GUN IN THAILAND
19,10, 2018, 07:53:17 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Google
หน้า: 1 [2] 3 4 ... 19   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส  (อ่าน 4841 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
23,01, 2018, 11:26:32
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,936


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #15 เมื่อ: 23,01, 2018, 11:26:32 »

https://www.prachachat.net/facebook-instant-article/news-104820

9 แบงก์ทำใจกำไรปี’60 ร่วง 3% แบกภาระสำรอง-กรุงไทยหนี้เสียแสน ล.-

9 แบงก์ไม่รวมกรุงไทย ทำใจปี’60 กำไรรวมร่วงเกือบ 3% เหลือ 1.57 แสนล้านบาท แบกภาระตั้งสำรองกระฉูด 14% พุ่งมาราว 1.5 แสนล้านบาท เผยแบงก์ตั้งสำรองมากสุด “BBL-KBANK-SCB” ด้านโบรกฯคาดกรุงไทยกำไรลดฮวบ 26% เอ็นพีแอลทะลุ 1 แสนล้าน



ผู้สื่อข่าวรายงานงบการเงินงวดปี 2560 ของธนาคารพาณิชย์ (แบงก์) 9 แห่ง ได้แก่ ไทยพาณิชย์ (SCB), กสิกรไทย (KBANK), กรุงเทพ (BBL), กรุงศรีอยุธยา (BAY), ทหารไทย (TMB), ทิสโก้ (TISCO), เกียรตินาคิน (KKP), แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LHBANK) และซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) ว่า ปี’60 มีกำไร 157,238 ล้านบาท ลดลง 2.89% จากปี 2559 ที่มีกำไรรวม 161,914 ล้านบาท


โดย KBANK กำไรลดวูบ 14.5% มาอยู่ที่ 34,338 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยลดลง จากฝั่งรายได้ขายประกันภัยที่ลดลง รวมถึงภาระตั้งสำรองหนี้ขึ้น 23.9% มาอยู่ที่ 41,810 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น โดยยังรักษาอัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (NIM) อยู่ที่ระดับ 3.44% ตามด้วยแบงก์ SCB ลดลง 9.4% มาอยู่ที่ 43,152 ล้านบาท แต่ยังทำกำไรได้สูงสุดในกลุ่มแบงก์ และ LHBANK ลดลง 3.4% มาอยู่ที่ 2,603 ล้านบาท

ส่วนอีก 6 แบงก์ที่เหลือ กำไรเพิ่มขึ้น BBL กำไร 33,009 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.8% ซึ่งเพิ่มขึ้นทั้งรายได้ดอกเบี้ย โดย NIM อยู่ที่ 2.32% และรายได้มิใช่ดอกเบี้ย โดยเฉพาะรายได้จากขายประกัน-กองทุน ขณะที่ BAY กำไร 23,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.4%

สำหรับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยปี’60 NPL รวมอยู่ที่ 307,235 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.7% จากปีก่อน นำโดย BBL มีเอ็นพีแอล 87,419 ล้านบาท หรือสัดส่วน 3.9% ของสินเชื่อรวม, KBANK 69,674 ล้านบาท หรือสัดส่วน 3.3% และ SCB 65,560 ล้านบาท หรือสัดส่วน 2.83%

ขณะที่ภาระการตั้งสำรองเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก โดยรวมอยู่ที่ 148,132 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.1% แบงก์ที่ตั้งสำรองสูงสุด 3 อันดับแรก คือ BBL ตั้งสำรอง 22,369 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42.2%, KBANK สำรองอยู่ที่ 41,810 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.9% และ SCB สำรอง 25,067 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.3%

นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.อาร์เอชบี (ประเทศไทย) กล่าวว่า ในส่วนของธนาคารกรุงไทย (KTB) คาดการณ์ว่าปี’60 กำไรสุทธิอยู่ที่ 23,800 ล้านบาท ลดลง 26% เนื่องจากภาระสำรองเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 41,700 ล้านบาท เอ็นพีแอลทะลุ 1 แสนล้านบาท จากปี’59 อยู่ที่ 91,000 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่ปีที่แล้ว สินเชื่อรวมมีการเติบโต

ส่วนผลประกอบการปี’60 ของกลุ่มแบงก์ที่ออกมาแย่กว่าที่คาดการณ์ เนื่องจากมีภาระตั้งสำรองเพิ่มขึ้น ทั้งจากหนี้เสียและมาตรฐานบัญชีใหม่ บาเซิล 3 ซึ่งเริ่มมีบางแบงก์ทยอยตั้งสำรองเพิ่มขึ้นแล้ว ซึ่งประเมินว่าปี’60 กลุ่มแบงก์น่าจะทำกำไรได้รวม 1.5-1.6 แสนล้านบาท ลดลง 6-7%

แนวโน้มปี’61 คาดกลุ่มแบงก์จะเติบโต 8% หรือ 1.8 แสนล้านบาท เนื่องจากสำรองมีทิศทางลดลง ตามหนี้เสียที่คาดว่าจะน้อยลงในปีนี้ ทั้งมองว่าปีนี้สินเชื่อธนาคารพาณิชย์จะเติบโตจากการลงทุนของภาครัฐ ทำให้มีรายได้จากค่าธรรมเนียมจากการปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น แต่ยังมีความเสี่ยงอยู่
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23,01, 2018, 11:29:22 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
23,01, 2018, 20:03:30
H1N1
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,538



« ตอบ #16 เมื่อ: 23,01, 2018, 20:03:30 »


แบงค์โดนพิษเศรษฐกิจ NPL พุ่ง กำไรหดไปตามๆกันเลยครับ เอาใจช่วยให้ปีหน้าดีขึ้นนะครับ
บันทึกการเข้า
23,01, 2018, 21:19:45
PUTTIPOO
สมาชิก
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 444


« ตอบ #17 เมื่อ: 23,01, 2018, 21:19:45 »


ไม่ทราบว่าถ้าเลื่อนการเลือกตั้งจะมีผลเสียต่อเศรษฐกิจมากไหม
บันทึกการเข้า
24,01, 2018, 07:59:33
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,936


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #18 เมื่อ: 24,01, 2018, 07:59:33 »

ไม่ทราบว่าถ้าเลื่อนการเลือกตั้งจะมีผลเสียต่อเศรษฐกิจมากไหม

ตอบสั้นๆ ครับ ไม่ยาว เด๋วจะกลายเป็นการเมือง
ตอบว่า เศรษฐกิจก็จะเป็นเหมือนทุกวันนี้ที่เราเจอมาตลอด 3 - 4 ปีนั้แหละครับ...ท่านคิดว่าอย่างไร ดีหรือไม่ ก็ตามนั้น
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
24,01, 2018, 13:20:56
Viengping 9
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,856



« ตอบ #19 เมื่อ: 24,01, 2018, 13:20:56 »

 ธุจ้า ธุจ้า  ตามอ่านครับท่าน  ทีมเศรษฐกิจท่านบอกว่า เศรษฐกิจบ้านเราดีแฮ่ะ  ขอบคุณครับท่า  ธุจ้า เหงื่อตก เหงื่อตก เหงื่อตก เหงื่อตก เหงื่อตก เหงื่อตก
บันทึกการเข้า
24,01, 2018, 15:01:55
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,936


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #20 เมื่อ: 24,01, 2018, 15:01:55 »

ธุจ้า ธุจ้า  ตามอ่านครับท่าน  ทีมเศรษฐกิจท่านบอกว่า เศรษฐกิจบ้านเราดีแฮ่ะ  ขอบคุณครับท่า  ธุจ้า เหงื่อตก เหงื่อตก เหงื่อตก เหงื่อตก เหงื่อตก เหงื่อตก

ผมจะเน้นเรื่อง การคมนาคม เป็นหลัก  เรื่องอื่นเป็นรองนะครับ มีจุดยืนมานานเรื่อง ต้องการรถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง ยิ่งทำช้า ยิ่งเสียโอกาส

https://www.prachachat.net/property/news-106043

กรมทางหลวงผุดสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 6 ปักหมุด”อุบลฯ-สาละวัน”หนุนขนส่ง-ท่องเที่ยวอีสานใต้

นายประมณฑ์ สถาพรนานนท์ วิศวกรใหญ่ด้านสำรวจและออกแบบ กรมทางหลวง เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมทางหลวงได้ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมทางด้านเศรษฐกิจ วิศวกรรม และผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงข่ายสะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 6 (อุบลราชธานี – สาละวัน) เชื่อมโยงระหว่างจังหวัดอุบลราชธานีกับแขวงสาละวัน สปป.ลาว มีความคืบหน้ากว่า 50% และคาดว่าจะออกแบบแล้วเสร็จในเดือนกรกฎาคม 2561

พื้นที่ศึกษาที่จังหวัดอุบลราชธานี ใน 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอนาตาล อำเภอเขมราฐ โดยแนวเส้นทางที่ได้รับการคัดเลือกและเหมาะสมของโครงการ มีจุดเริ่มต้นที่ กม.23+350 (บ้านโนนตาล ต.นาตาล อ.นาตาล) จุดสิ้นสุดที่ กม.546+800 (เมืองละคอนเพ็ง แขวงสาละวัน) รวมความยาวโดยประมาณ 25.8 กิโลเมตร

สำหรับรูปแบบของสะพานจะเป็นสะพานโค้ง ARCH ซึ่งเป็นระบบ Tied Arch คานสะพานเป็นคอนกรีตหรือผสมระหว่างเหล็กกับคอนกรีต ทำให้โครงสร้างสะพานมีความแข็งแรง มีความโดดเด่นด้วยเส้นนอน

ปัจจุบันการส่งออกสินค้าจากประเทศไทยไปเมืองละครเพ็ง แขวงสาละวัน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ได้มีการขนส่งทางเรือผ่านด่านพรมแดนบ้านปากแซง จ.อุบลราชธานี ทำให้ขนส่งสินค้าได้จำนวนน้อยและไม่สะดวกในการเดินทาง

จากการประชุมเรื่องการพัฒนาร่วมกันเพื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ระหว่างฝ่ายไทยกับฝ่ายสปป.ลาว จึงเห็นควรให้มีการจัดทำโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงบริเวณนี้

โดยการศึกษาต้องพิจารณาถึงการพัฒนาเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ รวมทั้งการพัฒนาทางหลวงให้สอดคล้องกับมาตรฐานอาเซียนต่อไป อีกทั้งโครงข่ายสะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 6 จะช่วยให้ประชาชนเดินทางระหว่างจังหวัดอุบลราชธานีกับแขวงสาละวัน สปป.ลาว ได้สะดวก รวดเร็ว ลดระยะเวลาการเดินทาง รวมทั้งส่งเสริมภาคธุรกิจขนส่งและการท่องเที่ยวของทั้งสองประเทศอีกด้วย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24,01, 2018, 17:03:44 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
25,01, 2018, 21:22:20
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,936


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #21 เมื่อ: 25,01, 2018, 21:22:20 »

https://money.sanook.com/541461/
กรมเจ้าท่าขึ้นค่าโดยสารเรือคลองแสนแสบอีก 1 บาท เริ่ม 27 ม.ค.นี้

กรมเจ้าท่าประกาศขึ้นค่าโดยสารเรือคลองแสนแสบอีก 1 บาท ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2561 นี้ เนื่องจากราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกมีอัตราเกิน 27.01 บาท/ลิตร โดยอยู่ในช่วง 27.01 – 29.00 บาท/ลิตร จะมีอัตราค่าโดยสารไม่เกิน 10 – 12 – 14 – 16 – 18 -20 บาท/คน (ตามระยะทาง)

ทั้งนี้การขึ้นราคาค่าโดยสาร เป็นไปตามความในข้อ 4 ของประกาศคณะกรรมการเพื่อพิจารณาเกี่ยวกับเรือเดินประจำทาง ลงวันที่ 29 กันยายน 2559 ได้มีประกาศ "เรื่องปรับปรุงอัตราค่าโดยสารเรือกลเดินประจำทางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ตามช่วงราคาน้ำมันดีเซล"

ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกมีอัตราเกิน 27.01 บาท/ลิตร ตั้งแต่เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2560 เป็นต้นมา จึงทำการขึ้นค่าโดยสารดังกล่าว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25,01, 2018, 21:28:50 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
25,01, 2018, 22:11:34
H1N1
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,538



« ตอบ #22 เมื่อ: 25,01, 2018, 22:11:34 »

ขึ้นค่าโดยสารอีกแล้วหรือ ทำไมเงินเดือนไม่ขึ้นอย่างนี้บ้าง ยิ้มยิงฟัน
บันทึกการเข้า
25,01, 2018, 23:19:04
tawaraw
สมาชิกใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 74


« ตอบ #23 เมื่อ: 25,01, 2018, 23:19:04 »

เรือแสนแสบ 1 ลำบรรทุกผู้โดยสารได้กี่คน/1 เที่ยว..น้ำมัน 1 ลิตร วิ่งเรือได้กี่เที่ยว..?
บันทึกการเข้า
28,01, 2018, 21:19:10
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,936


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #24 เมื่อ: 28,01, 2018, 21:19:10 »

https://money.sanook.com/541207/

วิธีคำนวณค่าสินสอด ไม่ให้เป็นหนี้หรือต้องเลิกกัน

พาดหัวข่าวบันเทิงว่าด้วยเรื่อง เงินสินสอด 80 สิบล้านบาท ที่ทำให้ความรักของหนุ่มสาวคนดังสั่นคลอนจนต้องเลิกราต่อกัน นับเป็นประเด็นร้อนฉ่าที่ใครหลายคนต่างพูดถึง

หลากหลายความคิดเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว บ้างก็บอกว่าจำนวนเงินที่หยิบยกขึ้นมาพูดถึงมากเกินกว่าเหตุ สรุปแล้วจะเป็นการแต่งงานหรือเรียกค่าตัวให้กับตัวเองกันแน่ บ้างก็มองเป็นเรื่องของสถานะทางสังคม 80 สิบล้านบาทกับพื้นที่ที่ทั้งคู่ยืนอยู่นับว่าไม่มากไม่น้อยเกินไปหรอก (?)

แล้วในความเป็นจริง ‘สินสอด’ มันควรมาก-น้อยแค่ไหนกันล่ะ?

ก่อนจะไปพูดถึงเรื่องของ ‘จำนวน’ ที่ชวนปวดหัวและเป็นปัญหาโลกแตกของคนที่คิดจะแต่งงาน Sanook! Money อยากจะชวนคุณมาดูความหมายของคำว่า ‘สินสอด’ กันก่อน..

สินสอด ตามกฎหมายมาตรา 1437 ว.3 คือ ทรัพย์สินที่ฝ่ายชายให้แก่บิดามารดา ผู้รับบุตรบุญธรรม หรือผู้ปกครองฝ่ายหญิง แล้วแต่กรณี เพื่อตอบแทนการที่หญิงยอมสมรส

ลักษณะของสินสอดมีอยู่ 3 ประการ ได้แก่ ต้องเป็นสินทรัพย์ที่มีการตกลงกันก่อนสมรส, ฝ่ายชายมอบให้แก่พ่อแม่ หรือผู้ปกครองของผู้หญิง ถ้าหากฝ่ายหญิงบรรลุนิติภาวะ แต่ไม่มีผู้ปกครองแล้วตกลงรับสินสอดด้วยตัวเอง ถือเป็นการให้โดยเสน่หาไม่ใช่สินสอด

ประการสุดท้าย สินสอดให้เพื่อตอบแทนการที่ฝ่ายหญิงยอมสมรส ทรัพย์สินที่เป็นสินสอดเมื่อมอบให้แก่ผู้ปกครองของฝ่ายหญิงแล้ว จะตกเป็นกรรมสิทธิ์เด็ดขาดแก่ผู้รับโดยทันที

จะเห็นได้ว่าสินสอด ไม่ใช่สิ่งที่ขึ้นอยู่กับคู่บ่าวสาวเพียงเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวพันกับผู้ปกครองของฝ่ายหญิงด้วย เมื่อต้องพิจารณาความเหมาะสมของสินสอด เราจึงต้องนำปัจจัยข้อนี้มาหาแนวทางร่วมด้วย

แล้วอะไรคือ ‘ความเหมาะสม’ ล่ะ?

แม้หลายคนจะบอกว่าเรื่องของสินสอดเป็นเรื่องของทางผู้ใหญ่ที่ต้องพูดคุยกัน เด็กไม่เกี่ยว แต่ในความเป็นจริง ชาย-หญิงที่คิดจะแต่งงานกัน สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดกับทั้งสองฝ่ายได้

เริ่มต้นจากการที่ชาย-หญิงอาจจะลองสอบถามเรื่องสินสอดจากคนใกล้ตัว เพื่อน พี่ น้อง หรือญาติที่มีสถานะทางสังคมใกล้เคียงกัน เพื่อเป็นการประเมินค่ากลางที่พอจะเป็นไปได้ แล้วจากนั้นควรลองสอบถามความคิดเห็นของผู้ปกครองของตัวเองเพื่อหาแนวโน้มและจุดร่วมว่า อะไร-ยังไง-เท่าไหร่ ก่อนที่ทางผู้ใหญ่จะเข้ามาเจรจาสู่ขอ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข้อถกเถียงที่อาจทำให้เกิดการผิดใจกัน

‘ความเหมาะสม’ ในที่นี้จึงหมายถึง ‘ความพึงพอใจของทั้งสองฝ่าย’

สินสอด จึงไม่จำเป็นต้องเป็นสินทรัพย์ที่มากล้นฟ้า อาจจะเป็นเพียงจำนวนที่พอเหมาะพอควรแก่ฐานะครอบครัวของทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง เพราะอย่าลืมว่างานแต่งงานไม่ได้จบอยู่แค่เพียงค่าสินสอด แต่มันยังเต็มไปด้วยค่าใช้จ่ายมากมายในพิธีแต่งงานที่จะเกิดขึ้นตามมาอีกเป็นขบวน

พอจะมีวิธีคำนวณ ‘สินสอด’ เป็นแนวทางมั้ย?

วิธีการแรก อยากจะแนะนำให้คุณรู้จักกับเว็บไซต์ Siamviva (https://goo.gl/PDhRSe) ที่จะช่วยคุณคำนวณสินสอดโดยคำนึงถึงอายุ รายได้ การศึกษา และสถานะทางสังคม แต่หากคุณมองว่ามันยุ่งยากเกินไปและจำนวนเงินสินสอดดูสูงเกินตัว งั้นลองใช้สูตรคำนวณแบบง่าย ๆ นั่นคือ

(เงินเดือนฝ่ายชาย) บวก (เงินเดือนฝ่ายหญิง) คูณ (5 ถึง 10) = สินสอด

ตัวอย่างเช่น ฝ่ายชายมีเงินเดือน 35,000 บาท ส่วนฝ่ายหญิงมีเงินเดือน 32,000 บาท ทั้งสองฝ่ายตกลงคิดจากค่ากลางระหว่าง 5-10 อยู่ตรงที่ 7 ดังนั้นเงินสินสอดโดยประมาณของคู่นี้จะอยู่ที่ 469,000 บาท

ชาย-หญิงที่กำลังคิดจะแต่งงาน ลองนำไปคำนวณดู เชื่อว่าน่าจะพอเป็นแนวทางในการวางแผนการเงินเพื่อแต่งงานได้พอสมควร แต่ถ้าหากจำนวนสินสอดที่คำนวณได้มันเกินกว่ากำลัง คุณอาจจะปรับลดตามความเหมาะสมได้ ไม่ควรไปกู้ยืมเงินมา เพราะมันจะเป็นภาระตามมาในภายหลัง

และสำหรับใครที่มีความคิดว่า ‘ไหน ๆ จะแต่งงานทั้งที เรียกสินสอดให้น้อยหน้าชาวบ้านชาวช่องไม่ได้ ต้องเยอะไว้ก่อน!’ อยากให้คิดย้อนขึ้นไปใหม่ว่าจริง ๆ แล้ว คนเราแต่งงานกันเพื่อเงินสินสอด หรือเพราะความรักกันแน่

เพราะถ้าเป็นอย่างแรก คงยากหน่อยที่จะได้พบเจอ ‘คู่ชีวิต’
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28,01, 2018, 21:25:04 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
29,01, 2018, 13:15:44
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,936


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #25 เมื่อ: 29,01, 2018, 13:15:44 »

https://www.prachachat.net/marketing/news-108304

เซ็นทรัลกว้านซื้อที่ราชพฤกษ์ ผุดห้างบิ๊กไซซ์2.8แสนตร.ม.

สมรภูมิค้าปลีกย่านราชพฤกษ์เดือด “เซ็นทรัล” ซุ่มกว้านซื้อที่ดินแปลงยักษ์ผุดบิ๊กโปรเจ็กต์ศูนย์การค้าขนาด 2.8 แสน ตร.ม. ปักธงยึดทำเลทองโซนตะวันตก ราชพฤกษ์-พระราม 5-นครอินทร์-ศาลายา ชี้ตลาดใหญ่-กำลังซื้อมหาศาล รับโครงข่ายเส้นทางคมนาคมถนน-ทางด่วน-มอเตอร์เวย์บางใหญ่ รถไฟฟ้าสายสีเขียว-แดง

ตลอดเส้นถนนราชพฤกษ์ในรัศมี 5-10 กิโลเมตรจากวงเวียนพระราม 5 กลายเป็นตลาดขนาดใหญ่และมีศักยภาพของกำลังซื้อที่สูงมาก ไม่เพียงการกระจุกตัวของลูกค้าระดับพรีเมี่ยมด้วยจำนวนประชากรหนาแน่นมากกว่า 50,000 ครัวเรือน และโครงการหมู่บ้านขนาดใหญ่มากกว่า 100 โครงการ ที่สำคัญตลอดทั้งเส้นยังเป็นหมู่บ้านระดับราคาตั้งแต่ 4-200 ล้านบาท

สอดคล้องกับการขยับทัพของกลุ่มทุนค้าปลีกที่เข้าไปจับจองพื้นที่ โดยเฉพาะหลังการขยายถนนจาก 6 ช่องจราจร เป็น 10 ช่องจราจร เพื่อรองรับการขยายตัวของชุมชน อาทิ เดอะวอล์ค, เดอะเซอร์เคิล, เดอะคริสตัล, โฮมโปร ความเคลื่อนไหวล่าสุด ยักษ์ค้าปลีก “กลุ่มเซ็นทรัล” เตรียมลงทุนครั้งใหม่ด้วยการเปิดศูนย์การค้าขนาดใหญ่ 2.8 แสน ตร.ม.บนทำเลทองนี้

60 ไร่ดักขาช็อปรอบทิศ

ผู้บริหารระดับสูงในวงการค้าปลีก ฉายภาพกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การลงทุนศูนย์การค้าแห่งใหม่ “เซ็นทรัล ราชพฤกษ์” อยู่ในพื้นที่ของโฮมเวิร์ค สาขาราชพฤกษ์ ริมถนนราชพฤกษ์ ต.มหาสวัสดิ์ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี เนื้อที่รวมทั้งหมด 60 ไร่ โดยปี 2556 ที่ผ่านมา กลุ่มเซ็นทรัล ได้ออกแบบตัวอาคารและยื่นคำขออนุญาตก่อสร้างห้างเซ็นทรัล ราชพฤกษ์ และได้รับใบอนุญาตก่อสร้างเรียบร้อยแล้ว แต่เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจช่วงหลายปีที่ผ่านมาไม่เอื้ออำนวย จึงชะลอแผนลงทุนก่อสร้างออกไป

ล่าสุด กลางปี 2560 ที่ผ่านมา กลุ่มเซ็นทรัลได้ยื่นขอต่ออายุใบอนุญาตก่อสร้างเป็นครั้งที่ 2 และได้รับการอนุมัติให้ต่ออายุใบอนุญาตแล้วเช่นเดียวกัน คาดว่าต้นปีนี้จะเดินหน้าก่อสร้างได้ ทั้งนี้ ที่ดินแปลงใหญ่ 60 ไร่นี้ แบ่งเป็นแปลงเดิมประมาณ 15 ไร่ของโฮมเวิร์ค ราชพฤกษ์ ซึ่งดำเนินการภายใต้ บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด ในกลุ่มเซ็นทรัล และอีกประมาณ 45 ไร่มาจากการทยอยรวบรวมและกว้านซื้อเก็บไว้ตั้งแต่ช่วงก่อนปี 2556 บริเวณด้านหลังห้างโฮมเวิร์ค ราชพฤกษ์

ศูนย์การค้า 2.8 แสน ตร.ม.

ผู้บริหารระดับสูง ขยายความว่า รูปแบบโครงการจะก่อสร้างเป็นอาคารขนาดเนื้อที่ใช้สอยรวม 2.8 แสนตร.ม. ขนาดใกล้เคียงกับห้างเซ็นทรัลศาลายา และเซ็นทรัลปิ่นเกล้า และแปลนดีไซน์ตัวอาคารได้รับการออกแบบให้มีสไตล์ที่แตกต่างออกไป ตามแผนเดิมจะก่อสร้างห้างเซ็นทรัล ราชพฤกษ์ บริเวณด้านหลังโฮมเวิร์ค แต่ที่ดินหน้ากว้างติดถนนไม่มากนัก ทำให้ต้องรื้อโฮมเวิร์คออกและและปรับให้สอดรับกับศูนย์การค้า

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับแบบโครงการและออกแบบใหม่เมื่อออกแบบแล้วเสร็จจะยื่นขออนุญาตดัดแปลงอาคารต่อไป

“ตามแผนการลงทุนเดิม ปี 2561 เซ็นทรัลจะเปิด 2 ศูนย์การค้า คือ เซ็นทรัลภูเก็ตในช่วงไตรมาสที่ 1 และมาเลเซียช่วงไตรมาสที่ 4 และเซ็นทรัลราชพฤกษ์เพิ่มขึ้นมา โดยเป็นทำเลเดิมของโฮมเวิร์คราชพฤกษ์และซื้อที่เพิ่มได้มาแปลงใหญ่ก็จะยุบโฮมเวิร์คและขึ้นเป็นศูนย์การค้า ถ้าปีนี้ไม่ทันก็น่าจะพร้อมเปิดได้ต้นปีหน้า”

งบฯลงทุน 1.5 หมื่นล้าน/ปี

ทั้งนี้ เซ็นทรัลพัฒนาตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้ตลอดช่วง 5 ปีต้องขยายตัวต่อเนื่องปีละ 14-15% ด้วยงบฯลงทุน 1.5 หมื่นล้านบาทต่อปีจากการเปิดศูนย์การค้าใหม่ โดยทิศทางการเติบโตในปี 2561 จะสามารถขยายตัวได้กว่า 20-25% ผลจากการรีโนเวตศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์แล้วเสร็จและการเปิดศูนย์การค้าใหม่ 2-3 แห่ง ซึ่งปัจจุบันเซ็นทรัลพัฒนาเปิดให้บริการศูนย์การค้าแล้ว 32 แห่งทั่วประเทศ

โดยในปี 2561 ไตรมาส 1 เซ็นทรัลจะเปิดโครงการเซ็นทรัลภูเก็ต ซึ่งเป็นมิกซ์ยูสโปรเจ็กต์ลักเซอรี่ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดบนเกาะภูเก็ตพื้นที่รวมกว่า 110 ไร่ มูลค่าการลงทุนเบื้องต้น 20,000 ล้านบาท รวมแม็กเนตสำคัญ อาทิ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ อควาเรียม ภูเก็ต Aqua Scape ที่ใหญ่ที่สุดในโลก รวมถึงสวนสนุก โรงหนังระดับพรีเมี่ยมและโรงแรมระดับ 6 ดาว และไตรมาส 4 ของปีนี้จะเปิดศูนย์การค้า Central i-City ในมาเลเซียที่เป็นการร่วมทุนระหว่าง CPN สัดส่วน 60% และ I-R&D Sdn. Bhd 40% ด้วยเงินลงทุนกว่า 8,300 ล้านบาท

ทำไมต้อง “ราชพฤกษ์”

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธูรกิจ” รายงานว่า ทำเลทองถนนราชพฤกษ์แม้จะบูมจัดตั้งแต่เมื่อ 10 ปีก่อน ถือเป็นทำเลแหล่งรวมโครงการบ้านจัดสรรระดับไฮเอนด์ของบริษัทพัฒนาที่ดินชั้นนำ อาทิ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เอสซี แอสเสท โกลเด้นแลนด์ ควอลิตี้ เฮาส์ แสนสิริ ฯลฯ และถึงขณะนี้ยังมีนักธุรกิจนักลงทุนเข้าไปลงทุนพัฒนาโครงการหลากหลายรูปแบบต่อเนื่อง ทำให้ราคาซื้อขายที่ดินยังอยู่ในระดับที่สูง ขณะเดียวกันโครงข่ายเส้นทางคมนาคมทั้งที่มีอยู่เดิม อยู่ระหว่างก่อสร้างใหม่ และที่รัฐบาลมีแผนจะพัฒนาในอนาคต ซึ่งมีทั้งถนน ทางด่วน รถไฟฟ้า ฯลฯ ยิ่งทำให้ที่ดินในทำเลดังกล่าวมีศักยภาพในการพัฒนาเพิ่มมากขึ้นอาทิ โครงการขยายถนนราชพกฤษ์ จากปัจจุบัน 6 เลน เป็น 10 เลนตลอดทั้งสาย ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการจะแล้วเสร็จปี 2562 โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงอ่อน ส่วนต่อขยายตลิ่งชัน-ศิริราช และตลิ่งชัน-ศาลายา รถไฟฟ้าสายสีเขียว บีทีเอส ส่วนต่อขยายสถานีบางหว้า-ตลิ่งชัน ทางด่วนใหม่ ศรีรัช-วงแหวน (หมอชิต-วงแหวนกาญจนาภิเษก) มอเตอร์เวย์สายบางใหญ่-กาญจนบุรี และบางใหญ่-ชะอำ โครงการถนนเชื่อมต่อนครอินทร์-ศาลายา เป็นต้น
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29,01, 2018, 13:17:32 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
29,01, 2018, 19:26:59
H1N1
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,538



« ตอบ #26 เมื่อ: 29,01, 2018, 19:26:59 »

ห้างสรรพสินค้ามาตามแนวรถไฟฟ้าอีกไม่นานแถวนั้นบ้านจัดสรรและคอนโดคงจะตามมา แต่ความเจริญก็แลกมากับความวุ่นวายนะครับ
บันทึกการเข้า
30,01, 2018, 16:20:12
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,936


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #27 เมื่อ: 30,01, 2018, 16:20:12 »

ห้างสรรพสินค้ามาตามแนวรถไฟฟ้าอีกไม่นานแถวนั้นบ้านจัดสรรและคอนโดคงจะตามมา แต่ความเจริญก็แลกมากับความวุ่นวายนะครับ


จริง ครับ ความสะดวกสบาย ตามมา แต่ความสุข บางอย่าง จะหายไป..... คนเดินห้างสมัยนี้ ก็ไม่ได้ Shopping เท่าสมัยก่อน ซื้อ on line กันเยอะ ส่วนมากมักจะไปพักผ่อน ทานข้าวกันมากกว่า

มาดูเรื่อง การแข่งขันธุรกิจการบิน low cost กัน

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=1860816683990136&id=1816883951716743
หมัดต่อหมัด 
: Thai Air Asia VS. Nok Air VS. Thai Lion Air  / Sakaradhorn

เวลาที่เราต้องการจะเดินทางไปต่างจังหวัดด้วยเครื่องบินในราคาประหยัด (Low Cost) ชื่อของสายการบิน Low Cost ที่เราจะใช้บริการ คงหนีไม่พ้นสามสายการบินนี้ : ไทยแอร์เอเชีย , นกแอร์ และ สายการบินน้องใหม่อย่าง ไทยไลอ้อนแอร์

ในปัจจุบันทั้งสามสายการบิน Low Cost นี้สามารถครองส่วนแบ่งการตลาดในประเทศมากที่สุดรวมกันเกือบ 70% ของเที่ยวบินที่ให้บริการภายในประเทศทั้งหมด ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่สูงมาก
 
ไทยแอร์เอเชีย และ นกแอร์ เป็นสายการบินที่มุ่งเน้นให้บริการผู้โดยสารแบบจุดต่อจุดโดยตรง โดยไม่มีการแวะลงจอดที่สนามบินอื่น ในขณะที่ ไทยไลออนแอร์ บางเส้นทางที่ระยะทางไกลยังไม่มีเที่ยวบินตรง จำเป็นต้องมาต่อเครื่องที่ดอนเมืองก่อน เช่น เที่ยวบิน เชียงใหม่ - หาดใหญ่ เป็นต้น
 
ศักยภาพกำลังการบินของทั้ง 3 สายการบิน ในการรองรับผู้โดยสาร เปรียบเทียบกันหมัดต่อหมัด ยกแรก ดังนี้
 

ไทยแอร์เอเชีย   51  ลำ รองรับผู้โดยสารได้  9,180 คน 
นกแอร์               30 ลำ รองรับผู้โดยสารได้  4,603 คน   
ไทยไลอ้อนแอร์  31 ลำ รองรับผู้โดยสารได้  6,901 คน

กองกำลังเที่ยวบินของ Thai Air Asia ถือว่าทรงพลังมากที่สุด สามารถให้บริการได้มากถึง 1,144 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ สำหรับนกแอร์อยู่ที่ 608 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ในขณะที่ไทยไลอ้อนแอร์อยู่ในระดับที่น้อยกว่า ไทยแอร์เอเชีย และนกแอร์ เมื่อเปรียบเทียบจากรายได้รวม

 
เรามาลองจำลองค่าโดยสาร จาก กรุงเทพฯ - หาดใหญ่  (ไป-กลับ) แบบจองล่วงหน้า 3 เดือน เลือกรอบเช้าที่ราคาประหยัดที่สุดดูกัน
 
Thai Air Asia  : 2,480 บาท 
ให้น้ำหนักกระเป๋า :  ไม่มี   
เลือกที่นั่งได้เอง : ไม่มี
   
Nok Air   :  3,098 บาท 
ให้น้ำหนักกระเป๋า : 7 กิโลกรัม
เลือกที่นั่งได้เอง : ได้

Thai Lion Air : 2,800 - 3,080 บาท
ให้น้ำหนักกระเป๋า : 10 กิโลกรัม
เลือกที่นั่งได้เอง : ได้

ด้านค่าโดยสารจะเห็นว่า นกแอร์ แพงสุดแต่มี โควตาให้โหลดกระเป๋าได้ 7 กก. มีน้ำดื่มให้ทานฟรี แถมยังเลือกที่นั่งถูกใจได้   ไทยแอร์เอเชีย ถูกสุด แต่ Option ต่างๆ ต้องซื้อเพิ่มเอาเอง  ราคาค่าโดยสารของ ไทยไลอ้อนแอร์ อยู่ตรงกลาง แต่ให้น้ำหนักกระเป๋ามากสุดที่ 10 กิโลกรัม แถมเลือกที่นั่งได้เองตามใจชอบ

มาดูผลการดำเนินงานในรอบ 3 ปีย้อนหลัง (2557-2559) ของทั้ง 3 สายการบิน

ไทยแอร์เอเชีย 
ปี 2557 :  รายได้รวม  26,275.3   ล้านบาท   
               กำไร  183.18 ล้านบาท     
   
ปี 2558 :  รายได้รวม  30,463.58  ล้านบาท 
               กำไร   1,078.48 ล้านบาท

ปี 2559 : รายได้รวม   33,130.3    ล้านบาท 
               กำไร   1,869.46 ล้านบาท

รายได้เติบโต 12.28% ต่อปี

นกแอร์
ปี 2557 :  รายได้รวม  12,312.93 ล้านบาท 
               ขาดทุน -471.66 ล้านบาท

ปี 2558 :  รายได้รวม  14,296.20 ล้านบาท 
               ขาดทุน -726.10 ล้านบาท

ปี 2559 : รายได้รวม   16,938.32 ล้านบาท 
               ขาดทุน -2,795.09 ล้านบาท

รายได้เติบโต 17.29% ต่อปี

ไทยไลอ้อนแอร์
ปี 2557 :  รายได้รวม  2,166.30 ล้านบาท 
               ขาดทุน -821.45   ล้านบาท

ปี 2558 :  รายได้รวม  5,065.57 ล้านบาท 
                ขาดทุน -1,029.69 ล้านบาท
 
ปี 2559 : รายได้รวม   9,564.52 ล้านบาท 
               ขาดทุน -443.16 ล้านบาท
รายได้เติบโต 110% ต่อปี

ในแง่ของอัตราการเติบโตทางด้านรายได้ในรอบ 3 ปี  ไทยไลอ้อนแอร์ มาแรงมาก ค่า Growth Rate พุ่งสูงลิบอยู่ที่ 110% ต่อปี แซงหน้าสองพี่เบิ้มในวงการสายการบิน Low Cost ไปแบบขาดกระจุย

ส่งผลให้ส่วนแบ่งการตลาดของ ไทยไลอ้อนแอร์ พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 18.7%  เกือบแซงนกแอร์ที่มีส่วนแบ่งฯ อยู่ที่ 20.3% เบอร์หนึ่งยังคงเป็นไทยแอร์เอเชียมีส่วนแบ่งฯ อยู่ที่ราว 30% 

ด้านการทำกำไร จะเห็นว่า ไทยแอร์เอเชีย ยังทิ้งห่างนกแอร์ และไทยไลอ้อนแอร์อยู่มาก อย่างไรก็ตามใน ปีล่าสุด ไทยไลอ้อนแอร์ มีผลประกอบการขาดทุนที่ลดลงเกือบ 60% ในขณะที่รายได้เพิ่มมากขึ้นถึง 88.81% ซึ่งถือว่าเป็นการก้าวกระโดดที่ดีเยี่ยม และในปีนี้ คุณอัศวิน ยังกีรติวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไทยไลอ้อนแอร์ ยังยืนยันว่าจะควบคุมเรื่องค่าใช้จ่ายให้ดีขึ้น เพื่อให้ไลอ้อนแอร์ กลับมาทำกำไรให้ได้ในปีนี้   

กลยุทธ์ที่ ไทยไลอ้อนแอร์ เลือกมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นการให้น้ำหนักกระเป๋ามากกว่าเพื่อน และเลือกที่นั่งได้เอง ในราคาที่ถูกกว่า นกแอร์  ดูจะเป็นกลยุทธ์ที่ดึงดูดลูกค้าจาก นกแอร์ ได้มากทีเดียว และพร้อมจะก้าวขึ้นมาสู้กับ ไทยแอร์เอเชีย ในการเป็นหมายเลข 1 ของสายการบิน Low Cost  ในประเทศ

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน  คุณธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของไทยแอร์เอเชีย ได้กลับมาซื้อหุ้นคืนจากกลุ่ม King Power เพื่อเป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 1 ที่ 41.3% เพื่อการบริหารงานให้คล่องตัวมากขึ้น  ทำให้ ไทยแอร์เอเชีย แข็งแกร่งขึ้นมาก และพร้อมจะรักษาสายการบิน Low Cost หมายเลข 1 ของเมืองไทยต่อไปในระยะยาว 

ดังนั้นงานนี้จึงไม่ใช่งานง่ายสำหรับ ไทยไลอ้อนแอร์ อย่างแน่นอน

-------------------------------------------------------------------
Source: 

https://www.set.or.th/set/companyprofile.do?symbol=AAV&ssoPageId=4&language=th&country=TH

https://marketdata.set.or.th/mkt/stockquotation.do?symbol=NOK&language=th&country=TH

http://www.lionairthai.com/th/

- ข้อมูลแบบ 56-1  บริษัทสายการบิน นกแอร์ จำกัด (มหาชน)

- ข้อมูลแบบ 56-1  บริษัท เอเชีย เอวิชั่น จำกัด (มหาชน) 

- http://www.dbd.go.th/more_news.php?cid=3

- https://goo.gl/o2cy3p
 
- https://goo.gl/o2cy3p

- https://leehamnews.com/wp-content/uploads/2017/02/A330-300_Air_Asia_X.jpg

- https://nokair.net/wp-content/uploads/2016/09/1-1.jpg
- http://www.rti.org.tw/upload/material/150588146297910.jpg

- https://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1492353284
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
30,01, 2018, 22:05:07
H1N1
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,538



« ตอบ #28 เมื่อ: 30,01, 2018, 22:05:07 »

เคยใช้บริการไลอ้อนแอร์ราคาตรงตามที่โฆษณาไม่มีบวกเพิ่มเหมือนบางสายการบินไปใช้บริการแล้วราคาไม่ตรงกับที่โฆษณาไว้ มีการบวกเพิ่มบางรายการ ซึ่งทำให้ราคาสูงกว่าที่คิดไว้ส่งผลต่อจิตใจเล็กน้อยครับ ยิ้มหมุนหน้า
บันทึกการเข้า
31,01, 2018, 15:39:29
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,936


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #29 เมื่อ: 31,01, 2018, 15:39:29 »

เคยใช้บริการไลอ้อนแอร์ราคาตรงตามที่โฆษณาไม่มีบวกเพิ่มเหมือนบางสายการบินไปใช้บริการแล้วราคาไม่ตรงกับที่โฆษณาไว้ มีการบวกเพิ่มบางรายการ ซึ่งทำให้ราคาสูงกว่าที่คิดไว้ส่งผลต่อจิตใจเล็กน้อยครับ ยิ้มหมุนหน้า

ช่วงหลัง ผมก็ขึ้นแต่ Lion air....เพราะส่วนใหญ่ตารางการบิน จะตรงกับเวลาส่วนตัว พอดี... จริงๆ ก็อยากสนับสนุนบริษัท คนไทย นะ แต่หมั่นไส้ในบางเรื่อง ไว้อารมฯ์ดี จะกลับมาอุดหนุนใหม่
https://www.prachachat.net/property/news-109076

เวนคืน 2.5 พันไร่ผุดศูนย์โลจิสติกส์ชายแดน-หัวเมืองหลัก

กรมการขนส่งฯเวนคืนที่ดิน 2.5 พันไร่ ปักหมุดสถานีขนส่งสินค้า 19 แห่งทั่วประเทศ วงเงินกว่า 1.5 หมื่นล้าน เกาะรัศมีเศรษฐกิจพิเศษชายแดนและเมืองหลัก เสริมแกร่งโลจิสติกส์ ประเดิม “เชียงของ” ใหญ่สุด 330 ไร่ เตรียมเปิดประมูลให้เอกชนร่วม PPP พันล้าน แลกรับสัมปทาน 15 ปีบริหารพื้นที่ เปิดปี’63 บูมการค้า-ท่องเที่ยวชายแดนไทย-ลาว-จีนใต้ คิวต่อไป นครพนม แม่สอด สงขลา สระแก้ว มุกดาหาร หนองคาย

นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยว่า กรมได้จัดทำแผนแม่บท (master plan) การพัฒนาสถานีขนส่งสินค้าใช้เวลาพัฒนา 7 ปี (2558-2565) จำนวน 22 แห่งทั่วประเทศ ปัจจุบันดำเนินการแล้วในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล 3 แห่ง ได้แก่ พุทธมณฑล คลองหลวง และร่มเกล้า อีก 19 แห่งอยู่ในแผนดำเนินงาน มีขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ ขณะนี้กำลังจัดหาพื้นที่เพื่อดำเนินการ คาดว่าจะใช้เงินก่อสร้าง 15,967.42 ล้านบาท

แยกเป็น สถานีขนส่งสินค้าจังหวัดชายแดน 11 แห่ง ค่าก่อสร้าง 8,790.44 ล้านบาท เริ่มดำเนินการที่เชียงของเป็นแห่งแรก เนื้อที่ 330 ไร่ ค่าก่อสร้าง 1,360 ล้านบาท เสร็จปี 2563 จะเป็นศูนย์เปลี่ยนถ่ายขนส่งสินค้าระหว่างประเทศผ่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 4 (เชียงของ-ห้วยทราย) และถนน R3A จากไทยผ่าน สปป.ลาว จีนตอนใต้ และเวียดนาม

ในปี 2561 จะดำเนินการที่นครพนม เนื้อที่ 115 ไร่ ค่าก่อสร้าง 846.23 ล้านบาท เปิดบริการปี 2564 จากนั้นเป็นที่แม่สอด เนื้อที่ 140 ไร่ ค่าก่อสร้าง 748.88 ล้านบาท สระแก้ว เนื้อที่ 100 ไร่ ค่าก่อสร้าง 584.65 ล้านบาท สงขลา เนื้อที่ 178ไร่ ค่าก่อสร้าง 1,268.43 ล้านบาท มุกดาหาร เนื้อที่ 108 ไร่ ค่าก่อสร้าง 534.65 ล้านบาท หนองคาย เนื้อที่ 139 ไร่ ค่าก่อสร้าง 755.57 ล้านบาท แม่สาย เนื้อที่ 78 ไร่ ค่าก่อสร้าง 512.31 ล้านบาท นราธิวาส เนื้อที่ 79 ไร่ ค่าก่อสร้าง 613.60 ล้านบาท ตราด เนื้อที่ 77 ไร่ ค่าก่อสร้าง 841.98 ล้านบาท จะเปิดบริการในปี 2565 ส่วนกาญจนบุรีจะชะลอการพัฒนาไว้ก่อน ตามแผนจะเสร็จในปี 2576 มีเนื้อที่ 171 ไร่ ค่าก่อสร้าง 723.98 ล้านบาท

อีก 8 แห่งเป็นสถานีขนส่งสินค้าเมืองหลัก ค่าก่อสร้าง 7,176 ล้านบาท ได้แก่ เชียงใหม่ เนื้อที่ 95 ไร่ ค่าก่อสร้าง 937 ล้านบาท พิษณุโลก เนื้อที่ 61 ไร่ ค่าก่อสร้าง 633 ล้านบาท ขอนแก่น เนื้อที่ 140 ไร่ ค่าก่อสร้าง 1,115 ล้านบาท นครราชสีมา เนื้อที่ 138 ไร่ ค่าก่อสร้าง 1,064 ล้านบาท สุราษฎร์ธานี เนื้อที่ 150 ไร่ ค่าก่อสร้าง 1,146 ล้านบาท จะเปิดบริการในปี 2566 ส่วนนครสวรรค์เปิดบริการปี 2569 มีเนื้อที่ 277 ไร่ ค่าก่อสร้าง 463 ล้านบาท อุบลราชธานี เนื้อที่ 109 ไร่ ค่าก่อสร้าง 863.34 ล้านบาท เปิดบริการปี 2573 และปราจีนบุรี เนื้อที่ 105 ไร่ ค่าก่อสร้าง 952 ล้านบาท จะชะลอโครงการออกไปก่อน

“การพัฒนาโครงการในเขตเศรษฐกิจชายแดนจะมีบางแห่งที่รัฐดำเนินการเองทั้งก่อสร้างและการบริหารจัดการ เช่น แม่สาย แม่สอด สระแก้ว นราธิวาส ตราด และให้เอกชนลงทุน PPP รับสัมปทานบริหารพื้นที่ โดยรัฐก่อสร้างและเวนคืนที่ดินให้ เช่น เชียงของ จะเปิดประมูลในปีนี้ ให้สัมปทานเอกชน 15 ปี นอกจากนี้มีนครพนม หนองคาย มุกดาหาร สงขลา ส่วนพื้นที่เมืองหลักที่รัฐจะดำเนินการเองมี พิษณุโลก นครราชสีมา ที่เหลือให้เอกชนบริหารจัดการ”

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า แผนการก่อสร้างศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้า 22 แห่งทั่วประเทศ ส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนตามนโยบายรัฐบาล กรมการขนส่งทางบกนำร่องที่ อ.เชียงของ จ.เชียงราย เป็นแห่งแรก และใหญ่ที่สุดของแผนแม่บท

เนื่องจากเชียงของอยู่ในแนวเส้นทางการเชื่อมโยงระหว่างประเทศภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง และ GMS มีการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 4 ที่เปิดบริการปี 2556 มีการขนส่งสินค้าจาก สปป.ลาว และจีน เพิ่มขึ้นทุกปี เฉลี่ยปีละ 10-15% ในปี 2560 อยู่ที่ 21,000 ล้านบาท และปี 2561 จะแตะที่ 30,000 ล้านบาท นับว่ามีมูลค่าสูง และทำให้เศรษฐกิจชายแดนดีขึ้น

“เปิดสะพานข้ามโขงแห่งที่ 4 ปริมาณรถบรรทุกก็เพิ่มขึ้นทุกปี ปีที่แล้วมีรถบรรทุกสินค้าที่วิ่งระหว่างชายแดนไทย-ลาว อยู่ที่ 1.25 แสนคัน หรือเฉลี่ยวันละประมาณ 160 คัน สูงสุด 200 คัน แนวโน้มจะมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น แต่ด้วยข้อจำกัดเรื่องข้อกฎหมายการจราจรที่ไม่เหมือนกันของแต่ละประเทศ จึงทำให้ต้องลงทุนสร้างศูนย์เปลี่ยนถ่ายขนส่งสินค้าที่เชียงของ เพื่อเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์รองรับรถบรรทุกสินค้าทุกประเทศที่ขนสินค้าผ่านแดน”

นอกจากนี้ ภาพของ อ.เชียงของจะเปลี่ยนไป หลังเปิดใช้สะพานเชื่อมพรมแดนไทย-ลาว และศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้า จะทำให้เกิดความสะดวกสบายด้านการขนส่งสินค้าโดยรถบรรทุกระหว่างประเทศมากขึ้น ในอนาคตจะเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้าจากรถยนต์ไปสู่ระบบรางมากขึ้น ตามแผนพัฒนาระยะที่ 2 จะมีการขนส่งเชื่อมกับรถไฟทางคู่เด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ระยะทาง 323 กม. ที่จะสร้างจากสถานีเชียงของเข้ามายังศูนย์ขนส่งสินค้าเชียงของ ระยะทางประมาณ 6 กม. จะทำให้การขนส่งสินค้าจากจีนไปท่าเรือแหลมฉบังได้เร็วขึ้น

อีกทั้งที่เชียงของจะเป็นแห่งแรกที่จะแยกระหว่างผู้โดยสารกับสินค้าที่ผ่านด่านออกจากกัน และจะขอให้บรรจุด่านเชียงของเป็นด่านตรวจร่วมกันตามข้อตกลง GMS

“เชียงของจะเป็นศูนย์โลจิสติกส์ภาคเหนือ ทำให้การขนส่งสินค้าของไทยไปภาคใต้ของจีนสะดวกขึ้น ทำให้มูลค่าการค้าเพิ่มมากขึ้นอีก เพราะจะสามารถไปยังคุนหมิง มณฑลยูนนาน สิบสองปันนา เชื่อมต่อไปหลวงพระบาง เวียดนาม และหนานหนิง หรือว่าลงมาทางกวางเจาก็ได้ จะเป็นส่วนหนึ่งของการเกาะเกี่ยว One Belt One Road ของจีน” นายอาคมกล่าว
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
หน้า: 1 [2] 3 4 ... 19   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: