GUN IN THAILAND
12,12, 2018, 00:00:58 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Google
หน้า: 1 ... 18 19 [20] 21   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส  (อ่าน 5720 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
16,11, 2018, 15:07:45
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,989


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #285 เมื่อ: 16,11, 2018, 15:07:45 »

https://www.prachachat.net/social-media-viral/news-251104



นักเขียนดังแชร์ประสบการณ์ ถูกโกงที่หัวหิน กุ้งเผาตัวละ 1,000 บาท !!
วันที่ 16 November 2018 - 12:58 น.
596
SHARES
เที่ยวนี้คนต่างชาติบอกว่าอยากไปกินอาหารทะเลที่ร้านซีฟู้ดร้านหนึ่งในตลาด บอกว่าเห็นชื่อนี้ในเว็บไซต์ ก็เข้าไปนั่ง เป็นร้านธรรมดา ไม่ใช่ภัตตาคารหรูอะไร ผมปล่อยให้แขกสั่งอาหารตามสบาย ก็มีกุ้งเผาสี่ตัว ต้มยำ หอย อาหารไทยพื้นๆ ธรรมดา ขณะสั่งกุ้งเผา คนต่างชาติถามราคาก่อน คนขายบอกเดี๋ยวค่อยมาบอก แต่ก็ไม่ได้บอก นำอาหารมาเสิร์ฟเลย

หลังอาหารก็เรียกเก็บบิล ผมประเมินราคาอาหารบนโต๊ะ อย่างมากก็พันห้า หรือไม่เกินสองพ้น เพราะไม่ใช่กุ้งใหญ่ ปรากฏว่าคนที่นำบิลมาส่งเป็นเด็กหญิงตัวน้อย บิลเขียนราคาหกพันกว่าบาท กุ้งราคาตัวละหนึ่งพันบาท มองซ้ายมองขวาหาผู้ใหญ่ที่เป็นเจ้าของร้านเพื่อสอบถาม ก็ไม่มีเงาสักคน มีแต่เด็กหญิงจ้องตาลูกค้ารอรับเงิน



เราออกจากร้านด้วยความรู้สึกแย่ เพราะรู้ว่าถูกโกง คนขายตั้งใจไม่บอกราคา เห็นว่านอกจากผมคนไทยคนเดียว ที่เหลือเป็นคนต่างชาติ เนื่องจากมีแขกต่างชาติ ผมจึงตัดสินใจไม่ทำเรื่องวุ่นวาย ยอมจ่ายและออกจากร้านไป เมื่อเล่าเรื่องนี้ให้คนอื่นฟัง ก็ได้ความว่า ร้านซีฟู้ดนี้มีประวัติในการโกงแบบนี้มานานหลายปี เป็นที่ขึ้นชื่อในหัวหิน แต่ไม่มีใครทำอะไรได้ ลูกค้าก็บ่นแล้วก็ไปครั้งเดียวก็ไม่กลับไปอีก ร้านก็ยังคงทำอย่างนี้กับคนอื่นต่อไปได้

ผมลังเลอยู่นานว่าจะเล่าเรื่องนี้สู่สาธารณะดีไหม แต่ในที่สุดก็คิดว่าเล่าดีกว่า โดยไม่ต้องบอกชื่อร้าน เนื่องจากผมไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้ จึงตั้งตัวไม่ทันจริงๆ ก็ไม่ได้เก็บหลักฐานใบเสร็จและถ่ายรูปร้าน (แต่หา Google คำว่า “ร้านซีฟู้ด หัวหิน โกง” ก็รู้)

ถ้าหากมีคนได้รับประโยชน์จากคำเตือนนี้สักหกพันคน เงินหกพันบาทที่ผมเสียไปก็คุ้ม บทเรียนคนละบาทเดียว สิ่งที่ผมอยากเตือนผู้อ่านมีข้อเดียวคือ เมื่อสั่งอาหาร จงถามราคาเสมอ ถ้าไม่รู้ราคา ก็ไม่ต้องสั่งไม่ต้องกิน ความจริงคนที่ควรจะเดือดร้อนใจและรีบทำอะไรสักอย่างมากที่สุดก็คือชาวหัวหิน เพราะมันทำให้ลูกค้าเข็ดขยาดกับหัวหินในภาพรวม

แต่ที่น่าเศร้าใจคือ หัวหินไม่ใช่คดีเดียว การท่องเที่ยวแบบ mass tourism ก่อให้เกิดมิจฉาชีพที่ซ่อนตัวในรูปพ่อค้าแม่ค้า ร้านค้า รถแท็กซี่ ฯลฯ ที่พยายามรีดเงินจากนักท่องเที่ยวให้มากที่สุด โดยไม่คำนึงว่า ท้ายที่สุดแล้ว ผลกรรมจะตกอยู่กับคนไทยทั้งหมดว่าเป็นประเทศขี้โกง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16,11, 2018, 15:09:50 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
17,11, 2018, 09:24:42
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,989


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #286 เมื่อ: 17,11, 2018, 09:24:42 »

https://www.prachachat.net/facebook-instant-article/news-251088

ปีหน้าตอกเข็มมอเตอร์เวย์ “มหาชัย” 11 ก.ม.-

กรมทางหลวงทุ่ม 4.8 หมื่นล้าน ผุดมอเตอร์เวย์สายใหม่ “บางขุนเทียน-บ้านแพ้ว” ทะลวงรถติดโซนตะวันตก บรรเทาการจราจรถนนพระราม 2 ได้งบฯแล้ว 1 หมื่นล้าน นำร่องสร้างไปถึงมหาชัยประมูล พ.ย.นี้ อีก 3 ปีเสร็จ เปิดใช้ฟรี ดึงเอกชนร่วมลงทุน 2.1 หมื่นล้าน ช่วง “มหาชัย-บ้านแพ้ว” พ่วงด่านเก็บเงินและบำรุงรักษาโครงการ รับสัมปทาน 30 ปี

นายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) เปิดเผยว่า ภายในเดือน พ.ย.นี้กรมจะออกประกาศทีโออาร์ประมูลก่อสร้างทางหลวงพิเศษ (มอเตอร์เวย์) สายบางขุนเทียน-บ้านแพ้ว ในช่วงแรกจากต่างระดับบางขุนเทียนถึงด่านมหาชัย 1 สร้างเป็นทางยกระดับขนาด 6 ช่องจราจร บนถนนพระราม 2 ระยะทาง 10.8 กม. วงเงิน 10,500 ล้านบาท กรมได้รับจัดสรรงบประมาณปี 2562-2564 แล้ว

แบ่งประมูล 3 สัญญา เฉลี่ยสัญญาละ 2,500-4,000 ล้านบาท คาดว่าจะได้ผู้รับเหมาและเริ่มก่อสร้างในปี 2562 แล้วเสร็จปี 2564 จะเป็นโครงข่ายต่อเชื่อมกับทางด่วนสายพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนตะวันตก ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กำลังจะเปิดประมูลก่อสร้างเช่นกัน


“มอเตอร์เวย์สายนี้จะช่วยบรรเทาการจราจรในกรุงเทพฯโซนตะวันตกและการเดินทางไปยังภาคใต้ได้สะดวกรวดเร็วขึ้น ซึ่งทั้งโครงการมีระยะทางประมาณ 25 กม. ใช้เงินลงทุนก่อสร้างและบริหารโครงการ 48,310 ล้านบาท เป็นค่าลงทุน 32,210 ล้านบาท โดยกรมกำหนดให้เป็นโครงการร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน หรือ PPP Net Cost ระยะเวลา 33 ปี แยกเป็นก่อสร้าง 3 ปี และบำรุงรักษาโครงการ 30 ปี กรมจะลงทุนก่อสร้างงานโยธา 10 กม.แรกให้ ส่วนเอกชนจะลงทุนก่อสร้างระยะทาง 15 กม.เอกชัย-บ้านแพ้ว พร้อมติดตั้งระบบและบริหารโครงการให้ตลอดโครงการตั้งแต่บางขุนเทียน-บ้านแพ้ว คิดเป็นมูลค่าการลงทุนกว่า 21,070 ล้านบาท”

นายอานนท์กล่าวว่า คาดว่าภายในช่วงต้นปี 2562 จะเสนอคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (บอร์ด PPP) จากนั้นจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา เพื่อจัดตั้งคณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 35 ตาม พ.ร.บ.ร่วมทุน 2556 คาดว่าพร้อมเปิดประมูลได้ปลายปี 2562 จากนั้นจะเริ่มก่อสร้างช่วงต้นปี 2563 จะแล้วเสร็จประมาณปี 2566 เมื่อสร้างเสร็จแล้ว เอกชนจะต้องโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินทั้งหมดให้รัฐ แต่ยังมีสิทธิบริหารจัดการและดูแลทรัพย์สินตามระยะเวลาในสัญญา

“กรมจะเปิดให้บริการช่วง 10 กม.แรกฟรีไปก่อน ระหว่างที่รอให้เอกชนดำเนินการแล้วเสร็จ คาดว่าในปี 2566 จะเปิดให้บริการและเก็บค่าผ่านทางได้ตลอดสายเก็บตามระยะทาง เริ่มต้น 10 บาท รถ 4 ล้อ อยู่ที่ 10 + 2.5 บาทต่อ กม. รถ 6 ล้อ 16 + 3.2 บาทต่อ กม. และรถมากกว่า 6 ล้อขึ้นไปอยู่ที่ 23 + 4.6 บาทต่อ กม. คาดว่าเปิดให้บริการในปี 2566 จะมีปริมาณรถยนต์เฉลี่ย 48,000 คันต่อวัน สามารถเก็บค่าผ่านได้เฉลี่ย 3 ล้านบาท/วัน”

สำหรับการเวนคืนที่ดินโครงการ นายอานนท์กล่าวว่า มีการเวนคืนไม่มาก โดยกรมจะเป็นผู้เวนคืนที่ดิน มีค่าชดเชย 640 ล้านบาท โดยพื้นที่ที่จะเวนคืนมี 2 จุด ได้แก่ 1.บริเวณด่านบางขุนเทียนและด่านมหาชัย 1 เพื่อสร้างทางแยกต่างระดับ คิดเป็นค่าเวนคืน 300 ล้านบาท และจุดที่ 2 บริเวณปั๊มน้ำมันและพื้นที่ว่างใกล้กับด่านสมุทรสาคร 1 รวม 12 ไร่ สร้างทางขึ้นลงของด่าน คิดเป็นค่าเวนคืน 340 ล้านบาท
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17,11, 2018, 09:27:01 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
17,11, 2018, 14:54:11
H1N1
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,773



« ตอบ #287 เมื่อ: 17,11, 2018, 14:54:11 »


https://www.prachachat.net/marketing/news-248236

บรรยากาศคึกคัก! ปชช.แห่มา”ไอคอนสยาม” วันแรกแน่น-ต่อคิวร้านค้าระดับโลกข้ามคืน


ใครไปเยี่ยม Apple Store ย่านเจริญนคร มาแล้วบ้างครับ ช็อปแรกของไทย ยิ่งใหญ่สมการรอคอยจริงๆ ครับ ช็อปอยู่ชั้น2 ในห้าง ICONSIAM ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ด้านนึงของร้านเป็นทางเชื่อมออกไประเบียงของห้างที่เห็นวิว แม่น้ำเจ้าพระยา เป็นสาขาที่สวยที่สุดวิวดีที่สุด ใครยังไม่ได้ไป หากมีเวลาว่างลองหาโอกาสไปเดินกันนะครับ สวยงาม หรูหรา สมกับชื่อจริงๆ
บันทึกการเข้า
18,11, 2018, 21:51:11
H1N1
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,773



« ตอบ #288 เมื่อ: 18,11, 2018, 21:51:11 »

https://www.prachachat.net/social-media-viral/news-251104



นักเขียนดังแชร์ประสบการณ์ ถูกโกงที่หัวหิน กุ้งเผาตัวละ 1,000 บาท !!
วันที่ 16 November 2018 - 12:58 น.
596
SHARES
เที่ยวนี้คนต่างชาติบอกว่าอยากไปกินอาหารทะเลที่ร้านซีฟู้ดร้านหนึ่งในตลาด บอกว่าเห็นชื่อนี้ในเว็บไซต์ ก็เข้าไปนั่ง เป็นร้านธรรมดา ไม่ใช่ภัตตาคารหรูอะไร ผมปล่อยให้แขกสั่งอาหารตามสบาย ก็มีกุ้งเผาสี่ตัว ต้มยำ หอย อาหารไทยพื้นๆ ธรรมดา ขณะสั่งกุ้งเผา คนต่างชาติถามราคาก่อน คนขายบอกเดี๋ยวค่อยมาบอก แต่ก็ไม่ได้บอก นำอาหารมาเสิร์ฟเลย

หลังอาหารก็เรียกเก็บบิล ผมประเมินราคาอาหารบนโต๊ะ อย่างมากก็พันห้า หรือไม่เกินสองพ้น เพราะไม่ใช่กุ้งใหญ่ ปรากฏว่าคนที่นำบิลมาส่งเป็นเด็กหญิงตัวน้อย บิลเขียนราคาหกพันกว่าบาท กุ้งราคาตัวละหนึ่งพันบาท มองซ้ายมองขวาหาผู้ใหญ่ที่เป็นเจ้าของร้านเพื่อสอบถาม ก็ไม่มีเงาสักคน มีแต่เด็กหญิงจ้องตาลูกค้ารอรับเงิน



เราออกจากร้านด้วยความรู้สึกแย่ เพราะรู้ว่าถูกโกง คนขายตั้งใจไม่บอกราคา เห็นว่านอกจากผมคนไทยคนเดียว ที่เหลือเป็นคนต่างชาติ เนื่องจากมีแขกต่างชาติ ผมจึงตัดสินใจไม่ทำเรื่องวุ่นวาย ยอมจ่ายและออกจากร้านไป เมื่อเล่าเรื่องนี้ให้คนอื่นฟัง ก็ได้ความว่า ร้านซีฟู้ดนี้มีประวัติในการโกงแบบนี้มานานหลายปี เป็นที่ขึ้นชื่อในหัวหิน แต่ไม่มีใครทำอะไรได้ ลูกค้าก็บ่นแล้วก็ไปครั้งเดียวก็ไม่กลับไปอีก ร้านก็ยังคงทำอย่างนี้กับคนอื่นต่อไปได้

ผมลังเลอยู่นานว่าจะเล่าเรื่องนี้สู่สาธารณะดีไหม แต่ในที่สุดก็คิดว่าเล่าดีกว่า โดยไม่ต้องบอกชื่อร้าน เนื่องจากผมไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้ จึงตั้งตัวไม่ทันจริงๆ ก็ไม่ได้เก็บหลักฐานใบเสร็จและถ่ายรูปร้าน (แต่หา Google คำว่า “ร้านซีฟู้ด หัวหิน โกง” ก็รู้)

ถ้าหากมีคนได้รับประโยชน์จากคำเตือนนี้สักหกพันคน เงินหกพันบาทที่ผมเสียไปก็คุ้ม บทเรียนคนละบาทเดียว สิ่งที่ผมอยากเตือนผู้อ่านมีข้อเดียวคือ เมื่อสั่งอาหาร จงถามราคาเสมอ ถ้าไม่รู้ราคา ก็ไม่ต้องสั่งไม่ต้องกิน ความจริงคนที่ควรจะเดือดร้อนใจและรีบทำอะไรสักอย่างมากที่สุดก็คือชาวหัวหิน เพราะมันทำให้ลูกค้าเข็ดขยาดกับหัวหินในภาพรวม

แต่ที่น่าเศร้าใจคือ หัวหินไม่ใช่คดีเดียว การท่องเที่ยวแบบ mass tourism ก่อให้เกิดมิจฉาชีพที่ซ่อนตัวในรูปพ่อค้าแม่ค้า ร้านค้า รถแท็กซี่ ฯลฯ ที่พยายามรีดเงินจากนักท่องเที่ยวให้มากที่สุด โดยไม่คำนึงว่า ท้ายที่สุดแล้ว ผลกรรมจะตกอยู่กับคนไทยทั้งหมดว่าเป็นประเทศขี้โกง


ข่าวว่าเจ้าหน้าที่ไปตรวจแล้วไม่เจอ ก็เล่นแห่กันไปยกขบวนขนาดนั้น ใครจะอยู่ให้จับล่ะครับ  ยิ้มยิงฟัน
บันทึกการเข้า
22,11, 2018, 21:40:48
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,989


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #289 เมื่อ: 22,11, 2018, 21:40:48 »

ข่าวว่าเจ้าหน้าที่ไปตรวจแล้วไม่เจอ ก็เล่นแห่กันไปยกขบวนขนาดนั้น ใครจะอยู่ให้จับล่ะครับ  ยิ้มยิงฟัน

ขอบคุณครับ ที่แจ้งมา

https://www.prachachat.net/property/news-254380

คืบหน้ารถไฟสายสีแดง เผยโฉม”สถานีกลางบางซื่อ”สร้างเสร็จ77.37% ขึ้นแท่นฮับทางรางใหญ่และทันสมัยที่สุดในอาเซียน

นายวรวุฒิ มาลา รักษาการผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) กล่าวว่า ภาพรวมโครงการก่อสร้างรถไฟชานเมืองสายสีแดงช่วงบางซื่อ-รังสิต ระยะทาง 26 กม. ในปัจจุบันมีความคืบหน้า ณ วันที่ 25 ตุลาคม 2561 แบ่งตามสัญญา ได้แก่

สัญญาที่1 งานโยธาคืบหน้ากว่า73%
สัญญาที่ 1 งานโยธาสำหรับสถานีกลางบางซื่อและศูนย์ซ่อมบำรุง ประกอบด้วย สถานีกลางบางซื่อ และสถานีจตุจักร ทางรถไฟยกระดับ ศูนย์ซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าชานเมือง ศูนย์ซ่อมบำรุงรถไฟทางไกล ตลอดจนถนนเลียบทางรถไฟและถนนทางข้าม ซึ่งมีความคืบหน้ารวม 77.37%
สัญญาที่ 2 งานโยธาสำหรับทางรถไฟ ช่วงบางซื่อ-รังสิต ประกอบด้วย ทางรถไฟยกระดับและทางรถไฟระดับดิน 8 สถานี ถนนเลียบทางรถไฟ สะพานกลับรถ สะพานข้ามทางรถไฟ และระบบระบายน้ำ มีความคืบหน้ารวมคิดเป็น 99.44 %

สัญญาที่ 3 งานระบบไฟฟ้าและเครื่องกล สำหรับรถไฟช่วงบางซื่อ-รังสิต มีความก้าวหน้าของงานที่ดำเนินการแล้วเสร็จคิดเป็น 38.24%

สำหรับการก่อสร้างสถานีกลางบางซื่อ ซึ่งออกแบบให้รองรับและเชื่อมต่อการคมนาคมได้อย่างหลากหลาย เป็นศูนย์กลางระบบรางอย่างสมบูรณ์แบบ และยังนำหลักการพัฒนาพื้นที่โดยรอบศูนย์กลางคมนาคม (TOD) มาใช้เป็นต้นแบบในการพัฒนาพื้นที่
โดยมีรูปแบบการก่อสร้างแบ่งเป็นอาคาร 3 ชั้น ประกอบด้วย ชั้นใต้ดิน เป็นพื้นที่สำหรับจอดรถประมาณ 1,700 คัน โดยมีโถงเชื่อมต่อจากพื้นที่จอดรถขึ้นไปยังชั้นที่ 1 ชั้นที่ 1 เป็นพื้นที่จำหน่ายตั๋ว มีโถงพักคอยและรับผู้โดยสาร รวมถึงพื้นที่พาณิชยกรรม และร้านค้า สามารถเชื่อมต่อกับ MRT ชั้นที่ 2 เป็นชานชาลาสำหรับรองรับรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) มี 4 ชานชาลา และรถไฟทางไกล มี 8 ชานชาลา

ชั้นที่ 3 เป็นชานชาลาสำหรับรองรับรถไฟขนาดรางมาตรฐาน 1.435 เมตร เชื่อมภูมิภาค มีทั้งหมด 10 ชานชาลา แบ่งเป็นรถไฟสายใต้ 4 ชานชาลา รถไฟสายเหนือ และสายอีสาน รวม 6 ชานชาลา

นอกจากนี้ ยังสามารถรองรับรถไฟความเร็วสูงในอนาคตและรถไฟฟ้าเชื่อมท่าอากาศยานได้อีก 2 ชานชาลา และมีทางเดินเชื่อมต่อกับสถานีบางซื่อของรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินด้วย โดยปัจจุบันสถานีกลางบางซื่อมีความคืบหน้าในการก่อสร้าง 60.28 %

ฮับทางรางใหญ่และทันสมัยที่สุดในอาเซียน
สำหรับโครงการระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) ช่วงบางซื่อ-รังสิต สามารถรองรับปริมาณผู้โดยสาร
ได้ถึง 300,000 คน/วัน รวมทั้งรองรับการเดินทางระบบรางทุกประเภท ทั้งรถไฟชานเมือง รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ และรถไฟความเร็วสูง และยังสามารถเชื่อมโยงการเดินทางกับระบบขนส่งทางรางอื่น ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็น รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน รถไฟฟ้าสายสีชมพู รถไฟฟ้าสายสีเขียว รถไฟใต้ดิน ซึ่งเป็นการพลิกโฉมการเดินทางด้วยระบบรางของประเทศไทย และกลายเป็นศูนย์กลางการเดินทางด้วยระบบรางที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
28,11, 2018, 21:29:50
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,989


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #290 เมื่อ: 28,11, 2018, 21:29:50 »

https://www.prachachat.net/property/news-256796
กรมท่าอากาศยานครบรอบ 85 ปี เล็งสร้างสนามบินที่ “บึงกาฬ-สตูล-มุกดาหาร”

นางอัมพวัน วรรณโก อธิบดีกรมท่าอากาศยาน (ทย.) กล่าวว่า วันที่ 27 พ.ย.2561 กรมมีอายุครบรอบ 85 ปี มีแผนการพัฒนากรมท่าอากาศยานตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ภายใต้หัวข้อ “ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถทางการแข่งขัน” โดยมีเป้าหมายให้ท่าอากาศยานในสังกัดกรมท่าอากาศยานเป็นอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต ผ่านอุตสาหกรรมและบริการขนส่งและโลจิสติกส์ เน้นให้มีต้นทุนการขนส่งต่ำ แต่ได้ตามมาตรฐานสากล

รวมถึงการพัฒนาท่าอากาศยานให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมไทย เชื่อมโลก โดยให้ไทยเป็นจุดเชื่อมโยงคมนาคมของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เนื่องจากความได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์ที่เป็นศูนย์กลาง

สำหรับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ได้ทำการเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งของไทย 20 ปี และยุทธศาสตร์กระทรวงคมนาคม 5 ปี สู่การเป็น “ยุทธศาสตร์กรมท่าอากาศยาน 5 ปี” ดังนี้

ยุทธศาสตร์ที่ 1 จัดให้มีและพัฒนาท่าอากาศยานเพื่อส่งเสริมโครงข่ายการบินได้ครอบคลุมทั่วถึงทุกพื้นที่ โดยกรมท่าอากาศยานจัดให้มีการศึกษาความเป็นไปได้ในการมีท่าอากาศยานแห่งใหม่ที่จังหวัดมุกดาหาร จังหวัดบึงกาฬ จังหวัดสตูล และจัดให้มีท่าอากาศยานแห่งใหม่ คือ ท่าอากาศยานเบตง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา

นอกจากนี้ยังพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถท่าอากาศยาน ผ่านโครงการพัฒนาท่าอากาศยานแม่สอด กระบี่ ขอนแก่น นครศรีธรรมราช และตรัง รวมถึงการเพิ่มขีดความสามารถลานจอดเครื่องบิน ที่ท่าอากาศยานอุดรธานี ท่าอากาศยานสกลนคร ท่าอากาศยานลำปาง และท่าอากาศยานบุรีรัมย์

ยุทธศาสตร์ที่ 2 ปรับปรุง บำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานสิ่งอำนวยความสะดวกให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยกรมท่าอากาศยานดำเนินการปรับปรุงอาคารที่พักผู้โดยสารเร่งด่วน ณ ท่าอากาศยานอุบลราชธานี ท่าอากาศยานบุรีรัมย์ ท่าอากาศยานเลย ท่าอากาศยานตรัง และท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช เพื่อแก้ไขปัญหาระยะสั้นที่อาคารไม่สามารถรองรับผู้โดยสารได้ในปัจจุบัน ก่อนที่โครงการใหญ่จะแล้วเสร็จ นอกจากนี้กรมท่าอากาศยานยังดำเนินการปรับปรุงมาตรฐานด้านการรักษาความปลอดภัยตามมาตรฐาน ICAO ผ่านโครงการระบบตรวจค้นสัมภาระอัตโนมัติหลังเคาน์เตอร์เช็คอิน EDS in line เริ่มติดตั้งปี 2560 จะแล้วเสร็จตามแผนในปี 2562 และโครงการจัดหารถดับเพลิงเพื่อทดแทนรถรุ่นเดิม

ยุทธศาสตร์ที่ 3 พัฒนาและปรับปรุงการบริหารจัดการท่าอากาศยานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยดำเนินการจัดสรรทรัพยากรด้านพื้นที่ออกบัตรโดยสารที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผ่านโครงการ common use Check-in ที่ท่าอากาศยานกระบี่เป็นท่าอากาศยานนำร่อง รวมถึงการให้บริการฟรีอินเตอร์เน็ตไร้สาย ณ ท่าอากาศยานทุกแห่งในสังกัดกรมท่าอากาศยาน เพื่อเพิ่มการให้บริการและสนองตอบต่อ life style ของผู้โดยสารในปัจจุบัน จะดำเนินการแล้วเสร็จในเดือนเมษายน 2562

ยุทธศาสตร์ที่ 4 พัฒนาองค์กรภายใต้หลักธรรมาภิบาล โดยกรมท่าอากาศยานได้แก้ไขปัญหาการบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ให้มีความโปร่งใสในการประกวดราคาพื้นที่เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนเข้ารัฐอย่างเหมาะสม และควบคุมเพดานราคาสินค้าที่ไม่ให้สูงกว่าราคาขายภายนอกท่าอากาศยาน รวมถึงสนับสนุน โครงการประชารัฐวิสาหกิจชุมชนของรัฐบาล โดยให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นมีพื้นที่ในการประกอบกิจการผ่านวิธีการคัดเลือกที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นมีต้นทุนที่ถูกกว่าผู้ประกอบการรายใหญ่

ยุทธศาสตร์ที่ 5 บริหารทรัพยากรมนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพ โดยกรมท่าอากาศยานได้ปรับโครงสร้างองค์กร ส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่มีความรู้ความสามารถหลากหลายหน้าที่ รวมถึงปลูกฝังแนวคิดการให้บริการผู้โดยสารผ่านโครงการยิ้มแย้มยินดี สุขขีที่บ้านเรา เพื่อให้เกิดวัฒนธรรมองค์กรด้านบริการ ซึ่งเป็นหน้าที่หลักในปัจจุบัน และทั้งหมดนี้ กรมท่าอากาศยานมุ่งมั่นที่จะพัฒนาท่าอากาศยานในสังกัดเพื่อเชื่อมต่อทุกรอยยิ้ม สู่อนาคตที่สดใส อธิบดีกรมท่าอากาศยานกล่าว
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
29,11, 2018, 16:12:10
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,989


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #291 เมื่อ: 29,11, 2018, 16:12:10 »

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=2204962866496426&id=1602313710094681

*** ข่าวด่วน *** คอนเฟิร์มแล้ว !!!
ปีหน้า F1 จะมีนักขับไทย !!!

Alexander Albon นักขับลูกครึ่งไทย-อังกฤษ ที่ใช้สัญญาติไทยในการแข่งขันรถ จะได้มาขับ F1 ให้กับทีม Toro Rosso ในฤดูกาล 2019

(Toro Rosso คือ Red Bull ของประเทศอิตาลี)

ปีนี้ Albon แข่งขันอยู่ใน F2 ที่เป็นการแข่งขันระดับรองจาก F1 (แบบที่ฟุตบอลมีดิวิชั่นลีก) และโชว์ผลงานดีจนเข้าตาผู้บริหารทีม Red Bull (Toro Rosso) ต้องดึงตัวมาเป็นนักขับ F1 ในปีหน้า

Albon มีคุณพ่อเป็นชาวอังกฤษ คุณแม่เป็นชาวไทย เกิดที่อังกฤษ พูดไทยไม่ได้ แต่เลือกที่จะใช้สัญชาติไทยในการลงแข่งขันกีฬามอเตอร์สปอร์ต

หากใครดูการแข่งขันรถ F2 ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา คงจะมีโอกาสได้ฟังเพลงชาติไทยในสนามแข่งรถระดับโลกอยู่บ่อยๆ เพราะ Albon ชนะอันดับ 1 อยู่หลายสนาม

(จะมีการเปิดเพลงชาติให้กับผู้ชนะอันดับ 1 ในพิธีรับถ้วยรางวัลบนโพเดี้ยมหลังการแข่งขัน)

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่คนคนนึงจะได้เป็นนักขับ F1 เพราะถือว่าเป็นการแข่งขันระดับสูงสุดในวงการแข่งรถ

และก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่เมื่อมีโอกาสได้ขับ F1 ในปีแรกแล้วจะได้ขับต่อในปีต่อๆ ไป เพราะการแข่งขันกันสูงมาก ทั้งเรื่องความสามารถของนักขับเอง และเรื่องทุนทรัพย์

Albon จะถือว่าเป็นนักขับ F1 สัญชาติไทยคนที่ 2 ในประวัติศาสตร์ ที่ได้ลงแข่ง F1 ต่อจากพระองค์พีระฯ ในปี 1955 หรือเมื่อ 64 ปีที่แล้วในยุคแรกเริ่มของ F1

ดังนั้น ปีหน้า ขอเชิญทั้งมือใหม่ และมือเก่า มาเริ่มหัดดู F1 และร่วมเชียร์นักขับไทยไปด้วยกันนะครับ

#หัดดูF1 #F1 #thailand #albon #tororosso #redbull #ptt #true #est

photo credit: f1.com
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
02,12, 2018, 14:22:15
H1N1
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,773



« ตอบ #292 เมื่อ: 02,12, 2018, 14:22:15 »

http://www.headlightmag.com/official-price-ford-mustang-ecoboost-v8/


Ford Mustang 2.3 EcoBoost / GT V8 5.0

ราคาอย่างเป็นทางการ

Mustang 2.3 EcoBoost Performance Pack  3,599,000 บาท
Mustang V8 5.0 NA Performance Pack  4,799,000 บาท
นำเข้าทั้งคัน CBU จากโรงงาน Flat Rock Assembly Plant : Michigan, USA โดย Ford ประเทศไทย สามารถสั่งจองได้ที่ดีลเลอร์ Ford Mustang Authorized Dealer ทั่วประเทศทั้ง 19 แห่ง


Dimension มิติตัวถัง

ยาว x กว้าง x สูง : 4,788 x 1,915 x 1,379 มิลลิเมตร
ระยะฐานล้อ Wheelbase : 2,720 มิลลิเมตร
ระยะห่างล้อคู่หน้า – คู่หลัง : 1,585 / 1,654 มิลลิเมตร
ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน cd = 0.32

Engine เครื่องยนต์

เบนซิน 2.3 EcoBoost

เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ DOHC Direct Injection Ti-VCT ขนาด 2.3 ลิตร 2,264 ซีซี. พ่วงเทอร์โบ กระบอกสูบ x ระยะช่วงชัก : 87.55 x 94.0 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 9.5 : 1 กำลังสูงสุด 300 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 475 นิวตันเมตร ที่ 3,000 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะ ขับเคลื่อนล้อหลัง พร้อม Limited Slip Differential

เบนซิน V8 5.0 NA

เครื่องยนต์เบนซิน V8 สูบ DOHC Direct Injection Ti-VCT ขนาด 5.0 ลิตร 5,038 ซีซี. กระบอกสูบ x ระยะช่วงชัก : 93.0 x 92.7 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 12.0 : 1 กำลังสูงสุด 460 แรงม้า ที่ 7,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 570 นิวตันเมตร ที่ 4,600 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะ ขับเคลื่อนล้อหลัง พร้อม Limited Slip Differential

อัตราทดเกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะ 10R80 (รหัสเดียวกับ Ranger RAPTOR)

เกียร์ 1  4.696
เกียร์ 2  2.985
เกียร์ 3  2.146
เกียร์ 4  1.769
เกียร์ 5  1.520
เกียร์ 6  1.275
เกียร์ 7  1.000
เกียร์ 8  0.854
เกียร์ 9  0.689
เกียร์ 10  0.636
เกียร์ถอยหลัง 4.866
อัตราทดเฟืองท้าย  3.150

ด้วยดีไซน์ที่ปราดเปรียวและโฉบเฉี่ยวกว่าที่เคย รวมถึงไฟหน้าและไฟท้ายแบบ Full-LED เทคโนโลยี Track AppsTM ที่ให้ผู้ขับขี่เปิดประสบการณ์การขับขี่แบบในสนามแข่ง พร้อมเทคโนโลยีเหนือระดับอย่างระบบ SYNC 3 บนแผงหน้าปัดแสดงผลดิจิตอล LCD ขนาด 12 นิ้ว

Ford Mustang รุ่น GT และ EcoBoost มาพร้อมชุดแต่ง Performance Pack ที่ให้เฟืองท้ายแบบ Limited-Slip ให้การขับขี่ในโค้งสนุกสนานขึ้น และ ล้ออัลลอยสีดำ ขนาด 19 นิ้วในทั้งสองรุ่น รวมถึงระบบเบรก Brembo ในรุ่น GT

รายละเอียดสเป็คอย่างเป็นทางการ และ ข้อมูลทั้งหมดของ Ford Mustang เวอร์ชั่นไทย รวมถึงรายชื่อดีลเลอร์ Ford Mustang Authorized Dealer ทั้ง 19 แห่ง ติดตามได้ในช่วงเดือน ตุลาคม ที่จะถึงนี้

เริ่มแล้วครับ.... Motor Expo 2018 วันนี้ ถึง 10 ธ.ค. ที่อิมแพ็ก เมืองทองธานี ฟอร์ด มัสแตง ก็มาครับ
บันทึกการเข้า
06,12, 2018, 17:44:56
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,989


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #293 เมื่อ: 06,12, 2018, 17:44:56 »

เริ่มแล้วครับ.... Motor Expo 2018 วันนี้ ถึง 10 ธ.ค. ที่อิมแพ็ก เมืองทองธานี ฟอร์ด มัสแตง ก็มาครับ

ผมก็ไปมาแล้วครับ แวะเอาราคา ฮาร์เล่ย์ ติดมือมาด้วย.

https://money.kapook.com/view203257.html?fbclid=IwAR2uOBcIW7Wo9ed4Nba7jRwZlvtqIqvPed7bCKbMMfy3Y2PpqKnMa2LD2uA

ไทยครองอันดับ 1 เหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในโลก พุ่งจากอันดับ 3

วันที่ 5 ธันวาคม 2561 นายบรรยง พงษ์พานิช อดีตคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Banyong Pongpanich ระบุว่า ประเทศไทยครองแชมป์ความเหลื่อมล้ำที่สุดในโลกปี 2561 โดยอ้างอิงข้อมูลจาก CS Global Wealth Report 2018 ระบุว่า เมื่อปี ค.ศ. 2016 คนไทย 1% (500,000 คน) มีทรัพย์สินรวม 58.0% ของทรัพย์สินรวมทั้งประเทศ 3 ของโลก กระทั่งปีนี้ (ค.ศ. 2018) คนไทย 1% ดังกล่าว มีทรัพย์สินเพิ่มเป็น 66.9% พุ่งแซงรัสเซีย และอินเดีย ขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ในความเหลื่อมล้ำ..

.....เข้าไปดูในLink จะสะดวกกว่า......

และเมื่อดูรายละเอียดในตารางพบว่า คนไทยที่จนสุด 10% มีทรัพย์สิน 0% ขณะที่ถ้านับคนไทย 50% (25 ล้านคน) ก็ยังมีทรัพย์สินแค่ 1.7% หรือหากนับ 70% (35 ล้านคน) ก็เพิ่มไปเป็นแค่ 5% ซึ่งเป็นตัวสะท้อนว่า คนครึ่งประะเทศเป็นคนหาเช้ากินค่ำ หรือใช้จ่ายแบบเดือนชนเดือน ไม่มีเหลือเก็บออม
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
06,12, 2018, 22:11:05
H1N1
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,773



« ตอบ #294 เมื่อ: 06,12, 2018, 22:11:05 »


ข้อมูลที่บอกว่าไทยครองอันดับ 1 ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจเป็นสถิติเก่าหรือเปล่าครับ  รายเนี่ย
บันทึกการเข้า
07,12, 2018, 05:11:43
beamsound รักในหลวง
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,203



« ตอบ #295 เมื่อ: 07,12, 2018, 05:11:43 »

ข้อมูลที่บอกว่าไทยครองอันดับ 1 ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจเป็นสถิติเก่าหรือเปล่าครับ  รายเนี่ย
ผมรู้สึกว่าน่าจะหนักกว่าอันดับหนึ่ง เพราะเขาจัดอันดับคนรวย มีเงินเพิ่มขึ้นมากมายหลายคน
             หรือว่าพิมพ์เงินเพิ่มมาแจกคนจนจะได้อยู่อันดับ2 หัวเราะปิดปาก
บันทึกการเข้า
07,12, 2018, 14:24:58
H1N1
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,773



« ตอบ #296 เมื่อ: 07,12, 2018, 14:24:58 »


ผมดูจากข้อมูลปี 2018 ของธนาคาร ค่าความเหลื่อมล้ำของรายได้  ไทยเราน่าจะอยู่ในระดับกลางๆ นะครับ ไม่ได้ครองแชมป์อะไรตามที่สื่อแชร์กัน เห็นว่าวันนี้ทางสภาพัฒน์จะชี้แจง ผมก็รอดูข่าว
บันทึกการเข้า
08,12, 2018, 09:34:17
H1N1
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,773



« ตอบ #297 เมื่อ: 08,12, 2018, 09:34:17 »


สภาพัฒน์แจงไทยไม่ได้เหลื่อมล้ำมากสุดในโลก
ไทยเราอยู่ในระดับกลางๆ นะครับ ไม่ใช่อันดับหนึ่ง รวยกระจุกจนกระจายอะไรตามที่ตีข่าวกัน
บันทึกการเข้า
08,12, 2018, 10:20:50
beamsound รักในหลวง
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,203



« ตอบ #298 เมื่อ: 08,12, 2018, 10:20:50 »

สภาพัฒน์แจงไทยไม่ได้เหลื่อมล้ำมากสุดในโลก
ไทยเราอยู่ในระดับกลางๆ นะครับ ไม่ใช่อันดับหนึ่ง รวยกระจุกจนกระจายอะไรตามที่ตีข่าวกัน
ข้อมูลจากห้องแอร์นี่ผม...............  เหงื่อตก แต่ทำไมยังบ่นว่าจนก็แค่ยางปาล์มราคาต่ำไปนิด หัวเราะปิดปาก
บันทึกการเข้า
10,12, 2018, 22:28:24
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19,989


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #299 เมื่อ: 10,12, 2018, 22:28:24 »

ผมดูจากข้อมูลปี 2018 ของธนาคาร ค่าความเหลื่อมล้ำของรายได้  ไทยเราน่าจะอยู่ในระดับกลางๆ นะครับ ไม่ได้ครองแชมป์อะไรตามที่สื่อแชร์กัน เห็นว่าวันนี้ทางสภาพัฒน์จะชี้แจง ผมก็รอดูข่าว

ขอบคุณครับ

https://www.prachachat.net/finance/news-262747

กม.อีเพย์เมนต์เขย่าธุรกิจออนไลน์ รัฐอุดรูรั่วภาษี…ผู้ค้าต้านไม่สนอง 4.0
หลังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ผ่าน ร่างกฎหมายภาษีอีเพย์เมนต์ หรือพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่…) พ.ศ. … เพื่อรองรับระบบภาษีและเอกสารธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ ไปเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม ทำให้วงการค้าออนไลน์ (อีคอมเมิร์ซ) ตื่นตัวกันอีกรอบ

ดึงผู้ค้าผ่านออนไลน์เสียภาษี

ส่วนหนึ่งของกฎหมายดังกล่าวกำหนดให้สถาบันการเงินต้องรายงานธุรกรรมการเงินลูกค้าไปยังกรมสรรพากร ซึ่งจะทำให้กรมสรรพากรสามารถตรวจสอบได้ว่าบุคคลนั้นมีรายได้เท่าไหร่ เสียภาษีถูกต้องหรือไม่ จากเดิมกรมสรรพากรใช้วิธีการประเมินจากยอดขาย และเรียกมาสอบถาม เมื่อกรมสรรพากรสามารถเข้าไปถึงการเงินของผู้ค้าออนไลน์ได้ ทำให้เกิดความกังวล เพราะการค้าออนไลน์ส่วนใหญ่เสียภาษีไม่ถูกต้องนัก

จากข้อมูลพบว่าผู้ค้าออนไลน์ โดยเฉพาะรายย่อยหลายแสนรายยังไม่เสียภาษีหรือเสียไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) และภาษีเงินได้ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบของบุคคลธรรมดาไปเปิดเพจในเฟซบุ๊ก เปิดไอจี หรือเข้าไปขายสินค้าในช้อปปิ้งออนไลน์ยักษ์ใหญ่ การเข้าไปตรวจสอบภาษีกลุ่มผู้ค้าดังกล่าวทำได้ลำบาก ตามตัวยาก

จึงเป็นที่มาของการผลักดันกฎหมายนี้มานาน 2-3 ปี โดยกฎหมายล่าช้าเพราะมีเสียงคัดค้านมาก ต้องเปิดรับฟังความเห็นจากประชาชน (ประชาพิจารณ์) ตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ ถึง 3 ครั้ง ในช่วงระหว่างเดือนสิงหาคม 2560 ถึงเดือนกันยายน 2561

ขยายฐานเพื่อลดการรั่วไหล

กฎหมายดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนงานอีเพย์เมนต์ ต้องทำระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์และเชื่อมกับระบบการเงินออนไลน์ จุดประสงค์คือต้องการขยายฐานภาษีให้มากขึ้น โดยพบว่าการเสียภาษีของบุคคลธรรมดา แต่ละปีบุคคลธรรมดายื่นแบบแสดงรายการภาษีกว่า 10 ล้านคน แต่เสียภาษีเพียง 4 ล้านคนคิดเป็นมูลค่ารวม 3-4 แสนล้านบาทเท่านั้น

นอกจากนี้ต้องการขยายฐานการเสียภาษีนิติบุคคลให้มากกว่า 4 แสนราย เพราะพบว่าตัวเลขนิติบุคคลของกระทรวงพาณิชย์มีอยู่ถึง 6 แสนราย โดยนิติบุคคลเสียภาษีปีละกว่า 6 แสนล้านบาท

รวมถึงต้องการลดการรั่วไหลเพราะพบว่าการค้าออนไลน์ส่งผลให้การจัดเก็บแวตจากการบริโภคลดลง เนื่องจากผู้บริโภคหันไปซื้อสินค้าจากออนไลน์แทนในห้าง เพราะถูกกว่า สินค้าออนไลน์ขายถูกส่วนหนึ่งเกิดจากไม่มีภาระภาษี ดังนั้น เมื่อค้าออนไลน์โตขึ้นสินค้าปกติเสียแวตขายได้น้อยลง จึงกระทบการจัดเก็บแวตในช่วงที่ผ่านมา โดยแวตจัดเก็บปีละกว่า 7 แสนล้านบาท เป็นแวตจากการบริโภคเก็บในประเทศประมาณ 4 แสนล้านบาท

คาดว่าเมื่อกรมสรรพากรเดินหน้าใช้กฎหมายเต็มรูปแบบ ทำให้รายได้รัฐเพิ่มขึ้นหลายหมื่นล้านบาทจนอาจแตะระดับแสนล้านบาท

บี้แบงก์รายงานธุรกรรมลูกค้า

สาระสำคัญของกฎหมาย อีเพย์เมนต์กำหนดผู้เสียภาษีสามารถยื่นภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ภาษีเงินได้และแวต รวมถึงรายการหรือเอกสารเกี่ยวกับภาษีอากรผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และกำหนดให้สถาบันการเงินรายงานการทำธุรกรรมการเงินของลูกค้าให้กรมสรรพากร หากไม่ปฏิบัติตามมีโทษปรับ 1 แสนบาท และปรับอีกวันละไม่เกิน 1 หมื่นบาท

ธุรกรรมที่เข้าข่ายรายงานมายังกรมสรรพากรมี 2 กรณี คือ 1.การฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 400 ครั้ง และมียอดรวมกันตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป และ 2.การฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 3,000 ครั้งต่อปี

นายปิ่นสาย สุรัสวดี รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี ในฐานะโฆษกกรมสรรพากร อธิบายถึงการรายงานธุรกรรมทางการเงินมายังกรมสรรพากรว่า ธุรกรรมทางการเงินต้องรับเงินเข้าบัญชีปีละ 400 ครั้ง และมีมูลค่าเกิน 2 ล้านบาท หรือรับเงินเข้าบัญชีปีละ 3,000 ครั้ง โดยรวมทุกบัญชีต่อ 1 ธนาคาร ซึ่งต้องรับโอนเงินวันละเกือบ 10 ครั้ง จึงจะมีจำนวน 3,000 ครั้งต่อปี หรือรับโอนเงิน 5,000 บาทต่อครั้ง เป็นจำนวน 400 ครั้ง จึงจะมีมูลค่า 2 ล้านบาท

ถ้าทั้งปีรับโอนเงิน 10 ล้านบาท แต่จำนวนครั้งมีแค่ 117 ครั้ง ไม่ถือว่าเข้าข่ายที่สถาบันการเงินต้องส่งข้อมูลมาให้กรมสรรพากร โดยในส่วนของเงินที่นำไปฝากเอง และเงินฝากบัญชีร่วมนั้นอยู่ระหว่างหารือกับธนาคารว่าจะยกเว้น อย่างไรก็ตาม การรับโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารนั้นไม่ได้หมายความว่าเงินจำนวนทั้งหมดต้องนำไปเสียภาษี เนื่องจากในหลายกรณีไม่ได้เป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษี เช่น การคืนเงินกู้ยืม การรับเงินที่ฝากไปทำบุญแทน เป็นต้น

เปิดสูตรคำนวณภาษี 2 รูปแบบ

นายปิ่นสายกล่าวต่อว่า กฎหมายอีเพย์เมนต์มีวัตถุประสงค์หลักเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เสียภาษี ไม่ได้มีเจตนาไปเก็บภาษีจากผู้ค้าออนไลน์เป็นการเฉพาะ เพราะในการเสียภาษีของผู้ค้าออนไลน์นั้นเป็นหน้าที่ต้องเสียภาษีอยู่แล้ว กรมไม่ได้หวังว่าจะเก็บภาษีเพิ่มจากกฎหมายดังกล่าวเท่าใด แต่หวังไว้ว่าผู้ค้าออนไลน์เคยเสียภาษีน้อยมากเพียง 20% จากที่ควรเสีย 100% จะมาเสียภาษีเพิ่มขึ้น ซึ่งกรมสรรพากรพร้อมที่จะอำนวยความสะดวกและให้คำแนะนำเรื่องภาษีกับผู้ที่ต้องการเสียภาษีอย่างถูกต้องทุกราย

ข้อมูลทางการเงินที่กรมได้รับจากธนาคาร มีแค่ชื่อ นามสกุล จำนวนครั้งเท่านั้น ไม่ได้ลงรายละเอียดว่าโอนให้ใครเท่าไหร่ เมื่อได้ข้อมูลทางการเงินมาแล้วกรมสรรพากรจะนำข้อมูลไปประมวลผลร่วมกันกับข้อมูลอื่นๆ ในคอมพิวเตอร์เพื่อจัดกลุ่มผู้เสียภาษี ถ้าเป็นกลุ่มมีความเสี่ยงน้อย เช่น ไม่ยื่นภาษีจะแนะนำให้มายื่นแบบ ถ้าเสี่ยงมากคงต้องออกหนังสือเชิญมาพบเพื่อพูดคุย เพราะเมื่อคอมพิวเตอร์พบเสี่ยงมาก แต่อาจไม่ได้มีเจตนาเลี่ยงภาษี

ดังนั้น ถ้าได้พูดคุยจะทราบสาเหตุจะได้แนะนำให้ดำเนินการอย่างถูกต้อง

ในการเสียภาษีหากเป็นผู้มีรายได้ที่ไม่ใช่ค่าจ้างเงินเดือน หรือกลุ่มอาชีพอิสระ ค้าขาย จะอยู่ในมาตรา 40 (2-8) ในการจ่ายภาษีมี 2 แบบ คือ วิธีแรกเหมาจ่าย 0.5% ของรายได้ ถ้ามีรายได้ 1,000 บาท เสียภาษี 5 บาท วิธีที่ 2 เสียภาษีตามขั้นบันไดตั้งแต่ 5-35% ซึ่งการเสียภาษีแบบขั้นบันไดจะต้องนำเงินได้หักค่าใช้จ่ายและลดหย่อนก่อนมาคิดภาษี

ทั้งนี้ ในการเก็บภาษีจากผู้ค้าออนไลน์ กรมจะคำนวณ 2 แบบ หากพบว่าภาษีแบบไหนสูงกว่ากันจะเก็บอันนั้น ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ประกอบอาชีพอิสระ หรือค้าออนไลน์ จะถูกประเมินในแบบเหมาจ่ายมากกว่า

หากมีรายได้ 1 ล้านบาท เสียภาษีประมาณ 5 พันบาท และมีรายได้ 2 ล้านบาท เข้าข่ายธนาคารต้องรายงานธุรกรรม จะเสียภาษีประมาณ 1 หมื่นบาท

ดีเดย์’63 รอเชื่อมระบบ-ปรับตัว

กฎหมายดังกล่าวจะเริ่มใช้ในปีภาษี 2563 คือวันที่ 1 มกราคม 2563 เนื่องจากต้องรอการเชื่อมระบบระหว่างกรมกับสถาบันการเงิน โดยมีผลต่อการยื่นภาษีในปี 2564 ถ้าเป็นบุคคลธรรมดายื่นแบบช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม 2564 ดังนั้น มีเวลาให้ผู้ค้าออนไลน์ที่ยังเสียภาษีไม่ถูกต้องปรับตัว

นายปิ่นสายมีข้อแนะนำให้ผู้ค้าที่มีรายได้สูงๆ ไปจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เนื่องจากสามารถลงบัญชีรับจ่ายและเสียภาษีเฉพาะส่วนกำไร ไม่ใช่เสียภาษีคิดจากฐานรายได้เหมือนบุคคลธรรมดา หากผู้ประกอบการมีประวัติทางการเงินที่ดีและโปร่งใสช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุน และการขอสินเชื่อต่างๆ โดยในปี 2562 รัฐบาลกำหนดให้ผู้ขอสินเชื่อกับแบงก์ต้องใช้บัญชีเดียว คือ จากบัญชียื่นภาษี ดังนั้น การเสียภาษีอย่างถูกต้องส่งผลดีมากกว่าผลเสียกับผู้ประกอบการ

ส่วนผู้ค้าออนไลน์ที่ยังเสียภาษีเงินได้แบบบุคคลธรรมดา และมีความกังวลเรื่องภาษีสามารถขอคำแนะนำจากกรมสรรพากร สรรพากรพื้นที่ หรือโทรมาคอลเซ็นเตอร์ของกรม ทุกฝ่ายพร้อมให้คำแนะนำ

สำหรับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่ากฎหมายนี้ขัดแย้งกับนโยบายอีเพย์เมนต์ หรือนโยบายสังคมไร้เงินสด เพราะกฎหมายทำให้คนกังวลในการใช้จ่ายผ่านธนาคาร นายปิ่นสายยืนยันว่ากฎหมายนี้ไม่ขัดแย้งกับนโยบายสังคมไร้เงินสดของรัฐบาล เนื่องจากการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ในปัจจุบันมีความสะดวกรวดเร็ว จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น

เว็บค้าออนไลน์ร้องขอผ่อนผัน

ผู้ที่อยู่ในแวดวงการค้าออนไลน์ส่วนใหญ่ไม่คัดค้านในเรื่องภาษี แต่มีข้อกังวลบางเรื่อง โดย นายณัฐวิทย์ ผลวัฒนสุข กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอลเอ็นดับเบิ้ลยูช็อป จำกัด หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์ฟรีในชื่อ LnwShop (แอลเอ็นดับเบิ้ลยูช็อป หรือเทพช็อป) กล่าวว่า กฎหมายอีเพย์เมนต์ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีจะทำให้ผู้ค้าออนไลน์เข้าสู่ระบบภาษี ทำให้ร้านค้าออนไลน์ตื่นตัว มีร้านค้าออนไลน์สอบถามเรื่องนี้มาก เพราะกลัวว่าจะถูกเก็บภาษี เนื่องจากที่ผ่านมาเคยชินไม่ต้องเสียภาษี

มีความเป็นห่วงว่ากฎหมายไม่ได้มาพร้อมกับความรู้ว่าจะเข้าระบบอย่างไร เพราะคนขายของออนไลน์ส่วนใหญ่จะคิดแค่ว่าทำอย่างไรให้ของขายได้

ไม่ค่อยมีใครมาคิดว่าจะต้องเก็บเอกสาร ทำบัญชีรายรับรายจ่าย เพื่อไว้เสียภาษี ดังนั้น เป็นหน้าที่ของภาครัฐก่อนกฎหมายจะมีผลในปี 2563 ที่จะต้องให้ความรู้กับผู้ค้าออนไลน์ในเว็บไซต์เทพช็อปมีร้านค้าเข้ามาค้าขายตั้งแต่เปิดมารวมกว่า 6 แสนราย แต่มีการแอ๊กทีฟ (เคลื่อนไหว) เพียง 6 หมื่นราย ในจำนวนนี้มีเพียงระดับ 1 พันรายเท่านั้นที่มีการจดทะเบียนแวต และเข้าระบบภาษีอย่างถูกต้อง ผู้ที่เข้าระบบภาษีถูกต้อง ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ค้ารายใหญ่มียอดขายปีละหลายร้อยล้านบาท

ทั้งนี้ กฎหมายที่ออกมาอาจมีผลทำให้ผู้ค้ารายใหม่ ที่คิดริเริ่มจะมาลองค้าขายออนไลน์คิดมากขึ้น เพราะกังวลเรื่องภาษี แต่คนเริ่มค้าขายออนไลน์ไปแล้ว ต้องเรียนรู้ว่าทำอย่างไรจะรับมือภาษีที่จะเกิดขึ้น ในส่วนของเว็บไซต์เทพช็อปเองมีโปรแกรมสำหรับลงรายรับรายจ่ายและคำนวณภาษีให้ เพื่อให้รับรู้ว่ามีรายได้เท่าไหร่ ต้องเสียภาษีเท่าไหร่ แต่ยังมีคนมาใช้บริการน้อยมาก

ถ้ากรมสรรพากรจะเก็บภาษีกับผู้ค้าออนไลน์ อยากให้มีการผ่อนผันระยะเวลาหนึ่ง เพราะผู้ประกอบการหลายรายอยากเข้าระบบแต่กลัวภาษีย้อนหลังหากรัฐใช้มาตรการที่เข้มงวดเกินไป อาจกระทบต่อผู้ประกอบการ และทำให้หนีภาษี

ซึ่งในต่างประเทศ การเก็บภาษีจากผู้ค้าออนไลน์จะมีมาตรการพิเศษ เช่น ยกเว้นบางช่วง เพื่อจูงใจให้เข้าสู่ระบบภาษี และดึงผู้ประกอบการให้มาทำธุรกิจออนไลน์มากขึ้น

เชื่อขัดนโยบายไทยแลนด์ 4.0

ด้าน นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ ตลาดดอทคอม Tarad.com กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นด้วยกับการเก็บภาษีการทำธุรกรรมออนไลน์ แต่ไม่เห็นด้วยกับการรายงานความเคลื่อนไหวทางบัญชี เพราะไทยประกาศนโยบายว่าจะเป็นประเทศดิจิทัล ไทยแลนด์ 4.0 ส่งเสริมการค้าออนไลน์ ผลักดันให้ประเทศเข้าสู่สังคมไร้เงินสด แต่กฎหมายทำให้คนลังเลว่าจะเข้าสู่ระบบสังคมไร้เงินสดหรือไม่ เพราะกลัวการตรวจสอบ กฎหมายนี้จะกลายเป็นตัวกระตุ้นให้คนกลับไปใช้เงินสดอีกครั้ง เครื่องปั้นดินเผาอย่างไหอาจจะขายดีขึ้น เพราะคนอาจจะซื้อมาเก็บเงิน ทำให้การปรับตัวในการเข้าสู่ดิจิทัลช้า โดยมีความเห็นว่าควรชะลอการใช้กฎหมายออกไป 2 ปี เพื่อให้ระบบการชำระเงินออนไลน์เติบโตเต็มที่ก่อน

นายธนาวัฒน์ มาลาบุปผา นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย กล่าวว่า สมาคมพยายามผลักดันให้ผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซของไทยเข้าสู่ระบบภาษี ดังนั้น จึงไม่ได้มองว่ากฎหมายอีเพย์เมนต์กระทบอะไรผู้ประกอบการ อย่างไรก็ตาม ภายในเดือนธันวาคมนี้สมาคมจะหารือกับสมาชิกว่าจะมีการช่วยเหลือผู้ประกอบการอย่างไร ซึ่งการค้าออนไลน์ขยายตัวทุกปี โดยในปี 2560 ที่ผ่านมา การค้าออนไลน์ของไทยมีมูลค่าถึง 1.5 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 29% จากปีที่ผ่านมา โดยมีสัดส่วน 1-2% ของมูลค่าตลาดค้าปลีกทั้งหมด คาดว่าในปีนี้จะเติบโต 20-30%

ลุ้นอีบิซิเนสจบก่อนเลือกตั้ง

นอกจากอีเพย์เมนต์เกี่ยวข้องกับออนไลน์แล้ว ยังมีร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่?) พ.ศ. ? ที่กำหนดให้จัดเก็บแวตจากผู้ประกอบการธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (อีบิซิเนส) ในต่างประเทศที่เข้าทำธุรกิจในไทย เช่น เฟซบุ๊ก กูเกิล ยูทูบ อาลีบาบา

กฎหมายกำหนดให้ผู้ให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัลแพลตฟอร์มในต่างประเทศที่มีรายได้จากการให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทยเกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนแวต ยื่นแบบแสดงรายการภาษี และนำส่งภาษีให้แก่กรมสรรพากรผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่นเดียวกับประเทศอื่นทั่วโลกกว่า 50 ประเทศ เช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น เกาหลี อังกฤษ และประเทศในสหภาพยุโรปอีกหลายประเทศ พบว่ามีผู้ประกอบการประมาณ 80-100 ราย เข้าไปลงทะเบียนเสียภาษีในประเทศต่างๆ ดังนั้น กรมสรรพากรหวังว่าผู้ประกอบการดังกล่าวเสียภาษีในไทยด้วย

ทั้งนี้ การเก็บแวตตามกฎหมายอีบิซิเนสจะจัดเก็บจากค่าบริการที่ผู้ประกอบการเก็บเพิ่มจากผู้ใช้งาน บริการดิจิทัลคอนเทนต์และโฆษณาเท่านั้น ไม่ได้จัดเก็บจากสินค้า เช่น เก็บภาษีจากโฆษณา ดาวน์โหลดเกมส์จากต่างประเทศ ดาวน์โหลดสติ๊กเกอร์จากต่างประเทศ สมาชิกทีวีออนไลน์ และวิดีโอจากต่างประเทศ แพลตฟอร์มบริการจองโรงแรม ค่าบริการจองตั๋วเครื่องบินและตั๋วโดยสาร บริการเรียกรถสาธารณะ เป็นต้น

ภาษีอีบิซิเนสในส่วนของแวตยังอยู่ในการพิจารณาของกฤษฎีกา มีกำหนดต้องแล้วเสร็จเพื่อนำเสนอไปยัง สนช.ก่อนวันที่ 25 ธันวาคม เพื่อให้ สนช.พิจารณาให้ทันก่อนเลือกตั้ง ไม่เช่นนั้นกฎหมายอาจถูกตีกลับมากระทรวงการคลัง เพื่อนำเสนอไปใหม่

“สมคิด” เร่งกฎหมายผ่านสนช.

โดย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เร่งรัดมายังกระทรวงการคลังและฝ่ายกฎหมายของรัฐบาล ให้เร่งรัดกฎหมายดังกล่าวผ่าน สนช.ภายในรัฐบาลชุดนี้ เพราะกฎหมายนี้สำคัญพอๆ กับภาษีอีเพย์เมนต์ ถ้าไม่ทำไปพร้อมกันจะถูกครหาว่าเก็บเฉพาะคนในประเทศ

ทั้งนี้ ภาษีอีบิซิเนสยังเหลือการพิจารณารอรัฐบาลใหม่อีก 2 เรื่อง คือ ยกเลิกการยกเว้นภาษีสำหรับสินค้ามีมูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาทส่งผ่านไปรษณีย์ พบการหลีกเลี่ยงสูงมากด้วยการแจ้งราคาต่ำ และการเก็บภาษีเงินได้ของผู้ประกอบการแพลตฟอร์มต่างประเทศที่ทำธุรกิจในไทย ขณะนี้กรมสรรพากรยังอยู่ระหว่างการศึกษาทั้ง 2 เรื่อง

กรมสรรพากรจัดเก็บรายได้เข้ารัฐประมาณ 70-80% มีเป้าหมายการจัดเก็บภาษีถึง 2 ล้านล้านบาท เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี ทำให้ธุรกิจและการค้าขายเปลี่ยนไป การจัดเก็บภาษีแบบเดิมๆ คงใช้ไม่ได้อีกแล้ว ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีเครื่องมือในการจัดเก็บภาษีใหม่ๆ

ทางภาครัฐจึงเชื่อว่า ภาษีอีเพย์เมนต์และอีบิซิเนส ถือเป็นกฎหมายภาษีที่พลิกโฉมการจัดเก็บภาษีของไทย ทำให้รายได้รัฐเพิ่มขึ้นเป็นกอบเป็นกำ

 

ที่มา : นสพ.มติชนรายวัน/ผู้เขียนทีมข่าวเศรษฐกิจ
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
หน้า: 1 ... 18 19 [20] 21   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: