GUN IN THAILAND
25,09, 2017, 09:04:04 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Google
หน้า: 1 ... 9 10 [11] 12 13 ... 22   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย  (อ่าน 4200 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
09,05, 2017, 16:52:03
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,147


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #150 เมื่อ: 09,05, 2017, 16:52:03 »

https://m.manager.co.th/iBizChannel/detail/9600000046190

"พาณิชย์” เหลวคุมสินค้า ผู้ผลิตฉีกหน้า ลดไซส์ขึ้นราคาทางอ้อมเพียบ
เผยแพร่: 7 พ.ค. 2560 17:30:00  ปรับปรุง: 7 พ.ค. 2560 20:38:00  โดย: MGR Online

พาณิชย์” คุมราคาสินค้าไม่อยู่ ปล่อยผู้ผลิตแอบขึ้นราคาทางอ้อมเพียบ แฉใช้วิธีลดปริมาณ ขนาดบรรจุภัณฑ์ แต่ยังขายราคาเดิม ทำให้ผู้บริโภคไม่รู้ตัวว่าสินค้าขึ้นราคา ระบุมีทั้งสบู่ แชมพูสระผม ครีมอาบน้ำ ผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่ม น้ำยาล้างห้องน้ำ ผลิตภัณฑ์นม เจอจะจะคาห้าง “บรีสเอกเซล” ลดไซส์จาก 800 มิลลิกรัมเหลือ 750 มิลลิกรัม ครีมอาบน้ำ Protex ลดจาก 500 มิลลิกรัมเหลือ 450 มิลลิ
“พาณิชย์” เหลวคุมสินค้า ผู้ผลิตฉีกหน้า ลดไซส์ขึ้นราคาทางอ้อมเพียบ
เผยแพร่: 7 พ.ค. 2560 17:30:00  ปรับปรุง: 7 พ.ค. 2560 20:38:00  โดย: MGR Online
“พาณิชย์” เหลวคุมสินค้า ผู้ผลิตฉีกหน้า ลดไซส์ขึ้นราคาทางอ้อมเพียบ
“พาณิชย์” คุมราคาสินค้าไม่อยู่ ปล่อยผู้ผลิตแอบขึ้นราคาทางอ้อมเพียบ แฉใช้วิธีลดปริมาณ ขนาดบรรจุภัณฑ์ แต่ยังขายราคาเดิม ทำให้ผู้บริโภคไม่รู้ตัวว่าสินค้าขึ้นราคา ระบุมีทั้งสบู่ แชมพูสระผม ครีมอาบน้ำ ผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่ม น้ำยาล้างห้องน้ำ ผลิตภัณฑ์นม เจอจะจะคาห้าง “บรีสเอกเซล” ลดไซส์จาก 800 มิลลิกรัมเหลือ 750 มิลลิกรัม ครีมอาบน้ำ Protex ลดจาก 500 มิลลิกรัมเหลือ 450 มิลลิกรัม



ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า ขณะนี้ผู้ผลิตได้ใช้วิธีการปรับขึ้นราคาสินค้าทางอ้อม โดยลดปริมาณบรรจุและลดขนาดบรรจุภัณฑ์ลงมา เพื่อให้ต้นทุนในการผลิตสินค้าลดลง และยังคงจำหน่ายสินค้าได้ในราคาเท่าเดิมตามที่กระทรวงพาณิชย์ขอความร่วมมือ ซึ่งการดำเนินการในลักษณะนี้ เป็นการบริหารจัดการต้นทุนของผู้ผลิต และทำให้กำไรเพิ่มสูงขึ้น แต่ในส่วนของผู้บริโภคจะได้รับผลกระทบเพราะแม้จะซื้อสินค้าได้ในราคาเท่าเดิมก็ได้ปริมาณสินค้าลดลง เมื่อนำมาใช้ในชีวิตประจำวันทำให้สินค้าหมดลงเร็ว และต้องซื้อใหม่เร็วขึ้น ทำให้ภาระค่าครองชีพสูงขึ้น

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ยืนยันมาโดยตลอดว่าผู้ผลิตไม่มีการปรับขึ้นราคาสินค้า และค่าครองชีพไม่ได้เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่อยู่ในบัญชีติดตามดูแลทั้ง 205 รายการ ซึ่งครอบคลุมสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น ข้าวสารบรรจุถุง ไก่สด ไข่ไก่ เนื้อโค สุกรชำแหละ นมผง นมสด น้ำตาลทราย น้ำมันพืช สบู่ ผงซักฟอก ยาสีฟัน แชมพูสระผม ปูนซีเมนต์ กระเบื้อง สังกะสี เหล็กเส้น เป็นต้น ยกเว้นสินค้าเกษตรบางรายการที่ปรับตัวขึ้นลงตามฤดูกาล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคในท้องตลาดและห้างสรรพสินค้า ห้างค้าปลีกสมัยใหม่ พบว่า มีสินค้าหลายรายการที่ใช้วิธีการลดปริมาณสินค้า และปรับลดขนาดบรรจุภัณฑ์ลงมา เช่น ผลิตภัณฑ์ซักผ้าชนิดน้ำ “บรีส เอกเซล” เมื่อช่วงก่อนหน้านี้ มีสินค้าขนาด 800 มิลลิกรัม จำหน่ายในราคาถุงละ 79 บาท แต่ขณะนี้ได้ปรับลดขนาดลงมาเหลือ 750 มิลลิกรัม และจำหน่ายในราคาถุงละ 79 บาทเท่าเดิม ยกเว้นบางช่วงที่มีการจัดโปรโมชัน ซื้อ 2 แถม 1 ราคาก็จะถูกลงกว่านี้

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของผลิตภัณฑ์ซักผ้าชนิดน้ำ “บรีส เอกเซล” ได้มีการปรับลดขนาดบรรจุภัณฑ์ลงมาอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงที่เปิดตัวสินค้าใหม่ๆ ได้เริ่มจำหน่ายที่ขนาดถุงละ 1,000 มิลลิกรัม และได้ปรับลดลงมาต่อเนื่องเป็น 900 มิลลิกรัม และ 800 มิลลิกรัม จนมาอยู่ที่ 750 มิลลิกรัมในตอนนี้

ส่วนสินค้าอื่นๆ ที่มีการปรับลดขนาดบรรจุภัณฑ์ที่ตรวจสอบเจอ เช่น ครีมอาบน้ำ ProTex ได้ปรับลดขนาดจากเดิม 500 มิลลิกรัม ลงมาอยู่ที่ 450 มิลลิกรัม และจำหน่ายในราคาขวดละ 165 บาท และยังพบสินค้าที่มีการปรับลดขนาดอีก เช่น สบู่ ทั้งแบบก้อนและแบบน้ำ แชมพูสระผม ครีมอาบน้ำ ผงซักฟอก ทั้งแบบผงและน้ำ น้ำยาปรับผ้านุ่ม น้ำยาล้างห้องน้ำ และผลิตภัณฑ์นม เป็นต้น โดยสินค้าเหล่านี้หากเมื่อก่อนมีขนาด 1,000 มิลลิกรัม ก็จะปรับลดลงมาเหลือ 900 มิลลิกรัม และขนาด 500 มิลลิกรัมก็จะลดลงมาเหลือ 450 มิลลิกรัม และบางสินค้าก็มีการลดขนาดลงไปมากกว่านี้

รายงานข่าวแจ้งว่า ก่อนหน้านี้กรมการค้าภายในเคยมีการหารือร่วมกับผู้ผลิตว่าจะสามารถกำหนดปริมาณและขนาดบรรจุสินค้าชนิดเดียวกันให้มีมาตรฐานเหมือนกันได้หรือไม่ เพื่อให้ผู้บริโภคได้ใช้เป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า แต่ก็ไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะผู้ผลิตอ้างว่าเป็นการค้าเสรี ก็ต้องปล่อยให้มีการแข่งขันเสรีในการกำหนดปริมาณและขนาดบรรจุเพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภคที่แต่ละรายมีความต้องการซื้อสินค้าแตกต่างกัน แต่ก็มีการเสนอทางออกว่าควรจะมีการกำหนดเฉพาะสินค้าที่มีแนวโน้มในการดำเนินการดังกล่าว โดยก่อนที่จะทำการปรับลดปริมาณหรือขนาดบรรจุให้แจ้งขออนุญาตก่อนว่ามีเหตุผลอะไร หรือต้นทุนเพิ่มขึ้นจริงหรือไม่ และสุดท้ายก็ยังไม่มีมาตรการใดๆ ออกมา

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09,05, 2017, 16:55:34 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
10,05, 2017, 14:35:20
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,147


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #151 เมื่อ: 10,05, 2017, 14:35:20 »

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1494221333

เศรษฐกิจปักษ์ใต้หด พิษน้ำท่วม อีสานฟื้น-เหนือหนี้ครัวเรือนพุ่ง

แบงก์ชาติภาคเหนือเผยไตรมาส 1/2560 หนี้ครัวเรือนพุ่ง ชี้งบฯกลุ่มจังหวัด 1.5 หมื่นล้านแรงส่งเศรษฐกิจ Q2 ด้านแบงก์ชาติอีสานระบุการลงทุนภาคเอกชนยังขยายตัวดีจากการก่อสร้างบิ๊กโปรเจ็กต์รถไฟรางคู่ มอเตอร์เวย์ รายได้เกษตรกรเพิ่ม ขณะที่แบงก์ชาติภาคใต้เผยเศรษฐกิจ การลงทุนเอกชนหดเหตุอุทกภัยกระหน่ำต้นปี
ภาคเหนือหนี้ครัวเรือนพุ่ง

นายสิงห์ชัย บุณยโยธิน ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักงานภาคเหนือ ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจการเงินภาคเหนือไตรมาส 1 ปี 2560 ปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อน โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่ยังคงมีอัตราเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวจีน สหรัฐอเมริกาและมาเลเซีย

ขณะที่ภาคส่งออกดีขึ้น โดยการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เพื่อส่งออกไปตลาดเอเชียกลับมาเพิ่มขึ้น ส่วนการส่งออกชายแดนยังขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคไปเมียนมา และการส่งออกไปจีนตอนใต้ยังคงขยายตัว ด้านมูลค่าการนำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.0 จากการนำเข้ากระแสไฟฟ้าจาก สปป.ลาว และการนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางเพื่อใช้ผลิตสำหรับการส่งออก ยกเว้นการส่งออกไป สปป.ลาว อยู่ในภาวะหดตัว จากสินค้าประเภทข้าวสาร น้ำมันเชื้อเพลิง ปศุสัตว์ และเนื้อสัตว์แช่แข็งไป สปป.ลาว เนื่องจากประเทศปลายทางคือจีนเข้มงวดการนำเข้าสินค้าผ่านช่องทางนี้

อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่ค่อนข้างน่าห่วงคือ การใช้จ่ายภาคเอกชนยังไม่ฟื้นตัวทั้งในหมวดสินค้าในชีวิตประจำวันและสินค้าคงทน แม้ผลผลิตภาคเกษตรจะปรับดีขึ้น แต่ก็ยังพบว่าภาระหนี้ครัวเรือนของภาคเหนือยังสูงอยู่ โดยเพิ่มขึ้นร้อยละ 82.2 เทียบกับปีที่ผ่านมาอยู่ที่ร้อยละ 81.9 มีมูลค่าหนี้ครัวเรือนในภาพรวมราว 600 ล้านบาท โดยภาคเหนือตอนล่างมีอัตราของหนี้ครัวเรือนสูงกว่าภาคเหนือตอนบน โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรที่มีภาระหนี้ครัวเรือนจากหนี้นอกระบบเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากราคาผลผลิตการเกษตรในระยะที่ผ่านมาที่ค่อนข้างตกต่ำ

ลงทุนอสังหาฯ ลดลง

ด้านการลงทุนภาคเอกชนอยู่ในภาวะทรงตัว ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังไม่ฟื้น โดยยอดโอนอสังหาริมทรัพย์อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งจำนวนธุรกรรมการโอนอยู่ที่กว่า 10,000 ราย เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมามียอดการโอนมากกว่า 15,000 ราย ขณะที่โครงการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ใหม่ ๆ มีจำนวนลดลง สอดคล้องกับการลดลงของยอดคงค้างสินเชื่อที่ให้แก่ผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

นายสิงห์ชัยกล่าวว่าแนวโน้มไตรมาส2คาดว่าจะมีแรงส่งจากปัจจัยที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคเหนือให้ฟื้นตัวดีขึ้น อาทิ งบประมาณของภาครัฐที่กระจายลงมาผ่านกลุ่มจังหวัดมากขึ้น และคาดว่าจะเริ่มเบิกจ่ายได้ในไตรมาส 2 นี้ ซึ่งภาคเหนือได้รับงบฯ ทั้งสิ้น 15,839 ล้านบาท แบ่งเป็นงบฯภาคเหนือตอนบน 1 จำนวน 4,211 ล้านบาท ภาคเหนือตอนบน 2 จำนวน 4,075 ล้านบาท ภาคเหนือตอนล่าง 1 จำนวน 4,016 ล้านบาท และภาคเหนือตอนล่าง 2 จำนวน 3,537 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีแรงส่งของภาคการท่องเที่ยวที่คาดว่าไตรมาส 2 จะมี Incentive Tour จากจีนมากขึ้น และแรงส่งจากรายได้เกษตรกรที่มีแนวโน้มดีขึ้น จากผลผลิตข้าวนาปรังดีกว่าปีก่อนที่ประสบภัยแล้ง โดยจำนวนข้าวนาปรังในปี 2560 คาดว่ามากกว่า 2 ล้านตัน เทียบกับปีที่ผ่านมามีจำนวนกว่า 1 ล้านตัน

ศก.อีสานปรับตัวดีขึ้น

นายสมชาย เลิศลาภวศิน ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวถึงภาวะเศรษฐกิจและการเงินภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไตรมาส 1 ปี 2560 ว่า ยังขยายตัวต่อเนื่องจากไตรมาสก่อน การอุปโภคบริโภคภาคเอกชนปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย โดยเฉพาะกลุ่มสินค้ายานยนต์ที่หมดภาระการผ่อนโครงการรถยนต์คันแรก ทำให้เริ่มมองหารถยนต์คันใหม่ ประกอบกับค่ายรถต่าง ๆ ออกรถรุ่นใหม่ มีการส่งเสริมการขายต่อเนื่อง เป็นการจูงใจให้มีการซื้อ

นอกจากนี้ในส่วนของการท่องเที่ยว ยังขยายตัว โดยรายได้ภาคบริการโรงแรมและรีสอร์ต ภัตตาคาร ร้านอาหาร ก็มีการขยายตัว อัตราการเข้าพักโรงแรมอยู่ที่ร้อยละ 61.8 สูงขึ้นจากไตรมาสก่อน สำหรับจำนวนเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้นของจังหวัดขอนแก่น อุบลราชธานี และอุดรธานี ทำให้การผ่านเข้า-ออกท่าอากาศยานก็ขยายตัว มีจำนวนนักท่องเที่ยวมากขึ้น มีการจับจ่ายในการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นตามมาด้วย

สำหรับรายได้ของเกษตรกรกลับมาขยายตัวทั้งผลผลิตและราคาโดยเฉพาะยางพาราราคาสูงขึ้นเกือบเท่าตัวเนื่องจากปริมาณน้ำยางออกสู่ตลาดน้อยผลพวงจากน้ำท่วมภาคใต้ ประกอบกับ ผู้ประกอบการเร่งซื้อเพื่อส่งมอบให้จีนก่อนวันหยุดยาวช่วงตรุษจีน และเพื่อเก็บสต๊อกก่อนช่วงฤดูยางผลัดใบ ส่วนราคาอ้อยก็เพิ่มขึ้น จากราคาน้ำตาลในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น จึงทำให้เกษตรกรมีรายได้ดีขึ้น ส่งผลต่อการนำเงินไปจับจ่ายในการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีมากขึ้น

"มีการลงทุนของภาครัฐเกิดขึ้นมากมายทั้งโครงการขนาดเล็กและใหญ่โดยเฉพาะการสร้างถนนทำให้มีการสร้างงานในชุมชนอย่างต่อเนื่อง และเป็นแรงสนับสนุนเศรษฐกิจตัวสำคัญ" นายสมชายกล่าว

ภาคใต้ส่งออกยางเพิ่มขึ้น

ขณะที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้สรุปภาวะเศรษฐกิจและการเงินภาคใต้ ไตรมาส 1 ปี 2560 ว่า หดตัวจากไตรมาสเดียวกันปีก่อน จากผลของอุทกภัยต้นไตรมาส ส่งผลให้ผลผลิตเกษตรลดลงโดยเฉพาะยางพาราและกุ้งขาว แต่ผลผลิตปาล์มน้ำมันเพิ่มขึ้น ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมทรงตัว ส่วนภาคการท่องเที่ยวหดตัวจากจำนวนนักท่องเที่ยวหลักมาเลเซียที่ได้รับผลกระทบจากเงินริงกิตอ่อนค่า แต่มีทิศทางฟื้นตัวเนื่องจากมาตรการลดค่าธรรมเนียมวีซ่าของภาครัฐ สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของเส้นทางบินตรงในจังหวัดภูเก็ต รวมทั้งนักท่องเที่ยวรัสเซียที่ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐลดลงทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุนส่วนมูลค่าการส่งออกขยายตัวตามการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวกับยางพาราเพิ่มขึ้นทั้งปริมาณและมูลค่าและการส่งออกสินค้าอาหารทะเลขยายตัวจากด้านราคา

สำหรับการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงเนื่องจากได้รับผลกระทบจากปัญหาอุทกภัยในหลายพื้นที่ส่วนการใช้จ่ายหมวดสินค้าคงทนในกลุ่มรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลและรถจักรยานยนต์เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งเป็นผลจากรายได้เกษตรกรที่ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และแรงหนุนจากการท่องเที่ยวฝั่งอันดามันที่ขยายตัว

ในส่วนของการลงทุนภาคเอกชนยังคงหดตัว เนื่องจากภาคอสังหาริมทรัพย์เน้นขายที่อยู่อาศัยคงค้างมากกว่าการเปิดขายที่อยู่อาศัยใหม่ อย่างไรก็ดีพื้นที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างเพื่อการพาณิชย์ รวมถึงยอดจดทะเบียนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลเพิ่มขึ้น
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10,05, 2017, 14:58:41 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
11,05, 2017, 09:33:23
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,147


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #152 เมื่อ: 11,05, 2017, 09:33:23 »

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1494406777
เจ้าท่าลุย 23 มิ.ย.เช็กบิลรุกลำน้ำ "กระชังปลา-สิ่งปลูกสร้าง" ระส่ำ

ธุรกิจเลี้ยงปลากระชัง แพปลาระส่ำ กรมเจ้าท่าดีเดย์ 23 มิ.ย. 60 จัดระเบียบสิ่งรุกล้ำลำน้ำ ลงโทษหนักทั้งปรับ-จำคุกไม่เกิน 3 ปี ผู้ประกอบการโอดค่าปรับสูงเกินไป 500 บาท/ตร.ม. ลุ้นสัปดาห์หน้า "พิชิต อัคราทิตย์" รมช.คมนาคมหาแนวทางผ่อนปรนบรรเทาความเดือดร้อน

พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ 17) พ.ศ. 2560 ที่ปรับปรุงใหม่ มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2560 ที่ผ่านมา เพื่อควบคุมการก่อสร้างอาคารหรือสิ่งอื่นใดลงไปในแม่น้ำ ลำคลอง ทะเล ชายหาดสาธารณะ เพื่อประโยชน์ในการรักษาลำน้ำสำหรับการพาณิชยนาวี การเกษตรกรรม และการป้องกันอุทกภัย

ทั้งนี้ เจ้าของสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ตามลำน้ำทั่วประเทศจะต้องมาแจ้งและขออนุญาตต่อกรมเจ้าท่าภายใน 120 วัน หรือภายในวันที่ 22 มิ.ย. 2560 หากไม่มาแจ้งภายในกำหนดจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับโดยคำนวณตามพื้นที่ของอาคารในอัตราร้อยละ 1,000 บาท แต่ไม่เกิน 20,000 บาท

สำหรับสิ่งรุกล้ำลำน้ำ นอกจากจะเป็นอาคาร บ้านเรือน ท่าเรือ โป๊ะเทียบเรือ สะพานข้ามแม่น้ำลำคลอง เขื่อนกันน้ำเซาะ คานเรือ โรงสูบน้ำ ยังครอบคลุมถึงกิจการประมงทั้งน้ำจืดและน้ำเค็มด้วย เช่น แพปลา จ.ระนอง ที่จะได้รับผลกระทบมาก รวมถึงกระชังปลานิล ปลาทับทิม ปลากะพง ปลาเก๋าทั้งระบบ

แจ้งการรุกล้ำแล้ว 772 ราย

นายศรศักดิ์ แสนสมบัติ อธิบดีกรมเจ้าท่า เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า หลังจากให้เจ้าของสิ่งปลูกสร้างทุกประเภทที่อยู่ตามลำน้ำทั่วประเทศแจ้งการรุกล้ำ ล่าสุดมีจำนวน 772 ราย จากทั้งหมดที่เข้าร่วมประชุมฟังคำชี้แจง 11,581 ราย ซึ่งผู้ที่มาแจ้งก่อนกำหนดจะปฏิบัติตามกฎหมายเดิม ส่วนที่มาแจ้งหลังจากนี้ต้องดำเนินการตามกฎหมายใหม่

"กฎหมายมีมานานแล้วตั้งแต่ปี 2515 แค่ปรับปรุงให้เข้มงวดขึ้น จะมาปฏิเสธว่าไม่ได้รับข่าวสารไม่ได้ ที่ผ่านมากรมมีการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อมาโดยตลอด รวมถึงแจ้งต่อผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการจังหวัด และมีเจ้าหน้าที่กรมไปชี้แจง เพราะมีผลกระทบต่อประชาชน และให้เป็นแนวทางปฏิบัติเดียวกันทั่วประเทศ"

ทั้งนี้ กรมได้ออกประกาศให้เจ้าหน้าที่เก็บค่าธรรมเนียมการใช้พื้นที่ลำน้ำเท่ากันทั่วประเทศ สำหรับประชาชนทั่วไป ให้เก็บอัตรา 500 บาท/ตร.ม./ปี ส่วนผู้ประกอบการด้านพาณิชย์เก็บอัตรา 1,000 บาท/ตร.ม./ปี ขณะที่กฎหมายใหม่กำหนดไว้ที่ 1,000-20,000 บาท/ตร.ม./ปี

กรณีผู้ประกอบการบางส่วนยื่นข้อร้องเรียนไปยังกระทรวงคมนาคม และนายกรัฐมนตรีนั้น อยู่ระหว่างพิจารณารายละเอียด จะสรุปเสนอ นายพิชิต อัคราทิตย์ รมช.คมนาคม สัปดาห์หน้า

กระชังปลาน้ำโขง-ชี-ปิง ส่อวุ่น

นายโสภณ ห่วงญาติ นายอำเภอเมืองหนองคาย รักษาราชการแทนปลัดจังหวัดหนองคาย กล่าวว่า ได้ระดมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาหาทางออกกรณีผู้เลี้ยงปลากระชังถูกเรียกจ่ายค่าปรับสร้างกระชังเลี้ยงปลาในแม่น้ำโขงผิด พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย วงเงินกว่า 57 ล้านบาท โดยจะต้องมายื่นขออนุญาตกับกรมเจ้าท่า ใบอนุญาตฉบับละ 100 บาท และจ่ายค่าธรรมเนียมต่าง ๆ อาทิ ค่าตรวจสิ่งล่วงล้ำลำน้ำ ครั้งละ 50 บาท และจะมีการพิจารณาเก็บเงินค่ากระชัง ตารางเมตรละ 500 บาท

สำหรับหนองคาย มี 3,000 กระชัง ใน 4 อำเภอ คือ อำเภอเมือง ท่าบ่อ ศรีเชียงใหม่ โพนพิสัย เกษตรกรคนหนึ่งเลี้ยงปลาในกระชัง 50-200 กระชัง คิดอัตราตามนี้ต้องจ่ายค่าปรับขั้นต่ำคนละ 50,000-100,000 บาท หรือ 57 ล้านบาท ซึ่งเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากระชังแจ้งว่าไม่สามารถจ่ายให้ได้ เนื่องจากมีอัตราสูงเกินไป

แหล่งข่าวจากจังหวัดมหาสารคามเปิดเผยว่า ผู้เลี้ยงปลากระชังในลำชีได้รับผลกระทบเช่นกัน ปัจจุบันมีผู้เลี้ยงปลากระชังในเขต อ.เมือง โกสุมพิสัย กันทรวิชัย 3,990 กระชัง พื้นที่ 21,056 ตารางเมตร (วงเงินค่าปรับราว 10 ล้านบาท) มีผู้ประกอบการ 188 ราย ได้ผลผลิตกว่า 2 พันตัน มูลค่า 100 ล้านบาท ซึ่งจะร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นลงพื้นที่สร้างความเข้าใจแนวทางปฏิบัติแก่ผู้ประกอบการรวมทั้งผู้ที่บุกรุกลำน้ำ 17-18 พ.ค. 2560 นี้

นายไพสิทธิ์ ดนตรี ผู้เลี้ยงปลากระชังบ้านดินดำ อ.เมืองมหาสารคาม กล่าวว่า การขออนุญาตทำประโยชน์ในลำน้ำชีและต้องจ่ายตารางเมตรละ 500 บาทนั้นซ้ำเติมผู้ประกอบการเลี้ยงปลา เนื่องจากแบกรับต้นทุนไม่ไหวอยู่แล้ว ทั้งค่าหัวอาหารแพงขึ้น และถูกพ่อค้ากดราคารับซื้อเพียง 58 บาท/กก.

ด้านนายบรรจง จำนงศิตธรรม ประมงจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ธุรกิจการเพาะเลี้ยงปลากระชังในแม่น้ำปิงของเชียงใหม่เป็นพื้นที่การเลี้ยงขนาดใหญ่อันดับต้น ๆ ของภาคเหนือ มีการขึ้นทะเบียนกระชังปลา 2,800 กระชัง จากผู้ประกอบการ 235 ราย ในอำเภอหางดง สันป่าตอง ดอยหล่อ จอมทอง คาดว่ามีกระชังปลาที่เลี้ยงอยู่จริงราว 1,200-1,300 กระชัง ซึ่งเป็นการอนุญาตชั่วคราว แต่จำเป็นต้องจัดระเบียบให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งปี 2559 มีผลผลิตปลา 1,000 ตัน มูลค่า 70 ล้านบาท ทั้งห่วงโซ่อุปทานมีมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อปีราว 300 ล้านบาท

บังคับใช้ กม.ใหม่เข้ม

นายสุรัฐ ศิริไสยาสน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาภูเก็ต กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่มีเจ้าของแพปลา หรือกระชังเข้ามาแจ้งขออนุญาต ซึ่งช่วงนี้ยังเปิดโอกาสให้มารายงานตัว ถ้าสิ่งใดอนุญาตไม่ได้ก็จะมีคำสั่งรื้อถอน โดยหลังจากวันที่ 22 มิ.ย. 2560 เจ้าท่าจะทำตามกฎหมายใหม่เต็มรูปแบบ

นายชัชวาล วุฒิเมธี หัวหน้ากลุ่มพัฒนาและส่งเสริมอาชีพการประมง สำนักงานประมงตราด กล่าวว่า ข้อมูลปี 2559 ตราดมีผู้เลี้ยงปลากระชัง 194 ราย 947 กระชัง พื้นที่เลี้ยง 28,123 ตร.ม. ส่วนใหญ่เลี้ยงปลากะพงขาว ปลาเก๋า ปลาบู่ ปลานิล

นายอำนาจ สอนหมวก ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาตราด กล่าวว่า ผู้เลี้ยงปลาในกระชังต้องยื่นขอใบอนุญาตกับสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาตราด เสียค่าธรรมเนียมในอัตราเดิมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ผู้ที่ไม่เคยยื่นขออนุญาตมาก่อนจะผิดคดีอาญา ต้องเสียค่าปรับอัตรา 500 บาท/ตร.ม. ต้องเสียค่าปรับใบอนุญาต 1,000 บาท ทั้งนี้ได้ประชาสัมพันธ์องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งแล้ว

เช่นเดียวกับ นายสุรนาท ศิริโชค รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขา จ.เชียงราย ที่กล่าวว่า มีสิ่งปลูกสร้างที่เข้าข่ายไม่เกิน 10 แห่งริมแม่น้ำกก ในเขต อ.เมืองเชียงราย ซึ่ง 2 แห่งแก้ไขแล้ว หลัง 31 ก.ค. 2560 จะดำเนินการอย่างเข้มงวด การดำเนินคดีถึงที่สุดมีโทษหนัก เช่น ปรับเป็นเงินตารางเมตรละ 20,000 บาท ได้เน้นประชาสัมพันธ์เพื่อทำให้ถูกกฎหมาย

นายวิวัธน์ ชิดเชิดวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาพระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า เบื้องต้นพบว่า สิ่งล่วงล้ำลำน้ำที่เป็นท่าเทียบเรืออยู่ใน 4 อำเภอ ได้แก่ บางปะอิน บางไทร นครหลวง และท่าเรือ เป็นท่าเทียบเรือขนาดใหญ่ ซึ่ง 90% มีใบอนุญาตถูกต้อง 5-10% ยังไม่มีใบอนุญาต หรือยังไม่เป็นไปตามที่ได้รับอนุญาต ขณะนี้ผู้ครอบครองบางส่วนได้เข้ามาขอคำปรึกษาและแจ้งไว้เบื้องต้นแล้ว ส่วนกระชังเลี้ยงสัตว์น้ำนั้นกำลังหารือกันเพื่อกำหนดโซนนิ่ง เพื่อไม่ให้กระทบการสัญจรทางน้ำ และการเดินเรือ
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
12,05, 2017, 08:59:56
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,147


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #153 เมื่อ: 12,05, 2017, 08:59:56 »

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1494413691

จ้องตาเป็นมัน! ที่ดินอีอีซี 7หมื่นไร่ ดีเวลอปเปอร์-ท่องเที่ยวคึก รับอานิสงส์

วันนี้ไม่เพียงนักลงทุนเท่านั้นที่เฝ้าตามติดความคืบหน้าโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรือEECทั้งนี้ประชาชนคนทั่วไปต่างก็จับจ้องว่าโปรเจ็กต์ยักษ์ใหญ่นี้จะขับเคลื่อนเป็นรูปธรรมเมื่อไหร่ และจะส่งผลกระทบต่อพวกเขาอย่างไรบ้าง

อีกทั้งความตื่นตัวก็ไม่ได้จำกัดอยู่ไม่เพียง 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย แต่แวดวงอสังหาริมทรัพย์ก็คึกคักไม่แพ้กัน รับอานิสงส์เต็ม ๆ จากการเกิดขึ้นของอีอีซี เพราะการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนนั้นต้องมีองค์ประกอบหลายอย่างเข้ามาช่วยส่งเสริม โดยเฉพาะการเตรียมพัฒนาพื้นที่เพื่อรองรับ

ล่าสุด คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันอังคารที่ 11 เมษายน 2560 ในหลักการร่าง พ.ร.บ.เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. ? ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอ แต่ต้องนำไปปรับปรุงตามที่ ครม.มีข้อสังเกตเพิ่มเติม ภายใน 1 เดือน แล้วนำกลับมาเสนอให้ที่ประชุม ครม.พิจารณาอีกครั้ง ก่อนที่จะเสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาในขั้นสุดท้าย เพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมาย

รุกคืบพื้นที่เกษตรดันอีอีซี

ในงานสัมมนา "โอกาสใหม่ของการพัฒนาที่อยู่อาศัย...ภายใต้การขับเคลื่อน EEC" โดยศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ "อนวัช สุวรรณเดช" ผู้อำนวยการสำนักผังเมืองรวม กรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย ได้บรรยายพิเศษว่า ปัจจุบันพื้นที่ 3 จังหวัด ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา รวมกันมีประมาณ 1.3 หมื่นตารางกิโลเมตร (ตร.กม.) หรือ 8 ล้านไร่ เมื่อพิจารณาการใช้ประโยชน์ที่ดิน ปี 2556 พบว่า จังหวัดฉะเชิงเทรา มีพื้นที่เกษตร 69% พื้นที่ป่าไม้ 16% พื้นที่ชุมชน 6% และอุตสาหกรรม 1% ขณะที่จังหวัดชลบุรี มีพื้นที่เกษตร 62% ป่าไม้ 11% พื้นที่ชุมชน 15% อุตสาหกรรม 4% ส่วนจังหวัดระยองมีพื้นที่เกษตร 72% ป่าไม้ 8% พื้นที่ชุมชน 8% อุตสาหกรรม 3%

โดยการเปลี่ยนแปลงในห้วง 10 ปีที่ผ่านมา พื้นที่อุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 1 เท่า หรือ 102% จากพื้นที่เดิม โดยพื้นที่ชุมชนเพิ่ม 31% ส่วนพื้นที่เกษตรกรรม และป่าไม้มีสัดส่วนที่ลดลง 8 และ 11%

เมื่อมองเรื่องการใช้ประโยชน์ที่ดิน พื้นที่ 3 จังหวัด จะพบว่าพื้นที่ฝั่งตะวันออกส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตร มีพื้นที่ที่เป็นป่าไม้ประมาณ 1 ล้านไร่ ซึ่งหมายความว่าพื้นที่ 1 ล้านไร่นี้แตะต้องไม่ได้ เท่ากับเหลือพื้นที่พัฒนาอยู่ 7 ล้านไร่ ซึ่งส่วนที่เป็นเมือง และชุมชนไปแล้วประมาณ 8 แสนไร่ พื้นที่อุตสาหกรรมประมาณ 2 แสนไร่ รวมเป็นอีก 1 ล้านไร่ ที่ได้พัฒนาไปแล้ว

"เห็นชัดว่าส่วนที่จะโตในอนาคต หรือพื้นที่เมืองที่จะเกิดขึ้นต้องปรากฏในพื้นที่เกษตรกรรมแน่นอน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณาร่วมกัน ไม่ว่าเชิงผังเมือง หรือการทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ว่าเราจะยอมให้มีการลดพื้นที่เกษตรกรรมลงไปบ้างไหม เพื่อจะรองรับในเรื่องของการเจริญเติบโตของเมืองในอนาคต หรือกิจกรรมที่จะเข้ามา"

3 จว. 29 ผังพัฒนา 7 หมื่นไร่

เพื่อกระตุ้นอีอีซี ต้องมีการหาพื้นที่ และเตรียมพัฒนาพื้นที่ใหม่เพื่อรองรับกิจกรรมอีอีซี โดยแต่ละเมืองมีบทบาท ได้แก่ ฉะเชิงเทรา พัฒนาให้เป็นเมืองที่อยู่อาศัยชั้นดีรองรับการขยายตัวของกรุงเทพฯ และอีอีซี พัทยา พัฒนาเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ ศูนย์การให้บริการด้านการแพทย์ระดับนานาชาติ อู่ตะเภา เป็นศูนย์ธุรกิจการบิน และโลจิสติกส์อาเซียน และระยอง เป็นเมืองแห่งการศึกษา และวิทยาศาสตร์

งานผังเมืองมี 2 ระดับ คือ 1.ผังเมืองรวมจังหวัด และผังเมืองรวมชุมชน รวม 3 จังหวัด มีทั้งหมด 29 ผัง เป็นผังเมืองรวมจังหวัด 3 ผัง และผังเมืองรวมชุมชน 26 ผัง

"การพัฒนาพื้นที่เราต้องเดินตามผังชุมชน ซึ่งเป็นผังเล็ก ในส่วนที่ไม่ได้อยู่ในผังชุมชนให้ไปอยู่ใต้ผังรวมจังหวัด นี่คือหลักการไม่ใช่ว่าผังรวมออกมาแล้วจะทำให้ผังชุมชนหายไป" อนวัชกล่าว

ด้าน "รณชัย ขำภิบาล" ผู้ช่วยผู้ว่าการ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า แผนพัฒนาอีอีซี พ.ศ. 2560-2564 เบื้องต้นต้องการใช้พื้นที่พัฒนา ประมาณ 7 หมื่นไร่ ประกอบด้วย กลุ่มดิจิทัล และการแพทย์ครบวงจร ประมาณ 3 พันไร่ โลจิสติกส์ ประมาณ 2 หมื่นไร่ อุตสาหกรรมการบิน ประมาณ 500 ไร่ การแปรรูปอาหาร และการเกษตร เทคโนโลยีชีวภาพ ประมาณ 2.5 หมื่นไร่ ยานยนต์อิเล็กทรอนิกส์ ประมาณ 7.2 พันไร่ ปิโตรเคมี ประมาณ 1.8 หมื่นไร่ รวมแล้วประมาณ 7 หมื่นไร่

"พื้นที่ทั้งหมดนี้แม้จะยังไม่ระบุชัดเจนว่าเป็นตรงไหน แต่ที่จริงแล้วก็หนีไม่พ้นพื้นที่เดิมที่ต้องต่อยอดออกไป เช่น อากาศยาน ก็ต้องอยู่ที่สนามบินอู่ตะเภาเป็นหลักอยู่แล้ว เนื่องจากเครื่องบินมีสิทธิ์ยกเว้นภาษีอยู่ หากนำออกไปข้างนอกก็ต้องทำพิธีการศุลกากร ฉะนั้นเพื่อไม่ให้ต้องมีเรื่องขออนุญาตก็ต้องใช้พื้นที่ภายในสนามบินเป็นโรงงานซ่อมในนั้นเลย หรือปิโตรเคมีก็คงจะหนีมาบตาพุดไม่พ้น เพราะเป็นการต่อยอดอุตสาหกรรมมาบตาพุดที่สูงขึ้นไป

ส่วนยานยนต์ก็อยู่ช่วงรอยต่อศรีราชา และปลวกแดง ส่วนการแปรรูปอาหารยังไม่แน่ใจ ขณะที่โลจิสติกส์ก็จะเกาะกับนิคมอุตสาหกรรม เพราะนิคมต้องมีการขนส่ง ไม่ว่าจะเป็นโรงงานผลิตอะไหล่ที่ต้องส่งไปโรงงานผู้ผลิต ซึ่งส่วนใหญ่ก็อยู่ในนิคม อาจจะมีนอกนิคมบ้าง อย่างโตโยต้า วันหนึ่งขนส่งถึง 18 เที่ยว อีกส่วน คือ ท่าเรือ ก็ต้องมีโลจิสติกส์มา และธุรกิจแวร์เฮาส์ที่อยู่รอบ ๆ ท่าเรือ"

โรงแรม-โรงพยาบาลรับอานิสงส์

ขณะที่ "ณัฏฐนันท์ คุณาจิระกุล" นายกสมาคมการค้าอสังหาริมทรัพย์ จังหวัดระยอง บอกว่า ในอนาคตเมื่ออีอีซีเกิดขึ้นมาแล้ว การเปลี่ยนแปลงอันดับแรกจะเห็นการเข้ามาของโรงแรมทุกระดับ ซึ่งในปัจจุบันระยองมีตั้งแต่โรงแรมเชนอย่างแมริออท หรือ ฮอลิเดย์ อิน และล่าสุด บัดเจตโฮเต็ลอย่าง ฮ็อป อินน์ ก็มา ซึ่งอนาคตคาดว่าจะมีเพิ่มขึ้นอีกมาก ทั้งรายวัน รายเดือน และเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ เพื่อรองรับการท่องเที่ยว และที่พักอาศัย

"เรามองว่าอนาคตระยองจะเป็นเออร์เบิร์น จะมีสังคมแบบเออร์เบิร์นไนเซชั่น จะมีความต้องการทั้งที่อยู่ในแนวราบและแนวสูง ค่อนข้างที่จะเยอะขึ้นอีก และเชื่อว่าหลังอีอีซีจะมีความต้องการแชร์ออฟฟิศสูงขึ้น"

นอกจากนี้ธุรกิจโรงพยาบาลจะเติบโตขึ้นมากโดยแนวโน้มโรงพยาบาลใหญ่ๆจะมาซื้อโรงพยาบาลท้องถิ่นเพื่อรองรับสวัสดิการของพนักงานโรงงาน อาทิ โรงพยาบาลกรุงเทพ ได้มาซื้อโรงพยาบาลสุนทรภู่เพื่อรองรับสวัสดิการของพนักงานในโรงงานโดยเฉพาะ เพราะปัจจุบันมีแรงงานราว 2 แสนคน ดังนั้นโรงพยาบาลเอกชนยังไม่เพียงพอ และกลางปี 2559 กลุ่มโรงพยาบาลจุฬารัตน์ (CHG) ได้เข้าเทกโอเวอร์โรงพยาบาลรวมแพทย์ระยอง เพื่อรองรับสวัสดิการพนักงานโรงงานเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีโรงเรียนนานาชาติที่นักลงทุนเริ่มให้ความสนใจ ปัจจุบันมีอยู่เพียง 2 แห่ง ที่อำเภอบ้านฉาง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 12,05, 2017, 09:02:26 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
13,05, 2017, 21:16:20
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,147


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #154 เมื่อ: 13,05, 2017, 21:16:20 »

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1494674929
หนี้เน่าแบงก์ไตรมาสแรก ทะลุ4แสนล้าน!! คุมเข้มอนุมัติสินเชื่อรายย่อย

ธปท.ระบุเอ็นพีแอลไตรมาสแรกปี 60 ทะลุ 4 แสน ล. แบงก์กุมขมับหนี้เสียสินเชื่อบุคคลปีที่ผ่านมากระฉูด 37% หนี้เสียบ้านไม่น้อยหน้าโต 20% แบงก์สกรีนเข้ม ส่งผลยอดปฏิเสธให้กู้พุ่งเกือบทุกประเภท เคทีซีขยับเพิ่มรายได้ขั้นต่ำเฟ้นลูกค้า ธปท.จับมือแบงก์หยุดวงจรหนี้รายย่อย จำกัดวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 3 เท่ารายได้

NPL แบงก์ Q1 ทะลุ 4 แสน ล.

ผู้สื่อข่าวรายงานข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ได้ประกาศข้อมูลหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือเอ็นพีแอล ไตรมาสแรกปี 2560 ในส่วนยอดคงค้างของเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ (Gross NPLs) พบว่าเอ็นพีแอลของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบ เติบโตมากขึ้นมาอยู่ที่ 405,328 ล้านบาท หรือคิดเป็น 2.95% ต่อสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้น 13% หรือ 47,246 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันปีก่อน ที่มีเอ็นพีแอล 358,082 ล้านบาท หรือ 2.64% และเพิ่มขึ้น 18,743 ล้านบาท หรือ 4.84% จากไตรมาส 4/2559 เอ็นพีแอลอยู่ที่ 386,585 ล้านบาท หรือ 2.83% ต่อสินเชื่อรวม

หากดูผลการสำรวจภาวะและแนวโน้มการปล่อยสินเชื่อรายย่อยไตรมาสแรก และแนวโน้มไตรมาส 2 ของ ธปท.ที่รวบรวมความเห็นจากสถาบันการเงิน 54 แห่ง พบว่า แบงก์ส่วนใหญ่ยังคงเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อในสินเชื่อรายย่อยในไตรมาสแรก และต่อเนื่องไปถึงไตรมาส 2 ปีนี้ หากดูในส่วนดัชนีการอนุมัติสินเชื่อรายย่อยพบว่าลดลงในสินเชื่อเกือบทุกหมวด อาทิ สินเชื่อบ้าน บัตรเครดิต รถยนต์ และสินเชื่อบัตรกดเงินสดต่าง ๆ

หนี้เสียสินเชื่อบุคคลพุ่ง 37%

ด้านนายสุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัทศูนย์ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) กล่าวว่า หากดูเอ็นพีแอล สินเชื่อรายย่อยในฐานข้อมูลเครดิตบูโร พบว่า เอ็นพีแอลของสินเชื่อกลุ่มนี้เติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินเชื่อบุคคลที่เอ็นพีแอลที่พบหนี้เสียเติบโตกว่าทุกกลุ่ม โดย ณ สิ้นปี 2559 อยู่ที่ 166,241 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จากสิ้นปีก่อน ส่วนสินเชื่อบ้านเอ็นพีแอลก็เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 126,479 ล้านบาท เติบโต 20.54% และบัตรเครดิตเอ็นพีแอลอยู่ที่ 53,593 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.83%

"แม้ข้อมูลเอ็นพีแอลในศูนย์ข้อมูลเครดิตบูโรไตรมาสแรกปีนี้ยังไม่ออก แต่ก็คาดว่าเอ็นพีแอลรายย่อยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่ออย่างแน่นอน โดยเฉพาะเอ็นพีแอลใหม่ ๆ ที่จะเข้ามาในระบบข้อมูลเครดิตบูโร ในกลุ่มสินเชื่อบุคคลและสินเชื่อบัตรเครดิต เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ยังพบการผิดนัดชำระหนี้ในกลุ่มเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง" นายสุรพลกล่าว

เคทีซีขยับเกณฑ์เพิ่มรายได้ขั้นต่ำ

ด้านนางสาวสุดาพร จันทร์วัฒนากุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคล บริษัทบัตรกรุงไทย หรือเคทีซี กล่าวว่า จากเอ็นพีแอลของสินเชื่อบุคคลที่อยู่ระดับสูงต่อเนื่อง ทำให้ในปัจจุบัน แบงก์ น็อนแบงก์มีการปรับมาตรการผู้กู้เพิ่มขึ้น เช่น การปรับฐานเงินเดือนของผู้กู้เพิ่มขึ้น ซึ่งบางแห่งปรับขึ้นจาก 8,000 บาทเป็น 10,000 บาท เช่นเดียวกัน เคทีซี ที่ล่าสุดปรับฐานรายได้ผู้กู้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 12,000 บาท จากปีที่ผ่านมาใช้ฐานรายได้ขั้นต่ำ 10,000 บาทต่อเดือน เพื่อกรองกลุ่มผู้กู้ที่มีศักยภาพมากขึ้นเข้ามาในระบบของบริษัท อีกทั้งที่ผ่านมาพบว่ากลุ่มเงินเดือนต่ำกว่า 10,000 บาทส่วนใหญ่ภาระหนี้อยู่ระดับสูง ทำให้ศักยภาพในการชำระหนี้ลดลง

ขณะที่นางสาวณญาณี เผือกขำ กรรมการผู้จัดการ บริษัทอยุธยา แคปปิตอล เซอร์วิสเซส หรือกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ กล่าวว่า ในส่วนของบริษัทไม่ได้มีการปรับฐานเงินเดือนผู้กู้เพิ่มขึ้น เนื่องจากแบงก์ไม่อยากปิดโอกาสกับผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 10,000 บาทต่อเดือน เพราะบางรายก็มีหนี้ต่อรายได้ต่ำ และเป็นลูกค้าที่ดีต่อเนื่อง แต่ยอมรับว่า หากดูยอดการอนุมัติสินเชื่อส่วนบุคคลที่ผ่านมา กลุ่มที่มีเงินเดือนต่ำกว่า 12,000 บาทผ่านการอนุมัติสินเชื่อจากบริษัทค่อนข้างน้อย หรือมียอดผ่านการอนุมัติต่ำกว่า 30% หากเทียบกับกลุ่มเงินเดือนที่สูงกว่า 12,000 บาทที่มีค่าเฉลี่ยการอนุมัติเกิน 40%

"สินเชื่อบ้าน" หนี้เสียซ้ำสอง

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า เรื่องเอ็นพีแอลของธนาคารในภาพรวมถือว่าไม่ได้มากที่สุดในอุตสาหกรรม แต่ยอมรับว่าปัญหาเอ็นพีแอลมาจากเดิมมีการกระจายสินเชื่อในแต่ละอุตสาหกรรมน้อยเกินไป ขณะนี้ก็อยู่ระหว่างการปรับระบบกลไกทั้งหมดให้การปล่อยสินเชื่อมีคุณภาพมากขึ้น เช่น การใช้ระบบเตือนล่วงหน้า และระบบการอนุมัติสินเชื่อ ทำให้สินเชื่อที่เข้ามาใหม่เป็นเอ็นพีแอลน้อยลง

ทั้งนี้ เอ็นพีแอลของธนาคารส่วนใหญ่ยังมาจากเอสเอ็มอี ส่วนสินเชื่อรายย่อยเริ่มชะลอลง แต่ยังเห็นทิศทางว่ามีคนกลับมาเป็นหนี้เสียซ้ำหลังปรับโครงสร้างหนี้ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อบ้าน สำหรับแบงก์กรุงไทยคาดว่าเอ็นพีแอลจะถึงจุดสูงสุดในช่วงกลางไตรมาส 2/2560

นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า เอ็นพีแอลของธนาคารกสิกรไทย ที่เข้ามาตั้งแต่ต้นปีส่วนใหญ่ยังมาจากลูกค้าเอสเอ็มอีที่กระจายตัวในหลายธุรกิจ ทั้งจากกลุ่มลูกค้าเก่า ลูกค้าใหม่ และลูกค้าที่ปรับโครงสร้างหนี้แล้วกลับมาเป็นหนี้เสียอีกครั้ง ซึ่งบางส่วนได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ซึ่งลูกค้าเอสเอ็มอีจะเชื่อมโยงไปสินเชื่อหลายประเภท เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อบ้าน และอื่น ๆ

"ลูกหนี้เอ็นพีแอลเรามีมาตรการช่วยเหลืออยู่แล้ว และแนะนำว่าลูกหนี้ที่มีปัญหาควรเข้ามาปรึกษาธนาคารแต่เนิ่น ๆ จะสามารถแก้ปัญหาได้ง่ายกว่า อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังควบคุมเอ็นพีแอลไว้ตามเป้าหมาย ซึ่งธรรมชาติแล้วเอ็นพีแอลจะปรับลดลงหลังจากเศรษฐกิจดีขึ้นประมาณ 9 เดือน ซึ่งธนาคารมองว่าสิ้นปีนี้เศรษฐกิจจะดีขึ้น" นางสาวขัตติยากล่าว

คุมเข้มการปล่อยสินเชื่อใหม่

นายฐากร ปิยะพันธ์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกรุงศรี คอนซูมเมอร์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า เอ็นพีแอลบัตรเครดิตของธนาคารในช่วง 4 เดือนแรกปรับตัวดีขึ้นกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ซึ่งก็สอดคล้องกับยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรที่เพิ่มขึ้นไม่มากเช่นกัน

"หนี้เสียสินเชื่อส่วนบุคคลไตรมาสแรกอยู่ที่ 3.15% ถือว่าน้อย เพราะมีการปรับตัวตั้งแต่ปี 2558-2559 ที่มียอดสินเชื่อเข้ามาไม่มาก เพราะมีการคัดกรองลูกค้ามากขึ้น แต่ก็ส่งผลดีให้ปัจจุบันสินเชื่อส่วนบุคคลค่อนข้างมีคุณภาพ ซึ่งฐานลูกค้าเรากว่า 80-90% เป็นมนุษย์เงินเดือน ทำให้สามารถคุมความเสี่ยงได้ดี" นายฐากรกล่าว

นายทวีลาภ ฤทธาภิรมย์ กรรมการผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ภาพรวมสินเชื่อรายย่อยของธนาคารกรุงเทพส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อบ้าน ซึ่งที่ผ่านมามีการดูแลอย่างต่อเนื่อง การปล่อยสินเชื่อยังคงเคร่งครัด ส่งผลให้เอ็นพีแอลไม่เพิ่มขึ้นมากนัก อย่างไรก็ตาม จากภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันก็ทำให้ลูกค้าบางรายมีปัญหา แต่ปีนี้ก็น่าจะปรับตัวดีขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังน่าจะดีขึ้น

"ในส่วนของธนาคารยังคงดูเรื่องคุณภาพสินเชื่อเป็นหลัก โดยเน้นเจาะเซ็กเมนต์เฉพาะ เช่น โครงการบ้านจัดสรรที่แบงก์ร่วมมือสนับสนุนสินเชื่อโครงการ" นายทวีลาภกล่าว

ธปท.จับมือแบงก์หยุดหนี้รายย่อย

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ภาคธุรกิจการเงินจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ 3 ส่วน คือ 1) เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ลดต้นทุน ซึ่งการทำระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ก็เป็นส่วนหนึ่ง 2) สร้างภูมิคุ้มกันให้ระบบการเงิน อย่างสถาบันการเงินก็ต้องไม่รับความเสี่ยงเกินควร และ 3) ทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการการเงินที่ถูกลง

ทั้งนี้ วันที่ 17 พ.ค.นี้ ธปท.จะลงนามกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ปัญหาหนี้สินรายย่อย ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในการลดความเหลื่อมล้ำ เนื่องจากปัญหาหนี้ครัวเรือนในปัจจุบันนับว่าเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ และมีลูกหนี้หลายรายที่ต้องการการแก้ปัญหา ทาง ธปท.จึงเชิญสถาบันการเงินมาช่วยกันดูแล เพื่อทำให้ลูกหนี้ที่เป็นหนี้หลายทางหยุดวงจรการเป็นหนี้ได้

แหล่งข่าวจากสถาบันการเงินกล่าวว่า จากนโยบายของ ธปท.ที่ต้องการคุมหนี้ครัวเรือน และลดปัญหาหนี้ในระยะยาว โดยเฉพาะการจำกัดการกู้สินเชื่อบุคคล และการถือครองบัตรเครดิต ตามฐานรายได้นั้นถือเป็นโจทย์สำคัญของ ธปท. เนื่องจากปัจจุบัน ธปท.เห็นความเสี่ยงจากเอ็นพีแอล ใน 2 กลุ่มนี้เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเอ็นพีแอลในกลุ่มสินเชื่อบุคคล ที่มีเชิญชวนและการทำโฆษณาจากแบงก์และน็อนแบงก์ค่อนข้างมาก ทำให้เป็นการเปิดโอกาสให้กลุ่มที่ไม่มีศักยภาพเข้ามาในระบบ

จำกัดวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 3 เท่า

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยรายงานเรื่องเกณฑ์คุมการปล่อยกู้ส่วนบุคคลและบัตรเครดิต ระบุว่า จากที่ ธปท.มีแนวคิดวางกรอบการปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อบัตรเครดิต "สำหรับลูกค้ารายใหม่" โดยส่วนของสินเชื่อส่วนบุคคลจะจำกัดวงเงินสินเชื่อให้สูงสุดไม่เกิน 3 เท่า จากเดิม 5 เท่าต่อรายได้ ขณะที่บัตรเครดิตจะจำกัดจำนวนการถือครองบัตรเครดิต สำหรับลูกค้าที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด (เบื้องต้นคือ 30,000 บาทต่อเดือน) ให้ไม่เกิน 3 แห่ง พร้อมกับจำกัดวงเงินสินเชื่อสูงสุดไม่เกิน 3 เท่า จากเดิม 5 เท่าของรายได้ ตลอดจนดูแลการผ่อนชำระสินค้าของผู้บริโภคให้อยู่ในกลุ่มที่มีความจำเป็นเป็นหลัก มากกว่าการมุ่งใช้จ่ายในกลุ่มสินค้าที่เกินความจำเป็น ทั้งหมดนี้สะท้อนความพยายามในการมุ่งแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนของประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนล่าสุดมาแตะระดับ 79.9% ต่อจีดีพี ณ สิ้นปี 2559

เป้าหมายของ ธปท. คือการดูแลการก่อหนี้ของประชากรเจนวาย (Gen Y) ที่เริ่มเข้าสู่ตลาดแรงงานให้เป็นไปอย่างสมเหตุสมผล และเหมาะสมกับความสามารถในการชำระหนี้ที่แท้จริง จึงเป็นแนวทางที่น่าจะช่วยลดการ "เพิ่มขึ้น" ของหนี้ครัวเรือนจากคนรุ่นใหม่เหล่านี้ได้ ซึ่งกลุ่มคนเจนวายปัจจุบันมีประมาณ 14 ล้านคน หรือประมาณ 22% ของประชากรไทย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13,05, 2017, 21:18:41 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
14,05, 2017, 20:30:35
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,147


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #155 เมื่อ: 14,05, 2017, 20:30:35 »

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1494766135

จัดเต็ม! รัฐบาลจีนทุ่มเงินนับล้านล้านบาท เดินหน้าโครงการเส้นทางสายไหมใหม่

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ในเวทีข้อริเริ่มเส้นทางสายไหมและเส้นทางสายไหมทางทะเลในศตวรรษที่ 21 ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน ประกาศจะทุ่มเงินลงทุน 124,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.29 ล้านล้านบาท) เพื่อเดินหน้าโครงการเส้นทางสายไหมใหม่ที่จีนเรียกอย่างเป็นทางการว่า “ข้อริเริ่มเบลต์แอนด์โรด” พร้อมกับเชิญชวนให้ทุกภาคส่วนสามารถเข้าร่วมในโครงการนี้ ที่จะเป็นหนทางไปสู่สันติภาพและความสำเร็จของโลก

ทั้งนี้ นายสีได้ประกาศแผนข้อริเริ่มเบลต์แอนด์โรด มาตั้งแต่ปี 2556 โดยมีเป้าหมายเพื่อเชื่อมโยงระหว่างเอเชีย แอฟริกา ยุโรป และพื้นที่ห่างไกลออกไป ด้วยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมูลค่านับล้านล้านบาท ซึ่งนายสีกล่าวระหว่างเปิดการประชุมครั้งนี้ว่า ควรจะสร้างบนรูปแบบของความร่วมมือที่เปิดกว้าง เพื่อทำให้เศรษฐกิจโลกเติบโตยิ่งขึ้น

สำหรับการประชุมครั้งนี้มีผู้นำจาก 29 ประเทศเดินทางไปร่วมประชุม ที่จะเสร็จสิ้นในวันที่ 15 พฤษภาคมนี้
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
15,05, 2017, 20:09:02
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,147


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #156 เมื่อ: 15,05, 2017, 20:09:02 »

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1494853071

ยกระดับเทียบชั้นเมืองนอก จัดตลาดจตุจักรสะพานปลา ขนสินค้าประมง ชม-ช็อป-ชิม

น.ส.ชุติมา บุญประภัศร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า องค์การสะพานปลา (อสป.) เตรียมยกระดับเป็นศูนย์กลางตลาดซื้อขายสินค้าสัตว์น้ำสดและผลิตภัณฑ์แปรรูปของกลุ่มเกษตรกรประมงและผู้ผลิตที่ทำประมงถูกกฎหมายและยั่งยืน (Fresh and Non IUU Fishing Market Center) ให้ประชาชนได้เข้าถึงสินค้าดีมีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ถูกสุขอนามัย ในราคายุติธรรม รวมทั้งเป็นการส่งเสริม สนับสนุน อุดหนุนอาชีพของชาวประมงผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ กลุ่มเกษตรกร ชุมนุมสหกรณ์เกษตรแห่งประเทศไทย ผู้ประกอบกิจการแพปลา กลุ่มอุตสาหกรรมที่ต่อเนื่องกับการประมง สินค้าเกษตร ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

ดังนั้น อสป. จึงเตรียมจัดงานตลาดจตุจักรสะพานปลา 60 ระหว่างวันที่ 22-26 พ.ค. 2560 ที่สะพานปลากรุงเทพฯ ซ.เจริญกรุง 58 เพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐบาลด้านการเกษตรยั่งยืน และการให้ความรู้ในการทำประมงถูกกฎหมายและคัดค้านการค้ามนุษย์ ซึ่งการจัดงานดังกล่าว ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ร่วมจัดจำหน่ายสินค้าและแสดงนิทรรศการที่น่าสนใจเป็นจำนวนมาก

ด้านนายมานพ กาญจนบุรางกูร ผู้อำนวยการองค์การสะพานปลา กล่าวว่า องค์การสะพานปลา จัดงานตลาดจตุจักรสะพานปลา 60 เพื่อนำสินค้าสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์แปรรูป ตลอดจนสินค้าเกษตรที่ผ่านกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน โดยมีกว่า 50 ร้านค้า อาทิ หอยแมลงภู่และหอยแครงไซซ์นอก จากสุรกิจฟาร์ม ที่ได้มาตรฐาน GAP จากกรมประมง ปลาอินทรีย์และกุ้งแชบ๊วยสด จากท่าเทียบเรือประมงชุมพร พืชผักออร์แกนิกจากฟาร์มลุงเครา รวมถึงสินค้าจากวิสาหกิจชุมชน อาทิ น้ำตาลมะพร้าว/เกสรดอกเกลือ


นอกจากนี้ ยังมีสินค้า OTOP อีกมากมาย อาทิ ปลาเค็มอบโอโซน ทองม้วนปลา ผ้าบาติก จากกลุ่มบ้านบาติก โรตีชาชัก ข้าวยำ/ข้าวคลุกกะปิ สินค้าจากกลุ่มเกษตรกร Innovative ข้าวกล้องไรซ์เบอรรี่ ไข่ไก่อินทรีย์ สินค้ากลุ่มเกษตรกรราชภูมิฟาร์มแก่นตะวัน พุดดิ้งมะพร้าวอ่อน และสินค้าทะเลแปรรูปอีกมากมาย

สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย นิทรรศการส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับการทำประมงถูกกฎหมาย การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอินทรีย์ การจับคู่ทางธุรกิจ (Business Matching) การตรวจสอบย้อนกลับโดยระบบ QR Code เวทีแสดงการสาธิตการทำอาหาร การแจกพันธุ์ไม้ยืนต้นและผักสวนครัว และช่วงนาทีทองจำหน่ายสินค้าราคาถูกต่ำกว่าทุนอีกด้วย

สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย นิทรรศการส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับการทำประมงถูกกฎหมาย การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอินทรีย์ การจับคู่ทางธุรกิจ (Business Matching) การตรวจสอบย้อนกลับโดยระบบ QR Code เวทีแสดงการสาธิตการทำอาหาร การแจกพันธุ์ไม้ยืนต้นและผักสวนครัว และช่วงนาทีทองจำหน่ายสินค้าราคาถูกต่ำกว่าทุนอีกด้วย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15,05, 2017, 20:10:38 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
16,05, 2017, 12:58:46
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,147


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #157 เมื่อ: 16,05, 2017, 12:58:46 »

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1494902774

"กรมบัญชีกลาง" เผยผลการเบิกจ่ายงบประมาณปี′60 สิ้นเม.ย. 60 เบิกจ่ายเกินเป้า 1.94%

กรมบัญชีกลางรายงานผลการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2560 สิ้นเดือนเมษายน 2560 เบิกจ่ายได้ 60.46% สูงกว่าเป้าหมาย 1.94% และสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 0.86% คาดสิ้นปีงบประมาณจะเบิกจ่ายได้ตามเป้าหมาย

นางสาวอรนุช ไวนุสิทธิ์ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบการเงินการคลัง ในฐานะโฆษกกรมบัญชีกลาง เปิดเผยถึง ผลการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2560 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2559 ถึงวันที่ 28 เมษายน 2560 เบิกจ่ายงบประมาณภาพรวมได้จำนวน 1,652,367 ล้านบาท ของวงเงินงบประมาณ 2,733,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 60.46 ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายร้อยละ 1.94 (เป้าหมายร้อยละ 58.52) และสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 0.86 (ปีก่อนเบิกจ่ายได้ร้อยละ 59.60) โดยเป็นการเบิกจ่ายรายจ่ายประจำ จำนวน 1,439,523 ล้านบาท ของวงเงินงบประมาณ 2,184,128 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 65.91 ขณะที่การเบิกจ่ายรายจ่ายลงทุน (กรณีไม่รวมงบกลาง) ได้จำนวน 212,706 ล้านบาท ของวงเงินงบประมาณ 464,226 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 45.82 และสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 4.73 (ปีก่อนเบิกจ่ายได้ร้อยละ 41.09) ซึ่งมีการก่อหนี้รายจ่ายลงทุนได้แล้วจำนวน 357,356 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 76.98

สำหรับเงินงบประมาณที่กันไว้เบิกเหลื่อมปี มีการก่อหนี้แล้วจำนวนทั้งสิ้น 233,952 ล้านบาท หรือคิดเป็น ร้อยละ 84.76 และได้เบิกจ่ายแล้วจำนวน 159,935 ล้านบาท ของวงเงินงบประมาณ 276,008 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 57.95 โฆษกกรมบัญชีกลาง กล่าวต่อว่า ในส่วนของมาตรการกระตุ้นการลงทุนขนาดเล็กทั่วประเทศ เบิกจ่ายแล้วจำนวน 44,021 ล้านบาท ของวงเงิน 54,270 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 81.11 แบ่งเป็น มาตรการกระตุ้นการลงทุนขนาดเล็กทั่วประเทศ จากงบกลางปี 2559 วงเงิน 23,000 ล้านบาท เบิกจ่ายแล้วจำนวน 19,592 ล้านบาท ของวงเงินที่ได้รับจัดสรร 21,711 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 90.24 โดยมีการก่อหนี้แล้วจำนวนทั้งสิ้น 20,680 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 95.25 และโครงการลงทุนที่มีวงเงินไม่เกิน 2 ล้านบาท ของงบประมาณประจำปี 2560 เบิกจ่ายแล้วจำนวน 24,429 ล้านบาท ของวงเงินที่ได้รับจัดสรร 32,559 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 75.03

"กรมบัญชีกลางพร้อมกำกับและติดตามผลการเบิกจ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2560 ที่เหลืออีกเพียง 5 เดือนเท่านั้น เพื่อให้เป็นไปตามแผนและเบิกจ่ายได้ตามเป้าหมาย คาดว่าจะสามารถเบิกจ่ายได้สูงกว่าปีที่ผ่านมา" นางสาวอรนุชกล่าว
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
17,05, 2017, 15:29:23
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,147


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #158 เมื่อ: 17,05, 2017, 15:29:23 »

https://www.matichon.co.th/news/560779

ขนมเค้กเมืองตรังเริ่มถึงทางตัน ยอดขายลดลงกว่าครึ่ง ปิดกิจการแล้วกว่า 20 ราย

เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายยี่เค้ง วงศ์สัมพันธ์ ประธานชมรมผู้ประกอบการขนมเค้กจังหวัดตรัง และเจ้าของร้านเค้กเลิศรส ซึ่งเป็นสินค้าของฝากชื่อดังของ จ.ตรัง กล่าวว่า ถึงแม้ในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลจะมีการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยว ด้วยการกำหนดให้มีวันหยุดติดต่อกันหลายวันแทบทุกเดือนหรือแทบตลอดทั้งปี แต่ก็ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้แค่บางช่วงเท่านั้น เนื่องจากพอสิ้นสุดช่วงวันหยุด การจับจ่ายต่างๆ ก็กลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยเฉพาะในช่วงนี้ขนมเค้กมียอดขายตกลงกว่า 50% โดยแตกต่างไปจากช่วงก่อนหน้านี้ ซึ่งอาจเพราะเป็นช่วงเปิดเทอม และภาวะเศรษฐกิจในภาคใต้ไม่ค่อยจะดีนัก ทำให้ประชาชน หรือนักท่องเที่ยวประหยัด และลดปริมาณการจับจ่ายลดลง
ทั้งนี้ ถ้าหากถามถึงสภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยตลอดช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ประธานชมรมผู้ประกอบการขนมเค้กจังหวัดตรัง มองว่า อยู่ในภาวะทรงตัว และบางช่วงก็ถดถอย ทำให้ธุรกิจต่างๆ ต้องสู้กันไปเอง โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนมเค้กมือใหม่ในขณะนี้ ต้องยอมปิดกิจการไปแล้วกว่า 20 แห่ง

ส่วนผู้ประกอบการที่ยังคงอยู่ได้ ก็จะเป็นร้านดั้งเดิมที่มีลูกค้าประจำมายาวนานเท่านั้น แต่มียอดขายที่ไม่ค่อยดีนัก อย่างไรก็ตาม ตนไม่ขอพูดถึงทิศทาง หรือการทำงานของรัฐบาล และไม่มีขอเรียกร้องอะไร เนื่องจากปกติผู้ประกอบการส่วนใหญ่ก็ต้องพึ่งตนเองกันอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามอีกส่วนหนึ่ง ที่ส่งผลให้นักท่องเที่ยวซื้อขนมเค้กลดลง เนื่องจากมีการเลียนแบบขนมเค้กเมืองตรังมากขึ้น และมีเกือบทุกจังหวัด

บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
18,05, 2017, 15:41:54
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,147


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #159 เมื่อ: 18,05, 2017, 15:41:54 »

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1495080779

ไทยย้ำสานต่อความร่วมมือสหรัฐฯ

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1495080779

ไทยย้ำสานต่อความร่วมมือสหรัฐฯ

นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ หารือร่วมกับ Ms. Diane Farrell, Deputy Assistant Secretary for Asia กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ (เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2560) เกี่ยวกับแนวนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกัน โดยสหรัฐฯ ย้ำว่าจะมุ่งสานต่อความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนกับไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้เชิญชวนให้ไทยเข้าไปลงทุนในสาขาปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ ด้วย

การหารือในครั้งนี้ ไทยได้รับทราบแนวทางการจัดทำรายงานตามคำสั่งพิเศษของประธานาธิบดีสหรัฐฯ (executive order) ในการประเมินสาเหตุหลักของการขาดดุลการค้าสหรัฐฯ กับประเทศคู่ค้าและการพิจารณาทบทวนข้อผูกพันและการบังคับใช้ความตกลงทางการค้าที่ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมกับสหรัฐฯ โดยประเมินข้อมูลด้านความสัมพันธ์ทางการค้าของสหรัฐฯ กับประเทศคู่ค้าอย่างรอบด้าน ครอบคลุมการค้าสินค้า การค้าบริการและการลงทุนอีกทั้งสหรัฐฯยังให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในกระบวนการยกร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการค้าของสหรัฐฯ เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใส ซึ่งสอดคล้องกับกระบวนการยกร่างกฎหมายของไทยที่เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นก่อนกฎหมายมีผลใช้บังคับ

นางสาววิบูลย์ลักษณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ไทยได้เน้นย้ำถึงความคืบหน้าการดำเนินงานของไทยอย่างมีนัยสำคัญในหลายประเด็นด้านการค้าภายใต้การประชุม TIFA JC อาทิ กฎระเบียบด้านศุลกากรและทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของไทย อาทิ การปรับปรุงกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย รวมทั้งการเข้าเป็นภาคีพิธีสารมาดริดและสนธิสัญญาว่าด้วยลิขสิทธิ์ขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WCT) เพื่อให้การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของไทยอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งกรมทรัพย์สินทางปัญญาจะหารือเชิงเทคนิคผ่าน VDO conference กับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2560 ซึ่งคาดว่าการหารืออย่างต่อเนื่องจะส่งผลในทิศทางบวก ช่วยให้สหรัฐฯ ยกระดับไทยจากบัญชีประเทศที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ (PWL) โดยเร็ว

ปัจจุบัน สหรัฐฯ เป็นคู่ค้าที่สำคัญอันดับที่ 3 ของไทย โดยในปี 2559 มีมูลค่าการค้าระหว่างกันรวม 36,553 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลง 3.6 % จากปีก่อนโดยสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกสำคัญอันดับที่ 1 ของไทยด้วยมูลค่าการส่งออก 24,495 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 1.8 % จากปี 2558และสหรัฐฯ เป็นแหล่งนำเข้าอันดับที่ 3 ของไทย รองจากจีน และญี่ปุ่น คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 12,057 ล้านเหรียญสหรัฐฯลดลง 13% จากปี 2558


http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1494570373


ผู้ปกครองอ่วม! ม.หอการค้าไทยเผยผลสำรวจค่าใช้จ่ายช่วงเปิดเทอมพุ่ง 50,196 ล้าน สูงสุดรอบ 7 ปี



ผู้ปกครองอ่วม! ม.หอการค้าไทยเผยผลสำรวจค่าใช้จ่ายช่วงเปิดเทอมพุ่ง 50,196 ล้านบาท สูงสุดรอบ 7 ปี พร้อมฟันธงภาพรวมเศรษฐกิจไทยโต 3.6% คาดอานิสงส์โครงการ EEC ภาครัฐ การลงทุน-การส่งออกฟื้น

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ผลการประเมินผลกระทบของผู้ปกครองในช่วงเปิดเทอม โดยสำรวจจากกลุ่มตัวอย่าง 1,202  ตัวอย่างทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 1-9 พฤษภาคม 2560 ที่ผ่านมาพบว่า การใช้จ่ายของผู้ปกครองในช่วงเปิดเทอมมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 50,196 ล้านบาท ซึ่งเป็นมูลค่าสูงสุดจากปี 2553 ที่หอการค้าทำการสำรวจมาอยู่ที่ 38,377 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากราคาสินค้า ค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองในช่วงเปิดเทอมเพิ่มมากขึ้น แต่ขยายตัวไม่มากอยู่ที่ 2.14% ดังนั้น จากการสำรวจประชาชนส่วนใหญ่ยังมองการขยายตัวทางเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่นัก แต่ก็ไม่ได้มีผลต่อการเรียนของนักเรียนแต่อย่างไร

นางอุมากมล สุนทรสุรัติ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงผลสำรวจค่าใช้จ่ายและการเรียนในช่วงเปิดเทอมว่า ผู้ปกครองส่วนใหญ่ 75.3% ไม่มีรายได้จากอาชีพเสริม และหนี้ของผู้ปกครองที่เกิดขึ้น 84.3% มาจาก ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและการซื้อรถยนต์เป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้ ช่วงเปิดเทอมสิ่งที่ผู้ปกครองต้องซื้ออันดับ 1 ยังเป็นในเรื่องของชุดนักเรียน รองลงมา รองเท้า ถุงเท้านักเรียน และหนังสือเรียน โดยเฉลี่ยนโดยรวมเกิดค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 12,295 บาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 35.6%

ทั้งนี้ เมื่อเทียบจำนวนชิ้นที่ซื้อในช่วงเปิดเทอม 43.6% ยังคงเท่าเดิม ขณะที่ผู้ปกครองมีทัศนะคตินต่อราคาสินค้า  เช่น  ค่าหนังสือ  แพงขึ้น  44.8%  ค่ารองเท้า ถุงเท้า แพงขึ้น 41.1% และค่าเสื้อผ้า แพงขึ้น 40.9% และผู้ปกครองส่วนใหญ่มีเงินไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในช่วงเปิดเทอมถึง 53.1% เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 51.3% ส่งผลให้ผู้ปกครองจำนำทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 27.9% กู้เงินในระบบ เพิ่มขึ้น 18.3% และเบิกเงินสดจากบัตรเครดิต เพิ่มขึ้น 16.8% เพื่อนำมากใช้จ่ายในช่วงเปิดเทอมของนักเรียน

ส่วนทรรศนะระบบการศึกษาไทยในปัจจุบันเทียบกับเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา 46.0% ยังมองว่าก่ารศึกษาไทยดีขึ้น แต่ 20.0% มองว่าไม่มีความแตกต่าง และ 16.3% มองว่าการศึกษาแย่ลง โดยต้องการให้มีการปรับปรุงด้านคณิตศาสตร์ ด้านภาษาอังกฤษ ด้านวัฒนธรรมในกลุ่มอาเซียน และด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นต้น ส่วนในเรื่องของมาตรฐานคุณภาพการศึกาษเท่าเทียมกันหรือไม่ส่วนใหญ่ 68.8% ยังมองว่าเท่าเทียมกัน

ส่วนในเรื่องของโครงการเงินกู้ของรัฐบาลเพื่อการศึกษา 37.9% ยังมองว่ามีความสำคัญอยู่มาก ขณะที่ 37.8% เห็นด้วยปานกลางที่จะฟ้องนักเรียนที่กู้เงินและไม่ยอมจ่ายเงินคืนตามกำหนด อย่างไรก็ดี หอการค้ามองว่าสิ่งที่ต้องการให้ภาครัฐช่วยเหลือด้านการศึกษา คือ ให้ความสำคัญกับทุนการศึกษา หรือค่าเล่าเรียน การพัฒนาหลักศูตรให้มีความทันสมัย เพิ่มจำนวนบุคลากร ป้องกันและตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดทุจริต คอร์รัปชั่น พัฒนาระบบการเรียน การสอน เป็นต้น     
 
นายธนวรรธน์ กล่าวอีกว่า หอการค้าไทยประเมินเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2560 คาดขยายตัวอยู่ที่ 3.6% หรืออยู่ในกรอบ 3.1-4.1% โดยยังเป็นการคงตัวเลขไม่ได้มีการปรับลดลง ทั้งนี้ เป็นผลมาจากมองภาพการส่งออกของไทยยังดีขึ้น เห็นจากการส่งออกรถยนต์ขยายตัว ประกอบกับการลงทุนของภาครัฐ การผลักดันนักลงทุนต่างชาติเข้าลงทุนในโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ Eastern Economic Corridor (EEC) การโอนเงินของภาครัฐลงในภูมิภาคให้กับภาคประชาชน คนชราตามโครงการต่างๆ ที่จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจไทย

นอกจากนี้ ยังเป็นผลมาจากปัจจัยอื่นที่มีผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยหอการค้าไทยคาดการณ์การส่งออกทั้งปี 2560 จากเดิมอยู่ที่ 1.4% ปรับมาอยู่ที่ 2.8% ทั้งนี้ เป็นผลมาจากตลาดยุโรปมองเศรษฐกิจดีขึ้นมาผลต่อการนำเข้าสินค้า และไทยได้ดุลการค้า ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปีนี้จะเห็นตัวเลขการส่งออกเป็นบวกในรอบ 4 ปี การนำเข้าสินค้าจากเดิมอยู่ที่  2.5% ปรับมาอยู่ที่ 3.2% และอัตราเงินเฟ้อจากเดิมอยู่ที่ 1.6% ปรับมาอยู่ที่ 1.5% ทั้งนี้ เนื่องจากราคาน้ำมันยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขยายตัวของอัตราเงินเฟ้อ เพราะยังมองว่าราคาน้ำมันยังไม่ปรับสูงขึ้น

"จากโครงการ EEC ที่ภาครัฐผลักดัน ก่อให้เกิดการใช้จ่ายและการลงทุนของภาคเอกชน ขณะที่มาตรการเพิ่มรายได้แก่ผู้มีรายได้น้อย 1,500-3,000 บาทต่อเดือน การปรับขึ้นของอัตราค่าจ้างแรงงาน ราคาสินค้าเกษตร รายได้ของเกษตรกร ส่งผลต่อกำลังซื้อของเกษตรกรค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น รวมไปถึงรายได้ และนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 32  ล้านคนปี นี้คาดว่าจะอยู่ที่ 35 ล้านคน โดยปัจจัยเหล่านี้มีผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย"

อย่างไรก็ดี แม้เศรษฐกิจโลกยังฟื้นตัวไม่ได้เต็มที่ ราคาสินค้าเกษตรบางตัว เช่น ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ราคาอาจจะไม่ได้ปรับตัวสูง ซึ่งมีผลต่อกำลังซื้อของภาคประชาชนในส่วนภูมิภาคไม่คึกคักอย่างที่ควร แต่คาดการณ์ว่าน่าจะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้นได้ตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวที่คาดว่าช่วงไตรมาส 4 จะปรับตัวดีขึ้น
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18,05, 2017, 15:54:55 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
19,05, 2017, 10:59:21
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,147


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #160 เมื่อ: 19,05, 2017, 10:59:21 »

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1494999201


"อสังหา"วูบติดหล่ม! เศรษฐกิจกำไรทรุด-มือสมัครเล่นแย่งตลาด

ไตรมาส 1/60 ธุรกิจอสังหาฯหืดจับ ยอดโอน-กำไรวูบ 7-88% หวังฟื้นตัวไตรมาส 2-3 ปูพรมแคมเปญกระตุ้น "เมย์แบงก์ กิมเอ็ง" ชี้สารพัดปัจจัยลบทั้งโลว์ซีซั่น-กู้ไม่ผ่าน-ไร้มาตรการรัฐ ปลอบใจยังมีข่าวดียอดขายรอโอนทั้งระบบ 6 หมื่นล้าน ตัวช่วยดันกำไรตอนสิ้นปี "พลัส พร็อพเพอร์ตี้" ชี้เทรนด์ Young Developer แห่ลงทุนเบียดเค้กบิ๊กแบรนด์เพียบ

ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" สำรวจผลประกอบการประจำไตรมาส 1/60 ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์พบว่า เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากของผู้ประกอบการก็ว่าได้ จากปัจจัยกดดันทั้งเศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่อง ปัญหายอดปฏิเสธสินเชื่อในอัตราสูงถึง 40-45% ในกลุ่มกำลังซื้อระดับกลาง-ล่างซึ่งเป็นฐานตลาดใหญ่ที่สุด รวมทั้งไม่มีมาตรการกระตุ้นอสังหาฯจากภาครัฐมาเป็นตัวช่วย ส่งผลให้ตัวเลขรายได้และกำไรสุทธิลดลง 7-88% เทียบกับช่วง Q4/59

ตลาดกลาง-ล่างหนักสุด

นายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บมจ.พฤกษา โฮลดิ้ง เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาส 1/60 มียอดขาย 13,303 ล้านบาท เติบโต 35.6% เทียบกับไตรมาส 1/59 ที่มียอดขาย 9,809 ล้านบาท โครงการขายดีประจำไตรมาสมาจาก 2 คอนโดมิเนียม คือ เดอะทรี สุขุมวิท 71 กับเดอะรีเสิร์ฟ ทองหล่อ

ทั้งนี้ ยอดรับรู้รายได้อยู่ที่ 8,072 ล้านบาท ลดลง -21.5% เทียบกับไตรมาส 1/59 ที่รับรู้รายได้ 10,283 ล้านบาท รวมทั้งกำไรสุทธิทำได้ 681 ล้านบาท ลดลง -45.1% เทียบกับช่วงเดียวกันปีที่แล้วที่ทำได้ 1,240 ล้านบาท โดยบริษัทยังมั่นใจว่าแผนธุรกิจที่ตั้งเป้ามียอดรับรู้รายได้ปีนี้ 50,200 ล้านบาท

"รายได้และกำไรสุทธิปรับตัวลดลงในไตรมาส 1/60 ไม่อยู่เหนือความคาดหมาย เพราะเป็นช่วงโลว์ซีซั่นรวมทั้งเดือนเมษายนมีวันหยุดยาว โฟกัสยอดขายยังมีการเติบโตได้ดีมาก แสดงถึงตลาดอสังหาฯยังมีความต้องการซื้อที่ดี แผนธุรกิจพฤกษาฯมีโครงการรอโอนรายไตรมาสหมดแล้ว รวมทั้งมีแบ็กล็อกสร้างพร้อมโอนปีนี้ 24,000 ล้าน ดังนั้นช่วงที่เหลืออีก 3 ไตรมาส เท่ากับบริษัทต้องโอนเฉลี่ยเดือนละ 4,000-5,000 ล้านบาท จึงมั่นใจว่าทำได้ตามเป้า" นายทองมากล่าว

นายโอภาส ศรีพยัคฆ์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ หรือ LPN กล่าวว่า รายได้รวมไตรมาส 1/60 อยู่ที่ 2,472.66 ล้านบาท ลดลง -44.12% จากไตรมาส 1/59 ที่มีรายได้ 4,424 ล้านบาท กำไรสุทธิลดลง 389.03 ล้านบาท จาก 704.21 ล้าน มาอยู่ที่ 315.18 ล้านบาท หรือลดลง -55.24% ประเมินว่ามาจากปัญหารีเจ็กต์เรต หรือยอดปฏิเสธสินเชื่อสูง เนื่องจากฐานลูกค้าหลักเป็นกลุ่มกำลังซื้อราคา 1 ล้านบาทบวกลบ

ยิ้มสู้เน้นยอดขาย-เปิดตัวใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ผลประกอบการ บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ หรือ LH ไตรมาส 1/60 มีรายได้ 6,369.35 ล้านบาท ลดลง -9.21% จากงวดเดียวกันของปีก่อนหน้าซึ่งมีรายได้ 7,015.76 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 1,773.55 ล้านบาท ลดลง -11.12% จากช่วงเดียวกันปีก่อนหน้าที่มีตัวเลข 1,995 ล้านบาท โดยรายได้หลักมาจากบ้านเดี่ยว 65% ทาวน์เฮาส์ 8% และคอนโดมิเนียม 27%

บมจ.พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค มีรายได้ 1,928.1 ล้านบาท ลดลง -40.9% มีกำไรสุทธิ 44.7 ล้านบาท ลดลง -87.8% เนื่องจากบริษัทไม่มีรายได้จากการขายที่ดินเปล่าเข้ามา ขณะที่ไตรมาส 1/59 มีรายได้จากการขายที่ดิน 46.8 ล้านบาท, รายได้จากกลุ่มธุรกิจโรงแรมในประเทศก็ลดลง 11.9 ล้านบาท ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านการเงินเพิ่มขึ้น 29.7 ล้านบาท หรือเพิ่ม 14.5%

บมจ.อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ มีรายได้ไตรมาส 1/60 อยู่ที่ 2,314 ล้านบาท ลดลง -10.82% เทียบกับไตรมาส 1/59 ที่มีรายได้ 2,595 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 140 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 6% โดยลดลง -5.40% เทียบกับไตรมาส 1/59 ที่มีกำไร 148 ล้านบาท

ล่าสุด อนันดาฯปรับเพิ่มเป้าเปิดตัวโครงการใหม่ไตรมาส 2/60 สูงถึง 267% จากเดิม 6,025 ล้านบาท เป็น 22,676 ล้านบาท ประกอบด้วย คอนโดฯ 5 โครงการ มูลค่า 21,163 ล้านบาท และแนวราบ 2 โครงการ มูลค่า 1,513 ล้านบาท พร้อมทั้งเพิ่มเป้ายอดขาย (Presales) ไตรมาส 2/60 อีก 25% นอกจากนี้ปรับเพิ่มเป้าเปิดตัวโครงการใหม่ และเป้ายอดขายทั้งปีอีก 2% เนื่องจากมั่นใจว่าตลาดมีดีมานด์อีกจำนวนมาก

โลว์ซีซั่นทุบกำไรรูด -44%

บมจ.โนเบิล ดีเวลลอปเม้นท์ มีรายได้ไตรมาส 1/60 อยู่ที่ 3,316.08 ล้านบาท เทียบกับไตรมาส 1/59 เท่ากับเพิ่มขึ้น 3,307.09 ล้านบาท เนื่องจากทยอยรับรู้รายได้คอนโดฯ โนเบิล เพลินจิต ส่งผลให้มีกำไรสุทธิ 894.93 ล้านบาท เพิ่ม 1,000% เทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่ผ่านมา ที่ขาดทุน 137.90 ล้านบาท

บมจ.ปริญสิริ มีรายได้รวม 591.90 ล้านบาท ลดลง -7.30% จากไตรมาส 1/59 ซึ่งมีรายได้รวม 638.51 ล้านบาท มาจากทาวน์เฮาส์ 264.63 ล้านบาท บ้านเดี่ยว 202.15 ล้านบาท คอนโดฯ 85.54 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 43.45 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 0.02% จากไตรมาส 1/59 อยู่ที่ 43.46 ล้านบาท

นางสาวเติมพร ตันติวิวัฒน์ นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ผลประกอบการกลุ่มบริษัทอสังหาฯ งวดไตรมาส 1/2560 ไม่สดใส มีบทวิเคราะห์ 10 บริษัทใหญ่ ได้แก่ ค่ายแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์, อนันดาฯ, LPN, ควอลิตี้เฮ้าส์, ศุภาลัย, เอพี (ไทยแลนด์), พฤกษา โฮลดิ้ง, แสนสิริ, โกลเด้นแลนด์ และเพซ ดีเวลลอปเม้นท์ พบว่ามีกำไรสุทธิรวมเพียง 5,700 ล้านบาท ลดลง -44% จากไตรมาส 4/59 ที่ทำได้ 10,029 ล้านบาท และลดลง -25% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ทำได้ 7,466 ล้านบาท

สาเหตุมาจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ ปกติแล้วช่วงไตรมาสแรกของปีเป็นช่วงโลว์ซีซั่นอยู่แล้ว ยอดขายและยอดโอนส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในช่วงปลายปี โดยไตรมาส 4/59 หลายบริษัทมีกำไรค่อนข้างดีจากส่วนแบ่งในธุรกิจร่วมลงทุน มียอดโอนคอนโดฯจำนวนมาก ที่สำคัญ ไตรมาส 1/59 มีมาตรการรัฐกระตุ้นภาคอสังหาฯ เป็นตัวช่วยทำให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มและประหยัดค่าใช้จ่ายภาษี

"ตัวช่วย" แบ็กล็อก 6 หมื่นล้าน

แนวโน้มไตรมาส 2-3/60 คาดว่ามีความเคลื่อนไหวลงทุนและกระตุ้นการขายมากขึ้น โดยเฉพาะมีการแข่งขันเปิดตัวโครงการใหม่เนื่องจากภาวะตลาดไม่ดีในช่วงต้นปี ประกอบกับช่วงปลายปีมีงานพระราชพิธีต่าง ๆ ซึ่งอาจไม่เหมาะสมในการทำกิจกรรมส่งเสริมการขาย โจทย์ธุรกิจจึงต้องมาโฟกัสช่วงกลางปีมากขึ้น

นางสาวเติมพรกล่าวว่า ประเมินยอดพรีเซลโครงการสามารถเติบโต 10% จากปีก่อนอยู่ที่ 235,000 ล้านบาท ด้านรายได้น่าจะเติบโต 12% อยู่ที่ 2.49 แสนล้านบาท และกำไรสุทธิโต 13% หรือ 35,000 ล้านบาท ประเมินจากยอดขายรอโอน หรือ Backlog ในภาพรวม 60,000 ล้านบาท

"สิ่งที่ต้องจับตากลุ่มอสังหาฯตอนนี้ คือ Backlog ที่ค่อย ๆ ปรับตัวลดลง แม้ปัจจุบันอยู่ที่ 60,000 กว่าล้าน เป็นตัวช่วยหลักที่หนุนให้กำไรสุทธิปีนี้โต 13%ได้ แต่ปีหน้ามองว่า Backlog ลดลงเหลือ 30,000 ล้านบาท ซึ่งอาจกระทบต่อผลประกอบการได้ หากผู้ประกอบการยังไม่เร่งเปิดตัวโครงการใหม่ ๆ มาเติมพอร์ต" นางสาวเติมพรกล่าว

"ยังดีเวลอปเปอร์" เบียดเค้ก

นางสาวสมสกุล หลิมศุทธพรรณ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานบริหารสินทรัพย์ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ในเครือแสนสิริ เปิดเผยว่า ประมวลภาพธุรกิจให้คำปรึกษาและบริหารงานขายโครงการ 5 ปีย้อนหลัง มองเห็นเทรนด์การเข้ามาลงทุนพัฒนาโครงการของผู้ประกอบการคนรุ่นใหม่ หรือ Young Developer เพิ่มมากขึ้น โดยรับงานที่ปรึกษาให้แล้ว 12 โครงการ มูลค่ารวม 12,000 ล้านบาท

พลัสฯมองว่าเป็นโอกาสทางธุรกิจ จึงเพิ่มน้ำหนักเป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในแผนธุรกิจ 3 ปี (2560-2562) ตั้งเป้าปีนี้รับงานที่ปรึกษาและพัฒนาโครงการ 7 โครงการ และเพิ่มเป็น 20 โครงการในปี 2562 เฉลี่ยมูลค่าโครงการละ 500-1,000 ล้านบาท

"จะบอกว่าเป็นเทรนด์ของคนมีกะตังค์ก็ได้ มีทั้งพ่อแม่อยู่ในวงการอสังหาฯอยู่แล้ว และมาจากนอกวงการเลย เช่น ทำธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้า อาหารทะเล ลูกหลานหรือทายาทธุรกิจวัย 20 ปีปลาย ๆ จนถึง 30-40 ปี เริ่มมองหาธุรกิจที่ทำแล้วประสบความสำเร็จ การลงทุนอสังหาฯเป็นตัวเลือกที่ได้รับความนิยมมากขึ้น พัฒนาโครงการเดียวมีกำไร 20 ล้านภายใน 2 ปี แต่ต้องมีทุนประเดิมสำคัญคือที่ดินกับเงินทุนสำหรับเป็นค่าก่อสร้างโครงการอย่างน้อย 30% ของราคาก่อสร้าง" นางสาวสมสกุลกล่าว
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
20,05, 2017, 09:04:56
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,147


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #161 เมื่อ: 20,05, 2017, 09:04:56 »

http://money.sanook.com/485139/

สนช. โยนเผือกร้อนใส่ รัฐบาล เห็นชอบขึ้นภาษี VAT 1 %

สนช. โยนเผือกร้อนใส่รัฐบาล เห็นชอบ โดยไม่ลงมติรับผิดชอบ ให้ขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT 1 % ให้นิติบุคคลแยกบัญชีเสียภาษีรายสาขา และ เก็บภาษีลาภลอย จากราคาที่ดินฯเพิ่มขึ้น จากโครงการลงทุนภาครัฐ

ในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) วันนี้ 18 พ.ค. 60 ได้พิจารณาศึกษารายงานเรื่องแนวทางการปฏิรูปโครงสร้างภาษีและระบบบริหารจัดเก็บ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ของแผ่นดิน ของคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง สนช.เป็นผู้เสนอ โดยคณะกมธ.ได้เสนอแนะให้

1.ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรมสรรพากรควรพิจารณาศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการกำหนดให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลรายเดียวกันที่ประกอบธุรกิจในสาขาต่างๆหลายแห่ง จะต้องทำการแยกบัญชีรายได้และรายจ่ายของสาขาแต่ละแห่งแยกออกจากกัน เพื่อเสียภาษีในเขตพื้นที่ที่สาขานั้นๆตั้งอยู่โดยตรง โดยไม่ให้มีการรวมบัญชีเดียวกันเพื่อเสียภาษีอีกต่อไป

2.ภาษีมูลค่าเพิ่ม ควรจัดเก็บในรูปแบบที่มีหลายอัตรา โดยพิจารณากำหนดจัดเก็บภาษีในอัตราที่แตกต่างกันในแต่ละประเภทสินค้า กล่าวคือ พิจารณาว่าสินค้าประเภทใดมีความจำเป็นในการนำเข้า ส่งออกและบริโภคภายในประเทศ นอกจากนี้ ควรเพิ่มอัตราการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากเดิมอีกร้อยละ 1 โดยกำหนดให้นำรายได้จากการจัดเก็บภาษีในส่วนที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวไปใช้เฉพาะในด้านการศึกษาและการสาธารณสุขเท่านั้น คาดว่าจะทำให้สามารถจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้นจำนวนประมาณ 60,000-70,000 ล้านบาท


3.ภาษีลาภลอย ปัจจุบันรัฐบาลมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ การก่อสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูง ทำให้มูลค่าที่ดินเพิ่มสูงขึ้นหรือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ที่ทำให้ที่ดินมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น แต่รัฐบาลยังไม่สามารถจัดเก็บรายได้ดังกล่าวได้ ดังนั้น สำนักงานเศรษฐกิจการคลังควรมีการพิจารณาศึกษาแนวทางการจัดเก็บภาษีกรณีดังกล่าวโดยเปรียบเทียบกับการจัดเก็บภาษีในต่างประเทศและควรเร่งรัดดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

ทั้งนี้ ที่ประชุมสนช.เห็นชอบกับรายงานฉบับดังกล่าวโดยไม่มีการลงมติ จากนั้นจะส่งให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
21,05, 2017, 14:09:50
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,147


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #162 เมื่อ: 21,05, 2017, 14:09:50 »

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1495306621

ปั่นฟองอสังหาฯ ความเหลื่อมล้ำยิ่งห่าง

บทบรรณาธิการ


การส่งสัญญาณเตือนให้ระวังฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ของ ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตเลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด) อาจถูกมองว่ายังไกลตัว เพราะโอกาสจะเกิดปัญหาถึงขั้นรุนแรงมีน้อย แต่ภาครัฐกับผู้ประกอบการอสังหาฯ รวมทั้งสถาบันการเงินในฐานะผู้สนับสนุนด้านสินเชื่อแหล่งเงินทุนไม่ควรประมาทวางใจเกินเหตุ

เพราะแม้บทเรียนที่เคยได้รับช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 จะทำให้ภาคอสังหาฯไทยก้าวถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ บริษัทพัฒนาที่ดินเล็กใหญ่ตั้งการ์ดสร้างภูมิคุ้มกัน ดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวังมากขึ้น เช่นเดียวกับสถาบันการเงินที่คุมเข้มการปล่อยสินเชื่อพัฒนาโครงการ แต่ความจำเป็นที่ต้องเร่งสร้าง เร่งขาย เร่งปั๊มรายได้ให้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริษัทพัฒนาที่ดินในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทำให้ต้องกัดฟันเปิดตัวโปรเจ็กต์ใหม่ ทั้งที่บางครั้งสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย

ไม่แปลกที่ปริมาณซัพพลายที่อยู่อาศัยบางประเภทโดยเฉพาะคอนโดมิเนียมจะเหลือค้างสต๊อก 4-5 หมื่นยูนิต ขณะที่กำลังซื้อชะลอตัวยังไม่ฟื้น อย่างไรก็ตาม ยังพอมีความหวังเพราะกูรูหลายสำนักและคนในแวดวงอสังหาฯมองตรงกันว่า ทิศทางตลาดบ้านและคอนโดฯช่วงจากนี้ไปน่าจะมีแนวโน้มเป็นบวก

ที่น่าห่วงคือราคาที่ดินกับราคาบ้านพุ่งสูงขึ้นจนน่าตกใจ ทำให้คนระดับกลางและล่างไม่มีรายได้เพียงพอจะมีบ้านเป็นของตนเอง หรือจำต้องเลือกซื้อในทำเลที่ห่างไกลออกไป หรือไม่ก็เช่าอยู่อาศัย

เพราะสภาพความเป็นจริงในตลาดอสังหาฯปัจจุบัน บ้านและคอนโดฯราคาต่ำกว่าล้านบาทต้น ๆ แทบไม่มีให้เห็น ผลพวงจากราคาที่ดินทั้งในเมือง ชานเมือง แม้กระทั่งต่างจังหวัดปรับตัวพุ่งขึ้นสูงมาก ส่วนหนึ่งมาจากมีการปั่นราคา เก็งกำไร โดยอาศัยกระแสข่าวการผลักดันโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ สวนทางกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการสนับสนุนให้คนชั้นกลางและล่างมีบ้านเป็นของตนเองอย่างเห็นได้ชัด

ขณะเดียวกันแม้การปั่นราคาที่ดินจะเป็นแค่หนึ่งในหลายปัจจัยต้นเหตุของฟองสบู่อสังหาฯ แต่ผลกระทบต่อเนื่องที่เกิดขึ้นในวงกว้าง ทำให้คนส่วนใหญ่ในสังคมไม่อาจซื้อบ้านเป็นของตนเองได้ ไร้ที่อยู่อาศัยหนึ่งในปัจจัยสี่ที่จำเป็นในการดำรงชีวิต จึงยิ่งฉุดรั้งสังคมไทยที่ถูกมองว่ามีความไม่เป็นธรรม และมีความเหลื่อมล้ำมากอยู่แล้วให้จมอยู่ในวังวนปัญหา

ทุกภาคส่วนจึงอาจต้องช่วยกันขบคิดว่า แม้สัญญาณเตือนฟองสบู่อสังหาฯอาจไม่สะเทือนธุรกิจพัฒนาที่ดินและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งปัจจุบันมีภูมิคุ้มกันที่สะสมมาตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจ แต่ต้องไม่ประมาทวิกฤตความไม่เป็นธรรม และความเหลื่อมล้ำในสังคม เพราะราคาบ้าน-คอนโดฯยิ่งแพง คนจนจับต้องไม่ได้เข้าไม่ถึง จะยิ่งเกิดความแปลกแยกแตกต่าง ช่องว่างระหว่างชนชั้นยิ่งห่าง กลายเป็นปัญหายากจะแก้
 
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
22,05, 2017, 16:12:02
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,147


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #163 เมื่อ: 22,05, 2017, 16:12:02 »

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1495425114

โบกมือลา! ′อนันต์ อัศวโภคิน′ ลาออกจากประธานกรรมการ LHBANK

บมจ.แอลเอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป (LHBANK) แจ้งว่านายอนันต์ อัศวโภคิน ประธานกรรมการ ได้ลาออกจากการเป็นประธานกรรมการ และกรรมการ ของ LHBANK และธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (LH Bank) ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2560

สำหรับก่อนหน้านี้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ออกหมายเรียก”อนันต์ อัศวโภคิน” เพื่อรับทราบข้อหาสมคบ-ร่วมฟอกเงิน สืบเนื่องจากกรณีที่ดีเอสไอได้สอบสวนดำเนินคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตภายในสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ความเสียหายรวมประมาณ 13,000 ล้านบาท เป็นคดีพิเศษ และนำไปสู่การสอบสวนขยายผลถึงขบวนการฉ้อโกงประชาชน รับของโจร และความผิดฐานฟอกเงินที่ได้จากการกระทำความผิดในเรื่องดังกล่าวจำนวนหลายคดี
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
23,05, 2017, 09:09:24
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,147


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #164 เมื่อ: 23,05, 2017, 09:09:24 »

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1495392464
คลังเสนอครม.ลดแวต 7% ต่ออีกปี ยันยังไม่คิดปรับขึ้นภาษี-หวั่นเศรษฐกิจไทยสะดุด

คลังย้ำไม่คิดขึ้น VAT เตรียมชงต่ออายุมาตรการเร็ว ๆ นี้ หวั่นทำเศรษฐกิจที่กำลังโงหัวสะดุด รับลูก สนช. ยกร่างเก็บ "ภาษีลาภลอย" จากคนได้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ ขณะที่ภาษีกองบอนด์เก็บแน่เพื่อความเป็นธรรมเหลือแค่สรุปวิธีจัดเก็บ ด้านสรรพากรชี้เก็บ 15% ให้กองทุนหัก ณ ที่จ่าย

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีข้อเสนอว่าควรเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เพิ่มอีก 1% จะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้น 6-7 หมื่นล้านบาทต่อปีว่า ข้อเสนอดังกล่าวเคยเสนอมาแล้ว และอยู่ในแผนการศึกษาของกระทรวง แต่จะปรับเพิ่มหรือไม่ ขึ้นกับสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจ และสภาพทางการคลังเป็นหลัก

"การเสนอให้เพิ่ม 1% เป็นหลักที่ถูกต้อง เพราะว่าปัจจุบันเราเก็บ VAT 7% ต่ำกว่าใครในโลก แต่การเพิ่มจะเหมาะหรือไม่เป็นอีกเรื่อง แล้วสถานการณ์ขณะนี้ที่เศรษฐกิจกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น การจะเพิ่ม VAT น่าจะไม่เหมาะสม เพราะจะทำให้โมเมนตัมการเติบโตสะดุดลงได้ ประกอบกับเรามีการเพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บภาษีในปัจจุบัน อาจไม่จำเป็นต้องเพิ่มภาษีช่วงนี้"

ทั้งนี้ การนำระบบอีเพย์เมนต์มาใช้ จะทำให้การเก็บภาษีมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น หากทำได้สำเร็จจะเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้นเป็นแสนล้านบาท ดังนั้นการจะขึ้น VAT 1% จึงยังไม่จำเป็นทั้งในแง่เม็ดเงินและสถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจปัจจุบัน

นายสมชัยกล่าวว่า สำหรับมาตรการลดภาษี VAT เหลือ 7% ที่จะหมดอายุในสิ้นเดือน ก.ย. 2560 หากไม่ต่ออายุจะกลับไปเป็น 10% นั้น กระทรวงการคลังจะเสนอต่ออายุมาตรการเร็ว ๆ นี้ แต่จะเป็น 1 ปีหรือมากกว่านั้นขึ้นกับนโยบาย

โดยภาวะเศรษฐกิจไทยขณะนี้ยืนยันว่า หากนำข้อมูลด้านมหภาคมาพิจารณาไม่ว่าจะด้านเสถียรภาพ ทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ เงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย อัตราว่างงาน ดุลบัญชีเดินสะพัด หรือกระทั่งฐานะการคลัง เศรษฐกิจไทยแข็งแกร่ง ขาดแค่เพียงการลงทุนภาคเอกชนเท่านั้น ซึ่งแม้จะมีมาตรการให้หักภาษีได้ 1.5 เท่า แต่เนื่องจากกฎหมายยังติดอยู่ขั้นกฤษฎีกา อาจเป็นส่วนหนึ่งที่เอกชนกังวล โดย รมว.คลังขอให้ไปเร่งกระบวนการตรงนี้

รวมถึงถ้าถามความรู้สึกประชาชน ส่วนหนึ่งอาจจะคิดว่าเศรษฐกิจยังมีปัญหา ซึ่งรัฐบาลก็ต้องดูแลผู้มีรายได้น้อย ผ่านการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย โดยสัปดาห์หน้าจะประชุมสรุปชุดสวัสดิการที่จะให้ แตกต่างไปตามอาชีพ ภูมิภาค หรือระดับรายได้

นายสมชัยกล่าวด้วยว่า สนช.ยังเสนอเก็บภาษีอื่น ๆ ด้วย ซึ่งจะนำมาพิจารณา ขณะนี้ได้ตั้งทีมงานปฏิรูปประมวลรัษฎากรทั้งฉบับขึ้นมา มี สนช.ร่วมเป็นกรรมการด้วย อย่างภาษีลาภลอย ที่จะจัดเก็บจากผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการทำโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ อาทิ รถไฟฟ้า ทางหลวงแผ่นดิน มอเตอร์เวย์ ฯลฯ ทางสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้ยกร่างกฎหมายแล้ว และจะเสนอนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลังพิจารณาเร็ว ๆ นี้

ส่วนแนวทางจัดเก็บภาษีกองทุนตราสารหนี้ นั้น โดยหลักการแล้ว ทุกคนทราบดีว่าปัจจุบันมีความไม่เป็นธรรม ไม่เสมอภาคอยู่ ซึ่งผู้ประกอบการทราบดีว่ามีช่องโหว่อยู่ แต่จะเก็บ 15% หรือเก็บอย่างไรกำลังพิจารณาอยู่

"ถ้าไปอ่านบทความของคุณวรวรรณ ธาราภูมิ นายกสมาคมบริษัทจัดการกองทุน จะเห็นชัดว่า ท่านยอมรับว่าระบบภาษีที่เก็บบนตราสารหนี้ปัจจุบันนี้ที่อยู่บนกองทุน กับไม่อยู่บนกองทุน มีความแตกต่างกัน ท่านพูดเองว่าอาจจะเป็นจุดโหว่ช่วงที่ผ่านมา ฉะนั้นถ้าเป็นความไม่เสมอภาค ก็ควรจัดเก็บเสีย ตอนนี้กำลังคุยกันอยู่ จบแล้วจะเสนอ รมว.คลัง"

ด้านแหล่งข่าวจากกรมสรรพากร กล่าวว่า ในประเด็น VAT นั้นเป็นข้อเสนอจาก สนช. ส่วนทางกรมสรรพากรไม่เคยเสนอ และยังไม่คิดจะปรับขึ้น VAT ในช่วงนี้แน่นอน ส่วนภาษีกองบอนด์นั้น ขณะนี้ยังหารือกันอยู่เรื่องวิธีการจัดเก็บ ซึ่งยังตกลงกันไม่ได้ แต่ต้องจัดเก็บแน่นอน เพราะ รมว.คลังให้นโยบายมาว่าต้องจัดเก็บ

"แนวทางเบื้องต้น มีแนวทางว่าจะเก็บจากผู้ถือหน่วย โดยให้กองทุนเป็นผู้หักภาษี 15% ตอนที่จ่าย" แหล่งข่าวกล่าว
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
หน้า: 1 ... 9 10 [11] 12 13 ... 22   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: