GUN IN THAILAND
22,10, 2018, 21:43:13 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Google
หน้า: 1 ... 12 13 [14] 15 16 ... 19   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส  (อ่าน 4879 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
01,07, 2018, 09:25:26
H1N1
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,569



« ตอบ #195 เมื่อ: 01,07, 2018, 09:25:26 »


ยากครับที่จะให้ประชาชนทั่วไปยกเลิกและจำกัด การใช้ WIFI ที่ใช้กันทั่วไปในปัจจุบัน
ผมว่าเป็นหน้าที่ทาง BTS ต้องป้องกันและหาทางแก้ปัญหารวมถึงบริหารจัดการให้ได้ครับ
บันทึกการเข้า
01,07, 2018, 10:50:39
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,943


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #196 เมื่อ: 01,07, 2018, 10:50:39 »

https://www.prachachat.net/finance/news-181794

ประกาศว่าด้วยสัญญาเช่าซื้อรถยนต์-จยย.ฉบับใหม่ มีผลบังคับใช้แล้ว 1 ก.ค.นี้

ผู้สื่อข่าว”ประชาชาติธุรกิจ”รายงานว่า ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2561 เป็นต้นไป สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้ออกประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2561 ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2561

ทั้งนี้วัตถุประสงค์หลักของประกาศดังกล่าว เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคที่เช่าซื้อรถให้ได้รับความเป็นธรรมมากขึ้น หลัก ๆ คือมีการแก้ไขเรื่องการคิดอัตราดอกเบี้ยกรณีผิดนัดชำระหนี้ การปรับลดดอกเบี้ยกรณีผู้บริโภคต้องการชำระค่าเช่าซื้อทั้งหมดในคราวเดียวกัน ค่าใช้จ่ายจากการบังคับยึดรถกรณีผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระหนี้เกินกำหนด ซึ่งเดิมผู้ให้สินเชื่อเช่าซื้อหรือบริษัทลีสซิ่งสามารถเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการยึดรถจากผู้บริโภคได้ แต่กฎหมายใหม่กำหนดข้อห้ามไว้ การกำหนดให้แสดงรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับการเช่าซื้อ อาทิ เงินต้น ดอกเบี้ย ค่างวดเช่าซื้อให้ชัดเจน เป็นต้น

สำหรับประกาศฉบับดังกล่าวมีรายละเอียดดังนี้

ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาเรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. ๒๕๖๑

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๓๕ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๑ ประกอบกับมาตรา ๓ มาตรา ๔ และมาตรา ๕ แห่งพระราชกฤษฎีกากําหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการกําหนดธุรกิจที่ควบคุมสัญญาและลักษณะสัญญา พ.ศ. ๒๕๒๒ คณะกรรมการว่าด้วยสัญญาออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ ๑ ให้ยกเลิก
(๑) ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. ๒๕๕๕

(๒) ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๘

ข้อ ๒ ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา

ข้อ ๓ ในประกาศนี้
“ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์” หมายความว่า การประกอบกิจการค้าโดยเจ้าของนําเอารถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ของตนออกให้บุคคลธรรมดาเช่า และให้คํามั่นว่าจะขายรถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์หรือว่าจะให้รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์นั้นตกเป็นสิทธิแก่ผู้เช่า โดยมีเงื่อนไขที่ผู้เช่าได้ใช้เงินเป็นจํานวนเท่านั้นเท่านี้คราว

“รถยนต์” หมายความว่า รถยนต์นั่งส่วนบุคคลหรือรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลเพื่อใช้เป็นการส่วนตัวเท่านั้น โดยไม่นําไปใช้ทําการขนส่ง เพื่อการค้าหรือธุรกิจของตนเอง หรือเพื่อสินจ้าง

“รถจักรยานยนต์” หมายความว่า รถที่เดินด้วยกําลังเครื่องยนต์หรือกําลังไฟฟ้าและมีล้อไม่เกินสองล้อ ถ้ามีพ่วงข้างมีล้อเพ่ิมอีกไม่เกินหนึ่งล้อ และให้หมายความรวมถึงรถจักรยานที่ติดเครื่องยนต์ด้วย เพื่อใช้เป็นการส่วนตัวเท่านั้น โดยไม่นําไปใช้ทําการขนส่ง เพื่อการค้าหรือธุรกิจของตนเอง หรือเพื่อสินจ้าง

“ค่าใช้จ่ายที่ผู้ให้เช่าซื้อเรียกเก็บได้” หมายความว่า ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม ค่าภาษีรถประจําปีเงินเพิ่มเนื่องจากการต่อภาษีล่าช้า ค่าธรรมเนียมเปลี่ยนเครื่องยนต์ สีรถ ชนิดเชื้อเพลิง (ต่อรายการ) ค่าธรรมเนียมการโอนทะเบียนรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ ค่าธรรมเนียมแผ่นป้ายทะเบียนรถ ค่าธรรมเนียมใบแทนเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีรถ ค่าปรับเนื่องจากการเปลี่ยนเครื่องยนต์ สีรถชนิดเชื้อเพลิง และค่าเบี้ยประกันภัยตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ

“ค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการทวงถามหนี้ค่าเช่าซื้อ” หมายความว่า เงินที่ผู้ให้เช่าซื้อเรียกเก็บจากผู้เช่าซื้อเพื่อเป็นค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถามหนี้เงินค่างวดเช่าซื้อรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ตามกฎหมายว่าด้วยการทวงถามหนี้ แต่ทั้งนี้ไม่รวมถึงค่าติดตามเอารถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์กลับคืนของผู้ให้เช่าซื้อ

อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี (Effective Interest Rate) หมายความว่า อัตราดอกเบี้ยสําหรับสินเชื่อเช่าซื้อในลักษณะของการคิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก เช่นเดียวกับการคํานวณดอกเบี้ยสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย โดยคิดดอกเบี้ยจากเงินต้นคงเหลือในแต่ละงวด

ข้อ ๔ สัญญาเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่ผู้ประกอบธุรกิจทํากับผู้บริโภค ต้องมีข้อความเป็นภาษาไทยที่สามารถเห็นและอ่านได้ชัดเจน มีขนาดตัวอักษรไม่เล็กกว่าสองมิลลิเมตร โดยมีจํานวนไม่เกินสิบเอ็ดตัวอักษรในหนึ่งนิ้ว และต้องใช้ข้อสัญญาที่มีสาระสําคัญและเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

(๑) รายละเอียดเกี่ยวกับ
ก. ยี่ห้อ รุ่น หมายเลขเครื่องยนต์และหมายเลขตัวถัง สภาพของรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ว่าเป็นรถใหม่หรือรถใช้แล้ว และระยะทางที่ได้ใช้แล้ว โดยให้มีหน่วยเป็นกิโลเมตรหรือไมล์ รวมทั้งภาระผูกพันของรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ (ถ้ามี)

ข. ราคาเงินสด จํานวนเงินจอง จํานวนเงินดาวน์ ราคาเงินสดส่วนที่เหลือ อัตราดอกเบี้ยคงที่ต่อปี (Flat Interest Rate) ในการคํานวณผลตอบแทนให้ระบุอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี(Effective Interest Rate) จํานวนงวดที่ผ่อนชําระ จํานวนเงินค่าเช่าซื้อทั้งสิ้น จํานวนเงินค่าเช่าซื้อที่ผ่อนชําระในแต่ละงวด จํานวนค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่ชําระในแต่ละงวด เริ่มชําระค่างวดแรกในวันที่และชําระค่างวดต่อ ๆ ไปภายในวันที่

ค. วิธีคํานวณจํานวนเงินค่าเช่าซื้อ จํานวนค่าเช่าซื้อ จํานวนดอกเบี้ยที่ชําระ และจํานวนค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่ชําระในแต่ละงวด

ง. ตารางแสดงภาระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อสําหรับผู้เช่าซื้อแต่ละราย โดยให้แสดงรายละเอียดเกี่ยวกับจํานวนงวดค่าเช่าซื้อที่ต้องชําระ วัน เดือน ปี ที่ชําระเงินค่างวดเช่าซื้อ จํานวนเงินค่าเช่าซื้อที่ชําระในแต่ละงวด โดยแยกเป็นเงินต้น ดอกเบี้ยค่าเช่าซื้อ ภาษีมูลค่าเพิ่ม และจํานวนเงินค่าเช่าซื้อคงค้าง โดยแยกเป็นเงินต้นคงค้าง ดอกเบี้ยค่าเช่าซื้อ รวมทั้งจํานวนส่วนลดที่ผู้เช่าซื้อจะได้รับตาม (๑๐) ตามเอกสารแนบท้ายประกาศนี้ เพื่อส่งมอบให้ผู้เช่าซื้อพร้อมกับหนังสือสัญญาเช่าซื้อ

จ. อัตราค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการทวงถามหนี้ค่าเช่าซื้อที่คณะกรรมการกํากับการทวงถามหนี้ประกาศกําหนดตามกฎหมายว่าด้วยการทวงถามหนี้ โดยให้ระบุวิธีการคิดคํานวณค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการทวงถามหนี้ค่าเช่าซื้อในแต่ละรายการไว้ในเอกสารแนบท้ายสัญญาเช่าซื้อ

ในกรณีที่ยังไม่มีประกาศของคณะกรรมการกํากับการทวงถามหนี้ ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิเรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการทวงถามหนี้ค่าเช่าซื้อได้เพียงเท่าที่ผู้ให้เช่าซื้อได้ใช้จ่ายไปจริงโดยประหยัด ตามความจําเป็น และมีเหตุผลอันสมควร ทั้งนี้ อัตราดังกล่าวไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นในภายหลังได้ เว้นแต่กรณีที่มีกฎหมายกําหนดให้กระทําเช่นว่านั้นได้

(๒) เมื่อผู้เช่าซื้อได้ชําระเงินค่าเช่าซื้อครบถ้วน รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่ผู้ให้เช่าซื้อเรียกเก็บได้ให้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อตกเป็นของผู้เช่าซื้อทันที โดยผู้เช่าซื้อต้องชําระค่าธรรมเนียมการโอนทะเบียนรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ตามที่กรมการขนส่งทางบกเรียกเก็บ และผู้ให้เช่าซื้อต้องดําเนินการจดทะเบียนรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ดังกล่าวให้เป็นชื่อของผู้เช่าซื้อภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ผู้ให้เช่าซื้อได้รับเอกสารที่จําเป็นสําหรับการจดทะเบียนครบถ้วนจากผู้เช่าซื้อ เว้นแต่เป็นกรณีที่มีเหตุขัดข้องที่ไม่สามารถทําการจดทะเบียนโอนได้โดยมิใช่เป็นความผิดของผู้ให้เช่าซื้อ

หากผู้ให้เช่าซื้อไม่ปฏิบัติตามวรรคหนึ่ง ผู้ให้เช่าซื้อยินยอมเสียเบี้ยปรับโดยคํานวณจากมูลค่าเช่าซื้อในอัตราเท่ากับอัตราเบี้ยปรับที่ผู้เช่าซื้อต้องชําระในกรณีที่ผู้เช่าซื้อผิดนัดชําระค่าเช่าซื้อ และถ้าผู้เช่าซื้อดําเนินคดีทางศาลเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายหรือเบี้ยปรับ ผู้ให้เช่าซื้อต้องรับภาระค่าธรรมเนียม ค่าทนายความ หรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ที่เกี่ยวข้องในการดําเนินคดีดังกล่าว ทั้งนี้ เพียงเท่าที่ผู้เช่าซื้อได้ใช้จ่ายไปจริง โดยประหยัด ตามความจําเป็น และมีเหตุผลอันสมควร

(๓) กรณีผู้ให้เช่าซื้อประสงค์จะนําเงินค่างวดของผู้เช่าซื้อที่ได้ชําระแล้วในงวดต่อมาเพื่อหักชําระเป็นค่าใช้จ่ายที่ผู้ให้เช่าซื้อเรียกเก็บได้ซึ่งผู้เช่าซื้อต้องชําระในแต่ละงวด ค่าธรรมเนียม หรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการทวงถามหนี้ค่าเช่าซื้อ ค่าเบี้ยปรับชําระค่างวดล่าช้า ผู้ให้เช่าซื้อมีหน้าที่ต้องแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้เช่าซื้อทราบก่อนภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ผู้เช่าซื้อได้รับแจ้ง แต่ถ้าผู้ให้เช่าซื้อไม่มีหนังสือดังกล่าว ผู้ให้เช่าซื้อไม่มีสิทธินําเงินค่างวดต่อมานั้นมาหักชําระค่าใช้จ่ายดังกล่าว และผู้ให้เช่าซื้อจะถือว่าผู้เช่าซื้อผิดนัดชําระค่าเช่าซื้อที่นํามาชําระเต็มจํานวนในงวดนั้นไม่ได้

กรณีผู้ให้เช่าซื้อได้หักเงินค่างวดตามวรรคหนึ่งแล้ว ผู้ให้เช่าซื้อมีหน้าที่ต้องแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้เช่าซื้อนําเงินในส่วนที่ขาดของค่างวดเช่าซื้อนั้น มาชําระให้ครบถ้วนภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ผู้เช่าซื้อได้รับหนังสือดังกล่าว หากผู้เช่าซื้อมิได้ชําระเงินส่วนที่ขาดให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาดังกล่าวให้ถือว่าผู้เช่าซื้อผิดนัดเฉพาะเงินค่างวดเช่าซื้อบางส่วนที่ยังมิได้ชําระนั้น

(๔) ในกรณีผู้เช่าซื้อผิดนัดชําระค่าเช่าซื้อรายงวดสามงวดติด ๆ กัน และผู้ให้เช่าซื้อมีหนังสือบอกกล่าวผู้เช่าซื้อให้ใช้เงินรายงวดที่ค้างชําระนั้นภายในเวลาอย่างน้อยสามสิบวันนับแต่วันที่ผู้เช่าซื้อได้รับหนังสือและผู้เช่าซื้อละเลยเสียไม่ปฏิบัติตามหนังสือบอกกล่าวนั้น ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อได้

(๕) เมื่อสัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลงไม่ว่ากรณีใด ๆ และผู้ให้เช่าซื้อได้กลับเข้าครอบครองรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่ให้เช่าซื้อ ทั้งนี้ก่อนนํารถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ออกขายโดยวิธีประมูลหรือวิธีขายทอดตลาดที่เหมาะสม ผู้ให้เช่าซื้อมีหน้าที่ดําเนินการตามลําดับ ดังต่อไปนี้

ก. ผู้ให้เช่าซื้อต้องมีหนังสือแจ้งให้ผู้เช่าซื้อทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน เพื่อให้ผู้เช่าซื้อใช้สิทธิซื้อก่อนได้ตามมูลหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญาเช่าซื้อ โดยผู้ให้เช่าซื้อจะต้องให้ส่วนลดแก่ผู้เช่าซื้อตามอัตราและการคิดคํานวณตาม (๑๐) แต่ถ้าผู้เช่าซื้อไม่ใช้สิทธิดังกล่าวภายในระยะเวลานั้น ให้ผู้ให้เช่าซื้อมีหนังสือแจ้งผู้ค้ําประกันทราบเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันที่สิ้นระยะเวลาการใช้สิทธิของผู้เช่าซื้อเพื่อให้ผู้ค้ําประกันใช้สิทธินั้น โดยให้ผู้ค้ําประกันได้รับสิทธิเช่นเดียวกับผู้เช่าซื้อ

กรณีผู้ให้เช่าซื้อไม่ปฏิบัติตามวรรคหนึ่ง ผู้ให้เช่าซื้อต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นจากเหตุของการไม่ได้แจ้งแก่ผู้เช่าซื้อหรือผู้ค้ําประกัน แล้วแต่กรณี

ข. ผู้ให้เช่าซื้อต้องมีหนังสือแจ้งให้ผู้เช่าซื้อและผู้ค้ําประกัน (ถ้ามี) ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันก่อนวันประมูลหรือวันขายทอดตลาด ทั้งนี้ ในหนังสือแจ้งนั้นอย่างน้อยต้องระบุชื่อผู้ทําการขายวันและสถานที่ที่ทําการขายในแต่ละครั้งไว้ในหนังสือฉบับเดียวกันก็ได้

กรณีที่ผู้ให้เช่าซื้อนํารถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ออกขายตามวรรคหนึ่ง หากได้ราคาเกินกว่ามูลหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญาเช่าซื้อ ผู้ให้เช่าซื้อต้องคืนเงินส่วนที่เกินนั้นให้แก่ผู้เช่าซื้อ แต่ถ้าได้ราคาน้อยกว่ามูลหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญาเช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดส่วนที่ขาดนั้น

ค. ผู้ให้เช่าซื้อต้องมีหนังสือแจ้งชื่อผู้ทําการขาย วัน สถานที่ที่ทําการขาย ราคาที่ขายได้และรายละเอียดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการขาย ทั้งนี้ เพียงเท่าที่ได้ใช้จ่ายไปจริง โดยประหยัด ตามความจําเป็น และมีเหตุผลอันสมควร รวมทั้งจํานวนเงินส่วนเกินที่คืนให้แก่ผู้เช่าซื้อ หรือจํานวนเงินที่ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดในมูลหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญาเช่าซื้อ ให้ผู้เช่าซื้อทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทําการขาย ทั้งนี้
ผู้เช่าซื้อจะไม่ได้รับส่วนลดตามอัตราและการคิดคํานวณตาม (๑๐)

มูลหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญาเช่าซื้อตาม ก. และ ข. ให้คํานวณจากเงินค่างวดที่ค้างชําระและเงินค่างวดที่ยังไม่ถึงกําหนดชําระที่ผู้เช่าซื้อมีหน้าที่ต้องชําระให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อ และให้หมายความรวมถึงเบี้ยปรับหรือค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการทวงถามหนี้ค่าเช่าซื้อ ทั้งนี้เพียงเท่าที่ผู้ให้เช่าซื้อได้ใช้จ่ายไปจริง โดยประหยัด ตามความจําเป็น และมีเหตุผลอันสมควร

(๖) ผู้ให้เช่าซื้อต้องไม่เข้าสู้ราคาไม่ว่าโดยวิธีประมูลหรือวิธีขายทอดตลาดรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่ให้เช่าซื้อ ทั้งนี้ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม

(๗) ผู้ให้เช่าซื้อได้จัดให้ผู้เช่าซื้อสามารถใช้สิทธิในการเรียกร้องให้มีการปฏิบัติตามเงื่อนไขการรับประกันของรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อจากผู้ขายหรือผู้ผลิตได้โดยตรง

(๘) ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิได้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยในมูลหนี้ที่ยังคงค้างชําระตามสัญญาเช่าซื้อ โดยผู้ให้เช่าซื้อจะต้องให้ส่วนลดแก่ผู้เช่าซื้อตามอัตราและการคิดคํานวณตาม (๑๐)ในส่วนที่เกินจากมูลหนี้ค้างชําระ ให้บริษัทประกันภัยจ่ายให้แก่ผู้เช่าซื้อ

(๙) ในกรณีที่กฎหมายหรือสัญญากําหนดให้ผู้ให้เช่าซื้อส่งคําบอกกล่าวเป็นหนังสือ ผู้ให้เช่าซื้อ
จะส่งคําบอกกล่าวทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับให้แก่ผู้เช่าซื้อและผู้คํ้าประกันตามที่อยู่ที่ระบุในสัญญา
หรือที่อยู่ที่ผู้เช่าซื้อหรือผู้ค้ําประกันแจ้งการเปลี่ยนแปลงเป็นหนังสือครั้งหลังสุด เว้นแต่กรณีที่ผู้เช่าซื้อ หรือผู้ค้ําประกันมีความประสงค์จะขอรับคําบอกกล่าวเป็นจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ผู้เช่าซื้อหรือผู้ค้ําประกันต้องแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้ให้เช่าซื้อทราบ

(๑๐) กรณีที่ผู้เช่าซื้อมีความประสงค์จะขอชําระเงินค่าเช่าซื้อทั้งหมดในคราวเดียว โดยไม่ผ่อนชําระค่าเช่าซื้อเป็นรายงวดตามสัญญาเช่าซื้อ เพื่อปิดบัญชีค่าเช่าซื้อ ผู้ให้เช่าซื้อจะต้องให้ส่วนลดแก่ผู้เช่าซื้อในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของดอกเบี้ยเช่าซื้อที่ยังไม่ถึงกําหนดชําระ โดยให้คิดคํานวณตามมาตรฐานการบัญชีว่าด้วย เรื่อง สัญญาเช่า ที่คณะกรรมการกําหนดมาตรฐานการบัญชี ตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพบัญชีกําหนดและปรับปรุงมาตรฐานการบัญชี เพื่อใช้เป็นมาตรฐานในการจัดทําบัญชีตามกฎหมายว่าด้วยการบัญชีและกฎหมายอื่น

(๑๑) กรณีสัญญาเช่าซื้อกําหนดให้ผู้เช่าซื้อต้องจัดหาผู้ค้ําประกันการเช่าซื้อ ผู้ให้เช่าซื้อต้องตกลงกับผู้เช่าซื้อว่าจะจัดให้มีการทําสัญญาค้ําประกันซึ่งมีคําเตือนสําหรับผู้ค้ําประกันไว้หน้าสัญญาค้ําประกันนั้น โดยมีข้อความเป็นภาษาไทยที่สามารถเห็นและอ่านได้ชัดเจน มีหัวเรื่องว่า “คําเตือนสําหรับผู้ค้ําประกัน” ใช้อักษรตัวหนาขนาดไม่เล็กกว่าสี่มิลลิเมตร และอย่างน้อยต้องมีข้อความตามเอกสารแนบท้ายประกาศนี้ โดยมีขนาดตัวอักษรไม่เล็กกว่าสองมิลลิเมตร และมีจํานวนไม่เกินสิบเอ็ดตัวอักษรในหนึ่งนิ้ว และกําหนดข้อสัญญาเกี่ยวกับความรับผิดของผู้ค้ําประกันในสัญญาค้ําประกัน ซึ่งมีสาระสําคัญตรงกับคําเตือนดังกล่าว

(๑๒) การผิดสัญญาเช่าซื้อที่ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ จะต้องเป็นข้อความที่ผู้ให้เช่าซื้อระบุไว้เป็นการเฉพาะด้วยตัวอักษรสีแดง หรือตัวดําหรือตัวเอน ที่เห็นเด่นชัดกว่าข้อความทั่วไป

ข้อ ๕ ข้อสัญญาที่ผู้ประกอบธุรกิจทํากับผู้บริโภคต้องไม่ใช้ข้อสัญญาที่มีลักษณะหรือมีความหมายทํานองเดียวกัน ดังต่อไปนี้

(๑) ข้อสัญญาที่เป็นการผลักภาระให้ผู้เช่าซื้อเป็นผู้ชําระค่าธรรมเนียม ค่าภาษีอากร หรือค่าใช้จ่ายใด ๆ เกี่ยวกับรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ซึ่งเกิดขึ้นก่อนที่ผู้เช่าซื้อจะเข้าทําสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์ดังกล่าว

(๒) ข้อสัญญาที่กําหนดให้ผู้ให้เช่าซื้อคิดเบี้ยปรับในกรณีที่ผู้เช่าซื้อผิดนัดชําระค่างวดตามสัญญาเช่าซื้อ
เกินกว่าอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี (Effective Interest Rate) บวกร้อยละสามต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกิน
อัตราร้อยละสิบห้าต่อปี

(๓) ข้อสัญญาที่กําหนดให้ผู้ให้เช่าซื้อเรียกให้ผู้เช่าซื้อเปลี่ยนแปลงผู้ค้ําประกัน เว้นแต่เป็นกรณีที่ผู้ค้ําประกันถึงแก่ความตาย หรือศาลมีคําสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด หรือเป็นบุคคลล้มละลาย หรือเป็นคนไร้ความสามารถ หรือเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ

(๔) ข้อสัญญาที่กําหนดให้ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดชําระค่าเช่าซื้อให้ครบถ้วนตามสัญญาในกรณีรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย ถูกทําลาย ถูกยึด ถูกอายัด หรือถูกริบ โดยมิใช่เป็นความผิดของผู้เช่าซื้อ เว้นแต่เบี้ยปรับ ค่าธรรมเนียม หรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการทวงถามหนี้ค่าเช่าซื้อ หรือค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่คงเหลือ ทั้งนี้ เพียงเท่าที่ผู้ให้เช่าซื้อได้ใช้จ่ายไปจริง โดยประหยัด ตามความจําเป็น และมีเหตุผลอันสมควร

(๕) ข้อสัญญาที่กําหนดให้ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดชําระเงินใดๆ ในกรณีที่ผู้ให้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ และกลับเข้าครอบครองรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อ เว้นแต่เบี้ยปรับ ค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการทวงถามหนี้ค่าเช่าซื้อ หรือค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่คงเหลือ ทั้งนี้ เพียงเท่าที่ผู้ให้เช่าซื้อได้ใช้จ่ายไปจริงโดยประหยัด ตามความจําเป็น และมีเหตุผลอันสมควร

(๖) ข้อสัญญาที่กําหนดให้ผู้เช่าซื้อรับการโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาเช่าซื้อหรือรับภาระผูกพันใด ๆ เพิ่มเติมจากสัญญาเช่าซื้อ โดยผู้เช่าซื้อมิได้ยินยอมเป็นหนังสือ

(๗) ข้อสัญญาที่กําหนดให้ผู้ให้เช่าซื้อเรียกเก็บเงินหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ นอกเหนือจากที่ประกาศนี้กําหนด

ข้อ ๖ บรรดาสัญญาเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่ผู้ประกอบธุรกิจได้ทํากับผู้บริโภคตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. ๒๕๕๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ ให้คงใช้บังคับได้ต่อไป

ประกาศนี้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ เป็นต้นไป
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01,07, 2018, 10:53:23 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
01,07, 2018, 11:12:05
beamsound รักในหลวง
super member
*****
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 2,084



« ตอบ #197 เมื่อ: 01,07, 2018, 11:12:05 »

https://www.prachachat.net/finance/news-181794

ประกาศว่าด้วยสัญญาเช่าซื้อรถยนต์-จยย.ฉบับใหม่ มีผลบังคับใช้แล้ว 1 ก.ค.นี้

ผู้สื่อข่าว”ประชาชาติธุรกิจ”รายงานว่า ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2561 เป็นต้นไป สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้ออกประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2561 ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2561

ทั้งนี้วัตถุประสงค์หลักของประกาศดังกล่าว เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคที่เช่าซื้อรถให้ได้รับความเป็นธรรมมากขึ้น หลัก ๆ คือมีการแก้ไขเรื่องการคิดอัตราดอกเบี้ยกรณีผิดนัดชำระหนี้ การปรับลดดอกเบี้ยกรณีผู้บริโภคต้องการชำระค่าเช่าซื้อทั้งหมดในคราวเดียวกัน ค่าใช้จ่ายจากการบังคับยึดรถกรณีผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระหนี้เกินกำหนด ซึ่งเดิมผู้ให้สินเชื่อเช่าซื้อหรือบริษัทลีสซิ่งสามารถเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการยึดรถจากผู้บริโภคได้ แต่กฎหมายใหม่กำหนดข้อห้ามไว้ การกำหนดให้แสดงรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับการเช่าซื้อ อาทิ เงินต้น ดอกเบี้ย ค่างวดเช่าซื้อให้ชัดเจน เป็นต้น

สำหรับประกาศฉบับดังกล่าวมีรายละเอียดดังนี้

ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาเรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. ๒๕๖๑

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๓๕ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๑ ประกอบกับมาตรา ๓ มาตรา ๔ และมาตรา ๕ แห่งพระราชกฤษฎีกากําหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการกําหนดธุรกิจที่ควบคุมสัญญาและลักษณะสัญญา พ.ศ. ๒๕๒๒ คณะกรรมการว่าด้วยสัญญาออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ ๑ ให้ยกเลิก
(๑) ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. ๒๕๕๕

(๒) ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๘

ข้อ ๒ ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา

ข้อ ๓ ในประกาศนี้
“ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์” หมายความว่า การประกอบกิจการค้าโดยเจ้าของนําเอารถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ของตนออกให้บุคคลธรรมดาเช่า และให้คํามั่นว่าจะขายรถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์หรือว่าจะให้รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์นั้นตกเป็นสิทธิแก่ผู้เช่า โดยมีเงื่อนไขที่ผู้เช่าได้ใช้เงินเป็นจํานวนเท่านั้นเท่านี้คราว

“รถยนต์” หมายความว่า รถยนต์นั่งส่วนบุคคลหรือรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลเพื่อใช้เป็นการส่วนตัวเท่านั้น โดยไม่นําไปใช้ทําการขนส่ง เพื่อการค้าหรือธุรกิจของตนเอง หรือเพื่อสินจ้าง

“รถจักรยานยนต์” หมายความว่า รถที่เดินด้วยกําลังเครื่องยนต์หรือกําลังไฟฟ้าและมีล้อไม่เกินสองล้อ ถ้ามีพ่วงข้างมีล้อเพ่ิมอีกไม่เกินหนึ่งล้อ และให้หมายความรวมถึงรถจักรยานที่ติดเครื่องยนต์ด้วย เพื่อใช้เป็นการส่วนตัวเท่านั้น โดยไม่นําไปใช้ทําการขนส่ง เพื่อการค้าหรือธุรกิจของตนเอง หรือเพื่อสินจ้าง

“ค่าใช้จ่ายที่ผู้ให้เช่าซื้อเรียกเก็บได้” หมายความว่า ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม ค่าภาษีรถประจําปีเงินเพิ่มเนื่องจากการต่อภาษีล่าช้า ค่าธรรมเนียมเปลี่ยนเครื่องยนต์ สีรถ ชนิดเชื้อเพลิง (ต่อรายการ) ค่าธรรมเนียมการโอนทะเบียนรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ ค่าธรรมเนียมแผ่นป้ายทะเบียนรถ ค่าธรรมเนียมใบแทนเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีรถ ค่าปรับเนื่องจากการเปลี่ยนเครื่องยนต์ สีรถชนิดเชื้อเพลิง และค่าเบี้ยประกันภัยตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ

“ค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการทวงถามหนี้ค่าเช่าซื้อ” หมายความว่า เงินที่ผู้ให้เช่าซื้อเรียกเก็บจากผู้เช่าซื้อเพื่อเป็นค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถามหนี้เงินค่างวดเช่าซื้อรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ตามกฎหมายว่าด้วยการทวงถามหนี้ แต่ทั้งนี้ไม่รวมถึงค่าติดตามเอารถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์กลับคืนของผู้ให้เช่าซื้อ

อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี (Effective Interest Rate) หมายความว่า อัตราดอกเบี้ยสําหรับสินเชื่อเช่าซื้อในลักษณะของการคิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก เช่นเดียวกับการคํานวณดอกเบี้ยสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย โดยคิดดอกเบี้ยจากเงินต้นคงเหลือในแต่ละงวด

ข้อ ๔ สัญญาเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่ผู้ประกอบธุรกิจทํากับผู้บริโภค ต้องมีข้อความเป็นภาษาไทยที่สามารถเห็นและอ่านได้ชัดเจน มีขนาดตัวอักษรไม่เล็กกว่าสองมิลลิเมตร โดยมีจํานวนไม่เกินสิบเอ็ดตัวอักษรในหนึ่งนิ้ว และต้องใช้ข้อสัญญาที่มีสาระสําคัญและเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

(๑) รายละเอียดเกี่ยวกับ
ก. ยี่ห้อ รุ่น หมายเลขเครื่องยนต์และหมายเลขตัวถัง สภาพของรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ว่าเป็นรถใหม่หรือรถใช้แล้ว และระยะทางที่ได้ใช้แล้ว โดยให้มีหน่วยเป็นกิโลเมตรหรือไมล์ รวมทั้งภาระผูกพันของรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ (ถ้ามี)

ข. ราคาเงินสด จํานวนเงินจอง จํานวนเงินดาวน์ ราคาเงินสดส่วนที่เหลือ อัตราดอกเบี้ยคงที่ต่อปี (Flat Interest Rate) ในการคํานวณผลตอบแทนให้ระบุอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี(Effective Interest Rate) จํานวนงวดที่ผ่อนชําระ จํานวนเงินค่าเช่าซื้อทั้งสิ้น จํานวนเงินค่าเช่าซื้อที่ผ่อนชําระในแต่ละงวด จํานวนค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่ชําระในแต่ละงวด เริ่มชําระค่างวดแรกในวันที่และชําระค่างวดต่อ ๆ ไปภายในวันที่

ค. วิธีคํานวณจํานวนเงินค่าเช่าซื้อ จํานวนค่าเช่าซื้อ จํานวนดอกเบี้ยที่ชําระ และจํานวนค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่ชําระในแต่ละงวด

ง. ตารางแสดงภาระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อสําหรับผู้เช่าซื้อแต่ละราย โดยให้แสดงรายละเอียดเกี่ยวกับจํานวนงวดค่าเช่าซื้อที่ต้องชําระ วัน เดือน ปี ที่ชําระเงินค่างวดเช่าซื้อ จํานวนเงินค่าเช่าซื้อที่ชําระในแต่ละงวด โดยแยกเป็นเงินต้น ดอกเบี้ยค่าเช่าซื้อ ภาษีมูลค่าเพิ่ม และจํานวนเงินค่าเช่าซื้อคงค้าง โดยแยกเป็นเงินต้นคงค้าง ดอกเบี้ยค่าเช่าซื้อ รวมทั้งจํานวนส่วนลดที่ผู้เช่าซื้อจะได้รับตาม (๑๐) ตามเอกสารแนบท้ายประกาศนี้ เพื่อส่งมอบให้ผู้เช่าซื้อพร้อมกับหนังสือสัญญาเช่าซื้อ

จ. อัตราค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการทวงถามหนี้ค่าเช่าซื้อที่คณะกรรมการกํากับการทวงถามหนี้ประกาศกําหนดตามกฎหมายว่าด้วยการทวงถามหนี้ โดยให้ระบุวิธีการคิดคํานวณค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการทวงถามหนี้ค่าเช่าซื้อในแต่ละรายการไว้ในเอกสารแนบท้ายสัญญาเช่าซื้อ

ในกรณีที่ยังไม่มีประกาศของคณะกรรมการกํากับการทวงถามหนี้ ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิเรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการทวงถามหนี้ค่าเช่าซื้อได้เพียงเท่าที่ผู้ให้เช่าซื้อได้ใช้จ่ายไปจริงโดยประหยัด ตามความจําเป็น และมีเหตุผลอันสมควร ทั้งนี้ อัตราดังกล่าวไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นในภายหลังได้ เว้นแต่กรณีที่มีกฎหมายกําหนดให้กระทําเช่นว่านั้นได้

(๒) เมื่อผู้เช่าซื้อได้ชําระเงินค่าเช่าซื้อครบถ้วน รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่ผู้ให้เช่าซื้อเรียกเก็บได้ให้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อตกเป็นของผู้เช่าซื้อทันที โดยผู้เช่าซื้อต้องชําระค่าธรรมเนียมการโอนทะเบียนรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ตามที่กรมการขนส่งทางบกเรียกเก็บ และผู้ให้เช่าซื้อต้องดําเนินการจดทะเบียนรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ดังกล่าวให้เป็นชื่อของผู้เช่าซื้อภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ผู้ให้เช่าซื้อได้รับเอกสารที่จําเป็นสําหรับการจดทะเบียนครบถ้วนจากผู้เช่าซื้อ เว้นแต่เป็นกรณีที่มีเหตุขัดข้องที่ไม่สามารถทําการจดทะเบียนโอนได้โดยมิใช่เป็นความผิดของผู้ให้เช่าซื้อ

หากผู้ให้เช่าซื้อไม่ปฏิบัติตามวรรคหนึ่ง ผู้ให้เช่าซื้อยินยอมเสียเบี้ยปรับโดยคํานวณจากมูลค่าเช่าซื้อในอัตราเท่ากับอัตราเบี้ยปรับที่ผู้เช่าซื้อต้องชําระในกรณีที่ผู้เช่าซื้อผิดนัดชําระค่าเช่าซื้อ และถ้าผู้เช่าซื้อดําเนินคดีทางศาลเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายหรือเบี้ยปรับ ผู้ให้เช่าซื้อต้องรับภาระค่าธรรมเนียม ค่าทนายความ หรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ที่เกี่ยวข้องในการดําเนินคดีดังกล่าว ทั้งนี้ เพียงเท่าที่ผู้เช่าซื้อได้ใช้จ่ายไปจริง โดยประหยัด ตามความจําเป็น และมีเหตุผลอันสมควร

(๓) กรณีผู้ให้เช่าซื้อประสงค์จะนําเงินค่างวดของผู้เช่าซื้อที่ได้ชําระแล้วในงวดต่อมาเพื่อหักชําระเป็นค่าใช้จ่ายที่ผู้ให้เช่าซื้อเรียกเก็บได้ซึ่งผู้เช่าซื้อต้องชําระในแต่ละงวด ค่าธรรมเนียม หรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการทวงถามหนี้ค่าเช่าซื้อ ค่าเบี้ยปรับชําระค่างวดล่าช้า ผู้ให้เช่าซื้อมีหน้าที่ต้องแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้เช่าซื้อทราบก่อนภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ผู้เช่าซื้อได้รับแจ้ง แต่ถ้าผู้ให้เช่าซื้อไม่มีหนังสือดังกล่าว ผู้ให้เช่าซื้อไม่มีสิทธินําเงินค่างวดต่อมานั้นมาหักชําระค่าใช้จ่ายดังกล่าว และผู้ให้เช่าซื้อจะถือว่าผู้เช่าซื้อผิดนัดชําระค่าเช่าซื้อที่นํามาชําระเต็มจํานวนในงวดนั้นไม่ได้

กรณีผู้ให้เช่าซื้อได้หักเงินค่างวดตามวรรคหนึ่งแล้ว ผู้ให้เช่าซื้อมีหน้าที่ต้องแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้เช่าซื้อนําเงินในส่วนที่ขาดของค่างวดเช่าซื้อนั้น มาชําระให้ครบถ้วนภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ผู้เช่าซื้อได้รับหนังสือดังกล่าว หากผู้เช่าซื้อมิได้ชําระเงินส่วนที่ขาดให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาดังกล่าวให้ถือว่าผู้เช่าซื้อผิดนัดเฉพาะเงินค่างวดเช่าซื้อบางส่วนที่ยังมิได้ชําระนั้น

(๔) ในกรณีผู้เช่าซื้อผิดนัดชําระค่าเช่าซื้อรายงวดสามงวดติด ๆ กัน และผู้ให้เช่าซื้อมีหนังสือบอกกล่าวผู้เช่าซื้อให้ใช้เงินรายงวดที่ค้างชําระนั้นภายในเวลาอย่างน้อยสามสิบวันนับแต่วันที่ผู้เช่าซื้อได้รับหนังสือและผู้เช่าซื้อละเลยเสียไม่ปฏิบัติตามหนังสือบอกกล่าวนั้น ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อได้

(๕) เมื่อสัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลงไม่ว่ากรณีใด ๆ และผู้ให้เช่าซื้อได้กลับเข้าครอบครองรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่ให้เช่าซื้อ ทั้งนี้ก่อนนํารถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ออกขายโดยวิธีประมูลหรือวิธีขายทอดตลาดที่เหมาะสม ผู้ให้เช่าซื้อมีหน้าที่ดําเนินการตามลําดับ ดังต่อไปนี้

ก. ผู้ให้เช่าซื้อต้องมีหนังสือแจ้งให้ผู้เช่าซื้อทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน เพื่อให้ผู้เช่าซื้อใช้สิทธิซื้อก่อนได้ตามมูลหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญาเช่าซื้อ โดยผู้ให้เช่าซื้อจะต้องให้ส่วนลดแก่ผู้เช่าซื้อตามอัตราและการคิดคํานวณตาม (๑๐) แต่ถ้าผู้เช่าซื้อไม่ใช้สิทธิดังกล่าวภายในระยะเวลานั้น ให้ผู้ให้เช่าซื้อมีหนังสือแจ้งผู้ค้ําประกันทราบเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันที่สิ้นระยะเวลาการใช้สิทธิของผู้เช่าซื้อเพื่อให้ผู้ค้ําประกันใช้สิทธินั้น โดยให้ผู้ค้ําประกันได้รับสิทธิเช่นเดียวกับผู้เช่าซื้อ

กรณีผู้ให้เช่าซื้อไม่ปฏิบัติตามวรรคหนึ่ง ผู้ให้เช่าซื้อต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นจากเหตุของการไม่ได้แจ้งแก่ผู้เช่าซื้อหรือผู้ค้ําประกัน แล้วแต่กรณี

ข. ผู้ให้เช่าซื้อต้องมีหนังสือแจ้งให้ผู้เช่าซื้อและผู้ค้ําประกัน (ถ้ามี) ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันก่อนวันประมูลหรือวันขายทอดตลาด ทั้งนี้ ในหนังสือแจ้งนั้นอย่างน้อยต้องระบุชื่อผู้ทําการขายวันและสถานที่ที่ทําการขายในแต่ละครั้งไว้ในหนังสือฉบับเดียวกันก็ได้

กรณีที่ผู้ให้เช่าซื้อนํารถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ออกขายตามวรรคหนึ่ง หากได้ราคาเกินกว่ามูลหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญาเช่าซื้อ ผู้ให้เช่าซื้อต้องคืนเงินส่วนที่เกินนั้นให้แก่ผู้เช่าซื้อ แต่ถ้าได้ราคาน้อยกว่ามูลหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญาเช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดส่วนที่ขาดนั้น

ค. ผู้ให้เช่าซื้อต้องมีหนังสือแจ้งชื่อผู้ทําการขาย วัน สถานที่ที่ทําการขาย ราคาที่ขายได้และรายละเอียดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการขาย ทั้งนี้ เพียงเท่าที่ได้ใช้จ่ายไปจริง โดยประหยัด ตามความจําเป็น และมีเหตุผลอันสมควร รวมทั้งจํานวนเงินส่วนเกินที่คืนให้แก่ผู้เช่าซื้อ หรือจํานวนเงินที่ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดในมูลหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญาเช่าซื้อ ให้ผู้เช่าซื้อทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทําการขาย ทั้งนี้
ผู้เช่าซื้อจะไม่ได้รับส่วนลดตามอัตราและการคิดคํานวณตาม (๑๐)

มูลหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญาเช่าซื้อตาม ก. และ ข. ให้คํานวณจากเงินค่างวดที่ค้างชําระและเงินค่างวดที่ยังไม่ถึงกําหนดชําระที่ผู้เช่าซื้อมีหน้าที่ต้องชําระให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อ และให้หมายความรวมถึงเบี้ยปรับหรือค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการทวงถามหนี้ค่าเช่าซื้อ ทั้งนี้เพียงเท่าที่ผู้ให้เช่าซื้อได้ใช้จ่ายไปจริง โดยประหยัด ตามความจําเป็น และมีเหตุผลอันสมควร

(๖) ผู้ให้เช่าซื้อต้องไม่เข้าสู้ราคาไม่ว่าโดยวิธีประมูลหรือวิธีขายทอดตลาดรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่ให้เช่าซื้อ ทั้งนี้ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม

(๗) ผู้ให้เช่าซื้อได้จัดให้ผู้เช่าซื้อสามารถใช้สิทธิในการเรียกร้องให้มีการปฏิบัติตามเงื่อนไขการรับประกันของรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อจากผู้ขายหรือผู้ผลิตได้โดยตรง

(๘) ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิได้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยในมูลหนี้ที่ยังคงค้างชําระตามสัญญาเช่าซื้อ โดยผู้ให้เช่าซื้อจะต้องให้ส่วนลดแก่ผู้เช่าซื้อตามอัตราและการคิดคํานวณตาม (๑๐)ในส่วนที่เกินจากมูลหนี้ค้างชําระ ให้บริษัทประกันภัยจ่ายให้แก่ผู้เช่าซื้อ

(๙) ในกรณีที่กฎหมายหรือสัญญากําหนดให้ผู้ให้เช่าซื้อส่งคําบอกกล่าวเป็นหนังสือ ผู้ให้เช่าซื้อ
จะส่งคําบอกกล่าวทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับให้แก่ผู้เช่าซื้อและผู้คํ้าประกันตามที่อยู่ที่ระบุในสัญญา
หรือที่อยู่ที่ผู้เช่าซื้อหรือผู้ค้ําประกันแจ้งการเปลี่ยนแปลงเป็นหนังสือครั้งหลังสุด เว้นแต่กรณีที่ผู้เช่าซื้อ หรือผู้ค้ําประกันมีความประสงค์จะขอรับคําบอกกล่าวเป็นจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ผู้เช่าซื้อหรือผู้ค้ําประกันต้องแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้ให้เช่าซื้อทราบ

(๑๐) กรณีที่ผู้เช่าซื้อมีความประสงค์จะขอชําระเงินค่าเช่าซื้อทั้งหมดในคราวเดียว โดยไม่ผ่อนชําระค่าเช่าซื้อเป็นรายงวดตามสัญญาเช่าซื้อ เพื่อปิดบัญชีค่าเช่าซื้อ ผู้ให้เช่าซื้อจะต้องให้ส่วนลดแก่ผู้เช่าซื้อในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของดอกเบี้ยเช่าซื้อที่ยังไม่ถึงกําหนดชําระ โดยให้คิดคํานวณตามมาตรฐานการบัญชีว่าด้วย เรื่อง สัญญาเช่า ที่คณะกรรมการกําหนดมาตรฐานการบัญชี ตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพบัญชีกําหนดและปรับปรุงมาตรฐานการบัญชี เพื่อใช้เป็นมาตรฐานในการจัดทําบัญชีตามกฎหมายว่าด้วยการบัญชีและกฎหมายอื่น

(๑๑) กรณีสัญญาเช่าซื้อกําหนดให้ผู้เช่าซื้อต้องจัดหาผู้ค้ําประกันการเช่าซื้อ ผู้ให้เช่าซื้อต้องตกลงกับผู้เช่าซื้อว่าจะจัดให้มีการทําสัญญาค้ําประกันซึ่งมีคําเตือนสําหรับผู้ค้ําประกันไว้หน้าสัญญาค้ําประกันนั้น โดยมีข้อความเป็นภาษาไทยที่สามารถเห็นและอ่านได้ชัดเจน มีหัวเรื่องว่า “คําเตือนสําหรับผู้ค้ําประกัน” ใช้อักษรตัวหนาขนาดไม่เล็กกว่าสี่มิลลิเมตร และอย่างน้อยต้องมีข้อความตามเอกสารแนบท้ายประกาศนี้ โดยมีขนาดตัวอักษรไม่เล็กกว่าสองมิลลิเมตร และมีจํานวนไม่เกินสิบเอ็ดตัวอักษรในหนึ่งนิ้ว และกําหนดข้อสัญญาเกี่ยวกับความรับผิดของผู้ค้ําประกันในสัญญาค้ําประกัน ซึ่งมีสาระสําคัญตรงกับคําเตือนดังกล่าว

(๑๒) การผิดสัญญาเช่าซื้อที่ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ จะต้องเป็นข้อความที่ผู้ให้เช่าซื้อระบุไว้เป็นการเฉพาะด้วยตัวอักษรสีแดง หรือตัวดําหรือตัวเอน ที่เห็นเด่นชัดกว่าข้อความทั่วไป

ข้อ ๕ ข้อสัญญาที่ผู้ประกอบธุรกิจทํากับผู้บริโภคต้องไม่ใช้ข้อสัญญาที่มีลักษณะหรือมีความหมายทํานองเดียวกัน ดังต่อไปนี้

(๑) ข้อสัญญาที่เป็นการผลักภาระให้ผู้เช่าซื้อเป็นผู้ชําระค่าธรรมเนียม ค่าภาษีอากร หรือค่าใช้จ่ายใด ๆ เกี่ยวกับรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ซึ่งเกิดขึ้นก่อนที่ผู้เช่าซื้อจะเข้าทําสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์ดังกล่าว

(๒) ข้อสัญญาที่กําหนดให้ผู้ให้เช่าซื้อคิดเบี้ยปรับในกรณีที่ผู้เช่าซื้อผิดนัดชําระค่างวดตามสัญญาเช่าซื้อ
เกินกว่าอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี (Effective Interest Rate) บวกร้อยละสามต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกิน
อัตราร้อยละสิบห้าต่อปี

(๓) ข้อสัญญาที่กําหนดให้ผู้ให้เช่าซื้อเรียกให้ผู้เช่าซื้อเปลี่ยนแปลงผู้ค้ําประกัน เว้นแต่เป็นกรณีที่ผู้ค้ําประกันถึงแก่ความตาย หรือศาลมีคําสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด หรือเป็นบุคคลล้มละลาย หรือเป็นคนไร้ความสามารถ หรือเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ

(๔) ข้อสัญญาที่กําหนดให้ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดชําระค่าเช่าซื้อให้ครบถ้วนตามสัญญาในกรณีรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย ถูกทําลาย ถูกยึด ถูกอายัด หรือถูกริบ โดยมิใช่เป็นความผิดของผู้เช่าซื้อ เว้นแต่เบี้ยปรับ ค่าธรรมเนียม หรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการทวงถามหนี้ค่าเช่าซื้อ หรือค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่คงเหลือ ทั้งนี้ เพียงเท่าที่ผู้ให้เช่าซื้อได้ใช้จ่ายไปจริง โดยประหยัด ตามความจําเป็น และมีเหตุผลอันสมควร

(๕) ข้อสัญญาที่กําหนดให้ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดชําระเงินใดๆ ในกรณีที่ผู้ให้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ และกลับเข้าครอบครองรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อ เว้นแต่เบี้ยปรับ ค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการทวงถามหนี้ค่าเช่าซื้อ หรือค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่คงเหลือ ทั้งนี้ เพียงเท่าที่ผู้ให้เช่าซื้อได้ใช้จ่ายไปจริงโดยประหยัด ตามความจําเป็น และมีเหตุผลอันสมควร

(๖) ข้อสัญญาที่กําหนดให้ผู้เช่าซื้อรับการโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาเช่าซื้อหรือรับภาระผูกพันใด ๆ เพิ่มเติมจากสัญญาเช่าซื้อ โดยผู้เช่าซื้อมิได้ยินยอมเป็นหนังสือ

(๗) ข้อสัญญาที่กําหนดให้ผู้ให้เช่าซื้อเรียกเก็บเงินหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ นอกเหนือจากที่ประกาศนี้กําหนด

ข้อ ๖ บรรดาสัญญาเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่ผู้ประกอบธุรกิจได้ทํากับผู้บริโภคตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. ๒๕๕๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ ให้คงใช้บังคับได้ต่อไป

ประกาศนี้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ เป็นต้นไป
ลดต้น ลดดอก แล้วโดยสรุป มันจะถูกหรือแพงกว่าแบบเก่าครับ หรือว่ามีข้อดีเสียอย่างไร ท่านใดพอทราบบ้างครับ ธุจ้า
บันทึกการเข้า
01,07, 2018, 20:54:59
H1N1
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,569



« ตอบ #198 เมื่อ: 01,07, 2018, 20:54:59 »


ตามความเข้าใจของผมนะครับ ใช้อัตราดอกเบี้ยคงที่ต่อปี ได้ตามปกติ แต่ในสัญญาเช่าซื้อ
จะต้องระบุว่า อัตราดอกเบี้ยคงที่ต่อปี ที่ระบุนี้ เมื่อจ่ายจริง จะคิดเป็น อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปีเท่าไหร่
เพราะปกติเวลาแสดงอัตราดอกเบี้ยคงที่ต่อปี มักจะดูน้อย แต่พอคิดดอกเบี้ยแบบรายวันตาม จำนวนเงินต้นคงเหลือที่แท้จริง แล้ว
มันเยอะมาก พูดง่ายๆ คือ อยากให้ผู้บริโภคทราบข้อมูลที่แท้จริงว่า
ตัวเลขดอกเบี้ยที่ดูน้อยๆ พอมาคำนวณจริงๆแล้ว ไม่ได้น้อยอย่างที่คิด
เพื่อผู้บริโภคจะได้นำมาประกอบการตัดสินใจซื้อ และไม่เข้าใจคาดเคลื่อน


ปล.ก็ต้องลองคำนวณดูครับ ว่าอันไหนถูกอันไหนแพงกว่ากัน
บันทึกการเข้า
01,07, 2018, 21:00:05
beamsound รักในหลวง
super member
*****
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 2,084



« ตอบ #199 เมื่อ: 01,07, 2018, 21:00:05 »

ตามความเข้าใจของผมนะครับ ใช้อัตราดอกเบี้ยคงที่ต่อปี ได้ตามปกติ แต่ในสัญญาเช่าซื้อ
จะต้องระบุว่า อัตราดอกเบี้ยคงที่ต่อปี ที่ระบุนี้ เมื่อจ่ายจริง จะคิดเป็น อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปีเท่าไหร่
เพราะปกติเวลาแสดงอัตราดอกเบี้ยคงที่ต่อปี มักจะดูน้อย แต่พอคิดดอกเบี้ยแบบรายวันตาม จำนวนเงินต้นคงเหลือที่แท้จริง แล้ว
มันเยอะมาก พูดง่ายๆ คือ อยากให้ผู้บริโภคทราบข้อมูลที่แท้จริงว่า
ตัวเลขดอกเบี้ยที่ดูน้อยๆ พอมาคำนวณจริงๆแล้ว ไม่ได้น้อยอย่างที่คิด
เพื่อผู้บริโภคจะได้นำมาประกอบการตัดสินใจซื้อ และไม่เข้าใจคาดเคลื่อน


ปล.ก็ต้องลองคำนวณดูครับ ว่าอันไหนถูกอันไหนแพงกว่ากัน
ผมก็นึกว่าเหมือนซื้อบ้านครับ   ยิ้มยิงฟัน
บันทึกการเข้า
02,07, 2018, 22:21:16
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,943


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #200 เมื่อ: 02,07, 2018, 22:21:16 »

https://www.prachachat.net/motoring/news-183672

ค่ายรถปรับเป้าขายรับเศรษฐกิจฟื้น มั่นใจนโยบายรัฐดันกำลังซื้อแตะล้านคัน

ค่ายรถยนต์กร้าวปรับเพิ่มยอดขายปีนี้ หลังสัญญาณบวกเพียบ ทั้งเศรษฐกิจ-การเมืองดันกำลังซื้อมาเต็ม มั่นใจขายแตะระดับล้านคัน

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานยอดขายรถยนต์ในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมาของกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ หอการค้าญี่ปุ่น พบว่า มียอดขายทั้งสิ้น 401,596 คันโต 18% แบ่งเป็นรถปิกอัพขนาด 1 ตัน จำนวน 171,752 คัน รถยนต์นั่งขนาดกลาง 23,409 คันรถยนต์นั่งขนาดเล็ก อีโคคาร์ และบีคาร์ จำนวน 114,734คัน รถเอสยูวี จำนวน 57,189 คัน รถยนต์นั่งขนาดกลางและใหญ่ จำนวน 2,901 คัน มีส่วนแบ่ง 29.1% เอ็มพีวี จำนวน 963 คัน และอื่น ๆ จำนวน 30,638 คัน

นายสมภพ ปฏิธานธาดา ผู้จัดการทั่วไป ส่วนการตลาดและการวางแผนกลยุทธ์ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยถึงภาพรวมตลาดรถยนต์ในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมาว่ามีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมียอดขายไปมากกว่า 400,000 คัน ทำให้เชื่อว่าช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้ ตลาดรวมน่าจะมีโอกาสขยับขึ้นไปถึงระดับ 940,000 คัน

สำหรับปัจจัยที่เชื่อว่าจะช่วยผลักดันให้ตลาดมียอดขายเพิ่มขึ้นนั้นเป็นผลมาจากสัญญาณบวกในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นทางด้านเศรษฐกิจที่มีทิศทางที่ดีขึ้น รวมทั้งทิศทางความชัดเจนทางด้านการเมือง และการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ของค่ายรถยนต์แต่ทั้งนี้ยังต้องจับตาปัจจัยลบที่อยู่นอกเหนือการควบคุม โดยเฉพาะภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังต้องจับตากันอย่างใกล้ชิด

ขณะที่บริษัทได้เตรียมพิจารณาเพื่อปรับเป้ายอดขายในปีนี้ จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ในช่วงต้นปีที่ 125,000 คัน โดยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย เป็น 156,000 คัน

ล่าสุดบริษัทได้เปิดตัวรถยนต์นั่งอเนกประสงค์อย่าง ฮอนด้า ซีเอช-อาร์ ไมเนอร์เชนจ์ ออกสู่ตลาด พร้อมตั้งเป้ายอดขายที่ 18,000 คัน ภายในช่วงระยะเวลา 12 เดือนจากนี้

“ตอนนี้ตลาดเริ่มกลับมาแล้ว สังเกตได้จากการตอบรับของลูกค้าในช่วงที่ผ่านมาของเราเอง รถยนต์ในกลุ่มซิตี้, ซีวิค และแจ๊ซ ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ส่วนซีเอช-อาร์ของเรานั้น ก็เชื่อว่ายังมีกลุ่มลูกค้าที่ชะลอการตัดสินใจซื้อ เพื่อรอดูความเปลี่ยนแปลงของรถเราในวันนี้อีกเป็นจำนวนไม่น้อย” นายสมภพกล่าว

ทั้งนี้ จะเห็นว่าตลาดในช่วงที่ผ่านมา รถในกลุ่มเอสยูวีมีการเติบโตเป็นอย่างมาก จากตัวเลขโดยรวมของปีที่ผ่านมา รถกลุ่มนี้มียอดขายที่ประมาณ 50,000 คัน

ส่วนปีนี้ฮอนด้าเชื่อว่ารถกลุ่มนี้จะเติบโตขึ้นไปถึงระดับ 70,000 คันต่อปี เนื่องจากมีผู้เล่นหน้าใหม่ และค่ายรถได้แนะนำรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก ประกอบกับความนิยมของกลุ่มผู้บริโภคเองก็ให้ความสนใจกับรถประเภทนี้เพิ่มขึ้นเช่นเกียวกับ นายโมริคาซุ ชกกิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ผลจากปัจจัยบวกหลังสิ้นสุดโครงการรถยนต์คันแรกนั้น ทำให้ตลาดรถยนต์ในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา มีการเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 18% จากเดิมที่ประเมินว่ายอดขายโดยรวมจะอยู่ที่ 9.3 แสนคันนั้น วันนี้มิตซูบิชิเชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่ยอดขายรถยนต์จะกระโดดขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 1 ล้านคันค่อนข้างสูง

ทั้งนี้ เนื่องจากนโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาครัฐผ่านเมกะโปรเจ็กต์ต่าง ๆ เริ่มส่งผลเข้าไปยังภาคเศรษฐกิจของประเทศและท้องถิ่น ประกอบกับการส่งสัญญาณเรื่องการเลือกตั้งจากภาครัฐเอง ก็ทำให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจเพิ่มขึ้น และตลาดมีแนวโน้มที่ดีขึ้น

“ตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา เราจะเห็นได้ว่ามีปัจจัยบวกสามารถช่วยกระตุ้นตลาดในช่วง 5 เดือนแรกได้เป็นอย่างดี ซึ่งหากรักษาระดับการเติบโตแบบนี้ไปได้ ก็น่าจะส่งผลให้ยอดขายโดยรวมขยับขึ้นไปอยู่ระดับหนึ่งล้านคันได้ไม่ยาก”

เช่นเดียวกัน มิตซูบิชิต้องมีการปรับเป้าหมายยอดขาย เนื่องจากตลาดรวมมีการเติบโต ดังนั้น มิตซูบิชิจะต้องเติบโตตามตลาดไปด้วย ช่วงที่ผ่านมามีส่วนแบ่งทางการตลาดจาก 7.9% เพิ่มขึ้นเป็น 8.3% ทั้งปีจะมีส่วนแบ่งทางการตลาดมากกว่า 8.3% อย่างแน่นอน

โดยบริษัทมีแผนที่จะแนะนำรถยนต์ครอสโอเวอร์อย่าง มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ออกสู่ตลาด ก็เชื่อว่าน่าจะได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดีและภายในปีงบประมาณนี้ (มีนาคม 2562) มิตซูบิชิมีแผนจะแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่ออกสู่ตลาดอีก 1 รุ่น

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า 5 เดือนแรก เอ็มจีมียอดขายเกือบ 10,000 คัน คาดว่าจนถึงสิ้นปีจะทำยอดขายได้ตามเป้าที่วางไว้ คือ 30,000 คัน โดยแบ่งออกเป็นรุ่น เอ็มจี แซดเอส 1.5 หมื่นคัน, เอ็มจี 3 ใหม่ 1 หมื่นคัน, เอ็มจี จีเอส 3,000 คัน และอื่น ๆ อีก 2,000 คัน

สาเหตุที่ทำให้ตลาดรถยนต์รวมยังเติบโต เพราะเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น ทั้งจีดีพี ทั้งรถในโครงการรถคันแรกที่จะเริ่มเข้ามาเปลี่ยนเป็นคันใหม่ ทำให้เชื่อว่ายอดขายของทั้งตลาดจะเติบโตประมาณ 10% หรือ 950,000 คัน

ขณะที่ผลการดำเนินงานของเราในช่วง 5 เดือนถือว่าดี และคาดว่าภายในเดือน 6 ยอดขายรวมของเราจะมากกว่าปีที่ผ่านมาทั้งปี เพราะความนิยมที่มีต่อรถรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็น แซดเอส และล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวคือ เอ็มจี 3 ใหม่ด้วย

“เอ็มจี 3 เรามั่นใจว่าเอ็มจี 3 ใหม่ ที่เพิ่งจะเปิดตัวนี้ จะทำยอดขายได้กว่า 1 หมื่นคันภายในสิ้นปีนี้”

สำหรับแผนงานด้านผลิตภัณฑ์ในรุ่นอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น รถตู้ขนาดเล็ก, รถยนต์ไฟฟ้า, รถปิกอัพ โดยทั้งหมดยังอยู่ในระหว่างการศึกษา เบื้องต้นในปีนี้จะเน้นไปที่รุ่นแซดเอส และเอ็มจี 3 ใหม่”

นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม กรรมการบริหารการตลาด บริษัท ซูซูกิ ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ตลาดรถยนต์โดยรวมของปีนี้น่าเป็นผลดีเนื่องจากปัจจัยข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นสภาพเศรษฐกิจ การเมือง โดยเฉพาะหากการเมืองมีการเลือกตั้งในช่วงปีหน้า ก็จะส่งผลให้ตลาดรถยนต์เเละเศรษฐกิจของประเทศไทยมีการขับเคลื่อนปีนี้คาดว่ายอดขายรถยนต์น่าจะขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 960,000 คัน ซูซูกิจะมียอดขายที่ 34,000 คัน และรถยนต์ในกลุ่มอีโคคาร์ก็จะเป็นตลาดที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

นายโทชิอากิ มาเอคาวะ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด กล่าวว่า อีซูซุได้ประเมินภาพรวมตลาดรถยนต์ปีนี้เพิ่มขึ้น จากเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาที่ 940,000 คัน หรืออาจจะมากกว่า โดยเห็นจากตัวเลขยอดขายในช่วงที่ผ่านมา ตลาดมีทิศทางที่ค่อนข้างดี เพียงแต่ช่วงไตรมาสที่ 3 ที่เป็นช่วงโลว์ซีซั่น ตลาดอาจจะขายได้น้อยลง แต่เชื่อว่าเมื่อเข้าสู่ปลายปี ตลาดจะกลับมาคึกคักอีกครั้งหนึ่ง

ส่วนตลาดส่งออกนั้นเชื่อว่าไม่แต่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้นที่ต้องจับตามาตรการกีดกันการค้าระหว่างประเทศโดยเฉพาะอเมริกา รวมถึงอัตราดอกเบี้ยว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกมากน้อยเพียงใด รวมทั้งอัตราค่าเงินบาทที่อาจจะส่งผลต่อประเทศไทยส่วนอีซูซุเองมั่นใจว่าจะพยายามรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดที่ระดับ 18%
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02,07, 2018, 22:24:49 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
04,07, 2018, 23:17:02
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,943


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #201 เมื่อ: 04,07, 2018, 23:17:02 »

https://www.prachachat.net/columns/news-185072

คอลัมน์
สร้างภูมิคุ้มกัน ศก.ประเทศพ้นวิกฤต

บทบรรณาธิการ

จากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ถึงปัจจุบัน แม้เวลาจะผ่านไป 21 ปีแล้ว แต่ธุรกิจและอุตสาหกรรมหลากหลายสาขา คนในแวดวงการเงิน วงการอสังหาริมทรัพย์ ส่วนใหญ่ยังคงจดจำเหตุการณ์ครั้งนั้นได้ไม่มีวันลืม โดยเฉพาะในแง่ความสูญเสียทางเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่ามหาศาล ไม่รวมภาระหนี้ และการปิดตัวล้มหายตายจากของกิจการทั้งใหญ่-เล็ก

กลายเป็นบทเรียนความผิดพลาดในการบริหารจัดการของหน่วยงานภาครัฐ อย่างนโยบายเปิดเสรีทางการเงิน ขณะที่ภาคธุรกิจเอกชนนอกจากโหมก่อหนี้ทั้งในประเทศ ต่างประเทศเกินตัวแล้ว การปั่นราคาเก็งกำไรในตลาดอสังหาฯ ตลาดหุ้น ยังแพร่สะพัด

เท่ากับเร่งให้เกิดปัญหาฟองสบู่ จนบานปลายกลายเป็นวิกฤตต้มยำกุ้งลุกลามไปทั่วเอเชีย หลังประเทศไทยถูกโจมตีค่าเงิน กดดันให้รัฐบาลต้องประกาศให้ค่าเงินบาทลอยตัว เมื่อวันที่ 2 ก.ค. 2540 ก่อนยื่นขอความช่วยเหลือทางการเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูภายใต้ไอเอ็มเอฟ ใช้เวลานานหลายปีกว่าเศรษฐกิจในภาพรวมจะพลิกกลับมาฟื้น

อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลา 21 ปีที่ผ่านมา หน่วยงานภาครัฐ รวมทั้งภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการเงิน ภาคธุรกิจ ต่างถอดบทเรียนจากวิกฤตต้มยำกุ้งมาปรับใช้ ด้วยการปรับกฎกติการะบบสถาบันการเงิน สร้างวินัยทางการเงินการคลังเข้มงวดรัดกุมขึ้น

ส่งผลให้พื้นฐานเศรษฐกิจไทยมีความแข็งแกร่ง สะท้อนจากเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่สูงขึ้นต่อเนื่อง ช่วงต้นปี 2561 ทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยอยู่ในอันดับ 12 จากทั้งหมด 193 ประเทศ และล่าสุดเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ทุนสำรองระหว่างประเทศสูงถึง 6.8 ล้านล้านบาท เช่นเดียวกับดุลบัญชีเดินสะพัดที่ปัจจุบันเกินดุล 1.65 ล้านล้านบาท เป็นภูมิคุ้มกันความสุ่มเสี่ยงจากปัจจัยลบที่จะเข้ามากระทบได้เป็นอย่างดี

จะมีก็แต่เศรษฐกิจฐานรากเท่านั้นที่ยังเปราะบางจนน่าห่วง เห็นได้จากคนระดับกลาง ล่าง ประชากรในภาคการเกษตร ธุรกิจเอสเอ็มอี ยังยากลำบาก รายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย หนี้ภาคครัวเรือนยังอยู่ในระดับที่สูง ทั้งนี้ ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า สิ้นไตรมาส 1/2561 หนี้ภาคครัวเรือนไทยทั้งระบบอยู่ที่ 12.17 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 77.6% ของจีดีพี

ทั้งหมดนี้เป็นโจทย์ที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งแก้ ด้วยการขับเคลื่อนมาตรการช่วยเหลือเยียวยาสารพัดโครงการที่ทยอยออกมาก่อนหน้านี้ให้ปรากฏผลในทางปฏิบัติให้ชัดเจน สร้างงาน สร้างอาชีพ ปลดล็อกความยากจนให้คนในชุมชนท้องถิ่นมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ส่งผลต่อเนื่องทำให้เศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็ง เป็นภูมิคุ้มกันชั้นดีช่วยให้เศรษฐกิจประเทศรอดพ้นจากวิกฤตทั้งหลายทั้งมวลได้
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
05,07, 2018, 11:55:30
H1N1
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,569



« ตอบ #202 เมื่อ: 05,07, 2018, 11:55:30 »

https://www.prachachat.net/columns/news-185072

คอลัมน์
สร้างภูมิคุ้มกัน ศก.ประเทศพ้นวิกฤต

บทบรรณาธิการ

จากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ถึงปัจจุบัน แม้เวลาจะผ่านไป 21 ปีแล้ว แต่ธุรกิจและอุตสาหกรรมหลากหลายสาขา คนในแวดวงการเงิน วงการอสังหาริมทรัพย์ ส่วนใหญ่ยังคงจดจำเหตุการณ์ครั้งนั้นได้ไม่มีวันลืม โดยเฉพาะในแง่ความสูญเสียทางเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่ามหาศาล ไม่รวมภาระหนี้ และการปิดตัวล้มหายตายจากของกิจการทั้งใหญ่-เล็ก

กลายเป็นบทเรียนความผิดพลาดในการบริหารจัดการของหน่วยงานภาครัฐ อย่างนโยบายเปิดเสรีทางการเงิน ขณะที่ภาคธุรกิจเอกชนนอกจากโหมก่อหนี้ทั้งในประเทศ ต่างประเทศเกินตัวแล้ว การปั่นราคาเก็งกำไรในตลาดอสังหาฯ ตลาดหุ้น ยังแพร่สะพัด

เท่ากับเร่งให้เกิดปัญหาฟองสบู่ จนบานปลายกลายเป็นวิกฤตต้มยำกุ้งลุกลามไปทั่วเอเชีย หลังประเทศไทยถูกโจมตีค่าเงิน กดดันให้รัฐบาลต้องประกาศให้ค่าเงินบาทลอยตัว เมื่อวันที่ 2 ก.ค. 2540 ก่อนยื่นขอความช่วยเหลือทางการเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูภายใต้ไอเอ็มเอฟ ใช้เวลานานหลายปีกว่าเศรษฐกิจในภาพรวมจะพลิกกลับมาฟื้น

อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลา 21 ปีที่ผ่านมา หน่วยงานภาครัฐ รวมทั้งภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการเงิน ภาคธุรกิจ ต่างถอดบทเรียนจากวิกฤตต้มยำกุ้งมาปรับใช้ ด้วยการปรับกฎกติการะบบสถาบันการเงิน สร้างวินัยทางการเงินการคลังเข้มงวดรัดกุมขึ้น

ส่งผลให้พื้นฐานเศรษฐกิจไทยมีความแข็งแกร่ง สะท้อนจากเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่สูงขึ้นต่อเนื่อง ช่วงต้นปี 2561 ทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยอยู่ในอันดับ 12 จากทั้งหมด 193 ประเทศ และล่าสุดเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ทุนสำรองระหว่างประเทศสูงถึง 6.8 ล้านล้านบาท เช่นเดียวกับดุลบัญชีเดินสะพัดที่ปัจจุบันเกินดุล 1.65 ล้านล้านบาท เป็นภูมิคุ้มกันความสุ่มเสี่ยงจากปัจจัยลบที่จะเข้ามากระทบได้เป็นอย่างดี

จะมีก็แต่เศรษฐกิจฐานรากเท่านั้นที่ยังเปราะบางจนน่าห่วง เห็นได้จากคนระดับกลาง ล่าง ประชากรในภาคการเกษตร ธุรกิจเอสเอ็มอี ยังยากลำบาก รายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย หนี้ภาคครัวเรือนยังอยู่ในระดับที่สูง ทั้งนี้ ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า สิ้นไตรมาส 1/2561 หนี้ภาคครัวเรือนไทยทั้งระบบอยู่ที่ 12.17 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 77.6% ของจีดีพี

ทั้งหมดนี้เป็นโจทย์ที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งแก้ ด้วยการขับเคลื่อนมาตรการช่วยเหลือเยียวยาสารพัดโครงการที่ทยอยออกมาก่อนหน้านี้ให้ปรากฏผลในทางปฏิบัติให้ชัดเจน สร้างงาน สร้างอาชีพ ปลดล็อกความยากจนให้คนในชุมชนท้องถิ่นมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ส่งผลต่อเนื่องทำให้เศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็ง เป็นภูมิคุ้มกันชั้นดีช่วยให้เศรษฐกิจประเทศรอดพ้นจากวิกฤตทั้งหลายทั้งมวลได้

วิกฤตต้มยำกุ้งผ่านมา 21 ปีแล้ว ยังอธิบายสาเหตุที่แท้จริงไม่ตรงกันเลยว่าคืออะไร จะได้ไม่พลาดอีกรอบ
บันทึกการเข้า
05,07, 2018, 12:17:49
beamsound รักในหลวง
super member
*****
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 2,084



« ตอบ #203 เมื่อ: 05,07, 2018, 12:17:49 »

วิกฤตต้มยำกุ้งผ่านมา 21 ปีแล้ว ยังอธิบายสาเหตุที่แท้จริงไม่ตรงกันเลยว่าคืออะไร จะได้ไม่พลาดอีกรอบ
เกลือเป็นหนอน เหงื่อตก 
บันทึกการเข้า
05,07, 2018, 17:36:41
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,943


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #204 เมื่อ: 05,07, 2018, 17:36:41 »

https://www.prachachat.net/general/news-185052

แพทยสภาเผย “หมอจบใหม่” ปี’60 มี 1.7พันคน ตั้งใจลาออกหลังใช้ทุน

เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม พล.อ.ต.นพ.อิทธพร คณะเจริญ รองเลขาธิการและรักษาการเลขาธิการแพทยสภา เปิดเผยผลสรุปการศึกษากรณีแพทย์จบใหม่กับการลาออกว่า จากการสอบถามความคิดเห็นแพทย์จบใหม่ในปี 2560 จำนวน 1,726 คน อายุเฉลี่ยที่จบมากที่สุดคือ 24 ปี ค่าตอบแทนที่คาดหวังว่าจะได้รับระหว่างใช้ทุน 3 ปี มากที่สุดคือช่วง 40,000-60,000 บาท ร้อยละ 36.3 รองลงมาคือ 60,000-80,000 บาท ร้อยละ 32.3 และ 20,000-40,000 บาท ร้อยละ 17.9 สาขาที่เลือกเรียนมากที่สุดคือ อายุรศาสตร์ ร้อยละ 13.7 รองลงมาคือ กุมารเวชศาสตร์ ร้อยละ 7.7 เวชศาสตร์ครอบครัว ร้อยละ 5.9 ศัลยศาสตร์ ร้อยละ 5.6 และสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา ร้อยละ 5.3 ทั้งนี้ แพทย์ใช้ทุนที่มีแผนต้องการลาออก ณ วันที่เริ่มทำงาน มีเพียง 57 คน หรือ ร้อยละ 3 ยังไม่ตัดสินใจ 202 คน หรือ ร้อยละ 12 และไม่มีแผนลาออก 1,467 คน หรือ ร้อยละ 85

พล.อ.ต.นพ.อิทธพร กล่าวว่า แพทย์ใช้ทุนที่มีแผนลาออกนั้น พบว่า เป็นการลาออกหลังจับฉลากหรือภายในปีแรก 11 คน หรือ ร้อยละ 14 ลาออกหลังใช้ทุนครบ 1 ปี (ได้ใบเพิ่มพูนทักษะ) 24 คน หรือ ร้อยละ 36 ลาออกหลังใช้ทุนครบ 2 ปี มี 11 คนหรือ ร้อยละ 15 และลาออกหลังใช้ทุนครบ 3 ปี มี 26 คน หรือ ร้อยละ 37 คาดต้นเหตุของการลาออกมาที่สุด อันดับ 1 คือ งานถูกเอาเปรียบไม่เป็นธรรม จากเพื่อนพี่ ไม่เป็นระบบ แต่ถ้าผู้บริหารหรือระบบดีก็สามารถอยู่ได้ ร้อยละ 30.8 งานภาระหนัก เหนื่อย เกินกำลัง เสี่ยง ถ้าจำกัดงานให้เหมาะสมก็อยู่ต่อได้ ร้อยละ 22.7 ต้องดูแลครอบครัว พ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ จำเป็นต้องออก ร้อยละ 17 สถานที่อยู่ในพื้นที่กันดาร ห่างไกล อันตราย ไกลครอบครัว ถ้าย้ายได้จะไม่ออก ร้อยละ 11.2 ค่าตอบแทนต่ำ ไม่เพียงพอ ไม่เหมาะสม ถ้าเพิ่มให้เหมาะสมจะอยู่ต่อ ร้อยละ 10.5

ไม่มีทุนในสาขาที่ต้องการในปีนั้น แต่ Free Train เรียนได้ถ้ามีทุนไม่ออก ร้อยละ 9.6 ทุนโดนจำกัดสิทธิไม่ให้เรียนสาขาที่ต้องการหลายปี โดยกลุ่ม ODOD CPIRD ถ้าให้เรียนจะไม่ออก ร้อยละ 9.6 มีทุนแต่ใช้ทุนในที่ๆ ไม่ต้องการ ถ้าเลือกที่ใช้ทุนได้ไม่ออก ร้อยละ 6.1 เป้าหมายไม่อยากเป็นหมอ ออกมาทำอาชีพอื่น หรือออกแน่ๆ ร้อยละ 2.4 ชอบด้านความงาม ถูกเชิญชวน เงื่อนไขดี รายได้ดี อิสระ ลาออกแน่ๆ ร้อยละ 0.9 ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเป็นเพระาระบบมากที่สุด และปัญหา 7 ใน 10 สามารถแก้ได้ก็จะไม่ลาออก
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05,07, 2018, 17:38:27 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
05,07, 2018, 18:41:41
H1N1
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,569



« ตอบ #205 เมื่อ: 05,07, 2018, 18:41:41 »

https://www.prachachat.net/general/news-185052

แพทยสภาเผย “หมอจบใหม่” ปี’60 มี 1.7พันคน ตั้งใจลาออกหลังใช้ทุน

เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม พล.อ.ต.นพ.อิทธพร คณะเจริญ รองเลขาธิการและรักษาการเลขาธิการแพทยสภา เปิดเผยผลสรุปการศึกษากรณีแพทย์จบใหม่กับการลาออกว่า จากการสอบถามความคิดเห็นแพทย์จบใหม่ในปี 2560 จำนวน 1,726 คน อายุเฉลี่ยที่จบมากที่สุดคือ 24 ปี ค่าตอบแทนที่คาดหวังว่าจะได้รับระหว่างใช้ทุน 3 ปี มากที่สุดคือช่วง 40,000-60,000 บาท ร้อยละ 36.3 รองลงมาคือ 60,000-80,000 บาท ร้อยละ 32.3 และ 20,000-40,000 บาท ร้อยละ 17.9 สาขาที่เลือกเรียนมากที่สุดคือ อายุรศาสตร์ ร้อยละ 13.7 รองลงมาคือ กุมารเวชศาสตร์ ร้อยละ 7.7 เวชศาสตร์ครอบครัว ร้อยละ 5.9 ศัลยศาสตร์ ร้อยละ 5.6 และสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา ร้อยละ 5.3 ทั้งนี้ แพทย์ใช้ทุนที่มีแผนต้องการลาออก ณ วันที่เริ่มทำงาน มีเพียง 57 คน หรือ ร้อยละ 3 ยังไม่ตัดสินใจ 202 คน หรือ ร้อยละ 12 และไม่มีแผนลาออก 1,467 คน หรือ ร้อยละ 85

พล.อ.ต.นพ.อิทธพร กล่าวว่า แพทย์ใช้ทุนที่มีแผนลาออกนั้น พบว่า เป็นการลาออกหลังจับฉลากหรือภายในปีแรก 11 คน หรือ ร้อยละ 14 ลาออกหลังใช้ทุนครบ 1 ปี (ได้ใบเพิ่มพูนทักษะ) 24 คน หรือ ร้อยละ 36 ลาออกหลังใช้ทุนครบ 2 ปี มี 11 คนหรือ ร้อยละ 15 และลาออกหลังใช้ทุนครบ 3 ปี มี 26 คน หรือ ร้อยละ 37 คาดต้นเหตุของการลาออกมาที่สุด อันดับ 1 คือ งานถูกเอาเปรียบไม่เป็นธรรม จากเพื่อนพี่ ไม่เป็นระบบ แต่ถ้าผู้บริหารหรือระบบดีก็สามารถอยู่ได้ ร้อยละ 30.8 งานภาระหนัก เหนื่อย เกินกำลัง เสี่ยง ถ้าจำกัดงานให้เหมาะสมก็อยู่ต่อได้ ร้อยละ 22.7 ต้องดูแลครอบครัว พ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ จำเป็นต้องออก ร้อยละ 17 สถานที่อยู่ในพื้นที่กันดาร ห่างไกล อันตราย ไกลครอบครัว ถ้าย้ายได้จะไม่ออก ร้อยละ 11.2 ค่าตอบแทนต่ำ ไม่เพียงพอ ไม่เหมาะสม ถ้าเพิ่มให้เหมาะสมจะอยู่ต่อ ร้อยละ 10.5

ไม่มีทุนในสาขาที่ต้องการในปีนั้น แต่ Free Train เรียนได้ถ้ามีทุนไม่ออก ร้อยละ 9.6 ทุนโดนจำกัดสิทธิไม่ให้เรียนสาขาที่ต้องการหลายปี โดยกลุ่ม ODOD CPIRD ถ้าให้เรียนจะไม่ออก ร้อยละ 9.6 มีทุนแต่ใช้ทุนในที่ๆ ไม่ต้องการ ถ้าเลือกที่ใช้ทุนได้ไม่ออก ร้อยละ 6.1 เป้าหมายไม่อยากเป็นหมอ ออกมาทำอาชีพอื่น หรือออกแน่ๆ ร้อยละ 2.4 ชอบด้านความงาม ถูกเชิญชวน เงื่อนไขดี รายได้ดี อิสระ ลาออกแน่ๆ ร้อยละ 0.9 ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเป็นเพระาระบบมากที่สุด และปัญหา 7 ใน 10 สามารถแก้ได้ก็จะไม่ลาออก

ลาออกไปสมัคร รพ.เอกชนและเปิดคลีนิคของตัวเองเหรอครับ
เป็นไปได้ ได้เงินดีกว่า เลือกเวลาทำงานได้
รบ. ควรหันมามาองนะครับว่า ผลตอบแทนของพวกเขา คุ้มค่าเหนื่อยหรือเปล่าถึงได้เรียกลาออกกันหมด
บันทึกการเข้า
05,07, 2018, 23:08:45
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,943


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #206 เมื่อ: 05,07, 2018, 23:08:45 »

ลดต้น ลดดอก แล้วโดยสรุป มันจะถูกหรือแพงกว่าแบบเก่าครับ หรือว่ามีข้อดีเสียอย่างไร ท่านใดพอทราบบ้างครับ ธุจ้า

https://www.autoinfo.co.th/online/231207/

 เทียบกันชัดๆ คิดดอกเบี้ยรถยนต์แบบ อัตราคงที่ กับ ลดต้นลดดอก

อัตราดอกเบี้ยคงที่ (แบบเก่า)

สาเหตุที่ต้องมีกฎหมายออกมาควบคุมธุรกิจการเช่าซื้อ เพราะว่าที่ผ่านมา การเช่าซื้อรถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์ ฝ่ายผู้ปล่อยสินเชื่อ จะมีอำนาจในการต่อรองที่ดีกว่า ต้องจ่ายอัตราดอกเบี้ยแบบ “อัตราคงที่” หรือ Flat Interest Rate ซึ่งเป็นอัตราที่ไม่มีการลดทั้งเงินต้น และดอกเบี้ยให้ เมื่อจำนวนงวดที่ผ่อนจ่าย และเงินต้นจะลดลงไปแล้วก็ตาม ซึ่งคิดดอกเบี้ยรวมไว้แล้ว ตั้งแต่ทำสัญญา
ยกตัวอย่างเช่น กู้เงินเช่าซื้อรถยนต์มา 500,000 บาท คิดดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี ต้องผ่อนเดือนละ 10,416 บาท ตลอดระยะเวลา 4 ปี

 

ดังนั้น สมการในการคิด คือ (ดอกเบี้ย/100 * ยอดจัดเงินต้น) = ดอกเบี้ย/ปี

 

แทนค่าทั้งหมดเป็น 5/100 * 500,000 = 25,000 บาท เท่ากับว่าในปีที่ 1 ต้องจ่ายดอกเบี้ย ไป 25,000 บาท/ปี  รวม 4 ปี ดอกเบี้ย 100,000 บาท

 

สรุปยอด 4 ปี ต้องจ่ายดอกเบี้ยคงเดิมตลอด 4 ปี ไป 100,000  บาท

อัตราดอกเบี้ยลดต้นลดดอก (แบบใหม่)

กฎหมายใหม่ที่ออกมาบังคับใช้กับผู้ประกอบการเช่าซื้อ ที่ต้องคิดอัตราดอกเบี้ยแบบ “แท้จริงต่อปี” หรือ Effective Interest Rate ลักษณะการคิดดอกเบี้ย จะเหมือนกับดอกเบี้ยสินเชื่อซื้อบ้านที่อยู่อาศัย โดยคิดดอกเบี้ยจากเงินต้นที่คงเหลือในแต่ละงวด นั่นหมายความว่า ถ้าเงินต้นลด ดอกเบี้ยก็จะลดลงตามไปด้วย
ยกตัวอย่างเช่น กู้เงินเช่าซื้อรถยนต์มา 500,000 บาท คิดดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี ผ่อนเดือนละ 10,416 บาท

 

ดังนั้น สมการในการคิด คือ (ดอกเบี้ย/100 * ยอดจัดเงินต้น) = ดอกเบี้ย/ปี

 

ในปีแรก ยอดที่ต้องผ่อน คือ 500,000 บาท ดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี แทนสมการด้วย 5/100 * 500,000 = ดอกเบี้ย 25,000 บาทในปีแรก
เข้าสู่ปีที่ 2 ในการผ่อนยอดเงินต้นลดลงเหลือ 500,000-124,992 = 375,008 บาท ดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี รวมแล้วจะมีดอกเบี้ย 5 /100 * = 375,008 ดอกเบี้ย 18,750 บาทในปีที่ 2
ปีที่ 3 ยอดในการผ่อนลดลงเหลือ 375,008-124,992 = 250,016 บาท ดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี รวมแล้วมีดอกเบี้ย 5/100 * 250,016 = ดอกเบี้ย 12,500 บาทในปีที่ 3
ปีสุดท้าย ยอดในการผ่อนลดลงเหลือ 250,016-124,992 = 125,024 บาท ดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี รวมแล้วมีดอกเบี้ย 5/100 * 125,024 = ดอกเบี้ย 6,251 บาทในปีที่ 4

 

สรุปยอด 4 ปี ต้องจ่ายดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกแล้วรวม 25,000+18,750+12,500+6,251 = 62,501 บาท

 

จะเห็นได้ว่า ดอกเบี้ยแบบอัตราคงที่ (แบบเก่า) จะแพงกว่า ดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก (แบบใหม่) อยู่ที่ 99,968-62,501 = 37,467 บาท

 เงื่อนไขอื่นๆ ที่กำหนดเพิ่ม
1. กำหนดดอกเบี้ยปรับ กรณีผิดนัดชำระ ไม่เกิน 15 % (จากเดิม 17 %)
2. บริษัทต้องกำหนด ตารางแสดงค่างวด แยกเงินต้น ดอกเบี้ย ให้ผู้เช่าซื้อได้เห็นอย่างชัดเจน
3. กรณีผู้เช่าซื้อต้องการชำระเงินทั้งหมด (โปะค่างวด) บริษัทต้องให้ส่วนลดดอกเบี้ยไม่น้อยกว่า 50 %
4. ถ้าถูกยึดรถ ผู้เช่าซื้อสามารถซื้อรถคืนได้จากบริษัทเช่าซื้อได้ภายใน 7 วัน
5. บริษัทเช่าซื้อ สามารถเก็บค่าธรรมเนียมการทวงถามได้ตามค่าใช้จ่ายจริง
6. ครอบคลุมเฉพาะการเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ เพื่อนำไปใช้เป็นพาหนะส่วนตัวเท่านั้น

 

ทั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ซื้อได้ก็ต่อเมื่อ บริษัทเช่าซื้อจะไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ที่หลายฝ่ายกังวลอยู่ ต้องติดตามดูกันต่อไป
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
06,07, 2018, 06:31:58
beamsound รักในหลวง
super member
*****
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 2,084



« ตอบ #207 เมื่อ: 06,07, 2018, 06:31:58 »

https://www.autoinfo.co.th/online/231207/

 เทียบกันชัดๆ คิดดอกเบี้ยรถยนต์แบบ อัตราคงที่ กับ ลดต้นลดดอก

อัตราดอกเบี้ยคงที่ (แบบเก่า)

สาเหตุที่ต้องมีกฎหมายออกมาควบคุมธุรกิจการเช่าซื้อ เพราะว่าที่ผ่านมา การเช่าซื้อรถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์ ฝ่ายผู้ปล่อยสินเชื่อ จะมีอำนาจในการต่อรองที่ดีกว่า ต้องจ่ายอัตราดอกเบี้ยแบบ “อัตราคงที่” หรือ Flat Interest Rate ซึ่งเป็นอัตราที่ไม่มีการลดทั้งเงินต้น และดอกเบี้ยให้ เมื่อจำนวนงวดที่ผ่อนจ่าย และเงินต้นจะลดลงไปแล้วก็ตาม ซึ่งคิดดอกเบี้ยรวมไว้แล้ว ตั้งแต่ทำสัญญา
ยกตัวอย่างเช่น กู้เงินเช่าซื้อรถยนต์มา 500,000 บาท คิดดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี ต้องผ่อนเดือนละ 10,416 บาท ตลอดระยะเวลา 4 ปี

 

ดังนั้น สมการในการคิด คือ (ดอกเบี้ย/100 * ยอดจัดเงินต้น) = ดอกเบี้ย/ปี

 

แทนค่าทั้งหมดเป็น 5/100 * 500,000 = 25,000 บาท เท่ากับว่าในปีที่ 1 ต้องจ่ายดอกเบี้ย ไป 25,000 บาท/ปี  รวม 4 ปี ดอกเบี้ย 100,000 บาท

 

สรุปยอด 4 ปี ต้องจ่ายดอกเบี้ยคงเดิมตลอด 4 ปี ไป 100,000  บาท

อัตราดอกเบี้ยลดต้นลดดอก (แบบใหม่)

กฎหมายใหม่ที่ออกมาบังคับใช้กับผู้ประกอบการเช่าซื้อ ที่ต้องคิดอัตราดอกเบี้ยแบบ “แท้จริงต่อปี” หรือ Effective Interest Rate ลักษณะการคิดดอกเบี้ย จะเหมือนกับดอกเบี้ยสินเชื่อซื้อบ้านที่อยู่อาศัย โดยคิดดอกเบี้ยจากเงินต้นที่คงเหลือในแต่ละงวด นั่นหมายความว่า ถ้าเงินต้นลด ดอกเบี้ยก็จะลดลงตามไปด้วย
ยกตัวอย่างเช่น กู้เงินเช่าซื้อรถยนต์มา 500,000 บาท คิดดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี ผ่อนเดือนละ 10,416 บาท

 

ดังนั้น สมการในการคิด คือ (ดอกเบี้ย/100 * ยอดจัดเงินต้น) = ดอกเบี้ย/ปี

 

ในปีแรก ยอดที่ต้องผ่อน คือ 500,000 บาท ดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี แทนสมการด้วย 5/100 * 500,000 = ดอกเบี้ย 25,000 บาทในปีแรก
เข้าสู่ปีที่ 2 ในการผ่อนยอดเงินต้นลดลงเหลือ 500,000-124,992 = 375,008 บาท ดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี รวมแล้วจะมีดอกเบี้ย 5 /100 * = 375,008 ดอกเบี้ย 18,750 บาทในปีที่ 2
ปีที่ 3 ยอดในการผ่อนลดลงเหลือ 375,008-124,992 = 250,016 บาท ดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี รวมแล้วมีดอกเบี้ย 5/100 * 250,016 = ดอกเบี้ย 12,500 บาทในปีที่ 3
ปีสุดท้าย ยอดในการผ่อนลดลงเหลือ 250,016-124,992 = 125,024 บาท ดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี รวมแล้วมีดอกเบี้ย 5/100 * 125,024 = ดอกเบี้ย 6,251 บาทในปีที่ 4

 

สรุปยอด 4 ปี ต้องจ่ายดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกแล้วรวม 25,000+18,750+12,500+6,251 = 62,501 บาท

 

จะเห็นได้ว่า ดอกเบี้ยแบบอัตราคงที่ (แบบเก่า) จะแพงกว่า ดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก (แบบใหม่) อยู่ที่ 99,968-62,501 = 37,467 บาท

 เงื่อนไขอื่นๆ ที่กำหนดเพิ่ม
1. กำหนดดอกเบี้ยปรับ กรณีผิดนัดชำระ ไม่เกิน 15 % (จากเดิม 17 %)
2. บริษัทต้องกำหนด ตารางแสดงค่างวด แยกเงินต้น ดอกเบี้ย ให้ผู้เช่าซื้อได้เห็นอย่างชัดเจน
3. กรณีผู้เช่าซื้อต้องการชำระเงินทั้งหมด (โปะค่างวด) บริษัทต้องให้ส่วนลดดอกเบี้ยไม่น้อยกว่า 50 %
4. ถ้าถูกยึดรถ ผู้เช่าซื้อสามารถซื้อรถคืนได้จากบริษัทเช่าซื้อได้ภายใน 7 วัน
5. บริษัทเช่าซื้อ สามารถเก็บค่าธรรมเนียมการทวงถามได้ตามค่าใช้จ่ายจริง
6. ครอบคลุมเฉพาะการเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ เพื่อนำไปใช้เป็นพาหนะส่วนตัวเท่านั้น

 

ทั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ซื้อได้ก็ต่อเมื่อ บริษัทเช่าซื้อจะไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ที่หลายฝ่ายกังวลอยู่ ต้องติดตามดูกันต่อไป
ผมว่าเขาขี้นดอกเบี้ยแก้เกมส์อีกนั่นหละ เหงื่อตก
บันทึกการเข้า
07,07, 2018, 08:59:11
ชาวดง
พวกเราไม่ใช่คนดี 100%..............แต่เรื่องเดียวที่เราทำไม่เป็น..............คือ "เนรคุณในหลวง"
สมาชิกครอบครัว
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 742


« ตอบ #208 เมื่อ: 07,07, 2018, 08:59:11 »

 Sayan Rujiramora

YouTube --Bix Weir : Crypto End Game - Trade War
July 6, 2018

มีข่าวเมื่อเช้านี้ว่า JP Morgan ได้ปฏิเสธข่าวลือที่ว่าพวกเขากำลังจะซื้อ Deutsche Bank ..เมื่อ 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา CitiBank ก็ปฏิเสธเรื่องจะเข้าซื้อ Deutsche Bank ไปแล้วเช่นกัน ...ไม่มีใครต้องการแบงค์นี้อีกแล้ว แบงค์ที่ถือความเสี่ยงจากอนุพันธ์อยู่ถึง $50 ล้านล้าน แม้แต่ JP Morgan ซึ่งเป็นคู่สัญญาจำนวนมากของอนุพันธ์นั้นเองก็ไม่ต้องการ ...เหตุผลคือ สหรัฐกำลังจะทำลายระบบแล้ว โดยปล่อยให้ Deutsche Bank มาเป็นผู้รับผิดไป....

นี่จะเป็นเกมของทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่วในการที่จะทลายตลาดอนุพันธ์... มันเตรียมการมาตั้งแต่เริ่มแล้ว เมื่อ Alan Greenspan พยายามมาตลอดให้สัญญาอนุพันธ์อยู่นอกประเภทที่ต้องควบคุม (unregulated category) ..นี่เท่ากับยื่นเชือกจำนวนมากพอที่จะให้เหล่าธนาคารทั้งหลายไว้แขวนคอตัวเองในวันข้างหน้า

เตรียมตัวคอยฟังข่าวลือไปเรื่อยๆว่าจะมีใครมาซื้อ Deutsche Bank อีกนับจากนี้ ..ผมเห็นมีแต่ EU ซึ่งก็จะช่วยไม่ไหวเหมือนกัน ..คอยดูราคาหุ้น Deutsche Bank จะแกว่งไปมาอยู่แถวๆ $10 เท่านั้น และนี่จะเป็นชนวนแรกเลยของตลาดอนุพันธ์ ..อย่างที่ผมเคยบอกหลายเดือนก่อนตอนที่ Deutsche Bank ถูก downgrade ..ว่านั่นคือการเริ่มของ snowball ที่มันจะลูกใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

ตลาดอนุพันธ์จะมีเวลาประมาณ 1 เดือนนับจากวันเริ่มเหนี่ยวไกในวันเริ่ม payoff ..Deutsche Bank จะเริ่มมีการ payoff ในไม่ช้า เมื่อตอนที่หนี้ sovereign debts ของยุโรปเริ่มมีปัญหา ถึงตอนนั้นจะมี snowball อีกหลายลูกไหลมารวมพร้อมๆกันเลย...

อีกข่าวที่ใหญ่กว่า คือเรื่องของ trade war ..ทรัมพ์เริ่มแล้วและจีนก็ตอบโต้ เหมือนเป็นการเล่นคอนเสิร์ตด้วยกันที่จะทำลายระบบเก่าๆที่ฝ่ายชั่วได้สร้างเอาไว้ ...เมื่อระบบมันพังทลายลง ทรัพย์สินที่ควรถือไว้คือ.. crypto ทองคำและซิลเวอร์ นอกเหนือจากนี้มันไม่ใช่โดยเฉพาะทรัพย์สินที่อยู่ในออนไลน์ ..คุณๆต้องพิจารณาว่าทรัพย์สินของคุณอยู่ที่ไหนบ้าง อยู่กับบุคคลที่สาม third party หรือเปล่า ..แม้แต่ทองคำหรือซิลเวอร์อยู่ในมือตัวเองหรือเปล่า หรือมี third party

เราคงได้เห็นการ bail out เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าในอีกประมาณสองปีจากนี้ ก่อนที่เรื่องจะจบลง ...ตอนนี้ก็มีดอลล่าร์ที่ไม่ใช่ของ Federal Reserve เริ่มหมุนเวียนภายในประเทศสหรัฐแล้ว ซึ่งอาจจะอิงกับทองคำหรืออาจจะอิงกับ crypto ก็ได้ ..แต่เงิน crypto ต้องไม่ใช่ของที่ cabal สร้างขึ้น

จับตาดู trade war เอาไว้ ดูว่า ทรัมพ์ รัสเซียหรือจีนจะกดปุ่มอะไรกันต่อไป ..ที่แน่ๆจะไม่มีใครจะรอดชีวิตใน trade war ได้เลย ..ตอนนี้ก็มีข่าวว่าจีนหยุด shipment สินค้าสำหรับ summer นี้ไว้ที่ชายแดนโดยยังไม่รู้เหตุผล จับตาดูมันจะเลวร้ายลงไปเรื่อยๆ

ตลาดหุ้นเองตอนนี้สูงเกินค่าไปถึง 70%-80% แล้ว... และ Exchange Stabilization Fund จะพิมพ์เงินออกมาอีกหรือไม่ หรือจะใช้ประโยชน์จากอนุพันธ์ต่อไปอีก ...จับตาดู hyperinflation ด้วยอาจเกิดในอีกสองเดือนหรือสองปีก็ยังบอกไม่ได้ .แต่มันต้องเกิดแน่ ส่วนทองคำและซิลเวอร์ก็จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปแต่จะเป็นเมื่อไหร่...
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07,07, 2018, 09:01:28 โดย ชาวดง » บันทึกการเข้า
07,07, 2018, 11:47:43
H1N1
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,569



« ตอบ #209 เมื่อ: 07,07, 2018, 11:47:43 »

Sayan Rujiramora

YouTube --Bix Weir : Crypto End Game - Trade War
July 6, 2018

มีข่าวเมื่อเช้านี้ว่า JP Morgan ได้ปฏิเสธข่าวลือที่ว่าพวกเขากำลังจะซื้อ Deutsche Bank ..เมื่อ 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา CitiBank ก็ปฏิเสธเรื่องจะเข้าซื้อ Deutsche Bank ไปแล้วเช่นกัน ...ไม่มีใครต้องการแบงค์นี้อีกแล้ว แบงค์ที่ถือความเสี่ยงจากอนุพันธ์อยู่ถึง $50 ล้านล้าน แม้แต่ JP Morgan ซึ่งเป็นคู่สัญญาจำนวนมากของอนุพันธ์นั้นเองก็ไม่ต้องการ ...เหตุผลคือ สหรัฐกำลังจะทำลายระบบแล้ว โดยปล่อยให้ Deutsche Bank มาเป็นผู้รับผิดไป....

นี่จะเป็นเกมของทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่วในการที่จะทลายตลาดอนุพันธ์... มันเตรียมการมาตั้งแต่เริ่มแล้ว เมื่อ Alan Greenspan พยายามมาตลอดให้สัญญาอนุพันธ์อยู่นอกประเภทที่ต้องควบคุม (unregulated category) ..นี่เท่ากับยื่นเชือกจำนวนมากพอที่จะให้เหล่าธนาคารทั้งหลายไว้แขวนคอตัวเองในวันข้างหน้า

เตรียมตัวคอยฟังข่าวลือไปเรื่อยๆว่าจะมีใครมาซื้อ Deutsche Bank อีกนับจากนี้ ..ผมเห็นมีแต่ EU ซึ่งก็จะช่วยไม่ไหวเหมือนกัน ..คอยดูราคาหุ้น Deutsche Bank จะแกว่งไปมาอยู่แถวๆ $10 เท่านั้น และนี่จะเป็นชนวนแรกเลยของตลาดอนุพันธ์ ..อย่างที่ผมเคยบอกหลายเดือนก่อนตอนที่ Deutsche Bank ถูก downgrade ..ว่านั่นคือการเริ่มของ snowball ที่มันจะลูกใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

ตลาดอนุพันธ์จะมีเวลาประมาณ 1 เดือนนับจากวันเริ่มเหนี่ยวไกในวันเริ่ม payoff ..Deutsche Bank จะเริ่มมีการ payoff ในไม่ช้า เมื่อตอนที่หนี้ sovereign debts ของยุโรปเริ่มมีปัญหา ถึงตอนนั้นจะมี snowball อีกหลายลูกไหลมารวมพร้อมๆกันเลย...

อีกข่าวที่ใหญ่กว่า คือเรื่องของ trade war ..ทรัมพ์เริ่มแล้วและจีนก็ตอบโต้ เหมือนเป็นการเล่นคอนเสิร์ตด้วยกันที่จะทำลายระบบเก่าๆที่ฝ่ายชั่วได้สร้างเอาไว้ ...เมื่อระบบมันพังทลายลง ทรัพย์สินที่ควรถือไว้คือ.. crypto ทองคำและซิลเวอร์ นอกเหนือจากนี้มันไม่ใช่โดยเฉพาะทรัพย์สินที่อยู่ในออนไลน์ ..คุณๆต้องพิจารณาว่าทรัพย์สินของคุณอยู่ที่ไหนบ้าง อยู่กับบุคคลที่สาม third party หรือเปล่า ..แม้แต่ทองคำหรือซิลเวอร์อยู่ในมือตัวเองหรือเปล่า หรือมี third party

เราคงได้เห็นการ bail out เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าในอีกประมาณสองปีจากนี้ ก่อนที่เรื่องจะจบลง ...ตอนนี้ก็มีดอลล่าร์ที่ไม่ใช่ของ Federal Reserve เริ่มหมุนเวียนภายในประเทศสหรัฐแล้ว ซึ่งอาจจะอิงกับทองคำหรืออาจจะอิงกับ crypto ก็ได้ ..แต่เงิน crypto ต้องไม่ใช่ของที่ cabal สร้างขึ้น

จับตาดู trade war เอาไว้ ดูว่า ทรัมพ์ รัสเซียหรือจีนจะกดปุ่มอะไรกันต่อไป ..ที่แน่ๆจะไม่มีใครจะรอดชีวิตใน trade war ได้เลย ..ตอนนี้ก็มีข่าวว่าจีนหยุด shipment สินค้าสำหรับ summer นี้ไว้ที่ชายแดนโดยยังไม่รู้เหตุผล จับตาดูมันจะเลวร้ายลงไปเรื่อยๆ

ตลาดหุ้นเองตอนนี้สูงเกินค่าไปถึง 70%-80% แล้ว... และ Exchange Stabilization Fund จะพิมพ์เงินออกมาอีกหรือไม่ หรือจะใช้ประโยชน์จากอนุพันธ์ต่อไปอีก ...จับตาดู hyperinflation ด้วยอาจเกิดในอีกสองเดือนหรือสองปีก็ยังบอกไม่ได้ .แต่มันต้องเกิดแน่ ส่วนทองคำและซิลเวอร์ก็จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปแต่จะเป็นเมื่อไหร่...

เตรียมเก็บเงินซื้อทอง ดีไหมครับ
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 12 13 [14] 15 16 ... 19   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: