GUN IN THAILAND
25,06, 2018, 07:20:31 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Google
หน้า: 1 ... 8 9 [10] 11 12 13   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส  (อ่าน 3074 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
27,04, 2018, 23:23:19
H1N1
สมาชิกครอบครัว
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 973



« ตอบ #135 เมื่อ: 27,04, 2018, 23:23:19 »


https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=1659524800822033&id=100002935879172

#ถนนเกาหลี   

ครั้งหนึ่ง อดีตประธานธิบดีเกาหลีใต้เคยทำงานที่ประเทศไทย

 เมื่อเอ่ยถึง “ถนนเกาหลี” คนกรุงเทพฯ อาจจะนึกถึงถนนสุขุมวิทช่วงซอยนานาจนถึงแยกอโศก เพราะมีร้านอาหารเกาหลีและมีชาวเกาหลีพักอาศัยค่อนข้างมาก

แต่สำหรับคนในสามจังหวัดชายแดนใต้ โดยเฉพาะที่มีอายุ ๓๐ ปีขึ้นไป คำว่า "ถนนเกาหลี" หรือ “บาตะฮ กอลี" ในภาษามลายูปัตตานี จะนึกถึง ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๒ ช่วงปัตตานี-นราธิวาสโดยไม่มีทางที่จะนึกถึงถนนเส้นอื่นได้เลย

                ทางหลวงหมายเลข ๔๒ หรือ ถนนเกาหลี หรือบาตะฮ กอลี ของคนสามจังหวัดชายแดนใต้ เป็นถนนที่สร้างขึ้นโดยรัฐบาลไทยรับเงินกู้จาก World Bank หรือธนาคารโลกเพื่อสร้างถนนลาดยางความยาว ๑๐๐ กิโลเมตร
เริ่มหลักกิโลเมตรที่ ๐ จากบ้านดอนรัก จนสิ้นสุดหลักกิโลเมตรที่ ๑๐๐ ในเขตจังหวัดนราธิวาส

                ลุงพรหรือนายสมพร ถาวโร เจ้าหน้าที่ของแขวงการทางจังหวัดปัตตานี ขณะนั้นลุงพรเป็นหัวหน้างานสถิติของแขวงการทางจังหวัดปัตตานี ตำแหน่งหน้าที่จึงต้องเกี่ยวข้องกับการก่อสร้างถนนเกาหลีเส้นนี้ได้เล่าว่า ถนนเกาหลีเริ่มสร้างเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๘ และเสร็จประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๑
โดยมีบริษัทรับเหมาก่อสร้างคือ บริษัท เฮียนได คอนสรั๊คชั่น จำกัด [Hyun DaiConstruction Co,Ltd.] และมี บริษัท เดอ ลูคาเทอร์ จำกัด [The Lucater Co,Ltd.] เป็นบริษัทที่มาควบคุมงาน ตรวจสอบการก่อสร้างของบริษัท เฮียนได คอนสรั๊คชั่น จำกัด อีกทอดหนึ่ง

                บริษัท เฮียนได คอนสตรั๊คชั่น จำกัด ในภาษาอังกฤษเขียนว่า Hyun Dai คือบริษัทที่เราคุ้นหูว่า ฮุนได ในปัจจุบันนั่นเอง

                จากข้อมูลชีวประวัติของนาย ลี มย็อง-บัก [Mr. Yi Myung-bak] ประธานาธิบดีคนที่ ๑๐ สมัยที่ ๑๗ ของเกาหลีใต้อดีตประธานาธิบดีของเกาหลีใต้ท่านนี้เริ่มทำงานครั้งแรกกับบริษัท เฮียนได คอน-สรั๊คชั่น จำกัด เมื่อปี ค.ศ. ๑๙๖๕ หรือ พ.ศ.๒๕๐๘ ขณะนั้นอายุประมาณ ๒๔ ปี และงานแรกก็คือ การมาทำงานก่อสร้างถนนเกาหลีหรือทางหลวงแผ่นดินสาย ๔๒ (ปัตตานี-นราธิวาส)

                และโครงการรับเหมาก่อสร้างข้ามชาติครั้งแรกของบริษัท เฮียนได คอนสรั๊คชั่น จำกัด ก็คือโครงการสร้างถนน

สายปัตตานี-นราธิวาส หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ถนนเกาหลี” นี่เอง ต่อมาเมื่อเสร็จโครงการนี้นาย ลี มย็อง-บัก ได้กลับไปรับตำแหน่งใหม่ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลี และอีกไม่กี่ปีจึงก้าวไปเป็นผู้บริหารของบริษัท เฮียนได คอนสรั๊คชั่น  จำกัด

                มีเสียงลือจากชาวบ้านแถบอำเภอสายบุรีว่า นายช่างลีชายหนุ่มชาวเกาหลีหลงรักสาวมลายูมุสลิมท้องถิ่นคนหนึ่ง ถึงขนาดไปทาบทามสู่ขอ แต่พ่อของฝ่ายหญิงไม่ยอมยกลูกสาวให้นายช่างลี เพราะไม่อยากได้ลูกเขยที่เป็นมุอัลลัฟ (มุสลิมใหม่)

ลุงพรเล่าให้ฟังว่า ฝรั่งวิศวกรของบริษัท เดอ ลูคาเทอร์ จำกัด เป็นคนที่เคร่งครัดในหน้าที่มาก จนถึงขนาดว่าครั้งหนึ่งวิศวกรฝรั่งคนนี้ตรวจสอบว่าถนนบางช่วงที่ระยะทางราว ๒๐๐ เมตร ประมาณช่วงอำเภอปาลัส ที่บริษัท เฮียนได คอนสรั๊คชั่น จำกัดได้ก่อสร้างไปแล้วนั้น ไม่ได้มาตรฐานตามที่กำหนดไว้ในสัญญาว่าจ้าง คือยังมีโคนต้นมะพร้าวที่ยังเอาออกไม่หมดฝังอยู่ใต้ผิวถนน วิศวกรฝรั่งท่านนี้ถึงกับให้ภรรยาซึ่งเป็นชาวอินโดนีเซียปิดประตูบ้านพักไม่ยอมให้ผู้บริหารของบริษัท เฮียนได คอนสรั๊คชั่น จำกัด เข้าพบเพราะไม่ต้องการให้เจ้าหน้าที่ของบริษัท เฮียนได คอนสรั๊คชั่น จำกัด มาเจรจาให้สินบนหรือขอร้องใดๆ ทั้งสิ้น จนบริษัทฯ ต้องรื้อถนนช่วงนั้นแล้วก่อสร้างใหม่

               ในสมัยที่จะเริ่มมีการก่อสร้างทางเส้นนี้ บรรดาผู้รับเหมาก่อสร้างในพื้นที่ต่างก็คาดหมายว่าจะหาทางขายหินแกรนิตให้แก่บริษัท เฮียนได คอนสรั๊คชั่น จำกัดทั้งสิ้น ด้วยความที่คิดว่าบริษัทเกาหลีต้องพึ่งพิงโรงโม่หินในพื้นที่ แต่ปรากฏว่าบริษัทเกาหลีแห่งนี้กลับสร้างโรงโม่หินของตัวเองขึ้นมาเพื่อรองรับการป้อนวัสดุที่จำเป็นในการก่อสร้างถนนที่บริเวณอำเภอปาลัส  ปัจจุบันก็ยังปรากฏร่องรอยของโรงโม่หินเกาหลีอยู่ที่ใกล้ๆ กับตลาดปาลัส

                นอกเหนือจากการสร้างโรงโม่หินแล้ว บริษัท เฮียนได คอนสรั๊คชั่น จำกัด  ยังได้จัดสร้างสวนหย่อมและศาลาชมวิวริมทางทุกวันนี้ยังคงมีร่องรอยสวนสาธารณะที่ทางบริษัท เฮียนได คอนสรั๊คชั่น จำกัด ได้สร้างไว้เป็นที่พักผ่อนของคนงาน มีชื่อที่ชาวบ้านในสมัยก่อนเรียกกันว่า “สวนเกาหลี” ตั้งอยู่บริเวณบ้านเจาะปลิง อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานีและยังมีร่องรอยของที่พักคนงานอยู่ที่ ตำบลปิยามุมัง อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี  ซึ่งคนที่นั่นเรียกบริเวณนั้นว่า “โคกเกาหลี”

แขวงทางหลวงปัตตานีPattani Highway District
แขวงทางหลวงนราธิวาส กรมทางหลวง
ขอขอบคุณ                                                                               

ที่มาของข้อมูล: จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ  วิริยะพันธุ์ 
ปีที่ ๑๘ ฉบับที่ ๑๐๑ (ม.ค.-มี.ค.๒๕๕๗)

ที่มาของภาพประกอบ: สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทยมีภาพประกอบในfac ebook อีกภาพนะครับ



มาอ่านเรื่องดีๆทำให้ได้รู้จักท่านปธน.มากขึ้น
ชื่นชมในความสามารถของท่านครับ
บันทึกการเข้า
28,04, 2018, 19:47:39
H1N1
สมาชิกครอบครัว
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 973



« ตอบ #136 เมื่อ: 28,04, 2018, 19:47:39 »


ความจริงอีกด้านที่ต้องมอง กับการมาของ “แจ็ก หม่า”-

คอลัมน์ Pawoot.com

โดย ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ

ผมได้รับการติดต่อจากหลายสื่อให้พูดถึง แจ็ก หม่า กับการลงทุนใน E-Commerce Park ในเขต EEC และสถิติที่น่าทึ่งของทุเรียน 80,000 ลูกที่ขายใน 60 วินาที ซึ่งผมมองว่าเป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะคงไม่มีนักธุรกิจไทยคนไหนกล้าทุ่มเงินนับหมื่นล้านบาทแบบนี้ได้ (อาจมีในกลุ่ม Central และ JD.com ที่จะเปิดตัวเร็ว ๆ นี้)

เงินมหาศาลในรูปของการสร้าง “โครงสร้าง” พื้นฐานด้านการค้าออนไลน์ของกลุ่ม Alibaba ที่จะขยายไปกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ได้อีกต่อ แจ็ก หม่าตัดสินใจเข้ามาตั้งแต่วันนี้ได้เปรียบมาก และด้วยแบรนด์ หรือชื่อเสียงของเขาทำให้รัฐบาลทุกประเทศอ้าแขนต้อนรับ ยิ่งทำให้ได้เปรียบมาก เขาสามารถต่อรองหรือขอรัฐบาลได้

สิ่งที่ผมกังวลกับการมาของ Alibaba คือ 1.ผู้ประกอบการไทยไม่มีที่ยืน สินค้าจีนจะมารุกราน e-Commerce Park เป็นการลงทุนเพื่อ “สร้างการเชื่อมต่อกับจีน” โดยสินค้าไทยจะส่งไปจีนได้ง่ายขึ้น แต่สินค้าจีนที่ราคาถูกกว่ามากก็จะไหลทะลักเข้าไทยได้สะดวกขึ้น ส่งตรงถึงบ้านผู้ซื้อโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง คนที่นำเข้าสินค้าจากจีนเตรียมเปลี่ยนงานได้ รวมถึง SMEs และผู้ผลิตสินค้าที่ตรงกับกลุ่มสินค้าจีนที่เข้ามา หากสู้ไม่ได้ก็ต้องตายไป ซึ่งล้วนมีผลกระทบระยะยาว เช่น การจ้างงานลดลง

2.กระทบตลาดค้าปลีกและห้างสรรพสินค้า แม้แต่ตลาดนัด เมื่อคนไทยซื้อสินค้าออนไลน์เพิ่มขึ้น เริ่มเห็นแล้วกับกลุ่มนาฬิกา เครื่องสำอาง อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ มือถือ และเครื่องใช้ไฟฟ้า และจะขยายวงไปอีก เหมือนอเมริกาที่โดน Amazon ครองตลาดไว้และฆ่าธุรกิจค้าปลีกดั้งเดิม แต่ที่นั่นคืออเมริกากินอเมริกา แต่ของเราจีนเข้ามากินไทย

3.การผูกขาดของผู้ให้บริการรายใหญ่เกิดขึ้นแน่นอน ใครมาก่อนย่อมได้เปรียบ เกมนี้มีที่ให้เฉพาะเบอร์ 1 กับ เบอร์ 2 แค่นั้น หัวใจและความสำคัญของ e-Commerce คือการเก็บและจัดส่งสินค้า (warehouse & fulfilment) ซึ่ง Alibaba กำลังเร่งลงทุนในขณะนี้

4. ธนาคาร การขนส่ง และอุตสาหกรรมอื่น ๆ โดนหมด เมื่อทำ e-Commerce ย่อมต้องมีข้อมูลมหาศาล (big data) การเข้ามาครั้งนี้จะทำธุรกิจการเงินด้วยแน่นอนตามแบบฉบับการลงทุนของทุกกลุ่มจีน ด้วย big data จากการซื้อสินค้าและจากร้านค้าทำให้เสนอบริการทางการเงินไปยังกลุ่มลูกค้าได้แม่นยำกว่าธนาคาร ซึ่งเกิดขึ้นแล้วที่จีน

รวมถึงธุรกิจขนส่งที่ Alibaba ก็มีบริษัท Cainiao ที่จะมาไทยด้วย กระทบผู้ให้บริการขนส่งของไทยอย่างไปรษณีย์ไทยแน่นอน ทั้งหมดจะกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังอุตสาหกรรมอื่น เพราะ Alibaba มาทั้งกลุ่มธุรกิจและสร้างระบบนิเวศล้อมลูกค้าไม่ให้หลุดออกไปไหนได้

ผมจึงอยากให้ทุกคนรู้ถึง “ความจริงอีกด้านหนึ่ง” และต้องเร่งปรับตัวอย่างไร

1.ต้องปรับตัวเข้าสู่ออนไลน์ จะทำอย่างไรให้ธุรกิจขยายไปสู่ตลาดโลกได้ และ 2.รัฐบาลไทยต้องปรับตัว ผลักดันสินค้าไทยไปจีนแบบเต็มกำลัง และชะลอการนำเข้าสินค้าของจีนอย่างมีศิลปะ ผลักดันการค้าออนไลน์อย่างเป็นระบบ

เพราะอีก 5-10 ปี หากธุรกิจค้าปลีกเข้ามาในออนไลน์และตกไปอยู่ในมือต่างชาติเบ็ดเสร็จ ไทยอาจตกอยู่ใต้ความควบคุมของจีนจริง ๆ รัฐบาลระดับบริหารอาจมองภาพรวมด้านเดียวว่ามีการลงทุนเป็นหมื่นล้าน วันนี้เราต้องมองให้ออกว่าจะปรับตัวอย่างไรเพื่ออยู่ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงนี้ได้โดยให้ทั้งตัวเราและประเทศเดินไปข้างหน้าได้ ผมไม่ได้เห็นแย้งหรือต่อต้านการลงทุนของกลุ่ม Alibaba แต่ต้องการให้คนไทยเห็นถึงอีกมุมหนึ่งของข้อมูลและผลักดันให้นักธุรกิจไทย “ตื่นตัวและเปลี่ยนแปลงตัวเอง” ต่อการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ครับ

ขอบคุณครับที่มีข้อมูลดีๆมาให้รับรู้ความจริง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28,04, 2018, 23:33:56 โดย H1N1 » บันทึกการเข้า
30,04, 2018, 07:22:39
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,747


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #137 เมื่อ: 30,04, 2018, 07:22:39 »

https://www.prachachat.net/facebook-instant-article/news-139802

ยักษ์มะกันทุ่มงบ 1.5 พันล้าน ปั้นไทยฮับส่งออกเครื่องซักผ้า-

“อลิอันซ์ ลอนดรี้” ยักษ์เครื่องซักผ้าพาณิชย์สหรัฐ ปักธงตั้งไทยฮับเอเชีย-แปซิฟิก ทุ่ม 1.5 พันล้านผุดโรงงานอีอีซีป้อนส่งออก 40 ประเทศ พร้อมปั้นไทยสำนักงานใหญ่คุมการตลาด เดินหน้าตั้งดิสทริบิวเตอร์ปั้นตลาดแฟรนไชส์ร้านซักรีดในไทย ซุ่มผุดสาขา กทม.-หัวเมือง ชูจุดขายทำงาน-คืนทุนเร็ว เจาะผู้บริโภคระดับกลางรุ่นใหม่ หวังกระตุ้นดีมานด์เครื่องซัก-อบเชิงพาณิชย์

นายฌ็อง-ฟรองซัว ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดระหว่างประเทศ บริษัท อลิอันซ์ ลอนดรี้ ซิสเต้มส์ ผู้ผลิตเครื่องซักผ้าเชิงพาณิชย์สัญชาติสหรัฐ เช่น แบรนด์สปีดควีน ยูนิแม็กซ์ ซึ่งดำเนินธุรกิจมานาน 110 ปี มีลูกค้าใน 140 ประเทศทั่วโลกรวมถึงไทย กล่าวว่า ตลาดเครื่องซักผ้าเชิงพาณิชย์ในเอเชีย-แปซิฟิกรวมถึงไทยเติบโตต่อเนื่องตามการขยายตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการแพทย์ อาทิ โรงแรมและโรงพยาบาล ทำให้ดีมานด์โซลูชั่นการทำความสะอาดเครื่องนุ่งห่มและเครื่องนอนปริมาณมากพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย

ขณะเดียวกันไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่มีครอบครัวเล็กหรือโสด รวมถึงอาศัยในคอนโดฯเพิ่มขึ้น จึงเปิดรับบริการร้านซักผ้าหยอดเหรียญมากขึ้นเช่นกัน สะท้อนจากยอดขายของบริษัทในภูมิภาคนี้ที่เติบโตเร็วกว่าโซนอื่น ๆ


ถือเป็นโอกาสของบริษัทซึ่งเป็นผู้เล่นรายใหญ่ของโลกด้วยโนว์ฮาวในธุรกิจกว่า 110 ปี และขนาดธุรกิจที่มีโรงงานในสหรัฐ จีน และสาธารณรัฐเช็ก พร้อมลูกค้าใน 140 ประเทศทั่วโลก ที่จะขยายฐานเข้ามาในภูมิภาคเพื่อคว้าโอกาสจากดีมานด์เหล่านี้ โดยไทยถือเป็นประเทศที่มีศักยภาพหลายด้าน ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน ฝีมือแรงงาน ทำเลศูนย์กลางภูมิภาคและนโยบายอีอีซี

จึงได้ตัดสินใจลงทุน 1,500 ล้านบาท ตั้งโรงงานผลิตเครื่องซักผ้าและเครื่องอบผ้าเชิงพาณิชย์ ขนาด 2.4 หมื่น ตร.ม. กำลังผลิต 32,000 เครื่องต่อปี พร้อมโกดังและศูนย์วิจัยพัฒนาบนพื้นที่รวม 51 ไร่ ที่นิคมเหมราชชลบุรี 2 จังหวัดระยอง มีกำหนดเดินเครื่อง เม.ย. ปี 2562 เพื่อป้อนตลาดเอเชีย-แปซิฟิก รวมถึงไทย ในอัตราส่วน 90% ต่อ 10% ตามลำดับ และใน 3 ปีจะขยายเฟส 2 อีก 2.4 หมื่น ตร.ม. ด้วยงบฯอีกประมาณ 1.5 พันล้านบาท

นอกจากนี้ เตรียมตั้งสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกในประเทศไทย ดูแลการทำตลาดตั้งแต่อินเดีย ออสเตรเลีย จีน จนถึงญี่ปุ่น จากเดิมที่อาศัยบริหารจากสำนักงานในสหรัฐ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวรองรับการเติบโตและการแข่งขัน

ด้านกลยุทธ์การตลาดนั้นเตรียมรุกตลาดผ่านดิสทริบิวเตอร์ทั้งกลุ่มโรงแรม-โรงพยาบาล ซึ่งทำตลาดในไทยมานานกว่า 30 ปี และกลุ่มร้านซักผ้าหยอดเหรียญ หรือร้านสะดวกซัก ซึ่งเป็นธุรกิจใหม่ในไทย โดยขณะนี้มีดิสทริบิวเตอร์ทดลองเปิดบริการทั้งใน กทม.และต่างจังหวัด เช่น ซอยลาซาล กระบี่ เชียงใหม่ เน้นจับผู้บริโภคระดับกลาง ด้วยระดับราคาเริ่มต้น 40 บาท ชูจุดขายเรื่องความทนทานการบำรุงรักษาต่ำ ไซซ์ใหญ่ตั้งแต่ 6-180 กิโลกรัม และใช้เวลาทำงานน้อยกว่าเครื่องที่มีในตลาดครึ่งหนึ่ง ตอบโจทย์ทั้งเจ้าของกิจการและผู้ใช้งาน รวมถึงอาศัยกำลังผลิตและสต๊อกอะไหล่จากการมีโรงงานในประเทศเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขัน

โดยจะมีการเปิดตัวสินค้าและโมเดลธุรกิจร้านซักผ้าอย่างเป็นทางการในงานอีเวนต์ช่วงเดือน พ.ค.ที่จะถึงนี้ เพื่อหาดิสทริบิวเตอร์และนักลงทุนที่สนใจโมเดลแฟรนไชส์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30,04, 2018, 07:24:11 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
02,05, 2018, 07:50:37
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,747


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #138 เมื่อ: 02,05, 2018, 07:50:37 »

https://brandinside.asia/mercedes-benz-and-kim-jong-un/

รู้จัก Mercedes-Benz รถยนต์ที่ผู้นำระดับโลกเลือกใช้ ไม่เว้นมหาอำนาจอย่าง Kim Jong-un

นอกจากการหารือครั้งประวัติศาสตร์ระหว่าง “คิม จอง อึน” ผู้นำเกาหลีเหนือ กับ “มุน แจ อิน” ผู้นำเกาหลีใต้ จะถูกพูดถึงไปทั่วโลกแล้ว เรื่องรายละเอียดต่างๆ ภายในงานก็เป็นที่น่าจับตามองเช่นกัน โดยเฉพาะรถประจำตำแหน่ง

Mercedes-Benz รถยนต์สำหรับผู้นำในระดับโลก
รถยนต์แบรนด์ Mercedes-Benz นั้นก่อตั้งเมื่อปี 2469 หรือเรียกว่าเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกก็ว่าได้ ยิ่งรถยนต์รุ่นแรกๆ ของค่ายรถรายนี้ถูกกลุ่มนาซี และ “อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” ผู้นำในขณะนั้นเลือกนำไปใช้ส่วนตัว ก็ทำให้ Mercedes-Benz รู้จักอย่างกว้างขวาง แถมด้วยภาพลักษณ์รถยนต์ของผู้นำก็ว่าได้

เพราะตอนนั้นผู้นำของกลุ่มนาซีตัดสินใจใช้รถยนต์ Mercedes-Benz รุ่น 770 แบบติดกระจกกันกระสุน เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ นอกจากนี้ในปี 2487 “พระสันตะปาปา” ในขณะนั้นก็เลือกใช้รถยนต์ของ Mercedes-Benz ทำให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์นั้นหรู และเหมาะสมกับความเป็นผู้นำยิ่งกว่าเดิม

จึงไม่แปลกที่ผู้นำหลากหลายประเทศเลือกใช้รถยนต์ Mercedes-Benz เป็นรถประจำตำแหน่งถึงยุคปัจจุบัน เพราะภาพลักษณ์ที่ช่วยเสริมสร้างบารมีให้กับตัวเอง ยังมาพร้อมกับสมรรถนะที่ได้รับความน่าเชื่อถือ และการปรับแต่งเรื่องความปลอดภัยได้อย่างอิสระ ไม่เว้นแต่ผู้นำเกาหลีเหนือ และเกาหลีใต้

เลือกใช้ Mercedes-Benz ตัวหรูทั้งสองประเทศ
โดยผู้นำเกาหลีเหนือ “คิม จอง อึน” เลือกใช้รถยนต์ Mercedes-Benz รุ่น S600 Pullman Guard สีดำแบบกันกระสุนตั้งแต่ปืนไรเฟิลธรรมดา จนถึงระเบิดมือ แถมยังต่อโครงสร้างยาวเป็นพิเศษอีก 6.4 เมตร เพื่อความสบายในการโดยสาร ส่วนค่าตัวของรถคันนี้คาดว่าอยู่ที่ 1,000 ล้านวอน (ราว 30 ล้านบาท)

สำหรับทางประธานาธิบดีของเกาหลีใต้ “มุน แจ อิน” ก็ใช้รถยนต์รุ่นเดียวกับผู้นำเกาหลีเหนือ แต่ก็ไม่น่าแปลกใจเพราะ Mercedes-Benz รุ่นนี้ถูกเลือกใช้จาก “ลี เมียง บัค” ที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 17 ในปี 2551-2556 และ “คิม แด จุง” ประธานาธิปดีคนที่ 15 ของเกาหลีใต้เช่นเดียวกัน

แสดงให้เห็นถึงความนิยมของ Mercedes-Benz จริงๆ เพราะช่วง 20 ปีล่าสุด ประธานาธิบดีของเกาหลีใต้ต่างใช้รถหรูตราดาวสามแฉก แม้ในประเทศจะมีรถยนต์แบรนด์ของตัวเองก็ตาม โดยคนล่าสุดที่ใช้รถยนต์แบรนด์ของประเทศตัวเองคือ “ปาร์ค กึน เฮ” ประธานาธิบดีคนที่ 18 ใช้ Hyundai รุ่น EQUUS Stretch Edition

สรุป
ไม่ต้องไปไกลถึงไหน เพราะพระมหากษัตริย์ของประเทศไทยเกือบทุกพระองค์ก็เลือกใช้ Mercedes-Benz อาจเพราะรัชกาลที่ 5 ทรงนำเข้ามาใช้เป็นยานพาหนะในไทยเป็นคันแรกๆ ส่วนฝั่งนายกรัฐมนตรีนั้น ส่วนใหญ่ก็ใช้ Mercedes-Benz ล่าสุดก็ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” กับรุ่น S600 แบบกันกระสุน ราคาราว 19.5 ล้านบาท
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02,05, 2018, 07:52:34 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
02,05, 2018, 21:41:38
H1N1
สมาชิกครอบครัว
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 973



« ตอบ #139 เมื่อ: 02,05, 2018, 21:41:38 »


ผมใช้ E240 เหมือนกันครับ บอกได้ว่าถึงแม้หน้าตาจะไม่ทันสมัยเท่าพวกไฮบริด ปีใหม่ๆ
แต่วิ่งดีกว่าหลายเท่าครับ เทียบกันไม่ติด
ตอนแรกกะว่าจะใช้ไปสักพักแล้วจะขาย แต่ยิ่งใช้ยิ่งรักมันเลยไม่คิดจะขายแล้ว
บันทึกการเข้า
04,05, 2018, 16:11:07
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,747


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #140 เมื่อ: 04,05, 2018, 16:11:07 »

ผมใช้ E240 เหมือนกันครับ บอกได้ว่าถึงแม้หน้าตาจะไม่ทันสมัยเท่าพวกไฮบริด ปีใหม่ๆ
แต่วิ่งดีกว่าหลายเท่าครับ เทียบกันไม่ติด
ตอนแรกกะว่าจะใช้ไปสักพักแล้วจะขาย แต่ยิ่งใช้ยิ่งรักมันเลยไม่คิดจะขายแล้ว


เยียมครับ Benz รถในฝัน ของใครๆ หลายคน
ตอนนี้ ผมคลั่ง Amg c 43 ครับ...แต่ถ้าจะกัดฟันซื้อจริงๆ คงได้แค่ C180 coupe มือสอง รุ่นเก่า

https://www.prachachat.net/economy/news-152725

ฮือฮา!! ซีพี.เปิดรับจองทุเรียนลูกละ 11,000 บาท

วันที่ 3 พ.ค. 2561 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ 24 catalog.com ในเครือซีพี มีการเปิดรับสั่งจองทุเรียน”พันธุ์กบชายน้ำ” โดยระบุว่าเป็นทุเรียนพันธุ์หายาก เก็บจากต้นที่มีอายุกว่า 100 ปี สนนราคามี2แบบ 1.จำนวน1ลูก ราคา11,000บาท น้ำหนักไม่รวมกล่องประมาณ 1.5-2.0 กิโลกรัม 2.จำนวน 2-3 ลูก ราคา 32,000 บาท น้ำหนักไม่รวมกล่องประมาณ 4.5-6.0 กิโลกรัม เปิดรับจองตั้งแต่วันที่ 8-18 พฤษภาคม 2561 ระยะเวลาการส่งสินค้า 25 พฤษภาคม เป็นต้นไป โดยให้จองผ่าน call center 24 shopping พร้อมจัดส่งสินค้าฟรีตามที่อยู่ของลุกค้า

เจ้าหน้าที่จาก คอล เซ็นเตอร์ 24 catalog กล่าวว่า การเปิดรับจองทุเรียนพันธุ์ดังกล่าว เป็นพันธุ์หายาก ปลูกที่จ.ปราจีนบุรี และปลุกในสวนที่ปลูกแบบออร์แกนิค ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง และได้รับรางวัลจากกรมส่งเสริมการเกษตร โดยจะเปิดให้จองผ่านคอล เซ็นเตอร์ และรับจองเฉพาะสมาชิกเท่านั้น และไม่เฉพาะแต่พันธุ์กบชายน้ำเท่านั้น พันธุ์หมอนทองก็เปิดรับจองในราคาลูกละ699บาท จัดส่งฟรีเช่นกัน

ทางด้านนายเกรียงศักดิ์ อุดมสิน เจ้าของสวนจิตนิยม อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี เปิดเผยว่า โครงการเปิดรับจองทุเรียนดังกล่าว เป็นความร่วมมือกับซีพี. ผ่าน 24 catalog เป็นโครงการตัวอย่างเพื่อต้องการยกระดับการผลิตและขายสินค้าของเกษตรกรให้มีคุณภาพ และทำให้จำหน่ายได้ในราคาที่สูงขึ้น เป็นการทดลองกันครั้งแรก เบื้องต้นทาง 24catalog จองทุเรียนพันธุ์ ดังกล่าวไว้ประมาณ 200 ลูก โดยที่สวนมีทุเรียนพันธุ์กบชายน้ำอยู่ประมาณ 20 ต้น มีผลผลิตเฉลี่ยต้นละ300ลูก ซึ่งทุกปีมีการจองจากลูกค้าผู้ที่ชื่นชอบไว้หมดแล้ว

“ทุเรียนพันธุ์กบชายน้ำเป็นสายพันธุ์มาจากนนทบุรี ที่สวนปลุกมากว่า100ปี ลักษณะเด่นมีเนื้อละเอียดกว่าพันธุ์อื่นๆ ปกติราคาที่ขายในไทย และต่างประเทศในกลุ่มคนที่ชื่นชอบ จะตกประมาณกิโลกรัมละ 5,000-7,000บาท ลูกหนึ่งประมาณ 1.5 กิโลกรัม ก็ตกประมาณหมื่นบาทต้นๆ ความจริงที่สวนมีพันธุ์หมอนทอง และผลไม้อื่นๆ เช่น เงาะ มังคุดด้วย แต่เนื่องจากเป็นโครงการทดลอง จึงเริ่มจากพันธุ์กบชายน้ำก่อน” นายเกรียงศักดิ์กล่าว

ส่วนกรณีที่หากมียอดการสั่งจองเข้ามาจำนวนมากจะทำอย่างไร นายเกรียงศักดิ์ตอบว่า คงต้องคุยกับทาง24 catalog อีกที เพราะเป็นความร่วมมือกันครั้งแรก แต่ก็มีการเตรียมแผนสำรองไว้แล้ว

“การปลูกแบบออร์แกนิค เกษตรกรชาวสวนทั่วไปไม่ค่อยนิยมปลูกกัน  ทั้งๆที่การปลูกแบบนี้จะทำให้เกษตรกรชาวสวนจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่สูงขึ้น ” นายเกรียงศักดิ์กล่าวในตอนท้าย

สำหรับทุเรียนพันธุ์กบชายน้ำนี้ ข้อมูลจากศูนย์การเรียนรู้เพื่ออนุรักษ์ทุเรียนพื้นบ้านนนทบุรี ระบุว่า ทุเรียนพันธุ์ ( Kop Chainam ) มีชื่อวิทยาศาสตร์ ว่า: Durio zibthinus Murray

ประวัติ : เพาะจากเมล็ดกบแม่เฒ่า แหล่งค้นพบใน จังหวัดนนทบุรี

สถานภาพพันธุ์ : พันธุ์พื้นเมือง(พันธุ์เบา)

ลักษณะประจำพันธุ์

ลักษณะกิ่งไม่เป็นระเบียบ ใบรูปไข่ขอบขนาน ปลายใบเรียวแหลม ฐานใบมน ดอกรูปร่างของดอกตูมกลมรี ขอบขนาน ปลายดอกตูมแหลม ผลทรงรูปไข่ แต่ไม่เป็นระเบียบ ความยาวผลปานกลางรูปร่างหนามแหลมคม เปลือกหนา หนามปลายงุ้มเข้า หนามรอบขั้วผล หนามตรง

ลักษณะทางการเกษตร

การเจริญเติบโตของต้นเร็ว การออกดอกมาก การติดผลปานกลาง ใบเป็นคลื่น ผลแป้วหน้าแป้วหลังขั้วสั้น เปลือกผลหนา สีเปลือกออกสีเหลือง หนามกาง ฐานหนามใหญ่ หนามถี่กว่าหมอนทอง แต่หนามไม่แหลม เนื้อหนาปานกลาง สีเนื้อเหลืองอ่อน มีกลิ่นอ่อน รสชาติของเนื้อมันพอดี ลักษณะเนื้อแห้ง ละเอียด เนื้อคล้ายหมอนแต่เย็นกว่า ไม่มีใย เนื้อละเอียด ลักษณะเด่นของพันธุ์นี้คือ เป็นพันธุ์ที่ชอบขึ้นใกล้น้ำ ทนฝนไม่มีอาการไส้ซึม ถ้าต้นสมบูรณ์จะให้ผลผลิตในช่วงประมาณปีที่ 6-8
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
04,05, 2018, 20:30:35
H1N1
สมาชิกครอบครัว
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 973



« ตอบ #141 เมื่อ: 04,05, 2018, 20:30:35 »


โอกาสมาใกล้แล้วนะครับ สำหรับท่านที่ใฝ่ฝันอยากจะครอบครองรถหรู สปอร์ตเร้าใจ แต่ด้วยภาษีทำให้ราคารถนำเข้าราคาแพงเหลือเกิน..

ได้ข่าวว่า รุ่น C43 ประกอบในประเทศราคาเพียง 4.140 ลบ.เท่านั้น  ถูกลงกว่ารุ่นนำเข้าถึง 1.05 ลบ. โดยที่ออปชัน เหมือนเดิม....
บันทึกการเข้า
06,05, 2018, 23:18:00
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,747


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #142 เมื่อ: 06,05, 2018, 23:18:00 »

https://www.prachachat.net/economy/news-153778

ยักษ์จีนชิงทุเรียน ส่งออกพุ่ง100% เกษตรกรแห่ปลูก

ทุนจีนเปิดศึกชิงทุเรียนไทย “อาลีบาบา-เจดี” แห่ซื้อแข่งผู้ส่งออก ดันราคาพุ่ง-ยอดส่งออกไตรมาสแรกโตเท่าตัวกว่า 7 พันตัน เผยทุเรียนพันธุ์ท้องถิ่นได้อานิสงส์ ก.เกษตรฯเล็งชง ครม.ของบฯ 4,500 ล้านบาทอัดสินเชื่อทุเรียน 3 ปี หลังเกษตรกรแห่ปลูก

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า หลังจากยักษ์อีคอมเมิร์ซ “อาลีบาบา” ของประเทศจีน ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกับภาครัฐบาลไทย และนำร่องโครงการจัดซื้อสินค้าเกษตร ได้แก่ ทุเรียน และข้าว ไม่ถึง 2 สัปดาห์ จากนั้นบริษัท Beijing Jingdong Century Trade ในเครือ “เจดีดอทคอม” ยักษ์อีคอมเมิร์ซจากจีนอีกรายได้ลงนามบันทึกความเข้าใจกับบริษัท ควีน โฟรเซ่น ฟรุต จำกัด ผู้ผลิตทุเรียนแช่แข็งรายใหญ่ในกลุ่มบริษัทเอส เค ห้องเย็น ผู้ส่งออกทุเรียนสดรายใหญ่

เจดี-อาลีบาบาชิงตลาดทุเรียน

นางสาวกาญจนา แย้มพราย ประธานกรรมการ บริษัท ควีน โฟรเซ่น ฟรุต จำกัด กล่าวว่า ไทยส่งออกทุเรียนสดและทุเรียนแช่แข็งไปยังตลาดจีนเป็นอันดับต้น ๆ เพราะเป็นผลไม้ที่คนจีนนิยมบริโภคมากที่สุด และมีแนวโน้มนำเข้าทุเรียนจากไทยเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่ 3 ปีก่อน ส่วนทุเรียนแช่แข็งเริ่มได้รับความนิยมเมื่อปีก่อน ทำให้บริษัทตัดสินใจตั้งโรงงานทุเรียนแช่แข็งในปี 2560 โดยลงทุนกว่า 700 ล้านบาท และเริ่มส่งออกทุเรียนแช่แข็งไปตลาดจีนตั้งแต่ปลายปี ผ่านความร่วมกับพันธมิตรรายใหญ่ของจีนหลายราย ทั้งนักธุรกิจนำเข้าผลไม้จากจีน และอาลีบาบา

ล่าสุดได้เซ็นสัญญากับ “เจดีเฟรช” บริษัทลูกเจดีดอทคอม ส่งออกทุเรียนแช่แข็งไปจีน อายุสัญญา 1 ปี ทำให้บริษัทมีช่องทางจำหน่ายทุเรียนครอบคลุมทุกช่องทาง แบ่งเป็นออนไลน์ 20% เช่น เจดีดอทคอม และอาลีบาบา เป็นต้น ออฟไลน์ 80% เช่น เทสโก้ โลตัส คาร์ฟูร์ และเซ็นจูรี่ เป็นต้น

ดันราคาทุเรียนพุ่ง

บริษัทส่งออกทุเรียนไปใน 6 มณฑลใหญ่ เช่น ปักกิ่ง ยูนนาน คุนหมิง เป็นต้น ตลาดจีนถือเป็นโอกาสสำคัญของผู้ส่งออก และเกษตรกรไทย ประกอบกับราคาทุเรียนปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะทุเรียนแช่แข็ง ราคาปัจจุบันอยู่ที่ 290 บาท/กิโลกรัม เพิ่มจากปีก่อนที่ราคาเฉลี่ย 220-230 บาท/ต่อกิโลกรัมเท่านั้น

นางกาญจนากล่าวต่อว่า บริษัทมีทุเรียนเพียงพอต่อการส่งออก เนื่องจากมีพ่อค้าคนกลางจากหลายจังหวัดทั้งระยอง จันทบุรี อุตรดิตถ์ และภาคใต้ รวบรวมมาขายต่อให้ ซึ่งโรงงานทุเรียนแช่แข็งของบริษัทรองรับปริมาณทุเรียนได้สูงสุด 300-400 ตัน จากปัจจุบันมีผลผลิตเพียง 50% เนื่องจากต้องรอทุเรียนลอต 2 เพราะลอตแรกกำลังหมดลอต เนื่องจากฝนตกต่อเนื่อง

นอกจากนี้ บริษัทมีแผนแปรรูปทาร์ตไข่ทุเรียน จากปัจจุบันมีทุเรียนแปรรูป 8 รายการ ได้แก่ ทุเรียนอบกรอบ, ไอศกรีมทุเรียน เป็นต้น และปีนี้ตั้งเป้าว่าจะส่งออกทุเรียนแช่แข็งเพิ่มเป็น 400 ตู้คอนเทนเนอร์ จากปีที่แล้วเพียง 100 ตู้ (เฉพาะ ต.ค.-ธ.ค.60)

ดีมานด์ทะลักเท่าตัว

นายเย่ เว่ย ประธานกรรมการ บริษัท Beijing Jingdong Century Trade จำกัด กล่าวว่า บริษัทเซ็นสัญญากับควีน โฟรเซ่นฯ เพื่อนำทุเรียนเข้าไปขายผ่านเจดีดอทคอม โดยล็อตแรกนำเข้าทุเรียนจากไทย 100 ตู้คอนเทนเนอร์ หรือ 2,500 ตัน และปีนี้คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว ทั้งมีแผนนำเข้าผลไม้อีกหลายชนิด เช่น มังคุด ลำไย มะพร้าวเผา เป็นต้น

“ทุเรียนไทยได้รับความนิยมมาก ทั้งเราและอาลีบาบา มีราคาและโปรโมชั่นไม่ต่างกันมากนัก แต่จุดแข็งของเราอยู่ที่สามารถจัดส่งทั่วประเทศจีนใน 3-4 ชั่วโมง เทียบกับคู่แข่งต้องใช้เวลานานกว่า ความต้องการทุเรียนในจีนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เราต้องมาคุยกับซัพพลายเออร์ว่าจะสต๊อกและจัดการออร์เดอร์”

เปิดรายชื่อท็อปผู้ส่งออก

รายงานข้อมูลจากกรมศุลกากรระบุว่า ช่วง 3 เดือนแรกปีนี้ ไทยส่งออกทุเรียนสดไปจีน 7,231 ตัน เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 4,295 ตัน คิดเป็นมูลค่า 488.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น จากที่เคยทำได้ 256.9 ล้านบาท ขณะที่ยอดส่งออกทุเรียนแช่แข็งแม้มีปริมาณ 1,201 ตัน ลดลงจากช่วงเดียวกันที่ส่งออกได้ 1,291 ตัน แต่มูลค่าส่งออกเท่ากับ 292.8 ล้านบาท จากปีก่อน 214.3 ล้านบาท และเป็นที่น่าสังเกตว่าเมื่อตรวจสอบรายชื่อผู้ส่งออกทุเรียนแช่แข็ง 10 อันดับแรก ปรากฏว่ามีบริษัทที่มีชาวจีนถือหุ้นอยู่มากถึง 5 ใน 10 ราย อาทิ บริษัท บีเอส เวิลด์ ฟู้ด, บริษัท เทียนชาน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด, หจก.พิสุทธิ์ฟู้ด (จีนถือหุ้น 100%), บริษัท ไทย โน่ง เม่า ฟู้ด และบริษัท เทียนผม จำกัด ขณะที่

รายชื่อผู้ส่งออกทุเรียนสดไปจีน 10 อันดับแรก มีผู้ส่งออกที่มีชาวจีนถือหุ้นอยู่หลายราย เช่น ดี เอฟ เอช อินเตอร์เฟรช เทรดดิ้ง จำกัด, บริษัท วิน วิล เฟรชฟรุ๊ต จำกัด, บริษัท หยุนหนานสิบสองปันนา หงส์ชิง อินเตอร์เนชั่นแนลเทรด (ไทยแลนด์) จำกัด

ดันส่งออกผลไม้ไทยโต 30%

นายพจน์ เทียมตะวัน นายกสมาคมผู้ประกอบการพืช ผัก ผลไม้ไทย เปิดเผยว่าการลงนามระหว่างควีน โฟรเซ่น ฟรุต และเจดีดอทคอม ช่วยให้เกษตรกรไทยมีการจำหน่ายทุเรียนตกเกรด ได้ในราคาสูงขึ้น จากเดิมขายได้ลูกละ 10-20 บาท เพิ่มเป็น 60-80 บาท และส่งออกผลไม้ไทยในปีนี้ที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 30%

“ขณะที่ราคาทุเรียนที่จำหน่ายหน้าสวนอยู่ที่ กก.ละ 100-120 บาท ลดลงจากปีก่อนที่ราคา กก.ละ 160-170 บาท เนื่องจากผลผลิตทุเรียนปีนี้เพิ่มขึ้น เกษตรกรผลิตได้ตลอดทั้งปีไม่มีฤดูกาล”

อย่างไรก็ตาม ตนมั่นใจว่าแม้ในอนาคตเกษตรกรหันมาปลูกทุเรียน เพราะมีราคาสูง แต่ไม่ทำให้ทุเรียนล้นตลาด แต่อีกด้านการทำการตลาดในช่องทางอีคอมเมิร์ซน่าจะมีส่วนช่วยสร้างการรับรู้ให้ทุเรียนสายพันธุ์ท้องถิ่น เช่น ทุเรียนพวงมณี และหลงลับแล มีช่องทางจำหน่ายมากขึ้น

เล็งของบฯ ครม. 4.5 พันล้าน

ด้านนายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จากการสำรวจภาพรวมเกษตรกรหันมาปลูกทุเรียนเพิ่มขึ้น โดยพบว่าในช่วง 3 ปี มีการปลูกเพิ่มขึ้นจากปี 2559 มีพื้นที่ปลูกทุเรียนทั้งประเทศ 5.91 แสนไร่ แต่ปี 2560 เพิ่มเป็น 6.05 แสนไร่ ส่วนมากเป็นพื้นที่ภาคใต้ ประกอบกับเกษตรกรเพิ่มพื้นที่ปลูก ทำให้อาจต้องไปส่งเสริมพื้นที่ให้เป็นโซนนิ่งที่เหมาะสม เพื่อความยั่งยืนและส่งเสริมการแปรรูป ไม่ใช่เพียงราคาสูงออร์เดอร์ระยะสั้นเท่านั้น และขณะนี้ตลาดอีคอมเมิร์ซค่อนข้างมาแรง จึงอยากให้เกษตรกรมีรายได้จริง ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง สอดคล้องร่างยุทธศาสตร์พัฒนาผลไม้ไทย ปี 2558-2564

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในวันที่ 8 พ.ค.นี้ เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อขอสินเชื่อจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร วงเงิน 4,500 ล้านบาท ระยะ 3 ปี โดยตั้งเป้ารวบรวมผลผลิตจากสมาชิกราว 40,000 ตัน จากสหกรณ์การเกษตรกร 92 แห่ง ใน 19 จังหวัด รองรับผลผลิตที่กำลังจะออกสู่ตลาด และกลาง พ.ค.นี้จะเปิดสวนผลไม้สมาชิกสหกรณ์จันทบุรี ระยอง ตราด ให้ตัวแทนอาลีบาบาเยี่ยมชมการผลิตผลไม้คุณภาพเพื่อสร้างความมั่นใจ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06,05, 2018, 23:20:00 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
10,05, 2018, 12:20:04
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,747


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #143 เมื่อ: 10,05, 2018, 12:20:04 »

https://www.prachachat.net/ict/news-156279

ชี้เป้าสายสื่อสารขาด-รกรุงรัง “กสทช.” แจก Power Bank ฟรี 4,500 อัน




จากกรณีที่ปรากฏตามข่าวว่า มีผู้เสียชีวิตจากสายโทรคมนาคมที่จังหวัดขอนแก่น และสำนักงาน กสทช. ได้ประสานงานให้บริษัทเจ้าของสายเข้าไปรับผิดชอบต่อผู้เสียหายแล้วนั้น เมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2561 ที่ผ่านมา นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) และได้จัดประชุมหารือร่วมกับ นายสมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นและคณะ เพื่อหารือถึงแนวทางการพาดสายสื่อสารในกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม และสรุปแนวทางการแก้ไขปัญหาการพาดสายสื่อสาร ณ ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดขอนแก่น

จากนั้นเดินทางตรวจสอบมาตรฐานการพาดสายสื่อสารในพื้นที่เกิดอุบัติเหตุ ณ บริเวณหน้าโรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย ถัดจากนั้นเดินทางไปตรวจพื้นที่เตรียมการจัดระเบียบสายสื่อสารร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ในปี 2561 จำนวน 2 เส้นทาง ได้แก่ 1.ถ.กลางเมือง จากสี่แยก ถ.ประชาสโมสร ถึง สามแยก ถ. หลังศูนย์ราชการ 2.ถ.หน้าเมือง จากสี่แยก ถ.ประชาสโมสร ถึง สามแยก ถ. หลังศูนย์ราชการ และตรวจสอบเส้นทางวิกฤตที่ไม่สามารถอนุญาตให้พาดสายฯ จำนวน 3 เส้นทาง ได้แก่ 1.เส้นทางแยกประชาสโมสร (ฝั่งตะวันออก) ถึง ถ.ราษฎร์คะนึง 2.เส้นทางทางเข้าบ้านโนนม่วง และ 3.เส้นทางถ.สมหวังสังวาล

นายฐากร กล่าวว่า สำหรับมาตรการบังคับใช้ในการพาดสายสื่อสารของสำนักงาน กสทช. นั้นผู้ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมทุกรายจะต้องดำเนินการพาดสายสื่อสารบนเสาไฟฟ้าให้เป็นไปตามมาตรฐานที่ได้ตกลงกับการไฟฟ้าฯ รวมถึงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการใช้สิทธิในการปัก หรือตั้งเสา หรือเดินสาย วางท่อ หรือติดตั้งอุปกรณ์ประกอบ หรือหลักสิทธิแห่งทางของสำนักงาน กสทช. โดยมาตรฐานการพาดสาย

กรณีที่เป็นถนนหลัก ทางหลวงแผ่นดิน ไม่ให้มีการพาดสายข้ามถนนต้องดันท่อร้อยใต้ดินเท่านั้น กรณีถนนสายรอง ซอย การพาดสายข้ามถนนการพาดสายต้องพาดในระดับความสูงกว่าผิวจราจร 5.5-5.9 เมตร และสายสื่อสารทุกประเภทต้องมีสี และชื่อของเจ้าของระบุอย่างชัดเจนเพื่อแสดงตน

“กรณีประชาชนพบสายสื่อสารที่รกรุงรัง ไม่เป็นระเบียบ อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้สัญจรบนท้องถนน หรือได้รับอันตรายจากสายสื่อสาร สามารถแจ้งมายัง Call Center ของสำนักงาน กสทช. หมายเลขโทรศัพท์ 1200 ฟรี หรือแจ้งไปที่การไฟฟ้านครหลวง หมายเลขโทรศัพท์ 1130 หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หมายเลขโทรศัพท์ 1129 ก็ได้ เมื่อรับเรื่องสำนักงาน กสทช. จะประสานงานกับผู้ประกอบการเจ้าของสายให้ดำเนินการแก้ไขโดยด่วน” นายฐากร กล่าว

เลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า สำนักงาน กสทช. ร่วมกับ AIS TRUE 3BB และ Symphony เชิญประชาชนร่วมใจเตือนภัย เพื่อความปลอดภัยสายสื่อสาร รับ Power Bank ฟรี 4,500 อัน สำหรับประชาชน 4,500 รายแรก ที่โทรศัพท์มาแจ้งข้อมูลสายสื่อสารที่เป็นอันตรายกับศูนย์รับเรื่องร้องเรียนสำนักงาน กสทช. หมายเลขโทรศัพท์ 1200 (ฟรี)

ทั้งนี้ ตามที่มีข่าวที่มีเหตุการณ์สายสื่อสาร หย่อน ขาด รกรุงรัง อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุ อันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และสำนักงาน กสทช. ได้มีการเรียกประชุมผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม และผู้ประกอบกิจการเคเบิ้ลทีวี เพื่อย้ำถึงมาตรการบังคับใช้ในการพาดสายสื่อสารในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม รวมถึงทำความเข้าใจ เพื่อให้การพาดสายสื่อสารของผู้ประกอบการทุกรายเป็นไปในแนวทางเดียวกัน เพื่อความเป็นระเบียบ สร้างความปลอดภัย ต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมถึงปรับปรุงภูมิทัศน์ให้ดูสวยงาม ไม่รกรุงรัง รวมถึงหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาให้เร็วขึ้นไปแล้วนั้น

สำนักงาน กสทช. เห็นว่าสิ่งที่จะช่วยให้เกิดความรวดเร็วในการแก้ไขปัญหาสายสื่อสารที่เป็นอันตรายนั่นคือสำนักงาน กสทช. ต้องได้รับความร่วมมือจากประชาชนโดยเป็นส่วนร่วมในการแจ้งเตือนภัยเกี่ยวกับอันตรายที่เกิดจากสายสื่อสารกับสำนักงาน กสทช. เนื่องจากประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่สายสื่อสารพาดผ่าน จะเป็นผู้ใกล้ชิดและน่าจะเป็นผู้ที่พบเห็นเหตุการณ์ปัญหาสายสื่อสาร หย่อน ขาด รกรุงรัง ที่ที่อาจเกิดอันตรายต่อชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน ก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้เร็วกว่า

โดยประชาชนที่แจ้งข้อมูลปัญหาสายสื่อสาร พร้อมทั้งระบุสถานที่ที่พบปัญหา มายังศูนย์รับเรื่องร้องเรียนสำนักงาน กสทช. หมายเลขโทรศัพท์ 1200 (ฟรี) พร้อมทั้งถ่ายภาพสายสื่อสารที่เป็นปัญหาส่งมายัง Line ID : @nbtc1200 สำหรับ 4,500 สายแรกที่แจ้งข้อมูลเข้ามา เมื่อสำนักงาน กสทช. ทำการตรวจสอบว่าสายสื่อสาร ณ สถานที่ที่ประชาชนแจ้งเข้ามานั้นก่อให้เกิดปัญหาเป็นอันตรายกับประชาชนจริง สำนักงาน กสทช. จะส่ง Power Bank ฟรี ไปให้กับประชาชนที่แจ้งข้อมูลเข้ามาโดยเร็วที่สุด

สำหรับ Power Bank ที่จะแจกให้กับประชาชนมีจำนวนทั้งสิ้น 4,500 อัน แบ่งเป็น ภาคเหนือ 1,000 อัน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1,000 อัน ภาคกลาง 1,000 อัน ภาคใต้ 1,000 อัน และกรุงเทพมหานคร 500 อัน

“การที่ประชาชนร่วมกันช่วยสังเกต และเตือนภัย สายสื่อสารที่อาจเป็นอันตราย มายังศูนย์รับเรื่องร้องเรียนสำนักงาน กสทช. หมายเลขโทรศัพท์ 1200 (ฟรี) จะช่วยให้การทำงานของสำนักงาน กสทช. และผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม และผู้ประกอบกิจการการเคเบิ้ลทีวี ในการแก้ไขปัญหา อันตราย อันอาจจะเกิดจากสายสื่อสารได้อย่างรวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์ยิ่งขึ้น” นายฐากร กล่าว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10,05, 2018, 12:22:32 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
10,05, 2018, 20:28:53
H1N1
สมาชิกครอบครัว
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 973



« ตอบ #144 เมื่อ: 10,05, 2018, 20:28:53 »

https://www.prachachat.net/ict/news-156279

ชี้เป้าสายสื่อสารขาด-รกรุงรัง “กสทช.” แจก Power Bank ฟรี 4,500 อัน




จากกรณีที่ปรากฏตามข่าวว่า มีผู้เสียชีวิตจากสายโทรคมนาคมที่จังหวัดขอนแก่น และสำนักงาน กสทช. ได้ประสานงานให้บริษัทเจ้าของสายเข้าไปรับผิดชอบต่อผู้เสียหายแล้วนั้น เมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2561 ที่ผ่านมา นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) และได้จัดประชุมหารือร่วมกับ นายสมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นและคณะ เพื่อหารือถึงแนวทางการพาดสายสื่อสารในกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม และสรุปแนวทางการแก้ไขปัญหาการพาดสายสื่อสาร ณ ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดขอนแก่น

จากนั้นเดินทางตรวจสอบมาตรฐานการพาดสายสื่อสารในพื้นที่เกิดอุบัติเหตุ ณ บริเวณหน้าโรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย ถัดจากนั้นเดินทางไปตรวจพื้นที่เตรียมการจัดระเบียบสายสื่อสารร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ในปี 2561 จำนวน 2 เส้นทาง ได้แก่ 1.ถ.กลางเมือง จากสี่แยก ถ.ประชาสโมสร ถึง สามแยก ถ. หลังศูนย์ราชการ 2.ถ.หน้าเมือง จากสี่แยก ถ.ประชาสโมสร ถึง สามแยก ถ. หลังศูนย์ราชการ และตรวจสอบเส้นทางวิกฤตที่ไม่สามารถอนุญาตให้พาดสายฯ จำนวน 3 เส้นทาง ได้แก่ 1.เส้นทางแยกประชาสโมสร (ฝั่งตะวันออก) ถึง ถ.ราษฎร์คะนึง 2.เส้นทางทางเข้าบ้านโนนม่วง และ 3.เส้นทางถ.สมหวังสังวาล

นายฐากร กล่าวว่า สำหรับมาตรการบังคับใช้ในการพาดสายสื่อสารของสำนักงาน กสทช. นั้นผู้ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมทุกรายจะต้องดำเนินการพาดสายสื่อสารบนเสาไฟฟ้าให้เป็นไปตามมาตรฐานที่ได้ตกลงกับการไฟฟ้าฯ รวมถึงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการใช้สิทธิในการปัก หรือตั้งเสา หรือเดินสาย วางท่อ หรือติดตั้งอุปกรณ์ประกอบ หรือหลักสิทธิแห่งทางของสำนักงาน กสทช. โดยมาตรฐานการพาดสาย

กรณีที่เป็นถนนหลัก ทางหลวงแผ่นดิน ไม่ให้มีการพาดสายข้ามถนนต้องดันท่อร้อยใต้ดินเท่านั้น กรณีถนนสายรอง ซอย การพาดสายข้ามถนนการพาดสายต้องพาดในระดับความสูงกว่าผิวจราจร 5.5-5.9 เมตร และสายสื่อสารทุกประเภทต้องมีสี และชื่อของเจ้าของระบุอย่างชัดเจนเพื่อแสดงตน

“กรณีประชาชนพบสายสื่อสารที่รกรุงรัง ไม่เป็นระเบียบ อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้สัญจรบนท้องถนน หรือได้รับอันตรายจากสายสื่อสาร สามารถแจ้งมายัง Call Center ของสำนักงาน กสทช. หมายเลขโทรศัพท์ 1200 ฟรี หรือแจ้งไปที่การไฟฟ้านครหลวง หมายเลขโทรศัพท์ 1130 หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หมายเลขโทรศัพท์ 1129 ก็ได้ เมื่อรับเรื่องสำนักงาน กสทช. จะประสานงานกับผู้ประกอบการเจ้าของสายให้ดำเนินการแก้ไขโดยด่วน” นายฐากร กล่าว

เลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า สำนักงาน กสทช. ร่วมกับ AIS TRUE 3BB และ Symphony เชิญประชาชนร่วมใจเตือนภัย เพื่อความปลอดภัยสายสื่อสาร รับ Power Bank ฟรี 4,500 อัน สำหรับประชาชน 4,500 รายแรก ที่โทรศัพท์มาแจ้งข้อมูลสายสื่อสารที่เป็นอันตรายกับศูนย์รับเรื่องร้องเรียนสำนักงาน กสทช. หมายเลขโทรศัพท์ 1200 (ฟรี)

ทั้งนี้ ตามที่มีข่าวที่มีเหตุการณ์สายสื่อสาร หย่อน ขาด รกรุงรัง อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุ อันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และสำนักงาน กสทช. ได้มีการเรียกประชุมผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม และผู้ประกอบกิจการเคเบิ้ลทีวี เพื่อย้ำถึงมาตรการบังคับใช้ในการพาดสายสื่อสารในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม รวมถึงทำความเข้าใจ เพื่อให้การพาดสายสื่อสารของผู้ประกอบการทุกรายเป็นไปในแนวทางเดียวกัน เพื่อความเป็นระเบียบ สร้างความปลอดภัย ต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมถึงปรับปรุงภูมิทัศน์ให้ดูสวยงาม ไม่รกรุงรัง รวมถึงหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาให้เร็วขึ้นไปแล้วนั้น

สำนักงาน กสทช. เห็นว่าสิ่งที่จะช่วยให้เกิดความรวดเร็วในการแก้ไขปัญหาสายสื่อสารที่เป็นอันตรายนั่นคือสำนักงาน กสทช. ต้องได้รับความร่วมมือจากประชาชนโดยเป็นส่วนร่วมในการแจ้งเตือนภัยเกี่ยวกับอันตรายที่เกิดจากสายสื่อสารกับสำนักงาน กสทช. เนื่องจากประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่สายสื่อสารพาดผ่าน จะเป็นผู้ใกล้ชิดและน่าจะเป็นผู้ที่พบเห็นเหตุการณ์ปัญหาสายสื่อสาร หย่อน ขาด รกรุงรัง ที่ที่อาจเกิดอันตรายต่อชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน ก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้เร็วกว่า

โดยประชาชนที่แจ้งข้อมูลปัญหาสายสื่อสาร พร้อมทั้งระบุสถานที่ที่พบปัญหา มายังศูนย์รับเรื่องร้องเรียนสำนักงาน กสทช. หมายเลขโทรศัพท์ 1200 (ฟรี) พร้อมทั้งถ่ายภาพสายสื่อสารที่เป็นปัญหาส่งมายัง Line ID : @nbtc1200 สำหรับ 4,500 สายแรกที่แจ้งข้อมูลเข้ามา เมื่อสำนักงาน กสทช. ทำการตรวจสอบว่าสายสื่อสาร ณ สถานที่ที่ประชาชนแจ้งเข้ามานั้นก่อให้เกิดปัญหาเป็นอันตรายกับประชาชนจริง สำนักงาน กสทช. จะส่ง Power Bank ฟรี ไปให้กับประชาชนที่แจ้งข้อมูลเข้ามาโดยเร็วที่สุด

สำหรับ Power Bank ที่จะแจกให้กับประชาชนมีจำนวนทั้งสิ้น 4,500 อัน แบ่งเป็น ภาคเหนือ 1,000 อัน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1,000 อัน ภาคกลาง 1,000 อัน ภาคใต้ 1,000 อัน และกรุงเทพมหานคร 500 อัน

“การที่ประชาชนร่วมกันช่วยสังเกต และเตือนภัย สายสื่อสารที่อาจเป็นอันตราย มายังศูนย์รับเรื่องร้องเรียนสำนักงาน กสทช. หมายเลขโทรศัพท์ 1200 (ฟรี) จะช่วยให้การทำงานของสำนักงาน กสทช. และผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม และผู้ประกอบกิจการการเคเบิ้ลทีวี ในการแก้ไขปัญหา อันตราย อันอาจจะเกิดจากสายสื่อสารได้อย่างรวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์ยิ่งขึ้น” นายฐากร กล่าว

จะพอแจกไหม แถวคลัง ก็น่าจะเป็น 100 อันแล้วมั้ง Power Bank 4,500 คงไม่พอ ยิ้มยิงฟัน
บันทึกการเข้า
14,05, 2018, 12:48:46
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,747


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #145 เมื่อ: 14,05, 2018, 12:48:46 »

http://m.thansettakij.com/content/280801

ประกาศเเล้ว! เวนคืนที่ดิน "เเปดริ้ว -สระบุรี- อยุธยา" สร้างรถไฟทางคู่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันนี้ ราชกิจจานุเบกษา เผยเเพร่พระราชกฤษฎีกา กําหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่ตําบลท่าไข่ และตําบลหน้าเมือง อําเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา พ.ศ. ๒๕๖๑ โดยมีทั้งหมดเจ็ดมาตรา
ราชกิจจานุเบกษา เผยเเพร่พระราชกฤษฎีกา กําหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่ตําบลตาลเดี่ยว อําเภอแก่งคอย และตําบลตลิ่งชัน อําเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี
พ.ศ. ๒๕๖๑ มีทั้งสิ้นเจ็ดมาตรา

โดยระบุว่า สมควรกําหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่ตําบลตาลเดี่ยว อําเภอแก่งคอย และตําบลตลิ่งชัน อําเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี เพื่อสร้างทางรถไฟทางคู่เลี่ยงเมือง ที่สถานีชุมทางแก่งคอย ตามโครงการก่อสร้างทางคู่ในเส้นทางรถไฟสายชายฝั่งทะเลตะวันออก ช่วงฉะเชิงเทรา - คลองสิบเก้า - แก่งคอย

รายละเอียดของพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ติดตามได้ที่ http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2561/A/033/126.PDF

ราชกิจจานุเบกษา เผยเเพร่พระราชกฤษฎีกา กําหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน
ในท้องที่ตําบลไผ่ล้อม ตําบลดอนหญ้านาง และตําบลหนองน้ําใส อําเภอภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
โดยมีทั้งสิ้นเจ็ดมาตรา

โดยระบุว่า สมควรกําหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่ตําบลไผ่ล้อม ตําบลดอนหญ้านาง และตําบลหนองน้ําใส อําเภอภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อสร้างทางรถไฟทางคู่ เลี่ยงเมืองที่สถานีชุมทางบ้านภาชี ตามโครงการก่อสร้างทางคู่ในเส้นทางรถไฟสายชายฝั่งทะเลตะวันออก ช่วงฉะเชิงเทรา - คลองสิบเก้า - แก่งคอย
รายละเอียดของพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ติดตามได้ที่ http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2561/A/033/123.PDF

เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ เนื่องจากการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ทําการสํารวจเขตที่ดินเพื่อเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากําหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่ ตําบลท่าไข่ และตําบลหน้าเมือง อําเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา พ.ศ. ๒๕๕๖ เพื่อสร้างทางรถไฟ ทางคู่เลี่ยงเมืองที่สถานีชุมทางฉะเชิงเทรา ตามโครงการก่อสร้างทางคู่ในเส้นทางรถไฟสายชายฝั่งทะเล ตะวันออก ช่วงฉะเชิงเทรา - คลองสิบเก้า - แก่งคอย ยังไม่แล้วเสร็จ สมควรกําหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ ที่จะเวนคืน ในท้องที่ตําบลท่าไข่ และตําบลหน้าเมือง อําเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อให้เจ้าหน้าที่หรือผู้ซ่ึงได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่มีสิทธิเข้าไปทําการสํารวจและเพื่อทราบข้อเท็จจริง เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนที่แน่นอน จึงจําเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้

รายละเอียดของพระราชกฤษฎีกา กําหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่ตําบลท่าไข่ และตําบลหน้าเมือง อําเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา พ.ศ. ๒๕๖๑ ติดตามได้ที่
http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2561/A/033/129.PDF
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14,05, 2018, 12:51:02 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
16,05, 2018, 10:07:40
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,747


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #146 เมื่อ: 16,05, 2018, 10:07:40 »

เผื่อใครจะขายที่ดิน ย่าน กทม. ในสภาวะเศรษฐกิจ รัฐบาลนี้

พฤกษารับซื้อที่ดิน
เพียงคุณมีที่ดินในกรุงเทพฯ ขนาด 15 ไร่ขึ้นไป
ในบริเวณต่อไปนี้

1. ติวานนท์ สรงประภา แจ้งวัฒนะ
2. พหลโยธิน สะพานใหม่ บางบัว ดอนเมือง
3. รามอินทรา ลาดปลาเค้า มัยลาภ วัชรพล เพิ่มสิน
คู้บอน สุขาภิฟบาล 1 สุขาภิบาล 5 พระยาสุเรนทร์ รัตนโกสินทร์
สมโภชน์, หทัยราษฎร์, สุขาภิบาล 2 - 3, นิมิตรใหม่ หนอกจอก มีนบุรี
4. รามคำแหง พัฒนาการ อุดมสุข อ่อนนุช แบร์ริ่ง ศรีนครินทร์
เทพารักษ์ กรุงเทพกรีฑา บางนา กิ่งแก้ว ลาดกระบัง ร่มเกล้า เสรีไท
ร่มเกล้า
5. พระราม 2 ศาลายา ท่าข้าม สะแกงาม บางแค กาญจนาภิเษก
วงแหวน เพชรเกษม กัลปพฤกษ์ บางบอน สุขสวัสดิ์ ประชาอุทิศ
พุทธบูชา เทิดราชัน นาวง
6. ตลิ่งชัน บางแค วงแหวน บางแวก บรมราชชนนี
พุทธมณฑลสาย 1, 2, 3, 4 ทวีวัฒนา ปิ่นเกล้า,
เพชรเกษม พุทธสาคร อ้อมน้อย

ก็สามารถ นำมาเปลี่ยนเป็นเงิน ได้เลยทันที
โอกาสดี ๆ แบบนี้..ต้องไม่พลาด

เสนอขายที่ดินตาม Link นี้ https://www.pruksa.com/land
สอบถามรายละเอียดซื้อขายที่ดิน โทร 1739
หรือคลิก Line@: https://goo.gl/cvVzPy
ดูทำเลที่พฤกษาต้องการที่นี่ >>> https://goo.gl/NMZE1a

#ใครๆก็ขายที่ดินให้พฤกษา
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16,05, 2018, 10:09:12 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
16,05, 2018, 18:17:45
H1N1
สมาชิกครอบครัว
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 973



« ตอบ #147 เมื่อ: 16,05, 2018, 18:17:45 »


กระทู้นี้ เป็นกระทู้ที่ผมเข้าบ่อยที่สุด
ได้ประโยชน์จากการติดตามข้อมูลข่าวสารต่างๆ ทำให้มีความรู้เพิ่มมากขึ้นและทันเหตุการณ์

สำหรับพี่น้องสมาชิกที่ทำอาชีพต่างๆ สามารถหาความรู้จากข้อมูลข่าวสารเพื่อไปพัฒนาอาชีพของท่านได้

ในทางตรงข้าม
ข่าวสถารการณ์บ้านอื่นเมืองอื่น
ขีปนาวุธตอบโต้กันอย่างดุเดือด
ผู้บริโภคสื่ออาจไม่เคยนำมาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน
เฮฮาไปวันๆ ยิ้มเด้ง ยิ้มยิงฟัน
บันทึกการเข้า
17,05, 2018, 21:46:14
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,747


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #148 เมื่อ: 17,05, 2018, 21:46:14 »

ขอบคุณครับ

https://www.prachachat.net/economy/news-160237

คาดปีนี้! ข้าวถุงปรับขึ้น 5-10 บาท หนักสุดหอมมะลิ 5 ก.ก.มีโอกาสแตะ 300 บาท

นายวัลลภ มานะธัญญา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บางซื่อโรงสีไฟเจียเม้ง จำกัด เปิดเผยว่า แนวโน้มราคาข้าวถุงขายปลีกปีนี้คาดว่าจะปรับตัวขึ้นเฉลี่ย 5-10 บาทต่อกิโลกรัม โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ น่าจะปรับขึ้นสูงที่สุดที่ 10 บาทต่อกิโลกรัม ดังนั้นมีโอกาสที่จะได้เห็นราคาข้าวหอมมะลิขนาดบรรจุ 5 กิโลกรัมปรับราคาสูงถึง 300 บาทแน่นอนในปีนี้ ถือว่าเป็นราคาที่สูงเป็นประวัติการณ์ ในขณะที่ราคาขายปลีกข้าวขาวน่าจะปรับขึ้น 1-2 บาท และข้าวปทุมธานี น่าจะปรับ 7-8 บาท

เป็นผลมาจากผลผลิตข้าวปีนี้ต่ำ แต่ปริมาณความต้องการข้าวในตลาดยังคงสูงอยู่ โดยเฉพาะตลาดโลก ซึ่งประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในผู้ส่งข้าวรายใหญ่ของโลก นอกจากนี้ยังมีเรื่องของต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการข้าวถุงเตรียมขอปรับราคาขึ้นด้วยเช่นกัน ในส่วนของบริษัทได้ยื่นเรื่องของปรับราคาหน้าถุงข้าวหอมมะลิ จากราคา 250 บาทต่อ 5 กิโลกรัม เป็นราคา 290 บาทต่อ 5 กิโลกรัมไปยังกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์แล้ว เนื่องจากต้นทุนโดยรวมปรับขึ้นมา 10% แล้ว

“ราคาข้าวได้ปรับขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี โดยไม่เคยเห็นข้าวเปลือกในระดับราคา 18,000 บาทต่อตันมาก่อน และที่ผ่านมาจะขึ้นราคาก็ลำบาก แต่ตอนนี้ราคาอั้นมาก ผู้ประกอบการทุกรายประสบปัญหาเดียวกันต้องแบกภาระต้นทุนไว้ ซึ่งขณะนี้บริษัทได้ยื่นขอปรับราคาไปแล้ว และได้ปรับราคาขายปลีกหน้าถุง 5 กิโลกรัมไว้แล้ว 290 บาท รอเพียงกรมการค้าภายในอนุมัติก็พร้อมปรับราคาขึ้นทันที”

ด้านแผนการขายและทำตลาดในปีนี้ของบริษัท ซึ่งปีนี้ครบครอบ 80 ปี ยังคงรุกทำตลาดต่อเนื่องทั้งในและต่างประเทศ ปีนี้บริษัทวางเป้าหมายรายได้การเติบโตที่ 10% หรือประมาณ 6,000 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมามีรายได้อยู่ที่ 5,000 ล้านบาท หรือประมาณ 250,000 ตัน ส่วนเป้าหมายในปี 2565 คาดว่าจะมีรายได้อยู่ที่ 9,000-10,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นจำนวนประมาณที่ 400,000 ตัน ดังนั้นการลงทุนในช่วง 5 ปีนับจากปี 2561-2565 เบื้องต้นบริษัทเตรียมงบลงทุนไว้ 500 ล้านบาท สำหรับปรับปรุงระบบไลน์การผลิตให้เป็นอัตโนมัติทั้งหมด เพื่อลดแรงงานคน จากปัญหาแรงงานขาดแคลน โดยแรงงานคนไทยไม่ทำแล้ว ขณะที่แรงงานต่างชาติปัญหาที่ตามมามีเป็นจำนวนมาก
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
19,05, 2018, 09:52:19
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,747


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #149 เมื่อ: 19,05, 2018, 09:52:19 »

https://brandinside.asia/cost-for-thai-kids-to-school-by-ministry-of-commerce/

พาณิชย์เผยค่าเครื่องแบบนักเรียนเพิ่มขึ้น 1.3% ค่าเทอมเพิ่มขึ้นประมาณ 2%


อีกไม่กี่อาทิตย์โรงเรียนต่างๆ เริ่มจะมีการเปิดเทอมกันแล้ว ล่าสุดทางกระทรวงพาณิชย์ได้เปิดเผยราคาสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาของนักเรียนซึ่งเฉลี่ยแล้วมีราคาเพิ่มขึ้น รวมไปถึงค่าเล่าเรียนด้วย

กระทรวงพาณิชย์ได้ลงสำรวจราคาสินค้าต่างๆ เพื่อที่จัดทำดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของเดือนเมษายน ที่ผ่านมา ได้พบว่า สินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับเครื่องแบบนักเรียน รวมไปถึงค่าเล่าเรียน ได้ปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนเมษายนของปีที่ผ่านมา ราคาเครื่องแบบนักเรียนหญิงมีราคาสูงขึ้น 1.31% ส่วนนักเรียนชายสูงขึ้น 1.24%

สำหรับค่าเล่าเรียนในปีนี้ยังปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่แล้วเช่นกัน ค่าเล่าเรียนประถมศึกษาโรงเรียนเอกชน เพิ่มขึ้น 2.5% สำหรับโรงเรียนรัฐบาล เพิ่มขึ้น 1.19% ขณะที่มัธยมของเอกชนเพิ่มขึ้น 2.11% ส่วนโรงเรียนรัฐบาลแทบไม่เปลี่ยนแปลงไปจากปีที่แล้ว

ผู้ปกครองซื้อชุดนักเรียนไซส์ใหญ่ขึ้นเพราะประหยัด
จากการสำรวจพบว่า ราคาเสื้อนักเรียนไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก แต่ผู้ปกครองรายหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า หากมีลูกเรียนโรงเรียนหลายคน ย่อมเป็นภาระหนัก ซึ่งการซื้อชุดนักเรียนก็จะซื้อชุดไซส์ใหญ่กว่าขนาด เพื่อที่จะได้สวมใส่ได้นานประมาณ 2 ปี ไม่ต้องซื้อทุกปี

ขณะที่จังหวัดกาฬสินธุ์ พ่อแม่ผู้ปกครองนำชุดนักเรียนเก่าไปปรับเปลี่ยนทรง แทนที่จะซื้อใหม่ เพราะจะได้ประหยัดค่าใช้จ่าย หรือนำชุดของพี่มาใช้ต่อ เพราะว่าชุดนักเรียนมีราคาแพง

โรงรับจำนำยังคึกคัก
ที่จังหวัดขอนแก่น โรงรับจำนำเริ่มมีความคึกคักมากขึ้น โดยเริ่มมีการจัดโปรโมชั่นลดดอกเบี้ยร้อยละ 50 และหลายๆ โรงจำนำเริ่มมีการสำรองเงินไว้สำหรับช่วงนี้สูงถึงหลักร้อยล้านบาท

ทรัพย์สินส่วนใหญ่ที่ชาวบ้านนำมาจำนำในช่วงเปิดเทอม ส่วนใหญ่เป็นทองคำ เครื่องใช้ไฟฟ้า ครกหิน รวมไปถึงถังแช่เบียร์ ก็มีผู้ปกครองนำมาจำนำ แต่สำหรับโรงรับจำนำของเทศบาลขอนแก่นแห่งที่ 1 นั้น ปีนี้ขอไม่รับจำนำถังแก๊ส เพราะกลัวว่าจะเกิดเหตุเพลิงไหม้
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
หน้า: 1 ... 8 9 [10] 11 12 13   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: