GUN IN THAILAND
21,01, 2019, 12:05:06 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Google
หน้า: 1 ... 14 15 [16] 17 18 ... 30   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย  (อ่าน 10365 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
04,07, 2017, 08:18:05
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 20,022


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #225 เมื่อ: 04,07, 2017, 08:18:05 »

วิกฤติต้มยำกุ้ง.... ต่อ.


แล้วที่สมัยรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร มีการเฉลิมฉลองว่า “จ่ายหนี้หมดแล้ว” คือหนี้ส่วนไหน

หนี้ที่รัฐบาลเอาเงินไปอุ้มธนาคารพาณิชย์มาจากการกู้ภาคประชาชน พวกเรานี่แหละ ที่ทักษิณบอกว่าจ่ายหนี้หมดแล้วเป็นหนี้อีกอัน

ต้องอธิบายโครงสร้างระบบเศรษฐกิจก่อน มันมีหลายภาคส่วน ได้แก่ ภาคธุรกิจ ภาคครัวเรือนและภาครัฐ โดยหนี้ต่างชาติเมื่อเอามารวมกัน ก็เป็นหนี้ไทยต่อต่างประเทศ เมื่อคุณป้องกันการโจมตีค่าเงินบาท จนทำให้เงินหมดกระเป๋า เงินที่แบงก์ชาติเหลือมีอยู่แค่ 2,000 ล้านดอลลาร์ แต่ปีหนึ่งไทยเรานำเข้าสินค้าต่อปีก็เกินเงิน 2,000 ล้านดอลลาร์ แต่เมื่อเงินดอลลาร์ที่ไทยมีเพียงเท่านั้น ฉะนั้น รัฐบาลไทยจะทำอย่างไรให้ระบบเศรษฐกิจไทยนำเข้าสินค้าได้ แล้วไทยก็ยังเป็นหนี้สถาบันการเงินต่างประเทศอีก จะหาเงินดอลลาร์จากไหนมาใช้

รัฐบาลจึงจำเป็นต้องกู้ IMF เพราะเราพิมพ์ดอลลาร์เองไม่ได้ ที่ทักษิณบอกว่าจ่ายหนี้หมดคือ จ่ายหนี้ดอลลาร์หมด หลังจากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจตอนนั้น ค่าเงินบาทก็อ่อนลงเป็นเท่าตัว ทำให้เราส่งออกสินค้าได้เพิ่มมากขึ้น สินค้าเดิม จากที่ 1 ดอลลาร์ ซื้อได้แค่ 25 บาท เป็น 1 ดอลลาร์ซื้อสินค้าไทยได้ 50 บาท ก็ทำให้เศรษฐกิจไทยค่อยๆ ดีขึ้น ไทยส่งออกได้มากขึ้น ก็มีเงินมาจ่ายหนี้ดอลลาร์ได้หมด

แต่ปัจจุบันรัฐบาลก็ยังเป็นหนี้เงินบาทที่กู้มาจากสาธารณชนอยู่ เช่น พันธบัตรรัฐบาล หนี้ที่มาล้างขาดทุนให้ธนาคารพาณิชย์ยังไม่หมด

แสดงว่า 1.4 ล้านล้านบาทก็ยังใช้ไม่หมด แล้วอีกนานไหม กว่าจะหมด

ใช่ 1.4 ล้านล้านบาท เฉพาะส่วนที่ล้างขาดทุนของระบบธนาคารพาณิชย์ไทย รัฐบาลยังใช้ไม่หมดแต่เหลืออีกไม่เยอะ ธนาคารที่แข็งแกร่งที่สุดในตอนนั้นก็คือ ธนาคารกรุงเทพกับกสิกรก็ยังต้องขายหุ้นบางส่วนให้ต่างชาติ จนปัจจุบันผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดในธนาคาร ที่แน่ๆ ตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจ ครอบครัวล่ำซำหรือครอบครัวโสภณพนิชก็ไม่ได้กลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่แล้ว ตอนนี้ทุกธนาคารพาณิชย์ไทยมีต่างชาติเข้ามาถือสัดส่วนหุ้นกันทั้งนั้น แค่มากหรือน้อย อย่าง ธนาคารไทยพาณิชย์ รัฐบาลก็อัดเงินช่วยเยอะถึงจะฟื้นได้

นอกเหนือจากการที่รัฐเข้าไปอุ้มภาคธนาคารแล้ว ภาคเศรษฐกิจส่วนอื่นในไทยฟื้นตัวจากวิกฤตินั้นได้อย่างไร

รัฐบาลไทยไม่ได้ทำอะไรมากกว่าแก้ภาคธนาคารให้กลับมาทำงานได้อีก จริงๆ ต้องมีกระบวนการมากกว่านั้น ต้องจัดตั้งกระบวนการประนอมหนี้ระหว่างธนาคารกับลูกค้า ซึ่งรายละเอียดเยอะ นอกจากการแก้หนี้เสียด้วยการเติมเงินลงไปให้ธนาคารมันทำงาน

รัฐบาลแทบจะไม่มีนโยบายต่อภาคเศรษฐกิจจริงซึ่งล้มละลาย ภาคเศรษฐกิจจริงคือ พวกการผลิตเพื่อการซื้อขาย รัฐบาลอาจมีให้เงินคนตกงานบ้าง มี Miyazawa Plan ซึ่งเป็นมาตรการเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่แนวทางของนโยบายรัฐในการแก้วิกฤติเศรษฐกิจมีน้อยมาก

เศรษฐกิจไทยมันตกตั้งแต่ปี 2540 จุดต่ำสุดน่าจะ ปี 2542 แล้วก็ค่อยๆ หลุดออกมาได้ สาเหตุสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเริ่มดีขึ้นคือ เราส่งออกเยอะขึ้น ก่อนวิกฤติเศรษฐกิจ โรงงานต่างชาติมาลงทุนในไทยกันเยอะ เมื่อค่าเงินบาทตกลง จุดต่ำสุดที่ค่าเงินบาทอ่อนสุด จาก 25 บาทเป็น 50 บาทต่อดอลลาร์

ปัจจุบันแม้จะขึ้นมาบ้างแต่ก็ไม่ได้ขึ้นเยอะหนีห่างจากอดีตมาก การที่ค่าเงินบาทอ่อนลงก็แสดงว่าการส่งออกมันดีขึ้น ทำให้เงินดอลลาร์มันเข้ามาเติมในระบบเศรษฐกิจไทยได้ เราก็สามารถจ่ายหนี้ดอลลาร์ได้ ก็หลุดออกจากวิกฤติไป

เราหลุดจากวิกฤติเศรษฐกิจมาได้ก็เพราะการฟื้นตัวจากการส่งออกอย่างรวดเร็ว แต่อย่าดีใจนะ เพราะเราลดราคาแข่งกับเขา เราไม่ได้แข่งสินค้าที่มีคุณภาพจากวิกฤติเศรษฐกิจครั้งนั้น ทำให้เศรษฐกิจไทยพึ่งพิงการส่งออกเพิ่มขึ้น จากเดิมพึ่งพิงแค่ 20 เปอร์เซ็นต์จากรายได้ประชาชาติทั้งหมด ปัจจุบันเราพึ่งพิงถึง 70 เปอร์เซ็นต์ เมื่อค่าเงินบาทอ่อนตัว การส่งออกจึงกลายเป็นตัวนำเศรษฐกิจไทย อดีตเราไม่ได้พึ่งพิงมากขนาดนี้

ข้อเสียของการพึ่งพิงการส่งออกขนาดนี้ก็คือ เศรษฐกิจเมืองนอกตกเมื่อไร เราเจ็บตัวมากกว่าอดีต เพราะเราพึ่งพิงการส่งออกมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ในปัจจุบัน ฉะนั้น ตั้งแต่วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์เป็นต้นมา เศรษฐกิจเมืองนอกไม่ดี เศรษฐกิจไทยก็ได้รับผลกระทบด้วย ทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของเราโตช้า อันนี้ก็กลายเป็นผลพวงของโครงสร้างทางเศรษฐกิจระดับโลก

ที่ปัญหามันน่ากลัวกว่านั้น เพราะไทยเป็นเพียงแค่โรงงานรับจ้างผลิต ไม่ได้เป็นเจ้าของการผลิต?

หลังวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ราคาสินทรัพย์ตกลง ค่าเงินก็อ่อนลง ถ้าคุณเป็นนักลงทุนต่างประเทศคุณจะทำอย่างไร เมื่อของถูกลงในรูปของเงินบาท แล้วค่าเงินบาทก็อ่อนลง ดับเบิลสองชั้น ก็แห่กันมาเข้าซื้อของในเมืองไทย

ตั้งแต่นั้นมา สัดส่วนความเป็นเจ้าของบริษัทหรือโรงงานของต่างชาติในประเทศไทยมันพุ่งกระฉูด โดยเฉพาะในภาคส่วนอุตสาหกรรมรถยนต์ แม้เราจะส่งออกสินค้ามากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ในปัจจุบัน แต่จำนวนเจ้าของกลับไม่ได้เยอะสักเท่าไร เราจะเห็นว่า อุตสาหกรรมรถยนต์ส่งออกเยอะมากในแต่ละปี แต่การผลิต การตลาด การออกแบบ ไม่ใช่ของเรา เราก็เป็นเพียงแค่รับจ้างทำของ ได้แค่ค่าแรงหรือได้บางชิ้นส่วนที่พอจะเป็น local content ได้

เราเป็นแรงงานรับจ้างทำของให้ แต่ตอนนี้เรากำลังประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน

ถูก นี่ไง ค่าแรงเราแพงขึ้น ถ้าเราไม่มีตรายี่ห้อเป็นของตัวเอง เราก็ต้องแข่งราคากับเขาอย่างเดียว แล้วแข่งยังไงในเมื่อราคาค่าแรงเราขึ้นแล้ว เราจะไปแข่งกับประเทศที่เพิ่งเกิดขึ้นมาได้ไง เช่น ลาว กัมพูชา หรือเมียนมาร์ พวกนี้ค่าแรงยังถูกกว่าเราอยู่เลย แล้วแข่งของเหมือนๆ กันแต่ราคาต่างกัน เราจะสู้ได้ไหม เราจึงสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในรอบหลายปีที่ผ่านมา ไทยส่งออกได้น้อยลงประกอบกับเศรษฐกิจโลกที่มันแย่ลงด้วย


พอจะเห็นสัญญาณอะไรข้างหน้าในระยะอันใกล้หรือไกลบ้างไหม

ใกล้คงยังไม่เห็น สามปีที่ผ่านมา การเติบโตทางเศรษฐกิจไทยช้ามาก โตปีละ 2-3 เปอร์เซ็นต์ ก่อนวิกฤติเศรษฐกิจเราโตทีปีละเจ็ดถึงสิบเปอร์เซ็นต์

ในขณะที่คนในสังคมกำลังกลายเป็นคนแก่มากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเศรษฐกิจไทยยังโตปีละสามเปอร์เซ็นต์แบบนี้ไปเรื่อยๆ จะหมายความว่ายังไงสำหรับพวกคุณ ก่อนวิกฤติเศรษฐกิจ รุ่นผมเพิ่งจบพอดี อย่างเพื่อนผมจบบัญชีพร้อมกันทำงานบริษัทเอกชน เงินเดือนเริ่มต้นที่หมื่นกว่าบาท โบนัส 12 เดือน แล้วดูตอนนี้ เงินเดือนยังหมื่นกว่าบาทอยู่ใช่ไหม แล้วเงินเดือนคุณขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์แต่ละปี ความสามารถของนายจ้างก็จะจ่ายเงินเดือนได้ลดลง

นั่นแสดงให้เห็นว่า รายได้ของรุ่นคุณจะโตช้า เงินได้โตช้า ในขณะที่พ่อแม่พวกคุณก็ต้องแก่ลง แล้วจะไปเลี้ยงพ่อแม่ ครอบครัวไหวไหม ผู้สูงอายุต้องใช้เงินเดือนมหาศาลนะ นี่ล่ะ คนรุ่นต่อไปกำลังจะเผชิญกับวิกฤติสังคมคนชรา ถ้ารายได้โตไม่เร็ว นั่นคือสิ่งที่จะตามมา

มันจะไม่ระเบิดเหมือนฟองสบู่ที่ผ่านมา รอบนี้เหมือนต้มกบ ค่อยๆ ตาย เศรษฐกิจโตไม่ทันที่จะหล่อเลี้ยงความต้องการของคนที่เปลี่ยนแปลงไป ประชากรน้อยลง สัดส่วนของคนที่มีแรงในการผลิตน้อยลง จำนวนสัดส่วนผู้สูงอายุก็เพิ่มมากขึ้น ภาระที่ต้องดูแลก็เพิ่มขึ้น แต่สัดส่วนคนที่ต้องมารับภาระตรงนั้นกลับน้อยกว่า แล้วรายได้พวกเขาก็โตช้า รวมถึงเศรษฐกิจที่เติบโตเพียงปีละสองสามเปอร์เซ็นต์ จะรับไหวไหม ถ้าโตปีละ 6-7 เปอร์เซ็นต์ก็อาจจะพอไหว

สถานการณ์ในตอนนี้ถือว่าน้ำที่ต้มอยู่กำลังเดือดอยู่หรือเปล่า

ผมก็คิดว่าแบบนั้น สามปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยไม่โต การส่งออกก็ไม่โต ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมไทยถือว่าช้าที่สุด อินโดนีเซียโต 5 เปอร์เซ็นต์ ฟิลิปปินส์โต 6 เปอร์เซ็นต์ แต่ไทยกลับโตเพียง 3 เปอร์เซ็นต์ เพราะการส่งออกบ้านเราลดลง ผมไม่มั่นใจว่าตัวเลขพึ่งพิงการส่งออกของฟิลิปปินส์เป็นตัวเลขเท่าไร แต่ดูจากเศรษฐกิจด้วยรวม