GUN IN THAILAND
29,05, 2017, 07:02:48 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Google
หน้า: 1 [2] 3 4 ... 31   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สถานการณ์โลกร้อน อยากรู้ครับ  (อ่าน 8181 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
03,02, 2017, 12:09:15
Cajun
สมาชิก
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 482


« ตอบ #15 เมื่อ: 03,02, 2017, 12:09:15 »

ทาง ตะวันออกกลาง และ รัสเซีย เป็นอย่างไรบ้างครับ
บันทึกการเข้า

เป็น Minority ไม่สนุกเลยครับ
03,02, 2017, 12:52:22
Mandrill
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,865



« ตอบ #16 เมื่อ: 03,02, 2017, 12:52:22 »

ทาง ตะวันออกกลาง และ รัสเซีย เป็นอย่างไรบ้างครับ

ตะวันออกกลางอย่างซีเรีย อิรัก ยังมีสงครามกวาดล้างไอเอสกับเหล่าอัลนุสราอยู่ปละปลาย กองกำลังไอเอสถูกตัดน้ำเลี้ยงและเสียฐานที่มั่นส่วนใหญ่ ที่เหลือพยายามรวมตัวกันหาที่มั่นใหม่ บางส่วนยอมวางอาวุธ ทิ้งแหล่งน้ำจืดที่สำคัญให้รัฐบาลซีเรียยึดคืนกลับไป

 ส่วนการสู่รบระหว่างเยเมนซาอุดิอาระเบียยังคงดำเนินต่อไป ล่าสุดกองกำลังกบถมูติสามารถยิงถล่มเรือรบของซาอุเสียหายไปสองทหารซาอุเสียชีวิตไปสามนายและบาดเจ็บไปหลายราย

ส่วนรัสเซีย ช่วงนี้ราบเรียบ รอดูสถานการณ์ของอเมริกาว่าจะอ้าแขนกลับมาร่วมมือทางเศรษฐกิจกันได้หรือปล่าว. ชาติตะวันตกยังหันรีหันขวางเพราะหัวเรือใหญ่อย่างอเมริกาที่มีผู้นำคนใหม่อย่างทรัมป์จะมีนโยบายเรื่องนาโต้อย่างไร แต่ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครนยังมีระหองระแหงประปรายครับ
บันทึกการเข้า

 
03,02, 2017, 15:30:52
Cajun
สมาชิก
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 482


« ตอบ #17 เมื่อ: 03,02, 2017, 15:30:52 »

ตะวันออกกลางอย่างซีเรีย อิรัก ยังมีสงครามกวาดล้างไอเอสกับเหล่าอัลนุสราอยู่ปละปลาย กองกำลังไอเอสถูกตัดน้ำเลี้ยงและเสียฐานที่มั่นส่วนใหญ่ ที่เหลือพยายามรวมตัวกันหาที่มั่นใหม่ บางส่วนยอมวางอาวุธ ทิ้งแหล่งน้ำจืดที่สำคัญให้รัฐบาลซีเรียยึดคืนกลับไป

 ส่วนการสู่รบระหว่างเยเมนซาอุดิอาระเบียยังคงดำเนินต่อไป ล่าสุดกองกำลังกบถมูติสามารถยิงถล่มเรือรบของซาอุเสียหายไปสองทหารซาอุเสียชีวิตไปสามนายและบาดเจ็บไปหลายราย

ส่วนรัสเซีย ช่วงนี้ราบเรียบ รอดูสถานการณ์ของอเมริกาว่าจะอ้าแขนกลับมาร่วมมือทางเศรษฐกิจกันได้หรือปล่าว. ชาติตะวันตกยังหันรีหันขวางเพราะหัวเรือใหญ่อย่างอเมริกาที่มีผู้นำคนใหม่อย่างทรัมป์จะมีนโยบายเรื่องนาโต้อย่างไร แต่ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครนยังมีระหองระแหงประปรายครับ
ขอบคุณครับ
ข่าว ต่างประเทศ ของทุกสำนักข่าวดัง ของ เมืองไทย ไม่พูดถึงเรื่องนี้เลย มีเรื่อง การเมือง กีฬา และ ข่าวบันเทิง ผมละเบื่อการทำหน้าที่ของ สำนักข่าว เมืองไทย ที่คอยอ้างว่าตัวเองเป็น ฐานดรที่ 5 เป็นหมาเฝ้าบ้าน  คือแทนที่จะเป็นหูเป็นตาให้กับคนในประเทศที่คอยจับตามองทั้งในประเทศ และ ต่างประเทศ กลับปราวณาตัวลงไปเป็นเพียงหมาที่เก่งเฉพาะภายในรั้วตนเอง
ขอโทษ สมาชิกสายวิชาชีพ สื่อสารมวลชน ในนี้ ด้วยครับ ผมเพียงระบายความในใจออกมาเท่านั้น
บันทึกการเข้า

เป็น Minority ไม่สนุกเลยครับ
03,02, 2017, 22:48:26
krungsic
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,003



« ตอบ #18 เมื่อ: 03,02, 2017, 22:48:26 »

 ธุจ้า
มาติดตามต่อครับ
บันทึกการเข้า
03,02, 2017, 22:52:57
old_dracula
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,767


« ตอบ #19 เมื่อ: 03,02, 2017, 22:52:57 »

มาลงชื่อติดตามครับ
กระทู้นี้เป็นภาค10แล้ว
 ยิ้มยิงฟัน
บันทึกการเข้า
04,02, 2017, 03:09:31
Mandrill
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,865



« ตอบ #20 เมื่อ: 04,02, 2017, 03:09:31 »

        เอเอฟพี - สหรัฐฯกำหนดมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านรอบใหม่ในวันศุกร์(3ก.พ.) ลงโทษเตหะรานที่ทดสอบขีปนาวุธเมื่อเร็วๆนี้ และต่อกรณีที่ให้การสนับสนุนกบฏฮูตีของเยเมน
       
       มาตรการคว่ำบาตเตหะรานหนแรกที่โดยออกรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เล็งเป้าหมายไปที่บริษัทต่างๆและกลุ่มบุคคลทั้งในอิหร่านและจีน ที่ถูกสหรัฐฯระบุตัวว่าเป็นผู้ให้การสนับสนุนโครงการขีปนาวุธของเตหะรานและกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติ
       
       "อิหร่านยังคงให้การสนับสนุนก่อการร้ายและพัฒนาโครงการขีปนาวุธที่ส่อเป็นภัยคุกคามต่อภูมิภาค ต่อพันธมิตรของเราทั่วโลกและต่อสหรัฐฯ" จอห์น สมิธ รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานควบคุมดูแลทรัพย์สินต่างประเทศของกระทรวงการคลังระบุ
       
       ความเคลื่อนไหวของสหรัฐฯมีขึ้นหลังจากเมื่อวันอาทิตย์(29มค.) อิหร่านดำเนินการทดสอบขีปนาวุธพิสัยกลาง ซึ่งทำเนียบขาวเชื่อว่ามันละเมิดมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ที่ห้ามทดสอบขีปนาวุธบรรทุกวัตถุนิวเคลียร์
       
       เมื่อวันอังคาร(31ม.ค.) ไมเคิล ฟลินน์ ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของประธานาธิบดีทรัมป์ ประกาศว่าเขาขึ้นบัญชีอิหร่านอย่างเป็นทางการแล้ว ต่อกรณีทดสอบขีปนาวุธ
       
       มาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่ประสงค์ปิดตายบริษัทและกลุ่มบุคคลที่อยู่ในบัญชีดำพ้นจากการค้าและการเงินโลก ด้วยห้ามชาวอเมริกันและองค์กรหรือบริษัทใดๆที่มีสำนักงานในสหรัฐฯ ทำธุรกิจกับบริษัทหรือบุคคลเหล่านี้ ที่ต้องการสงสัยพัวพันกับการจัดส่งสินค้าแก่โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน
บันทึกการเข้า

 
04,02, 2017, 03:30:25
Mandrill
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,865



« ตอบ #21 เมื่อ: 04,02, 2017, 03:30:25 »

ขอบคุณครับ
ข่าว ต่างประเทศ ของทุกสำนักข่าวดัง ของ เมืองไทย ไม่พูดถึงเรื่องนี้เลย มีเรื่อง การเมือง กีฬา และ ข่าวบันเทิง ผมละเบื่อการทำหน้าที่ของ สำนักข่าว เมืองไทย ที่คอยอ้างว่าตัวเองเป็น ฐานดรที่ 5 เป็นหมาเฝ้าบ้าน  คือแทนที่จะเป็นหูเป็นตาให้กับคนในประเทศที่คอยจับตามองทั้งในประเทศ และ ต่างประเทศ กลับปราวณาตัวลงไปเป็นเพียงหมาที่เก่งเฉพาะภายในรั้วตนเอง
ขอโทษ สมาชิกสายวิชาชีพ สื่อสารมวลชน ในนี้ ด้วยครับ ผมเพียงระบายความในใจออกมาเท่านั้น

สื่อกระแสหลักส่วนมากรับใช้ทุนกันหมดครับ กระแสทุนนิยมมันสุดโต่งเกิน จึงเกิดปรากฏการณ์ที่ว่าสื่อไม่ได้ทำหน้าที่นำเสนอข่าวสารให้สาธารณะชนได้รับรู้ความเป็นไปในโลก แต่ใช้เทคนิคของการโฆษณาชวนเชื่อมาให้บริการนายทุนและการเมือง ในการสร้างกระแสตามที่นายทุนและการเมิองต้องการ เทคนิคโฆษณาชวนเชื่อที่ว่าคือ การให้ข่าวจริงปนกับการดัดแปลงเนื้อหา การนำเสนอข่าวย้ำๆในกรณีที่เป็นการสร้างประโยชน์หรือสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่นายทุนที่ว่าจ้าง การเลือกไปให้ข่าวหรือรายงานข่าวนิดหน่อยในกรณีที่เป็นข่าวลบของนายทุนเพื่อต่อรองค่าจ้าง หรือการเต้าข่าวจนไปถึงการเสนอข่าวใหม่ให้เป็นกระแสกลบหน้าข่าวที่นายทุนกำลังเผชิญมรสุม  บางสำนักข่าวใหญ่ถึงกับมีบริการครบวงจรที่เรียกว่าเป็นบริการของนักล๊อบบี้ยิส อย่างเช่นกรณีของบีบีซีไทย. ที่เห็นได้ชัดว่ารับงานโจมตีประเทศไทย ทุกวันนี้บีบีซีไทย จะนำเสนอแต่ข่าวด้านลบของไทย หรือขยายข่าวลบของไทยเกินจริง หรือหยิบเอาประเด็นข่าวเก่าขึ้นมาขยายความย้ำๆ แต่กรณีข่าวปัญหาของชาติตะวันตกอย่างอังกฤษหรืออเมริกาที่กำลังเป็นเรื่องร้อนในปัจจุบัน สื่อสำนักนี้แทบไม่เอ่ยถึง

การให้บริการตัดต่อข่าวหรือบริการล๊อบบี้ยิสของสื่อแห่นายทุน บางครั้งเป็นอาวุธที่ร้ายแรงกว่าอาวุธสงคราม. เพราะหลายๆกรณีที่การสร้างความแตกแยกการสร้างความเข้าใจผิดโดยใช้เทคนิคโฆษณาชวนเชื่อผ่านสื่อสาธารณะก่อให้เกิดความเกลียดชังเป็นวงกว้างและก่อให้เกิดการฆ่าฟันกันครั้งใหญ่ในหลายๆประเทศจนมีคนตายเรือนแสนหรือเรือนล้านอย่างกรณีของราวันด้า ซีเรีย อิรัก ลิเบีย บาห์เรน ตูนิเซีย ยูเครน อิยิปต์ แม้แต่เพื่อนบ้านเราเช่นเขมรในอดีต
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04,02, 2017, 03:37:50 โดย Mandrill » บันทึกการเข้า

 
04,02, 2017, 03:42:30
Mandrill
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,865



« ตอบ #22 เมื่อ: 04,02, 2017, 03:42:30 »

โดนัลด์ ทรัมป์บอก: 'ผมไม่ดูซีเอ็นเอ็น ผมไม่อยากดูข่าวลวง'
CNN เป็นกระบอกเสียงของกลุ่มอำนาจเก่าที่ควบคมสังคมในอเมริกา นับแต่ถูกแฉว่าชอบปั้นโพลล์เถื่อนอย่างไร้จรรยาบรรณ และนำเสนอข่าวตามใบสั่งของ CNN บิดเบือนข่าวในซีเรียไม่เว้นแต่ละวัน วันนี้ โดนัลด์ ทรัปม์ออกมาพูดชัเจนว่า 'ผมไม่ได้ติดตามดูซีเอ็นเอ็น เพราะเป็นข่าวลวง' นับแต่นี้ต่อไป หนังสือพิมพ์หรือโทรทัศน์ช่องไหนรายงานข่าวจาก CNN อย่าดู อย่าติดตามและที่สำคัญที่สุด อย่าหลงเชื่อตามข่าวครับ สำนักข่าวนี้หมดความน่าเชื่อถือไปนานแล้วครับ และอย่าไปฝันว่า CNN และ BBC จะลงข่าวทำนองนี้ให้อ่านกัน ต้องหาอ่านตามสื่อทางเลือกครับ

ปฐมพงศ์  โพธิประสิทธินันท์
http://www.usatwentyfour.com/president-trump-dont-watch-cnn-dont-like-watching-fake-news/
บันทึกการเข้า

 
04,02, 2017, 03:46:56
Mandrill
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,865



« ตอบ #23 เมื่อ: 04,02, 2017, 03:46:56 »

สื่อกระแสหลักหลังๆหากินกับการเต้าข่าวรับใช้พวกนายทุนอกหักหรือชาติตะวันตกที่หวังแทรกแซงชาติต่างๆ ข่าวข้างล่างคือข่าวจากวอชิงตันโพส หนึ่งในจอมเต้าข่าวตัวพ่อ

ที่มา MThai


ประเทศไทยติดอยู่อันดับ 2 รองจากประเทศบุรุนดีที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดการรัฐประหารมากที่สุดในโลก

วานนี้ (31 ม.ค.) วอชิงตันโพสต์ รายงานบทวิเคราะห์เรื่อง “ประเทศใดที่มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการรัฐประหารขึ้นในปี 2560?” ซึ่งผลปรากฏว่า ประเทศไทยติดอยู่อันดับ 2 รองจากประเทศบุรุนดีที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดการรัฐประหารมากที่สุดในโลก


วอชิงตันโพสต์เผยแพร่บทวิเคราะห์จาก ไมเคิล ดี.วอร์ด และแอนเดรส บีเกอร์ ระบุว่า การคาดคะเนว่าเมื่อใดจะเกิดการรัฐประหารขึ้นเป็นเรื่องที่ยากพอสมควร แต่ก็มีนักวิจัยจำนวนหนึ่งที่ทำการศึกษาเพื่อทำนายเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้วอชิงตันโพสต์เอง ได้มีการพัฒนาเครื่องมือสำหรับการคาดการณ์เกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงของผู้นำ รวมถึงการทำรัฐประหาร โดยใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์เป็นผลการคาดการณ์ความเสี่ยงที่จะเกิดรัฐประหารจาก 161 ประเทศทั่วโลก ในปี 2560 โดยใช้รูปแบบสถิติจำนวนหนึ่งในการสร้างการคาดการณ์ขึ้นถึงความเป็นไปได้ที่การรัฐประหารที่จะเกิดขึ้น

ทั้งนี้ผลการวิเคราะห์ข้อมูลปรากฏว่า ในปี 2560 ประเทศบุรุนดี กลายเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดความพยายามก่อรัฐประหารมากที่สุด คือ 12 เปอร์เซ็นต์ รองลงมา คือประเทศไทย ที่มีความเสี่ยงอยู่ที่ 11 เปอร์เซ็นต์ และมีความเป็นไปได้ที่จะประสบความสำเร็จมากกว่าที่จะล้มเหลว อันดับ 3 คือสาธารณรัฐแอฟริกากลาง อันดับ 4 คือสาธารณรัฐชาด และอันดับ 5 คือตุรกี ส่วนประเทศที่มีความเสี่ยงที่เกิดจะเกิดความพยายามก่อรัฐประหารน้อยที่สุด คือนอร์เวย์ ตามด้วยฟินแลนด์ ญี่ปุ่น และสโลเวเนีย

อย่างไรก็ตาม บทความดังกล่าว ดังกล่าวไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่า ต้นเหตุของการก่อรัฐประหารที่แท้จริงคืออะไร ทว่าประเทศที่มีความเสี่ยงสูงส่วนใหญ่คือประเทศที่ขาดเสถียรภาพ ซึ่งในกรณีของประเทศไทย ที่รายงานระบุว่ามีการจำกัดสิทธิเสรีภาพของพลเรือนนับตั้งแต่การรัฐประหารเมื่อปี 2557 (อันนี้ก็ไม่จริงเพราะผมเดินทางไปในหลายๆประเทศ ประเทศไทยนี้แหละที่เสรีภาพสูงที่สุดจนทำให้เกิดความไร้ระเบียบ ส่วนประเทศที่เห่อประชาธิปไตยยกว่าเป็นแดนเสรี ตอนนี้ก็อย่างที่เห็นๆ ว่าความเป็นจริงเริ่มจะไปคนล่ะทางกับภาพลักษณ์ที่สื่อกระแสหลักช่วยกันปั่น)

อย่างไรก็ตาม ประเทศที่ติดอันดับต้น ๆ ที่จะเกิดความพยายามก่อรัฐประหารในปีนี้ ล้วนมีประวัติในด้านความพยายามก่อรัฐประหารในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หรือปัจจุบันยังคงมีความขัดแย้งทางการเมืองอยู่


ทำไมวอชิงตันโพสต์วิเคราะห์ว่าไทยเสี่ยงรัฐประหารที่สุด???  ทั้งๆที่อเมริกากำลังมีปัญหาจากการใช้อำนาจผู้นำคนใหม่ จนอาจนำไปสู่ความขัดแย้งครั้งใหญ่ และน่าจะเกิดการรัฐประหารมากกว่าไทยเสียอีก

1เป็นความต้องการที่ให้บริการเสี้ยมหรือสร้างวาระในการบ่อนทำลายประเทศไทย รับใช้การเมืองจากมหาอำนาจตะวันตกโดยมีนายทุนนักการเมืองไทยบางคนที่คอยให้ความร่วมมือ จุดประสงค์จะที่มหาอำนาจใช้วอชิงตันโพสเป็นเครื่องมือเต้าข่าวปูทางก็เพราะต้องการสร้างความปั่นป่วนเพื่อหาช่องทางเข้ามาขยายอิทธิพลและหวังจะใช้พื้นที่ของไทยปิดล้อมจีนเพิ่มอีกจุด มหาอำนาจจึงต้องการสร้างกลยุทธเปลี่ยนรัฐบาลไทยให้เป็นรัฐบาลหุ่นที่สั่งได้ใช้คล่องโดยการใช้สื่อเป็ยเครื่องมือนำทาง เพราะรัฐบาลนี้เป็นไทและไม่ขึ้นกับชาติใดๆ จึงทำให้มหาอำนาจอย่างอเมริกาเข้ามาแทรกแซงโดยวิธีการตรงๆได้ยาก
2 ที่ผ่านมามหาอำนาจตะวันตกได้ใช้สื่อใช้อิทธิพลทางการค้าอิทธิพลทางการเมือง ไปจนถึงการอยู่เบื้องหลังการก่อเหตุใช้ความรุนแรงสร้างความปั่นป่วนแก่ประเทศไทยเอาไว้มากไว้มากเพื่อสร้างสถานการณ์ความขัดแย้งจนรัฐบาลควบคุมไม่ได้แล้วจะมีการแทรกแซงให้รัฐบาลล้มแล้วจะฉวยโอกาสตั้งรัฐบาลหุ่นหรือก่อสงครามกลางเมืองแบบซีเรีย แต่คนไทยรู้ทันและสนับสนุนรัฐบาลแน่นหนา
3แผนล้มเจ้าโดยการริดรอนโดยรัฐธรรมนูญล้มเหลว
4ต้องการส่งสัญญานว่ามีความขัดแย้งในกองทัพเพื่อให้แตกแยกกัน แต่ผิดคาดเพราะกองทัพเป็นเอกภาพและจงรักภักดีมั่นคง การปล่อยข่าวชั่วๆล้มเหลวหมด
ขอเพียงพวกเราชาวไทยสามัคคีกัน ไม่เป็นเครื่องมือใครในการก่อความขัดแย้งหรือความรุนแรง มีความจงรักภักดียึดมั่นในพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมใจ เราจะปลอดภัยแน่นอน

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04,02, 2017, 04:38:28 โดย Mandrill » บันทึกการเข้า

 
04,02, 2017, 04:44:13
Mandrill
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,865



« ตอบ #24 เมื่อ: 04,02, 2017, 04:44:13 »

        เอเอฟพี - สหรัฐฯกำหนดมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านรอบใหม่ในวันศุกร์(3ก.พ.) ลงโทษเตหะรานที่ทดสอบขีปนาวุธเมื่อเร็วๆนี้ และต่อกรณีที่ให้การสนับสนุนกบฏฮูตีของเยเมน
       
       มาตรการคว่ำบาตเตหะรานหนแรกที่โดยออกรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เล็งเป้าหมายไปที่บริษัทต่างๆและกลุ่มบุคคลทั้งในอิหร่านและจีน ที่ถูกสหรัฐฯระบุตัวว่าเป็นผู้ให้การสนับสนุนโครงการขีปนาวุธของเตหะรานและกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติ
       
       "อิหร่านยังคงให้การสนับสนุนก่อการร้ายและพัฒนาโครงการขีปนาวุธที่ส่อเป็นภัยคุกคามต่อภูมิภาค ต่อพันธมิตรของเราทั่วโลกและต่อสหรัฐฯ" จอห์น สมิธ รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานควบคุมดูแลทรัพย์สินต่างประเทศของกระทรวงการคลังระบุ
       
       ความเคลื่อนไหวของสหรัฐฯมีขึ้นหลังจากเมื่อวันอาทิตย์(29มค.) อิหร่านดำเนินการทดสอบขีปนาวุธพิสัยกลาง ซึ่งทำเนียบขาวเชื่อว่ามันละเมิดมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ที่ห้ามทดสอบขีปนาวุธบรรทุกวัตถุนิวเคลียร์
       
       เมื่อวันอังคาร(31ม.ค.) ไมเคิล ฟลินน์ ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของประธานาธิบดีทรัมป์ ประกาศว่าเขาขึ้นบัญชีอิหร่านอย่างเป็นทางการแล้ว ต่อกรณีทดสอบขีปนาวุธ
       
       มาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่ประสงค์ปิดตายบริษัทและกลุ่มบุคคลที่อยู่ในบัญชีดำพ้นจากการค้าและการเงินโลก ด้วยห้ามชาวอเมริกันและองค์กรหรือบริษัทใดๆที่มีสำนักงานในสหรัฐฯ ทำธุรกิจกับบริษัทหรือบุคคลเหล่านี้ ที่ต้องการสงสัยพัวพันกับการจัดส่งสินค้าแก่โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน

ที่ปรึกษาผู้นำสูงสุดสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านฝ่ายต่างประเทศ ดร อาลีอักบัร วิลายาตี ตอกกลับสหรัฐอเมริกาว่า " อิหร่านไม่มีความจำเป็นที่จะต้องขออนุญาตใครหน้าไหนหรือต้องรออนุมัติจากชาวต่างชาติ ที่จะปกป้องตัวเอง"
พร้อมย้ำสั้นๆแต่ได้ใจความว่า " อิหร่านไม่แยแสกับคำขู่ของสหรัฐอเมริกาแม้แต่น้อย "....
https://www.facebook.com/PRESSTV/posts/1424754710899645

บันทึกการเข้า

 
04,02, 2017, 07:04:21
Mandrill
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,865



« ตอบ #25 เมื่อ: 04,02, 2017, 07:04:21 »

        เอพี/MGR ออนไลน์ - มีรายงานว่าในการสนทนาทางโทรศัพท์ครั้งแรกระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์ และประธานาธิบดีเม็กซิโก เอ็นริเก เปญา นิเอโต โดยมีข้อความการข่มขู่หลุดออกมาจากปากผู้นำสหรัฐฯ ว่าทรัมป์จะส่งกองกำลังไปเม็กซิโกเพื่อจัดการอาชญากรที่เม็กซิโกหากว่ากองทัพเม็กซิโกไม่ยอมจัดการคนเหล่านั้นด้วยตนเอง นอกจากผู้นำเม็กซิโก นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย มัลคอล์ม เทิร์นบูล ยังถูกกล่าวหาทางโทรศัพท์ว่า “พยายามจะส่งมือระเบิดบอสตันมาราธอนคนต่อไปมาสหรัฐฯ” ในข้อตกลงรับผู้ลี้ภัยระหว่างเทิร์นบูลและโอบามา ก่อนที่จะถูกวางกระแทกหูวางโทรศัพท์ใส่หน้า
       
       เอพีรายงานเมื่อวานนี้ (1 ก.พ.) ว่า ข้อความสนทนาระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และผู้นำเม็กซิโก ที่หลุดออกมาถึงสื่อเอพีแสดงให้เห็นว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศจะส่งกำลังทหารไปยังพรมแดนใต้ของอเมริกา
       
       ในคำสนทนาทรัมป์ใช้คำว่า “bad hombres” โดยในความหมายตามดิกชันนารีออนไลน์ เออร์เบินดิกชันนารีชี้ว่า hombre ในภาษาสเปนแปลว่า Dude หรือ “คนพวกนี้” ในฐานะบุคคลที่ 2 หรือบุคคลที่ 3 แต่อย่างไรก็ตาม เอพีชี้ว่ายังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า “bad hombres” ตามความหมายของทรัมป์นั้นหมายความเจาะจงไปที่กลุ่มค้ายาเสพติด กลุ่มเข้าเมืองผิดกฎหมาย หรือทั้ง 2 กลุ่ม หรือเป็นคำตามความรู้สึกที่ทรัมป์กล่าวออกไปในการสนทนากับประธานาธิบดีเม็กซิโก เอ็นริเก เปญา นิเอโต ในเช้าวันศุกร์ (27 ม.ค.) ที่ผ่านมา
       
       แต่อย่างไรก็ตาม รายละเอียดข้อความสนทนาไม่มีรายงานการตอบโต้จากผู้นำเม็กซิโก เอพีชี้
       
       เอพีชี้ต่อว่า ทั้งนี้คำสนทนาที่หลุดออกมานี้ได้สร้างความตื่นตะลึง และยังเป็นการแสดงให้สาธารณะเห็นถึงประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่จัดการทางการทูตข้างหลังประตูที่ถูกปิดอย่างไร ที่พบว่าถ้อยคำและน้ำเสียงที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ใช้ในการติดต่อกับผู้นำทั่วโลก ทั้งกระด้างและคุกคาม ไม่ต่างจากคำประกาศบนเวทีหาเสียงประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ทรัมป์ได้เคยใช้มาในช่วงการหาเสียง
       
       เอพีรายงานต่อว่า โฆษกทำเนียบขาวไม่ให้ความเห็นต่อประเด็นคำสนทนาที่หลุดออกมาครั้งนี้
       
       โดยจากทรานสคริปที่เอพีได้เห็น ดูเหมือนว่าโดนัลด์ ทรัมป์ ได้กล่าวต่อ เปญา นิเอโต ว่า “คุณมีพวกเลวร้ายจำนวนมากอยู่ที่นั่น” และกล่าวต่อว่า “คุณไม่ทำมากอย่างเพียงพอเพื่อจะหยุดคนเหล่านี้ ผมคิดว่ากองทัพของคุณกลัวคนพวกนี้ แต่กองทัพของเราไม่ใช่ ดังนั้นบางทีผมอาจจะส่งกองกำลังไปที่นั่นเพื่อจัดการ”
       
       เอพีอธิบายว่า เจ้าหน้าที่ซึ่งสามารถเข้าถึงทรานสคริปนี้เป็นผู้มอบทรานสคริปต์นี้ให้แก่สำนักข่าวเอพี แต่ทางเอพีไม่สามารถเปิดเผยถึงชื่อของผู้มอบให้ได้ เพราะฝ่ายบริหารไม่ได้ทำการเผยแพร่ข้อความการสนทนาทางโทรศัพท์ของผู้นำสู่สาธารณะ
       

       และในขณะเดียวกันในฝ่ายเม็กซิโก เว็บไซต์เม็กซิกัน Aristegui Noticias ได้เผยแพร่ข้อมูลทางโทรศัพท์ที่คล้ายกันในวันอังคาร (31 ม.ค.) โดยอ้างอิงจากการรายงานของนักข่าวเม็กซิกันโดเลีย เอสเตวาซ (Dolia Estevez) ซึ่งในรายงานได้ชี้ไปว่า ทรัมป์ได้หยามผู้นำเม็กซิโกอย่างตรงไปตรงมาทางการสนทนาทางโทรศัพท์
       
       แต่อย่างไรก็ตาม กระทรวงต่างประเทศเม็กซิโกได้ออกมาปฏิเสธรายงานข่าวนี้ โดยกล่าวเพียงว่าเป็นการรายงานข่าวที่ไม่มีมูลความจริง และในภายหลังกล่าวว่า การรายงานข่าวนั้นอ้างอิงจากข้อมูลการสนทนาทางโทรศัพท์ที่ถูกรายงานออกมาจากเอพี
       
       “รายงานออกมาไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของถ้อยคำสนทนาทางโทรศัพท์ที่ได้เกิดขึ้น” รายงานจากการแถลงของกระทรวงต่างประเทศเม็กซิโก และในแถลงการณ์ยังชี้ต่อว่า การสนทนาระหว่างผู้นำเป็นไปในแนวทางที่สร้างสรรค์ และผู้นำทั้งสองชาติต่างตกลงร่วมกันที่จะทำงานร่วมกัน และทีมตัวแทนของทั้งสองชาติจะพบปะกันอย่างต่อเนื่องในทางที่สร้างสรรค์เพื่อเม็กซิโกและสหรัฐฯ
       
       นอกจากนี้ เอพียังรายงานไปถึงการสนทนาระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์ และนายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย มัลคอม เทิร์นบูล ซึ่งเอพีชี้ว่า เกิดขึ้นในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยคำสนทนานั้นระบุไปถึงข้อตกลงการรับผู้อพยพที่ได้มีการตกลงระหว่างรัฐบาลออสเตรเลียของเทิร์นบูล และรัฐบาลสหรัฐฯ ของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ บารัค โอบามา
       
       ซึ่งดูเหมือนผู้นำออสเตรเลียได้ปฏิเสธการรายงานของหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์เกิดขึ้นในวันพุธ (1 ก.พ.) ซึ่งได้อ้างอิงไปถึงข้อความสนทนาระหว่างทรัมป์และเทิร์นบูล
       
       โดยสื่อวอชิงตันโพสต์อ้างว่า ทรัมป์ได้ประณามเทิร์นบูลถึงปัญหาผู้อพยพ ที่อ้างว่าออสเตรเลียพยายามยัดเยียดให้สหรัฐฯ ยืนยันการยอมรับผู้อพยพจำนวน 1,250 คน โดยทรัมป์ได้ประกาศว่า “เป็นข้อตกลงที่เลวร้าย” และในคำสนทนาผู้นำสหรัฐฯ ยังคุยโม้กับเทิร์นบูลในชัยชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ของเขา
       
       โดยในการสนทนาที่เกิดขึ้นในวันเสาร์ (28 ม.ค.) ใช้ระยะเวลาแค่ 25 นาที ตามแต่เดิมที่คาดไว้ตามปกติ ทรัมป์ใช้เวลากับเทิร์นบูลถึง 1 ชม.เต็ม และจบลงด้วยทรัมป์เป็นฝ่ายวางหู และมีข้อความในคำสนทนาที่ผู้นำสหรัฐฯ ประกาศกับเทิร์นบูลว่า “ไม่มีวันดีเลย พวก”
       
       โดยเอพีระบุต่อว่า ผู้นำออสเตรเลียนอกจากปฏิเสธรายงานคำกล่าวอ้างที่ผู้นำสหรัฐฯได้ประกาศกับเขาว่า ข้อตกลงผู้ลี้ภัยระหว่างออสเตรเลียและสหรัฐฯ เป็นข้อตกลงที่เลวร้ายแล้ว ยังปฏิเสธเลยต่อไปว่า ทรัมป์ไม่ได้กล่าวหาเทิร์นบูลว่า พยายามที่จะส่งมือระเบิดบอสตันมาราธอนคนต่อไปมายังอเมริกา
       
       
บันทึกการเข้า

 
04,02, 2017, 09:00:05
plo-รักในหลวง
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,183



« ตอบ #26 เมื่อ: 04,02, 2017, 09:00:05 »

http://manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9600000011942

เอเอฟพี/รอยเตอร์ - เรือมาเลเซียที่บรรทุกอาหาร เสื้อผ้า และเวชภัณฑ์ ถูกปล่อยออกจากท่าเรือมุ่งหน้าไปยังพม่าในวันนี้ (3) โดยนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค ที่ร่วมในพิธีปล่อยเรือกล่าวว่าความช่วยเหลือเหล่านี้จะนำไปใช้บรรเทาความทุกข์ทรมานของชาวมุสลิมโรฮิงญา
       
       การปราบปรามทางทหารที่ดำเนินมานาน 4 เดือน ต่อชาวโรฮิงญาในรัฐยะไข่ ที่อยู่ทางภาคตะวันตกของพม่า สร้างความวิตกให้กับโลกมุสลิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาเลเซีย ที่ผู้นำแดนเสือเหลืองได้กล่าวโทษผู้นำพม่าก่อนหน้านี้ว่าปล่อยให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กับชาวโรฮิงญา
       
       "นี่เป็นช่วงเวลาประวัติศาสตร์ ความพยายามที่แสดงให้เห็นว่าทุกความเจ็บปวดความทุกข์ทรมานของชาวโรฮิงญาในพม่าไม่ได้ถูกละเลย" นาจิบ กล่าวสุนทรพจน์ที่ท่าเรือแกลง ทางตะวันตกของกรุงกัวลาลัมเปอร์
       
       "เราได้ยินความทุกข์ร้อนและความเจ็บปวดของพวกเขา เหล่าบรรดาผู้ที่ถูกข่มขืน สังหาร และเผาทั้งเป็น" นาจิบ กล่าว
       
       ผู้คนราว 700 ชีวิตรวมตัวเป็นสักขีพยานการปล่อยเรือ Nautival Aliya ที่บรรทุกข้าว ประมาณ 2,200 ตัน สิ่งของช่วยเหลือทางการแพทย์ เสื้อผ้า และสิ่งจำเป็นอื่นๆ รวมทั้ง นักเคลื่อนไหวและบุคคลากรทางการแพทย์ 238 คน
       
       เรือลำนี้คาดว่าจะเดินทางถึงนครย่างกุ้งในวันที่ 9 ก.พ. และจะขนถ่ายสิ่งของบรรเทาทุกข์รวม 500 ตัน ที่นครย่างกุ้ง โดยหนึ่งในผู้ประสานงานเรือระบุว่าทางการพม่าได้ตกลงที่จะรับสิ่งของช่วยเหลือบางส่วนไว้และนำไปแจกจ่ายให้กับชาวโรฮิงญาที่อาศัยอยู่ในรัฐยะไข่ และเรือจะเดินทางมุ่งหน้าต่อไปยังท่าเรือเทคนาฟ ในบังกลาเทศ
       
       อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศของมาเลเซียได้ระบุในคำแถลงซึ่งออกมาในภายหลังว่า บังกลาเทศได้ตัดสินใจที่จะไม่อนุญาตให้เรือเทียบท่าที่เมืองเทคนาฟ ซึ่งใกล้กับที่ที่ผู้ลี้ภัยจากรัฐยะไข่พักค้างแรมอยู่ และรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศได้ร้องขอต่อคณะข้าหลวงใหญ่บังกลาเทศประจำมาเลเซียให้เปลี่ยนแปลงการตัดสินใจดังกล่าว
       
       การจัดส่งความช่วยเหลือครั้งนี้ เกิดขึ้นโดยกลุ่มมุสลิมมาเลเซีย รวมทั้งกลุ่มช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ในประเทศและต่างประเทศ
       
       พม่าไม่อนุญาตให้เรือแล่นไปที่เมืองสิตตเว เมืองเอกของรัฐยะไข่ ตามที่ผู้จัดการความช่วยเหลือคาดหวังไว้ แต่พม่ายืนยันว่าความช่วยเหลือเหล่านี้จะถูกแจกจ่ายอย่างเท่าเทียมให้กับทั้งชุมชนชาวพุทธและมุสลิม
       
       "เรายังคงหวังด้วยใจของเราทั้งหมดว่า พวกเขาจะอนุญาตให้เราไปที่เมืองสิตตเว และแจกจ่ายความช่วยเหลือเหล่านี้ด้วยตัวเอง" หัวหน้าภารกิจ กล่าว
       
       การปราบปรามนองเลือดต่อชาวโรฮิงญา ที่สหประชาชาติระบุว่า มีแนวโน้มที่จะสังหารประชาชนไปหลายร้อยคน ได้สร้างความด่างพร้อยต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลนางอองซานซูจี ที่เข้ามาบริหารประเทศเมื่อเดือนมี.ค.
       
       นับตั้งแต่กองทัพพม่าดำเนินการปฏิบัติการกวาดล้างในพื้นที่ทางเหนือของรัฐยะไข่ เพื่อถอนรากถอนโคนผู้ก่อเหตุไม่สงบที่ถูกกล่าวหาว่าก่อเหตุโจมตีด่านชายแดนตำรวจ มีชาวโรฮิงญาอย่างน้อย 66,000 คน ได้หลบหนีไปบังกลาเทศ และกล่าวหาว่ากองกำลังรักษาความมั่นคงของพม่าก่อเหตุข่มขืน สังหาร และทรมานชาวโรฮิงญา ซึ่งทางการพม่าได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านั้น.



 หัวเราะปิดปาก หัวเราะปิดปาก หัวเราะปิดปาก หัวเราะปิดปาก หัวเราะปิดปาก หัวเราะปิดปาก หัวเราะปิดปาก  แหม เล่นข่าวกันน่าดู......  กระสันไปเสือกเรื่องภายในประเทศ อื่น เพื่อกลบเรื่องตัวเอง......  ยิ้มเด้ง ยิ้มเด้ง ยิ้มเด้ง ยิ้มเด้ง ยิ้มเด้ง ยิ้มเด้ง
บันทึกการเข้า

แง้วววววววววววววววววว

D.I.Y เชือกงู....http://2013.gun.in.th/index.php?topic=17547.0
04,02, 2017, 16:39:47
Blackmoon
สมาชิก
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 333



« ตอบ #27 เมื่อ: 04,02, 2017, 16:39:47 »

 ธุจ้า ธุจ้า ธุจ้า
บันทึกการเข้า
04,02, 2017, 19:40:48
Mandrill
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,865



« ตอบ #28 เมื่อ: 04,02, 2017, 19:40:48 »

        ยังคงตกเป็นข่าวครึกโครมแทบไม่เว้นแต่ละวัน สำหรับผู้นำสุดห้าวแห่งสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งล่าสุดประกาศคำสั่งคว่ำบาตรพลเมืองจาก 7 ประเทศมุสลิม และงดรับผู้ลี้ภัยเป็นการชั่วคราว เรียกเสียงประณามอย่างอื้ออึงจากประชาชนและองค์กรสิทธิทั้งในและนอกสหรัฐฯ
       
       คำสั่งบริหารที่ ทรัมป์ ประกาศเมื่อวันที่ 27 ม.ค. กำหนดให้ผู้ลี้ภัยชาวซีเรียถูกห้ามเข้าสหรัฐฯ โดยไม่มีกำหนด ขณะที่พลเมืองอิหร่าน อิรัก ลิเบีย โซมาเลีย ซูดาน ซีเรีย และเยเมน ก็ถูกห้ามเข้าอเมริกาเป็นเวลา 90 วัน
       
       มาตรการนี้มีข้อยกเว้นสำหรับ “ผู้นับถือศาสนากลุ่มน้อย” ใน 7 ประเทศดังกล่าว ซึ่งหมายความว่า อาจจะมีการผ่อนผันเป็นกรณีพิเศษให้แก่ผู้ลี้ภัยชาวคริสต์
       
       จำนวนผู้ลี้ภัยทั้งหมดที่สหรัฐฯ จะรับเข้าประเทศในปีงบประมาณ 2017 จะถูกจำกัดไว้ไม่เกิน 50,000 คน ลดลงจากเดิมที่รับถึง 110,000 คน
       
       สหรัฐฯ ยังระงับโครงการยกเว้นการสัมภาษณ์เพื่อขอวีซ่า โดยก่อนหน้านี้ ผู้ที่เดินทางเข้าสหรัฐฯ บ่อยสามารถขอต่อวีซ่าได้โดยไม่ต้องมีการสัมภาษณ์ซ้ำ
       
       ทรัมป์ ซึ่งเป็นนักธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ และไม่เคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ มาก่อน ยืนยันว่า รัฐบาลจำเป็นต้องมีระบบคัดกรองที่เข้มข้น (extreme vetting) เพื่อปกป้องอเมริกาให้ปลอดภัยจากผู้ก่อการร้ายอิสลามหัวรุนแรง
       
       อาเบด เอ. อายูบ ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายและนโยบายของคณะกรรมการต่อต้านการกีดกันอเมริกัน-อาหรับ ชี้ว่า คำสั่งของผู้นำสหรัฐฯ ก็คือ การคว่ำบาตรชาวมุสลิมดีๆ นี่เอง
       
       “สิ่งที่ ทรัมป์ และรัฐบาลกำลังทำไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องความมั่นคงของชาติเลย แต่เกิดจากความเกลียดชังอิสลาม และความเกลียดกลัวชาวต่างชาติ” เขากล่าว
       
       บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่างอะเมซอน และ ไมโครซอฟต์ ต่างออกมาแสดงจุดยืนสนับสนุนหน่วยงานท้องถิ่นที่เตรียมจะฟ้องร้องเอาผิดประธานาธิบดีในข้อหาละเมิดรัฐธรรมนูญ
       
       “คำสั่งนี้เป็นสิ่งที่เราไม่สนับสนุน เราเป็นประเทศของผู้อพยพ ความหลากหลายทั้งด้านภูมิหลัง แนวคิด และมุมมอง หล่อหลอมเราให้เป็นประเทศมานานกว่า 240 ปี” เจฟฟ์ เบซอส ซีอีโอของอะเมซอน กล่าว
       
       กฎหมายคนเข้าเมืองและสัญชาติของสหรัฐฯ ให้อำนาจอย่างกว้างขวางแก่ประธานาธิบดีในการสั่งห้ามคนต่างด้าวเข้าประเทศ “เมื่อใดก็ตามที่ประธานาธิบดีเห็นว่าการเดินทางเข้าประเทศของคนต่างด้าวกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจะบั่นทอนผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกา”
       
       อย่างไรก็ตาม เนื้อหาอีกส่วนของกฎหมายฉบับนี้ก็ระบุเอาไว้ชัดเจนว่า “จะต้องไม่มีการเลือกปฏิบัติหรือให้สิทธิพิเศษในการออกวีซ่าแก่ผู้อพยพเพียงเพราะเชื้อชาติ เพศ สัญชาติ สถานที่เกิด หรือสถานที่พำนักของบุคคลนั้นๆ”
       
       ทางการรัฐวอชิงตัน แมสซาชูเซตส์ นิวยอร์ก และเวอร์จิเนีย รวมถึงนครซานฟรานซิสโก ได้ยื่นฟ้องศาลเพื่อขอล้มล้างคำสั่งของทรัมป์ ขณะที่นักการทูต 900 คน ในกระทรวงการต่างประเทศ ก็ทำบันทึกคัดค้าน ส่วน อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการใหญ่ยูเอ็น ก็วิจารณ์ว่า เป็นมาตรการที่ “มืดบอด”
       
       อดีตประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช เคยงดรับผู้ลี้ภัยเข้าสหรัฐฯ เป็นเวลา 3 เดือน หลังเกิดเหตุวินาศกรรม 9/11 เมื่อปี 2001 แต่การแบนพลเมืองแบบเจาะจงประเทศเช่นนี้นับเป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในสหรัฐฯ
       
       เมื่อวันที่ 30 ม.ค. ทรัมป์ ได้สั่งปลด น.ส.แซลลี เยตส์ รัฐมนตรียุติธรรมของ บารัค โอบามา ซึ่งปฏิบัติหน้าที่รักษาการอยู่ เนื่องจากไม่พอใจที่ เยตส์ สั่งให้เจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรมฝ่าฝืนคำสั่งแบนผู้ลี้ภัยและชาวมุสลิม โดยทำเนียบขาวได้ติเตียนรัฐมนตรีหญิงรายนี้ ว่า “อ่อนแออย่างยิ่ง” ต่อผู้อพยพผิดกฎหมาย และ “ทรยศ” ต่อกระทรวงด้วย
บันทึกการเข้า

 
05,02, 2017, 08:42:19
Mandrill
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,865



« ตอบ #29 เมื่อ: 05,02, 2017, 08:42:19 »

อิหร่านเตรียมตอบโต้มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐอเมริกาหลังถูกกล่าวหาสนับสนุนการก่อการร้าย



        เอเอฟพี - อิหร่านยิงขีปนาวุธในการซ้อมรบของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติในวันนี้ (4) เพื่อแสดงการต่อต้านเพียงหนึ่งวันหลังจากที่สหรัฐฯบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรจากกรณีการทดสอบยิงขีปนาวุธเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
       
       เว็บไซต์เซพาฟิวส์ของกองกำลังนี้ ระบุว่า การซ้อมรบในจังหวัดเซมนันทางตะวันออกเฉียงเหนือมีจุดประสงค์เพื่อแสดงให้เห็น “ความพร้อมเต็มที่ที่จะจัดการกับภัยคุกคาม” และ “เย้ยหยันการคว่ำบาตร” จากวอชิงตัน
       
       “เรดาร์และระบบขีปนาวุธประเภทต่างๆ ที่ผลิตในประเทศ ศูนย์บัญชาการและศูนย์ควบคุม ตลอดจนระบบสงครามไซเบอร์จะถูกใช้ในการฝึกซ้อมนี้” เว็บไซต์นี้ระบุ
       
       รายชื่อของขีปนาวุธที่จะถูกใช้ถูกเผยแพร่ในเว็บไซต์ในเวลาต่อมาและเผยให้เห็นว่า มันเป็นขีปนาวุธพิสัยใกล้มากโดยไกลสุด คือ 75 กิโลเมตร
       
       ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ บังคับใช้การคว่ำบาตรชุดใหม่ต่ออิหร่านเมื่อวันศุกร์ (3) จากการที่พวกเขายิงทดสอบขีปนาวุธพิสัยกลางและสนับสนุนกุล่มกบฏเยเมน ซึ่งโจมตีเรือรบซาอุดีอาระเบียเมื่อเร็วๆ นี้
       
       หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมง รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม เจมส์ แมททิส ระบุว่า อิหร่านเป็น “รัฐผู้สนับสนุนการก่อการร้ายรายใหญ่ที่สุดเพียงรายเดียวในโลก” แต่เสริมว่า วอชิงตันไม่มีแผนที่จะเพิ่มจำนวนทหารในตะวันออกกลางเพื่อตอบโต้
       
       การคว่ำบาตรรอบใหม่นี้ไม่ได้หมายความว่า สหรัฐฯละทิ้งคำสัญญาที่ว่าจะยกเลิกมาตรการที่มุ่งเป้าโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน เจ้าหน้าที่ระบุ
       
       แต่ทรัมป์ไม่ได้ปกปิดความไม่พอใจที่เขามีต่อข้อตกลงนี้ซึ่งอดีตประธานาธิบดี บารัค โอบามา เห็นชอบเมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2015 และเจ้าหน้าที่กล่าวว่า มาตรการเมื่อวันศุกร์จะไม่ใช่มาตรการสุดท้าย
       
       อิหร่านประกาศว่า พวกเขาจะใช้มาตรการโต้กลับต่อบุคคลและบริษัทในสหรัฐฯ
       
       “ในการตอบสนองต่อความเคลื่อนไหวล่าสุดของสหรัฐอเมริกา และในฐานะมาตรการโต้กลับ (อิหร่าน) จะบังคับใช้ข้อจำกัดทางกฎหมายกับบุคคล และบริษัทอเมริกันบางรายที่มีบทบาทในการสร้างและสนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายสุดโต่งในภูมิภาคนี้” กระทรวงการต่างประเทศ ระบุ และกล่าวว่า จะเผยแพร่รายชื่อในภายหลัง
       




บันทึกการเข้า

 
หน้า: 1 [2] 3 4 ... 31   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: