GUN IN THAILAND
28,07, 2017, 23:29:52 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Google
หน้า: 1 ... 7 8 [9] 10 11 ... 18   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย  (อ่าน 3226 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
10,04, 2017, 21:16:49
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 18,942


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #120 เมื่อ: 10,04, 2017, 21:16:49 »

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1491804403

ปิดฉากมอเตอร์โชว์ ผู้จัด-ค่ายรถ แฮปปี้ ยอดทะลัก 3.6 หมื่นคัน

นายจาตุรนต์ โกมลมิศร์ กรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ในฐานะรองประธานจัดงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ เปิดเผยว่า งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 38 เปิดเผยว่า ยอดจองรถยนต์จากการจัดงานในปีนี้ ระหว่างวันที่ 29 มี.ค.-9 เม.ย.ที่ผ่านมา ว่ามียอดจองรถทั้งสิ้น 39,022 คัน แบ่งออกเป็นรถยนต์ 31,031 คัน รถจักรยานยนต์มียอดจอง 4,043 คัน และรถไฟฟ้าขนาดเล็กเพื่อการพาณิชย์ 1,019 คัน ขณะที่จำนวนผู้เข้าชมงาน มีทั้งสิ้น 1.6 ล้านคน

ปีนี้นับเป็นอีกครั้งของการจัดงานที่ประสบความสำเร็จในทุกด้านทั้งจำนวนบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รถจักรยานยนต์และผู้ประกอบการธุรกิจยานยนต์ที่เข้าร่วมงานซึ่งทุกค่ายต่างนำผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีใหม่ๆ มาร่วมจัดแสดงอย่างคับคั่ง

ปัจจัยหลักที่ทำให้ยอดจองประสบความสำเร็จ เป็นผลมาจาก ผลของการเริ่มทยอยปลดล็อกรถยนต์คันแรก รวมถึงภาคการเกษตรมีแนวโน้มปรับตัวไปในทางที่ดี ทำให้สถานการณ์ของตลาดเริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติ ส่งผลให้กลุ่มรถยนต์นั่งขนาดกลาง และขนาดเล็ก รวมถึงรถเพื่อการพาณิชย์ ยังคงได้รับความนิยมจากผู้บริโภค


แม้จะมีกระแสข่าวเกี่ยวกับการเข้มงวดเรื่องความปลอดภัยในการใช้ของรถเพื่อการพาณิชย์ก็ตามแต่รถยนต์ในกลุ่มนี้ก็ยังคงได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงานอย่างมากโดยมีสัดส่วนยอดจองอยู่ที่ 20-30%

สำหรับงานบางกอกฯมอเตอร์โชว์ เป็นงานจัดแสดงรถยนต์งานหนึ่งของประเทศที่มีส่วนช่วยในการกระตุ้นตลาดรถยนต์ในช่วงไตรมาส 1-2 มาโดยตลอด เพราะยอดจองรถยนต์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ถูกกระตุ้นกำลังซื้อด้วยแคมเปญพิเศษต่างๆ ที่เดิมจะมีเฉพาะภายในงาน แต่ปัจจุบันถูกกระจายไปยังโชว์รูมรถยนต์ทั่วประเทศ
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
11,04, 2017, 18:12:47
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 18,942


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #121 เมื่อ: 11,04, 2017, 18:12:47 »

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1491830107
ฮอตไม่เลิก! "ญี่ปุ่น" ครองเบอร์ 1 จุดหมายปลายทางขวัญใจคนไทย
การเปิดเผยของเว็บไซต์จองที่พักออนไลน์ Hotels.com พบว่า ประเทศญี่ปุ่นยังคงเป็นประเทศยอดนิยมของนักท่องเที่ยวคนไทย โดยในปี 2559 ที่ผ่านมามี 3 เมืองใหญ่ที่ติด 10 อันดับแรกของจุดหมายปลายทางที่คนไทยไปเยือนมากที่สุด ประกอบด้วย โตเกียว โอซากา และซัปโปโร ซึ่งเป็นศูนย์กลางครัวรสเลิศในจังหวัดฮอกไกโด

นอกจากนี้เมืองน้องใหม่มาแรงอย่าง "ฮอกไกโด" ยังติด 10 อันดับแรกเมืองที่นักท่องเที่ยวชาวไทยนิยมเดินทางเยือนเป็นครั้งแรก (ในอันดับที่ 8)

นอกจากนี้ ยังพบว่านักเดินทางท่องเที่ยวชาวไทยยังจ่ายค่าที่พักสูงขึ้น 10% เมื่อเดินทางไปญี่ปุ่นและเกาหลี ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของคนไทยในปี 2559

โดยเมืองยอดนิยมของนักท่องเที่ยวชาวไทยและราคาโรงแรมที่พักต่อห้องต่อคืนสูงสุด 10 อันดับแรก ประกอบด้วย กรุงโตเกียว มากที่สุดเป็นอันดับ 1 เพิ่มขึ้น 14% หรือประมาณ 5,300 บาท

ตามด้วยฮ่องกง ประมาณ 4,904 บาท (ติดลบ 3%), สิงคโปร์ ประมาณ 4,494 บาท (ลดลง 1%) โอซากา เพิ่มขึ้น 19% หรือประมาณ 4,772 บาท, โซล (เกาหลี) ประมาณ 3,393 บาท เพิ่มขึ้นราว 7%

กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประมาณ 2,003 บาท เพิ่มขึ้น 1%, โฮจิมินห์ซิตี ประมาณ 2,496 บาท เพิ่มขึ้น 8%, ซัปโปโร ประมาณ 4,075 บาท เพิ่มขึ้น 8%, ไทเป (ไต้หวัน) ประมาณ 3,714 บาท เพิ่มขึ้น 13% และลอนดอน ประมาณ 7,899 บาท ลดลง 10%

สำหรับประเทศในโซนยุโรปนั้น เว็บไซต์ Hotels.com ระบุว่า กรุงปารีสซึ่งเดิมเคยติดอันดับ 7 ในปี 2558 นั้นไม่ติดท็อป 10 ในการจัดอันดับของปี 2559

ขณะที่กรุงลอนดอนตกลงไป 2 อันดับ แต่ก็ยังอยู่ใน 10 อันดับแรก และถือเป็นเมืองที่อยู่นอกภูมิภาคเอเชียเพียงเมืองเดียวที่อยู่ในท็อป 10 เมืองที่นักท่องเที่ยวชาวไทยนิยมไปเยือนมากที่สุด

ส่วนเมืองยอดนิยมของนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยนั้น พบว่า 5 อันดับยอดนิยม กรุงเทพฯ, ภูเก็ต, พัทยา, เกาะสมุย และกระบี่

และหากประเมินการใช้จ่ายด้านโรงแรมที่พักของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในประเทศไทย พบว่า ประเทศไทยยังเป็นเดสติเนชั่นที่คุ้มค่าคุ้มราคาเหมือนเดิม

โดยราคาค่าโรงแรมที่พักในกรุงเทพฯและเกาะสมุยไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่นักเดินทางท่องเที่ยวจ่ายค่าโรงแรมที่พักในภูเก็ตลดลง 1% ขณะที่ในพัทยาและกระบี่ลดลง 5%
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 12,04, 2017, 10:02:29 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
12,04, 2017, 09:56:52
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 18,942


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #122 เมื่อ: 12,04, 2017, 09:56:52 »

http://news.sanook.com/2198962/

สคบ.ยันบริษัทหลอกขายทัวร์ญี่ปุ่น ไม่ได้จดทะเบียนทำธุรกิจ
สคบ. แจงกรณีสมาชิกบริษัทแห่งหนึ่ง ถูกหลอกซื้อทัวร์ญี่ปุ่น บริษัทไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจขายตรง

กองคุ้มครองผู้บริโภคด้านธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรง สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคหรือ สคบ. ชี้แจงกรณีสมาชิกบริษัทแห่งหนึ่ง ถูกหลอกซื้อทัวร์ญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 11-16 เมษายน 2560 ในราคาคนละ 13,130 บาท และได้จ่ายเงินซื้อทัวร์ดังกล่าวไปแล้ว แต่เมื่อถึงเวลาเดินทาง ปรากฏว่า ไม่มีเที่ยวบินเดินทางไปยังประเทศญี่ปุ่น ทำให้กลุ่มสมาชิกที่ซื้อทัวร์ตกค้างที่สนามบินสุวรรณภูมิจำนวนมาก

 และจากกรณีดังกล่าวมีการกล่าวอ้างว่า บริษัทได้จดทะเบียนประกอบธุรกิจขายตรงกับทาง สคบ.นั้น กองคุ้มครองผู้บริโภคด้านธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรง ขอชี้แจงว่า "ไม่พบว่าบริษัทดังกล่าวได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจขายตรงจาก สคบ.แต่อย่างใด" อีกทั้งการประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการนำเที่ยว ต้องเป็นไปตาม พรบ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ.2551ซึ่งนายทะเบียนตาม พรบ.ขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 ไม่สามารถรับจดทะเบียนให้ธุรกิจขายตรงได้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 12,04, 2017, 10:03:13 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
14,04, 2017, 07:55:58
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 18,942


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #123 เมื่อ: 14,04, 2017, 07:55:58 »

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1492058414


5 เดือน สปป.ลาวเข้มเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ค้าชายแดน-ห้างร้านปรับตัวสู่วิถีการค้าใหม่

หลังจากที่กระทรวงการเงิน (การคลัง) ของ สปป.ลาว ได้ออกข้อกำหนดว่าด้วยการเก็บภาษีอากรมูลค่าเพิ่ม สำหรับเครื่องใช้ (สินค้า) ที่ติดตัวมากับผู้โดยสาร ในอัตราร้อยละ 10 ของมูลค่าเครื่องใช้ เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2559 และได้ประกาศใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 จนถึงปัจจุบันรวมระยะเวลา 5 เดือนแล้ว นโยบายเข้มงวดดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อการค้าชายแดน ร้านค้า ห้างสรรพสินค้า ทั้งในจังหวัดหนองคาย และจังหวัดอุดรธานี ยอดขายหายไปประมาณ 30-50%

ทั้งนี้ กระทรวงการเงินต้องการเก็บภาษีเข้ารัฐให้ได้มากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมามีความพยายามใช้กฎหมายหลายฉบับมาจัดเก็บภาษีตามด่านพรมแดนถาวรที่มีสะพานมิตรภาพไทย-ลาว โดยส่งเจ้าหน้าที่อากรมาร่วมเก็บกับเจ้าหน้าที่ภาษี แต่ก็ยังเก็บภาษีไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย

อีกเหตุผลหนึ่งก็เพื่อให้ชาวลาว หรือชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ใน สปป.ลาว จับจ่ายซื้อสินค้าอุปโภค-บริโภคที่อยู่ในประเทศให้มากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาบรรดาผู้มีฐานะการเงินดี นิยมข้ามฝั่งเข้ามาซื้อสินค้าอุปโภค-บริโภคในประเทศไทย เนื่องจากมีราคาถูกกว่าที่จำหน่ายใน สปป.ลาว

ชาวลาวข้ามฝั่งมาซื้อสินค้าลดลง

สำหรับชาวลาวที่ข้ามมาซื้อสินค้าในไทย ไม่ได้มีเฉพาะชาวลาว หรือชาวต่างประเทศที่อาศัยอยู่ในนครหลวงเวียงจันทน์เท่านั้น แต่ยังมาจากแขวงอื่น ๆ ด้วย โดยจะซื้อสินค้าอุปโภค-บริโภค รวมไปถึงสินค้าอื่น ๆ กลับไปเป็นจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม ผลของมาตรการนี้ได้ส่งผลทั้งด้านบวกและลบ เพราะการกำหนดให้นำสินค้าติดตัวเข้าไปได้ไม่เกินครั้งละ 50 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,500 บาทต่อคน เดือนละไม่เกิน 2 ครั้ง นั้นทำให้ยอดขายสินค้าในฝั่งไทยลดลงทันที ปัจจุบันผู้ประกอบการต่าง ๆ ที่พึ่งพาการค้าวิถีเดิม ๆ ก็ต้องเร่งปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

โดยเฉพาะผู้บริโภคในฝั่งลาวที่เข้ามาจับจ่ายซื้อสินค้าในเมืองไทยต่างมีความรัดกุมมากขึ้นโดยจะเลือกซื้อสินค้าที่มีความจำเป็นจริง ๆ ถ้ามูลค่ายังไม่ถึง 1,500 บาท จึงจะซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย ขณะที่ร้านค้า ห้างสรรพสินค้าก็จะแยกใบเสร็จให้มูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท กระจายเฉลี่ยกันไปหลาย ๆ คนที่เดินทางมาด้วยกัน


สินค้าไอที-เครื่องใช้ไฟฟ้าลดฮวบ

จากการสำรวจสถานการณ์ล่าสุดของ "ประชาชาติธุรกิจ" พบว่า ร้านค้าที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างชัดเจน ได้แก่ ร้านจำหน่ายสินค้าไอที และเครื่องใช้ไฟฟ้า เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีราคาสูง เช่น โทรศัพท์มือถือ โน้ตบุ๊ก คอมพิวเตอร์ และโทรทัศน์ เป็นต้น ซึ่งในช่วงแรก ๆ นั้นเป็นการคิดมูลค่าของสินค้าแบบเต็ม โดยไม่มีการหักภาษีมูลค่าเพิ่มของสินค้าที่จำหน่ายในไทยออกก่อน เมื่อต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 10% ก็ทำให้สินค้ามีราคาแพงขึ้นอีก เพราะสินค้าจะมีภาษีรวมกันระหว่างภาษีมูลค่าเพิ่มของประเทศไทย กับภาษีมูลค่าเพิ่มของ สปป.ลาว ที่มีการเรียกเก็บอีก ทำให้ภาษีสูงถึง 17%

ขณะที่ผลกระทบที่ชัดเจนอีกอย่างหนึ่งคือ รถยนต์ส่วนบุคคลของชาวลาว และชาวต่างชาติใน สปป.ลาว ที่ข้ามมาเที่ยวและมาช็อปปิ้งจากไทยกลับไปโดยผ่านด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 (หนองคาย) พบว่ามีสินค้าที่ติดตัวกลับไปน้อยลง

การซื้อในลักษณะที่มีสินค้าเต็มรถกระบะกลับไป สปป.ลาว แทบไม่มีให้เห็น และรถพ่อค้า-แม่ค้ารายเล็กที่เคยมาซื้อสินค้ากลับไปขายจากเดิมมีจำนวนกว่า 200 คัน ตอนนี้หายไปเกือบหมด จากการประเมินเบื้องต้นคาดว่ามีมูลค่าลดลงวันละหลายล้านบาท

วิถีการค้าและกฎระเบียบที่เปลี่ยนไปของสปป.ลาว ทำให้ผู้ประกอบการ ร้านค้าในจังหวัดหนองคายต้องเร่งปรับตัว อาทิ การหันมาเปิดกิจการใหม่เพิ่มเติมในภาคบริการ เพื่อเสริมรายได้จากเดิมที่ขายเฉพาะสินค้าเพียงอย่างเดียว เช่น การเปิดร้านกาแฟ ร้านอาหาร หรือบางรายก็มีการขายสินค้าเกี่ยวข้องกับรถยนต์ อาทิ ขายแม็กและยางรถยนต์ เนื่องจากเป็นสินค้าที่ชาวลาวสามารถซื้อแล้วเปลี่ยนใส่รถได้ทันที ไม่ต้องเสียภาษีเมื่อเดินทางกลับประเทศของตนเอง ซึ่งร้านเหล่านี้จะผุดขึ้นในถนนที่เป็นสายหลักในการสัญจรเข้ามาในจังหวัดหนองคาย และจังหวัดอุดรธานี

ลาวยอมหักภาษีแวตไทยออก

ล่าสุดสถานการณ์ดีขึ้นเล็กน้อย เมื่อเจ้าหน้าที่ของ สปป.ลาว มีการหักภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ของไทยออกก่อนในสินค้าที่มีการซื้อ โดยมีใบกำกับภาษีของไทยอย่างถูกต้อง ซึ่งเดิมนั้นจะคิดยอดเต็มที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มของไทย ทำให้ขณะนี้เท่ากับเสียภาษีเพียง 3% เท่านั้น แต่สินค้าที่ไม่มีใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มของไทยก็จะถูกเก็บเต็มราคา

นายนิมิตร แสงอำไพ นายด่านศุลกากรหนองคาย เปิดเผยเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดขึ้นตั้งแต่มีการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มของ สปป.ลาว อย่างเป็นทางการมาถึงขณะนี้ว่า สถานการณ์ทั่วไปเริ่มดีขึ้นและกลับมาทรงตัวไม่ทรุดหนักเหมือนช่วงแรก ๆ เนื่องจากประชาชนชาวลาวที่อาศัยอยู่ในนครหลวงเวียงจันทน์ ก็เริ่มปรับตัวได้ในระดับหนึ่ง ประกอบกับทางด่านศุลกากรหนองคายมีการใช้การส่งออกแบบ 153 มาช่วย คือสินค้าที่มีมูลค่าไม่เกิน 50,000 บาท/คน ก็สามารถรวมกันส่งออกโดยรถบรรทุกหรือรถยนต์ได้ แต่ไม่ต้องทำใบขนสินค้าขาออกทั่วไป และใช้จุดผ่อนปรนในการส่งออกเพิ่มเติมมากขึ้น

"ทุกอย่างเริ่มดีขึ้น สังเกตได้จากรถยนต์ที่เข้า-ออกผ่านด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทย-ลาว จากเดิมปกติเดือนละประมาณ 4.5 หมื่นคัน ในเดือนพฤศจิกายน 2559-มกราคม 2560 หายไปประมาณ 1 หมื่นคัน ขณะนี้ก็ได้ค่อย ๆ ขยับเพิ่มขึ้นจนเกือบเท่ากับปกติ แม้ว่ารถจะเข้า-ออกเกือบเท่าเดิม แต่การซื้อสินค้ากลับไปน้อยกว่าเดิม จึงถือว่าช่วงนี้ทรงตัว ไม่ทรุดเหมือนที่ผ่านมา ส่วนรถที่เคยมาซื้อสินค้ากลับไปเต็มกระบะมีน้อย แทบจะไม่มีให้เห็นอีกแล้ว"

ไทยส่งออกเพิ่ม-รายย่อยแย่

นายด่านศุลกากรหนองคายยังกล่าวอีกว่า ขณะนี้ทาง สปป.ลาวถือว่าประสบความสำเร็จจากมาตรการนี้ เนื่องจากสินค้าอุปโภค-บริโภคที่ส่งออกจากไทยไป สปป.ลาว มีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า ซึ่งชาวลาวยังนิยมใช้สินค้าอุปโภค-บริโภคจากประเทศไทย แต่จะซื้อตามห้างร้านใน สปป.ลาว ที่นำเข้า สปป.ลาว โดยผ่านพิธีการทางศุลกากรที่ใช้ใบขนสินค้า ไม่ได้ข้ามมาซื้อเป็นจำนวนมากจากฝั่งไทย แต่พ่อค้าแม่ค้ารายเล็ก ๆ ที่เคยขายสินค้าได้มาก ๆ ก็ขายได้น้อยลง บริษัทใหญ่ ๆ ที่ขายตรงอย่างถูกต้องก็จะได้โควตาส่วนนี้ไป

ทั้งนี้ นายด่านศุลกากรหนองคายแนะนำว่า เจ้าหน้าที่ศุลกากร สปป.ลาวทำการหักภาษีมูลค่าเพิ่มของไทย 7% ออกก่อนคิดภาษีมูลค่าเพิ่ม 10% ของตนเอง ซึ่งเท่ากับเสียภาษีจริง ๆ เพียง 3% เท่านั้น ตอนนี้จึงอยู่ที่ห้างร้านของไทยจะต้องเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มของไทยให้ถูกต้อง เพื่อออกใบกำกับภาษีให้กับลูกค้าชาวลาว

จากนี้ไปสถานการณ์การค้าเมืองหนองคายจะดีขึ้นมากน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับผู้ประกอบการของไทยว่าจะมีการปรับตัวเข้าสู่ระบบภาษีที่ถูกต้องกันได้หรือไม่

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14,04, 2017, 07:59:03 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
15,04, 2017, 19:02:48
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 18,942


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #124 เมื่อ: 15,04, 2017, 19:02:48 »

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1492130299


8 ปีที่รอคอย "สะพานข้ามเมย 2" เร่งปี"61 จุดพลุการค้าแสนล้าน "แม่สอด-เมียวดี"
ร่วม 8 ปีที่โครงการสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมาข้ามแม่น้ำเมยแห่งที่ 2 พ่วงถนนเลี่ยงเมือง ที่ใช้เวลาดำเนินการ นับจากวันที่ 6 ต.ค. 2552 ที่ "ครม.-คณะรัฐมนตรี" อนุมัติให้ "ทล.-กรมทางหลวง" ก่อสร้างโครงการด้วยงบประมาณ 3,900 ล้านบาท แต่กว่าจะเริ่มตอกเข็มต้นแรกเดือน ส.ค. 2558 ก็ใช้เวลาขับเคลื่อนอยู่หลายปี ซึ่งปัจจุบันผลงานก่อสร้างคืบหน้าแล้ว 67% โดยงานสะพานคืบหน้า 97% เพิ่งมีพิธีเทพื้นคอนกรีตจุดเชื่อมพรมแดน 2 ประเทศเมื่อวันที่ 30 มี.ค.ที่ผ่านมา



ขณะที่การก่อสร้างถนนเลี่ยงเมืองมีความคืบหน้า 19% ยังเหลือฝั่งเมียนมา เนื่องจากติดการเวนคืนที่ดิน เพิ่งจะเคลียร์พื้นที่แล้วเสร็จ โดยกรมทางหลวงจะเร่งงานก่อสร้างให้เสร็จพร้อมกันภายในเดือน ก.ย.นี้

 
8 ปีที่รอคอย "สะพานข้ามเมย 2" เร่งปี"61 จุดพลุการค้าแสนล้าน "แม่สอด-เมียวดี"

updated: 14 เม.ย 2560 เวลา 21:30:43 น.
 

ก ก ก
ร่วม 8 ปีที่โครงการสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมาข้ามแม่น้ำเมยแห่งที่ 2 พ่วงถนนเลี่ยงเมือง ที่ใช้เวลาดำเนินการ นับจากวันที่ 6 ต.ค. 2552 ที่ "ครม.-คณะรัฐมนตรี" อนุมัติให้ "ทล.-กรมทางหลวง" ก่อสร้างโครงการด้วยงบประมาณ 3,900 ล้านบาท แต่กว่าจะเริ่มตอกเข็มต้นแรกเดือน ส.ค. 2558 ก็ใช้เวลาขับเคลื่อนอยู่หลายปี ซึ่งปัจจุบันผลงานก่อสร้างคืบหน้าแล้ว 67% โดยงานสะพานคืบหน้า 97% เพิ่งมีพิธีเทพื้นคอนกรีตจุดเชื่อมพรมแดน 2 ประเทศเมื่อวันที่ 30 มี.ค.ที่ผ่านมา



ขณะที่การก่อสร้างถนนเลี่ยงเมืองมีความคืบหน้า 19% ยังเหลือฝั่งเมียนมา เนื่องจากติดการเวนคืนที่ดิน เพิ่งจะเคลียร์พื้นที่แล้วเสร็จ โดยกรมทางหลวงจะเร่งงานก่อสร้างให้เสร็จพร้อมกันภายในเดือน ก.ย.นี้



"ธานินทร์ สมบูรณ์" อธิบดีกรมทางหลวง ฉายภาพว่า โครงการนี้อยู่ห่างจากสะพานแม่น้ำเมยแห่งที่ 1 ประมาณ 5 กม. และเป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายรองรับระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก หรือ East-West Economic Corridor มีระยะทางพาดผ่านประเทศไทยประมาณ 770 กม. เริ่มจากแม่สอด ซึ่งมีชายแดนติดกับเมียนมาล่าสุดถูกกำหนดเป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ พาดผ่านสุโขทัย พิษณุโลก จนถึงปลายทางมุกดาหาร ซึ่งจะมีชายแดนเชื่อมกับ สปป.ลาวทะลุไปถึงเวียดนาม



โครงการประกอบด้วย ตัวสะพานข้ามแม่น้ำเมย และถนนเชื่อมต่อสะพานทั้ง 2 ฝั่ง มีระยะทางรวม 21.45 กม. อยู่ฝั่งไทย 17.25 กม.และฝั่งเมียนมา 4.25 กม. ค่าก่อสร้างประมาณ 2,880 ล้านบาท โดยรูปแบบสะพานออกแบบเป็นคอนกรีตอัดแรงรูปกล่อง ขนาด 2 ช่องจราจร มีความยาว 760 เมตร อยู่ฝั่งไทย 515 เมตร และฝั่งเมียนมา 245 เมตร ไม่มีเสาตอม่ออยู่กลางแม่น้ำ


ส่วนถนนเป็นแนวตัดใหม่ขนาด 4 ช่องจราจร มีจุดเริ่มต้นโครงการบนทางหลวงหมายเลข 12 (ตาก-แม่สอด) ข้ามแม่น้ำเมย และตองยิน ที่บ้านวังตะเคียน ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก เชื่อมไปสู่บ้านเยปู หมู่ที่ 5 เมืองเมียวดี จ.เมียวดี ประเทศเมียนมา มีจุดสิ้นสุดบรรจบถนนหมายเลข 85 สายเมียวดี-กอกะเร็ก เมื่อแล้วเสร็จจะเป็นส่วนหนึ่งของทางหลวงเอเชียหมายเลข 1 (AH1) ที่เหลือ 1,020 ล้านบาท เป็นงานก่อสร้างอาคารด่าน (Border Control Facilities) อำนวยความสะดวกให้หน่วยงานต่าง ๆ เช่น การตรวจผ่านแดน กรมศุลกากร สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กรมปศุสัตว์ จะเริ่มสร้าง เม.ย.นี้ ใช้เวลา 2 ปี มีกำหนดเสร็จปี 2562


"งบฯก่อสร้างในพื้นที่ประเทศเมียนมา รัฐบาลไทยให้ความช่วยเหลือการเงินรูปแบบให้เปล่าแก่รัฐบาลเมียนมา อย่างไรก็ตามจะขอคณะรัฐมนตรีขยายกรอบวงเงินเพิ่ม เพราะมีค่าเวนคืนเพิ่มขึ้นอีก 200 ล้านบาท จากเดิม 300 ล้านบาท กรมจะโยกงบฯเวนคืนโครงการอื่นมาดำเนินการ"


 
8 ปีที่รอคอย "สะพานข้ามเมย 2" เร่งปี"61 จุดพลุการค้าแสนล้าน "แม่สอด-เมียวดี"

updated: 14 เม.ย 2560 เวลา 21:30:43 น.
 

ก ก ก
ร่วม 8 ปีที่โครงการสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมาข้ามแม่น้ำเมยแห่งที่ 2 พ่วงถนนเลี่ยงเมือง ที่ใช้เวลาดำเนินการ นับจากวันที่ 6 ต.ค. 2552 ที่ "ครม.-คณะรัฐมนตรี" อนุมัติให้ "ทล.-กรมทางหลวง" ก่อสร้างโครงการด้วยงบประมาณ 3,900 ล้านบาท แต่กว่าจะเริ่มตอกเข็มต้นแรกเดือน ส.ค. 2558 ก็ใช้เวลาขับเคลื่อนอยู่หลายปี ซึ่งปัจจุบันผลงานก่อสร้างคืบหน้าแล้ว 67% โดยงานสะพานคืบหน้า 97% เพิ่งมีพิธีเทพื้นคอนกรีตจุดเชื่อมพรมแดน 2 ประเทศเมื่อวันที่ 30 มี.ค.ที่ผ่านมา



ขณะที่การก่อสร้างถนนเลี่ยงเมืองมีความคืบหน้า 19% ยังเหลือฝั่งเมียนมา เนื่องจากติดการเวนคืนที่ดิน เพิ่งจะเคลียร์พื้นที่แล้วเสร็จ โดยกรมทางหลวงจะเร่งงานก่อสร้างให้เสร็จพร้อมกันภายในเดือน ก.ย.นี้



"ธานินทร์ สมบูรณ์" อธิบดีกรมทางหลวง ฉายภาพว่า โครงการนี้อยู่ห่างจากสะพานแม่น้ำเมยแห่งที่ 1 ประมาณ 5 กม. และเป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายรองรับระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก หรือ East-West Economic Corridor มีระยะทางพาดผ่านประเทศไทยประมาณ 770 กม. เริ่มจากแม่สอด ซึ่งมีชายแดนติดกับเมียนมาล่าสุดถูกกำหนดเป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ พาดผ่านสุโขทัย พิษณุโลก จนถึงปลายทางมุกดาหาร ซึ่งจะมีชายแดนเชื่อมกับ สปป.ลาวทะลุไปถึงเวียดนาม



โครงการประกอบด้วย ตัวสะพานข้ามแม่น้ำเมย และถนนเชื่อมต่อสะพานทั้ง 2 ฝั่ง มีระยะทางรวม 21.45 กม. อยู่ฝั่งไทย 17.25 กม.และฝั่งเมียนมา 4.25 กม. ค่าก่อสร้างประมาณ 2,880 ล้านบาท โดยรูปแบบสะพานออกแบบเป็นคอนกรีตอัดแรงรูปกล่อง ขนาด 2 ช่องจราจร มีความยาว 760 เมตร อยู่ฝั่งไทย 515 เมตร และฝั่งเมียนมา 245 เมตร ไม่มีเสาตอม่ออยู่กลางแม่น้ำ


ส่วนถนนเป็นแนวตัดใหม่ขนาด 4 ช่องจราจร มีจุดเริ่มต้นโครงการบนทางหลวงหมายเลข 12 (ตาก-แม่สอด) ข้ามแม่น้ำเมย และตองยิน ที่บ้านวังตะเคียน ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก เชื่อมไปสู่บ้านเยปู หมู่ที่ 5 เมืองเมียวดี จ.เมียวดี ประเทศเมียนมา มีจุดสิ้นสุดบรรจบถนนหมายเลข 85 สายเมียวดี-กอกะเร็ก เมื่อแล้วเสร็จจะเป็นส่วนหนึ่งของทางหลวงเอเชียหมายเลข 1 (AH1) ที่เหลือ 1,020 ล้านบาท เป็นงานก่อสร้างอาคารด่าน (Border Control Facilities) อำนวยความสะดวกให้หน่วยงานต่าง ๆ เช่น การตรวจผ่านแดน กรมศุลกากร สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กรมปศุสัตว์ จะเริ่มสร้าง เม.ย.นี้ ใช้เวลา 2 ปี มีกำหนดเสร็จปี 2562


"งบฯก่อสร้างในพื้นที่ประเทศเมียนมา รัฐบาลไทยให้ความช่วยเหลือการเงินรูปแบบให้เปล่าแก่รัฐบาลเมียนมา อย่างไรก็ตามจะขอคณะรัฐมนตรีขยายกรอบวงเงินเพิ่ม เพราะมีค่าเวนคืนเพิ่มขึ้นอีก 200 ล้านบาท จากเดิม 300 ล้านบาท กรมจะโยกงบฯเวนคืนโครงการอื่นมาดำเนินการ"



ทั้งนี้เพื่อเป็นการรองรับเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอดและลดความแออัดของด่านแม่สอดในปัจจุบัน อธิบดีกรมทางหลวงกล่าวว่า จะเริ่มเปิดใช้เป็นการชั่วคราวระหว่างรออาคารด่านถาวรเสร็จ เพื่อสนับสนุนการค้าด่านแม่สอดที่มีมูลค่าการค้า 1 แสนล้านบาท ซึ่งสูงที่สุดของประเทศ



"ปี"62 เมื่อเปิดใช้เต็มรูปแบบ จะให้รถบรรทุกหนักที่มีอยู่ 15% ของปริมาณรถที่ผ่านด่าน 1.2 หมื่นเที่ยวคันต่อวัน มาใช้สะพานข้ามแม่น้ำเมยแห่งที่ 2 ส่วนสะพานข้ามแม่น้ำเมยเดิมจะให้คนข้ามเหมือนที่ด่านแม่สาย"



ด้าน "อาคม เติมพิทยาไพสิฐ" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า สะพานข้ามแม่น้ำเมยแห่งที่ 2 จะเชื่อมโยงการคมนาคมขนส่งในแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก ทั้งโครงการจะแล้วเสร็จปี 2562 เพราะต้องรออาคารด่านสร้างเสร็จ


"งานก่อสร้างถนนใกล้แล้วเสร็จ ยังเหลือถนนฝั่งพม่าประมาณ 4 กม.เพิ่งได้พื้นที่ก่อสร้างจะใช้เวลา 7-8 เดือนจะสร้างเสร็จ อย่างไรก็ตามจะหารือกับพม่าจะสร้างด่านชั่วคราวเปิดใช้ไปก่อนกลางปี"61 เพื่อรองรับเขตเศรษฐกิจแม่สอดตามที่รัฐกำหนด"

ทั้งนี้เมื่อโครงการเสร็จจะเพิ่มความสะดวกในการขนส่งและเดินทางของประชาชนสองประเทศรวมถึงประเทศใกล้เคียงไม่ว่าเวียดนามลาว ไทย และเมียนมา และส่งเสริมการเดินทาง ขนส่งสินค้าและการท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศอนุภาคลุ่มแม่น้ำโขง


"แม่สอด-เมียวดีเป็นเมืองสำคัญของสองประเทศ ซึ่งชายแดนของทั้งสองประเทศมีปริมาณการค้ามากกว่า 35% ของการค้าชายแดนไทย-เมียนมาด้วยมูลค่า 2.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้รัฐบาลของสองประเทศมีนโยบายพัฒนาโครงการนี้ขึ้นมา เพื่อลดความแออัดสะพานข้ามแม่น้ำเมยแห่งที่ 1 เราภูมิใจจะเรียกสะพานแห่งนี้ว่าสะพานมิตรภาพเพราะเป็นการสร้างจากเพื่อนให้เพื่อน ให้ญาติมิตรได้ใช้ร่วมกันและสนับสนุนการค้าและลงทุนระหว่างประเทศ"



อย่างไรก็ตาม เพื่อใช้ประโยชน์คุ้มค่าจะต้องมีกฎระเบียบมารองรับ ทั้งสองประเทศจะทำข้อตกลงการขนส่งข้ามพรมแดนร่วมกันภายใต้กรอบความร่วมมืออนุภาคลุ่มน้ำโขง (GMS) ใน 6 ประเทศ ได้แก่ ไทย สปป.ลาว เมียนมา กัมพูชา จีน และเวียดนาม เช่น การออกใบอนุญาตสำหรับการขนส่งทางถนน ประเทศละ 500 ฉบับ จะช่วยอำนวยความสะดวกให้ส่งผู้ประกอบการสามารถเดินทางและขนส่งสินค้าผ่านเข้า-ออกประเทศสมาชิก GMS อื่น ๆ ทั้ง 5 ประเทศได้สะดวกยิ่งขึ้น จากเดิมที่ต้องขอใบอนุญาตสำหรับการขนส่งข้ามพรมแดนเป็นรายจุด ณ จุดผ่านแดนที่ประเทศไทยมีบันทึกร่วมเท่านั้น
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15,04, 2017, 19:06:25 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
17,04, 2017, 13:04:21
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 18,942


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #125 เมื่อ: 17,04, 2017, 13:04:21 »

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1492353284

ตลาดโลว์คอสต์เดือด ไลอ้อนแอร์ เบียดเบอร์ 1

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ระยะเวลาแค่ 3 ปี ที่สายการบิน "ไทย ไลอ้อน แอร์" กระโจนเข้าสู่สมรภูมิในตลาดสายการบินต้นทุนต่ำ หรือโลว์คอสต์แอร์ไลน์ ในประเทศไทยที่กำลังแข่งขันดุเดือด ภายใต้กลยุทธ์ขายตั๋วเครื่องบินราคาถูกจนตลาดสั่นสะเทือนไปถึงวงการรถทัวร์ในประเทศ

ที่สำคัญ ยังเป็นสายการบินที่ชิงส่วนแบ่งตลาดจาก 2 บิ๊กโลว์คอสต์ที่เปิดให้บริการไปก่อนหน้านี้ นั่นคือ "ไทยแอร์เอเชีย" และ "นกแอร์"

กระทั่งกวาดมาร์เก็ตแชร์ผู้โดยสารภายในประเทศเมื่อปี 2559 ที่ผ่านมา ได้ถึง 18.7% มากติดเป็นอันดับ 3 ไล่เบียดเบอร์ 2 อย่าง "นกแอร์" ที่ครองส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 20.3% ชนิดหายใจรดต้นคอทีเดียว

ขณะที่เจ้าตลาดโลว์คอสต์แอร์ไลน์ "ไทยแอร์เอเชีย" แม้ยังครองมาร์เก็ตแชร์มากที่สุด 29.5% แต่ก็ยอมรับแล้วว่า กำลังเสียส่วนแบ่งให้กับน้องใหม่ "ไทย ไลอ้อน แอร์"

"ประชาชาติธุรกิจ" มีโอกาสสัมภาษณ์ "อัศวิน ยังกีรติวร" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบิน ไทย ไลอ้อน แอร์ ถึงแผนงานและเป้าหมาย มีหลายประเด็นน่าสนใจและน่าติดตาม โดยเฉพาะแผนขยายธุรกิจในประเทศไทย และการปักหมุดสู่การเป็นเบอร์ 1 ของตลาดสายการบินต้นทุนต่ำที่กำลังโตวันโตคืน

อัศวิน" บอกว่า ปีแรกที่ไทย ไลอ้อน แอร์ เปิดให้บริการนั้น ได้เปิดตัวด้วย 3 เส้นทางบิน คือ กรุงเทพฯ-จาการ์ตา, กรุงเทพฯ-กัวลาลัมเปอร์ และกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ โดยใช้เครื่องบินโบอิ้งรุ่น 373-900 เพียง 2 ลำ และขยายเพิ่มขึ้นมาอีกเป็น 12 ลำในปีถัดมา พร้อมขยายเส้นทางบินใหม่ ๆ เพิ่มเติมเป็นระยะ เนื่องจากตลาดตอบรับดี

จากนั้นก็ทยอยเพิ่มฝูงบินมาอย่างต่อเนื่องซึ่งปีนี้ไทย ไลอ้อน แอร์ มีแผนรับมอบเครื่องบินใหม่คือ โบอิ้ง 737-900 อีก 6 ลำ โดยจะนำมาใช้รองรับการเปิดเส้นทางใหม่ ๆ ทั้งในและต่างประเทศ พร้อมกับเพิ่มความถี่เที่ยวบินในเส้นทางยอดนิยม คาดว่า ภายในสิ้นปี 2560 "ไทย ไลอ้อน แอร์" จะมีฝูงบินมากถึง 30 ลำ เพิ่มขึ้นจาก 24 ลำเมื่อปลายปีที่แล้ว แยกเป็นโบอิ้ง 737-900 จำนวน 16 ลำ และโบอิ้ง 737-800 อีก 8 ลำ ทั้งยังมีแผนเพิ่มเครื่องบินใหม่อีก 5-6 ลำในปี 2561

"ภาพรวมเหมือนเราเพิ่มฝูงบินได้ดี แต่เทียบอัตราการเพิ่มแล้ว ถือว่าเรายังขยายได้ช้าจากที่ตั้งเป้าไว้ โดยเราจะรับมอบปีละประมาณ 10 ลำ"

จากแผนเพิ่มเครื่องบินใหม่ "อัศวิน" บอกว่า จะนำมารองรับการเปิดเส้นทางบินใหม่ ๆ ซึ่งปีนี้ ไทย ไลอ้อน แอร์ มีแผนเปิดเส้นทางบินทั้งในประเทศและระหว่างประเทศไม่ต่ำกว่า 8-10 เส้นทาง

"ซึ่งถือเป็นปีที่สายการบินของเรามีการเปิดเส้นทางใหม่มากที่สุดนับตั้งแต่เปิดให้บริการมา" อาทิ เปิดเส้นทางบินระหว่างกรุงเทพฯ-ตรัง เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ และเปิดเส้นทางบินกรุงเทพฯ-ขอนแก่น เป็นเส้นทางบินที่ 3 สู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 13 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และได้เพิ่มเส้นทางกรุงเทพฯ-พิษณุโลก จำนวน 10 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ เป็นต้น ส่วนจุดหมายใหม่ ๆ ที่สนใจเปิดเพิ่ม คือ นราธิวาส, ร้อยเอ็ด เป็นต้น

สำหรับเส้นทางระหว่างประเทศที่ตั้งใจรุกมากเป็นพิเศษในปีนี้ คือ เส้นทางสู่ประเทศจีน จากเดิมเน้นให้บริการแบบเที่ยวบินเช่าเหมาลำ หรือชาร์เตอร์ไฟลต์เป็นหลัก

"อัศวิน" อธิบายว่า ขณะนี้ผลกระทบจากนโยบายการจัดระเบียบทัวร์ผิดกฎหมายจบแล้ว เดือนมีนาคมที่ผ่านมา "ไทย ไลอ้อน แอร์" ได้เปิดเส้นทางบินประจำจากกรุงเทพฯ (ดอนเมือง) สู่เฉิงตู, ฉงชิ่ง, หนานจิง และหนานชาง 4 เส้นทาง หลังจากที่เปิดให้บริการเส้นทางกรุงเทพฯ-กว่างโจว และภูเก็ต-ซีอานไปแล้ว ภายในปีนี้เตรียมเปิดเส้นทางบินจากกรุงเทพฯสู่ซีอาน, หางโจว, ปักกิ่ง และเซี่ยงไฮ้ ซึ่งน่าจะได้เห็นในช่วงครึ่งปีหลังนี้

ส่วนเส้นทางบินสู่ประเทศในกลุ่มอาเซียน "อัศวิน" บอกว่า ได้เปิดเส้นทางระหว่างกรุงเทพฯ-ฮานอย (เวียดนาม) เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และมีแผนเปิดเพิ่มไปบาหลี อินโดนีเซีย หลังเปิดสู่ย่างกุ้ง เมียนมา และโฮจิมินห์ซิตี เวียดนาม เมื่อปี 2559

ขณะที่ประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียได้ตั้งเป้าบุกตลาด "อินเดีย" ถือเป็นจุดหมายที่สายการบินจะเข้าไปยาก ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการขออนุญาตบินเข้า 2-3 เมือง เช่น มุมไบ, โคชิ และเมืองรองอีกจุด โดยจะค่อย ๆ เปิดบินทีละเมือง และคาดว่าจะเริ่มบินได้ในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้

ซีอีโอไทย ไลอ้อน แอร์ บอกอีกว่า จากกลยุทธ์มุ่งเปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศมากขึ้นนี้ น่าจะช่วยดันยอดผู้โดยสารสู่เป้าหมาย 10 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่ปิดตัวเลขไปที่ 7.5 ล้านคนได้ไม่ยาก และคาดว่าจะมีอัตราการบรรทุกผู้โดยสาร หรือโหลดแฟกเตอร์เฉลี่ยตลอดปีอยู่ที่ 90%

นอกจากนี้ การเปิดเส้นทางบินใหม่ในต่างประเทศมากขึ้นนั้นยังจะเข้ามาช่วยเสริมเรื่องการทำกำไรของไทย ไลอ้อน แอร์ด้วย เพราะเส้นทางบินไปต่างประเทศสามารถทำกำไรได้มากกว่าเส้นทางบินในประเทศ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มอัตราหมุนเวียนการใช้เครื่องบินให้สูงขึ้น จากเดิมที่มีราว 9-10 ชั่วโมงต่อวันต่อลำ เป็น 13 ชั่วโมงต่อวันต่อลำ

นอกจากนี้ ยังทำให้เราสามารถคุมค่าใช้จ่ายได้ดี รวมถึงเรื่องการทำราคาตั๋วเครื่องบินได้เหมาะสมโดนใจผู้บริโภคด้วยปัจจัยเหล่านี้ ทำให้ผมเชื่อมั่นว่า จะช่วยหนุนให้ "ไทย ไลอ้อน แอร์" มีผลประกอบการเป็นกำไรได้ในปีนี้

ต่อคำถามที่ว่า ในปีแรกที่ "ไทย ไลอ้อน แอร์" เปิดให้บริการ ได้ประกาศเป้าหมายไว้ชัดเจนว่า จะต้องขึ้นเป็นเบอร์ 1 ของตลาดโลว์คอสต์แอร์ไลน์ในประเทศไทยให้ได้นั้น ถึงตอนนี้ผ่านมากว่า 3 ปีแล้วเป็นอย่างไรบ้าง

"อัศวิน" ตอบอย่างหนักแน่นว่า "ไทย ไลอ้อน แอร์ ยังยืนยันเป้าหมายเดิม เพราะมั่นใจว่า เรามีความสามารถพอ และน่าจะไปถึงเป้าหมายนั้นได้ในอีกไม่ช้า"

นั่นคือ การขึ้นเป็นผู้นำเบอร์ 1 ในตลาดโลว์คอสต์แอร์ไลน์ของประเทศไทย...
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17,04, 2017, 13:08:02 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
17,04, 2017, 16:28:03
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 18,942


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #126 เมื่อ: 17,04, 2017, 16:28:03 »

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1492339940

WTTCฟันธงอุตฯท่องเที่ยวไทยพุ่ง คาดติดท็อป10ตลาดโตเร็วที่สุดในทศวรรษหน้า

WTTC เผยอุตฯท่องเที่ยวไทยโตพุ่ง มั่นใจไทยติดท็อป 10 ตลาดท่องเที่ยวที่เติบโตเร็วที่สุดในทศวรรษหน้า คาดอีก 10 ปีทำรายได้ถึง 5.9 ล้านล้านบาท คิดเป็น 1 ใน 3 ของจีดีพีรวมของประเทศ มีการจ้างงานเพิ่มอีกร่วม 10 ล้านตำแหน่ง ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติจะมีการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอีก 7.3% ต่อปี สูงกว่าอัตราค่าเฉลี่ยทั่วโลก



นายเดวิด สโคว์ซิลล์ ประธานบริหารสภาการเดินทางและท่องเที่ยวโลก (World Travel and Tourism Council : WTTC) เปิดเผยว่า ตามรายงานฉบับใหม่ของสภาการเดินทางและท่องเที่ยวโลก หรือ WTTC ระบุว่า อุตสาหกรรมการเดินทางและท่องเที่ยวของไทยในปีที่ผ่านมาขยายตัวเกือบ 11% และเป็นประเทศที่อยู่ในอันดับที่ 10 ของโลกที่มีการเติบโตเร็วที่สุดในช่วงทศวรรษหน้า โดยเติบโตถึง 6.5% ต่อปี โดยอุตสาหกรรมท่องเที่ยวสร้างรายได้ 2.9 ล้านล้านบาท หรือราว 82.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ ให้กับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของไทย หรือ 20.6% ของจีดีพีรวมปี 2559 นอกจากนี้ยังสร้างตำแหน่งงานกว่า 15% ของการจ้างงานทั้งหมด 5.7 ล้านตำแหน่งทั่วประเทศ



นายเดวิดกล่าวด้วยว่า ในรายงานยังบอกว่ายอดการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติในประเทศไทยขยายตัว 13% คิดเป็นรายได้เข้าประเทศ 1.9 ล้านล้านบาท หรือ 53.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 19.2% ของรายได้จากการส่งออกรวมในปี 2559
"ปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีการลงทุนเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมการเดินทางและท่องเที่ยวรวมมูลค่า245.5แสนล้านบาท หรือราว 7 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 7.1% ของการลงทุนทั้งหมดในประเทศ"

 
WTTCฟันธงอุตฯท่องเที่ยวไทยพุ่ง คาดติดท็อป10ตลาดโตเร็วที่สุดในทศวรรษหน้า

updated: 17 เม.ย 2560 เวลา 07:30:55 น.
 

ก ก ก
WTTC เผยอุตฯท่องเที่ยวไทยโตพุ่ง มั่นใจไทยติดท็อป 10 ตลาดท่องเที่ยวที่เติบโตเร็วที่สุดในทศวรรษหน้า คาดอีก 10 ปีทำรายได้ถึง 5.9 ล้านล้านบาท คิดเป็น 1 ใน 3 ของจีดีพีรวมของประเทศ มีการจ้างงานเพิ่มอีกร่วม 10 ล้านตำแหน่ง ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติจะมีการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอีก 7.3% ต่อปี สูงกว่าอัตราค่าเฉลี่ยทั่วโลก



นายเดวิด สโคว์ซิลล์ ประธานบริหารสภาการเดินทางและท่องเที่ยวโลก (World Travel and Tourism Council : WTTC) เปิดเผยว่า ตามรายงานฉบับใหม่ของสภาการเดินทางและท่องเที่ยวโลก หรือ WTTC ระบุว่า อุตสาหกรรมการเดินทางและท่องเที่ยวของไทยในปีที่ผ่านมาขยายตัวเกือบ 11% และเป็นประเทศที่อยู่ในอันดับที่ 10 ของโลกที่มีการเติบโตเร็วที่สุดในช่วงทศวรรษหน้า โดยเติบโตถึง 6.5% ต่อปี โดยอุตสาหกรรมท่องเที่ยวสร้างรายได้ 2.9 ล้านล้านบาท หรือราว 82.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ ให้กับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของไทย หรือ 20.6% ของจีดีพีรวมปี 2559 นอกจากนี้ยังสร้างตำแหน่งงานกว่า 15% ของการจ้างงานทั้งหมด 5.7 ล้านตำแหน่งทั่วประเทศ
นายเดวิดกล่าวด้วยว่า ในรายงานยังบอกว่ายอดการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติในประเทศไทยขยายตัว 13% คิดเป็นรายได้เข้าประเทศ 1.9 ล้านล้านบาท หรือ 53.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 19.2% ของรายได้จากการส่งออกรวมในปี 2559

"ปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีการลงทุนเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมการเดินทางและท่องเที่ยวรวมมูลค่า245.5แสนล้านบาท หรือราว 7 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 7.1% ของการลงทุนทั้งหมดในประเทศ"
นายเดวิดกล่าวต่อไปอีกว่าสำหรับปี2560 นี้ รายงานดังกล่าวได้คาดการณ์ว่าสัดส่วนรายได้ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยต่อจีดีพีจะขยายตัว 6.9% และขยายตัว 6.5% ต่อปีในช่วง 10 ปีข้างหน้า ถึงระดับ 5.9 ล้านล้านบาท หรือราว 169.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ เท่ากับ 1 ใน 3 ของจีดีพีรวมของประเทศ
ขณะที่จำนวนการจ้างงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวคาดว่าจะขยายตัว6.9%ในปี 2560 เป็น 6.1 ล้านตำแหน่ง และคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 4.6% ทุกปีคิดเป็นการจ้างงาน 9.6 ล้านตำแหน่งเมื่อถึงปี 2570 หรือคิดเป็น 24.98% ของการจ้างงานทั้งหมดในประเทศ เท่ากับว่าจะมีตำแหน่งงานใหม่อีก 3.9 ล้านอัตราในภาคการท่องเที่ยวของไทยในช่วง 10 ปีข้างหน้า
ส่วนการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติระหว่างที่พำนักในประเทศนั้นนายเดวิดกล่าวว่ายังคาดการณ์ว่าจะเติบโตอีก 10.3% ในปี 2560 และอีก 7.3% ต่อปีระหว่างปี 2560-2570 หรือในอีก 10 ปีข้างหน้า ที่จะมีมูลค่ารวมถึง 4.2 ล้านล้านบาท หรือ 119.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือเท่ากับ 29.7% ของมูลค่าการส่งออกรวมในปีเดียวกัน
โดยอัตราการขยายตัวนี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกซึ่งอยู่ที่4.3%ซึ่งเป็นการยืนยันว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไทยยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศ แต่ก็เป็นการเน้นย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของการมีกลยุทธ์ที่เหมาะสมไว้เพื่อให้แน่ใจว่าโครงสร้างพื้นฐานจะสามารถรับมือกับนักท่องเที่ยวและเพื่อสร้างหลักประกันว่าไทยจะต้องมีการบริหารจัดการผลกระทบของการท่องเที่ยวต่อชุมชนสภาพแวดล้อมและมรดกทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืนด้วย
"เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้เห็นความแข็งแกร่งของภาคการท่องเที่ยวของไทยในระหว่างการประชุมสุดยอดระดับโลกของสภาการเดินทางและท่องเที่ยวโลกประจำปี2017 ที่จะจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 26-27 เมษายนนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวฯของไทยและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้ทำงานอย่างหนักจนสามารถนำการประชุมนี้มาที่ประเทศไทย"นายเดวิดกล่าวและว่าการประชุมสุดยอดนี้จะหารือปัญหาที่เร่งด่วนมากที่สุดในภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และจะเป็นโอกาสให้ประเทศไทยได้แสดงความแข็งแกร่งของประเทศในฐานะแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก และความสวยงามและความอบอุ่นของคนไทยและวัฒนธรรมไทย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17,04, 2017, 16:30:23 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
18,04, 2017, 11:47:07
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 18,942


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #127 เมื่อ: 18,04, 2017, 11:47:07 »

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1492485936

ธปท.ประกาศวันหยุดตามประเพณีของสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจปี 2560

ผู้สื่อข่าวรายงานจากธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. เรื่องวันหยุดตามประเพณีของสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจประจำปี พ.ศ. 2560 (ฉบับที่ 2)
ตามที่คณะรัฐมนตรี ได้มีมติเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2560 ยกเลิกวันหยุดราชการประจำปีในวันที่ 5 พฤษภาคม (วันฉัตรมงคล) และเพิ่มวันหยุดราชการประจำปีในวันที่ 28 กรกฎาคม (วันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร) และวันที่ 13 ตุลาคม (วันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร) นั้น
ธนาคารแห่งประเทศไทยพิจารณาแล้วเห็นสมควรปรับปรุงวันหยุดตามประเพณีของสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจประจำปี พ.ศ.2560 ที่ได้เคยกำหนดไว้ ให้สอดคล้องตามมติคณะรัฐมนตรีในครั้งนี้
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
19,04, 2017, 10:57:07
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 18,942


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #128 เมื่อ: 19,04, 2017, 10:57:07 »

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1492511505

ครม.อนุมัติงบฯ 988 ล้าน ขยาย ถ.ราชพฤกษ์ ตอนที่ 3 ปี′62 ไดัใช้
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 18 เมษายน 2560 มีมติอนุมัติการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ สำหรับรายการงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณปี 2560 ที่มีวงเงินรวมตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป รายการโครงการขยายถนนราชพฤกษ์ ระยะที่ 2 (ตอนที่ 3) ระยะทาง 8.367 กิโลเมตร ซึ่งกรมทางหลวงชนบท (ทช.) ได้ดำเนินการประกวดราคาจ้างก่อสร้างด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) โดยกำหนดราคากลางเป็นเงิน 1,098,351,000 บาท และมีผลการประกวดราคาเป็นเงิน 988,893,795 บาท
โดยให้ ทช.เบิกจ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2560 จำนวน 247,200,000 บาท ที่ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายแล้ว ส่วนที่เหลือ จำนวน 741,693,795 บาท ให้ผูกพันงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2561-2562 ต่อไป
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
20,04, 2017, 07:44:35
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 18,942


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #129 เมื่อ: 20,04, 2017, 07:44:35 »

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1492624067
"สด - สะอาด - สะดวก" CNN ยก อ.ต.ก.ไทยติดท็อปโฟร์ "ตลาดสด" ดีที่สุดในโลก
เป็นเรื่องน่ายินดีปรีดาอีกครั้งสำหรับประเทศไทย เมื่อสำนักข่าวต่างประเทศ CNN จัด 10 อันดับตลาดสดที่ดีที่สุดในโลก ซึ่งตลาดสดของไทยอย่าง ตลาดองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร หรือที่รู้กันในชื่อ "ตลาดอ.ต.ก." ถูกยกให้เป็น 1 ใน 10 ตลาดสดที่ดีที่สุดในโลก โดยอยู่ในอันดับที่ 4

ซีเอ็นเอ็นระบุว่า ตลาดอ.ต.ก.นี้อยู่ใกล้กับตลาดนัดจตุจักรที่เป็นแหล่งช็อปปิ้งในกรุงเทพฯเป็นตลาดที่เต็มไปด้วผักและผลไม้ที่หลากหลายที่หาซื้อได้ในประเทศไทยเท่านั้นเช่นเดียวกับสินค้าอื่นที่นำเข้าจากประเทศแถบเอเชีย

นอกจากนี้ตลาดอ.ต.ก.ยังมีความสะอาดสะอ้านและติดไฟสว่างไสว ทำให้ผู้ที่มาเลือกจับจ่ายซื้ออาหารทะเล ขนมหวาน รวมถึงอาหารปรุงสุก สามารถเลือกซื้อได้สะดวกมากยิ่งขึ้น

สำหรับ 10 อันดับตลาดสดที่ดีที่สุดในโลกมีดังนี้
อันดับ 1 ตลาดลา โบเกรา (La Boqueria) ตลาดของกินที่ใหญ่ที่สุดในเมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน
อันดับ 2 ตลาดปลาซึกิจิ (Tsukiji Fish Market) ประเทศญี่ปุ่น ตลาดขายส่งปลาและสัตวส์ทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลก
อันดับ 3 ตลาดสีเขียว (Union Square Farmer′s Market) นิวยอร์ก ซิตี้ ประเทศสหรัฐอเมริกา
อันดับ 4 ตลาดอ.ต.ก. (Or Tor Kor Market) ประเทศไทย
อันดับ 5 ตลาดเซนต์ลอวเรนซ์ (St. Lawrence Market)โตรอนโต ประเทศแคนาดา
อันดับ 6 ตลาดโบโรห์ (Borough Marter) ลอนดอน ประเทศอังกฤษ
อันดับ 7 ตลาดKreta Ayer Wet  ประเทศสิงคโปร์
อันดับ 8 ตลาดแลนคาสเตอร์ (Lancaster Central Market) ประเทศสหรัฐอเมริกา
อันดับ 9 ตลาดมาร์กเช่ โพรวองซาล (Marché Provencal) ประเทศฝรั่งเศส
อันดับ 10 ตลาดเกาลูน (Kowloon City Wet Market) ฮ่องกง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20,04, 2017, 07:47:05 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
20,04, 2017, 13:37:12
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 18,942


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #130 เมื่อ: 20,04, 2017, 13:37:12 »

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1492616206

“SAAB” เล็งอู่ตะเภาผุด ศูนย์ซ่อมเครื่องบินรบ แห่งแรกในเอเชีย


นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวภายหลังการเข้าพบของ นายไคร์ โรซานเดอร์ รองประธานกรรมการบริหาร และผู้อำนวยการโครงการธุรกิจขนาดใหญ่ บริษัท ซาบ เอเชีย แปซิฟิค จำกัด ประเทศไทย  (SAAB) ผู้ผลิตเครื่องบินรบ และชิ้นส่วนอากาศยานสำหรับเครื่องบินพาณิชย์ รวมถึงระบบเรด้า ประเทศสวีเดน ว่า ทางคณะผู้บริหารบริษัทซาบฯ แสดงความสนใจในพื้นที่  เขตพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) เพื่อตั้งศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) เนื่องจากซาบฯ มีแผนที่กำลังจะขยายการลงทุนในภูมิภาคเอเชีย ดังนั้นจึงเล็งที่ใช้พื้นที่สนามบินอู่ตะเภาในประเทศไทยเป็นศูนย์ MRO และนี่จะเป็นศูนย์ซ่อมบำรุงเครื่องบินรบแห่งแรกในเอเชีย

โดยทางกระทรวงฯ ได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมา มีบริษัทซาบฯ สำนักงาน EEC ร่วมกันศึกษาแผนลงทุนดังกล่าวทุกๆเดือน และในเดือน พ.ค. จะมีการอัพเดตข้อมูลกันอีกครั้งเพื่อสรุปผลการศึกษา สิทธิประโยชน์ สิ่งที่ซาบฯต้องการ และสิ่งที่รัฐบาลไทยให้

และในวันพรุ่งนี้ (20 เม.ย.2560) คณะทำงานและ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เตรียมลงพื้นที่ EEC ซึ่งหากซาบฯตกลงที่จะลงทุนที่ EEC จริง คาดว่าจะใช้เวลาในการก่อสร้าง 2 ปี จึงจะแล้วเสร็จและอาจมีแนวโน้มที่จะใช้พื้นที่เดียวกับการบินไทยที่จับมือกับทางแอร์บัสทำศูนย์ซ่อมบำรุงเครื่องบินพาณิชย์ เนื่องจากซาบฯ เป็นซัพพลายเออร์ให้กับแอร์บัสอยู่แล้ว

“วันนี้ทางซาบฯ เข้ามาหารือและขอรับทราบแผนการพัฒนาใน EEC และเสนอแผนสร้าง MRO ซึ่งศูนย์ฯนี้จะเน้นซ่อมบำรุงเครื่องบินรบแต่ก็สามารถซ่อมบำรุงเครื่องบินพาณิชย์ได้ด้วย  นอกจากนี้ทางกระทรวงฯได้ติดต่อให้ทางซาบฯและการบินไทยหารือกันได้โดยตรง จะทำให้มีความคืบหน้าชัดเจนมากขึ้น”
   
ทั้งนี้ ความคืบหน้าของการลงทุนจากนักลงทุนต่างประเทศสำหรับพื้นที่ EEC โดยเฉพาะเขตส่งเสริมอู่ตะเภา ขณะนี้มีนักลงทุนที่เริ่มแสดงความสนใจชัดเจนแล้ว 30 ราย คือ การบินไทย แอร์บัส และซาบ
 
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
21,04, 2017, 14:08:07
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 18,942


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #131 เมื่อ: 21,04, 2017, 14:08:07 »

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1492589730

ค่ายรถ-ชิ้นส่วนเด้งรับ"อีวี-ไฮบริด" "ไทยซัมมิท"ทุ่มลงทุนปีละ5-6พันล้านป้อนทุกยี่ห้อ

ค่ายรถ-ชิ้นส่วน เด้งรับนโยบายรัฐหนุนรถอีวี, ไฮบริด และปลั๊ก-อินไฮบริด "ไทยซัมมิท" เผยศักยภาพชิ้นส่วนไทยพร้อมรองรับ ลุยเจรจาผู้ผลิตหลายยี่ห้อ มั่นใจป้อนชิ้นส่วนรถอีวีสบายๆ หลังโรงงานในอเมริกาผลิตป้อนเทสล่า

หลัง ครม.ประกาศส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า 3 แบบ ทั้งไฮบริด (Hybrid), ปลั๊ก-อินไฮบริด (Plug-In Hybrid) และรถอีวีหรือบีอีวี (Battery Electric Vehicle) พร้อมส่งเสริมชิ้นส่วนยานยนต์อีก 10 รายการให้ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี อาทิ แบตเตอรี่, ระบบขับเคลื่อน, ระบบปรับอากาศด้วยไฟฟ้า, ระบบควบคุมการขับขี่, สายชาร์จแบตเตอรี่พร้อมเต้ารับ-เต้าเสียบ, คานหน้าคานหลังสำหรับรถโดยสาร ปรากฏว่าผู้ประกอบการทั้งค่ายรถยนต์และชิ้นส่วนพร้อมใจกันมุ่งมั่นกับรถยนต์ในกลุ่มนี้อย่างจริงจัง

นางสาวชนาพรรณจึงรุ่งเรืองกิจ รองประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทไทยซัมมิท บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์รายใหญ่ของไทย กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า บริษัทมีการทำงานร่วมกับบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ทุกยี่ห้อ

"เรามองว่ารัฐบาลไทยเดินมาถูกทาง มียุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ชัดเจน ตั้งแต่ปิกอัพ ตามมาด้วยอีโคคาร์ และกำลังจะเดินไปสู่รถยนต์พลังงานไฟฟ้า ซึ่งตอบรับเทรนด์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ได้เป็นอย่างดี"

ส่วนการลงทุนรับเทรนด์ดังกล่าวนั้น ไทยซัมมิทดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ปีละไม่น้อยกว่า 5-6 พันล้าน เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและการพัฒนาตัวโปรดักต์ รวมถึงอาร์แอนด์ดีเซ็นเตอร์ การเพิ่มจำนวนโรบอต ซึ่งเมื่อปีก่อนมีอยู่เพียง 900 ตัว ปัจจุบันมีมากกว่า 1,800 ตัว รวมถึงการคัดเลือกวัตถุดิบที่จะนำมาใช้ให้สอดรับกับอุตสาหกรรมในยุคปัจจุบัน

"ต้องบอกว่าผู้ผลิตไม่ได้หยุดนิ่งปัจจุบันจะเห็นว่ารถยนต์มีระบบไฟฟ้าและระบบเซ็นเซอร์ต่าง ๆ ภายในรถมากขึ้น ซึ่งเราก็ต้องวิ่งตามให้ทัน เราเองมองว่าตอนนี้บ้านเราถ้าเป็นไฮบริดหรือปลั๊ก-อินไฮบริด ไม่ใช่ปัญหา แต่ถ้าจะก้าวไปถึงรถอีวี อาจยังมีข้อจำกัดบางอย่าง เช่น จำนวนผลิต ซึ่งรัฐบาลอาจจะคาดการณ์ไว้สูงไปนิด เมื่อเทียบกับประเทศชั้นนำที่นิยมใช้รถอีวีอย่างญี่ปุ่น หรือความพร้อมสถานีชาร์จ และยังมีอีกหลายอย่างที่รัฐต้องสนับสนุน

นางสาวชนาพรรณกล่าวอีกว่า เร็ว ๆ นี้ก็มีหลายยี่ห้อที่จะกระโดดไปสู่รถไฮบริดและปลั๊ก-อินไฮบริดได้เลย ในขณะที่อีกหลายยี่ห้อก็ยังห่วงว่าอีโคคาร์ของตัวเองที่เพิ่งได้รับการส่งเสริมยังไม่คืนทุนก็คงต้องผลักดันรถยนต์ในกลุ่มนี้ต่อไปส่วนการจะก้าวข้ามไปสู่รถอีวี ไทยซัมมิทยืนยันว่ามีความพร้อมแน่นอน เนื่องจากปัจจุบันโรงงานไทยซัมมิทที่สหรัฐอเมริกาผลิตชิ้นส่วนป้อนให้เทสล่า ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำของโลกด้วย

เช่นเดียวกับนายธนวัฒน์ คุ้มสิน นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย กล่าวกับ"ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ตอนนี้รถยนต์ในกลุ่มไฮบริดและปลั๊ก-อินไฮบริด มีความน่าสนใจมากขึ้นแน่นอน แต่อย่างไรทุกค่ายคงต้องศึกษาและพิจารณาถึงความต้องการของตลาดเป็นอย่างดีถึงจะกล้าตัดสินใจลงทุน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยนั้นยังต้องเตรียมความพร้อมหลายด้าน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ แต่ทั้งนี้เชื่อว่าชิ้นส่วนบางประเภทยังสามารถใช้ร่วมกันได้ เช่น เพลา, ล้อ, เฟรม, ฝากระโปรง ฯลฯ หรืออะไรที่ไม่เกี่ยวกับส่วนของเครื่องยนต์ก็ยังคงต้องใช้อยู่ดี เพื่อให้เกิดอีโคโนมีออฟสเกล

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า นอกจากค่ายชิ้นส่วนที่โหนกระแสรถยนต์ไฟฟ้าหรือรถอีวีเพื่อใช้เป็นทิศทางในการทำตลาดแล้ว ค่ายรถยนต์หลายยี่ห้อก็ประกาศความพร้อมตั้งแต่ค่ายโตโยต้า ที่พร้อมปลุกพริอุสไฮบริดกลับขึ้นมาอีกครั้งหลังจากยกเลิกไลน์ผลิตไปเมื่อหลายปีก่อน และพร้อมจะกระทุ้งตลาดอีกระลอกด้วยอีโคคาร์ไฮบริด ในขณะที่ค่ายมิตซูบิชิระบุว่าจะกระโดดไปที่รถปลั๊ก-อินไฮบริด ซึ่งมิตซูบิชิทั่วโลกมีความเชี่ยวชาญ (อ่านสัมภาษณ์หน้า 24) และล่าสุดค่ายมาสด้าประกาศความชัดเจนที่จะศึกษาไฮบริดและปลั๊ก-อินไฮบริดอย่างจริงจัง โดยมีการเรียกซัพพลายเออร์ชิ้นส่วนคุยรายละเอียดบ้างแล้ว

นางอัชณา ลิมป์ไพฑูรย์ นายกสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย กล่าวว่า ผู้ผลิตชิ้นส่วนคงต้องปรับตัวอีกเยอะ หลังจากเทรนด์ของอุตสาหกรรมยานยนต์เปลี่ยนไป แต่ทั้งนี้โดยส่วนตัวมองว่า การเข้ามาของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า, ไฮบริดและปลั๊ก-อิน ไฮบริด จะไม่ทำให้กลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ต้องล่มสลาย เพียงแต่ผู้ประกอบการที่สามารถรับตัวได้มีแนวโน้มอยู่รอดมากกว่า ประกอบกับความได้เปรียบของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไทยขึ้นชื่อเรื่องฝีมือและคุณภาพของแรงงาน ผู้ผลิตสามารถปรับตัวกับสถานการณ์ได้ เพียงแต่ผู้ผลิตในระดับเทียร์ 3-4 อาจจะต้องทำการบ้านหนักขึ้น
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21,04, 2017, 14:09:54 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
22,04, 2017, 16:01:12
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 18,942


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #132 เมื่อ: 22,04, 2017, 16:01:12 »

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1492745942

จับตา! คมนาคมโหมลงทุนภาคเหนือ ปั้น "เชียงราย" เกตเวย์การค้าเชื่อมโลก

หลัง "คมนาคม" โรดโชว์แผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมขนส่งในแผนปฏิบัติเร่งด่วนปี 2559-2560 จำนวน 56 โครงการ เงินลงทุนร่วม 2.2 ล้านล้านบาท สร้างการรับรู้ของประชาชนและนักลงทุน

ในวันที่ 21 เม.ย.นี้เป็นคิวจังหวัด "เชียงราย" ที่ "อาคม เติมพิทยาไพสิฐ" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ขึ้นเวทีพูดให้นักธุรกิจท้องถิ่นฟังถึงโอกาสจะได้รับจากการลงทุน ภายใต้ยุทธศาสตร์ "One Transport : One Development" ในหัวข้อ "The Northern Connect : ภาคเหนือ เตรียมรับอนาคต"

สำหรับ "เชียงราย" อยู่ในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 รวมพะเยา แพร่ และน่าน ด้วยศักยภาพพื้นที่ "รัฐบาล คสช." ประกาศเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษครอบคลุม 3 อำเภอ 21 ตำบล ได้แก่ เชียงของ เชียงแสน แม่สาย รวมพื้นที่ 1,523 ตร.กม.รับการค้าแนวระเบียงเศรษฐกิจเหนือ-ใต้เชื่อมไทยทะลุลาวและจีนตอนใต้ ผ่านเส้นทาง R3A เชียงราย-เชียงของ-ห้วยทราย-หลวงน้ำทา-บ่อห่าน-เชียงรุ้ง-คุนหมิง 1,090 กม.และ R3B เชียงราย-แม่สาย-ท่าขี้เหล็ก-เชียงตุง-เชียงรุ้ง-คุนหมิง

ทำให้รัฐต้องเตรียมระบบโครงสร้างพื้นฐานรองรับ ในแผนมีโครงการคมนาคมขนส่งเกี่ยวเนื่องกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน "บก-ราง-น้ำ-อากาศ" ที่ต้องเร่งขับเคลื่อน มูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาท

"ทางบก" ที่กำลังประมูล "ศูนย์ขนส่งสินค้าเชียงของ" ขนาด 280 ไร่ของกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ระยะแรก 1,400 ล้านบาท จะใช้เวลาก่อสร้าง 2 ปีครึ่ง เมื่อแล้วเสร็จจะเป็นจุดบริการครบวงจรครบทั้งด่านศุลกากร ตรวจคนเข้าเมือง ตรวจสินค้าและสัตว์รองรับการค้า "ด่านเชียงของ" ผ่านสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 (เชียงของ-ห้วยทราย) ที่เชื่อมการค้าไทย ลาว จีน ผ่านเส้นทางบ่อเต็น บ่อหาน ไปถึงคุนหมิง ไม่ใช่ขนส่งสินค้าเท่านั้น ปัจจุบันยังได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวจีนมาก

ด้านโครงข่ายถนน ทางลอดและทางข้ามบนถนนสายหลักและสายรองในเมือง-นอกเมืองที่กรมทางหลวง (ทล.) และกรมทางหลวงชนบท (ทช.) จัดสรรงบประมาณประจำปี เสริมการขนส่งสินค้าท่าเรือเชียงแสนและด่านเชียงของ

เช่น ทช.กำลังสร้างถนนสายแยกทางหลวงหมายเลข 1098-ทางหลวงหมายเลข 1 อ.เมือง จ.เชียงราย ระยะทาง 28.780 กม. ขนาด 4 ช่องจราจร พร้อมจุดกลับรถ 8 แห่ง และก่อสร้างสะพานขนาดใหญ่ข้ามแม่น้ำกก 2 แห่ง วงเงิน 1,656 ล้านบาท จะแล้วเสร็จปลายปี 2561 ส่วน ทล.กำลังศึกษาสร้างมอเตอร์เวย์จากเชียงใหม่-เชียงราย 185 กม. เงินลงทุนกว่า 1 แสนล้านบาทในอนาคต

"ทางราง" สร้างแน่มีรถไฟทางคู่เริ่มจากสาย "ปากน้ำโพ-เด่นชัย" วงเงิน 56,066.25 ล้านบาท โครงการมีจุดเริ่มต้นที่สถานีรถไฟปากน้ำโพ ผ่านนครสวรรค์ พิจิตร พิษณุโลก อุตรดิตถ์ และแพร่ มีจุดสิ้นสุดที่สถานีรถไฟเด่นชัย ระยะทาง 285 กม. ขณะนี้ออกแบบแล้วเสร็จ ตั้งเป้าประกวดราคาได้ภายใน พ.ค.-ต.ค. 2560

สาย "เด่นชัย-เชียงใหม่" วงเงิน 59,924.24 ล้านบาท พาดผ่านพื้นที่แพร่ ลำปาง ลำพูน และเชียงใหม่ รวม 189 กม. เตรียมเสนอกระทรวงคมนาคมอนุมัติโครงการในเดือน มิ.ย. ตั้งเป้าประกวดราคา ก.ค.-ธ.ค.นี้

ที่เป็นไฮไลต์สาย "เด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ" วงเงิน 76,978.82 ล้านบาท เพราะเป็นเส้นทางสายใหม่ มีจุดเริ่มต้นต่อเชื่อมจากเด่นชัย ผ่านแพร่ ลำปาง พะเยา และเชียงรายปลายทางที่ อ.เชียงของ ระยะทาง 325 กม. โดยมีจุดเชื่อมต่อกับศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้าที่ชายแดนด้วย จะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเดือน มิ.ย.นี้

"ทางอากาศ" ปัจจุบันการท่องเที่ยว จ.เชียงรายเติบโตสูง ทำให้ บมจ.ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) จะขยายสนามบินแม่ฟ้าหลวงในระยะ 15 ปีข้างหน้า วงเงิน 6,200 ล้านบาท หลังคาดการณ์ว่าในปี 2563 จะมีเที่ยวบินเพิ่มขึ้นเป็น 18,700 เที่ยวบินผู้โดยสาร 2.5 ล้านคนและปริมาณสินค้า 7,000 ตัน แบ่งการพัฒนาเป็น 3 ระยะ

ระยะที่ 1 ปี 2559-2564 เงินลงทุน 3.7 พันล้านบาท เพิ่มระบบทางวิ่งและทางขับ รองรับเที่ยวบินได้ 16 เที่ยวบินต่อชั่วโมง หลุมจอดอากาศยาน 10 หลุมจอด รองรับผู้โดยสารได้ 3 ล้านคนต่อปี และมีที่จอดรถยนต์ 1,200 คัน

ระยะที่ 2 ปี 2564-2568 เงินลงทุน 600 ล้านบาท รับผู้โดยสารได้ประมาณ 3.3 ล้านคนต่อปี ระบบทางวิ่งและทางขับรองรับเที่ยวบินได้ 16 เที่ยวบินต่อชั่วโมง หลุมจอดอากาศยาน 12 หลุมจอด

และระยะที่ 3 ปี 2569-2573) เงินลงทุน 1.9 พันล้านบาท รองรับผู้โดยสารได้ 3.7 ล้านคนต่อปี ระบบทางวิ่งและทางขับรองรับเที่ยวบินได้ 30 เที่ยวบินต่อชั่วโมง หลุมจอดอากาศยาน 13 หลุมจอด

ไม่ใช่แค่ "ไทย" ที่เร่งลงทุนระบบคมนาคม ทาง "อินเดีย" เตรียมสร้างถนนมาเชื่อมกับการค้าชายแดนของไทย

ล่าสุดมีข้อมูลจาก "กงสุลอินเดีย" ระบุว่า ขณะนี้อินเดียเริ่มพัฒนาโครงข่ายคมนาคมทางถนน ราง และน้ำ รองรับระบบคมนาคมตอนเหนือของไทย แต่ด้วยข้อจำกัดทางภูมิประเทศไม่เอื้อต่อการพัฒนาทางรางหรือทางน้ำ จึงได้ดำเนินการโครงการถนนไฮเวย์เชื่อมคมนาคมขนส่งจากอินเดีย-เมียนมา-ไทย

จุดเริ่มต้นอยู่ที่เมืองโมเรห์ รัฐมณีปุระทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียเมืองมัณฑะเลย์ กอกะเร็ก เมียวดี สิ้นสุดที่ อ.แม่สอด รวม 1,360 กม. อีกทั้งถนนสายนี้ยังมีทางแยกจากเมืองท่าขี้เหล็ก ต่อเชื่อมตอนเหนือของไทย เข้าสู่ จ.เชียงรายผ่าน อ.แม่สาย รวม 1,318 กม.

ด้าน "กอง ซ่าน ลวิน" กงสุลใหญ่ สถานกงสุลใหญ่ประเทศเมียนมา ณ นครเชียงใหม่ ระบุว่า หากพิจารณาถึงโครงข่ายคมนาคมในทุกมิติทางตอนเหนือของไทยในปัจจุบัน ควรให้ความสำคัญพัฒนาและขยายโครงข่ายถนน เพื่อส่งเสริมการค้าชายแดนระหว่างไทย-เมียนมาในปัจจุบันเป็นศูนย์กลางสำคัญการค้า ระบบโลจิสติกส์ ท่องเที่ยว ลงทุน และประตูการค้าสู่ประเทศอาเซียน เอเชียใต้ และจีนตอนใต้

ต้องลุ้น "ไทย" จะคว้าโอกาสนี้พลิก "เชียงราย" เป็นฮับ "การค้า-โลจิสตจิกส์-ท่องเที่ยว" ของภูมิภาคได้มากน้อยแค่ไหน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22,04, 2017, 16:03:27 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
23,04, 2017, 20:19:01
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 18,942


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #133 เมื่อ: 23,04, 2017, 20:19:01 »

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1492873079

มาฟังคำตอบ...สนพ.แจง 4 ปัจจัยทำค่าไฟเพิ่มขึ้น

นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงการปรับค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ(เอฟที) งวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม2560 ว่า การปรับขึ้นค่าเอฟทีดังกล่าวมี 4 ปัจจัยหลัก ประกอบด้วย 1.ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นประมาณ 0.10 บาทต่อเหรียญสหรัฐ 2.ความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากสภาพอากาศร้อน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ขยายตัวคิดเป็น 5,853 ล้านหน่วย หรือเพิ่มขึ้น 9.39% 3.แนวโน้มราคาก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น 9.35 บาทต่อล้านบีทียู และ4. ผลกระทบจากค่าใช้จ่ายในการรับซื้อพลังงานหมุนเวียน

ทั้งนี้จากปัจจัยดังกล่าว ส่งผลให้ค่าเอฟทีเรียกเก็บงวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2560 อยู่ในอัตรา -24.77 สตางค์ต่อหน่วย เพิ่มขึ้น 12.52 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งส่งผลกระทบต่อค่าไฟเฉลี่ยของผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภทประมาณ 3.70%
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
24,04, 2017, 15:26:49
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 18,942


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #134 เมื่อ: 24,04, 2017, 15:26:49 »

http://money.sanook.com/478549/

ประมงไทยป่วนหนัก! สั่งเรือ 1.2 หมื่นลำวัดขนาดใหม่ สหรัฐฯจ่อแบน12รายการ

อุตสาหกรรมประมงไทยวุ่น หลังปลดใบเหลืองอียูยังไม่สำเร็จ-มกอช.ส่งสัญญาณมะกันเตรียมประกาศแบนนำเข้าสินค้าประมงผิดกฎหมาย 12 ชนิด ดีเดย์ปี 61ด้านประมงพาณิชย์ เรียงคิวกว่า 1 หมื่นลำ วัดขนาดเรือใหม่ กลุ่มเรือดัดแปลง ผวาถูกหั่นวันหยุดเพิ่ม

การแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุมของไทย นับวันยิ่งทวีความเข้มข้นทุกขณะ ล่าสุดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ออกประกาศกระทรวงฯ เมื่อวันที่ 12 เมษายนที่ผ่านมา ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 22/2560 (วันที่ 4 เม.ย.60) สั่งการให้ กรมเจ้าท่า ร่วมกับกรมประมง และ ศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย (ศปมผ.) ลงพื้นที่สำรวจ ตรวจเรือและวัดขนาดเรือทั้งหมดใหม่ให้กับเรือประมงขนาดตั้งแต่ 10 ตันกรอสขึ้นไป พร้อมทั้งตอกอัตลักษณ์เรือประมงพาณิชย์ เรือขนถ่ายสัตว์น้ำ เรือบรรทุกสินค้าห้องเย็น ทั้งที่มีและไม่มีทะเบียนเรือใบอนุญาตใช้เรือ หรือใบอนุญาตทำการประมง ให้นำเรือเข้ามาตรวจสอบภายในวันที่ 20 พฤษภาคมนี้เพื่อให้เกิดความถูกต้องในการบริหารจัดการกองเรือประมงของไทย

นายธงชัย พงษ์วิชัย ผู้อำนวยการสำนักมาตรฐานเรือ กรมเจ้าท่า เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ความร่วมมือของ 3 หน่วยงานในครั้งนี้ มีเรือเป้าหมายจำนวน 1.2 หมื่นลำ แบ่งเป็นเรือประมงพาณิชย์ที่มีทะเบียนเรือและมีใบอนุญาตทำการประมง จำนวน 1.09 หมื่นลำ เรือที่มีทะเบียนแต่ไม่มีใบอนุญาตทำการประมง 579 ลำ เรือที่ไม่มีทะเบียนเรือและไม่มีใบอนุญาตทำการประมง 235 ลำ เรือขนถ่ายสัตว์น้ำ 239 ลำ คาดว่าจะใช้เวลาทั้งหมด 24 วันทำการ

"ปัจจุบันเรือพาณิชย์ ส่วนใหญ่จะเห็นมีการต่อเติมทำให้ขนาดของเรือไม่ตรงกับหนังสือประจำเรือ หรือบางรายก็มีการสวมเรือที่ไม่มีทะเบียน นำไปออกทำการประมงสลับกับเรือที่มีใบอนุญาต สำหรับโทษของเรือที่ไม่นำไปตรวจวัดขนาดและประทับตราในวันเวลาที่กำหนด คือ ปรับตันกรอสละ 1,000 บาท ยึดทะเบียน 10 ปี และยึดทะเบียนตลอดชีพ"

สอดคล้องกับนาย ธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การวัดตรวจขนาดเรือใหม่ในครั้งนี้เป็นผลจากมีเรือประมงเกือบ 2,000 รายไม่สามารถออกไปทำการประมงได้มาร้องเรียน เพราะสภาพเรือไม่ตรงกับใบอนุญาตจากการดัดแปลงขนาดเรือ จึงไม่ได้รับอนุญาตให้ทำการประมง เรื่องนี้หากเรือลำใดมีการแจ้งผิดพลาดตามที่ได้แจ้งไว้ก่อนหน้าไม่เกิน 10% ก็สามารถออกทำการประมงได้ตามปกติ ส่วนเรือที่มีการดัดแปลงเกิน 10% ให้หยุดทำการประมงก่อน เพื่อรอผลสรุปว่าจะมีมาตรการอย่างไร ส่วนการประเมินผลปลดใบเหลืองจากอียูยังไม่มีสัญญาณว่าเมื่อไร

นายกำจร มงคลตรีลักษณ์ นายกสมาคมการประมงสมุทรสงคราม กล่าวว่า เรือที่มีการต่อเติมหรือดัดแปลงใหม่ ทางกรมประมงได้มีการหารือเบื้องต้นว่า เรือกลุ่มนี้อาจจะมีมาตรการกำหนดจับปลาเป็นโควตา และการลดวันหยุดจับปลาเป็นรายลำ แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปชัดเจน

แหล่งข่าวจากสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เผยว่าเมื่อเร็วๆ นี้ สหรัฐอเมริกา ได้มีการประกาศกฎหมาย Seafood Import Monitoring Program กำหนดให้ผู้นำเข้าสินค้าประมงไปยังสหรัฐฯ ต้องรายงานข้อมูล และจัดเก็บบันทึกข้อมูลการนำเข้าสินค้าประมงสายพันธุ์ที่เสี่ยงต่อการประมงที่ผิดกฎหมาย 12 ชนิด ได้แก่ เป๋าฮื้อ ปลาแอตแลนติกคอด ปลาอีโต้มอญ ปลาเก๋า ปูคิงแครบ ปลาแปซิฟิกคอด ปลากระพงแดง ปลิงทะเล ปลาฉลาม กุ้ง ปลาดาบ และปลาทูน่า โดยในวันที่ 1 มกราคม 2561 จะเริ่มบังคับใช้กับสินค้าประมงในกลุ่มดังกล่าว ยกเว้นกุ้งและเป๋าฮื้อที่จะประกาศวันบังคับใช้ภายหลังกำหนดข้อปฏิบัติการเก็บบันทึกข้อมูลการผลิตกุ้งเลี้ยงในสหรัฐฯ แล้ว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24,04, 2017, 15:28:21 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
หน้า: 1 ... 7 8 [9] 10 11 ... 18   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: