GUN IN THAILAND
27,09, 2017, 02:21:12 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Google
หน้า: 1 ... 15 16 [17] 18 19 ... 22   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย  (อ่าน 4224 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
14,07, 2017, 15:22:58
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,159


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #240 เมื่อ: 14,07, 2017, 15:22:58 »

https://www.prachachat.net/tourism/news-4878

ธุรกิจท่องเที่ยว
“บีเอซี” วาดเป้าสู่ “โรงเรียนการบิน” ใหญ่ที่สุดในโลก

แนวโน้มการขยายตัวของการจราจรทางอากาศนับวันจะยิ่งเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สายการบินต่าง ๆ ยังสั่งซื้อเครื่องบินและเพิ่มเที่ยวบินในการให้บริการมากขึ้น ส่งผลให้ความต้องการนักบินยิ่งสูงมากขึ้นด้วย

โดยทางสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น รายงานว่า ภายใน 20 ปีข้างหน้า จะมีความต้องการนักบินถึง 6.17 แสนคน โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก มีความต้องการสูงที่สุดถึง 2.48 แสนคน

“นาวาอากาศโทปิยะ ตรีกาลนนท์” ประธานกรรมการฝ่ายบริหาร บริษัท บางกอกเอวิเอชั่นเซ็นเตอร์ จำกัด (บีเอซี) บอกว่า ปัจจุบันบีเอซีมีกำลังผลิตนักบินปีละ 200-300 คน มีมาตรฐานและความพร้อมในทุกด้าน ทั้งพื้นที่การฝึกเครื่องบินและบุคลากรการบินที่ได้ลงนามร่วมกับกองทัพอากาศเรียบร้อยแล้ว

ปัจจุบัน “บีเอซี” มีส่วนแบ่งการตลาดมากที่สุดในประเทศ และยังมีแผนขยายตัวไปในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย

นอกเหนือจากความพร้อมในการผลิตนักบินพาณิชย์เข้าสู่อุตสาหกรรมการบินแล้ว ยังลงทุนในการเสริมหลักสูตรนักบินตามโจทย์ของสายการบินต่าง ๆ ที่เน้นย้ำให้ศิษย์การบินมีประสบการณ์ที่กว้างและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ทั้งด้านการฝึกวินัย บุคลิกภาพ และลักษณะพึงประสงค์ของนักบิน การศึกษาดูงานที่สนามบินต่าง ๆ และวิทยุการบิน การนำเสนอไฟนอลโปรเจ็กต์ที่ให้ศิษย์การบินได้รวบรวมความรู้ด้านการบินที่ได้เรียนมาใช้ตอบโจทย์ในกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นจริง

รวมถึงการฝึกในไฟลต์ซิมูเลเตอร์ แอร์บัส เอ320 ไทป์ VI ถึง 20 ชั่วโมงก่อนจบหลักสูตร ซึ่งจะทำให้นักบินมีความพร้อมมากที่สุดก่อนปฏิบัติงานจริงกับสายการบิน

“บีเอซี” ได้ผลิตนักบินพาณิชย์ให้กับสายการบินระดับชาติหลายสายการบิน เช่น ไทยแอร์เอเชีย การบินไทย และไทยสมายล์ อีกทั้งยังมีกลุ่มลูกค้าสังกัดมหาวิทยาลัย ได้แก่ มหาวิทยาลัยรังสิต และมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) ซึ่งตั้งแต่ก่อตั้งโรงเรียนการบินจนถึงปัจจุบัน บีเอซีได้ผลิตนักบินพาณิชย์ตรี (CPL) จบไปแล้ว 939 คน และอยู่ระหว่างการฝึก 498 คน

โดยบีเอซีวางเป้าหมายในการเป็นสถาบันอันดับหนึ่งในการผลิตนักบินไทยสู่ตลาดโลก เพื่อเพิ่มดุลการค้าให้กับประเทศไทย เนื่องจากนักบินในต่างประเทศจะมีรายได้ที่สูงมาก อยู่ที่ประมาณ 6 ล้านบาทต่อคนต่อปี

“หากนักบินไทยสามารถบุกตลาดในวิชาชีพนักบินได้ในระดับสากล โดยเข้าไปมีส่วนแบ่งของตลาดนักบินทั่วโลกเพียง 10% จากความต้องการนักบินใหม่ถึง 4.6 แสนคน ภายในปี 2031 หรือราว 4.6 หมื่นคน ประเทศเราจะมีรายได้จากนักบินไทยเหล่านี้ถึงปีละ 2.7 แสนล้านบาทเลยทีเดียว”

และเพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการฝึกนักบินให้เหมาะสมกับความต้องการนักบินที่มีเพิ่มขึ้น บีเอซีจึงมีแผนการสร้างโครงการ “บีเอซี อะคาเดมี่” ที่จังหวัดนครราชสีมา โดยโรงเรียนตั้งอยู่บนเนื้อที่ 13 ไร่ อยู่ห่างสนามบินนครราชสีมาประมาณ 5 กิโลเมตร ทำให้สะดวกในการเดินทางระหว่างสนามบินและแคมปัส

โดยภายในแคมปัสจะประกอบด้วยห้องเรียน หอพัก ห้องประชุม ศูนย์กีฬา และพื้นที่สันทนาการที่มีความทันสมัย

สำหรับปัจจัยหลักที่ทำให้บีเอซีตัดสินใจเข้ามาลงทุนที่จังหวัดนครราชสีมานั้น เนื่องจากสนามบินนครราชสีมาถือเป็นสนามบินที่ใกล้ที่สุด เมื่อเดินทางจากกรุงเทพฯ โครงสร้างพื้นฐานของสนามบินนครราชสีมาถือว่ามีความพร้อมมาก ห่างจากอะคาเดมีเพียง 5 กิโลเมตร มีพื้นที่มากถึง 4,625 ไร่ มีรันเวย์ยาว 2,100 เมตร ความกว้าง 45 เมตร และทางขับ (แท็กซี่-เวย์) 2 เส้น ซึ่งถือเป็นมาตรฐานสากล สามารถนำเครื่องบินขนาดใหญ่ลงได้ และที่สำคัญคือเครื่องช่วยเดินอากาศมีความพร้อมอย่างมาก

โดยบีเอซีวางแผนการสั่งซื้อเครื่องบินใหม่เพื่อใช้ในการฝึกเพิ่มเป็น 60 ลำ จากเดิมที่มีอยู่ 37 ลำ และสร้างลานจอดโรงซ่อมบำรุงเครื่องบินขนาด 8 ลำ โดยส่วนนี้จะอยู่ในสนามบินนครราชสีมา ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจาเช่าพื้นที่

ขณะนี้ได้มีการปรับพื้นที่ในส่วนของอะคาเดมีเรียบร้อย และเริ่มตอกเสาเข็มแล้ว คาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 1 ปี

จากนั้นจะเปิดการเรียนการสอนเพื่อผลิตนักบินออกสู่ตลาด โดยสามารถผลิตนักบินได้เต็มความสามารถปีละประมาณ 450 คน ถือเป็นโรงเรียนการบินแห่งใหญ่ที่สุดในโลก เบื้องต้นในปีแรกจะผลิตให้ได้ 250-300 คน โดยมีเป้าหมายขยายตลาดการฝึกนักบินต่างชาติเป็นหลักด้วย ขณะนี้กำลังทำตลาดกับจีน เพื่อผลิตนักบินจีนป้อนตลาดการบิน

โครงการนี้จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดนครราชสีมาได้เป็นอย่างดี เนื่องจากบีเอซีมุ่งเน้นการสร้างรายได้ให้แก่คนในพื้นที่ อีกทั้งยังส่งเสริมการพัฒนาฝีมือช่างซ่อมอากาศยาน โดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและสถาบันอาชีวศึกษาประจำจังหวัดในการส่งนักศึกษาเข้ามาเป็นช่างซ่อมบำรุง

โดยบีเอซีต้องการทีมช่างมากกว่า 150 คน เพื่อรองรับการซ่อมและบำรุงรักษาเครื่องบินจำนวน 40-60 ลำและหวังว่าโครงการนี้จะตอบโจทย์ความต้องการนักบินจากสายการบินที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะหลังจากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ยกเลิกธงแดง และหวังว่าจะเป็นแกนหลักในการผลิตนักบินคุณภาพทั้งในประเทศและระดับนานาชาติต่อไป
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
15,07, 2017, 15:24:51
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,159


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #241 เมื่อ: 15,07, 2017, 15:24:51 »

https://www.prachachat.net/general/news-5425

เตือนปชช. 4 จังหวัดท้ายเขื่อนเจ้าพระยาขนของขึ้นที่สูง พร้อมติดตามสถานการณ์น้ำใกล้ชิด

วันที่ 15 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากที่ช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมามีฝนตกหนักทางตอนเหนือของเขื่อนเจ้าพระยา ทำให้มีมวลน้ำไหลหลากเข้าสู่เขื่อนเจ้าพระยาปริมาณมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดที่จุดวัดน้ำหน้าค่ายจิรประวัติ อ.เมืองนครสวรรค์ วัดได้ 1,168 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้เขื่อนเจ้าพระยาเช้าวันนี้ปรับเพิ่มการระบายน้ำลงท้ายเขื่อนจาก 850 ลูกบาศเมตรต่อวินาที ขึ้นเป็น 1,250 ลูกบาก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนเพิ่มขึ้นอีก 53 ซ.ม. โดยวัดได้ 12.83 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ทำให้ชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยาในพื้นที่ลุ่มต่ำใน อ.สรรพยาระดับน้ำเริ่มเข้าท่วมใต้ถุนบ้านสูงขึ้น ขณะที่ด้านเหนือเขื่อนระดับน้ำยังทรงตัวอยู่ที่16.66 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง

นายสุชาติ เจริญศรี ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 12 ชัยนาท กล่าวว่า จากการปรับเพิ่มการระบายน้ำขึ้นไปมากกว่า 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีในวันนี้ จะทำให้ระดับน้ำตั้งแต่ อ.สรรพยา จ.ชัยนาท จ.สิงห์บุรี จ.อ่างทอง และ จ.พระนครศรีอยุธยา มีระดับที่สูงขึ้นอีก 50-80 ซ.ม. ดังนั้นประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำริมตลิ่ง โดยเฉพาะบริเวณตำบลบางหลวงโดด อำเภอบางบาล และตำบลบ้านกระทุ่ม ตำบลหัวเวียง อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยาควรเก็บของขึ้นที่สูง และติดตามประกาศสถานการณ์น้ำจากทางราชการอย่างใกล้ชิดต่อไป เพราะเขื่อนเจ้าพระยามีแนวโน้มที่จะปรับเพิ่มการระบายน้ำขึ้นไปจนถึง 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อรองรับปริมาณน้ำเหนือที่คาดว่าจะมีปริมาณไหลเข้าเขื่อนเจ้าพระยาสูงที่สุด ในวันที่ 19 กรกฎาคมในอัตรา2,100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
16,07, 2017, 19:44:14
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,159


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #242 เมื่อ: 16,07, 2017, 19:44:14 »

https://www.prachachat.net/spinoff/news-5483

ศึกวงการละครจักรๆวงศ์ๆ ช่อง 3 จะเขย่าบัลลังก์เรตติ้งแชมป์จากช่อง 7 ได้หรือไม่

ช่อง 7 มีหนาว! ช่อง 3 ส่ง “คุณแดง” สู้ศึกละครจักรๆวงศ์ๆ ประเดิม “อุทัยเทวี”

โดย ปอ ท่าแซะ

ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ละครจักรๆวงศ์ๆ” เป็นความบันเทิงที่ครองความนิยมอันดับต้นๆ ของ ”วงการโทรทัศน์ไทย” มายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ

มีเจ้าตลาดอย่าง “ค่ายสามเศียร” ของช่อง 7 ที่นำเอานิทานพื้นบ้าน ตำนานเมือง ที่บอกเล่าต่อกันจากรุ่นสู่รุ่น ยกระดับขึ้นมาเป็นละครกวาดเรตติ้งช่วงเช้าเสาร์อาทิตย์ ช่อง 7 เป็นกอบเป็นกำ และไม่น่าเชื่อว่าบางสัปดาห์ ยังขึ้นแท่น “แชมป์” เรตติ้งสูงสุดของประเทศได้

ละครประเภทนี้ยังเป็นเวทีให้ดาราดังหลายคนเป็นใบเบิกทางในวงการบันเทิง ก่อนแจ้งเกิดเป็นนางเอกระดับตัวแม่ อาทิ “กบ” สุวนันท์ ก็เคยเป็นนางเอกเรื่อง “ยอพระกลิ่น” และ “มาลัยทอง” ก่อนโด่งดังจากละคร “ผยอง”

รวมทั้งนางเอกชื่อดังจากช่อง 3  “เบนซ์” พรชิตา ณ สงขลา ก็ผ่านงานละครเรื่องแรก ที่ช่อง 7 จากเรื่อง “บัวแก้วบัวทอง” ด้วยบท “พระธิดาแก้วกินรี”
หรือยกตัวอย่างรุ่นใหม่ๆ คือ นางเอกสาว “มีน” พีชญา ก็ประเดิมบทนางเอกด้วยบท เอื้อย และ อ้าย ในละคร “ปลาบู่ทอง” แถมยังเข้าถึงบทบาทเเละได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากแฟนๆ ในช่วงเวลานั้น เรียกได้ว่าเป็นใบเบิกทางของนักเเสดงสาวสู่เส้นทางบันเทิงอย่างเต็มตัว

แม้ในวันที่พฤติกรรมคนดูทีวีเปลี่ยนไป แต่ก็ไม่ทำให้บัลลังก์เรตติ้งของละครจักรๆวงศ์ๆสะเทือน  รูปแบบการแสดงที่หลายคนบ่นว่าจำเจ ไม่พัฒนา วนเวียนอยู่กับละครเรื่องเดิมๆที่รีเมก ซ้ำแล้วซ้ำเล่า รวมทั้งคุณภาพของกราฟฟิกที่ดูหลอกตา ไม่สมจริง ก็ไม่ทำให้ความนิยมของคนไทยที่มีต่อละครประเภทนี้ลดลงแม้แต่น้อย
มิหนำซ้ำ ละครบางเรื่องที่เรตติ้งดี ทางผู้ผลิตก็จัดหนัก ยืดเรื่อง เพิ่มจินตนาการปรุงแต่ง ยาวจนออกทะเล ข้ามภพ และทำลายสถิติความยาวของจำนวนตอน อย่างเรื่อง “สี่ยอดกุมาร” ฉบับปี 2559 ก็มีจำนวนฉายถึง 81 ตอน ออกอากาศข้ามปี ตั้งแต่เดือน มี.ค. 59 อวสานตอน ก.พ. 60

 ประชาชาติ
หน้าแรก  Spinoff
Spinoff
ศึกวงการละครจักรๆวงศ์ๆ ช่อง 3 จะเขย่าบัลลังก์เรตติ้งแชมป์จากช่อง 7 ได้หรือไม่
วันที่ 15 กรกฎาคม 2560 - 15:22 น.
36K
SHARES


ช่อง 7 มีหนาว! ช่อง 3 ส่ง “คุณแดง” สู้ศึกละครจักรๆวงศ์ๆ ประเดิม “อุทัยเทวี”

โดย ปอ ท่าแซะ

ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ละครจักรๆวงศ์ๆ” เป็นความบันเทิงที่ครองความนิยมอันดับต้นๆ ของ ”วงการโทรทัศน์ไทย” มายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ

มีเจ้าตลาดอย่าง “ค่ายสามเศียร” ของช่อง 7 ที่นำเอานิทานพื้นบ้าน ตำนานเมือง ที่บอกเล่าต่อกันจากรุ่นสู่รุ่น ยกระดับขึ้นมาเป็นละครกวาดเรตติ้งช่วงเช้าเสาร์อาทิตย์ ช่อง 7 เป็นกอบเป็นกำ และไม่น่าเชื่อว่าบางสัปดาห์ ยังขึ้นแท่น “แชมป์” เรตติ้งสูงสุดของประเทศได้

ละครประเภทนี้ยังเป็นเวทีให้ดาราดังหลายคนเป็นใบเบิกทางในวงการบันเทิง ก่อนแจ้งเกิดเป็นนางเอกระดับตัวแม่ อาทิ “กบ” สุวนันท์ ก็เคยเป็นนางเอกเรื่อง “ยอพระกลิ่น” และ “มาลัยทอง” ก่อนโด่งดังจากละคร “ผยอง”



รวมทั้งนางเอกชื่อดังจากช่อง 3  “เบนซ์” พรชิตา ณ สงขลา ก็ผ่านงานละครเรื่องแรก ที่ช่อง 7 จากเรื่อง “บัวแก้วบัวทอง” ด้วยบท “พระธิดาแก้วกินรี”




หรือยกตัวอย่างรุ่นใหม่ๆ คือ นางเอกสาว “มีน” พีชญา ก็ประเดิมบทนางเอกด้วยบท เอื้อย และ อ้าย ในละคร “ปลาบู่ทอง” แถมยังเข้าถึงบทบาทเเละได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากแฟนๆ ในช่วงเวลานั้น เรียกได้ว่าเป็นใบเบิกทางของนักเเสดงสาวสู่เส้นทางบันเทิงอย่างเต็มตัว



แม้ในวันที่พฤติกรรมคนดูทีวีเปลี่ยนไป แต่ก็ไม่ทำให้บัลลังก์เรตติ้งของละครจักรๆวงศ์ๆสะเทือน  รูปแบบการแสดงที่หลายคนบ่นว่าจำเจ ไม่พัฒนา วนเวียนอยู่กับละครเรื่องเดิมๆที่รีเมก ซ้ำแล้วซ้ำเล่า รวมทั้งคุณภาพของกราฟฟิกที่ดูหลอกตา ไม่สมจริง ก็ไม่ทำให้ความนิยมของคนไทยที่มีต่อละครประเภทนี้ลดลงแม้แต่น้อย



มิหนำซ้ำ ละครบางเรื่องที่เรตติ้งดี ทางผู้ผลิตก็จัดหนัก ยืดเรื่อง เพิ่มจินตนาการปรุงแต่ง ยาวจนออกทะเล ข้ามภพ และทำลายสถิติความยาวของจำนวนตอน อย่างเรื่อง “สี่ยอดกุมาร” ฉบับปี 2559 ก็มีจำนวนฉายถึง 81 ตอน ออกอากาศข้ามปี ตั้งแต่เดือน มี.ค. 59 อวสานตอน ก.พ. 60



ด้วยผลตอบรับทางเรตติ้ง และเม็ดเงินที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้หลายช่องต้องอิจฉา พยายามที่จะผลิตละครมาแบ่งเค้กกับ ช่อง 7 แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จนัก เช่น ช่อง 3 คู่แข่งตลอดกาล  ในปี พ.ศ.2542 เคยมอบเวลาดี 17.00 น. จันทร์ ถึง ศุกร์ ให้กับ “อาต้อย” เศรษฐา ศิระฉายา ผลิตละครพื้นบ้านสมัยใหม่ มาออกอากาศ เริ่มด้วยเรื่อง “ขุนช้าง-ขุนแผน” ที่มีดาราเด็กชื่อดังตอนนั้น อย่าง ขวัญ อุษามณี รับบท พิมพิลาไลย ตอนเด็ก ส่วน โก๊ะตี๋ อารามบอย และ ทอม Room39 หรือ หน้ากากทุเรียน รับบท ขุนช้าง – ขุนแผน ตอนเด็ก

ซึ่งละครเรื่องนี้  อาต้อย เศรษฐา รับหน้าที่กำกับด้วยตนเอง

ก่อนที่จะท้าชนกับช่อง 7 ตรงๆ เมื่อปี พ.ศ.2544 เมื่อทั้ง 2 ค่ายพร้อมใจผลิตละครเรื่อง “แก้วหน้าม้า” ออกอากาศในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน โดยช่อง 3 นำแสดงโดย “โอม” อติเทพ ชดช้อย และ “ก้อย” นฤมล พงษ์สุภาพ ส่วนช่อง 7 จัดหนัก ด้วยการนำพระเอกลิเกขวัญใจแม่ยกยุคนั้น อย่าง ไชยา มิตรชัย เป็นพระเอก ประกบกับ “ออย” สิริมา อภิรัตนพันธุ์ ซึ่งผลก็คือ แชมป์เก่าช่อง 7 เอาชนะไปได้อย่างท้วมท้น จากนั้นอีก 2 ปี ละครพื้นบ้านของช่อง 3 ก็ถูกยุติการออกอากาศ และ ถูกแทนที่ด้วยรายการวาไรตี้


ถัดมาในยุคทีวีดิจิทัล ค่าย IPM ก็เคยเสิร์ฟละครพื้นบ้านออกอากาศในช่อง ทีวีพูล หรือ ไทยทีวี 17 และย้ายมาอยู่ช่องไบรท์ทีวี 20 ในช่วงเช้าเสาร์อาทิตย์ ก็ไม่ได้รับความนิยมจากคนดู  เพราะช่วงเวลาออนแอร์ชนกับของแข็งอย่างช่อง 7 รวมทั้ง ตัวนักแสดง บทละครโทรทัศน์ องค์ประกอบต่างๆ ก็ยังทำไม่ถึง ขาดเสน่ห์

แต่อย่างที่บอกว่า ละครจักรๆวงศ์ๆ นี้ เป็นพื้นที่ที่หลายคนต้องการแชร์ส่วนแบ่งความสำเร็จ ล่าสุดคือ ช่อง 3 ที่พร้อมรบในสนามนี้อีกครั้ง ผ่านทางค่ายละคร จันทร์ 25 ที่มีบิ๊กเนมอย่าง “คุณแดง” สุรางค์ เปรมปรีด์ คุมบังเหียนอยู่ ก็เริ่มปล่อยภาพโปรโมท ละครจักรๆวงศ์ๆ เรื่อง “อุทัยเทวี”(ที่ช่อง7 เพิ่งฉายจบไป)  นำแสดงโดย “เหม” ภูมิภาฑิต นิตยารส และ  “มายด์” วรัทยา ว่องชยาภรณ์ ว่ากันว่า คุณแดง จัดหนัก ทุ่มทุนกราฟฟิก อนิเมชั่น หวังยกระดับวงการละครประเภทนี้

การต่อสู้ในศึกวงการละครจักรๆวงศ์ๆ ครั้งนี้ ช่อง 3 จะเขย่าบัลลังก์เรตติ้งแชมป์จากช่อง 7 ได้ หรือ ต้องม้วนเสื่อกลับบ้านอีกรอบ ผู้ชมเท่านั้นจะเป็นผู้ตัดสิน!
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
17,07, 2017, 21:18:29
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,159


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #243 เมื่อ: 17,07, 2017, 21:18:29 »

https://www.prachachat.net/property/news-6027

“ธนารักษ์” คัดที่ราชพัสดุสร้างบ้านคนจน 4.5 แสนต่อหลัง-ผ่อน 2.5 พันบาท

นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า กรมธนารักษ์เตรียมดำเนินโครงการบ้านเพื่อผู้มีรายได้น้อย โดยนำที่ราชพัสดุในภูมิภาคต่างๆ มาก่อสร้างบ้าน เพื่อจัดให้เป็นสวัสดิการแก่ผู้มีรายได้น้อยทั่วประเทศ ลำดับแรกให้สิทธิแก่ผู้ลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยในรอบนี้ก่อน หลังจากนี้กรมจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน เตรียมแผนดำเนินโครงการเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.)

นายพชรกล่าวว่า กรมจะร่วมหารือกับหลายหน่วยงาน อาทิ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) การเคหะแห่งชาติ และธนาคารของรัฐ คือ ธนาคารออมสินและธนาคารอาคารสงเคราะห์ เพื่อเข้าร่วมดำเนินโครงการดังกล่าว ซึ่งในส่วนของ ส.อ.ท.จะขอให้ช่วยจัดผู้รับเหมาก่อสร้างหรือวัสดุและอุปกรณ์ก่อสร้างในราคาต่ำ ส่วนธนาคารของรัฐทั้งสองแห่งจะช่วยสนับสนุนสินเชื่อแก่ผู้มีรายได้น้อยในการเช่าซื้อบ้าน
 ประชาชาติ
หน้าแรก  พร็อพเพอร์ตี้
พร็อพเพอร์ตี้
“ธนารักษ์” คัดที่ราชพัสดุสร้างบ้านคนจน 4.5 แสนต่อหลัง-ผ่อน 2.5 พันบาท
วันที่ 17 กรกฎาคม 2560 - 13:44 น.
87
SHARES


นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า กรมธนารักษ์เตรียมดำเนินโครงการบ้านเพื่อผู้มีรายได้น้อย โดยนำที่ราชพัสดุในภูมิภาคต่างๆ มาก่อสร้างบ้าน เพื่อจัดให้เป็นสวัสดิการแก่ผู้มีรายได้น้อยทั่วประเทศ ลำดับแรกให้สิทธิแก่ผู้ลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยในรอบนี้ก่อน หลังจากนี้กรมจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน เตรียมแผนดำเนินโครงการเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.)

นายพชรกล่าวว่า กรมจะร่วมหารือกับหลายหน่วยงาน อาทิ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) การเคหะแห่งชาติ และธนาคารของรัฐ คือ ธนาคารออมสินและธนาคารอาคารสงเคราะห์ เพื่อเข้าร่วมดำเนินโครงการดังกล่าว ซึ่งในส่วนของ ส.อ.ท.จะขอให้ช่วยจัดผู้รับเหมาก่อสร้างหรือวัสดุและอุปกรณ์ก่อสร้างในราคาต่ำ ส่วนธนาคารของรัฐทั้งสองแห่งจะช่วยสนับสนุนสินเชื่อแก่ผู้มีรายได้น้อยในการเช่าซื้อบ้าน


“เบื้องต้นแต่ละภาคจะต้องมีการก่อสร้างบ้านอย่างน้อย 1 แปลง กรมจะทำโครงการนี้ในลักษณะประชารัฐ คือ ถ้าเอกชนอยากมีส่วนร่วมก็เข้ามาได้ แต่ที่ผ่านมารัฐบาลเคยมีโครงการบ้านประชารัฐ ดึงผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์เข้ามาร่วม แต่ไม่สำเร็จ ดังนั้น ในครั้งนี้จึงเชิญ ส.อ.ท.ในฐานะผู้ผลิตสินค้าต่างๆ เข้ามาร่วมโครงการ” นายพชรกล่าวและว่า สำหรับราคาบ้านเพื่อผู้มีรายได้น้อยตั้งเป้าไว้ว่า ไม่ควรเกิน 4.5 แสนบาทต่อหลัง มีอัตราค่าผ่อนชำระอยู่ที่ 2.5 พันบาทต่อเดือน ส่วนรายละเอียดของโครงการอยู่ระหว่างสรุป

นายพชรยังกล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินโครงการบ้านเพื่อผู้สูงอายุหรือซีเนียร์คอมเพล็กซ์ว่า ได้รับนโยบายจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังว่า ก่อนที่กรมจะดำเนินการก่อสร้างโครงการ ควรสำรวจความเห็นของประชาชนในพื้นที่ด้วยว่า เห็นด้วยหรือไม่ เพื่อลดกระแสคัดค้านของประชาชนในพื้นที่ นอกจากนี้ ต้องประสานกับสถานพยาบาลหรือโรงพยาบาลต่างๆ ด้วยว่า มีความพร้อมที่จะเข้าร่วมพัฒนาโครงการหรือไม่ เพราะซีเนียร์คอมเพล็กซ์จำเป็นต้องมีสถานพยาบาลเข้าไปดูแลด้วย
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
18,07, 2017, 11:57:39
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,159


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #244 เมื่อ: 18,07, 2017, 11:57:39 »

http://money.sanook.com/498141/

วิธี แก้เครดิตเสีย กำจัดบัญชีดำ

การติดบัญชีดำ เครดิตเสีย หรือ ถูกแบล็คลิสต์ เกิดจากการเป็นหนี้สถาบันการเงินแล้วไม่ชำระหนี้ตามกำหนดเวลา (ส่วนมากจะเกิดขึ้นเมื่อขาดชำระตั้งแต่ 6 งวดขึ้นไป) ทำให้ไม่สามารถยื่นขอกู้ที่ใดๆ ได้อีกหากไม่ชำระบัญชีให้เสร็จก่อน

เราอาจเคยได้ยินชื่อบริษัทข้อมูลบัตรเครดิตแห่งชาติ ใช่ไหมคะ มันคือบริษัทที่ทำให้หน้าที่รวบรวมข้อมูลเครดิตจากสถาบันการเงินหลายๆ แห่งที่เป็นสมาชิก โดยที่ทุกๆ สิ้นเดือน สถาบันการเงินที่เป็นสมาชิกเหล่านี้จะส่งรายงานประวัติการเงินของเราไปที่เครดิตบูโร เป็นการเก็บข้อมูลประวัติการชำระหนี้ของเรา จากนั้นบริษัทเครดิตบูโรจะนำข้อมูลมารวบรวมประมวลผลเป็นข้อมูลเครดิตภาพรวมให้สมาชิกอีกทีหนึ่ง

พอสถาบันการเงินหรือเราเองต้องการเรียกดูรายงานข้อมูลเครดิตภายใต้ขอบเขตที่กฎหมายกำหนด บริษัทเครดิตบูโรก็จะเปิดเผยข้อมูลเครดิตในรูปของรายงานให้โดยสถาบันการเงินมักขอข้อมูลเครดิตจากเครดิตบูโรมาใช้ประกอบการพิจารณาอนุมัติให้สินเชื่อ โดยพิจารณาการให้สินเชื่อจากการเรียนรู้พฤติกรรมการชำระหนี้ของลูกค้าระยะยาว

ฉะนั้น จะเห็นได้ว่า เครดิตบูโร ไม่ได้เป็นผู้จัดให้เราติดแบล็คลิสต์ แต่แค่เป็นผู้รวบรวมข้อมูลการชำระหนี้ของเราจากสถาบันการเงินต่างๆ ที่เป็นสมาชิกเท่านั้นเอง ส่วนระยะเวลาในการจัดเก็บข้อมูลเครดิตของเราจะถูกจัดเก็บไว้เป็นระยะเวลา 3 ปี

แต่ถ้าเราเป็นหนึ่งในคนที่ติดแบล็คลิสต์ ก็อย่าเพิ่งเครียดจนเกินไปนะคะ เพราะเรามีทางแก้ไขและสร้างประวัติการเงินของเราใหม่ และสามารถขอสินเชื่อใหม่ได้

หากคุณยังมีสภาพคล่องทางการเงินอยู่ ถ้าคุณสามารถใช้หนี้โดยยังมีเงินเหลือใช้อยู่บ้าง สิ่งที่คุณทำได้คือ

1 สรุปรายการหนี้ที่ยังคงค้างชำระอยู่ เช่น เป็นหนี้ให้กับสถาบันการเงินใด เป็นจำนวนเท่าไร ดอกเบี้ยเท่าไร ต้องชำระต่องวดเท่าไร เพื่อที่เราจะได้ตั้งงบประมาณรายรับรายจ่ายได้อย่างเหมาะสม

2 ใช้หนี้ให้ตรงเวลาทุกงวด เก็บเอกสารการชำระหนี้ทุกชิ้นไว้ทั้งหมด เพราะสามารถนำสเตทเมนท์ที่ชำระตรงเวลานี้ เป็นหลักฐานไปยื่นให้เจ้าหน้าที่ดูเมื่อเวลาต้องการขอสินเชื่อตัวใหม่หลังจากที่พ้นแบล็คลิสต์

3 ใช้เงินก้อนมาปิดชำระ เช่น เงินโบนัส คอมมิชชั่น หรือทรัพย์สินในบ้าน แต่อย่ากู้เงินมาโปะหนี้นะคะ

4 รีไฟแนนซ์ รวมหนี้ชำระเป็นก้อนเดียว จะได้ช่วยให้เราหนีจากอัตราดอกเบี้ยสูงๆ ได้ และลดการต้องจ่ายเงินหลายๆ ทาง

5 วางแผนชำระเงิน ถ้าหนี้ก้อนไหนคิดว่าจ่ายให้หมดได้ไวที่สุด ให้เพิ่มยอดชำระแต่ละงวดเพื่อที่หนี้ก้อนนั้นจะหมดลงไวที่สุด และยิ่งถ้าหนี้ก้อนไหนคิดดอกเบี้ยทบต้นทบดอกยิ่งควรรีบกำจัดออกไปจากชีวิตเรานะคะ

6 หยุดก่อหนี้เพิ่ม ตอนนี้ต้องโฟกัสที่การชำระหนี้ที่มีให้หมดก่อน

 

หากสภาพทางการเงินของคุณย่ำแย่

ถ้าแต่ละเดือนรายจ่าย(ในการใช้หนี้)ของคุณมากกว่ารายรับเสียอีก ให้ทำดังนี้

1 เจรจากับสถาบันการเงิน วิธีนี้ต้องกล้าๆ หน่อย เพราะจริงๆ สถาบันการเงินก็ไม่อยากให้หนี้ที่เราก่อเป็นหนี้เสียหรอกค่ะ ดังนั้น ลองคุยดูว่า เพิ่มระยะเวลาการชำระหนี้ได้ไหม ปรับโครงสร้างการชำระหนี้ดู แสดงให้สถาบันการเงินเห็นว่าเรามีความตั้งใจจะใช้หนี้ ของอย่างนี้ต้องลองค่ะ จะได้ค่อยๆ ทะยอยจ่ายไปได้ทุกก้อน

2 ขายหนี้รายการใหญ่ เช่น บ้าน รถยนต์ เป็นต้น เพราะหนี้พวกนี้เป็นหนี้ก้อนใหญ่ เพื่อแลกกับการปลดหนี้ก้อนอื่นๆ เราอาจต้องขายของเหล่านี้ รวมถึงขายทรัพย์สินอื่นๆ ที่มีราคาด้วย ถึงคุณจะเสียดาย แต่เพื่อสภาพทางการเงินที่ดีขึ้นก็ควรทำนะคะ

3 หยุดชำระหนี้ ออมเงินครั้งใหญ่ วิธีนี้ให้ใช้เฉพาะตอนที่ถึงทางตันแล้วเท่านั้น คือรอจนหนี้เป็นหนี้เสีย แล้วเราค่อยติดต่อสถาบันการเงินและเจรจาลดหนี้ลงให้เป็นที่พอใจของทั้งสองฝ่าย จากนั้นก็ทำเงินมาค่อยๆ ชำระคืน

ทางที่ดี เพื่อกันไม่ให้เราติดแบล็คลิสต์ เครดิตบูโรให้คำแนะนำในการรักษาเครดิต โดยเฉพาะผู้ที่มีบัตรเครดิตหลายๆ ใบ ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงสูงหากขาดวินัยทางการเงิน ไว้ดังนี้

 

สิ่งที่ควรทำเพื่อไม่ให้ติดบัญชีดำ

1 ระมัดระวังในการสร้างหนี้ หมายถึง ก่อนจะใช้บัตรเครดิต ให้คำนึงถึงจำนวนเงินที่เราต้องชำระในแต่ละเดือนก่อน เช่น ผ่อนรถอยู่กี่บาทต่อเดือน แล้วใช้บัตรเครดิตควรไม่เกินกี่บาทต่อเดือน ภาระหนี้ในแต่ละเดือนจะได้ไม่สูงเกินไป

2 มีบัตรเครดิตยิ่งน้อยใบยิ่งดี ถ้าบัญชีบัตรเครดิตไหนไม่ใช้แล้วก็ปิดซะ เพราะถ้ามีจำนวนบัตรเครดิตมาก สถาบันการเงินจะมองว่าเรามีแนวโน้มที่จะเกิดการก่อหนี้มากขึ้นได้

3 ชำระเงินให้ตรงเวลา การที่เราชำระเงินเลทในแต่ละงวด หรือไม่ชำระเงินติดต่อกัน 6-7 งวด แสดงถึงความไม่มีความรับผิดชอบและอาจแสดงให้เห็นว่าเรามีปัญหาทางการเงินเข้าแล้ว ถ้าหากค้างชำระ 1-2 งวดยังไม่เท่าไร แต่ถ้ามากๆ เข้า แบบนี้เครดิตเสียแน่นอน

4 ถ้าพบข้อมูลในใบแจ้งหนี้ที่ผิดปกติหรือคลาดเคลื่อน ให้ติดต่อสถาบันการเงินทันทีเพื่อแก้ไขข้อมูล

เมื่อเราชำระหนี้ทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว เราต้องไปเช็คเครดิตของเราที่บริษัทข้อมูลแห่งชาติ หรือ เครดิตบูโร เพื่อตรวจสอบว่า สถาบันการเงินเจ้าหนี้ได้แจ้งเปลี่ยนแปลงเครดิตให้หรือยัง แล้วเราก็จะสามารถกลับมาขอสินเชื่อใหม่ได้ค่ะ เพราะฉะนั้น ใครที่ติดแบล็คลิสต์อยู่ อย่าเพิ่งหมดหวังกันนะคะ เพราะเราแก้ไขได้ค่ะ
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
19,07, 2017, 14:53:16
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,159


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #245 เมื่อ: 19,07, 2017, 14:53:16 »

https://www.prachachat.net/education/news-7117

“ม.กรุงเทพ” ชูหลักสูตรใหม่ สร้างนักวางแผนการเงิน-การลงทุน

ในยุคที่ผู้คนรู้จักการลงทุนกันอย่างแพร่หลาย และมองว่าการลงทุนคือหนทางสร้างความมั่งคั่ง มากกว่าการออมในรูปแบบเงินฝากเช่นแต่ก่อน แต่กระนั้น ถ้าจะนึกถึงบุคลากรที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในการวางแผนด้านการเงิน พร้อม ๆ กับช่วยวิเคราะห์ทางด้านการเงิน เพื่อให้การลงทุนเกิดประโยชน์สูงสุด ก็นับว่าหายากอยู่พอสมควร

ผลเช่นนี้จึงทำให้สหรัฐอเมริกากำเนิดวิชาชีพ นักวางแผนการเงิน การลงทุน ทั้งยังมีกำหนดเกณฑ์เพื่อสร้างมาตรฐานแก่วิชาชีพนี้ขึ้นมา โดยผู้ที่จะทำงานสายนี้จะต้องสอบใบอนุญาตวิชาชีพ CFP (Certified Financial Planner) ซึ่งในไทยเองมีความตื่นตัว และตระหนักในด้านองค์ความรู้ด้านการเงิน การลงทุนนี้มาสักระยะหนึ่งแล้ว เห็นได้จากการก่อตั้งสมาคมนักวางแผนการเงินไทย (TFPA) ขึ้นมา เพื่อดูแลด้านการอบรม จัดสอบใบอนุญาตดังกล่าว

แต่ทั้งนี้จำนวนผู้ที่สอบผ่านใบอนุญาตวิชาชีพยังมีอยู่ค่อนข้างน้อย คือประมาณ 200 คน ขณะที่กระแสความต้องการนักวางแผนการเงิน และการลงทุนมีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ มหาวิทยาลัยกรุงเทพจึงมองเห็นโอกาส และความต้องการของตลาดแรงงาน รวมถึงความเปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษฐกิจ จึงได้พัฒนาหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาการวางแผนการเงิน และการลงทุน (Financial & Investment Planning) ขึ้นมา

“ผศ.ดร.ศุภเจตน์ จันทร์สาส์น” ผู้อำนวยการหลักสูตรการวางแผนการเงินและการลงทุน คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวว่า หลักสูตรบริหารธุรกิจ สาขาวิชาการวางแผนการเงิน และการลงทุน เปิดรับนักศึกษารุ่นแรกเมื่อปี 2559 ที่ผ่านมา โดยเนื้อหาของหลักสูตรจะเรียน 5 ด้านหลัก ที่จำเป็นสำหรับอาชีพนักวางแผนการเงิน การลงทุน คือ

หนึ่ง การวางแผนการลงทุน เรียนรู้การลงทุนรูปแบบต่าง ๆ ทั้งหุ้น กองทุน ตราสารหนี้ ฯลฯ เพื่อให้ทราบว่าการลงทุนแต่ละประเภทเหมาะสมกับสภาวการณ์แบบไหน มีผลตอบแทนและความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด เพื่อให้คำแนะนำที่เหมาะสมแก่ผู้ลงทุน

สอง การวางแผนด้านประกัน เนื่องจากประกันเป็นการลงทุนทั้งในรูปแบบหลักประกัน และเงินออม ซึ่งมีเรื่องสิทธิประโยชน์ ภาษี เข้ามาเกี่ยวข้อง

สาม การวางแผนด้านการเกษียณ เป็นการวางแผนด้านการเงินให้มีเงินใช้ในช่วงวัยเกษียณ ทั้งผ่านการออม และการลงทุน โดยมีการคิดคำนวณเพื่อให้ปฏิบัติตามแผนตั้งแต่ช่วงวัยทำงาน

สี่ การวางแผนภาษี ช่วยในการคิดคำนวณภาษี และการประหยัดภาษี

ห้า การวางแผนมรดก เรื่องการจัดการทรัพย์สิน

“ทั้ง 5 ด้านจะใช้เป็นองค์ความรู้ในการวางแผนการเงินแบบเฉพาะบุคคลแบบรอบด้าน เพราะหลักสูตรนี้เหมือนการนำองค์ความรู้ที่จำเป็นสำหรับการวางแผนการลงทุนมารวบไว้ด้วยกัน ทั้งเศรษฐศาสตร์ บริหารธุรกิจ และบัญชี ซึ่งมหาวิทยาลัยกรุงเทพได้พัฒนาหลักสูตรร่วมกับสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ตลาดหลักทรัพย์ฯ และสถาบันการเงิน เพื่อให้หลักสูตรตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานมากที่สุด”

“ผศ.ดร.ศุภเจตน์” กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนั้น ขณะที่นักศึกษากำลังเรียนหลักสูตรนี้ ยังสามารถไปสอบใบรับรองวิชาชีพ CFP โดยไม่จำเป็นต้องเข้าอบรมซ้ำอีก เนื่องจากรายวิชาที่ศึกษาจะเป็นไปตามลำดับการอบรมของสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ทำให้ช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายค่าอบรมรายวิชา ที่คิดรายวิชาละ 10,000 บาท รวมทั้งสิ้น 6 หมวดวิชา ทั้งยังช่วยย่นระยะเวลาจากการต้องเข้าอบรมถึง 40 ชม. ซึ่งจะกลายเป็นวิชาเรียนตามหลักสูตรภายใน 4 ปีแทน

“ดังนั้นเมื่อนักศึกษาสอบผ่าน สามารถพร้อมทำงานได้เลย หรือหากนักศึกษาสอบผ่านไปได้ครึ่งทางจะได้รับใบรับรอง AFPT (Assistant Financial Planner Thailand) เพื่อปฏิบัติงานในระดับผู้ช่วยนักวางแผนการลงทุน แต่ในระหว่างที่เรียนนักศึกษาจะต้องสอบ IC License (Investment Consultant) สามารถทำงานในธุรกิจการเงินได้ ส่วนในระดับสากลคือ CFP จะถูกผลักดันให้ไปสอบทุกปี”

หลักสูตรบริหารธุรกิจ สาขาการวางแผนการเงินและการลงทุน นับว่าเป็นสาขาแรก และสาขาเดียวในประเทศไทยในขณะนี้ โดยมีการเรียนการสอนในระบบสองภาษา เพื่อเอื้อแก่นักศึกษาให้มีความแม่นยำด้านภาษาสำหรับทำงานในต่างประเทศ โดยจะเปิดรับนักศึกษาปีละ 40 คน อัตราค่าเล่าเรียนตลอดหลักสูตร 4 ปี อยู่ที่ 400,000 บาท โดยเทอมสุดท้ายจะเป็นการฝึกงานกับสถาบันการเงินเพื่อสร้างประสบการณ์การทำงานจริง

ทั้งนั้นเมื่อจบหลักสูตรสามารถสร้างความมั่นใจให้แก่องค์กรในด้านความรู้ ความเข้าใจด้านการเงิน การลงทุนเป็นอย่างดี อีกทั้งยังต่อยอดไปสู่สายอาชีพอื่น ๆ ที่นำทักษะด้านการเงินและการลงทุนมาเป็นจุดแข็งในการทำงาน เช่น ตัวแทนซื้อขายหลักทรัพย์ (Broker), นักวิเคราะห์หลักทรัพย์, ผู้จัดการกองทุน, นักวิเคราะห์ความเสี่ยงทางการเงิน, วาณิชธนากร (Investment Banker) และนักวิเคราะห์สินเชื่อได้อีกด้วย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19,07, 2017, 14:55:07 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
19,07, 2017, 15:16:04
เทพ ผู้ตรวจสอบ
สมาชิกครอบครัว
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 736



« ตอบ #246 เมื่อ: 19,07, 2017, 15:16:04 »

 ธุจ้า
บันทึกการเข้า

จงมีสติ อยู่เสมอ
20,07, 2017, 07:35:30
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,159


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #247 เมื่อ: 20,07, 2017, 07:35:30 »

https://www.prachachat.net/economy/news-7447

เกษตรกรภาคใต้ จี้ “บิ๊กตู่” หาวิธีขายยางให้ได้ 80 บาท กำหนดปาล์มน้ำมันเป็นสินค้าส่งออก

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 19 กรกฎาคม ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) นายสัญญพงศ์ ภู่ประดิษฐศิลป์ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดพัทลุง นำคณะตัวแทนเกษตรกร จ.พัทลุง สงขลา และสุราษฎร์ธานี ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรียกร้องให้เร่งแก้ปัญหาราคายางพาราและปาล์มน้ำมัน


นายสัญญพงศ์กล่าวว่า ด้วยปัญหาราคายางพาราและปาล์มน้ำมันตกต่ำ สร้างความเดือดร้อนให้เกษตรกร เพราะต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและยังมีภาระหนี้สิน สำหรับปัญหายางพารา ขอให้รัฐบาลดำเนินการดังนี้ 1.หาวิธีการให้เกษตรกรขายยางในราคากิโลกรัมละ 60-80 บาท 2.เร่งใช้ยางในสต๊อกมาแปรรูป เช่น หมอน ที่นอนในหน่วยงานต่างๆ ฯลฯ 3.ส่งเสริมการผลิตยางรถยนต์ โดยให้สิทธิพิเศษในการตั้งโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพาราทุกประเภท 4.จัดตั้งเมืองยางภาคใต้ให้เป็นรูปธรรม

นายสัญญพงศ์กล่าวต่อว่า ส่วนปัญหาปาล์มน้ำมัน ขอให้ดำเนินการ 1.หาวิธีการให้เกษตรกรขายปาล์มน้ำมันในราคา กก.ละ 5-6 บาท 2.ให้บริษัทผู้ผลิตน้ำมันปาล์มปรับราคารับซื้อปาล์มจากเกษตรกรในราคาที่สูงขึ้น 3.กำหนดให้ปาล์มน้ำมันเป็นสินค้าส่งออก โดยส่งเสริมมาตรฐานอาร์เอสพีโอ (RSPO) 4.สกัดการนำเข้าปาล์มน้ำมันผิดกฎหมาย
ที่มา : มติชนออนไลน์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20,07, 2017, 07:38:19 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
20,07, 2017, 20:53:10
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,159


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #248 เมื่อ: 20,07, 2017, 20:53:10 »

https://www.prachachat.net/general/news-8018

ชาวสมุทรสาคร วอนซ่อมถนนด่วน! เผยมีหลุมลึก เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง

เมื่อเวลาประมาณ 13.00 น.ของวันที่ 20 กรกฎาคม 2560 ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านว่า มีถนนเส้นทางบางหญ้าแพรก-กระซ้าขาว ม.6 ต.บางหญ้าแพรก อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ซึ่งเป็นถนนที่บรรดานักปั่นจักรยานใช้เป็นเส้นทางในการปั่นจักรยานเพื่อการท่องเที่ยวทางธรรมชาตินั้น ได้เกิดการทรุดตัวเป็นหลุมเป็นบ่อ ทำให้ผู้คนสัญจรไปมาด้วยความลำบาก โดยเฉพาะผู้ใช้รถจักรยานยนต์ และ ผู้ปั่นจักรยาน ทั้งนี้จึงเดินทางไปตรวจสอบ ก็พบว่าถนนเส้นดังกล่าวมีฝนตกน้ำท่วมขังระยะทางประมาณ 100 เมตร และมีหลุมลึกใหญ่อีก 1 หลุม เป็นอันตรายอย่างมาก

นายวรชาติ กงม้า อายุ 52 ปี อยู่บ้านเลขที่ 19/3 ม.9 ต.บ้านบ่อ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร บอกว่า ถนนเส้นนี้เกิดการทรุดตัวมาหลายครั้งแล้ว ด้วยสภาพพื้นที่ ที่สองข้างทางเป็นบ่อเลี้ยงกุ้งเลี้ยงปลาของภาคเอกชน โดยด้านล่างเป็นดินเลนและไม่มีการทำเขื่อนกั้นริมตลิ่งทำให้เกิดการสไลด์ตัว จึงเป็นเหตุให้ถนนทรุดได้ง่าย พอเวลามืดค่ำหรือช่วงที่มีฝนตกลงมาน้ำก็ท่วมหลุมที่ลึก ทำให้มองไม่เห็นหลุม บางทีคนมาจากต่างถิ่นก็ไม่รู้ว่ามีหลุมอยู่ จึงขับรถจักรยานยนต์ หรือ ปั่นรถจักรยานลงไปแล้วก็ล้มลงได้รับบาดเจ็บ ซึ่งก็อยากจะวอนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงมาช่วยแก้ไขทำให้ถนนเส้นนี้ดีขึ้นและไม่เป็นอันตรายต่อผู้สัญจรไปมา เพราะถนนเส้นนี้ไม่เพียงแต่เป็นถนนที่ชาวบ้านในพื้นที่ตำบลบางหญ้าแพรก ตำบลกระซ้าขาว ตำบลบ้านบ่อ ใช้เป็นเส้นทางสัญจรเท่านั้น แต่ยังเป็นถนนที่บรรดานักปั่นจักรยานใช้ปั่นเพื่อการท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และมีผู้คนจากต่างถิ่นเข้ามารับประทานอาหารริมทะเลกันเป็นจำนวนมากอีกด้วย

ขณะที่ทางด้านนายเรียน หงษ์คู นายกเทศมนตรีตำบลบางหญ้าแพรก กล่าวว่า ถนนเส้นนี้อยู่ในความรับผิดชอบของทางหลวงชนบท ซึ่งแนวทางการแก้ไขนั้น ตนได้ประสานไปที่ทางหลวงชนบทและแขวงการทางสมุทรสาครแล้ว โดยจุดดังกล่าวพอซ่อมแล้วสักพักหนึ่งก็จะเป็นอีก ซึ่งทางหลวงชนบทได้มาทำหลายครั้งแล้ว แต่พอถึงหน้าฝนทีไรก็จะเป็นลักษณะอย่างนี้ ทั้งนี้การแก้ไขให้ได้ผลอย่างยั่งยืนนั้นก็น่าจะต้องมีการทำลำรางหรือวางท่อระบายน้ำทั้งสองข้างทางถึงจะทำให้ปัญหาถนนทรุดยุติลงได้อย่างถาวร แต่เบื้องต้นตนจะทำป้ายแจ้งเตือนให้ผู้ใช้รถใช้ถนนระวังหลุมบริเวณดังกล่าวและจะเร่งให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องมาดำเนินการซ่อมแซมอย่างเร่งด่วน
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
22,07, 2017, 12:48:52
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,159


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #249 เมื่อ: 22,07, 2017, 12:48:52 »

https://www.prachachat.net/columns/news-8613

ความท้าทายจากตัวเลขผู้สูงอายุไทย

คอลัมน์ นอกรอบ

โดย ถนอมศรี ฟองอรุณรุ่ง

เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา “ไอเอ็มเอฟ” หรือ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund-IMF) จัดทำบทวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับการเข้าสู่ สังคมผู้สูงอายุ ของทวีปเอเชีย ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของภูมิภาค ต้อง ปรับลดลง จากเดิมอย่างมีนัยสำคัญภายใน 30 ปีข้างหน้า เพราะประชากรในวัยแรงงานลดลง ในขณะที่ประชากรวัยผู้สูงอายุ (อายุ 65 ปีหรือมากกว่า) อาจปรับเพิ่มขึ้นถึง 2.5 เท่าตัว ในปี ค.ศ. 2050 จากจำนวนประชากรผู้สูงอายุในขณะนี้

ปัจจุบันทวีปเอเชียมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่โดดเด่น กล่าวคือไอเอ็มเอฟ คาดว่าจีดีพีขยายตัว 5.5% ในปี ค.ศ. 2017 และ 5.4% ในปี ค.ศ. 2018 สูงกว่าการขยายตัวของจีดีพีของโลกโดยรวม ที่ 3.5% และ 3.6% ตามลำดับ

 ประชาชาติ
หน้าแรก  คอลัมน์
คอลัมน์
ความท้าทายจากตัวเลขผู้สูงอายุไทย
วันที่ 21 กรกฎาคม 2560 - 22:44 น.
325
SHARES


คอลัมน์ นอกรอบ

โดย ถนอมศรี ฟองอรุณรุ่ง

เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา “ไอเอ็มเอฟ” หรือ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund-IMF) จัดทำบทวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับการเข้าสู่ สังคมผู้สูงอายุ ของทวีปเอเชีย ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของภูมิภาค ต้อง ปรับลดลง จากเดิมอย่างมีนัยสำคัญภายใน 30 ปีข้างหน้า เพราะประชากรในวัยแรงงานลดลง ในขณะที่ประชากรวัยผู้สูงอายุ (อายุ 65 ปีหรือมากกว่า) อาจปรับเพิ่มขึ้นถึง 2.5 เท่าตัว ในปี ค.ศ. 2050 จากจำนวนประชากรผู้สูงอายุในขณะนี้

ปัจจุบันทวีปเอเชียมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่โดดเด่น กล่าวคือไอเอ็มเอฟ คาดว่าจีดีพีขยายตัว 5.5% ในปี ค.ศ. 2017 และ 5.4% ในปี ค.ศ. 2018 สูงกว่าการขยายตัวของจีดีพีของโลกโดยรวม ที่ 3.5% และ 3.6% ตามลำดับ


แต่หากเอเชียไม่สามารถบริหารจัดการภาวะการแก่ตัวลงของประชากรได้อย่างมีประสิทธิผล ก็ต้องเผชิญกับปัญหา “แก่ก่อนรวย”

ไอเอ็มเอฟเน้นว่าประเทศที่ต้องเผชิญความท้าทายมากที่สุดในเอเชียในอีก 30 ปีข้างหน้า ได้แก่ จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไทย เพราะเงื่อนไขดังต่อไป 1.ประชากรในวัยทำงานนั้น นอกจากจะลดลงเมื่อคิดเป็นสัดส่วนของประชากรโดยรวมแล้ว ยังลดลงในเชิงของจำนวนประชากรอีกด้วย 2.สัดส่วนของประชากรที่พึ่งพาประชากรในวัยทำงานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ในอีกด้านหนึ่งประเทศที่ได้รับอานิสงส์ในเชิงบวก เพราะประชากรที่อยู่ในวัยทำงานจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในอีก 30 ปีข้างหน้า คือ อินเดีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ทั้งนี้ในภาพรวมนั้น ไอเอ็มเอฟ คาดการณ์ว่าประชากรของเอเชียโดยรวมจะหยุดขยายตัวในปี ค.ศ. 2050

ในส่วนของผลกระทบต่อเศรษฐกิจของเอเชียนั้น ไอเอ็มเอฟประเมินว่าใน 30 ปีข้างหน้า การแก่ตัวของประชากรจะทำให้การขยายตัวของจีดีพีของญี่ปุ่นจะลดลงประมาณ 1% ต่อปี การขยายตัวของจีดีพีของจีน ฮ่องกง เกาหลีใต้ และไทย จะลดลง 0.5-0.75% ต่อปี กำลังซื้อในประเทศจะขยายตัวช้าลง ทำให้การลงทุนในประเทศชะลอลงตามไปด้วย

ผลคืออัตราดอกเบี้ยจริงและผลตอบแทนจากการลงทุน ปรับตัวลง ซึ่งจะยิ่งลดประสิทธิภาพนโยบายการเงินลงไปอีก

สำหรับการคาดการณ์ประชากรของไทย โดยสำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ซึ่งกำลังจัดทำแผนพัฒนาประเทศระยะยาว 20 ปี ค.ศ. 2017-2036 จะเห็นถึงความท้าทายด้านประชากรของไทยชัดเจนยิ่งขึ้น ดังปรากฏในตาราง

จากตารางจะเห็นได้ว่า ประชากรของไทยโดยรวมยังจะเพิ่มขึ้นปีละกว่า 1 แสนคนใน 5 ปีข้างหน้า แต่จากนั้นจะขยายตัวน้อยมากและน่าจะถึงจุดสูงสุดภายใน 10 ปีข้างหน้า เป็น 66.37 ล้านคน มากกว่าปัจจุบัน (65.52 ล้านคน) อีกเพียง 850,000 คน แปลว่า กำลังซื้อในประเทศโดยรวมในอีก 10 ปีข้างหน้าคงจะขยายตัวได้ไม่มาก

หลังจากนั้นอีก 10 ปี ประชากรโดยรวมจะลดลง 1.27 ล้านคน ทำให้กำลังซื้อในประเทศยิ่งจะขยายตัวได้อย่างเชื่องช้าลงไปอีก เพราะประชากรใน 20 ปีข้างหน้าของประเทศไทย (65.10 ล้านคน) จะน้อยกว่าประชากรในปี ค.ศ. 2017 นี้ด้วยซ้ำ

จำนวนผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นอีก 8.4 ล้านคนใน 20 ปีข้างหน้า กล่าวคือจาก 11.4 ล้านคนในปี ค.ศ. 2017 เป็น 15.93 ล้านคนในอีก 10 ปีข้างหน้า เพิ่มขึ้นมากถึง 4.79 ล้านคนใน 10 ปีข้างหน้า แต่จะทุเลาลงในช่วงปี ค.ศ. 2026-2036 ซึ่งจำนวนผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นอีก 3.6 ล้านคน จาก 15.93 ล้านคนเป็น 19.53 ล้านคน

ดังนั้น ประเทศไทยจึงต้องเตรียมตัวรับการแก่ตัวลงของประชากรอย่างเร่งรีบที่สุด จำนวนประชากรในวัยทำงานถึงจุดสูงสุดแล้วในปีปัจจุบัน ที่ 42.59 ล้านคน

แต่การปรับลดลงในช่วง 4 ปีข้างหน้านั้น ยังเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป คือลดลงเหลือ 42.31 ล้านคน ในปี ค.ศ. 2021(ลดลง 280,000 คน หรือลดลง 70,000 คนต่อปี) แต่จากปี ค.ศ. 2021 เป็นต้นไป จำนวนคนในวัยทำงาน (ซึ่งเป็นวัยที่มีกำลังเสียภาษีมากที่สุดด้วย) จะลดลงอย่างรวดเร็ว จาก 42.31 ล้านคน

ในปี ค.ศ. 2021 เหลือเพียง 36.46 ล้านคนในปี ค.ศ. 2036 (แรงงานของประเทศไทยลดลงเฉลี่ย 390,000 คนต่อปี ในช่วงปี ค.ศ. 2021-2036)

ดังนั้น การขาดแคลนแรงงานของไทยจะรุนแรงยิ่งขึ้นไปกว่าปัจจุบันเป็นอย่างมาก กล่าวคือตั้งแต่ปี ค.ศ. 2021 เป็นต้นไป
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
22,07, 2017, 19:30:34
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,159


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #250 เมื่อ: 22,07, 2017, 19:30:34 »

https://www.prachachat.net/breaking-news/news-8820
ชาวนาเชียงรายน้ำตาตก! เดือดร้อนหนักนาข้าวกว่า 1,000 ไร่จมน้ำลึกเป็นเมตร

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ผุ้สื่อข่าวรายงานว่านาข้าวในพื้นที่บ้านหัวดง บ้านใหม่นาวาและบ้านร่องปลาขาว ต.ห้วยสัก อ.เมือง จ.เชียงราย จำนวนกว่า 1,000 ไร่ ต้องจมอยู่ใต้น้ำลึกกว่า 1 เมตร ภายหลังจากที่ฝนตกหนักติดต่อกันส่งผลทำให้ปริมาณน้ำในหนองหลวง ซึ่งเป็นหนองน้ำสาธารณะขนาดใหญ่ได้เพิ่มปริมาณขึ้นอย่างรวดเร็วจนหนุนเข้าท่วม ซึ่งพบว่านาข้าวที่กำลังเจริญเติบโตถูกน้ำท่วมจนมิดจนแทบมองไม่เห็นสภาพว่าเป็นทุ่งนาแต่กลายเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่แทน

โดยนายรัตน์ มะโนวงค์ ชาวนาบ้านใหม่นาวา เปิดเผยว่าปีนี้ตนลงทุนปลูกข้าวนาปีจำนวน 35 ไร่ ใช้เงินลงทุนไปกว่า 80,000 บาท ตั้งแต่ปลูกมาถูกน้ำท่วมแล้ว 2 ครั้ง โดยครั้งแรกท่วมตั้งแต่เริ่มต้นหว่านทำให้เสียหายทั้งหมด ต้องลงทุนหว่านใหม่อีกรอบ ซึ่งต้นข้าวกำลังโตเต็มที่ใกล้พร้อมจะให้ผลผลิตได้แล้วกลับมาถูกน้ำท่วมอีก โดยถูกน้ำท่วมขังนานกว่า 1 สัปดาห์แล้วเนื่องจากน้ำมีฝนตกมาอย่างต่อเนื่องประกอบกับทางระบายน้ำมีต้นผักตบชวาอยู่เต็มปิดทางระบาย ทำให้ลำบากมากเพราะเงินลงทุนส่วนใหญ่ต้องกู้มาจากธนาคารเพื่อการเกษตร(ธกส.) อีกทั้งต้องส่งลูกเรียนหนังสือ โดยน้ำที่ท่วมนานพบว่าข้าวเริ่มเน่าและคาดว่าจะเสียหายทั้งหมด จึงอยากให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเข้ามาช่วยเหลือ โดยอาจช่วยเรื่องหนี้สินหรือช่วยเป็นตัวเงินเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนก็ได้ เพราะตอนนี้ยังไม่รู้ปีนี้จะมีเงินรายได้จากที่ไหนมาใช้จ่ายและใช้หนี้ที่กู้มา

ล่าสุดทางผู้นำท้องถิ่นและกลุ่มชาวนาที่ได้รับผลกระทบได้พยายามขช่วยกันแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการรวมกำลังกันไปช่วยกันนำผักตบชวาที่มีจำนวนมากออกจากเส้นทางเดินของน้ำ ซึ่งส่วนใหญ่จะไปกระจุกอยุ่ที่บริเวณสะพานข้ามแม่น้ำแม่สะกึ๋น บริเวณบ้านปงหลวง หมู่ 6 ตำบลเวียงชัย อำเภอเวียงชัย จังหวัดเชียงราย โดยประสานขอรถแบ็คโฮจากองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.)เชียงราย และประมงจังหวัดเชียงราย มาช่วยกันการขุดตักผบชวาออกเพื่อให้ระบายน้ำออกไห้ได้มากที่สุด เพื่อลดความเสียหายและไม่ขยายวงกว้างไปท่วมพื้นที่ทางการเกษตรหรือบ้านเรือนประชาชนเพิ่มอีก
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22,07, 2017, 19:32:41 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
23,07, 2017, 15:34:40
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,159


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #251 เมื่อ: 23,07, 2017, 15:34:40 »

https://www.prachachat.net/economy/news-8957

ส่งออก 3 แสนตันใกล้เป็นจริง ชี้กุ้งราคาดี-หารือตลอดห่วงโซ่ช่วยดัน

ครึ่งทางปี 2560 ราคากุ้งไทยยังมีเสถียรภาพ ขนาด 100 ตัว/กก. ยังขายได้ 130-140 บาท “บรรจง” ชี้เพราะมีการหารือกันทุกระดับตลอดซัพพลายเชน ตั้งแต่การทยอยลงกุ้งและจับขาย ไม่ขายในราคาแพงให้ห้องเย็น-รง.แปรรูปส่งออก การให้ความเชื่อมั่นไม่ใช้แรงงานทาสและปลาป่นผิดกฎหมายแก่ผู้นำเข้ารายใหญ่ในสหรัฐ คาดปีนี้ส่งออก 3 แสนตัน

นายบรรจง นิสภวาณิชย์ ประธานสมาพันธ์เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงสถานการณ์ล่าสุดของกุ้งขาวแวนนาไมว่า ราคากุ้งขาวขนาด 100 ตัว/กก. ซื้อขายอยู่ที่ กก.ละ 140 บาท ขนาด 60 ตัว/กก. ราคา 180 บาท/กก. ซึ่งราคานี้กลุ่มโรงงานแปรรูปส่งออกและห้องเย็นอยู่ได้ เพราะสามารถแข่งขันกับผู้ผลิตคู่แข่งของไทยได้ดี ถ้าราคากุ้งขาวสูงกว่านี้จะขายยากขึ้น ในขณะที่เกษตรกรผู้เลี้ยงก็ยังพอมีกำไรจากราคานี้ ดังนั้นแม้ต้นปีที่ผ่านมาจะเกิดภาวะน้ำท่วมใหญ่ในภาคใต้ ส่งผลกระทบต่อการเลี้ยงกุ้ง แต่ก็คาดว่าปริมาณการส่งออกกุ้งในปีนี้จะสามารถทำได้ที่ 3 แสนตันอย่างแน่นอน เมื่อดูจากปริมาณอาหารกุ้งและการจำหน่ายลูกกุ้งในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ส่วนยอดขายกุ้งในประเทศคาดว่าจะมีปริมาณ 1 แสนกว่าตัน

“ราคากุ้งขาวตั้งแต่ต้นปีนี้มาอยู่ในระดับ กก.ละ 130-140 บาท ส่วนกุ้งกุลาดำที่ส่งจีนก็อยู่ในระดับ กก.ละ 300-500 บาท แล้วแต่ขนาดหรือไซซ์ ถือว่าราคายังดีอยู่ ทั้งนี้ เป็นเพราะตัวแทนสมาพันธ์ในแต่ละภาคที่เลี้ยงกุ้งมีการวางแผนการเลี้ยง การทยอยปล่อยลูกกุ้งลงเลี้ยง การจับกุ้งขายด้วยวิธีทยอยจับ เพื่อไม่ให้ออกสู่ตลาดในแต่ละวันมากเกินไป หรืออยู่ในระดับ 80-90 ตู้คอนเทนเนอร์ที่จะเข้าสู่ตลาดส่วนกลาง การหารือด้านราคาและการตลาดกับห้องเย็น โรงงานแปรรูปส่งออก รวมทั้งการหารือกับผู้นำเข้ารายใหญ่ 7 รายของสหรัฐอเมริกา เช่น ห้างวอล-มาร์ต คอสโก้ฯ ให้เกิดความมั่นใจว่าผู้เลี้ยงกุ้งของไทยไม่ใช้แรงงานทาส ไม่ใช้ปลาป่นผิดกฎหมายในอาหารสัตว์ที่เลี้ยงกุ้ง และมีบริษัทคอยตรวจสอบเรื่องเหล่านี้ในไทย”

นายบรรจงกล่าวต่อว่า ช่วงนี้ลูกกุ้งขาดตลาดบ้างแต่ไม่รุนแรง เพราะผู้เลี้ยงมีการจับกุ้งขนาด 100 ตัว/กก.ออกขายมากขึ้น ที่ผ่านมาทางสมาพันธ์ได้รณรงค์ให้มีการเลี้ยงกุ้งไซซ์ใหญ่ขาย โดยมีการเลี้ยงกุ้งไซซ์ใหญ่ออกขายมากในเขตสุราษฎร์ธานี ตราด พังงา ซึ่งน้ำค่อนข้างสะอาด แต่การเลี้ยงจับกุ้งไซซ์เล็กจะมีมากในเขตภาคกลาง ฉะเชิงเทรา

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ดร.สมศักดิ์ ปณีตัธยาศัย นายกสมาคมกุ้งไทยและคณะกรรมการบริหารสมาคม เปิดเผยว่า ผลผลิตกุ้งปี 2559 โดยรวมมีประมาณ 3 แสนตัน หรือเพิ่มขึ้นจากปี 2558 ประมาณร้อยละ 15 หรือผลผลิตรวม 2.6 แสนตัน หลังจากที่การเลี้ยงเริ่มฟื้นตัว จากการประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาโรคตายด่วน หรืออีเอ็มเอส (EMS) โดยการปรับปรุงฟาร์มและการจัดการการเลี้ยงที่มีประสิทธิภาพ ส่วนปี 2560 จะเป็นปีที่ดีสำหรับเกษตรกร ทั้งราคา และผลผลิตน่าจะอยู่ในเกณฑ์ดี ซึ่งอุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งไทยมีแนวโน้มดีขึ้น คาดว่าจะได้ผลผลิต 3.5 แสนตันเป็นอย่างต่ำ ทั้งนี้ เพราะเกษตรกรมีความชัดเจนในแนวทางการเลี้ยงมากขึ้น โดยเฉพาะแนวทาง 3 สะอาด คือ พื้นบ่อต้องสะอาด น้ำต้องสะอาด และลูกกุ้งต้องสะอาด ซึ่งจะเป็นแนวทางที่จะทำให้กุ้งเลี้ยงได้ แต่ยังไม่พอ หากต้องการทำกำไรต้องหาลูกกุ้งที่โตเร็วที่สุดมาเลี้ยงด้วย
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
24,07, 2017, 13:17:55
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,159


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #252 เมื่อ: 24,07, 2017, 13:17:55 »

https://www.prachachat.net/general/news-9225
เปิด ‘ศูนย์รับแจ้งแรงงานต่างด้าว’ วันแรกคึกคัก ให้บริการคนแรกก่อน 8 โมงเช้า


เมื่อเวลา 08.00 น.วันที่ 24 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศการเปิดศูนย์รับแจ้งการทำงานของคนต่างด้าววันแรก ที่กระทรวงแรงงานเป็นไปอย่างคึกคัก ซึ่งตามกำหนดการจะเปิดให้รับบัตรคิวในเวลา 07.30 น. และเปิดให้ยื่นเอกสารในเวลา 08.00 น. แต่พบว่านายจ้างรายแรกที่มารับบัตรคิวนั้นมาถึงตั้งแต่เวลา 06.00 น. และเปิดให้บริการยื่นเรื่องดำเนินการทันทีในเวลา 07.30 น.ด้วยความเรียบร้อย ซึ่งได้จัดเตรียมเจ้าหน้าที่ในการให้บริการอย่างเต็มที่ คาดว่าจะใช้เวลาในการดำเนินการต่อแรงงานต่างด้าว 1 คนประมาณ 15 นาที

ต่อมา พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วยม.ล.ปุณทริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงานได้ลงมาตรวจสอบความเรียบร้อย โดยพล.อ.ศิริชัย กล่าวว่า ศูนย์ฯ ทั้งประเทศมีความพร้อมมาก ซึ่งแต่ละศูนย์ฯ มีศักยภาพในการให้บริการประมาณ 1,500 คนต่อวัน โดยรวมก็คาดว่าน่าจะสามารถให้บริการได้วันละ 1.5 แสนคนทั้งประเทศ ดังนั้นระยะเวลา 15 วันที่เปิดให้บริการ ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม – 7 สิงหาคม 2560 ก็คิดว่าน่าจะเพียงพอต่อการเปิดแจ้งการทำงานของคนต่างด้าวที่ไม่มีเอกสารอะไรเลย นอกจากนี้ยังต้องขอขอบคุณนายจ้าง และแรงงานในกลุ่มอื่นๆ ด้วย เพราะหลังจากพ.ร.ก.การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว พ.ศ.2560 ประกาศใช้เมื่อวันที่ 23 มิถุนายนที่ผ่านมา ก็รีบมาดำเนินการให้ถูกกฎหมายแล้วกว่า 2 แสนคน

น.ส. ชมพูนุท บุศยพงศ์ชัย ในฐานะนายจ้างที่มารับบัตรคิวลำดับที่ 1 กล่าวว่า ตนจ้างแรงงานชาวเมียนมา 1 คน เมื่อวันที่ 21 มิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อเป็นแม่บ้านดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน แต่เป็นแรงงานที่ไม่มีเอกสารอะไรเลย เมื่อพ.ร.ก.ดังกล่าวออกมา ก็มีความกังวลมาก กลัวผิดกฎหมายจึงรีบมาดำเนินการ ส่วนค่าปรับที่มีอัตราแพงนั้น มองว่าดี คนจะได้กลัวไม่กล้าทำผิด ขั้นตอนไม่ยุ่งยากใช้เอกสาร 3 อย่างคือ สำเนาบัตรประชาชนนายจ้าง รูปถ่ายแรงงานต่างด้าว 2 นิ้ว 3 รูป และเอกสารของแรงงานเท่านั้น ซึ่งรวดเร็วมากน่าจะแค่ 10 นาทีก็เสร็จ

ขณะที่นายจ้างรายหนึ่ง (ขอสงวนชื่อ) กล่าวว่า ตนจ้างแรงงานต่างด้าวชาวพม่า 1 คน ตอนแรกที่พ.ร.ก.นี้ออกมาก็กังวลว่าจะต้องไปใช้บริการนายหน้าจัดหาแรงงานหรือไม่ กังวลเรื่องจะต้องมีใต้โต๊ะ และไม่มั่นใจว่าพอขึ้นมาบนดินแล้วจะเคลียร์ได้จริงๆ แต่ตอนนี้เข้าใจแล้ว แค่มาจ้างการทำงานที่ศูนย์ฯ และรอทำเรื่องให้ถูกกฎหมาย
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
25,07, 2017, 09:21:34
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,159


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #253 เมื่อ: 25,07, 2017, 09:21:34 »

https://www.prachachat.net/local-economy/news-8576

“1 ไร่ 1 แสน” เมืองนนท์ โอกาสรอดเกษตรกรยุคใหม่

ความเคยชินในอดีต คือ อุปสรรคสำคัญของเกษตรกรไทย ที่ไม่ว่าจะลงทุนทำการเกษตรเท่าไหร่ กลับมีหนี้สินรุงรังตามมาเท่านั้น รายได้ไม่พอต่อค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นค่าปุ๋ยเคมี เมล็ดพันธุ์ ค่าจ้างแรงงาน และรายจ่ายรายทางอีกมาก แล้วจะมีหนทางไหนบรรเทาทุกข์ ช่วยลดปลดหนี้ไปได้บ้าง

วันนี้หลายคนพูดถึงโครงการ 1 ไร่ 1 แสน เพราะเป็นโครงการหนึ่งที่ตอบโจทย์และแก้ปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน มีตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จแล้วหลายราย เพราะหลักการเบื้องต้นของโครงการ คือ การลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต เพิ่มเรื่องราวของสินค้า และการสร้างความยั่งยืนโดยโครงการนี้จะเป็นการบริหารจัดการพื้นที่เพาะปลูก 1 ไร่ ให้ได้ประโยชน์และประสิทธิภาพมากที่สุด ตามแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ เพื่อให้เกษตรกรสามารถเลี้ยงตัวเองได้ ด้วยการส่งเสริมการผลิตแบบผสมผสานลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมี และสร้างองค์ความรู้ใหม่ ๆ ในการทำการเกษตร โดยดำเนินการผ่าน 3 วิชา ได้แก่ ด้านกสิกรรม คือ ปลูกข้าว ผักสวนครัว พืชไร่ ไม้ผล ด้านปศุสัตว์ เลี้ยงเป็ด ไก่ และด้านประมง เลี้ยงปลา กบ หอย กุ้ง ปู เป็นต้น โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ คันนาปลูกพืชผักสวนครัว ร่องน้ำสำหรับทำการประมง พื้นที่ปลูกข้าว และพื้นที่เลี้ยงเป็ด

จังหวัดนนทบุรีเป็นอีกจังหวัดที่ยังมีเรือกสวนไร่นาอุดมสมบูรณ์อยู่มาก จังหวัดได้เล็งเห็นถึงประโยชน์ของโครงการดังกล่าว จึงร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัดนนทบุรี และหอการค้าจังหวัดนนทบุรี ดำเนินโครงการพัฒนาศักยภาพเกษตรกรสู่วิถีนนท์เพื่อรองรับการท่องเที่ยวเชิงเกษตร โครงการเพิ่มศักยภาพการผลิต การตลาด และพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนภาคการเกษตร ซึ่งปี 2560 จัดอบรมทั้งหมด 6 รุ่น รุ่นละ 100 คน โดยรุ่นที่ 1 อบรมระหว่างวันที่ 19-21 มิถุนายน 2560 รุ่นที่ 2 วันที่ 22-24 มิถุนายน 2560 รุ่นที่ 3 วันที่ 26-28 มิถุนายน 2560 รุ่นที่ 4 วันที่ 29 มิถุนายน-1 กรกฎาคม 2560 รุ่นที่ 5 วันที่ 3-5 กรกฎาคม 2560 และรุ่นที่ 6 วันที่ 12-14 กรกฎาคม 2560 ที่โครงการ 1 ไร่ 1 แสน พื้นที่แปลงนาของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ต.บางตะไนย์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี


“กลินท์ สารสิน” ประธานคณะกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า การจัดอบรมครั้งนี้เป็นความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งจังหวัดนนทบุรี สำนักงานเกษตรจังหวัดนนทบุรี และหอการค้าจังหวัดนนทบุรี โดยโครงการนี้เริ่มต้นจากโครงการทำนา 1 ไร่ ได้เงิน 1 แสน ซึ่งริเริ่มเมื่อปี 2553 โดย “ดุสิต นนทะนาคร” อดีตประธานกรรมการหอการค้าไทย เนื่องจากเห็นว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่ดี สามารถเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร เกษตรกรจะได้รวยขึ้น ขณะเดียวกันคนที่มาเรียนรู้สามารถนำเอาความรู้ไปถ่ายทอดให้คนอื่นด้วย ซึ่งเป็นหน้าที่ที่หอการค้าทุกคนต้องช่วยกัน



“การเกษตรจะเป็นส่วนในการสนับสนุนเรื่องการท่องเที่ยว เมื่อปลูกพืชหลาย ๆ อย่าง คนก็อยากจะมาดู มาศึกษา ถือเป็นการท่องเที่ยวได้ด้วย ในอนาคตอาจจะสามารถทำเป็นจุดเรียนรู้ แต่สิ่งสำคัญทำอย่างไรให้เกษตรกรคำนึงถึงว่า เมื่อปลูกแล้วมีตลาดหรือไม่ ขายใคร ได้ราคาเท่าไหร่ ต้องดูด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่หอการค้าทุกจังหวัดสามารถช่วยได้” ประธานคณะกรรมการหอการค้าไทยกล่าว

ด้าน “สุธี ทองแย้ม” รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี กล่าวว่า หลายคนพูดว่าจังหวัดนนทบุรีเหมือนกับกรุงเทพฯ ซึ่งปัจจุบันมีประชากรกว่า 1.3 ล้านคน ยังไม่นับรวมประชากรแฝงที่เข้ามาอาศัยอยู่ ดังนั้นวิสัยทัศน์ของจังหวัดนนทบุรีจึงจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับเป็นที่อยู่อาศัยของคนทุกระดับ มีการพัฒนาเมืองเพื่อรองรับจำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ยังไม่ทิ้งเกษตรกรที่ทำการเกษตรหลายพันไร่ ทั้งพืชไร่ นาข้าว พืชสวน ซึ่งนับวันก็จะยิ่งลดลงไปเรื่อย ๆ เนื่องจากความเจริญเข้ามา มีหมู่บ้านจัดสรรจำนวนมากจังหวัดนนทบุรีจึงพยายามอนุรักษ์พื้นที่เกษตรกรรมเหล่านี้ไว้ โดยการส่งเสริมการทำเกษตรกรรมทุกแบบ เพื่อให้เกษตรกรเห็นความสำคัญและมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

“เสถียร ทองสวัสดิ์” วิทยากรประจำโครงการ 1 ไร่ 1 แสน กล่าวว่า โครงการ 1 ไร่ 1 แสน จะบริหารจัดการพื้นที่เป็น 30 : 30 : 30 : 10 โดยเป็นพื้นที่กสิกรรม พื้นที่ปลูกข้าว แหล่งน้ำ และที่อยู่อาศัยและแหล่งปศุสัตว์ โดยเกษตรกรที่จะมาทำต้องมีองค์ประกอบอยู่ 4 อย่าง คือ 1.ต้องเป็นคนกล้าเปลี่ยน 2.ศึกษาพื้นที่ที่จะใช้ว่าเหมาะกับพืชอะไร 3.องค์ความรู้ที่จะไปบริหารจัดการ ทำอย่างไรให้มีอยู่มีกิน 4.บุคคล หน่วยงาน องค์กรในการส่งเสริม ซึ่งเกษตรกรจังหวัดนนทบุรีนับว่าโชคดีที่มีหน่วยงานเข้ามาส่งเสริมสนับสนุน ทั้งนี้เกษตรกรเองจะมีต้นทุน 7 อย่าง ได้แก่ ทุนเวลา ทุนแรงงาน ทุนองค์ความรู้ ทุนปัญญา ทุนนวัตกรรม ทุนสังคม และทุนเงิน

“เกษตรกรจะต้องเปลี่ยนจากการปลูกพืชหรือนาข้าวด้วยการใช้ปุ๋ยเคมี ที่เมื่อใช้มาก ๆ จะทำให้ไม่สามารถปลูกชนิดอื่น ๆ ได้ มาเป็นการเกษตรโดยใช้สิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติในท้องที่ ที่เรียกว่าสรรพสิ่ง หรือการง้วนดิน รวมถึงการทำการเกษตรแบบผสมผสาน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนได้อย่างมาก เช่น ปกติพื้นที่การเพาะปลูกข้าว จะต้องใช้พันธุ์ข้าว 25 กิโลกรัมต่อไร่ แต่ในโครงการ

1 ไร่ 1 แสน จะคัดเลือกเฉพาะเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดีเท่านั้น ซึ่งในพื้นที่ 1 ไร่ จะใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวในการเพาะปลูกเพียง 200 กรัมเท่านั้น การเลี้ยงปลาในร่องน้ำไว้บริโภคและจำหน่าย การเลี้ยงหอยไว้ป้องกันศัตรูพืช เป็นต้น ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้จากหลายส่วน ทำให้เกษตรกรสามารถอยู่ได้”

ขอเพียงความกล้าที่จะเปลี่ยน และศึกษาค้นคว้าให้แตกฉาน เชื่อมั่นว่าเกษตรกรรุ่นใหม่จะต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิมอย่างแน่นอน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25,07, 2017, 09:27:27 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
25,07, 2017, 21:49:13
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,159


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #254 เมื่อ: 25,07, 2017, 21:49:13 »

https://www.prachachat.net/general/news-10409

ปชช.เข้าอุทยานแห่งชาติฟรีทั่วปท. 28 ก.คนี้ กรมอุทยานฯ เผยเทิดพระเกียรติในหลวงร.10

เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยว่า ในวันที่ 28 กรกฎาคม นี้ เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่10 ครบรอบ 65 พรรษา อุทยานแห่งชาติเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า ทั่วประเทศ เปิดให้ประชาชนชาวไทยเข้าฟรี เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติและน้อมถวายความจงรักภักดี ทางอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยว จุดชมวิวกิ่วกระทิง จุดชมวิวขุนน้ำเย็น ช่องเย็น จุดชมวิวภูสวรรค์ แก่งนกยูง แก่งผาคอยนางคอย และที่อุทยานแห่งชาติคลองลาน เขตติดต่อใกล้กัน มีแหล่งท่องเที่ยว น้ำตกคลองลาน น้ำตกปางควาย แก่งเกาะร้อยหาดทรายสีขาว ซึ่งขึ้นกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดให้ประชาชนเข้าท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า โดยไม่เสียค่าบริการ เฉพาะชาวไทย และยานพาหนะ เท่านั้น จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชน มาเที่ยวพักผ่อนกันได้ ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ

บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
หน้า: 1 ... 15 16 [17] 18 19 ... 22   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: