GUN IN THAILAND
21,01, 2019, 11:51:04 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Google
หน้า: 1 ... 6 7 [8] 9 10 ... 22   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส  (อ่าน 6678 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
31,03, 2018, 00:22:30
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 20,022


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #105 เมื่อ: 31,03, 2018, 00:22:30 »

น่าจะเป็นการลดต้นทุนมากกว่านะครับ
ส่วนลดขยะน่าจะเป็นผลพลอยได้ที่ตามมา


ครับผม

https://money.sanook.com/555265/

ไก่สดไทยรีเทิร์น! ส่งออกไปจีนล็อตแรก หลังหยุดเพราะไข้หวัดนกตั้งแต่ปี 47

นายนิวัติ สุธีชัยกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายเหริน ยี่เซิง กงสุลใหญ่สาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมด้วยผู้ประกอบการไทยและจีน ร่วมกันปล่อยตู้คอนเทนเนอร์บรรจุผลิตภัณฑ์สัตว์ปีก (ไก่สด) เที่ยวปฐมฤกษ์ ออกจากท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนแห่งที่ 2 ไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน

หลังไทยต้องหยุดส่งออกไก่สดแช่แข็งไปจีน เนื่องจากพบการแพร่ระบาดโรคไข้หวัดนก ตั้งแต่ต้นปี 2547 แต่เมื่อปี 2560 กรมปศุสัตว์ได้เชิญคณะผู้เชี่ยวชาญจากจีนมาตรวจสอบระบบการกำกับดูแลการผลิตเนื้อสัตว์ปีก ทำให้จีนมีความพึงพอใจ นำมาสู่การทำพิธีสารว่าด้วยเงื่อนไขหลักเกณฑ์การตรวจสอบการกักกันและสุขอนามัยในการนำเข้าไก่แช่แข็งและชิ้นส่วนจากราชอาณาจักรไทย ไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างสำนักงานกำกับควบคุมคุณภาพ ตรวจสอบกักกันแห่งชาติ (AQSIQ) สาธารณรัฐประชาชนจีน และกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์


โดยเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 61 เป็นการส่งออกไก่แช่แข็ง ล็อตแรกจาก 7 โรงงาน รวม 14 ตู้คอนเทนเนอร์ มูลค่าทั้งหมด 35 ล้านบาท ผ่านทางท่าเรือเชียงแสนแห่งที่ 2 ซึ่งผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรฯ เปิดเผยว่า ต้องขอขอบคุณทางรัฐบาลจีน ที่ให้ความร่วมมือในเรื่องการส่งออก โดยเฉพาะการตรวจรับรองโรงงานของไทยที่จะสามารถส่งออกไก่แช่แข็ง

ปัจจุบันไทยส่งออกไก่แช่แข็งเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากบราซิล และสหรัฐอเมริกา ในอาเซียนด้วยกัน ไม่มีประเทศไหนสู้ประเทศไทยได้ เพราะฉะนั้นการันตีได้ว่า คุณภาพไก่ที่ส่งไปจีนในวันนี้เป็นที่ยอมรับแน่นอน

กรมปศุสัตว์ประเมินว่า มูลค่าการส่งออกไก่แช่แข็งเฉพาะ 7 โรงงาน น่าจะนำรายได้เข้าประเทศปีนี้กว่า 7,000 ล้านบาท และรวมโรงงานที่มีอยู่ทั้งหมด 16 โรงงาน คาดว่าจะทำเงินได้กว่า 20,000 ล้านบาท ถือเป็นอีกหนึ่งความหวังให้ตลาดไก่ของไทย นอกจากตลาดที่ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป หรือ อียูแล้ว ก็ยังมีตลาดจีนรองรับด้วย
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
31,03, 2018, 12:48:21
H1N1
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,945



« ตอบ #106 เมื่อ: 31,03, 2018, 12:48:21 »

ครับผม

https://money.sanook.com/555265/

ไก่สดไทยรีเทิร์น! ส่งออกไปจีนล็อตแรก หลังหยุดเพราะไข้หวัดนกตั้งแต่ปี 47

นายนิวัติ สุธีชัยกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายเหริน ยี่เซิง กงสุลใหญ่สาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมด้วยผู้ประกอบการไทยและจีน ร่วมกันปล่อยตู้คอนเทนเนอร์บรรจุผลิตภัณฑ์สัตว์ปีก (ไก่สด) เที่ยวปฐมฤกษ์ ออกจากท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนแห่งที่ 2 ไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน

หลังไทยต้องหยุดส่งออกไก่สดแช่แข็งไปจีน เนื่องจากพบการแพร่ระบาดโรคไข้หวัดนก ตั้งแต่ต้นปี 2547 แต่เมื่อปี 2560 กรมปศุสัตว์ได้เชิญคณะผู้เชี่ยวชาญจากจีนมาตรวจสอบระบบการกำกับดูแลการผลิตเนื้อสัตว์ปีก ทำให้จีนมีความพึงพอใจ นำมาสู่การทำพิธีสารว่าด้วยเงื่อนไขหลักเกณฑ์การตรวจสอบการกักกันและสุขอนามัยในการนำเข้าไก่แช่แข็งและชิ้นส่วนจากราชอาณาจักรไทย ไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างสำนักงานกำกับควบคุมคุณภาพ ตรวจสอบกักกันแห่งชาติ (AQSIQ) สาธารณรัฐประชาชนจีน และกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์


โดยเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 61 เป็นการส่งออกไก่แช่แข็ง ล็อตแรกจาก 7 โรงงาน รวม 14 ตู้คอนเทนเนอร์ มูลค่าทั้งหมด 35 ล้านบาท ผ่านทางท่าเรือเชียงแสนแห่งที่ 2 ซึ่งผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรฯ เปิดเผยว่า ต้องขอขอบคุณทางรัฐบาลจีน ที่ให้ความร่วมมือในเรื่องการส่งออก โดยเฉพาะการตรวจรับรองโรงงานของไทยที่จะสามารถส่งออกไก่แช่แข็ง

ปัจจุบันไทยส่งออกไก่แช่แข็งเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากบราซิล และสหรัฐอเมริกา ในอาเซียนด้วยกัน ไม่มีประเทศไหนสู้ประเทศไทยได้ เพราะฉะนั้นการันตีได้ว่า คุณภาพไก่ที่ส่งไปจีนในวันนี้เป็นที่ยอมรับแน่นอน

กรมปศุสัตว์ประเมินว่า มูลค่าการส่งออกไก่แช่แข็งเฉพาะ 7 โรงงาน น่าจะนำรายได้เข้าประเทศปีนี้กว่า 7,000 ล้านบาท และรวมโรงงานที่มีอยู่ทั้งหมด 16 โรงงาน คาดว่าจะทำเงินได้กว่า 20,000 ล้านบาท ถือเป็นอีกหนึ่งความหวังให้ตลาดไก่ของไทย นอกจากตลาดที่ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป หรือ อียูแล้ว ก็ยังมีตลาดจีนรองรับด้วย


ดีครับ เห็นข่าวนี้แล้วชื่นใจขึ้นมาหน่อย ขอให้ส่งออกไทยทำเงินเยอะๆ
บันทึกการเข้า
01,04, 2018, 06:22:21
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 20,022


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #107 เมื่อ: 01,04, 2018, 06:22:21 »

https://www.prachachat.net/facebook-instant-article/news-137610

เร่งเดินเรือ “เฟอร์รี่” พันล้าน เชื่อมปากน้ำปราณ-จุกเสม็ด-


สร้างแน่ - หลังถูกเก็บใส่ลิ้นชักหลายรอบ ล่าสุดกรมเจ้าท่ากำลังเร่งศึกษาเส้นทางเดินเรือเฟอร์รี่เชื่อมโยงตะวันออก-ตะวันตกของทะเลอ่าวไทยรองรับขนส่งและท่องเที่ยว
นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า หลังลงพื้นที่ดูการพัฒนาเส้นทางเดินเรือเชื่อมโยงฝั่งตะวันออกและตะวันตกของอ่าวไทยตอนบน (east-west ferry) พบว่าท่าเทียบเรือฝั่งตะวันตกมีจำนวนน้อยและมีขนาดเล็ก การเพิ่มจำนวนท่าเทียบเรือด้านตะวันตก จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยส่งเสริมให้การท่องเที่ยวและการขนส่งสินค้าเพิ่มมากขึ้น นอกจากท่าเทียบเรือเฟอร์รี่ข้ามอ่าวไทยระหว่างพัทยา-หัวหิน ที่เชื่อมสองฝั่งอ่าวไทย ใช้เวลาเดินทาง 2 ชั่วโมง หลังเปิดบริการ 1 ปี มีผู้โดยสาร 60,000 คนต่อปี

รวมทั้งมอบกรมเจ้าท่าพิจารณาความเหมาะสมสร้างท่าเรือขนาดเล็กเพิ่มเติม บริเวณปากน้ำปราณฯ และศึกษาและออกแบบพัฒนาเส้นทางเดินเรือเฟอร์รี่ข้ามอ่าวไทย ระหว่างท่าเรือจุกเสม็ด-ปากน้ำปราณฯ ให้แล้วเสร็จตามแผน



ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ล่าสุดกรมเจ้าท่าอยู่ระหว่างสรุปผลศึกษาความเหมาะสมเดินเรือเฟอร์รี่ เชื่อมโยงระบบการขนส่งสินค้าและการท่องเที่ยว เชื่อมโยง 2 จุดยุทธศาสตร์พื้นที่อ่าวไทยตอนบน จ.เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวกับท่าเรือน้ำลึกที่มีศักยภาพสูง จ.ชลบุรี มี 4 พื้นที่ทางเลือก ได้แก่ ปากน้ำปราณบุรี ปากคลองเขาตะเกียบ ท่าเทียบเรือท่องเที่ยวพัทยา และท่าเทียบเรือเชิงพาณิชยัสัตหีบ (จุกเสม็ด) โดยเส้นทางเหมาะสมคาดว่าอยู่ที่ปากน้ำปราณบุรี-จุกเสม็ด โดยท่าเรือจุกเสม็ดกองทัพเรือจะเป็นผู้พัฒนา ส่วนท่าเรือปากน้ำปราณบุรีกรมเจ้าท่าจะเป็นผู้พัฒนาลงทุน จะเปิดให้เอกชนลงทุน PPP คาดว่าจะใช้เวลาพัฒนา 2 ปี โดยโครงการดังกล่าวจะรองรับการลงทุนและท่องเที่ยวในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี)

นายพีรพงศ์ ประสพสุขเจริญ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาและวางแผน บจ.สยามอีสเทิร์นอินดัสเตรียลพาร์ค (SEP) เปิดเผยว่า บริษัทได้เสนอแผนเดินเรือเฟอร์รี่ 3 เส้นทาง ลงทุน 15,040 ล้านบาท

ได้แก่ พัทยา-หัวหิน, บางปู-พัทยา และบางปู-หัวหิน รวมถึงสนใจพัฒนาเส้นทางปากน้ำปราณฯ-จุกเสม็ด ซึ่งบริษัทศึกษาโครงการแล้ว มีระยะทาง 110 กม. ลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท ใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมงครึ่ง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01,04, 2018, 06:24:20 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
01,04, 2018, 11:04:41
H1N1
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,945



« ตอบ #108 เมื่อ: 01,04, 2018, 11:04:41 »

https://www.prachachat.net/facebook-instant-article/news-137610

เร่งเดินเรือ “เฟอร์รี่” พันล้าน เชื่อมปากน้ำปราณ-จุกเสม็ด-


สร้างแน่ - หลังถูกเก็บใส่ลิ้นชักหลายรอบ ล่าสุดกรมเจ้าท่ากำลังเร่งศึกษาเส้นทางเดินเรือเฟอร์รี่เชื่อมโยงตะวันออก-ตะวันตกของทะเลอ่าวไทยรองรับขนส่งและท่องเที่ยว
นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า หลังลงพื้นที่ดูการพัฒนาเส้นทางเดินเรือเชื่อมโยงฝั่งตะวันออกและตะวันตกของอ่าวไทยตอนบน (east-west ferry) พบว่าท่าเทียบเรือฝั่งตะวันตกมีจำนวนน้อยและมีขนาดเล็ก การเพิ่มจำนวนท่าเทียบเรือด้านตะวันตก จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยส่งเสริมให้การท่องเที่ยวและการขนส่งสินค้าเพิ่มมากขึ้น นอกจากท่าเทียบเรือเฟอร์รี่ข้ามอ่าวไทยระหว่างพัทยา-หัวหิน ที่เชื่อมสองฝั่งอ่าวไทย ใช้เวลาเดินทาง 2 ชั่วโมง หลังเปิดบริการ 1 ปี มีผู้โดยสาร 60,000 คนต่อปี

รวมทั้งมอบกรมเจ้าท่าพิจารณาความเหมาะสมสร้างท่าเรือขนาดเล็กเพิ่มเติม บริเวณปากน้ำปราณฯ และศึกษาและออกแบบพัฒนาเส้นทางเดินเรือเฟอร์รี่ข้ามอ่าวไทย ระหว่างท่าเรือจุกเสม็ด-ปากน้ำปราณฯ ให้แล้วเสร็จตามแผน



ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ล่าสุดกรมเจ้าท่าอยู่ระหว่างสรุปผลศึกษาความเหมาะสมเดินเรือเฟอร์รี่ เชื่อมโยงระบบการขนส่งสินค้าและการท่องเที่ยว เชื่อมโยง 2 จุดยุทธศาสตร์พื้นที่อ่าวไทยตอนบน จ.เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวกับท่าเรือน้ำลึกที่มีศักยภาพสูง จ.ชลบุรี มี 4 พื้นที่ทางเลือก ได้แก่ ปากน้ำปราณบุรี ปากคลองเขาตะเกียบ ท่าเทียบเรือท่องเที่ยวพัทยา และท่าเทียบเรือเชิงพาณิชยัสัตหีบ (จุกเสม็ด) โดยเส้นทางเหมาะสมคาดว่าอยู่ที่ปากน้ำปราณบุรี-จุกเสม็ด โดยท่าเรือจุกเสม็ดกองทัพเรือจะเป็นผู้พัฒนา ส่วนท่าเรือปากน้ำปราณบุรีกรมเจ้าท่าจะเป็นผู้พัฒนาลงทุน จะเปิดให้เอกชนลงทุน PPP คาดว่าจะใช้เวลาพัฒนา 2 ปี โดยโครงการดังกล่าวจะรองรับการลงทุนและท่องเที่ยวในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี)

นายพีรพงศ์ ประสพสุขเจริญ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาและวางแผน บจ.สยามอีสเทิร์นอินดัสเตรียลพาร์ค (SEP) เปิดเผยว่า บริษัทได้เสนอแผนเดินเรือเฟอร์รี่ 3 เส้นทาง ลงทุน 15,040 ล้านบาท

ได้แก่ พัทยา-หัวหิน, บางปู-พัทยา และบางปู-หัวหิน รวมถึงสนใจพัฒนาเส้นทางปากน้ำปราณฯ-จุกเสม็ด ซึ่งบริษัทศึกษาโครงการแล้ว มีระยะทาง 110 กม. ลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท ใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมงครึ่ง

น่าจะทำตั้งนานแล้วครับ ขอให้สำเร็จในรัฐบาลนี้
บันทึกการเข้า
02,04, 2018, 21:07:20
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 20,022


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #109 เมื่อ: 02,04, 2018, 21:07:20 »

https://www.prachachat.net/local-economy/news-138913

กรมประมงปิดอ่าวอันดามัน 3 เดือน เพิ่มสัตว์น้ำทางเศรษฐกิจ 5.47 เท่า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ท่าเทียบเรือศูนย์ป้องกันและปราบปรามประมงทะเลเขต 3 (กระบี่) ต.ไสไทย อ.เมืองกระบี่ นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำในฤดูปลามีไข่ วางไข่และเลี้ยงตัวในวัยอ่อน ฝั่งทะเลอันดามัน ประจำปี 2561 โดยมีนายอรุณชัย พุทธเจริญ รองอธิบดีกรมประมง กล่าวรายงาน โดยมี พันตำรวจโท หม่อมหลวง กิติบดี ประวิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ให้การต้อนรับ พร้อมทั้งร่วมพิธีบวงสรวงพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ พิธีปล่อยเรือตรวจประมงทะเลออกปฏิบัติงานในพื้นที่ การปล่อยพันธุ์กุ้งแชบ๊วย 500,000 ตัว พันธ์ปู 20,000 ตัว ลงสู่ท้องทะเล และชมนิทรรศการทางด้านการประมงที่นำมาจัดแสดง



นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การใช้มาตรการดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัด คือ จังหวัดภูเก็ต พังงา กระบี่ และตรัง จำนวน 4696 ตารางกิโลเมตร หรือ 2.3 ล้านไร่ ระหว่างวันที่ 1 เมษายน-30 มิถุนายน 2561 ผลจากการใช้มาตรการดังกล่าว ส่งผลให้ทรัพยากรสัตว์น้ำเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน พบว่าในบริเวณปิดอ่าวปีที่ผ่านมา อัตราการจับสัตว์น้ำต่อชั่วโมงเพิ่มจำนวนมาก นอกจากนี้ยังพบว่าชาวประมงพื้นบ้านมีการใช้แหจับกุ้งได้ในหลายพื้นที่ของการปิดอ่าว ซึ่งการปฏิบัติงานด้านการควบคุมการทำประมง จะสัมฤทธิ์ผลได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของพี่น้องชาวประมง และเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่มุ่งเน้นและตระหนักถึงคุณประโยชน์ในการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำสืบไป

ด้านนายมานิต ดำกุล นายกสมาคมชาวประมงจังหวัดกระบี่ ได้รายงานสภาวะการประมงว่า จังหวัดกระบี่ มีชายฝั่งทะเลยาวตลอดแนว 160 ตารางกิโลเมตร มีเกาะน้อยใหญ่ 154 เกาะ มีหมู่บ้านชาวประมง 116 หมู่บ้าน มีผู้ประกอบการอาชีพด้านการประมง 8,398 ครัวเรือน มีเรือประมง 1,720 ลำ แบ่งเป็น เรือประมงพื้นบ้าน 93.43% และเรือประมงพาณิชย์ อวนล้อมจับ (อวนดำ) อวนล้อมจับปลากะตักกลางวัน อวนครอบหมึก เรือปั่นไฟ ลอบปู เบ็ดมือ เบ็ดราว อวนติดตา 6.57% มีผู้ประกอบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เลี้ยงกุ้ง ปลาในกระชัง และอื่นๆ 1,263 ราย

โดยสภาพภูมิศาสตร์ทางทะเลของจังหวัดกระบี่มีลักษณะเป็นอ่าวและมีเกาะเป็นจำนวนมาก อดีตมีสัตว์น้ำอุดมสมบูรณ์ มีการทำการประมงพื้นบ้านเป็นหลัก แต่มีการเพิ่มจำนวนประชากรอย่างรวดเร็ว ทำให้มีความต้องการบริโภคสัตว์น้ำเพิ่มมากขึ้น และได้มีการพัฒนาเครื่องมือทำการประมงทำให้ทรัพยากรสัตว์น้ำลดลง สมาคม ร่วมกับชาวประมงจังหวัดกระบี่ ร่วมมือกับราชการปลูกจิตสำนึกของชาวประมงตลอดมา และมีมาตรการด้านการจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำของจังหวัดกระบี่หลายฉบับ สำหรับการประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำฤดูปลามีไข่ฯได้ดำเนินการต่อเนื่อง และมีการเก็บรวบรวมข้อมูล พบว่าทะเลอันดามันบางส่วนในเขตจังหวัดภูเก็ต กระบี่ ตรัง และพังงา เป็นแหล่งวางไข่และเลี้ยงตัวในวัยอ่อนของสัตว์น้ำที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ สมควรที่จะใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากร โดยการห้ามทำการประมงในบางพื้นที่ บางเครื่องมือและบางเวลา เพื่อให้ทรัพยากรสัตว์น้ำพื้นฟูตัวเองตามธรรมชาติ

นายอรุณชัย พุทธเจริญ รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ผลการศึกษาหลังจากมีการกำหนดใช้มาตรการ พบว่าอัตราการจับสัตว์น้ำหลังจากใช้มาตรการกับก่อนใช้มาตรการเพิ่มขึ้นทุกเครื่องมือการจับสัตว์น้ำ เช