GUN IN THAILAND
17,08, 2018, 12:08:28 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Google
หน้า: 1 ... 11 12 [13] 14 15 16   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส  (อ่าน 3893 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
13,06, 2018, 22:39:16
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,837


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #180 เมื่อ: 13,06, 2018, 22:39:16 »

ตามนี้ครับ พี่ H1N1

http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/787581

คดีสินบนโรลส์รอยซ์ คืบเกินครึ่ง รอหลักฐานจากตปท.

ชี้คดี "สินบนโรลส์รอยซ์" คืบหน้าเกินครึ่ง เอี่ยวการบินไทย-ปตท.และปตท.สผ. ด้านป.ป.ช.รับทำงานยากเพราะเกิดมานาน แถมต้องรอหลักฐานจากตปท.

นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. แถลงความคืบหน้าการตรวจสอบคดีการจ่ายสินบนของบริษัท โรลส์ รอยซ์ จำกัดให้เจ้าหน้าที่รัฐในบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ว่า ในส่วนของบริษัทการบินไทย องค์คณะไต่สวนได้ดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานแล้ว 80 เปอร์เซ็นต์ สอบปากคำพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องแล้ว 60 เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันอยู่ระหว่างประสานความร่วมมือกับสำนักงานอัยการสูงสุดในการขอความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญากับประเทศอังกฤษ
นายวรวิทย์ กล่าวว่า ส่วนกรณีบริษัท ปตท. และบริษัท ปตท.สผ.องค์คณะไต่สวนได้ดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานแล้ว 60เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการสอบสวนปากคำ พยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง และได้มีการประสานความร่วมมือกับสำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อขอความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญากับประเทศสหรัฐอเมริกา

อย่างไรก็ตาม ​ทั้ง 2 คดี การรวบรวมพยานหลักฐานค่อนข้างยาก เนื่องจากเหตุเกิดระหว่างปี 2546 - 2547 และต้องรอพยานหลักฐานจากต่างประเทศ ซึ่งสำนักงาน ป.ป.ช. ไม่สามารถทราบกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจนได้ รวมถึงไม่สามารถควบคุมได้ว่าจะได้รับข้อมูลมากน้อยเพียงใด จึงต้องรอ เพราะทั้ง อังกฤษและสหรัฐฯ ต่างมีกฎหมายที่ต่อรองไม่ต้องรับผิดทางอาญา






ตีhttps://www.prachachat.net/motoring/news-174171

“ไทย” ลุ้นชิงผู้นำเอเชีย หวังรถอีวีทะลุ 60 ล้าน ปี 2040

บลูมเบิร์ก นิว เอเนอจี้ ไฟแนนซ์ (บีเอ็นอีเอฟ) บริษัทวิจัยอุตสาหกรรมด้านพลังงานของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก เปิดตัวรายงานประจำปีว่า ด้วยการคาดการณ์การใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า (อีวี) ทั่วโลกจนถึงปี 2040 เมื่อวันก่อน โดยระบุว่าด้วยราคาแบตเตอรี่ที่ต่ำลง และการผลิตที่มากขึ้น รวมถึงข้อได้เปรียบด้านต้นทุนการใช้งานรถยนต์อีวีที่ต่ำกว่ารถยนต์เครื่องยนต์สันดาป จะทำให้มีความต้องการใช้รถไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น โดยคาดการณ์ว่ารถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกจะเพิ่มเป็น 11 ล้านคัน ในปี 2025 ก่อนเพิ่มขึ้นเป็น 30 ล้านคัน ในปี 2030 และในปี 2040 จะก้าวกระโดดสู่ 60 ล้านคัน หรือเท่ากับ 55% ของตลาดรถยนต์ไซซ์เล็กทั่วไป
“แบตเตอรี่” หัวใจรถอีวี

ปัจจุบันมีรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกอยู่ที่จำนวน 1,569,000 ล้านคันทั่วโลก จากปีที่แล้ว 1,091,000 ล้านคัน ถือเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หากเทียบย้อนกลับไปเมื่อราว 2-3 ปีก่อน ที่ทั่วโลกมีรถยนต์ไฟฟ้าวิ่งอยู่บนถนนแค่เพียงหลักแสนเท่านั้น บีเอ็นอีเอฟคาดการณ์ในด้านอื่น ๆ ด้วยว่า การใช้งานของรถยนต์สันดาปจะเริ่มลดลงชัดเจนในช่วงกลางทศวรรษ 2020 และปี 2024 ราคารถยนต์ไฟฟ้าจะตกลงมาเท่ากับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป ทั้งนี้ ประเทศจีนจะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง โดยในปี 2025 ยอดขายรถยนต์อีวีในจีนจะยังคงคิดเป็น 50% ของทั่วโลก และ 39% ในปี 2030

นายโคลิน แมคเคอร์ราเชอร์ หัวหน้าทีมนักวิเคราะห์การเดินทางขนส่งที่ล้ำหน้าของบีเอ็นอีเอฟ กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าใช้งานแพร่หลายมากขึ้นเรื่อย ๆ ในปัจจุบัน เนื่องจากราคาแบตเตอรี่รถยนต์ลิเทียมไอออนที่ลดลงกว่า 80% นับตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา โดยมองว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า การผลิตแบตเตอรี่จะเพิ่มกำลังขึ้นอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะในเอเชีย ที่มีจีนเป็นผู้นำตลาดผลิตถึง 73% ในปี 2021

“ทุกวันนี้แม้ส่วนแบ่งรถยนต์อีวีในทุกตลาดยังน้อยมากอยู่ แต่อยากให้สังเกตว่า กว่าที่จะได้ส่วนแบ่งตลาด 1% นั้นใช้เวลานานมาก แต่พอมาเป็น 2% และ 3% ค่อนข้างเติบโตอย่างรวดเร็วเลยทีเดียว” นายแมคเคอร์ราเชอร์กล่าว



“ไทย” มีสิทธิ์ชิงผู้นำอีวี

ในด้านการสร้างความแพร่หลายของการใช้รถยนต์อีวี นายแมคเคอร์ราเชอร์มองว่า “สิทธิประโยชน์” จากรัฐบาลมีความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ใช่เพียงด้านภาษีหรือเรื่องเงินเท่านั้น แต่ยังเป็นการอำนวยความสะดวกอื่น ๆ เช่น การจอดรถฟรี การขึ้นทางด่วนหรือโทลล์เวย์ฟรี ตลอดจนการใช้บัสเลนโดยถูกกฎหมาย ซึ่งเป็นโมเดลที่ประเทศนอร์เวย์ใช้ในการผลักดันดีมานด์รถอีวี และประสบความสำเร็จ ทำให้ในเพียงแค่ครึ่งปีแรกของปี 2018 ยอดขายรถอีวีในนอร์เวย์ คิดเป็นมากกว่า 50% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด

ทั้งนี้มองว่า รัฐบาลไทยมีความจริงจังในการออกนโยบายผลักดันการใช้รถยนต์อีวีมาก ประกอบกับเป็นประเทศฐานผลิต น่าจะสามารถเข้าชิงความเป็นผู้นำด้านรถยนต์ไฟฟ้าระดับภูมิภาคได้อยู่ และคิดว่าในประเทศไทย ดูจากทิศทางแล้วน่าจะเริ่มมีการใช้งานจากรถบัสไฟฟ้าก่อนรถยนต์ส่วนบุคคล

ขณะที่ นายอาชิช เซเทีย หัวหน้านักวิจัยภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกของบีเอ็นอีเอฟให้ความเห็นเสริมว่า ประเทศไทยเป็นประเทศผู้ผลิตและผู้ส่งออกรายใหญ่ของภูมิภาคเอเชีย และออสเตรเลีย จึงทำให้นโยบายสนับสนุนรถยนต์อีวีแตกต่างจากประเทศเพื่อนบ้าน

“เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยก็มีความโดดเด่นในการออกนโยบายสนับสนุน ขณะที่ประเทศอื่น ๆ ส่วนใหญ่มีนโยบายสนับสนุนจากทางฝั่งผู้บริโภค เช่น สิงคโปร์ที่เพิ่มภาษีคาร์บอน และลดภาษีให้กับบ้านที่ชาร์จไฟฟ้าได้ ขณะที่รัฐบาลไทยดูจะมีนโยบายสนับสนุนทั้ง 2 ฝ่าย คือ ทั้งผู้ผลิต และผู้บริโภค แม้ฝั่งผู้บริโภคจะไม่ชัดเจนนัก”

กังวล “โคบอลต์” ขาดในอนาคต

รายงานของบลูมเบิร์กฉบับนี้ได้ทำการสำรวจในประเด็นอุปสรรคของรถยนต์อีวีในอนาคตด้วย โดยพบว่ารถยนต์ไฟฟ้านั้นถูกพัฒนาโดยมีความต้องการใช้ลิเธียมและโคบอลต์มาทำแบตเตอรี่ ซึ่งตัวลิเทีียมนั้น หัวหน้าทีมนักวิเคราะห์การเดินทางขนส่งที่ล้ำหน้ากล่าวว่า ไม่น่ากังวลใจเท่าไหร่นัก เพราะในระยะหลังมีหลายบริษัทเล็งเห็นโอกาส และเปิดเหมืองสกัดแร่กันมากขึ้น ลิเทียมคงไม่ขาดตลาดไปอีกนาน แต่ที่น่าจะเป็นปัญหาน่าจะเป็นโคบอลต์ เพราะใช้ในการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่น ๆ

ด้วย ทำให้อาจจะเกิดการแย่งความต้องการกัน ราคาอาจจะดีดตัวขึ้นสูงในอีก 5 ปีข้างหน้า หากมีซัพพลายไม่เพียงพอ ถือได้ว่าเป็นความเสี่ยงหลัก ๆ

ในการพัฒนารถยนต์อีวี

นายอาชิชกล่าวเสริมว่า ปัจจุบันก็มีหลายบริษัทแบตเตอรี่พยายามพัฒนาหาตัวมาทดแทนโคบอลต์ เพื่อให้เป็นแบตเตอรี่เน็กซ์เจเนอเรชั่น ซึ่งเขาเชื่อว่าถ้าทำได้ ก็จะทำให้ราคาแบตเตอรี่ถูกลงไปอีก

“อีวี” เบียดปลั๊ก-อินไฮบริด

นอกจากนี้ รายงานคาดการณ์ความต้องการของรถยนต์อีวีฉบับนี้เชื่อว่า ในอนาคตรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบจะขายดีกว่ารถยนต์ไฟฟ้ารูปแบบปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) และรถยนต์พลังงานเชื้อเพลิงอย่างมาก เพราะแม้ว่าในช่วง 5-10 ปีนี้ ปลั๊กอินไฮบริดจะมีความสำคัญสำหรับผู้บริโภคในการเปลี่ยนผ่านการใช้รถ แต่ยังมองไม่เห็นว่าเทคโนโลยีปลั๊ก-อินไฮบริดจะมีราคาถูกลงได้อย่างไร เนื่องจากเครื่องยนต์ใช้เทคโนโลยี 2 แบบ คือ แบตเตอรี่และเผาไหม้น้ำมัน ขณะที่รถยนต์เซลล์เชื้อเพลิงก็เช่นกัน ยังไม่สามารถหาเทคโนโลยีที่ทำให้การเติมไฮโดรเจนราคาถูกลงได้

ทั้งนี้ ในงานเปิดตัวรายงานประจำปีว่าด้วยการคาดการณ์การใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า (อีวี) ทั่วโลกจนถึงปี 2040 มีการสอบถามผู้ร่วมงานทั้ง 70 คนซึ่งเป็นชาวไทยและชาวต่างชาติ มาจาก

ทั้งในภาคอุตสาหกรรมรถยนต์และภาครัฐบาลว่า ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยในปี 2030 จะคิดเป็นส่วนแบ่งตลาดเท่าไหร่ ? โดยคำตอบที่ได้รับมากที่สุด คือ 44.6% คาดว่ารถยนต์ไฟฟ้าจะมีส่วนแบ่งตลาดในไทย 10% ในปี 2030
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13,06, 2018, 22:46:32 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
13,06, 2018, 23:28:44
H1N1
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,141



« ตอบ #181 เมื่อ: 13,06, 2018, 23:28:44 »


ขอบคุณสำหรับข้อมูลครับ คุณ storm40sw
บันทึกการเข้า
16,06, 2018, 00:19:13
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,837


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #182 เมื่อ: 16,06, 2018, 00:19:13 »

https://www.prachachat.net/property/news-175085

เวนคืนทั่วกรุงแก้รถติด ตัดถนน5สายบูมทำเลใหม่

กทม.ทะลวงที่ตาบอด การจราจรพื้นที่โซนตะวันออก-ตะวันตก ทุ่ม 2.3 หมื่นล้าน เวนคืนย่านวิภาวดี พหลโยธิน บางเขน สุขาภิบาล 5 คลองสามวา เกียกกาย พุทธมณฑลสาย 4 เกษตร-นวมินทร์ เสรีไทย บางนา ตัดถนนใหม่ 6-8 เลน สร้างสะพานข้ามเจ้าพระยา เปิดหน้าดินบูมทำเลใหม่ เชื่อมการเดินทางใจกลางเมืองและปริมณฑล

นายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผย”ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปี 2561 กทม.มีแผนเร่งรัดก่อสร้างโครงข่ายถนนและสะพานเพื่อแก้ปัญหาการจราจรในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยเฉพาะโซนตะวันออกและตะวันตกที่เมืองมีการขยายตัวไปมาก จำเป็นต้องสร้างโครงข่ายใหม่ ๆ รองรับ เนื่องจากปัจจุบันระบบการจราจรส่วนใหญ่จะอยู่ในแนวเหนือและใต้

ลุยสร้าง 5 โครงการ

ภายในเดือน ก.ค.-ส.ค.นี้ มี 5 โครงการค่าก่อสร้างรวม 3,794 ล้านบาท เตรียมให้ผู้รับเหมาเข้าพื้นที่สำรวจปัญหาอุปสรรค เช่น การจราจร รื้อย้ายระบบสาธารณูปโภค โดยให้เคลียร์ปัญหาต่าง ๆ ให้แล้วเสร็จก่อนเริ่มสร้างจริง เพื่อให้โครงการแล้วเสร็จตามแผนงานมีกำหนดจะทยอยเสร็จในปี 2563-2564 ประกอบด้วย 1.สะพานข้ามแยก ณ ระนอง ค่าก่อสร้าง 1,346 ล้านบาท ก่อสร้างสะพานยกระดับข้ามแยก 4 ช่องจราจร ความยาว 1.95 กม. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายการจราจรถนนวงแหวน-รัชดาภิเษก และถนนสายหลัก กำหนดเสร็จปี 2564

2.อุโมงค์ทางลอดรัชดาฯ-ราชพฤกษ์ แนวเส้นทางบริเวณถนนรัชดาภิเษกกับถนนราชพฤกษ์ มีขนาด 4 ช่องจราจร ความยาว 1.5 กม. ค่าก่อสร้าง 924.5 ล้านบาท จะช่วยแก้ปัญหาจุดตัดถนนวงแหวนรัชดาภิเษกและถนนสายหลัก

3.ปรับปรุงถนนสามวาเป็น 4 ช่องจราจรระยะทาง 3.2 กม. ค่าก่อสร้าง 183.55 ล้านบาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของถนนให้รองรับการเจริญเติบโตของชุมชนในพื้นที่เขตมีนบุรีและเขตคลองสามวา

4.ถนนต่อเชื่อมกาญจนาภิเษก-พุทธมณฑลสาย 2 ค่าก่อสร้าง 1,136 ล้านบาทก่อสร้างเป็นถนน 6 ช่องจราจร ระยะทาง 1.5 กม. พร้อมทางยกระดับ 4-6 ช่องจราจร ระยะทาง 1.5 กม. ทางแยกต่างระดับบริเวณจุดตัดถนนพุทธมณฑลสาย 2 ขยายสะพานข้ามคลองเป็น 8 ช่องจราจร ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจราจรฝั่งธนบุรีให้เชื่อมต่อการจราจรฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯ

และ 5.ปรับปรุงถนนศาลาธรรมสพน์จากถนนพุทธมณฑลสาย 2 ถึงถนนทวีวัฒนา ค่าก่อสร้าง 204.40 ล้านบาท จะก่อสร้างถนนขนาด 2-4 ช่องจราจร พร้อมขยายสะพานข้ามคลอง 5 แห่ง เป็นทางลัดเชื่อมพื้นที่กรุงเทพฯกับ นครปฐม และ นนทบุรี อีกทั้งช่วยการจราจรจากถนนบรมราชชนนี และแก้ปัญหาน้ำท่วมบนถนนศาลาธรรมสพน์

“ปีต่อ ๆ ไป กทม.มีแผนจะเวนคืนและก่อสร้างโครงการใหม่ ๆ เช่น สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณเกียกกาย สะพานราชวงศ์-ท่าดินแดง ถนนใหม่ต่อเชื่อมวิภาวดีรังสิต-พหลโยธิน-รัตนโกสินทร์สมโภช-นิมิตรใหม่ เป็นต้น ทั้งนี้อยู่ที่จะได้รับงบประมาณมาดำเนินการหรือไม่ เพราะบางโครงการต้องขอเงินอุดหนุนจากรัฐบาล เช่น สะพานเกียกกาย”

เวนคืน 2.3 หมื่นล้าน

แหล่งข่าวจาก กทม.กล่าวเพิ่มเติมว่าในปีงบประมาณ 2562 จะของบฯเวนคืน 23,650 ล้านบาท ก่อสร้างถนนและสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ได้แก่ โครงการต่อเชื่อมถนนวิภาวดีรังสิต กับถนนพหลโยธิน 50 วงเงิน 2,000 ล้านบาท ซึ่งเมื่อวันที่ 2 มี.ค. 2561 ได้ประกาศ พ.ร.ฎ.เวนคืนพื้นที่เขตดอนเมืองและเขตบางเขนแล้ว โดยเหลือที่ดินเวนคืนอีก 13 แปลง บริเวณติดกับถนนวิภาวดี เช่น ที่ดินของมหาวิทยาลัยศรีปทุม เป็นต้น ตามแผนจะเริ่มสร้างปี 2562-2564รูปแบบเป็นถนนตัดใหม่ 4-6 ช่องจราจร ระยะทาง 2.8 กม. วงเงิน 3,800 ล้านบาทแยกเป็นค่าก่อสร้าง 1,800 ล้านบาท ค่าเวนคืน 2,000 ล้านบาท แนวเส้นทางเริ่มจากถนนวิภาวดีรังสิต ใกล้กับอาคารร้านเจ้เล้ง ดอนเมือง จากนั้นตัดผ่านที่ดินบางส่วนของโรงแรมแอร์พอร์ต กรุงเทพ สวิท โฮเทล แล้วตัดตรงถึงถนนพหลโยธินซอย 50 แล้วสร้างสะพานข้ามแยกไปเชื่อมถนนใหม่ที่เชื่อมจากพหลโยธิน-รัตนโกสินทร์สมโภช (ถนนเทพารักษ์)

ในอนาคตจะเชื่อมกับถนนรัตนโกสินทร์สมโภช-นิมิตรใหม่ ซึ่ง กทม.มีแผนจะก่อสร้างในปี 2562 มีระยะทาง 9 กม. วงเงิน 4,300 ล้านบาท แยกเป็นค่าเวนคืน 2,500 ล้านบาท ค่าก่อสร้าง 1,800 ล้านบาท รูปแบบเป็นถนนตัดใหม่ 6 ช่องจราจร มีแนวเขตทาง 45-60 เมตร พร้อมสร้างทางต่างระดับ ช่วงต่อเชื่อมถนนวงแหวนรอบนอกตะวันออก

“พ.ร.ฎ.เวนคืนบังคับใช้แล้ว กำลังสำรวจที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง คาดว่าจะมีเวนคืนที่ดิน 500 แปลง และสิ่งปลูกสร้างกว่า 300 รายการ จะของบฯปี 2562 เพื่อเวนคืน ตามแผนจะเริ่มสร้างปี 2562-2567 อนาคต กทม.มีแผนจะต่อขยายจากนิมิตรใหม่ถึงคลองเก้า”

เมื่อโครงการสร้างเสร็จจะเป็นโครงข่ายถนนสายหลักในแนวตะวันออก-ตะวันตก แนวถนนจะคู่ขนานไปกับถนนรามอินทราและถนนเกษตร-นวมินทร์ ช่วยกระจายการจราจรจากถนนวิภาวดีรังสิตสู่พื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ เพิ่มทางเลือกการเดินทางและแก้ปัญหาจราจรพื้นที่ปิดล้อมเขตบางเขน คลองสามวา และหนองจอก

งบฯลงทุนเกียกกายพุ่ง

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า นอกจากนี้จะเร่งรัดก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณเกียกกาย หลังล่าช้ามานาน คาดว่าเงินลงทุนโครงการจะเพิ่มขึ้นจากที่เคยประมาณการไว้ 11,000 ล้านบาท เป็นค่าก่อสร้างสะพาน 4,500 ล้านบาท และเวนคืน 6,500 ล้านบาท

เนื่องจากที่ผ่านมา ราคาที่ดินปรับตัวสูงขึ้นมากเฉลี่ยอยู่ที่ 20-30% จะส่งผลทำให้ค่าเวนคืนเพิ่มอีก 2,500 ล้านบาท เป็น 9,000 ล้านบาท โดยมีผู้ถูกเวนคืน 874 ราย และสิ่งปลูกสร้าง 405 หลัง หากโครงการยิ่งล่าช้า งบประมาณเวนคืนจะยิ่งเพิ่มขึ้นมาก

รูปแบบโครงการเป็นสะพานยกระดับและถนนต่อเชื่อมยกระดับ 4-6 ช่องจราจร เชื่อมการเดินทาง 2 ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา มีจุดเริ่มต้นอยู่ถนนคู่ขนานทางรถไฟสายใต้ ผ่านโครงการบ้านฉัตรเพชร บ้านบางส่วนของชุมชนสงวนทรัพย์ ซอยจรัญฯ 93/1 ร้านอาหารหัวปลาช่องนนทรี และร้านอาหาร Pier92 แล้วข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ผ่านวัดแก้วฟ้าจุฬามณี รัฐสภาแห่งใหม่

ผ่านแยกเกียกกาย เมื่อถึงแยกสะพานแดง แล้วเลี้ยวซ้ายใช้ถนนเลียบทางรถไฟสายเหนือฝั่งตะวันตก หรือถนนกำแพงเพชร 6 แล้วผ่านแยกสะพานดำ ถนนกำแพงเพชร ถนนพหลโยธิน สิ้นสุดบริเวณหมอชิตเก่าที่สวนจตุจักร ระยะทาง 5.9 กม. มีสะพานข้ามแม่น้ำ 1 แห่ง และทางขึ้นลง 9 แห่ง

“สะพานข้ามเจ้าพระยาอีก 1 โครงการที่น่าจะได้เดินหน้าต่อจากสะพานเกียกกาย คือ สะพานราชวงศ์-ท่าดินแดง เพราะไม่มีการเวนคืนที่ดิน ใช้เงินลงทุน 837 ล้านบาท เป็นสะพาน 2 ช่องจราจร พร้อมทางเดิน 480 เมตร สร้างบนแนวถนนราชวงศ์ และถนนท่าดินแดง รอของบประมาณปี 2562”

แหล่งข่าวกล่าวว่า ปัจจุบันกำลังเร่งออก พ.ร.ฎ.เวนคืนที่ดินก่อสร้างถนนกาญจนาภิเษก-พุทธมณฑลสาย 4 ใช้เงินเวนคืน 2,150 ล้านบาท ก่อสร้างเป็นถนนตัดใหม่ 4-6 ช่องจราจร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของถนนพรานนก-พุทธมณฑลสาย 4 ปัจจุบัน กทม.สร้างช่วงสามแยกไฟฉาย-ถนนกาญจนาภิเษก ระยะทาง 7 กม.เสร็จแล้ว

เร่งเชื่อมเกษตรฯ-บางนา

รวมถึงจะเดินหน้าการก่อสร้างโครงการถนนตามผังเมือง “สาย ช.2” เชื่อมระหว่างเกษตร-นวมินทร์-บางนา ระยะทาง 18.675 กม. วงเงินลงทุน 12,000 ล้านบาท แยกเป็นค่าเวนคืนที่ดิน 8,000 ล้านบาท ค่าก่อสร้าง 4,000 ล้านบาท เป็นถนนตัดใหม่ 8 ช่องจราจร

ปัจจุบันติดเรื่องเวนคืนที่ดินที่ประชาชนบางส่วนคัดค้าน ตั้งเป้าไว้ว่า ปี 2561-2562 จะเริ่มเวนคืน และก่อสร้างปี 2563-2566

แนวเส้นทางเริ่มจากจุดตัดถนนนวมินทร์กับถนนประเสริฐมนูกิจ ลงมาทางทิศใต้ อยู่ระหว่างถนนนวมินทร์ต่อเนื่องกับถนนศรีนครินทร์และถนนกาญจนาภิเษก มีจุดตัดกับถนนสายหลัก ได้แก่ ทางหลวงหมายเลข 351 (เกษตร-นวมินทร์) ถนนเสรีไทย ถนนรามคำแหง ถนนศรีนครินทร์-ร่มเกล้า ถนนกรุงเทพกรีฑา ทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 (มอเตอร์เวย์) ถนนอ่อนนุช ถึงถนนเฉลิมพระเกียรติ ร.9 และเชื่อมต่อกับถนนบางนา-บางปะกง พาดผ่านพื้นที่เขตบึงกุ่ม บางกะปิ สะพานสูง ประเวศ และพื้นที่ของ จ.สมุทรปราการ ปัจจุบันรอ จ.สมุทรปราการยืนยันให้ใช้พื้นที่ และเสนอร่าง พ.ร.ฎ.เวนคืนที่ดิน โดยให้สภา กทม.อนุมัติ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16,06, 2018, 00:20:58 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
16,06, 2018, 20:57:46
H1N1
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,141



« ตอบ #183 เมื่อ: 16,06, 2018, 20:57:46 »

ตีhttps://www.prachachat.net/motoring/news-174171

“ไทย” ลุ้นชิงผู้นำเอเชีย หวังรถอีวีทะลุ 60 ล้าน ปี 2040

บลูมเบิร์ก นิว เอเนอจี้ ไฟแนนซ์ (บีเอ็นอีเอฟ) บริษัทวิจัยอุตสาหกรรมด้านพลังงานของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก เปิดตัวรายงานประจำปีว่า ด้วยการคาดการณ์การใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า (อีวี) ทั่วโลกจนถึงปี 2040 เมื่อวันก่อน โดยระบุว่าด้วยราคาแบตเตอรี่ที่ต่ำลง และการผลิตที่มากขึ้น รวมถึงข้อได้เปรียบด้านต้นทุนการใช้งานรถยนต์อีวีที่ต่ำกว่ารถยนต์เครื่องยนต์สันดาป จะทำให้มีความต้องการใช้รถไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น โดยคาดการณ์ว่ารถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกจะเพิ่มเป็น 11 ล้านคัน ในปี 2025 ก่อนเพิ่มขึ้นเป็น 30 ล้านคัน ในปี 2030 และในปี 2040 จะก้าวกระโดดสู่ 60 ล้านคัน หรือเท่ากับ 55% ของตลาดรถยนต์ไซซ์เล็กทั่วไป
“แบตเตอรี่” หัวใจรถอีวี

ปัจจุบันมีรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกอยู่ที่จำนวน 1,569,000 ล้านคันทั่วโลก จากปีที่แล้ว 1,091,000 ล้านคัน ถือเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หากเทียบย้อนกลับไปเมื่อราว 2-3 ปีก่อน ที่ทั่วโลกมีรถยนต์ไฟฟ้าวิ่งอยู่บนถนนแค่เพียงหลักแสนเท่านั้น บีเอ็นอีเอฟคาดการณ์ในด้านอื่น ๆ ด้วยว่า การใช้งานของรถยนต์สันดาปจะเริ่มลดลงชัดเจนในช่วงกลางทศวรรษ 2020 และปี 2024 ราคารถยนต์ไฟฟ้าจะตกลงมาเท่ากับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป ทั้งนี้ ประเทศจีนจะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง โดยในปี 2025 ยอดขายรถยนต์อีวีในจีนจะยังคงคิดเป็น 50% ของทั่วโลก และ 39% ในปี 2030

นายโคลิน แมคเคอร์ราเชอร์ หัวหน้าทีมนักวิเคราะห์การเดินทางขนส่งที่ล้ำหน้าของบีเอ็นอีเอฟ กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าใช้งานแพร่หลายมากขึ้นเรื่อย ๆ ในปัจจุบัน เนื่องจากราคาแบตเตอรี่รถยนต์ลิเทียมไอออนที่ลดลงกว่า 80% นับตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา โดยมองว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า การผลิตแบตเตอรี่จะเพิ่มกำลังขึ้นอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะในเอเชีย ที่มีจีนเป็นผู้นำตลาดผลิตถึง 73% ในปี 2021

“ทุกวันนี้แม้ส่วนแบ่งรถยนต์อีวีในทุกตลาดยังน้อยมากอยู่ แต่อยากให้สังเกตว่า กว่าที่จะได้ส่วนแบ่งตลาด 1% นั้นใช้เวลานานมาก แต่พอมาเป็น 2% และ 3% ค่อนข้างเติบโตอย่างรวดเร็วเลยทีเดียว” นายแมคเคอร์ราเชอร์กล่าว



“ไทย” มีสิทธิ์ชิงผู้นำอีวี

ในด้านการสร้างความแพร่หลายของการใช้รถยนต์อีวี นายแมคเคอร์ราเชอร์มองว่า “สิทธิประโยชน์” จากรัฐบาลมีความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ใช่เพียงด้านภาษีหรือเรื่องเงินเท่านั้น แต่ยังเป็นการอำนวยความสะดวกอื่น ๆ เช่น การจอดรถฟรี การขึ้นทางด่วนหรือโทลล์เวย์ฟรี ตลอดจนการใช้บัสเลนโดยถูกกฎหมาย ซึ่งเป็นโมเดลที่ประเทศนอร์เวย์ใช้ในการผลักดันดีมานด์รถอีวี และประสบความสำเร็จ ทำให้ในเพียงแค่ครึ่งปีแรกของปี 2018 ยอดขายรถอีวีในนอร์เวย์ คิดเป็นมากกว่า 50% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด

ทั้งนี้มองว่า รัฐบาลไทยมีความจริงจังในการออกนโยบายผลักดันการใช้รถยนต์อีวีมาก ประกอบกับเป็นประเทศฐานผลิต น่าจะสามารถเข้าชิงความเป็นผู้นำด้านรถยนต์ไฟฟ้าระดับภูมิภาคได้อยู่ และคิดว่าในประเทศไทย ดูจากทิศทางแล้วน่าจะเริ่มมีการใช้งานจากรถบัสไฟฟ้าก่อนรถยนต์ส่วนบุคคล

ขณะที่ นายอาชิช เซเทีย หัวหน้านักวิจัยภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกของบีเอ็นอีเอฟให้ความเห็นเสริมว่า ประเทศไทยเป็นประเทศผู้ผลิตและผู้ส่งออกรายใหญ่ของภูมิภาคเอเชีย และออสเตรเลีย จึงทำให้นโยบายสนับสนุนรถยนต์อีวีแตกต่างจากประเทศเพื่อนบ้าน

“เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยก็มีความโดดเด่นในการออกนโยบายสนับสนุน ขณะที่ประเทศอื่น ๆ ส่วนใหญ่มีนโยบายสนับสนุนจากทางฝั่งผู้บริโภค เช่น สิงคโปร์ที่เพิ่มภาษีคาร์บอน และลดภาษีให้กับบ้านที่ชาร์จไฟฟ้าได้ ขณะที่รัฐบาลไทยดูจะมีนโยบายสนับสนุนทั้ง 2 ฝ่าย คือ ทั้งผู้ผลิต และผู้บริโภค แม้ฝั่งผู้บริโภคจะไม่ชัดเจนนัก”

กังวล “โคบอลต์” ขาดในอนาคต

รายงานของบลูมเบิร์กฉบับนี้ได้ทำการสำรวจในประเด็นอุปสรรคของรถยนต์อีวีในอนาคตด้วย โดยพบว่ารถยนต์ไฟฟ้านั้นถูกพัฒนาโดยมีความต้องการใช้ลิเธียมและโคบอลต์มาทำแบตเตอรี่ ซึ่งตัวลิเทีียมนั้น หัวหน้าทีมนักวิเคราะห์การเดินทางขนส่งที่ล้ำหน้ากล่าวว่า ไม่น่ากังวลใจเท่าไหร่นัก เพราะในระยะหลังมีหลายบริษัทเล็งเห็นโอกาส และเปิดเหมืองสกัดแร่กันมากขึ้น ลิเทียมคงไม่ขาดตลาดไปอีกนาน แต่ที่น่าจะเป็นปัญหาน่าจะเป็นโคบอลต์ เพราะใช้ในการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่น ๆ

ด้วย ทำให้อาจจะเกิดการแย่งความต้องการกัน ราคาอาจจะดีดตัวขึ้นสูงในอีก 5 ปีข้างหน้า หากมีซัพพลายไม่เพียงพอ ถือได้ว่าเป็นความเสี่ยงหลัก ๆ

ในการพัฒนารถยนต์อีวี

นายอาชิชกล่าวเสริมว่า ปัจจุบันก็มีหลายบริษัทแบตเตอรี่พยายามพัฒนาหาตัวมาทดแทนโคบอลต์ เพื่อให้เป็นแบตเตอรี่เน็กซ์เจเนอเรชั่น ซึ่งเขาเชื่อว่าถ้าทำได้ ก็จะทำให้ราคาแบตเตอรี่ถูกลงไปอีก

“อีวี” เบียดปลั๊ก-อินไฮบริด

นอกจากนี้ รายงานคาดการณ์ความต้องการของรถยนต์อีวีฉบับนี้เชื่อว่า ในอนาคตรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบจะขายดีกว่ารถยนต์ไฟฟ้ารูปแบบปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) และรถยนต์พลังงานเชื้อเพลิงอย่างมาก เพราะแม้ว่าในช่วง 5-10 ปีนี้ ปลั๊กอินไฮบริดจะมีความสำคัญสำหรับผู้บริโภคในการเปลี่ยนผ่านการใช้รถ แต่ยังมองไม่เห็นว่าเทคโนโลยีปลั๊ก-อินไฮบริดจะมีราคาถูกลงได้อย่างไร เนื่องจากเครื่องยนต์ใช้เทคโนโลยี 2 แบบ คือ แบตเตอรี่และเผาไหม้น้ำมัน ขณะที่รถยนต์เซลล์เชื้อเพลิงก็เช่นกัน ยังไม่สามารถหาเทคโนโลยีที่ทำให้การเติมไฮโดรเจนราคาถูกลงได้

ทั้งนี้ ในงานเปิดตัวรายงานประจำปีว่าด้วยการคาดการณ์การใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า (อีวี) ทั่วโลกจนถึงปี 2040 มีการสอบถามผู้ร่วมงานทั้ง 70 คนซึ่งเป็นชาวไทยและชาวต่างชาติ มาจาก

ทั้งในภาคอุตสาหกรรมรถยนต์และภาครัฐบาลว่า ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยในปี 2030 จะคิดเป็นส่วนแบ่งตลาดเท่าไหร่ ? โดยคำตอบที่ได้รับมากที่สุด คือ 44.6% คาดว่ารถยนต์ไฟฟ้าจะมีส่วนแบ่งตลาดในไทย 10% ในปี 2030

ต่อไปใครจะซื้อรถยนต์คงต้องคิดหนัก  เพราะอนาคตรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) จะมาทดแทน ถึงคราวที่รถยนต์ทั่วไปจะราคาตก..
นอกจากผู้บริโภคต้องปรับตัวแล้ว ทางด้านผู้ผลิตชิ้นส่วนก็จะต้องปรับตัวให้เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนหลักสำคัญในรถยนต์ไฟฟ้า..

โอกาสนำไปสู่การผลิตชิ้นส่วนป้อนเข้าตลาด
ในระดับเอเชียต่อไป
บันทึกการเข้า
17,06, 2018, 10:56:55
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,837


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #184 เมื่อ: 17,06, 2018, 10:56:55 »

https://www.prachachat.net/politics/news-175624

ปิดฉากประชุม ACMECS ผู้นำ 5 ชาติ CLMVT เห็นชอบลงทุนโครงการ EWEC-SEC
ปิดฉากประชุม ACMECS ผู้นำ 5 ชาติ CLMVT เห็นชอบลงทุนโครงการ EWEC-SEC พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม-ดิจิทัล-พลังงาน ปลดล็อกอุปสรรคทางการค้า ภายใน 2  ปีข้างหน้า

นายกรัฐมนตรีแถลงข่าวผลการประชุมผู้นำยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS) ครั้งที่ 8

วันนี้ (16 มิถุนายน 2561) เวลา 11.25 น. ภายหลังเสร็จสิ้น การประชุมสุดยอดผู้นำยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี – เจ้าพระยา – แม่โขง (ACMECS Summit) ครั้งที่ 8 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้แถลงข่าวผลการประชุม ณ ห้อง Ballroom 2-3 โรงแรมแชงกรี-ลา สรุปสาระสำคัญดังนี้

นายกรัฐมนตรีรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่รัฐบาลไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ACMECS ครั้งที่ 8 รวมถึงการประชุมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ซึ่งมีผู้นำจากกัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม รวมทั้งเลขาธิการอาเซียน เข้าร่วมการประชุม โดยที่ประชุมได้หารือถึงเป้าหมายและทิศทางที่จะเดินไปข้างหน้าเพื่อลดช่องว่างทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนของประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง พร้อมแสดงความยินดีที่ ACMECS ได้รับความสนใจและการสนับสนุนจากประเทศหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนา องค์การระหว่างประเทศ รวมทั้งสถาบันการเงินระหว่างประเทศกว่า 30 ภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น มนตรีแห่งรัฐและรัฐมนตรีต่างประเทศของจีน รัฐมนตรีต่างประเทศของเกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และผู้แทนระดับสูงจาก AIIB และ ADB ที่ได้ส่งสารแสดงความยินดีต่อการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งนี้ของไทย

ที่ประชุมต่างเห็นพ้องถึงการปรับภาพลักษณ์และโครงสร้างของ ACMECS ให้ทันสมัย ตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมทางภูมิรัฐศาสตร์ภายในอนุภูมิภาคและของโลก และสนับสนุนไทยที่ได้เสนอแนวคิดที่จะจัดทำแผนแม่บทฉบับฉบับแรกของอนุภูมิภาค เพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินงานของ ACMECS ในระยะเวลา 5 ปี ข้างหน้า ภายใต้วิสัยทัศน์ “เสริมสร้าง ACMECS ที่เชื่อมโยงกัน ภายในปี ค.ศ. 2023” โดยมีเป้าหมาย 3 ประการ ได้แก่ (1) การเสริมสร้างความเชื่อมโยงแบบไร้รอยต่อในอนุภูมิภาค โดยเน้นการเติมเต็มโครงสร้างพื้นฐานและเส้นทางคมนาคมขนส่งที่ยังขาดหาย ตลอดจนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล และการเชื่อมโยงโครงข่ายด้านพลังงาน (2) การสอดประสานด้านเศรษฐกิจ โดยเน้นการปรับแก้กฎระเบียบด้านการค้าและการลงทุนให้สอดคล้องกัน และความร่วมมือทางการเงิน และ (3) การพัฒนาภูมิภาคในลักษณะยั่งยืนและมีนวัตกรรม โดยเน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และความร่วมมือในสาขายุทธศาสตร์ต่าง ๆ อาทิ สิ่งแวดล้อม การเกษตร การท่องเที่ยว สาธารณสุข การพัฒนาSmart City และความมั่นคงไซเบอร์ รวมทั้งส่งเสริมความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมในสาขาต่าง ๆ เช่น การจัดการทรัพยากรน้ำการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การจัดการความเสี่ยงด้านภัยพิบัติ การส่งเสริมประสิทธิภาพการใช้พลังงานและพลังงานหมุนเวียน

ผู้นำ ACMECS เห็นชอบให้ดำเนินโครงการตามระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก – ตะวันตก (East-West Economic Corridor – EWEC) และระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้ (Southern Economic Corridor –SEC) ในระยะแรก (Early Harvest/ Phase I) ในช่วง 2 ปีข้างหน้า เพื่อพัฒนาความเชื่อมโยงด้านโครงสร้างพื้นฐานและเส้นทางคมนาคมขนส่ง โครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล และพลังงาน รวมทั้งการปรับแก้กฎระเบียบและระบบศุลกากรเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุนระหว่างกัน

ประเทศไทยยังให้ความสำคัญต่อการจัดหาแหล่งเงินทุนที่มีความยั่งยืน โดยริเริ่มแนวคิดในการจัดตั้งกองทุน ACMECS ซึ่งไทยจะมอบทุนเริ่มต้นในการก่อตั้งจำนวนหนึ่ง ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของรัฐบาล ให้ถูกต้องและเป็นไปตามกฎหมาย และได้รับความเห็นชอบจากประเทศสมาชิกให้จัดการประชุมเจ้าหน้าที่การเงินอาวุโส เพื่อหารือในรายละเอียดเกี่ยวกับรูปแบบการจัดตั้งและขอบเขตการทำงานของกองทุน ภายในปีนี้ นอกจากนี้ที่ประชุมได้เห็นพ้องถึงความสำคัญของบทบาทและการเข้าร่วมสมทบกองทุน จากประเทศหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาทั้งที่ปัจจุบันมีความร่วมมือในกรอบอนุภูมิภาคแม่น้ำโขงดั้งเดิม รวมถึงประเทศที่มีศักยภาพ ทั้งในเอเชีย ยุโรป องค์กรระหว่างประเทศรวมถึงสถาบันการเงินต่าง ๆ โดยความสมัครใจ

นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่า แผนแม่บทนอกจากจะช่วยกำหนดแนวทางความร่วมมือของสมาชิก ACMECS แล้วยังจะช่วยเติมเต็มแผนแม่บทว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่างกันในอาเซียน ค.ศ. 2025 (Master Plan on ASEAN Connectivity 2025) ผู้นำ ACMECS มุ่งสร้างประชาคม ACMECS ที่เกื้อหนุนต่อกระบวนการสร้างประชาคม ASEAN ตลอดจนสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคต

ทั้งนี้ นอกจากแผนแม่บทแล้ว ที่ประชุมยังได้รับรองปฏิญญากรุงเทพ (Bangkok Declaration) ซึ่งเป็นเอกสารแสดงเจตนารมณ์ของประเทศสมาชิกที่จะใช้ประโยชน์จากความแข็งแกร่งและความหลากหลายของประเทศสมาชิกที่จะร่วมมือกันในลักษณะหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์เพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน โดยมีแผนแม่บท ACMECS เป็นแนวทางในการขับเคลื่อนความร่วมมือ พร้อมทั้งการกระชับความร่วมมือกับประเทศหุ้นส่วนทางการพัฒนารวมทั้งสถาบันการเงิน เพื่อการบรรลุเป้าหมายของแผนแม่บท การประชุมครั้งนี้ยังได้ให้ความสำคัญและเห็นชอบกับนโยบายของไทยที่คำนึงถึงประเทศเพื่อนบ้าน ในการดำเนินกิจกรรมทุกประเภทภายใต้นโยบาย Thailand +1 เพื่อให้ประชาคม ACMECS เป็นประชาคมที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง นอกจากนี้ ที่ประชุมได้แสดงความยินดีอย่างยิ่งที่กัมพูชาจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้นำ ACMECS ครั้งต่อไป

สำหรับกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในการจัดประชุมครั้งนี้ ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมกลไกประชารัฐในการขับเคลื่อนการดำเนินงานของ ACMECS ไทยจึงได้เชิญผู้แทนจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน รวมทั้งประเทศที่มีศักยภาพในการเข้ามาเป็นประเทศหุ้นส่วนของ ACMECS องค์การระหว่างประเทศ และสถาบันการเงินต่าง ๆ กว่า 36 ประเทศ/องค์กร เข้าร่วมในกิจกรรมคู่ขนาน ได้แก่ การประชุม ACMECS CEO Forum งานเลี้ยงรับรองอาหารค่ำอย่างเป็นทางการ และพิธีเปิดการประชุมผู้นำ ACMECS ครั้งที่ 8 อย่างเป็นทางการ

การประชุม ACMECS CEO Forum ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2561 จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “เสริมสร้างความเชื่อมโยงทุกมิติ เพื่ออนาคตร่วมกันของสมาชิกลุ่มแม่น้ำโขง” ซึ่งไทย กัมพูชา และเมียนมา รวมถึงผู้บริหารระดับสูงจากบริษัท JD สถาบันการเงินระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ อาทิ AIIB และ JBIC มาร่วมกันแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในการผลักดันความร่วมมือในสาขาต่าง ๆ ใน ACMECS ซึ่งต่างเห็นพ้องว่าอนุภูมิภาค ACMECS มีศักยภาพ และสนใจที่จะเข้ามาลงทุน รวมทั้งชื่นชมข้อริเริ่มในการจัดทำแผนแม่บท ACMECS ภายใต้การเป็นประธานของไทยในปีนี้ พร้อมทั้งยังย้ำความสำคัญของการสร้างความเป็นหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนในการส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การค้า การลงทุน ตามนโยบาย PPP รวมทั้งการมีแหล่งเงินทุนมารองรับโครงการต่าง ๆ ภายใต้แผนแม่บท ACMECS

ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณทุกหน่วยงานและประชาชนไทยที่ให้ความร่วมมือในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมในครั้งนี้ ทำให้การประชุมประสบความสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ทั้งนี้ ไทยจะยังเป็นเจ้าภาพการประชุมที่ทั่วโลกจะจับตามองอีก 2 การประชุมใหญ่ คือ ASEAN Summit ซึ่งไทยจะเป็นเจ้าภาพตลอดปี 2562 และการประชุมเอเปคในปี 2565 พร้อมเน้นย้ำว่าทุกฝ่ายจะร่วมช่วยผลักดันความร่วมมือภายใต้กรอบ ACMECS ให้เกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงให้ก้าวเดินไปด้วยกันอย่างมั่นคง มั่นคั่ง และยั่งยืน เพื่อความผาสุกของประชาชน อนุภูมิภาค อาเซียน และประชาคมโลก ต่อไป
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17,06, 2018, 10:59:41 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
17,06, 2018, 20:24:29
H1N1
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,141



« ตอบ #185 เมื่อ: 17,06, 2018, 20:24:29 »


อีกไม่กี่เดือนก็จะรู้ว่า การเลือกตั้งผลจะออกมาแบบไหน ให้กำลังใจทุกๆฝ่าย
ได้พิสูจน์ความคิดเห็นของคนไทยส่วนใหญ่..

บันทึกการเข้า
19,06, 2018, 23:18:30
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,837


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #186 เมื่อ: 19,06, 2018, 23:18:30 »

https://www.prachachat.net/general/news-177044

อ.เฉลิมชัย’ซื้อสับปะรด 3.5 พันก.ก. แจกฟรี ‘นักท่องเที่ยว’ ช่วยชาวสวน

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดร่องขุ่น ต.ป่าอ้อดอนชัย อ.เมือง จ.เชียงราย อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่วัดร่องขุ่น ได้นำสับปะรดทั้ง นางแล ภูแล และปัตตาเวีย ทำการแจกฟรี พร้อมกับใส่ถุงให้นักท่องเที่ยว และมีเจ้าหน้าที่บางส่วนได้ปลอกเปลือกเพื่อให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศได้ชิมกันอย่างสด ๆ ซึ่งวันนี้อาจารย์เฉลิมชัย ได้แจกสับปะรดจำนวน 2,500 กิโลกรัม และเมื่อวันก่อนก็นำสับปะรดมาแจกฟรีไปแล้ว 1,000 กิโลกรัม รวมทั้งหมด 3,500 กิโลกรัม

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สับปะรดที่อาจารย์เฉลิมชัย รับซื้อนั้น เป็นสับประรดที่ทางองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)ป่าหุ่ง อ.พาน จ.เชียงราย เปิดจุดรับซื้อจากเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดในพื้นที่กิโลกรัมละ 2 บาท จากนั้นนำมาจำหน่ายในกิโลกรัมละ 1 บาท ซึ่งทางอาจารย์รับซื้อต่อมา เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่แท้จริง นอกจากนี้ อาจารย์เฉลิมชัย ยังได้กินสับปะรดโชว์ความอร่อย เพื่อเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวกินสับปะรดที่ปลอกกันสดๆ พร้อมทั้งพูดออกไมค์เชิญชวนนักท่องเที่ยวให้มากิน และรับแจกสับปะรดฟรีจากวัดร่องขุ่น ซึ่งนักท่องเที่ยวได้ทั้งชิมและรับสับปะรดไปรับประทานฟรี

ด้านอาจารย์เฉลิมชัย กล่าวว่า สาเหตุที่แจกสับปะรดฟรีที่วัดร่องขุ่น เพราะเห็นว่าราคาสับปะรดตกต่ำอย่างมาก ขณะนี้ชาวสวนกำลังเดือดร้อนอย่างหนัก เพราะขายไม่ได้ หรือขายได้ก็ราคาถูก จนไม่คุ้มค่าแรงงานในการตัด ดังนั้นจึงได้รับซื้อสับปะรดต่อจาก อบต.ป่าหุ่ง มาแจกฟรีให้นักท่องเที่ยวได้ชิมความอร่อยของสับปะรดจังหวัดเชียราย และได้ช่วยเหลือเกษตรกร ซึ่งการนำสับปะรดมาแจกฟรี อาจส่งผลกระทบต่อพ่อค้าแม่ค้าในรอบวัดบ้าง แต่เป็นช่วงสั้น ๆ เท่านั้น เพราะถือว่าได้ช่วยเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรด ทั้งนี้ขอฝากถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องขอให้เข้ามาช่วยเหลือเกษตรกรบ้าง
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
20,06, 2018, 18:48:54
H1N1
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,141



« ตอบ #187 เมื่อ: 20,06, 2018, 18:48:54 »


น่าจะให้อาลีบาบาช่วยเอาสับปะรดไปขายบ้างก็ดีนะครับ
บันทึกการเข้า
21,06, 2018, 14:02:32
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,837


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #188 เมื่อ: 21,06, 2018, 14:02:32 »

https://www.prachachat.net/general/news-177515

ปิดถาวร ถ.กำแพงเพชร 3 เชื่อม 3 สวน เป็น ‘อุทยานสวนจตุจักร’

เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2561 ที่ศูนย์เยาวชนสวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) นายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) พร้อมด้วย นางวนิดา เจียงไพศาลกุล ผู้ช่วยปลัดกทม. นางวัลยา วัฒนรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม นางอารมย์ วงษ์มหา ผู้อำนวยการสำนักงานสวนสาธารณะ และเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าโครงการ “อุทยานสวนจตุจักร” พร้อมนั่งรถกอล์ฟขนาดเล็กเยี่ยมชมบริเวณโดยรอบสวนรถไฟ

นายจักกพันธุ์ เปิดเผยว่า สำหรับอุทยานสวนจตุจักร เกิดจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระราชกระแสรับสั่งตามหนังสือสำนักราชเลขาธิการ ที่รล 0005/2560 ลงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2544 โดยหากรวมตลาดนัดจตุจักร สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ และสวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) เป็นสวนจตุจักรก็จะสมพระเกียรติ ต่อมาเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2546 มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) และวันที่ 16 กันยายน 2546 มีมติให้กทม.รวมพื้นที่สาธารณะทั้ง 3 แห่ง โดยแต่ละสวนประกอบด้วย 1.สวนจตุจักร มีพื้นที่ขนาด 155 ไร่ 2. สวนสมเด็จฯ 196 ไร่ และ 3. สวนรถไฟ 375 ไร่ หากรวมทั้ง 3 สวนได้จะมีพื้นที่รวม 727 ไร่ เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 กระทั่งวันที่ 26 พฤษภาคม 2547 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานพื้นที่ทั้ง 3 สวนดังกล่าวคืนให้อยู่ในความดูแลของรัฐบาล พร้อมพระราชทานนามว่า “อุทยานสวนจตุจักร” ตั้งแต่นั้นมา สำนักสิ่งแวดล้อมกทม.พยายามออกแบบทางเชื่อมสวนสาธารณะทั้ง 3 แห่ง และในปี 2559 กทม.ได้รื้อแบบเดิมเพื่อสานต่อโครงการดังกล่าว แต่ปรากฎว่าแบบเดิมต้องล้อมต้นไม้ภายในสวนสาธารณะกว่า 1,000 ต้นเพื่อก่อสร้างทางเชื่อมเป็นสะพานข้าม ทำให้กทม.ต้องปรับแบบ เพราะไม่เห็นด้วยต้องล้อมย้ายต้นไม้จำนวนมาก

นายจักกพันธุ์ กล่าวอีกว่า เมื่อศึกษารายละเอียดหลายครั้งจนได้ข้อสรุปในรูปแบบทางเชื่อม เคยมีแนวคิดทำทางเชื่อมเป็นอุโมงค์ แต่ใช้งบประมาณมาก จึงสรุปว่ากทม.จะปรับแบบเป็นทางราบยกระดับ โดยทำทางเชื่อมจุดที่ 1 ระหว่างสวนรถไฟและสวนจตุจักร จะเป็นทางยกระดับพื้นถนนกำแพงเพชร 3 เช่นเดียวกับทางเชื่อมจุดที่ 2 ระหว่างสวนจตุจักรและสวนสมเด็จฯ เป็นทางราบยกระดับบนพื้นถนนกำแพงเพชร 3 และทางเชื่อมจุดที่ 3 ระหว่างสวนสมเด็จฯ และสวนรถไฟ เป็นรูปแบบสะพานไม้ข้ามคูน้ำ ซึ่งมีอยู่เดิมให้สวยงาม พร้อมติดตั้งเครื่องหมายจราจรและไฟฟ้าส่องสว่าง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน

ทั้งนี้ กทม.ได้ว่าจ้าง บริษัท กนกพลก่อสร้าง แอนด์คอนซัลแตนท์ จำกัด วงเงิน 16.44 ล้านบาท เริ่มต้นสัญญาก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2560 เป็นต้นมา ซึ่งได้ปิดถนนกำแพงเพชร 3 เพื่อทำการก่อสร้าง สำหรับภาพรวมก่อสร้างปัจจุบันคืบหน้าร้อยละ 70 โดยทางเชื่อมจุดที่ 1 จะกำหนดแล้วเสร็จภายในวันที่ 16 กรกฎาคม ส่วนทางเชื่อมที่ 2 จะกำหนดเสร็จ 30 มิถุนายน และทางเชื่อมที่ 3 จะแล้วเสร็จ 22 มิถุนายนนี้


“ขณะนี้ กทม.อยู่ระหว่างนำเรื่องเสนอต่อคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) เพื่อขอปิดถนนกำแพงเพชร 3 อย่างถาวร ไม่ให้รถแล่นผ่าน เพื่อให้ถนนเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานสวนจตุจักร คาดจะยื่นเสนอต่อ คจร.ภายในสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ ส่วนการพิจารณาว่าสมควรหรือไม่นั้นขึ้นอยู่คจร. เพราะหากรวมได้คาดจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน” รองผู้ว่าฯกทม. กล่าว

นายจักกพันธุ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ สวนรถไฟเปิดให้บริการมาเป็นเวลานาน ทำให้ทางเดินภายในชำรุด อาทิ ผิวถนนแตก ทางเดินไม่เรียบ ฯ ผู้สัญจรไม่ได้รับความปลอดภัยและเกิดอุบัติเหตุ ขณะนี้ ยังได้ว่าจ้าง บริษัท ไทยเสลอรี่ จำกัด ภายในวงเงิน 15.75 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงทางเดิน-วิ่ง ความยาว 5,700 เมตร (ม.) โดยเริ่มต้นสัญญาก่อสร้างวันที่ 1 มิถุนายน 2561 และจะสิ้นสุดสัญญาวันที่ 28 กันยายน ขณะนี้ ผู้ว่าจ้างได้ทำการปิดทางเดิน-วิ่งเป็นช่วงๆ เพื่อก่อสร้าง ไม่ให้กระทบต่อประชาชน ซึ่งเข้ามาใช้บริการเฉลี่ย 3,000 คนต่อวัน อย่างไรก็ตาม ได้เร่งรัดให้การก่อสร้างทางเดิน-วิ่งแล้วเสร็จ ภายในเดือนสิงหาคม

เมื่อถามว่าหากปิดเส้นทางถนนกำแพงเพชร 3 จะกระทบต่อประชาชนผู้ใช้เส้นทางสัญจรและเดินเที่ยวตลาดนัดเจเจกรีน ภายในสวนสมเด็จฯ หรือไม่ นายจักกพันธุ์ กล่าวว่า ไม่ส่งผลกระทบ เพราะศึกษามาแล้ว พบว่า ถนนเส้นนี้ไม่มีรถวิ่งมากนัก สำหรับพื้นที่ตลาดนัดเจเจกรีน ขนาด 20 ไร่ เป็นพื้นที่ที่กทม.ได้ทำการเช่าจากมูลนิธิสวนสมเด็จพระเจ้าสิริกิติ์และให้ตลาดนัดเจเจกรีนเช่าต่อ ขณะนี้ สัญญาเช่าตลาดจะสิ้นสุดในเดือนสิงหาคม โดยกทม.จะไม่ขอต่อสัญญาเช่าอีก เนื่องจากจะขอพื้นที่คืนและคืนให้แก่มูลนิธิฯ ในการจัดทำสวนสาธารณะ เพราะเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งภายในสวนสมเด็จฯ

“ดังนั้น แนวคิดหลักในการรวมสวน คือ ด้านกายภาพ ต้องคงสภาพของสวนสาธารณะปัจจุบันให้ได้มากที่สุด โดยใช้งบประมาณไม่มาก ขณะเดียวกัน ต้นไม้ทุกต้นที่ให้ร่มเงาจะต้องอยู่ โดยไม่มีการล้อมย้าย และในอนาคตหากนำพื้นที่ตลาดเจเจกรีนมารวมได้ กทม.จะจัดกิจกรรมการวิ่งมินิมาราธอนระยะทาง 10.5 กิโลเมตร โดยที่วิวไม่ซ้ำกัน และภายหลังรวม 3 สวนได้แล้ว กทม.จะเดินหน้าปรับปรุงสวนสมเด็จย่า 84 พรรษา ใกล้กับห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลพลาซาลาดพร้าว พื้นที่ 6 ไร่ โดยใช้สะพานลอยเป็นสะพานเชื่อมระหว่างสวนจตุจักรและสวนสมเด็จย่า หากสำเร็จจะเป็นการรวม 4 สวนในชื่อ อุทยานสวนจตุจักร ซึ่งทั้งหมดจะมีพื้นที่รวมถึง 810 ไร่ใจกลางเมือง” นายจักกพันธุ์ กล่าว

ด้านนางอารมย์ กล่าวว่า สำนักสิ่งแวดล้อมได้ออกแบบการปรับปรุงพื้นที่ตลาดนัดเจเจกรีนเสร็จแล้ว ภายใต้แนวคิด “จากภูผาสู่มหานที” ขณะนี้ อยู่ระหว่างเสนอเรื่องต่อพล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯกทม. เพื่อขอจัดสรรงบประมาณในการก่อสร้างสวนให้เชื่อมต่อกันทั้งหมด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับสวนสมเด็จย่าฯ ปัจจุบันมีสภาพสวนมีหลายส่วนต้องปรับปรุง ทั้งทางเดิน การปลูกต้นไม้และติดตั้งไฟฟ้าส่องสว่าง เพราะสวนเปิดใช้งานมานานและเสื่อมโทรมตามเวลา ขณะเดียวกัน ช่วงกลางวันจนถึงช่วงเย็นมักพบกลุ่มคนนำเสื่อมาปูเพื่อเปิดให้บริการดูดวงจำนวนมาก หากมีปรับปรุงสวนสมเด็จย่าฯ ขึ้น ผู้รับจ้างจะดำเนินการปิดพื้นที่ดังกล่าวทั้งหมดเพื่อปรับปรุงสวนสาธารณะให้สวยงาม อาจเป็นการปิดตำนานหมอดูสวนสมเด็จย่าฯ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21,06, 2018, 14:05:09 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
24,06, 2018, 21:52:21
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,837


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #189 เมื่อ: 24,06, 2018, 21:52:21 »

https://www.prachachat.net/finance/news-179527

คนไทยติดเหล้า-หวยอันดับ 1- เห่อกินเที่ยวโซเชียลมาก่อนเงินออมหด

นายนริศ สถาผลเดชา ผู้บริหารศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย เปิดเผยว่า จากการศึกษาพฤติกรรมการทางการเงินของคนไทยจากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า โดยเฉลี่ยคนไทยมีการใช้จ่ายถึง 76.2% ของรายได้ทั้งหมด มีการออมเงิน 20.4% แบ่งเป็นเงินลงทุน 18.0% และเงินฝาก 2.04% และการประกันความเสี่ยง เช่น การทำประกัน ราว 3.4% ทั้งนี้ พบว่าส่วนใหญ่มีค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นสูงถึง 1 ใน 4 ของรายได้ต่อเดือน โดยราว 74% หรือ 20,840 บาท โดยส่วนใหญ่เป็นสินอุปโภคบริโภคที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น อาหารและเครื่องดื่ม ของใช้ส่วนตัว และค่าเดินทาง ส่วนอีก 26% หรือ 7,425 บาท เป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ได้แก่ รับประทานอาหารนอกบ้าน 6,021 บาท สุรา 530 บาท โดยคนไทยบริโภคสุราเป็นอันดับที่ 3 ของเอเชีย หรือราว 8.3ลิตรต่อคนต่อปี บุหรี่ 235 บาท โดยคนไทยที่สูบบุหรี่มีกว่า 12.2 ล้านคน คิดเป็น 22%ของประชากรอายุมากกว่า 15 ปี และหวย 433 บาท ซึ่งพฤติกรรมการใช้จ่ายของคนไทยเป็นสาเหตุของรอยรั่วเงินออม และการขาดวินัยในการออมเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้คนไทยมีเงินออมไม่พอเพียง

ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้จ่ายของคนไทย ที่สำคัญคือไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไปเน้นความสะดวกสบายและรวดเร็ว ติดหรู เช่น ทานอาหารนอกบ้านมากขึ้น เน้นสถานที่บรรยากาศดี ชิลชิล ชิคชิค และนิยมเสพโซเชียลมีเดีย แชท แชร์ เพิ่มขึ้น ทำให้มีพฤติกรรมการใช้จ่ายที่สูงขึ้น เพื่อให้ไลฟ์สไตล์ดูดี หรือโดยรวมคือ เห่อกินเที่ยว-Social Social มาก่อน-ออมทีหลัง” นายนริศกล่าว
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
25,06, 2018, 21:18:55
H1N1
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,141



« ตอบ #190 เมื่อ: 25,06, 2018, 21:18:55 »

https://www.prachachat.net/finance/news-179527

คนไทยติดเหล้า-หวยอันดับ 1- เห่อกินเที่ยวโซเชียลมาก่อนเงินออมหด

นายนริศ สถาผลเดชา ผู้บริหารศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย เปิดเผยว่า จากการศึกษาพฤติกรรมการทางการเงินของคนไทยจากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า โดยเฉลี่ยคนไทยมีการใช้จ่ายถึง 76.2% ของรายได้ทั้งหมด มีการออมเงิน 20.4% แบ่งเป็นเงินลงทุน 18.0% และเงินฝาก 2.04% และการประกันความเสี่ยง เช่น การทำประกัน ราว 3.4% ทั้งนี้ พบว่าส่วนใหญ่มีค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นสูงถึง 1 ใน 4 ของรายได้ต่อเดือน โดยราว 74% หรือ 20,840 บาท โดยส่วนใหญ่เป็นสินอุปโภคบริโภคที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น อาหารและเครื่องดื่ม ของใช้ส่วนตัว และค่าเดินทาง ส่วนอีก 26% หรือ 7,425 บาท เป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ได้แก่ รับประทานอาหารนอกบ้าน 6,021 บาท สุรา 530 บาท โดยคนไทยบริโภคสุราเป็นอันดับที่ 3 ของเอเชีย หรือราว 8.3ลิตรต่อคนต่อปี บุหรี่ 235 บาท โดยคนไทยที่สูบบุหรี่มีกว่า 12.2 ล้านคน คิดเป็น 22%ของประชากรอายุมากกว่า 15 ปี และหวย 433 บาท ซึ่งพฤติกรรมการใช้จ่ายของคนไทยเป็นสาเหตุของรอยรั่วเงินออม และการขาดวินัยในการออมเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้คนไทยมีเงินออมไม่พอเพียง

ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้จ่ายของคนไทย ที่สำคัญคือไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไปเน้นความสะดวกสบายและรวดเร็ว ติดหรู เช่น ทานอาหารนอกบ้านมากขึ้น เน้นสถานที่บรรยากาศดี ชิลชิล ชิคชิค และนิยมเสพโซเชียลมีเดีย แชท แชร์ เพิ่มขึ้น ทำให้มีพฤติกรรมการใช้จ่ายที่สูงขึ้น เพื่อให้ไลฟ์สไตล์ดูดี หรือโดยรวมคือ เห่อกินเที่ยว-Social Social มาก่อน-ออมทีหลัง” นายนริศกล่าว

ปัจจุบันสังคมเราเป็นสังคมบริโภคนิยม วัตถุนิยม ต้องการมีตัวตนในสังคมนี้โดยการใช้เงินอนาคต

บันทึกการเข้า
25,06, 2018, 22:02:28
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,837


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #191 เมื่อ: 25,06, 2018, 22:02:28 »

ปัจจุบันสังคมเราเป็นสังคมบริโภคนิยม วัตถุนิยม ต้องการมีตัวตนในสังคมนี้โดยการใช้เงินอนาคต



มาถึงจุดนี้ ยืนยัน ได้อยางดีครับ ว่า เมืองไทย ไม่มีประชานิยม มา 4 ปีแล้ว และพฤติกรรมการบริโภค คนไทย ส่วนใหญ่เปลี่ยนหรือไม่    ประชานิยมกับประชารัฐ แตกต่างกันแค่ไหน  ก็คงมีคำตอบ อยุ่แล้ว
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
27,06, 2018, 22:32:31
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,837


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #192 เมื่อ: 27,06, 2018, 22:32:31 »

https://www.prachachat.net/world-news/news-181246

ถอดรหัส “โอเปก” ทำไมต้องเพิ่มการผลิตน้ำมัน ?

การประชุมรัฐมนตรีน้ำมันจากองค์การของกลุ่มประเทศผู้ส่งน้ำมันเป็นสินค้า (โอเปก) ร่วมกับประเทศผู้ส่งออกน้ำมันที่ไม่ได้เป็นสมาชิกโอเปก (น็อนโอเปก) ที่เวียนนา ประเทศออสเตรีย เสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ด้วยความตกลงที่จะเพิ่มปริมาณการผลิตร่วมกับรัสเซียจากระดับในปัจจุบันอีก 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ในขณะเดียวกัน ตัวเลข 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นปริมาณที่จะเพิ่มขึ้นก็เป็นตัวเลขลอย ๆ แบบไม่เป็นทางการ เพราะไม่มีการกำหนดโควตาชัดเจนว่าชาติใดจะได้โควตาการผลิตเพิ่มเท่าใด

ผลก็คือ ไม่มีใครรู้ชัดว่าโอเปก จะเพิ่มกำลังการผลิตเท่าใด และเพิ่มจริงหรือไม่ ?

สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือความอึมครึม คลุมเครือจนแม้แต่นักลงทุนในตลาดน้ำมัน คาดเดาแนวโน้มในระยะยาวไม่ได้

ราคาน้ำมันหลังความตกลงโอเปกครั้งนี้จึงแกว่งตัวอยู่ในช่วงแคบ ๆ สะวิงขึ้นลงไม่มาก ก่อนที่จะมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับกว่า 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับราคาเฉลี่ยของปี 2018 นี้

นักวิเคราะห์ในแวดวงน้ำมันหลายคน รวมทั้ง ไมเคิล ลินช์ ประธานบริษัทวิจัยเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์พลังงาน เชื่อว่า ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นการระแวดระวังของโอเปกและชาติผู้ผลิตรายใหญ่นอกกลุ่มอย่างรัสเซีย ที่ไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์เหมือนในอดีต

ราคาน้ำมันดิบเคยพุ่งสูงถึงเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แล้วก็สร้างปัญหามากมาย น้ำมันดิบล้นตลาดและมีส่วนเกินเหลืออยู่มาก บีบจนราคาลดลงมาต่ำสุดถึง 27 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (เมื่อเดือนมกราคม 2016) ส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันกันถ้วนหน้าบางประเทศ อาทิ เวเนซุเอลา เกิดวิกฤตคาราคาซังจนแก้ไม่ตกจนถึงขณะนี้

บทเรียนครั้งนั้นทำให้สิ่งที่โอเปกและประเทศผู้ผลิตน้ำมันดิบต้องการ ไม่ใช่ราคาที่สูงลิ่ว แต่เป็นราคาซึ่งมีเสถียรภาพและอยู่ในระดับที่เหมาะสม  แต่การเพิ่มการผลิต ใช่ว่าจะเป็นการเพิ่มปริมาณน้ำมันดิบในตลาด แล้วกดดันราคาลงมาอีกไม่ใช่หรือ?

ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจก็คือ เมื่อครั้งที่โอเปก ทำข้อตกลงลดการผลิตน้ำมันลง 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ที่เรียกกันว่าข้อตกลงแอลเจียร์สเมื่อปี 2016 เพื่อระบายน้ำมันส่วนเกินออกจากตลาดนั้น ในความเป็นจริงผลผลิตของโอเปกลดลงมากกว่า 1.2 ล้านบาร์เรลจริง ๆ แล้วปริมาณการผลิตน้ำมันป้อนสู่ตลาดลดลงมากกว่าเป้าหมาย คือลดลงถึง 1.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน

เหตุผลเป็นเพราะ 7 ชาติในจำนวนทั้งหมด 12 ชาติสมาชิก โดยเฉพาะ เวเนซุเอลา, อิหร่าน, ลิเบีย และไนจีเรีย มีปัญหาแตกต่างกันออกไปแต่ลงเอยด้วยการผลิตน้ำมันป้อนตลาดน้อยกว่าที่คิด

แซร์จ มาโซดิลา ผู้จัดการอาวุโสและหัวหน้าแผนกค้าพลังงานของแอลจีอีเนอร์ยี กรุ๊ป จึงเชื่อว่า เป้าหมายจริง ๆ ของโอเปกครั้งนี้ คือการเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นทดแทน 7 ชาติดังกล่าว เพื่อให้ปริมาณน้ำมันดิบที่ไหลเข้าสู่ตลาดกลับเข้าสู่ระดับที่ต้องการในความตกลงแอลเจียร์ส คือลดลงจากเมื่อก่อนหน้านี้ เพียง 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ไม่ใช่ 1.9 บาร์เรลต่อวัน

นั่นคือ ความตกลงเพิ่มการผลิตของโอเปกจริง ๆ คือเพิ่มเพียง 600,000-700,000 บาร์เรลต่อวัน แต่อาจจะถึง1 ล้านบาร์เรล หากปัญหาในเวเนซุเอลาทรุดหนักมากกว่านี้

นักวิเคราะห์บางคนชี้ว่า การที่ไม่ได้กำหนดโควตาแล้วทุกชาติยอมรับได้ นั้นเป็นเพราะมีชาติสมาชิกโอเปกเพียงไม่กี่ชาติเท่านั้น ที่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ทันที ลินช์ระบุว่าประเทศที่มีศักยภาพการผลิตสำรองพอที่จะผลิตน้ำมันเพิ่มได้ทันที มีเพียง ซาอุดีอาระเบีย, อิรัก แล้วก็รัสเซีย ซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิก

แม้แต่รัสเซียเอง การเพิ่มการผลิตก็ไม่สามารถทำได้ทันที แต่ต้องใช้เวลา “นานหลายเดือน” ทุกอย่างจึงเหมือนอยู่ในกำมือของซาอุดีอาระเบีย ที่แสดงท่าทีชัดเจนว่า ไม่ต้องการให้เกิดทั้งภาวะ “ล้นตลาด” และ “ขาดตลาด” เกิดขึ้นกับตลาดน้ำมันดิบโลกอีก

แต่ตลาดน้ำมันในยุคนี้ต่างจากที่เคยอยู่ในกำมือของโอเปกมากแล้ว ที่สำคัญที่สุดก็คือ ผู้ผลิตน้ำมันจากหินน้ำมัน หรือเชลออยล์ในสหรัฐอเมริกา แห่กันผลิตน้ำมันดิบป้อนตลาดกันมากขึ้นทุกที

สหรัฐอเมริกาผลิตน้ำมันอยู่ที่ 5.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในขณะนี้หรือเพิ่มขึ้นจากเมื่อ 10 ปีก่อนถึงกว่า 140 เปอร์เซ็นต์ และคิดเป็นกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้นในตลาดโลกเริ่มกินส่วนแบ่งการตลาดของโอเปกมากขึ้นเรื่อย ๆ รวมทั้งลดอำนาจอิทธิพลในการกุมชะตาราคาน้ำมันดิบของโอเปกลงด้วยเช่นเดียวกัน

ดังนั้น ถ้าหากราคาน้ำมันจะขยับเป็นขาขึ้นในครั้งนี้สาเหตุก็น่าจะมาจากส่วนของดีมานด์เป็นสำคัญ ตัวล่าสุดนั้นแสดงให้เห็นว่า ความต้องการน้ำมันของประเทศนอกกลุ่มโออีซีดี เพิ่มขึ้นมากถึง 80 เปอร์เซ็นต์

เศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวขึ้นและคาดว่าจะขยายตัวในปีนี้ 3.8 เปอร์เซ็นต์จริง คาดกันว่าจะทำให้ความต้องการน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นอีก 1.44 ล้านบาร์เรลต่อวันเป็น 98.16 ล้านบาร์เรลต่อวัน

แต่นักวิเคราะห์ยังเชื่อว่า การที่ระดับน้ำมันดิบสำรองคงคลังของโลก ยังคงอยู่ใกล้เคียงหรือสูงกว่าระดับเฉลี่ยในรอบ 5 ปี และเงาทะมึนของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน, สหภาพยุโรปจะยังคงทำให้ราคาน้ำมันดิบยังคงอ่อนตัวลงหรือทรงตัวอยู่ในระดับปัจจุบันนี้ ตลอดครึ่งหลังของปีนี้และอาจเลยไปจนถึงต้นปี 2019 อีกด้วย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27,06, 2018, 22:34:17 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
28,06, 2018, 21:53:42
H1N1
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,141



« ตอบ #193 เมื่อ: 28,06, 2018, 21:53:42 »


การที่กลุ่มโอเปกกับนอกกลุ่ม
สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้
ผู้บริโภคและกลุ่มผู้ผลิตรายเล็ก
คงได้รับผลกระทบไปตามๆกัน
บันทึกการเข้า
30,06, 2018, 22:54:59
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,837


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #194 เมื่อ: 30,06, 2018, 22:54:59 »

https://www.prachachat.net/columns/news-182806

อย่าโยนปัญหา-ผลักภาระผู้ใช้รถไฟฟ้า

บทบรรณาธิการ

ระบบอาณัติสัญญาณรถไฟฟ้าบีทีเอสที่ขัดข้องหลายวันติดต่อกัน ตามด้วยระบบเบรกรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีน้ำเงินมีปัญหา ทำให้คนกรุงเทพฯและปริมณฑลนับแสนคนต้องเผชิญกับวิกฤตการเดินทาง ในช่วงชั่วโมงเร่งด่วนต่อเนื่องตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ถึงตอนนี้แม้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับรถไฟฟ้าทั้ง 2 ระบบจะคลี่คลายลง โดยในส่วนของบีทีเอสซึ่งก่อนหน้านี้มีปัญหาบ่อยครั้งอยู่ระหว่างปรับปรุงระบบอาณัติสัญญาณ พร้อมร่วมมือกับ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขปัญหา แต่คนกรุงก็ยังต้องลุ้นต่อ จนกว่าจะมั่นใจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าระบบการเดินรถ ระบบอาณัติสัญญาณไม่เกิดปัญหาขึ้นอีก

ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เสนอทางออกให้บีทีเอสเปลี่ยนช่องความถี่สำหรับใช้ในการสื่อสารระบบอาณัติสัญญาณ โดยคาดหวังว่าหลังย้ายช่องความถี่แล้วเสร็จวันที่ 29 มิ.ย.นี้ การถูกคลื่นสื่อสารย่านความถี่ใกล้เคียงรบกวนจะลดน้อยลง แต่ยังต้องจับตามองและรอผลในทางปฏิบัติว่า หลังเปลี่ยนช่องความถี่ไปใช้คลื่นสัญญาณช่องอื่น ปัญหาคลื่นสัญญาณสะดุดขัดข้องจะลดน้อยลงจริงหรือไม่

ขณะเดียวกันแรงกดดันจากผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า และสาธารณชน โดยเฉพาะสังคมโซเชียลที่จุดกระแสข้อเรียกร้องให้ บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้ง ผู้รับสัมปทานรถไฟฟ้าบีทีเอส แสดงความรับผิดชอบ ด้วยการชดเชยเยียวยาผู้ใช้บริการ แม้บีทีเอสจะรับข้อเสนอดังกล่าวไปพิจารณา แต่ขอนำเรื่องนี้ชงต่อให้บอร์ดของบริษัทเป็นผู้ตัดสินใจชี้ขาดว่า จะชดเชยเยียวยาให้ผู้ได้รับผล กระทบได้อย่างไรบ้าง

ที่น่าห่วงคือแนวทางที่หน่วยงานภาครัฐ รวมทั้งบีทีเอส เลือกนำมาใช้เป็นทางออกเวลานี้ สามารถป้องกันแก้ไขปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในระยะยาว หรือแค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าในระยะสั้น เพราะไม่มีหลักประกันว่าหลังเปลี่ยนช่องความถี่หนีคลื่นสื่อสารที่เข้ามารบกวนครั้งนี้แล้ว

ช่องความถี่ใหม่ที่เลือกใช้จะไม่มีคลื่นอื่นที่อยู่ใกล้ ๆ กันรบกวนซ้ำรอยเพราะหากจะแก้ปัญหาอย่างถาวรนอกจากเอกชนต้องลงทุนติดตั้งระบบกรองสัญญาณเพิ่ม อีกแนวทางหนึ่งคือการยื่นขออนุญาตใช้คลื่นสำหรับการเดินรถไฟฟ้าโดยเฉพาะ ด้วยการยื่นขอสัมปทานจาก กสทช.โดยตรง ซึ่งจะส่งผลทำให้ต้นทุนสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ระบบขนส่งมวลชนทั้งที่มีอยู่ในปัจจุบัน และในอนาคตสามารถให้บริการได้มีประสิทธิภาพสูงสุดคุ้มค่าลงทุน กทม.ในฐานะเจ้าของสัมปทานบีทีเอส

กระทรวงคมนาคม กสทช. จำเป็นต้องหารือให้ได้ข้อสรุปชัดเจนว่า จะจัดสรรคลื่นความถี่ใดรองรับระบบขนส่งมวลชนของประเทศ ที่สำคัญต้องไม่โยนปัญหา หรือผลักภาระให้กับชาวบ้าน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30,06, 2018, 22:57:55 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
หน้า: 1 ... 11 12 [13] 14 15 16   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: