GUN IN THAILAND
26,04, 2018, 16:39:53 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Google
หน้า: 1 ... 6 7 [8] 9   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส  (อ่าน 1994 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
31,03, 2018, 00:22:30
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,682


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #105 เมื่อ: 31,03, 2018, 00:22:30 »

น่าจะเป็นการลดต้นทุนมากกว่านะครับ
ส่วนลดขยะน่าจะเป็นผลพลอยได้ที่ตามมา


ครับผม

https://money.sanook.com/555265/

ไก่สดไทยรีเทิร์น! ส่งออกไปจีนล็อตแรก หลังหยุดเพราะไข้หวัดนกตั้งแต่ปี 47

นายนิวัติ สุธีชัยกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายเหริน ยี่เซิง กงสุลใหญ่สาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมด้วยผู้ประกอบการไทยและจีน ร่วมกันปล่อยตู้คอนเทนเนอร์บรรจุผลิตภัณฑ์สัตว์ปีก (ไก่สด) เที่ยวปฐมฤกษ์ ออกจากท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนแห่งที่ 2 ไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน

หลังไทยต้องหยุดส่งออกไก่สดแช่แข็งไปจีน เนื่องจากพบการแพร่ระบาดโรคไข้หวัดนก ตั้งแต่ต้นปี 2547 แต่เมื่อปี 2560 กรมปศุสัตว์ได้เชิญคณะผู้เชี่ยวชาญจากจีนมาตรวจสอบระบบการกำกับดูแลการผลิตเนื้อสัตว์ปีก ทำให้จีนมีความพึงพอใจ นำมาสู่การทำพิธีสารว่าด้วยเงื่อนไขหลักเกณฑ์การตรวจสอบการกักกันและสุขอนามัยในการนำเข้าไก่แช่แข็งและชิ้นส่วนจากราชอาณาจักรไทย ไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างสำนักงานกำกับควบคุมคุณภาพ ตรวจสอบกักกันแห่งชาติ (AQSIQ) สาธารณรัฐประชาชนจีน และกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์


โดยเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 61 เป็นการส่งออกไก่แช่แข็ง ล็อตแรกจาก 7 โรงงาน รวม 14 ตู้คอนเทนเนอร์ มูลค่าทั้งหมด 35 ล้านบาท ผ่านทางท่าเรือเชียงแสนแห่งที่ 2 ซึ่งผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรฯ เปิดเผยว่า ต้องขอขอบคุณทางรัฐบาลจีน ที่ให้ความร่วมมือในเรื่องการส่งออก โดยเฉพาะการตรวจรับรองโรงงานของไทยที่จะสามารถส่งออกไก่แช่แข็ง

ปัจจุบันไทยส่งออกไก่แช่แข็งเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากบราซิล และสหรัฐอเมริกา ในอาเซียนด้วยกัน ไม่มีประเทศไหนสู้ประเทศไทยได้ เพราะฉะนั้นการันตีได้ว่า คุณภาพไก่ที่ส่งไปจีนในวันนี้เป็นที่ยอมรับแน่นอน

กรมปศุสัตว์ประเมินว่า มูลค่าการส่งออกไก่แช่แข็งเฉพาะ 7 โรงงาน น่าจะนำรายได้เข้าประเทศปีนี้กว่า 7,000 ล้านบาท และรวมโรงงานที่มีอยู่ทั้งหมด 16 โรงงาน คาดว่าจะทำเงินได้กว่า 20,000 ล้านบาท ถือเป็นอีกหนึ่งความหวังให้ตลาดไก่ของไทย นอกจากตลาดที่ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป หรือ อียูแล้ว ก็ยังมีตลาดจีนรองรับด้วย
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
31,03, 2018, 12:48:21
H1N1
สมาชิกครอบครัว
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 824



« ตอบ #106 เมื่อ: 31,03, 2018, 12:48:21 »

ครับผม

https://money.sanook.com/555265/

ไก่สดไทยรีเทิร์น! ส่งออกไปจีนล็อตแรก หลังหยุดเพราะไข้หวัดนกตั้งแต่ปี 47

นายนิวัติ สุธีชัยกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายเหริน ยี่เซิง กงสุลใหญ่สาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมด้วยผู้ประกอบการไทยและจีน ร่วมกันปล่อยตู้คอนเทนเนอร์บรรจุผลิตภัณฑ์สัตว์ปีก (ไก่สด) เที่ยวปฐมฤกษ์ ออกจากท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนแห่งที่ 2 ไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน

หลังไทยต้องหยุดส่งออกไก่สดแช่แข็งไปจีน เนื่องจากพบการแพร่ระบาดโรคไข้หวัดนก ตั้งแต่ต้นปี 2547 แต่เมื่อปี 2560 กรมปศุสัตว์ได้เชิญคณะผู้เชี่ยวชาญจากจีนมาตรวจสอบระบบการกำกับดูแลการผลิตเนื้อสัตว์ปีก ทำให้จีนมีความพึงพอใจ นำมาสู่การทำพิธีสารว่าด้วยเงื่อนไขหลักเกณฑ์การตรวจสอบการกักกันและสุขอนามัยในการนำเข้าไก่แช่แข็งและชิ้นส่วนจากราชอาณาจักรไทย ไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างสำนักงานกำกับควบคุมคุณภาพ ตรวจสอบกักกันแห่งชาติ (AQSIQ) สาธารณรัฐประชาชนจีน และกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์


โดยเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 61 เป็นการส่งออกไก่แช่แข็ง ล็อตแรกจาก 7 โรงงาน รวม 14 ตู้คอนเทนเนอร์ มูลค่าทั้งหมด 35 ล้านบาท ผ่านทางท่าเรือเชียงแสนแห่งที่ 2 ซึ่งผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรฯ เปิดเผยว่า ต้องขอขอบคุณทางรัฐบาลจีน ที่ให้ความร่วมมือในเรื่องการส่งออก โดยเฉพาะการตรวจรับรองโรงงานของไทยที่จะสามารถส่งออกไก่แช่แข็ง

ปัจจุบันไทยส่งออกไก่แช่แข็งเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากบราซิล และสหรัฐอเมริกา ในอาเซียนด้วยกัน ไม่มีประเทศไหนสู้ประเทศไทยได้ เพราะฉะนั้นการันตีได้ว่า คุณภาพไก่ที่ส่งไปจีนในวันนี้เป็นที่ยอมรับแน่นอน

กรมปศุสัตว์ประเมินว่า มูลค่าการส่งออกไก่แช่แข็งเฉพาะ 7 โรงงาน น่าจะนำรายได้เข้าประเทศปีนี้กว่า 7,000 ล้านบาท และรวมโรงงานที่มีอยู่ทั้งหมด 16 โรงงาน คาดว่าจะทำเงินได้กว่า 20,000 ล้านบาท ถือเป็นอีกหนึ่งความหวังให้ตลาดไก่ของไทย นอกจากตลาดที่ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป หรือ อียูแล้ว ก็ยังมีตลาดจีนรองรับด้วย


ดีครับ เห็นข่าวนี้แล้วชื่นใจขึ้นมาหน่อย ขอให้ส่งออกไทยทำเงินเยอะๆ
บันทึกการเข้า
01,04, 2018, 06:22:21
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,682


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #107 เมื่อ: 01,04, 2018, 06:22:21 »

https://www.prachachat.net/facebook-instant-article/news-137610

เร่งเดินเรือ “เฟอร์รี่” พันล้าน เชื่อมปากน้ำปราณ-จุกเสม็ด-


สร้างแน่ - หลังถูกเก็บใส่ลิ้นชักหลายรอบ ล่าสุดกรมเจ้าท่ากำลังเร่งศึกษาเส้นทางเดินเรือเฟอร์รี่เชื่อมโยงตะวันออก-ตะวันตกของทะเลอ่าวไทยรองรับขนส่งและท่องเที่ยว
นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า หลังลงพื้นที่ดูการพัฒนาเส้นทางเดินเรือเชื่อมโยงฝั่งตะวันออกและตะวันตกของอ่าวไทยตอนบน (east-west ferry) พบว่าท่าเทียบเรือฝั่งตะวันตกมีจำนวนน้อยและมีขนาดเล็ก การเพิ่มจำนวนท่าเทียบเรือด้านตะวันตก จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยส่งเสริมให้การท่องเที่ยวและการขนส่งสินค้าเพิ่มมากขึ้น นอกจากท่าเทียบเรือเฟอร์รี่ข้ามอ่าวไทยระหว่างพัทยา-หัวหิน ที่เชื่อมสองฝั่งอ่าวไทย ใช้เวลาเดินทาง 2 ชั่วโมง หลังเปิดบริการ 1 ปี มีผู้โดยสาร 60,000 คนต่อปี

รวมทั้งมอบกรมเจ้าท่าพิจารณาความเหมาะสมสร้างท่าเรือขนาดเล็กเพิ่มเติม บริเวณปากน้ำปราณฯ และศึกษาและออกแบบพัฒนาเส้นทางเดินเรือเฟอร์รี่ข้ามอ่าวไทย ระหว่างท่าเรือจุกเสม็ด-ปากน้ำปราณฯ ให้แล้วเสร็จตามแผน



ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ล่าสุดกรมเจ้าท่าอยู่ระหว่างสรุปผลศึกษาความเหมาะสมเดินเรือเฟอร์รี่ เชื่อมโยงระบบการขนส่งสินค้าและการท่องเที่ยว เชื่อมโยง 2 จุดยุทธศาสตร์พื้นที่อ่าวไทยตอนบน จ.เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวกับท่าเรือน้ำลึกที่มีศักยภาพสูง จ.ชลบุรี มี 4 พื้นที่ทางเลือก ได้แก่ ปากน้ำปราณบุรี ปากคลองเขาตะเกียบ ท่าเทียบเรือท่องเที่ยวพัทยา และท่าเทียบเรือเชิงพาณิชยัสัตหีบ (จุกเสม็ด) โดยเส้นทางเหมาะสมคาดว่าอยู่ที่ปากน้ำปราณบุรี-จุกเสม็ด โดยท่าเรือจุกเสม็ดกองทัพเรือจะเป็นผู้พัฒนา ส่วนท่าเรือปากน้ำปราณบุรีกรมเจ้าท่าจะเป็นผู้พัฒนาลงทุน จะเปิดให้เอกชนลงทุน PPP คาดว่าจะใช้เวลาพัฒนา 2 ปี โดยโครงการดังกล่าวจะรองรับการลงทุนและท่องเที่ยวในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี)

นายพีรพงศ์ ประสพสุขเจริญ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาและวางแผน บจ.สยามอีสเทิร์นอินดัสเตรียลพาร์ค (SEP) เปิดเผยว่า บริษัทได้เสนอแผนเดินเรือเฟอร์รี่ 3 เส้นทาง ลงทุน 15,040 ล้านบาท

ได้แก่ พัทยา-หัวหิน, บางปู-พัทยา และบางปู-หัวหิน รวมถึงสนใจพัฒนาเส้นทางปากน้ำปราณฯ-จุกเสม็ด ซึ่งบริษัทศึกษาโครงการแล้ว มีระยะทาง 110 กม. ลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท ใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมงครึ่ง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01,04, 2018, 06:24:20 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
01,04, 2018, 11:04:41
H1N1
สมาชิกครอบครัว
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 824



« ตอบ #108 เมื่อ: 01,04, 2018, 11:04:41 »

https://www.prachachat.net/facebook-instant-article/news-137610

เร่งเดินเรือ “เฟอร์รี่” พันล้าน เชื่อมปากน้ำปราณ-จุกเสม็ด-


สร้างแน่ - หลังถูกเก็บใส่ลิ้นชักหลายรอบ ล่าสุดกรมเจ้าท่ากำลังเร่งศึกษาเส้นทางเดินเรือเฟอร์รี่เชื่อมโยงตะวันออก-ตะวันตกของทะเลอ่าวไทยรองรับขนส่งและท่องเที่ยว
นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า หลังลงพื้นที่ดูการพัฒนาเส้นทางเดินเรือเชื่อมโยงฝั่งตะวันออกและตะวันตกของอ่าวไทยตอนบน (east-west ferry) พบว่าท่าเทียบเรือฝั่งตะวันตกมีจำนวนน้อยและมีขนาดเล็ก การเพิ่มจำนวนท่าเทียบเรือด้านตะวันตก จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยส่งเสริมให้การท่องเที่ยวและการขนส่งสินค้าเพิ่มมากขึ้น นอกจากท่าเทียบเรือเฟอร์รี่ข้ามอ่าวไทยระหว่างพัทยา-หัวหิน ที่เชื่อมสองฝั่งอ่าวไทย ใช้เวลาเดินทาง 2 ชั่วโมง หลังเปิดบริการ 1 ปี มีผู้โดยสาร 60,000 คนต่อปี

รวมทั้งมอบกรมเจ้าท่าพิจารณาความเหมาะสมสร้างท่าเรือขนาดเล็กเพิ่มเติม บริเวณปากน้ำปราณฯ และศึกษาและออกแบบพัฒนาเส้นทางเดินเรือเฟอร์รี่ข้ามอ่าวไทย ระหว่างท่าเรือจุกเสม็ด-ปากน้ำปราณฯ ให้แล้วเสร็จตามแผน



ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ล่าสุดกรมเจ้าท่าอยู่ระหว่างสรุปผลศึกษาความเหมาะสมเดินเรือเฟอร์รี่ เชื่อมโยงระบบการขนส่งสินค้าและการท่องเที่ยว เชื่อมโยง 2 จุดยุทธศาสตร์พื้นที่อ่าวไทยตอนบน จ.เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวกับท่าเรือน้ำลึกที่มีศักยภาพสูง จ.ชลบุรี มี 4 พื้นที่ทางเลือก ได้แก่ ปากน้ำปราณบุรี ปากคลองเขาตะเกียบ ท่าเทียบเรือท่องเที่ยวพัทยา และท่าเทียบเรือเชิงพาณิชยัสัตหีบ (จุกเสม็ด) โดยเส้นทางเหมาะสมคาดว่าอยู่ที่ปากน้ำปราณบุรี-จุกเสม็ด โดยท่าเรือจุกเสม็ดกองทัพเรือจะเป็นผู้พัฒนา ส่วนท่าเรือปากน้ำปราณบุรีกรมเจ้าท่าจะเป็นผู้พัฒนาลงทุน จะเปิดให้เอกชนลงทุน PPP คาดว่าจะใช้เวลาพัฒนา 2 ปี โดยโครงการดังกล่าวจะรองรับการลงทุนและท่องเที่ยวในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี)

นายพีรพงศ์ ประสพสุขเจริญ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาและวางแผน บจ.สยามอีสเทิร์นอินดัสเตรียลพาร์ค (SEP) เปิดเผยว่า บริษัทได้เสนอแผนเดินเรือเฟอร์รี่ 3 เส้นทาง ลงทุน 15,040 ล้านบาท

ได้แก่ พัทยา-หัวหิน, บางปู-พัทยา และบางปู-หัวหิน รวมถึงสนใจพัฒนาเส้นทางปากน้ำปราณฯ-จุกเสม็ด ซึ่งบริษัทศึกษาโครงการแล้ว มีระยะทาง 110 กม. ลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท ใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมงครึ่ง

น่าจะทำตั้งนานแล้วครับ ขอให้สำเร็จในรัฐบาลนี้
บันทึกการเข้า
02,04, 2018, 21:07:20
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,682


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #109 เมื่อ: 02,04, 2018, 21:07:20 »

https://www.prachachat.net/local-economy/news-138913

กรมประมงปิดอ่าวอันดามัน 3 เดือน เพิ่มสัตว์น้ำทางเศรษฐกิจ 5.47 เท่า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ท่าเทียบเรือศูนย์ป้องกันและปราบปรามประมงทะเลเขต 3 (กระบี่) ต.ไสไทย อ.เมืองกระบี่ นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำในฤดูปลามีไข่ วางไข่และเลี้ยงตัวในวัยอ่อน ฝั่งทะเลอันดามัน ประจำปี 2561 โดยมีนายอรุณชัย พุทธเจริญ รองอธิบดีกรมประมง กล่าวรายงาน โดยมี พันตำรวจโท หม่อมหลวง กิติบดี ประวิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ให้การต้อนรับ พร้อมทั้งร่วมพิธีบวงสรวงพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ พิธีปล่อยเรือตรวจประมงทะเลออกปฏิบัติงานในพื้นที่ การปล่อยพันธุ์กุ้งแชบ๊วย 500,000 ตัว พันธ์ปู 20,000 ตัว ลงสู่ท้องทะเล และชมนิทรรศการทางด้านการประมงที่นำมาจัดแสดง



นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การใช้มาตรการดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัด คือ จังหวัดภูเก็ต พังงา กระบี่ และตรัง จำนวน 4696 ตารางกิโลเมตร หรือ 2.3 ล้านไร่ ระหว่างวันที่ 1 เมษายน-30 มิถุนายน 2561 ผลจากการใช้มาตรการดังกล่าว ส่งผลให้ทรัพยากรสัตว์น้ำเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน พบว่าในบริเวณปิดอ่าวปีที่ผ่านมา อัตราการจับสัตว์น้ำต่อชั่วโมงเพิ่มจำนวนมาก นอกจากนี้ยังพบว่าชาวประมงพื้นบ้านมีการใช้แหจับกุ้งได้ในหลายพื้นที่ของการปิดอ่าว ซึ่งการปฏิบัติงานด้านการควบคุมการทำประมง จะสัมฤทธิ์ผลได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของพี่น้องชาวประมง และเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่มุ่งเน้นและตระหนักถึงคุณประโยชน์ในการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำสืบไป

ด้านนายมานิต ดำกุล นายกสมาคมชาวประมงจังหวัดกระบี่ ได้รายงานสภาวะการประมงว่า จังหวัดกระบี่ มีชายฝั่งทะเลยาวตลอดแนว 160 ตารางกิโลเมตร มีเกาะน้อยใหญ่ 154 เกาะ มีหมู่บ้านชาวประมง 116 หมู่บ้าน มีผู้ประกอบการอาชีพด้านการประมง 8,398 ครัวเรือน มีเรือประมง 1,720 ลำ แบ่งเป็น เรือประมงพื้นบ้าน 93.43% และเรือประมงพาณิชย์ อวนล้อมจับ (อวนดำ) อวนล้อมจับปลากะตักกลางวัน อวนครอบหมึก เรือปั่นไฟ ลอบปู เบ็ดมือ เบ็ดราว อวนติดตา 6.57% มีผู้ประกอบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เลี้ยงกุ้ง ปลาในกระชัง และอื่นๆ 1,263 ราย

โดยสภาพภูมิศาสตร์ทางทะเลของจังหวัดกระบี่มีลักษณะเป็นอ่าวและมีเกาะเป็นจำนวนมาก อดีตมีสัตว์น้ำอุดมสมบูรณ์ มีการทำการประมงพื้นบ้านเป็นหลัก แต่มีการเพิ่มจำนวนประชากรอย่างรวดเร็ว ทำให้มีความต้องการบริโภคสัตว์น้ำเพิ่มมากขึ้น และได้มีการพัฒนาเครื่องมือทำการประมงทำให้ทรัพยากรสัตว์น้ำลดลง สมาคม ร่วมกับชาวประมงจังหวัดกระบี่ ร่วมมือกับราชการปลูกจิตสำนึกของชาวประมงตลอดมา และมีมาตรการด้านการจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำของจังหวัดกระบี่หลายฉบับ สำหรับการประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำฤดูปลามีไข่ฯได้ดำเนินการต่อเนื่อง และมีการเก็บรวบรวมข้อมูล พบว่าทะเลอันดามันบางส่วนในเขตจังหวัดภูเก็ต กระบี่ ตรัง และพังงา เป็นแหล่งวางไข่และเลี้ยงตัวในวัยอ่อนของสัตว์น้ำที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ สมควรที่จะใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากร โดยการห้ามทำการประมงในบางพื้นที่ บางเครื่องมือและบางเวลา เพื่อให้ทรัพยากรสัตว์น้ำพื้นฟูตัวเองตามธรรมชาติ

นายอรุณชัย พุทธเจริญ รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ผลการศึกษาหลังจากมีการกำหนดใช้มาตรการ พบว่าอัตราการจับสัตว์น้ำหลังจากใช้มาตรการกับก่อนใช้มาตรการเพิ่มขึ้นทุกเครื่องมือการจับสัตว์น้ำ เช่น อวนลากเดี่ยว เพิ่มขึ้นจาก 37 กก./ชม. เป็น 49 กก./ชม. หรือร้อยละ 32.4 อวนลากคู่ เพิ่มขึ้นจาก 72 กก./ชม. เป็น 90 กก./ชม. หรือร้อยละ 25 อวนล้อมจับ เพิ่มขึ้นจาก 1,465 กก./ชม. เป็น 1,700 กก./ชม. หรือร้อยละ 16.04 อวนปลาทู ปลาลัง เพิ่มจาก 70 กก./ชม. เป็น 120 กก./ชม. หรือร้อยละ 71 อวนกุ้ง 3 ชั้น เพิ่มจาก 60 กก./ชม. เป็น 120 กก./ชม. หรือร้อยละ 100 เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแหล่งทำการประมงที่สำคัญพื้นที่บริเวณระหว่างเกาะพีพีและเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ จากข้อมูลของกรมประมงพบว่าหลังปิดอ่าวอันดามัน 3 เดือน ทำให้ปลาทู ซึ่งเป็นสัตว์น้ำที่มีคุณค่าและความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศมีประชากรปลาทู เพิ่มสูงถึง 5.47 เท่า

สำหรับปี 2561 นี้ กรมประมงได้มีประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดพื้นที่และระยะเวลาฤดูสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อนในที่จับสัตว์น้ำบางส่วนของจังหวัดภูเก็ต พังงา กระบี่ ตรัง พ.ศ. 2561 มีผลบังคับใช้เมื่อ 23 มีนาคม 2561 เป็นไปตาม มาตรตรา ที่ 70 ของพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และ 2560 ที่แก้ไขเพิ่มเติม มีสาระสำคัญดังนี้ คือ 1. ห้ามทำการประมงในพื้นที่ที่กำหนดในเขตจังหวัดภูเก็ต พังงา กระบี่ และตรัง จำนวน 4,696 ตารางกิโลเมตร หรือ 2.3 ล้านไร่ 2. ยกเว้นเครื่องมือทำการประมงบางประเภทให้ทำการประมงได้ จำนวน 13 ข้อ เช่น อวนลากแผ่นตะเฆ่ ความยาวเรือไม่เกิน 14 เมตร ทำได้ในเวลากลางคืนและนอกเขตทะเลชายฝั่ง อวนล้อมจับปลากะตัก เวลากลางวัน และเครื่องมือประมงพื้นบ้านประเภทต่าง ๆ เป็นต้น 3. ระยะเวลาห้ามทำการประมงตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ถึง 30 มิถุนายนของทุกปี รวมระยะเวลา 3 เดือน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02,04, 2018, 21:09:48 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
03,04, 2018, 14:43:13
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,682


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #110 เมื่อ: 03,04, 2018, 14:43:13 »

https://www.grandprix.co.th/%E0%B8%84%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99-%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B6%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87/

ค่ายรถชื่นมื่น ครึ่งทาง มอเตอร์โชว์ฯ ยอดจองไหลลื่น โต 18 เปอร์เซ็นต์

บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เผยตัวเลขยอดจองรถยนต์หลังผ่านครึ่งทางการจัดงาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 39” ยอดรวม 10,940 คัน 

ภาพรวมสถานการณ์ยอดจองรถยนต์ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 39 มียอดการเติบโตเพิ่มขึ้น 18.3 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากการเปิดตัวสินค้าใหม่ภายในงาน ผู้บริโภคเลือกตัดสินใจซื้อรถใหม่ในช่วงงานมอเตอร์โชว์ฯ  โดยเฉพาะกับตลาดรถหรูที่ส่อแววสดใส ผู้ประกอบการต่างพอใจกับยอดจองที่เข้ามาในแต่ละวัน ที่สำคัญในกลุ่มของรถยนต์ลักชัวรี่ และรถสปอร์ต ที่เพิ่มทางเลือกในด้านเทคโนโลยีรุ่นใหม่เข้ามาได้กระแสตอบรับจากผู้บริโภคที่สนใจเพิ่มมากขึ้น

ขณะที่ตลาดรถในกลุ่มซีเซ็กเม้นท์ และบีเซ็กเม้นท์ ยังคงทรงตัว เนื่องจากมีการเปิดตัวก่อนหน้างานมาได้ระยะเวลาหนึ่ง ด้านตลาดรถปิกอัพแน่นอนว่า ยังคงได้รับความนิยม จากผู้ประกอบการในเชิงพาณิชย์ เนื่องราคาพืชผลทางการเกษตรมีทิศทางที่ดีขึ้น ขณะเดียวกันผู้ประกอบการก็มีการแข่งกันดุเดือน ทั้งในด้านโปรโมชั่น และแคมเปญที่ออกมาในช่วงนี้ ขณะที่ภายในงานผู้ประกอบการแต่ละแบรนด์ต่างขนปิกอัพรุ่นพิเศษมาเปิดตัวให้ได้ชมกันอย่างคับคั่ง

จากการรวบรวมตัวเลขยอดจองที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม ถึง วันที่ 1 เมษายน 2561 พบว่า มียอดจองรถยนต์ภายในงานรวมอยู่ที่ 10,940 คัน ยกตัวอย่างเช่น TOYOTA 1,911 คัน HONDA 1,702 คัน ISUZU 1,572 คัน MAZDA 1,531 คัน และ FORD 751 คัน  (ทั้งนี้ ยังไม่นับรวมยอดจองในกลุ่มรถยุโรปและมอเตอร์ไซค์ที่จะส่งรายงานยอดขายในช่วงท้ายงานอีกครั้ง)  ส่วนกลุ่มรถยุโรปในปีนี้ยังมีกระแสตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค เพราะนอกจากจะมีรถยนต์รุ่นใหม่เข้ามาเปิดตัวภายในงานแล้ว ยังมีผู้เล่นรายใหม่ๆ เข้ามาร่วมแสดงรถยนต์ภายในงานเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 39 ไม่ได้มีเพียงแค่รถยนต์รุ่นใหม่เข้ามาเปิดตัวเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ ๆ ซึ่งในปีนี้ มีผู้ประกอบการนำเทคโนโลยียานยนต์ใหม่ๆ มาร่วมจัดแสดง ไม่ว่าจะเป็น เทคโนโลยี FUEL CELL จากค่ายฮอนด้า หรือเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า ที่มีหลายค่ายนำเข้ามาจัดแสดง อาทิ นิสสัน ลีฟ, ฮุนได ไอออนิก, ฟอมม์ วัน และ บีวายดี อี 6 รวมถึงรถกระบะขนาดเล็กเทคโนโลยี E-REV อย่าง ทาคาโน่ เป็นต้น

แน่นอนว่ายอดจองรถยนต์ที่โตขึ้นสะท้อนภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยปีนี้เติบโตตามเป้า รวมถึงสภาพเศรษฐกิจที่ดีขึ้นส่งผลให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อรถได้ง่ายขึ้น อีกหนึ่งปัจจัยที่มีส่วนช่วยส่งเสริมคือแคมเปญ และโปรโมชั่น ที่คุ้มค่า รวมถึงสถาบันการเงินที่เข้ามาสนับสนุนในด้านดอกเบี้ย และการผ่อนชำระ คงต้องจับตากันต่อไปว่าตลอดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 39 จะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนเท่าไร แต่จากตัวเลขที่ปรากฏเชื่อว่าปีนี้ยอดจองตลอด 12 วัน เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

สำหรับงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 39 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 มีนาคม – 8 เมษายน 2561  ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี รายละเอียดเพิ่มเติม  www.bangkok-motorshow.com
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03,04, 2018, 14:45:40 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
04,04, 2018, 21:26:52
H1N1
สมาชิกครอบครัว
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 824



« ตอบ #111 เมื่อ: 04,04, 2018, 21:26:52 »


https://www.prachachat.net/local-economy/news-138913

กรมประมงปิดอ่าวอันดามัน 3 เดือน เพิ่มสัตว์น้ำทางเศรษฐกิจ 5.47 เท่า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ท่าเทียบเรือศูนย์ป้องกันและปราบปรามประมงทะเลเขต 3 (กระบี่) ต.ไสไทย อ.เมืองกระบี่ นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำในฤดูปลามีไข่ วางไข่และเลี้ยงตัวในวัยอ่อน ฝั่งทะเลอันดามัน ประจำปี 2561 โดยมีนายอรุณชัย พุทธเจริญ รองอธิบดีกรมประมง กล่าวรายงาน โดยมี พันตำรวจโท หม่อมหลวง กิติบดี ประวิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ให้การต้อนรับ พร้อมทั้งร่วมพิธีบวงสรวงพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ พิธีปล่อยเรือตรวจประมงทะเลออกปฏิบัติงานในพื้นที่ การปล่อยพันธุ์กุ้งแชบ๊วย 500,000 ตัว พันธ์ปู 20,000 ตัว ลงสู่ท้องทะเล และชมนิทรรศการทางด้านการประมงที่นำมาจัดแสดง



นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การใช้มาตรการดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัด คือ จังหวัดภูเก็ต พังงา กระบี่ และตรัง จำนวน 4696 ตารางกิโลเมตร หรือ 2.3 ล้านไร่ ระหว่างวันที่ 1 เมษายน-30 มิถุนายน 2561 ผลจากการใช้มาตรการดังกล่าว ส่งผลให้ทรัพยากรสัตว์น้ำเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน พบว่าในบริเวณปิดอ่าวปีที่ผ่านมา อัตราการจับสัตว์น้ำต่อชั่วโมงเพิ่มจำนวนมาก นอกจากนี้ยังพบว่าชาวประมงพื้นบ้านมีการใช้แหจับกุ้งได้ในหลายพื้นที่ของการปิดอ่าว ซึ่งการปฏิบัติงานด้านการควบคุมการทำประมง จะสัมฤทธิ์ผลได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของพี่น้องชาวประมง และเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่มุ่งเน้นและตระหนักถึงคุณประโยชน์ในการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำสืบไป

ด้านนายมานิต ดำกุล นายกสมาคมชาวประมงจังหวัดกระบี่ ได้รายงานสภาวะการประมงว่า จังหวัดกระบี่ มีชายฝั่งทะเลยาวตลอดแนว 160 ตารางกิโลเมตร มีเกาะน้อยใหญ่ 154 เกาะ มีหมู่บ้านชาวประมง 116 หมู่บ้าน มีผู้ประกอบการอาชีพด้านการประมง 8,398 ครัวเรือน มีเรือประมง 1,720 ลำ แบ่งเป็น เรือประมงพื้นบ้าน 93.43% และเรือประมงพาณิชย์ อวนล้อมจับ (อวนดำ) อวนล้อมจับปลากะตักกลางวัน อวนครอบหมึก เรือปั่นไฟ ลอบปู เบ็ดมือ เบ็ดราว อวนติดตา 6.57% มีผู้ประกอบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เลี้ยงกุ้ง ปลาในกระชัง และอื่นๆ 1,263 ราย

โดยสภาพภูมิศาสตร์ทางทะเลของจังหวัดกระบี่มีลักษณะเป็นอ่าวและมีเกาะเป็นจำนวนมาก อดีตมีสัตว์น้ำอุดมสมบูรณ์ มีการทำการประมงพื้นบ้านเป็นหลัก แต่มีการเพิ่มจำนวนประชากรอย่างรวดเร็ว ทำให้มีความต้องการบริโภคสัตว์น้ำเพิ่มมากขึ้น และได้มีการพัฒนาเครื่องมือทำการประมงทำให้ทรัพยากรสัตว์น้ำลดลง สมาคม ร่วมกับชาวประมงจังหวัดกระบี่ ร่วมมือกับราชการปลูกจิตสำนึกของชาวประมงตลอดมา และมีมาตรการด้านการจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำของจังหวัดกระบี่หลายฉบับ สำหรับการประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำฤดูปลามีไข่ฯได้ดำเนินการต่อเนื่อง และมีการเก็บรวบรวมข้อมูล พบว่าทะเลอันดามันบางส่วนในเขตจังหวัดภูเก็ต กระบี่ ตรัง และพังงา เป็นแหล่งวางไข่และเลี้ยงตัวในวัยอ่อนของสัตว์น้ำที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ สมควรที่จะใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากร โดยการห้ามทำการประมงในบางพื้นที่ บางเครื่องมือและบางเวลา เพื่อให้ทรัพยากรสัตว์น้ำพื้นฟูตัวเองตามธรรมชาติ

นายอรุณชัย พุทธเจริญ รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ผลการศึกษาหลังจากมีการกำหนดใช้มาตรการ พบว่าอัตราการจับสัตว์น้ำหลังจากใช้มาตรการกับก่อนใช้มาตรการเพิ่มขึ้นทุกเครื่องมือการจับสัตว์น้ำ เช่น อวนลากเดี่ยว เพิ่มขึ้นจาก 37 กก./ชม. เป็น 49 กก./ชม. หรือร้อยละ 32.4 อวนลากคู่ เพิ่มขึ้นจาก 72 กก./ชม. เป็น 90 กก./ชม. หรือร้อยละ 25 อวนล้อมจับ เพิ่มขึ้นจาก 1,465 กก./ชม. เป็น 1,700 กก./ชม. หรือร้อยละ 16.04 อวนปลาทู ปลาลัง เพิ่มจาก 70 กก./ชม. เป็น 120 กก./ชม. หรือร้อยละ 71 อวนกุ้ง 3 ชั้น เพิ่มจาก 60 กก./ชม. เป็น 120 กก./ชม. หรือร้อยละ 100 เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแหล่งทำการประมงที่สำคัญพื้นที่บริเวณระหว่างเกาะพีพีและเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ จากข้อมูลของกรมประมงพบว่าหลังปิดอ่าวอันดามัน 3 เดือน ทำให้ปลาทู ซึ่งเป็นสัตว์น้ำที่มีคุณค่าและความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศมีประชากรปลาทู เพิ่มสูงถึง 5.47 เท่า

สำหรับปี 2561 นี้ กรมประมงได้มีประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดพื้นที่และระยะเวลาฤดูสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อนในที่จับสัตว์น้ำบางส่วนของจังหวัดภูเก็ต พังงา กระบี่ ตรัง พ.ศ. 2561 มีผลบังคับใช้เมื่อ 23 มีนาคม 2561 เป็นไปตาม มาตรตรา ที่ 70 ของพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และ 2560 ที่แก้ไขเพิ่มเติม มีสาระสำคัญดังนี้ คือ 1. ห้ามทำการประมงในพื้นที่ที่กำหนดในเขตจังหวัดภูเก็ต พังงา กระบี่ และตรัง จำนวน 4,696 ตารางกิโลเมตร หรือ 2.3 ล้านไร่ 2. ยกเว้นเครื่องมือทำการประมงบางประเภทให้ทำการประมงได้ จำนวน 13 ข้อ เช่น อวนลากแผ่นตะเฆ่ ความยาวเรือไม่เกิน 14 เมตร ทำได้ในเวลากลางคืนและนอกเขตทะเลชายฝั่ง อวนล้อมจับปลากะตัก เวลากลางวัน และเครื่องมือประมงพื้นบ้านประเภทต่าง ๆ เป็นต้น 3. ระยะเวลาห้ามทำการประมงตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ถึง 30 มิถุนายนของทุกปี รวมระยะเวลา 3 เดือน

เห็นด้วยครับ
ห้ามจับปลาในช่วงฤดูวางไข่
อย่างน้อยก็เพื่ออนุรักษ์ฟื้นฟูจำนวนปลา เอาไว้ให้มีกินกันไปนานๆ..
บันทึกการเข้า
04,04, 2018, 21:39:41
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,682


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #112 เมื่อ: 04,04, 2018, 21:39:41 »

https://www.prachachat.net/motoring/news-138916
เทรนด์รถยนต์ไฟฟ้ามาแรง ห้าง-คอนโดแห่ตั้งจุดชาร์จ

“รถยนต์ไฟฟ้า-ปลั๊ก-อิน ไฮบริด” มาแรง บริษัทรับติดตั้งสถานีชาร์จเผยค่ายรถ-ห้างดัง-โครงการอสังหาฯแห่ติดตั้ง เตรียมขึ้นโรงงานผลิตอุปกรณ์ประจุไฟฟ้าในไทย ดันบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ค่ายรถยนต์ไทย/เทศขน “รถอีวี-ไฮบริด” เข้างานมอเตอร์โชว์ “อีเอ” โชว์รถต้นแบบ “อีวีเมดอินไทยแลนด์”

นายณรัตน์ไชย หลีระพันธ์ ประธานบริษัท โพลีเทคโนโลยี จำกัด ผู้ให้บริการระบบบริหารและจัดการสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ความสนใจในการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในไทยมีเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้มีการติดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้ามากขึ้น ซึ่งบริษัทเป็นรายแรกของไทยที่ทำตลาดสถานีชาร์จเมื่อ 7 ปีที่แล้ว และเป็นตัวแทนจำหน่าย Greenlots ระบบบริหารและจัดการสถานี และ EFACEC ที่ผ่านมาได้ติดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้าไปแล้ว 59 หัวชาร์จ ปีนี้จะติดตั้งเพิ่มเป็น 160 หัวชาร์จ


รถยนต์ยี่ห้อ BYD รุ่น e6 ที่ ถูกนำมา เป็นรถแท็กซี่ไฟฟ้า
กลุ่มลูกค้าจะมีบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ เช่น บีเอ็มดับเบิลยู กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เช่น บมจ.เอพี (ไทยแลนด์) และกลุ่มเซ็นทรัลกรุ๊ป ทั้งยังร่วมมือกับผู้แทนจำหน่ายรถยนต์วอลโว่และรถยนต์ปอร์เช่ในไทยในการเข้าไปสำรวจลูกค้าทั้งรายเก่ารายใหม่ และเป็นพันธมิตรติดตั้งหัวชาร์จไฟฟ้าให้ลูกค้า เพื่อให้ได้มาตรฐานและปลอดภัย เชื่อว่าจะมีจำนวนยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ดูจากการจัดงานมอเตอร์โชว์ปีนี้ก็ชี้ได้ว่า รถไฟฟ้าจะได้รับความนิยมหรือไม่

อีกทั้งอนาคตจะมียานยนต์ไฟฟ้าจากต่างประเทศเข้ามาทำตลาดมากขึ้นในราคาที่ลดลงจากข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศ เช่น กรอบความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา และประเทศจีนที่ไม่มีการเก็บภาษีนำเข้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น ที่เก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า 20% ทำให้ราคาถูกลง หากยานยนต์ไฟฟ้ามีเพิ่มขึ้นบริษัทวางแผนจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อระดมเงินทุนขยายธุรกิจ ส่วนการก่อสร้างโรงงานผลิตอุปกรณ์อัดประจุไฟฟ้าขึ้นในไทย ปัจจุบันได้ลงทุนไปแล้ว 50 ล้านบาทถ้ามีการก่อสร้างโรงงานร่วมกับ EFACEC ต้องใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่าร้อยล้านบาท เพื่อรองรับตลาด EV ทั่วภูมิภาค

“รถยนต์ไฟฟ้ามาแน่ แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะอยู่ในระดับที่คุ้มค่าให้ลงทุนสร้างโรงงานได้หรือไม่ ต้องรอดูสถานการณ์ตลาดอีกครั้ง ว่าการปรับตัวด้านยานยนต์ไฟฟ้าทั้งตลาดโลกและในไทยจะเป็นอย่างไร เราก็เตรียมความพร้อมไว้ และมีพาร์ตเนอร์อย่างบริษัท Greenlots ที่ดูแลระบบซอฟต์แวร์และบริษัท Efacec ผู้ผลิตอุปกรณ์การชาร์จรถยนต์จากโปรตุเกสที่ได้มาตรฐานครอบคลุมรถทุกประเภทตั้งแต่ระดับ Home Charge 3.7 KVA ไปจนถึง Ultra Fast Charge 350 KWh ซึ่งชาร์จเต็มภายใน 15 นาที”



รัฐไฟเขียวบวกเพิ่มค่าไฟ



สำหรับไฟฟ้าที่จำหน่ายตามสถานีชาร์จไฟ ขณะนี้ซื้อจากระบบปกติจากการไฟฟ้าฯมีค่าไฟฟ้าอยู่ที่ 3 บาทกว่า/หน่วย และมีแนวโน้มจะให้บวกเพิ่มค่าไฟฟ้าตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เช่น ค่าเช่าที่หรืออุปกรณ์ติดตั้งเพื่อให้ได้ตามมาตรฐาน การชาร์จไฟฟ้าในสถานีชาร์จมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เช่น แอปพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือที่เช็กที่ตั้งสถานีชาร์จ เก็บค่าใช้จ่าย และมีบัตรสมาชิกไว้สำหรับชำระค่าบริการในการชาร์จได้ด้วยโดยค่าชาร์จไฟฟ้าจะเริ่มต้นอยู่ที่ 40-50 บาท/ชั่วโมง คาดว่าในอนาคตจะพิจารณาอัตราค่าไฟฟ้าที่เหมาะสมกับต้นทุน เพื่อสนับสนุนให้มีการใช้ยานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น เนื่องจากผลกระทบจากการพัฒนาของเทคโนโลยี (Disruptive Technology) ทำให้มีการผลิตไฟฟ้าในรูปแบบโซลาร์รูฟท็อปเพื่อใช้เองเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้มีการใช้ไฟฟ้าจากระบบลดลงถึงร้อยละ 30 ภาครัฐจึงต้องมีการส่งเสริมให้ใช้ไฟฟ้าจากระบบมากขึ้น และยานยนต์ไฟฟ้าจะขยายการบริโภคไฟฟ้าที่สำคัญ

รถปลั๊ก-อิน ไฮบริดยังแรง

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานบรรยากาศของการจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 39(28 มี.ค.-8 เม.ย.) พบว่าไฮไลต์ที่ได้รับความสนใจอยู่ในกลุ่มรถยนต์ประหยัดพลังงาน ทั้งรถปลั๊ก-อิน ไฮบริด และรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี)

นายไมเคิล เกรเว่ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ความต้องการใช้รถยนต์ปลั๊ก-อิน ไฮบริดของลูกค้าชาวไทยมีปริมาณเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ปีนี้จะมีสัดส่วนถึง 50% ของยอดขายเมอร์เซเดส-เบนซ์ ปัจจุบันบริษัทมีรถยนต์ปลั๊ก-อิน ไฮบริดเกือบ10 รุ่น และในงานมีรถยนต์ในซี-คลาสและอี-คลาสเป็นเครื่องยนต์ปลั๊ก-อิน ไฮบริดด้วย

เช่นเดียวกับนายกฤษฎา อุตตโมทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารกิจการองค์กร บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า รถยนต์ไฟฟ้าได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เห็นได้จากยอดขายช่วงที่ผ่านมาเป็นรถยนต์ปลั๊ก-อิน ไฮบริดเพิ่มขึ้นถึง 269% มีสัดส่วนยอดขาย 13% ของยอดขายรวม 10,020 คัน หรือกว่า1,300 คัน เป็นผลมาจากการขึ้นไลน์ประกอบรถประเภทนี้ในประเทศถึง 4 รุ่นคือ ซีรีส์ 3, 5, 7 และเอ็กซ์ 5 ที่ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีทำให้ทำราคาจำหน่ายดีขึ้น ประกอบกับเป็นเทคโนโลยีที่ลูกค้าให้การยอมรับ


ฮอนด้า คลาริตี้ ฟิวเซลล์ รถยนต์เซลล์เชื้อเพลิง ที่สุดแห่งเทคโนโลยียานยนต์ที่ปราศจากไอเสีย นับเป็นรถฟิวเซลล์แบบซีดาน 5 ที่นั่งคันแรกของโลก
รถ “อีวี” โชว์เกลื่อนมอเตอร์โชว์

เริ่มที่ค่าย “นิสสัน” นำรถยนต์ไฟฟ้า100% อย่าง “นิสสัน ลีฟ” เจเนอเรชั่น 2มาโชว์ โดยนายอันตวน บาเตส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย ประกาศว่า นิสสันพร้อมทำตลาดรถยนต์อีวีในปีงบประมาณ 2561

ส่วนค่ายฮอนด้ามีเพียงรถยนต์ไฮบริด และนำรุ่น “คลาลิตี้” ที่ใช้แพลตฟอร์มเดียวกันแต่มีให้เลือกทั้งปลั๊ก-อินไฮบริด, ไฮโดรเจน และอีวีมาโชว์ ขณะที่ ”

 

“ไมน์” ส่งรถอีวี ไทยแลนด์

นายสมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ หรืออีเอ กล่าวว่า ได้นำรถยนต์ต้นแบบไฟฟ้าสัญชาติไทย 100% แบรนด์ “ไมน์” (MINE) 3 รุ่น คือ เอ็มพีวี อีวี, ซิตี้ อีวี และสปอร์ต อีวี มาแสดงในงานเพื่อรับฟังเสียงของลูกค้าสำหรับนำไปพัฒนา ก่อนจะขึ้นไลน์ผลิตจริง และจัดจำหน่ายในปี 2562 ในราคาที่จับต้องได้ อย่างรุ่นซิตี้จะขายไม่เกิน 6 แสนบาท ส่วนเอ็มพีวีไม่เกิน 1 ล้านบาท

EA เร่งผุดแท่นชาร์จ 1,000 จุด

นายธนพัชร์ สุขสุธรรมวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พลังงานมหานคร จำกัด ในเครืออีเอ กล่าวว่า ยอดรถยนต์ปลั๊ก-อิน ไฮบริดในไทยเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เชื่อว่าภายใน 3 ปี จะมีไม่น้อยกว่า 30,000 คัน จากปัจจุบันมีเกือบ 10,000 คัน จึงเพิ่มงบประมาณในการก่อสร้างสถานีอัดประจุไฟฟ้า จาก 600 ล้านบาท เป็น 800 ล้านบาท เพื่อการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้า 1,000 สถานีทั่วประเทศ

“พื้นที่การติดตั้งนั้นจะเปิดรับเจ้าของพื้นที่ต่าง ๆ ทั้งห้างสรรพสินค้า คอมมิวนิตี้มอลล์ อาคารสำนักงาน ที่สนใจนำเครื่องอัดประจุไฟฟ้าของบริษัทไปติดตั้งทั้งรูปแบบและสายไฟที่เหมาะสมกับเครื่องอัดประจุไฟฟ้า เช่น ซีดีซี เลียบทางด่วนรามอินทรา ติดตั้งแล้ว 24 หัวจ่าย, ธนาคารไทยพาณิชย์ เฟสแรก 17 สาขา สถานีบริการน้ำมันซัสโก้ 30 แห่ง”

ฟอมม์วันผนึก กฟภ.ลุยตลาด

นายธนานันต์ กาญจนคูหา ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอฟโอเอ็มเอ็ม ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า สัญชาติญี่ปุ่นฟอมม์ (FOMM) เปิดเผยว่า ได้เปิดตัวรถยนต์อีวีฟอมม์วันพร้อมโปรโมชั่นพิเศษลดราคาเหลือ 599,000 บาท จาก 664,000 บาท ตั้งเป้ายอดขายไม่น้อยกว่า 2,000 คัน สำหรับในงานนี้ โดยจะทยอยส่งมอบได้ราวต้นปี ในเบื้องต้นคาดว่าภายใน 5 ปีหรือในปี 2566 จะมีการผลิตระดับ 50,000 คัน แบ่งเป็นการผลิตเพื่อรองรับในประเทศและตลาดส่งออกในสัดส่วนเท่ากัน โดยบริษัทมีความร่วมมือกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ทำการตลาดร่วมกันด้วย

“ชาริช” ขนนวัตกรรมโชว์เพียบ

นายอภิชาติ ลีนุตพงษ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ชาริช โฮลดิ้ง จำกัด เปิดเผยว่า เตรียมส่งมอบรถยนต์บีวายดี อี 6 ในโครงการ “แท็กซี่ วีไอพี”ที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้า 100% ลอตแรก 100 คัน ใน ส.ค.นี้และในปีหน้าจะแนะนำรถแวนรุ่นที3 (T3) เข้ามาทำตลาดเจาะธุรกิจขนส่งอย่างดีเฮชแอล และเตรียมนำเสนอรถหัวลากแบบไฟฟ้า 100% เพื่อใช้ในสนามบิน และเปิดรับจองรถยนต์ไฟฟ้า “เทสล่าโมเดล เอ็กซ์” ภายใต้สเป็กรถจากฮ่องกง ราคาเริ่มต้น 6.78-11.39 ล้านบาท

มอเตอร์ไซค์รุกหนักไฮบริด-อีวี

ค่าย เอ.พี.ฮอนด้าก็ได้มีการเปิดตัวรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า พีซิเอ็กซ์ อิเล็คทริกและพีซีเอ็กซ์ ไฮบริด เพื่อนำมาช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ให้กับรถจักรยานยนต์ในกลุ่มพีซีเอ็กซ์ด้วย นอกจากนี้มีรถสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า นิว (NIU) จากชาริช โฮลดิ้ง ถึง 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น N1 เป็น Smart Electric Scooter ราคา 98,000 บาท อีกรุ่นคือ M1 มีขนาดเล็กกว่า ราคา 95,000 บาท มาจัดแสดงด้วย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04,04, 2018, 21:45:07 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
05,04, 2018, 22:32:12
H1N1
สมาชิกครอบครัว
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 824



« ตอบ #113 เมื่อ: 05,04, 2018, 22:32:12 »


https://www.prachachat.net/motoring/news-138916
เทรนด์รถยนต์ไฟฟ้ามาแรง ห้าง-คอนโดแห่ตั้งจุดชาร์จ

“รถยนต์ไฟฟ้า-ปลั๊ก-อิน ไฮบริด” มาแรง บริษัทรับติดตั้งสถานีชาร์จเผยค่ายรถ-ห้างดัง-โครงการอสังหาฯแห่ติดตั้ง เตรียมขึ้นโรงงานผลิตอุปกรณ์ประจุไฟฟ้าในไทย ดันบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ค่ายรถยนต์ไทย/เทศขน “รถอีวี-ไฮบริด” เข้างานมอเตอร์โชว์ “อีเอ” โชว์รถต้นแบบ “อีวีเมดอินไทยแลนด์”

นายณรัตน์ไชย หลีระพันธ์ ประธานบริษัท โพลีเทคโนโลยี จำกัด ผู้ให้บริการระบบบริหารและจัดการสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ความสนใจในการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในไทยมีเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้มีการติดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้ามากขึ้น ซึ่งบริษัทเป็นรายแรกของไทยที่ทำตลาดสถานีชาร์จเมื่อ 7 ปีที่แล้ว และเป็นตัวแทนจำหน่าย Greenlots ระบบบริหารและจัดการสถานี และ EFACEC ที่ผ่านมาได้ติดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้าไปแล้ว 59 หัวชาร์จ ปีนี้จะติดตั้งเพิ่มเป็น 160 หัวชาร์จ


รถยนต์ยี่ห้อ BYD รุ่น e6 ที่ ถูกนำมา เป็นรถแท็กซี่ไฟฟ้า
กลุ่มลูกค้าจะมีบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ เช่น บีเอ็มดับเบิลยู กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เช่น บมจ.เอพี (ไทยแลนด์) และกลุ่มเซ็นทรัลกรุ๊ป ทั้งยังร่วมมือกับผู้แทนจำหน่ายรถยนต์วอลโว่และรถยนต์ปอร์เช่ในไทยในการเข้าไปสำรวจลูกค้าทั้งรายเก่ารายใหม่ และเป็นพันธมิตรติดตั้งหัวชาร์จไฟฟ้าให้ลูกค้า เพื่อให้ได้มาตรฐานและปลอดภัย เชื่อว่าจะมีจำนวนยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ดูจากการจัดงานมอเตอร์โชว์ปีนี้ก็ชี้ได้ว่า รถไฟฟ้าจะได้รับความนิยมหรือไม่

อีกทั้งอนาคตจะมียานยนต์ไฟฟ้าจากต่างประเทศเข้ามาทำตลาดมากขึ้นในราคาที่ลดลงจากข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศ เช่น กรอบความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา และประเทศจีนที่ไม่มีการเก็บภาษีนำเข้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น ที่เก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า 20% ทำให้ราคาถูกลง หากยานยนต์ไฟฟ้ามีเพิ่มขึ้นบริษัทวางแผนจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อระดมเงินทุนขยายธุรกิจ ส่วนการก่อสร้างโรงงานผลิตอุปกรณ์อัดประจุไฟฟ้าขึ้นในไทย ปัจจุบันได้ลงทุนไปแล้ว 50 ล้านบาทถ้ามีการก่อสร้างโรงงานร่วมกับ EFACEC ต้องใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่าร้อยล้านบาท เพื่อรองรับตลาด EV ทั่วภูมิภาค

“รถยนต์ไฟฟ้ามาแน่ แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะอยู่ในระดับที่คุ้มค่าให้ลงทุนสร้างโรงงานได้หรือไม่ ต้องรอดูสถานการณ์ตลาดอีกครั้ง ว่าการปรับตัวด้านยานยนต์ไฟฟ้าทั้งตลาดโลกและในไทยจะเป็นอย่างไร เราก็เตรียมความพร้อมไว้ และมีพาร์ตเนอร์อย่างบริษัท Greenlots ที่ดูแลระบบซอฟต์แวร์และบริษัท Efacec ผู้ผลิตอุปกรณ์การชาร์จรถยนต์จากโปรตุเกสที่ได้มาตรฐานครอบคลุมรถทุกประเภทตั้งแต่ระดับ Home Charge 3.7 KVA ไปจนถึง Ultra Fast Charge 350 KWh ซึ่งชาร์จเต็มภายใน 15 นาที”



รัฐไฟเขียวบวกเพิ่มค่าไฟ



สำหรับไฟฟ้าที่จำหน่ายตามสถานีชาร์จไฟ ขณะนี้ซื้อจากระบบปกติจากการไฟฟ้าฯมีค่าไฟฟ้าอยู่ที่ 3 บาทกว่า/หน่วย และมีแนวโน้มจะให้บวกเพิ่มค่าไฟฟ้าตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เช่น ค่าเช่าที่หรืออุปกรณ์ติดตั้งเพื่อให้ได้ตามมาตรฐาน การชาร์จไฟฟ้าในสถานีชาร์จมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เช่น แอปพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือที่เช็กที่ตั้งสถานีชาร์จ เก็บค่าใช้จ่าย และมีบัตรสมาชิกไว้สำหรับชำระค่าบริการในการชาร์จได้ด้วยโดยค่าชาร์จไฟฟ้าจะเริ่มต้นอยู่ที่ 40-50 บาท/ชั่วโมง คาดว่าในอนาคตจะพิจารณาอัตราค่าไฟฟ้าที่เหมาะสมกับต้นทุน เพื่อสนับสนุนให้มีการใช้ยานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น เนื่องจากผลกระทบจากการพัฒนาของเทคโนโลยี (Disruptive Technology) ทำให้มีการผลิตไฟฟ้าในรูปแบบโซลาร์รูฟท็อปเพื่อใช้เองเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้มีการใช้ไฟฟ้าจากระบบลดลงถึงร้อยละ 30 ภาครัฐจึงต้องมีการส่งเสริมให้ใช้ไฟฟ้าจากระบบมากขึ้น และยานยนต์ไฟฟ้าจะขยายการบริโภคไฟฟ้าที่สำคัญ

รถปลั๊ก-อิน ไฮบริดยังแรง

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานบรรยากาศของการจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 39(28 มี.ค.-8 เม.ย.) พบว่าไฮไลต์ที่ได้รับความสนใจอยู่ในกลุ่มรถยนต์ประหยัดพลังงาน ทั้งรถปลั๊ก-อิน ไฮบริด และรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี)

นายไมเคิล เกรเว่ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ความต้องการใช้รถยนต์ปลั๊ก-อิน ไฮบริดของลูกค้าชาวไทยมีปริมาณเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ปีนี้จะมีสัดส่วนถึง 50% ของยอดขายเมอร์เซเดส-เบนซ์ ปัจจุบันบริษัทมีรถยนต์ปลั๊ก-อิน ไฮบริดเกือบ10 รุ่น และในงานมีรถยนต์ในซี-คลาสและอี-คลาสเป็นเครื่องยนต์ปลั๊ก-อิน ไฮบริดด้วย

เช่นเดียวกับนายกฤษฎา อุตตโมทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารกิจการองค์กร บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า รถยนต์ไฟฟ้าได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เห็นได้จากยอดขายช่วงที่ผ่านมาเป็นรถยนต์ปลั๊ก-อิน ไฮบริดเพิ่มขึ้นถึง 269% มีสัดส่วนยอดขาย 13% ของยอดขายรวม 10,020 คัน หรือกว่า1,300 คัน เป็นผลมาจากการขึ้นไลน์ประกอบรถประเภทนี้ในประเทศถึง 4 รุ่นคือ ซีรีส์ 3, 5, 7 และเอ็กซ์ 5 ที่ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีทำให้ทำราคาจำหน่ายดีขึ้น ประกอบกับเป็นเทคโนโลยีที่ลูกค้าให้การยอมรับ


ฮอนด้า คลาริตี้ ฟิวเซลล์ รถยนต์เซลล์เชื้อเพลิง ที่สุดแห่งเทคโนโลยียานยนต์ที่ปราศจากไอเสีย นับเป็นรถฟิวเซลล์แบบซีดาน 5 ที่นั่งคันแรกของโลก
รถ “อีวี” โชว์เกลื่อนมอเตอร์โชว์

เริ่มที่ค่าย “นิสสัน” นำรถยนต์ไฟฟ้า100% อย่าง “นิสสัน ลีฟ” เจเนอเรชั่น 2มาโชว์ โดยนายอันตวน บาเตส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย ประกาศว่า นิสสันพร้อมทำตลาดรถยนต์อีวีในปีงบประมาณ 2561

ส่วนค่ายฮอนด้ามีเพียงรถยนต์ไฮบริด และนำรุ่น “คลาลิตี้” ที่ใช้แพลตฟอร์มเดียวกันแต่มีให้เลือกทั้งปลั๊ก-อินไฮบริด, ไฮโดรเจน และอีวีมาโชว์ ขณะที่ ”

 

“ไมน์” ส่งรถอีวี ไทยแลนด์

นายสมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ หรืออีเอ กล่าวว่า ได้นำรถยนต์ต้นแบบไฟฟ้าสัญชาติไทย 100% แบรนด์ “ไมน์” (MINE) 3 รุ่น คือ เอ็มพีวี อีวี, ซิตี้ อีวี และสปอร์ต อีวี มาแสดงในงานเพื่อรับฟังเสียงของลูกค้าสำหรับนำไปพัฒนา ก่อนจะขึ้นไลน์ผลิตจริง และจัดจำหน่ายในปี 2562 ในราคาที่จับต้องได้ อย่างรุ่นซิตี้จะขายไม่เกิน 6 แสนบาท ส่วนเอ็มพีวีไม่เกิน 1 ล้านบาท

EA เร่งผุดแท่นชาร์จ 1,000 จุด

นายธนพัชร์ สุขสุธรรมวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พลังงานมหานคร จำกัด ในเครืออีเอ กล่าวว่า ยอดรถยนต์ปลั๊ก-อิน ไฮบริดในไทยเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เชื่อว่าภายใน 3 ปี จะมีไม่น้อยกว่า 30,000 คัน จากปัจจุบันมีเกือบ 10,000 คัน จึงเพิ่มงบประมาณในการก่อสร้างสถานีอัดประจุไฟฟ้า จาก 600 ล้านบาท เป็น 800 ล้านบาท เพื่อการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้า 1,000 สถานีทั่วประเทศ

“พื้นที่การติดตั้งนั้นจะเปิดรับเจ้าของพื้นที่ต่าง ๆ ทั้งห้างสรรพสินค้า คอมมิวนิตี้มอลล์ อาคารสำนักงาน ที่สนใจนำเครื่องอัดประจุไฟฟ้าของบริษัทไปติดตั้งทั้งรูปแบบและสายไฟที่เหมาะสมกับเครื่องอัดประจุไฟฟ้า เช่น ซีดีซี เลียบทางด่วนรามอินทรา ติดตั้งแล้ว 24 หัวจ่าย, ธนาคารไทยพาณิชย์ เฟสแรก 17 สาขา สถานีบริการน้ำมันซัสโก้ 30 แห่ง”

ฟอมม์วันผนึก กฟภ.ลุยตลาด

นายธนานันต์ กาญจนคูหา ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอฟโอเอ็มเอ็ม ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า สัญชาติญี่ปุ่นฟอมม์ (FOMM) เปิดเผยว่า ได้เปิดตัวรถยนต์อีวีฟอมม์วันพร้อมโปรโมชั่นพิเศษลดราคาเหลือ 599,000 บาท จาก 664,000 บาท ตั้งเป้ายอดขายไม่น้อยกว่า 2,000 คัน สำหรับในงานนี้ โดยจะทยอยส่งมอบได้ราวต้นปี ในเบื้องต้นคาดว่าภายใน 5 ปีหรือในปี 2566 จะมีการผลิตระดับ 50,000 คัน แบ่งเป็นการผลิตเพื่อรองรับในประเทศและตลาดส่งออกในสัดส่วนเท่ากัน โดยบริษัทมีความร่วมมือกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ทำการตลาดร่วมกันด้วย

“ชาริช” ขนนวัตกรรมโชว์เพียบ

นายอภิชาติ ลีนุตพงษ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ชาริช โฮลดิ้ง จำกัด เปิดเผยว่า เตรียมส่งมอบรถยนต์บีวายดี อี 6 ในโครงการ “แท็กซี่ วีไอพี”ที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้า 100% ลอตแรก 100 คัน ใน ส.ค.นี้และในปีหน้าจะแนะนำรถแวนรุ่นที3 (T3) เข้ามาทำตลาดเจาะธุรกิจขนส่งอย่างดีเฮชแอล และเตรียมนำเสนอรถหัวลากแบบไฟฟ้า 100% เพื่อใช้ในสนามบิน และเปิดรับจองรถยนต์ไฟฟ้า “เทสล่าโมเดล เอ็กซ์” ภายใต้สเป็กรถจากฮ่องกง ราคาเริ่มต้น 6.78-11.39 ล้านบาท

มอเตอร์ไซค์รุกหนักไฮบริด-อีวี

ค่าย เอ.พี.ฮอนด้าก็ได้มีการเปิดตัวรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า พีซิเอ็กซ์ อิเล็คทริกและพีซีเอ็กซ์ ไฮบริด เพื่อนำมาช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ให้กับรถจักรยานยนต์ในกลุ่มพีซีเอ็กซ์ด้วย นอกจากนี้มีรถสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า นิว (NIU) จากชาริช โฮลดิ้ง ถึง 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น N1 เป็น Smart Electric Scooter ราคา 98,000 บาท อีกรุ่นคือ M1 มีขนาดเล็กกว่า ราคา 95,000 บาท มาจัดแสดงด้วย

พลังงานที่ยั่งยืนควรส่งเสริมให้มากๆลงทุนเยอะๆครับ
บันทึกการเข้า
06,04, 2018, 09:30:17
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,682


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #114 เมื่อ: 06,04, 2018, 09:30:17 »

https://www.sanook.com/news/5951150/

ปิดตำนาน 102 ปี "สนามม้านางเลิ้ง" หมดสัญญาเช่า

(5 เม.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดยนายอนันต์ ไววิทยะ หัวหน้าฝ่ายอาวุโส ฝ่ายกฎหมาย สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ส่งหนังสือถึงประธานคณะกรรมการอำนวยการ ราชตฤณมัยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ลงวันที่ 4 เม.ย. เรื่องการบอกเลิกสัญญาเช่าและขอให้ส่งมอบสถานที่เช่า

ในหนังสือระบุว่า ตามที่ราชตฤณมัยสมาคมฯ เป็นผู้เช่าอาคารและที่ดินกับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ บริเวณสนามม้านางเลิ้ง จำนวน 3 สัญญาเช่า ฉบับที่ 2976/2542 , 2977/2542 และ 2978/2542 ลงวันที่ 29 ก.ย. 2542 นั้น ปรากฎว่าทั้งสามสัญญามีกำหนดอายุสัญญาเช่า 6 เดือน นับแต่วันที่ 1 ส.ค. 2542 เป็นต้นไป ในอัตราเช่าเดือนละ 30,000 บาท , 10,000 บาท และ10,000 บาท ตามลำดับ ซึ่งรายละเอียดและเงื่อนไขสัญญาเช่าเป็นที่ทราบกันนั้น

ปัจจุบัน สัญญาเช่าทั้งสามฉบับได้ครบกำหนดอายุสัญญาเช่ามานานแล้ว สำนักงานทรัพย์สินฯ จำเป็นต้องใช้ที่ดินและอาคารดังกล่าว จึงไม่สามารถให้ราชตฤณมัยสมาคมฯ เป็นผู้เช่าได้อีกต่อไป ซึ่งสำนักงานทรัพย์สินฯ ได้ประสานและแจ้งให้ราชตฤณมัยสมาคมฯ ทราบในเบื้องต้นแล้ว

สำนักงานทรัพย์สินฯ จึงขอบอกเลิกสัญญาเช่าอาคาร (ชั่วคราว) ทั้ง 3 ฉบับดังกล่าว กับ ราชตฤณมัยสมาคมฯ โดยขอให้ราชตฤณมัยสมาคมฯ ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากอาคารและที่ดิน ทั้ง 6 โฉนด และขอให้ส่งมอบสถานที่เช่าทั้งหมดคืน พร้อมชำระค่าเช่าหรือค่าภาษีค้างชำระถึงวันส่งมอบคืนสถานที่เช่า แก่สำนักงานทรัพย์สินฯ ทั้งนี้ให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด 180 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
06,04, 2018, 12:07:57
H1N1
สมาชิกครอบครัว
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 824



« ตอบ #115 เมื่อ: 06,04, 2018, 12:07:57 »

https://www.sanook.com/news/5951150/

ปิดตำนาน 102 ปี "สนามม้านางเลิ้ง" หมดสัญญาเช่า

(5 เม.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดยนายอนันต์ ไววิทยะ หัวหน้าฝ่ายอาวุโส ฝ่ายกฎหมาย สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ส่งหนังสือถึงประธานคณะกรรมการอำนวยการ ราชตฤณมัยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ลงวันที่ 4 เม.ย. เรื่องการบอกเลิกสัญญาเช่าและขอให้ส่งมอบสถานที่เช่า

ในหนังสือระบุว่า ตามที่ราชตฤณมัยสมาคมฯ เป็นผู้เช่าอาคารและที่ดินกับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ บริเวณสนามม้านางเลิ้ง จำนวน 3 สัญญาเช่า ฉบับที่ 2976/2542 , 2977/2542 และ 2978/2542 ลงวันที่ 29 ก.ย. 2542 นั้น ปรากฎว่าทั้งสามสัญญามีกำหนดอายุสัญญาเช่า 6 เดือน นับแต่วันที่ 1 ส.ค. 2542 เป็นต้นไป ในอัตราเช่าเดือนละ 30,000 บาท , 10,000 บาท และ10,000 บาท ตามลำดับ ซึ่งรายละเอียดและเงื่อนไขสัญญาเช่าเป็นที่ทราบกันนั้น

ปัจจุบัน สัญญาเช่าทั้งสามฉบับได้ครบกำหนดอายุสัญญาเช่ามานานแล้ว สำนักงานทรัพย์สินฯ จำเป็นต้องใช้ที่ดินและอาคารดังกล่าว จึงไม่สามารถให้ราชตฤณมัยสมาคมฯ เป็นผู้เช่าได้อีกต่อไป ซึ่งสำนักงานทรัพย์สินฯ ได้ประสานและแจ้งให้ราชตฤณมัยสมาคมฯ ทราบในเบื้องต้นแล้ว

สำนักงานทรัพย์สินฯ จึงขอบอกเลิกสัญญาเช่าอาคาร (ชั่วคราว) ทั้ง 3 ฉบับดังกล่าว กับ ราชตฤณมัยสมาคมฯ โดยขอให้ราชตฤณมัยสมาคมฯ ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากอาคารและที่ดิน ทั้ง 6 โฉนด และขอให้ส่งมอบสถานที่เช่าทั้งหมดคืน พร้อมชำระค่าเช่าหรือค่าภาษีค้างชำระถึงวันส่งมอบคืนสถานที่เช่า แก่สำนักงานทรัพย์สินฯ ทั้งนี้ให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด 180 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ

นำพื้นที่ไปพัฒนาใช้ทำอย่างอื่นที่มีประโยชน์ดีกว่าครับ
บันทึกการเข้า
08,04, 2018, 18:20:57
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,682


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #116 เมื่อ: 08,04, 2018, 18:20:57 »

นำพื้นที่ไปพัฒนาใช้ทำอย่างอื่นที่มีประโยชน์ดีกว่าครับ



มีหลายที่ครับ..... แต่ส่วนมากจะเสร็จกลุ่มทุนยักใหญ่

ชาวบ้าน อย่างเรา แค่ไปเดิน ใช้บริการเท่านั้น

https://www.sanook.com/news/5982774/

เปิดใช้อุโมงค์เชื่อมผืนป่าเขาใหญ่-ทับลาน 10 เม.ย.นี้

เปิดใช้อุโมงค์เชื่อมผืนป่าระหว่างอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่และทับลาน บนถนนปราจีนบุรี-นครราชสีมา ชั่วคราว ช่วงเทศกาลสงกรานต์ อำนวยความสะดวกให้กับผู้เดินทางกลับภูมิลำเนาเริ่ม 10 เม.ย.นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (8 เม.ย.) กรมทางหลวงโดยแขวงการทางปราจีนบุรี ร่วมกับตำรวจทางหลวงปราจีนบุรี และตำรวจทางหลวงวังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ได้เปิดให้รถยนต์และรถจักรยานยนต์ทดลองวิ่งผ่านอุโมงค์เชื่อมผืนป่าระหว่างอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่และทับลาน บนถนนปราจีนบุรี-นครราชสีมา ซึ่งจะเปิดให้ใช้ชั่วคราว ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพื่ออำนวยความสะดวกและลดปัญหาการจราจรติดขัดให้กับผู้เดินทางกลับภูมิลำเนา ในวันที่ 10 เม.ย.นี้

สำหรับถนนสาย 304 ปราจีนบุรี-นครราชสีมา เป็นเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างภาคตะวันออกสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในช่วงเทศกาลต่างๆ จะมีประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาจำนวนมาก ประกอบกับช่วงหลักกิโลเมตรที่ 192-195 มีการก่อสร้างสะพานยกระดับและสร้างอุโมงค์ เพื่อเชื่อมผืนป่าระหว่างอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่กับทับลาน ทำให้ช่องจราจรลดเหลือ 2 ช่องจราจร จากเดิม 4 ช่องจราจรซึ่งจะทำให้การจราจรมุ่งหน้าสู่ภาคอีสานติดขัด
นายอติชาติ บุญยัง ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงปราจีนบุรี กล่าวว่า มาตรการป้องกันอุบัติเหตุช่วงเขาโทน งานก่อสร้างบนภูเขาตั้งแต่บริเวณอำเภอนาดี จ.ปราจีนบุรี ถึง อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา เป็นงานก่อสร้างประมาณ 30 กิโลเมตร โดยในช่วงสงกรานต์ได้จัดอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัย พร้อมติดป้ายแนะนำตลอดเส้นทาง

ล่าสุด การก่อสร้างอุโมงค์บนถนนสาย 304 งานเสร็จไปแล้วร้อยละ 75 .77 โดยตามกำหนดการการก่อสร้างอุโมงค์จะเสร็จปลายปี 2561 นี้ โดยมีบริษัทอิตาเลี่ยนไทยเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
08,04, 2018, 20:46:38
H1N1
สมาชิกครอบครัว
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 824



« ตอบ #117 เมื่อ: 08,04, 2018, 20:46:38 »


มีหลายที่ครับ..... แต่ส่วนมากจะเสร็จกลุ่มทุนยักใหญ่

ชาวบ้าน อย่างเรา แค่ไปเดิน ใช้บริการเท่านั้น

https://www.sanook.com/news/5982774/

เปิดใช้อุโมงค์เชื่อมผืนป่าเขาใหญ่-ทับลาน 10 เม.ย.นี้

เปิดใช้อุโมงค์เชื่อมผืนป่าระหว่างอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่และทับลาน บนถนนปราจีนบุรี-นครราชสีมา ชั่วคราว ช่วงเทศกาลสงกรานต์ อำนวยความสะดวกให้กับผู้เดินทางกลับภูมิลำเนาเริ่ม 10 เม.ย.นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (8 เม.ย.) กรมทางหลวงโดยแขวงการทางปราจีนบุรี ร่วมกับตำรวจทางหลวงปราจีนบุรี และตำรวจทางหลวงวังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ได้เปิดให้รถยนต์และรถจักรยานยนต์ทดลองวิ่งผ่านอุโมงค์เชื่อมผืนป่าระหว่างอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่และทับลาน บนถนนปราจีนบุรี-นครราชสีมา ซึ่งจะเปิดให้ใช้ชั่วคราว ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพื่ออำนวยความสะดวกและลดปัญหาการจราจรติดขัดให้กับผู้เดินทางกลับภูมิลำเนา ในวันที่ 10 เม.ย.นี้

สำหรับถนนสาย 304 ปราจีนบุรี-นครราชสีมา เป็นเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างภาคตะวันออกสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในช่วงเทศกาลต่างๆ จะมีประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาจำนวนมาก ประกอบกับช่วงหลักกิโลเมตรที่ 192-195 มีการก่อสร้างสะพานยกระดับและสร้างอุโมงค์ เพื่อเชื่อมผืนป่าระหว่างอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่กับทับลาน ทำให้ช่องจราจรลดเหลือ 2 ช่องจราจร จากเดิม 4 ช่องจราจรซึ่งจะทำให้การจราจรมุ่งหน้าสู่ภาคอีสานติดขัด
นายอติชาติ บุญยัง ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงปราจีนบุรี กล่าวว่า มาตรการป้องกันอุบัติเหตุช่วงเขาโทน งานก่อสร้างบนภูเขาตั้งแต่บริเวณอำเภอนาดี จ.ปราจีนบุรี ถึง อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา เป็นงานก่อสร้างประมาณ 30 กิโลเมตร โดยในช่วงสงกรานต์ได้จัดอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัย พร้อมติดป้ายแนะนำตลอดเส้นทาง

ล่าสุด การก่อสร้างอุโมงค์บนถนนสาย 304 งานเสร็จไปแล้วร้อยละ 75 .77 โดยตามกำหนดการการก่อสร้างอุโมงค์จะเสร็จปลายปี 2561 นี้ โดยมีบริษัทอิตาเลี่ยนไทยเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง


ถือเป็นถนนสายที่สวยอีกสายหนึ่ง ถ้าก่อสร้างแล้วเสร็จ อุโมงค์ใช้เชื่อมผืนป่าให้ติดกันทั้งสองอุทยาน โดยไม่มีถนนมากั้นกลาง สร้างเพื่อให้สัตว์ป่าข้ามไปมาได้อย่างปลอดภัย..
บันทึกการเข้า
09,04, 2018, 14:01:41
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,682


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #118 เมื่อ: 09,04, 2018, 14:01:41 »

https://www.prachachat.net/motoring/news-141761

รูดม่าน“มอเตอร์โชว์ 2018” ยอดจองรถ 3.6 หมื่นคันมอเตอร์ไซค์ 5.9 พันคัน

   งาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 39” ประสบความสำเร็จ ผู้เข้าชม 1.62 ล้านคน ค่ายรถยนต์และรถจักรยานยนต์กวาดยอดจองไปได้ 42,499 คัน เผยเป็นงานแสดงยานยนต์ที่เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดรถปี 2018 เติบโตได้ตามเป้า 9.2 แสนคัน
        นายจาตุรนต์ โกมลมิศร์ กรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ในฐานะรองประธานจัดงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ เปิดเผยว่า “งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 39 นับเป็นอีกครั้งของการจัดงานที่ประสบความสำเร็จในทุกด้าน ทั้งจำนวนบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และผู้ประกอบการธุรกิจยานยนต์ที่เข้าร่วมงาน ซึ่งทุกค่ายต่างนำผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาร่วมจัดแสดงอย่างคับคั่ง จำนวนผู้เข้าชมงานจากการเก็บรวบรวมสถิติพบว่า มีตัวเลขอยู่ที่ 1.62 ล้านคน”

 นายจาตุรนต์ กล่าวเพิ่มเติม “ด้านของยอดจองรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่เกิดขึ้นภายในงาน มียอดรวมทั้งสิ้น 42,499 คัน แบ่งออกเป็นรถยนต์ 36,587 คัน เติบโตขึ้น 18 เปอร์เซ็นต์ จากปีที่ผ่านมา ขณะที่รถจักรยานยนต์มียอดจองในปีนี้ 5,912 คัน เติบโตเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาเกือบเท่าตัว สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ในปีนี้ได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมเป็นจำนวนมาก โดยทางค่ายฟอมม์แบรนด์ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติญี่ปุ่นซึ่งทำการเปิดตัวยานยนต์ไฟฟ้าเป็นครั้งแรกภายในงานสามารถสร้างยอดจองได้ถึง 354 คัน
        จากการรวบรวมตัวเลขยอดจองภายในงาน โตโยต้า มียอดจองมากที่สุดอยู่ที่ 5,689 คัน, อันดับที่ 2 ฮอนด้า 5,133 คัน อันดับที่ 3 มาสด้า 5,021 คัน  อันดับ 4 อีซูซุ 3,920 คัน และอันดับ 5 เมอร์เซเดส-เบนซ์ 2,297 คัน ขณะที่ตลาดรถหรูยังคงเป็นเซ็กเมนต์ที่ได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงาน ส่วนในกลุ่มรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า มียอดจองมากที่สุด 2,628 คัน, อันดับ 2 ยามาฮ่า 737 คัน และอันดับ 3 คาวาซากิ 554 คัน
      จากยอดจองภายในงานครั้งนี้พบว่า ผลจากการเริ่มทยอยปลดล็อกรถยนต์คันแรก รวมถึงภาคการเกษตรมีแนวโน้มปรับตัวไปในทางที่ดี ทำให้สถานการณ์ของตลาดเริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติ ส่งผลให้กลุ่มรถยนต์นั่งขนาดกลางและขนาดเล็ก รวมถึงรถเพื่อการพาณิชย์ ยังคงได้รับความนิยมจากผู้บริโภค แม้จะมีกระแสข่าวเกี่ยวกับการเข้มงวดเรื่องความปลอดภัยในการใช้ของรถเพื่อการพาณิชย์ก็ตาม แต่รถยนต์ในกลุ่มนี้ก็ยังคงได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงานอย่างมาก โดยมีสัดส่วนยอดจองอยู่ที่ 20-30 เปอร์เซ็นต์ ของยอดจองในปีนี้
       ทางด้านรถในกลุ่มรถยนต์นั่งขนาดกลาง และรถยนต์หรูสัญชาติตะวันตกได้รับความนิยมจากผู้เข้าชมงานเป็นอย่างมากเช่นกัน เนื่องจากรถยนต์ในกลุ่มนี้มีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมาจากหลายบริษัท โดยเฉพาะรถประเภทเอสยูวีที่เริ่มมีทิศทางการเติบโตตามความต้องการของตลาดมากขึ้น
ขณะที่รถไฟฟ้าที่เข้ามาแสดงภายในงานในปีนี้ ได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงานเป็นจำนวนมาก จึงทำให้รถประเภทนี้เป็นทางเลือกของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ซึ่งหากดูจากการสนับสนุนจากภาครัฐที่เกี่ยวเนื่องกับรถไฟฟ้าก็น่าจะทำให้ตลาดรถในกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่ดีขึ้นในอนาคต
อย่างไรก็ตาม นับเป็นเรื่องน่ายินดีที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ เป็นงานจัดแสดงรถยนต์งานหนึ่งของประเทศที่มีส่วนช่วยในการกระตุ้นอุตสาหกรรมยานยนต์ให้มีการเติบโต เพราะนอกจากจะเป็นการเข้ามากระตุ้นตลาดในช่วงโลว์ซีซั่นแล้ว ตัวเลขการขายยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้จบอยู่เพียงภายในงานเท่านั้น นั่นเพราะรายชื่อผู้เข้าเยี่ยมชมในแต่ละบูธที่บรรดาที่ปรึกษาการขายรวบรวมมาได้ ยังใช้เป็นฐานข้อมูลเพื่อไปต่อยอดในการขายในอนาคตได้อีกด้วย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09,04, 2018, 14:03:31 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
10,04, 2018, 21:14:23
H1N1
สมาชิกครอบครัว
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 824



« ตอบ #119 เมื่อ: 10,04, 2018, 21:14:23 »

https://www.prachachat.net/motoring/news-141761

รูดม่าน“มอเตอร์โชว์ 2018” ยอดจองรถ 3.6 หมื่นคันมอเตอร์ไซค์ 5.9 พันคัน

   งาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 39” ประสบความสำเร็จ ผู้เข้าชม 1.62 ล้านคน ค่ายรถยนต์และรถจักรยานยนต์กวาดยอดจองไปได้ 42,499 คัน เผยเป็นงานแสดงยานยนต์ที่เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดรถปี 2018 เติบโตได้ตามเป้า 9.2 แสนคัน
        นายจาตุรนต์ โกมลมิศร์ กรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ในฐานะรองประธานจัดงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ เปิดเผยว่า “งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 39 นับเป็นอีกครั้งของการจัดงานที่ประสบความสำเร็จในทุกด้าน ทั้งจำนวนบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และผู้ประกอบการธุรกิจยานยนต์ที่เข้าร่วมงาน ซึ่งทุกค่ายต่างนำผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาร่วมจัดแสดงอย่างคับคั่ง จำนวนผู้เข้าชมงานจากการเก็บรวบรวมสถิติพบว่า มีตัวเลขอยู่ที่ 1.62 ล้านคน”

 นายจาตุรนต์ กล่าวเพิ่มเติม “ด้านของยอดจองรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่เกิดขึ้นภายในงาน มียอดรวมทั้งสิ้น 42,499 คัน แบ่งออกเป็นรถยนต์ 36,587 คัน เติบโตขึ้น 18 เปอร์เซ็นต์ จากปีที่ผ่านมา ขณะที่รถจักรยานยนต์มียอดจองในปีนี้ 5,912 คัน เติบโตเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาเกือบเท่าตัว สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ในปีนี้ได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมเป็นจำนวนมาก โดยทางค่ายฟอมม์แบรนด์ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติญี่ปุ่นซึ่งทำการเปิดตัวยานยนต์ไฟฟ้าเป็นครั้งแรกภายในงานสามารถสร้างยอดจองได้ถึง 354 คัน
        จากการรวบรวมตัวเลขยอดจองภายในงาน โตโยต้า มียอดจองมากที่สุดอยู่ที่ 5,689 คัน, อันดับที่ 2 ฮอนด้า 5,133 คัน อันดับที่ 3 มาสด้า 5,021 คัน  อันดับ 4 อีซูซุ 3,920 คัน และอันดับ 5 เมอร์เซเดส-เบนซ์ 2,297 คัน ขณะที่ตลาดรถหรูยังคงเป็นเซ็กเมนต์ที่ได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงาน ส่วนในกลุ่มรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า มียอดจองมากที่สุด 2,628 คัน, อันดับ 2 ยามาฮ่า 737 คัน และอันดับ 3 คาวาซากิ 554 คัน
      จากยอดจองภายในงานครั้งนี้พบว่า ผลจากการเริ่มทยอยปลดล็อกรถยนต์คันแรก รวมถึงภาคการเกษตรมีแนวโน้มปรับตัวไปในทางที่ดี ทำให้สถานการณ์ของตลาดเริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติ ส่งผลให้กลุ่มรถยนต์นั่งขนาดกลางและขนาดเล็ก รวมถึงรถเพื่อการพาณิชย์ ยังคงได้รับความนิยมจากผู้บริโภค แม้จะมีกระแสข่าวเกี่ยวกับการเข้มงวดเรื่องความปลอดภัยในการใช้ของรถเพื่อการพาณิชย์ก็ตาม แต่รถยนต์ในกลุ่มนี้ก็ยังคงได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงานอย่างมาก โดยมีสัดส่วนยอดจองอยู่ที่ 20-30 เปอร์เซ็นต์ ของยอดจองในปีนี้
       ทางด้านรถในกลุ่มรถยนต์นั่งขนาดกลาง และรถยนต์หรูสัญชาติตะวันตกได้รับความนิยมจากผู้เข้าชมงานเป็นอย่างมากเช่นกัน เนื่องจากรถยนต์ในกลุ่มนี้มีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมาจากหลายบริษัท โดยเฉพาะรถประเภทเอสยูวีที่เริ่มมีทิศทางการเติบโตตามความต้องการของตลาดมากขึ้น
ขณะที่รถไฟฟ้าที่เข้ามาแสดงภายในงานในปีนี้ ได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงานเป็นจำนวนมาก จึงทำให้รถประเภทนี้เป็นทางเลือกของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ซึ่งหากดูจากการสนับสนุนจากภาครัฐที่เกี่ยวเนื่องกับรถไฟฟ้าก็น่าจะทำให้ตลาดรถในกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่ดีขึ้นในอนาคต
อย่างไรก็ตาม นับเป็นเรื่องน่ายินดีที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ เป็นงานจัดแสดงรถยนต์งานหนึ่งของประเทศที่มีส่วนช่วยในการกระตุ้นอุตสาหกรรมยานยนต์ให้มีการเติบโต เพราะนอกจากจะเป็นการเข้ามากระตุ้นตลาดในช่วงโลว์ซีซั่นแล้ว ตัวเลขการขายยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้จบอยู่เพียงภายในงานเท่านั้น นั่นเพราะรายชื่อผู้เข้าเยี่ยมชมในแต่ละบูธที่บรรดาที่ปรึกษาการขายรวบรวมมาได้ ยังใช้เป็นฐานข้อมูลเพื่อไปต่อยอดในการขายในอนาคตได้อีกด้วย

ยอดถล่มทลายจริงๆครับปีนี้ รถยนต์Hybridตอบรับดี ดันยอดขายโตตามเป้า..
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 6 7 [8] 9   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: