GUN IN THAILAND
24,08, 2017, 17:09:17 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Google
หน้า: 1 ... 17 18 [19] 20   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย  (อ่าน 3689 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
09,08, 2017, 08:58:19
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,028


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #270 เมื่อ: 09,08, 2017, 08:58:19 »

https://www.prachachat.net/marketing/news-18863

“ไทยเบฟเวอเรจ” ทุ่ม 1.13 หมื่นล้าน ซื้อกิจการ “เคเอฟซี” ในไทย 240 สาขา

รายงานข่าวจากบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า บริษัทย่อยของ ไทยเบฟเวอเรจ ได้แก่ บริษัท คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย จำกัด ได้เข้าซื้อสิทธิ์แฟรนไชส์พร้อมทั้งร้านเคเอฟซีทั้ง 240 สาขาในไทย จาก ยัม เรสเทอรองตส์ ประเทศไทย ด้วยงบประมาณกว่า 11,300 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยให้ไทยเบฟขยายเข้าสู่ธุรกิจร้านอาหารบริการด่วน เพื่อเข้าถึงไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคได้มากขึ้น

นางนงนุช บูรณะเศรษฐกุล รองประธานอาวุโส กลุ่มธุรกิจอาหาร (ประเทศไทย) บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงการเข้าซื้อกิจการของเคเอฟซีในครั้งนี้ว่า นอกจากจะทำให้ไทยเบฟขยายพอร์ทธุรกิจอาหารให้เติบโตขึ้นแล้ว เน็ตเวิร์คร้านค้าของเคเอฟซี ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ จะทำให้กลุ่มบริษัทสามารถเข้าถึงลูกค้าได้ครอบคลุมมากขึ้น สามารถเข้าใจเทรนด์ ความต้องการ และขึ้นมาอยู่ในระดับแนวหน้าของอุตสาหกรรมนี้ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจมีการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
 
ด้วยความเชี่ยวชาญในธุรกิจร้านอาหาร QSR ของเคเอฟซี ทำให้บริษัทยังมีเป้าหมายที่จะขยายสาขาเพิ่มอย่างต่อเนื่อง และยังคงเป็นพาร์ทเนอร์กับทาง ยัม เรสเทอรองตส์ เพื่อโฟกัสในการพัฒนาศักยภาพของการดำเนินงานและด้านบุคลากรอย่างต่อเนื่อง
 
โดยเคเอฟซี ถือเป็นผู้นำตลาดร้านอาหาร QSR ในประเทศไทย เมื่อวัดจากจำนวนสาขา และได้เปิดทำตลาดมาแล้วกว่า 30 ปี โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาถือเป็นร้านที่มีการขยายตัวมากที่สุด
 
อย่างไรก็ตาม เม็ดเงินที่คาดว่าจะใช้ในการเข้าซื้อสาขาของเคเอฟซีทั้งหมดนั้น จะต้องรอพิจารณาจำนวนสาขาใหม่ที่คาดว่าจะเปิดตัวจนถึงปลายปีนี้อีกที ซึ่งคาดว่าจะทำให้ดีลนี้เสร็จบริบูรณ์ได้ภายในสิ้นเดือนธันวาคม 2560
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
10,08, 2017, 08:33:27
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,028


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #271 เมื่อ: 10,08, 2017, 08:33:27 »

https://www.prachachat.net/property/news-19745

ขึ้นค่าทางด่วนปีหน้า 5-10 บ. BEMทิ้งทวนก่อนต่อสัมปทานรอบใหม่

เตรียมใจให้พร้อม ! ก.ย.ปีหน้าขึ้นค่าทางด่วนแน่ 5-10 บาท จากปัจจุบันจ่าย 50 บาท เผยถึงรอบคิวปรับทุก 5 ปี ตามสัมปทาน ประธานบอร์ด กทพ.ฟันธงเกิดข้อพิพาทกับ BEM เรื่องการปัดเศษขึ้น–ลง เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา เร่งหาข้อสรุปต่อสัมปทานให้จบโดยเร็ว ก่อนสิ้นสุด ก.พ.ปี’63 ยึดกฎหมายและสัญญาเป็นหลัก

พล.อ.วิวรรธน์ สุชาติ ประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในปี 2561 จะครบกำหนดปรับค่าผ่านทางตามสัญญาสัมปทานที่ทำไว้กับบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ผู้รับสัมปทานทางด่วนขั้นที่ 1(เฉลิมมหานคร) และขั้นที่ 2 (ศรีรัช) ระยะเวลา 30 ปี จะมีการพิจารณาปรับค่าผ่านทางขึ้นทุก 5 ปี ตามดัชนีผู้บริโภค (CPI)

“คงต้องปรับแน่ ๆ เพราะถึงรอบคิวตามสัญญา แต่จะปรับเท่าไหร่เท่านั้นเอง อยู่ที่ CPI ซึ่งครั้งนี้จะเป็นรอบสุดท้ายแล้ว เพราะสัญญาสัมปทานจะสิ้นสุดในปี 2563″

สำหรับปัญหาเรื่องการพิจารณาปรับเศษค่าผ่านทางที่ทั้ง กทพ. และ BEM มองต่างกันมาตลอดเรื่องการปัดเศษขึ้นหรือลงจนเกิดเป็นข้อพิพาทกันมานั้น พล.อ.วิวรรธน์กล่าวว่า มีความเป็นได้สูงที่การปรับค่าผ่านทางในปี 2561 นี้จะเกิดปัญหาเหมือนเดิม เนื่องจากต่างฝ่ายมีความเห็นไปคนละทาง ซึ่งฝ่าย กทพ.ก็ยึดแนวทางของอัยการสูงสุด

“เอกชนต้องเสนอมา ที่ผ่านมาก็ฟ้องกันไปมา รอบนี้ก็คงเหมือนเดิม เพราะมีการปรับเศษคนละแบบ แบบเดิมชี้คนละแบบ ฝั่งเราอัยการบอกให้ทำอย่างนี้ ฝั่งโน่นสัญญาบอกให้ทำอย่างนี้ให้ทำไง ในเมื่อพอให้เจรจาตกลงไม่ยอมผมไม่รู้ทำไงต้องปล่อยไป ถ้าเป็นผมมีโอกาสในเมื่อมีข้อพิพาท ความเห็นต่าง ตามอัยการของเก่า เราก็รู้ว่ามีการฟ้องร้องทำไม ไม่เอาส่วนต่างไปกองไว้ตรงกลาง ส่วนที่เห็นต่าง เพื่อว่าใครตัดสินซ้ายขวา จะได้มีตังค์“

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า การปรับค่าผ่านทางด่วนขั้นที่ 1 และขั้นที่ 2 จะครบกำหนดวันที่ 1 ก.ย. 2561 ตามสัญญาสัมปทานที่ทำไว้กับ BEM จะปรับขึ้นทุก 5 ปี ตามค่า CPI ซึ่งที่ผ่านมาเฉลี่ยอยู่ที่ 5-10 บาท

สำหรับอัตราค่าผ่านทางปัจจุบันปรับขึ้นมาตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. 2556 ได้แก่ ทางพิเศษเฉลิมมหานคร (ทางด่วนขั้นที่ 1) รถ 4 ล้อ 50 บาท รถ 6-10 ล้อ 75 บาท มากกว่า 10 ล้อ 110 บาท ส่วนทางพิเศษศรีรัช ส่วน C รถ 4 ล้อ 15 บาท รถ 6-10 ล้อ 20 บาท มากกว่า 10 ล้อ 35 บาท ส่วน D รถ 4 ล้อ 25 บาท รถ 6-10 ล้อ 55 บาท มากกว่า 10 ล้อ 75 บาท

ขณะเดียวกันจะมีทางด่วนอุดรรัถยา (บางปะอิน–ปากเกร็ด) ที่ BEM รับสัมปทานและมีรายได้ค่าผ่านทาง 100% จะครบกำหนดวันที่ 1 พ.ย. 2561 จากปัจจุบันช่วงแจ้งวัฒนะ–เชียงราก รถ 4 ล้อ 45 บาท รถ 6-10 ล้อ 100 บาท มากกว่า 10 ล้อ 150 บาท และช่วงเชียงราก–บางไทร รถ 4 ล้อ 10 บาท รถ 6-10 ล้อ 20 บาท มากกว่า 10 ล้อ 30 บาท

นอกจากนี้ พล.อ.วิวรรธน์ยังกล่าวถึงแนวทางการบริหารจัดการโครงการทางด่วนขั้นที่ 1 และขั้นที่ 2 หลังสัญญาสัมปทานสิ้นสุดวันที่ 28 ก.พ. 2563 ว่า ในหลักการต้องปฏิบัติตามกฎหมายรอการตีความจะต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนปี 2556 หรือไม่ เนื่องจากโครงการดำเนินการก่อนที่กฎหมายจะมีผลบังคับใช้และสัญญาสัมปทาน ขณะนี้ กทพ.อยู่ระหว่างศึกษามี 3 แนวทาง คือ 1.ต่อสัญญาสัมปทานให้กับ BEM 2.เปิดประมูลใหม่ 3.กทพ.บริหารจัดการเอง เนื่องจากโครงการตกเป็นของ กทพ.แล้ว คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในเดือน ต.ค.-พ.ย. 2560 นี้

“หลักมีอยู่แค่นี้ เบี้ยวไม่ได้ แต่ยังพอมีเวลาเพราะสัญญาจะสิ้นสุดปี 2563 ยังไม่รู้จะได้ข้อสรุปในยุคผมหรือเปล่า แต่ผมจะทำให้เสร็จก่อนหมดวาระ ตามกฎหมายร่วมทุนบอกให้องค์กรอิสระทำข้อพิจารณาเสนอไป แต่มีอีกข้อหนึ่งในสัญญาว่าเมื่อหมดสัญญาสัมปทานต้องเจรจา ก็ต้องเจรจาได้ไม่ได้ค่อยว่ากัน ตอนนี้ยังไม่เริ่มเจรจา เพราะยังไม่หมดสัญญา ใครจะเจรจา เป็น กทพ.เจ้าของสัญญา หรือให้คณะกรรมการตามกฎหมายร่วมทุนก็ต้องมาดูกัน“

“ยังไงต้องเจรจากับเอกชน เพราะเป็นสัญญาสัมปทาน เมื่อหมดแล้วต้องคุยผลประโยชน์ตอบแทนกันใหม่ แม้สัญญาจะเขียนไว้ อาจต่อ 2 ครั้ง ครั้งละ 10 ปีก็ตาม เมื่อได้ข้อสรุปแล้ว จะต้องเสนอให้คณะรัฐมนตรีเป็นผู้พิจารณา ปีนี้ยังไงก็ต้องรู้แนวทางที่แน่ชัด กทพ.จะเดินหน้ายังไง เรื่องนี้ก็ล่าช้ามานาน จริง ๆ ตามกฎหมายร่วมทุนใหม่ให้ดำเนินการก่อนครบสัมปทาน 5 ปี แต่เราเพิ่งจ้างที่ปรึกษาเมื่อปลายปีที่แล้ว“

ปัจจุบัน กทพ. ได้รับส่วนแบ่งรายได้อยู่ที่ 60% และ BEM ได้รับอยู่ที่ 40% จนครบกำหนดอายุสัญญา ทั้งนี้หาก กทพ.เป็นผู้ดำเนินการเอง จะทำให้มีรายได้ค่าผ่านทางเพิ่มขึ้น จากปัจจุบัน กทพ.มีรายได้อยู่ที่ประมาณ 17,193.29 ล้านบาท มีรายจ่าย 9,872.63 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 7,320.66 ล้านบาท

ส่วนปริมาณการจราจรบนทางด่วนทั้งโครงข่ายเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1.8 ล้านเที่ยว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10,08, 2017, 08:35:31 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
10,08, 2017, 09:19:04
Viengping 9
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,149



« ตอบ #272 เมื่อ: 10,08, 2017, 09:19:04 »

 ธุจ้า ขอบคุณครับ ธุจ้า
บันทึกการเข้า
10,08, 2017, 19:40:00
NY_City
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,069


« ตอบ #273 เมื่อ: 10,08, 2017, 19:40:00 »

เศรษฐกิจขาขึ้น ...  ธุจ้า
บันทึกการเข้า
11,08, 2017, 09:02:25
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,028


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #274 เมื่อ: 11,08, 2017, 09:02:25 »

https://www.prachachat.net/facebook-instant-article/news-19859

10 ปีวิกฤต “ซับไพรม” โลกนี้ยังเต็มไปด้วย “หนี้”-

คนทั่วไปมักถือกันว่าจุดเริ่มต้นของวิกฤตการณ์ทางการเงินระดับโลกเมื่อราว 10 ปีก่อน เริ่มต้นในทันทีที่ธนาคารมหึมาอย่าง เลห์แมน บราเธอร์ส ล้มทั้งยืน ต้องยื่นขอพิทักษ์ทรัพย์สินตามกฎหมายล้มละลายในปี 2008

สัญญาณหายนะทางการเงินโลกเริ่มต้นก่อนหน้านั้น มันเริ่มต้นในช่วงสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนสิงหาคมเมื่อปี 2007 จุดแรกที่เกิดปรากฏการณ์ “ฟ้าผ่า” ไม่ใช่ในสหรัฐอเมริกา แต่เป็นในฝรั่งเศส เมื่อ “บีเอ็นพี พาริบาส์” ธนาคารใหญ่ของประเทศ ประกาศการ “อายัดทรัพย์สิน” ทั้งหมดของกองทุนบริหารความเสี่ยง หรือเฮดจ์ฟันด์ 3 กองทุน ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการปล่อยกู้ในตลาดอสังหาริมทรัพย์สหรัฐอเมริกาอย่างหนัก

เหตุการณ์ลุกลามต่อเนื่องจนทำให้ในเวลาต่อมา ทางการสหรัฐอเมริกาต้องกระโดดเข้าอุ้ม “แบร์สเติร์นส์” กระนั้นก็ยังไม่สามารถยับยั้งปรากฏการณ์ในระดับทำลายล้างที่เกิดขึ้นตามมาได้ เมื่อ “เลห์แมน บราเธอร์ส” หนึ่งในกิจการธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของวอลล์สตรีตล่ม ทุกอย่างก็กลายเป็นประวัติศาสตร์

หลังจากนั้นโลกก็ได้รับรู้ความจริงที่น่าสะพรึงกลัวภายในระบบการเงินโลก ได้รู้ว่าธนาคารทั้งหลายเต็มใจรับเอาความเสี่ยงเข้ามาอยู่กับตัวโดยที่ไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร แล้วเรียกกระบวนการสุ่มเสี่ยงนั้นว่า “นวัตกรรมทางการเงิน” โลกได้รู้ว่าบรรดาบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือทั้งหลาย ก็ตกอยู่ในสภาพ “นอนหลับไม่รู้ นอนคู้ไม่เห็น” แม้แต่บรรดาผู้ที่ทำหน้าที่กำกับดูแลทั้งหลายก็กลายเป็นเพียงตอไม้นิ่งเฉย

ผ่านไป 10 ปี หลังจากจุดเริ่มต้นของ “ดราม่าทางการเงิน” ครั้งใหญ่ดังกล่าว คำถามที่สมควรถามคือ ระบบการเงินและโลกทั้งใบปลอดภัยขึ้นหรือไม่และอย่างไร ?

นักสังเกตการณ์ระบบการเงินโลกให้คำตอบไว้ว่า ในห้วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์ที่เป็นจริงในเวลานี้มีทั้งข่าวดีและข่าวร้าย มีทั้งที่พัฒนาไป และมีทั้งที่ยังต้องคอยวิตกกังวล

ข่าวดีก็คือวิกฤตใหญ่ในครั้งนั้นสอนบทเรียนล้ำค่าให้กับระบบการธนาคารของทั้งโลก ทำให้ธนาคารในยามนี้มีโฉมหน้าแตกต่างออกไปอย่างใหญ่หลวงจากสภาพเมื่อปี 2007 ตัวอย่าง เช่น ระบบธนาคารของหลาย ๆ ประเทศ มีทุนสำรองของตัวเองเป็นกันชนอยู่มากพอที่จะดูดซับปัญหาระดับที่เคยเกิดขึ้นได้ด้วยตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาทางการอีกต่อไป

บรรดาผู้กำกับดูแลภาคการธนาคารและการเงิน ในยามนี้มีพันธะที่ต้องใช้สมองครุ่นคิด พิจารณาและวิเคราะห์สถานการณ์ก่อนตัดสินใจด้วยตัวเองว่าธนาคารไหนจำเป็นต้อง “เพิ่มทุน” แทนที่จะปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามแบบจำลองตายตัวเหมือนก่อนหน้านี้ความร่วมมือระหว่างนานาชาติเพื่อการนี้มีมากขึ้น และเป็นรูปธรรมชัดเจนขึ้นกว่าเดิม นับตั้งแต่มีการก่อตั้ง “คณะกรรมการเพื่อเสถียรภาพทางการเงิน” (เอฟเอสบี) ขึ้นเมื่อปี 2009 ความโปร่งใสในระบบเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน การซื้อขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินจำเป็นต้องดำเนินการผ่าน “องค์กรกลาง” ที่จะทำหน้าที่เคลียริ่ง แต่ในเวลาเดียวกันก็หมายความว่า การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ ๆ ที่เคยเกิดเป็นพิษขึ้นมาเมื่อก่อนหน้านี้ จะไม่ถูกปล่อยให้กลายเป็นฟองสบู่ขนาดมหึมา โดยที่ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครสังเกตพบอีกต่อไปแล้ว อย่างน้อยก็ในทางทฤษฎี

ข้อที่ผู้เชี่ยวชาญทุกคนพยายามย้ำให้ตระหนักกันไว้เสมอก็คือ ระบบใหม่ที่พัฒนาขึ้นจากซากของวิกฤตเมื่อ 10 ปีก่อนนั้น “ยังไม่เคยผ่านการทดสอบ” ที่แท้จริงมาก่อน

ข้อพินิจพิเคราะห์และตัดสินใจของผู้ทำหน้าที่กำกับดูแล สามารถ “ไว้วางใจ” ได้หรือไม่ หากเกิดมีธนาคารขนาดใหญ่อีกสักแห่งตกอยู่ในอันตราย หรือถึงที่สุดแล้วก็ต้องพึ่งพาเงินช่วยเหลือจากรัฐ อันหมายถึงเงินภาษีอากรจากกระเป๋าของประชาชนคนเดินดินทั่วไปอีกครั้ง ?

ความจริงก็คือ เรื่องนี้ไม่มีวันพิสูจน์ได้จนกว่าจะเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินใหญ่โตขึ้นมาอีกครั้ง ทุกคนได้แต่บอกเท่านั้นว่า สภาพแวดล้อมโดยทั่วไปดีกว่าในช่วงระหว่างปี 2007-2009 มากมายนัก

ข่าวร้ายก็คือ หากพิจารณากันจริงจังและถี่ถ้วนมากขึ้น ปัจจัยบางอย่างที่ลึก ๆ แล้วเคยเป็นสาเหตุของวิกฤตเมื่อ 10 ปีก่อนก็ยังคงอยู่ ไม่ได้หายไปไหน สาเหตุเป็นเพราะสิ่งที่นักการเงิน การธนาคารเรียกว่า “พาราดอกซ์ ออฟ โพลิซี” หรือความขัดแย้งกันเองเชิงนโยบาย ที่โลกนำมาใช้เพื่อแก้วิกฤตดังกล่าว

ประเทศส่วนใหญ่แก้ปัญหาด้วยการหั่นอัตราดอกเบี้ยลงจนแทบไม่หลงเหลือ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย และป้องกันไม่ให้ภาวะถดถอยที่เกิดขึ้นจากวิกฤตกลายเป็นภาวะเงินฝืดที่แก้ไขได้ยากเย็น

ปัญหาก็คือ หนทางเยียวยาดังกล่าวควรเป็นนโยบายฉุกเฉิน ที่ถูกนำมาใช้ในสถานการณ์บังคับระยะสั้น ๆ เท่านั้น แต่ 10 ปีผ่านไป อัตราดอกเบี้ยในหลายประเทศยังต่ำเตี้ย บางประเทศอย่างญี่ปุ่น ถึงกับต้องงัดอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นแบบติดลบมาใช้ ในอังกฤษ อัตราดอกเบี้ยยังอยู่ที่ 0.25 เปอร์เซ็นต์ ในสหรัฐอเมริกา ก็อยู่เพียงแค่ระหว่าง 1 เปอร์เซ็นต์ ถึง 1.25 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

ในเวลาเดียวกัน ภาวะหนี้สินกลับไม่ได้ผ่อนคลายลง สัดส่วนของเงินที่ครัวเรือนตัดสินใจกันไว้เพื่อการออมลดลงสินเชื่อแบบง่าย ๆ และถูก ๆ กลายเป็นเรื่องปกติสามัญ

พร้อม ๆ กับสภาวะดังกล่าวนั้น การขยายตัวของเศรษฐกิจก็ยังคงอยู่ในระดับอ่อนแอเกินไป จนผู้ที่รับผิดชอบไม่เต็มใจเสี่ยงกลับไปใช้เงื่อนไขทางการเงินเหมือนที่เคยใช้กันในภาวะปกติโดยเร็ว

ทั้งหมดนั้นกลายเป็น “สูตรสำเร็จ” อันเป็นที่มาของสภาพที่ผู้เชี่ยวชาญทางการเงินเรียกว่า “ฟองสบู่หนี้” ซึ่งเกิดขึ้นให้เห็นกันในหลายประเทศ ทั้งหนี้สินภาครัฐ หนี้สินภาคเอกชน หรือในบางกรณีเป็นหนี้สินครัวเรือน

เพราะยังคงต้องอาศัย “หนี้สิน” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจกันต่อไป

ตราบใดที่หลายต่อหลายประเทศยังหาเครื่องจักรเศรษฐกิจที่ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ดีพอที่จะแทนที่หนี้สิน

ตราบนั้นวิกฤตโลกระลอกใหม่ ก็ยังสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา !
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
11,08, 2017, 14:43:52
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,028


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #275 เมื่อ: 11,08, 2017, 14:43:52 »

https://www.prachachat.net/economy/news-19829

ต่างด้าว 3 ล้านคนกู่ไม่กลับ! ตีทะเบียนแค่ 7.7แสน หวั่นธุรกิจป่วน-เปิดปมแรงงานไม่ขึ้นทะเบียน

สรุปยอดขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว 7.7 แสนคน หายจากระบบกว่าครึ่ง หวั่นวิกฤตป่วนธุรกิจ ชี้ร้านอาหาร ภาคเกษตร กลุ่มแม่บ้านหนักสุด ฟันธง 3 ปมแรงงานเถื่อนซุกใต้ดิน ส่วนใหญ่ไปแล้วไม่กลับ กลัวจ่ายค่าปรับย้อนหลัง ติดล็อก 39 อาชีพสงวน

ศูนย์รับแจ้งการทำงานของคนต่างด้าว กระทรวงแรงงาน สรุปตัวเลขการยื่นคำขอใช้แรงงานต่างด้าว ของนายจ้าง และผู้ประกอบการ เป็นเวลา 15 วัน ตั้งแต่ 24 ก.ค.-7 ส.ค. 2560 ยอดรวมทั้งสิ้น 7.72 แสนคน น้อยกว่าที่กระทรวงแรงงานคาดการณ์ว่า จะมีนายจ้าง ผู้ประกอบการยื่นคำขอใช้แรงงานต่างด้าว 8 แสนคน ถึง 1 ล้านคน อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับตัวเลขที่มีการคาดการณ์ว่า มีแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายในประเทศไทย 2-3 ล้านคน แล้วค่อนข้างห่างไกลกันมาก ตัวเลขห่างกันกว่า 2-3 เท่าตัว และแม้กระทรวงแรงงานจะชี้ว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายในประเทศไทยไม่ได้มากเหมือนกับที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ และเชื่อมั่นว่าตัวเลขแรงงานต่างด้าวที่หายไปจะไม่ทำให้เกิดขาดแคลนแรงงาน ขณะที่ผู้ประกอบธุรกิจทั้งในกรุงเทพมหานคร (กทม.) ต่างจังหวัดเริ่มวิตกกังวลว่า ปัญหาแรงงานขาดจะเกิดขึ้นกับบางสาขา โดยเฉพาะร้านอาหารและเครื่องดื่ม แรงงานด้านการเกษตร แม่บ้าน ขายปลีก แผงลอย เป็นต้น

ขึ้นทะเบียนต่างด้าว 7.7 แสนคน

นายวรานนท์ ปีติวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากที่กรมการจัดหางานได้เปิดศูนย์รับแจ้งการทำงานของคนต่างด้าว 100 ศูนย์ทั่วประเทศ ให้นายจ้างมายื่นคำขอใช้แรงงานต่างด้าว ระหว่างวันที่ 24 ก.ค.-7 ส.ค. 2560 ล่าสุดมีจำนวนผู้มาขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวรวม 772,270 คน มากที่สุดคือ ชาวเมียนมา 451,515 คน กัมพูชา 222,907 คน และลาว 97,848 คน ซึ่งตัวเลขดังกล่าว

แม้ค่อนข้างน้อย แต่ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่า จะมีแรงงานต่างด้าวมาขึ้นทะเบียน 800,000-1,000,000 คนสะท้อนให้เห็นว่าจำนวนแรงงานต่างด้าวที่ผิดกฎหมายในประเทศไทยไม่ได้มีมากเท่ากับที่หลายหน่วยงานคาดการณ์ไว้ และหลังจากนี้จะเป็นไปตามขั้นตอน คือ แรงงานต่างด้าวต้องเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติ เพื่อยื่นขอใบอนุญาตทำงานต่อไป ในส่วนของนายจ้างที่ไม่ได้พาแรงงานมาขึ้นทะเบียน จะต้องให้แรงงานต่างด้าวกลับประเทศ จากนั้นต้องนำเข้าตามระบบ MOU

ก่อสร้างแชมป์ยื่นคำขอ

สำหรับประเภทกิจการที่มีการยื่นคำขอจดทะเบียนใช้แรงงานต่างด้าวสูงสุด 5 อันดับแรก คือ ภาคก่อสร้าง 181,772 คน, เกษตรและปศุสัตว์ 170,854 คน, จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม 70,384 คน, การให้บริการต่าง ๆ (ไม่รวมรับเหมา) 58,914 คน และกิจการผู้รับใช้ในบ้าน 51,512 คน พิจารณาเป็นรายจังหวัดพบว่า จังหวัดที่มีมาแจ้งมากที่สุด 5 อันดับแรก คือ กรุงเทพมหานคร 152,904 คน, ชลบุรี 36,734 คน, สมุทรปราการ 33,645 คน, ปทุมธานี 28,521 คน และระยอง 28,320 คน ส่วนจังหวัดที่มีมาแจ้งน้อยที่สุด คือ ยโสธร 83 คน

“ช่วงเวลาหลังจากนี้ถึงสิ้นปี 2560 ซึ่งชะลอการบังคับใช้มาตรา 101, 102, 119 และ 122 ของ พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทํางานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 เป็นช่วงที่จะไม่มีการจับปรับดำเนินคดีนายจ้าง แม้จุดนี้อาจเป็นช่องโหว่ทางหนึ่งได้ แต่อยากให้มองเจตนารมณ์ของกฎหมายมากกว่าว่า ต้องการให้นายจ้างดำเนินการอย่างถูกต้อง หลังจากพ้นช่วงที่มีการผ่อนปรนให้แล้ว จะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น ให้แรงงานต่างด้าวที่ผิดกฎหมายมาอยู่ในระบบทั้งหมด”
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
12,08, 2017, 08:34:07
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,028


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #276 เมื่อ: 12,08, 2017, 08:34:07 »

https://www.prachachat.net/marketing/news-18863

“ไทยเบฟเวอเรจ” ทุ่ม 1.13 หมื่นล้าน ซื้อกิจการ “เคเอฟซี” ในไทย 240 สาขา

รายงานข่าวจากบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า บริษัทย่อยของ ไทยเบฟเวอเรจ ได้แก่ บริษัท คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย จำกัด ได้เข้าซื้อสิทธิ์แฟรนไชส์พร้อมทั้งร้านเคเอฟซีทั้ง 240 สาขาในไทย จาก ยัม เรสเทอรองตส์ ประเทศไทย ด้วยงบประมาณกว่า 11,300 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยให้ไทยเบฟขยายเข้าสู่ธุรกิจร้านอาหารบริการด่วน เพื่อเข้าถึงไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคได้มากขึ้น

นางนงนุช บูรณะเศรษฐกุล รองประธานอาวุโส กลุ่มธุรกิจอาหาร (ประเทศไทย) บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงการเข้าซื้อกิจการของเคเอฟซีในครั้งนี้ว่า นอกจากจะทำให้ไทยเบฟขยายพอร์ทธุรกิจอาหารให้เติบโตขึ้นแล้ว เน็ตเวิร์คร้านค้าของเคเอฟซี ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ จะทำให้กลุ่มบริษัทสามารถเข้าถึงลูกค้าได้ครอบคลุมมากขึ้น สามารถเข้าใจเทรนด์ ความต้องการ และขึ้นมาอยู่ในระดับแนวหน้าของอุตสาหกรรมนี้ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจมีการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
 
ด้วยความเชี่ยวชาญในธุรกิจร้านอาหาร QSR ของเคเอฟซี ทำให้บริษัทยังมีเป้าหมายที่จะขยายสาขาเพิ่มอย่างต่อเนื่อง และยังคงเป็นพาร์ทเนอร์กับทาง ยัม เรสเทอรองตส์ เพื่อโฟกัสในการพัฒนาศักยภาพของการดำเนินงานและด้านบุคลากรอย่างต่อเนื่อง
 
โดยเคเอฟซี ถือเป็นผู้นำตลาดร้านอาหาร QSR ในประเทศไทย เมื่อวัดจากจำนวนสาขา และได้เปิดทำตลาดมาแล้วกว่า 30 ปี โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาถือเป็นร้านที่มีการขยายตัวมากที่สุด
 
อย่างไรก็ตาม เม็ดเงินที่คาดว่าจะใช้ในการเข้าซื้อสาขาของเคเอฟซีทั้งหมดนั้น จะต้องรอพิจารณาจำนวนสาขาใหม่ที่คาดว่าจะเปิดตัวจนถึงปลายปีนี้อีกที ซึ่งคาดว่าจะทำให้ดีลนี้เสร็จบริบูรณ์ได้ภายในสิ้นเดือนธันวาคม 2560

จากตรงนี้ครับ มีบทความเพิ่ม

KFC ไม่ได้เปลี่ยนเจ้าของ / โดย เพจลงทุนแมน
เร็วๆนี้มีข่าวว่าเสี่ยเจริญซื้อ KFC ในไทย
มีคนวิเคราะห์ไปต่างๆนานาว่าจะมี est โออิชิ เบียร์ช้าง มาขายใน KFC
ในความเป็นจริงแล้ว แทบเป็นไปไม่ได้เลย..
เพราะ บริษัทของเสี่ยเจริญเป็นแค่คนมาขอแฟรนไชส์.. ไม่ได้เป็นเจ้าของแฟรนไชส์
และตอนนี้ผู้ขอแฟรนไชส์ KFC ในประเทศไทย ไม่ได้มีแค่เสี่ยเจริญคนเดียว

แล้วใครคือเจ้าของ KFC ตัวจริง?

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า โมเดลธุรกิจของ KFC ไม่ต่างจากเชนร้านอาหารระดับโลกทั่วไปซึ่งใช้ระบบ แฟรนไชส์

ระบบแฟรนไชส์ คือการให้คนอื่นสามารถร่วมบริหารได้ เรียกว่า “แฟรนไชส์ซี่” โดยแลกกับการจ่ายค่า royalty fee ซึ่งเป็นค่าลิขสิทธิ์ ค่าระบบจัดการ ให้แก่เจ้าของแฟรนไชส์ แต่ก็มีบางสาขาที่เจ้าของแฟรนไชส์ ลงมาทำเอง ทั้งนี้ก็ขึ้นกับนโยบายของบริษัทเจ้าของแฟรนไชส์ ว่าอยากบริหารเองสาขาไหน

ในทำนองเดียวกันปี 2016 ร้านแมคโดนัลด์ทั่วโลก มีร้านที่บริษัทบริหารเอง 5,669 ร้าน แต่มีร้านที่เป็นแฟรนไชส์มากถึง 31,230 ร้าน ที่น่าสนใจคือแมคโดนัลด์ มีร้านที่เป็นระบบแฟรนไชส์มากถึง 85% ของสาขาทั้งหมด เรียกได้ว่าแทบไม่ได้บริหารร้านเองเลย

แล้วแฟรนไชส์ KFC เป็นอย่างไร?

KFC มีบริษัทแม่อยู่ที่อเมริกา ชื่อว่า Yum! Brands Inc. ปัจจุบัน KFC มีสาขาทั่วโลก 20,500 สาขา ใน 125 ประเทศ ส่วนในประเทศไทย เจ้าของธุรกิจคือ บริษัท ยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ Yum! Brands Inc. มีสาขาแรกเปิดที่เซ็นทรัลลาดพร้าว ในปี 1984 ปัจจุบันมี 600 สาขาทั่วประเทศ และ KFC ถือว่าเป็นเชนร้านอาหารประเภท Quick Service Restaurant (QSR) ที่ใหญ่สุดในประเทศไทย

จริงๆแล้ว แรกสุด KFC ประเทศไทยจะมีบริษัทที่บริหารอยู่ 2 บริษัทคือ
1) ตัว บริษัท ยัม เรสเทอรองตส์ เอง
2) แฟรนไชส์ซี คือ บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป (CRG) ซึ่งเป็นบริษัทเครือเซ็นทรัล

ประเด็นสำคัญคือปลายปีที่แล้วบริษัท Yum! Brands, Inc ประกาศว่าจะพยายามลดการบริหารร้านอาหารภายใต้ Yum ทั่วโลก และเปลี่ยนบทบาทให้ Yum เป็นระบบแฟรนไชส์อย่างเต็มตัว คือ จากเดิม 77% เป็น 93% และจะเป็น 98% หลังจากแยกธุรกิจ Yum China ที่เมืองจีนแล้ว

ยัม ประเทศไทย จึงเดินตามนโยบายของบริษัทแม่
ในปี 2016  บริษัท เรสเทอรองตส์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (RD) เข้ามาเป็นแฟรนไชส์ซี่อีกหนึ่งเจ้า โดยซื้อสิทธิการบริหาร KFC กว่า 120 สาขาจาก ยัม ประเทศไทย

และเมื่อไม่กี่วันมานี้ บริษัท เดอะ คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย จำกัด (QSA) ของเสี่ยเจริญก็เข้ามาเป็นแฟรนไชส์ซี่อีกหนึ่งเจ้า โดยซื้อสิทธิการบริหาร KFC กว่า 240 สาขาที่เหลือ จาก บริษัท ยัมเรสเทอรองตส์ มูลค่า 11,300 ล้านบาท

สรุปตอนนี้ KFC ประเทศไทยจึงมี แฟรนไชส์ซีทั้งหมด 3 เจ้า และ บริษัท ยัมเรสเทอรองตส์ จะผันตัวไปเป็นเจ้าของแฟรนไชส์ดูแลพัฒนาแบรนด์และแฟรนไชส์ซีอย่างเดียวเต็มตัว ไม่ได้บริหารหน้าร้าน

และบริษัท QSA ของเสี่ยเจริญจึงมีฐานะเป็นแค่ 1 ใน 3 ของแฟรนไชส์ซีที่มาขอแฟรนไชส์จาก บริษัท ยัม เรสเทอรองตส์ ประเทศไทย สิ่งที่ไทยเบฟจะได้คือ โนวฮาว เรียนรู้การบริหารร้านอาหารระดับโลก และการสร้างกำไรจากการทำยอดขาย และขยายสาขาเท่านั้นเฉกเช่นกับเจ้าอื่น

แต่การเลือกสินค้ามาขายในร้าน ผู้รับสิทธิ์อย่างบริษัท QSA ยังต้องทำตามนโยบายของ บริษัท ยัม เรสเทอรองตส์ ประเทศไทย

ดังนั้นเป็นไปได้ยาก ที่อยู่ดีๆ KFC จะเปลี่ยนจาก เป๊ปซี่ เป็น est เพราะ KFC ยังต้องทำตามนโยบายของ Yum! Brands Inc. ที่ขายเป๊ปซี่ทั่วโลก

จะขาย โออิชิ หรือ เบียร์ช้าง ใน KFC ยิ่งเรื่องใหญ่ เพราะจะทำให้รูปแบบการจำหน่ายสินค้าแตกต่างจากทั่วโลก ซึ่งบริษัท Yum! Brands Inc.ไม่น่าจะยอมง่ายๆ เพราะจะเสียมาตรฐาน

เท่าที่เห็นจะมีแค่ที่ประเทศจีนเท่านั้นที่แยกบริษัทออกมา จึงจะเปลี่ยนรูปแบบ KFC ไปจากเดิมได้ แต่เมืองไทยยังเป็นระบบแฟรนไชส์อยู่ และบริษัท QSA ของเสี่ยเจริญก็เป็นแค่ 1 ใน 3 ของผู้มาของแฟรนไชส์เท่านั้น โดยยังมี บริษัท ยัม เรสเทอรองตส์ ประเทศไทย เป็นเจ้าของแฟรนไชส์เต็มตัวอยู่

ทำไม Yum เลือกที่จะเป็นเจ้าของแฟรนไชส์เต็มตัว?

คุณ Greg Creed CEO ของ Yum! Brands, Inc ได้อธิบายเรื่องนี้ในการแถลงข่าว และเน้นหลายทีเกี่ยวกับคำว่า “โฟกัส”

ระบบแฟรนไชส์จะทำให้ทุกฝ่าย win win เพราะเกิดการโฟกัสในเรื่องที่ตัวเองถนัด

แฟรนไชส์ซีก็ต้องพยายามบริหารร้านให้ดี ตกแต่งร้านให้สวยงาม สะอาด สร้างความประทับใจให้ลูกค้าและต้องเปิดสาขาใหมให้ได้ตามเป้า

ส่วนตัว Yum เองก็มีเวลาไปพัฒนาแบรนด์ คิดกลยุทธ์การตลาด โปรโมชั่น ออกสินค้าใหม่ๆ เพื่อสนับสนุนการขายของแฟรนไชส์ (เราอาจจะได้เห็นไก่ทอดเมนูใหม่ๆมากขึ้น เมนูหลากหลายมากขึ้น)

และคนที่น่าจะได้ประโยชน์มากสุดก็คือลูกค้าของ KFC เอง เพราะ Yum ก็จะมีเวลาไปโฟกัสพัฒนาสินค้าและการบริการลูกค้ามากขึ้น รวมทั้งโปรโมชั่นการตลาดก็น่าจะเข้มข้นขึ้นด้วย 

บางคนเข้าใจผิด ว่าการเดินหน้ากลยุทธ์แบบนี้ คือการที่ Yum จะเดินออกจากประเทศไทย

แต่จริงๆแล้วน่าจะกลับกัน Yum คงต้องการขยายสาขาให้เร็วขึ้นอีกจึงต้องเดินหน้าด้วยระบบแฟรนไชส์ เพราะจะใช้ทุนในการขยายสาขาน้อยกว่าเดิมมาก

เรื่องที่น่าสนใจคือพอ Yum เดินนโยบายแบบนี้ไปทั่วโลก จึงทำให้งบการเงินไตรมาส 2 ของ Yum! Brands, Inc. ที่ประกาศวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา บริษัทมีกำไรเติบโตขึ้น 19% และบริษัทตั้งเป้าว่าจะมี capex หรืองบลงทุนที่น้อยกว่าเดิม จาก 17,000 ล้านบาทต่อปี เหลือเพียงปีละ 3,300 ล้านบาท ในปี 2019

สำหรับคนที่มีร้านของตัวเอง และต้องการขยายสาขา สามารถนำเรื่องนี้ไปต่อยอดได้ บางทีเราไม่ต้องทำเองทั้งหมด แค่คิดระบบแฟรนไชส์ขึ้นมา ให้คนอื่นมาช่วย ทุกฝ่ายจะได้ประโยชน์ร่วมกัน

ว่าแต่พอเขียนเรื่องนี้จบก็นึกถึงข้าวยำไก่แซ่บขึ้นมา ขอตัวไป KFC ก่อน......จาก Facebook ลงทุนแมน
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
13,08, 2017, 11:55:46
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,028


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #277 เมื่อ: 13,08, 2017, 11:55:46 »

http://m.thansettakij.com/content/184753

ครม.อนุมัติ 12 โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา-ท่าเรือพาณิชย์สัตหีบ

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (25 กรกฎาคม2560 )ว่า ที่ประชุมครม.เห็นชอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2560 งบกลางสำหรับค่าใช้จ่ายตามแผนการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและท่าเรือพาณิชย์สัตหีบกองทัพเรือให้ทัดเทียมกับสนามบินสุวรรณภูมิโดยต้องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านอื่นเพิ่มเติมซึ่งจะใช้งบกลางจำนวน 760 ล้านบาท เพื่อศึกษาการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา ได้แก่ การสร้างอาคารที่พักผู้โดยสารอาคาร 2 การสร้างรันเวย์แห่งที่ 2 ห่างออกไปจากรันเวย์เดิม 1.5 กิโลเมตร การสร้างไฮสปีดแท็กซี่เวย์ เพื่อลำเลียงผู้โดยสารได้สะดวกมากขึ้น และศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน(Maintenance Repair and Overhaul) หรือ MRO โดยแอร์บัสเป็นผู้พัฒนา

พร้อมกันนี้ที่ประชุมเห็นชอบให้ขยายงบประมาณเพิ่มเติมในการก่อสร้างอาคารเรียนศูนย์ฝึกอบรมบุคลากรทางการบินจากเดิมอนุมัติงบประมาณไว้ในช่วงเดือนมิถุนายน 2559 แต่เมื่อวัสดุราคาเพิ่มขึ้นจึงต้องขยายงบจาก 1,255 ล้านบาท เพิ่มเติมเป็น 1,400 ล้านบาท เริ่มดำเนินในเดือนกันยายนนี้ งบประมาณสำหรับการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาประมาณ 1.44 แสนล้านบาท และศูนย์ซ่อมอากาศยานของแอร์บัส ซึ่งได้ลงนามสัญญาแล้ว 20,000 ล้านบาท รวมเป็นเงินลงทุน 1.64 แสนล้านบาท แต่การพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาใช้รูปแบบร่วมทุนแบบ PPP จึงเป็นเงินทุนจากภาคเอกชน ดังนั้นเงินงบประมาณจะใช้จำนวนไม่มากนัก

นายกอบศักดิ์ กล่าวอีกว่า สำหรับโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC ปี 2560-2564 ซึ่งจะประกอบด้วย 12 โครงการ ประกอบด้วย 1.งานจ้างศึกษา สำรวจ และออกแบบ งานก่อสร้าง High speed taxiway และtaxiway เพิ่มเติม วงเงินประมาณ 10 ล้านบาท 2.งานก่อสร้าง Bunker เพื่อจัดระเบียงลานจอดอากาศยานแยกพื้นที่จอดอากาศยานทหาร วงเงินประมาณ 10 ล้านบาท 3.โครงการระบบสารสนเทศอาคารผู้โดนสารหลังที่ 2 วงเงิน 69 ล้านบาท

4.โครงการจัดหาระบบกล้องวงเงินปิด เครื่อง x-ray และ Software ในการรักษาความปลอดภัยในอาคารผู้โดยสาร ลานจอดรถ และเส้นทางเข้าออก วงเงิน 53 ล้านบาท 5.โครงการก่อสร้างอาคารเจ้าหน้าที่บริการภาคพื้น 19 ล้านบาท 6.งานจ้างศึกษา สำรวจ และออกแบบ งานก่อสร้างและทางวางและทางขับที่ 2 วงเงิน 145 ล้านบาท 7.งานจ้างวานแผนแม่บทโครงการศึกษาความเหมาะสมโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและพื้นที่โดยรอบ จังหวัดระยอง วงเงิน 135 ล้านบาท 8.งานจ้างศึกษาสำรวจและออกแบบศูนย์ซ่อมอากาศยาน MRO วงเงิน 100 กว่าล้านบาท
9.งานจ้างศึกษา สำรวจ และออกแบบงานก่อสร้างอาคารรองรับการปฏิบัติงานของ Air Cargo วงเงิน 45 กว่าล้านบาท 10.งานจ้างศึกษา สำรวจ และออกแบบงานก่อสร้างศูนย์ฝึกอบรมบุคลากรด้านการบิน วงเงิน 72 ล้านบาท 11.งานจ้างศึกษา สำรวจและออกแบบงานก่อสร้างศูนย์วิจัยเกี่ยวกับอุตสาหกรรมทางทหารพื้นที่ Defense-related industry research zone วงเงิน 9.9 กว่าล้านบาท และ 12.งานจ้างศึกษา สำรวจและออกแบบระบบสาธารณูปโภค วงเงินประมาณ 20 ล้านบาท
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
13,08, 2017, 22:42:36
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,028


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #278 เมื่อ: 13,08, 2017, 22:42:36 »

http://money.sanook.com/504977/

ผลประกอบการบินไทย Q2/60 ขาดทุนสุทธิ 5,208 ล.

การบินไทย เผย ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 60 ขาดทุนสุทธิ 5,208 ล้านบาท สาเหตุจากอัตราแลกเปลี่ยน การด้อยค่าสินทรัพย์ของนกแอร์

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ประจำปี 2560พบว่า ขาดทุนจากการดำเนินงานธุรกิจการบิน จำนวน 1,542 ล้านบาท ต่ำกว่าปีก่อน 13.5% สาเหตุหลักมาจากค่าน้ำมันเครื่องบินที่ปรับตัวสูงขึ้นจากราคาน้ำมันเฉลี่ยที่สูงกว่าปีก่อน 20.1% ประกอบกับรายได้จากผู้โดยสารเฉลี่ยต่อหน่วยต่ำกว่าปีก่อน 10.9% จากการแข่งขันที่รุนแรงและการปรับลดอัตราค่าธรรมเนียมชดเชยค่าน้ำมัน ถึงแม้ว่าจะมีอัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสารสูงสุดในรอบ 10 ปี ก็ตาม

ทั้งนี้ เมื่อหักค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นครั้งเดียว ผลขาดทุนจากการเปลี่ยนแปลงส่วนได้เสียในเงินลงทุนในบริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน) การด้อยค่าของสินทรัพย์และเครื่องบินและขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศแล้ว บริษัทฯ ขาดทุนสุทธิ 5,208 ล้านบาท

นางอุษณีย์ แสงสิงแก้ว รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในไตรมาสที่ 2 บริษัทฯ ได้ดำเนินการตามแผนปฏิรูปองค์กรระยะที่  3 “การเติบโตอย่างยั่งยืน” ต่อเนื่องจากไตรมาสก่อน ทำให้ไตรมาสนี้ ซึ่งปกติเป็นช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว บริษัทฯ มีปริมาณการขนส่งผู้โดยสาร เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนถึง 21.9% โดยมีปริมาณการผลิตด้านผู้โดยสาร  เพิ่มขึ้น 7.1% อัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสาร เฉลี่ย 78.5% สูงกว่าปีก่อนซึ่งเท่ากับ 69.0% ซึ่งสูงสุดในรอบ 10 ปี

ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ และบริษัทย่อยในไตรมาส 2 ของปี 2560 บริษัทฯ ขาดทุนจากการดำเนินงานลดลงจากปีก่อน 13.5% มีรายได้รวมทั้งสิ้น 45,182 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนประมาณ 9.6% สาเหตุสำคัญเนื่องจากรายได้จากค่าโดยสารและน้ำหนักส่วนเกินเพิ่มขึ้นจากปริมาณการขนส่งผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น สาเหตุหลักเกิดจากรายได้จากการซ่อมบำรุงของฝ่ายช่างเพิ่มขึ้น ในขณะที่มีค่าใช้จ่ายรวม 46,724 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.6% เนื่องจากค่าน้ำมันเครื่องบินเพิ่มขึ้น 527 ล้านบาท  ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานไม่รวมค่าน้ำมันเพิ่มขึ้น 3,390 ล้านบาท
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
14,08, 2017, 14:55:55
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,028


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #279 เมื่อ: 14,08, 2017, 14:55:55 »

https://www.prachachat.net/property/news-21905

รถไฟความเร็วสูง “ดอนเมือง-อู่ตะเภา” ลงทุน3แสนล้าน สัมปทาน50ปี

ค่าก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อมอีอีซีบาน 3 หมื่นล้าน ร.ฟ.ท.ปรับแบบวิ่งเชื่อม 3 สนามบิน “ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา” ดึงเอกชนลงทุน 3 แสนล้านทั้งโครงการ รับสัมปทาน 50 ปี เพิ่มออปชั่นจูงใจได้สิทธิพัฒนาที่มักกะสัน 204 ไร่ พ่วงเชิงพาณิชย์รอบ 10 สถานี มีบริการ 2 ระบบ “City Line และรถด่วนพิเศษ” ใช้เวลาเดินทาง 1-2 ชั่วโมง ดีเดย์ พ.ย.ขายทีโออาร์

ตอกเข็มปลายปีหน้า เปิดใช้ปี”66 ผู้โดยสาร 169,500 เที่ยวคน/วัน

นายจเร รุ่งฐานีย รองผู้ว่าการกลุ่มบริหารรถไฟฟ้า การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เมื่อวันที่ 9 ส.ค.2560 ได้รายงานความก้าวหน้าต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ถึงผลการศึกษาควบรวมโครงการแอร์พอร์ตเรลลิงก์ กับรถไฟความเร็วสูงสายกรุงเทพฯ-ระยอง ให้เป็นโครงการเดียวกัน มีผู้เดินรถรายเดียวกัน เพื่อเชื่อมการเดินทาง 3 สนามบิน คือ สนามบินดอนเมือง-สนามบินสุวรรณภูมิ-สนามบินอู่ตะเภา อย่างไร้รอยต่อ

ผลสรุปการศึกษาโครงการจะก่อสร้างทางรถไฟขนาด 1.435 เมตร เป็นระบบรถไฟความเร็วสูง แบ่ง 2 ช่วง คือ พญาไท-ดอนเมืองและลาดกระบัง-ระยอง พร้อมทางรถไฟเชื่อมเข้าออกสนามบิน รวมระยะทาง 260 กม. มี 10 สถานี ได้แก่ ดอนเมือง บางซื่อ มักกะสัน สุวรรณภูมิ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ศรีราชา พัทยา อู่ตะเภา และระยอง

โดยการเดินรถช่วงดอนเมือง-สุวรรณภูมิ ความเร็วสูงสุด 160 กม./ชม. ช่วงลาดกระบัง-ระยอง ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. ระยะเวลาเดินทางหากจอดทุกสถานีจากดอนเมือง-ระยอง ประมาณ 2 ชม. ส่วนขบวนรถด่วนพิเศษจากดอนเมือง-อู่ตะเภา ประมาณ 1 ชม. อัตราค่าโดยสาร City Line เริ่มต้น 13 บาท คิดเพิ่ม 2 บาท/กม. ขณะที่รถไฟความเร็วสูง เริ่มต้น 20 บาท คิดเพิ่ม 1.8 บาท/กม.

รูปแบบจะเป็นทางยกระดับสองทางวิ่ง มีอุโมงค์ทางคู่ 3 ช่วง ได้แก่ บริเวณ ถ.พระราม 6-ถ.ระนอง 1, เข้าออกสถานีสุวรรณภูมิ, ผ่านเขาชีจรรย์และเข้าออกสถานีอู่ตะเภา มีศูนย์ซ่อมบำรุงเดิมที่คลองตัน รองรับรถไฟ City Line และศูนย์ซ่อมบำรุงใหม่ที่ฉะเชิงเทรา 400 ไร่ รองรับรถไฟความเร็วสูง

“จะให้เอกชนลงทุน รูปแบบ PPP Net Cost เป็นระยะเวลา 50 ปี วงเงินกว่า 308,000 ล้านบาท ทั้งงานโยธาและระบบรถไฟฟ้า วงเงิน 226,000 ล้านบาท และได้สิทธิพัฒนาพื้นที่สถานีมักกะสัน 204 ไร่ ให้เป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงกรุงเทพฯกับอีอีซี หรือการเป็น “EEC Gateway” รวมถึงพื้นที่เชิงพาณิชย์รอบสถานีรถไฟความเร็วสูง วงเงิน 82,000 ล้านบาท เป็นการจูงใจเอกชนมาลงทุน ซี่งโครงการมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ 12.8% และทางการเงิน 2.4%”

ทั้งนี้เงินลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ 30,000 ล้านบาท เนื่องจากมีการปรับแบบก่อสร้างให้สามารถวิ่งเข้าสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินอู่ตะเภา รวมถึงปรับปรุงรถไฟแอร์พอร์ตลิงก์เดิมให้รองรับรถไฟความเร็วสูงได้ด้วย คาดว่าจะเริ่มประกาศขายทีโออาร์ประมาณเดือน พ.ย.นี้ จะได้เอกชนผู้ลงทุนและเริ่มงานก่อสร้างได้ช่วงปลายปี 2561 แล้วเสร็จเปิดบริการกลางปี 2566 คาดว่ามีผู้โดยสารอยู่ที่ 169,550 เที่ยวคนต่อวัน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14,08, 2017, 14:57:40 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
14,08, 2017, 20:41:36
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,028


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #280 เมื่อ: 14,08, 2017, 20:41:36 »

https://www.prachachat.net/local-economy/news-21935

“ค้าปลีก-ห้างร้าน” หาดใหญ่ยอดร่วง เจอ 2 เด้งกำลังซื้อไม่ฟื้นราคายางวูบ-มาเลย์เที่ยวน้อย

ค้าปลีก ร้านอาหาร โรงแรมเมืองหาดใหญ่ซบเซาหนัก แม่ค้าตลาดไนท์พลาซ่าเกือบ 1,000 ล็อกนั่งตบยุง ยอดขายวูบกว่า 50% เหตุกำลังซื้อคนไทยทรุดจากราคายางพาราตกต่ำ ขณะที่นักท่องเที่ยวมาเลเซียหดหาย เงินริงกิตอ่อนค่า ใช้จ่ายน้อยลง ร้านค้าทยอยปิดกิจการ เซ้งร้าน

นายกวิศพงษ์ สิริธนนนท์สกุล ประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา และเจ้าของห้างเคแอนด์เค ซุปเปอร์ค้าส่ง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เปิดเผยว่า ภาวะการค้าปลีกโดยรวมของหาดใหญ่ลดลงมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2558 ประมาณ 5% และปีที่แล้ว 2559 ประมาณ 11% และสถานการณ์ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2560 ลดลงประมาณ 23% สำหรับกิจการค้าส่งของตนยอดขายลดลงไปกว่า 20% ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อภาคค้าขายปลีกคือราคายางพาราตกต่ำต่อเนื่อง ในช่วง 2-3 ปีนี้ รวมทั้งสาเหตุจากนักท่องเที่ยวจากประเทศมาเลเซียมีการจับจ่ายน้อยลง

สำหรับยอดขายสินค้าที่ลดลงมากที่สุดคือ กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย ส่วนสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวันก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยผู้บริโภคหันไปซื้อชิ้นเล็กมากขึ้น อย่างไรก็ตามคาดว่าทิศทางค้าปลีกน่าจะดีขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 4 นี้ ซึ่งภาครัฐและเอกชน/ซัพพลายเออร์ จะต้องร่วมกันจัดกิจกรรม/อีเวนต์ เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว การบริโภคและการจับจ่ายใช้สอยด้วย

ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้ (ธปท.) รายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจและการเงินภาคใต้ ไตรมาส 2 ปี 2560 ในด้านการอุปโภคบริโภคขยายตัวชะลอลงตามการชะลอตัวของยอดขายสินค้าในห้างค้า ปลีกขนาดใหญ่ เนื่องจากประชาชนยังคงระมัดระวังการใช้จ่าย ส่วนหนึ่งเป็นผลจากรายได้นอกภาคเกษตรที่ค่อนข้างทรงตัว

ด้านนายสุทัศน์ ไชยเพชร เจ้าของร้านจำหน่ายเสื้อผ้าสำเร็จรูปในตลาดไนท์พลาซ่า บริเวณสถานีขนส่งหาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา กล่าวว่า ตลาดไนท์พลาซ่า เป็นตลาดนัดกลางคืนขนาดใหญ่เปิดดำเนินการมาร่วม 20 ปี บนเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ โดยมีล็อกจำหน่ายสินค้าทุกประเภท ร้านอาหาร ฯลฯ เกือบ 1,000 ล็อก เป็นที่นิยมของชาวไทย และชาวต่างประเทศ โดยเฉพาะชาวมาเลเซีย เป็นลูกค้ากลุ่มใหญ่ที่เข้ามาใช้บริการเกือบ 50% ซึ่งในช่วงสถานการณ์ปกติ สามารถทำยอดขายเฉลี่ยได้วันละกว่า 1 ล้านบาท หรือประมาณ 40 ล้านบาทต่อเดือน

ปัจจุบันสถานการณ์น่าเป็นห่วงมาก เพราะยอดขายของร้านค้าต่าง ๆ ตกลงมากไม่ต่ำกว่า 50% และในบางวันพ่อค้าแม่ค้าบางรายขายสินค้าไม่ได้เลย ซึ่งสภาพเช่นนี้เกิดขึ้นมาหลายเดือนแล้วนับตั้งแต่ค่าเงินริงกิตของมาเลเซีย อ่อนค่าลงมาอยู่ในอัตรา 7.70 บาทต่อริงกิต ซึ่งรัฐบาลควรหาวิธีที่จะอำนวยความสะดวกให้ชาวมาเลเซีย และสิงคโปร์เข้ามาใช้จ่ายเงินในหาดใหญ่ให้มากขึ้น

เช่นเดียวกับนายขจร มุสิกะ เจ้าของร้านเอ็นดูมินิมาร์ท อ.หาดใหญ่ กล่าวว่า ภาพรวมค้าปลีกขนาดเล็ก/รายย่อย ยอดขายตกไปกว่า 50% เนื่องจากผู้บริโภคประหยัดการใช้จ่ายและไม่มีกำลังซื้อ เพราะราคายางพาราไม่ดี รวมทั้งนักท่องเที่ยวจากประเทศมาเลเซียเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวน้อย ซึ่งร้านค้าส่วนหนึ่งได้ทยอยปิดตัว และเซ้งร้าน

ด้านผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารใน อ.หาดใหญ่ กล่าวว่า ภาวะการค้าขายในหาดใหญ่และธุรกิจท่องเที่ยวด่านนอก เทศบาลตำบลสำนักขาม อ.สะเดา แนวพรมแดนไทย-มาเลเซียซบเซาหนัก โดยเฉพาะร้านอาหารขนาดเล็ก ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารจุ๋มจิ่ม ร้านหมูกระทะ ร้านก๋วยเตี๋ยว ข้าวมันไก่ แผงผลไม้ ร้านเสื้อผ้า มินิมาร์ต ไนท์พลาซ่า รวมทั้งกิจการโรงแรม ซึ่งเป็นผลสะเทือนจากเศรษฐกิจในประเทศมาเลเซียชะลอตัวและค่าเงินริงกิตตกต่ำ ทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวหาดใหญ่น้อยลงและมีการจับจ่ายลดลงเช่นกัน อีกทั้งยังมีอุปสรรคด้านการอำนวยความสะดวกการเข้าออกบริเวณด่านพรมแดนด้วย
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
15,08, 2017, 21:49:32
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,028


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #281 เมื่อ: 15,08, 2017, 21:49:32 »

https://www.prachachat.net/general/news-22506

คนกรุงร้องจ๊าก! กรมเจ้าท่าประกาศขึ้นค่าโดยสารเรือทุกประเภท ดีเดย์ 17 ส.ค.นี้

รายงานข่าวแจ้งว่า กรมเจ้าท่า อาศัยอำนาจตามความในข้อ 4 ของประกาศคณะกรรมการเพื่อพิจารณาเกี่ยวกับเรือเดินประจำทาง ลงวันที่ 29 กันยายน 2559 ได้มีประกาศ เรื่องปรับปรุงอัตราค่าโดยสารเรือกลเดินประจำทางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ประกาศอัตราค่าโดยสารตามช่วงราคาน้ำมันดีเซล เนื่องจากน้ำมันดีเซลขายปลีกอัตราราคาลิตรละ 25.19 บาท/ลิตร ซึ่งราคาน้ำมันดีเซลมีราคาสูงกว่า 25.01 บาท/ลิตร ตามที่กำหนดในประกาศคณะกรรมการฯ ติดต่อกัน 10 วัน กรมเจ้าท่าจึงประกาศปรับปรุงอัตราค่าโดยสารให้เป็นไปตามประกาศของคณะกรรมการฯ มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคม 2560 เป็นต้นไป โดยใช้ราคาที่อยู่ในช่วงอัตราที่ 3 ดังนี้

เรือด่วนเจ้าพระยา ราคาน้ำมันดีเซลอยู่ระหว่าง 25.01-29.00 บาท/ลิตร

เรือประจำทาง อัตราค่าโดยสารไม่เกิน 9-11-13 (ตามระยะ) (บาท/คน)

เรือด่วนพิเศษ ธงส้ม อัตราค่าโดยสารไม่เกิน 15 (บาท/คน)

เรือด่วนพิเศษ ธงเหลือง อัตราค่าโดยสารไม่เกิน 20 (บาท/คน)

เรือด่วนพิเศษ ธงเขียว อัตราค่าโดยสารไม่เกิน 13-20-32 (ตามระยะ) (บาท/คน)

เรือโดยสารในคลองแสนแสบ ราคาน้ำมันดีเซลอยู่ระหว่าง 25.01-27.00 บาท/ลิตร อัตราค่าโดยสารไม่เกิน 9-11-13-15-17-19 (ตามระยะ) (บาท/คน)

เรือโดยสารข้ามฟาก ราคาน้ำมันดีเซลอยู่ระหว่าง 25.01-29.00 บาท/ลิตร

เรือข้ามฟากแม่น้ำเจ้าพระยา กลุ่มที่ 1 (นนทบุรี-บางศรีเมือง, ท่าช้าง-วังหลัง, ท่าช้าง-วัดระฆัง, วังหลัง-ท่าพระจันทร์เหนือ, วังหลัง-มหาราช และ ราชวงศ์-ดินแดง) อัตราค่าโดยสารไม่เกิน 3.50 (บาท/คน)

เรือข้ามฟากแม่น้ำเจ้าพระยา กลุ่มที่ 2 (โอเรียลเต็ล-วัดสุวรรณ และ ท่าเตียน-วัดอรุณ) อัตราค่าโดยสารไม่เกิน 4 (บาท/คน)

เรือข้ามฟากแม่น้ำเจ้าพระยา กลุ่มที่ 3 (สี่พระยา-คลองสาน) อัตราค่าโดยสารไม่เกิน 4.50 (บาท/คน)

เรือข้ามฟากแม่น้ำเจ้าพระยา กลุ่มที่ 4 (พระสมุทรเจดีย์-วิบูลย์ศรี และ สะพานตากสิ น(สาทร) ฝั่งพระนคร-ฝั่งธนบุรี)

เรือข้ามฟากแม่น้ำเจ้าพระยา กลุ่มที่ 5 (ปากคลองตลาด-วัดกัลยาณมิตร-วัดกุฎีจีน) อัตราค่าโดยสารไม่เกิน 6 (บาท/คน)

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักมาตรฐานทะเบียนเรือ กลุ่มพัฒนาระบบทะเบียนเรือ โทร.0 2233 1311-8 ต่อ 288 หรือ 0 2267 2367
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
16,08, 2017, 22:05:55
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,028


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #282 เมื่อ: 16,08, 2017, 22:05:55 »

http://money.sanook.com/505845/

ลูกจ้างเฮ ! รัฐบาลไฟเขียว ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานใหม่ เพิ่มสิทธิให้เพียบ

ครม.เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานใหม่  เพิ่มสิทธิให้ลูกจ้าง เพียบ  กำหนดให้นายจ้างต้องจ่ายดอกเบี้ยอัตรา 15 % หากจ่ายค่าจ้างไม่ตรง  เพิ่มค่าชดเชยกรณีเลิกจ้างสูงสุดเป็น  400 วัน ลาเพื่อตรวจครรภ์ก่อนคลอดบุตรได้ 90 วัน โดยได้รับค่าจ้างไม่เกิน 45 วัน

เมื่อวานนี้( 15 ส.ค. 2560 ) พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ที่ประชุม ครม.  มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. …. โดยมีสาระสำคัญเรื่องการเพิ่มเติมสิทธิของลูกจ้าง ดังต่อไปนี้

นายจ้างผิดนัดการจ่ายเงินต้องเสียดอกเบี้ยให้ลูกจ้างในอัตรา  15 % โดยกำหนดให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ในกรณีที่นายจ้างผิดนัดการจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า

ส่วนกรณีการเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้าง ต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างและนายจ้างใหม่ ต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่

กำหนดให้ลูกจ้างชายหรือหญิงได้รับค่าจ้างเท่าเทียมกันในงานที่มีคุณค่าเท่ากันรวมถึงกำหนดให้ลูกจ้าง มีสิทธิลากิจธุระในเหตุที่จำเป็นโดยได้รับค่าจ้างไม่น้อยกว่า 3 วันทำงาน และให้ลูกจ้างลาเพื่อตรวจครรภ์ก่อนคลอดบุตรได้ 90 วัน โดยได้รับค่าจ้างไม่เกิน 45 วัน

เพิ่มอัตราค่าชดเชย กรณีลูกจ้างทำงานติดต่อกันครบ 20 ปีขึ้นไป เมื่อถูกเลิกจ้างโดยไม่มีความผิด ให้ลูกจ้างได้รับค่าชดเชย เท่ากับอัตราค่าจ้างสุดท้าย 400 วัน จากเดิมกฎหมายเก่ากำหนดไว้ว่า ต้องทำงานครบ 10 ปี ถึงจะได้ค่าชดเชย 300 วันเท่านั้น

กำหนดให้การย้ายสถานประกอบกิจการให้รวมถึงการย้ายไปที่ซึ่งนายจ้างมีสถานประกอบกิจการอยู่แล้วด้วย และให้นายจ้างแจ้งกำหนดการย้ายสถานประกอบกิจการให้ลูกจ้างทราบตามแบบที่อธิบดีกำหนด

กำหนดให้เวลาการจ่ายค่าชดเชยพิเศษหรือค่าชดเชยพิเศษแทน การบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่ลูกจ้างโดยเริ่มนับตั้งแต่วันที่สัญญาจ้างสิ้นสุด

กำหนดให้การดำเนินคดีอาญาต่อนายจ้างเป็นอันระงับไปหากนายจ้างปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการสวัสดิการแรงงาน หรือกรณีนายจ้างนำคดีไปสู่ศาล และได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแล้ว

กำหนดให้การดำเนินคดีอาญาต่อนายจ้างเป็นอันระงับไปกรณีที่นายจ้างปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน ภายในระยะเวลาที่กำหนด
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
17,08, 2017, 12:47:56
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,028


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #283 เมื่อ: 17,08, 2017, 12:47:56 »

https://www.prachachat.net/facebook-instant-article/news-22557

“CLMTV” ระดมสมอง พร้อมบริหารจัดการแรงงานร่วมกัน

ไม่นานผ่านมา มีการประชุมระดับรัฐมนตรีด้านแรงงาน CLMTV ครั้งที่ 2 ที่ประเทศเวียดนาม โดยมีสมาชิกทั้ง 5 ประเทศ อาทิ กัมพูชา, สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว), เมียนมา, ไทย และเวียดนาม รับรองปฏิญญาร่วม CLMTV ด้านการเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างปลอดภัย

โดยมีความคืบหน้าการหารือทวิภาคีในการแก้ไขปัญหาแรงงานผิดกฎหมายที่จะต้องมีความรับผิดชอบร่วมกัน ทั้งในเรื่องการบริหารจัดการการเคลื่อนย้ายแรงงาน เพราะหากจัดการไม่ดีจะนำไปสู่การเข้าเมืองผิดกฎหมายและการค้ามนุษย์ในที่สุด

“พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ในการประชุมระดับรัฐมนตรีด้านแรงงานของ CLMTV ครั้งที่ 2 ที่เมืองดานัง เวียดนาม เมื่อไม่กี่วันผ่านมา โดยมี H.E. Mr. VU DUC DAM รองนายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เป็นประธานเปิดประชุม พร้อมกับกล่าวยืนยันชัดเจนว่า มีความจำเป็นต้องบริหารจัดการการเคลื่อนย้ายแรงงานข้ามชาติให้ถูกต้องตามกฎหมายของแต่ละประเทศ หากไม่ดำเนินการให้ดีจะเป็นช่องทางให้มีการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย อันจะนำไปสู่การค้ามนุษย์ต่อไป

“นอกจากนั้นในที่ประชุมยังเห็นชอบต่อปฏิญญาร่วม CLMTV ด้านการเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างปลอดภัย ตามที่การประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสของแต่ละประเทศประชุมมาก่อนหน้านี้ โดยมีสาระสำคัญคือการเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างปลอดภัยจะต้องให้ความสำคัญกับความแตกต่างของบริบททางสังคมและเศรษฐกิจของสมาชิก จะเกิดขึ้นได้ต้องเป็นความร่วมมืออย่างใกล้ชิดของผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งประเทศต้นทาง ประเทศปลายทาง หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน”


“ที่สำคัญ นายจ้างและลูกจ้างต้องสร้างระบบบริหารจัดการที่เข้มแข็ง รวมทั้งการส่งเสริมการข้ามแดน และการจ้างงานโดยถูกกฎหมายผ่านข้อตกลงทวิภาคี ซึ่งการประชุมครั้งที่ 3 ในอีก 2 ปีข้างหน้า ประเทศกัมพูชาจะรับเป็นเจ้าภาพ โดยก่อนหน้านี้เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมครั้งที่ 1”

“พล.อ.ศิริชัย” กล่าวต่อว่า สำหรับการประชุมทวิภาคีทั้งกับ สปป.ลาว, เมียนมา และเวียดนาม มีความคืบหน้าในการจ้างงานต่างชาติและการแก้ไขปัญหาแรงงาน เพราะการประชุมทวิภาคีจะเป็นรากฐานสำคัญในการตกลงของบริบทด้านกฎหมาย สังคม และเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน เพื่อหาหนทางการปฏิบัติที่ต่างฝ่ายต่างได้รับประโยชน์ด้วยกัน เพื่อความเข้มแข็งของทวิภาคี และจะก่อให้เกิดความเข้มแข็งใน CLMTV อันจะนำไปสู่ความเข้มแข็งของ ASEAN ต่อไป

“การหารือทวิภาคีกับ สปป.ลาว โดย H.E. Mr. Khampheng Saysompheng รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม สปป.ลาว ยินดีที่จะร่วมมือในการแก้ปัญหาแรงงานผิดกฎหมายในไทยที่ดำเนินการอยู่ นอกจากจะเปิดศูนย์พิสูจน์สัญชาติผู้ที่ถือบัตรสีชมพูประมาณ 71,000 คน ที่ไอที สแควร์ หลักสี่ แล้ว จะหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของ สปป.ลาวในการจัดทำหนังสือเดินทาง เพื่อให้แรงงานที่ไม่มีเอกสารมาแจ้งความจำนง คาดว่าประมาณ 60,000 คน ไม่ต้องเดินทางกลับประเทศไปทำหนังสือเดินทางที่ สปป.ลาว และหากเป็นไปได้จะอำนวยความสะดวกให้ทำเอกสารเดินทางที่ไทยได้”

ส่วนการหารือทวิภาคีกับเมียนมา “H.E. Mr. U Thein Swe” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ตรวจคนเข้าเมืองและประชากรของเมียนมา ได้ชื่นชมและยอมรับการจัดการแรงงานต่างด้าวของไทย ซึ่งได้รับแจ้งยอดแรงงานที่ไม่มีเอกสารใด ๆ มาแจ้งความประสงค์ทำงานในไทยอาจมากถึง 350,000 คน จะให้ความเร่งด่วนแก่แรงงานส่วนนี้ทำการพิสูจน์สัญชาติเป็นลำดับแรก

“โดยจะเพิ่มเจ้าหน้าที่และจุดตรวจสัญชาติเคลื่อนที่มาดำเนินการในไทย จากเดิมที่มีจุดตรวจสัญชาติกลุ่มที่มีบัตรสีชมพูอยู่แล้ว 6 ศูนย์ พร้อมกับจะเร่งรัดคณะทำงานเพื่อจัดส่งแรงงานประมงมาไทยตามระบบรัฐต่อรัฐให้มีผลโดยเร็ว รวมทั้งให้ความสนใจต่อระบบประกันสังคมไทย โดยจะจัดเจ้าหน้าที่มาศึกษาวิธีการของประกันสังคมไทยต่อไป”

สำหรับการหารือทวิภาคีกับเวียดนาม “H.E. Dao Ngoc Dung” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ทุพพลภาพ และสวัสดิการสังคม สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ได้มีการหารือถึงประเภทกิจการ อาชีพที่ไทยอนุญาตให้ต่างด้าวทำงานได้ ซึ่งกระทรวงแรงงานกำลังดำเนินการเรื่องนี้อยู่ โดยจะเชิญภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งสภาอุตสาหกรรม หอการค้า สมาคมวิชาชีพต่าง ๆ รวมถึงนักวิชาการมาหารือ ซึ่งจะได้ข้อสรุปในเร็ว ๆ นี้ พร้อมกับเร่งรัดให้เวียดนามดำเนินการตาม MOU คือความร่วมมือด้านแรงงานประมงอีกด้วย

“พล.อ.ศิริชัย” กล่าวในตอนท้ายว่า การประชุมระดับรัฐมนตรีแรงงานของกลุ่ม CLMTV ทุกประเทศยอมรับและเห็นด้วยกับการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวของไทย ที่กำหนดขึ้นเป็นกฎหมาย และจะใช้เป็นโมเดลของตนเองต่อไป

“นอกจากนี้ทุกประเทศยังให้ความสนใจต่อตัวเลขของแรงงานที่ไม่มีหลักฐานใด ๆ ที่ทำงานอยู่ในไทย ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ได้ติดตามทางสื่อว่าจะมีจำนวน 2-3 ล้านคน แต่ผ่านการแจ้งความจำนงมา 10 วัน มียอดจริง ๆ ไม่ถึง 400,00 คน ซึ่งได้แจ้งให้สมาชิกในกลุ่ม CLMV ทราบแล้วว่า กระทรวงแรงงาน โดยอธิบดีกรมการจัดหางานได้ประเมินไว้เพียง 800,000 คน แต่ได้เตรียมสถานที่และเจ้าหน้าที่ไว้รองรับทั่วประเทศถึง 100 ศูนย์รับแจ้งนั้น เพื่อเตรียมอำนวยความสะดวก”

“หากมีจำนวนแรงงานที่ไม่มีเอกสารใด ๆ จำนวนมากจริง ซึ่งหลังจากวันที่ 7 สิงหาคมนี้ เราจะได้ทราบยอดแรงงานต่างด้าวในไทยในรูปแบบและอาชีพต่าง ๆ เป็นภาพรวมที่ชัดเจนขึ้น และจะแจ้งให้สมาชิก CLMTV ทุกประเทศรับทราบเพื่อบริหารจัดการร่วมกัน”

อันจะนำมาสู่การแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการแรงงานอย่างยั่งยืน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17,08, 2017, 12:50:33 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
18,08, 2017, 08:14:30
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,028


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #284 เมื่อ: 18,08, 2017, 08:14:30 »

https://www.prachachat.net/facebook-instant-article/news-22557
ครม.ตัดสินใจคง VAT 7% อีก 1 ปี ชี้ ทำรัฐขาดรายได้ 2.32 แสนล้านบาท!

รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง แจ้งว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี วันนี้ (15 ส.ค.) คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่…) พ.ศ. …. (การขยายเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยให้ยังคงจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 6.3 (ไม่รวมภาษีท้องถิ่น) หรือร้อยละ 7 (รวมภาษีท้องถิ่น) สำหรับการขายสินค้า การให้บริการ หรือการนำเข้าทุกกรณี ซึ่งความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2560 ถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2561

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังได้มีการขยายเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มจากอัตราร้อยละ 9 (ไม่รวมภาษีท้องถิ่น) หรือร้อยละ 10 (รวมภาษีท้องถิ่น) เหลืออัตราร้อยละ 6.3 (ไม่รวมภาษีท้องถิ่น) หรือร้อยละ 7 (รวมภาษีท้องถิ่น) เป็นระยะเวลา 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2560 ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 65/2559 เรื่อง การลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม ลงวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

โดยกำหนดเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวใกล้จะสิ้นสุดลง กระทรวงการคลังจึงได้เสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อให้ความเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่…) พ.ศ. … กำหนดให้มีการขยายเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยให้ยังคงจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 6.3 (ไม่รวมภาษีท้องถิ่น) หรือร้อยละ 7 (รวมภาษีท้องถิ่น) ต่อไปอีกเป็นระยะเวลา 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2560 ถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2561

ทั้งนี้ เพื่อกระตุ้นกลไกทางเศรษฐกิจ และช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนให้สามารถมีกำลังซื้อในการจับจ่ายสินค้าเพื่อการอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้น รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นในการประกอบธุรกิจให้กับภาคเอกชน และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนาดใหญ่สามารถดำเนินการไปได้อย่างต่อเนื่อง อันจะทำให้การบริโภคและการลงทุนของประเทศมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องและมั่นคงต่อไป

รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า ในการเสนอ ครม. พิจารณา มีการคำนวณไว้ด้วยว่า หากเก็บ VAT ที่อัตรา 10% จะทำให้รัฐมีรายได้ในปีงบประมาณเพิ่มขึ้นถึง 232,600 ล้านบาท แต่ก็จะส่งผลต่อราคาสินค้าและบริการที่จะเพิ่มขึ้น และส่งผลกระทบต่อการบริโภค การผลิต การนำเข้า และการลงทุนภาคเอกชนที่จะลดลง และทำให้เศรษฐกิจโดยรวมชะลอตัวได้

อย่างไรก็ตาม การกำหนดให้จัดเก็บ VAT ไว้ที่ 7% เท่าเดิม จะไม่กระทบต่อการประมาณการรายได้ในปีงบประมาณ 2561 เนื่องจากในการจัดทำประมาณการรายได้ได้ใช้ฐานอัตราที่ 7% อยู่แล้ว
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
หน้า: 1 ... 17 18 [19] 20   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: