GUN IN THAILAND
19,09, 2017, 18:03:31 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Google
หน้า: 1 ... 19 20 [21] 22   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สภาวะเศรษฐกิจ 3. รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟีย  (อ่าน 4111 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
04,09, 2017, 20:45:21
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,126


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #300 เมื่อ: 04,09, 2017, 20:45:21 »

http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/771424

สังคมน่าห่วง นศ.ตกงานพุ่ง คนไทยป่วยเฉลี่ย 8 ปีก่อนตาย

สังคมไทยยังน่าเป็นห่วง เด็กจบมหาวิทยาลัยตกงานเพิ่ม อาชญากรรมพุ่ง คนรุ่นใหม่ เจนฯวายนักช้อปยอมเป็นหนี้ คนไทยอายุยืนขึ้น แต่บั้นปลายหลายคนป่วย พิการนาน 8 ปีก่อนเสียชีวิต
         จากรายงานภาวะสังคมไทย ไตรมาส 2 ปี 2560 ที่สำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ แถลงพบว่าปัญหาเศรษฐกิจยังน่าเป็นห่วง เพราะแรงงานจำนวนมากยังว่างงาน โดยมีการจ้างงาน 37.5 ล้านคน เพิ่มจากขึ้นไตรมาส 2 ปี 2559 ประมาณ 0.4% แต่เป็นการเพิ่มขึ้นในภาคเกษตร จาก 11 ล้านคน เป็น 11.6 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 6 แสนคน เพราะสภาพอากาศเอื้ออำนวย ปริมาณน้ำอยู่ในภาวะปกติ ราคาสินค้าเกษตรดี แต่ช่วงครึ่งปีหลังน่าเป็นห่วง เพราะน้ำท่วม และราคาสินค้าเกษตรมีแนวโน้มลดลง

   ขณะที่อีกด้านหนึ่งแรงงานนอกภาคเกษตรจ้างงานลดลงจาก 26.4 ล้านคน เหลือ 25.9 ล้านคน โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรม การก่อสร้าง โรงแรม ภัตตาคาร ตอกย้ำให้เห็นว่า การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวช้า ผู้ประกอบการเน้นใช้แรงงานที่มีอยู่เดิม ไม่จ้างงานเพิ่ม และนำเทคโนโลยีมาใช้ จนกลางปี 2560 มีความต้องการแรงงานด้านการผลิต เพียง 2,709 ตำแหน่ง จากที่เคยมีถึง 4,203 ตำแหน่งในปี 2557
         อัตราการว่างงานจึงมีสูงถึงประมาณ 470,000 คน หรือ 1.2% ของแรงงาน เพิ่มขึ้น 1.1%

ที่น่าเป็นห่วง คือแรงงานที่เพิ่งจบ หรือที่ไม่เคยทำงานมากก่อน เพิ่มขึ้นถึง 24.1% โดย 39% จบระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งปกติกลุ่มนี้จะว่างงานสูงในไตรมาส 2-3 และลดลงในไตรมาส 4 ของทุกปี แต่ช่วงตั้งแต่ปี 2556 จนถึง 2560 นี้จำนวนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จนมีถึง 220,000 คน เพราะความไม่สอดคล้องของคุณสมบัติแรงงาน และวุฒิการศึกษา ที่ไม่ตรงกับความต้องการของตลาด และการรอการฟื้นตัวของการลงทุนของภาคเอกชน
         นอกจากกลุ่มที่เพิ่งจบมหาวิทยาลัยตกงานเพิ่มขึ้น กลุ่มเจนเนอเรชั่น วาย  ที่มีอายุ 22-35 ปี จำนวน 5.24 ล้านคน พบว่าเป็นหนี้รวมกันถึง 2.13 ล้านล้านบาท โดยเฉพากลุ่มคนอายุ 29 ปีที่มีหนี้เฉลี่ยคนละ 150,000 บาท จำนวนนี้ 20% เป็นหนี้เสีย เพราะบางคน รูปแบบการใช้ชีวิตเปลี่ยนไปตามสังคมเมือง มีพฤติกรรมใช้ง่าย จ่ายคล่อง ตัดสินใจเร็ว เข้าถึงบัตรเครดิต สินเชื่อเงินส่วนบุคคลได้ง่าย

ขณะที่เด็กป.1 ไอคิวสูงขึ้นเป็น  98.23  จากปี 2554 ไอคิว 94.58 แต่ก็ต่ำกว่ามาตรฐานสากลที่ระดับ 100  เยาวชนไทยยังสูบบุหรี่ไฟฟ้ามากขึ้น ที่มีนิโคตินสูงกว่าบุหรี่ธรรมดา 10 เท่า
         นอกจากนี้สังคมไทยยังน่าเป็นห่วง ที่คดีอาชญากรรมเพิ่งประมาณ 10% โดยคดีทำร้ายร่างกาย  และทางเพศ เพิ่มขึ้น 7.3% คดีปล้นจี้ชิงทรัพย์เพิ่มขึ้น 6.5%
          สำหรับเรื่องสุขภาพ โรคที่คนไทยเป็นมากในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา คือไข้หวัดใหญ่ เป็นเพิ่มขึ้นถึง 31.1%
          ทางด้านอายุเฉลี่ยของคนไทย มีอายุยืนเพิ่มขึ้นถึง 75.4 ปี จากปี 2558 เฉลี่ย 75 ปี  อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก พบว่าอายุคาดเฉลี่ย ของภาวะสุขภาพดี (Health Adjusted Life Expectancy: HALE)ของคนไทยมีค่าต่ำกว่าอายุคาดเฉลี่ย โดยในปี 2552 มีค่าเท่ากับ 62 ปี และในปี 2558 มีค่าเท่ากับ 66.8 ปี
          สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยไม่ได้มีสุขภาพที่สมบูรณ์ตลอดช่วงชีวิตจะมีช่วงเวลาที่ต้องอยู่อย่างเจ็บป่วยหรือพิการ ซึ่งปี 2558 คนไทยต้องอยู่อย่างเจ็บป่วยหรือพิการก่อนเสียชีวิตกว่า 8 ปี อย่างไรก็ตาม อายุคาดเฉลี่ยเมื่อแรกเกิดและอายุคาดเฉลี่ย ของภาวะสุขภาพดีของคนไทยยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04,09, 2017, 20:47:10 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
05,09, 2017, 21:18:45
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,126


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #301 เมื่อ: 05,09, 2017, 21:18:45 »

http://money.sanook.com/510725/

พ่อแม่เฮ! ครม.อนุมัติงบกลางอีก 804.70 ลบ.ดูแลเด็ก

ครม.เห็นชอบอนุมัติการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 60 งบกลางรายการ เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น 804.70 ล้านบาทเพิ่มเติม เพื่อใช้ในโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด ถึง 3 ขวบ เดือนละ 600 บาท


วันนี้ (5 ก.ย. 60) นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบอนุมัติการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 60 งบกลางรายการ เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น 804.70 ล้านบาทเพิ่มเติม เพื่อใช้ในโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด ถึง 3 ขวบ เดือนละ 600 บาท ประมาณ 154,855 ราย

ทั้งนี้ การขอจัดสรรงบดังกล่าว เนื่องจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) แจ้งว่าการจัดสรรงบเดิมไม่เพียงพอ ทำให้ต้องของบประมาณเพิ่มเติมในครั้งนี้ แล้วคาดว่าตั้งแต่เดือน พ.ค.-ก.ย.60 จะมีเด็กมาลงทะเบียนรับสิทธิ์ เงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด ถึง 3 ขวบ ประมาณ 351,000 ราย ซึ่งในอนาคตจะดำเนินการระบุโครงการนี้เข้าสู่โครงการสวัสดิการแห่งรัฐอีกด้วย
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
06,09, 2017, 07:55:37
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,126


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #302 เมื่อ: 06,09, 2017, 07:55:37 »

กสทช. เล็งเสนอแนวทาง คสช. เพื่อพิจารณาหาทางออกให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล หลังจากแห่กันมาคืนคลื่น แต่ยังไม่มีกฎหมายรองรับ 
.
สรุปสั้นๆคือ
- ในปัจจุบัน เม็ดเงินโฆษณาในประเทศอยู่ที่ 1 แสนล้านบาท
(โดยเป็นสื่อดิจิทัลออนไลน์ ประมาณ 2 หมื่นล้าน) 
- ทีวีดิจิตอลมีมากถึง 24 ช่อง ซึ่งแต่ละช่องต้องลงทุนเป็นหลักพันล้านบาท
- แต่งบโฆษณามีจำกัด ทำให้แต่ละช่องอยู่รอดยาก
- ถ้าลดลงมาเหลือแค่ 15 ช่อง เงินโฆษณาก็จะกระจายให้ผู้ประกอบการแต่ละรายสามารถอยู่รอดได้
- และสิ่งที่ต้องตระหนักคือ สื่อโซเชียลมีอิทธิพลต่อการรับชมรายการสูงมาก
.
กสทช. จึงจะเสนอให้ คสช. หาทางออกให้กับผู้ประกอบการที่ต้องการคืนคลื่น โดย
- แก้กฎหมายให้รองรับ การคืนใบอนุญาต (ปัจจุบันยังไม่สามารถทำได้)
-  การงดเว้นชำระเงินในส่วนที่เหลือ
- ทั้งนี้ จะเสนอให้นายกใช้ ม.๔๔ จัดการอีกคำรบ
.
ก่อนหน้านี้ ทางกสทช.ได้ช่วยเหลือผู้ประกอบการโดยยืดเวลาการจ่ายเงินค่าประมูลไปอีก 9 เดือน แต่แนวโน้มของเม็ดเงินโฆษณาต่างไหลไปสู่สื่อออนไลน์ดิจิทัลแทน เม็ดเงินโฆษณาทีวีน้อยลง  ทำให้สื่อทีวีดิจิทัล ยิ่งทำก็ยิ่งขาดทุน
.
อ่านข่าวเพิ่มเติมที่ http://www.posttoday.com/digital/512990
.
ปล. ตกลงมัน ดิจิทัล หรือ ดิจิตอล
ในสื่อใช้ดิจิทัล แต่ในโลโก้ดันใช้ดิจิตอล
เหยื่อการตลาด ทาสโปรโมชั่น

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=1540448892729634&id=1334235466684312
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06,09, 2017, 07:59:34 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
06,09, 2017, 21:35:53
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,126


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #303 เมื่อ: 06,09, 2017, 21:35:53 »

https://news.thaipbs.or.th/content/265847

มติ กบง.ปรับขึ้นราคาขายปลีกก๊าซหุงต้มกิโลกรัมละ 0.67 บาท

ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เห็นชอบให้ปรับขึ้นราคาขายปลีกก๊าซหุงต้ม 67 สตางค์ต่อกิโลกรัม ตามแนวโน้มราคาก๊าซในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น โดยให้มีผลตั้งแต่วันนี้ (6 ก.ย.2560)

นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ว่าที่ประชุม กบง.ได้ปรับราคาขายปลีกก๊าซหุงต้ม หรือก๊าซแอลพีจี (LPG) เดือนกันยายน 2560 เพิ่มขึ้น 67 สตางค์ต่อกิโลกรัม จาก 20 บาท 49 สตางค์ต่อกิโลกรัม เป็น 21 บาท 15 สตางค์ต่อกิโลกรัม

ส่งผลให้ราคาขายปลีกก๊าซหุงต้มถัง 15 กิโลกรัม เพิ่มขึ้น 10 บาทต่อถัง โดยเริ่มมีผลตั้งแต่วันนี้ (6 ก.ย.2560) ทำให้ราคาก๊าซหุงต้มในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพิ่มเป็นถังละ 353 บาท จากราคาแนะนำของกรมการค้าภายในที่ 343 บาท

สาเหตุการปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้มครั้งนี้เนื่องมาจากราคาก๊าซแอลพีจีตลาดโลก เดือนกันยายน ปรับเพิ่มขึ้น 50 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน มาอยู่ที่ระดับ 490 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ส่งผลให้ราคา ณ โรงกลั่นที่อ้างอิงราคานำเข้า ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 16.25 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 17.69 บาทต่อกิโลกรัม แต่มีการใช้กลไกกองทุนน้ำมันชดเชยราคาเพิ่มขึ้นจากเดิมชดเชยที่ 2.7559 บาทต่อกิโลกรัม เป็นชดเชย 3.5719 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อลดผลกระทบต่อผู้บริโภค

นับเป็นการปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้มครั้งแรก หลังเปิดเสรีนำเข้าก๊าซแอลพีจีเมื่อเดือนสิงหาคม 2560 แต่ว่าก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์เคยปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้มถังขนาด 15 กิโลกรัม 10 บาท โดยครั้งนั้นราคาก๊าชแอลพีจีเพิ่มขึ้นกิโลกรัมละ 67 สตางค์ ส่งผลให้ราคาขายจากกิโลกรัมละ 20 บาท 29 สตางค์ เป็น 20 บาท 96 สตางค์

พร้อมทั้งมีการปรามร้านอาหารจานด่วนไม่ให้ขึ้นราคา เพราะเมื่อเฉลี่ยแล้วต้นทุนอาหารเพิ่มขึ้นจานละ 10 สตางค์ เนื่องจากก๊าซ 15 กิโลกรัม 1 ถัง สามารถทำอาหารได้ 200-300 จาน จึงไม่มีเหตุผลให้ปรับเพิ่มราคาอาหารจานด่วน

ขณะที่เดือนพฤษภาคม มีการปรับลดราคาก๊าซหุงต้มลงจาก 20 บาท 96 สตางค์ เป็น 20 บาท 49 สตางค์ ส่งผลให้ก๊าซถัง 15 กิโลกรัม ปรับลดลงถังละ 7 บาท โดยกรมการค้าภายในปรับราคาแนะนำขายปลีกก๊าซถัง 15 กิโลกรัม ในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล รวมค่าขนส่งที่ถังละ 343 บาท
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
07,09, 2017, 13:09:22
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,126


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #304 เมื่อ: 07,09, 2017, 13:09:22 »

https://www.prachachat.net/marketing/news-35135

ปิดฉากค่ายเพลงวัยรุ่น “อาร์เอส” ตัดใจทิ้ง kemikeze

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊ก ตำนาน kemikeze ได้โพสต์ภาพเมื่อวันที่ 5 กันยายน เวลา16.29น. ว่า ได้ปิดค่าย kemikeze ลงแล้วโดยมีผลตั้งแต่วันที่1กันยายนที่ผ่านมา และใครคิดถึง kemilezeสามารถติดตามได้ที่ค่ายDemo Lab

การปิดค่ายเพลงวัยรุ่นครั้งนี้น่าจะสอดรับกับทิศทางธุรกิจที่อาร์เอสวางไว้ว่าจะหันมาให้ความสำคัญกับธุรกิจทีวีดิจิทัลและธุรกิจสุขภาพ ความงามมากขึ้น

“สุรชัย เชรษฐโชติศักดิ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาร์เอส จำกัด(มหาชน) กล่าวก่อนหน้านี้ว่า กลุ่มธุรกิจเพลงที่เคยเป็นรายได้หลักให้กับอาร์เอสมีสัดส่วนรายได้ที่ลดลงเรื่อยๆ ปัจจุบันเหลือเพียง 5% ของรายได้รวมและธุรกิจเพลงก็มีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ ตามกระแสธุรกิจเพลงทั่วโลกที่ค่อยๆ ทยอยล้มหายไป
อย่างไรก็ตามเมื่อต้นปีที่ผ่านมา อาร์เอส ได้ปรับโมเดลของธุรกิจเพลงใหม่ โดยเปิดโอกาสให้ศิลปินมีส่วนร่วมในการลงทุนผลิต และวางแผนผลงานเพลง ในลักษณะกึ่งพันธมิตรทางธุรกิจมากขึ้น ซึ่งโมเดลใหม่นี้ ทำให้บริษัทสามารถลดต้นทุน และส่งผลให้ธุรกิจนี้ยังคงมีกำไร
ขณะเดียวกันทิศทางปี2560 นายสุรชัย กล่าวว่า จะให้ความสำคัญกับธุรกิจทีวีดิจิทัล(ช่อง8)และธุรกิจสุขภาพ ความงามมากขึ้น ตั้งเป้าหมายว่า ปี 2560 ของอาร์เอสจะมีรายได้ 3,576 ล้านบาท มาจากกลุ่มธุรกิจมีเดีย 75%, ธุรกิจเฮลท์ แอนด์ บิวตี้ ภายใต้บริษัท “ไลฟ์สตาร์” 15%, เพลง 5% และอื่นๆ 5%
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
08,09, 2017, 22:17:54
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,126


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #305 เมื่อ: 08,09, 2017, 22:17:54 »

https://www.prachachat.net/finance/news-36251


Master Card ออกผลสำรวจ “คนไทยใจดี” ทำบุญเด่น ขึ้นแท่นอันดับ 2 ในเอเชียแปซิฟิก

มาสเตอร์การ์ด เปิดผลสำรวจการใช้จ่ายผู้บริโภคเพื่อการกุศล จาก 14 ประเทศ พบไทยขึ้นแท่นอันดับ 2 ในการบริจาค รองจากเวียดนาม

ผู้สื่อข่าวรายงานข้อมูลจาก ผลการสำรวจของมาสเตอร์การ์ดเกี่ยวกับการใช้จ่ายเพื่อการกุศล ในกลุ่มผู้บริโภคใน 14 ประเทศระบุว่า ผู้บริโภคในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริจาคเพื่อสนับสนุนด้านการศึกษาและสุขภาพให้กับเด็กและเยาวชน กว่า 37.8%

โดยผลการสำรวจผู้บริโภคในช่วงเดือนพฤศจิกายนปี 2559 ที่ผ่านมา พบว่า ประมาณ 50.4% ของมีส่วนร่วมในการกุศลผ่านการบริจาค เพิ่มขึ้นเล็กน้อยปี 2558 ที่ผ่านมาที่อยู่ระดับ 49.9% โดย ผู้บริโภคชาวเวียดนามบริจาคเพื่อการกุศลมากที่สุดคิดเป็น 78% รองลงมาคือ ผู้บริโภคชาวไทย 66.3% และ ผู้บริโภคในฮ่องกง 60.2%
นอกจากนี้ผู้บริโภคในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังให้ความสำคัญกับด้านภัยพิบัติทางธรรมชาติ และให้ความความช่วยเหลือต่อผู้ยากไร้และขาดแคลนอาหาร 32.1% และผู้บริโภค 44.4% เลือกที่จะซื้อสินค้าที่นำรายได้บางส่วนมอบให้กับองค์กรที่ทำประโยชน์ให้กับสังคม

นางจอร์เจ็ท แทน รองประธานอาวุโสฝ่ายสื่อสาร ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มาสเตอร์การ์ด กล่าวว่า “เราได้กำลังใจอย่างมากจากผลการสำรวจในปีนี้ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือผู้ที่ด้อยโอกาสและการคืนสู่สังคม

นอกจากนี้การให้ความสำคัญของการศึกษาโดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน ยิ่งทำให้เห็นว่าผู้บริโภคในภูมิภาคของเราต้องการให้ความช่วยเหลือด้านการศึกษาและสุขภาพของเด็กและเยาวชน

จากโครงการ ของมาสเตอร์การ์ด เราได้ร่วมมือกับพันธมิตรของเราเพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความสะดวกในด้านการกุศล โดยความร่วมมือต่างๆ เหล่านี้ มีจุดประสงค์ให้ผู้บริโภคตระหนักถึงสังคมก่อนการจับจ่ายซื้อสินค้า เป็นการร่วมกันสร้างสังคมของความช่วยเหลือทั่วภูมิภาค”

นายโดนัลด์ ออง ผู้จัดการประจำประเทศไทยและเมียนมาร์ มาสเตอร์การ์ด กล่าวว่า “การดูแลเอาใจใส่เด็กและเยาวชนเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างชุมชนที่เข้มแข็ง

ปีนี้เป็นอีกหนึ่งปีที่มาสเตอร์การ์ด ประเทศไทย ร่วมกับคลับ 21 และโครงการ Food4Good ในการร่วมกันทำแคมเปญ Purchase with Purpose โดยทุกการใช้จ่ายผ่านบัตรมาสเตอร์การ์ดที่คลับ 21 จะร่วมบริจาคช่วยเหลือเด็กและเยาวชนผ่านโครงการ Food4Good ซึ่งตรงกับวัตถุประสงค์ของเราในการสร้างความตระหนักถึงปัญหาที่เด็กและเยาวชนขาดโอกาสในสังคมไทยต้องเผชิญ และให้ความเอาใจใส่พวกเขา รวมถึงการพัฒนาทักษะที่จำเป็นเพื่อช่วยสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับเด็กและเยาวชนเหล่านั้นต่อไป”

อย่างไรก็ตามการบริจาคเงินเป็นเพียงหนึ่งวิธีที่ผู้บริโภคในภูมิภาคคืนกลับให้กับสังคม จากผลการสำรวจพบว่า 53.2% ผู้บริโภคจับจ่ายซื้อสินค้าที่มีส่วนในการช่วยเหลือสังคม ก่อนจะตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการ ผู้บริโภคจะพิจารณาว่าสินค้าและบริการที่ต้องการมีกระบวนการผลิตและจัดจำหน่ายที่ชอบธรรม เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือมีการนำเงินรายได้บางส่วนเพื่อไปสนับสนุนองค์กรการกุศลหรือไม่ ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อสินค้าเหล่านั้น

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08,09, 2017, 22:19:38 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
09,09, 2017, 19:38:28
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,126


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #306 เมื่อ: 09,09, 2017, 19:38:28 »

http://money.sanook.com/511703/

“ค่าครองชีพถูก” ดันไทยติดอันดับ 11 ประเทศที่มีความสุขส่วนตัวมากที่สุด

“เอ็กซ์แพ็ท อินไซเดอร์” จัดอันดับประเทศที่เหมาะสำหรับชาวต่างชาติพักอาศัย ปรากฏว่า “บาห์เรน” คว้าอันดับหนึ่ง ส่วนไทยอยู่อันดับที่ 11 ในหัวข้อประเทศที่มีความสุขส่วนตัวมากที่สุด


สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า “เอ็กซ์แพ็ท อินไซเดอร์” ซึ่งเป็นองค์กรสำรวจด้านความเป็นอยู่สำหรับชาวต่างชาติ ที่อาศัยอยู่ตามประเทศต่างๆ ทั่วโลก ได้ร่วมมือกับเว็บไซต์อินเตอร์เนชั่น จัดทำแบบสอบถามชาวต่างชาติ 21,500 คน จาก 166 สัญชาติ ที่อาศัยอยู่ตามเมืองต่างๆ ใน 188 ประเทศ โดยมีการแบ่งออกเป็นหัวข้อต่างๆ เช่น ประเทศที่ดีที่สุดสำหรับการพำนักอาศัยของชาวต่างชาติ ปรากฏว่า “บาห์เรน” คว้าอันดับหนึ่ง ตามด้วยคอสตา ริก้า และเม็กซิโก

ส่วนหัวข้อประเทศที่มีคุณภาพชีวิตดีที่สุด โดยวัดจากการดูแลรักษาสุขภาพและระบบสาธารณูปโภค อันดับหนึ่งได้แก่ “โปรตุเกส”

สำหรับหัวข้อประเทศที่น่าท่องเที่ยวและมีระบบการขนส่งมวลชนดีที่สุด “สิงคโปร์” คว้าอันดับหนึ่ง

ขณะที่ประเทศไทย ติดอันดับที่ 11 ในหัวข้อประเทศที่มีความสุขส่วนตัวมากที่สุด เนื่องจากค่าครองชีพที่ยังถูกอยู่มาก
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
10,09, 2017, 19:57:37
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,126


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #307 เมื่อ: 10,09, 2017, 19:57:37 »

http://money.sanook.com/511707/
ทำไมระบบ e-payment จึงไม่เป็นที่นิยมในประเทศไฮเทคอย่างสิงคโปร์และญี่ปุ่น

เป็นยุคที่หลายรัฐบาลทั้งพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนาต่างพยายามผลักดันประเทศให้เข้าสู่การเป็น cashless society หรือสังคมไร้เงินสดโดยการสนับสนุนให้พัฒนาระบบที่ทำให้ผู้บริโภคสามารถจับจ่ายใช้สอยโดยไม่ต้องพกพาเงินสดแม้แต่น้อย โดยผ่านระบบ e-payment หรือการชำระเงินผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เหตุผลก็เพื่อรัฐบาลจะได้ลดการพิมพ์ธนบัตรหรือผลิตเงินเหรียญออกมาซึ่งเป็นกระบวนการที่มีต้นทุนสูง ขณะเดียวกัน ก็สร้างความสะดวกสบายและปลอดภัยให้กับผู้บริโภคที่ไม่ต้องพกพาเงินสด

อย่างในบ้านเรา ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ National e-payment master plan หรือแผนแม่บทในการพัฒนาโครงสร้างระบบการเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ รัฐบาลได้พยายามผลักดันทุกทาง อาทิ การผุด PromptPay บริการรับ – โอนเงินระหว่างกันแบบใหม่ โดยไม่ต้องใช้เลขที่บัญชีเงินฝากธนาคาร ใช้เพียงแค่หมายเลขโทรศัพท์มือถือ หรือ เลขประจำตัวประชาชนไปแล้ว หรือล่าสุดสถาบันการเงินทุกสถาบันร่วมกับผู้ให้บริการบัตรเครดิตทุกเจ้าในไทยเพิ่งแถลงข่าว ‘ความร่วมมือการใช้มาตรฐานคิวอาร์โค้ดเพื่อการชำระเงิน’ โดยรูปแบบการชำระเงินผ่านระบบ QR Code นี้ สามารถทำได้ง่าย ๆ คือเปิดแอปการเงินที่ใช้บริการอยู่ แล้วใส่รหัสผ่านที่กำหนด จากนั้น สแกน QR Code ที่ต้องการชำระเงิน กรอกราคาสินค้าให้ตรง และ ยืนยันชำระเงิน

ระบบ cashless payment กำลังขยายตัวในเอเชียโดยที่ผู้บริโภคได้รับแรงจูงใจจากบริการต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแอพพลิเคชั่นชำระเงินบนสมาร์ทโฟน หรืออินเตอร์เน็ตแบงกิ้ง ไปดูกันที่จีนแผ่นดินใหญ่ จากสังคมที่ใช้เงินสดเป็นหลักมานานและล้าหลังกว่าหลายประเทศในเรื่องการใช้บัตรเครดิต

ปัจจุบันระบบการชำระค่าสินค้าแบบไร้เงินสดเป็นที่นิยมอย่างมาก ผลสำรวจพบว่า 70% ของชาวจีนก้าวเท้าออกจากบ้านโดยไม่พกเงินสด และปี 2016 ที่ผ่านมา ผู้ใช้ระบบ e-payment มีจำนวน 469 ล้านคน คิดเป็น 2 ใน 3 ของผู้ใช้สมาร์ทโฟนทั้งหมด โดยเพิ่มจากปีก่อนหน้า 30% โดยยอดชำระเงินผ่าน mobile payment มีมูลค่าก 38.6 ล้านล้านหยวนหรือเพิ่มขึ้นกว่า 200% เลยทีเดียว เหตุที่กระแส e-payment แพร่หลายในจีนเนื่องจากรัฐบาลคลายกฎเหล็กและสนับสนุนบริษัทในประเทศ จึงทำให้เกิดบริการ e-wallet จากค่ายต่าง ๆ แต่ที่ได้รับความนิยมสุดก็ AliPay และ WeChat

มาที่เกาหลีใต้ ขึ้นชื่อในฐานะประเทศที่อัตราการใช้เงินสดต่ำสุดในโลกประเทศหนึ่ง โดยปัจจุบัน การใช้เงินสดเพื่อชำระค่าสินค้าและบริการอยู่ที่สัดส่วน 20% เท่านั้น เกาหลีใต้ตั้งเป้าภายในปี 2020 จะก้าวสู่การเป็นสังคมไร้เงินสดอย่างสมบูรณ์ จะเห็นว่าในขณะที่หลายประเทศไม่ว่าจะพัฒนาแล้วหรือกำลังพัฒนาต่างมุ่งไปทิศทางเดียวกันในการเป็นสังคมไร้เงินสด แต่มีอยู่ 2 ประเทศที่พัฒนาแล้ว และถือเป็นชาติรุ่มรวยด้านนวัตกรรมกลับยังล้าหลังในเรื่องนี้ สองประเทศที่ว่าคือสิงคโปร์และญี่ปุ่น

ที่สิงคโปร์ ทางเลือกด้าน mobile payment ไม่ใช่ไม่มี แถมยังมีเยอะมาก แต่ 60% ของการชำระเงินยังผ่านเงินสด รองลงมา 14% คือผ่านบัตรเครดิต ผลสำรวจความเห็นจาก Paypal ว่าคนสิงคโปร์ชอบชำระเงินแบบไหน พบว่า 90% เลือกใช้เงินสด 74% เลือกอินเตอร์เน็ตแบงกิ้ง และ 61% เลือกบัตรเครดิต ถ้าเปรียบเทียบกับจีน ในจีน 40% ของประชากรได้เปลี่ยนมาใช้ระบบการชำค่าสินค้าแบบไร้เงินสดแล้ว ขณะที่สิงคโปร์มีเพียง 4% เท่านั้นที่ยอมเปลี่ยน

สิ่งที่เกิดขึ้นช่างค้านกับนโยบายของรัฐที่เน้นการเข้าสู่สังคมไร้เงินสดว่าเป็นเสาหลักสำคัญของโครงการ “Smart Nation” ถึงขนาดที่นายกรัฐมนตรีลีเซียนลุง ต้องออกมากระตุ้นหลังจากที่มีโอกาสต้อนรับอาคันตุกะจากจีน แล้วอาคันตุกะท่านนั้นแสดงความเห็นว่าสิงคโปร์ล้าหลังกว่าจีนในเรื่องนี้ ทั้งนี้ เหตุผลที่คนสิงคโปร์ไม่ชอบใช้ระบบ e-payment อาจเป็นเพราะข้อจำกัดที่ทำให้ไม่สะดวก เช่น ต้องดาวน์โหลดหลายแอพฯ หรือพกบัตรหลายใบเพื่อใช้กับจุดประสงค์ที่ต่างกัน หรือบางทีก็มีข้อกำหนดขั้นต่ำว่าต้องซื้อสินค้า 10-20 เหรียญขึ้นไปจึงชำระด้วยระบบได้ ขณะที่การกดเงินจากตู้ ATM ทำได้ง่ายและเร็วกว่าจึงทำให้การใช้เงินสดเป็นที่นิยมมากกว่า

ส่วนที่ญี่ปุ่น อันที่จริงแล้วล้ำหน้ากว่าทุกประเทศในเอเชียเพราะมีการนำระบบ mobile payment มาใช้ตั้งแต่ปี 2004 หรือ 10 กว่าปีที่แล้ว จนถึงทุกวันนี้ ระบบดังกล่าวก็ยังใช้งานอยู่แต่อาจจะไม่แพร่หลายเพราะประชาชนนิยมใช้ stored-value card บัตรที่ผู้ถือบัตรจ่ายเงินล่วงหน้าแล้ว หรือเรียกง่าย ๆ บัตรเติมเงินมากกว่า ซึ่งบัตรเหล่านี้ใช้ทั้งซื้อของตามร้านสะดวกซื้อและชำระค่าแท็กซี่และค่ารถไฟได้ด้วย เหตุผลที่คนญี่ปุ่นไม่นิยมระบบ cashless payment เนื่องจากควบคุมการใช้จ่ายยาก สืบเนื่องมาจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ตกต่ำมายาวนานนับทศวรรษได้ส่งผลให้ผู้บริโภคมีความกังวลเรื่องการใช้จ่ายเกินตัว และการก่อหนี้ เมื่อบวกกับความไม่มั่นใจในระบบความปลอดภัยข้อมูล ชาวญี่ปุ่นจึงสะดวกใจที่จะพกเงินสด และไม่กลัวว่าจะถูกปล้นจี้เนื่องจากเป็นประเทศที่มีอัตราการก่ออาชญากรรมต่ำ

เป็นที่คาดว่าระบบการชำระเงินผ่านสมาร์ทโฟนจะกลายเป็นช่องทางการชำระเงินหลักในอนาคต ขนาดในจีน เคยมีคลิปขอทานพกเครื่องสแกน QR Code ตระเวนขอเงินผู้ใจบุญ ใครต้องการบริจาคก็แค่สแกน QR Code แล้วแยกย้าย คือง่ายและสะดวกขนาดนั้น แม้สิงคโปร์และญี่ปุ่นจะยังใช้ระบบเงินสดเป็นหลักในการชำระค่าสินค้าและบริการ แต่เชื่อว่าอีกไม่นานเกินรอจะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะหากไม่ปรับตัวก็ยากที่จะตามเพื่อนบ้านได้ทัน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10,09, 2017, 19:59:20 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
11,09, 2017, 21:59:17
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,126


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #308 เมื่อ: 11,09, 2017, 21:59:17 »

https://www.prachachat.net/motoring/news-36841

ค่ายรถหั่นราคารับภาษีใหม่ ลดออปชั่น-กดต้นทุน

ค่ายรถดิ้นขยับลดราคาขายรับเปลี่ยนฐานภาษีสรรพสามิตใหม่ หวั่นภาระพุ่ง “บีเอ็มดับเบิลยู” นำร่องลดวอร์แรนตี-แยกขายแพ็กเกจดูแลรถ หวังกดราคารถให้ต่ำลง ค่ายเกาหลี ญี่ปุ่นจ้องแห่ตาม รถนำเข้าลุยตัดออปชั่น สรรพสามิตคาดหลังประกาศอัตราภาษีใหม่ 16 ก.ย. ดันรายได้ภาษีรถยนต์เพิ่ม 1-2%

แหล่งข่าวจากกรมสรรพสามิตเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตามที่พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 จะเริ่มมีผลกับอัตราจัดเก็บภาษีใหม่ ในวันที่ 16 ก.ย. 2560 นี้เป็นต้นไปนั้น ในส่วนของภาษีสรรพสามิตรถยนต์ก็จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงอัตราใหม่เช่นเดียวกัน โดยต้องมีการปรับลดอัตราจัดเก็บ เนื่องจากฐานภาษีได้เปลี่ยนมาใช้ “ราคาขายปลีกแนะนำ” ซึ่งจะมีผลทั้งกับรถยนต์นำเข้าและรถยนต์ที่ผลิตภายในประเทศ อย่างไรก็ดี โครงสร้างการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตรถยนต์ยังคงเป็นไปตามเดิม ทั้งประเภทของรถยนต์ และการจัดเก็บตามปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

ทั้งนี้ กรณีรถยนต์ที่ผลิตภายในประเทศที่เดิมใช้ฐาน “ราคา ณ โรงงาน” จะไม่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีครั้งนี้ เนื่องจากกรมยึดหลักการไม่เพิ่มภาระภาษี แต่กรณีรถยนต์นำเข้าและรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ แต่ใช้สิทธิเขตปลอดอากร (ฟรีโซน) จะมีภาระภาษีเพิ่มขึ้นบ้าง เนื่องจากฐานราคาที่เปลี่ยนไปจากเดิมที่ใช้ “ราคา ซี.ไอ.เอฟ.” ซึ่งยังไม่รวมอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต และค่าธรรมเนียมพิเศษตามกฎหมายศุลกากร เป็น “ราคาขายปลีกแนะนำ” ตามกฎหมายภาษีสรรพสามิตใหม่

“เชื่อว่าทางกรมสรรพสามิตจะมีรายได้เพิ่มจากรถยนต์นำเข้าและรถยนต์ที่ใช้ฟรีโซน แต่ไม่มากราว ๆ 1-2% จากยอดจัดเก็บภาษีรถยนต์ภาพรวมที่อยู่ราว 9 หมื่นล้านบาทต่อปี” แหล่งข่าวกล่าว

ค่ายยุโรปขอปรับราคาขาย

แหล่งข่าวกล่าวด้วยว่า ขณะนี้มีค่ายรถยนต์ยุโรปได้แจ้งมาทางกรมว่า จะขอปรับราคาขายรถยนต์บางรุ่นลง และมีบางยี่ห้อได้มีการปรับลดราคาขายปลีกลงแล้วในบางรุ่น ซึ่งเป็นรถยนต์ที่ใช้สิทธิประโยชน์ภาษีในเขตฟรีโซน ซึ่งเมื่อเปลี่ยนมาเป็นการเก็บภาษีตามราคาขายปลีกแนะนำ ทำให้ผู้ประกอบการจะมีภาระภาษีเพิ่มขึ้น ดังนั้นจึงต้องปรับลดราคาลง


“เป็นธรรมดา เมื่อฐานในการคำนวณภาษีใหญ่ขึ้นก็ต้องมีภาระภาษีเพิ่ม ทุกรายไม่อยากเสียภาษีเยอะ ตอนนี้เท่าที่ทราบ คือ ค่ายบีเอ็มดับเบิลยูปรับราคาลง ด้วยการลดระยะเวลาวอร์แรนตีรถยนต์นำเข้าบางรุ่น จากเดิม 5 ปี เหลือแค่ 3 ปี เท่ากับค่ายรถญี่ปุ่น เพื่อลดราคาขายลง เป็นการปรับเพื่อให้อยู่บนฐานเดียวกันกับค่ายอื่น ๆ แต่ถ้าลูกค้าต้องการวอร์แรนตีเพิ่มเป็น 5 ปีเหมือนเดิม ก็ต้องจ่ายเพิ่มโดยตกลงกับดีลเลอร์เอาเอง ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว เพราะทางกรมสรรพสามิตเก็บภาษีจากฐานราคา ถ้าผู้ประกอบการไปเพิ่มวอร์แรนตีก็จะทำให้ราคารถยนต์ยิ่งสูงขึ้น ก็มีภาระภาษีมากขึ้น ส่วนค่ายอื่น ๆ ยังไม่เห็นการปรับลดราคา เพราะส่วนใหญ่ยังรอประกาศอัตราภาษีอย่างเป็นทางการออกมาก่อน แต่ก็เชื่อว่าจะไปในทิศทางเดียวกัน”

สำหรับแนวปฏิบัติตามกฎหมายสรรพสามิตใหม่ที่จะเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย. 2560 นี้เป็นต้นไปนั้น กฎหมายกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องจดทะเบียนกับกรมสรรพสามิต และมีหน้าที่แจ้งราคาขายปลีกแนะนำให้กรมสรรพสามิตทราบ ก่อนผลิตและนำสินค้าออกจากโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งการแจ้งราคาต้องเป็นจริง หากกรมสรรพสามิตตรวจพบภายหลังว่า แจ้งราคาไม่ถูกต้อง ผู้ประกอบการจะเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

นอกจากค่ายบีเอ็มดับเบิลยูแล้ว ปัจจุบันมีค่ายรถยนต์ที่ใช้สิทธิฟรีโซนอยู่อีกหลายค่าย อาทิ ฟอร์ด มาสด้า ฮอนด้า โตโยต้า เอ็มจี ทาทา นิสสัน และอีซูซุ

บีเอ็มฯแยกขายแพ็กเกจดูแลรถ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้การแข่งขันในตลาดรถยนต์เกือบทุกค่ายจะใช้วิธีเพิ่มออปชั่นต่าง ๆ เข้าไปในตัวรถ ใส่เทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้าไป เพิ่มวอร์แรนตีทั้งระยะเวลาและระยะทาง รวมถึงเพิ่มแพ็กเกจดูแลรถยนต์ซึ่งเป็นบริการหลังการขายตลอดอายุการใช้รถ ซึ่งทุกอย่างบวกเข้าไปในราคาขาย ทำให้รถยนต์มีราคาสูงขึ้น แต่เมื่อวิธีการจัดเก็บของกรมสรรพสามิตเปลี่ยน สิ่งที่ต้องทำตอนนี้ก็คือ ทำให้ราคาขายต่ำลง เพื่อลดภาระภาษี โดยล่าสุดค่ายบีเอ็มดับเบิลยูได้ถอดโปรแกรมบำรุงรักษารถยนต์ หรือที่คุ้นเคยกับตัวย่อ BSI (BMW Services Inclusive) ออกจากราคาขายรถยนต์ และนำมาแยกขายต่างหาก ซึ่งทำให้ราคารถถูกลง 70,000-100,000 บาท

ก่อนหน้านี้ นายสเตฟาน ทอยเชอร์ต ประธานบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ให้ความสำคัญต่อความต้องการเฉพาะตัวของลูกค้า จึงได้นำเสนอรูปแบบบริการที่เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละราย สามารถเลือกรับบริการระดับพรีเมี่ยมได้อย่างตรงใจ จากเดิมที่มีเพียงการให้บริการบำรุงรักษาสูงสุด 5 ปี หรือ 100,000 กม. และการรับประกันยาวนาน 5 ปี เพียงอย่างเดียว ขยายมาเป็นแพ็กเกจบริการ ตามความพึงพอใจ เช่น 3 ปี/60,000 กม. หรือ 3 ปีไม่จำกัดระยะทาง โดยแต่ละรุ่น แต่ละซีรีส์ จะมีราคาตั้งแต่ 3 หมื่นถึง 9 หมื่นบาท ส่วนรถยนต์มินิ จะมีตั้งแต่ 3 หมื่นถึง 7 หมื่นบาท นอกเหนือจากนี้ยังมีบริการช่วยเหลือฉุกเฉินนอกสถานที่สำหรับทุกแพ็กเกจ ครอบคลุมการให้บริการตลอดระยะเวลา 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

รถนำเข้าแห่ลดออปชั่น

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า นอกจากรถยนต์ที่ผลิตในประเทศแล้ว รถนำเข้าซึ่งได้รับผลกระทบจากวิธีคำนวณภาษีจากราคาขายปลีกแนะนำตามกฎหมายภาษีสรรพสามิตใหม่ ก็เริ่มมีการปรับตัวมากขึ้น โดยที่เห็นชัดที่สุด คือ การปรับลดอุปกรณ์เสริม หรือออปชั่น เพื่อทำให้ราคาที่จะต้องสำแดงไม่สูงมาก อาทิ วิทยุ เครื่องเสียง หรือเนวิเกเตอร์ เก้าอี้ไฟฟ้า ฯลฯ ซึ่งบางออปชั่นไม่สามารถใช้งานในบ้านเราได้ ถึงแม้ว่ารถนำเข้าจะมีคำสั่งกรมศุลกากรที่ 317 ซึ่งถือเป็นส่วนลด ซึ่งพิจารณาจากราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามเว็บไซต์ของรถยนต์แต่ละยี่ห้อแล้วก็ตาม แต่ล่าสุดการประเมินราคารถยนต์จากคณะกรรมการตรวจปล่อยรถยนต์ใหม่สำเร็จรูปที่นำเข้าของกรมศุลกากร กลับให้ส่วนลดตรงนี้น้อยลงซะอีกส่วนภาษีสรรพสามิตทางกรมฯจะเรียกชี้แจงวันพุธที่ 13 ก.ย.นี้

เบนซ์-ปอร์เช่ รอทุกอย่างชัดเจน

นายฟรังค์ ชไตน์อัคเคอร์ รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า เรื่องภาษีสรรพสามิตค่อนข้างละเอียดอ่อน คงจะให้คำตอบใด ๆ ไม่ได้ น่าจะต้องรอให้ภาษีใหม่ประกาศใช้อย่างชัดเจน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ รถเบนซ์ก็เคยมีการผนวกโปรแกรมหลังการขายซึ่งเรียกว่า สตาร์แคร์ โดยดูแลด้านการบำรุงรักษาทั้งหมด แต่ระยะหลังได้ยกเลิกไป

เช่นเดียวกับ นางสาวปวราภา ดุพัสกูล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและประชาสัมพันธ์ ปอร์เช่ ประเทศไทย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด กล่าวว่า ทางเอเอเอสฯยังไม่สามารถดำเนินการนโยบายใด ๆ ได้ ต้องรอความชัดเจนของภาษีใหม่ ทุกคนรอการอัพเดต และเอเอเอสฯยังคงยืนยันในนโยบายของการบริการและดูแลลูกค้าอย่างดีเยี่ยมต่อไป ถึงแม้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ก็ตาม

ค่ายญี่ปุ่น เกาหลี จ้องขยับตาม

แหล่งข่าวจากตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ซูบารุ ซึ่งเป็นรถนำเข้าจากมาเลเซีย ภายใต้กรอบอาฟต้า กล่าวว่า แนวทางการเสียภาษีสรรพสามิตของบริษัทแม่ยังเชื่อว่า วิธีทำราคาขายให้ต่ำลงด้วยการถอดส่วนพ่วงอื่น ๆ เช่น โปรแกรมดูแลรถ แล้วนำมาแยกขาย น่าจะเป็นวิธีง่ายและถูกต้องที่สุด เพราะการเลือกลดออปชั่นแล้วมาใส่เพิ่มทีหลังอาจจะถูกตรวจสอบได้ ซึ่งทางกรมสรรพสามิตระบุชัดเจนว่า ผิดกฎหมาย เช่นเดียวกับ นายเซจิ ซาคากิบารา ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายขายและการตลาด บริษัท ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า นโยบายของฮุนไดที่ผ่านมา มีการเพิ่มอุปกรณ์เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า ยิ่งทำให้แบกรับภาระเพิ่ม แต่บริษัทก็จะพยายามหาทางออกที่ดีที่สุด เพื่อช่วยให้ทั้งผู้นำเข้าและผู้บริโภคได้ประโยชน์สูงสุด

ดีลเลอร์บีเอ็มฯปลื้ม

นายสมปราชญ์ โบสุวรรณ รองกรรมการ ผู้จัดการฝ่ายขายและฝ่ายการตลาด บริษัท มิลเลนเนียม ออโต้ จำกัด ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูและรถมินิรายใหญ่ เปิดเผยว่า การปรับลดราคาและแยกแพ็กเกจโปรแกรมบำรุงรักษารถยนต์ หรือบีเอสไอ ออกจากราคาขาย ซึ่งบีเอ็มดับเบิลยูเปลี่ยนแปลงมาก่อนหน้านี้ราว 1 เดือน ช่วงแรกภาวะการขายหยุดชะงักไปบ้าง คาดว่าเกิดจากความสับสนในการนำเสนอราคาใหม่ แต่ระยะหลังปิดการขายได้เร็วขึ้นด้วย เพราะลูกค้าสามารถเลือกราคาได้ตามความต้องการว่าจะเอาบีเอสไอมากน้อยแค่ไหน ทั้ง 3 ปี หรือ 5 ปี

เร่งประชาพิจารณ์คำสั่ง 317

นายกรีชา เกิดศรีพันธุ์ รองโฆษกกรมศุลกากร กล่าวว่า ความคืบหน้าการแก้ไขปรับปรุงคำสั่ง 317 ที่ใช้เป็นแนวทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ในการตรวจปล่อยรถยนต์นำเข้านั้น ขณะนี้ได้ปรับปรุงเสร็จแล้ว โดยนายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร จะเชิญผู้ประกอบการนำเข้ามาร่วมการประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นในเร็ว ๆ นี้ เพื่อประกาศใช้คำสั่ง 317 ที่ปรับปรุงใหม่ได้ในปีงบประมาณ 2561 ซึ่งทางกรมยืนยันว่า ผู้ที่สำแดงราคาถูกต้องไม่จำเป็นต้องกังวล เพราะจะไม่ได้รับผลกระทบ

ส่วนกรณีมีกระแสว่า กรมได้ออกคำสั่ง 317 เพื่อใช้ในการตรวจสอบการนำเข้ารถยนต์หรู 4 ยี่ห้อ คือ ลัมโบร์กินี เฟอร์รารี่ ปอร์เช่ และมาเซราติ ตั้งแต่ปลายเดือน ส.ค.ที่ผ่านมานั้น รองโฆษกกรมศุลกากรกล่าวว่า ยืนยันว่าคำสั่งที่ออกมาจะใช้เฉพาะรถยนต์บางรุ่นที่ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มีการตรวจสอบว่า สำแดงราคาต่ำเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่ทุกรุ่นของ 4 ยี่ห้อนั้นแต่อย่างใด

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11,09, 2017, 22:01:12 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
12,09, 2017, 21:15:39
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,126


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #309 เมื่อ: 12,09, 2017, 21:15:39 »

https://www.khaosod.co.th/special-stories/news_506536

ครม.ขึ้นภาษีเหล้า-บุหรี่-ไพ่ เริ่ม 16 ก.ย. นี้ สิงห์อมควันเข่าทรุดจ่ายเพิ่มซองละ 30 บาท!

นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวงว่าด้วยกำหนดอัตราโครงสร้างภาษี 3 สินค้า คือ เหล้า ยาสูบ หรือ บุหรี่ และไพ่ ซึ่งออกตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต 2560 ฉบับใหม่ ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 16 ก.ย. 2560 คาดว่าจะประกาศลงราชกิจจานุเบกษาก่อนวันที่มีผลบังคับใช้ หรือในวันที่ 15 ก.ย. 2560 หลังจากนั้นกรมสรรพสามิตจะมีการแถลงรายละเอียดเกี่ยวกับอัตราภาษีและพระราชบัญญัติอีกครั้ง

 

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในที่ประชุมครม.ได้มีมติปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต เหล้า บุหรี่ และไพ่ แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้หวั่นทำให้มีการกักตุนสินค้า รอให้มีผลตามกฏหมาย ก่อนซึ่งเบื้องต้น เหล้าจะปรับเพิ่มตามดีกรี หรือ ความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ ส่วนบุหรี่จะมีการจัดเก็บ อัตราภาษีต่อมวน และเก็บตามอัตราของราคาบุหรี่ และในเบื้องต้นที่กรมสรรพสามิตได้อธิบายต่อครม. ว่า กรณีของสุราไม่ได้จัดเก็บจากมูลค่าหรือราคาเท่านั้น แต่จะจัดเก็บจากดีกรีหรือความแรงของแอลกอฮอล์ สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการดูแลสุขภาพของประชาชน และมีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมที่เก็บภาษีจากราคาหน้าโรงกลั่นมาเป็นตามราคาขายปลีก ส่วนบุหรี่ จะมีการเก็บภาษีทั้งในส่วนของมูลค่าหรือราคา และยังมีการจัดเก็บภาษีจากปริมาณหรือคิดอัตราภาษีต่อมวนด้วย

 

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล กล่าวว่า จากหลักการจัดเก็บภาษีดังกล่าวจะมีผลทำให้สุราที่มีดีกรีสูง เช่น เหล้าขาว ถูกจัดเก็บภาษีสูงขึ้น ส่วนไวน์จะจัดเก็บจากราคาขายปลีก โดยราคาที่ต่ำกว่าขวดละ 1,000 บาทจะมีอัตราการจัดเก็บถูกกว่า ไวน์ที่มีราคาที่เกินกว่า 1,000 บาทต่อขวด จึงไม่เกี่ยวข้องว่าเป็นไวน์ผลิตในประเทศหรือเป็นไวน์นำเข้า ส่วนโครงสร้างการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตของบุหรี่ที่จัดทำขึ้นใหม่ในครั้งนี้จะมีผลให้ราคาบุหรี่ทุกชนิดเพิ่มขึ้น และทำให้ช่องว่างของบุหรี่ราคาถูกและบุหรี่ราคาแพงลดลง โดยบุหรี่ราคาถูกจะถูกเก็บภาษีจากฝั่งมูลค่าเพิ่มขึ้น ส่วนบุหรี่ราคาแพงถูกเก็บภาษีในฝั่งมูลค่าเต็มเพดานแล้ว นอกจากนั้น บุหรี่ทุกชนิดทุกยี่ห้อจะถูกเก็บภาษีจากฝั่งปริมาณอีกมวนละ 1.50 บาท แสดงให้เห็นว่าบุหรี่ราคาถูกจะมีราคาเพิ่มขึ้นสองเด้ง ส่งผลช่องว่างของบุหรี่ราคาถูกและบุหรี่ราคาแพงลดลงด้วย

 

อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้ทางกรมสรรพสามิตชี้แจงครม.ว่ารัฐไม่ได้ต้องการเพิ่มรายได้แต่ต้องการปรับโครงสร้างภาษี ให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้น โดยทั้งหมดนี้กระทรวงการคลังจะเปิดแถลงข่าวในช่วงวันที่ 15 ก.ย.2560 ก่อนที่จะมีผลหลังเที่ยงคืนของวันที่ 15 ก.ย.ทั้งนี้ กรมสรรพสามิตระบุว่าจะต้องจับตาดูการกักตุนสินค้าของบรรดาพ่อค้าแม่ค้าด้วย ซึ่งการปรับโครงสร้างภาษีครั้งนี้จะแตกต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมาโดยจะมีสินค้าบางประเภทที่ถูกจัดเก็บภาษีลดลง และบางประเภทที่ถูกจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้น
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
12,09, 2017, 21:26:22
เทพ ผู้ตรวจสอบ
สมาชิกครอบครัว
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 730



« ตอบ #310 เมื่อ: 12,09, 2017, 21:26:22 »

ขอบคุณ คุณ storm ครับ
บันทึกการเข้า

จงมีสติ อยู่เสมอ
12,09, 2017, 22:04:35
NY_City
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,087


« ตอบ #311 เมื่อ: 12,09, 2017, 22:04:35 »

"อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้ทางกรมสรรพสามิตชี้แจงครม.ว่ารัฐไม่ได้ต้องการเพิ่มรายได้แต่ต้องการปรับโครงสร้างภาษี ให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้น"

ใครช่วยขยายความหน่อยซิครับ ว่าโปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้นอย่างไร ...
บันทึกการเข้า
13,09, 2017, 22:13:05
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,126


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #312 เมื่อ: 13,09, 2017, 22:13:05 »

https://www.prachachat.net/property/news-38393

ทุ่ม 2.7 หมื่นล.ทะลวงจราจรโซนตอ.-ตต. เชื่อมศรีนครินทร์-ร่มเกล้า/เกษตร-บางนา

กทม.ทุ่มกว่า 2.7 หมื่นล้าน เวนคืนตัดถนนใหม่ แก้จราจรพื้นที่ฝั่งตะวันออก-ตะวันตก ประเดิม ธ.ค.นี้เปิดใช้ถนนศรีนครินทร์-ร่มเกล้า เร่งหารือ รฟม.เคลียร์จุดทับซ้อนรถไฟฟ้าสายสีส้มสร้างทางยกระดับพ่วงอุโมงค์ พาดยาว 5 กม.จาก “ลำสาลี-คลองบ้านม้า-ราษฎร์พัฒนา” เดินหน้าเวนคืนที่ดิน 8 พันล้าน ผุดถนนเชื่อมเกษตร-นวมินทร์ ทะลุบางนา-บางปะกง ขยายโครงข่ายใหม่ต่อเชื่อมวิภาวดีฯ-พหลโยธิน 50-รัตนโกสินทร์สมโภช

นายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กทม.กำลังเร่งรัดโครงการก่อสร้างถนนสายใหม่เพื่อแก้ปัญหาการจราจรพื้นที่โซนตะวันออกและตะวันตก คิดเป็นวงเงินรวมกว่า 2.7 หมื่นล้านบาท

5 ธ.ค.เปิดศรีนครินทร์-ร่มเกล้า

โดยภายในวันที่ 5 ธ.ค. 2560 จะเปิดใช้บางส่วนถนนศรีนครินทร์-ร่มเกล้า ขนาด 6-8 ช่องจราจร ระยะทาง 11.75 กม. จากที่แบ่งการก่อสร้างเป็น 7 ช่วง เนื่องจากช่วงทางลอดและทางยกระดับข้ามมอเตอร์เวย์ยังไม่แล้วเสร็จ คาดว่าปลายปี 2561 จะเปิดใช้อย่างสมบูรณ์ ขณะนี้งานก่อสร้างคืบหน้ากว่า 85%

“โครงการใช้เงินก่อสร้าง 5,556.5 ล้านบาท เมื่อแล้วเสร็จ จะเป็นโครงข่ายใหม่เปิดการพัฒนาพื้นที่โซนตะวันออกและเชื่อมระหว่างถนนรามคำแหง 24 ถนนร่มเกล้า และถนนเจ้าคุณทหาร แก้ไขปัญหาการจราจรตามแนวตะวันตกและตะวันออกของกรุงเทพฯสะดวกยิ่งขึ้น เพราะส่วนใหญ่ระบบการจราจรจะอยู่แนวเหนือใต้ ส่วนแนวตะวันตกตะวันออกยังมีเส้นทางคมนาคมขนส่งไม่มาก”
ผุดสะพาน-อุโมงค์รามคำแหง

นายจักกพันธุ์กล่าวอีกว่า กทม.ยังมีโครงการแก้ไขปัญหาจราจรแนวถนนรามคำแหง จะก่อสร้างทางยกระดับและอุโมงค์ทางลอด ระยะทางรวม 5 กม. เริ่มจากแยกลำสาลี-คลองบ้านม้าจะสร้างเป็นทางยกระดับขนาด 4 ช่องจราจร ค่าก่อสร้าง 3,120 ล้านบาท ใช้เวลาก่อสร้าง 3 ปี จากนั้นจะสร้างอุโมงค์ทางลอดใต้ถนนกาญจนาภิเษกจากคลองบ้านม้า-ถนนราษฎร์พัฒนา ค่าก่อสร้าง 2,000 ล้านบาท ใช้เวลาก่อสร้าง 4 ปี อีกทั้งจะขยายผิวถนนช่วงถนนราษฎร์พัฒนาไปเชื่อมกับคลองบางชันเป็น 8 ช่องจราจร ค่าก่อสร้าง 650 ล้านบาท จะใช้เวลาดำเนินการ 2 ปี

“ขณะนี้แบบรายละเอียดแล้วเสร็จ กำลังหารือร่วมกับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เรื่องจุดทับซ้อนกับรถไฟฟ้าสายสีส้มศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี และอยู่ระหว่างพิจารณาจะของบประมาณกลางปี 2561-2562 ก่อสร้างโครงการ”

1.2 หมื่น ล.เชื่อมเกษตร-บางนา

นอกจากนี้ ยังมีโครงการก่อสร้างถนนตามแนวผังเมือง ช 2 จากถนนเกษตร-นวมินทร์ ถึงถนนบางนา-บางปะกง ระยะทาง 18.675 กม. วงเงินก่อสร้าง 12,000 ล้านบาท แยกเป็นค่าเวนคืนที่ดินประมาณ 8,000 ล้านบาท และค่าก่อสร้าง 4,000 ล้านบาท เป็นถนนตัดใหม่ขนาด 8 ช่องจราจร แนวเส้นทางเริ่มจากจุดตัดถนนนวมินทร์กับถนนประเสริฐมนูกิจ ลงมาทางทิศใต้ อยู่ในพื้นที่ระหว่างถนนนวมินทร์ต่อเนื่องกับถนนศรีนครินทร์และถนนกาญจนาภิเษก มีจุดตัดกับถนนสายหลัก ได้แก่ ทางหลวงหมายเลข 351 ถนนเสรีไทย ถนนรามคำแหง ถนนศรีนครินทร์-ร่มเกล้า ถนนกรุงเทพกรีฑา ทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 (มอเตอร์เวย์) ถนนอ่อนนุช จนถึงถนนเฉลิมพระเกียรติ ร.9 และเชื่อมต่อกับถนนบางนา-บางปะกงได้ โดยพาดผ่านพื้นที่เขตบึงกุ่ม บางกะปิ สะพานสูง ประเวศ และพื้นที่ของ จ.สมุทรปราการ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเสนอร่าง พ.ร.ฎ.เวนคืนที่ดิน

“โครงการนี้เราจะเดินหน้าก่อสร้างแน่นอน เพราะเริ่มมาตั้งแต่ปี 2554 ศึกษาความเหมาะสมโครงการ จนได้รับอนุมัติเมื่อปี 2558 แต่ติดเรื่องเวนคืนที่ดินเพราะมีประชาชนบางส่วนไม่เห็นด้วย คาดว่าปี 2561-2562 จะเวนคืนให้เสร็จ เริ่มก่อสร้างปี 2563-2566 โดยเราจะใช้วิธีการทยอยก่อสร้างและเปิดบริการเหมือนกับถนนศรีนครินทร์-ร่มเกล้า”

แหล่งข่าวจาก กทม.กล่าวว่า แนวเวนคืนจะเริ่มจากแยกปัฐวิกรณ์ ถนนนวมินทร์ตัดกับถนนเกษตร-นวมินทร์ จะลากแนวผ่ากลางหมู่บ้านอีโคสเปซและหมู่บ้านสุวรรณเวศน์ ตัดผ่านถนนเสรีไทยระหว่างซอย 33-37 ข้ามคลองแสนแสบ ผ่านสนามกอล์ฟวีว่า หมู่บ้านสัมมากร จุดตัดถนนศรีนครินทร์-ร่มเกล้า หมู่บ้านเมืองทองวิลล่ากับถนนกรุงเทพกรีฑาแยก 8 ลอดใต้แอร์พอร์ตลิงก์ ผ่านมอเตอร์เวย์ หมู่บ้านชมเดือน ถนนอ่อนนุชซอย 61-63 ตัดกับถนนอ่อนนุช 77 ผ่านหมู่บ้านกรองทอง แล้วตัดกับถนนเฉลิมพระเกียรติ ร.9 หมู่บ้านนีโอ ชุมชนมหาดไทย หมู่บ้านเปรมฤทัย หมู่บ้านกฤษดานคร 21 หมู่บ้านปาร์ควิล วิลล่า สิ้นสุดโครงการที่ถนนบางนา-บางปะกง บริเวณ กม.6 ใกล้โรงพยาบาลปิยะมินทร์

เร่งเชื่อมพหลฯ 50-วิภาวดีรังสิต

นายจักกพันธุ์ยังกล่าวถึงความคืบหน้าโครงการก่อสร้างถนนต่อเชื่อมระหว่างวิภาวดีฯกับพหลโยธิน 50 ว่า ขณะนี้ออกแบบรายละเอียดเสร็จแล้ว เป็นถนนตัดใหม่ขนาด 4-6 ช่องจราจร มีระยะทาง 2.8 กม. วงเงิน 3,800 ล้านบาท แยกเป็นค่าก่อสร้าง 1,800 ล้านบาท และค่าเวนคืน 2,000 ล้านบาท ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 2 ปี อยู่ระหว่างเจรจาปรองดองเวนคืนที่ดินที่เหลืออีก 13 แปลง คาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2561 จากนั้นเริ่มก่อสร้างในปี 2562

แนวเส้นทางมีจุดเริ่มต้นจากบริเวณถนนวิภาวดีรังสิตใกล้กับเจ้เล้ง จากนั้นแนวสายทางตัดผ่านที่ดินบางส่วนของโรงแรมแอร์พอร์ตกรุงเทพสวิทโฮเทล จากนั้นตัดตรงไป แล้วสร้างสะพานข้ามคลองบางเขน ตัดตรงไปแล้วจนถึงถนนพหลโยธินซอย 50 แล้วสร้างสะพานข้ามไปเชื่อมถนนใหม่ที่เชื่อมจากพหลโยธิน-รัตนโกสินทร์สมโภช (ถนนเทพารักษ์)

“เมื่อแล้วเสร็จจะเป็นถนนใหม่อีก 1 เส้นทางที่คู่ขนานกับถนนรามอินทราและเกษตร-นวมินทร์ ที่ช่วยการเดินทางไปยังพื้นที่ตะวันออกกับตะวันตกสะดวกยิ่งขึ้น” รองผู้ว่าฯ กทม.กล่าว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13,09, 2017, 22:14:57 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
14,09, 2017, 21:54:00
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,126


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #313 เมื่อ: 14,09, 2017, 21:54:00 »

https://www.prachachat.net/tourism/news-38531

“รัฐ-เอกชน” หนุน “ปีท่องเที่ยวไทย”

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อ 8 สิงหาคม ที่ผ่านมา มีมติรับทราบการกำหนดให้ปี 2561 เป็น “ปีท่องเที่ยววิถีไทย เก๋ไก๋อย่างยั่งยืน” หรือ “Amazing Thailand Tourism Year 2018” ตามแผนของ Amazing Thailand Tourism Year 2018 นั้น มีกำหนดดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560-1 มกราคม 2562 และจะมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 15 พฤศจิกายนนี้

โดยประเด็นที่จะเน้นประกอบด้วย การรณรงค์เรื่องการเป็นเจ้าบ้านที่ดี ให้การต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยไมตรีจิต ดำรงรักษาวัฒนธรรมที่ดีงาม และดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมให้สมบูรณ์ เรียกว่า ส่งเสริมกิจกรรมการท่องเที่ยวที่มีศักยภาพและความพร้อมบนพื้นฐานความโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ของไทย โดยคำนึงถึงความสมดุลและยั่งยืน ด้วยการเพิ่มสัดส่วนของนักท่องเที่ยวคุณภาพ สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น

ล่าสุดนี้ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ได้พูดถึงการเตรียมร่วมกันดำเนินโครงการ “อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ ทัวริซึ่ม เยียร์ 2018” ว่า จะเป็นโครงการหลักโปรโมตการท่องเที่ยวไทย และจะเป็นส่วนสำคัญที่ผลักดันเป้ารายได้จากการท่องเที่ยวตลอดปี 2561 ให้ได้ประมาณ 3 ล้านล้านบาท หรือเติบโต 10% จากปี 2560

โดยตลอดเวลาของการดำเนินโครงการนี้ จะต้องมีกิจกรรมท่องเที่ยวเกิดขึ้นตลอดทั้งปี 2561 จึงต้องขอความร่วมมือจากทั้งภาครัฐและเอกชน กลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรมท่องเที่ยว กลุ่มห้างสรรพสินค้า สายการบิน ฯลฯ ร่วมกันจัดกิจกรรม การมอบสินค้าและบริการราคาพิเศษ และร่วมประชาสัมพันธ์การใช้ตราสัญลักษณ์ อีกทั้งเป็นเจ้าภาพที่ดีในการต้อนรับนักท่องเที่ยว

เช่นเดียวกับ “ยุทธศักดิ์ สุภสร” ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) บอกว่า ตลอดทั้งปี 2561 นี้ นอกจากการชูกิจกรรมระดับโลกแล้ว ททท.ยังคงส่งเสริมกิจกรรมด้านวัฒนธรรม ประเพณี และการละเล่นท้องถิ่นต่าง ๆ ที่จัดขึ้นทั่วประเทศตลอดทั้งปี ซึ่งจากที่ได้ทำงานร่วมกับภาคเอกชน ก็พบว่าทุกฝ่ายให้การสนับสนุนที่จะร่วมจัดกิจกรรมต่าง ๆ ขึ้นกันอย่างเต็มที่

ในฟากของกลุ่มผู้ประกอบการโรงแรม ที่พักนั้น “ศุภวรรณ ถนอมเกียรติภูมิ” นายกสมาคมโรงแรมไทย บอกว่า สมาคมโรงแรมมีแผนจัดแพ็กเกจราคาพิเศษ 2 ช่วง ประกอบด้วย ระหว่างเดือนเมษายน-มิถุนายน และกรกฎาคม-ตุลาคม รวมทั้งจะมีส่วนลดพิเศษในการใช้บริการภายในโรงแรมต่าง ๆ ด้วย

“ภูริวัจน์ ลิ้มถาวรรัตน์” นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) บอกว่า ได้เตรียมทำโครงการนำร่องด้วยการร่วมกับแหล่งท่องเที่ยวในชุมชน ได้แก่ ลพบุรี สิงห์บุรี กาญจนบุรี มุกดาหาร ลำปาง และสตูล ลดราคาแพ็กเกจทัวร์ 50% ให้กับคนไทยที่แต่งชุดเข้ากับรูปแบบของแหล่งท่องเที่ยวนั้น ๆ

โดยคาดว่าจะช่วยสร้างการรับรู้ให้รู้จักแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ ได้มากขึ้น ก่อนที่จะกระจายไปในแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ ในสเต็ปต่อไปด้วย

สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจสายการบินต่าง ๆ ก็เตรียมแผนที่จะเข้าร่วมโครงการกันอย่างถ้วนหน้า อาทิ การบินไทย มีการจัดโปรโมชั่นซื้อตั๋วเครื่องบินได้อาหารฟรี หรือที่พักฟรี กับเด็กที่เดินทางมากับครอบครัว จากปกติจะให้เกณฑ์อายุ 12 ปี แต่จะเพิ่มเป็น 15 ปี เป็นต้น รวมถึงช่วยโปรโมตเรื่องไมซ์ทัวริซึ่ม ขณะที่สายการบินไทยแอร์เอเชียก็จะจัดทำการสกรีนลายแหล่งท่องเที่ยวไทยลงไปบนเครื่องบินของแอร์เอเชียด้วย

นอกจากนี้ ภาครัฐยังได้ร่วมมือกับเอกชน จัดกิจกรรม 15 รูปแบบ ทั้งการท่องเที่ยวเชิงกีฬา การท่องเที่ยวเชิงอาหาร การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การท่องเที่ยวทางน้ำ การท่องเที่ยวเพื่อการแต่งงานและการฮันนีมูน ฯลฯ รวมถึงงานระดับโลกเกิดขึ้นในไทย เช่น การสวนสนามทางเรือนานาชาติของกองทัพเรือประเทศสมาชิกอาเซียนและนอกอาเซียน รวมกว่า 30 ประเทศ การแข่งขันเครื่องบิน แอร์เรซวัน ไทยแลนด์ ครั้งแรกในภูมิภาคเอเชีย เป็นการแข่งขันเครื่องบินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและได้รับความนิยมจากผู้ชมทั่วโลก

หรือการจัดแข่งขันจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก หรือโมโต จีพี ซึ่งจะจัดเป็นครั้งแรกในเดือนตุลาคม 2561 ที่คาดว่าจะมีผู้ชมในไทยถึง 2 ล้านคน และมีการถ่ายทอดสดไปให้คนทั่วโลกได้ดูอีกกว่า 800 ล้านคน

ไม่เพียงเท่านี้ ทางรัฐบาลของไทยยังได้เปิดตัวตราสัญลักษณ์ปีท่องเที่ยววิถีไทย เก๋ไก๋อย่างยั่งยืน โดยใช้ภาพของเครื่องหมายอนันต์ ลายประจำยาม ช้าง และเรือสุพรรณหงส์ ซึ่งสื่อถึงความรู้สึกพิเศษที่ไม่มีที่สิ้นสุดของนักท่องเที่ยวเมื่อได้มาเยือนเมืองไทยนั่นเอง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14,09, 2017, 21:56:16 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
15,09, 2017, 21:25:35
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,126


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #314 เมื่อ: 15,09, 2017, 21:25:35 »

https://www.prachachat.net/local-economy/news-39759

“ส้มโอทับทิมสยาม” ราคาทะยาน 600บาท จีนกว้านซื้อไม่อั้น !!

ส้มโอทับทิมสยามเมืองคอนไม่พอขาย ผลผลิตลดลงกว่า 40% หลังเจอพิษน้ำท่วมใหญ่ต้นปี”60 ดันราคาขายปลีกพุ่ง 600-650 บาท/ลูก ชี้แนวโน้มความต้องการตลาดจีนรับซื้อไม่อั้น ด้านภาครัฐหนุนทำเกษตรแปลงให ญ่ หวังควบคุมคุณภาพ ลดต้นทุน มุ่งสู่มาตรฐาน GAP

นายชลินทร์ ประพฤติตรง เกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จังหวัดนครศรีธรรมราชมีพื้นที่ปลูกส้มโอทับทิมสยาม ประมาณ 2,500 ไร่ พื้นที่เหมาะสมสำหรับการปลูก คือ ลุ่มน้ำปากพนัง ซึ่งปัจจุบันได้ขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI (Geographical Indication) โดยมีลักษณะเด่น คือ รสชาติหวาน เปรี้ยวนิด ๆ เนื้อสีแดงใสคล้ายทับทิม ผลผลิตจะออกมากในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม เฉลี่ยมีผลผลิตไร่ละ 700-800 ลูก โดยตลาดหลักเป็นตลาดพรีเมี่ยม และของฝากขึ้นชื่อของจังหวัดนครศรีธรรมราช จึงต้องมีการดูแลเป็นพิเศษ ทั้งการบำรุงรักษา การควบคุมคุณภาพ ทำให้ราคาผลผลิตค่อนข้างสูง ราคาหน้าสวนเฉลี่ยอยู่ที่ 150 บาท/ลูก ขณะที่ราคาจำหน่ายปลีกตั้งแต่ 200-500 บาท/ลูก ขึ้นอยู่กับขนาดและคุณภาพ หากเป็นเกรดพรีเมี่ยมราคาจะสูงถึง 600 บาท/ลูก

 ประชาชาติ
หน้าแรก  เศรษฐกิจภูมิภาค
เศรษฐกิจภูมิภาค
“ส้มโอทับทิมสยาม” ราคาทะยาน 600บาท จีนกว้านซื้อไม่อั้น !!
วันที่ 15 กันยายน 2560 - 18:08 น.
648
SHARES


ส้มโอทับทิมสยามเมืองคอนไม่พอขาย ผลผลิตลดลงกว่า 40% หลังเจอพิษน้ำท่วมใหญ่ต้นปี”60 ดันราคาขายปลีกพุ่ง 600-650 บาท/ลูก ชี้แนวโน้มความต้องการตลาดจีนรับซื้อไม่อั้น ด้านภาครัฐหนุนทำเกษตรแปลงให ญ่ หวังควบคุมคุณภาพ ลดต้นทุน มุ่งสู่มาตรฐาน GAP

นายชลินทร์ ประพฤติตรง เกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จังหวัดนครศรีธรรมราชมีพื้นที่ปลูกส้มโอทับทิมสยาม ประมาณ 2,500 ไร่ พื้นที่เหมาะสมสำหรับการปลูก คือ ลุ่มน้ำปากพนัง ซึ่งปัจจุบันได้ขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI (Geographical Indication) โดยมีลักษณะเด่น คือ รสชาติหวาน เปรี้ยวนิด ๆ เนื้อสีแดงใสคล้ายทับทิม ผลผลิตจะออกมากในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม เฉลี่ยมีผลผลิตไร่ละ 700-800 ลูก โดยตลาดหลักเป็นตลาดพรีเมี่ยม และของฝากขึ้นชื่อของจังหวัดนครศรีธรรมราช จึงต้องมีการดูแลเป็นพิเศษ ทั้งการบำรุงรักษา การควบคุมคุณภาพ ทำให้ราคาผลผลิตค่อนข้างสูง ราคาหน้าสวนเฉลี่ยอยู่ที่ 150 บาท/ลูก ขณะที่ราคาจำหน่ายปลีกตั้งแต่ 200-500 บาท/ลูก ขึ้นอยู่กับขนาดและคุณภาพ หากเป็นเกรดพรีเมี่ยมราคาจะสูงถึง 600 บาท/ลูก


ปัจจุบันส้มโอทับทิมสยามสร้างรายได้ให้จังหวัดประมาณ 1,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นจำหน่ายในประเทศ 40% ได้แก่ จำหน่ายภายในจังหวัดนครศรีธรรมราช ตลาด อ.ต.ก. โมเดิร์นเทรด เช่น ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต และส่งออกต่างประเทศ 60% ได้แก่ จีน ซึ่งเกษตรกรในพื้นที่จะรวบรวมผลผลิตจากสมาชิก คัดเกรด และมีพ่อค้าคนกลางมารับซื้อเพื่อส่งออกต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้ผลผลิตยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด แต่ไม่สามารถขยายพื้นที่เพาะปลูกได้ เนื่องจากเป็นลักษณะเฉพาะของส้มโอทับทิมสยาม

ขณะที่เกษตรกรก็ประสบปัญหาด้านต้นทุนสูง และภัยธรรมชาติ เนื่องจากพื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูก คือ พื้นที่ลุ่มน้ำ ซึ่งเป็นพื้นที่ต่ำ ทำให้ประสบปัญหาน้ำท่วมบ่อยครั้ง โดยในช่วงเดือนธันวาคม 2559-มกราคม 2560 ที่ผ่านมา เกษตรกรได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมอย่างมาก เนื่องจากเป็นลักษณะน้ำท่วมขัง ส่งผลให้ส้มโอทับทิมสยามร้อยกว่าไร่ยืนต้นตาย และต้องได้รับการฟื้นฟูอีกจำนวนมาก ทำให้ผลผลิตลดลงกว่า 30-40% และผลผลิตออกล่าช้ากว่าปกติ โดยปีนี้เลื่อนมาออกช่วงปลายเดือนสิงหาคม-กันยายน

ทั้งนี้ หลังจากสถานการณ์น้ำท่วม ภาครัฐได้เข้าไปช่วยเหลือและส่งเสริมในรูปแบบเกษตรแปลงใหญ่กว่า 1,000 ไร่ เป็นการรวบรวมการผลิต และมุ่งเน้นเรื่องคุณภาพให้ดี มีมาตรฐานเดียวกัน รวมทั้งวางแผนการขาย ลดต้นทุนการผลิตด้วยการรวมกันซื้อปัจจัยการผลิต และพยายามใช้ชีวภาพให้มากขึ้น เพื่อลดการใช้สารเคมี และเข้าสู่มาตรฐาน GAP 100% ในอนาคตจะมุ่งไปสู่เกษตรอินทรีย์ ขณะเดียวกัน ทางชลประทานได้เข้ามาดูแลในเรื่องของระบบน้ำให้ด้วย

“เกษตรกรที่จะเข้ามาร่วมทำเกษตรแปลงใหญ่ ต้องสมัครสมาชิกเข้ามาเอง เพราะต้องการเกษตรกรที่มีความต้องการที่จะพัฒนาในรูปของกลุ่มรวมตัวกัน ไม่อยากให้เป็นลักษณะบังคับกัน ซึ่งภาคราชการก็สามารถเข้าไปส่งเสริมได้สะดวก หลักการคือให้รวมกันผลิต รวมกันขาย ซึ่งสามารถแก้ปัญหาการนำเอาส้มโอไม่มีคุณภาพมาขายได้ โดยในอนาคตจะพัฒนาคิวอาร์โค้ด เพื่อใช้ตรวจสอบผลผลิตแบบย้อนกลับด้วย” นายชลินทร์กล่าว


ด้านนายฉัตรชัย ศีลประเสริฐ เจ้าของสวนลุงน้อยส้มโอทับทิมสยาม ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า ปัจจุบันมีพื้นที่สวนส้มโอทับทิมสยาม ประมาณ 10 กว่าไร่ และมีของลูกสวนอีกประมาณ 6 ราย พื้นที่รวมทั้งหมด 60 ไร่ จำหน่ายในประเทศ เช่น ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต และต่างประเทศ ได้แก่ จีน ฮ่องกง โดยจะมีพ่อค้าคนกลางมารับซื้ออีกทอดหนึ่ง ซึ่งผลผลิตที่ส่งออกจะต้องมีมาตรฐาน GAP ผิวเรียบ สวย ผิวเขียวอมเหลือง เนื้อในต้องเป็นสีแดงสด และมีรสชาติหวาน แต่ปัจจุบันผลผลิตยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ เพราะจีนเข้ามากว้านซื้อไปเกือบหมด

สำหรับปีที่ผ่านมา ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในเดือนธันวาคม 2559-มกราคม 2560 เกษตรกรบางส่วนขาดทุนย่อยยับ เพราะว่าท่วมหนักกว่าทุกปี ถ้าหากท่วมประมาณ 10-15 วัน ก็สามารถอยู่ได้ แต่ที่ผ่านมาน้ำท่วมนานเดือนกว่า ทำให้ต้นส้มโอตาย ส่วนต้นที่เหลือต้องตัดผลผลิตทิ้งหมด เพื่อรักษาและฟื้นฟูต้นไว้ ใช้ระยะเวลาประมาณ 1 ปี ส่วนต้นที่ปลูกใหม่ใช้เวลา 3-4 ปีกว่าจะได้ผลผลิต เกษตรกรบางรายจึงถอดใจเพราะต้องลงทุนใหม่ทั้งหมด ทั้งระบบน้ำ ถมดินใหม่ และต้นทุนสูง เช่น กิ่งพันธุ์ ราคา 200-350 บาท/กิ่ง

“ในปี 2560 คาดว่าผลผลิตจะลดลงกว่าครึ่ง ส่งผลให้ราคาส้มโอทับทิมสยามสูงขึ้น ปกติราคาจำหน่ายปลีก ไซซ์ใหญ่ ขนาด 2.5 กิโลกรัม ราคา 450-500 บาท/ลูก แต่ตอนนี้ราคาสูงขึ้นอยู่ที่ 600-650 บาท/ลูก ขณะที่ราคาหน้าสวนก็สูงขึ้นเช่นกัน เฉลี่ยอยู่ที่ 150-180 บาท/ลูก จากเดิม 120-150 บาท/ลูก” นายฉัตรชัยกล่าว
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
หน้า: 1 ... 19 20 [21] 22   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: