GUN IN THAILAND
23,01, 2019, 15:52:36 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Google
หน้า: 1 ... 20 21 [22]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สภาวะเศรษฐกิจ 4 รายงานสภาพเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงชั้นบรรยากาศสตาร์โตส  (อ่าน 6721 ครั้ง)
python1911 และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
07,01, 2019, 20:32:46
H1N1
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,950



« ตอบ #315 เมื่อ: 07,01, 2019, 20:32:46 »


ให้ตายซิโรบิน รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ไม่เชื่อมเมืองยังไงครับ  รายเนี่ย
บันทึกการเข้า
08,01, 2019, 08:08:23
H1N1
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,950



« ตอบ #316 เมื่อ: 08,01, 2019, 08:08:23 »


วาทกรรมนักการเมืองเริ่มมาแล้ว พูดทุกอย่างได้หมด 
สีดำก็คือสีดำ สีขาวก็คือสีขาว ให้โลกเป็นผู้พิสูจน์ ยิ้มเด้ง
บันทึกการเข้า
08,01, 2019, 13:54:14
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 20,024


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #317 เมื่อ: 08,01, 2019, 13:54:14 »

https://www.prachachat.net/economy/news-275351

รัฐบาลปิดจ๊อบระบายข้าวค้างสต๊อก16.84ล้านตัน มูลค่า1.45แสนล้าน

กรมค้าต่างประเทศ ปลื้มปิดจ๊อบระบายข้าวค้างสต๊อกสำเร็จ ปริมาณ 16.84 ล้านตัน มูลค่า 1.45 แสนล้านบาท ลดภาระรัฐได้เดือนละ 1 พันล้านเกลี้ยง ขณะที่การส่งออกข้าวไทยปี 61 ทะลุ 11.13 ล้านตัน ส่วนปี 62 มองเบื้องต้นก่อน 10 ล้านตัน พร้อมอีดกิจกรรมดันส่งออกเต็มที่

 

นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า การระบายข้าวภายใต้รัฐบาลชุดปัจจุบัน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2557 – ธันวาคม 2561 กรมฯ ในฐานะประธานคณะทำงานดำเนินการระบายข้าวในสต็อกของรัฐและเลขานุการคณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว ได้ระบายข้าวในสต็อกของรัฐที่ผ่านการตรวจนับปริมาณและมีผลการตรวจสอบและจัดระดับคุณภาพแล้ว รวมทั้งสิ้น 16.84 ล้านตัน มูลค่ารวม 145,080 ล้านบาท ทำให้รัฐบาลไม่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาข้าวไว้ในสต็อกเดือนละกว่า 1,000 ล้านบาท ส่งผลดีทำให้กำจัดอุปทานส่วนเกินที่เคยกดทับตลาดและราคาข้าวไทยได้หมดไป เชื่อว่าการส่งออกข้าวในปี 2562 นี้ประเมินว่าจะอยู่ประมาณ 10 ล้านตัน อย่างไรก็ดี จากการระบายข้าวหมดไปครั้งนี้จะสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดข้าวไทยให้กับผู้ส่งออกและเกษตรกรได้ในอนาคต

สำหรับผลจากการระบายสต๊อกออกไปจนหมด ทำให้ปี 2561 ไทยสามารถส่งออกข้าวได้ตามเป้าหมาย มีปริมาณรวม 11.13 ล้านตัน มูลค่ารวม 5,623 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบจากปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการส่งออกเพิ่มขึ้นส่งผลดีต่อราคาข้าวเปลือกในประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้นทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ส่วนเป้าหมายการส่งออกข้าวในปี 2562 ในเบื้องต้นคาดว่าจะมีปริมาณ 10 ล้านตัน การส่งออกอาจจะลดลงจากปี 2561 เล็กน้อย อย่างไรก็ดีจะผลักดันให้มีมูลค่าการส่งออกสูงขึ้น โดยจะสนับสนุนให้เกษตรกรเพาะปลูกข้าวคุณภาพดี และข้าวที่เป็นที่ต้องการของตลาด เพื่อการส่งออกให้มากขึ้น

เนื่องจากราคาข้าวไทยสูงกว่าประเทศคู่แข่ง เช่น อินเดีย และเวียดนาม รวมทั้งผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอาจจะมีผลกระทบ รวมไปถึงเศรษฐกิจโลก แต่ยังมีปัจจัยบวกที่คาดว่าจะทำให้การส่งออกข้าวเติบโต คือ ความต้องการบริโภคข้าวของโลกยังมีต่อเนื่อง ข้าวไทยยังได้รับความเชื่อมั่น ภัยธรรมชาติสถานการณ์และประเมินสถานการณ์ข้าวทั้งในและต่างประเทศ สำหรับการผลักดันการส่งออกข้าวในปี 2562 กรมฯ มีแผนขยายตลาดและประชาสัมพันธ์ข้าวไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งบุกตลาดประเทศผู้นำเข้าสำคัญในภูมิภาคเอเชีย เช่น ฮ่องกง สิงค์โปร์ จีน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และภูมิภาคอื่นๆ

รวมทั้งจะมีการจัดกิจกรรมที่สำคัญในประเทศ ได้แก่ งานประชุมข้าวนานาชาติ Thailand Rice Convention 2019 ซึ่งเป็นเวทีระดับสากลให้ผู้ที่อยู่ในแวดวงการค้าข้าวจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก ได้มาพบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเป็นโอกาสอันดีของประเทศไทยในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างผู้ส่งออกข้าวของไทยและผู้นำเข้าข้าวจากประเทศคู่ค้าสำคัญ นอกจากนี้ จะเร่งผลักดันและขยายโอกาสทางการตลาดให้กับผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากข้าวไทย ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ โดยมีกิจกรรมสำคัญในปี 2562

ส่วนการอำนวยความสะดวกในการส่งออกข้าว กรมฯ จะมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในการเชื่อมโยงการออกใบรับรองมาตรฐานสินค้าทุกชนิดแบบคู่ขนานภายในเดือน มกราคม 2562 ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการสามารถยื่นขอใบรับรองมาตรฐานสินค้าได้ทั้งที่กรมฯ และที่สภาหอฯ โดยสินค้าที่จะขอใบรับรองได้ ได้แก่ ข้าวโพด ถั่วเขียว ถั่วเขียวผิวดำ ข้าวฟ่าง ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ปลาป่น ข้าวหอมมะลิไทย ปุยนุ่น เป็นต้น ขณะเดียวกัน จะเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลและควบคุมคุณภาพมาตรฐานข้าวหอมมะลิไทยมากขึ้น

นายอดุลย์กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าการส่งมอบข้าวแบบ G to G กรมฯ อยู่ระหว่างส่งมอบข้าวงวดที่ 7 ปริมาณ 100,000 ตัน ให้ COFCO Corporation (COFCO) รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม 2562 และได้เสนอให้ COFCO พิจารณาเจรจาราคาขายข้าวในงวดที่ 8 ปริมาณ 100,000 ตัน ซึ่งหากเจรจาตกลงราคาได้จะถือเป็นข่าวดีอย่างยิ่งสำหรับชาวนาและตลาดข้าวไทย เนื่องจากมีคำสั่งซื้อปริมาณมากมารองรับผลผลิตข้าวที่ออกสู่ตลาด โดยผู้ส่งออกข้าวจะต้องไปรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาเพื่อส่งมอบภายใต้สัญญาดังกล่าว ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้ราคาข้าวเปลือกที่เกษตรกรได้รับมีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้นและส่งผลดีต่อการค้าข้าวไทยทั้งระบบ ทั้งนี้ กรมฯ จะเร่งเจรจาให้รัฐบาลจีนตกลงราคาและนำเข้าข้าวที่เหลือให้ครบปริมาณ 1 ล้านตันตามสัญญาแบบ G to G ให้แล้วเสร็จภายในปี 2562
บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
10,01, 2019, 09:08:54
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 20,024


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #318 เมื่อ: 10,01, 2019, 09:08:54 »

https://www.prachachat.net/economy/news-275756

“หอการค้าไทย-สภาหอการค้าฯ-3 สมาคมสินค้าประมง” ขอบคุณรัฐบาลปลดล็อกใบเหลือง IUU Fishing 4 ปี

“หอการค้าไทย-สภาหอการค้าฯ-3 สมาคมสินค้าประมง” ขอบคุณชื่นชมรัฐบาลปลดล็อกใบเหลือง IUU Fishing 4 ปี ชี้เอกชนพร้อมเดินหน้าตาม 6 ข้อประมงยั่งยืนต่อไป

นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โดย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานคณะกรรมการสายงานธุรกิจสินค้าเกษตรและอาหาร กล่าวว่า ตามที่สหภาพยุโรป หรือ EU ประกาศให้ประเทศไทยได้ใบเหลืองในการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (Illegal Unreported and Unregulated Fishing : IUU Fishing) เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2558 ที่ผ่านมา ภายหลังจากรัฐบาลได้การดาเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง โดย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) รองนายกรัฐมนตรี (พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ) รองนายกรัฐมนตรี (พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ) รัฐมนตรีว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายกฤษฎา บุญราช) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน (พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว ) รัฐมนตรีวาการกระทรวงคมนาคม (นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (นายดอน ปรมัตถว์นัย) กองทัพเรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากผลงานของความมุ่งมั่นและการดำเนินงานอย่างจริงจังรัฐบาลไทยและหน่วยงานภาครัฐที่กล่าวมาน้ันส่งผลให้สภาพยุโรป (EU) ได้ปลดล็อกใบเหลืองประเทศไทยในการทาการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU Fishing)

ทั้งนี้ ภาคเอกชนไทย โดยหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมการค้าที่เกี่ยวข้องขอขอบคุณและชื่นชมรัฐบาลเป็นอย่างยิ่งในการดำเนินการแก้ไขปัญหา IUU Fishing มาตลอดระยะเวลา 4 ปี ซึ่งสะท้อนให้สังคมโลกเห็นว่าประเทศไทยเป็นผู้นำภูมิภาคในการแก้ไขปัญหา IUU Fishing อย่างแท้จริง รวมทั้งการดำเนินการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าว แรงงานเด็ก และการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน โดยในปี 2561 รายงานการค้ามนุษย์ของสหรัฐฯ TIPs Report ประเทศไทยอยู่ที่ระดับ Tier 2 ทั้งหมดนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนแปลงที่สำคัญกับประเทศไทยในการการพัฒนาธุรกิจเกษตรและอุตสาหกรรมประมงของไทยในอนาคต ตลอดจนการส่งเสริมการลงทุนของประเทศไทย และการเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่สินค้าประมงที่ส่งออกไปต่างประเทศต่อตลาดโลก และประเทศผู้นำเข้าให้เกิดการยอมรับอย่างยั่งยืน

“ในนามของหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมการค้า ประกอบด้วยสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป และสมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทย จะร่วมมือสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมทุกอย่างของรัฐบาลให้สอดคล้องกับข้อกำหนด กฎหมาย ทั้งของไทยและมาตรฐานสากลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพพัฒนาระบบสร้างความยั่งยืน และความเชื่อมั่นภาพลักษณ์สินค้าประมงไทยต่อนานาประเทศ และเดินหน้าสร้างความยั่งยืนประมงไทยตามนโยบายรัฐบาล 6 ด้าน คือ 1.ด้านกฎหมาย 2.ด้านการบริหารจัดการประมง 3.ด้านการบริหารจัดการกองเรือ 4.ด้านการติดตาม ควบคุม และเฝ้าระวัง (MCS) 5.ด้านการตรวจสอบย้อนกลับ และ 6.ด้านการบังคับใช้กฎหมายต่อไป”
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10,01, 2019, 09:12:12 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
10,01, 2019, 20:09:48
ชาวดง
พวกเราไม่ใช่คนดี 100%..............แต่เรื่องเดียวที่เราทำไม่เป็น..............คือ "เนรคุณในหลวง"
สมาชิกครอบครัว
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 750


« ตอบ #319 เมื่อ: 10,01, 2019, 20:09:48 »

 แว่นดำ แว่นดำ แว่นดำ

ทวีสุข ธรรมศักดิ์

Transform.....???

ตลอด 2-3 ปี ผมได้เดินทางทั่วโลก ทำวิเคราะห์ การเปลี่ยนแปลงของระบบอุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้น
ผมต้องขอบคุณโอกาสจาก การเป็นที่ปรึกษาที่ DTGO ที่ทำให้เริมเห็นภาพการเปลี่ยนแปลงของโลกในครั้งนี้ โดยที่เราไม่ทันสังเกต ทั้งๆที่เราอยู่กับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ตลอดเวลา

ผมได้มีโอกาสนั่งทานอาหารกับท่านอาจารย์ท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นกูรูทางเศรษฐกิจ เราคุยกันว่าโอกาสที่จะเกิดการทรุดตัวทางเศรษฐกิจมีโอกาสที่สูง

แต่ Disruption กลับเป็นสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่า
เพราะ...เวลาที่เกิดวงรอบของวิกฤติเศรษฐกิจ เมื่อได้รับมาตราการช่วยเหลือต่างๆ
เมื่อวิกฤติผ่านไป
- สำหรับเจ้าของกิจการ เราก็เริ่มกลับมาทำธุรกิจใหม่ บนพื้นฐานของกิจการเดิม อาจมีปรับไปบ้าง
แต่ก็เริ่มกันใหม่ ....บนพื้นฐานความรู้และประสบการณ์เดิมๆ
- พนักงาน..อาจตกงาน..ช่วงหนึ่งเมื่อผ่านไป ก็กลับมาหางาน ....บนพื้นฐานความรู้ ทักษะ และประสบการณ์..เดิม

แต่...การ....Disruption

- กิจการเดิม สินค้าเดิม เราอาจจะผลิตหรือค้าขาย...สิ่งที่ไม่มีการใช้ หรือ บริโภค อีกแล้ว
- องค์ความรู้เดิม ประสบการณ์ และทักษะ อาจไม่มีความจำเป็นอีกแล้วสำหรับอุตสาหกรรม...ในโลกอนาคตอีกเพียงแค่ 1-5 ปีจากนี้ด้วย

แน่นอนผลคือ
การล้มละลายของค้าปลีกขนาดใหญ่อย่างห้างเซียร์ที่มีมา 125 ปี
การล้มละลายของ ทรอย อาร์ อัส เพียงเพราะเด็กเปลี่ยนไปเล่นเกมบน Smart Phone

สิ่งที่เห็นเป็นเพียงการเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ครั้งนี้
หลังจากนี้ คุณจะเห็นการล้มละลายที่กระจายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว
และซ้อนอยู่ในวิกฤติทางเศรษฐกิจครั้งที่ใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ

ยกตัวอย่าง....การเปลี่ยนจากรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน...ไปสู่..รถยนต์ไฟฟ้า...และจบที่ รถยนต์ไร้คนขับ
โลกจะต้องเปลี่ยนบนช่วงเวลาตั้งแต่ ปี 2019-2030
(ข้อมูลมีในทุกบริษัทผลิตรถยนต์ ไม่ต้องเชื่อหรือไม่เชื่อ หัดไปหาอ่านกันบ้างนะ ไม่ใช้ อ่านมันทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องที่ต้องอ่าน เห็นก้มอ่านกันทั้งวัน แต่ปัญญากลับไม่เพิ่ม เท่ากับค่าอินเตอร์เนทที่เพิ่มขึ้น เวลาเห็นคอมเมนต์แล้วรำคาญ ให้ อัลกอลิทึมของ FB ประเมินระดับสติปัญญาได้นะ)

คำถาม
การใช้น้ำมัน...จะหายไป 40-60% ของการผลิต
อุตสาหกรรมน้ำมัน...จะวาง Exit Plan อย่างไร
อ๋อ..ปล่อยล้มละลายไปเพราะเอาหุ้นขายรายย่อยไปหมดแล้ว เหอะๆ เห็นช่วงนี้ให้นักวิเคราะห์มา บิว ให้ซื้อกันอยู่ บอกว่า...มั่นคง..มากกกกกกกกก...

Supply Chain ของอุปกรณ์การผลิตรถยนต์ทั่วโลก
เพราะมากว่า 60% ของ ชิ้นส่วนที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน จะไม่มีในสายการผลิตของรถยนต์ในโลกอนาคต
ผู้ผลิตชิ้นส่วน ...จะวาง Exit Plan อย่างไรเพราะต้องลงทุนสร้างสายการผลิตใหม่
ถ้าคุณไม่เปลี่ยนแปลง....การล้มทั้งยืน..จะเกิดขึ้นโดยที่คุณจะไม่มีโอกาสที่จะรู้ตัว

คนที่ซื้อรถน้ำมันไปใช้ เมื่อถึงจุดหนึ่ง สายการผลิตอุปกรณ์จะยุติการผลิต
คุณ...ต้องเปลี่ยนรถใหม่
คนกลายๆว่าจะรวย..ก็ผ่อนกันไป...ผ่อนทั้งชีวิต
และรถที่ไม่มีระบบการ connect กับ smart city ก็ไม่สามารถ..นำออกมาใช้ได้

การวางระบบ infra structure ของระบบเมืองใหม่เพื่อรองรับ เช่น
ระบบสื่อสาร ที่จะไปสู่ระดับ 7G การลงทุนวางระบบที่ไม่จบสิ้น
ระบบเมืองใหม่
ระบบการติดต่อสื่อสาร
คนขับแท็กซี่...จะขับอะไร
ระบบ logistic ที่ต้องออกแบบใหม่

อีกเยอะ...ขี้เกียจพิมพ์แหละ

ผู้นำสิงคโปร์ประกาศว่า ทำไม่ประเทศต้องเสียพื้นที่แพงๆมหาศาลเพื่อเป็นที่จอดรถด้วย
และ..ทำไมต้องซื้อรถแพงๆ เพื่อมาจอดบนพื้นที่ แพงๆด้วย
ประเทศจีน...รถ 100 คัน จะไปสู่ รถยนต์ไร้คนขับในอีก 10 ปี ข้างหน้า
ในนอร์เวย์ สวีเดน

อันนี้ยกตัวอย่างแค่เรื่องเดียวที่มีผลกระทบเป็นลุกโซ่ ขนาดใหญ่
เรื่องอื่นๆไว้วันหลังนะ

"คุณไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงอะไรก็ได้ แต่โลกจะเปลี่ยนคุณ และทอดทิ้งคุณไว้ข้างหลังอย่างเจ็บปวด"

รีบหาความรู้เพื่อรีบเปลี่ยนแปลง...ซะนะ

และ...อย่าคิดอะไรใหม่ๆ...บนฐานความคิดเดิม เพราะมันจะออกมาใหม่บนของเดิมๆ

ทวีสุข ธรรมศักดิ์

ปล.จะก็อปก็เอาไปให้หมดนะ เดี๋ยวกลายเป็นของ CEO กสิกรอีก
บันทึกการเข้า
10,01, 2019, 21:06:52
H1N1
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,950



« ตอบ #320 เมื่อ: 10,01, 2019, 21:06:52 »

แว่นดำ แว่นดำ แว่นดำ

ทวีสุข ธรรมศักดิ์

Transform.....???

ตลอด 2-3 ปี ผมได้เดินทางทั่วโลก ทำวิเคราะห์ การเปลี่ยนแปลงของระบบอุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้น
ผมต้องขอบคุณโอกาสจาก การเป็นที่ปรึกษาที่ DTGO ที่ทำให้เริมเห็นภาพการเปลี่ยนแปลงของโลกในครั้งนี้ โดยที่เราไม่ทันสังเกต ทั้งๆที่เราอยู่กับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ตลอดเวลา

ผมได้มีโอกาสนั่งทานอาหารกับท่านอาจารย์ท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นกูรูทางเศรษฐกิจ เราคุยกันว่าโอกาสที่จะเกิดการทรุดตัวทางเศรษฐกิจมีโอกาสที่สูง

แต่ Disruption กลับเป็นสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่า
เพราะ...เวลาที่เกิดวงรอบของวิกฤติเศรษฐกิจ เมื่อได้รับมาตราการช่วยเหลือต่างๆ
เมื่อวิกฤติผ่านไป
- สำหรับเจ้าของกิจการ เราก็เริ่มกลับมาทำธุรกิจใหม่ บนพื้นฐานของกิจการเดิม อาจมีปรับไปบ้าง
แต่ก็เริ่มกันใหม่ ....บนพื้นฐานความรู้และประสบการณ์เดิมๆ
- พนักงาน..อาจตกงาน..ช่วงหนึ่งเมื่อผ่านไป ก็กลับมาหางาน ....บนพื้นฐานความรู้ ทักษะ และประสบการณ์..เดิม

แต่...การ....Disruption

- กิจการเดิม สินค้าเดิม เราอาจจะผลิตหรือค้าขาย...สิ่งที่ไม่มีการใช้ หรือ บริโภค อีกแล้ว
- องค์ความรู้เดิม ประสบการณ์ และทักษะ อาจไม่มีความจำเป็นอีกแล้วสำหรับอุตสาหกรรม...ในโลกอนาคตอีกเพียงแค่ 1-5 ปีจากนี้ด้วย

แน่นอนผลคือ
การล้มละลายของค้าปลีกขนาดใหญ่อย่างห้างเซียร์ที่มีมา 125 ปี
การล้มละลายของ ทรอย อาร์ อัส เพียงเพราะเด็กเปลี่ยนไปเล่นเกมบน Smart Phone

สิ่งที่เห็นเป็นเพียงการเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ครั้งนี้
หลังจากนี้ คุณจะเห็นการล้มละลายที่กระจายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว
และซ้อนอยู่ในวิกฤติทางเศรษฐกิจครั้งที่ใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ

ยกตัวอย่าง....การเปลี่ยนจากรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน...ไปสู่..รถยนต์ไฟฟ้า...และจบที่ รถยนต์ไร้คนขับ
โลกจะต้องเปลี่ยนบนช่วงเวลาตั้งแต่ ปี 2019-2030
(ข้อมูลมีในทุกบริษัทผลิตรถยนต์ ไม่ต้องเชื่อหรือไม่เชื่อ หัดไปหาอ่านกันบ้างนะ ไม่ใช้ อ่านมันทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องที่ต้องอ่าน เห็นก้มอ่านกันทั้งวัน แต่ปัญญากลับไม่เพิ่ม เท่ากับค่าอินเตอร์เนทที่เพิ่มขึ้น เวลาเห็นคอมเมนต์แล้วรำคาญ ให้ อัลกอลิทึมของ FB ประเมินระดับสติปัญญาได้นะ)

คำถาม
การใช้น้ำมัน...จะหายไป 40-60% ของการผลิต
อุตสาหกรรมน้ำมัน...จะวาง Exit Plan อย่างไร
อ๋อ..ปล่อยล้มละลายไปเพราะเอาหุ้นขายรายย่อยไปหมดแล้ว เหอะๆ เห็นช่วงนี้ให้นักวิเคราะห์มา บิว ให้ซื้อกันอยู่ บอกว่า...มั่นคง..มากกกกกกกกก...

Supply Chain ของอุปกรณ์การผลิตรถยนต์ทั่วโลก
เพราะมากว่า 60% ของ ชิ้นส่วนที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน จะไม่มีในสายการผลิตของรถยนต์ในโลกอนาคต
ผู้ผลิตชิ้นส่วน ...จะวาง Exit Plan อย่างไรเพราะต้องลงทุนสร้างสายการผลิตใหม่
ถ้าคุณไม่เปลี่ยนแปลง....การล้มทั้งยืน..จะเกิดขึ้นโดยที่คุณจะไม่มีโอกาสที่จะรู้ตัว

คนที่ซื้อรถน้ำมันไปใช้ เมื่อถึงจุดหนึ่ง สายการผลิตอุปกรณ์จะยุติการผลิต
คุณ...ต้องเปลี่ยนรถใหม่
คนกลายๆว่าจะรวย..ก็ผ่อนกันไป...ผ่อนทั้งชีวิต
และรถที่ไม่มีระบบการ connect กับ smart city ก็ไม่สามารถ..นำออกมาใช้ได้

การวางระบบ infra structure ของระบบเมืองใหม่เพื่อรองรับ เช่น
ระบบสื่อสาร ที่จะไปสู่ระดับ 7G การลงทุนวางระบบที่ไม่จบสิ้น
ระบบเมืองใหม่
ระบบการติดต่อสื่อสาร
คนขับแท็กซี่...จะขับอะไร
ระบบ logistic ที่ต้องออกแบบใหม่

อีกเยอะ...ขี้เกียจพิมพ์แหละ

ผู้นำสิงคโปร์ประกาศว่า ทำไม่ประเทศต้องเสียพื้นที่แพงๆมหาศาลเพื่อเป็นที่จอดรถด้วย
และ..ทำไมต้องซื้อรถแพงๆ เพื่อมาจอดบนพื้นที่ แพงๆด้วย
ประเทศจีน...รถ 100 คัน จะไปสู่ รถยนต์ไร้คนขับในอีก 10 ปี ข้างหน้า
ในนอร์เวย์ สวีเดน

อันนี้ยกตัวอย่างแค่เรื่องเดียวที่มีผลกระทบเป็นลุกโซ่ ขนาดใหญ่
เรื่องอื่นๆไว้วันหลังนะ

"คุณไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงอะไรก็ได้ แต่โลกจะเปลี่ยนคุณ และทอดทิ้งคุณไว้ข้างหลังอย่างเจ็บปวด"

รีบหาความรู้เพื่อรีบเปลี่ยนแปลง...ซะนะ

และ...อย่าคิดอะไรใหม่ๆ...บนฐานความคิดเดิม เพราะมันจะออกมาใหม่บนของเดิมๆ

ทวีสุข ธรรมศักดิ์

ปล.จะก็อปก็เอาไปให้หมดนะ เดี๋ยวกลายเป็นของ CEO กสิกรอีก

ขอบคุณสำหรับข้อมูลดี ๆ ที่นำมา แบ่งปันครับ
บันทึกการเข้า
13,01, 2019, 09:49:53
H1N1
super member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,950



« ตอบ #321 เมื่อ: 13,01, 2019, 09:49:53 »


https://www.prachachat.net/economy/news-275756

“หอการค้าไทย-สภาหอการค้าฯ-3 สมาคมสินค้าประมง” ขอบคุณรัฐบาลปลดล็อกใบเหลือง IUU Fishing 4 ปี

“หอการค้าไทย-สภาหอการค้าฯ-3 สมาคมสินค้าประมง” ขอบคุณชื่นชมรัฐบาลปลดล็อกใบเหลือง IUU Fishing 4 ปี ชี้เอกชนพร้อมเดินหน้าตาม 6 ข้อประมงยั่งยืนต่อไป

นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โดย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานคณะกรรมการสายงานธุรกิจสินค้าเกษตรและอาหาร กล่าวว่า ตามที่สหภาพยุโรป หรือ EU ประกาศให้ประเทศไทยได้ใบเหลืองในการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (Illegal Unreported and Unregulated Fishing : IUU Fishing) เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2558 ที่ผ่านมา ภายหลังจากรัฐบาลได้การดาเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง โดย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) รองนายกรัฐมนตรี (พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ) รองนายกรัฐมนตรี (พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ) รัฐมนตรีว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายกฤษฎา บุญราช) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน (พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว ) รัฐมนตรีวาการกระทรวงคมนาคม (นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (นายดอน ปรมัตถว์นัย) กองทัพเรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากผลงานของความมุ่งมั่นและการดำเนินงานอย่างจริงจังรัฐบาลไทยและหน่วยงานภาครัฐที่กล่าวมาน้ันส่งผลให้สภาพยุโรป (EU) ได้ปลดล็อกใบเหลืองประเทศไทยในการทาการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU Fishing)

ทั้งนี้ ภาคเอกชนไทย โดยหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมการค้าที่เกี่ยวข้องขอขอบคุณและชื่นชมรัฐบาลเป็นอย่างยิ่งในการดำเนินการแก้ไขปัญหา IUU Fishing มาตลอดระยะเวลา 4 ปี ซึ่งสะท้อนให้สังคมโลกเห็นว่าประเทศไทยเป็นผู้นำภูมิภาคในการแก้ไขปัญหา IUU Fishing อย่างแท้จริง รวมทั้งการดำเนินการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าว แรงงานเด็ก และการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน โดยในปี 2561 รายงานการค้ามนุษย์ของสหรัฐฯ TIPs Report ประเทศไทยอยู่ที่ระดับ Tier 2 ทั้งหมดนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนแปลงที่สำคัญกับประเทศไทยในการการพัฒนาธุรกิจเกษตรและอุตสาหกรรมประมงของไทยในอนาคต ตลอดจนการส่งเสริมการลงทุนของประเทศไทย และการเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่สินค้าประมงที่ส่งออกไปต่างประเทศต่อตลาดโลก และประเทศผู้นำเข้าให้เกิดการยอมรับอย่างยั่งยืน

“ในนามของหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมการค้า ประกอบด้วยสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป และสมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทย จะร่วมมือสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมทุกอย่างของรัฐบาลให้สอดคล้องกับข้อกำหนด กฎหมาย ทั้งของไทยและมาตรฐานสากลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพพัฒนาระบบสร้างความยั่งยืน และความเชื่อมั่นภาพลักษณ์สินค้าประมงไทยต่อนานาประเทศ และเดินหน้าสร้างความยั่งยืนประมงไทยตามนโยบายรัฐบาล 6 ด้าน คือ 1.ด้านกฎหมาย 2.ด้านการบริหารจัดการประมง 3.ด้านการบริหารจัดการกองเรือ 4.ด้านการติดตาม ควบคุม และเฝ้าระวัง (MCS) 5.ด้านการตรวจสอบย้อนกลับ และ 6.ด้านการบังคับใช้กฎหมายต่อไป”
https://www.prachachat.net/economy/news-275351

รัฐบาลปิดจ๊อบระบายข้าวค้างสต๊อก16.84ล้านตัน มูลค่า1.45แสนล้าน

กรมค้าต่างประเทศ ปลื้มปิดจ๊อบระบายข้าวค้างสต๊อกสำเร็จ ปริมาณ 16.84 ล้านตัน มูลค่า 1.45 แสนล้านบาท ลดภาระรัฐได้เดือนละ 1 พันล้านเกลี้ยง ขณะที่การส่งออกข้าวไทยปี 61 ทะลุ 11.13 ล้านตัน ส่วนปี 62 มองเบื้องต้นก่อน 10 ล้านตัน พร้อมอีดกิจกรรมดันส่งออกเต็มที่

 

นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า การระบายข้าวภายใต้รัฐบาลชุดปัจจุบัน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2557 – ธันวาคม 2561 กรมฯ ในฐานะประธานคณะทำงานดำเนินการระบายข้าวในสต็อกของรัฐและเลขานุการคณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว ได้ระบายข้าวในสต็อกของรัฐที่ผ่านการตรวจนับปริมาณและมีผลการตรวจสอบและจัดระดับคุณภาพแล้ว รวมทั้งสิ้น 16.84 ล้านตัน มูลค่ารวม 145,080 ล้านบาท ทำให้รัฐบาลไม่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาข้าวไว้ในสต็อกเดือนละกว่า 1,000 ล้านบาท ส่งผลดีทำให้กำจัดอุปทานส่วนเกินที่เคยกดทับตลาดและราคาข้าวไทยได้หมดไป เชื่อว่าการส่งออกข้าวในปี 2562 นี้ประเมินว่าจะอยู่ประมาณ 10 ล้านตัน อย่างไรก็ดี จากการระบายข้าวหมดไปครั้งนี้จะสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดข้าวไทยให้กับผู้ส่งออกและเกษตรกรได้ในอนาคต

สำหรับผลจากการระบายสต๊อกออกไปจนหมด ทำให้ปี 2561 ไทยสามารถส่งออกข้าวได้ตามเป้าหมาย มีปริมาณรวม 11.13 ล้านตัน มูลค่ารวม 5,623 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบจากปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการส่งออกเพิ่มขึ้นส่งผลดีต่อราคาข้าวเปลือกในประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้นทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ส่วนเป้าหมายการส่งออกข้าวในปี 2562 ในเบื้องต้นคาดว่าจะมีปริมาณ 10 ล้านตัน การส่งออกอาจจะลดลงจากปี 2561 เล็กน้อย อย่างไรก็ดีจะผลักดันให้มีมูลค่าการส่งออกสูงขึ้น โดยจะสนับสนุนให้เกษตรกรเพาะปลูกข้าวคุณภาพดี และข้าวที่เป็นที่ต้องการของตลาด เพื่อการส่งออกให้มากขึ้น

เนื่องจากราคาข้าวไทยสูงกว่าประเทศคู่แข่ง เช่น อินเดีย และเวียดนาม รวมทั้งผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอาจจะมีผลกระทบ รวมไปถึงเศรษฐกิจโลก แต่ยังมีปัจจัยบวกที่คาดว่าจะทำให้การส่งออกข้าวเติบโต คือ ความต้องการบริโภคข้าวของโลกยังมีต่อเนื่อง ข้าวไทยยังได้รับความเชื่อมั่น ภัยธรรมชาติสถานการณ์และประเมินสถานการณ์ข้าวทั้งในและต่างประเทศ สำหรับการผลักดันการส่งออกข้าวในปี 2562 กรมฯ มีแผนขยายตลาดและประชาสัมพันธ์ข้าวไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งบุกตลาดประเทศผู้นำเข้าสำคัญในภูมิภาคเอเชีย เช่น ฮ่องกง สิงค์โปร์ จีน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และภูมิภาคอื่นๆ

รวมทั้งจะมีการจัดกิจกรรมที่สำคัญในประเทศ ได้แก่ งานประชุมข้าวนานาชาติ Thailand Rice Convention 2019 ซึ่งเป็นเวทีระดับสากลให้ผู้ที่อยู่ในแวดวงการค้าข้าวจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก ได้มาพบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเป็นโอกาสอันดีของประเทศไทยในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างผู้ส่งออกข้าวของไทยและผู้นำเข้าข้าวจากประเทศคู่ค้าสำคัญ นอกจากนี้ จะเร่งผลักดันและขยายโอกาสทางการตลาดให้กับผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากข้าวไทย ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ โดยมีกิจกรรมสำคัญในปี 2562

ส่วนการอำนวยความสะดวกในการส่งออกข้าว กรมฯ จะมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในการเชื่อมโยงการออกใบรับรองมาตรฐานสินค้าทุกชนิดแบบคู่ขนานภายในเดือน มกราคม 2562 ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการสามารถยื่นขอใบรับรองมาตรฐานสินค้าได้ทั้งที่กรมฯ และที่สภาหอฯ โดยสินค้าที่จะขอใบรับรองได้ ได้แก่ ข้าวโพด ถั่วเขียว ถั่วเขียวผิวดำ ข้าวฟ่าง ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ปลาป่น ข้าวหอมมะลิไทย ปุยนุ่น เป็นต้น ขณะเดียวกัน จะเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลและควบคุมคุณภาพมาตรฐานข้าวหอมมะลิไทยมากขึ้น

นายอดุลย์กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าการส่งมอบข้าวแบบ G to G กรมฯ อยู่ระหว่างส่งมอบข้าวงวดที่ 7 ปริมาณ 100,000 ตัน ให้ COFCO Corporation (COFCO) รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม 2562 และได้เสนอให้ COFCO พิจารณาเจรจาราคาขายข้าวในงวดที่ 8 ปริมาณ 100,000 ตัน ซึ่งหากเจรจาตกลงราคาได้จะถือเป็นข่าวดีอย่างยิ่งสำหรับชาวนาและตลาดข้าวไทย เนื่องจากมีคำสั่งซื้อปริมาณมากมารองรับผลผลิตข้าวที่ออกสู่ตลาด โดยผู้ส่งออกข้าวจะต้องไปรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาเพื่อส่งมอบภายใต้สัญญาดังกล่าว ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้ราคาข้าวเปลือกที่เกษตรกรได้รับมีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้นและส่งผลดีต่อการค้าข้าวไทยทั้งระบบ ทั้งนี้ กรมฯ จะเร่งเจรจาให้รัฐบาลจีนตกลงราคาและนำเข้าข้าวที่เหลือให้ครบปริมาณ 1 ล้านตันตามสัญญาแบบ G to G ให้แล้วเสร็จภายในปี 2562

ขอบคุณสำหรับข้อมูลดี ๆ ที่นำมา แบ่งปันครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15,01, 2019, 19:09:11 โดย H1N1 » บันทึกการเข้า
วันนี้ เวลา 14:35:04
storm40sw
Gun In Thai Mania
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 20,024


คิดจะเป็นคนดีอย่ามีเงื่อนไข


« ตอบ #322 เมื่อ: วันนี้ เวลา 14:35:04 »

https://www.prachachat.net/economy/news-281387


เอกชน-นักวิชาการ ขานรับกฤษฎีกาเลือกตั้งของรัฐบาล ชี้เป็นปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยโตในกรอบ 4-4.5% ขณะที่ช่วงกิจกรรมหาเสียงคาดมีเงินสะพัดถึง 5 หมื่นล้านบาท มีผลต่อจีดีพีได้ 0.3%

นายสนั่น อังอุบลกุล รองประธานกรรมการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า นับเป็นสัญญาณที่ดีที่พระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปี 2562 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา อย่างเป็นทางการ ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาคเอกชน นักลงทุนทั้งภายในประเทศและต่างประเทศก่อให้เกิดความเชื่อมั่นมากขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนขนาดใหญ่ที่จะทำให้โครงการมีการเดินหน้าอย่างมั่นใจ นอกจากนี้ยังจะส่งผลเอกชนมองเห็นนโยบายทางเศรษฐกิจของพรรคการเมือง ได้ชัดเจนมากขึ้น ซึ่งจะเป็นผลบวกและปัจจัยเอื้อประโยชน์ให้กับประเทศในอนาคตฝนการตัดสินใจลงทุน การทำธุรกิจได้

นอกจากนี้ ยังส่งผลให้ข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศของไทยมีความชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศคู่ค้าที่สำคัญๆ อาจจะส่งสัญญาณด้านการเจรจาการค้ามากขึ้น อย่างไรก็ดี สิ่งที่ภาคเอกชน ผู้ประกอบการคาดหวังสำหรับการเลือกตั้งและรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาพัฒนาประเทศ สิ่งที่ต้องการคือเข้ามาดูแลและลดข้อจำกัดที่ส่งผลกระทบต่อการทำธุรกิจ และแก้ไขข้อกฎหมายที่ไม่เอื้อต่อการค้า การทำธุรกิจให้สะดวกมากขึ้น เพราะคู่แข่งหรือประเทศใกล้เคียงได้ลดข้อจำกัดเหล่านี้ และทำให้ประเทศเป็นที่สนใจต่อการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยควรจะใช้โอกาสนี้สร้างความเชื่อมั่นและความมั่นใจให้กับนักลงทุนได้ในอนาคต

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ภายหลังการประกาศพระราชกฤษฎีกาฯ เชื่อว่าจะทำให้ต่างชาติเกิดความมั่นใจว่าประเทศไทยได้เดินหน้าตามโรดแมปที่กำหนดไว้ ซึ่งจะทำให้นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศเชื่อมั่น ต่อการลงทุน และส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ให้กับตลาดทุน และการลงทุนในประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)

อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้คาดว่ากระบวนการกำหนดวันเลือกตั้ง ภายใน 150 วันนับจากนี้ หรืออีกประมาณ 3-5 เดือนข้างหน้า จะมีกรอบระยะเวลาในการเลือกตั้งที่ชัดเจน ซึ่งนั้นจะมีผลต่อกรอบระยะเวลาการหาเสียงและนโยบายของพรรคการเมือง ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวจะส่งผลต่อบรรยากาศเศรษฐกิจในประเทศเกิดความคึกคัก เกิดกิจกรรมทางการเมือง โดยจะทำให้มีเม็ดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจจากกิจกรรมหาเสียง คาดว่าประมาณ 30,000-50,000 ล้านบาท และจะส่งผลกระตุ้น จีดีพี ของประเทศขยายตัวได้ประมาณ 0.3%

“จะช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยลดความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลก เมื่อมีนโยบายที่ชัดเจนทั้งไทยและต่างประเทศจะมีความมั่นใจที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย และเมื่อได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เชื่อว่าจะทำให้เศรษฐกิจมีเสถียรภาพมากขึ้น ดังนั้นมหาลัยหอการค้าไทย คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยปี 2562 จะขยายตัวในกรอบ 4-4.5% ภายใต้สมมุติฐายคือ ไม่ได้ปัจจัยเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลก”

อย่างไรก็ดี ความเป็นไปได้ว่าโอกาสการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยน่าจะขยายตัว 4.2% ทั้งนี้ การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญ เพราะทุกพรรคการเมืองต้องการฐานคะแนนเสียงเพราะจะมีผลต่อการกำหนดทิศทางการเมืองในอนาคต ซึ่งสิ่งที่พรรคการเมืองจะนำเสนอคาดว่าจะมี 2 เรื่อง คือ นโยบายที่จับต้องได้ ไม่เป็นประชานิยม และเป็นประโยชน์ต่อประเทศ ขณะที่ จากการหาเสียงของแต่ละพรรคตามพื้นที่ต่างๆจะทำให้รับทราบถึงปัญหาและสามารถแก้ไขได้ตรงจุดมากขึ้น
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันนี้ เวลา 14:36:36 โดย storm40sw » บันทึกการเข้า

My mind is the weapon...Everything else is merely an accessory
แต่ข้าผู้ยากไร้  มีเพียงฝันของข้า  ข้าหว่านความฝันไว้ที่ใต้เท้าท่าน  เหยียบเบาๆเพราะท่านเหยียบบนความฝันของข้า
วันนี้ เวลา 15:16:29
beamsound รักในหลวง
super member
*****
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 2,284



« ตอบ #323 เมื่อ: วันนี้ เวลา 15:16:29 »

ที่แน่ๆหมูขึ้นราคา แถมไข่ก็ขึ้นด้วย ใครรวยไม่กล้าพูด อาย
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 20 21 [22]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: