GUN IN THAILAND
19,10, 2018, 02:42:29 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Google
หน้า: 1 ... 13 14 [15] 16 17 ... 19   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส  (อ่าน 4840 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
08,07, 2018, 20:31:26
ชาวดง
พวกเราไม่ใช่คนดี 100%..............แต่เรื่องเดียวที่เราทำไม่เป็น..............คือ "เนรคุณในหลวง"
สมาชิกครอบครัว
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 742


« ตอบ #210 เมื่อ: 08,07, 2018, 20:31:26 »

Sayan Rujiramora

The Economic Collapse Blog
Investors Pulling Money Out Of Global Stock Funds At The Fastest Pace Since The Last Financial Crisis?

เราไม่ได้เห็นอะไรอย่างนี้มาตั้งแต่วิกฤติครั้งที่แล้วเมื่อปี 2008 ..นักลงทุนกำลังถอนการลงทุนออกจากกองทุนตลาดหุ้นทั่วโลกอย่างรวดเร็วแบบที่ไม่เคยเห็นมาเลยในรอบสิบปี หลายคนเชื่อว่านี่คือสัญญานว่าเรากำลังจะเจอกับเรื่องยุ่งยากเข้าแล้ว..ในช่วงครึ่งปีแรกของ 2018 ตลาดหุ้นทั่วโลกตกไปแล้วถึง $10 ล้านล้าน และจะยิ่งมากขึ้นอีกในครึ่งหลังของปีจนอาจทำให้เข้าสู่ panic mode ในระบบการเงินก็ได้

แต่ตลาดหุ้นในสหรัฐก็ยังคงมีเสถียรภาพดีอยู่ คนอเมริกันส่วนใหญ่จึงยังไม่ได้รับสัญญานว่าอะไรกำลังเกิดขึ้น..แต่ถ้ามองย้อนไปในประวัติศาสตร์ ตลาด emerging market มักจะเกิดอาการวุ่นวายนำมาก่อนเป็นสัญญานต้นๆ ว่าวิกฤติโลกครั้งใหญ่จะมาแล้ว ..และนี่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้

ตลาดการเงินในตลาดเกิดใหม่ emerging markets ทั้งโลกเวลานี้กำลังอยู่ในช่วงเวลาของการล้มเหลวแล้ว การสูญเสียที่จะตามมา มันมหาศาลมาก

ขณะที่ราคาหุ้นทั่วโลกเริ่มที่จะร่วงอย่างแรง นักลงทุนต่างรีบถอนเงินจากกองทุน ..

ข่าวจาก CNBC ..กองทุนหุ้นทั่วโลกมีการถอนจากตลาดหุ้นแล้วถึง $12,400 ล้านในเดือนมิถุนายนเดือนเดียว เป็นอัตราที่ไม่เคยเห็นมาก่อนตั้งแต่ตุลาคม 2008 ..Lehman Bros. ก็ล้มไปในเดือนกันยายนปีนั้น และจุดชนวนให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจที่เลวร้ายที่สุดนับจาก Great Depression ครั้งใหญ่... ทำให้ตลาดหุ้นตกไปมากกว่า 60%

แล้วนี่มันจะหมายถึงวิกฤติรุนแรงอีกครั้งกำลังจะมาเยือนสหรัฐหรือเปล่า

อาจไม่ใช่ แต่มันไม่ใช่สัญญานที่ดีแน่ๆ ...นักลงทุนกำลังถอนเงินออกจากตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะใน ETF (กองทุนเปิดในตลาดหลักทรัพย์ Exchange Traded Fund)

การแข็งขึ้นของดอลล่าร์บวกกับหุ้นต่างประเทศนอกสหรัฐไม่ perform เท่าที่ควร น่าจะเป็นสาเหตุที่นักลงทุนในกองทุนเหล่านี้พากันทิ้งหุ้น non-US

รายชื่อประเทศของประเทศตลาดเกิดใหม่ที่อยู่ในโหมดวิกฤติ เริ่มจะยาวขึ้นทุกที อาร์เจนติน่า เวเนซูล่า เตอรกี บราซิล และอัฟริกาใต้ เป็นแค่ตัวอย่าง

ถ้าความวุ่นวายในตลาดเกิดใหม่ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การออกจากตลาดต่อๆไปก็คงอาจถึงขั้นเทขาย ..และคงใช้เวลาไม่นานหรอกในการทีจะเกิดการถล่มทลายของระบบการเงิน

ในหมู่ประชาชนอเมริกันทั่วๆไป ก็ยังคงพากันคิดว่าระบบการเงินในสหรัฐยังอยู่สถานภาพที่ดี ..แต่จากหลายๆเหตุการณ์ ครึ่งปีแรกของ 2018 เป็นช่วงที่แย่ที่สุดของโลกนับแต่วิกฤติของปี 2008 มา ..

เมื่อ Federal Reserve ขึ้นอัตราดอกเบี้ย มันก็ไปเพิ่มความกดดันทางการเงินต่อตลาดเกิดใหม่ หนี้ที่มีอยู่จากเงินทุนราคาถูกเริ่มมีภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น และหนี้ที่จะเกิดใหม่ก็จะมีดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นด้วย ....แต่ Fed ก็ตัดสินใจที่จะเพิ่มอัตราดอกเบี้ยขึ้นอีกอย่างต่อเนื่องโดยไม่ฟังเสียงจากทั่วโลก

ขณะเดียวกัน trade wars ที่สหรัฐได้เริ่มไปแล้วกับหลายๆประเทศ ก็ยังจะเพิ่มมาตรการไปอีกอย่างต่อเนื่อง

เกษตกรและผู้ผลิตอาหารของสหรัฐ จะเป็นเป้าสำหรับสงครามการค้าครั้งนี้ซึ่งยังไม่มีสัญญานคุกคามในตอนนี้.. แต่ก็เริ่มจะเห็นได้ชัดขึ้นตั้งแต่วันอาทิตย์สุดสัปดาห์นี้

อัตราภาษีใหม่จะใช้กับแคนาดาในเรื่องเนื้อสัตว์ การต่อต้านจากจีนและเม็กซิโกจะพุ่งเป้าไปที่เนื้อสุกร ...จีนมีแผนจะเพิ่มภาษี 25% สำหรับถั่วเหลืองตั้งแต่วันที่ 6 กรกฎาคมนอกเหนือจากเนื้อหมู ส่วนเม็กซิโกเพิ่มอีก 20%

ส่วน EU ก็เพิ่มภาษีอีกจำนวน $3,200 ล้านมีผลมาตั้งแต่ 22 มิถุนายนแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นอัตราภาษี 25% สำหรับสินค้าสหรัฐหลายชนิด รวมไปถึงจักรยานยนตร์ เรือ วิสกี้

CNN คาดว่า เศรษฐกิจสหรัฐคงจะเริ่มมีการชลอตัวอย่างรุนแรงตั้งแต่นี้ไป

มันจะเป็นโดมิโน่ในลักษณะนี้ : เริ่มจากธุรกิจต่างๆถูกกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้นจากภาษี จากนั้น บริษัทผู้ผลิตก็ไม่อาจหาวัตถุดิบเพื่อการผลิตได้ ต่อมาความเชื่อมั่นในหมู่นักธุรกิจและประชาชนทั่วไปเริ่มลดลง ..ธุรกิจต่างๆก็เริ่มจะมีผลจากการลดสเกลการใช้จ่ายของคนทั่วๆไป ....ถึงเวลา a perfect storm

ถ้าสถานการณ์ปัญหาการเงินในประเทศตลาดเกิดใหม่มันยังเลวร้ายลงไปเรื่อยๆ และถ้า Fed ยังคงเพิ่มอัตราดอกเบี้ยไปอีก และถ้า trade wars ยังคงเพิ่มความรุนแรงขึ้นอีก ...มันก็เพียงแค่รอเวลาเท่านัน..ที่จะเกิดวิบัติครั้งใหญ่ในอเมริกา

Michael Snyder is a nationally syndicated writer, media personality and political activist. He is the author of four books including The Beginning Of The End and Living A Life That Really Matters.
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09,07, 2018, 06:04:54 โดย ชาวดง » บันทึกการเข้า
08,07, 2018, 21:05:31
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,936


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #211 เมื่อ: 08,07, 2018, 21:05:31 »

https://www.prachachat.net/marketing/news-186785
ซึมกัน ทั้งตลาด เมื่อ บอลโลก …ไม่เปรี้ยง

คอลัมน์ จับกระแสตลาด

ทันทีที่อีเวนต์ระดับโลกอย่างฟุตบอลโลก 2018 เริ่มต้นขึ้น หลาย ๆ สินค้าก็พยายามโหนกระแสนี้แบบสุดฤทธิ์ หวังสร้างสีสัน เพิ่มยอดขายให้แก่ธุรกิจผ่านแคมเปญการตลาดในรูปแบบต่าง ๆ

ขณะที่ภาพรวมบรรยากาศที่เกิดขึ้นปีนี้ ดูเหมือนแคมเปญการตลาด หรือการจัดอีเวนต์ จะกระจุกตัวอยู่แค่รายใหญ่ ๆ เท่านั้น ทำให้กระแสฟุตบอลโลกโดยรวมไม่ค่อยคึกคักอย่างที่ควรจะเป็น



ทั้งนี้ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดการณ์ว่าช่วง 1 เดือนที่มีการแข่งขันฟุตบอลโลกจะมีเงินสะพัดทั้งในระบบและนอกระบบประมาณ 78,386 ล้านบาท ซึ่งน้อยกว่าการแข่งขันฟุตบอลโลกเมื่อ 4 ปีก่อนที่มีเงินสะพัดมากถึง 95,154 ล้านบาท

“ธนวรรธน์ พลวิชัย” ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย บอกว่า สาเหตุหลัก ๆ ที่ให้เม็ดเงินในช่วงฟุตบอลโลกปีนี้ลดลงกว่าเมื่อ 4 ปีก่อน มาจากภาพรวมเศรษฐกิจที่ไม่เติบโต ผู้บริโภคระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอย อีกทั้งทีมฟุตบอลขวัญใจคนไทย อย่างอิตาลี เนเธอร์แลนด์ ก็ไม่ผ่านรอบคัดเลือกประกอบกับฟุตบอลโลกครั้งนี้เป็นการถ่ายทอดสดฟรี ซึ่งแตกต่างจาก 4 ปีก่อนที่ผู้ได้รับลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดมีการขายกล่องรับสัญญาณ ทำให้มีการทำตลาดอย่างคึกคัก

แหล่งข่าวจากบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ ให้มุมมองกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การทำตลาดเกี่ยวกับฟุตบอลโลกปีนี้ค่อนข้างจะมีข้อจำกัดพอสมควร เพราะลิขสิทธิ์การทำตลาดหลัก ๆ อยู่ที่ผู้ประมูล 9 รายใหญ่ ดังนั้นแบรนด์อื่น ๆ จึงโฟกัสไปที่การจัดโปรโมชั่นเป็นหลัก เพื่อกระตุ้นยอดขาย เพราะไม่สามารถจัดอีเวนต์ หรือใช้โลโก้ฟุตบอลโลกมาต่อยอดจัดแคมเปญอื่น ๆ ได้

ขณะเดียวกันกลุ่มสินค้าที่โหนกระแสนี้ก็กระจุกตัวแค่กลุ่มเครื่องดื่ม และร้านอาหารเท่านั้น ส่งผลให้บรรยากาศโดยรวมของกระแสฟุตบอลโลกก็ไม่คึกคัก

“ถ้ามองในเชิงธุรกิจก็ต้องยอมรับว่า 9 รายใหญ่ใช้เงินจำนวนมากในการประมูลสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกมา ซึ่งจำเป็นต้องทำการตลาดอย่างคุ้มค่าและเต็มที่กับเม็ดเงินที่ลงไป ทำให้ภาพความคึกคักกระจุกอยู่แค่ 9 รายใหญ่ที่มีแคมเปญ มีอีเวนต์ออกมาอย่างชัดเจน ขณะที่ภาพรวมทั้งตลาดไม่ได้คึกคัก”

อีกปัจจัยสำคัญ คือ ภาพรวมเศรษฐกิจปีนี้ไม่เติบโต ทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย ยอดขายของสินค้าก็ไม่เติบโตตามแผนที่วางไว้ ทำให้สินค้าบางรายก็ตัดสินใจลดงบฯของการจัดแคมเปญทางการตลาดลงด้วย และหันไปจัดโปรโมชั่นแทน เพื่อสร้างยอดขายในแง่ของธุรกิจอีเวนต์ “เกรียงไกร กาญจนะโภคิน” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจอีเวนต์ กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ฟุตบอลโลกปีนี้อาจจะไม่เอื้อให้หลาย ๆ แบรนด์จัดอีเวนต์ เนื่องจากลิขสิทธิ์การทำตลาดอยู่ที่ผู้ประมูล ทำให้สินค้าอื่น ๆ ไม่สามารถนำโลโก้ หรือสิทธิ์อื่น ๆ มาต่อยอดทางธุรกิจ หรือจัดอีเวนต์ชวนคนออกมาชมการถ่ายทอดสดร่วมกันได้ ทำให้สินค้าส่วนใหญ่จึงเน้นไปที่การจัดโปรโมชั่นที่เกี่ยวเนื่องกับฟุตบอลโลก เพื่อกระตุ้นยอดขายมากกว่า

“ฟุตบอลโลกครั้งนี้ก็อาจจะไม่ช่วยกระตุ้นยอดขายให้แก่ธุรกิจร้านอาหาร ผับ บาร์เหมือนที่ผ่านมา เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านเวลาถ่ายทอดสด โดยช่วงถ่ายทอดสดรอบลึก ๆ ซึ่งเป็นไฮไลต์สำคัญคงจะเป็นช่วงดึก ซึ่งไม่สอดรับกับเวลาปิดของร้านตามที่กฎหมายกำหนด ดังนั้นธุรกิจร้านอาหารเหล่านี้ก็จะได้อานิสงส์เฉพาะช่วงเปิดสนามแรก ๆ เท่านั้น”

เช่นเดียวกับการใช้งบฯโฆษณาผ่านสื่อช่วงบอลโลกนี้ก็อาจจะไม่เปรี้ยงเช่นกัน โดย “ภวัต เรืองเดชวรชัย” ผู้อำนวยการธุรกิจ สายงานการวางแผน และกลยุทธ์สื่อโฆษณา บริษัท มีเดีย อินเทลลิเจนซ์ จํากัด มีเดียเอเยนซี่ ฉายภาพกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ด้วยสภาพเศรษฐกิจโดยรวมที่ชะลอการเติบโตลง ประกอบกับรูปแบบการขายสปอนเซอร์จากเจ้าของลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกครั้งนี้ก็แตกต่างออกไปจากเมื่อ 4 ปีก่อนที่มีการขายแพ็กเกจการทำตลาดของสปอนเซอร์ที่เข้าร่วมสนับสนุนอย่างชัดเจน ดังนั้นปีนี้สินค้าจึงมีข้อจำกัดในการทำตลาด ทำให้งบโฆษณาผ่านสื่อที่เกี่ยวกับแคมเปญบอลโลกก็ไม่โตตามไปด้วย แต่คาดการณ์ว่าภาพรวมงบฯโฆษณาปีนี้มีลุ้นจะกลับมาเป็นบวกอีกครั้ง

เมื่อบอลโลกไม่เปรี้ยง…หลายๆสินค้าก็ออกอาการซึมตามไปด้วย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08,07, 2018, 21:07:31 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
12,07, 2018, 23:19:24
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,936


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #212 เมื่อ: 12,07, 2018, 23:19:24 »

https://www.prachachat.net/tourism/news-189339

เชียงใหม่ติดอันดับ 6 ใน 10 สถานที่น่าไปเที่ยวที่สุดในเอเชีย ปี 2561 ของโลนลี แพลนเน็ต

ซีเอ็นเอ็น รายงาน 10 อันดับสถานที่น่าไปเที่ยวที่สุดในเอเชียประจำปี 2561 จากการจัดอันดับของนิตยสารโลนลี แพลนเน็ต ซึ่งจัด 10 อันดับสถานที่น่าเที่ยวที่สุดในเอเชียมาเป็นปีที่ 3 โดยปีนี้ เชียงใหม่ ติดอันดับ 6 สำหรับอันดับ 1 ได้แก่ เมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ , 2 ประเทศอุซเบกิสถาน ,3. เมืองโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม ,4.ภูมิภาคฆาฏตะวันตก ประเทศอินเดีย, 5. เมืองนางาซากิ ญี่ปุ่น, 6.เชียงใหม่ ประเทศไทย, 7. ลุมพินี ประเทศเนปาล, 8. อ่าวอารูกัม ประเทศศรีลังกา,9.มณฑลเสฉวน ประเทศจีน, 10. วนอุทยานแห่งชาติโคโมโด ประเทศอินโดนีเซีย

ทั้งนี้โลนลี แพลนเน็ต พูดถึงเชียงใหม่ว่า เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในไทยมานาน และในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาจังหวัดเชียงใหม่มีสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆเกิดขึ้น ทำให้เป็นจุดน่าสนใจให้กลับไปเที่ยวซ้ำอีก โดยหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ก็อาทิ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยใหม่เอี่ยม

สำหรับเมืองปูซาน เป็นเมืองท่าที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของเกาหลีใต้ อยู่ห่างจากกรุงโซล ด้วยระยะเวลาเดินทางโดยเครื่องบิน 2 ชั่วโมงครึ่ง เป็นเมืองที่ผู้คนนิยมไปท่องเที่ยวในช่วงซัมเมอร์ และมีชื่อเสียงในเรื่องอาหารทะเลที่มีรสชาติอร่อย และชายหาดที่สวยงาม

นายคริส ซีเออร์ ประชาสัมพันธ์ของโลนลี แพลนเน็ต เอเชีย-แปซิฟิก กล่าวในแถลงการณ์ว่า “ทวีปเอเชียเป็นทวีปที่กว้างใหญ่ และมีความหลากหลายสำหรับผู้ที่ฝันอยากจะหลบไปพักผ่อน”

นายคริส ซีเออร์ ยังกล่าวด้วยว่า “ผู้เชี่ยวชาญของเรากำลังทำการคัดสรรจากคำแนะนำจำนวนมากมายหลายพัน เพื่อจัดอันดับสถานที่น่าไปเที่ยวที่สุดของปีหน้า”
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
13,07, 2018, 19:36:38
H1N1
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,537



« ตอบ #213 เมื่อ: 13,07, 2018, 19:36:38 »

https://www.prachachat.net/tourism/news-189339

เชียงใหม่ติดอันดับ 6 ใน 10 สถานที่น่าไปเที่ยวที่สุดในเอเชีย ปี 2561 ของโลนลี แพลนเน็ต

ซีเอ็นเอ็น รายงาน 10 อันดับสถานที่น่าไปเที่ยวที่สุดในเอเชียประจำปี 2561 จากการจัดอันดับของนิตยสารโลนลี แพลนเน็ต ซึ่งจัด 10 อันดับสถานที่น่าเที่ยวที่สุดในเอเชียมาเป็นปีที่ 3 โดยปีนี้ เชียงใหม่ ติดอันดับ 6 สำหรับอันดับ 1 ได้แก่ เมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ , 2 ประเทศอุซเบกิสถาน ,3. เมืองโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม ,4.ภูมิภาคฆาฏตะวันตก ประเทศอินเดีย, 5. เมืองนางาซากิ ญี่ปุ่น, 6.เชียงใหม่ ประเทศไทย, 7. ลุมพินี ประเทศเนปาล, 8. อ่าวอารูกัม ประเทศศรีลังกา,9.มณฑลเสฉวน ประเทศจีน, 10. วนอุทยานแห่งชาติโคโมโด ประเทศอินโดนีเซีย

ทั้งนี้โลนลี แพลนเน็ต พูดถึงเชียงใหม่ว่า เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในไทยมานาน และในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาจังหวัดเชียงใหม่มีสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆเกิดขึ้น ทำให้เป็นจุดน่าสนใจให้กลับไปเที่ยวซ้ำอีก โดยหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ก็อาทิ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยใหม่เอี่ยม

สำหรับเมืองปูซาน เป็นเมืองท่าที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของเกาหลีใต้ อยู่ห่างจากกรุงโซล ด้วยระยะเวลาเดินทางโดยเครื่องบิน 2 ชั่วโมงครึ่ง เป็นเมืองที่ผู้คนนิยมไปท่องเที่ยวในช่วงซัมเมอร์ และมีชื่อเสียงในเรื่องอาหารทะเลที่มีรสชาติอร่อย และชายหาดที่สวยงาม

นายคริส ซีเออร์ ประชาสัมพันธ์ของโลนลี แพลนเน็ต เอเชีย-แปซิฟิก กล่าวในแถลงการณ์ว่า “ทวีปเอเชียเป็นทวีปที่กว้างใหญ่ และมีความหลากหลายสำหรับผู้ที่ฝันอยากจะหลบไปพักผ่อน”

นายคริส ซีเออร์ ยังกล่าวด้วยว่า “ผู้เชี่ยวชาญของเรากำลังทำการคัดสรรจากคำแนะนำจำนวนมากมายหลายพัน เพื่อจัดอันดับสถานที่น่าไปเที่ยวที่สุดของปีหน้า”

แอ่วเจียงใหม่ ม่วนอ๊กม่วนไจ๋ แต๊ๆเจ้า
บันทึกการเข้า
16,07, 2018, 21:45:05
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,936


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #214 เมื่อ: 16,07, 2018, 21:45:05 »

https://www.prachachat.net/education/news-190895


มหา’ลัยรัฐ-เอกชนปรับกลยุทธ์สารพัด เปิดหลักสูตรระยะสั้นสาขาทักษะและวิชาชีพ จับลูกค้า-ผู้เรียนทุกวัย ผุดโมเดล “เครดิตแบงก์” เก็บหน่วยกิต-ดรอป-พักเรียน ออกไปทำงานแล้วกลับมาเรียนใหม่ไม่จำกัดเวลา ดึงเด็กหัวกะทิจับมืออาจารย์เป็นโค้ช เปลี่ยนคณะได้ตามชอบ ตอบเทรนด์เด็กรุ่นใหม่

มหาวิทยาลัยรัฐ และเอกชน เผชิญหน้ากับสถานการณ์ประชากรลดลงต่อเนื่อง ส่งผลต่อจำนวนนักศึกษาใหม่ที่เข้าสู่สถาบันอุดมศึกษาน้อยลงตามลำดับ จนนำมาซึ่งการปรับกลุ่มเป้าหมาย และหารูปแบบการเรียนหรือหลักสูตรใหม่ที่จะสามารถช่วยเสริมธุรกิจให้แข็งแกร่ง และสร้างโอกาสการเติบโตที่มากขึ้นในอนาคต

เร่งปั๊มหลักสูตรระยะสั้น

ดร.สุกิจ นิตินัย อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ (มทร.กรุงเทพ) เปิดเผยว่า ปีนี้มหาวิทยาลัยจัดทำหลักสูตรระยะสั้น หรือหลักสูตรประกาศนียบัตร โดยมีหลักสูตรช่างซ่อมบำรุงอากาศยาน, ผู้ประกาศข่าวโซเชียลมีเดีย, การทำอาหาร และผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ แต่ละหลักสูตรรับผู้เรียนรุ่นละ 25-30 คน ซึ่งเป็นการเรียนแบบโมดูล หรือเรียน 2-3 เดือนต่อ 1 หัวข้อ

ทั้งนั้น มทร.กรุงเทพวางนโยบายว่าทุกหลักสูตรที่มีอยู่ 52 วิชาชีพจะต้องเปิดหลักสูตรระยะสั้น โดยการเรียนแบบโมดูลนั้นสามารถนับเป็นหน่วยกิตได้ด้วย และสามารถเก็บไว้ได้ตลอดชีวิต ถ้ามาเรียนครบหน่วยกิตที่วางไว้ก็ได้รับวุฒิปริญญาตรี ซึ่งสถาบันอุดมศึกษาจะมีหลักสูตรแบบนี้มากขึ้น เพราะตลาดแรงงานในอนาคตปริญญาอาจมีความสำคัญลดลง สถานประกอบการต้องการพนักงานที่มีทักษะในการทำงานได้จริง ประกอบกับการถูก digital disruption ทำให้บางธุรกิจต้องลดพนักงาน แรงงานจึงต้องพัฒนาทักษะผ่านหลักสูตระยะสั้นให้สอดคล้องกับอาชีพใหม่ แทนอาชีพเก่าที่กำลังปิดตัวลง

“อีกหนึ่งรูปแบบการเรียนที่เราบริหารคือ ระบบเครดิตแบงก์ (credit bank) นักศึกษาไม่จำเป็นต้องเรียนต่อเนื่องครบ 4 ปี หากเรียนไปแล้วสักพัก และอยากออกไปทำงานก่อน มหาวิทยาลัยจะเก็บหน่วยกิตไว้ให้ จะกลับมาเรียนเมื่อไรก็ได้ ซึ่งนี่เป็นออปชั่นที่เราเริ่มดำเนินการแล้วในปีการศึกษา 2561 เพราะมองว่าพฤติกรรมคนรุ่นใหม่ไม่เหมือนเดิม เขาอยากไปทำสตาร์ตอัพ หรืออยากทำงานก่อนแล้วค่อยเรียน ทำให้มหาวิทยาลัยต้องวิ่งตามพวกเขาให้ทัน”

โมเดลเครดิตแบงก์มาแรง

สอดคล้องกับทิศทางของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่มีการบริหารหลักสูตรเครดิตแบงก์เช่นกัน โดย รศ.ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า กำลังจัดทำ open platform ในระบบออนไลน์ ซึ่งมีอยู่กว่า 700 วิชา โดยมี 2 รูปแบบการเรียน คือ หลักสูตรระยะสั้น และการเรียนแบบสะสมหน่วยกิตตามที่กำหนดไว้ ซึ่งมีให้เลือก 2 ดีกรี (degree) คือศิลปศาสตรบัณฑิต และวิทยาศาสตรบัณฑิต

“เด็กที่จบ ม.6 ลดลงเรื่อย ๆ ซึ่งกระทบกับมหาวิทยาลัยแน่นอน ภายใน 5 ปีจะเหลือมหาวิทยาลัยเอกชนเพียงครึ่งหนึ่งของที่มีอยู่ ตอนนี้มี 70 กว่าแห่ง ต่อไปก็จะเหลือ 30 กว่าแห่ง ดังนั้น หลักสูตรของเราจึงขยับเข้าไปหากลุ่มผู้ใหญ่มากขึ้น เพื่อมาชดเชยจำนวนเด็กที่หดตัวลง”

ขณะที่ รศ.เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวว่า มธ.จะใช้การเรียนรูปแบบเครดิตแบงก์อย่างเป็นทางการในปีการศึกษา 2562 ซึ่งเปิดโอกาสให้นักศึกษาสามารถออกไปทำงาน หรือหาประสบการณ์ แล้วสามารถกลับมาเรียนได้ โดยผลการเรียนยังคงอยู่ ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา และหารูปแบบที่เหมาะสมว่าจะดำเนินการในระดับสาขาวิชา บางคณะ หรืออาจจะทั้งมหาวิทยาลัย

“เพราะมหาวิทยาลัยต้องเร่งปรับตัวเอง ตามความท้าทายใหม่ ๆ โดยเน้นการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพ มีความคล่องตัว ทำต้นทุนให้ถูกลง ซึ่งการควบรวม หรือยุบคณะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เราต้องทำ” อธิการบดี มธ.กล่าว

ผุดหลักสูตรใหม่โดนใจวัยรุ่น

ผศ.ดร.วิรัช เลิศไพฑูรย์พันธ์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยศรีปทุม กล่าวว่า ปีการศึกษา 2561 มีการเปิดหลักสูตรสหวิทยาการ เทคโนโลยี และนวัตกรรม นักศึกษาสามารถเลือกเรียนตามความชอบและความถนัดจาก 75 สาขาวิชา ซึ่งในช่วงปี 1-2 อาจารย์จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับสาขาวิชาต่าง ๆ ในแต่ละคณะ แล้วให้นักศึกษาพิจารณาว่าอยากลองเลือกเรียนวิชาใดบ้าง โดยนักศึกษาต้องเลือกเรียนอย่างน้อย 2 กลุ่มวิชา (concentration) เช่น กลุ่มวิชาด้านการตลาด และกลุ่มวิชาด้านนิเทศศาสตร์ หลังจากนั้นให้พิจารณาว่ากลุ่มวิชาใดที่ชอบมากกว่า ก็จะให้เก็บหน่วยกิตของกลุ่มวิชานั้น ๆ ภายในชั้นปี 3-4

“เราวางแผนเสริมแกร่งหลักสูตรด้วยการนำออนไลน์คอนเทนต์ของมหาวิทยาลัยกลุ่มไอวีลีกอย่าง ม.ฮาร์วาร์ด ม.เพนซิลเวเนีย มาสอนเพิ่มเติม โดยอาจารย์จะโค้ชเพื่อให้นักศึกษาเข้าใจและสอบผ่านได้ พร้อมกับได้ใบรับรองจากมหาวิทยาลัยนั้น ๆ โดยจะเริ่มดำเนินการในปีการศึกษา 2562”

ม.กรุงเทพใช้กลยุทธ์ iFIT

รศ.ดร.ทิพรัตน์ วงษ์เจริญ รองอธิการบดีอาวุโสด้านวิชาการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวว่า ม.กรุงเทพได้ปรับรูปแบบการเรียนใหม่ด้วยโปรแกรม iFIT (Individual Future Innovative Learning of Thailand) โดยคัดเลือกนักศึกษาที่มีโปรไฟล์โดดเด่นมาเป็น learning designer และ learning experience designer ซึ่งจะทำหน้าที่ร่วมกับอาจารย์ที่เป็นโค้ชในการค้นหาความชอบ ความถนัด หรือตัวตนของนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อนำมาเป็นแผนการเรียนหรือ degree plan

“นักศึกษาจะได้เรียนวิชาในสาขาที่เขาต้องการ ซึ่งอาจไม่ใช่สาขาเดียวกับที่เขาเลือกมาตั้งแต่ตอนสมัครเข้ามหาวิทยาลัยก็ได้ โดยในปี 1-2 จะเป็นช่วงของการค้นหาตัวเอง และเลือกเรียนในสิ่งที่อยากเรียน หลังจากนั้นปี 3-4 จะเข้าสู่เส้นทางหลักจริง ๆ เราทำการทดลองโปรแกรมนี้เมื่อปีที่แล้ว และได้รับการตอบรับจากนักศึกษาเป็นอย่างดี มีนักศึกษาใหม่กับนักศึกษาชั้นปี 2 เข้าร่วมโปรแกรมนี้กว่า 3,200 คน”

สำหรับเป้าหมายของนักศึกษาใหม่ที่จะเข้าสู่โปรแกรม iFIT ของปีนี้อยู่ที่ประมาณ 3,000 คน ม.กรุงเทพเชื่อว่าเมื่อจัดโปรแกรมการเรียนที่ตอบสนองความต้องการของนักศึกษาได้ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ดึงดูดความสนใจเด็กรุ่นใหม่ ดังนั้น คาดว่าจำนวนเด็กที่ตัดสินใจเข้าเรียนในโปรแกรมนี้จะมีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
18,07, 2018, 23:11:14
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,936


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #215 เมื่อ: 18,07, 2018, 23:11:14 »

http://www.chiangmainews.co.th/page/archives/756314

CMN

หน้าแรก  กิน-เที่ยว-พัก
กิน-เที่ยว-พักข่าวเด่นที่เที่ยวเศรษฐกิจที่พัก
แห่ขายเกสต์เฮ้าส์ กิจการในเชียงใหม่ เหตุทัวร์ฝรั่งหาย ค้าขายฝืด เศรษฐกิจแย่
17/07/201830755


ผู้ประกอบการรถเช่า ย่านถนนราชวิถี ซอย 1 อ.เมืองเชียงใหม่ กล่าวว่า บรรยากาศท่องเที่ยวเชียงใหม่ในกลุ่มทัวร์ฝรั่งไม่คึกคักเหมือนในอดีต แม้จะมีทัวร์จีนเข้ามาไม่ขาดสาย แต่กิจการรถเช่า ห้องพัก จะวนเวียนในกลุ่มผู้ประกอบการที่เป็นทุนจีน ซึ่งจ้างคนไทยหรือคนในท้องถิ่นเป็นผู้ดูแล หรืออาจมีภรรยาเป็นคนในพื้นที่ช่วงเมื่อ 20-30 ปี กิจการรถเช่า ถือว่าสร้างเนื้อ สร้างตัว จนพอมีเงินซื้อที่ใกล้ๆ ทำเกสต์เฮ้าส์ และ โฮสเทลได้ แต่วันนี้ด้วยเงื่อนไขระเบียบกฎหมาย ที่ห้ามเปิดห้องพักรายวัน ทำให้ต้องประกาศขายเกสต์เฮ้าส์ ที่พักแบบนี้ทัวร์จีนไม่ชอบ ถ้ามีเข้าพักมา 2-3 กรุ๊ป ก็ทำให้พวกทัวร์ฝรั่งหาย ยกเลิกห้องไปที่อื่นอีก และ การเช่ารถทั้งรถ จ.ย.ย.และรถยนต์แบบต่างๆ ราคาในวงการ ตัดหั่นราคา แทบจะพากันเจ๊ง ถ้าเหมา 2-3 วัน ก็ต้องมีแถมวัน สภาพรถต้องดีมีประกันพร้อม จะไปสู้พวกรถส่วนตัว มาเปิดเช่าพร้อมคนขับขี่ตระเวณรับส่ง ตามแหล่งทัวร์แบบเหมาจ่าย 3 วัน 5 วัน หรือตามตกลงกัน ในวงการนี้ก็รู้ๆกัน แต่แปลกใจ จนท. ไม่รู้อะไรเลย รู้แค่ว่า ถ้าเกสต์เฮ้าส์ที่ไหนผิดกฎฯ น้องลองเดินนับดูในซอย 6 มูลเมืองกับ ราชวิถี ซ.1 มีเพียบ ที่สร้างก็สร้างไป ที่ประกาศขายก็เยอะทั้งนี้จากการตรวจสอบของทีมข่าว พบกิจการเกสต์เฮ้าส์ หลายแห่งปิดประกาศขาย และบางพื้นที่ ประ กาศขายพร้อมมีใบอนุญาตสร้างโรงแรมที่พักให้ อีกทั้งมีหอพักเปิดบริการ เป็นจำนวนมาก ส่วนบริเวณต้นซอยมูลเมือง 6 ติด กับโรงเรียนยุพราชฯ มีอาคารกำลังปรับปรุงเป็นโรงแรมมะลิ ของกลุ่มบริษัทสุมิตต์และมาลี จก. บริเวณ ถ.ราชภาคินัย ซึ่งถือเป็นถนนสายโรงแรม และเกสต์เฮ้าท์ อีกแห่งในเชียงใหม่อย่างไรก็ตามเจ้าของเกสต์เฮ้าส์รายหนึ่ง ย่านราชวิถี ซ.1 ยอมรับว่า ตั้งแต่ต้นซอย มีโรงแรมที่พัก เปิดใหม่ และที่เปลี่ยนมือกันไม่รู้กี่ทอด เป็นจำนวนมาก เดิมทีซอยนี้ จะมีตรอกซอยเชื่อมไปหลายมุมทำให้เป็นแหล่งนัดพบของทัวร์แบบแบ็คแพ็คที่มาจากทั่วโลก มีสภาพน้องๆ ถ.ข้าวสาร บรรยายกาศตอนนี้ คึกคักด้วยทัวร์จีนก็จริง แต่วังเวงกับพวกพี่ๆที่หากินกับทัวร์ฝรั่ง ปกติช่วงมรสุมทางใต้ แถวนี้ จะพอมีทัวร์ฝรั่งบ้าง แต่พอมีเรื่องตรวจค้นบ่อยๆ ก็หายหมด เข้าใจดีว่าอยากจัดระเบียบเกสต์เฮ้าส์ โรแงรมที่พักให้ถูกต้อง
จากการสอบถาม “เฮียวิทย์ สันติธรรม” กลุ่มนายหน้าค้าที่ดิน ในเชียงใหม่ ยืนยันว่า มีรายการให้ขายเพิ่มอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ดินเปล่า,บ้าน,สวน, โรงงาน ,หอพัก .โรงแรมและร้านอาหาร ถ้าเยอะๆตอนนี้ ก็จะเป็นพวกเกสต์เฮ้าส์ กับหอพัก สะท้อนว่า ค้าขายฝืด เศรษฐกิจบ้านเราแย่กว่าที่คิดจริงๆ ขนาดรับจำนำ จำ นอง ดอกสูงๆยังเอา จนหมดเค้าเลยตอนนี้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18,07, 2018, 23:14:51 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
19,07, 2018, 10:42:30
H1N1
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,537



« ตอบ #216 เมื่อ: 19,07, 2018, 10:42:30 »

http://www.chiangmainews.co.th/page/archives/756314

CMN

หน้าแรก  กิน-เที่ยว-พัก
กิน-เที่ยว-พักข่าวเด่นที่เที่ยวเศรษฐกิจที่พัก
แห่ขายเกสต์เฮ้าส์ กิจการในเชียงใหม่ เหตุทัวร์ฝรั่งหาย ค้าขายฝืด เศรษฐกิจแย่
17/07/201830755


ผู้ประกอบการรถเช่า ย่านถนนราชวิถี ซอย 1 อ.เมืองเชียงใหม่ กล่าวว่า บรรยากาศท่องเที่ยวเชียงใหม่ในกลุ่มทัวร์ฝรั่งไม่คึกคักเหมือนในอดีต แม้จะมีทัวร์จีนเข้ามาไม่ขาดสาย แต่กิจการรถเช่า ห้องพัก จะวนเวียนในกลุ่มผู้ประกอบการที่เป็นทุนจีน ซึ่งจ้างคนไทยหรือคนในท้องถิ่นเป็นผู้ดูแล หรืออาจมีภรรยาเป็นคนในพื้นที่ช่วงเมื่อ 20-30 ปี กิจการรถเช่า ถือว่าสร้างเนื้อ สร้างตัว จนพอมีเงินซื้อที่ใกล้ๆ ทำเกสต์เฮ้าส์ และ โฮสเทลได้ แต่วันนี้ด้วยเงื่อนไขระเบียบกฎหมาย ที่ห้ามเปิดห้องพักรายวัน ทำให้ต้องประกาศขายเกสต์เฮ้าส์ ที่พักแบบนี้ทัวร์จีนไม่ชอบ ถ้ามีเข้าพักมา 2-3 กรุ๊ป ก็ทำให้พวกทัวร์ฝรั่งหาย ยกเลิกห้องไปที่อื่นอีก และ การเช่ารถทั้งรถ จ.ย.ย.และรถยนต์แบบต่างๆ ราคาในวงการ ตัดหั่นราคา แทบจะพากันเจ๊ง ถ้าเหมา 2-3 วัน ก็ต้องมีแถมวัน สภาพรถต้องดีมีประกันพร้อม จะไปสู้พวกรถส่วนตัว มาเปิดเช่าพร้อมคนขับขี่ตระเวณรับส่ง ตามแหล่งทัวร์แบบเหมาจ่าย 3 วัน 5 วัน หรือตามตกลงกัน ในวงการนี้ก็รู้ๆกัน แต่แปลกใจ จนท. ไม่รู้อะไรเลย รู้แค่ว่า ถ้าเกสต์เฮ้าส์ที่ไหนผิดกฎฯ น้องลองเดินนับดูในซอย 6 มูลเมืองกับ ราชวิถี ซ.1 มีเพียบ ที่สร้างก็สร้างไป ที่ประกาศขายก็เยอะทั้งนี้จากการตรวจสอบของทีมข่าว พบกิจการเกสต์เฮ้าส์ หลายแห่งปิดประกาศขาย และบางพื้นที่ ประ กาศขายพร้อมมีใบอนุญาตสร้างโรงแรมที่พักให้ อีกทั้งมีหอพักเปิดบริการ เป็นจำนวนมาก ส่วนบริเวณต้นซอยมูลเมือง 6 ติด กับโรงเรียนยุพราชฯ มีอาคารกำลังปรับปรุงเป็นโรงแรมมะลิ ของกลุ่มบริษัทสุมิตต์และมาลี จก. บริเวณ ถ.ราชภาคินัย ซึ่งถือเป็นถนนสายโรงแรม และเกสต์เฮ้าท์ อีกแห่งในเชียงใหม่อย่างไรก็ตามเจ้าของเกสต์เฮ้าส์รายหนึ่ง ย่านราชวิถี ซ.1 ยอมรับว่า ตั้งแต่ต้นซอย มีโรงแรมที่พัก เปิดใหม่ และที่เปลี่ยนมือกันไม่รู้กี่ทอด เป็นจำนวนมาก เดิมทีซอยนี้ จะมีตรอกซอยเชื่อมไปหลายมุมทำให้เป็นแหล่งนัดพบของทัวร์แบบแบ็คแพ็คที่มาจากทั่วโลก มีสภาพน้องๆ ถ.ข้าวสาร บรรยายกาศตอนนี้ คึกคักด้วยทัวร์จีนก็จริง แต่วังเวงกับพวกพี่ๆที่หากินกับทัวร์ฝรั่ง ปกติช่วงมรสุมทางใต้ แถวนี้ จะพอมีทัวร์ฝรั่งบ้าง แต่พอมีเรื่องตรวจค้นบ่อยๆ ก็หายหมด เข้าใจดีว่าอยากจัดระเบียบเกสต์เฮ้าส์ โรแงรมที่พักให้ถูกต้อง
จากการสอบถาม “เฮียวิทย์ สันติธรรม” กลุ่มนายหน้าค้าที่ดิน ในเชียงใหม่ ยืนยันว่า มีรายการให้ขายเพิ่มอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ดินเปล่า,บ้าน,สวน, โรงงาน ,หอพัก .โรงแรมและร้านอาหาร ถ้าเยอะๆตอนนี้ ก็จะเป็นพวกเกสต์เฮ้าส์ กับหอพัก สะท้อนว่า ค้าขายฝืด เศรษฐกิจบ้านเราแย่กว่าที่คิดจริงๆ ขนาดรับจำนำ จำ นอง ดอกสูงๆยังเอา จนหมดเค้าเลยตอนนี้

มนต์เสน่ห์เมืองเหนือ เดี๋ยวนี้จางหายไปจากเชียงใหม่ ส่วนตัวไปทีไร ต้องไปเลือกร้านอาหาร เลือกมุมที่ยังคงหลงเหลือเสน่ห์เมืองเหนือ ซึ่งก็น้อยนิดเต็มที 
บันทึกการเข้า
20,07, 2018, 14:58:36
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,936


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #217 เมื่อ: 20,07, 2018, 14:58:36 »

https://www.prachachat.net/property/news-193298

เริ่มแล้วใช้บัตรคนจน-บัตรแมงมุม นั่งรถไฟฟ้า 2 สาย รัฐจ่ายให้ 7 จังหวัด 1,500 บาท/คน/เดือน

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า วันนี้ (20 ก.ค.) เป็นวันแรกที่ระบบรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินสามารถเชื่อมต่อกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้ ขณะนี้มีผู้ที่ถือบัตรในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล 7 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ สมุทรสาคร และนครปฐม จำนวนทั้งสิ้น 1.3 ล้านคน โดยได้เปิดลงทะเบียนเพื่ออัพเกรดบัตรไปตั้งแต่วันที่ 6 ก.ค.ที่ผ่านมา

สำหรับผู้ที่ยังไม่นำบัตรมาอัพเกรด ยังสามารถนำมาอัพเกรดได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 30 ก.ย.นี้ ที่สถานีรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงินและสายสีม่วงทุกสถานี แต่สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยรอบพิเศษที่จะปิดลงทะเบียนในวันที่ 31 ก.ค.นี้ ซึ่งจะได้รับบัตรในเดือน ต.ค.นี้นั้น ไม่ต้องนำบัตรมาอัพเกรดภายหลัง เพราะว่าบัตรได้รับการอัพเกรดเรียบร้อยแล้ว

โดยบัตรที่จะได้ไปจะเป็นแบบ Hybrid 2 Chips จะมีแถบแม่เหล็ก Contactless Chip ที่จะมีสัญลักษณ์แมงมุมอยู่ด้านหลังบัตร ซึ่งในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนี้จะมีวงเงินสำหรับลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางรวม 1,500 บาทต่อเดือน แบ่งเป็นวงเงินสำหรับรถไฟฟ้า-ขสมก. 500 บาทต่อเดือน วงเงินสำหรับรถ บขส. 500 บาทต่อเดือน และวงเงินสำหรับรถไฟอีก 500 บาทต่อเดือน โดยไม่จำกัดจำนวนครั้งในการใช้สิทธิ์

และเมื่อถึงรอบตามที่กำหนดคือ วันที่ 1 ของทุกเดือน วงเงินที่อยู่ในบัตรจะถูกปรับเป็นวงเงินเริ่มต้นที่ 500 บาทในแต่ละประเภทรถโดยสารเสมอ หากมีการใช้เหลือจะไม่นำไปทบกับเดือนต่อไป และหากมีการใช้เกินวงเงิน ก็จะนำส่วนที่เกินไปหักในวงรอบต่อไป

สำหรับการเชื่อมต่อกับระบบรถเมล์ขสมก. และระบบรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิ้งค์นั้น คาดว่าในเดือน ต.ค.นี้ จะสามารถเชื่อมต่อได้ ส่วนการเจรจากับบีทีเอส เพื่อเชื่อมต่อบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกับระบบรถไฟฟ้าสายสีเขียวนั้นยังอยู่ในระหว่างการเจรจากัน เบื้องต้นทางบีทีเอสขอรอจนกว่าระบบบัตรต่างๆ จะอัพเกรดเป็น EMV ก่อน แต่ถ้ามาร่วมเร็วก็ยิ่งดี เพราะคนต้องการใช้มาก ถ้าบีทีเอสไม่สนใจก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร

ขณะที่การเชื่อมต่อกับเรือโดยสารนั้นกำลังศึกษาอยู่และมีการคุยกับผู้ประกอบการแล้ว โดยอาจจะเชื่อมต่อได้ในสิ้นปีนี้ เพราะต้องสั่งซื้ออุปกรณ์สำหรับติดตั้งใหม่ทั้งหมด นอกจากนี้ในส่วนของรถทัวร์ ทางนครชัยแอร์ก็ให้ความสนใจที่จะเข้ามาร่วมในบัตรสวัสดิการฯ และบัตรแมงมุมเช่นกัน แต่อยู่ในระหว่างคุยกันอยู่
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20,07, 2018, 15:02:23 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
22,07, 2018, 19:49:11
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,936


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #218 เมื่อ: 22,07, 2018, 19:49:11 »

https://www.prachachat.net/property/news-193924

ทุ่ม4.3พันล้านปักหมุด”อุบลฯ-สาละวัน”สะพานมิตรภาพเชื่อมไทย-ลาวแห่งที่ 6 เชื่อมการค้า3ประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 22 ก.ค.2561 ที่ผ่านมา นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ตรวจติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงาน รับฟังการบรรยายสรุป ผลการศึกษาความเหมาะสมทางด้านเศรษฐกิจ วิศวกรรม และผลกระทบสิ่งแวดล้อม การสำรวจ ออกแบบโครงการสะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 6 (อุบลราชธานี – สาละวัน) ตำบลพะลาน อำเภอนาตาล จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อนำเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาวันที 24 ก.ค.นี้

จากการประชุมการพัฒนาร่วมกันเพื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ระหว่างฝ่ายไทยกับฝ่ายสปป.ลาว ได้กำหนดให้ดำเนินโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงบริเวณ อุบลราชธานี – สาละวัน ยกระดับเป็นจุดผ่านแดนถาวร

โดยพิจารณาถึงการพัฒนาเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ รวมทั้งการพัฒนาทางหลวงให้สอดคล้องกับมาตรฐานอาเซียน โครงข่ายโครงการสะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 6 นี้ จะช่วยให้ประชาชนเดินทางระหว่างจังหวัดอุบลราชธานีกับแขวงสาละวัน สปป.ลาว และเชื่อมโยงไปเวียดนาม ได้สะดวก รวดเร็ว ลดระยะเวลาการเดินทาง

รวมทั้งส่งเสริมภาคธุรกิจขนส่งและการท่องเที่ยวของทั้ง 2 ประเทศ จากข้อสรุปร่วมระหว่าง 2 ประเทศ มีจุดเริ่มต้นที่ กม.23+350 (บ้านโนนตาล ต.นาตาล อ.นาตาล) จุดสิ้นสุดที่ กม.546+800 (เมืองละคอนเพ็ง แขวงสาละวัน) รวมความยาวโดยประมาณ 25.8 กิโลเมตร

ขณะนี้การออกแบบแล้วเสร็จ กรมทางหลวง (ทล.) อยู่ระหว่างดำเนินการศึกษาความเหมาะสมทางด้านเศรษฐกิจ วิศวกรรม และผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) คาดว่าเสนอคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมพิจารณาได้ภายในสิ้นปีนี้ และจะมีการประชุมหารือระหว่างประเทศต่อไป

ทั้งนี้ คาดการค่าใช้จ่ายการก่อสร้างในส่วนของไทยประมาณ 4,300 ล้านบาท และให้กรมทางหลวงเตรียมความพร้อมการเชื่อมโยงโครงข่ายโดยรอบโครงการฯ ให้ประชาชนสามารถเชื่อมต่อการเดินทางเข้าถึงได้อย่างสะดวกรวดเร็ว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22,07, 2018, 19:51:27 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
23,07, 2018, 16:04:14
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,936


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #219 เมื่อ: 23,07, 2018, 16:04:14 »

https://www.prachachat.net/finance/news-193984

แบงก์ผนึกกำลัง “ลดต้นทุน” ยุบรวมตู้ ATM-เลิกลงทุนซ้อน

สมาคมแบงก์เดินแผน “รวมศูนย์” ระบบโครงสร้างพื้นฐานของธนาคาร หวังลดลงทุนซ้ำซ้อน-ช่วยลดภาระต้นทุนแบงก์ ผลักดันโมเดลควบรวมตู้เอทีเอ็มทุกธนาคารเป็น “ตู้สีขาว” รับเทรนด์สังคมไร้เงินสดคนใช้น้อยลง “ไอทีเอ็มเอ็กซ์” เผยผลศึกษาช่วยลดต้นทุนแบงก์ 20% ทั้งสามารถลดจำนวนตู้เอทีเอ็มที่มีอยู่ทั่วประเทศกว่า 7 หมื่นเครื่อง ลงได้กว่าครึ่ง คาดคลอดผลศึกษาในไตรมาส 3 ปีนี้
ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า ขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวสู่สังคมไร้เงินสดมากขึ้น ทำให้การทำธุรกรรมการเงินผ่านสาขา หรือตู้เอทีเอ็มก็ลดน้อยลง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จึงมีการผลักดันให้เกิด “ตู้เอทีเอ็มสีขาว” หรือ white label ATM ที่ไม่มีการระบุสถาบันการเงิน เป็นตู้เอทีเอ็มกลางที่เปิดให้ลูกค้าของทุกธนาคารมาใช้บริการได้เพื่อลดต้นทุนของธนาคารพาณิชย์ โดยสามารถลดต้นทุนทั้งด้านการลงทุน และต้นทุนการบริหารจัดการเงินสด

ขณะที่ก่อนหน้านี้ นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)ระบุว่า ธปท.สนับสนุนแนวคิดและต้องการให้เกิด white label ATM มาโดยตลอด เพราะเชื่อว่าจะช่วยลดต้นทุนจากการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ให้ลดลง และท้ายที่สุดจะช่วยลดต้นทุนทางการเงินให้กับประชาชนผู้ใช้บริการด้วย ขณะที่ตู้เอทีเอ็มสามารถทำธุรกรรมได้เหมือนกัน ๆ จึงไม่จำเป็นที่ธนาคารพาณิชย์จะต้องมีการลงทุนซ้าซ้อนกัน ปัจจุบันตู้เอทีเอ็มทั่วประเทศมีจำนวนราว 70,000 เครื่อง ดังนั้นจะเป็นเรื่องดีหากธนาคารจะหันมาใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกันเพื่อลดต้นทุน

ผลศึกษาลดต้นทุน 20%

แหล่งข่าวจากบริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ็กซ์ (ITMX) ผู้ให้บริการและดูแลโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินและโอนเงินระหว่างธนาคาร กล่าวว่า ที่ผ่านมาสมาคมธนาคารไทยได้มอบหมายให้ ITMX มีการเข้ามาศึกษา การทำ “white label ATM” ตั้งแต่ปี 2560 โดยสมาคมตั้งเป้าให้ผลศึกษาแล้วเสร็จภายในไตรมาส 3 นี้ โดยโจทย์ที่สมาคมให้ ITMX ศึกษา เช่น รูปแบบการให้บริการเอทีเอ็มตู้สีขาว ใครเป็นผู้บริหารจัดการ การคิดค่าธรรมเนียม (ค่าฟี) ต้นทุนบริการเอทีเอ็มรูปแบบใหม่ สามารถลดต้นทุนของระบบธนาคารได้หรือไม่ ผลศึกษาโมเดลเหล่านี้ถือว่าใกล้ได้ข้อสรุป และคืบหน้าค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในแง่ของรูปแบบการดำเนินการ

ที่ผ่านมาได้มีการเชิญผู้ให้บริการระบบเอทีเอ็ม 2-3 ราย ที่สนใจทำระบบดังกล่าวเข้ามาร่วมศึกษา และหารือเรื่องต้นทุนการเกิดเอทีเอ็มรูปแบบใหม่แล้ว รวมทั้งได้เชิญแบงก์หลัก ๆ 6-7 รายมาศึกษาโมเดลร่วมกัน จากการศึกษาเบื้องต้นพบว่า เมื่อเปลี่ยนเป็นตู้เอทีเอ็ม white lable คาดว่าจะช่วยลดต้นทุนของธนาคารลง 20% เทียบกับการมีตู้เอทีเอ็มเป็นของตัวเอง


แหล่งข่าวกล่าวว่า จุดประสงค์ของการทำตู้เอทีเอ็ม white label คือ ต้องการลดต้นทุนแบงก์ ลดการแออัดของตู้เอทีเอ็มที่อยู่รวม ๆ กันจำนวนมาก ซึ่งการมีตู้เอทีเอ็มสีขาวจะทำให้สามารถลดจำนวนตู้ในระบบลงได้ถึง 2 ใน 3 ของทั้งหมด ยกตัวอย่างวันนี้พารากอนมี 70 เครื่อง หากเป็นระบบตู้เอทีเอ็มสีขาวมีเพียง 20 เครื่อง ก็เพียงพอต่อการให้บริการ ทั้งนี้ คาดว่าผลศึกษาจะเสร็จเรียบร้อยภายในไตรมาส 3 นี้ หากทุกฝ่ายเห็นชอบ และสามารถเริ่มดำเนินการตามแผนได้ ก็คาดว่าจะเริ่มเห็นการนำ white label ATM มาใช้ได้เร็วสุดภายในไตรมาสแรกปี 2562

อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวยังต้องมีการหาข้อสรุปกันในสมาคม เนื่องจากขณะนี้ยังมีความเห็นที่แตกต่าง เนื่องจากธนาคารบางแห่งยังมองว่า การที่ธนาคารมีเครื่องเอทีเอ็มจำนวนมาก

ยังเป็นข้อได้เปรียบ หรือเป็นจุดเด่นของธนาคารในการที่จะดึงดูดลูกค้า ดังนั้นในเบื้องต้นการร่วมมืออาจเกิดขึ้นเฉพาะในบางธนาคาร

ปูทางสู่ “white label ATM”

นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย (TMB) กล่าวว่า การรวมศูนย์เพื่อทำตู้เอทีเอ็มสีขาว จะมีผลต่อต้นทุนของแต่ละธนาคารจะลดลงมากน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับจำนวนธนาคารที่มาร่วมมือกัน เพราะถ้าธนาคารมาร่วมกันเยอะ ต้นทุนก็จะยิ่งลดลง ในส่วนของทีเอ็มบีก็สนับสนุนการทำตู้เอทีเอ็มสีขาว เพราะถือเป็นโครงสร้างพื้นฐาน (common infrastructure) ที่จะทำให้อุตสาหกรรมธนาคารมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น นอกจากลดการลงทุนซ้ำซ้อนแล้ว ยังลดต้นทุนในการบริหารจัดการเงินสดที่ทุกแบงก์จะต้องขนเงินสดไปใส่ตู้เอทีเอ็ม

ที่ผ่านมาทางสมาคมแบงก์ก็ได้มีแนวคิดเรื่องการรวมศูนย์ระบบโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมธนาคาร เพื่อทำให้อุตสาหกรรมแข็งแรงขึ้น โดยที่แบงก์จ่ายค่าบริการที่ถูกลงได้ โดยสิ่งที่ทำไปแล้วคือการย้ายระบบสวิตชิ่ง ระบบชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ มารวมไว้ที่ ITMX ก็ทำให้ต้นทุนแบงก์ถูกลง อีกหนึ่งที่มองว่าสามารถรวมศูนย์ได้ก็คือ เครื่องรูดบัตร (อีดีซี) ที่ปัจจุบันยังมีหลายเครือข่าย

นายปิติกล่าวว่า เนื่องจากปัจจุบันการทำธุรกรรมเงินสดลดลง ประกอบกับที่มีแนวคิดเรื่องตู้เอทีเอ็มสีขาว ทำให้ปัจจุบันธนาคารทหารไทยก็คุมตู้เอทีเอ็มอยู่ที่ 2,000 กว่าตู้ แต่ยังคงซื้อเครื่องใหม่เพื่อมาทดแทนเครื่องเก่าที่อาจมีการชำรุดหรือเก่าบ้าง

ดันลดภาระระหว่างแบงก์

อย่างไรก็ตาม “ตู้เอทีเอ็มสีขาว” ยังคงมีประเด็นที่ต้องหาข้อสรุป เพราะแต่ละธนาคารก็มีโจทย์แนวคิดที่แตกต่างกันไป ประกอบกับจำนวนและลักษณะของตู้เอทีเอ็มที่ต่างกัน ทำให้สมาคมกำลังหาจุดที่ทุกธนาคารสามารถได้ประโยชน์ร่วมกัน

“วันนี้แม้ธนาคารยกเลิกค่าฟีบนธุรกรรมดิจิทัลให้ลูกค้า แต่ธนาคารต้นทางยังมีภาระต้องจ่ายค่าฟีให้ธนาคารปลายทาง ดังนั้นเพื่อให้ต้นทุนของธนาคารลดลง แบงก์ทั้งอุตสาหกรรมก็ควรลุกขึ้นมาลดค่าธรรมเนียมจริงจัง และหยุดการสร้างภาระระหว่างกัน เพราะการสร้างภาระระหว่างกันก็เท่ากับการเปิดโอกาสให้กับคนนอกที่ไม่มีภาระ มาเสนอสิ่งที่ดีกว่าให้ลูกค้า และทั้งอุตสาหกรรมควรจะช่วยกันขจัดอุปสรรคที่จะนำพาลูกค้าไปสู่โลกดิจิทัล เพื่อที่จะส่งมอบประสบการณ์ที่ดีขึ้น” นายปิติกล่าว

SCB ชี้แบงก์ลงทุนทุกพื้นที่

นายสารัชต์ รัตนาภรณ์ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ผู้บริหารสูงสุดลูกค้าบุคคล และเครือข่ายสาขา ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) กล่าวว่า ปัจจุบันธนาคารมีเอทีเอ็มอยู่กว่า 10,000 ตู้ โดยได้ปรับเปลี่ยนเป็นตู้ CDM ที่สามารถฝากเงินได้ด้วย ส่วนโครงการตู้เอทีเอ็มสีขาว ธนาคารเชื่อว่าถ้าเกิดขึ้นได้ก็จะมีประโยชน์ เพราะจะสามารถลดต้นทุนให้แบงก์ได้ เพราะเชื่อว่าวันนี้เอทีเอ็มอยู่ในจุดอิ่มตัวแล้ว อยู่ในเกือบทุกพื้นที่แล้ว สำหรับไทยพาณิชย์เชื่อว่า แนวทางดังกล่าวยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในระยะใกล้นี้ เพราะแบงก์ได้ลงทุนติดตั้งเอทีเอ็มไปแล้ว ก็อาจต้องมีการใช้ไปจนกว่าครบอายุการใช้งานก่อนจะเปลี่ยนตู้

“ตู้เอทีเอ็มสีขาวเหมาะกับประเทศที่ยังไม่พัฒนา ที่ยังไม่มีการติดตั้งเอทีเอ็ม การมีตู้สีขาวคือการมาแชร์โครงสร้างพื้นฐานร่วมกันลงทุนทีเดียว แต่วันนี้แบงก์พาณิชย์ลงทุนไปเยอะมากในทุกพื้นที่แล้ว แต่อนาคตหากการลดใช้เงินสดมันมาเร็ว ตู้เอทีเอ็มความจำเป็นน้อยลง แบงก์ก็อาจต้องหันไปแนวทางนี้ โดยปัจจุบันการทำธุรกรรมบนตู้เอทีเอ็มของธนาคารอยู่ที่ราว 50% สาขา 9% และบนดิจิทัล 40%”

ต้องอาศัยทุกแบงก์ร่วมมือ

นายพัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) กล่าวว่า ปัจจุบันธนาคารมีตู้เอทีเอ็มอยู่ราว 10,000 ตู้ แนวโน้มตู้เอทีเอ็มและสาขาของธนาคารก็ลดลงในอนาคต เพราะทุกวันนี้ธนาคารเน้นให้ลูกค้าทำธุรกรรมบนดิจิทัลเป็นหลัก ซึ่งธนาคารเห็นด้วยที่จะมีตู้สีขาว เพราะเชื่อว่าท้ายที่สุดแล้ว ก็น่าจะช่วยลดต้นทุนให้กับแบงก์ได้ในอนาคต

“หากตู้แบบใหม่เกิดขึ้นได้ก็ดี ทำให้การขยายตู้เอทีเอ็มในอนาคตอาจลดลงได้ในบางจุด ส่วนปัญหาต้นทุนระหว่างธนาคารเวลาลูกค้าโอนเงินข้ามไปข้ามมา วันนี้ยังอยู่ ซึ่งเราก็อยากลด เพราะเหล่านี้คือต้นทุน เรื่องนี้ต้องอาศัยทุกธนาคารที่จะเห็นด้วย คิดคนเดียวไม่ได้” นายพัชรกล่าว

นายอดิศร เสริมชัยวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจรายย่อย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ในส่วนของธนาคารมีการลดจำนวนตู้เอทีเอ็มลงต่อเนื่อง เพราะคนที่ใช้เงินสดน้อยลง ดังนั้น

เชื่อว่าความจำเป็นในการมีตู้เอทีเอ็มน้อยลง ส่วนตู้เอทีเอ็มสีขาว ธนาคารคงไม่ได้รับประโยชน์มากนัก เพราะทุกวันนี้ธนาคารเน้นให้ลูกค้าทำธุรกรรมจากตู้แบงก์อื่น ๆ โดยที่ธนาคารเป็นคนออกค่าฟีให้ ปัจจุบันธนาคารมีตู้เอทีเอ็มราว 90-100 ตู้

กรุงไทยขานรับลดต้นทุน

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ตู้เอทีเอ็มสีขาวถือว่าเป็นหนึ่งในแนวทางที่ธนาคารสามารถร่วมกันเพื่อลดต้นทุน เพราะที่สุดแล้วจะเป็นการลดต้นทุนทั้งในเรื่องของเงินลงทุน การดูแลเงินสดในตู้เอทีเอ็ม ที่มีต้นทุนเยอะพอสมควร และถ้าดูตัวเลขทั้งระบบก็จะพบว่าการทำธุรกรรมที่สาขาและตู้เอทีเอ็มลดลงต่อเนื่อง เพราะคนหันมาทำธุรกรรมในมือถือมากขึ้น ในส่วนของกรุงไทยมีแผนจะลดตู้เอทีเอ็มลงอยู่แล้ว เนื่องจากต้องการจะลดต้นทุนทางการเงินด้วย แต่คงจะต้องค่อยเป็นค่อยไป เพราะตู้เอทีเอ็มของธนาคารส่วนใหญ่อยู่ต่างจังหวัด ทำให้สามารถอำนวยความสะดวกสบายให้แก่ลูกค้าได้ดี
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23,07, 2018, 16:06:36 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
24,07, 2018, 18:05:33
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,936


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #220 เมื่อ: 24,07, 2018, 18:05:33 »

https://www.sanook.com/news/7300514/


โปรดสัตว์ได้บาป! ครูเซ็นค้ำนักเรียนกู้ กยศ. เจอเบี้ยวหนี้ 30 คน จนถูกยึดบ้าน-ที่ดิน

โปรดสัตว์ได้บาป! ครูเซ็นค้ำนักเรียนกู้ กยศ. เจอเบี้ยวหนี้ 30 คน จนถูกยึดบ้าน-ที่ดิน

อาจารย์โรงเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัดกำแพงเพชร อยากให้ลูกศิษย์ได้มีการศึกษา ยอมเป็นคนค้ำประกันเงินกู้ กยศ. ให้นักเรียนกว่า 60 คน สุดท้ายถูกชักดาบกว่าครึ่ง ต้องถูกยึดบ้าน-ที่ดิน และกำลังจะถูกฟ้องล้มละลาย ลูกศิษย์ปัดความรับผิดชอบหน้าตาเฉย

โดยเรื่องราวครั้งนี้เปิดเผยโดยเฟซบุ๊ก Tikky CM Peo ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ ที่สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่ โดยข้อความที่โพสต์ไว้ทั้งหมดคือ...

“ลูกศิษย์” ทรยศ “ครู” (เจาะลึก)

เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว “ครูวิภา” (ขอสงวนนามสกุล) เป็นข้าราชการครูสอนในโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในจังหวัดกำแพงเพชร มีกองทุน กยศ. เปิดโอกาสให้นักเรียนได้กู้ยืมเพื่อใช้ในเรียนต่อ ด้วยระยะเวลาที่กระชั้นชิด และผู้ปกครองเดินทางมาโรงเรียนค่อนข้างลำบาก “ครูวิภา” ได้อาสาที่จะเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ กยศ. ให้กับนักเรียนจำนวนกว่า 60 คน หวังให้เด็กได้เรียนต่อ เรียนจบในชั้นสูงๆ และมีอนาคตที่ดี

สิบปีผ่านไป ในปี 2551 “ครูวิภา” ก็ปฏิบัติหน้าที่ในราชการอย่างเสียสละทุ่มเท แต่วันหนึ่งมาหนังสือจากศาลให้ไปไกล่เกลี่ยในการชำระหนี้ ครูวิภา ในฐานะผู้ค้ำก็ต้องไปให้การกับศาล นักเรียนบางส่วน ก็ชำระหนี้ตามที่ศาลสั่ง ครูวิภาก็คิดว่าเรื่องน่าจะจบ

เมื่อกลางเดือนกรกฎาคมมีเจ้าหน้าที่กรมบังคับคดี นำป้ายคำสั่งบังคับคดีมายึดบ้าน และที่ดินของ “ครูวิภา” ใจความว่า “บ้านและที่ดินถูกยึด ห้ามบุคคลเข้ามาดำเนินการใดๆ” ซึ่งตัวครูก็ไม่ทราบมาก่อนว่าเหตุใดถึงต้องมายึดทรัพย์ ยึดที่ดิน ที่เป็นมรดกชิ้นสุดท้ายที่พ่อแม่มอบให้ก่อนตาย


เมื่อเข้าไปติดต่อเจ้าหน้าที่กรมบังคับคดีก็ทราบความว่า “ครูวิภา” ได้ค้ำประกันเงินกู้ กยศ. ให้กับ “นักเรียน” เมื่อหลายปีก่อน และมีนักเรียนกว่า 30 คน เมื่อจบมาแล้ว ไม่ชำระหนี้กองทุน กยศ. มูลหนี้รวมทั้ง 30 คน เกือบหนึ่งล้าน รวมดอกเบี้ย ค่าปรับ มหาศาล ทำให้ กยศ. ต้องยื่นฟ้องศาล จำนวน 30 คดี เมื่อไม่สามารถติดตามหนี้ได้จากผู้กู้ ก็ต้องไล่บี้กับผู้ค้ำ ตอนนี้กรมบังคับคดีนำคำสั่งศาลตัดสินเพื่อยึดทรัพย์ผู้ค้ำประกันแล้ว 2 คดี

คดีที่ 1 สั่งยึดบ้านและที่ดิน คดีที่ 2 สั่งยึดที่ดิน และคดีที่ 3 กำลังจะตัดสินเร็วๆ นี้ ซึ่ง “ครูวิภา” มีอสังหาริมทรัพย์ เพียง 2 อย่าง และถูกยึดไปแล้ว หากคดีที่ 3 ตัดสิน ทรัพย์ชิ้นสุดท้ายนั่นคือ “ตำแหน่งทางราชการ” และถ้าคดีที่ 4 5 6 และคดีต่อไปไม่มีทรัพย์ให้ยึด ครูก็จะถูกฟ้องล้มละลาย “ครูวิภา” ก็จะถือว่าขาดคุณสมบัติการเป็นข้าราชการ ผลก็คือ “ให้ออกจากราชการ” นี่คือสิ่งที่ “ลูกศิษย์” มอบให้ครูที่สอนเขามา... บ้าน ที่ดิน ตำแหน่งราชการ หายไปในพริบตา

วันนี้ (23 กรกฎาคม 2561) คุณครูวิภา ได้มาติดต่อ กยศ. เพื่อไกล่เกลี่ย และชำระหนี้แทนลูกศิษย์บางส่วน แต่มูลหนี้กว่าหนึ่งล้าน ครูจะหาเงินที่ไหนมาใช้หนี้แทนลูกศิษย์ได้หมดดดดดด

ที่น่าเจ็บใจที่สุด คือ เมื่อครูไปขอร้องให้ลูกศิษย์ไปจ่ายหนี้ กยศ. เพราะครูกำลังจะถูกยึดทรัพย์ “ลูกศิษย์” ยังมีหน้ามาบอกว่า “ครูก็ไปบอกศาลให้มายึดทรัพย์ผมสิ”
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24,07, 2018, 18:10:38 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
25,07, 2018, 15:21:18
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,936


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #221 เมื่อ: 25,07, 2018, 15:21:18 »

https://www.prachachat.net/property/news-194941

ทุบสถิติใหม่ “หมอชิต-จตุจักร” สกายวอล์กระฟ้าสูงเท่าตึก 5 ชั้น

หลังคนกรุงเทพฯได้ใช้ทางเดินลอยฟ้าหรือสกายวอล์ก “สี่แยกบางนา” ที่ยาวที่สุด 1.74 กม. มี “กทม.-กรุงเทพมหานคร” เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง ด้วยงบประมาณ 450 ล้านบาทโดยจะเชื่อมการเดินทางรถไฟฟ้าบีทีเอส 2 สถานี “บางนา-อุดมสุข” ช่วงจากสถานีอุดมสุขถึงแยกบางนา ความยาว 560 เมตร ช่วงจากแยกบางนาถึงสถานีบางนา ความยาว 460 เมตร บริเวณแยกบางนา ฝั่งถนนสรรพาวุธ ความยาว 340 เมตร ฝั่งถนนเทพรัตน ความยาว 380 เมตร

ปัจจุบันมีผู้ประกอบการในแนวเส้นทางขอสร้างทางเชื่อมเข้ากับอาคารแล้วหลายแห่ง เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นโครงการเดอะโคสต์ แบงค็อก โครงการศูนย์ประชุมและแสดงสินค้าไบเทค และโครงการแบงค็อกมอลล์ที่กำลังจะก่อสร้างในอนาคต

ล่าสุดคนกรุงมีทางเดินลอยฟ้าแห่งใหม่ เพิ่มขึ้น ในย่าน “หมอชิต-จตุจักร” เพิ่งเปิดใช้ทางการไปเมื่อวันที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมา เป็นสกายวอล์กเชื่อมจากรถไฟฟ้าบีทีเอสหมอชิต ไปถึงหน้าโครงการคอนโดมิเนียม “เดอะไลน์ จตุจักร-หมอชิต” โปรเจ็กต์ร่วมทุนของบีทีเอส-แสนสิริ

ว่ากันว่าทางเดินพรมแดงแห่งนี้ ได้กลายเป็นทางเดินลอยฟ้าที่ทุบสถิติสูงที่สุดในเวลานี้ ด้วยความสูง 14 เมตรหรือสูงเท่ากับตึก 4-5 ชั้น โดยสูงเพิ่มขึ้น 1 เท่าตัว เมื่อเทียบกับสกายวอล์กทั่วไปที่สร้างเชื่อมจากชั้นโถงพื้นที่จำหน่ายตั๋วโดยสารบีทีเอส ที่จะมีความสูงอยู่ที่ประมาณ 7 เมตร

โดย บริษัท บีทีเอสกรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ผู้รับสัมปทานเดินรถไฟฟ้าบีทีเอส เป็นผู้ควักเงินลงทุนก่อสร้าง ด้วยวงเงิน 200 ล้านบาท

นอกจากจะก่อสร้างทางเดินลอยฟ้าไต่ยอดต้นไม้เลาะไปตามเกาะกลางถนนพหลโยธินจนไปสุดปลายทางพหลโยธินซอย 18/1 มีความยาวทั้งสิ้น 450 เมตร ยังปรับปรุงสะพานลอยคนข้ามให้มีความไฉไลมากขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่ทำงานในย่านดังกล่าว

หากไม่มีคลื่นแทรก ในอนาคตทาง “บีทีเอส” เตรียมทุ่มลงทุนก่อสร้างต่อขยายไปถึงหน้าอาคารทหารไทย ซึ่งเป็นแหล่งงานและมีคนอยู่อาศัยจำนวนมาก
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25,07, 2018, 15:23:43 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
28,07, 2018, 11:34:21
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,936


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #222 เมื่อ: 28,07, 2018, 11:34:21 »

https://www.prachachat.net/spinoff/sport/news-196671

"เนวิน” ร่ายยาว “ฟุตบอลไทย เติบโต หรือหดตัว?”แย้มปีหน้าส่อยุบทีมกว่า20สโมสร


“บิ๊กเน” นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสร “ปราสาทสายฟ้า” บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ออกมาเปิดใจผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจสโมสร BURIRAM UNITED ในเรื่องของวงการฟุตบอลลีกอาชีพของไทยว่า มีการเติบโต หรือ หดตัว ลงไป หลังจากกระแสความนิยมจากแฟนบอลเริ่มลดน้อยลงไปอย่างต่อเนื่อง และแฟนบอลที่เข้าชมเกมในสนามก็มีจำนวนลดลงไป รวมทั้งผู้บริหารสโมสรฟุตบอลไทยก็เริ่มถอดใจ และอาจจะยกเลิกการทำทีมไป

สำหรับข้อความระบุว่า “ฟุตบอลไทย เติบโต หรือหดตัว?”

“แฟนบอล คือ คำตอบ”

ในแวดวงผู้บริหารสโมสรฟุตบอลไทยในทุกลีก ตั้งแต่ T1 ถึง T4 ทุกคนมีคำถามอยู่ในใจ มีความห่วงใย และกังวลอยู่ในแววตา ว่า “ฟุตบอลไทย จะฝ่าวิกฤตแฟนบอลไม่เข้าสนาม ได้อย่างไร?”

แม้เราจะเป็นฟุตบอลอาชีพ สโมสรทุกสโมสร ในทุกลีก อีกสถานะหนึ่งก็คือ “บริษัท” ที่ต้องอยู่ได้ด้วยผลประกอบการที่มีกำไร แต่ในหัวใจคนทำทีม และผู้บริหารสโมสรฟุตบอลไทย มากกว่าร้อยละ 90 ทำด้วยหัวใจที่รักฟุตบอล มากกว่าหวังผลกำไรจากฟุตบอล หรือผลประโยชน์อื่นๆ

การลงทุนสร้างสโมสรฟุตบอลในไทยลีก ตั้งแต่ T1 ถึง T4 จำนวน 122 ทีม มีเม็ดเงินรวมกันมากกว่า 5,000 ล้านบาท ในแต่ละปี และเป็นที่รับทราบกันว่าสโมสรเกือบทั้งหมด มีผลประกอบการขาดทุน ถ้าเป็นธุรกิจอื่นๆ คงเลิกกิจการกันไปมากกว่าครึ่งแล้ว

แต่สำหรับกิจการที่เรียกว่าฟุตบอลอาชีพ ผู้บริหารสโมสรทุกสโมสร ยังคงมีหัวใจสู้ อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แม้จะขาดทุนและเจ็บปวดแค่ไหน ก็ยังสู้ และทำต่อไปด้วยความรัก ทั้งรักฟุตบอล รักบ้านเกิด และมีความหวังที่อยากเห็นฟุตบอลไทย เติบโต ก้าวหน้า ต่อไป

แต่วิกฤตแฟนบอลไม่เข้าสนาม เป็นสิ่งที่บั่นทอนกำลังใจของคนทำทีม ผู้บริหารสโมสร และนักฟุตบอลมากที่สุด หากแฟนบอลหันหลังให้สนามฟุตบอล ไม่เข้ามาชมในสนาม ไม่มาให้กำลังใจ นักฟุตบอล ไม่มาส่งเสียงเชียร์ อีกไม่นาน ฟุตบอลไทยที่เราภาคภูมิใจ และดีใจว่ามีการเติบโตมากที่สุดในเอเชีย และเป็นลีกอันดับหนึ่งของอาเซียน ก็มีโอกาสที่จะร่วงหล่นลงมา เป็นลีกอันดับท้ายๆ ของเอเชียได้เหมือนในอดีต

เสียงเชียร์ เสียงตะโกนในสนาม และกำลังใจจากแฟนบอล ไม่ได้ให้กำลังใจนักฟุตบอลเท่านั้น แต่ยังเป็นกำลังใจ และเสียงเชียร์แก่ผู้บริหารสโมสร ให้มุ่งมั่น ตั้งใจทำทีมต่อไปอีกด้วย

วันนี้ หลายๆ สโมสร แม้หัวใจยังคิดสู้ แต่กำลังทรัพย์ที่ร่อยหรอ บางสโมสรมีความคิดเรื่องถอนทีมเพราะถอดใจ ผมได้ยินมาว่า จาก 122 ทีม ในปีนี้ อาจจะเหลือ 100 ทีม ในปีหน้า

นี่เป็นคำตอบที่ชัดเจนว่า ฟุตบอลไทย กำลังเติบโต หรือหดตัว


คนทำทีมฟุตบอล ทำด้วยความรัก ทำด้วยหัวใจ เรื่องกำไร ขาดทุน เป็นเรื่องรอง ถ้าไม่ได้กำไร แต่ได้กำลังใจ ก็ยังพอยืนหยัดอยู่ได้ แต่ถ้าขาดทุนทั้งกำลังเงิน และกำลังใจ แฟนบอลไม่เข้าสนาม แล้วยังตามด่าในโลกโซเชียล แบบนี้เรียกว่าขาดทุนทั้งตัว และหัวใจ ไม่มีใครอยากทำต่อแน่ๆ

ผมจึงอยากขอเชิญชวนแฟนบอลไทย ที่บอกว่ารักฟุตบอลไทย อยากเห็นฟุตบอลไทยเติบโต เข้ามาชมฟุตบอลในสนามเถอะครับ เข้ามาช่วยกันสร้างบรรยากาศที่สนุกสนาน และสร้างความเติบโตให้ฟุตบอลไทย

ฟุตบอลไทยจะเติบโตไม่ได้เลย ถ้าไม่มีแฟนบอลอยู่ในสนามฟุตบอล

ไม่ว่าสมาคมฯ หรือ ไทยลีก จะมีผู้บริหารเก่งขนาดไหนก็ตาม แต่ “แฟนบอล” คือคนสำคัญที่สุดของวงการฟุตบอล

วันนี้ ขอเขียนถึงภาพรวมฟุตบอลไทย ด้วยความห่วงใย และต้องการให้กำลังใจคนทำทีม และผู้บริหารทุกๆ สโมสร

ผมบอกเพื่อนๆ คนทำทีมที่มาปรึกษากัน ว่า “ถ้าเราไม่ทิ้งทีม แฟนบอลจะไม่ทิ้งเรา”

ผมอยากจะบอกกับแฟนบอลทุกๆ สโมสร ว่าการเข้ามาชมฟุตบอลในสนาม คือการรักษาสโมสรฟุตบอลที่คุณรัก คุณชียร์ และเป็นการต่อลมหายใจให้ฟุตบอลไทย

“ถ้ารักฟุตบอลไทยจริง อย่าทิ้งฟุตบอลไทย”

เนวิน ชิดชอบ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28,07, 2018, 11:39:10 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
28,07, 2018, 18:55:50
H1N1
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,537



« ตอบ #223 เมื่อ: 28,07, 2018, 18:55:50 »

https://www.prachachat.net/spinoff/sport/news-196671

"เนวิน” ร่ายยาว “ฟุตบอลไทย เติบโต หรือหดตัว?”แย้มปีหน้าส่อยุบทีมกว่า20สโมสร


“บิ๊กเน” นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสร “ปราสาทสายฟ้า” บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ออกมาเปิดใจผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจสโมสร BURIRAM UNITED ในเรื่องของวงการฟุตบอลลีกอาชีพของไทยว่า มีการเติบโต หรือ หดตัว ลงไป หลังจากกระแสความนิยมจากแฟนบอลเริ่มลดน้อยลงไปอย่างต่อเนื่อง และแฟนบอลที่เข้าชมเกมในสนามก็มีจำนวนลดลงไป รวมทั้งผู้บริหารสโมสรฟุตบอลไทยก็เริ่มถอดใจ และอาจจะยกเลิกการทำทีมไป

สำหรับข้อความระบุว่า “ฟุตบอลไทย เติบโต หรือหดตัว?”

“แฟนบอล คือ คำตอบ”

ในแวดวงผู้บริหารสโมสรฟุตบอลไทยในทุกลีก ตั้งแต่ T1 ถึง T4 ทุกคนมีคำถามอยู่ในใจ มีความห่วงใย และกังวลอยู่ในแววตา ว่า “ฟุตบอลไทย จะฝ่าวิกฤตแฟนบอลไม่เข้าสนาม ได้อย่างไร?”

แม้เราจะเป็นฟุตบอลอาชีพ สโมสรทุกสโมสร ในทุกลีก อีกสถานะหนึ่งก็คือ “บริษัท” ที่ต้องอยู่ได้ด้วยผลประกอบการที่มีกำไร แต่ในหัวใจคนทำทีม และผู้บริหารสโมสรฟุตบอลไทย มากกว่าร้อยละ 90 ทำด้วยหัวใจที่รักฟุตบอล มากกว่าหวังผลกำไรจากฟุตบอล หรือผลประโยชน์อื่นๆ

การลงทุนสร้างสโมสรฟุตบอลในไทยลีก ตั้งแต่ T1 ถึง T4 จำนวน 122 ทีม มีเม็ดเงินรวมกันมากกว่า 5,000 ล้านบาท ในแต่ละปี และเป็นที่รับทราบกันว่าสโมสรเกือบทั้งหมด มีผลประกอบการขาดทุน ถ้าเป็นธุรกิจอื่นๆ คงเลิกกิจการกันไปมากกว่าครึ่งแล้ว

แต่สำหรับกิจการที่เรียกว่าฟุตบอลอาชีพ ผู้บริหารสโมสรทุกสโมสร ยังคงมีหัวใจสู้ อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แม้จะขาดทุนและเจ็บปวดแค่ไหน ก็ยังสู้ และทำต่อไปด้วยความรัก ทั้งรักฟุตบอล รักบ้านเกิด และมีความหวังที่อยากเห็นฟุตบอลไทย เติบโต ก้าวหน้า ต่อไป

แต่วิกฤตแฟนบอลไม่เข้าสนาม เป็นสิ่งที่บั่นทอนกำลังใจของคนทำทีม ผู้บริหารสโมสร และนักฟุตบอลมากที่สุด หากแฟนบอลหันหลังให้สนามฟุตบอล ไม่เข้ามาชมในสนาม ไม่มาให้กำลังใจ นักฟุตบอล ไม่มาส่งเสียงเชียร์ อีกไม่นาน ฟุตบอลไทยที่เราภาคภูมิใจ และดีใจว่ามีการเติบโตมากที่สุดในเอเชีย และเป็นลีกอันดับหนึ่งของอาเซียน ก็มีโอกาสที่จะร่วงหล่นลงมา เป็นลีกอันดับท้ายๆ ของเอเชียได้เหมือนในอดีต

เสียงเชียร์ เสียงตะโกนในสนาม และกำลังใจจากแฟนบอล ไม่ได้ให้กำลังใจนักฟุตบอลเท่านั้น แต่ยังเป็นกำลังใจ และเสียงเชียร์แก่ผู้บริหารสโมสร ให้มุ่งมั่น ตั้งใจทำทีมต่อไปอีกด้วย

วันนี้ หลายๆ สโมสร แม้หัวใจยังคิดสู้ แต่กำลังทรัพย์ที่ร่อยหรอ บางสโมสรมีความคิดเรื่องถอนทีมเพราะถอดใจ ผมได้ยินมาว่า จาก 122 ทีม ในปีนี้ อาจจะเหลือ 100 ทีม ในปีหน้า

นี่เป็นคำตอบที่ชัดเจนว่า ฟุตบอลไทย กำลังเติบโต หรือหดตัว


คนทำทีมฟุตบอล ทำด้วยความรัก ทำด้วยหัวใจ เรื่องกำไร ขาดทุน เป็นเรื่องรอง ถ้าไม่ได้กำไร แต่ได้กำลังใจ ก็ยังพอยืนหยัดอยู่ได้ แต่ถ้าขาดทุนทั้งกำลังเงิน และกำลังใจ แฟนบอลไม่เข้าสนาม แล้วยังตามด่าในโลกโซเชียล แบบนี้เรียกว่าขาดทุนทั้งตัว และหัวใจ ไม่มีใครอยากทำต่อแน่ๆ

ผมจึงอยากขอเชิญชวนแฟนบอลไทย ที่บอกว่ารักฟุตบอลไทย อยากเห็นฟุตบอลไทยเติบโต เข้ามาชมฟุตบอลในสนามเถอะครับ เข้ามาช่วยกันสร้างบรรยากาศที่สนุกสนาน และสร้างความเติบโตให้ฟุตบอลไทย

ฟุตบอลไทยจะเติบโตไม่ได้เลย ถ้าไม่มีแฟนบอลอยู่ในสนามฟุตบอล

ไม่ว่าสมาคมฯ หรือ ไทยลีก จะมีผู้บริหารเก่งขนาดไหนก็ตาม แต่ “แฟนบอล” คือคนสำคัญที่สุดของวงการฟุตบอล

วันนี้ ขอเขียนถึงภาพรวมฟุตบอลไทย ด้วยความห่วงใย และต้องการให้กำลังใจคนทำทีม และผู้บริหารทุกๆ สโมสร

ผมบอกเพื่อนๆ คนทำทีมที่มาปรึกษากัน ว่า “ถ้าเราไม่ทิ้งทีม แฟนบอลจะไม่ทิ้งเรา”

ผมอยากจะบอกกับแฟนบอลทุกๆ สโมสร ว่าการเข้ามาชมฟุตบอลในสนาม คือการรักษาสโมสรฟุตบอลที่คุณรัก คุณชียร์ และเป็นการต่อลมหายใจให้ฟุตบอลไทย

“ถ้ารักฟุตบอลไทยจริง อย่าทิ้งฟุตบอลไทย”

เนวิน ชิดชอบ

ผมว่าเรื่องเศรษฐกิจ เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดของปีนี้เลยครับ
บันทึกการเข้า
29,07, 2018, 18:19:41
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,936


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #224 เมื่อ: 29,07, 2018, 18:19:41 »

https://www.prachachat.net/general/news-196954

มิตรภาพ’ ติดหนึบ! ชาวอีสานกลับกรุงเทพฯหลังหยุดยาว หางแถวสะสมกว่า 10 กม.


นครราชสีมา วันนี้ (29 ก.ค. 61) ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการเดินทางกลับจากภูมิลำเนาเข้ากรุงเทพมหานครและจังหวัดอื่นๆของชาวภาคอีสานหลังช่วงวันหยุดยาวเทศกาลวันเข้าพรรษาบรรยากาศการจราจรบนถนนมิตรภาพช่วงบายพาสเลี่ยงเมืองนครราชสีมา-ขอนแก่น มีปริมาณรถหนาแน่นและเคลื่อนตัวได้ช้า เนื่องจากเป็นจุดเชื่อมต่อกับถนน 304 ราชสีมา-กบินทร์บุรี มีรถที่เดินทางมาจากหลายจังหวัดของภาคอีสานมาบรรจบกัน จากนั้นรถที่มุ่งหน้าเข้ากรุงเทพมหานครช่วงจากอำเภอเมืองนครราชสีมาถึงอำเภอปากช่องซึ่งกำลังมีการก่อสร้างถนนมอเตอร์เวย์ส่งผลให้การจราจรเคลื่อนตัวได้ช้าและไปติดสะสม ต.คลองไผ่ อ.สีคิ้ว เป็นระยะทางยาวกว่า 10 กิโลเมตร ตำรวจทางหลวงนครราชสีมาจึงได้เปิดช่องทางพิเศษตั้งแต่จุดกลับรถบ้านเลิศสวัสดิ์ อ.สีคิ้ว ถึงจุดกลับรถบ้านกิจ เพื่อระบายรถเข้าสู่กรุงเทพมหานคร ซึ่งคาดว่าตลอดระยะเวลาของคืนวันนี้และช่วงกลางวันของพรุ่งนี้ 30 ก.ค.61 ซึ่งเป็นวันหยุดติดต่อกันวันสุดท้ายปริมาณรถที่เดินทางจากภาคอีสานมุ่งหน้าเข้าสู่กรุงเทพมหานครก็จะเพิ่มขึ้นปริมาณรถบนถนนมิตรภาพขาเข้ากรุงเทพมหานครก็จะหนาแน่นเคลื่อนตัวได้ช้าและติดขัดเป็นบางช่วงโดยเฉพาะช่วงจากอ.เมืองนครราชสีมาถึงอำเภอมวกเหล็ก จ.สระบุรี
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
หน้า: 1 ... 13 14 [15] 16 17 ... 19   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: