GUN IN THAILAND
25,06, 2018, 14:55:48 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Google
หน้า: 1 ... 3 4 [5] 6 7 ... 13   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส  (อ่าน 3080 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
27,02, 2018, 13:03:56
H1N1
สมาชิกครอบครัว
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 973



« ตอบ #60 เมื่อ: 27,02, 2018, 13:03:56 »

https://www.prachachat.net/tourism/news-122856

“การบินไทย” แจ้งผลประกอบการปี’60 ขาดทุน 2 พันล้าน

ประชาชาติ
หน้าแรก  ธุรกิจท่องเที่ยว
ธุรกิจท่องเที่ยว
“การบินไทย” แจ้งผลประกอบการปี’60 ขาดทุน 2 พันล้าน
วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 - 19:36 น.
2.2K
SHARES


บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย ประกาศผลการดำเนินงานประจำปี 2560 มีกำไรจากการดำเนินงานธุรกิจการบิน (Operating profit) จำนวน 2,856 ล้านบาท (ต่ำกว่าปีก่อน 29.8%) สาเหตุหลักมาจากค่าน้ำมันเครื่องบินที่ปรับตัวสูงขึ้นจากราคาน้ำมันเฉลี่ยที่สูงกว่าปีก่อน 24.2% ประกอบกับรายได้จากผู้โดยสารเฉลี่ยต่อหน่วยต่ำกว่าปีก่อน 7.7% จากการแข่งขันที่รุนแรงและการปรับลดอัตราค่าธรรมเนียมชดเชยค่าน้ำมัน (Fuel Surcharge) ถึงแม้ว่าจะมีอัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสารสูงกว่าปีก่อนก็ตาม ทั้งนี้ เมื่อหักค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นครั้งเดียวซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากผลขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์และเครื่องบิน และขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศแล้ว บริษัทฯ และบริษัทย่อย ขาดทุนสุทธิ 2,072 ล้านบาท

เรืออากาศเอก กนก ทองเผือก รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายบริหารงานกฎหมายและบริหารทั่วไป ปฏิบัติงานในหน้าที่รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปี 2560 บริษัทฯ ได้เข้าสู่ระยะที่ 3 ของแผนปฏิรูปองค์กร คือ “การเติบโตอย่างยั่งยืน” โดยมีกลยุทธ์ในการดำเนินงาน 6 กลยุทธ์ ได้แก่ 1) พัฒนาเครือข่ายการบินที่แข่งขันได้ ทำกำไรและลดความซับซ้อนของฝูงบิน 2) เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเสริมสร้างรายได้ 3) สร้างความเป็นเลิศในการให้บริการ (Service Ring) 4) มีต้นทุนที่แข่งขันได้ และการดำเนินงานมีประสิทธิภาพ 5) สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่สนับสนุนความยั่งยืนและพัฒนาบุคลากรให้มีคุณภาพดีเยี่ยม 6) บริหารบริษัทในเครือและกลุ่มธุรกิจ และพัฒนากลยุทธ์ธุรกิจใหม่เพื่อความยั่งยืน โดยได้มีการดำเนินงานที่สำคัญ เช่น การเปิดเส้นทางบินตรงสู่กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย เพิ่มความถี่ของเที่ยวบินในจุดบินที่มีศักยภาพและขยายเส้นทางบินในภูมิภาคอาเซียนโดยใช้สายการบินไทยสมายล์

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้เพิ่มศักยภาพฝูงบินโดยรับมอบเครื่องบินใหม่ จำนวน 7 ลำ และปลดระวางเครื่องบินเช่าดำเนินงาน A330-300 จำนวน 2 ลำ ทำให้ฝูงบิน ณ 31 ธันวาคม 2560 มีจำนวน 100 ลำ สูงกว่า ณ สิ้นปีก่อน 5 ลำ โดยมีอัตราการใช้ประโยชน์ของเครื่องบินเพิ่มขึ้นจาก 11.5 ชั่วโมง เป็น 12.0 ชั่วโมง มีปริมาณการผลิตด้านผู้โดยสาร (ASK) เพิ่มขึ้น 6.4% ปริมาณการขนส่งผู้โดยสาร (RPK) เพิ่มขึ้น 14.7% อัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) เฉลี่ย 79.2% สูงกว่าปีก่อนซึ่งเฉลี่ยที่ 73.4% และสูงสุดในรอบ 10 ปี โดยมีจำนวนผู้โดยสารที่ทำการขนส่งรวมทั้งสิ้น 24.6 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 10.3%

อย่างไรก็ตาม ในปี 2560 บริษัทฯ ต้องเผชิญความท้าทายจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานที่ปรับเพิ่มขึ้นจากปีก่อน และการแข่งขันที่รุนแรงจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมการบินทั้งในประเทศและทั่วโลก ประกอบกับจากเหตุการณ์เครื่องยนต์โรลส์รอยซ์รุ่น TRENT1000 ที่ติดตั้งกับเครื่องบินโบอิ้ง 787-8 ที่บริษัทฯ มีอยู่ในฝูงบิน จำนวน 6 ลำ ที่ประสบปัญหาจากตัวใบพัดในเครื่องยนต์ (Turbine Blade) ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับสายการบินทั่วโลกที่ใช้เครื่องยนต์รุ่นดังกล่าว ทำให้บริษัทฯ ได้รับผลกระทบกับการให้บริการและกระทบต่อตารางการบิน ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ตลอดจนสูญเสียโอกาสในการหารายได้ตามแผนที่วางไว้ อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ อยู่ระหว่างการเจรจาเรียกค่าชดเชยจากผลกระทบดังกล่าว

ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ และบริษัทย่อยประจำปี 2560 มีรายได้ รวมจำนวน 191,946 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11,389 ล้านบาท (6.3%) โดยเพิ่มขึ้นทั้งจากรายได้ค่าโดยสารและค่าน้ำหนักส่วนเกิน รายได้จากค่าระวางขนส่งและไปรษณียภัณฑ์ และรายได้จากการบริการอื่นๆ ค่าใช้จ่าย รวมจำนวน 189,090 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12,604 ล้านบาท (7.1%) เป็นผลจากค่าน้ำมันเครื่องบินเพิ่มขึ้น 4,879 ล้านบาท (10.8%) จากราคาน้ำมันเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 24.2% ประกอบกับปริมาณการใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้นตามปริมาณการผลิต ถึงแม้ว่าจะมีการบริหารความเสี่ยงราคาน้ำมันได้ดีขึ้นกว่าปีก่อนก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานไม่รวมน้ำมันสูงขึ้น 8,313 ล้านบาท (6.6%) สาเหตุหลักเกิดจากปริมาณการผลิตและปริมาณการขนส่งที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับค่าซ่อมแซมและซ่อมบำรุงอากาศยานเพิ่มขึ้น ขณะที่มีต้นทุนทางการเงินสุทธิ ลดลง 588 ล้านบาท (11.5%) จากการบริหารเงินสดและการปรับโครงสร้างทางการเงินต่อเนื่องจากปีก่อน เป็นผลให้มีกำไรจากการดำเนินงาน จำนวน 2,856 ล้านบาท ต่ำกว่าปีก่อน 1,215 ล้านบาท

ในปี 2560 บริษัทฯ และบริษัทย่อย มีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นครั้งเดียว รวมจำนวน 979 ล้านบาท และรับรู้ผลขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์และเครื่องบิน จำนวน 3,191 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ 1,581 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทฯ และบริษัทย่อย ขาดทุนสุทธิ 2,072 ล้านบาท โดยเป็นขาดทุนสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 2,107 ล้านบาท คิดเป็นขาดทุนต่อหุ้น 0.97 บาท ในขณะที่ปีก่อนมีกำไร 0.01 บาท

ทำไมสายการบินอื่นสามารถทำกำไรได้ไม่เห็นมีปัญหาขนาดนี้เลย การบินนี่ ขาดทุนติดต่อกันหลายรอบมากธุรกิจการบินมีการแข่งขันสูงมาก ถ้าบริหารจัดการเก่งๆ บริหารต้นทุนเป็น ก็คงจะไม่ขาดทุนอยู่แบบนี้ครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27,02, 2018, 13:34:55 โดย H1N1 » บันทึกการเข้า
27,02, 2018, 13:27:39
beamsound รักในหลวง
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,752



« ตอบ #61 เมื่อ: 27,02, 2018, 13:27:39 »

ทำไมสายการบินอื่นสามารถทำกำไรได้ไม่เห็นมีปัญหาขนาดนี้เลย การบินนี่ ขาดทุนติดต่อกันหลายรอบมาก
ถ้าบริหารจัดการเก่งๆ บริหารต้นทุนเป็น ก็คงจะไม่ขาดทุนอยู่แบบนี้ครับ
ขาดทุนนี่มี โบนัส มั๊ยครับ   งง
บันทึกการเข้า
27,02, 2018, 17:48:36
H1N1
สมาชิกครอบครัว
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 973



« ตอบ #62 เมื่อ: 27,02, 2018, 17:48:36 »

....เป็นรัฐวิสาหกิจที่แจ้งผลประกอบการต่อรัฐว่าเจ๊งทุกปี แต่มีโบนัสก้อนโตแจกกันสะบั้นทุกปีเช่นกัน  งง
บันทึกการเข้า
27,02, 2018, 19:11:04
beamsound รักในหลวง
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,752



« ตอบ #63 เมื่อ: 27,02, 2018, 19:11:04 »

....เป็นรัฐวิสาหกิจที่แจ้งผลประกอบการต่อรัฐว่าเจ๊งทุกปี แต่มีโบนัสก้อนโตแจกกันสะบั้นทุกปีเช่นกัน  งง
งง เหงื่อตก
บันทึกการเข้า
01,03, 2018, 10:43:27
H1N1
สมาชิกครอบครัว
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 973



« ตอบ #64 เมื่อ: 01,03, 2018, 10:43:27 »

ลองมาดู โรงงานผลิตยางรถยนต์ทุนจีนที่ระยอง 4.0 หุ่นยนต์ทั้งโรงงาน พึ่งเปิดมาไม่นานครับ
Cr. <a href="http://www.youtube.com/watch?v=bQx54pX1d2c" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=bQx54pX1d2c</a>
บันทึกการเข้า
02,03, 2018, 07:39:44
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,748


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #65 เมื่อ: 02,03, 2018, 07:39:44 »

https://www.prachachat.net/economy/news-123990

สรุปการใช้น้ำมัน ปี”60 กลุ่มเบนซินพุ่ง 3.7%

คอลัมน์ DATA

กรมธุรกิจพลังงานได้รายงานภาพรวมของการใช้น้ำมันในปี 2560 ที่ปรับเพิ่มขึ้น มีเพียงการใช้ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) เท่านั้นที่ปรับลดลง เฉพาะกลุ่มน้ำมันเบนซินมีการใช้เฉลี่ยอยู่ที่ 30.1 ล้านลิตร/วัน หรือเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 3.7 และเพิ่มขึ้นทุกชนิดน้ำมัน “ยกเว้น” เบนซินและแก๊สโซฮอล์ 91 โดยน้ำมันเบนซินลดลงเฉลี่ยที่ 1.2 ล้านลิตร/วัน หรือลดลงร้อยละ 8.2 ส่วนแก๊สโซฮอล์ 91 การใช้ลดลงเฉลี่ย 10.6 ล้านลิตร/วัน หรือร้อยละ 4.4

ด้านภาพรวมการใช้น้ำมันกลุ่มแก๊สโซฮอล์ภาพรวมเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ 28.8 ล้านลิตร หรือร้อยละ 4.2 แก๊สโซฮอล์ E85 การใช้เพิ่มขึ้นมากที่สุดที่ 1.1 ล้านลิตร/วัน หรือเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ

18 เนื่องจากมีรถยนต์ผลิตใหม่ที่รองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 ออกสู่ตลาดมากขึ้น รองลงมาคือ แก๊สโซฮอล์ 95 การใช้อยู่ที่ 11.9 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 เนื่องจากราคาขายปลีกที่ปรับราคาใกล้เคียงกับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 ทำให้ผู้ใช้เลือกใช้น้ำมันที่มีค่าออกเทนสูงกว่า ขณะที่แก๊สโซฮอล์ E20 การใช้เพิ่มขึ้น 5.2 ล้านลิตร/วัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.8

ส่วนการใช้น้ำมันดีเซลอยู่ที่ 62.2 ล้านลิตร/วัน หรือเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 2.7 แม้ว่าราคาขายปลีกจะปรับตัวสูงขึ้นในช่วงปลายปี 2559 ก็ตาม แต่การใช้ยังคงเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจและปริมาณรถยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.5 โดยตามข้อมูลกรมการขนส่งทางบกระบุว่า ในเดือนมีนาคม 2560 เป็นช่วงที่มีการใช้สูงสุดที่ 67.2 ล้านลิตร/วัน ซึ่งช่วงดังกล่าวราคาน้ำมันอยู่ในระดับต่ำ และในเดือนตุลาคมมีการใช้น้ำมันต่ำสุดที่ 56.9 ล้านลิตร/วัน ปัจจัยหลักคือ ช่วงฤดูฝนและมีเหตุการณ์อุทกภัยในภาคอีสานและภาคใต้ช่วงสิงหาคม-พฤศจิกายน ทำให้การขนส่งชะลอตัว

ขณะที่การใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลวหรือ LPG อยู่ที่ 17 ล้านกิโลกรัม/วัน หรือเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 3.4 ทุกภาคการใช้เพิ่มขึ้น ยกเว้นภาคขนส่งที่มีการใช้อยู่ที่ 3.6 ล้านกิโลกรัม/วัน หรือลดลงร้อยละ 10 ภาคปิโตรเคมีการใช้เพิ่มขึ้นสูงสุดที่ 5.7 ล้านกิโลกรัม/วัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.7 รองลงมาภาคอุตสาหกรรม มีการใช้อยู่ที่ 1.8 ล้านกิโลกรัม/วัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.6 ส่วนภาคครัวเรือนอยู่ที่ 5.9 กิโลกรัม/วัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.1 ส่วนก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) การใช้อยู่ที่ 6.8 ล้านกิโลกรัม/วัน หรือลดลงจากปีก่อนร้อยละ 12.1 การใช้ที่ลดลงเนื่องจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงตั้งแต่ปี 2559 ส่งผลให้สถานีบริการ NGV ทยอยปิดตัวลง ด้านรถยนต์จดทะเบียนประเภท NGV ลดลงร้อยละ 4.7
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02,03, 2018, 07:52:11 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
02,03, 2018, 20:53:18
H1N1
สมาชิกครอบครัว
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 973



« ตอบ #66 เมื่อ: 02,03, 2018, 20:53:18 »


เปิดอาณาจักรแสนล้านอิตาเลียนไทย ทำไมต้องอิตาลี แล้วมีโครงการใหญ่อะไรบ้าง

เวลานั่งอยู่ในรถติดจากงานก่อสร้างอะไรสักอย่างข้างหน้า คุณเคยสังเกตเห็นโลโก้ IT ที่อยู่ในวงกลมรูปตัว D กันบ้างหรือเปล่า ถ้าเห็นนั้นแหละแสดงว่านี่เป็นหนึ่งในโครงการแสนล้านที่อยู่ในมือของ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) บริษัทรับเหมาก่อสร้างเก่าแก่ที่อยู่เบื้องหลังการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยมาอย่างยาวนาน
 
บริษัทเก่าแก่นี้ตั้งเมื่อ 60 ปีที่แล้ว จากความร่วมมือของลูกชายเถ้าแก่โรงน้ำแข็งที่เรียนแพทย์ที่ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์มหิดล แต่มาค้นพบว่าตัวเองชอบงานธุรกิจก่อสร้างอย่าง นพ.ชัยยุทธ กรรณสูต และ จิโอจิโอ เบลลินเจียรี่ (Giorgio Berlingieri) วิศวกรที่มีหัวทางด้านธุรกิจชาวอิตาลีที่มาช่วยธุรกิจกู้เรือเดินทะเล ที่ได้สัมปทานมาจำนวน 5 ลำ จนร่วมกันก่อตั้ง บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์คอร์ปอร์เรชั่น จำกัด ในวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2501 ด้วยทุนจดทะเบียน 2 ล้านบาท แบ่งกันถือหุ้นคนละ 50% ซึ่งแตกไลน์มาจาก บริษัท อิตัลไทยอุตสาหกรรม ที่ทั้งคู่ตั้งไว้ในปี 2498 โดย บริษัท อิตาเลียนไทยฯ ทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้างแบบครบวงจร ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับเงินลงทุนจากสหรัฐที่เข้ามาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในช่วงสงครามเย็นพอดี ทำให้บริษัทเติบโตอย่างรวดเร็ว 
 
สัดส่วนหุ้นของ จิโอจิโอ ลดหุ้นเหลือ 25% ในปี 2518 ก่อนจะเป็นของตระกูลกรรณสูตทั้งหมดเมื่อ Berlingieri เสียชีวิตลงในปี 2524 โดยเปรมชัย กรรณสูต บุตรชายคนสุดท้องของชัยยุทธได้เข้าทำงานที่อิตาเลียนไทยฯ ในปี 2522 โดยก้าวกระโดดที่สำคัญของ บริษัท อิตาเลียนไทยฯ เกิดขึ้นในปี 2537 เมื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ สำเร็จ ด้วยทุนจดทะเบียน 2.5 พันล้านบาทในชื่อ ITD ซึ่งปัจจุบันเพิ่มทุนเป็น เงินทุนจดทะเบียน 6,337 ล้านบาท 
 
ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2548 บริษัท อิตาเลียนไทยฯ ต้องประสบวิกฤตครั้งสำคัญเมื่อผู้ก่อตั้งอย่าง นพ.ชัยยุทธ กรรณสูต ได้เสียชีวิตลงแล้วส่งต่อกิจการทั้งหมดไว้ในมือทายาทคนเล็กอย่าง เปรมชัย กรรณสูต ที่ปัจจุบันเป็นกรรมการผู้จัดการ และเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับหนึ่งของ ITD โดยมีหุ้นอยู่ 785,494,526 หุ้นคิดเป็น 14.88% หรือประมาณ 2,922 ล้านบาทตามราคาปัจจุบัน
 
โครงการของ บริษัท อิตาเลียนไทยฯ มีอะไรบ้าง
 
บริษัทที่มีวิสัยทัศน์มุ่งสู่การเป็นบริษัทก่อสร้างชั้นนำในแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ นี้มีการประกอบธุรกิจ ซึ่งสามารถแบ่งสายงานได้ 9 ด้าน ดังนี้
 
1. งานก่อสร้างอาคารสํานักงาน อาคารชุด ตึกสูง และโรงแรม
2. งานก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
3. งานวางท่อระบบขนส่งน้ํามัน แก๊สและน้ําท่อร้อยสายไฟใต้ดินและถังเก็บน้ํามันขนาดใหญ่
4. งานก่อสร้างทางหลวงแผ่นดิน ทางรถไฟ งานทางรถไฟความเร็วสูง 
5. งานก่อสร้างสนามบิน ท่าเรือ และงานทางทะเล
6. งานก่อสร้างเขื่อนอเนกประสงค์ อุโมงค์ และโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้า
7. งานด้านโครงสร้างเหล็ก
8. งานด้านระบบการสื่อสารและโทรคมนาคม
9. งานด้านการพัฒนาเหมืองแร่และถ่านหิน
 
ที่ผ่านมาบริษัทชนะการประมูลโครงการใหญ่ ๆ ของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นโครงการ Mega Project เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม ด้านสาธารนูปโภค ไม่ว่าจะเป็นโครงการก่อสร้างท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ โครงการรถไฟฟ้าบีทีเอส โครงการรถไฟใต้ดิน โครงการก่อสร้างบ้านเอื้ออาทรของการเคหะแห่งชาติ โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงหัวหมาก และบ้านภาชี-ลพบุรี ของการรถไฟแห่งประเทศไทย โครงการก่อสร้างท่อร้อยสายไฟฟ้าใต้ดินของสถานีย่อย ลาดพร้าว-วิภาวดี ของการไฟฟ้านครหลวง โครงการเหมืองแม่เมาะ โครงการสะพานพระราม 5

ในปี 2559 บริษัทฯ ได้ลงนามในสัญญาก่อสร้างขนาดใหญ่ที่จะช่วยเพิ่มรายได้ในอนาคตหลายโครงการ อาทิ
 
* โครงการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังท่ี 1 มูลค่า 11,207 ล้านบาท
* โครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ํา น้ําเทิน 1 สปป.ลาว มูลค่า 5,003 ล้านบาท 
* โครงการก่อสร้างทางหลวงพเศิษระหว่างเมืองสายบางปะอิน-สระบุรี-นครราชสีมา(สัญญาที่7-8-9) มูลค่า 3,265 ล้านบาท
* โครงการก่อสร้างท่อรวบรวมน้ําเสียเมืองโฮจิมินห์ มูลค่า2,765 ล้านบาท
* โครงการก่อสร้างศูนย์การขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟท่าเรือแหลมฉบัง มูลค่า 1,236 ล้านบาท

โดยปี 2560 บริษัท อิตาเลียนไทยฯ มีงานใหม่ในมือประมาณ 1.3 แสนล้านบาท สูงสุดตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมา โดยมีงานในมือรวม 5 แสนล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการประมูลโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาล 
 
ในปีนี้ บริษัท อิตาเลียนไทยฯ ตั้งเป้าจะได้งาน 1 ใน 3 หรือประมาณ 3 แสนล้านบาท จากโครงการที่กำลังจะเข้าร่วมประมูลมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท ดังนี้
 
* รถไฟทางคู่ระยะที่ 2 จำนวน 9 โครงการ วงเงิน 4 แสนล้านบาท 
* รถไฟฟ้าสายสีม่วง และสีส้ม  วงเงิน 2 แสนล้านบาท 
* ท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 วงเงิน 35,099 ล้านบาท 
* รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินวงเงิน  2 แสนล้านบาท 
 
โดยผลประกอบการของ  บริษัท อิตาเลียนไทยฯ ย้อนหลังมีดังนี้
 
 
* ปี 2558 รายได้ 52,044 ล้านบาท ขาดทุน 361 ล้านบาท
* ปี 2558 รายได้ 48,389 ล้านบาท ขาดทุน 109 ล้านบาท
* ไตรมาส 3 ปี 2558 รายได้ 40,154 ล้านบาท กำไร 246 ล้านบาท 

ที่มา :
 
itd.co.th
set.or.th
forbesthailand.com

Cr.https://gmlive.com/GMBiZ-ITD-Italian-Thai-Profile
บันทึกการเข้า
03,03, 2018, 07:07:47
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,748


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #67 เมื่อ: 03,03, 2018, 07:07:47 »

http://www.mountainpeaknews.com/archives/1353

บอร์ดทอท.เห็นชอบสร้างสนามบินแห่งที่ 2

บอร์ดทอท.เห็นชอบสร้างสนามบินแห่งที่ 2 ชี้ “บ้านธิ”เหมาะสม

วันนี้ (28 กุมภาพันธ์ 2561) ท่าอากาศยานเชียงใหม่ได้แถลงผลการดำเนินงานครบรอบ 30 ปี การดำเนินงานของท่าอากาศยานเชียงใหม่ และเตรียมเร่งเดินหน้าโครงการพัฒนาเพื่อแก้ไขปัญหาความคับคั่งของผู้โดยสาร

ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหาความคับคั่งของผู้โดยสารระหว่างรอการดำเนินงาน ตามแผนแม่บทท่าอากาศยานเชียงใหม่ คณะกรรมการ ทอท.จึงได้กำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาระยะเร่งด่วน ที่กำหนดดำเนินการภายในเดือนเมษายน 2561 อาทิ  ปรับปรุงป้ายบอกทางเพื่อปรับเปลี่ยนการเข้า-ออก ของผู้โดยสาร เพิ่มพื้นที่บริเวณหน้าชานชาลาอาคารผู้โดยสาร ด้วยการรื้อย้ายสวนหย่อม จัดเจ้าหน้าที่ตรวจค้นให้เพียงพอกับจำนวนเครื่อง X-ray เพิ่มช่องทางเข้าอาคาร บริเวณประตูหมายเลข 6 เพื่อเป็นช่องทางของเจ้าหน้าที่และสำหรับขนถ่ายสินค้า เพิ่มเคาน์เตอร์สำหรับผู้โดยสาร Self Check-in อีก 3 เคาน์เตอร์และปรับปรุงพื้นที่ เพื่อเป็นห้องสัมภาษณ์พิเศษสำหรับด่านควบคุมโรคและด่านจัดหางาน

มีรายงานข่าวว่า ในการประชุมบอร์ดทอท.ได้มีการพูดถึงเรื่องการก่อสร้างสนามบินแห่งที่ 2 ซึ่งกรมการบินพลเรือนได้เคยทำการศึกษาและมีผลการศึกษาออกมาแล้วว่า พื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการก่อสร้างสนามบินแห่งที่ 2 คือที่ต.บ้านธิ รอยต่อระหว่างจังหวัดเชียงใหม่และลำพูน โดยกระบวนการต่อไปอยู่ที่กระทรวงคมนาคมจะเป็นผู้ผลักดันต่อโดยให้บรรจุเข้าในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สภาพัฒน์) ซึ่งจะต้องจัดทำการศึกษาและผลักดันทั้งเรื่องของการก่อสร้างสนามบินแห่งใหม่ ระบบขนส่งทางราง โดยมีทางสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งหรือสนข.ร่วมด้วย.
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03,03, 2018, 07:10:42 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
03,03, 2018, 19:11:17
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,748


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #68 เมื่อ: 03,03, 2018, 19:11:17 »

https://money.sanook.com/548395/

สินค้าอะไรขายดีที่สุดในโลก?


ผลสำรวจข้อมูลช่วงปี 2016-2017 บ่งชี้ว่าสินค้าที่ขายดีและทำรายได้รวมสูงสุด 18 อันดับแรกทั่วโลกมาจาก 9 ประเทศและ 1 เขตปกครอง โดย 'จีน' เป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของสินค้า 5 ประเภทที่ติดกลุ่มนี้

จีน เยอรมนี สหรัฐอเมริกา รัสเซีย กาตาร์ สวิตเซอร์แลนด์ อินเดีย เม็กซิโก ฝรั่งเศส และฮ่องกง เป็นผู้ผลิตสินค้าที่มียอดจำหน่ายและรายได้รวมทางเศรษฐกิจมากที่สุดเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก โดยสินค้าเกี่ยวกับการขนส่งคมนาคมติดมาถึง 4 ใน 18 อันดับสินค้าขายดีที่สุด ตามด้วยอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และเครื่องมือสื่อสาร แต่สินค้าที่น่าสนใจและติดกลุ่มด้วย คือ 'เลือดมนุษย์และเลือดสัตว์' 

ทั้งนี้ ผลสำรวจของเว็บไซต์ Visual Capitalist เป็นการรวบรวมสถิติจากองค์การการค้าโลก (WTO) และเว็บไซต์การค้าระหว่างประเทศ Foreign Trade บ่งชี้ว่า 'รถยนต์' เป็นสินค้าที่มียอดจำหน่ายและรายได้รวมสูงที่สุดในโลก คิดเป็นร้อยละ 4.9 ของรายได้รวมตลาดโลกตั้งแต่ปี 2016 หรือประมาณ 1.35 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 44.55 ล้านล้านบาท) โดย 'เยอรมนี' เป็นประเทศผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของโลก ส่วนสหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีการซื้อรถยนต์มากที่สุด

สินค้าขายดีอันดับ 2 ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม คิดเป็นร้อยละ 3.0 ของรายได้รวมในตลาดโลก (8.25 แสนล้านดอลลาร์) โดยสหรัฐฯ เป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมมากที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก

ขณะที่อันดับ 3 คือ แผงวงจรรวม คิดเป็นร้อยละ 2.9 ของรายได้รวมในตลาดโลก หรือประมาณ 8.04 แสนล้านดอลลาร์ ผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกคือเขตบริหารพิเศษฮ่องกง และผู้บริโภครายใหญ่ที่สุดคือจีน

อันดับ 4 อะไหล่รถยนต์ คิดเป็นร้อยละ 2.5 ของรายได้รวมทั่วโลก (ราว 6.85 แสนล้านดอลลาร์) ผู้ผลิตรายใหญ่สุดคือเยอรมนี และผู้บริโภครายใหญ่สุดคือสหรัฐฯ

ขณะที่อันดับ 5 คือ คอมพิวเตอร์ คิดเป็นร้อยละ 2.2 ของรายได้รวมทั่วโลก (ราว 6.14 แสนล้านดอลลาร์) โดยมีจีนเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายรายใหญ่สุด ส่วนสหรัฐฯ เป็นผู้บริโภคและนำเข้ามากที่สุด

อันดับ 6 ยาและเวชภัณฑ์ต่าง ๆ ซึ่ง 'เยอรมนี' เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายรายใหญ่ที่สุดของโลก และสหรัฐฯ เป็นผู้บริโภครายใหญ่ คิดเป็นร้อยละ 2.2 ของรายได้รวมทั่วโลก (ราว 6.13 แสนล้านดอลลาร์)

ส่วนอันดับ 7 คือ ทองคำ คิดเป็นร้อยละ 2.1 ของรายได้รวมทั่วโลก หรือประมาณ 5.76 แสนล้านดอลลาร์ โดยมีสวิตเซอร์แลนด์เป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภครายใหญ่ที่สุดของโลก 

อันดับ 8 น้ำมันดิบ ผู้ผลิตและจำหน่ายรายใหญ่สุด คือ รัสเซีย และจีนเป็นประเทศผู้นำเข้าและบริโภคมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 2.0 ของรายได้รวมทั่วโลก (ราว 5.49 แสนล้านดอลลาร์)

อันดับ 9 คือ โทรศัพท์ คิดเป็นร้อยละ 1.8 ของรายได้รวมทั่วโลก ประมาณ 5.10 แสนล้านดอลลาร์ โดยจีนเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ และสหรัฐฯ เป็นประเทศผู้บริโภครายใหญ่

อันดับ 10 อุปกรณ์กระจายสัญญาณภาพและเสียง ซึ่งจีนก็ยังเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายรายใหญ่ของโลกเช่นกัน และสหรัฐฯ เป็นผู้นำเข้าและผู้บริโภครายใหญ่ที่สุด คิดเป็นร้อยละ 1.4 ของรายได้รวมทั่วโลก (ราว 3.95 แสนล้านดอลลาร์)

อันดับ 11 ได้แก่ เพชร โดยมีอินเดียเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายรายใหญ่สุด และสหรัฐฯ เป็นผู้บริโภครายใหญ่สุด คิดเป็นร้อยละ 0.93 ของรายได้รวมทั่วโลก หรือประมาณ 2.55 แสนล้านดอลลาร์

อันดับ 12 ก๊าซหุงต้ม คิดเป็นร้อยละ 0.92 ของรายได้รวมทั่วโลก หรือประมาณ 2.54 แสนล้านดอลลาร์ ผู้ผลิตและจำหน่ายรายใหญ่ที่สุดของโลก คือ กาตาร์ ส่วนประเทศที่นำเข้าเพื่อการบริโภคมากที่สุด คือ ญี่ปุ่น

อันดับ 13 เลือดมนุษย์และสัตว์ คิดเป็นร้อยละ 0.91 ของรายได้รวมทั่วโลก (ประมาณ 2.52 แสนล้านดอลลาร์) โดยมีสวิตเซอร์แลนด์เป็นผู้ผลิตและส่งออกรายใหญ่ ส่วนตลาดปลายทางขนาดใหญ่สุดคือสหรัฐฯ

อันดับ 14 เครื่องบิน คิดเป็นร้อยละ 0.85 ของรายได้รวมทั่วโลก (2.34 แสนล้านดอลลาร์) โดยมีฝรั่งเศสเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายรายใหญ่ของโลก ส่วนผู้บริโภคและนำเข้ารายใหญ่ คือ จีน

อันดับ 15 รถบรรทุก คิดเป็นร้อยละ 0.78 ของรายได้รวมทั่วโลก ราว 2.16 แสนล้านดอลลาร์ โดยเม็กซิโกเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ และผู้นำเข้ามากที่สุด คือ สหรัฐฯ

อันดับ 16 อุปกรณ์การแพทย์ คิดเป็นร้อยละ 0.78 ของรายได้รวมทั่วโลก (ราว 2.16 แสนล้านดอลลาร์) ผู้ผลิตและผู้บริโภคสินค้าประเภทนี้มากที่สุด คือ สหรัฐฯ 

อันดับ 17 สายไฟหุ้มฉนวน คิดเป็นร้อยละ 0.72 ของรายได้รวมทั่วโลก หรือประมาณ 2 แสนล้านดอลลาร์ ผู้ผลิตรายใหญ่คือจีน และผู้บริโภครายใหญ่ คือ สหรัฐฯ

อันดับ 18 อัญมณีอื่น ๆ คิดเป็นร้อยละ 0.72 ของรายได้รวมทั่วโลก (ประมาณ 1.98 แสนล้านดอลลาร์) ผู้ผลิตและจำหน่ายรายใหญ่คือจีน ส่วนผู้นำเข้าและบริโภครายใหญ่ คือ 'ฮ่องกง'
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03,03, 2018, 19:13:19 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
03,03, 2018, 20:19:18
H1N1
สมาชิกครอบครัว
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 973



« ตอบ #69 เมื่อ: 03,03, 2018, 20:19:18 »

http://www.mountainpeaknews.com/archives/1353

บอร์ดทอท.เห็นชอบสร้างสนามบินแห่งที่ 2

บอร์ดทอท.เห็นชอบสร้างสนามบินแห่งที่ 2 ชี้ “บ้านธิ”เหมาะสม

วันนี้ (28 กุมภาพันธ์ 2561) ท่าอากาศยานเชียงใหม่ได้แถลงผลการดำเนินงานครบรอบ 30 ปี การดำเนินงานของท่าอากาศยานเชียงใหม่ และเตรียมเร่งเดินหน้าโครงการพัฒนาเพื่อแก้ไขปัญหาความคับคั่งของผู้โดยสาร

ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหาความคับคั่งของผู้โดยสารระหว่างรอการดำเนินงาน ตามแผนแม่บทท่าอากาศยานเชียงใหม่ คณะกรรมการ ทอท.จึงได้กำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาระยะเร่งด่วน ที่กำหนดดำเนินการภายในเดือนเมษายน 2561 อาทิ  ปรับปรุงป้ายบอกทางเพื่อปรับเปลี่ยนการเข้า-ออก ของผู้โดยสาร เพิ่มพื้นที่บริเวณหน้าชานชาลาอาคารผู้โดยสาร ด้วยการรื้อย้ายสวนหย่อม จัดเจ้าหน้าที่ตรวจค้นให้เพียงพอกับจำนวนเครื่อง X-ray เพิ่มช่องทางเข้าอาคาร บริเวณประตูหมายเลข 6 เพื่อเป็นช่องทางของเจ้าหน้าที่และสำหรับขนถ่ายสินค้า เพิ่มเคาน์เตอร์สำหรับผู้โดยสาร Self Check-in อีก 3 เคาน์เตอร์และปรับปรุงพื้นที่ เพื่อเป็นห้องสัมภาษณ์พิเศษสำหรับด่านควบคุมโรคและด่านจัดหางาน

มีรายงานข่าวว่า ในการประชุมบอร์ดทอท.ได้มีการพูดถึงเรื่องการก่อสร้างสนามบินแห่งที่ 2 ซึ่งกรมการบินพลเรือนได้เคยทำการศึกษาและมีผลการศึกษาออกมาแล้วว่า พื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการก่อสร้างสนามบินแห่งที่ 2 คือที่ต.บ้านธิ รอยต่อระหว่างจังหวัดเชียงใหม่และลำพูน โดยกระบวนการต่อไปอยู่ที่กระทรวงคมนาคมจะเป็นผู้ผลักดันต่อโดยให้บรรจุเข้าในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สภาพัฒน์) ซึ่งจะต้องจัดทำการศึกษาและผลักดันทั้งเรื่องของการก่อสร้างสนามบินแห่งใหม่ ระบบขนส่งทางราง โดยมีทางสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งหรือสนข.ร่วมด้วย.

เกือบทุกสนามบินที่ขยายกัน มีแต่ร้านค้าที่มีจำนวนมากขึ้น พื้นที่พักคอยสำหรับผู้โดยสารเริ่มมีความแออัด เก้าอี้พักคอยสำหรับผู้โดยสารไม่พอ เพิ่มแต่พื้นที่จำหน่ายสินค้า
บันทึกการเข้า
04,03, 2018, 10:06:21
H1N1
สมาชิกครอบครัว
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 973



« ตอบ #70 เมื่อ: 04,03, 2018, 10:06:21 »


เปิดตัวอลังการ! “Trust City” สุดยอดเมืองศูนย์กลางการค้าและการประชุมระดับโลก #บางนาตราด พร้อมแลนด์มาร์คระดับโลกแห่งใหม่

เรียกได้ว่าเป็นข่าวที่สร้างความฮือฮาให้กับวงการอสังหาฯในบ้านเรามากทีเดียวกับการเปิดตัว อภิมหาโครงการยักษ์ “Trust City” World Exhibition & Trade Centre” เมืองการค้าและการแสดงประชุมระดับโลกแห่งใหม่ของประเทศไทยที่ยิ่งใหญ่และครบวงจรที่สุดในภูมิภาคด้วยพื้นที่รวมกว่า 2.5 ล้าน ตร.ม. บนที่ดินกว่า 500 ไร่บนถนนบางนา-ตราด กม.29 ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 100,000 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในปี  63

“Trust City (ทรัสซิตี้)” เป็นการร่วมมือกันของกลุ่มทุนไทย-จีน ระหว่างเบสท์กรุ๊ป ผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์และพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของไทยกับ  Hydoo Group กลุ่มทุนรายใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง ซึ่งเป็นผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่อันดับ  2 ในจีน เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการจัดแสดงสินค้าและการประชุมนานาชาติที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก

ภายในโครงการTrust City แบ่งออกเป็น 6 โซนธุรกิจ ได้แก่

1. World Exhibition Zone พื้นที่จัดแสดงสินค้าระดับ world class กว่า 100,000 ตร.ม.
2. Permanent Exhibition Zone ศูนย์แสดงสินค้าถาวรสูง 7 ชั้น พื้นที่รวมกว่า 800,000 ตร.ม.
3. Hotel & Residence Zone ที่พักอาศัยและโรงแรม เพื่อนักธุรกิจและนักท่องเที่ยว จำนวนกว่า 12,000ยูนิต

4. Global Factory Outlet Zone ศูนย์แสดงสินค้าถาวรขนาดเล็ก รองรับสินค้า-บริการ เครื่องจักรอุตสาหกรรม
5. Fintech Hub & Business Hotel Zone มาพร้อมกับแลนด์มาร์คระดับโลกแห่งใหม่ ซึ่งก็คืออาคารสุพรรณหงส์ สูง 168 เมตร ออกแบบด้วยการจำลองเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์พร้อมจุดชมวิวอ่าวไทยที่สวยที่สุด
6.Auto Town Zone อาคารแสดงนวัตกรรมยานยนต์






Cr. https://m.facebook.com/loveddbkk/
บันทึกการเข้า
06,03, 2018, 07:44:03
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,748


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #71 เมื่อ: 06,03, 2018, 07:44:03 »

https://www.prachachat.net/facebook-instant-article/news-125403

กำลังซื้อฝืดธุรกิจกำไรวูบ “เทสโก้” ปิดเร็วดิ้นลดต้นทุน-

ปัญหากำลังซื้อซึมลึก บริษัทค้าปลีก-สินค้าอุปโภคบริโภคกำไรทรุดถ้วนหน้า ทั้ง “ไอซีซี-มาม่า-ฟาร์มเฮ้าส์-ชาเขียว-สาหร่ายเถ้าแก่น้อย” กดดันตลาดแข่งขันรุนแรง ต้องทุ่มงบฯอัดโปรโมชั่นดันต้นทุนพุ่ง “เทสโก้ โลตัส” คุมเข้มต้นทุนค่าไฟ-ค่าแรง เริ่มมีนาคมนี้ลดเวลาเปิดให้บริการ ขณะที่ธุรกิจของกลุ่ม ซี.พี.-เจ้าสัวเจริญยังเติบโตต่อเนื่อง ทั้ง “ซีพี ออลล์-แม็คโคร-บีเจซี” กำไรพุ่งกระฉูด บจ.แจ้งผลประกอบการปี’60 เผย 204 บริษัทมีกำไรลดลง

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า แม้ว่าที่ผ่านมารัฐบาลจะประกาศตัวเลขอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจปี 2560 ที่ผ่านมาด้วยอัตรา 3.9% เรียกว่าอยู่ในทิศทางขาขึ้น และจากบทวิเคราะห์ฝ่ายวิจัยเอเซีย พลัส ระบุว่า จากที่ บจ.แจ้งงบการเงิน ณ 28 ก.พ. 2560 มีจำนวน 531 บริษัท คิดเป็น 98% ของมาร์เก็ตแคป มีกำไรสุทธิรวม 9.46 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.6% จากปีก่อนอยู่ที่ 8.71 แสนล้านบาท แต่ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลผลประกอบการจำนวน 531 บริษัท พบว่ามีจำนวน 204 บริษัทที่มีกำไรลดลง ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2559 ที่มีจำนวน 186 บริษัท และมีจำนวน 32 บริษัทที่ผลดำเนินการขาดทุน

ธุรกิจ 2 เจ้าสัวโตสวนตลาด

นอกจากนี้ บจ.ในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและค้าปลีก พบว่าผลประกอบการออกมาส่วนใหญ่มีรายได้และกำไรสุทธิลดลงยกแผง สวนทางกับกลุ่มธุรกิจใหญ่อย่าง บมจ.ซีพี ออลล์ ผู้บริหารร้านเซเว่นอีเลฟเว่น และ บมจ.สยามแม็คโคร ในเครือ ซี.พี.ที่ผลประกอบการยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยซีพี ออลล์ มีกำไรสุทธิ 19,907.70 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าอยู่ที่ 16,676.51 ล้านบาท ขณะที่สยามแม็คโครมีกำไรสุทธิ 6,178.13 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2559 อยู่ที่ 5,412.52 ล้านบาท

รวมทั้ง บมจ.เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ หรือบีเจซี ของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ก็มีผลประกอบการเติบโตอย่างน่าสนใจ ด้วยตัวเลขรายได้ 164,198 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26,600 ล้านบาทหรือ 13.3% จากปีก่อนหน้า และมีกำไรสุทธิ 5,210.75 ล้านบาท จากปีก่อน 3,306.65 ล้านบาท โดยเรียกได้ว่าในกลุ่มธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคและค้าปลีกมีเพียงธุรกิจเครือ ซี.พี.ของเจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ และกลุ่มของเจ้าสัวเจริญเท่านั้นที่สามารถเติบโตและกำไรเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูง

นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ และ บมจ.บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ระบุว่า ปี 2560 ที่ผ่านมาบิ๊กซีเติบโตทั้งด้านรายได้และกำไร และมองว่าเศรษฐกิจก็กำลังฟื้นตัวและเติบโตได้ เห็นได้จากการจับจ่ายใช้สอยในช่วงตรุษจีนที่ผ่านมาที่มีทิศทางที่ดี และจากนี้ไป บิ๊กซีจะเน้นการปรับรูปแบบกิจกรรมจากการทำโปรโมชั่นทั่วไป มาจัดเป็นธีมงานที่อิงเทศกาลหรือกิจกรรมพิเศษเข้ามาให้มีความน่าสนใจทุกเดือน

“ตอนนี้ลูกค้าไม่ตื่นเต้นกับโปรโมชั่นราคาแบบเดิม ๆ แล้ว เราก็ต้องพยายามหาลูกเล่นใหม่ ๆ เพื่อเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น เช่น สมาชิกบิ๊กการ์ดสามารถนำแต้มมาใช้เป็นส่วนลดในการซื้อสินค้าได้ทันที ไม่ต้องรอมาใช้ครั้งต่อไป” นายอัศวินกล่าว

ICC-มาม่า-ฟาร์มเฮาส์ กำไรร่วง

นายธรรมรัตน์ โชควัฒนา กรรมการ บมจ.ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล (ICC) ผู้ผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้าแฟชั่นครบวงจร แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯว่า ผลการดำเนินงานของบริษัทในช่วงปี 2560 ที่ผ่านมามีรายได้ 12,446.98 ล้านบาท ลดลง 1.33% รวมถึงกำไรสุทธิที่ลดลงกว่า 10% ลงมาอยู่ที่ 846 ล้านบาท เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจและตลาดที่มีการแข่งขันสูงขึ้น จึงต้องมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายเพิ่มมากขึ้น

เช่นเดียวกับ บมจ.ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ (TFMAMA) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป “มาม่า” รวมถึงวัตถุดิบแป้งสาลีแจ้งว่า ยอดขายปี 2560 อยู่ที่ 21,630.95 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 487.27 ล้านบาท หรือ 2.3% แต่ส่วนใหญ่เป็นการเติบโตจากตลาดต่างประเทศ ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 5.19% เป็นผลมาจากค่าตอบแทนพนักงานทั้งเงินเดือน ค่าล่วงเวลา เบี้ยเลี้ยงที่สูงขึ้นตามจำนวนพนักงาน รวมทั้งค่าใช้จ่ายจากการควบรวมกิจการทำให้กำไรของบริษัทลดลงเล็กน้อย

รวมทั้งในส่วนของ บมจ.เพรซิเดนท์เบเกอรี (PB) ผู้ผลิตและจำหน่ายขนมปังฟาร์มเฮาส์ ก็มีรายได้ 7,519.29 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 1.59% ขณะที่กำไรสุทธิปี 2560 ลดลง 8.71% ลงมาอยู่ที่ 1,335.54 ล้านบาท เป็นผลจากการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากที่มีคู่แข่งมากขึ้น โดยเฉพาะช่องทางร้านสะดวกซื้ออย่างร้านเซเว่นฯที่มีการออกสินค้าเฮาส์แบรนด์ออกมาแย่งส่วนแบ่งตลาด รวมทั้งมีคู่แข่งเปิดธุรกิจเบเกอรี่มาแข่งขันในช่องทางค้าส่งมากขึ้น

นอกจากนี้ยังพบสัญญาณลูกหนี้การค้าเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีลูกหนี้บางรายชำระหนี้ล่าช้าเกินกำหนด อย่างไรก็ตาม บริษัทระบุว่า ลูกหนี้การค้าของบริษัทส่วนใหญ่เป็นโมเดิร์นเทรด และร้านค้าขนาดใหญ่ซึ่งมีการชำระหนี้ตรงตามกำหนดเวลา

เศรษฐกิจชะลอ-ต้นทุนพุ่ง

นายธนวัฒน์ วิญญรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการ บมจ.ไทยเทพรส หรือ SAUCE ผู้ผลิตและจำหน่ายซอสปรุงรส ซีอิ๊วขาว ซอสหอยนางรมตรา “ภูเขาทอง” แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯว่า ผลดำเนินงานของบริษัทในปี 2560 มีกำไรสุทธิ 345.37 ล้านบาท ลดลงจากปี 2559 ราว 16.78% เป็นผลจากเศรษฐกิจชะลอตัวในไตรมาส 4/2560 ส่งผลให้ยอดขายในประเทศลดลง โดยเฉพาะช่องทางจัดจำหน่ายค้าส่ง (ยี่ปั๊ว) ขณะที่ต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการจัดแคมเปญส่งเสริมการขายที่เพิ่มขึ้น จากการแข่งขันในตลาดที่เพิ่มขึ้นจึงทำให้กำไรสุทธิลดลงจากปีก่อนหน้า

ขณะที่ บมจ.มาลีกรุ๊ป ผู้ผลิตน้ำผลไม้ตรา “มาลี” ปี 2560 บริษัทมียอดขายรวม 5,916 ล้านบาท ลดลง 10% จากปีก่อนหน้า โดยเฉพาะยอดขายของแบรนด์ในประเทศลดลง 15% ผลจากฤดูกาลผลไม้ที่ล่าช้าในช่วงไตรมาส 2 ทำให้สินค้าไม่เพียงพอสำหรับจำหน่ายในช่วงเวลาดังกล่าว รวมถึงยอดขายน้ำผลไม้ลดลงประมาณ 10% ตามภาวะการหดตัวของตลาดน้ำผลไม้พร้อมดื่มในประเทศ และในปีที่ผ่านมาบริษัทมีค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 13% เนื่องจากค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรและค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาที่เพิ่มขึ้น ทำให้กำไรสุทธิปีที่ผ่านอยู่ที่ 286 ล้านบาท ลดลง 46%

นอกจากนี้ บมจ.เอฟเอ็น แฟคตอรี่เอ๊าท์เลท หรือ FN แจ้งว่า รายได้ปี 2560 อยู่ที่ 1,054.66 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 1,063 ล้านบาท แม้ว่าปีที่ผ่านมาจะมีการเปิดสาขาใหม่เพิ่ม 2 สาขา คือสาขาหาดใหญ่ สาขาฉะเชิงเทรา และกำไรสุทธิปรับลดลงถึง 41% โดยบริษัทระบุว่า รายได้การขายที่ลดลงสาเหตุหลักมาจากยอดขายสาขาเดิมที่ลดลง เพราะการจับจ่ายใช้สอยของภาคครัวเรือนที่ยังไม่ฟื้นตัว ซึ่งบริษัทมีแผนการปรับตัวด้วยการขยายช่องทางจัดจำหน่ายเพิ่มเติม เช่น ช่องทางออนไลน์ ทีวีโฮมช้อปปิ้ง เข้าร่วมงานแสดงสินค้าและการขายแบบบีทูบี เป็นต้น

“ชาเขียว-สาหร่าย” ก็เอาไม่อยู่

ขณะที่นางอิง ภาสกรนที รองกรรมการผู้อำนวยการ บมจ.อิชิตัน กรุ๊ป ผู้ผลิตและจำหน่ายชาเขียว “อิชิตัน” ระบุว่า รายได้จากการขายปีที่ผ่านมา 5,678.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.55% เนื่องจากตลาดส่งออกที่เพิ่มขึ้น แต่ตลาดชาพร้อมดื่มในประเทศมูลค่าลดลง ประกอบกับต้นทุนขายที่เพิ่มขึ้นจากการแข่งขันด้านราคา ทำให้ปีที่ผ่านมาบริษัทมีกำไรสุทธิลดลงเหลือ 315.09 ล้านบาท

รวมทั้งในส่วนของ บมจ.เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง พบว่ากำไรสุทธิปี 2560 อยู่ที่ 608 ล้านบาท ลดลง 22.2% จากปีก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจากต้นทุนสาหร่ายที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมทั้งผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนจากการนำเข้าสาหร่าย

แหล่งข่าวระดับสูงจากบริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารร้านอาหารญี่ปุ่น-เครื่องดื่มชาเขียว “โออิชิ” ยอมรับว่า ตัวเลขยอดขายเครื่องดื่ม-ร้านอาหารที่ลดลงเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว ผู้บริโภคชะลอการจับจ่ายใช้สอย ทำให้บริษัทต้องหันมาเน้นการบริหารต้นทุนภายในมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องพยายามสร้างรายได้จากธุรกิจอื่นเข้ามาทดแทน ธุรกิจอาหารพร้อมรับประทานหรือแพ็กเกจฟู้ด ที่ตลาดยังมีโอกาสจะเติบโตได้อีกมาก

แหล่งข่าวระดับสูงจากบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่เปิดเผยว่า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจปีที่ผ่านมาจะดีขึ้น แต่จะพบว่ามีเพียงบางธุรกิจที่ดี โดยเฉพาะส่งออก และยังมีอีกหลายส่วนที่ไม่ดี เช่น พืชผลทางการเกษตรที่ราคาไม่ดี ซึ่งก็จะส่งผลถึงกำลังซื้อในต่างจังหวัด อย่างไรก็ตาม คอนซูเมอร์โปรดักต์เป็นสินค้าที่จำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวันจึงจะได้รับผลกระทบตัวท้าย ๆ แต่กลุ่มสินค้าเหล่านี้ได้รับผลกระทบก็สะท้อนถึงว่ากำลังซื้อไม่ดีจริง ๆ

“เทสโก้” ลดเวลาเปิดให้บริการ

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า นอกจากนี้พบว่าในส่วนของ “เทสโก้ โลตัส” ที่เป็นโมเดลไฮเปอร์มาร์เก็ต และตลาดโลตัสหลาย ๆ แห่งได้ประกาศแจ้งปรับเปลี่ยนเวลาการเปิด-ปิดการให้บริการ โดยลดเวลาการให้บริการลงเฉลี่ย 1-2 ชั่วโมง ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา อาทิ ตลาดโลตัสย่านลำลูกกา เปิด 08.00-21.00 น. จากเดิม 07.00-21.00 น. ตลาดโลตัส บางบัวทอง เปิด 08.00-21.00 น. จากเดิม 06.00-22.00 น.เทสโก้ โลตัส ไฮเปอร์มาร์เก็ต ย่านปิ่นเกล้า เปิด 08.00-21.00 น. จากเดิม 08.00-23.00 น.

รายงานข่าวระบุว่า การปรับลดเวลาการเปิดให้บริการดังกล่าวเพราะการเข้ามาใช้บริการของลูกค้าในช่วงเช้าน้อยมาก รวมถึงในช่วงหลังสองทุ่ม ดังนั้นการปรับลดเวลาการเปิดให้บริการซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเรื่องค่าไฟ หรือค่าจ้างพนักงาน ขณะเดียวกันก็จะกระทบต่อยอดขายไม่มาก

โดยพนักงานเทสโก้ โลตัส ให้ข้อมูลว่า การลดเวลาเปิดให้บริการดังกล่าวเพื่อให้สอดรับกับสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้น เพราะในช่วงเวลาหลัง 20.00 น.เป็นต้นไป มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการน้อย ซึ่งบรรยากาศดังกล่าวเกิดขึ้นมาสักระยะหนึ่งแล้ว อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนเวลาเปิดให้บริการเป็นบางพื้นที่ และบางส่วนยังเปิดให้บริการตามปกติ

ทั้งนี้ ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ “เทสโก้ โลตัส” ได้แจ้งผลการดำเนินงานประจำปี 2560 (มี.ค. 59-ก.พ. 60) มีรายได้จากการขายและบริการ 2.15 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 2.05 แสนล้านบาท และมีกำไร 9.11 พันล้านบาท เพิ่มจากปี 2559 ที่มีกำไร 8.32 พันล้านบาท
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06,03, 2018, 07:46:48 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
07,03, 2018, 20:28:08
H1N1
สมาชิกครอบครัว
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 973



« ตอบ #72 เมื่อ: 07,03, 2018, 20:28:08 »


จับตาค่ายคู่แข่ง! หลัง BMW เตรียมขอสิทธิ์ประกอบแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยปี 2562 (คลิกเพื่ออ่านบทความได้ที่ลิงค์ด้านล่างเลยครับ)
Cr. https://brandinside.asia/bmw-on-battery-ev-in-thailand/


บันทึกการเข้า
08,03, 2018, 08:31:47
H1N1
สมาชิกครอบครัว
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 973



« ตอบ #73 เมื่อ: 08,03, 2018, 08:31:47 »





ทย. ลั่นมี.ค. เปิดประมูล 6.8 พันล้าน สร้างอาคารผู้โดยสารสนามบิน “ขอนแก่น-กระบี่”
อ่านต่อได้ที่ Cr. https://www.khaosod.co.th/economics/news_810719

บันทึกการเข้า
08,03, 2018, 20:17:06
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,748


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #74 เมื่อ: 08,03, 2018, 20:17:06 »

https://www.prachachat.net/motoring/news-127482

“พรประภา” ทิ้งนิสสันลุยอสังหา ดีลเลอร์รถยนต์ถอดใจเลิกขาย

ธุรกิจขายรถกำไรลด-ปัญหาเพียบ บริษัทแม่บี้ลงทุนเพิ่ม ดีลเลอร์เริ่มถอดใจเบนเข็มสู่ธุรกิจอื่น ช็อก ! กลุ่ม “พรประภา” ทิ้ง “นิสสัน” ขายสิทธิ์-เลิกสัญญา จ้องลงทุนอสังหาฯตามกลุ่มหงษ์หยก เศรษฐีภูเก็ตที่เพิ่งเลิกเป็นตัวแทนจำหน่ายฮอนด้า 4 สาขา ส่วนกลุ่มจุฬางกูรขึ้นป้ายขายโชว์รูมซูซูกิย่านรังสิต

มาร์จิ้นหดบริษัทแม่บีบขยายลงทุน

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า ธุรกิจดีลเลอร์ขายรถยนต์หลายสิบปีก่อนถือเป็นบ่อเงินบ่อทองของนักลงทุน ทั้งกลุ่มทุนต่างชาติหรือนักลงทุนชาวไทย ถือสิทธิ์เป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์หลากหลายยี่ห้อ แต่ปัจจุบันการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ทำให้มาร์จิ้นของตัวแทนขายรถยนต์ลดลง แถมยังมีปัญหาจุกจิกมาก ทั้งบริการหลังการขาย และการรักษาระดับราคารถมือสองไม่ให้ตกต่ำเกินไป

นอกจากนี้ ยังเจอแรงบีบจากบริษัทแม่ที่ต้องการให้ตัวแทนจำหน่ายลงทุนยกระดับโชว์รูมและศูนย์บริการให้ตรงตามมาตรฐานแบรนด์ตัวเอง ทำให้ปัจจุบันมีดีลเลอร์รถยนต์จำนวนมากหันหลังให้กับอุตสาหกรรมนี้ ทำให้ปัจจุบันเกิดปรากฏการณ์กลุ่มดีลเลอร์รถยนต์เก่าแก่หลายรายได้หันหลังให้กับธุรกิจดีลเลอร์รถยนต์

แหล่งข่าวฝ่ายบริหาร บริษัท นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงความคืบหน้าแผนจัดระเบียบดีลเลอร์ ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปลายปี 2559 โดยเน้นจำกัดจำนวนดีลเลอร์ให้เหลือน้อยราย แต่ให้มีโชว์รูมศูนย์บริการครอบคลุมทุกพื้นที่ ซึ่งนิสสันประสบผลสำเร็จอย่างดีในยุโรป สหรัฐอเมริกา และเม็กซิโกมาแล้ว สามารถพัฒนาค่าดัชนีความพึงพอใจขณะซื้อของลูกค้า และดัชนีความพึงพอใจของผู้บริโภคต่อบริการหลังการขายได้เป็นอย่างดี และนำมาใช้กับประเทศไทยว่า มีความคืบหน้าไปมาก แต่ด้วยจำนวนดีลเลอร์ที่มากทำให้ต้องใช้เวลาอีกพอสมควร และยังมีปัญหาตามอีกหลายอย่าง

ช็อก ! พรประภาทิ้งนิสสัน

แหล่งข่าวกล่าวว่า ล่าสุดกลุ่มบริษัท สยามนิสสันเซลส์ จำกัด หรือกลุ่มสยามกลการเดิม ซึ่งเป็นดีลเลอร์นิสสันมายาวนาน ซึ่งมี ดร.พรเทพ พรประภา เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ได้ตัดสินใจจะยุติการเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์นิสสันบางสาขาแล้ว โดยปัจจุบันกลุ่มสยามนิสสันเซลส์มีโชว์รูมและศูนย์บริการนิสสันทั้งสิ้น 13 แห่งได้แก่สาขาปทุมวัน, พระประแดง, หนองแขม, บางนา-ตราด, รามคำแหง, วิภาวดี, บางพลี, บางจาก, ลาดพร้าว, รังสิต, เพชรบุรีตัดใหม่ และสาขาประเวศ ขณะนี้ได้ปล่อยสิทธิการขายและให้เช่าพื้นที่โชว์รูมบางสาขา อาทิ สาขาถนนบางนา-ตราด กม.21 ด้านหน้าโรงงานผลิตรถยนต์นิสสันและสาขาบางพลี ให้กับกลุ่มรุ่งเจริญ คาร์ ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์นิสสันย่านศรีนครินทร์ เทพารักษ์ และสมุทรปราการ

สำหรับโชว์รูมหนองแขม และรามคำแหง ปล่อยให้กลุ่มออโต้แกลอรี ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ ฟอร์ด, มาสด้า, เอ็มจี เข้ามาดูแลแทน ส่วนโชว์รูมบางพลี อยู่ระหว่างเจรจาเพื่อหาผู้ที่สนใจเข้ามารับช่วงต่อ สำหรับโชว์รูมที่เหลือทั้งสำนักงานใหญ่ปทุมวัน, เพชรบุรีตัดใหม่, ลาดพร้าว, วิภาวดี และบางจาก ก็มีความเป็นไปได้ว่าอนาคตจะไม่ต่อสัญญาเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์นิสสัน

ทั้งนี้ ดร.พรเทพมีแนวคิดที่จะพัฒนาที่ดินเพื่อต่อยอดไปสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบต่าง ๆ เนื่องจากแต่ละโชว์รูมพื้นที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองและมีเส้นทางคมนาคมรถไฟฟ้าตัดผ่านหลายจุด

“การตัดสินใจปรับพอร์ตธุรกิจการเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์นิสสันของกลุ่มพรประภา มีหลายปัจจัย ไม่ใช่ผลจากการเปลี่ยนแปลงระบบหรือโครงสร้างการดำเนินธุรกิจของนิสสันเพียงอย่างเดียว แต่น่าจะเล็งเห็นโอกาสการลงทุนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่า” แหล่งข่าวกล่าว

ทุนใหญ่สยายปีกคลุมทุกพื้นที่

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ดีลเลอร์ไซซ์เล็กที่ไม่พร้อมลงทุน หลังการเจรจาส่วนใหญ่พร้อมที่จะถอนตัวหันไปทำธุรกิจอื่น หรือไม่ก็เลือกเปลี่ยนไปขายแบรนด์อื่น เปิดโอกาสให้กลุ่มทุนหนาเข้ามาดำเนินการต่อ เช่น นิสสันลำลูกกา และนิสสันรังสิต ตอนนี้กลุ่มพระนคร 2000 ของนายประวิตร พันธ์สายเชื้อ ได้สิทธิ์การทำตลาดไป โดยขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างและคาดว่าจะพร้อมเปิดให้บริการในเร็ว ๆ นี้

นอกจากนี้เมื่อ 31 มกราคมที่ผ่านมา นิสสันได้ส่งหนังสือแจ้งไปยังตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศว่า ได้ยุติการทำธุรกรรมต่าง ๆ กับบริษัท สยามนิสสัน กรุงเทพจำกัด สาขาแจ้งวัฒนะ ทำให้ดีลเลอร์หลายรายที่อยู่ระหว่างการเจรจาลังเลว่าจะดำเนินธุรกิจกับนิสสันต่อไปหรือไม่

ตัวแทนจำหน่ายนิสสันในเขตพื้นที่ภาคกลาง กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” เพิ่มเติมว่า ขณะนี้ดีลเลอร์หลายรายเริ่มถอดใจกับการทำธุรกิจรถยนต์ นอกจากความไม่ชัดเจนกฎระเบียบและทิศทางการขับเคลื่อนธุรกิจของนิสสันแล้ว ยังเจอการแข่งขันที่รุนแรง กำไรที่บางลงเรื่อย ๆ ยิ่งมีกรณีกลุ่มพรประภาเตรียมหันหลังให้ธุรกิจรถยนต์ ยิ่งทำให้ดีลเลอร์หลาย ๆ รายขาดความมั่นใจ

นิสสันชี้เปลี่ยนแปลงเรื่องปกติ

นายปีเตอร์ แกลลี่ รองประธานสายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัทดำเนินธุรกิจโดยให้ความสำคัญกับลูกค้าและการสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า การเปิดตัวโชว์รูมแนวคิดใหม่แห่งแรกในประเทศไทย Nissan Retail Environmental Design Initiative หรือ NREDI ที่จังหวัดกาญจนบุรีเป็นตัวอย่างที่ดีในการดำเนินการ และนิสสันอยู่ระหว่างการพัฒนาโชว์รูมแนวคิดใหม่นี้ให้เกิดขึ้นกับผู้จำหน่ายทั่วประเทศ เพื่อที่ลูกค้าสามารถเข้าถึงทุกบริการอย่างครบครัน ไม่ว่าลูกค้าที่เข้ามาเพื่อซื้อรถใหม่หรือนำรถมาเข้ารับบริการ เพื่อให้พันธมิตรผู้จำหน่ายนิสสันสามารถมอบบริการให้แก่ลูกค้าคนสำคัญได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

และเช่นเดียวกับผู้ผลิตทุกราย นิสสันได้แสวงหาผู้จำหน่ายที่มีความชำนาญเพื่อเสริมสร้างศักยภาพทางธุรกิจให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง บริษัทจำเป็นต้องมีเครือข่ายผู้จำหน่ายที่แข็งแกร่ง เพื่อเป็นตัวแทนของแบรนด์นิสสันในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ นิสสันพยายามหาวิธีที่ดีที่สุดในการสร้างความสมดุลระหว่างความมุ่งหวังในการลงทุนและการเป็นผู้ให้บริการลูกค้าของนิสสันที่ดีที่สุด ซึ่งเป็นปกติของธุรกิจยานยนต์ที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงของผู้จำหน่าย การโอน/จำหน่ายธุรกิจ การปิดและเปิดศูนย์บริการ

“หงษ์หยก-จุฬางกูร” เลิกสัญญา

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เสน่ห์อันหอมหวานของธุรกิจค้าปลีกรถยนต์ที่คลายตัวลง ปรากฏให้เห็นมาเป็นระยะหลากหลายยี่ห้อ โดยล่าสุดกลุ่มทุนใหญ่แห่งเมืองภูเก็ต “ตระกูลหงษ์หยก” เพิ่งยุติการเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ฮอนด้า โดยนายมนต์ทวี หงษ์หยก ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท อนุภาษวิวิธการจำกัด กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า บริษัทในฐานะตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ฮอนด้าในจังหวัดภูเก็ตและพังงา รวม 4 สาขา ตัดสินใจขอยุติบทบาทการเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ฮอนด้า โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. 2561 เป็นต้นไป

“เราเชื่อว่าทำเลที่ตั้งของโชว์รูมและศูนย์บริการรถยนต์ฮอนด้าในจังหวัดภูเก็ต เหมาะสมกับการลงทุนพัฒนาด้านอื่น ๆ ที่จะก่อให้เกิดมูลค่ามากกว่า เพื่อให้สอดรับกับเศรษฐกิจในพื้นที่ภูเก็ตกำลังจะขับเคลื่อนไปสู่สมาร์ทเทรนด์”

ขณะที่ทางบริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ได้ทำหนังสือถึงลูกค้า แจ้งว่า บริษัท ฮอนด้า มะลิวัลย์ จำกัด (สาขาภูเก็ต) ซึ่งตัวแทนจำหน่ายจากจังหวัดขอนแก่นเข้ามาทำตลาดและดูแลลูกค้าแทน

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ที่มีกลุ่มทุนใหญ่ในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์ “ซัมมิท โอโตซีท” ของตระกูล จุฬางกูร เคยเข้ามาเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ฮอนด้าในภูเก็ต และแบรนด์ซูซูกิ ย่านรังสิต แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจยุติทั้ง 2 แห่ง โดยที่ภูเก็ตยังไม่ทันเปิด

ส่วนซูซูกิ รังสิตเปิดได้พักใหญ่ก็ประกาศขายโชว์รูม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08,03, 2018, 20:19:20 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
หน้า: 1 ... 3 4 [5] 6 7 ... 13   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: