีความเห็นว่าตามหลักการแล้วต้องมีการเก็บภาษี เนื่องจากการค้าขายทั่วไปผู้ประกอบการต้องเสียภาษีอยู่แล้ว หากไม่มีการเก็บภาษีอีคอมเมิร์ซก็จะเกิดความไม่เท่าเทียม และในอนาคตผู้ที่ทำการค้าขายทั่วไปจะลำบาก เพราะอีคอมเมิร์ซโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ต้องเสียภาษี

“ความคืบหน้าในขณะนี้ได้มอบหมายให้ทางกรมสรรพากรไปดูวิธีการจัดเก็บภาษีอีคอมเมิร์ซและรายงานกลับมายังผม แต่ในขณะนี้ยังไม่ได้รับรายละเอียดว่าจะมีรูปแบบว่าจะมีการจัดเก็บภาษีอีคอมเมิร์ซอย่างไรบ้าง ซึ่งคาดว่าก็กำลังเร่งอยู่ เพราะตามหลักการแล้วจะต้องทำให้เกิดความเท่าเทียมระหว่างผู้ประกอบการที่ค้าขายทั่วไป และผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจออนไลน์” นายอภิศักดิ์กล่าว
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
12,03, 2017, 14:23:17
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 18,651


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #83 เมื่อ: 12,03, 2017, 14:23:17 »

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1489221140

หวั่นเทสต๊อก 3.6 ล.ตันทุบราคาข้าว ต่ำที่สุดในโลก"เวียดนาม-อินเดีย"แซงหน้าไทย


เอกชนผงะราคาส่งออกข้าวไทยดิ่งต่ำสุดในโลก ชี้รัฐบาลเร่งโละสต๊อกมากเกินไป ข้าวใหม่-ข้าวเก่าท่วมตลาด หวั่นประมูลข้าวอุตสาหกรรม 3.66 ล้านได้แค่ กก.ละ 2-6 บาท ลุ้น "บิ๊กตู่" เรียกประชุม นบข. 22 มีนาคมนี้ รับมือนาปรัง"60 อีก 6 ล้านตัน

แหล่งข่าวจากวงการค้าข้าว เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า สถานการณ์ราคาส่งออกเมื่อวันที่ 2 มีนาคม จากข้อมูลของ Rice Quotes ระบุว่า ราคาข้าวไทยปรับลดลงไปต่ำที่สุดในโลก โดยราคาข้าวขาว 5% อยู่ที่ตันละ 352-356 เหรียญสหรัฐ ต่ำกว่าข้าวเวียดนามราคาตันละ 358-362 เหรียญสหรัฐ อินเดียราคา 385-395 เหรียญสหรัฐ ขณะที่ข้าวขาว 25% ราคาไทยอยู่ที่ตันละ 341-345 เหรียญสหรัฐ เท่ากับข้าวเวียดนามและปากีสถาน ขณะที่ข้าวนึ่งตันละ 362-366 เหรียญสหรัฐ ต่ำกว่าอินเดียที่ตันละ 378-382 เหรียญสหรัฐ ข้าวหอมมะลิตันละ 593-597 เหรียญสหรัฐ

ต่ำกว่ากัมพูชาที่ขายตันละ 780-790 เหรียญสหรัฐ

"ขณะนี้รัฐขายสต๊อกออกมาเยอะมาก ทั้งข้าวเก่า/ข้าวใหม่ออกมาพร้อมกันหมด ทำให้ราคาของไทยทรงตัวต่ำอย่างนี้มาระยะหนึ่งแล้ว ข้าวเก่าเพื่ออุตสาหกรรมที่ขายออกมาถึง 3.66 ล้านตัน แนวโน้มราคาที่ได้จะขายได้ตันละ 2,000-6,000 บาท โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานจะซื้อถูก กลุ่มอาหารสัตว์ซื้อได้แพงกว่านิดหน่อย ปีนี้คงยากที่ราคาส่งออกจะปรับขึ้น ข้าวในสต๊อกยังคงกดราคาอยู่ และข้าวนาปีของเวียดนามกำลังเกี่ยวจะออกสู่ตลาดในเดือนนี้ ข้าวนาปรังปี 2560 ของไทยก็ทยอยออก ซึ่งหากยึดตัวเลขกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะมีปริมาณ 6.63 ล้านตัน แบ่งเป็นภาคกลาง 3.024 ล้านตัน ภาคเหนืออีก 2.65 ล้านตัน ภาคอีสานอีก 581,139 ตัน ภาคใต้อีก 134,585 ตัน"

นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ในวันที่ 22 มีนาคมนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน จะมีการรายงานผลการระบายข้าวสต๊อกรัฐบาลที่ผ่านมา โดยคาดว่าในช่วงสิ้นเดือน เม.ย.จะเห็นภาพรวมของสต๊อกข้าวรัฐบาลทั้งหมด 17.7 ล้านตันว่าจะเหลือปริมาณเท่าไหร่ จากปัจจุบันเหลืออยู่ประมาณ 6.6 ล้านตัน และกำลังระบายออกไปอีก 3.66 ล้านตัน และในเดือนเมษายนจะมีการออกทีโออาร์ระบายข้าวกลุ่มสุดท้ายที่เป็นข้าวเสื่อมสภาพ 1 ล้านตัน หากสามารถจัดการข้าวเหล่านี้ได้หมดจะเหลือข้าวน้อย ยังมีระยะเวลาอีก 5 เดือน ตั้งแต่ พ.ค.-ก.ย. ที่จะสะสางข้าวที่ประมูลไม่ได้ เพื่อนำมาประมูลใหม่ก่อนที่ข้าวเปลือกนาปีฤดูกาลใหม่จะออกมา

"ผลผลิตข้าวเปลือกนาปรังปี 2560 คาดว่าปริมาณ 6 ล้านตันข้าวเปลือก ตลาดยังรองรับได้ เนื่องจากมีคำสั่งซื้อเข้ามาทั้งจีน แต่ที่เป็นกังวล คือ ผลผลิตข้าวนาปี ฤดูกาล 2560/61 จะออกมาในเดือนตุลาคม"

สำหรับตัวเลขการส่งออกข้าวของไทย ตั้งแต่ 1 มกราคม-8 มีนาคม ปริมาณ 2.118 ล้านตัน มูลค่า 3.1 หมื่นล้านบาท ซึ่งเทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อน มูลค่าและปริมาณสูงขึ้นเพียงเล็กน้อย

สำหรับการชี้แจงหลักเกณฑ์การประมูลข้าวในสต๊อกรัฐบาลเพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรม ครั้งที่ 1/2560 ปริมาณ 3.66 ล้านตัน จาก 278 คลัง ใน 39 จังหวัด แบ่งเป็นข้าว 17 ชนิด ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ 100% ชั้น 2 ข้าวหอมจังหวัด ข้าวขาว 5% ข้าวปทุมธานี 5% เป็นต้น จะเปิดให้ยื่นซองเสนอคุณสมบัติในวันที่ 20 มีนาคม และเปิดให้ยื่นซองเสนอราคาในวันที่ 23 มีนาคมนี้

"กำหนดเงื่อนไขให้ผู้ซื้อต้องส่งรายงานรับรองว่านำข้าวที่ประมูลได้ไปใช้ในอุตสาหกรรมที่แจ้งไว้ และทางองค์การคลังสินค้า (อคส.) องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) จะส่งทีมตรวจสอบโรงงาน หากไม่ดำเนินการตามแผนที่แจ้ง จะถูกยึดหลักประกัน และถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งทาง อคส.จะชี้แจงแนวทางตรวจสอบในวันที่ 17 มีนาคมนี้ เพื่อวางระบบไม่ให้ข้าวเหล่านี้เข้ามาปะปนกับตลาดปกติและสร้างความเสียหายต่อตลาดได้"

บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
13,03, 2017, 22:07:16
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 18,651


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #84 เมื่อ: 13,03, 2017, 22:07:16 »

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1489392743

บิ้กดีล "แอร์บัส-บินไทย" เรียกเชื่อมั่นต่างชาติลงทุน EEC

กลางสัปดาห์ที่ผ่านมา "การบินไทย" ได้บรรลุข้อตกลงเบื้องต้นกับแอร์บัส เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลที่จำเป็นและร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้ในโครงการพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (TG MRO Complex Development) ณ ท่าอากาศยานอู่ตะเภา โครงการดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ปี 2560-2564

"สมคิด จาตุศรีพิทักษ์" รองนายกรัฐมนตรี บอกว่า โครงการพัฒนาธุรกิจศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานของการบินไทย จะช่วยขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การบินของไทยในระดับภูมิภาค สร้างซัพพลายเชนเกิดขึ้นตามมาอีกมหาศาล และช่วยสร้างรายได้เข้าประเทศไทยได้จำนวนมาก

ที่สำคัญ ยังทำให้แผนพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่หลายคนคิดว่าอาจเกิดขึ้นได้ยากนั้นทยอยเป็นจริงได้มากขึ้นด้วย

โดยผู้บริหารแอร์บัสได้เข้าพบ "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" นายกรัฐมนตรี พร้อมมอบความมั่นใจที่มีต่อประเทศไทย และตัดสินใจเลือกไทยเป็นที่ตั้งของโครงการพัฒนาศูนย์ซ่อม MRO ด้วยความเหมาะสมเรื่องที่ตั้ง โดยมีการบินไทยเป็นพันธมิตร เพื่อหนุนประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการบินของภูมิภาคเอเชียอย่างเต็มศักยภาพ

ขณะที่ "อุษณีย์ แสงสิงแก้ว" รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ การบินไทย บอกว่า เป้าหมายของบริษัทคือมุ่งขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) ที่ทันสมัยที่สุดของเอเชีย-แปซิฟิก เพียบพร้อมด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ด้วยมาตรฐานคุณภาพระดับสากล รวมทั้งส่งเสริมอุตสาหกรรมด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการบินตามนโยบายของรัฐบาล

โดยศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานแห่งใหม่จะให้บริการแก่สายการบินทั่วภูมิภาคและทั่วโลก เพื่อสร้างรายได้ให้กับการบินไทยและประเทศไทยอย่างยั่งยืน และทำให้ไทยเป็น Gateway to Asia

ทั้งนี้ การบินไทยกับแอร์บัสวางกรอบระยะเวลาการศึกษาร่วมกันว่าน่าจะแล้วเสร็จราวเดือนธันวาคมปีนี้ จากนั้นจะมาพิจารณากันอีกครั้งว่าจะร่วมลงทุนกันเท่าไร โดยกระบวนการทำพีพีพี หรือให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ น่าจะเริ่มเห็นราวเดือนมกราคม 2561

ด้าน "เรืออากาศเอก มนตรี จำเรียง" รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่อาวุโส สายกลยุทธ์องค์กรและพัฒนาอย่างยั่งยืน การบินไทย เสริมว่า การบินไทยมีเป้าหมายผลักดันโครงการพัฒนาธุรกิจศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานของ EEC ให้มีความทันสมัย ก้าวเป็นผู้นำอันดับ 1 ในโลก และทำรายได้ให้การบินไทยอย่างยั่งยืน

โดยกำหนดกลยุทธ์การพัฒนา 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ 1. "Good Partnership" การร่วมลงทุนกับบริษัทผู้ผลิตท่าอากาศยานที่มีศักยภาพสูง 2. "4 Great Pillars" มุ่งเน้นพัฒนา 4 กิจการสำคัญเพื่อสร้างรากฐานศูนย์ซ่อมอากาศยานยุคใหม่ ซึ่งประกอบด้วย ศูนย์ซ่อมใหญ่อากาศยานลำตัวกว้างและลำตัวแคบ, โรงซ่อมบำรุงอากาศยานอัจฉริยะ, ศูนย์ซ่อมวัสดุผสมสังเคราะห์, ศูนย์ฝึกอบรมช่างฝีมืออากาศยานขั้นสูง

และ 3. "3 Base Mission" การพัฒนาปรับปรุงศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานเดิมของการบินไทยที่ดอนเมืองและสุวรรณภูมิ ด้วยการพัฒนาโรงซ่อมอากาศยานด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และนวัตกรรมที่ทันสมัย มีมาตรฐานในระดับสากล

โดยการบินไทยได้เริ่มโครงการตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2559 ทั้งศึกษาและวิเคราะห์แนวโน้มความต้องการของตลาด เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ และได้ส่งเอกสารชี้ชวนการลงทุนไปยังบริษัทผู้ผลิตอากาศยาน ซึ่งมีเพียงบริษัทแอร์บัสรายเดียวที่สนใจ

"ก่อนหน้านี้ แอร์บัสได้เข้าไปลงทุนศูนย์ซ่อม MRO ที่จีน ไต้หวัน และสิงคโปร์แล้ว โดยเหตุผลที่แอร์บัสเลือกไทยนั้นนอกจากเรื่องที่ตั้งแล้วยังมองถึงศักยภาพของสนามบินอู่ตะเภาที่เตรียมยกระดับเป็นท่าอากาศยานนานาชาติแห่งที่ 3 ในพื้นที่ใกล้กรุงเทพฯ นอกจากนี้ยังเป็นท่าอากาศยานที่มีพื้นที่เพียงพอต่อการซ่อมบำรุง"

"ฟาบริซ เบรจิเย่ร์" ประธานบริษัท แอร์บัส บอกว่า นี่ถือเป็นเหตุการณ์ครั้งสำคัญระหว่างแอร์บัสกับการบินไทยอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่มีความสัมพันธ์อันดีที่ยาวนานกันมาร่วม 40 ปี

โดยการตั้งสนามบินอู่ตะเภาให้เป็นศูนย์กลางการบินแห่งใหม่นั้น เป็นสิ่งที่อยู่ในความสนใจของแอร์บัส เพราะตั้งอยู่ใจกลางภูมิภาคที่มีการเติบโตในด้านการขนส่งทางอากาศอย่างรวดเร็ว สามารถรองรับอากาศยานได้ทุกขนาด และยังมีโรงงานซ่อมบำรุงแบบครบครันที่ดำเนินการโดยการบินไทยอยู่แล้ว โดยมีแรงงานฝีมือที่ชำนาญการ และที่สำคัญคือมีโอกาสสำหรับการเติบโตยิ่งขึ้น

โดยประเมินว่ามูลค่าของภาคส่วนการซ่อมบำรุงอากาศยานในภูมิภาคนี้อย่างเดียวจะมีมูลค่าราว 64,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในอีก 10 ปีข้างหน้า

การร่วมมือของ 2 บิ๊กด้านการบินในครั้งนี้ จึงเป็นสเต็ปสำคัญในการเตรียมรองรับการขยายตัวของธุรกิจซ่อมบำรุงอากาศยานในอนาคตอย่างแท้จริง...
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
14,03, 2017, 09:39:11
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 18,651


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #85 เมื่อ: 14,03, 2017, 09:39:11 »

คลังลงนาม ตั้ง 2 กลุ่ม ติดตั้งเครื่องรับชำระเงิน ฯ เดินหน้า อีเพย์เมนท์ฯ
http://money.sanook.com/469481/


คลังเดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ National e-Payment ต่อเนื่อง จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงเลือกผู้ติดตั้งเครื่องรับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงการให้บริการวางอุปกรณ์รับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ภายใต้แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (National e-Payment) ระหว่างคณะอนุกรรมการคัดเลือกและกำกับดูแลผู้ให้บริการวางอุปกรณ์รับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยนายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง และผู้มีสิทธิ์ให้บริการวางอุปกรณ์รับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (เครื่อง EDC) จำนวน 2 ราย ได้แก่


กลุ่ม Consortium ประกอบด้วย ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) และ

กลุ่มกิจการค้าร่วมโครงการอีเพเม้นท์ ประกอบด้วย ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) โดยมี นางสาวสุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เป็นพยานภาครัฐ นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ และนายยศ กิมสวัสดิ์ เป็นพยานภาคเอกชน ณ ห้องประชุมวายุภักษ์ 4 กระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2560

นายพรชัย ฐีระเวช รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน อนุกรรมการและเลขานุการร่วมในคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการการให้ความรู้และส่งเสริมการใช้ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ในฐานะรองโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงการให้บริการวางอุปกรณ์รับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ภายใต้แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (National e-Payment)

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจมีช่องทางการรับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วยต้นทุนที่ต่ำ ส่งเสริมการกระจายเครื่องรับบัตรหรือจุดรับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน โดยมีเป้าหมายในการกระจายอุปกรณ์รับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (เครื่อง EDC) แก่ร้านค้าและหน่วยงานภาครัฐทั่วประเทศ รวมประมาณ 560,000 ราย

ในปัจจุบันรัฐบาลได้จัดทำและผลักดันแผนยุทธศาสตร์ National e-Payment ซึ่งมีความคืบหน้ามาเป็นลำดับ โดยระบบการชำระเงินที่มีประสิทธิภาพจะช่วยอำนวยความสะดวกกับภาคธุรกิจ ภาคประชาชน และส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจในภาพรวม ในส่วนของโครงการที่ 2 คือ โครงการขยายการใช้บัตร ได้ก้าวมาถึงจุดสำคัญ โดยภายหลังพิธีลงนามวันนี้ ผู้ให้บริการจะเริ่มทยอยวางอุปกรณ์ฯ ทันที โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 1 ปี 2561

ทั้งนี้ ผู้ให้บริการทั้ง 2 ราย จะดำเนินการที่จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและร้านค้า โดยจะเห็นได้จาก การปรับลดค่าธรรมเนียมการรับบัตรเดบิตที่ปกติจะเก็บในอัตรา 1.5 – 2.5 % ของมูลค่าเงินที่ชำระ เป็นเพียงไม่เกิน 0.55% เท่านั้น ซึ่งจะเป็นการช่วยลดต้นทุนทางธุรกิจให้กับร้านค้าและจูงใจให้ร้านค้าเลือกรับบัตรอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น และจะไม่มีการเก็บค่าเช่าและค่าติดตั้งอุปกรณ์ฯ โดยอาจเก็บค่ามัดจำเพื่อป้องกันอุปกรณ์เสียหาย โดยร้านค้าจะได้คืนเมื่อยกเลิกการใช้บริการ

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังได้มีมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนร้านค้าที่ติดตั้งอุปกรณ์ฯ โดยให้ร้านค้าสามารถนำค่าใช้จ่ายจากการรับบัตร (MDR) ไปหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ 2 เท่า จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 ซึ่งมาตรการดังกล่าวนี้ จะช่วยร้านค้าให้ติดตั้งเครื่อง EDC ได้มากขึ้น

อีกทั้งกระทรวงการคลังยังจะมีมาตรการจูงใจผ่านการชิงโชคการใช้บัตรเดบิตให้ประชาชนและร้านค้า เพื่อกระตุ้นการใช้บัตรและชำระเงินในระบบอีเพย์เมนต์ โดยจะจัดแคมเปญแจกรางวัล ให้ผู้ใช้และร้านค้าได้มีสิทธิลุ้นโชคจากการชำระเงินผ่านเครื่องรับบัตรและตู้ ATM เป็นระยะเวลา 1 ปี เริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2560 (สำหรับผู้ที่ใช้บริการในเดือนพฤษภาคม 2560) ซึ่งรางวัลจะมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 84 ล้านบาท
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
14,03, 2017, 22:08:58
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 18,651


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #86 เมื่อ: 14,03, 2017, 22:08:58 »

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1489495623

ดอนเมืองทะลัก ต้องขยายเฟส 3 รับผู้โดยสารเพิ่มจาก 35 ล้านคน เป็น 40 ล้านคนต่อปี

นายเพ็ชร ชั้นเจริญ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานดอนเมือง (ทดม.) บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) เปิดเผยว่า ปัจจุบัน ทดม.มีศักยภาพในการรองรับผู้โดยสาร 30 ล้านคนต่อปี แต่นับตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา อัตราการเพิ่มขึ้นของจำนวนเที่ยวบินและผู้โดยสารเจริญเติบโตแบบก้าวกระโดด ล่าสุดในปี 2559 (มกราคม-ธันวาคม 2559 ) มีจำนวนผู้โดยสารมาใช้บริการมากกว่า 35.2 ล้านคน ทั้งนี้ เพื่อรองรับการเจริญเติบโตที่เกิดขึ้นทั้งในด้านการบริการและในด้านปฏิบัติการ สร้างความพึงพอใจและความประทับใจในการบริการที่สะดวก รวดเร็ว และไม่ยุ่งยากให้กับผู้ใช้บริการ
 

จึงต้องมีการขยายสนามบินเฟส 3  ตามแผนแม่บท ทดม.ระยะที่ 3 ช่วงที่ 1 (ปี 2560-2565) เป็นการพัฒนาต่อเนื่องจากการพัฒนาระยะที่ 2 คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2565 มีเป้าหมายรองรับปริมาณเที่ยวบิน 40-50 เที่ยวบินต่อชั่วโมง และรองรับปริมาณผู้โดยสารได้ 40 ล้านคนต่อปี

 

ทั้ง ระยะที่ 3 ช่วงที่ 1 ประกอบด้วย 3 กลุ่มงาน ได้แก่ 1.กลุ่มงาน Airside คือ งานก่อสร้างขยายลานจอดอากาศยานด้านทิศเหนือ พร้อมทางขับเชื่อมและระบบเติมน้ำมันอากาศยาน งานปรับปรุงหลุมจอดอากาศยานด้านทิศเหนือ พร้อมระบบเติมน้ำมันอากาศยาน งานก่อสร้างลานจอดอากาศยานสำหรับกิจกรรมการบิน General Aviation งานปรับปรุงหลุมจอดอากาศยานด้านทิศใต้ พร้อมระบบเติมน้ำมันอากาศยาน งานก่อสร้าง Rapid Exit Taxiway บริเวณทางวิ่ง 21 และ Exit Taxiway เชื่อมต่อทางขับสาย B และ C งานปรับปรุงพื้นที่ด้านทิศเหนือเพื่อรองรับอาคารซ่อมบำรุงอากาศยาน งานปรับปรุงพื้นที่ด้านทิศใต้เพื่อรองรับอาคารซ่อมบำรุงอากาศยาน และงานก่อสร้างอาคารสถานีย่อยระบบเติมน้ำมันอากาศยาน

 

ส่วนงานก่อสร้างขยายอาคารเทียบเครื่องบิน ด้านทิศเหนือ พร้อมติดตั้งสะพานเทียน จำนวน 3 ชุด งานปรับปรุงอาคารผู้โดยสาร อาคาร 1,อาคารเทียบเครื่องบิน ด้านทิศเหนือ และอาคารเทียบเครื่องบินหมายเลข 2-4 งานก่อสร้างอาคาร Junction Building และอาคารจอดรถยนต์ผู้โดยสาร งานก่อสร้างอาคารทางเดินเชื่อม ด้านทิศใต้ งานปรับปรุงอาคารผู้โดยสารภายในประเทศเดิม และอาคารเทียบเครื่องบิน หมายเลข 6 พร้อมติดตั้งสะพานเทียบ จำนวน 8 ชุด งานก่อสร้างอาคารจอดรถพนักงาน และอาคารสำนักงาน ทดม. และอาคารรับรองพิเศษ (VVIP) และงานปรับปรุงคลังสินค้า หมายเลข 1 และ 2




ขณะเดียวกันยังมีกลุ่มงานระบบสาธารณูปโภค คือ งานปรับปรุงระบบถนนภายใน ทดม. งานก่อสร้าง Curb Side ด้านหน้าอาคาร Junction Building งานปรับปรุงระบบระบายน้ำภายใน ทดม. งานปรับปรุงระบบพักขยะ ทั้งนี้ ทอท.จะเร่งพิจารณาแนวทางการติดตั้งระบบขนส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ (Automatic People Mover : APM) เชื่อมระหว่างอาคารจอดรถ อาคารผู้โดยสาร และส่วนต่างๆ ภายใน ทดม.เพื่อเป็นการแก้ปัญหาจราจรติดขัดในช่วงที่ ทอท.อยู่ระหว่างดำเนินการตามโครงการพัฒนา ทดม.ด้วย

 

นายเพ็ชรกล่าวว่า สำหรับปริมาณการจราจรทางอากาศ (มกราคม-ธันวาคม 2559) มีอากาศยานพาณิชย์ ขึ้น-ลง 244,296 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ร้อยละ 9.02 มีสายการบิน ที่บินประจำภายในประเทศ จำนวน 5 สายการบิน ทำการบินใน 24 เส้นทาง และสายการบินระหว่างประเทศ จำนวน 15 สายการบิน ทำการบินใน 57 เส้นทาง มีเที่ยวบินเฉลี่ย 667 เที่ยวบินต่อวัน มีจำนวนผู้โดยสาร 35.20 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ร้อยละ 16.17 เฉพาะผู้โดยสารที่เดินทางระหว่างประเทศมี 11.88 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 29.55 มีผู้โดยสารที่เดินทางระหว่างประเทศเฉลี่ย 32,459 คนต่อวัน ผู้โดยสารที่เดินทางในประเทศมี 23.32 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.36 มีผู้โดยสารที่เดินทางในประเทศเฉลี่ย 63,725 คนต่อวัน รวมผู้โดยสารเฉลี่ย 96,184 คนต่อวัน มีปริมาณการขนถ่ายสินค้า 67,884 เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ร้อยละ 49.23

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14,03, 2017, 22:11:51 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
15,03, 2017, 20:44:10
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 18,651


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #87 เมื่อ: 15,03, 2017, 20:44:10 »

http://www.matichon.co.th/news/496154

กทม.ทดลองเดินรถไฟฟ้าแบริ่ง-สำโรง ‘อัศวิน’ เผย3เม.ย.เปิดใช้ เดือนแรกนั่งฟรี

เมื่อวันที่ 15 มีนาคม พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) นำคณะผู้บริหาร กทม. นายชาติชาย อุทัยพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ นายพีระยุทธ สิงห์พัฒนากุล ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) นายสุรพงศ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) นายบัณฑิต ศิริตันหยง ประธานกรรมการบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด เดินทางไปตรวจสอบและทดลองนั่งรถไฟฟ้าบีทีเอส ส่วนต่อขยายสายสีเขียว จากสถานีอ่อนนุช ไปยังสถานีแบริ่ง ก่อนเปิดการทดลองเดินรถเสมือนจริงโครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีเขียว ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ (จากสถานีแบริ่ง–สถานีสำโรง) จำนวน 1 สถานี จากทั้งหมด 9 สถานี รวมระยะทาง 13 กิโลเมตร

พล.ต.อ.อัศวิน ให้สัมภาษณ์ว่า การลงพื้นที่วันนี้ ได้ตรวจดูความพร้อมของรถไฟฟ้าและสถานีสำโรงว่ามีข้อบกพร่องหรือไม่ ซึ่งพบว่า ขณะนี้มีความพร้อมที่จะเปิดให้บริการประชาชน

“ระหว่างวันที่ 15 มีนาคม ถึง วันที่ 2 เมษายนนี้ จะทดลองเดินรถเสมือนจริง รวมถึงทดลองจำลองเหตุการณ์ต่างๆ รวมทั้งการจัดการสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น เหตุเพลิงไหม้ รถไฟฟ้าเฉี่ยวชน และการตรวจพบวัตถุต้องสงสัย เป็นต้น หลังจากนั้นก็เหลือเพียงการเปิดบริการให้ประชาชนได้ทดลองใช้ คือ ในเวลา 09.00 น. วันที่ 3 เมษายน โดยจะเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี ที่รับผิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (คค.) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.) ไปร่วมเปิดงานให้ประชาชนได้ใช้อย่างเป็นทางการ ส่วนการคาดการ์ณว่าจะมีประชาชนมาใช้บริการมากน้อยเพียงใด คาดว่าจะมีผู้มาใช้บริการในเส้นทางนี้จำนวนมาก โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ ก็จะได้ใช้บริการด้วย ซึ่งจะสามารถอำนวยความสะดวกของประชาชนได้เป็นอย่างดี ทั้งการเชื่อมต่อไปยังเส้นทางๆ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า รถประจำทาง เรือ เป็นต้น” พล.ต.อ.อัศวิน กล่าวและว่า ในเดือนแรกจะยังไม่มีการคิดค่าโดยสาร โดยจะเปิดให้บริการประชาชนฟรีเพื่อทดลองการใช้งาน แต่หลังจากนั้น ต้องมีการคิดค่าโดยสารซึ่งต้องหารือราคาที่สมดุลร่วมกันระหว่าง รฟม. กทม.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่โดยหลักจะต้องเป็นราคาที่ประชาชนสามารถจ่ายได้และไม่กระทบต่อประชาชน ขณะเดียวกัน กทม.ก็ต้องไม่เสียค่าใช้จ่ายมากเกินไป

“ขณะนี้ยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะต้องเก็บราคาเท่าไร เพราะ กทม.ต้องไปหาจุดเหมาะสมให้ได้ก่อนถึงจะสามารถกำหนดราคาได้ และอาจจะมีการลงไปสอบถามถึงความคิดเห็นของประชาชนด้วย และก็คาดการณ์ว่าจะมีประชาชนมาใช้บริการถึงวันละ 4,000-5,000 คน และหากแล้วเสร็จทั้ง 9 สถานี ก็คาดการณ์ว่าจะมีผู้มาใช้บริการกว่า 1 แสนคน หรือไม่ก็ขอเชิญมาร่วมนับคนกันว่าจะมีคนใช้บริการกี่คนในวันที่ 3 เมษายนนี้” พล.ต.อ.อัศวิน กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับโครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีเขียว ช่วงแบริ่ง–สมุทรปราการ ตั้งอยู่ใน จ.สมุทรปราการ ครอบคลุมพื้นที่ 3 เทศบาล ได้แก่ เทศบาลสำโรงเหนือ เทศบาลนครสมุทรปราการ และเทศบาลบางปู ระยะทางรวม 13 กิโลเมตร มีจำนวน 9 สถานี ได้แก่ 1.สถานีสำโรง ตั้งอยู่ระหว่างสะพานข้ามคลองสำโรงกับแยกเทพารักษ์ 2.สถานีปู่เจ้าสมิงพราย ตั้งอยู่บริเวณถนนซอยสุขุมวิท 115 3.สถานีพิพิธภัณฑ์เอราวัณ ตั้งอยู่บริเวณถนนสุขุมวิทซอย7 4.สถานีโรงเรียนนายเรือ ตั้งอยู่หน้าโรงเรียนนายเรือ 5.สถานีสมุทรปราการ ตั้งอยู่หน้าวิทยาลัยสารพัดช่างสมุทรปราการ 6.สถานีศรีนครินทร์ ตั้งอยู่บริเวณสะพานข้ามคลองบางปิ้ง 7.สถานีแพรกษา ตั้งอยู่บริเวณหน้าโรงเรียนสมุทรปราการ 8.สถานีสายลวด ตั้งอยู่บริเวณซอยเทศบาลบางปู 45 และ 9.สถานีเคหะสมุทรปราการ ตั้งอยู่บริเวณซอยเทศบาลบางปู 50 โดยมีศูนย์ซ่อมบำรุงพื้นที่ 123 ไร่ หลังสถานีไฟฟ้าย่อยบางปิ้ง และมีอาคารจอดแล้วจร (park & ride) บริเวณสถานีปลายทางเคหะสมุทรปราการ เนื้อที่ 18 ไร่ สามารถจอดรถได้ 1,200 คัน ส่วนช่วงจากหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต ระยะทาง 19 กิโลเมตร จำนวน 16 สถานี จะเปิดให้บริการเดินรถจากสถานีหมอชิต เชื่อมต่อกับสถานีห้าแยกลาดพร้าว ประมาณต้นปี 2562 และเปิดให้บริการเดินรถตลอดเส้นทาง ภายในปี 2563
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
16,03, 2017, 12:01:26
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 18,651


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #88 เมื่อ: 16,03, 2017, 12:01:26 »

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1489638424


"คอมมาร์ต 2017" เปิดฉากแล้ว โซนลดล้างสต็อกฮอตสุดๆ

updated: 16 มี.ค.


ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า งานคอมมาร์ต คอนเนค 2017 ครั้งแรกของปีนี้ จัดขึ้นตั้งแต่ 16 – 19 มีนาคม 2560 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายใต้แนวคิด Intelligent Mixed  โดยงานครั้งนี้มีทั้งพื้นที่จำหน่ายสินค้าและงานสัมมนา Digital SME Day

โดยบรรยากาศหลังจากเปิดงานวันแรก 16 มีนาคม 2560 เมื่อเวลา 10.00 น. มีผู้เข้าชมงานค่อนข้างคึกคัก โดยเฉพาะในส่วนของโซนลดล้างสต็อกของ Adivce ที่มีผู้ต่อแถวเข้าดูสินค้าเป็นจำนวนมาก เนื่องจากมีสินค้าลดสูงสุดถึง 80%  ซึ่งสินค้าที่ได้รับความสนใจส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอุปกรณ์เสริม รวมถึงโน้ตบุ๊ก อาทิ Dell inspiron N7567 ลดราคาจาก 39,900 บาทเหลือ 27,900 บาท Intel Compute Stick (STCK1AW32SC) ลดราคาจาก 4,990 บาท เหลือ 1,900 บาท  GIGABYTE GT1050/2GB  ลดราคาจาก 4,390 บาท เหลือ 2,790 บาท
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
16,03, 2017, 16:33:57
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 18,651


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #89 เมื่อ: 16,03, 2017, 16:33:57 »

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1489554745

ยุบไฮสปีด-อัพเกรดแอร์พอร์ตลิงก์วิ่งทะลุระยอง

รัฐเร่งลงทุนรถไฟเชื่อม "ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา" ดูดนักลงทุนบูม EEC พร้อมรื้อใหญ่ไฮสปีดเทรน ควบรวม ระบบแอร์พอร์ตลิงก์ ขยายเส้นทางถึงระยอง ประหยัดงบได้ถึง 40,000 ล้านบาท ดึงเอกชน PPP ก่อสร้าง ระบบ ขบวนรถ จับตา "CP-BTS" ชิงดำ ชี้เป้า 16 บริษัทชั้นนำดึงลงทุนเขตเศรษฐกิจพิเศษ
ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานภายหลังการประชุม คณะกรรมการบริหารการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กรศ.) สิ้นสุดลง โดยมีข้อเสนอจาก กรศ.ให้รวมโครงการแอร์พอร์ตเรลลิงก์ กับโครงการรถไฟความเร็วสูงสายกรุงเทพฯ-ระยอง ให้เป็นโครงการเดียวกัน มีผู้เดินรถรายเดียวกัน (Single Project Single Operator) เพื่อให้เชื่อมโยง 3 สนามบิน คือ สนามบินดอนเมือง-สนามบินสุวรรณภูมิ-สนามบินอู่ตะเภา ในฐานะเมืองการบินภาคตะวันออก (Special EEC Zone : Eastern Aerotropolis หรือ EEC-EA) เข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ

ยืดแอร์พอร์ตลิงก์ถึงระยอง

ในส่วนของรถไฟความเร็วสูง แหล่งข่าวจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า คณะกรรมการได้ให้เวลาการรถไฟฯ 2 เดือนพิจารณาความเหมาะสม รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ กับรถไฟความเร็วสูงสายกรุงเทพฯ-ระยอง ระยะทาง 193 กม. จะใช้ระบบไหนมารองรับการเดินทางเชื่อมระหว่าง 3 สนามบิน คือ ดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา

รวมถึงศึกษารูปแบบลงทุน PPP เนื่องจากโครงการนี้จะให้เอกชนร่วม PPP ทั้งงานโยธา ระบบ และขบวนรถ เหมือนกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี) กับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) โดยรับสนับสนุนเงินลงทุนไม่เกินค่าก่อสร้าง ส่วนเอกชนได้สัมปทานเดินรถและพัฒนาเพื่อเชิงพาณิชย์สถานีระยะเวลา 30-50 ปี

"เป้าหมายก็คือ ต้องนั่งรถไฟฟ้าเชื่อม 3 สนามบิน จากดอนเมืองไปถึงอู่ตะเภาแบบไร้รอยต่อ โดยที่ผู้โดยสารไม่ต้องลงเปลี่ยนถ่ายรถที่สถานีลาดกระบัง ซึ่งเป็นจุดต้นทางของรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-ระยอง ดังนั้นรถไฟแอร์พอร์ตลิงก์จึงเป็นโครงการที่เหมาะสมที่สุด โดยสร้างไปถึงอู่ตะเภาและระยอง ซึ่งช่วงในเมืองจากดอนเมือง มักกะสัน สุวรรณภูมิ จะวิ่งด้วยความเร็ว 160-180 กม./ชม. แต่เมื่อเลยลาดกระบังแล้วก็เพิ่มความเร็วเป็น 200-250 กม./ชม. เท่ากับไฮสปีดเทรนได้ และให้เอกชนรายเดียวเป็นผู้เดินรถ" แหล่งข่าวกล่าว

ลดต้นทุน 40,000 ล้านบาท

แหล่งข่าวกล่าวไปอีกว่า นอกจากนี้ ต้นทุนก่อสร้างแอร์พอร์ตลิงก์ จะ "ถูกกว่า" ไฮสปีดเทรนสายกรุงเทพฯ-ระยอง ประมาณ 40,000 ล้านบาท หรือจาก 152,528 ล้านบาท มาอยู่ที่ 110,000-120,000 ล้านบาท

"ถ้าไม่มีรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน จะทำให้การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ไม่ครบถ้วน จึงต้องเร่งสรุปเพื่อเปิดให้เอกชนที่สนใจเข้ามาลงทุน ที่ผ่านมากลุ่ม CP ก็สนใจจะเข้ามาลงทุนโครงการไฮสปีดเทรนกรุงเทพฯ-ระยอง ส่วนกลุ่ม BTS สนใจจะลงทุนแอร์พอร์ตลิงก์ส่วนต่อขยายพญาไท-บางซื่อ-ดอนเมือง"

จับตา CP-BTS ชิงดำ

ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานว่า ก่อนหน้านี้ กลุ่ม CP ได้ส่งรายงานผลสำรวจพื้นที่และข้อเสนอแนะให้กับการรถไฟฯ หลังยื่นข้อเสนอแสดงความสนใจลงทุนรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-พัทยา-ระยอง โดยร่วมกับพันธมิตรคือ บจ.ซิติก คอนสตรัคชั่นจากฮ่องกง บริษัทด้านก่อสร้าง ออกแบบ ที่ปรึกษา มีสถาบันการเงินสนับสนุน และ บจ.ไหหนาน กรุ๊ป เชี่ยวชาญด้านก่อสร้างท่าเรือ สนามบิน และรถไฟ

ผลการลงพื้นที่พบว่า แนวเส้นทางทับซ้อน 4 โครงการ คือ ต่อขยายแอร์พอร์ตลิงก์ไปสนามบินอู่ตะเภา, รถไฟไทย-จีนช่วงฉะเชิงเทรา-มาบตาพุด, รถไฟไทย-ญี่ปุ่นจากกรุงเทพฯ-แหลมฉบัง และรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-พัทยา-ระยอง ทำให้มีข้อจำกัดในการก่อสร้าง จึงมีข้อเสนอว่า ถ้าจะทำให้โครงการเร็วขึ้น บริษัทจะลงทุนเฉพาะงานระบบรถและขอเช่ารางของการรถไฟฯแทน

ปั้นสถานีมักกะสันศูนย์กลาง

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ที่ประชุม กรศ.ยังให้มีการปรับปรุงแอร์พอร์ตลิงก์ปัจจุบันรองรับ และให้สถานีมักกะสัน เป็นศูนย์กลาง (ฮับ) การเชื่อมโยงกรุงเทพฯกับการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือการเป็น "EEC Gateway" และส่งเสริมการเชื่อมโยง 3 สนามบินโดยรถไฟอย่างสมบูรณ์ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาพื้นที่สถานีมักกะสันให้รองรับจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มมากขึ้น

ชี้เป้าบริษัทระดับโลก

สำหรับการชักจูงนักลงทุนรายสำคัญของโลกให้เข้ามาลงทุนในระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) นั้น ล่าสุดคณะกรรมการบริหารระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กรศ.) ได้กำหนดให้มี "ผู้รับผิดชอบ (Account Man-agement)" ในแต่ละกลุ่มคลัสเตอร์ภาคอุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อจัดทำแผนเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กนศ.) โดยกำหนดรายชื่อนักลงทุนที่จะเป็นเป้าหมาย ดังต่อไปนี้

1) คลัสเตอร์อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ได้แก่ บริษัท Tesla (สหรัฐ), บริษัท Shanghai Motor (จีน), บริษัท BMW (เยอรมนี), บริษัท Suzuki (ญี่ปุ่น), บริษัท Mercedes-Benz (เยอรมนี) 2) คลัสเตอร์อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เป้าหมายคือ บริษัท Foxconn (ไต้หวัน) 3) คลัสเตอร์อุตสาหกรรมการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ บริษัท Reliance Group (อินเดีย), บริษัท Otsuka (ญี่ปุ่น) 4) คลัสเตอร์อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ บริษัท Kuka (ญี่ปุ่น)

5) คลัสเตอร์อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร บริษัทเป้าหมายนักลงทุนคือ บริษัท Fujifilm (ญี่ปุ่น) 6) คลัสเตอร์อุตสาหกรรมการขนส่งและการบิน บริษัท Airbus (ฝรั่งเศส), บริษัท Boeing(อังกฤษ), บริษัท Tianjin(จีน) และ 7) คลัสเตอร์อุตสาหกรรมดิจิทัล บริษัท Lazada (สิงคโปร์), บริษัท Alibaba (จีน), บริษัท IZP Group (จีน)

โดยสิทธิประโยชน์ที่จะเปิดการเจรจาตรงกับบริษัทเหล่านี้จะอยู่ภายใต้กฎหมาย 3 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุนฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560-พ.ร.บ.กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน พ.ศ. 2560 และร่าง พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
หน้า: 1 ... 4 5 [6] 7 8 9   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: