GUN IN THAILAND
25,09, 2017, 08:52:55 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Google
หน้า: [1] 2   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: "ม.หอการค้า" แนะเกษตรกรไทยปรับตัวด่วน หลังสำรวจพบยังอยู่ในยุค 1.42  (อ่าน 541 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
29,03, 2017, 19:27:25
bravo007
ความย่อท้อ ไม่เคยนำมา ซึ่งความสำเร็จ
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,977



« เมื่อ: 29,03, 2017, 19:27:25 »

เมื่อวันที่ 29 มีนาคม ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในงานสัมมนา “Policy Directions toward Thailand 4.0-ทิศทางของนโยบายเพื่อเข้าสู่ประเทศไทย 4.0” นายอัทธ์ พิศาลวานิช รองศาสตราจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวในหัวข้อ “การปรับตัวของเกษตรกรไทยในยุคประเทศไทย 4.0” ว่า ได้ได้สำรวจเกษตรกรรมไทยทั้งประเทศ 1,000 ตัวอย่าง สินค้าเกษตร 14 รายการ ใน 3 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มผัก ผลไม้ กลุ่มพืชไร่ กลุ่มปศุสัตว์ ในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2560 พบว่าภาพรวมเกษตรกรไทยมีคะแนนเฉลี่ย 1.42 จากเต็ม 4.0 หรืออยู่ในยุค 1.42 จากยุค 4.0 เนื่องจากเกษตรกรยังขาดองค์ความรู้ด้านการเกษตรกรที่เกี่ยวข้องกับตนเองและความรู้ทางการตลาด รวมไปถึงยังไม่ค่อยมีการแปรรูป ผลิตอย่างเดิมแล้วขายเลย และไม่ค่อยสนใจทำเรื่องการจัดจำหน่าย ช่องทางการขายรวมทั้งออนไลน์ จึงควรเร่งทำเรื่องเหล่านี้โดยเร่งด่วน เพื่อให้ก้าวเป็นเกษตร 4.0 โดยภาคส่วนที่เกี่ยวข้องคววรทยอยทำให้มีต้นแบบเกษตร 4.0 ที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมภายใน 5 ปี หากรอให้เกิดขึ้นพร้อมกันทีเดียวในแผนชาติอีก 20 ปี มองว่าจะช้าไป

นายอัทธ์กล่าวว่า จากภาพรวมเกษตรกรไทยที่อยู่ยุค 1.42 แยกย่อยเป็นกลุ่มเกษตรผักผลไม้ เฉลี่ยอยู่ในยุค 1.69 เช่น กล้วยหอม เมล่อน มะม่วง เป็นต้น เริ่มมีการแปรรูปเพิ่มมูลค่าสินค้า รัฐส่งเสริม แต่ยังขาดความรู้ในการสร้างมูลค่าเพิ่มทั้งไอที ภาษา การวางแผนการผลิต กลุ่มเกษตรพืชไร่ เฉลี่ยอยู่ในยุค 2.27 เช่น ข้าว มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา เป็นต้น โดยยังไม่ค่อยมีการแปรรูปสินค้าสร้างมูลค่าเพิ่ม และขาดความรู้ในการผลิต การทำการตลาดสมัยใหม่ผ่านทางออนไลน์ สำหรับกลุ่มเกษตรปศุสัตว์อยู่ในยุค 1.74 เช่น สุกร ไก่ไข่ โค เป็นต้น โดยภาพรวมคุณภาพผลผลิตแและการเก็บเกี่ยวไม่ค่อยดีนัก และยังขาดความรู้การวางแผนผลิตจำหน่าย และการทำตลาดสมัยใหม่

นายอัทธ์กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ยังพบปัญหาของเกษตรไทยหลายอย่าง ได้แก่ ไม่มีความรู้ตลาดต่างประเทศและการหาตลาดใหม่ ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงเพาะปลูกแบบเดิมๆ ขาดความกระตือรือร้นในการเรียนรู้นวัตกรรมใหม่ๆ ตัดสินใจใช้ความเชื่อมากว่าเหตุผล ขาดการทำบีญชี ขาดแรงงานคนรุ่นใหม่ แรงงานภาคเกษตรอายุเฉลี่ยสูงขึ้น ราคาผลผลิตขาดเสถียรภาพ การใช้ปัจจัยการผลิตที่ไม่เหมาะสม ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ ปัญหาหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง เกษตรกรายย่อยยังมีข้อจำกัดในการใช้เครื่องจักรกลการเกษตร เทคโนโลยีและนวัตกรรม เป็นต้น

นายอัทธ์กล่าว่าว่า การผลักดันให้ถึงเกษตร 4.0 ต้องทำทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ได้แก่ ส่วนต้นน้ำ มีระบบการบันทึกและนำข้อมูลมาวิเคราะห์วางแผลการผลิต การเพาะปลูก และบริหารจัดการการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ใช้เทคโนโลยีและนวักรรมในการผลิต มีความรู้และกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานต่างๆ ระดับสากล เช่น GAP IFOAM มีกระบวนการผลิตที่ไม่ก่อให้เกิดมลภาวะและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มให้ไร่ นา หรือฟาร์ม ทำเป็นเกษตรเชิงท่องเที่ยว ส่วนกลางน้ำ จะต้องมีความรู้และกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานองค์การอาหารและยา (อย.) และมาตรฐานอื่นๆ ที่เป็นมาตรฐานสากล สามารถจำหนาย่ได้หลากหลายตลาด เช่น ฮาลาล ใช้นวัตกรรมยืดอายุสินค้าให้คงความสดและสารอาหารครบถ้วน พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับสังคมคนรุ่นใหม่ ส่วนปลายน้ำ ทำการตลาดโดยใช้จุดแข็งของสินค้า สร้างเรื่องราวให้กับสินค้า ผลิตสินค้าให้ปลอดภัย ได้มาตรฐานในระดับสากล ออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่เพิ่มมูลค่าสินค้าและตรงกับความต้องการตลาด ศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคและความต้องการของตลาดเพื่อนำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงความต้องการ และใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเก็บรวบรวมข้อมูล เช่น จำนวนการสั่งซื้อ วันเวลาสั่งซื้อ เพื่อนำข้อมูลมาช่วยคาดการณ์การผลิต
บันทึกการเข้า

การให้โอกาส คนเลว
เท่ากับ ยื่นความตาย ให้คนดี
ข่มขืน ต้อง ประหาร
30,03, 2017, 17:40:24
Best friend is gun
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,940


รู้คุณแผ่นดินไทย


« ตอบ #1 เมื่อ: 30,03, 2017, 17:40:24 »

ผมก็เป็นอีกคนที่อยากเห็นเกษตรกรไทยพัฒนางานเกษตรกรรมของตนให้ดีขึ้นและมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นด้วย
 ปรบมือ
บันทึกการเข้า

เหล้ากับปืนเค้าระคน ผลคือตาย
31,03, 2017, 12:01:53
พรานเก่า
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9,806



« ตอบ #2 เมื่อ: 31,03, 2017, 12:01:53 »

      นั่นอาจารย์มหาลัยพูดถึงเกษตรกรใช่มั้ยครับ   เอ๋อ 

  สงสัยแค่ว่า ถ้าให้อาจารย์ไปพูดให้ชาวบ้านฟัง  จะทำยังไงให้ชาวบ้านตั้งใจฟัง ต่อให้ชาวบ้านฟัง แล้วเขาจะเข้าใจมั้ย  รายเนี่ย

  เพราะคนมีความรู้ คนเก่งๆ มีทุน ขาดแรงจูงใจให้มาทำการเกษตร   ข้าราชการผู้สานนโยบายก็โรยผักชีไปวันๆ 

  อย่าว่าแต่ 4.0 เลย   อีกกี่ชาติ เกษตรกรไทยจะพ้นยุค 1.0   ก็ยังไม่แน่ใจ  ธุจ้า
บันทึกการเข้า
31,03, 2017, 14:13:47
เจี๊ยบ ปางสัก (kutingtong)
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9,843



« ตอบ #3 เมื่อ: 31,03, 2017, 14:13:47 »

ฮ่าๆ ลองให้อาจารย์ฯ มาทำมันสัมปะหลังซักพักสิ หัวเราะปิดปาก

ผมปลูกพืชผสมผสาน ไอเดียบรรเจิดมาก เราจะต้องทำ 1 2 3 4 มีระบบน้ำ ระบบพลังแสงอาทิตย์ มี ฯลฯ

แต่ ไม่ได้ทำหรอกครับ ไม่มีตังค์ ยิ้มยิงฟัน

เกษตรกรก็เหมือนกันแหละครับ อยากทำนั่น โน่น นี่ แต่ เอาทุนไหนล่ะครับ ทุนตัวเองก็ไม่มี กู้เขาก็เสี่ยง ราคาผลผลิตก็ไม่ดี อยากทำอย่างอื่นๆ ก็ไม่กล้าลอง เพราะถ้ามันเจ๊งขึ้นมา ก็หนี้บาน ก็ต้องทำมันเดิมๆนี่แหละ ไปตายเอาดาบหน้า ถ้าฟ้าฝนดี ก็พอรอด ถ้าแล้งขึ้นมา ก็ก้มหน้ารับกรรมไป

แล้วปัจจัยการผลิต ก็อยู่ในมือคนรวยทั้งนั้น พันธุ์พืช ปุ๋ย ยา แม้กระทั้งตลาดที่จะขาย เกษตรกรกำหนดอะไรได้บ้างล่ะครับ

เราเริ่มบรรลัย ตั้งแต่ปี 2505 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 ให้เกษตรไทยเริ่มปลูกพืชเชิงเดี่ยวแล้วครับ และเริ่มบรรลัยหนักขึ้นตั้งแต่เราหลงจะเป็นนิค เป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเซีย

เอาง่าย มีเกษตรกรคนไหน ที่ส่งลูกไปเรียนเกษตรบ้างเล่า มีแต่ส่งให้เป็นเจ้าคนนายคน ส่งไปเรียนหวังให้ทำงานสบาย ในห้องแอร์ ลูกก็ดีมาก สมใจพ่อแม่ ทิ้งไร่ทิ้งนากันหมด พอพ่อแม่ตาย ก็ขายไร่ขายนาให้นายทุนไป อีกหน่อย เราคงต้องซื้อข้าวเวียดนามกินแล้วล่ะครับ รึไม่ก็ข้าวไทยนี่แหละ แต่ทำโดยบริษัทนายทุนยักษ์ใหญ่ ไหนๆก็ผูกขาดมันทุกอย่างแล้ว เอาข้าวอีกซักอย่างเป็นไรไป

บันทึกการเข้า
31,03, 2017, 14:31:37
pong06
สมาชิกครอบครัว
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 890


« ตอบ #4 เมื่อ: 31,03, 2017, 14:31:37 »

ฮ่าๆ ลองให้อาจารย์ฯ มาทำมันสัมปะหลังซักพักสิ หัวเราะปิดปาก

ผมปลูกพืชผสมผสาน ไอเดียบรรเจิดมาก เราจะต้องทำ 1 2 3 4 มีระบบน้ำ ระบบพลังแสงอาทิตย์ มี ฯลฯ

แต่ ไม่ได้ทำหรอกครับ ไม่มีตังค์ ยิ้มยิงฟัน

เกษตรกรก็เหมือนกันแหละครับ อยากทำนั่น โน่น นี่ แต่ เอาทุนไหนล่ะครับ ทุนตัวเองก็ไม่มี กู้เขาก็เสี่ยง ราคาผลผลิตก็ไม่ดี อยากทำอย่างอื่นๆ ก็ไม่กล้าลอง เพราะถ้ามันเจ๊งขึ้นมา ก็หนี้บาน ก็ต้องทำมันเดิมๆนี่แหละ ไปตายเอาดาบหน้า ถ้าฟ้าฝนดี ก็พอรอด ถ้าแล้งขึ้นมา ก็ก้มหน้ารับกรรมไป

แล้วปัจจัยการผลิต ก็อยู่ในมือคนรวยทั้งนั้น พันธุ์พืช ปุ๋ย ยา แม้กระทั้งตลาดที่จะขาย เกษตรกรกำหนดอะไรได้บ้างล่ะครับ

เราเริ่มบรรลัย ตั้งแต่ปี 2505 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 ให้เกษตรไทยเริ่มปลูกพืชเชิงเดี่ยวแล้วครับ และเริ่มบรรลัยหนักขึ้นตั้งแต่เราหลงจะเป็นนิค เป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเซีย

เอาง่าย มีเกษตรกรคนไหน ที่ส่งลูกไปเรียนเกษตรบ้างเล่า มีแต่ส่งให้เป็นเจ้าคนนายคน ส่งไปเรียนหวังให้ทำงานสบาย ในห้องแอร์ ลูกก็ดีมาก สมใจพ่อแม่ ทิ้งไร่ทิ้งนากันหมด พอพ่อแม่ตาย ก็ขายไร่ขายนาให้นายทุนไป อีกหน่อย เราคงต้องซื้อข้าวเวียดนามกินแล้วล่ะครับ รึไม่ก็ข้าวไทยนี่แหละ แต่ทำโดยบริษัทนายทุนยักษ์ใหญ่ ไหนๆก็ผูกขาดมันทุกอย่างแล้ว เอาข้าวอีกซักอย่างเป็นไรไป


ชัดเจน ครบถ้วนกระบวนความครับ ธุจ้า
บันทึกการเข้า
31,03, 2017, 16:35:18
bravo007
ความย่อท้อ ไม่เคยนำมา ซึ่งความสำเร็จ
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,977



« ตอบ #5 เมื่อ: 31,03, 2017, 16:35:18 »

ฮ่าๆ ลองให้อาจารย์ฯ มาทำมันสัมปะหลังซักพักสิ หัวเราะปิดปาก

ผมปลูกพืชผสมผสาน ไอเดียบรรเจิดมาก เราจะต้องทำ 1 2 3 4 มีระบบน้ำ ระบบพลังแสงอาทิตย์ มี ฯลฯ

แต่ ไม่ได้ทำหรอกครับ ไม่มีตังค์ ยิ้มยิงฟัน

เกษตรกรก็เหมือนกันแหละครับ อยากทำนั่น โน่น นี่ แต่ เอาทุนไหนล่ะครับ ทุนตัวเองก็ไม่มี กู้เขาก็เสี่ยง ราคาผลผลิตก็ไม่ดี อยากทำอย่างอื่นๆ ก็ไม่กล้าลอง เพราะถ้ามันเจ๊งขึ้นมา ก็หนี้บาน ก็ต้องทำมันเดิมๆนี่แหละ ไปตายเอาดาบหน้า ถ้าฟ้าฝนดี ก็พอรอด ถ้าแล้งขึ้นมา ก็ก้มหน้ารับกรรมไป

แล้วปัจจัยการผลิต ก็อยู่ในมือคนรวยทั้งนั้น พันธุ์พืช ปุ๋ย ยา แม้กระทั้งตลาดที่จะขาย เกษตรกรกำหนดอะไรได้บ้างล่ะครับ

เราเริ่มบรรลัย ตั้งแต่ปี 2505 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 ให้เกษตรไทยเริ่มปลูกพืชเชิงเดี่ยวแล้วครับ และเริ่มบรรลัยหนักขึ้นตั้งแต่เราหลงจะเป็นนิค เป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเซีย

เอาง่าย มีเกษตรกรคนไหน ที่ส่งลูกไปเรียนเกษตรบ้างเล่า มีแต่ส่งให้เป็นเจ้าคนนายคน ส่งไปเรียนหวังให้ทำงานสบาย ในห้องแอร์ ลูกก็ดีมาก สมใจพ่อแม่ ทิ้งไร่ทิ้งนากันหมด พอพ่อแม่ตาย ก็ขายไร่ขายนาให้นายทุนไป อีกหน่อย เราคงต้องซื้อข้าวเวียดนามกินแล้วล่ะครับ รึไม่ก็ข้าวไทยนี่แหละ แต่ทำโดยบริษัทนายทุนยักษ์ใหญ่ ไหนๆก็ผูกขาดมันทุกอย่างแล้ว เอาข้าวอีกซักอย่างเป็นไรไป



วิศวะ อาจารและอีกหลายอาชีพ ที่ผันตัวเองไปทำเกษตร ประสบผลสำเร็จก็มีให้เห็นหลายคนนะครับ ทั้งที่ไม่เคยทำมาก่อน

แต่คนเหล่านี้ เขาจะศึกษาหาข้อมูล ก่อนที่จะลงมือทำ และเขาก็จะไม่ทำตามอย่างที่เกษตรกรทำกันมานาน แต่ไม่ได้ผลดี

เวียดนามก็ปรับตัว และตั้งเป้าหมายไว้ไกลมากเลยนะครับ

ที่ผมพูดมา ก็แค่อยากให้เปิดใจและก็ค่อยๆ พัฒนาไปเรื่อยๆ

เพราะถ้าเรายังทำด้วยวิธีเดิมๆ รูปแบบเดิมๆ ผลลัพธ์ก็จะเหมือนเดิมครับ ด้วยความเคารพ ธุจ้า
บันทึกการเข้า

การให้โอกาส คนเลว
เท่ากับ ยื่นความตาย ให้คนดี
ข่มขืน ต้อง ประหาร
01,04, 2017, 06:44:11
Steve Jeab
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,600


@--@--@--@--@--@--@


« ตอบ #6 เมื่อ: 01,04, 2017, 06:44:11 »


   มาทำไร่อยู่เป็นเกษตรกรวันหยุดญาติพี่น้องที่ทำไร่ทำสวนอยู่ด้วยพูดแต่เรื่องยาฆ่าหญ้า(ว่าตัวไหนดีตัวไหนแรงตัวไหนฉีดแล้วตายเร็ว) ยาฆ่าแมลง (ตัวไหนฉีดแล้วตายตัวไหนใช้ดี) ปุ๋ยเคมี (ร้านไหนขายถูก ร้านไหนขายมีของแถม ร้านไหนซื้อเยอะๆแล้วพาไปเที่ยวเมืองนอก)



 เหงื่อตก  เหงื่อตก  เหงื่อตก
บันทึกการเข้า

Life is easy. Why do we make it so hard?

 "Love your job but don't love your company, because you may not know when your company stops loving you" Dr. APJ Abdul Kalam
01,04, 2017, 20:41:13
ปอ.45
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 13,333


คบเพื่อนด้วยความจริงใจ จะอยู่กันตลอดไป


« ตอบ #7 เมื่อ: 01,04, 2017, 20:41:13 »

ของที่เกษตรกรซื้อทั้ง ปุ๋ย ยา เมล็ดพันธุ์ แพงทั้งนั้น
แต่ขายผลผลิตได้ราคาถูก
บันทึกการเข้า

คบเพื่อนด้วยความจริงใจ จะอยู่กันตลอดไป

Fight & Life Team Hatyai "ก๊วนนี้มีแต่คนม่ายค่ายบาย
01,04, 2017, 20:58:29
sak1
สมาชิก
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 124


« ตอบ #8 เมื่อ: 01,04, 2017, 20:58:29 »

เงินทุนสำหรับเกษตรกรตัวเล็กๆสำคัญมากครับลองได้ทำจะรู้ทุกอย่างมีราคาต้นทุนครับ ถึงต้องตกเป็นเหยื่อนายทุนกับพ่อค้าคนกลางไม่ใช่เขาไม่รู้แต่เขาสู้กับระบบไม่ได้ เป็นปกติทุกคนมีทุนในกระเป๋าต่างกันครับด้วยความเคารพ ธุจ้า
บันทึกการเข้า
02,04, 2017, 13:51:11
bravo007
ความย่อท้อ ไม่เคยนำมา ซึ่งความสำเร็จ
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,977



« ตอบ #9 เมื่อ: 02,04, 2017, 13:51:11 »

ของที่เกษตรกรซื้อทั้ง ปุ๋ย ยา เมล็ดพันธุ์ แพงทั้งนั้น
แต่ขายผลผลิตได้ราคาถูก

เขาถึงบอกให้เลิกใช้ปุ๋ยเคมีไงล่ะครับ

วิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์คลองโยง เป็นกลุ่มผู้ผลิตพืชผักอินทรีย์ ตั้งอยู่ที่หมู่๑ ตำบลคลองโยง อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ก่อตั้งเมื่อปี ๒๕๕๘ โดยการรวมตัวของสมาชิกที่มีความสนใจในการทำเกษตรอินทรีย์ เหตุผลที่ทำให้เกษตรกรกลุ่มนี้หันมาปรับเปลี่ยนทำเกษตรแบบใช้สารเคมีมาเป็นสารอินทรีย์ชีวภาพ เนื่องจากในอดีตพื้นที่แห่งนี้มีการใช้สารเคมีอย่างต่อเนื่องทำให้ต้นทุนการผลิตสูง ส่งผลเสียต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ประกอบกับหน่วยงานภาครัฐ



อ่านต่อได้ที่ลิงค์ครับ
http://www.matichon.co.th/news/489060
บันทึกการเข้า

การให้โอกาส คนเลว
เท่ากับ ยื่นความตาย ให้คนดี
ข่มขืน ต้อง ประหาร
03,04, 2017, 11:10:56
เจี๊ยบ ปางสัก (kutingtong)
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9,843



« ตอบ #10 เมื่อ: 03,04, 2017, 11:10:56 »

เรื่องเคมี มันพูดยากครับ มุมมองของคนนอก กับมุมมองของเกษตรกรมันต่างกัน

คนนอก มองว่าลดต้นทุนการผลิตได้ น่าจะเหลือเงินเพิ่ม

แต่เกษตรกรกลับคิดว่า ราคาผลผลิตมันถูก ต้องสู้ด้วยปริมาณเท่านั้น เลยอัดปุ๋ยเคมีให้ได้ปริมาณผลผลิตมากๆ มาช่วยให้ได้เงินเพิ่มขึ้น พอใช้หนี้เขา ส่วนยาฆ่าหญ้านั้น ก็เล่นทำไร่กันเป็น 100 ไร่ ใครจะไปดายหญ้าไหว แถมจ้างเขาดาย ค่าแรงก็จมหู ก็ต้องเล่นยาฆ่าหญ้านี่แหละ จ้างเขาฉีด ถังละ 250(ถัง 200 ลิตร) ค่ายา 400 ผสมได้ 2 ถังครึ่ง ก็พอไหว  2 ถังครึ่งนี่ฉีดได้เกือบ 10 ไร่ แล้วรกมาก รกน้อย ยาฆ่าหญ้าเลยเฟื่องฟู สารตกค้างในดินเพียบ เวลาฝนตก ผมต้องปิดท่อน้ำ ไม่ให้ไหลลงสระผม ปีที่แล้วปิดไม่ทัน ปลาตายไปตั้งเยอะ เสียดายมาก

ระบบเกษตรกรรมของไทย คงแก้กันไม่ได้ง่ายๆหรอกครับ คงต้องบังคับให้ลูกเกษตรกร มาเรียนเกษตรฯ แล้วกลับไปพัฒนาบ้านตัวเองนั่นแหละ สมัยก่อน เขามีโครงการครุทายาท ให้เรียนครู จบแล้วบรรจุครูเลย ไปเป็นครูในเขตชนบทหรือบ้านตัวเอง วิทยาลัยเกษตรก็น่าจะมีโครงการอย่างนี้บ้างนะครับ ให้ลูกเกษตรกรเรียนเกษตรแล้วกลับไปบรรจุเป็นเกษตรตำบลที่บ้านตนเอง ช่วยพัฒนาบ้านเกิดของตนเอง เอาแปลงเกษตรของตัวเองเป็นแปลงสาธิต จะได้ประโยชน์  2 ต่อคือทดลองให้เห็นจริงด้วย

ที่ผมลำบากลำบน ทนทำเกษตรผสมผสานอยู่นี่ ก็เพราะไม่อยากให้เขาดูถูกว่า ข้าราชการดีแต่พูด ไม่เคยทำได้จริงหรอก ผมจึงต้องทำให้เห็นว่า มันอยู่ได้ด้วยตนเองจริงๆ ถ้าไม่หวังรวยมากมายก็อยู่ได้ ปีนี้จะลงข้าวไร่ด้วย จะได้มีข้าวกิน ถึงแม้ตอนนี้ยังเอาตัวไม่รอด แต่ก็พอมีกินไปได้วันๆครับ เงินเดือนพอใช้หนี้ไปเดือนชนเดือน หัวเราะปิดปาก
บันทึกการเข้า
03,04, 2017, 12:53:17
bravo007
ความย่อท้อ ไม่เคยนำมา ซึ่งความสำเร็จ
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,977



« ตอบ #11 เมื่อ: 03,04, 2017, 12:53:17 »

เมื่อวานนี้ (22/12/59) ผมได้รับไลน์จาก อาจารย์ประทีป กุณาศล นักวิชาการพืชสวนอิสระ อดีตข้าราชการกรมวิชาการเกษตร ผู้เป็นที่เคารพเป็นการส่วนตัวและในฐานะที่ปรึกษา “เกษตรก้าวไกลดอทคอม” ใจความในไลน์นั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับวิสัยทัศน์ด้านการเกษตรของประเทศเวียดนาม ผมอ่านดูก็น่าสนใจมาก จึงเรียนถามว่าใครเขียนมา ก็ได้รับคำตอบว่าคุณธีรพงษ์ ฤทธิ์มาก ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ซิตโต้ (เวียดนาม) จำกัด เป็นผู้เขียนสรุปมา อันว่าเจ้าของใหญ่บริษัทซิตโตก็คือ คุณสรรพ์ บุญเจริญ ซึ่งก็ไม่ใช่คนอื่นไกลและอาจารย์ประทีปก็เป็นที่ปรึกษาบริษัทซิตโต้อยู่ด้วย ทราบว่าเป็นบริษัทรายแรกๆ ของคนไทยที่เข้าไปทำตลาดธุรกิจเคมีภัณฑ์สัตว์น้ำในเวียดนาม จนเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางของชาวเวียดนาม จึงมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเกษตรเวียดนามเป็นอย่างดี

เอาละ ขอเข้าเรื่องที่คุณธีรพงษ์ ได้เขียนส่งมาทางไลน์ ดังนี้

ได้มีโอกาสเข้าร่วมงานประชุมใหญ่เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา…เมื่อก่อนผมก็ว่าเวียดนามยังอีกนานกว่าจะตามทันบ้านเราแต่เดี๋ยวนี้ผมชักเริ่มไม่เเน่ใจ ผมได้มีโอกาสได้เข้าร่วมงานเสวนาเปิดตัวสมาคมธุรกิจเกษตรและดิจิทัลเเละเสวนาในหัวข้อเรื่อง การสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับธุรกิจเกษตรในเชิงอุตสหกรรม ซึ่งได้รับเกียรติจากนายกรัฐมนตรี ท่านเหวียน ซวน ฟุ๊ก มาเข้าร่วมและเป็นประธานในที่ประชุม ขอสรุปหลักๆเรื่องที่สำคัญดังนี้


๑. สมาคมฯที่กล่าวมาด้านบนเป็นสมาคมตั้งใหม่เอี่ยมแต่มีพาวเวอร์มากถึงขนาดเชิญท่านนายกมาร่วมงานได้ เพราะประธานสมาคมคือ Chairman ของบริษัทไอทีที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนาม FPTนา

๒. เวียดนามตั้งเป้าจะเป็นอันดับหนึ่งสำหรับประเทศที่ส่งออกผลิตภันฑ์จากการเกษตรไปทั่วโลกภายในปี 2025

๓. สนับสนุนเน้นการแปรรูปเพิ่มมูลค่า

๔. ยกเลิกปลูกข้าว ๗๐๐,๐๐๐ เฮกตาร์เพื่อหันไปปลูกพืชที่มีมูลค่าทางเศษฐกิจสูงกว่า (การปลูกข้าวมีมูลค่าเพิ่มต่ำมากเฉลี่ยรายได้ชาวนาอยู่เเค่ ๕๐,๐๐๐ บาทต่อเฮกตาร์)

๕. เพิ่มพื้นที่การเลี้ยงกุ้งเนื่องจากปัญหาผลกระทบจากน้ำเค็มที่รุกล้ำเข้ามาทำให้ไม่สามารถปลูกข้าวได้ (เปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส)

๖. ตั้งเป้าส่งออกกุ้งมูลค่า ๑๐ ล้านเหรียญฯ

๗. จะเป็นคู่เเข่งเอกวอดอร์และฟิลิปินส์เพื่อปลูกกล้วยส่งออก

๘. รัฐบาลจัดเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำพิเศษเพื่อสนับสนุนให้บริษัทต่างๆหันมาลงทุนด้านธุรกิจเกษตร (๕๐,๐๐๐ ล้านด่อง)

๙. สนับสนุนให้เปลี่ยนรูปแบบการทำการเกษตรแบบเก่า (เป็นเกษตรกร) ให้หันมาวาง Position ใหม่ว่าเกษตรก็คือธุรกิจรูปแบบหนึ่ง สนับสนุนให้ทำให้คิดในเชิงธุรกิจ

๑๐. สนับสนุนให้คนที่เรียนจบทางด้านเกษตรหันกลับไปทำการเกษตรเเทนที่จะไปเป็นเซลล์ขายปุ๋ยขายยา

๑๑. ส่งเสริมเเละสนับสนุนให้ทุกภาคธุรกิจหันมาสนใจด้านการเกษตรเเละลงทุนทำการเกษตรโดยเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เพื่อเพิ่มมูลค่าและรายได้จากการทำเกษตร

๑๒. ที่จังหวัดเลิ่มด่อง , ดาลัด มีเกษตรกรที่สามารถทำรายได้เฉลี่ยปีละ ๑๒.๓ ล้านบาทต่อเฮกตาร์ต่อปีจากการปลูกผักแบบผักไฮโดรโปนิกส์

๑๓. รัฐไม่ได้สนับสนุนเฉพาะรายใหญ่แต่สนับสนุนทั้งรายย่อยหรือแม้กระทั้งเกษตรกรเอง ขอให้ร่วมตัวกันมา มีเเผนงานที่ดีเป็นรูปธรรม รัฐช่วยเหลือหมด ไม่ได้ผูกขาดเฉพาะบริษัทใหญ่เท่านั้น

จำนวนคนเข้าร่วมประชุม ๕๐๐ คนมาจากทุกภาคธุรกิจไม่ว่าจะเป็นเกษตร การเงิน การธนาคาร ภาครัฐ นักวิชาการนักวิจัย บริษัทเงินทุนฯ บริษัทไอที โลจิสติก ฯลฯ ผมว่างานนี้เวียดนามเอาจริง เขาบอกว่าเเข่งขันกับต่างชาติหลายๆเรื่องเขาล้าหลังกว่าต้องตามอีกนาน แต่ถ้าเรื่องเกษตรเขาได้เปรียบมีไม่กี่ประเทศที่มีสภาวะเเวดล้อม ภูมิอากาศเหมาะสมเหมือนเวียดนาม แต่ต้องเปลี่ยนวิธีคิด วิธีการทำของเกษตรกรให้คิดในเชิงธุรกิจเเละสร้างอำนาจต่อรอง เรียนรู้การแปรรูปและเพิ่มมูลค่า

“เวียดนามไม่เคยมีนโยบายประกันราคา จำนำราคาสินค้าเกษตร ไม่เคยมีนโยบายเเจกเงินให้เกษตรกรเลยครับ (อย่างน้อยตั้งเเต่ผมมาอยู่ที่นี้ ๑๗ ปีเเล้ว) เกษตรกรเขาจนก็จริงแต่เขาเข้มเเข็งกว่าเกษตรกรไทยครับ” คุณธีรพงษ์ สรุปทิ้งท้าย

ผมอ่านดูอย่างละเอียด พินิจพิจารณา …โอ๊ะ นี่มันสิ่งที่ประเทศไทยเราคิด คนไทยเราทำกันมานานแล้ว แต่สำเร็จหรือยัง วัดผลได้หรือยัง ก็ยังตอบไม่ได้ครับ

เวลานี้ เราจะมาหลงใหลได้ปลื้มว่าเราคิดก่อนทำก่อนไม่ได้แล้ว ….ใครทำสำเร็จก่อนต่างหากละที่จะได้รับคำชื่นชม

ผมไม่ได้หลงนิยมเวียดนาม และอาจารย์ประทีป ก็เป็นคนหนึ่งที่มองว่าประเทศไทยเรายังมีดีกว่าเวียดนามเยอะ อย่างเช่นระบบอินฟาทรัคเจอร์ต่างๆ ถนนหนทาง ระบบพื้นฐานต่างๆเราดีกว่าเขามาก คนไทยเราอัธยาศัยดีกว่า จิตใจโอบอ้อมอารี ยิ้มแย้มแจ่มใส ข้อนี้คนชาติอื่นมีไม่เท่าเรา แล้วทำไมเราจะสู้เขาไม่ได้ เป็นผู้นำไม่ได้

สุดท้าย ผมก็สรุปกับอาจารย์ประทีปว่า ประเทศไทยของเรา คนไทยของเราดีกว่าทุกอย่าง แต่เรามาเสียเวลากับหลายๆเรื่อง ที่ไม่เป็นเรื่อง ที่ไม่ใช่เรื่องของการนำไปสู่ข้างหน้า….

คนไทยเรารู้กันมานานว่า “เกษตรคือประเทศไทย”…แต่ทำไมเราพัฒนาไปได้ไม่ไกลกว่าที่ควรจะเป็น…ที่เขียนมานี้ก็อยากจะเป็นกำลังใจให้กับคนไทย เกษตรกรไทย (รวมทั้วตัวเอง) เราเดินมาถูกทาง “นาน” แล้ว

ขอให้เดินไวขึ้นเท่านั้น อย่าต่างคนต่างเดิน เป้าหมายของเราอยู่ไม่ไกลแล้ว “กษัตริย์คือเกษตร” และ “เกษตรคือประเทศไทย” ยึดมั่นไว้แล้วไปให้ถึงครับ

ที่มา..http://www.kasetkaoklai.com/home/2016/12/%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A1-%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84/
บันทึกการเข้า

การให้โอกาส คนเลว
เท่ากับ ยื่นความตาย ให้คนดี
ข่มขืน ต้อง ประหาร
03,04, 2017, 15:19:09
bravo007
ความย่อท้อ ไม่เคยนำมา ซึ่งความสำเร็จ
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,977



« ตอบ #12 เมื่อ: 03,04, 2017, 15:19:09 »

เรื่องเคมี มันพูดยากครับ มุมมองของคนนอก กับมุมมองของเกษตรกรมันต่างกัน

คนนอก มองว่าลดต้นทุนการผลิตได้ น่าจะเหลือเงินเพิ่ม

แต่เกษตรกรกลับคิดว่า ราคาผลผลิตมันถูก ต้องสู้ด้วยปริมาณเท่านั้น เลยอัดปุ๋ยเคมีให้ได้ปริมาณผลผลิตมากๆ มาช่วยให้ได้เงินเพิ่มขึ้น พอใช้หนี้เขา ส่วนยาฆ่าหญ้านั้น ก็เล่นทำไร่กันเป็น 100 ไร่ ใครจะไปดายหญ้าไหว แถมจ้างเขาดาย ค่าแรงก็จมหู ก็ต้องเล่นยาฆ่าหญ้านี่แหละ จ้างเขาฉีด ถังละ 250(ถัง 200 ลิตร) ค่ายา 400 ผสมได้ 2 ถังครึ่ง ก็พอไหว  2 ถังครึ่งนี่ฉีดได้เกือบ 10 ไร่ แล้วรกมาก รกน้อย ยาฆ่าหญ้าเลยเฟื่องฟู สารตกค้างในดินเพียบ เวลาฝนตก ผมต้องปิดท่อน้ำ ไม่ให้ไหลลงสระผม ปีที่แล้วปิดไม่ทัน ปลาตายไปตั้งเยอะ เสียดายมาก

ระบบเกษตรกรรมของไทย คงแก้กันไม่ได้ง่ายๆหรอกครับ คงต้องบังคับให้ลูกเกษตรกร มาเรียนเกษตรฯ แล้วกลับไปพัฒนาบ้านตัวเองนั่นแหละ สมัยก่อน เขามีโครงการครุทายาท ให้เรียนครู จบแล้วบรรจุครูเลย ไปเป็นครูในเขตชนบทหรือบ้านตัวเอง วิทยาลัยเกษตรก็น่าจะมีโครงการอย่างนี้บ้างนะครับ ให้ลูกเกษตรกรเรียนเกษตรแล้วกลับไปบรรจุเป็นเกษตรตำบลที่บ้านตนเอง ช่วยพัฒนาบ้านเกิดของตนเอง เอาแปลงเกษตรของตัวเองเป็นแปลงสาธิต จะได้ประโยชน์  2 ต่อคือทดลองให้เห็นจริงด้วย

ที่ผมลำบากลำบน ทนทำเกษตรผสมผสานอยู่นี่ ก็เพราะไม่อยากให้เขาดูถูกว่า ข้าราชการดีแต่พูด ไม่เคยทำได้จริงหรอก ผมจึงต้องทำให้เห็นว่า มันอยู่ได้ด้วยตนเองจริงๆ ถ้าไม่หวังรวยมากมายก็อยู่ได้ ปีนี้จะลงข้าวไร่ด้วย จะได้มีข้าวกิน ถึงแม้ตอนนี้ยังเอาตัวไม่รอด แต่ก็พอมีกินไปได้วันๆครับ เงินเดือนพอใช้หนี้ไปเดือนชนเดือน หัวเราะปิดปาก

เกษตรกร ลืมคิดถึงเรื่องอุปสงค์ อุปทาน หรือไม่ก็ ไม่เข้าใจ
ชอบเอาราคาของผลผลิต(ในช่วงที่ตกต่ำ) คูณด้วยปริมาณที่มาก แล้วก็คิดว่าจะทำให้ได้เงินเยอะ
ทั้งที่ความจริง ถ้าผลผลิตมันลดปริมาณลง ราคามันจะดีดสูงขึ้น อาจจะได้เงินเยอะกว่า

ช่วงนี้ก็เริ่มเข้าหน้าร้อนแล้ว ราคามะนาวกำลังจะพีค
ผลผลิตน้อย แต่เจ้าของสวนมะนาว นับเงินไป ยิ้มไป ยิ้มจนแก้มปริครับ
  ยิ้มยิงฟัน ยิ้มหมุนหน้า ปรบมือ

สมมุติว่า ถ้ามีเจ้าของสวนมะนาว คนใดคนหนึ่ง สามารถทำให้มะนาวออกผลดก ในหน้าแล้งได้ ก็รวยเละ
แต่ถ้าสมมุติว่า เจ้าของสวนมะนาวทุกคนทั่วประเทศ สามารถทำให้มะนาวออกผลดก ใสหน้าแล้งได้เหมือนๆกันทุกสวน ราคามะนาวหน้าแล้ง ก็จะมีราคาถูก เหมือนปกติ
เป็นไปตามหลัก อุปสงค์ อุปทานครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03,04, 2017, 20:06:24 โดย bravo007 » บันทึกการเข้า

การให้โอกาส คนเลว
เท่ากับ ยื่นความตาย ให้คนดี
ข่มขืน ต้อง ประหาร
07,04, 2017, 20:03:18
bravo007
ความย่อท้อ ไม่เคยนำมา ซึ่งความสำเร็จ
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,977



« ตอบ #13 เมื่อ: 07,04, 2017, 20:03:18 »


..
>>>>> รายละเอียดจาก ผู้จัดการออนไลน์ -->>>>>>
เชียงราย - ตามพิสูจน์สาว ป.โท ทิ้งงานการเมือง ปั้น “ศูนย์ครอบครัวอบอุ่นและเกษตรอินทรีย์” ยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง-ศาสตร์พระราชา ใต้โครงการ “พลังปัญญา” เลี้ยงหมดทั้งเป็ด ไก่ ห่าน ปลา ฯลฯ ทดน้ำแร่ปลูกข้าวก่ำทำไอศกรีมเพิ่มค่า วางเป้าทำเงินให้ได้ 5 หมื่นบาท/ไร่/ปี
นางวรรณวิมล ศุภประเสริฐ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิมั่นพัฒนา พร้อมด้วยคณะ ได้เข้าเยี่ยมชมศูนย์ครอบครัวอบอุ่นและเกษตรอินทรีย์ บ้านเจริญเมือง ม.14 ต.เจริญเมือง อ.พาน จ.เชียงราย หนึ่งในโครงการพลังปัญญาของมูลนิธิฯ เมื่อเร็วๆ นี้
หลังพัฒนาจนกลายเป็นสถานที่รวมกลุ่มเรียนรู้การทำเกษตรอินทรีย์ผสมผสานตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับภูมิปัญญาชาวบ้าน โดยมี น.ส.อัจฉรา แสงบุญ ดีกรีสาวปริญญาโทสาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง อดีตทีมงาน ส.ส.ดัง และนายสวัสดิ์-นางแววตา แสงบุญ ส.จ./กำนันตำบลเจริญเมือง เป็นแกนหลัก
โดยนำที่นาที่สืบทอดมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าราว 15 ไร่ เริ่มตั้งแต่การตักหน้าดินขายบางส่วน เพื่อปรับสภาพดินที่เคยเต็มไปด้วยสารเคมี โค่นลำไยทิ้ง หันมาปลูกพืชหลากหลายเพื่อนำมาบริโภค จำหน่าย แปรรูป และเลี้ยงสัตว์ที่มีทั้งเป็ด ไก่ ห่าน ปลา ฯลฯ รวมทั้งนำวัชพืชต่างๆ ในสวน และรับจากชาวบ้านข้างเคียงมาทำปุ๋ยหมัก และทำน้ำหมักชีวภาพโดยไม่ต้องเผา
นอกจากนี้ยังปลูกข้าวก่ำโดยทดน้ำจากแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติเข้าแปลงนาข้าว จนได้ข้าวก่ำคุณภาพดี และนำไปจำหน่าย และแปรูปเป็นไอศกรีมข้าวก่ำ ขนมต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่า รวมทั้งมีการเพาะพันธุ์พืชหลากหลายชนิด เช่น กล้วย มะละกอ สะระแหน่ ฯลฯ เพื่อจำหน่ายพร้อมกับปุ๋ยหมักบรรจุถุงอีกด้วย
นางวรรณวิมลกล่าวว่า โครงการพลังปัญญามี 3 ระดับ คือ 1. เป็นการมุ่งเน้นการค้นหาและสร้างคุณค่าในตัวเองก่อน ซึ่งพบว่าที่บ้านเจริญเมืองสามารถทำได้ดี 2. คือการแบ่งปัน และสร้างเครือข่าย รวมถึงฝึกบริหารโครงการได้ ส่วนระดับที่ 3 จะเป็นการสร้างเครือข่ายระดับเขต ภาค และประเทศ โดยโครงการฯ จะสนับสนุนด้านวิชาการ-เจ้าหน้าที่แนะนำ รวมถึงกองทุนหมุนเวียน เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป
นายสวัสดิ์กล่าวว่า ในอดีตครอบครัวตนก็ทำนาเหมือนชาวบ้านในพื้นที่มาตลอด ซึ่งก็พบว่าชาวบ้านก็ยังคงมีฐานะยากจน ปีหนึ่งปลูกข้าวได้เงินอย่างมาก 7,000-8,000 บาทต่อไร่ ขณะที่ต้นทุนสูง ตนจึงพยายามคิดนอกกรอบกระทั่งได้เข้าร่วมโครงการพลังปัญญา ซึ่งมีแนวคิดให้ค้นหาและสร้างคุณค่าในตัวเองก่อน
และด้วยที่นาของตนอยู่ใกล้กับแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติ จึงศึกษาข้อมูล จนพบว่า ข้าวก่ำ ซึ่งเป็นพันธุ์พื้นเมืองกำลังสูญหายไป จึงได้ทดน้ำแร่เข้าแปลงนาปลูกข้าวก่ำเพื่อให้มีคุณค่าและเพิ่มมูลค่าของผลผลิต จากนั้นนำข้าวก่ำมาแปรรูปเป็นไอศกรีม ขายได้ราคาเฉลี่ยถังละกว่า 1,000 บาท ปัจจุบันเน้นจำหน่ายในท้องถิ่นก่อน ส่วนอนาคตค่อยขยับขยาย โดยตั้งเป้าว่าจะทำให้มีรายได้ไม่ต่ำกว่า 50,000 บาทต่อไร่ต่อปี
นางแววตากล่าวว่า เดิมที่นาเราไม่สมบูรณ์เพราะเป็นดินทราย เมื่อได้ร่วมโครงการฯ จึงนำวัชพืชต่างๆ และขอจากชาวบ้านข้างเคียงมาหมักเป็นปุ๋ยโดยไม่ต้องเผา รวมทั้งลดต้นทุนได้มาก และมีการทำน้ำหมักเพื่อให้เหมาะสมกับดินจนสามารถเพาะปลูกพืชได้หลากหลายดังกล่าว
น.ส.อัจฉรากล่าวว่า ตนจบการศึกษาวิชาเอกภาษาอังกฤษจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จากนั้นเรียนต่อจนจบปรัญญาโทสาขาลอจิสติสก์ แต่เมื่อพบว่าทางบ้านมีที่นาอยู่และก็ทำนากันมาตั้งแต่รุ่นปู่ก็ไม่ทำให้พ้นจากความยากลำบาก จึงเข้าร่วมโครงการพลังปัญญา เพื่อให้เกิดการพึ่งพาตัวเอง และแบ่งปันชาวบ้านคนอื่นๆ ได้อีกด้วย
“หลังจากพัฒนาการเกษตรตามแนวทางนี้แล้วก็ได้พัฒนาพื้นที่ให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับชาวบ้านซึ่งพบว่ามีชาวบ้านข้างเคียงเข้าร่วมแล้วหลายราย และศูนย์จะเป็นแหล่งอบรมและในอนาคตจะพัฒนาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวให้ได้ต่อไป”
บันทึกการเข้า

การให้โอกาส คนเลว
เท่ากับ ยื่นความตาย ให้คนดี
ข่มขืน ต้อง ประหาร
15,04, 2017, 17:17:04
bravo007
ความย่อท้อ ไม่เคยนำมา ซึ่งความสำเร็จ
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,977



« ตอบ #14 เมื่อ: 15,04, 2017, 17:17:04 »

อดีตนักเทนนิส เปลี่ยนวิถีหันทำเกษตรผสมผสาน เลี้ยงกุ้งในนาข้าว ตั้งเป้า 1 ไร่ 1 ล้าน


คุณปฎิพัทธ์ เมืองสุวรรณ์ อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 198 หมู่ที่ 1 ตำบลชัยบุรี อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง เกษตรกรรุ่นใหม่ ซึ่งเลี้ยงสัตว์น้ำแบบผสมผสาน เปิดเผยว่า เดิมตนเองเป็นนักกีฬา Head เทนนิสทีม และเป็นอาจารย์พิเศษด้านการกีฬา ที่กรุงเทพฯ แต่ด้วยความรักอาชีพการเกษตร จึงตัดสินใจเดินทางกลับบ้าน เพื่อมาทำการเกษตรในผืนดินที่ได้รับจากบรรพบุรุษ เพื่อสานฝันของตัวเองให้เป็นจริง โดยครั้งแรกที่กลับมาอยู่บ้านได้ปลูกข้าว ปลูกดอกดาวเรือง ปรากฏว่าได้ผลคุ้มค่า แต่ต่อมาชาวบ้านสนใจปลูกดาวเรืองมากขึ้น ทำให้ตลาดขาดเสถียรภาพ จึงเปลี่ยนแนวคิดหันมาเลี้ยงสัตว์น้ำแบบผสมผสานตามแนวทางเกษตรอินทรีย์ และได้เข้าร่วมโครงการยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ (young smart farmer) กับสำนักงานเกษตรจังหวัดพัทลุง เพื่อรับความรู้ และแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างสมาชิกด้วยกัน

คุณปฎิพัทธ์ เมืองสุวรรณ์ กล่าวว่า การเลี้ยงสัตว์น้ำแบบผสมผสาน จะเน้นเลี้ยงกุ้งในนาข้าว โดยใช้พื้นที่นา 2.5 ไร่ ขุดคูรอบแปลงนาทั้ง 4 ด้าน ขนาด กว้าง 3 เมตร ลึก 2 เมตร พร้อมทำคันยกสูง 50 เซนติเมตร กักเก็บน้ำ จากนั้นสูบน้ำเข้าแปลงนา ใส่ปูนขาวเพื่อปรับค่า PH (พีเอช) ของดิน ทิ้งไว้ 10 วัน จากนั้นใส่เชื้อจุลินทรีย์สังเคราะห์ เพื่อให้เกิดแพลงตอนเป็นอาหารของกุ้ง เว้นระยะห่าง 3 วัน ปล่อยลูกกุ้ง ให้อาหารวันละ 1 มื้อ มื้อละ 5 กิโลกรัม โดยจะเพิ่มปริมาณอาหารตามช่วงอายุของลูกกุ้ง ในส่วนแปลงนาที่อยู่ตรงกลาง ก็ยังปลูกข้าวตามปกติ ซึ่งขณะนี้ ในแปลงนาที่ 1 ตนได้ปล่อยลูกกุ้ง 3 ชนิด ประกอบด้วย กุ้งขาว และกุ้งก้ามกราม อย่างละ 13,000 ตัว กุ้งหางแดง 5,000 ตัว และปลานิลอีกจำนวนหนึ่ง คาดว่าอีก 3 เดือน จะจับขายได้ ส่วนแปลงนาที่ 2 อีก 2.5 ไร่ ขณะนี้กำลังปลูกข้าว ซึ่งหลังจากนี้จะปล่อยน้ำให้เต็มนา พร้อมปล่อยพันธุ์กุ้งตามลงไปอีกแปลงหนึ่ง

“สำหรับการเลี้ยงกุ้งแบบผสมผสานในนาข้าวครั้งนี้ ตั้งเป้าไว้ 1 ไร่ 1 ล้าน คิดว่าความฝันจะเป็นจริง เนื่องจากขณะนี้ ทั้งกุ้งและปลาเจริญเติบโตตามปกติ คาดว่าในพื้นที่ 2.5 ไร่ จะจับกุ้งก้ามกรามขายได้ประมาณ 2,000 กิโลกรัม น่าจะมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท ในขณะที่ เสียค่าอาหารไม่เกิน 50,000 บาท นอกจากนี้ ยังมีรายได้จากการขายกุ้งก้ามแดง กุ้งขาว ปลานิล อีกจำนวนหนึ่ง ส่วนข้าวที่ปลูกไว้ก็ใช้บริโภคในครัวเรือน”


ด้าน คุณไพรวัลย์ ชูใหม่ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรจังหวัดพัทลุง กล่าวว่า คุณปฎิพัทธ์ เป็นสมาชิกเกษตรกรรุ่นใหม่ หรือยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ (young smart farmer) ซึ่งทำเกษตรเพื่อธุรกิจ มีแนวคิดใหม่ๆ โดยมีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ทั้งเรื่องของการผลิต เรื่องของการตลาด ที่สำคัญจะเน้นการเกษตรแบบอินทรีย์ เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม

เกษตรกรที่สนใจสามารถศึกษาดูงานได้ที่ บ้านชัยบุรี ตำบลชัยบุรี อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง หรือสอบถามได้ที่โทร. (099) 082-5353

บันทึกการเข้า

การให้โอกาส คนเลว
เท่ากับ ยื่นความตาย ให้คนดี
ข่มขืน ต้อง ประหาร
หน้า: [1] 2   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: