GUN IN THAILAND
24,03, 2019, 02:47:22 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Google
หน้า: 1 ... 20 21 [22] 23   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส  (อ่าน 7886 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
07,01, 2019, 20:32:46
H1N1
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,222



« ตอบ #315 เมื่อ: 07,01, 2019, 20:32:46 »


ให้ตายซิโรบิน รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ไม่เชื่อมเมืองยังไงครับ  รายเนี่ย
บันทึกการเข้า
08,01, 2019, 08:08:23
H1N1
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,222



« ตอบ #316 เมื่อ: 08,01, 2019, 08:08:23 »


วาทกรรมนักการเมืองเริ่มมาแล้ว พูดทุกอย่างได้หมด 
สีดำก็คือสีดำ สีขาวก็คือสีขาว ให้โลกเป็นผู้พิสูจน์ ยิ้มเด้ง
บันทึกการเข้า
08,01, 2019, 13:54:14
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 20,079


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #317 เมื่อ: 08,01, 2019, 13:54:14 »

https://www.prachachat.net/economy/news-275351

รัฐบาลปิดจ๊อบระบายข้าวค้างสต๊อก16.84ล้านตัน มูลค่า1.45แสนล้าน

กรมค้าต่างประเทศ ปลื้มปิดจ๊อบระบายข้าวค้างสต๊อกสำเร็จ ปริมาณ 16.84 ล้านตัน มูลค่า 1.45 แสนล้านบาท ลดภาระรัฐได้เดือนละ 1 พันล้านเกลี้ยง ขณะที่การส่งออกข้าวไทยปี 61 ทะลุ 11.13 ล้านตัน ส่วนปี 62 มองเบื้องต้นก่อน 10 ล้านตัน พร้อมอีดกิจกรรมดันส่งออกเต็มที่

 

นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า การระบายข้าวภายใต้รัฐบาลชุดปัจจุบัน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2557 – ธันวาคม 2561 กรมฯ ในฐานะประธานคณะทำงานดำเนินการระบายข้าวในสต็อกของรัฐและเลขานุการคณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว ได้ระบายข้าวในสต็อกของรัฐที่ผ่านการตรวจนับปริมาณและมีผลการตรวจสอบและจัดระดับคุณภาพแล้ว รวมทั้งสิ้น 16.84 ล้านตัน มูลค่ารวม 145,080 ล้านบาท ทำให้รัฐบาลไม่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาข้าวไว้ในสต็อกเดือนละกว่า 1,000 ล้านบาท ส่งผลดีทำให้กำจัดอุปทานส่วนเกินที่เคยกดทับตลาดและราคาข้าวไทยได้หมดไป เชื่อว่าการส่งออกข้าวในปี 2562 นี้ประเมินว่าจะอยู่ประมาณ 10 ล้านตัน อย่างไรก็ดี จากการระบายข้าวหมดไปครั้งนี้จะสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดข้าวไทยให้กับผู้ส่งออกและเกษตรกรได้ในอนาคต

สำหรับผลจากการระบายสต๊อกออกไปจนหมด ทำให้ปี 2561 ไทยสามารถส่งออกข้าวได้ตามเป้าหมาย มีปริมาณรวม 11.13 ล้านตัน มูลค่ารวม 5,623 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบจากปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการส่งออกเพิ่มขึ้นส่งผลดีต่อราคาข้าวเปลือกในประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้นทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ส่วนเป้าหมายการส่งออกข้าวในปี 2562 ในเบื้องต้นคาดว่าจะมีปริมาณ 10 ล้านตัน การส่งออกอาจจะลดลงจากปี 2561 เล็กน้อย อย่างไรก็ดีจะผลักดันให้มีมูลค่าการส่งออกสูงขึ้น โดยจะสนับสนุนให้เกษตรกรเพาะปลูกข้าวคุณภาพดี และข้าวที่เป็นที่ต้องการของตลาด เพื่อการส่งออกให้มากขึ้น

เนื่องจากราคาข้าวไทยสูงกว่าประเทศคู่แข่ง เช่น อินเดีย และเวียดนาม รวมทั้งผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอาจจะมีผลกระทบ รวมไปถึงเศรษฐกิจโลก แต่ยังมีปัจจัยบวกที่คาดว่าจะทำให้การส่งออกข้าวเติบโต คือ ความต้องการบริโภคข้าวของโลกยังมีต่อเนื่อง ข้าวไทยยังได้รับความเชื่อมั่น ภัยธรรมชาติสถานการณ์และประเมินสถานการณ์ข้าวทั้งในและต่างประเทศ สำหรับการผลักดันการส่งออกข้าวในปี 2562 กรมฯ มีแผนขยายตลาดและประชาสัมพันธ์ข้าวไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งบุกตลาดประเทศผู้นำเข้าสำคัญในภูมิภาคเอเชีย เช่น ฮ่องกง สิงค์โปร์ จีน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และภูมิภาคอื่นๆ

รวมทั้งจะมีการจัดกิจกรรมที่สำคัญในประเทศ ได้แก่ งานประชุมข้าวนานาชาติ Thailand Rice Convention 2019 ซึ่งเป็นเวทีระดับสากลให้ผู้ที่อยู่ในแวดวงการค้าข้าวจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก ได้มาพบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเป็นโอกาสอันดีของประเทศไทยในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างผู้ส่งออกข้าวของไทยและผู้นำเข้าข้าวจากประเทศคู่ค้าสำคัญ นอกจากนี้ จะเร่งผลักดันและขยายโอกาสทางการตลาดให้กับผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากข้าวไทย ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ โดยมีกิจกรรมสำคัญในปี 2562

ส่วนการอำนวยความสะดวกในการส่งออกข้าว กรมฯ จะมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในการเชื่อมโยงการออกใบรับรองมาตรฐานสินค้าทุกชนิดแบบคู่ขนานภายในเดือน มกราคม 2562 ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการสามารถยื่นขอใบรับรองมาตรฐานสินค้าได้ทั้งที่กรมฯ และที่สภาหอฯ โดยสินค้าที่จะขอใบรับรองได้ ได้แก่ ข้าวโพด ถั่วเขียว ถั่วเขียวผิวดำ ข้าวฟ่าง ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ปลาป่น ข้าวหอมมะลิไทย ปุยนุ่น เป็นต้น ขณะเดียวกัน จะเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลและควบคุมคุณภาพมาตรฐานข้าวหอมมะลิไทยมากขึ้น

นายอดุลย์กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าการส่งมอบข้าวแบบ G to G กรมฯ อยู่ระหว่างส่งมอบข้าวงวดที่ 7 ปริมาณ 100,000 ตัน ให้ COFCO Corporation (COFCO) รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม 2562 และได้เสนอให้ COFCO พิจารณาเจรจาราคาขายข้าวในงวดที่ 8 ปริมาณ 100,000 ตัน ซึ่งหากเจรจาตกลงราคาได้จะถือเป็นข่าวดีอย่างยิ่งสำหรับชาวนาและตลาดข้าวไทย เนื่องจากมีคำสั่งซื้อปริมาณมากมารองรับผลผลิตข้าวที่ออกสู่ตลาด โดยผู้ส่งออกข้าวจะต้องไปรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาเพื่อส่งมอบภายใต้สัญญาดังกล่าว ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้ราคาข้าวเปลือกที่เกษตรกรได้รับมีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้นและส่งผลดีต่อการค้าข้าวไทยทั้งระบบ ทั้งนี้ กรมฯ จะเร่งเจรจาให้รัฐบาลจีนตกลงราคาและนำเข้าข้าวที่เหลือให้ครบปริมาณ 1 ล้านตันตามสัญญาแบบ G to G ให้แล้วเสร็จภายในปี 2562
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
10,01, 2019, 09:08:54
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 20,079


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #318 เมื่อ: 10,01, 2019, 09:08:54 »

https://www.prachachat.net/economy/news-275756

“หอการค้าไทย-สภาหอการค้าฯ-3 สมาคมสินค้าประมง” ขอบคุณรัฐบาลปลดล็อกใบเหลือง IUU Fishing 4 ปี

“หอการค้าไทย-สภาหอการค้าฯ-3 สมาคมสินค้าประมง” ขอบคุณชื่นชมรัฐบาลปลดล็อกใบเหลือง IUU Fishing 4 ปี ชี้เอกชนพร้อมเดินหน้าตาม 6 ข้อประมงยั่งยืนต่อไป

นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โดย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานคณะกรรมการสายงานธุรกิจสินค้าเกษตรและอาหาร กล่าวว่า ตามที่สหภาพยุโรป หรือ EU ประกาศให้ประเทศไทยได้ใบเหลืองในการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (Illegal Unreported and Unregulated Fishing : IUU Fishing) เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2558 ที่ผ่านมา ภายหลังจากรัฐบาลได้การดาเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง โดย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) รองนายกรัฐมนตรี (พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ) รองนายกรัฐมนตรี (พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ) รัฐมนตรีว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายกฤษฎา บุญราช) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน (พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว ) รัฐมนตรีวาการกระทรวงคมนาคม (นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (นายดอน ปรมัตถว์นัย) กองทัพเรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากผลงานของความมุ่งมั่นและการดำเนินงานอย่างจริงจังรัฐบาลไทยและหน่วยงานภาครัฐที่กล่าวมาน้ันส่งผลให้สภาพยุโรป (EU) ได้ปลดล็อกใบเหลืองประเทศไทยในการทาการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU Fishing)

ทั้งนี้ ภาคเอกชนไทย โดยหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมการค้าที่เกี่ยวข้องขอขอบคุณและชื่นชมรัฐบาลเป็นอย่างยิ่งในการดำเนินการแก้ไขปัญหา IUU Fishing มาตลอดระยะเวลา 4 ปี ซึ่งสะท้อนให้สังคมโลกเห็นว่าประเทศไทยเป็นผู้นำภูมิภาคในการแก้ไขปัญหา IUU Fishing อย่างแท้จริง รวมทั้งการดำเนินการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าว แรงงานเด็ก และการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน โดยในปี 2561 รายงานการค้ามนุษย์ของสหรัฐฯ TIPs Report ประเทศไทยอยู่ที่ระดับ Tier 2 ทั้งหมดนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนแปลงที่สำคัญกับประเทศไทยในการการพัฒนาธุรกิจเกษตรและอุตสาหกรรมประมงของไทยในอนาคต ตลอดจนการส่งเสริมการลงทุนของประเทศไทย และการเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่สินค้าประมงที่ส่งออกไปต่างประเทศต่อตลาดโลก และประเทศผู้นำเข้าให้เกิดการยอมรับอย่างยั่งยืน

“ในนามของหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมการค้า ประกอบด้วยสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป และสมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทย จะร่วมมือสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมทุกอย่างของรัฐบาลให้สอดคล้องกับข้อกำหนด กฎหมาย ทั้งของไทยและมาตรฐานสากลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพพัฒนาระบบสร้างความยั่งยืน และความเชื่อมั่นภาพลักษณ์สินค้าประมงไทยต่อนานาประเทศ และเดินหน้าสร้างความยั่งยืนประมงไทยตามนโยบายรัฐบาล 6 ด้าน คือ 1.ด้านกฎหมาย 2.ด้านการบริหารจัดการประมง 3.ด้านการบริหารจัดการกองเรือ 4.ด้านการติดตาม ควบคุม และเฝ้าระวัง (MCS) 5.ด้านการตรวจสอบย้อนกลับ และ 6.ด้านการบังคับใช้กฎหมายต่อไป”
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10,01, 2019, 09:12:12 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
10,01, 2019, 20:09:48
ชาวดง
พวกเราไม่ใช่คนดี 100%..............แต่เรื่องเดียวที่เราทำไม่เป็น..............คือ "เนรคุณในหลวง"
สมาชิกครอบครัว
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 755


« ตอบ #319 เมื่อ: 10,01, 2019, 20:09:48 »

 แว่นดำ แว่นดำ แว่นดำ

ทวีสุข ธรรมศักดิ์

Transform.....???

ตลอด 2-3 ปี ผมได้เดินทางทั่วโลก ทำวิเคราะห์ การเปลี่ยนแปลงของระบบอุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้น
ผมต้องขอบคุณโอกาสจาก การเป็นที่ปรึกษาที่ DTGO ที่ทำให้เริมเห็นภาพการเปลี่ยนแปลงของโลกในครั้งนี้ โดยที่เราไม่ทันสังเกต ทั้งๆที่เราอยู่กับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ตลอดเวลา

ผมได้มีโอกาสนั่งทานอาหารกับท่านอาจารย์ท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นกูรูทางเศรษฐกิจ เราคุยกันว่าโอกาสที่จะเกิดการทรุดตัวทางเศรษฐกิจมีโอกาสที่สูง

แต่ Disruption กลับเป็นสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่า
เพราะ...เวลาที่เกิดวงรอบของวิกฤติเศรษฐกิจ เมื่อได้รับมาตราการช่วยเหลือต่างๆ
เมื่อวิกฤติผ่านไป
- สำหรับเจ้าของกิจการ เราก็เริ่มกลับมาทำธุรกิจใหม่ บนพื้นฐานของกิจการเดิม อาจมีปรับไปบ้าง
แต่ก็เริ่มกันใหม่ ....บนพื้นฐานความรู้และประสบการณ์เดิมๆ
- พนักงาน..อาจตกงาน..ช่วงหนึ่งเมื่อผ่านไป ก็กลับมาหางาน ....บนพื้นฐานความรู้ ทักษะ และประสบการณ์..เดิม

แต่...การ....Disruption

- กิจการเดิม สินค้าเดิม เราอาจจะผลิตหรือค้าขาย...สิ่งที่ไม่มีการใช้ หรือ บริโภค อีกแล้ว
- องค์ความรู้เดิม ประสบการณ์ และทักษะ อาจไม่มีความจำเป็นอีกแล้วสำหรับอุตสาหกรรม...ในโลกอนาคตอีกเพียงแค่ 1-5 ปีจากนี้ด้วย

แน่นอนผลคือ
การล้มละลายของค้าปลีกขนาดใหญ่อย่างห้างเซียร์ที่มีมา 125 ปี
การล้มละลายของ ทรอย อาร์ อัส เพียงเพราะเด็กเปลี่ยนไปเล่นเกมบน Smart Phone

สิ่งที่เห็นเป็นเพียงการเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ครั้งนี้
หลังจากนี้ คุณจะเห็นการล้มละลายที่กระจายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว
และซ้อนอยู่ในวิกฤติทางเศรษฐกิจครั้งที่ใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ

ยกตัวอย่าง....การเปลี่ยนจากรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน...ไปสู่..รถยนต์ไฟฟ้า...และจบที่ รถยนต์ไร้คนขับ
โลกจะต้องเปลี่ยนบนช่วงเวลาตั้งแต่ ปี 2019-2030
(ข้อมูลมีในทุกบริษัทผลิตรถยนต์ ไม่ต้องเชื่อหรือไม่เชื่อ หัดไปหาอ่านกันบ้างนะ ไม่ใช้ อ่านมันทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องที่ต้องอ่าน เห็นก้มอ่านกันทั้งวัน แต่ปัญญากลับไม่เพิ่ม เท่ากับค่าอินเตอร์เนทที่เพิ่มขึ้น เวลาเห็นคอมเมนต์แล้วรำคาญ ให้ อัลกอลิทึมของ FB ประเมินระดับสติปัญญาได้นะ)

คำถาม
การใช้น้ำมัน...จะหายไป 40-60% ของการผลิต
อุตสาหกรรมน้ำมัน...จะวาง Exit Plan อย่างไร
อ๋อ..ปล่อยล้มละลายไปเพราะเอาหุ้นขายรายย่อยไปหมดแล้ว เหอะๆ เห็นช่วงนี้ให้นักวิเคราะห์มา บิว ให้ซื้อกันอยู่ บอกว่า...มั่นคง..มากกกกกกกกก...

Supply Chain ของอุปกรณ์การผลิตรถยนต์ทั่วโลก
เพราะมากว่า 60% ของ ชิ้นส่วนที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน จะไม่มีในสายการผลิตของรถยนต์ในโลกอนาคต
ผู้ผลิตชิ้นส่วน ...จะวาง Exit Plan อย่างไรเพราะต้องลงทุนสร้างสายการผลิตใหม่
ถ้าคุณไม่เปลี่ยนแปลง....การล้มทั้งยืน..จะเกิดขึ้นโดยที่คุณจะไม่มีโอกาสที่จะรู้ตัว

คนที่ซื้อรถน้ำมันไปใช้ เมื่อถึงจุดหนึ่ง สายการผลิตอุปกรณ์จะยุติการผลิต
คุณ...ต้องเปลี่ยนรถใหม่
คนกลายๆว่าจะรวย..ก็ผ่อนกันไป...ผ่อนทั้งชีวิต
และรถที่ไม่มีระบบการ connect กับ smart city ก็ไม่สามารถ..นำออกมาใช้ได้

การวางระบบ infra structure ของระบบเมืองใหม่เพื่อรองรับ เช่น
ระบบสื่อสาร ที่จะไปสู่ระดับ 7G การลงทุนวางระบบที่ไม่จบสิ้น
ระบบเมืองใหม่
ระบบการติดต่อสื่อสาร
คนขับแท็กซี่...จะขับอะไร
ระบบ logistic ที่ต้องออกแบบใหม่

อีกเยอะ...ขี้เกียจพิมพ์แหละ

ผู้นำสิงคโปร์ประกาศว่า ทำไม่ประเทศต้องเสียพื้นที่แพงๆมหาศาลเพื่อเป็นที่จอดรถด้วย
และ..ทำไมต้องซื้อรถแพงๆ เพื่อมาจอดบนพื้นที่ แพงๆด้วย
ประเทศจีน...รถ 100 คัน จะไปสู่ รถยนต์ไร้คนขับในอีก 10 ปี ข้างหน้า
ในนอร์เวย์ สวีเดน

อันนี้ยกตัวอย่างแค่เรื่องเดียวที่มีผลกระทบเป็นลุกโซ่ ขนาดใหญ่
เรื่องอื่นๆไว้วันหลังนะ

"คุณไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงอะไรก็ได้ แต่โลกจะเปลี่ยนคุณ และทอดทิ้งคุณไว้ข้างหลังอย่างเจ็บปวด"

รีบหาความรู้เพื่อรีบเปลี่ยนแปลง...ซะนะ

และ...อย่าคิดอะไรใหม่ๆ...บนฐานความคิดเดิม เพราะมันจะออกมาใหม่บนของเดิมๆ

ทวีสุข ธรรมศักดิ์

ปล.จะก็อปก็เอาไปให้หมดนะ เดี๋ยวกลายเป็นของ CEO กสิกรอีก
บันทึกการเข้า
10,01, 2019, 21:06:52
H1N1
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,222



« ตอบ #320 เมื่อ: 10,01, 2019, 21:06:52 »

แว่นดำ แว่นดำ แว่นดำ

ทวีสุข ธรรมศักดิ์

Transform.....???

ตลอด 2-3 ปี ผมได้เดินทางทั่วโลก ทำวิเคราะห์ การเปลี่ยนแปลงของระบบอุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้น
ผมต้องขอบคุณโอกาสจาก การเป็นที่ปรึกษาที่ DTGO ที่ทำให้เริมเห็นภาพการเปลี่ยนแปลงของโลกในครั้งนี้ โดยที่เราไม่ทันสังเกต ทั้งๆที่เราอยู่กับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ตลอดเวลา

ผมได้มีโอกาสนั่งทานอาหารกับท่านอาจารย์ท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นกูรูทางเศรษฐกิจ เราคุยกันว่าโอกาสที่จะเกิดการทรุดตัวทางเศรษฐกิจมีโอกาสที่สูง

แต่ Disruption กลับเป็นสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่า
เพราะ...เวลาที่เกิดวงรอบของวิกฤติเศรษฐกิจ เมื่อได้รับมาตราการช่วยเหลือต่างๆ
เมื่อวิกฤติผ่านไป
- สำหรับเจ้าของกิจการ เราก็เริ่มกลับมาทำธุรกิจใหม่ บนพื้นฐานของกิจการเดิม อาจมีปรับไปบ้าง
แต่ก็เริ่มกันใหม่ ....บนพื้นฐานความรู้และประสบการณ์เดิมๆ
- พนักงาน..อาจตกงาน..ช่วงหนึ่งเมื่อผ่านไป ก็กลับมาหางาน ....บนพื้นฐานความรู้ ทักษะ และประสบการณ์..เดิม

แต่...การ....Disruption

- กิจการเดิม สินค้าเดิม เราอาจจะผลิตหรือค้าขาย...สิ่งที่ไม่มีการใช้ หรือ บริโภค อีกแล้ว
- องค์ความรู้เดิม ประสบการณ์ และทักษะ อาจไม่มีความจำเป็นอีกแล้วสำหรับอุตสาหกรรม...ในโลกอนาคตอีกเพียงแค่ 1-5 ปีจากนี้ด้วย

แน่นอนผลคือ
การล้มละลายของค้าปลีกขนาดใหญ่อย่างห้างเซียร์ที่มีมา 125 ปี
การล้มละลายของ ทรอย อาร์ อัส เพียงเพราะเด็กเปลี่ยนไปเล่นเกมบน Smart Phone

สิ่งที่เห็นเป็นเพียงการเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ครั้งนี้
หลังจากนี้ คุณจะเห็นการล้มละลายที่กระจายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว
และซ้อนอยู่ในวิกฤติทางเศรษฐกิจครั้งที่ใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ

ยกตัวอย่าง....การเปลี่ยนจากรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน...ไปสู่..รถยนต์ไฟฟ้า...และจบที่ รถยนต์ไร้คนขับ
โลกจะต้องเปลี่ยนบนช่วงเวลาตั้งแต่ ปี 2019-2030
(ข้อมูลมีในทุกบริษัทผลิตรถยนต์ ไม่ต้องเชื่อหรือไม่เชื่อ หัดไปหาอ่านกันบ้างนะ ไม่ใช้ อ่านมันทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องที่ต้องอ่าน เห็นก้มอ่านกันทั้งวัน แต่ปัญญากลับไม่เพิ่ม เท่ากับค่าอินเตอร์เนทที่เพิ่มขึ้น เวลาเห็นคอมเมนต์แล้วรำคาญ ให้ อัลกอลิทึมของ FB ประเมินระดับสติปัญญาได้นะ)

คำถาม
การใช้น้ำมัน...จะหายไป 40-60% ของการผลิต
อุตสาหกรรมน้ำมัน...จะวาง Exit Plan อย่างไร
อ๋อ..ปล่อยล้มละลายไปเพราะเอาหุ้นขายรายย่อยไปหมดแล้ว เหอะๆ เห็นช่วงนี้ให้นักวิเคราะห์มา บิว ให้ซื้อกันอยู่ บอกว่า...มั่นคง..มากกกกกกกกก...

Supply Chain ของอุปกรณ์การผลิตรถยนต์ทั่วโลก
เพราะมากว่า 60% ของ ชิ้นส่วนที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน จะไม่มีในสายการผลิตของรถยนต์ในโลกอนาคต
ผู้ผลิตชิ้นส่วน ...จะวาง Exit Plan อย่างไรเพราะต้องลงทุนสร้างสายการผลิตใหม่
ถ้าคุณไม่เปลี่ยนแปลง....การล้มทั้งยืน..จะเกิดขึ้นโดยที่คุณจะไม่มีโอกาสที่จะรู้ตัว

คนที่ซื้อรถน้ำมันไปใช้ เมื่อถึงจุดหนึ่ง สายการผลิตอุปกรณ์จะยุติการผลิต
คุณ...ต้องเปลี่ยนรถใหม่
คนกลายๆว่าจะรวย..ก็ผ่อนกันไป...ผ่อนทั้งชีวิต
และรถที่ไม่มีระบบการ connect กับ smart city ก็ไม่สามารถ..นำออกมาใช้ได้

การวางระบบ infra structure ของระบบเมืองใหม่เพื่อรองรับ เช่น
ระบบสื่อสาร ที่จะไปสู่ระดับ 7G การลงทุนวางระบบที่ไม่จบสิ้น
ระบบเมืองใหม่
ระบบการติดต่อสื่อสาร
คนขับแท็กซี่...จะขับอะไร
ระบบ logistic ที่ต้องออกแบบใหม่

อีกเยอะ...ขี้เกียจพิมพ์แหละ

ผู้นำสิงคโปร์ประกาศว่า ทำไม่ประเทศต้องเสียพื้นที่แพงๆมหาศาลเพื่อเป็นที่จอดรถด้วย
และ..ทำไมต้องซื้อรถแพงๆ เพื่อมาจอดบนพื้นที่ แพงๆด้วย
ประเทศจีน...รถ 100 คัน จะไปสู่ รถยนต์ไร้คนขับในอีก 10 ปี ข้างหน้า
ในนอร์เวย์ สวีเดน

อันนี้ยกตัวอย่างแค่เรื่องเดียวที่มีผลกระทบเป็นลุกโซ่ ขนาดใหญ่
เรื่องอื่นๆไว้วันหลังนะ

"คุณไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงอะไรก็ได้ แต่โลกจะเปลี่ยนคุณ และทอดทิ้งคุณไว้ข้างหลังอย่างเจ็บปวด"

รีบหาความรู้เพื่อรีบเปลี่ยนแปลง...ซะนะ

และ...อย่าคิดอะไรใหม่ๆ...บนฐานความคิดเดิม เพราะมันจะออกมาใหม่บนของเดิมๆ

ทวีสุข ธรรมศักดิ์

ปล.จะก็อปก็เอาไปให้หมดนะ เดี๋ยวกลายเป็นของ CEO กสิกรอีก

ขอบคุณสำหรับข้อมูลดี ๆ ที่นำมา แบ่งปันครับ
บันทึกการเข้า
13,01, 2019, 09:49:53
H1N1
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,222



« ตอบ #321 เมื่อ: 13,01, 2019, 09:49:53 »


https://www.prachachat.net/economy/news-275756

“หอการค้าไทย-สภาหอการค้าฯ-3 สมาคมสินค้าประมง” ขอบคุณรัฐบาลปลดล็อกใบเหลือง IUU Fishing 4 ปี

“หอการค้าไทย-สภาหอการค้าฯ-3 สมาคมสินค้าประมง” ขอบคุณชื่นชมรัฐบาลปลดล็อกใบเหลือง IUU Fishing 4 ปี ชี้เอกชนพร้อมเดินหน้าตาม 6 ข้อประมงยั่งยืนต่อไป

นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โดย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานคณะกรรมการสายงานธุรกิจสินค้าเกษตรและอาหาร กล่าวว่า ตามที่สหภาพยุโรป หรือ EU ประกาศให้ประเทศไทยได้ใบเหลืองในการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (Illegal Unreported and Unregulated Fishing : IUU Fishing) เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2558 ที่ผ่านมา ภายหลังจากรัฐบาลได้การดาเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง โดย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) รองนายกรัฐมนตรี (พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ) รองนายกรัฐมนตรี (พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ) รัฐมนตรีว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายกฤษฎา บุญราช) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน (พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว ) รัฐมนตรีวาการกระทรวงคมนาคม (นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (นายดอน ปรมัตถว์นัย) กองทัพเรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากผลงานของความมุ่งมั่นและการดำเนินงานอย่างจริงจังรัฐบาลไทยและหน่วยงานภาครัฐที่กล่าวมาน้ันส่งผลให้สภาพยุโรป (EU) ได้ปลดล็อกใบเหลืองประเทศไทยในการทาการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU Fishing)

ทั้งนี้ ภาคเอกชนไทย โดยหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมการค้าที่เกี่ยวข้องขอขอบคุณและชื่นชมรัฐบาลเป็นอย่างยิ่งในการดำเนินการแก้ไขปัญหา IUU Fishing มาตลอดระยะเวลา 4 ปี ซึ่งสะท้อนให้สังคมโลกเห็นว่าประเทศไทยเป็นผู้นำภูมิภาคในการแก้ไขปัญหา IUU Fishing อย่างแท้จริง รวมทั้งการดำเนินการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าว แรงงานเด็ก และการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน โดยในปี 2561 รายงานการค้ามนุษย์ของสหรัฐฯ TIPs Report ประเทศไทยอยู่ที่ระดับ Tier 2 ทั้งหมดนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนแปลงที่สำคัญกับประเทศไทยในการการพัฒนาธุรกิจเกษตรและอุตสาหกรรมประมงของไทยในอนาคต ตลอดจนการส่งเสริมการลงทุนของประเทศไทย และการเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่สินค้าประมงที่ส่งออกไปต่างประเทศต่อตลาดโลก และประเทศผู้นำเข้าให้เกิดการยอมรับอย่างยั่งยืน

“ในนามของหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมการค้า ประกอบด้วยสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป และสมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทย จะร่วมมือสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมทุกอย่างของรัฐบาลให้สอดคล้องกับข้อกำหนด กฎหมาย ทั้งของไทยและมาตรฐานสากลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพพัฒนาระบบสร้างความยั่งยืน และความเชื่อมั่นภาพลักษณ์สินค้าประมงไทยต่อนานาประเทศ และเดินหน้าสร้างความยั่งยืนประมงไทยตามนโยบายรัฐบาล 6 ด้าน คือ 1.ด้านกฎหมาย 2.ด้านการบริหารจัดการประมง 3.ด้านการบริหารจัดการกองเรือ 4.ด้านการติดตาม ควบคุม และเฝ้าระวัง (MCS) 5.ด้านการตรวจสอบย้อนกลับ และ 6.ด้านการบังคับใช้กฎหมายต่อไป”
https://www.prachachat.net/economy/news-275351

รัฐบาลปิดจ๊อบระบายข้าวค้างสต๊อก16.84ล้านตัน มูลค่า1.45แสนล้าน

กรมค้าต่างประเทศ ปลื้มปิดจ๊อบระบายข้าวค้างสต๊อกสำเร็จ ปริมาณ 16.84 ล้านตัน มูลค่า 1.45 แสนล้านบาท ลดภาระรัฐได้เดือนละ 1 พันล้านเกลี้ยง ขณะที่การส่งออกข้าวไทยปี 61 ทะลุ 11.13 ล้านตัน ส่วนปี 62 มองเบื้องต้นก่อน 10 ล้านตัน พร้อมอีดกิจกรรมดันส่งออกเต็มที่

 

นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า การระบายข้าวภายใต้รัฐบาลชุดปัจจุบัน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2557 – ธันวาคม 2561 กรมฯ ในฐานะประธานคณะทำงานดำเนินการระบายข้าวในสต็อกของรัฐและเลขานุการคณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว ได้ระบายข้าวในสต็อกของรัฐที่ผ่านการตรวจนับปริมาณและมีผลการตรวจสอบและจัดระดับคุณภาพแล้ว รวมทั้งสิ้น 16.84 ล้านตัน มูลค่ารวม 145,080 ล้านบาท ทำให้รัฐบาลไม่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาข้าวไว้ในสต็อกเดือนละกว่า 1,000 ล้านบาท ส่งผลดีทำให้กำจัดอุปทานส่วนเกินที่เคยกดทับตลาดและราคาข้าวไทยได้หมดไป เชื่อว่าการส่งออกข้าวในปี 2562 นี้ประเมินว่าจะอยู่ประมาณ 10 ล้านตัน อย่างไรก็ดี จากการระบายข้าวหมดไปครั้งนี้จะสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดข้าวไทยให้กับผู้ส่งออกและเกษตรกรได้ในอนาคต

สำหรับผลจากการระบายสต๊อกออกไปจนหมด ทำให้ปี 2561 ไทยสามารถส่งออกข้าวได้ตามเป้าหมาย มีปริมาณรวม 11.13 ล้านตัน มูลค่ารวม 5,623 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบจากปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการส่งออกเพิ่มขึ้นส่งผลดีต่อราคาข้าวเปลือกในประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้นทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ส่วนเป้าหมายการส่งออกข้าวในปี 2562 ในเบื้องต้นคาดว่าจะมีปริมาณ 10 ล้านตัน การส่งออกอาจจะลดลงจากปี 2561 เล็กน้อย อย่างไรก็ดีจะผลักดันให้มีมูลค่าการส่งออกสูงขึ้น โดยจะสนับสนุนให้เกษตรกรเพาะปลูกข้าวคุณภาพดี และข้าวที่เป็นที่ต้องการของตลาด เพื่อการส่งออกให้มากขึ้น

เนื่องจากราคาข้าวไทยสูงกว่าประเทศคู่แข่ง เช่น อินเดีย และเวียดนาม รวมทั้งผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอาจจะมีผลกระทบ รวมไปถึงเศรษฐกิจโลก แต่ยังมีปัจจัยบวกที่คาดว่าจะทำให้การส่งออกข้าวเติบโต คือ ความต้องการบริโภคข้าวของโลกยังมีต่อเนื่อง ข้าวไทยยังได้รับความเชื่อมั่น ภัยธรรมชาติสถานการณ์และประเมินสถานการณ์ข้าวทั้งในและต่างประเทศ สำหรับการผลักดันการส่งออกข้าวในปี 2562 กรมฯ มีแผนขยายตลาดและประชาสัมพันธ์ข้าวไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งบุกตลาดประเทศผู้นำเข้าสำคัญในภูมิภาคเอเชีย เช่น ฮ่องกง สิงค์โปร์ จีน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และภูมิภาคอื่นๆ

รวมทั้งจะมีการจัดกิจกรรมที่สำคัญในประเทศ ได้แก่ งานประชุมข้าวนานาชาติ Thailand Rice Convention 2019 ซึ่งเป็นเวทีระดับสากลให้ผู้ที่อยู่ในแวดวงการค้าข้าวจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก ได้มาพบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเป็นโอกาสอันดีของประเทศไทยในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างผู้ส่งออกข้าวของไทยและผู้นำเข้าข้าวจากประเทศคู่ค้าสำคัญ นอกจากนี้ จะเร่งผลักดันและขยายโอกาสทางการตลาดให้กับผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากข้าวไทย ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ โดยมีกิจกรรมสำคัญในปี 2562

ส่วนการอำนวยความสะดวกในการส่งออกข้าว กรมฯ จะมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในการเชื่อมโยงการออกใบรับรองมาตรฐานสินค้าทุกชนิดแบบคู่ขนานภายในเดือน มกราคม 2562 ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการสามารถยื่นขอใบรับรองมาตรฐานสินค้าได้ทั้งที่กรมฯ และที่สภาหอฯ โดยสินค้าที่จะขอใบรับรองได้ ได้แก่ ข้าวโพด ถั่วเขียว ถั่วเขียวผิวดำ ข้าวฟ่าง ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ปลาป่น ข้าวหอมมะลิไทย ปุยนุ่น เป็นต้น ขณะเดียวกัน จะเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลและควบคุมคุณภาพมาตรฐานข้าวหอมมะลิไทยมากขึ้น

นายอดุลย์กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าการส่งมอบข้าวแบบ G to G กรมฯ อยู่ระหว่างส่งมอบข้าวงวดที่ 7 ปริมาณ 100,000 ตัน ให้ COFCO Corporation (COFCO) รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม 2562 และได้เสนอให้ COFCO พิจารณาเจรจาราคาขายข้าวในงวดที่ 8 ปริมาณ 100,000 ตัน ซึ่งหากเจรจาตกลงราคาได้จะถือเป็นข่าวดีอย่างยิ่งสำหรับชาวนาและตลาดข้าวไทย เนื่องจากมีคำสั่งซื้อปริมาณมากมารองรับผลผลิตข้าวที่ออกสู่ตลาด โดยผู้ส่งออกข้าวจะต้องไปรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาเพื่อส่งมอบภายใต้สัญญาดังกล่าว ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้ราคาข้าวเปลือกที่เกษตรกรได้รับมีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้นและส่งผลดีต่อการค้าข้าวไทยทั้งระบบ ทั้งนี้ กรมฯ จะเร่งเจรจาให้รัฐบาลจีนตกลงราคาและนำเข้าข้าวที่เหลือให้ครบปริมาณ 1 ล้านตันตามสัญญาแบบ G to G ให้แล้วเสร็จภายในปี 2562

ขอบคุณสำหรับข้อมูลดี ๆ ที่นำมา แบ่งปันครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15,01, 2019, 19:09:11 โดย H1N1 » บันทึกการเข้า
23,01, 2019, 14:35:04
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 20,079


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #322 เมื่อ: 23,01, 2019, 14:35:04 »

https://www.prachachat.net/economy/news-281387


เอกชน-นักวิชาการ ขานรับกฤษฎีกาเลือกตั้งของรัฐบาล ชี้เป็นปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยโตในกรอบ 4-4.5% ขณะที่ช่วงกิจกรรมหาเสียงคาดมีเงินสะพัดถึง 5 หมื่นล้านบาท มีผลต่อจีดีพีได้ 0.3%

นายสนั่น อังอุบลกุล รองประธานกรรมการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า นับเป็นสัญญาณที่ดีที่พระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปี 2562 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา อย่างเป็นทางการ ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาคเอกชน นักลงทุนทั้งภายในประเทศและต่างประเทศก่อให้เกิดความเชื่อมั่นมากขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนขนาดใหญ่ที่จะทำให้โครงการมีการเดินหน้าอย่างมั่นใจ นอกจากนี้ยังจะส่งผลเอกชนมองเห็นนโยบายทางเศรษฐกิจของพรรคการเมือง ได้ชัดเจนมากขึ้น ซึ่งจะเป็นผลบวกและปัจจัยเอื้อประโยชน์ให้กับประเทศในอนาคตฝนการตัดสินใจลงทุน การทำธุรกิจได้

นอกจากนี้ ยังส่งผลให้ข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศของไทยมีความชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศคู่ค้าที่สำคัญๆ อาจจะส่งสัญญาณด้านการเจรจาการค้ามากขึ้น อย่างไรก็ดี สิ่งที่ภาคเอกชน ผู้ประกอบการคาดหวังสำหรับการเลือกตั้งและรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาพัฒนาประเทศ สิ่งที่ต้องการคือเข้ามาดูแลและลดข้อจำกัดที่ส่งผลกระทบต่อการทำธุรกิจ และแก้ไขข้อกฎหมายที่ไม่เอื้อต่อการค้า การทำธุรกิจให้สะดวกมากขึ้น เพราะคู่แข่งหรือประเทศใกล้เคียงได้ลดข้อจำกัดเหล่านี้ และทำให้ประเทศเป็นที่สนใจต่อการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยควรจะใช้โอกาสนี้สร้างความเชื่อมั่นและความมั่นใจให้กับนักลงทุนได้ในอนาคต

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ภายหลังการประกาศพระราชกฤษฎีกาฯ เชื่อว่าจะทำให้ต่างชาติเกิดความมั่นใจว่าประเทศไทยได้เดินหน้าตามโรดแมปที่กำหนดไว้ ซึ่งจะทำให้นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศเชื่อมั่น ต่อการลงทุน และส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ให้กับตลาดทุน และการลงทุนในประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)

อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้คาดว่ากระบวนการกำหนดวันเลือกตั้ง ภายใน 150 วันนับจากนี้ หรืออีกประมาณ 3-5 เดือนข้างหน้า จะมีกรอบระยะเวลาในการเลือกตั้งที่ชัดเจน ซึ่งนั้นจะมีผลต่อกรอบระยะเวลาการหาเสียงและนโยบายของพรรคการเมือง ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวจะส่งผลต่อบรรยากาศเศรษฐกิจในประเทศเกิดความคึกคัก เกิดกิจกรรมทางการเมือง โดยจะทำให้มีเม็ดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจจากกิจกรรมหาเสียง คาดว่าประมาณ 30,000-50,000 ล้านบาท และจะส่งผลกระตุ้น จีดีพี ของประเทศขยายตัวได้ประมาณ 0.3%

“จะช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยลดความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลก เมื่อมีนโยบายที่ชัดเจนทั้งไทยและต่างประเทศจะมีความมั่นใจที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย และเมื่อได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เชื่อว่าจะทำให้เศรษฐกิจมีเสถียรภาพมากขึ้น ดังนั้นมหาลัยหอการค้าไทย คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยปี 2562 จะขยายตัวในกรอบ 4-4.5% ภายใต้สมมุติฐายคือ ไม่ได้ปัจจัยเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลก”

อย่างไรก็ดี ความเป็นไปได้ว่าโอกาสการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยน่าจะขยายตัว 4.2% ทั้งนี้ การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญ เพราะทุกพรรคการเมืองต้องการฐานคะแนนเสียงเพราะจะมีผลต่อการกำหนดทิศทางการเมืองในอนาคต ซึ่งสิ่งที่พรรคการเมืองจะนำเสนอคาดว่าจะมี 2 เรื่อง คือ นโยบายที่จับต้องได้ ไม่เป็นประชานิยม และเป็นประโยชน์ต่อประเทศ ขณะที่ จากการหาเสียงของแต่ละพรรคตามพื้นที่ต่างๆจะทำให้รับทราบถึงปัญหาและสามารถแก้ไขได้ตรงจุดมากขึ้น
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23,01, 2019, 14:36:36 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
23,01, 2019, 15:16:29
beamsound รักในหลวง
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,442



« ตอบ #323 เมื่อ: 23,01, 2019, 15:16:29 »

ที่แน่ๆหมูขึ้นราคา แถมไข่ก็ขึ้นด้วย ใครรวยไม่กล้าพูด อาย
บันทึกการเข้า
26,01, 2019, 22:46:34
H1N1
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,222



« ตอบ #324 เมื่อ: 26,01, 2019, 22:46:34 »


ทอท.ตรวจสอบแล้ว! ไม่พบราคาอาหารแพงในสนามบินสุวรรณภูมิ
http://www.nationtv.tv/main/content/378684967/
บันทึกการเข้า
28,01, 2019, 14:22:16
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 20,079


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #325 เมื่อ: 28,01, 2019, 14:22:16 »

https://www.sanook.com/auto/68437/?utm_medium=Social&utm_source=Facebook#Echobox=1548659735
J.D. Power เผย 3 อันดับรถยนต์ที่ลูกค้าชาวไทยพึงพอใจมากที่สุดปี 2561

 เจ.ดี.พาวเวอร์ เผยผลสำรวจ J.D. Power 2018 Thailand Automotive Performance, Execution and Layout (APEAL) Study โดยระบุว่า เครื่องเสียง, ระบบความบันเทิง และระบบนำทาง เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เจ้าของรถยนต์รู้สึกน่าดึงดูดใจ เนื่องจากเจ้าของรถมีการเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือเพื่อฟังเพลง หรือใช้แอปพลิเคชั่นนำทางกับระบบเครื่องเสียงรถยนต์

     อย่างไรก็ดี ยังมีคุณลักษณะบางอย่างที่เกี่ยวกับเครื่องเสียง, ระบบความบันเทิง และระบบนำทาง ที่ต้องปรับปรุงมากที่สุด ได้แก่ จอแสดงผลเครื่องเสียงและระบบนำทาง, ความง่ายในการเชื่อมต่อ, คุณภาพเสียงของการโทร และสัมผัสของปุ่มควบคุมเครื่องเสียง

ทั้งนี้ การศึกษาวิจัยดังกล่าวรวบรวมคำตอบจากเจ้าของรถยนต์ในประเทศไทยเกี่ยวกับความพึงพอใจต่อสมรรถนะและการออกแบบในช่วง 2-6 เดือนแรกของการเป็นเจ้าของ จำนวน 5,106 ราย ที่ซื้อรถใหม่ระหว่างเดือนกันยายน 2560 - กันยายน 2561 ซึ่งเป็นเจ้าของรถยนต์นั่งส่วนบุคคล, รถกระบะ และรถยนต์อเนกประสงค์ จำนวน 74 รุ่น จากทั้งหมด 13 ยี่ห้อ

     การสำรวจดังกล่าวครอบคลุมองค์ประกอบของรถยนต์ 10 หมวดหมู่ ได้แก่ ภายนอกรถยนต์, ภายในห้องโดยสาร, พื้นที่เก็บสัมภาระและพื้นที่ว่าง, เครื่องเสียง/ระบบสื่อสาร/ระบบความบันเทิง/ระบบนำทาง, เบาะที่นั่ง, ระบบทำความร้อน, ระบบระบายอากาศ และระบบแอร์, สมรรถนะในการขับขี่, เครื่องยนต์ระบบเกียร์, ทัศนวิสัย และความปลอดภัยในการขับขี่ และการประหยัดเชื้อเพลิง

3 อันดับแรกของรถแต่ละประเภทที่ลูกค้าพึงพอใจมากที่สุด (คะแนนเต็ม 1,000 คะแนน)

รถยนต์ขนาดเล็ก (Compact Car)

Mitsubishi Mirage - 849
Nissan Note - 842
Toyota Yaris - 838
รถยนต์ขนาดกลางระดับต้น (Entry Midsize Car)

Honda Jazz - 846
Honda City - 840
Toyota Vios - 838
รถยนต์ขนาดกลาง (Midsize Car)

Mazda3 - 853
Toyota Corolla Altis - 851
Honda Civic - 847
รถยนต์อเนกประสงค์สมรรถสูงขนาดใหญ่ (Large SUV)

Toyota Fortuner - 865
Ford Everest - 863
Mitsubishi Pajero Sport - 860
รถกระบะตอนขยาย (Pickup Extended Cab)

Chevrolet Colorado X-Cab - 850
Toyota Hilux Revo Prerunner Smart Cab - 850
Isuzu D-Max Space Cab/V-Cross - 848
รถกระบะ 4 ประตู (Pickup Double Cab)

Ford Ranger Hi-Rider D-Cab - 859
Isuzu D-Max Hi-Lander D-Cab - 857
Toyota Hilux Revo D-Cab - 857
 
ขอขอบคุณ
ข้อมูล เอ๋อ.D. Power
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28,01, 2019, 14:24:05 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
30,01, 2019, 21:15:03
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 20,079


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #326 เมื่อ: 30,01, 2019, 21:15:03 »

https://www.prachachat.net/property/news-283416


กทม.ทุ่มกว่า 1.7 หมื่นล้านตัดถนนสายใหม่ 6 เลน จากสุขสวัสดิ์-เพชรเกษม-วงแหวนด้านใต้ ระยะทาง 20 กม. เติมเต็มโครงข่ายถนนสายหลักเชื่อมกรุงเทพฯแนวเหนือ-ใต้ เปิดการพัฒนาพื้นที่ปิดล้อม ทะลวงรถติดย่านฝั่งธนบุรี เผยมีที่ดินแจ็กพอต 450 ไร่ สิ่งปลูกสร้าง 1,431 หลัง ตั้งค่าชดเชย 9.2 พันล้าน เตรียมของบประมาณปี’63 ตะลุยเวนคืน ปีหน้าเปิดใช้ถนน 4 เลนโฉมใหม่ศาลาธรรมสพน์ ทางยกระดับและถนนเชื่อมต่อกาญจนาภิเษก-พุทธมณฑลสาย 2

แหล่งข่าวจากศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กทม.มีแผนจะก่อสร้างถนนตามแนวผังเมือง ค3 เชื่อมถนนสุขสวัสดิ์-พระรามที่ 2-ถนนสามแยกตากสิน-ถนนเพชรเกษม-ถนนวงแหวนรอบนอกด้านใต้ ซึ่งปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อเป็นถนนตามแนวผังเมือง สาย ฉ1 ตามแผนผังแสดงโครงการคมนาคมและขนส่งท้ายกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครปี 2556

เติมเต็มโครงข่ายสายหลัก

เพื่อเชื่อมต่อโครงข่ายถนนสายหลักในแนวเหนือ-ใต้ จากถนนเพชรเกษมถึงโครงข่ายถนนวงแหวนอุตสาหกรรมและพัฒนาพื้นที่ปิดล้อมบริเวณถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน ถนนสุขสวัสดิ์ ถนนกาญจนาภิเษกด้านใต้ ด้านตะวันตก และถนนเพชรเกษม รวมถึงบรรเทาปัญหาการจราจรที่หนาแน่นบนถนนสุขสวัสดิ์ แยกดาวคะนองและแยกมไหสวรรย์ ช่วยในการพัฒนาโครงข่ายการคมนาคมขนส่งบริเวณพื้นที่ฝั่งธนบุรี เพิ่มเส้นทางเลือกในการเดินทาง อำนวยความสะดวก ยกระดับคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ให้กับประชาชนในพื้นที่และประชาชนทั่วไป

แหล่งข่าวกล่าวว่า สำหรับแนวเส้นทางแบ่งเป็น 2 ช่วง ในช่วงแรกเป็นถนนจากเหนือลงใต้ มีจุดเริ่มต้นจากจุดเชื่อมต่อระหว่างจากถนนเพชรเกษมกับถนนพุทธมณฑลสาย 1 จากนั้นแนวเส้นทางจะตัดลงใต้ผ่านถนนเทอดไท ถนนกัลปพฤกษ์ ถนนเอกชัย ถนนพระราม 2 ถนนพุทธบูชา ถนนประชาอุทิศ ไปบรรจบกับจุดตัดระหว่างถนนสุขสวัสดิ์กับถนนวงแหวนอุตสาหกรรม ระยะทางประมาณ 13.5-16 กม. ส่วนช่วงที่ 2 จะเชื่อมกับโครงการในช่วงแรกและแนวถนนสาย ง21 หรือสาย ค3 เดิม แล้วไปสิ้นสุดโครงการบริเวณเชื่อมกับถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพฯด้านใต้ ระยะทางประมาณ 4 กม. รวมระยะทางทั้งหมดประมาณ 20 กม.

ลงทุน 1.7 หมื่นล้าน

รูปแบบก่อสร้างเป็นถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก ขนาด 4-6 ช่องจราจร และก่อสร้างทางยกระดับ ขนาด 4 ช่องจราจร บริเวณเกาะกลางถนน พร้อมระบบระบายน้ำ ระบบไฟฟ้าแสงสว่าง งานจราจรแบ่งเป็น 7 ตอนได้แก่ 1.จากถนนเพชรเกษม ถึงถนนกัลปพฤกษ์ 2.จากถนนกัลปพฤกษ์ ถึงถนนเอกชัย 3.จากถนนเอกชัย ถึงถนนพระราม 2 4.จากถนนพระราม 2 ถึงถนนพุทธบูชา 5.จากถนนพุทธบูชา ถึงถนนประชาอุทิศ 6.จากถนนประชาอุทิศ ถึงถนนสุขสวัสดิ์ และ 7.ถนนสาย ง21 จากถนนสาย ฉ1 ถึงถนนกาญจนาภิเษกด้านใต้

“จากการสำรวจและออกแบบเบื้องต้นใช้งบประมาณก่อสร้างโครงการ 17,200 ล้านบาท เป็นค่าเวนคืน 9,200 ล้านบาท ค่าก่อสร้าง 8,000 ล้านบาท เมื่อกลางปี 2561 คณะรัฐมนตรีอนุมัติร่าง พ.ร.ฎ.กำหนดพื้นที่เวนคืนที่ดินแล้ว รอประกาศในราชกิจจานุเบกษา จากนั้น กทม.จะเข้าสำรวจพื้นที่เพื่อตรวจสอบยอดเวนคืนที่ดิน โดยจะขอจัดสรรงบประมาณในปี 2563 เวนคืนที่ดินต่อไป”

เวนคืน 450 ไร่กว่า 1.4 พันหลัง

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ทั้งนี้จากการดำเนินการตรวจสอบทรัพย์สินที่อยู่ในแนวเขตเวนคืนก่อนหน้านี้ ปรากฏว่า มีที่ดินถูกเวนคืนประมาณ 1,887 แปลง คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 450 ไร่ และโรงเรือนหรือสิ่งที่ปลูกสร้างอีกประมาณ 1,431 รายการ โดยกำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในพื้นที่ กทม. ท้องที่แขวงบางด้วน แขวงบางหว้า แขวงบางจาก แขวงคูหาสวรรค์ แขวงปากคลองภาษีเจริญ เขตภาษีเจริญ แขวงบางขุนเทียน แขวงบางค้อ แขวงจอมทอง แขวงบางมด เขตจอมทอง แขวงแสมดำ แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน แขวงบางปะกอก แขวงราษฎร์บูรณะ เขตราษฎร์บูรณะ แขวงทุ่งครุ แขวงบางมด และเขตทุ่งครุ

อนึ่งโครงการนี้ถูกกำหนดขึ้นโดยกรมโยธาธิการและผังเมือง โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อชี้นำแนวทางในการพัฒนาเมืองให้เติบโตอย่างมีระเบียบ ซึ่งต่อมาได้ถ่ายโอนภารกิจความรับผิดชอบให้กับกทม.เป็นผู้ดำเนินการต่อ โดยในปี 2547 คณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) มีมติมอบหมายให้ กทม.เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการสำรวจออกแบบการก่อสร้างโครงการ

กทม.เร่งเพิ่มโครงข่ายฝั่งธนฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ปัจจุบัน กทม.อยู่ระหว่างก่อสร้างและปรับปรุงโครงข่ายถนนพื้นที่ฝั่งตะวันตกอยู่หลายโครงการ อาทิ โครงการต่อเชื่อมถนนกาญจนาภิเษก-ถนนพุทธมณฑลสาย 2 เริ่มงานวันที่ 25 ก.ย. 2561 สิ้นสุดวันที่ 13 ก.ย. 2563 มีทางยกระดับ ทางแยกต่างระดับและก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก 6 ช่องจราจร ระยะทาง1.5 กม. ยังมีโครงการปรับปรุงถนนศาลา

ธรรมสพน์ จากถนนพุทธมณฑลสาย 2 ถึงถนนทวีวัฒนา เป็นถนน 4 ช่องจราจร ระยะทาง 6.1 กม. มีจุดเชื่อมต่อกับถนนพุทธมณฑลสาย 2 ถนนพุทธมณฑลสาย 3 และถนนทวีวัฒนา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของถนนเดิม รองรับและกระจายปริมาณการจราจรสู่พื้นที่ชานเมืองฝั่งตะวันตกและเป็นเส้นทางลัดเชื่อม กทม. จ.นนทบุรี และ จ.นครปฐม แบ่งเบาจราจรถนนบรมราชชนนี เริ่มงานวันที่ 28 ก.ย. 2561 สิ้นสุดวันที่ 20 มี.ค. 2563
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
02,02, 2019, 10:39:07
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 20,079


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #327 เมื่อ: 02,02, 2019, 10:39:07 »

https://www.prachachat.net/finance/news-284564

สบน.เผยหนี้สาธารณะ ธ.ค.61 อยู่ที่ 41.80% ของ GDP
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
02,02, 2019, 10:40:46
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 20,079


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #328 เมื่อ: 02,02, 2019, 10:40:46 »

https://www.prachachat.net/finance/news-284564

สบน.เผยหนี้สาธารณะ ธ.ค.61 อยู่ที่ 41.80% ของ GDP

นายธีรัชย์ อัตนวานิช ที่ปรึกษาด้านตลาดตราสารหนี้ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า รายงานสถานะหนี้สาธารณะคงค้าง ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2561 มีจำนวน 6,833,645.93 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 41.80 ของ GDP โดยแบ่งเป็นหนี้รัฐบาล 5,551,356.52 ล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจ 937,778.13 ล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงิน (รัฐบาลค้ำประกัน) 336,643.42 ล้านบาท และหนี้หน่วยงานของรัฐ 7,867.86 ล้านบาท โดยมีรายละเอียด ดังนี้

หนี้รัฐบาลจำนวน 5,551,356.52 ล้านบาท มีรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญดังนี้ เงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณและการบริหารหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นสุทธิ 22,600 ล้านบาท ทั้งนี้ เป็นไปตามแผนการกู้เงินที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2562 และแผนการบริหารหนี้สาธารณะประจำปีงบประมาณ 2562 ซึ่งเป็นการกู้เงินเพื่อพัฒนาประเทศ สร้างความเข้มแข็งและความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจ รวมถึงการออกพันธบัตรออมทรัพย์เพื่อเป็นการส่งเสริมการออมที่มั่นคงของประชาชนเป็นสำคัญ

นายธีรัชย์กล่าวต่อว่า สำหรับการกู้เพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ถึงกำหนดการเบิกจ่ายตามแผนงานและความก้าวหน้าของโครงการจากแหล่งเงินกู้ในประเทศเพิ่มขึ้นสุทธิ 4,119.13 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นการกู้เงินเพื่อให้กู้ต่อแก่ (1) การรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งเบิกจ่ายเงินกู้จำนวน 1,797.64 ล้านบาท เพื่อจัดทำโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงชุมทางถนนจิระ – ขอนแก่น จำนวน 1,227.92 ล้านบาท โครงการก่อสร้างทางคู่ ช่วงมาบกะเบา – ชุมทางถนนจิระ จำนวน 198.58 ล้านบาท โครงการก่อสร้างทางคู่ ช่วงนครปฐม – ชุมพร จำนวน 174.48 ล้านบาท โครงการก่อสร้างทางคู่ในเส้นทางรถไฟสายชายฝั่งทะเลตะวันออก ช่วงฉะเชิงเทรา – คลองสิบเก้า – แก่งคอย จำนวน 121.17 ล้านบาท โครงการก่อสร้างทางคู่ ช่วงลพบุรี – ปากน้ำโพ จำนวน 38.27 ล้านบาท และโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ – รังสิต จำนวน 37.22 ล้านบาทและ (2) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ซึ่งเบิกจ่ายเงินกู้จำนวน 2,321.49 ล้านบาท เพื่อจัดทำโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย – มีนบุรี จำนวน 1,335.82 ล้านบาท สายสีเขียวช่วงหมอชิต – สะพานใหม่ – คูคต จำนวน 671.87 ล้านบาท และสายสีน้ำเงิน จำนวน 313.80 ล้านบาท ทั้งนี้ เมื่อโครงการต่างๆ แล้วเสร็จคาดการณ์ว่าจะสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคมโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือโครงการลงทุนของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยและการรถไฟแห่งประเทศไทยเมื่อแล้วเสร็จจะมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจประมาณร้อยละ 15.13 และร้อยละ 15.72 ของมูลค่าการลงทุนของโครงการตามลำดับเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการขนส่งทางรถไฟ ลดระยะเวลาการเดินทาง กระจายความเจริญสู่ภูมิภาค และลดมลพิษทางสิ่งแวดล้อม

ขณะที่หนี้ที่รัฐบาลกู้เพื่อชดใช้ความเสียหายให้แก่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินลดลงจากเดือนก่อนหน้า จำนวน 1,000 ล้านบาท หนี้ต่างประเทศลดลงสุทธิ 309.89 ล้านบาทโดยการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเกิดจากการชำระคืนหนี้สกุลเงินเหรียญสหรัฐและสกุลเงินเยนเป็นสำคัญ รวมถึงหนี้รัฐวิสาหกิจ จำนวน 937,778.13 ล้านบาท โดยการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเกิดจากหนี้ที่รัฐบาลค้ำประกัน เพิ่มขึ้นสุทธิ 204.36 ล้านบาท โดยรายการที่สำคัญเกิดจากการเบิกจ่ายเงินกู้ของการรถไฟแห่งประเทศไทย

นอกจากนี้หนี้ที่รัฐบาลไม่ค้ำประกัน เพิ่มขึ้นสุทธิ 1,491.19 ล้านบาท โดยรายการที่สำคัญเกิดจากหนี้ที่เพิ่มขึ้นของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ส่วนหนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงิน (รัฐบาลค้ำประกัน) จำนวน 336,643.42 ล้านบาท ลดลงสุทธิ 1,614.93 ล้านบาท โดยรายการที่สำคัญเกิดจากหนี้ที่ลดลงของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

ทั้งนี้หนี้หน่วยงานของรัฐจำนวน 7,867.86 ล้านบาท ลดลงสุทธิ 597.56 ล้านบาท โดยการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเกิดจากการชำระคืนหนี้เงินกู้ของสำนักงานกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย จำนวน 500 ล้านบาท
หนี้สาธารณะคงค้าง ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2561 จำนวน 6,833,645.93 ล้านบาท แบ่งออกเป็นหนี้ในประเทศ 6,578,857.80 ล้านบาท หรือร้อยละ 96.27 และหนี้ต่างประเทศ 254,788.13 ล้านบาท (ประมาณ 7,778.38ล้านเหรียญสหรัฐ) หรือร้อยละ 3.73 ของหนี้สาธารณะคงค้างทั้งหมด และหนี้สาธารณะคงค้างแบ่งตามอายุคงเหลือ สามารถแบ่งออกเป็นหนี้ระยะยาว 5,970,360.85 ล้านบาท หรือร้อยละ 87.37และหนี้ระยะสั้น 863,285.08 ล้านบาท หรือร้อยละ 12.63 ของหนี้สาธารณะคงค้างทั้งหมด
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
10,02, 2019, 18:45:07
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 20,079


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #329 เมื่อ: 10,02, 2019, 18:45:07 »

https://www.sanook.com/news/7675042/?utm_medium=Social&utm_source=Facebook#Echobox=1549798799
บุหรี่เถื่อนส่อทะลักเข้าไทย หลังปรับภาษีใหม่ เป็นซองละ 90 บาท

ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม เป็นต้นไป บุหรี่ในประเทศจะปรับราคาขึ้นจากซองละ 60 บาท เป็น 90 บาท ตามเงื่อนไขพระราชบัญญัติสรรพสามิตฉบับใหม่ โดยไม่มีการเลื่อน หรือ ทบทวน ท่ามกลางแรงกดดันจากเกษตรกร ใบยาสูบ และสัญญาณปัญหาบุหรี่เถื่อนทะลักเข้าประเทศ

วันที่ 10 ก.พ. 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าของร้านโชว์ห่วย ย่านวิภาวดีรังสิ ขายบุหรี่มานานกว่า 30 ปี เผยยุคนี้คือยุคที่ยากลำบากที่สุด หลังยอดขายบุหรี่ตกต่ำ กระทั่งบุหรี่บางยี่ห้อที่เคยขายดิบขายดี กลายเป็นขายไม่ออก จนบุหรี่ใกล้ขึ้นรา จึงตัดใจขายต่ำกว่าทุน เพื่อให้ได้เงินกลับมาหมุนในร้านบ้าง

อำภา กอเกียรติสกุล เจ้าของร้านโชว์ห่วย กล่าวว่า ยอดขายบุหรี่ไทยลดลงมากกว่าร้อยละ 70 แต่ยังพอขายบุหรี่นอกและยาเส้นได้บ้าง แต่เริ่มประสบปัญหาบุหรี่นอกขาดตลาด หลังมีข่าวเตรียมปรับภาษีบุหรี่ขึ้นอีกรอบ แพงขึ้นไม่น้อยกว่าซองละ 30 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562

ซึ่งบุหรี่นอก เริ่มครองส่วนแบ่งตลาดบุหรี่ในประเทศเพิ่มขึ้น ขณะที่บุหรี่ไทย การยาสูบแห่งประเทศไทย ผลิตและขายได้ลดลงกว่าร้อยละ 25 ถูกแย่งส่วนแบ่งตลาดเหลือร้อยละ 59 จากที่เคยเป็นเจ้าตลาดครองอยู่ร้อยละ 79
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
หน้า: 1 ... 20 21 [22] 23   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: