GUN IN THAILAND
25,04, 2018, 11:51:53 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Google
หน้า: 1 ... 4 5 [6] 7 8 9   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส  (อ่าน 1977 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
10,03, 2018, 20:07:28
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,681


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #75 เมื่อ: 10,03, 2018, 20:07:28 »

https://money.sanook.com/549473/

แบงก์ชาติประกาศ 12 เม.ย. สถาบันการเงินเปิดบริการปกติ

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกประกาศฉบับที่ 16/2561 เรื่อง ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่มีการประกาศวันหยุดทำการของสถาบันการเงิน และสถาบันการเงินเฉพาะกิจเป็นกรณีพิเศษ โดยมีเนื้อหาระบุว่า

ด้วยมีหน่วยงานต่าง ๆ และประชาชนสอบถามถึงการกำหนดให้วันพฤหัสบดีที่ 12 เมษายน 2561 เป็นวันหยุดกรณีพิเศษสำหรับสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจหรือไม่

ธนาคารแห่งประเทศไทยขอแจ้งให้ทราบว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่มีการประกาศวันดังกล่าว เป็นวันหยุดทำการของสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงเวลาดังกล่าว เนื่องจากสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจถือเป็นตัวกลางสำคัญในการให้บริการทางการเงินแก่ภาคธุรกิจและประชาชน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10,03, 2018, 20:17:35 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
10,03, 2018, 21:19:42
H1N1
สมาชิกครอบครัว
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 821



« ตอบ #76 เมื่อ: 10,03, 2018, 21:19:42 »

https://money.sanook.com/549473/

แบงก์ชาติประกาศ 12 เม.ย. สถาบันการเงินเปิดบริการปกติ

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกประกาศฉบับที่ 16/2561 เรื่อง ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่มีการประกาศวันหยุดทำการของสถาบันการเงิน และสถาบันการเงินเฉพาะกิจเป็นกรณีพิเศษ โดยมีเนื้อหาระบุว่า

ด้วยมีหน่วยงานต่าง ๆ และประชาชนสอบถามถึงการกำหนดให้วันพฤหัสบดีที่ 12 เมษายน 2561 เป็นวันหยุดกรณีพิเศษสำหรับสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจหรือไม่

ธนาคารแห่งประเทศไทยขอแจ้งให้ทราบว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่มีการประกาศวันดังกล่าว เป็นวันหยุดทำการของสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงเวลาดังกล่าว เนื่องจากสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจถือเป็นตัวกลางสำคัญในการให้บริการทางการเงินแก่ภาคธุรกิจและประชาชน
แบงค์ชาติคงไม่อยากให้ธุรกรรมทางการเงินของประเทศหยุดชะงักหลายวัน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11,03, 2018, 07:54:09 โดย H1N1 » บันทึกการเข้า
12,03, 2018, 16:43:11
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,681


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #77 เมื่อ: 12,03, 2018, 16:43:11 »

https://money.sanook.com/550547/

ประยุทธ์' ปลื้มไทยติดอันดับโลก 'ประเทศน่าลงทุนที่สุด'

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้รับทราบรายงานอันดับประเทศที่ดีที่สุดสำหรับการลงทุน ประจำปี 2561 ของ U.S.News ซึ่งประเทศไทยติดอันดับ 8 จาก 20 อันดับของโลก วิเคราะห์จากหลายปัจจัย เช่น เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ นวัตกรรม ทักษะแรงงาน ความชำนาญทางเทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม ประชากร และคอร์รัปชัน เป็นต้น 

ขณะที่ นายกรัฐมนตรี พอใจอันดับของไทยจากรายงานดังกล่าว ถือว่าเป็นข่าวดีทางเศรษฐกิจ เพราะต่างชาติให้การยอมรับประเทศไทย ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือกันทุกฝ่ายตั้งแต่ระดับนโยบาย ภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ใช้แรงงาน และประชาชนทุกคน ที่พัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดยั้ง และช่วยกันรักษาบรรยากาศของบ้านเมืองให้สงบ เพื่อดึงดูดความสนใจของนักลงทุนทั่วโลก

ขณะเดียวกัน เมื่อต้นปีที่ผ่านมา U.S.News เพิ่งเผยแพร่ผลการจัดอันดับประเทศที่ดีที่สุดในโลกในด้านต่าง ๆ ซึ่งประเทศไทยครองแชมป์อันดับ 1 เป็นประเทศที่เหมาะสมสำหรับการเริ่มธุรกิจ (Best Countries to start a Business) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าศักยภาพด้านเศรษฐกิจและการลงทุนของไทยนั้นจัดอยู่ในอันดับต้น ๆ ในสายตาของชาวโลก

>>> บิ๊กตู่เฮ! ไทยขึ้นแท่นประเทศชั้นนำของโลก

ทั้งนี้ รัฐบาลได้ปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการลงทุนตามนโยบายประเทศไทย 4.0 ซึ่งภาพลักษณ์ในเรื่องนี้เป็นสิ่งจูงใจนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาทำธุรกิจในไทยเป็นอย่างยิ่ง และผลการจัดอันดับดังกล่าวยังสอดคล้องกับอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ (Ease of Doing Business: EoDB) ของธนาคารโลกครั้งล่าสุด ที่ไทยมีอันดับดีขึ้นถึง 20 อันดับ จากอันดับที่ 46 ในปี 2560 เป็นอันดับที่ 26 ในปี 2561 ด้วย โดยมีฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ถูกจัดให้อยู่ใน 20 อันดับเช่นเดียวกัน สะท้อนในเห็นว่าภูมิภาคนี้กำลังเป็นที่สนใจของนักลงทุนต่างชาติ

ดังนั้น จึงถือว่านโยบายและความร่วมมือทางเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกเดินมาถูกทางแล้ว โดยทุกประเทศจะพัฒนาไปพร้อม ๆ กัน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 12,03, 2018, 16:44:43 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
12,03, 2018, 19:56:44
H1N1
สมาชิกครอบครัว
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 821



« ตอบ #78 เมื่อ: 12,03, 2018, 19:56:44 »

https://money.sanook.com/550547/

ประยุทธ์' ปลื้มไทยติดอันดับโลก 'ประเทศน่าลงทุนที่สุด'

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้รับทราบรายงานอันดับประเทศที่ดีที่สุดสำหรับการลงทุน ประจำปี 2561 ของ U.S.News ซึ่งประเทศไทยติดอันดับ 8 จาก 20 อันดับของโลก วิเคราะห์จากหลายปัจจัย เช่น เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ นวัตกรรม ทักษะแรงงาน ความชำนาญทางเทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม ประชากร และคอร์รัปชัน เป็นต้น 

ขณะที่ นายกรัฐมนตรี พอใจอันดับของไทยจากรายงานดังกล่าว ถือว่าเป็นข่าวดีทางเศรษฐกิจ เพราะต่างชาติให้การยอมรับประเทศไทย ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือกันทุกฝ่ายตั้งแต่ระดับนโยบาย ภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ใช้แรงงาน และประชาชนทุกคน ที่พัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดยั้ง และช่วยกันรักษาบรรยากาศของบ้านเมืองให้สงบ เพื่อดึงดูดความสนใจของนักลงทุนทั่วโลก

ขณะเดียวกัน เมื่อต้นปีที่ผ่านมา U.S.News เพิ่งเผยแพร่ผลการจัดอันดับประเทศที่ดีที่สุดในโลกในด้านต่าง ๆ ซึ่งประเทศไทยครองแชมป์อันดับ 1 เป็นประเทศที่เหมาะสมสำหรับการเริ่มธุรกิจ (Best Countries to start a Business) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าศักยภาพด้านเศรษฐกิจและการลงทุนของไทยนั้นจัดอยู่ในอันดับต้น ๆ ในสายตาของชาวโลก

>>> บิ๊กตู่เฮ! ไทยขึ้นแท่นประเทศชั้นนำของโลก

ทั้งนี้ รัฐบาลได้ปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการลงทุนตามนโยบายประเทศไทย 4.0 ซึ่งภาพลักษณ์ในเรื่องนี้เป็นสิ่งจูงใจนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาทำธุรกิจในไทยเป็นอย่างยิ่ง และผลการจัดอันดับดังกล่าวยังสอดคล้องกับอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ (Ease of Doing Business: EoDB) ของธนาคารโลกครั้งล่าสุด ที่ไทยมีอันดับดีขึ้นถึง 20 อันดับ จากอันดับที่ 46 ในปี 2560 เป็นอันดับที่ 26 ในปี 2561 ด้วย โดยมีฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ถูกจัดให้อยู่ใน 20 อันดับเช่นเดียวกัน สะท้อนในเห็นว่าภูมิภาคนี้กำลังเป็นที่สนใจของนักลงทุนต่างชาติ

ดังนั้น จึงถือว่านโยบายและความร่วมมือทางเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกเดินมาถูกทางแล้ว โดยทุกประเทศจะพัฒนาไปพร้อม ๆ กัน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
ข่าวดีประเทศน่าลงทุนอันดับ 8
แต่ปัญหาที่ต่างชาติไม่เข้ามาลงทุน ?
บันทึกการเข้า
13,03, 2018, 21:49:34
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,681


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #79 เมื่อ: 13,03, 2018, 21:49:34 »

https://www.prachachat.net/politics/news-129478

ครม.อนุมัติ งบกลางกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.5 แสนล้านบาท


13 มี.ค. 2561 นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ โฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ แถลงว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำเป็นงบประมาณ พ.ศ.2561 วงเงิน 1.5 แสนล้านบาท ประกอบด้วย งบกลางรายการค่าใช้จ่ายส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและชุมชน วงเงิน 4,600 ล้านบาท

แผนงานยุทธศาสตร์ปฏิรูปโครงสร้างการผลิตภาคเกษตร วงเงิน 24,300 ล้านบาท แผนงานยุทธศาสตร์เสริมสร้างศักยภาพและพัฒนาคุณภาพชีวิต วงเงิน 21,078 ล้านบาท แผนงานยุทธศาสตร์ส่งเสริมเศรษฐกิจและพัฒนาศักยภาพชุมชน วงเงิน 50,378 ล้านบาท และรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 49,641 ล้านบาท

โดยจำแนกออกตามกระทรวง อาทิ งบกลาง 4,600 ล้านบาท กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา 106 ล้านบาท กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 22,742 ล้านบาท กระทรวงมหาดไทย 31,875 ล้านบาท กระทรวงแรงงาน 2,120 ล้านบาท รัฐวิสาหกิจ 3,988 ล้านบาท กองทุนและเงินทุนหมุนเวียน ได้แก่ กองทุนประชารัฐ กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง 34,022 ล้านบาท

ทั้งนี้ จะส่งร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำเป็นงบประมาณ พ.ศ.2561 เข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในวันที่ 22 มีนาคม 2561

 
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
14,03, 2018, 05:52:40
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,681


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #80 เมื่อ: 14,03, 2018, 05:52:40 »

ภาษี มาจากไหน!?

ภาษีมาจากไหน? ใครจ่ายมากที่สุด และมีใครไหมที่ไม่ต้องจ่ายเลย
.
เดือนมีนาคมของทุกปี ก็คือฤดูกาลเสียภาษีของผู้ที่มีเงินได้สุทธิทั้งปีเกินกว่า 150,000 บาท ที่เรียกกันว่า ‘ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา’ ที่จะต้องทำให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 หากไม่อยากจ่ายค่าปรับเพิ่ม
.
แม้ภาษีชนิดนี้จะมีมูลค่าอยู่ไม่น้อยเป็นเงินหลายแสนล้านบาท/ปี แต่ก็ไม่ใช่แหล่งรายได้แหล่งเดียวของรัฐบาลแน่ๆ ทว่าในปัจจุบันก็ยังมีคนเข้าใจผิด คิดว่าคนที่เสียภาษีให้กับรัฐบาล ‘มีแค่ไม่กี่ล้านคน’ ที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเท่านั้น ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิดมหันต์
.
The MATTER กลับไปค้นข้อมูลในเอกสารงบประมาณ เพื่อดูว่า..

- รายได้ของรัฐบาลที่มาจากเงินภาษีของประชาชน มีที่มาจากอะไรบ้าง?

- ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคิดเป็นกี่เปอร์เซนต์?

- ภาษีชนิดไหนที่คิดเป็นสัดส่วนมากที่สุด?

- ใครต้องเสียภาษีอะไรบ้าง และจะมีใครไหมที่ไม่ต้องเสียภาษีอะไรเลย?
.
สำหรับปีงบประมาณ 2561 มีการประมาณการว่า รัฐบาลจะสามารถจัดเก็บภาษีอากรสุทธิได้ราว 2.23 ล้านล้านบาท คิดเป็น 77% ของรายได้ทั้งหมด
.
- ที่มาของข้อมูล http://www.bb.go.th/budget_book/preBook/pre-eBook2561/FILEROOM/CABILIBRARY61/DRAWER01/GENERAL/DATA0000/00000501.PDF
.
สำหรับการเก็บภาษีอากร จะแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ‘ภาษีทางตรง’ คือผู้เสียภาษีจ่ายเอง (ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา/ภาษีเงินได้นิติบุคคล/ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม) และ ‘ภาษีทางอ้อม’ คือเก็บจากบุคคลอื่น แต่ผู้เสียภาษีต้องรับภาระในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง (เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ ภาษีน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน ภาษีสินค้าเข้า-ออก ฯลฯ)
.
แต่แหล่งภาษีใหญ่ๆ จะมาจาก 3 แหล่ง คือภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT
.
สำหรับ #ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา มีผู้เสียภาษีอยู่เพียง 4 ล้านคน (จากผู้ยื่นแบบทั้งหมด 10 ล้านคน) รวมเป็นเงิน 3.32 แสนล้านบาท คิดเป็นราว 15% ของภาษีทั้งหมด
.
#ภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งเก็บจากบริษัทต่างๆ ราว 1.5 แสนแห่ง ประมาณกันว่าจะมีรวมกันราว 6.51 แสนล้านบาท คิดเป็น 29% ของภาษีทั้งหมด
.
แต่แหล่งภาษีที่มากที่สุดก็คือ #ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT (value-added tax) โดยผู้เสียภาษีชนิดนี้ก็คือ 'ทุกคน' ที่ซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าต่างๆ เพราะจะมีการบวก VAT ไว้ในราคาขายแล้ว คิดเป็นเงินรวมกันราว 8.21 แสนล้านบาท หรือ 37% ของภาษีทั้งหมด
.
ส่วนที่เหลืออีก 19% คิดเป็นเงินกว่า 4.26 แสนล้านบาท จะมาจากภาษีอากรประเภทอื่นๆ เกือบสิบประเภท เช่น ภาษีธุรกิจเฉพาะ ภาษีน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน ภาษีสินค้าเข้า-ออก เป็นต้น
.
นั่นแปลว่าแทบทุกคนจะต้องเสียภาษีในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเสมอ
.
- อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thematter.co/quick-bite/where-taxes-come-from/47569
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
14,03, 2018, 20:02:44
H1N1
สมาชิกครอบครัว
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 821



« ตอบ #81 เมื่อ: 14,03, 2018, 20:02:44 »

ภาษี มาจากไหน!?

ภาษีมาจากไหน? ใครจ่ายมากที่สุด และมีใครไหมที่ไม่ต้องจ่ายเลย
.
เดือนมีนาคมของทุกปี ก็คือฤดูกาลเสียภาษีของผู้ที่มีเงินได้สุทธิทั้งปีเกินกว่า 150,000 บาท ที่เรียกกันว่า ‘ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา’ ที่จะต้องทำให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 หากไม่อยากจ่ายค่าปรับเพิ่ม
.
แม้ภาษีชนิดนี้จะมีมูลค่าอยู่ไม่น้อยเป็นเงินหลายแสนล้านบาท/ปี แต่ก็ไม่ใช่แหล่งรายได้แหล่งเดียวของรัฐบาลแน่ๆ ทว่าในปัจจุบันก็ยังมีคนเข้าใจผิด คิดว่าคนที่เสียภาษีให้กับรัฐบาล ‘มีแค่ไม่กี่ล้านคน’ ที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเท่านั้น ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิดมหันต์
.
The MATTER กลับไปค้นข้อมูลในเอกสารงบประมาณ เพื่อดูว่า..

- รายได้ของรัฐบาลที่มาจากเงินภาษีของประชาชน มีที่มาจากอะไรบ้าง?

- ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคิดเป็นกี่เปอร์เซนต์?

- ภาษีชนิดไหนที่คิดเป็นสัดส่วนมากที่สุด?

- ใครต้องเสียภาษีอะไรบ้าง และจะมีใครไหมที่ไม่ต้องเสียภาษีอะไรเลย?
.
สำหรับปีงบประมาณ 2561 มีการประมาณการว่า รัฐบาลจะสามารถจัดเก็บภาษีอากรสุทธิได้ราว 2.23 ล้านล้านบาท คิดเป็น 77% ของรายได้ทั้งหมด
.
- ที่มาของข้อมูล http://www.bb.go.th/budget_book/preBook/pre-eBook2561/FILEROOM/CABILIBRARY61/DRAWER01/GENERAL/DATA0000/00000501.PDF
.
สำหรับการเก็บภาษีอากร จะแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ‘ภาษีทางตรง’ คือผู้เสียภาษีจ่ายเอง (ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา/ภาษีเงินได้นิติบุคคล/ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม) และ ‘ภาษีทางอ้อม’ คือเก็บจากบุคคลอื่น แต่ผู้เสียภาษีต้องรับภาระในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง (เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ ภาษีน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน ภาษีสินค้าเข้า-ออก ฯลฯ)
.
แต่แหล่งภาษีใหญ่ๆ จะมาจาก 3 แหล่ง คือภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT
.
สำหรับ #ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา มีผู้เสียภาษีอยู่เพียง 4 ล้านคน (จากผู้ยื่นแบบทั้งหมด 10 ล้านคน) รวมเป็นเงิน 3.32 แสนล้านบาท คิดเป็นราว 15% ของภาษีทั้งหมด
.
#ภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งเก็บจากบริษัทต่างๆ ราว 1.5 แสนแห่ง ประมาณกันว่าจะมีรวมกันราว 6.51 แสนล้านบาท คิดเป็น 29% ของภาษีทั้งหมด
.
แต่แหล่งภาษีที่มากที่สุดก็คือ #ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT (value-added tax) โดยผู้เสียภาษีชนิดนี้ก็คือ 'ทุกคน' ที่ซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าต่างๆ เพราะจะมีการบวก VAT ไว้ในราคาขายแล้ว คิดเป็นเงินรวมกันราว 8.21 แสนล้านบาท หรือ 37% ของภาษีทั้งหมด
.
ส่วนที่เหลืออีก 19% คิดเป็นเงินกว่า 4.26 แสนล้านบาท จะมาจากภาษีอากรประเภทอื่นๆ เกือบสิบประเภท เช่น ภาษีธุรกิจเฉพาะ ภาษีน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน ภาษีสินค้าเข้า-ออก เป็นต้น
.
นั่นแปลว่าแทบทุกคนจะต้องเสียภาษีในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเสมอ
.
- อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thematter.co/quick-bite/where-taxes-come-from/47569

ภาษีมาจากไหนไม่สำคัญ  สำคัญที่เก็บมาแล้วไปไหนต่อ....
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14,03, 2018, 20:04:28 โดย H1N1 » บันทึกการเข้า
15,03, 2018, 16:37:13
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,681


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #82 เมื่อ: 15,03, 2018, 16:37:13 »

https://www.grandprix.co.th/%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%AA-%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%99%E0%B8%8B%E0%B9%8C-%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%87/

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่ในไทย มุ่งผลักดันรถยนต์ไฟฟ้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เมอร์เซเดส-เบนซ์ คาร์เดินหน้าเสริมศักยภาพด้านการผลิตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังตัดสินใจเดินกลยุทธ์เพื่อรองรับรูปแบบการสัญจรที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าซึ่งกำลังมีความต้องการเพิ่มสูงขึ้นในภูมิภาค โดยนับจากนี้จนถึงปี 2563 ทางบริษัทฯ จะทุ่มเงินลงทุนรวมกว่า 100 ล้านยูโรเพื่อขยายการผลิตในไทยร่วมกับพันธมิตรในประเทศ คือ ธนบุรีประกอบรถยนต์ โดยเม็ดเงินดังกล่าวจะใช้เพื่อขยายโรงงานรถยนต์ที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างโรงงานประกอบแบตเตอรี่แห่งใหม่ขึ้นในที่ตั้งเดียวกันเพื่อเป็นหลักประกันว่าโรงงานในไทยจะมีเทคโนโลยีอันล้ำหน้าไว้พร้อมสำหรับรถยนต์ที่มีระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าและรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียว (Battery Electric Vehicle – BEV) ที่ผลิตขึ้นที่นี่

โครงการเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าในเครือข่ายการผลิตทั่วโลกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ คาร์ ที่มีความยืดหยุ่นและประสิทธิภาพในการผลิตสูง กำลังก้าวรุดหน้าด้วยดีและรวดเร็วอย่างยิ่ง โดยหนึ่งในแผนงานตามกลยุทธ์ของเราคือการร่วมมือกับพันธมิตร อย่าง              ธนบุรีประกอบรถยนต์ เพื่อเตรียมพร้อมสู่อนาคตแห่งการสัญจรในประเทศไทยที่จะขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ซึ่งจากแนวคิดการผลิตแบตเตอรี่ของเราที่มีมาตรฐานเดียวกันและขยายต่อเติมได้ ทำให้เราเปิดสายการผลิตได้อย่างรวดเร็วในภูมิภาคใดๆ ก็ตามด้วย ขนาดโรงงานที่เหมาะสม โรงงานแบตเตอรี่ในประเทศไทยจะเสริมเครือข่ายการผลิตแบตเตอรี่ทั่วโลกของเราให้มีโรงงานเพิ่มขึ้นเป็น 6 แห่งใน 3 ทวีป” มร. มาร์คุส เชฟเฟอร์ กรรมการบริหาร รถยนต์เมอร์เซเดส–เบนซ์ ฝ่ายการผลิตและการจัดการห่วงโซ่อุปทาน กล่าว

ด้วยข้อดีของการผลิตที่เป็นมาตรฐานเดียวกันและแนวคิดในการออกแบบโรงงาน แผนงานในการผลิตแบตเตอรี่ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ คาร์จึงสามารถปรับขยายได้เพื่อให้เหมาะสมกับการสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะต่างๆ และเพื่อให้การดำเนินการตามแผนการผลิตเป็นไปด้วยความยืดหยุ่นและสอดคล้องกับภาวะตลาดทั่วโลก

ดร. อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า เมอร์เซเดส-เบนซ์ ถือเป็นหนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์ระดับโลก และเป็นผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำของประเทศไทยด้วยผลิตภัณฑ์และบริการมาตรฐานระดับโลก ก่อให้เกิดการลงทุน สร้างรายได้ให้กับประเทศ และนับเป็นหนึ่งในพลังขับเคลื่อนที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศให้เติบโตก้าวหน้าทั้งด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสังคม โดยขณะนี้ ทางบริษัทฯ ได้มีการขอขยายการส่งเสริมการลงทุนผลิตรถยนต์รถยนต์ไฟฟ้าไฮบริดปลั๊กอิน (Plug-in Hybrid Electric Vehicles: PHEV) เป็นการตอบรับต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทย ที่มีเป้าหมายที่จะก้าวไปสู่การพัฒนายานยนต์แห่งอนาคตและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องที่ใช้พลังงานไฟฟ้า แสดงให้เห็นว่า เมอร์เซเดส-เบนซ์ จากประเทศเยอรมนี ได้เล็งเห็นความสำคัญของประเทศไทย ในการเป็นฐานการผลิตที่สำคัญในภูมิภาค อีกทั้งยังเป็นการยกระดับความสามารถคนไทยด้วยการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีที่เหนือกว่าการผลิตชิ้นส่วนทั่วไป ซึ่งจะช่วยให้อุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศก้าวหน้าเป็นอย่างมาก และสามารถสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาชาติอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

ภายในปี 2565 บริษัทฯ จะผสานระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเข้ากับรถยนต์ของ เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างทั่วถึง เพื่อให้ลูกค้ามีทางเลือกที่เป็นรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า อย่างน้อย 1 รุ่นในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่รถยนต์จากแบรนด์สมาร์ทไปจนถึงรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดใหญ่ รวมถึงบริษัทฯ กำลังวางแผนจะนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้ามากกว่า  50 รุ่นย่อยอีกด้วย ในขณะเดียวกันเมอร์เซเดส-เบนซ์ยังสนับสนุนการพัฒนารถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดและการแจ้งเกิดของระบบ 48 โวลท์ พร้อมด้วยรถยนต์รุ่นแรกในตระกูล EQ ซึ่งใช้ชื่อว่า EQC ที่จะเข้าสู่สายการผลิตในปี 2562 ที่เบรเมน ประเทศเยอรมนี ทั้งนี้ EQ เป็นแบรนด์เทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ที่ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของกลยุทธ์ CASE ซึ่งประกอบด้วยเสาหลักเชิงกลยุทธ์ที่ผสานกันอย่างชาญฉลาด ได้แก่ การเชื่อมต่อ (Connected), การขับเคลื่อนด้วยตัวเอง (Autonomous), ความยืดหยุ่นในการใช้งาน (Shared & Services) และระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า (Electric)

โรงงานผลิตแบตเตอรี่แห่งที่ 6 ของเมอร์เซเดส-เบนซ์

โรงงานแบตเตอรี่ในประเทศไทยจะเป็นหนึ่งในเครือข่ายการผลิตแบตเตอรี่ทั่วโลกของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ คาร์ โดยจะผลิตเพื่อรองรับความต้องการในประเทศและเพื่อส่งออกเดมเลอร์ใช้เงินลงทุนรวมกว่า 1,180 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (กว่า 1 พันล้านยูโร) ในเครือข่ายการผลิตแบตเตอรี่ดังกล่าว ซึ่งยังมีโรงงานทั้งในเยอรมนี สหรัฐอเมริกา และจีนอีกด้วย เครือข่ายการผลิตแบตเตอรี่นี้จะตอบสนองความต้องการในตลาดอย่างยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพเช่นเดียวกับการผลิตรถยนต์ ซึ่งกลยุทธ์นี้จะทำให้มีเทคโนโลยีแบตเตอรี่อันทันสมัยจากศูนย์กลางการผลิตในแต่ละพื้นที่ ทั้งยุโรป จีน และสหรัฐอเมริกาไว้พร้อมรองรับการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นตามแผนงานรถยนต์ไฟฟ้าของบริษัท ทั้งนี้ โรงงานผลิตแบตเตอรี่ในประเทศไทยมีแผนจะเริ่มเดินสายการผลิตภายในปี 2562

มั่นใจศักยภาพตลาดรถยนต์นั่งในประเทศไทย

การร่วมลงทุนในครั้งนี้ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ คาร์ และธนบุรีประกอบรถยนต์ซึ่งเป็นพันธมิตรในประเทศไทย ส่วนหนึ่งเพื่อการขยายโรงงานผลิตรถยนต์ที่มีอยู่ ซึ่งจะส่งผลให้ศักยภาพการผลิตรถยนต์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญด้วยจำนวนรุ่นที่มากขึ้น

มร. ไมเคิล เกรเว่ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เมอร์เซเดส-เบนซ์ ดำเนินธุรกิจด้วยความมุ่งมั่นที่จะมอบ “สิ่งที่ดีที่สุด” (THE BEST) ให้กับลูกค้าทั้งในวันนี้และวันข้างหน้า การลงทุนในครั้งนี้สะท้อนความเชื่อมั่นที่เรามีต่อศักยภาพของตลาดรถยนต์นั่งในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่เราทำตลาดอยู่ในปัจจุบันได้รับความนิยมอย่างสูงจากกลุ่มลูกค้า และเราจะยังคงเดินหน้าเพิ่มความหลากหลายของรถยนต์ที่ผลิตภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง”

ในปี 2560 เมอร์เซเดส-เบนซ์มียอดจำหน่ายรถยนต์ในประเทศไทยสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ด้วยจำนวนมากกว่า 14,000 คัน ซึ่งคิดเป็นอัตราการเติบโตสูงถึงสองหลัก โดยรุ่นที่มียอดจำหน่ายสูงสุดประกอบด้วยรถยนต์ซีดานตระกูล E-Class, C-Class และ CLA ในปัจจุบันเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ทำตลาดรถยนต์ที่ประกอบภายในประเทศรวมทั้งหมด 9 รุ่น โดยรุ่นที่เป็นรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดได้รับความนิยมอย่างมาก ทั้ง C-Class, S-Class และ GLE ในเวอร์ชั่นปลั๊กอินไฮบริดที่เปิดตัวในช่วงต้นปี 2559 และล่าสุดคือรุ่น E 350e Avantgarde, E 350e Exclusive และ E 350e AMG Dynamic นอกจากนี้เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังครองตำแหน่งผู้นำตลาดรถยนต์ระดับพรีเมี่ยมในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องมาตลอด 17 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี 2544

ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ส่งผลให้เมอร์เซเดส-เบนซ์ประสบความสำเร็จอย่างสูงในประเทศไทยคือความร่วมมืออันใกล้ชิดระหว่างเมอร์เซเดส-เบนซ์ แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย และ ธนบุรีประกอบรถยนต์ ในฐานะผู้ดำเนินงานด้านการผลิตในประเทศไทย โดยที่ในปี 2560 เพียงปีเดียว ธนบุรีประกอบรถยนต์สามารถผลิตรถยนต์ให้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้มากกว่า 12,000 คัน ในปัจจุบันโรงงานแห่งนี้มีพนักงานกว่า 1,000 คน และคาดการณ์ว่าเมื่อโครงการลงทุนครั้งนี้เสร็จสมบูรณ์ โรงงานแห่งนี้จะสร้างงานเพิ่มขึ้นอีกกว่า 300 ตำแหน่ง โดยในจำนวนนี้จะเป็นการจ้างงานในส่วนของการผลิตแบตเตอรี่เกือบ 100 ตำแหน่ง

มร. อันเดรอัส เลทเนอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การขยายโรงงานและการผลิตแบตเตอรี่ที่จะเริ่มขึ้นในอนาคต ณ โรงงานในจังหวัดสมุทรปราการ นับเป็นการกระชับความร่วมมือกับ  ธนบุรีประกอบรถยนต์ให้แข็งแกร่งขึ้นอีกขั้น และยังเป็นการเตรียมพร้อมของ เมอร์เซเดส-เบนซ์สำหรับรูปแบบการสัญจรในอนาคต นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสสำคัญสำหรับพนักงานของเราที่จะได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับหน้าที่ความรับผิดชอบใหม่ๆ ที่ต้องใช้ทักษะความรู้ขั้นสูง เพื่อเตรียมพร้อมพวกเขาสำหรับเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าที่สุด เรามุ่งมั่นที่จะเพิ่มบทบาทในภูมิภาคและสานต่อความร่วมมือกับพันธมิตรของเราในประเทศไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ความร่วมมือทั้งกับธนบุรีประกอบรถยนต์ซึ่งเป็นพันธมิตรของเรา และกับหน่วยงานภาครัฐของไทยล้วนเป็นไปอย่างดีเยี่ยม โดยเราได้รับการสนับสนุนที่จำเป็นในการดำเนินการผลิตของเราต่อไปให้ประสบความสำเร็จ

เมอร์เซเดส-เบนซ์ทุ่มเทอย่างเต็มที่เพื่อให้มั่นใจได้ว่ารถยนต์ทุกคันที่ผลิตในเครือข่ายการผลิตทั่วโลกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ คาร์มีคุณภาพสูงตามมาตรฐานของแบรนด์ไม่ว่าจะผลิตจากฐานการผลิตแห่งใดก็ตาม โดยในช่วงของการเตรียมการเพื่อเริ่มผลิตรถยนต์รุ่นใหม่หรือใช้เทคโนโลยีใหม่ พนักงานในประเทศไทยจะได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากทีมงานที่มีประสบการณ์สูงเพื่อให้พวกเขาคุ้นเคยกับกระบวนการผลิตใหม่ๆ เหล่านั้นด้วย

คุณวีระชัย เชาวน์ชาญกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด กล่าวว่า ธนบุรีประกอบรถยนต์มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ได้มอบความไว้วางใจให้เราเป็นผู้ผลิตอย่างเป็นทางการในการตั้งโรงงาน       แห่งใหม่ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการผลิตแบตเตอรี่ทั่วโลกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ คาร์ โรงงานผลิตแบตเตอรี่แห่งใหม่นี้จะตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาด 30 ไร่ ใกล้กับโรงงานประกอบรถยนต์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ในปัจจุบัน โดยมีแผนจะเริ่มเดินสายการผลิตในช่วงต้นปี 2562 เราตระหนักเป็นอย่างดีว่าความรู้ความสามารถของพนักงานฝ่ายผลิตมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเครือข่ายการผลิตทั่วโลกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ คาร์ ทั้งนี้ ด้วยคำยืนยันของเราที่ว่า “เราเชื่อมั่นในตัวบุคลากร เครือข่าย และการผลิตที่ใช้ทักษะฝีมือขั้นสูง” ดังนั้นในช่วงของการเตรียมตัวเปิดสายการผลิต พนักงานในประเทศไทยจะได้รับการสร้างเสริมความรู้ความชำนาญในการผลิตและความรู้ทางเทคนิคสำหรับการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด เพื่อให้มั่นใจได้อย่าเต็มเปี่ยมว่าแบตเตอรี่จะมีคุณภาพได้มาตรฐานทัดเทียมกับ แหล่งผลิตอื่นๆ ทั่วโลก
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15,03, 2018, 16:41:09 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
15,03, 2018, 20:09:22
H1N1
สมาชิกครอบครัว
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 821



« ตอบ #83 เมื่อ: 15,03, 2018, 20:09:22 »

https://www.grandprix.co.th/%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%AA-%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%99%E0%B8%8B%E0%B9%8C-%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%87/

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่ในไทย มุ่งผลักดันรถยนต์ไฟฟ้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เมอร์เซเดส-เบนซ์ คาร์เดินหน้าเสริมศักยภาพด้านการผลิตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังตัดสินใจเดินกลยุทธ์เพื่อรองรับรูปแบบการสัญจรที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าซึ่งกำลังมีความต้องการเพิ่มสูงขึ้นในภูมิภาค โดยนับจากนี้จนถึงปี 2563 ทางบริษัทฯ จะทุ่มเงินลงทุนรวมกว่า 100 ล้านยูโรเพื่อขยายการผลิตในไทยร่วมกับพันธมิตรในประเทศ คือ ธนบุรีประกอบรถยนต์ โดยเม็ดเงินดังกล่าวจะใช้เพื่อขยายโรงงานรถยนต์ที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างโรงงานประกอบแบตเตอรี่แห่งใหม่ขึ้นในที่ตั้งเดียวกันเพื่อเป็นหลักประกันว่าโรงงานในไทยจะมีเทคโนโลยีอันล้ำหน้าไว้พร้อมสำหรับรถยนต์ที่มีระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าและรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียว (Battery Electric Vehicle – BEV) ที่ผลิตขึ้นที่นี่

โครงการเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าในเครือข่ายการผลิตทั่วโลกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ คาร์ ที่มีความยืดหยุ่นและประสิทธิภาพในการผลิตสูง กำลังก้าวรุดหน้าด้วยดีและรวดเร็วอย่างยิ่ง โดยหนึ่งในแผนงานตามกลยุทธ์ของเราคือการร่วมมือกับพันธมิตร อย่าง              ธนบุรีประกอบรถยนต์ เพื่อเตรียมพร้อมสู่อนาคตแห่งการสัญจรในประเทศไทยที่จะขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ซึ่งจากแนวคิดการผลิตแบตเตอรี่ของเราที่มีมาตรฐานเดียวกันและขยายต่อเติมได้ ทำให้เราเปิดสายการผลิตได้อย่างรวดเร็วในภูมิภาคใดๆ ก็ตามด้วย ขนาดโรงงานที่เหมาะสม โรงงานแบตเตอรี่ในประเทศไทยจะเสริมเครือข่ายการผลิตแบตเตอรี่ทั่วโลกของเราให้มีโรงงานเพิ่มขึ้นเป็น 6 แห่งใน 3 ทวีป” มร. มาร์คุส เชฟเฟอร์ กรรมการบริหาร รถยนต์เมอร์เซเดส–เบนซ์ ฝ่ายการผลิตและการจัดการห่วงโซ่อุปทาน กล่าว

ด้วยข้อดีของการผลิตที่เป็นมาตรฐานเดียวกันและแนวคิดในการออกแบบโรงงาน แผนงานในการผลิตแบตเตอรี่ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ คาร์จึงสามารถปรับขยายได้เพื่อให้เหมาะสมกับการสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะต่างๆ และเพื่อให้การดำเนินการตามแผนการผลิตเป็นไปด้วยความยืดหยุ่นและสอดคล้องกับภาวะตลาดทั่วโลก

ดร. อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า เมอร์เซเดส-เบนซ์ ถือเป็นหนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์ระดับโลก และเป็นผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำของประเทศไทยด้วยผลิตภัณฑ์และบริการมาตรฐานระดับโลก ก่อให้เกิดการลงทุน สร้างรายได้ให้กับประเทศ และนับเป็นหนึ่งในพลังขับเคลื่อนที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศให้เติบโตก้าวหน้าทั้งด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสังคม โดยขณะนี้ ทางบริษัทฯ ได้มีการขอขยายการส่งเสริมการลงทุนผลิตรถยนต์รถยนต์ไฟฟ้าไฮบริดปลั๊กอิน (Plug-in Hybrid Electric Vehicles: PHEV) เป็นการตอบรับต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทย ที่มีเป้าหมายที่จะก้าวไปสู่การพัฒนายานยนต์แห่งอนาคตและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องที่ใช้พลังงานไฟฟ้า แสดงให้เห็นว่า เมอร์เซเดส-เบนซ์ จากประเทศเยอรมนี ได้เล็งเห็นความสำคัญของประเทศไทย ในการเป็นฐานการผลิตที่สำคัญในภูมิภาค อีกทั้งยังเป็นการยกระดับความสามารถคนไทยด้วยการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีที่เหนือกว่าการผลิตชิ้นส่วนทั่วไป ซึ่งจะช่วยให้อุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศก้าวหน้าเป็นอย่างมาก และสามารถสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาชาติอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

ภายในปี 2565 บริษัทฯ จะผสานระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเข้ากับรถยนต์ของ เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างทั่วถึง เพื่อให้ลูกค้ามีทางเลือกที่เป็นรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า อย่างน้อย 1 รุ่นในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่รถยนต์จากแบรนด์สมาร์ทไปจนถึงรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดใหญ่ รวมถึงบริษัทฯ กำลังวางแผนจะนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้ามากกว่า  50 รุ่นย่อยอีกด้วย ในขณะเดียวกันเมอร์เซเดส-เบนซ์ยังสนับสนุนการพัฒนารถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดและการแจ้งเกิดของระบบ 48 โวลท์ พร้อมด้วยรถยนต์รุ่นแรกในตระกูล EQ ซึ่งใช้ชื่อว่า EQC ที่จะเข้าสู่สายการผลิตในปี 2562 ที่เบรเมน ประเทศเยอรมนี ทั้งนี้ EQ เป็นแบรนด์เทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ที่ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของกลยุทธ์ CASE ซึ่งประกอบด้วยเสาหลักเชิงกลยุทธ์ที่ผสานกันอย่างชาญฉลาด ได้แก่ การเชื่อมต่อ (Connected), การขับเคลื่อนด้วยตัวเอง (Autonomous), ความยืดหยุ่นในการใช้งาน (Shared & Services) และระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า (Electric)

โรงงานผลิตแบตเตอรี่แห่งที่ 6 ของเมอร์เซเดส-เบนซ์

โรงงานแบตเตอรี่ในประเทศไทยจะเป็นหนึ่งในเครือข่ายการผลิตแบตเตอรี่ทั่วโลกของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ คาร์ โดยจะผลิตเพื่อรองรับความต้องการในประเทศและเพื่อส่งออกเดมเลอร์ใช้เงินลงทุนรวมกว่า 1,180 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (กว่า 1 พันล้านยูโร) ในเครือข่ายการผลิตแบตเตอรี่ดังกล่าว ซึ่งยังมีโรงงานทั้งในเยอรมนี สหรัฐอเมริกา และจีนอีกด้วย เครือข่ายการผลิตแบตเตอรี่นี้จะตอบสนองความต้องการในตลาดอย่างยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพเช่นเดียวกับการผลิตรถยนต์ ซึ่งกลยุทธ์นี้จะทำให้มีเทคโนโลยีแบตเตอรี่อันทันสมัยจากศูนย์กลางการผลิตในแต่ละพื้นที่ ทั้งยุโรป จีน และสหรัฐอเมริกาไว้พร้อมรองรับการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นตามแผนงานรถยนต์ไฟฟ้าของบริษัท ทั้งนี้ โรงงานผลิตแบตเตอรี่ในประเทศไทยมีแผนจะเริ่มเดินสายการผลิตภายในปี 2562

มั่นใจศักยภาพตลาดรถยนต์นั่งในประเทศไทย

การร่วมลงทุนในครั้งนี้ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ คาร์ และธนบุรีประกอบรถยนต์ซึ่งเป็นพันธมิตรในประเทศไทย ส่วนหนึ่งเพื่อการขยายโรงงานผลิตรถยนต์ที่มีอยู่ ซึ่งจะส่งผลให้ศักยภาพการผลิตรถยนต์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญด้วยจำนวนรุ่นที่มากขึ้น

มร. ไมเคิล เกรเว่ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เมอร์เซเดส-เบนซ์ ดำเนินธุรกิจด้วยความมุ่งมั่นที่จะมอบ “สิ่งที่ดีที่สุด” (THE BEST) ให้กับลูกค้าทั้งในวันนี้และวันข้างหน้า การลงทุนในครั้งนี้สะท้อนความเชื่อมั่นที่เรามีต่อศักยภาพของตลาดรถยนต์นั่งในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่เราทำตลาดอยู่ในปัจจุบันได้รับความนิยมอย่างสูงจากกลุ่มลูกค้า และเราจะยังคงเดินหน้าเพิ่มความหลากหลายของรถยนต์ที่ผลิตภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง”

ในปี 2560 เมอร์เซเดส-เบนซ์มียอดจำหน่ายรถยนต์ในประเทศไทยสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ด้วยจำนวนมากกว่า 14,000 คัน ซึ่งคิดเป็นอัตราการเติบโตสูงถึงสองหลัก โดยรุ่นที่มียอดจำหน่ายสูงสุดประกอบด้วยรถยนต์ซีดานตระกูล E-Class, C-Class และ CLA ในปัจจุบันเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ทำตลาดรถยนต์ที่ประกอบภายในประเทศรวมทั้งหมด 9 รุ่น โดยรุ่นที่เป็นรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดได้รับความนิยมอย่างมาก ทั้ง C-Class, S-Class และ GLE ในเวอร์ชั่นปลั๊กอินไฮบริดที่เปิดตัวในช่วงต้นปี 2559 และล่าสุดคือรุ่น E 350e Avantgarde, E 350e Exclusive และ E 350e AMG Dynamic นอกจากนี้เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังครองตำแหน่งผู้นำตลาดรถยนต์ระดับพรีเมี่ยมในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องมาตลอด 17 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี 2544

ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ส่งผลให้เมอร์เซเดส-เบนซ์ประสบความสำเร็จอย่างสูงในประเทศไทยคือความร่วมมืออันใกล้ชิดระหว่างเมอร์เซเดส-เบนซ์ แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย และ ธนบุรีประกอบรถยนต์ ในฐานะผู้ดำเนินงานด้านการผลิตในประเทศไทย โดยที่ในปี 2560 เพียงปีเดียว ธนบุรีประกอบรถยนต์สามารถผลิตรถยนต์ให้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้มากกว่า 12,000 คัน ในปัจจุบันโรงงานแห่งนี้มีพนักงานกว่า 1,000 คน และคาดการณ์ว่าเมื่อโครงการลงทุนครั้งนี้เสร็จสมบูรณ์ โรงงานแห่งนี้จะสร้างงานเพิ่มขึ้นอีกกว่า 300 ตำแหน่ง โดยในจำนวนนี้จะเป็นการจ้างงานในส่วนของการผลิตแบตเตอรี่เกือบ 100 ตำแหน่ง

มร. อันเดรอัส เลทเนอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การขยายโรงงานและการผลิตแบตเตอรี่ที่จะเริ่มขึ้นในอนาคต ณ โรงงานในจังหวัดสมุทรปราการ นับเป็นการกระชับความร่วมมือกับ  ธนบุรีประกอบรถยนต์ให้แข็งแกร่งขึ้นอีกขั้น และยังเป็นการเตรียมพร้อมของ เมอร์เซเดส-เบนซ์สำหรับรูปแบบการสัญจรในอนาคต นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสสำคัญสำหรับพนักงานของเราที่จะได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับหน้าที่ความรับผิดชอบใหม่ๆ ที่ต้องใช้ทักษะความรู้ขั้นสูง เพื่อเตรียมพร้อมพวกเขาสำหรับเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าที่สุด เรามุ่งมั่นที่จะเพิ่มบทบาทในภูมิภาคและสานต่อความร่วมมือกับพันธมิตรของเราในประเทศไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ความร่วมมือทั้งกับธนบุรีประกอบรถยนต์ซึ่งเป็นพันธมิตรของเรา และกับหน่วยงานภาครัฐของไทยล้วนเป็นไปอย่างดีเยี่ยม โดยเราได้รับการสนับสนุนที่จำเป็นในการดำเนินการผลิตของเราต่อไปให้ประสบความสำเร็จ

เมอร์เซเดส-เบนซ์ทุ่มเทอย่างเต็มที่เพื่อให้มั่นใจได้ว่ารถยนต์ทุกคันที่ผลิตในเครือข่ายการผลิตทั่วโลกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ คาร์มีคุณภาพสูงตามมาตรฐานของแบรนด์ไม่ว่าจะผลิตจากฐานการผลิตแห่งใดก็ตาม โดยในช่วงของการเตรียมการเพื่อเริ่มผลิตรถยนต์รุ่นใหม่หรือใช้เทคโนโลยีใหม่ พนักงานในประเทศไทยจะได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากทีมงานที่มีประสบการณ์สูงเพื่อให้พวกเขาคุ้นเคยกับกระบวนการผลิตใหม่ๆ เหล่านั้นด้วย

คุณวีระชัย เชาวน์ชาญกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด กล่าวว่า ธนบุรีประกอบรถยนต์มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ได้มอบความไว้วางใจให้เราเป็นผู้ผลิตอย่างเป็นทางการในการตั้งโรงงาน       แห่งใหม่ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการผลิตแบตเตอรี่ทั่วโลกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ คาร์ โรงงานผลิตแบตเตอรี่แห่งใหม่นี้จะตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาด 30 ไร่ ใกล้กับโรงงานประกอบรถยนต์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ในปัจจุบัน โดยมีแผนจะเริ่มเดินสายการผลิตในช่วงต้นปี 2562 เราตระหนักเป็นอย่างดีว่าความรู้ความสามารถของพนักงานฝ่ายผลิตมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเครือข่ายการผลิตทั่วโลกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ คาร์ ทั้งนี้ ด้วยคำยืนยันของเราที่ว่า “เราเชื่อมั่นในตัวบุคลากร เครือข่าย และการผลิตที่ใช้ทักษะฝีมือขั้นสูง” ดังนั้นในช่วงของการเตรียมตัวเปิดสายการผลิต พนักงานในประเทศไทยจะได้รับการสร้างเสริมความรู้ความชำนาญในการผลิตและความรู้ทางเทคนิคสำหรับการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด เพื่อให้มั่นใจได้อย่าเต็มเปี่ยมว่าแบตเตอรี่จะมีคุณภาพได้มาตรฐานทัดเทียมกับ แหล่งผลิตอื่นๆ ทั่วโลก
ต่อไป Plug-in Hybrid น่าจะมีทุกรุ่นนะครับ เครื่องยนต์คงจะมีให้เลือกในกลุ่มซุปเปอร์คาร์และตระกูล AMG
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16,03, 2018, 19:47:54 โดย H1N1 » บันทึกการเข้า
16,03, 2018, 19:49:48
H1N1
สมาชิกครอบครัว
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 821



« ตอบ #84 เมื่อ: 16,03, 2018, 19:49:48 »


  <a href="http://www.youtube.com/watch?v=86tWkfqwFrg" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=86tWkfqwFrg</a>
บันทึกการเข้า
16,03, 2018, 20:21:09
ชาวดง
พวกเราไม่ใช่คนดี 100%..............แต่เรื่องเดียวที่เราทำไม่เป็น..............คือ "เนรคุณในหลวง"
สมาชิกครอบครัว
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 720


« ตอบ #85 เมื่อ: 16,03, 2018, 20:21:09 »

 แว่นดำ
Sayan Rujiramora
https://www.facebook.com/sayan.rujiramora/posts/1735258129851000

Russia & China Just Signalled The World That It's Ready To Move Away From The Dollar : Bill Holter. March 14, 2018

08:20 Dave.......จีนกำลังเตรียมการที่จะให้มี เปโตรหยวนเกิดขึ้นในวันที่ 26 มีนาคมนี้ หลายๆประเทศก็เตรียมเข้ามาเป็นผู้ร่วมใช้ด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มตะวันออกกลาง ..เอเซีย ..และพวกสมาชิกของ กลุ่ม Belt Road และ BRICS ..นี่จะเป็นการคุกคามดอลล่าร์ได้อย่างไร

Bill......ลองมองย้อนกลับไปสัก 3-4 ปี จีนและรัสเซียได้มีการสร้างดีลทวิภาคีกับประเทศต่างๆทั่วโลก เรื่องความสะดวกของระบบเครดิตและการเคลียริ่งระหว่างกัน ที่จะทำให้ไม่ต้องเข้าระบบเครดิตของตะวันตก ไม่ต้องใช้การโอนเคลียริ่งของ SWIFT อีกเลย ไม่เกี่ยวกับดอลล่าร์เลย ....มีเรื่องที่ไม่น่าใช่เรื่องบังเอิญที่เมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ก่อน ที่ปูตินแถลงว่ารัสเซียมีอาวุธใหม่เหนือเสียงที่สามารถโจมตีได้ทุกแห่งในโลกโดยไม่มีใครขัดขวางได้ และในวันเสาร์ จีนก็มีการประกาศที่คล้ายกัน

......อย่างเดียวที่ทำให้ดอลล่าร์ยังคงมีอิทธิพลอยู่ได้มาตลอดโดยเฉพาะตั้งแต่หลังเหตุการณ์ 9/11 มาก็คืออำนาจทางทหาร เราเห็นได้จากอิรักและลิเบียที่พยายามจะออกห่างจากดอลล่าร์ จึงต้องพบกับสงครามที่ไม่รู้จบ... ตอนนี้เทคโนฯทางทหารของสหรัฐก็กำลังเริ่มจะเป็นรองโลกตะวันออกแล้ว และทำให้จีนกับรัสเซียเริ่มที่จะไม่ยอมอยู่ใต้อิทธิพลดอลล่าร์อีกต่อไป และพร้อมจะมาเป็นผู้นำของโลกด้านการค้าและระบบการเคลียริ่ง ...

14:40 Dave......คุณคิดว่าทองคำที่จีนมีอยู่จะใช้เพื่อแบ้คค่าของสกุลเงินเฟียตของจีน หรือเพียงแค่ให้เกิดความน่าเชื่อถือของเปโตรหยวนและระบบใหม่ของจีน

Bill......ผมไม่คิดว่าจีนจะใช้อิงค่าเงินและสามารถให้ใครมาแลกคืนเป็นทองคำได้ ผมคิดว่าน่าจะเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับระบบมากกว่า เพราะจีนเห็นตัวอย่างที่เกิดกับสหรัฐหลังสงครามโลกและสัญญา Bretton Woods ..ทองคำร่อยหรอจากคลังของสหรัฐออกไปอย่างรวดเร็ว เพราะดอลล่าร์ถูกส่งกลับมาแลกค่นอยู่เรื่อยๆ จีนไม่ต้องการให้เกิดแบบนั้นกับตน

15:35 Dave...... เรื่องนี้จะต้องใช้เวลาถึง 10 -15 ปีหรือไม่

Bill.....ไม่น่าเป็นอย่างนั้น เราจะเห็นดอลล่าร์ค่อยๆจางหายไป แต่จะเร็วมาก หยวนจะเติบโตเร็วขึ้นเรื่อยๆ ...ตั้งแต่หลัง 26 มีนาคมนี้อาจได้เห็นดอลล่าร์ตกไป 3-4-5 จุด ...ทรัพย์สินอะไรก็ตามที่อิงค่ากับดอลล่าร์จะได้เห็นว่ามันตกค่าไปเรื่อยๆ และในที่สุดก็จะเกิด hyperinflation ในประเทศ ...สำหรับประเทศที่เก็บสำรองเงินดอลล่าร์ไว้ก็จะพบว่าอำนาจซื้อของมันจะลดลงไป ดอลล่าร์จะมีที่ใช้ยากขึ้น ก็จะพยายามขายดอลล่าร์ออกไปทำให้ดอลล่าร์ถูกดัน ตกแรงขึ้นอีก เมื่อกลับถึงสหรัฐก็จะเหมือนกับสึนามิลูกใหญ่เลย ...เงินเฟ้อที่จะเกิดมันไม่ใช่แค่ 3-6% แต่ผมหมายถึง 25% หรือ 50% และในที่สุดก็จะไปถึงมูลค่าแท้จริงของมัน (intrinsic value) คือ 0% ...

...ปัญหาของสหรัฐด้านการค้ากับต่างประเทศก็จะมีปัญหาด้วย เพราะภาคการผลิตในประเทศก็ไม่สามารถผลิตสินค้าเพียงพอให้ใช้ในประเทศ ที่ผ่านๆมาเป็นการอิมพอร์ตเกือบทั้งหมด การขาดแคลนก็จะทำให้ราคามันสูงขึ้นอีก

....มาตรฐานการครองชีพของคนอเมริกันจะต้องตกต่ำลงไปมากกว่า 50% เป็นเวลาหลายๆปี ก่อนที่จะฟื้นฟูภาคการผลิตขึ้นมาได้

22:40 Dave.......เรื่องการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้คุณคิดว่าจะใช้เวลาเท่าไหร่

Bill.....มันตอบยาก ขึ้นอยู่กับว่า food supply อยู่ได้นานแค่ไหน สองเดือนหรืออาจจะหกเดือน ตลาดจะเป็นตัวกำหนดเอง แต่เรื่องที่ชัดเจนคือ มาตรฐานการครองชีพของอเมริกันและชาวตะวันตกทั้งหมดจะต้องเปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือ ..ต่อให้คุณเป็นเศรษฐีถือทองคำที่มีอำนาจซื้อที่เหนือกว่าเอาไว้ เพราะจะไม่มีอะไรในประเทศเหลือให้คุณซื้อได้ ลืมเรื่องอาหารหรูในภัตตาคารได้เลย ...lifestyles ของทุกคนจะเปลี่ยนไปหมด 100% มีแต่พวก off-the-grid เท่านั้นที่อยู่รอด (พวกที่ใช้ชีวิตพอเพียงแบบธรรมชาติ ไม่พึ่งพาไฟฟ้าเลย..)

.....จีนมีเหตุผลมากมายที่จะต้องกำหนดราคาทองคำให้สูงขึ้น เพราะจะเป็นการกันไม่ให้ผู้อื่นเข้าถึงทองคำได้ง่าย

25:45 Dave.....คุณคิดว่าการกดราคาทองคำมาตลอดหลายปีนี้เป็นการตั้งใจเปิดโอกาศให้จีนและรัสเซียซื้อหรือเปล่า

Bill....ใช่ ผมคิดอย่างนั้น ผมคิดว่ามีการตกลงกันไว้แล้วตั้งแต่ปี 2003 ว่าการที่ราคาทองคำต่ำอยู่จะเป็นการทำให้ตะวันตกยังคงอยู่ในอำนาจเป็นผู้นำอยู่ได้ ..จากที่ Robert Rubin เคยกล่าวไว้ว่า ให้พวกจีนเอาทองไปเถอะ ถ้าเราได้ยืดเวลาเตะกระป๋องไปเรื่อยอีกสักหกเดือนก็คุ้มแล้ว ...ตอนนี้มาถึงสุดซอยไม่มีที่ให้เตะกระป๋องต่อไปได้อีกแล้ว ..ดอลล่าร์ตกไป 12-13-14% นับจากหนึ่งปีที่ผ่านมา อัตราดอกเบี้ยก็สูงขึ้น ..ไปดู LIBOR แล้วก็จะเห็นได้ถึงสถานการณ์เครดิตตอนนี้ ...เรื่องทั้งหมดมันเริ่มแล้ว

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=RL2-9gmS718" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=RL2-9gmS718</a>
บันทึกการเข้า
16,03, 2018, 21:44:43
angy*+รักในหลวง+*
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,733


ชีวิตไม่กลางเพราะเลือกข้างในหลวง


« ตอบ #86 เมื่อ: 16,03, 2018, 21:44:43 »

ตามครับ ธุจ้า ธุจ้า
บันทึกการเข้า
17,03, 2018, 08:30:12
ชาวดง
พวกเราไม่ใช่คนดี 100%..............แต่เรื่องเดียวที่เราทำไม่เป็น..............คือ "เนรคุณในหลวง"
สมาชิกครอบครัว
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 720


« ตอบ #87 เมื่อ: 17,03, 2018, 08:30:12 »

 แว่นดำ
Sayan Rujiramora
https://www.facebook.com/sayan.rujiramora/posts/1736119803098166

Finance and Liberty. March 15, 2018
China & Russia Preparing For Imminent Collapse | Elijah Johnson : Jim Willie

04:39 Elijah .......เมื่อยูเอสดอลล่าร์ตัองสูญเสียความเป็นรีเสิร์ฟของโลก เศรษฐกิจของจีนจะได้รับผลกระทบอย่างไร

Jim......ถ้ามองย้อนไปสัก 12-15 ปี จะเห็นว่าเศรษฐกิจของจีนขึ้นอยู่กับการ outsource ของสหรัฐ แรกๆสหรัฐ outsource งานผลิตไปยังประเทศแถบ pacific rim ต่อมาก็เป็นจีนเป็นส่วนใหญ่ เรียกได้ว่าเป็นระบบที่พึ่งพากันและกัน (synergy) กลายเป็นระบบที่สหรัฐหยุดไม่ได้เลย

....มาช่วงระยะ 3-4 ปีนี้ จีนพยายามจะเสริมสร้างประเทศในแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้และเอเซียตะวันออกให้เข้มแข็งขึ้นทางเศรษฐกิจ บริเวณ pacific rim แถบนี้มีศักยภาพมากกว่าพื้นที่อื่นๆในเอเซียทั้งหมด ทั้งสิงคโปร์ อินโดนีเซีย ไต้หวัน เกาหลี ญี่ปุ่น ฮ่องกง รวมเป็นเขตเศรษฐกิจที่ใหญ่ จีนต้องการเชื่อมให้เข้ากับโครงการ Belt Road Initiative ...นอกจากนี้ยังมีประเทศไทยที่ถือเป็นสะพานใหญ่เชื่อมเข้ากับอีกหลายๆประเทศเช่นเมียนม่าร์ เพื่อการกระจายสินค้า..จีนยังพัฒนาคนชั้นกลางในประเทศ และสร้างดีมานด์ภายในประเทศเพิ่มขึ้น ...ความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นทั้งภายในและแถบประเทศเพื่อนบ้านเป็นบริเวณใหญ่

....จีนมีความเป็นทุนนิยมที่เหนือกว่าพวก Idiotic Americans ที่ล้าหลัง มี mindset ที่เอาแต่เพิ่มงบประมาณทหาร สหรัฐผิดพลาดไม่ใช่แค่นโยบายต่างประเทศแต่ยังมีเรื่องของนโยบายเศรษฐกิจด้วย ตรงข้ามกับจีนที่เสริมสร้างเศรษฐกิจและดีมานด์ภายในประเทศ โดยใช้เงินจากพันธบัตรสหรัฐที่อยู่ในมือสร้างโครงสร้างพื้นฐานในประเทศมากมาย ...ภายในสองปี จีนสร้างโครงข่ายท่อส่งน้ำมันตรงจากรัสเซียเข้าประเทศโดยใช้พันธบัตรอเมริกัน

.....Jack Ma ไปพูดไว้ที่การประชุม Davos เมื่อ 6-7 เดือนก่อน ทำไมสหรัฐไม่มองไปที่ตัวเองถึงการใช้เงินลงทุนรวม $25 ล้านล้านภายในหนึ่งช่วงอายุ ให้หมดไปกับการสงคราม การทหารและอาวุธซึ่งไม่ได้ให้ผลอะไรต่อประชาชนเลย...นี่คือสิ่งที่สหรัฐทำลงไป

44:20 Elijah......ถ้าเวเนซูล่า กาต้าร์ จีน และรัสเซียตัดสินใจไม่ใช้ดอลล่าร์ ทำไมดอลล่าร์ยังคงอยู่ได้และอัตราดอกเบี้ยก็ยังไม่ไปไหน

Jim.....นั่นก็เพราะดอลล่าร์ยังอยู่ในการควบคุมของ Exchange Stabilization Fund (ESF) กองทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยน ที่พิมพ์เงินออกซื้อหนี้และควบคุมอัตราไว้ ถึงแม้ชาติต่างๆกำลังดั๊มพ์หนี้เหล่านั้นอยู่ เรียกว่ากำลังสร้างคลื่นใต้น้ำที่รุนแรงที่เป็นอันตรายมาก ..เมื่อครึ่งเดือนหลังของมกราคมและตลอดเดือนกุมภาพันธ์เราก็ได้เห็น การตกของดอลล่าร์พร้อมๆกับตลาดบอนด์และตลาดหุ้น มันไม่เคยเกิดพร้อมกันมา 20 ปีแล้ว

...สิ่งที่จะเกิดต่อไปคือความเสียหายของพอร์ทอนุพันธ์ของเปโตรดอลล่าร์ มันจะเป็นการรวมกันของอนุพันธ์..น้ำมัน ..ดอลล่าร์ ..และสกุลเงินหลักอีกหลายสกุล ....บทสรุปมันไม่เกิดทันทีทันใดหรอก แต่จะเจ็บปวดอยู่เป็นระยะเวลานาน

....เมื่อกลุ่มประเทศเหล่านี้ขายน้ำมันโดยไม่เกี่ยวกับดอลล่าร์ จะมีสองเหตุการณ์เกิดขึ้น ..หนึ่งเมื่อซาอุดิฯซื้อขายกับจีนเป็นหยวน (จีนใช้วิธีเข้าถือหุ้นใน AramCo) จะมีช้อคเกิดขึ้นกับเปโตรดอลล่าร์ behind the scene ..ทำให้สหรัฐจำต้องยอมรับว่าโลกจะเริ่มมีเงินหลักสองสกุลแล้ว ....King Dollar จะเริ่มได้แผลแรกแต่ยังไม่ตาย มันยังต้องได้รับอีกหลายแผลกว่าจะตาย

....อีกเหตุการณ์หนึ่งคือ ..กลุ่ม Rosneft oil consortium ของรัสเซีย นี่คือกลุ่มที่จะมาแทน OPEC ที่ถือได้ว่าตายไปสองปีมาแล้ว ตอนนี้ Rosneft มีสัญญาซื้อน้ำมันจากอิหร่าน ซาอุดิฯ เวเนฯ และกำลังเจรจากับเม้กซิโก พวกนี้ไม่ได้เป็นมิตรกับสหรัฐ ...นี่เป็นวิธีที่ฉลาดมากของพวกรัสเซีย ..Rosneft เป็นกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในโลกอยู่แล้ว จะซื้อน้ำมันจากผู้ผลิตเหล่านี้เพื่อผสมน้ำมันต่างชนิด กำจัดสิ่งปนเปื้อนเช่นกำมะถัน จนได้เป็นคุณภาพเดียวและขายออกในตลาดโลก โดยไม่อิงกับดอลล่าร์ Rosneft จะเป็นกลุ่ม cartel ใหม่ที่เป็น non-dollar และจะมาแทน OPEC ที่ไม่สามารถควบคุมประเทศสมาชิกได้ ไม่สามารถคุมราคาน้ำมันได้ ที่ราคาขยับขึ้นตอนนี้ก็เพราะ Fed ร่วมกับวอลล์สตรีทเข้าซื้อสัญญาฟิวเจอร์เอาไว้เท่านั้น

.....นี่ไม่ใช่แค่มีด แต่เป็นดาบของทหารคอสแซ้กที่แทงทะลุหัวใจของ King Dollar ..
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=bs7qc71Wukw" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=bs7qc71Wukw</a>
บันทึกการเข้า
17,03, 2018, 10:43:38
H1N1
สมาชิกครอบครัว
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 821



« ตอบ #88 เมื่อ: 17,03, 2018, 10:43:38 »

อิทธิพลของเปโตรดอลล่าร์จะสั่นคลอนหรือไม่ อะไรจะเกิดขึ้น คงต้องรอดูกันอีกไม่นานก็น่าจะพอเห็นแนวโน้มกันแล้วครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17,03, 2018, 15:10:18 โดย H1N1 » บันทึกการเข้า
17,03, 2018, 20:14:13
H1N1
สมาชิกครอบครัว
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 821



« ตอบ #89 เมื่อ: 17,03, 2018, 20:14:13 »

แว่นดำ
Sayan Rujiramora
https://www.facebook.com/sayan.rujiramora/posts/1735258129851000

Russia & China Just Signalled The World That It's Ready To Move Away From The Dollar : Bill Holter. March 14, 2018

08:20 Dave.......จีนกำลังเตรียมการที่จะให้มี เปโตรหยวนเกิดขึ้นในวันที่ 26 มีนาคมนี้ หลายๆประเทศก็เตรียมเข้ามาเป็นผู้ร่วมใช้ด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มตะวันออกกลาง ..เอเซีย ..และพวกสมาชิกของ กลุ่ม Belt Road และ BRICS ..นี่จะเป็นการคุกคามดอลล่าร์ได้อย่างไร

Bill......ลองมองย้อนกลับไปสัก 3-4 ปี จีนและรัสเซียได้มีการสร้างดีลทวิภาคีกับประเทศต่างๆทั่วโลก เรื่องความสะดวกของระบบเครดิตและการเคลียริ่งระหว่างกัน ที่จะทำให้ไม่ต้องเข้าระบบเครดิตของตะวันตก ไม่ต้องใช้การโอนเคลียริ่งของ SWIFT อีกเลย ไม่เกี่ยวกับดอลล่าร์เลย ....มีเรื่องที่ไม่น่าใช่เรื่องบังเอิญที่เมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ก่อน ที่ปูตินแถลงว่ารัสเซียมีอาวุธใหม่เหนือเสียงที่สามารถโจมตีได้ทุกแห่งในโลกโดยไม่มีใครขัดขวางได้ และในวันเสาร์ จีนก็มีการประกาศที่คล้ายกัน

......อย่างเดียวที่ทำให้ดอลล่าร์ยังคงมีอิทธิพลอยู่ได้มาตลอดโดยเฉพาะตั้งแต่หลังเหตุการณ์ 9/11 มาก็คืออำนาจทางทหาร เราเห็นได้จากอิรักและลิเบียที่พยายามจะออกห่างจากดอลล่าร์ จึงต้องพบกับสงครามที่ไม่รู้จบ... ตอนนี้เทคโนฯทางทหารของสหรัฐก็กำลังเริ่มจะเป็นรองโลกตะวันออกแล้ว และทำให้จีนกับรัสเซียเริ่มที่จะไม่ยอมอยู่ใต้อิทธิพลดอลล่าร์อีกต่อไป และพร้อมจะมาเป็นผู้นำของโลกด้านการค้าและระบบการเคลียริ่ง ...

14:40 Dave......คุณคิดว่าทองคำที่จีนมีอยู่จะใช้เพื่อแบ้คค่าของสกุลเงินเฟียตของจีน หรือเพียงแค่ให้เกิดความน่าเชื่อถือของเปโตรหยวนและระบบใหม่ของจีน

Bill......ผมไม่คิดว่าจีนจะใช้อิงค่าเงินและสามารถให้ใครมาแลกคืนเป็นทองคำได้ ผมคิดว่าน่าจะเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับระบบมากกว่า เพราะจีนเห็นตัวอย่างที่เกิดกับสหรัฐหลังสงครามโลกและสัญญา Bretton Woods ..ทองคำร่อยหรอจากคลังของสหรัฐออกไปอย่างรวดเร็ว เพราะดอลล่าร์ถูกส่งกลับมาแลกค่นอยู่เรื่อยๆ จีนไม่ต้องการให้เกิดแบบนั้นกับตน

15:35 Dave...... เรื่องนี้จะต้องใช้เวลาถึง 10 -15 ปีหรือไม่

Bill.....ไม่น่าเป็นอย่างนั้น เราจะเห็นดอลล่าร์ค่อยๆจางหายไป แต่จะเร็วมาก หยวนจะเติบโตเร็วขึ้นเรื่อยๆ ...ตั้งแต่หลัง 26 มีนาคมนี้อาจได้เห็นดอลล่าร์ตกไป 3-4-5 จุด ...ทรัพย์สินอะไรก็ตามที่อิงค่ากับดอลล่าร์จะได้เห็นว่ามันตกค่าไปเรื่อยๆ และในที่สุดก็จะเกิด hyperinflation ในประเทศ ...สำหรับประเทศที่เก็บสำรองเงินดอลล่าร์ไว้ก็จะพบว่าอำนาจซื้อของมันจะลดลงไป ดอลล่าร์จะมีที่ใช้ยากขึ้น ก็จะพยายามขายดอลล่าร์ออกไปทำให้ดอลล่าร์ถูกดัน ตกแรงขึ้นอีก เมื่อกลับถึงสหรัฐก็จะเหมือนกับสึนามิลูกใหญ่เลย ...เงินเฟ้อที่จะเกิดมันไม่ใช่แค่ 3-6% แต่ผมหมายถึง 25% หรือ 50% และในที่สุดก็จะไปถึงมูลค่าแท้จริงของมัน (intrinsic value) คือ 0% ...

...ปัญหาของสหรัฐด้านการค้ากับต่างประเทศก็จะมีปัญหาด้วย เพราะภาคการผลิตในประเทศก็ไม่สามารถผลิตสินค้าเพียงพอให้ใช้ในประเทศ ที่ผ่านๆมาเป็นการอิมพอร์ตเกือบทั้งหมด การขาดแคลนก็จะทำให้ราคามันสูงขึ้นอีก

....มาตรฐานการครองชีพของคนอเมริกันจะต้องตกต่ำลงไปมากกว่า 50% เป็นเวลาหลายๆปี ก่อนที่จะฟื้นฟูภาคการผลิตขึ้นมาได้

22:40 Dave.......เรื่องการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้คุณคิดว่าจะใช้เวลาเท่าไหร่

Bill.....มันตอบยาก ขึ้นอยู่กับว่า food supply อยู่ได้นานแค่ไหน สองเดือนหรืออาจจะหกเดือน ตลาดจะเป็นตัวกำหนดเอง แต่เรื่องที่ชัดเจนคือ มาตรฐานการครองชีพของอเมริกันและชาวตะวันตกทั้งหมดจะต้องเปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือ ..ต่อให้คุณเป็นเศรษฐีถือทองคำที่มีอำนาจซื้อที่เหนือกว่าเอาไว้ เพราะจะไม่มีอะไรในประเทศเหลือให้คุณซื้อได้ ลืมเรื่องอาหารหรูในภัตตาคารได้เลย ...lifestyles ของทุกคนจะเปลี่ยนไปหมด 100% มีแต่พวก off-the-grid เท่านั้นที่อยู่รอด (พวกที่ใช้ชีวิตพอเพียงแบบธรรมชาติ ไม่พึ่งพาไฟฟ้าเลย..)

.....จีนมีเหตุผลมากมายที่จะต้องกำหนดราคาทองคำให้สูงขึ้น เพราะจะเป็นการกันไม่ให้ผู้อื่นเข้าถึงทองคำได้ง่าย

25:45 Dave.....คุณคิดว่าการกดราคาทองคำมาตลอดหลายปีนี้เป็นการตั้งใจเปิดโอกาศให้จีนและรัสเซียซื้อหรือเปล่า

Bill....ใช่ ผมคิดอย่างนั้น ผมคิดว่ามีการตกลงกันไว้แล้วตั้งแต่ปี 2003 ว่าการที่ราคาทองคำต่ำอยู่จะเป็นการทำให้ตะวันตกยังคงอยู่ในอำนาจเป็นผู้นำอยู่ได้ ..จากที่ Robert Rubin เคยกล่าวไว้ว่า ให้พวกจีนเอาทองไปเถอะ ถ้าเราได้ยืดเวลาเตะกระป๋องไปเรื่อยอีกสักหกเดือนก็คุ้มแล้ว ...ตอนนี้มาถึงสุดซอยไม่มีที่ให้เตะกระป๋องต่อไปได้อีกแล้ว ..ดอลล่าร์ตกไป 12-13-14% นับจากหนึ่งปีที่ผ่านมา อัตราดอกเบี้ยก็สูงขึ้น ..ไปดู LIBOR แล้วก็จะเห็นได้ถึงสถานการณ์เครดิตตอนนี้ ...เรื่องทั้งหมดมันเริ่มแล้ว

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=RL2-9gmS718" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=RL2-9gmS718</a>
ขอบคุณครับ สำหรับข้อมูลความรู้ทางการเงินโลกครับ 
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 4 5 [6] 7 8 9   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: