GUN IN THAILAND
23,10, 2018, 18:29:49 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Google
หน้า: 1 ... 8 9 [10] 11 12 ... 19   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส  (อ่าน 4896 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
27,04, 2018, 23:23:19
H1N1
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,575



« ตอบ #135 เมื่อ: 27,04, 2018, 23:23:19 »


https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=1659524800822033&id=100002935879172

#ถนนเกาหลี   

ครั้งหนึ่ง อดีตประธานธิบดีเกาหลีใต้เคยทำงานที่ประเทศไทย

 เมื่อเอ่ยถึง “ถนนเกาหลี” คนกรุงเทพฯ อาจจะนึกถึงถนนสุขุมวิทช่วงซอยนานาจนถึงแยกอโศก เพราะมีร้านอาหารเกาหลีและมีชาวเกาหลีพักอาศัยค่อนข้างมาก

แต่สำหรับคนในสามจังหวัดชายแดนใต้ โดยเฉพาะที่มีอายุ ๓๐ ปีขึ้นไป คำว่า "ถนนเกาหลี" หรือ “บาตะฮ กอลี" ในภาษามลายูปัตตานี จะนึกถึง ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๒ ช่วงปัตตานี-นราธิวาสโดยไม่มีทางที่จะนึกถึงถนนเส้นอื่นได้เลย

                ทางหลวงหมายเลข ๔๒ หรือ ถนนเกาหลี หรือบาตะฮ กอลี ของคนสามจังหวัดชายแดนใต้ เป็นถนนที่สร้างขึ้นโดยรัฐบาลไทยรับเงินกู้จาก World Bank หรือธนาคารโลกเพื่อสร้างถนนลาดยางความยาว ๑๐๐ กิโลเมตร
เริ่มหลักกิโลเมตรที่ ๐ จากบ้านดอนรัก จนสิ้นสุดหลักกิโลเมตรที่ ๑๐๐ ในเขตจังหวัดนราธิวาส

                ลุงพรหรือนายสมพร ถาวโร เจ้าหน้าที่ของแขวงการทางจังหวัดปัตตานี ขณะนั้นลุงพรเป็นหัวหน้างานสถิติของแขวงการทางจังหวัดปัตตานี ตำแหน่งหน้าที่จึงต้องเกี่ยวข้องกับการก่อสร้างถนนเกาหลีเส้นนี้ได้เล่าว่า ถนนเกาหลีเริ่มสร้างเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๘ และเสร็จประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๑
โดยมีบริษัทรับเหมาก่อสร้างคือ บริษัท เฮียนได คอนสรั๊คชั่น จำกัด [Hyun DaiConstruction Co,Ltd.] และมี บริษัท เดอ ลูคาเทอร์ จำกัด [The Lucater Co,Ltd.] เป็นบริษัทที่มาควบคุมงาน ตรวจสอบการก่อสร้างของบริษัท เฮียนได คอนสรั๊คชั่น จำกัด อีกทอดหนึ่ง

                บริษัท เฮียนได คอนสตรั๊คชั่น จำกัด ในภาษาอังกฤษเขียนว่า Hyun Dai คือบริษัทที่เราคุ้นหูว่า ฮุนได ในปัจจุบันนั่นเอง

                จากข้อมูลชีวประวัติของนาย ลี มย็อง-บัก [Mr. Yi Myung-bak] ประธานาธิบดีคนที่ ๑๐ สมัยที่ ๑๗ ของเกาหลีใต้อดีตประธานาธิบดีของเกาหลีใต้ท่านนี้เริ่มทำงานครั้งแรกกับบริษัท เฮียนได คอน-สรั๊คชั่น จำกัด เมื่อปี ค.ศ. ๑๙๖๕ หรือ พ.ศ.๒๕๐๘ ขณะนั้นอายุประมาณ ๒๔ ปี และงานแรกก็คือ การมาทำงานก่อสร้างถนนเกาหลีหรือทางหลวงแผ่นดินสาย ๔๒ (ปัตตานี-นราธิวาส)

                และโครงการรับเหมาก่อสร้างข้ามชาติครั้งแรกของบริษัท เฮียนได คอนสรั๊คชั่น จำกัด ก็คือโครงการสร้างถนน

สายปัตตานี-นราธิวาส หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ถนนเกาหลี” นี่เอง ต่อมาเมื่อเสร็จโครงการนี้นาย ลี มย็อง-บัก ได้กลับไปรับตำแหน่งใหม่ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลี และอีกไม่กี่ปีจึงก้าวไปเป็นผู้บริหารของบริษัท เฮียนได คอนสรั๊คชั่น  จำกัด

                มีเสียงลือจากชาวบ้านแถบอำเภอสายบุรีว่า นายช่างลีชายหนุ่มชาวเกาหลีหลงรักสาวมลายูมุสลิมท้องถิ่นคนหนึ่ง ถึงขนาดไปทาบทามสู่ขอ แต่พ่อของฝ่ายหญิงไม่ยอมยกลูกสาวให้นายช่างลี เพราะไม่อยากได้ลูกเขยที่เป็นมุอัลลัฟ (มุสลิมใหม่)

ลุงพรเล่าให้ฟังว่า ฝรั่งวิศวกรของบริษัท เดอ ลูคาเทอร์ จำกัด เป็นคนที่เคร่งครัดในหน้าที่มาก จนถึงขนาดว่าครั้งหนึ่งวิศวกรฝรั่งคนนี้ตรวจสอบว่าถนนบางช่วงที่ระยะทางราว ๒๐๐ เมตร ประมาณช่วงอำเภอปาลัส ที่บริษัท เฮียนได คอนสรั๊คชั่น จำกัดได้ก่อสร้างไปแล้วนั้น ไม่ได้มาตรฐานตามที่กำหนดไว้ในสัญญาว่าจ้าง คือยังมีโคนต้นมะพร้าวที่ยังเอาออกไม่หมดฝังอยู่ใต้ผิวถนน วิศวกรฝรั่งท่านนี้ถึงกับให้ภรรยาซึ่งเป็นชาวอินโดนีเซียปิดประตูบ้านพักไม่ยอมให้ผู้บริหารของบริษัท เฮียนได คอนสรั๊คชั่น จำกัด เข้าพบเพราะไม่ต้องการให้เจ้าหน้าที่ของบริษัท เฮียนได คอนสรั๊คชั่น จำกัด มาเจรจาให้สินบนหรือขอร้องใดๆ ทั้งสิ้น จนบริษัทฯ ต้องรื้อถนนช่วงนั้นแล้วก่อสร้างใหม่

               ในสมัยที่จะเริ่มมีการก่อสร้างทางเส้นนี้ บรรดาผู้รับเหมาก่อสร้างในพื้นที่ต่างก็คาดหมายว่าจะหาทางขายหินแกรนิตให้แก่บริษัท เฮียนได คอนสรั๊คชั่น จำกัดทั้งสิ้น ด้วยความที่คิดว่าบริษัทเกาหลีต้องพึ่งพิงโรงโม่หินในพื้นที่ แต่ปรากฏว่าบริษัทเกาหลีแห่งนี้กลับสร้างโรงโม่หินของตัวเองขึ้นมาเพื่อรองรับการป้อนวัสดุที่จำเป็นในการก่อสร้างถนนที่บริเวณอำเภอปาลัส  ปัจจุบันก็ยังปรากฏร่องรอยของโรงโม่หินเกาหลีอยู่ที่ใกล้ๆ กับตลาดปาลัส

                นอกเหนือจากการสร้างโรงโม่หินแล้ว บริษัท เฮียนได คอนสรั๊คชั่น จำกัด  ยังได้จัดสร้างสวนหย่อมและศาลาชมวิวริมทางทุกวันนี้ยังคงมีร่องรอยสวนสาธารณะที่ทางบริษัท เฮียนได คอนสรั๊คชั่น จำกัด ได้สร้างไว้เป็นที่พักผ่อนของคนงาน มีชื่อที่ชาวบ้านในสมัยก่อนเรียกกันว่า “สวนเกาหลี” ตั้งอยู่บริเวณบ้านเจาะปลิง อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานีและยังมีร่องรอยของที่พักคนงานอยู่ที่ ตำบลปิยามุมัง อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี  ซึ่งคนที่นั่นเรียกบริเวณนั้นว่า “โคกเกาหลี”

แขวงทางหลวงปัตตานีPattani Highway District
แขวงทางหลวงนราธิวาส กรมทางหลวง
ขอขอบคุณ                                                                               

ที่มาของข้อมูล: จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ  วิริยะพันธุ์ 
ปีที่ ๑๘ ฉบับที่ ๑๐๑ (ม.ค.-มี.ค.๒๕๕๗)

ที่มาของภาพประกอบ: สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทยมีภาพประกอบในfac ebook อีกภาพนะครับ



มาอ่านเรื่องดีๆทำให้ได้รู้จักท่านปธน.มากขึ้น
ชื่นชมในความสามารถของท่านครับ
บันทึกการเข้า
28,04, 2018, 19:47:39
H1N1
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,575



« ตอบ #136 เมื่อ: 28,04, 2018, 19:47:39 »


ความจริงอีกด้านที่ต้องมอง กับการมาของ “แจ็ก หม่า”-

คอลัมน์ Pawoot.com

โดย ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ

ผมได้รับการติดต่อจากหลายสื่อให้พูดถึง แจ็ก หม่า กับการลงทุนใน E-Commerce Park ในเขต EEC และสถิติที่น่าทึ่งของทุเรียน 80,000 ลูกที่ขายใน 60 วินาที ซึ่งผมมองว่าเป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะคงไม่มีนักธุรกิจไทยคนไหนกล้าทุ่มเงินนับหมื่นล้านบาทแบบนี้ได้ (อาจมีในกลุ่ม Central และ JD.com ที่จะเปิดตัวเร็ว ๆ นี้)

เงินมหาศาลในรูปของการสร้าง “โครงสร้าง” พื้นฐานด้านการค้าออนไลน์ของกลุ่ม Alibaba ที่จะขยายไปกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ได้อีกต่อ แจ็ก หม่าตัดสินใจเข้ามาตั้งแต่วันนี้ได้เปรียบมาก และด้วยแบรนด์ หรือชื่อเสียงของเขาทำให้รัฐบาลทุกประเทศอ้าแขนต้อนรับ ยิ่งทำให้ได้เปรียบมาก เขาสามารถต่อรองหรือขอรัฐบาลได้

สิ่งที่ผมกังวลกับการมาของ Alibaba คือ 1.ผู้ประกอบการไทยไม่มีที่ยืน สินค้าจีนจะมารุกราน e-Commerce Park เป็นการลงทุนเพื่อ “สร้างการเชื่อมต่อกับจีน” โดยสินค้าไทยจะส่งไปจีนได้ง่ายขึ้น แต่สินค้าจีนที่ราคาถูกกว่ามากก็จะไหลทะลักเข้าไทยได้สะดวกขึ้น ส่งตรงถึงบ้านผู้ซื้อโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง คนที่นำเข้าสินค้าจากจีนเตรียมเปลี่ยนงานได้ รวมถึง SMEs และผู้ผลิตสินค้าที่ตรงกับกลุ่มสินค้าจีนที่เข้ามา หากสู้ไม่ได้ก็ต้องตายไป ซึ่งล้วนมีผลกระทบระยะยาว เช่น การจ้างงานลดลง

2.กระทบตลาดค้าปลีกและห้างสรรพสินค้า แม้แต่ตลาดนัด เมื่อคนไทยซื้อสินค้าออนไลน์เพิ่มขึ้น เริ่มเห็นแล้วกับกลุ่มนาฬิกา เครื่องสำอาง อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ มือถือ และเครื่องใช้ไฟฟ้า และจะขยายวงไปอีก เหมือนอเมริกาที่โดน Amazon ครองตลาดไว้และฆ่าธุรกิจค้าปลีกดั้งเดิม แต่ที่นั่นคืออเมริกากินอเมริกา แต่ของเราจีนเข้ามากินไทย

3.การผูกขาดของผู้ให้บริการรายใหญ่เกิดขึ้นแน่นอน ใครมาก่อนย่อมได้เปรียบ เกมนี้มีที่ให้เฉพาะเบอร์ 1 กับ เบอร์ 2 แค่นั้น หัวใจและความสำคัญของ e-Commerce คือการเก็บและจัดส่งสินค้า (warehouse & fulfilment) ซึ่ง Alibaba กำลังเร่งลงทุนในขณะนี้

4. ธนาคาร การขนส่ง และอุตสาหกรรมอื่น ๆ โดนหมด เมื่อทำ e-Commerce ย่อมต้องมีข้อมูลมหาศาล (big data) การเข้ามาครั้งนี้จะทำธุรกิจการเงินด้วยแน่นอนตามแบบฉบับการลงทุนของทุกกลุ่มจีน ด้วย big data จากการซื้อสินค้าและจากร้านค้าทำให้เสนอบริการทางการเงินไปยังกลุ่มลูกค้าได้แม่นยำกว่าธนาคาร ซึ่งเกิดขึ้นแล้วที่จีน

รวมถึงธุรกิจขนส่งที่ Alibaba ก็มีบริษัท Cainiao ที่จะมาไทยด้วย กระทบผู้ให้บริการขนส่งของไทยอย่างไปรษณีย์ไทยแน่นอน ทั้งหมดจะกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังอุตสาหกรรมอื่น เพราะ Alibaba มาทั้งกลุ่มธุรกิจและสร้างระบบนิเวศล้อมลูกค้าไม่ให้หลุดออกไปไหนได้

ผมจึงอยากให้ทุกคนรู้ถึง “ความจริงอีกด้านหนึ่ง” และต้องเร่งปรับตัวอย่างไร

1.ต้องปรับตัวเข้าสู่ออนไลน์ จะทำอย่างไรให้ธุรกิจขยายไปสู่ตลาดโลกได้ และ 2.รัฐบาลไทยต้องปรับตัว ผลักดันสินค้าไทยไปจีนแบบเต็มกำลัง และชะลอการนำเข้าสินค้าของจีนอย่างมีศิลปะ ผลักดันการค้าออนไลน์อย่างเป็นระบบ

เพราะอีก 5-10 ปี หากธุรกิจค้าปลีกเข้ามาในออนไลน์และตกไปอยู่ในมือต่างชาติเบ็ดเสร็จ ไทยอาจตกอยู่ใต้ความควบคุมของจีนจริง ๆ รัฐบาลระดับบริหารอาจมองภาพรวมด้านเดียวว่ามีการลงทุนเป็นหมื่นล้าน วันนี้เราต้องมองให้ออกว่าจะปรับตัวอย่างไรเพื่ออยู่ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงนี้ได้โดยให้ทั้งตัวเราและประเทศเดินไปข้างหน้าได้ ผมไม่ได้เห็นแย้งหรือต่อต้านการลงทุนของกลุ่ม Alibaba แต่ต้องการให้คนไทยเห็นถึงอีกมุมหนึ่งของข้อมูลและผลักดันให้นักธุรกิจไทย “ตื่นตัวและเปลี่ยนแปลงตัวเอง” ต่อการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ครับ

ขอบคุณครับที่มีข้อมูลดีๆมาให้รับรู้ความจริง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28,04, 2018, 23:33:56 โดย H1N1 » บันทึกการเข้า
30,04, 2018, 07:22:39
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,943


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #137 เมื่อ: 30,04, 2018, 07:22:39 »

https://www.prachachat.net/facebook-instant-article/news-139802

ยักษ์มะกันทุ่มงบ 1.5 พันล้าน ปั้นไทยฮับส่งออกเครื่องซักผ้า-

“อลิอันซ์ ลอนดรี้” ยักษ์เครื่องซักผ้าพาณิชย์สหรัฐ ปักธงตั้งไทยฮับเอเชีย-แปซิฟิก ทุ่ม 1.5 พันล้านผุดโรงงานอีอีซีป้อนส่งออก 40 ประเทศ พร้อมปั้นไทยสำนักงานใหญ่คุมการตลาด เดินหน้าตั้งดิสทริบิวเตอร์ปั้นตลาดแฟรนไชส์ร้านซักรีดในไทย ซุ่มผุดสาขา กทม.-หัวเมือง ชูจุดขายทำงาน-คืนทุนเร็ว เจาะผู้บริโภคระดับกลางรุ่นใหม่ หวังกระตุ้นดีมานด์เครื่องซัก-อบเชิงพาณิชย์

นายฌ็อง-ฟรองซัว ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดระหว่างประเทศ บริษัท อลิอันซ์ ลอนดรี้ ซิสเต้มส์ ผู้ผลิตเครื่องซักผ้าเชิงพาณิชย์สัญชาติสหรัฐ เช่น แบรนด์สปีดควีน ยูนิแม็กซ์ ซึ่งดำเนินธุรกิจมานาน 110 ปี มีลูกค้าใน 140 ประเทศทั่วโลกรวมถึงไทย กล่าวว่า ตลาดเครื่องซักผ้าเชิงพาณิชย์ในเอเชีย-แปซิฟิกรวมถึงไทยเติบโตต่อเนื่องตามการขยายตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการแพทย์ อาทิ โรงแรมและโรงพยาบาล ทำให้ดีมานด์โซลูชั่นการทำความสะอาดเครื่องนุ่งห่มและเครื่องนอนปริมาณมากพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย

ขณะเดียวกันไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่มีครอบครัวเล็กหรือโสด รวมถึงอาศัยในคอนโดฯเพิ่มขึ้น จึงเปิดรับบริการร้านซักผ้าหยอดเหรียญมากขึ้นเช่นกัน สะท้อนจากยอดขายของบริษัทในภูมิภาคนี้ที่เติบโตเร็วกว่าโซนอื่น ๆ


ถือเป็นโอกาสของบริษัทซึ่งเป็นผู้เล่นรายใหญ่ของโลกด้วยโนว์ฮาวในธุรกิจกว่า 110 ปี และขนาดธุรกิจที่มีโรงงานในสหรัฐ จีน และสาธารณรัฐเช็ก พร้อมลูกค้าใน 140 ประเทศทั่วโลก ที่จะขยายฐานเข้ามาในภูมิภาคเพื่อคว้าโอกาสจากดีมานด์เหล่านี้ โดยไทยถือเป็นประเทศที่มีศักยภาพหลายด้าน ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน ฝีมือแรงงาน ทำเลศูนย์กลางภูมิภาคและนโยบายอีอีซี

จึงได้ตัดสินใจลงทุน 1,500 ล้านบาท ตั้งโรงงานผลิตเครื่องซักผ้าและเครื่องอบผ้าเชิงพาณิชย์ ขนาด 2.4 หมื่น ตร.ม. กำลังผลิต 32,000 เครื่องต่อปี พร้อมโกดังและศูนย์วิจัยพัฒนาบนพื้นที่รวม 51 ไร่ ที่นิคมเหมราชชลบุรี 2 จังหวัดระยอง มีกำหนดเดินเครื่อง เม.ย. ปี 2562 เพื่อป้อนตลาดเอเชีย-แปซิฟิก รวมถึงไทย ในอัตราส่วน 90% ต่อ 10% ตามลำดับ และใน 3 ปีจะขยายเฟส 2 อีก 2.4 หมื่น ตร.ม. ด้วยงบฯอีกประมาณ 1.5 พันล้านบาท

นอกจากนี้ เตรียมตั้งสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกในประเทศไทย ดูแลการทำตลาดตั้งแต่อินเดีย ออสเตรเลีย จีน จนถึงญี่ปุ่น จากเดิมที่อาศัยบริหารจากสำนักงานในสหรัฐ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวรองรับการเติบโตและการแข่งขัน

ด้านกลยุทธ์การตลาดนั้นเตรียมรุกตลาดผ่านดิสทริบิวเตอร์ทั้งกลุ่มโรงแรม-โรงพยาบาล ซึ่งทำตลาดในไทยมานานกว่า 30 ปี และกลุ่มร้านซักผ้าหยอดเหรียญ หรือร้านสะดวกซัก ซึ่งเป็นธุรกิจใหม่ในไทย โดยขณะนี้มีดิสทริบิวเตอร์ทดลองเปิดบริการทั้งใน กทม.และต่างจังหวัด เช่น ซอยลาซาล กระบี่ เชียงใหม่ เน้นจับผู้บริโภคระดับกลาง ด้วยระดับราคาเริ่มต้น 40 บาท ชูจุดขายเรื่องความทนทานการบำรุงรักษาต่ำ ไซซ์ใหญ่ตั้งแต่ 6-180 กิโลกรัม และใช้เวลาทำงานน้อยกว่าเครื่องที่มีในตลาดครึ่งหนึ่ง ตอบโจทย์ทั้งเจ้าของกิจการและผู้ใช้งาน รวมถึงอาศัยกำลังผลิตและสต๊อกอะไหล่จากการมีโรงงานในประเทศเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขัน

โดยจะมีการเปิดตัวสินค้าและโมเดลธุรกิจร้านซักผ้าอย่างเป็นทางการในงานอีเวนต์ช่วงเดือน พ.ค.ที่จะถึงนี้ เพื่อหาดิสทริบิวเตอร์และนักลงทุนที่สนใจโมเดลแฟรนไชส์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30,04, 2018, 07:24:11 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
02,05, 2018, 07:50:37
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,943


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #138 เมื่อ: 02,05, 2018, 07:50:37 »

https://brandinside.asia/mercedes-benz-and-kim-jong-un/

รู้จัก Mercedes-Benz รถยนต์ที่ผู้นำระดับโลกเลือกใช้ ไม่เว้นมหาอำนาจอย่าง Kim Jong-un

นอกจากการหารือครั้งประวัติศาสตร์ระหว่าง “คิม จอง อึน” ผู้นำเกาหลีเหนือ กับ “มุน แจ อิน” ผู้นำเกาหลีใต้ จะถูกพูดถึงไปทั่วโลกแล้ว เรื่องรายละเอียดต่างๆ ภายในงานก็เป็นที่น่าจับตามองเช่นกัน โดยเฉพาะรถประจำตำแหน่ง

Mercedes-Benz รถยนต์สำหรับผู้นำในระดับโลก
รถยนต์แบรนด์ Mercedes-Benz นั้นก่อตั้งเมื่อปี 2469 หรือเรียกว่าเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกก็ว่าได้ ยิ่งรถยนต์รุ่นแรกๆ ของค่ายรถรายนี้ถูกกลุ่มนาซี และ “อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” ผู้นำในขณะนั้นเลือกนำไปใช้ส่วนตัว ก็ทำให้ Mercedes-Benz รู้จักอย่างกว้างขวาง แถมด้วยภาพลักษณ์รถยนต์ของผู้นำก็ว่าได้

เพราะตอนนั้นผู้นำของกลุ่มนาซีตัดสินใจใช้รถยนต์ Mercedes-Benz รุ่น 770 แบบติดกระจกกันกระสุน เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ นอกจากนี้ในปี 2487 “พระสันตะปาปา” ในขณะนั้นก็เลือกใช้รถยนต์ของ Mercedes-Benz ทำให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์นั้นหรู และเหมาะสมกับความเป็นผู้นำยิ่งกว่าเดิม

จึงไม่แปลกที่ผู้นำหลากหลายประเทศเลือกใช้รถยนต์ Mercedes-Benz เป็นรถประจำตำแหน่งถึงยุคปัจจุบัน เพราะภาพลักษณ์ที่ช่วยเสริมสร้างบารมีให้กับตัวเอง ยังมาพร้อมกับสมรรถนะที่ได้รับความน่าเชื่อถือ และการปรับแต่งเรื่องความปลอดภัยได้อย่างอิสระ ไม่เว้นแต่ผู้นำเกาหลีเหนือ และเกาหลีใต้

เลือกใช้ Mercedes-Benz ตัวหรูทั้งสองประเทศ
โดยผู้นำเกาหลีเหนือ “คิม จอง อึน” เลือกใช้รถยนต์ Mercedes-Benz รุ่น S600 Pullman Guard สีดำแบบกันกระสุนตั้งแต่ปืนไรเฟิลธรรมดา จนถึงระเบิดมือ แถมยังต่อโครงสร้างยาวเป็นพิเศษอีก 6.4 เมตร เพื่อความสบาย